เรื่อง ประวัติความเป็นมา วิวัฒนาการตัวอักษร ตัวอักษร คือลายเสนที่ขีดเขียนเปนรูปสัญลักษณเพื่อใชแทนเสียงและสื่อความหมายในภาษาพูด อยางไรก็ตามสัญลักษณตาง ๆ ที่นำมาใชจะตองเปนที่ยอมรับของสังคมนั้นๆ คือสามารถสื่อความเขาใจไดตรงกัน ภาษา พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานไดใหความหมายไววา หมายถึงเสียงหรือกิริยาอาการที่ทำ ความเขาใจซึ่งกันและกันได คำพูด ถอยคำที่ใชพูดจากัน โดยปริยายหมายถึงคนหรือชาติที่พูดภาษานั้นๆ หรือ อาจกลาวไดอีกนัยหนึ่งวา ภาษา หมายถึง สื่อที่ใชในการทำความเขาใจระหวางผูสื่อและผูรับสาร สื่อตางๆ ที่ใชอาจจะเปนคำพูด กิริยา อาการ สัญญาณ หรือลายลักษณอักษร ฯลฯ แตนักภาษาศาสตรปจจุบันสวนใหญจะใหความสำคัญ เฉพาะภาษาพูด เพราะภาษาพูดเปนสื่อที่ใชมากในการสื่อสารทั่วไป สวนภาษาเขียนเปนเพียงตัวแทนหรือเปน การบันทึกภาษาพูดเทานั้น กำเนิดตัวอักษร การที่จะกำหนดใหแนชัดลงไปวา จุดเริ่มตน ทองตัวอักษรมีมาตั้งแตเมื่อใตนั้นคงจะกระทำไดยาก ยิ่ง แตนักปราชญทางดานภาษาและตัวอักษรพอจะ อนุมานไดวาตัวอักษรจะตองเกิดหลังจากมีภาษาพูด แลวนานนับพันป การที่จะทราบถึงกำเนิดของ ตัวอักษรคงกระทำไดยากขอ ฯ กับการกำเนิดของ มนุษย แตธรรมชาติของมนุษยนั้นยอมตองการที่จะ สื่อสาร ซึ่งกันและกัน ดังจะเห็นไดวามนุษยไดทำ สัญลักษณตาง ฯ ไวตามผนังถ้ำ หนาผา แผนหิน ฯลฯ เพื่อบอกเรื่องราวตาง" หรือเปนเครื่องเตือนความจำสำหรับตนเองและสมาชิกในเผาพันธุ นักวิชาการ เชื่อวา มนุษยเริ่มรูจักขีดเขียนภาพที่พบตามผนังถ้ำในยุคหินเกาตอนตนนั้น คงจะมีอายุประมาณ 25,000- 20,000 ปมาแลว รูปภาพเหลานั้น จะเนนโครงราง คราวๆหรือเขียนเปนรูปลายเรขาคณิต โดยมีจุดมุงหมายใน การประกอบ พิธีกรรมเพื่อความขลังความศักดิ์สิทธิ์จึงนาจะจัดเปนการผสมกลมกลืนระหวางศิลปะและ คาถาอาคมมากกวาจะเปนอักษรภาพ (ธวัช ปุณโณทก 2535 : 3 อางจากอัญชนา จิตสุทธิญาณ ม.ป.ป. : 1-2) ใบความรู้ที่ 1
ตอมาเมื่อมนุษยเริ่มรูจักใชเครื่องหมายหรือสัญลักษณ แทนความหมายในภาษาเพื่อการสื่อสารกันแลว ความจำเปนใน การเขียนภาพเพื่อประกอบพิธีกรรมก็กาวหนายิ่งขึ้นจนเกิดเปน ขั้นตอนในการวิวัฒนาการของตัวหนังสือขึ้นจึงอาจกลาวไดวา มนุษยเริ่มรูจักขีดเขียนมาแตตึกดำบรรพ แตเพิ่งจะรูจักเขียน เครื่องหมายหรือรูปแทนคำพูดเมื่อประมาณ 6,000 ปมานี้เอง (ทองสืบ ศุภะมารค 