The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ่JUTHAMAS KATITHITIMA, 2023-05-30 13:33:29

ใบความรู้ที่ 1-ประวัติความเป็นมา วิวัฒนาการตัวอักษร

ใบความรู้ที่ 1#การออกแบบตัวอักษร 20302-2107

เรื่อง ประวัติความเป็นมา วิวัฒนาการตัวอักษร ตัวอักษร คือลายเสนที่ขีดเขียนเปนรูปสัญลักษณเพื่อใชแทนเสียงและสื่อความหมายในภาษาพูด อยางไรก็ตามสัญลักษณตาง ๆ ที่นำมาใชจะตองเปนที่ยอมรับของสังคมนั้นๆ คือสามารถสื่อความเขาใจไดตรงกัน ภาษา พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานไดใหความหมายไววา หมายถึงเสียงหรือกิริยาอาการที่ทำ ความเขาใจซึ่งกันและกันได คำพูด ถอยคำที่ใชพูดจากัน โดยปริยายหมายถึงคนหรือชาติที่พูดภาษานั้นๆ หรือ อาจกลาวไดอีกนัยหนึ่งวา ภาษา หมายถึง สื่อที่ใชในการทำความเขาใจระหวางผูสื่อและผูรับสาร สื่อตางๆ ที่ใชอาจจะเปนคำพูด กิริยา อาการ สัญญาณ หรือลายลักษณอักษร ฯลฯ แตนักภาษาศาสตรปจจุบันสวนใหญจะใหความสำคัญ เฉพาะภาษาพูด เพราะภาษาพูดเปนสื่อที่ใชมากในการสื่อสารทั่วไป สวนภาษาเขียนเปนเพียงตัวแทนหรือเปน การบันทึกภาษาพูดเทานั้น กำเนิดตัวอักษร การที่จะกำหนดใหแนชัดลงไปวา จุดเริ่มตน ทองตัวอักษรมีมาตั้งแตเมื่อใตนั้นคงจะกระทำไดยาก ยิ่ง แตนักปราชญทางดานภาษาและตัวอักษรพอจะ อนุมานไดวาตัวอักษรจะตองเกิดหลังจากมีภาษาพูด แลวนานนับพันป การที่จะทราบถึงกำเนิดของ ตัวอักษรคงกระทำไดยากขอ ฯ กับการกำเนิดของ มนุษย แตธรรมชาติของมนุษยนั้นยอมตองการที่จะ สื่อสาร ซึ่งกันและกัน ดังจะเห็นไดวามนุษยไดทำ สัญลักษณตาง ฯ ไวตามผนังถ้ำ หนาผา แผนหิน ฯลฯ เพื่อบอกเรื่องราวตาง" หรือเปนเครื่องเตือนความจำสำหรับตนเองและสมาชิกในเผาพันธุ นักวิชาการ เชื่อวา มนุษยเริ่มรูจักขีดเขียนภาพที่พบตามผนังถ้ำในยุคหินเกาตอนตนนั้น คงจะมีอายุประมาณ 25,000- 20,000 ปมาแลว รูปภาพเหลานั้น จะเนนโครงราง คราวๆหรือเขียนเปนรูปลายเรขาคณิต โดยมีจุดมุงหมายใน การประกอบ พิธีกรรมเพื่อความขลังความศักดิ์สิทธิ์จึงนาจะจัดเปนการผสมกลมกลืนระหวางศิลปะและ คาถาอาคมมากกวาจะเปนอักษรภาพ (ธวัช ปุณโณทก 2535 : 3 อางจากอัญชนา จิตสุทธิญาณ ม.ป.ป. : 1-2) ใบความรู้ที่ 1