2526 : 1) ประวัติศาสตรของอักษร มีจุดเริ่มตนอยูในอียิปตโบราณ อักษรแทนหนวยเสียงชนิดแรกเปนอักษร ไรสระ ปรากฏเมื่อ 1,457 ปกอนพุทธศักราช ซึ่งเปนผลงานของแรงงานชาวเซมิติกในอียิปต เพื่อใชเขียนภาษา ของตนเอง โดยไดรับอิทธิพลจากอักษรที่ใชแทนเสียงพยัญชนะซึ่งใชคูกับอักษรคำในอักษรไฮโรกลิฟฟก อักษรอื่น ๆ ที่ใชในปจจุบันสวนใหญพัฒนามาจากอักษรนี้รวมทั้งอักษรฟนิเชีย อักษรกรีก และอักษรละติน จุดกำเนิดในอียิปต์ เมื่อประมาณ 2,157 ปกอนพุทธศักราช ชาวอียิปตโบราณพัฒนาอักษร 22 ตัว ใชแสดงเสียงพยัญชนะ และสัญลักษณตัวที่ 23 ใชแสดงคำที่ขึ้นตนดวยเสียงสระ ซึ่งใชแสดงการออกเสียงของอักษรไฮโรกลิฟฟกที่ใช แทนคำ แสดงการผันทางไวยากรณ และใชถายเสียงคำยืมจากภาษาอื่น แตตัวอักษรเหลานี้ไมไดใชในระบบ อักษรแทนหนวยเสียง ระบบอักษรแทนหนวยเสียงปรากฏครั้งแรกเมื่อ 1,457 ปกอนพุทธศักราช โดยคนงาน ชาวเซมิติกในอียิปตตอนกลาง[2] อีก 500 ปตอมา อักษรนี้ไดแพรกระจายขึ้นไปทางเหนือ และเปนตนกำเนิด ของอักษรตาง ๆ ทั่วโลก ยกเวนอักษรเมรอยติกที่พัฒนาจากไฮโรกลิฟฟกเมื่อ พ.ศ. 243 ในนิวเบีย อียิปตใต วิวัฒนาการของตัวเขียน แบงออกเปน ๕ ขั้นตอน คือ ตัวเขียนระบบภาพ(pictograph) คือ ตัวเขียนที่ใชภาพในการสื่อสาร เปนระบบตัวเขียนที่เกาแก ที่สุด แตมีขอจำกัดในการสื่อความหมายไดเฉพาะสิ่งที่เปน รูปธรรมและตองใชทักษะการเขียนอีกดวย ตัวเขียนระบบภาพ ที่สำคัญ ไดแก ตัวเขียนรูปลิ่ม (cuneiform) ของชาวสุเมเรียน ตัวเขียนฮีโรกลิฟก (hieroglyphic)ของชาวอียิปต และ ตัวเขียนเจียกูเหวินของชาวจีน เปนตน
ตัวเขียนระบบภาพแสดงความคิด (ideograph) ตัวเขียนระบบภาพที่มีลักษณะสื่อความหมายถึงสิ่งที่ เปนนามธรรมได โดยอาศัยวิธีการตางๆ ไดแก การ เพิ่มเครื่องหมายตางๆ เขาไปในภาพเดิม การประสม ภาพเดิมหลายๆ ภาพเขาดวยกันแลวใหความหมาย ใหม และการสรางสัญลักษณใหมที่มีความหมายเชิง นามธรรม เปนตน ตัวเขียนระบบสัญลักษณรูปคลาย (logograph) คือ ระบบที่ดัดแปลงตัวเขียนระบบภาพและตัวเขียนระบบภาพแสดงความคิด มาเปนภาพที่คลายของจริง เขียนดวยลายเสนงายๆ ไมมีรายละเอียดของภาพ จึงทำใหมีลักษณะเปนสัญลักษณมากขึ้น ตัวเขียนระบบสัญลักษณแทนพยางค (syllabary) ตัวเขียนระบบที่ใชสัญลักษณแตละตัวแทนเสียงพยางคหนึ่งพยางค เปนการนำเอาสัญลักษณที่ใชแทนคำๆ หนึ่ง มาใชกับคำอีกคำหนึ่ง ที่มีเสียงเหมือนกันแตมีความหมายตางกันตัวเขียนที่พอจัดอยูใน ระบบนี้ เชน ตัวเขียนภาษาญี่ปุน เปนตน ตัวเขียนระบบแทนเสียงหรือตัวอักษร(alphabet) ตัวเขียนระบบที่ใชสัญลักษณแตละตัวแทนเสียงหนึ่งเสียง เปนระบบที่มี ความสมบูรณในการบันทึกภาษา และใชสัญลักษณนอยกวาทุกระบบที่ กลาวมาขางตน
ประวัติความเปนมาของตัวเขียนอักษรโรมัน ตัวอักษรโรมัน ถือไดวาเปนตัวอักษรที่ใชกัน แพรหลายที่สุดในโลก โดยเริ่มตนจากชาวโรมันซึ่งเปนชน เผาอิตาลิก (italic) ที่พูดภาษาละตินไดตั้งรกรากที่บริเวณหุบเขาตอนลางของแมน้ำ ไทเบอรหรือที่ราบลาติอุม (latium) ในคาบสมุทรอิตาลี เมื่อโรมันเจริญรุงเรืองขึ้นจึงไดแผขยาย อาณาเขตเขาไปยึดครองกรีกกับอีทรัสกันไว โรมันไดรับเอาอักษรของกรีกมาพัฒนาเปน อักษรโรมันหรืออักษรละตินขึ้น เมื่อราว ๗๐๐ ปกอนคริสตกาล ตัวอักษรโรมันใน ระยะแรกมีเฉพาะอักษรตัวนำ (capital letter) ตัวอักษรมีรูปรางโคง ลายเสน อักษรมีความหนาบาง มีเซอริฟ(Serif) เขียนติดตอกันไปโดยไมมีการเวนชองไฟ และไมมีการใชเครื่องหมายวรรคตอน ในขณะที่โลกตะวันออกเชนจีนและเกาหลีคนพบวิธีการพิมพใหมๆ ยุโรปยังไมมีใครทราบขาวนี้และการ พิมพในยุโรปเองก็ยังไมมี "ยุคมืด" (dark age) ยุคมืดของยุโรปยาวนานถึง ๔๗๖ ป ในยุคนี้ขาวยุโรปจำนวนนอยนิดที่รูหนังสือหรือ อานออกเขียนได นักการศึกษาและพระคริสเตียนจำนวนหนึ่งไดเริ่มฟนฟูหนังสือในยุโรปขึ้น โดยการกวานซื้อหนังสือที่มี คาเหลานั้นมารวบรวมไว ไดฝกพระใหเปนพระอาลักษณเพื่อจดและลอกคำตอคำจากหนังสือ หนังสือที่พระ อาลักษณ เขียนจะสวยงามมากที่เรียกวา "หนังสือเลขาวิจิตร" (illumination) ประวัติความเป็นมาของตัวพิมพ์อักษรโรมัน เมื่อการพิมพเผยแพรไปถึงยุโรปในป ค.ศ. 1400 โดย เริ่มตนจากการพิมพไพดวย แมพิมพบล็อกไมกอน ตอมาชาว เยอรมนีที่ชื่อ โยฮัน กูเต็นเบิรก (Johann Gutenberg) การพิมพแพรหลายในอิตาลี สวิสเซอรแลนดฝรั่งเศส ฮอลแลนด เบลเยี่ยม สเปนและอังกฤษ ซึ่งแตละประเทศก็คิดพิมพ หนังสือของตนเองออกมา วิทยาการความรูทั้งหลายจึงแพรกระจายสูมือสามัญชน อยางมากมาย ซึ่งเปนปจจัยสำคัญอยางหนึ่งที่นำไปสูยุคฟนฟูศิลปวิทยาการ(renaissance) ในยุโรป