ตอมาเมื่อมนุษยเริ่มรูจักใชเครื่องหมายหรือสัญลักษณ แทนความหมายในภาษาเพื่อการสื่อสารกันแลว ความจำเปนใน การเขียนภาพเพื่อประกอบพิธีกรรมก็กาวหนายิ่งขึ้นจนเกิดเปน ขั้นตอนในการวิวัฒนาการของตัวหนังสือขึ้นจึงอาจกลาวไดวา มนุษยเริ่มรูจักขีดเขียนมาแตตึกดำบรรพ แตเพิ่งจะรูจักเขียน เครื่องหมายหรือรูปแทนคำพูดเมื่อประมาณ 6,000 ปมานี้เอง (ทองสืบ ศุภะมารค 2526 : 1) ประวัติศาสตรของอักษร มีจุดเริ่มตนอยูในอียิปตโบราณ อักษรแทนหนวยเสียงชนิดแรกเปนอักษร ไรสระ ปรากฏเมื่อ 1,457 ปกอนพุทธศักราช ซึ่งเปนผลงานของแรงงานชาวเซมิติกในอียิปต เพื่อใชเขียนภาษา ของตนเอง โดยไดรับอิทธิพลจากอักษรที่ใชแทนเสียงพยัญชนะซึ่งใชคูกับอักษรคำในอักษรไฮโรกลิฟฟก อักษรอื่น ๆ ที่ใชในปจจุบันสวนใหญพัฒนามาจากอักษรนี้รวมทั้งอักษรฟนิเชีย อักษรกรีก และอักษรละติน จุดกำเนิดในอียิปต์ เมื่อประมาณ 2,157 ปกอนพุทธศักราช ชาวอียิปตโบราณพัฒนาอักษร 22 ตัว ใชแสดงเสียงพยัญชนะ และสัญลักษณตัวที่ 23 ใชแสดงคำที่ขึ้นตนดวยเสียงสระ ซึ่งใชแสดงการออกเสียงของอักษรไฮโรกลิฟฟกที่ใช แทนคำ แสดงการผันทางไวยากรณ และใชถายเสียงคำยืมจากภาษาอื่น แตตัวอักษรเหลานี้ไมไดใชในระบบ อักษรแทนหนวยเสียง ระบบอักษรแทนหนวยเสียงปรากฏครั้งแรกเมื่อ 1,457 ปกอนพุทธศักราช โดยคนงาน ชาวเซมิติกในอียิปตตอนกลาง[2] อีก 500 ปตอมา อักษรนี้ไดแพรกระจายขึ้นไปทางเหนือ และเปนตนกำเนิด ของอักษรตาง ๆ ทั่วโลก ยกเวนอักษรเมรอยติกที่พัฒนาจากไฮโรกลิฟฟกเมื่อ พ.ศ. 243 ในนิวเบีย อียิปตใต วิวัฒนาการของตัวเขียน แบงออกเปน ๕ ขั้นตอน คือ ตัวเขียนระบบภาพ(pictograph) คือ ตัวเขียนที่ใชภาพในการสื่อสาร เปนระบบตัวเขียนที่เกาแก ที่สุด แตมีขอจำกัดในการสื่อความหมายไดเฉพาะสิ่งที่เปน รูปธรรมและตองใชทักษะการเขียนอีกดวย ตัวเขียนระบบภาพ ที่สำคัญ ไดแก ตัวเขียนรูปลิ่ม (cuneiform) ของชาวสุเมเรียน ตัวเขียนฮีโรกลิฟก (hieroglyphic)ของชาวอียิปต และ ตัวเขียนเจียกูเหวินของชาวจีน เปนตน


ตัวเขียนระบบภาพแสดงความคิด (ideograph) ตัวเขียนระบบภาพที่มีลักษณะสื่อความหมายถึงสิ่งที่ เปนนามธรรมได โดยอาศัยวิธีการตางๆ ไดแก การ เพิ่มเครื่องหมายตางๆ เขาไปในภาพเดิม การประสม ภาพเดิมหลายๆ ภาพเขาดวยกันแลวใหความหมาย ใหม และการสรางสัญลักษณใหมที่มีความหมายเชิง นามธรรม เปนตน ตัวเขียนระบบสัญลักษณรูปคลาย (logograph) คือ ระบบที่ดัดแปลงตัวเขียนระบบภาพและตัวเขียนระบบภาพแสดงความคิด มาเปนภาพที่คลายของจริง เขียนดวยลายเสนงายๆ ไมมีรายละเอียดของภาพ จึงทำใหมีลักษณะเปนสัญลักษณมากขึ้น ตัวเขียนระบบสัญลักษณแทนพยางค (syllabary) ตัวเขียนระบบที่ใชสัญลักษณแตละตัวแทนเสียงพยางคหนึ่งพยางค เปนการนำเอาสัญลักษณที่ใชแทนคำๆ หนึ่ง มาใชกับคำอีกคำหนึ่ง ที่มีเสียงเหมือนกันแตมีความหมายตางกันตัวเขียนที่พอจัดอยูใน ระบบนี้ เชน ตัวเขียนภาษาญี่ปุน เปนตน ตัวเขียนระบบแทนเสียงหรือตัวอักษร(alphabet) ตัวเขียนระบบที่ใชสัญลักษณแตละตัวแทนเสียงหนึ่งเสียง เปนระบบที่มี ความสมบูรณในการบันทึกภาษา และใชสัญลักษณนอยกวาทุกระบบที่ กลาวมาขางตน


ประวัติความเปนมาของตัวเขียนอักษรโรมัน ตัวอักษรโรมัน ถือไดวาเปนตัวอักษรที่ใชกัน แพรหลายที่สุดในโลก โดยเริ่มตนจากชาวโรมันซึ่งเปนชน เผาอิตาลิก (italic) ที่พูดภาษาละตินไดตั้งรกรากที่บริเวณหุบเขาตอนลางของแมน้ำ ไทเบอรหรือที่ราบลาติอุม (latium) ในคาบสมุทรอิตาลี เมื่อโรมันเจริญรุงเรืองขึ้นจึงไดแผขยาย อาณาเขตเขาไปยึดครองกรีกกับอีทรัสกันไว โรมันไดรับเอาอักษรของกรีกมาพัฒนาเปน อักษรโรมันหรืออักษรละตินขึ้น เมื่อราว ๗๐๐ ปกอนคริสตกาล ตัวอักษรโรมันใน ระยะแรกมีเฉพาะอักษรตัวนำ (capital letter) ตัวอักษรมีรูปรางโคง ลายเสน อักษรมีความหนาบาง มีเซอริฟ(Serif) เขียนติดตอกันไปโดยไมมีการเวนชองไฟ และไมมีการใชเครื่องหมายวรรคตอน ในขณะที่โลกตะวันออกเชนจีนและเกาหลีคนพบวิธีการพิมพใหมๆ ยุโรปยังไมมีใครทราบขาวนี้และการ พิมพในยุโรปเองก็ยังไมมี "ยุคมืด" (dark age) ยุคมืดของยุโรปยาวนานถึง ๔๗๖ ป ในยุคนี้ขาวยุโรปจำนวนนอยนิดที่รูหนังสือหรือ อานออกเขียนได นักการศึกษาและพระคริสเตียนจำนวนหนึ่งไดเริ่มฟนฟูหนังสือในยุโรปขึ้น โดยการกวานซื้อหนังสือที่มี คาเหลานั้นมารวบรวมไว ไดฝกพระใหเปนพระอาลักษณเพื่อจดและลอกคำตอคำจากหนังสือ หนังสือที่พระ อาลักษณ เขียนจะสวยงามมากที่เรียกวา "หนังสือเลขาวิจิตร" (illumination) ประวัติความเป็นมาของตัวพิมพ์อักษรโรมัน เมื่อการพิมพเผยแพรไปถึงยุโรปในป ค.ศ. 1400 โดย เริ่มตนจากการพิมพไพดวย แมพิมพบล็อกไมกอน ตอมาชาว เยอรมนีที่ชื่อ โยฮัน กูเต็นเบิรก (Johann Gutenberg) การพิมพแพรหลายในอิตาลี สวิสเซอรแลนดฝรั่งเศส ฮอลแลนด เบลเยี่ยม สเปนและอังกฤษ ซึ่งแตละประเทศก็คิดพิมพ หนังสือของตนเองออกมา วิทยาการความรูทั้งหลายจึงแพรกระจายสูมือสามัญชน อยางมากมาย ซึ่งเปนปจจัยสำคัญอยางหนึ่งที่นำไปสูยุคฟนฟูศิลปวิทยาการ(renaissance) ในยุโรป