การออกแบบตัวอักษรโรมันในชวงค.ศ.ที่ 17-18 พัฒนาการทางการ ออกแบบตัวอักษรได กาวหนาขึ้นอีกระดับหนึ่ง โดยไดอาศัยหลักการทาง เรขาคณิต ตัวพิมพจึงมีโครงสรางตัวอักษรที่ไดมาตรฐานขึ้นเปนครั้งแรก - ตัวพิมพโรเมน ดู รอย (Romain du Roi) โดย (philippe grandijean) ในป ค.ศ. 1692 - ตัวพิมพบาสเกอรวิลล (Baskerville) ของจอหนบาสเกอรวิลล (john baskerville) ในปค.ศ. 1757 ในอดีตกอนที่จะมีการวัดขนาดตัวพิมพดวยระบบหนวยวัดแบบพอยตนั้น ตัวพิมพอักษรโรมันจะใชชื่อเปนตัวบงบอกใหทราบถึงขนาดของตัวพิมพ เชน brevier, long primer, pica - ค.ศ. ๑๗๓๗ นักออกแบบตัวพิมพชาวฝรั่งเศสโฟรเนียร (Pierre Simon Fournier le Jeune)ริเริ่มและคิดคนการวัดขนาดตัวพิมพดวย ระบบหนวยวัดแบบพอยดขึ้น - จากนั้นในป ค.ศ. ๑๗๗๐ นักออกแบบตัวพิมพชาวฝรั่งเศส ฟรองซัวส- แอมโบรส ดีโดต (Francois-Ambroise Didot) ไดคิดปรับปรุงระบบพอยตขึ้น ใหมอีกครั้งหนึ่ง การออกแบบตัวอักษรโรมันในชวงค.ศ.ที่ 18การออกแบบตัวอักษรไดพัฒนารูปแบบที่ทันสมัยมาก กวาเดิม รวมทั้งการจัดเรียงอักษรที่เนนความเรียบงาย สะอาด และมีเสนห เชน - ตัวพิมพดิโดต โดยเฟอรมิน ดิโดต (Fermin Didot) ในป ค.ศ. 1784 - ตัวอักษรโบโดนี่ โดยกิแอมแบททิสตา โบโดนี่(Giambattista Bodoni) ในป ค.ศ. 1813 การออกแบบตัวอักษรโรมันในชวงระหวางศตวรรษที่ 19 จนถึงยุค ปฏิวัติอุตสาหกรรม (anindustrial age) แนวรวมศิลปะและหัตถกรรม (the arts and crafts movement) นำ โดยวิลเลี่ยม มอริส (william morris) ศิลปะนูโวหรือนวศิลป (art nouveau) เกิดขึ้นชวงป ค.ศ. ๑๘๙๐- ๑๙๐๕ นำโดย เอลฟอน มูชา (alphonse mucha) และทูลูส โลเทรค(henri de toulouse-lautrec) การออกแบบตัวอักษรในศตวรรษที่ 20ในป ค.ศ. 1916 เอ็ดเวิรด จอหนสตัน(Edward Johnston) ออกแบบตัวอักษรเพื่อใชในกิจการของระบบ รถไฟใตดินของกรุงลอนดอน
ในป ค.ศ. 1931 สแตนลีย มอริสัน (StanleyMorison) ออกแบบตัวพิมพที่ชื่อวา ไทม นิวโรมัน (time new roman) เพื่อใชสำหรับหนังสือพิมพไทม ประเทศอังกฤษ ป ค.ศ. 1924 พอล เรนเนอร (paul renner) ไดออกแบบตัวพิมพตระกูล ฟวจูรา (futura) ที่มีสมาชิก มากถึง ๑๕ ลักษณะขึ้นมา ประวัติความเป็นมาของอักษรไทยและการวิวัฒนาการของอักษรไทย ประวัติความเปนมาของอักษรไทยและการ วิวัฒนาการของอักษรไทย ตัวอักษรไทยในยุคแรกๆ นั้น ไดรับ การสันนิฐานกันวามีอิทธิพลมาจากตัวอักษรอินเดียแตก็ไมมี หลักฐานปรากฏแนชัด และในระยะตอมาก็คาดวาจะใช ตัวอักษรขอมหวัดในยุคที่ขอมเรืองอำนาจ ตอมาประมาณป พ.