การออกแบบตัวอักษรโรมันในชวงค.ศ.ที่ 17-18 พัฒนาการทางการ ออกแบบตัวอักษรได กาวหนาขึ้นอีกระดับหนึ่ง โดยไดอาศัยหลักการทาง เรขาคณิต ตัวพิมพจึงมีโครงสรางตัวอักษรที่ไดมาตรฐานขึ้นเปนครั้งแรก - ตัวพิมพโรเมน ดู รอย (Romain du Roi) โดย (philippe grandijean) ในป ค.ศ. 1692 - ตัวพิมพบาสเกอรวิลล (Baskerville) ของจอหนบาสเกอรวิลล (john baskerville) ในปค.ศ. 1757 ในอดีตกอนที่จะมีการวัดขนาดตัวพิมพดวยระบบหนวยวัดแบบพอยตนั้น ตัวพิมพอักษรโรมันจะใชชื่อเปนตัวบงบอกใหทราบถึงขนาดของตัวพิมพ เชน brevier, long primer, pica - ค.ศ. ๑๗๓๗ นักออกแบบตัวพิมพชาวฝรั่งเศสโฟรเนียร (Pierre Simon Fournier le Jeune)ริเริ่มและคิดคนการวัดขนาดตัวพิมพดวย ระบบหนวยวัดแบบพอยดขึ้น - จากนั้นในป ค.ศ. ๑๗๗๐ นักออกแบบตัวพิมพชาวฝรั่งเศส ฟรองซัวส- แอมโบรส ดีโดต (Francois-Ambroise Didot) ไดคิดปรับปรุงระบบพอยตขึ้น ใหมอีกครั้งหนึ่ง การออกแบบตัวอักษรโรมันในชวงค.ศ.ที่ 18การออกแบบตัวอักษรไดพัฒนารูปแบบที่ทันสมัยมาก กวาเดิม รวมทั้งการจัดเรียงอักษรที่เนนความเรียบงาย สะอาด และมีเสนห เชน - ตัวพิมพดิโดต โดยเฟอรมิน ดิโดต (Fermin Didot) ในป ค.ศ. 1784 - ตัวอักษรโบโดนี่ โดยกิแอมแบททิสตา โบโดนี่(Giambattista Bodoni) ในป ค.ศ. 1813 การออกแบบตัวอักษรโรมันในชวงระหวางศตวรรษที่ 19 จนถึงยุค ปฏิวัติอุตสาหกรรม (anindustrial age) แนวรวมศิลปะและหัตถกรรม (the arts and crafts movement) นำ โดยวิลเลี่ยม มอริส (william morris) ศิลปะนูโวหรือนวศิลป (art nouveau) เกิดขึ้นชวงป ค.ศ. ๑๘๙๐- ๑๙๐๕ นำโดย เอลฟอน มูชา (alphonse mucha) และทูลูส โลเทรค(henri de toulouse-lautrec) การออกแบบตัวอักษรในศตวรรษที่ 20ในป ค.ศ. 1916 เอ็ดเวิรด จอหนสตัน(Edward Johnston) ออกแบบตัวอักษรเพื่อใชในกิจการของระบบ รถไฟใตดินของกรุงลอนดอน


ในป ค.ศ. 1931 สแตนลีย มอริสัน (StanleyMorison) ออกแบบตัวพิมพที่ชื่อวา ไทม นิวโรมัน (time new roman) เพื่อใชสำหรับหนังสือพิมพไทม ประเทศอังกฤษ ป ค.ศ. 1924 พอล เรนเนอร (paul renner) ไดออกแบบตัวพิมพตระกูล ฟวจูรา (futura) ที่มีสมาชิก มากถึง ๑๕ ลักษณะขึ้นมา ประวัติความเป็นมาของอักษรไทยและการวิวัฒนาการของอักษรไทย ประวัติความเปนมาของอักษรไทยและการ วิวัฒนาการของอักษรไทย ตัวอักษรไทยในยุคแรกๆ นั้น ไดรับ การสันนิฐานกันวามีอิทธิพลมาจากตัวอักษรอินเดียแตก็ไมมี หลักฐานปรากฏแนชัด และในระยะตอมาก็คาดวาจะใช ตัวอักษรขอมหวัดในยุคที่ขอมเรืองอำนาจ ตอมาประมาณป พ.ศ. 1826 พอขุนรามคำแหง มหาราชไดทรงประดิษฐตัวอักษรไทยขึ้นมาใชโดยมีชื่อเรียกวา “ลายสือไทย” ซึ่งในยุคแรกนั้นทานไดดัดแปลงมาจาก ตัวอักษรขอม โดยพยายามใหลักษณะของตัวอักษรนั้นสามารถ เขียนไดงายขึ้น และทรงกำหนดใหวางรูปสระไวใหอยูใน บรรทัดเดียวกับตัวอักษรแบบเดียวกับอักษรโรมัน และที่สำคัญ ทรงไดคิดคนใหมีวรรยุกตกำกับเสียงดวยทำใหเปนเอกลักษณธ อันโดดเดนของภาษาไทยตราบจนถึงทุกวันนี้ ตอมาไดมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบภาษาครั้งใหญนับตั้งแตพอขุนรามคำแหงมหาราชไดทรงประดิษฐ ลายสือไทยขึ้นมา ในยุคสมัยของพระเจาไทย ประมาณป พ.ศ. 1900 ไดมีการเปลี่ยนเอาสระ อิ อี อึ อื ขึ้นไป อยูขางบนเปรียบเสมือนรม และนำเอาสระ อุ อู ลงไปอยูดานลางเปรียบเสมือนเปนรองเทาของพยัญชนะและ การเปลี่ยนแปลง ใหญอีกครั้งคือ ในป พ.ศ. 2223 อันเปนรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณมหาราชไดพัฒนา รูปแบบตัวอักษรจากเสนโคงมาเปนเสนเหลี่ยมและเสนตรงมากขึ้นทำใหสะดวกในการเขียนมากยิ่งขึ้น ซึ่งการ เขียนตัวหนังสือไทยในสมัยนั้นจะเปนตัวเอนมีเสนที่ขนานกันและมีหางที่ออนชอย การเปลี่ยนแปลงที่ทำใหอักษรไทยดูแปลกตาไปจากเดิม คือป พ.ศ. 2371 เปนยุคที่ เจมส โลว ไดหลอ ตัวพิมพอักษรไทยขึ้นมาเพื่อพิมพตำราไวยากรณไทยเปนครั้งแรก ซึ่งตำรานั้นมีชื่อวา A GRAMAR OF THE THAI เปนตัวอักษรไทยที่ดูแปลกตาไปเนื่องจากเปนการแกะตัวอักษรจากบล็อก และหลอจากแมพิมพทองแดง แทนการใชวัสดุขีดเขียน หรือจารึกแบบสมัยกอน จนกระทั่งป พ.ศ. 2385 ไดมีการปรับปรุงรูปลักษณของ ตัวอักษรอยางเดนชัด ไดมีการออกแบบใหตัวอักษรมีลักษณหัวกลมตัวเหลี่ยมซึ่งอาจกลาวไดวาเปนการพัฒนา รูปแบบตัวอักษรที่ใชในวงการพิมพทุก (ณิชกมล เตชะงามสุวรรณ : 2559 )