ศ. 1826 พอขุนรามคำแหง มหาราชไดทรงประดิษฐตัวอักษรไทยขึ้นมาใชโดยมีชื่อเรียกวา “ลายสือไทย” ซึ่งในยุคแรกนั้นทานไดดัดแปลงมาจาก ตัวอักษรขอม โดยพยายามใหลักษณะของตัวอักษรนั้นสามารถ เขียนไดงายขึ้น และทรงกำหนดใหวางรูปสระไวใหอยูใน บรรทัดเดียวกับตัวอักษรแบบเดียวกับอักษรโรมัน และที่สำคัญ ทรงไดคิดคนใหมีวรรยุกตกำกับเสียงดวยทำใหเปนเอกลักษณธ อันโดดเดนของภาษาไทยตราบจนถึงทุกวันนี้ ตอมาไดมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบภาษาครั้งใหญนับตั้งแตพอขุนรามคำแหงมหาราชไดทรงประดิษฐ ลายสือไทยขึ้นมา ในยุคสมัยของพระเจาไทย ประมาณป พ.ศ. 1900 ไดมีการเปลี่ยนเอาสระ อิ อี อึ อื ขึ้นไป อยูขางบนเปรียบเสมือนรม และนำเอาสระ อุ อู ลงไปอยูดานลางเปรียบเสมือนเปนรองเทาของพยัญชนะและ การเปลี่ยนแปลง ใหญอีกครั้งคือ ในป พ.ศ. 2223 อันเปนรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณมหาราชไดพัฒนา รูปแบบตัวอักษรจากเสนโคงมาเปนเสนเหลี่ยมและเสนตรงมากขึ้นทำใหสะดวกในการเขียนมากยิ่งขึ้น ซึ่งการ เขียนตัวหนังสือไทยในสมัยนั้นจะเปนตัวเอนมีเสนที่ขนานกันและมีหางที่ออนชอย การเปลี่ยนแปลงที่ทำใหอักษรไทยดูแปลกตาไปจากเดิม คือป พ.ศ. 2371 เปนยุคที่ เจมส โลว ไดหลอ ตัวพิมพอักษรไทยขึ้นมาเพื่อพิมพตำราไวยากรณไทยเปนครั้งแรก ซึ่งตำรานั้นมีชื่อวา A GRAMAR OF THE THAI เปนตัวอักษรไทยที่ดูแปลกตาไปเนื่องจากเปนการแกะตัวอักษรจากบล็อก และหลอจากแมพิมพทองแดง แทนการใชวัสดุขีดเขียน หรือจารึกแบบสมัยกอน จนกระทั่งป พ.ศ. 2385 ไดมีการปรับปรุงรูปลักษณของ ตัวอักษรอยางเดนชัด ไดมีการออกแบบใหตัวอักษรมีลักษณหัวกลมตัวเหลี่ยมซึ่งอาจกลาวไดวาเปนการพัฒนา รูปแบบตัวอักษรที่ใชในวงการพิมพทุก (ณิชกมล เตชะงามสุวรรณ : 2559 )
รูปแบบตัวอักษรไทยมีลักษณะเฉพาะ ที่แสดงถึงความเปนเอกลักษณของภาษาไทย ซึ่งมีความโดดเดน และแตกตางไปจากภาษาอื่นๆ การประดิษฐตัวอักษรจำเปนตองเรียนรูถึงโครงสรางของตัวอักษรเปนอันดับ แรก และยังคงไวซึ่งความถูกตองของรากเงาทางภาษา ที่นักออกแบบควรพึ่งระลึกไวนอกจากการศึกษา โครงสรางตัวอักษรแลว ยังตองศึกษาเรื่องการวางตำแหนงตางๆ ของพยัญชนะ สระ วรรณยุกตและ เครื่องหมายตางๆดวย ในการผสมเปนคำซึ่งมีหลายชั้นและมีขอกำหนดใหเปนไปตามแบบแผนของภาษาดวย ตัวอักษรไทยในยุคแรกสันนิษฐานวาไดรับอิทธิพลจากตัวอักษรอินเดียแตไมปรากฏหลักฐานแนชัดและ ตอมาใชตัวอักษรขอมหวัดในยุคที่ขอมเรืองอำนาจ จนป พ.ศ. 1826 พอขุนรามไดทรงประดิษฐตัวอักษรไทย ที่เรียกวา "ลายสือไทย" และเปนตนแบบของการพัฒนารูปแบบตัวอักษรในยุคตอๆมา และมีการพัฒนามา ตลอดจนในป พ.ศ. 2371 เปนยุคที่มีการนำตัวอักษรไทย เขามาใชในการพิมพ โดยมีการพัฒนาใหมี ความประณีตและสวยงามมากขึ้น ตลอดจนปพ.ศ. 2385 ที่ไดมีการปรับปรุงรูปลักษณของตัวอักษรอยาง ชัดเจน โดยใหตัวอักษรมีลักษณะเปนแบบหัวกลมตัวเหลี่ยม การสรางรูปแบบตัวอักษรในครั้งนี้ ไดเปน แบบอยางการพัฒนารูปแบบตัวอักษร จนถึงทุกวันนี้ การออกแบบและสรางสรรครูปแบบตัวอักษรขึ้น เพื่อใช ในเครื่องคอมพิวเตอร การสรางและการพัฒนารูปแบบตัวอักษรเกิดขึ้นอยางมากมาย มีรูปแบบตัวอักษร สำหรับใชงานหลายลักษณะ ทั้งแบบตัวพิมพเชนเดียวกับในเครื่องพิมพดีด แบบตัวอักษรที่พัฒนาจากแผน อักษรลอกและแบบตัวพิมพ ที่ไดพัฒนามาอยางตอเนื่องและเปนที่นิยมใชจนทุกวันนี้ การออกแบบตัวอักษรใน ปจจุบันนี้ สามารถจะกระทำไดอยางสะดวกกวาในอดีตมาก เนื่องจากมีอุปกรณและเครื่องมือที่จะชวย สนับสนุนการทำงานไดอยางดี และมีความประณีตมาก ทำใหสามารถสรางสรรครูปแบบตัวอักษรไดอยาง สวยงามและใชงานไดอยางสะดวก (วรพงศ วรชาติอุดมพงศ,2545: 1) ขั้นตอนการออกแบบนับเปนสิ่งสำคัญ และจำเปนอยางยิ่ง เพื่อจะไดวางขั้นตอนการออกแบบอักษรและเขียนตัวอักษรใหสวยงาม นาสนใจ อานงาย ชวนดู มีลักษณะเดน และตองสามารถนำไปใชงานลักษณะตางๆไดอยางมีประสิทธิภาพ (สมบูรณ ดรุณ ศิลป,2541: 1) การออกแบบอักษรไทย เปนตัวอักษรที่มีหัวกลมและ ตัวเหลี่ยมจึงตองควรกำหนดสัดสวนและขนาด มาเปนเกณฑ หรือเปนแนวทาง ซึ่งจะทำใหไดตัวอักษรที่สวยงาม แตการนำไปใชนั้น สิ่งที่ควรคำนึงถึงประการ หนึ่ง คือ ระนะหางของตัวอักษรกับผูอาน ในการออกแบบตัวอักษร ตองดูเรื่องเนื้อที่ซึ่งจะใชเขียนอักษรลงไป เสียกอน โดยทั่วไปจะมีอยูสองลักษณะ คือ เนื้อที่เฉพาะหรือจำกัดแนนอนและเนื้อที่ซึ่งไมจำกัด สำหรับเนื้อที่ ไมจำกัดนั้นคงไมมีปญหาในการออกแบบ แตเนื้อที่ซึ่งจำกัดจะตองวัดดูวาเนื้อที่ยาวเทาไร ตัวอักษรที่จะ ออกแบบเขียนมีจำนวนกี่ตัว แลวนำมาแบงเนื้อที่ใหเขียนตัวอักษรลงไปในเนื้อที่ไดอยางเหมาะสม (สมบูรณ ดรุณศิลป,2541: 1) จึงไดทำการออกแบบตัวอักษรประดิษฐวิจิตร (Calligraphy) เพื่อการออกแบบปกหนังสือ โดยศึกษาหนังสือวิชาการหลักการออกแบบตัวอักษรเพื่อการออกแบบครั้งนี้