รูปแบบตัวอักษรไทยมีลักษณะเฉพาะ ที่แสดงถึงความเปนเอกลักษณของภาษาไทย ซึ่งมีความโดดเดน และแตกตางไปจากภาษาอื่นๆ การประดิษฐตัวอักษรจำเปนตองเรียนรูถึงโครงสรางของตัวอักษรเปนอันดับ แรก และยังคงไวซึ่งความถูกตองของรากเงาทางภาษา ที่นักออกแบบควรพึ่งระลึกไวนอกจากการศึกษา โครงสรางตัวอักษรแลว ยังตองศึกษาเรื่องการวางตำแหนงตางๆ ของพยัญชนะ สระ วรรณยุกตและ เครื่องหมายตางๆดวย ในการผสมเปนคำซึ่งมีหลายชั้นและมีขอกำหนดใหเปนไปตามแบบแผนของภาษาดวย ตัวอักษรไทยในยุคแรกสันนิษฐานวาไดรับอิทธิพลจากตัวอักษรอินเดียแตไมปรากฏหลักฐานแนชัดและ ตอมาใชตัวอักษรขอมหวัดในยุคที่ขอมเรืองอำนาจ จนป พ.ศ. 1826 พอขุนรามไดทรงประดิษฐตัวอักษรไทย ที่เรียกวา "ลายสือไทย" และเปนตนแบบของการพัฒนารูปแบบตัวอักษรในยุคตอๆมา และมีการพัฒนามา ตลอดจนในป พ.ศ. 2371 เปนยุคที่มีการนำตัวอักษรไทย เขามาใชในการพิมพ โดยมีการพัฒนาใหมี ความประณีตและสวยงามมากขึ้น ตลอดจนปพ.ศ. 2385 ที่ไดมีการปรับปรุงรูปลักษณของตัวอักษรอยาง ชัดเจน โดยใหตัวอักษรมีลักษณะเปนแบบหัวกลมตัวเหลี่ยม การสรางรูปแบบตัวอักษรในครั้งนี้ ไดเปน แบบอยางการพัฒนารูปแบบตัวอักษร จนถึงทุกวันนี้ การออกแบบและสรางสรรครูปแบบตัวอักษรขึ้น เพื่อใช ในเครื่องคอมพิวเตอร การสรางและการพัฒนารูปแบบตัวอักษรเกิดขึ้นอยางมากมาย มีรูปแบบตัวอักษร สำหรับใชงานหลายลักษณะ ทั้งแบบตัวพิมพเชนเดียวกับในเครื่องพิมพดีด แบบตัวอักษรที่พัฒนาจากแผน อักษรลอกและแบบตัวพิมพ ที่ไดพัฒนามาอยางตอเนื่องและเปนที่นิยมใชจนทุกวันนี้ การออกแบบตัวอักษรใน ปจจุบันนี้ สามารถจะกระทำไดอยางสะดวกกวาในอดีตมาก เนื่องจากมีอุปกรณและเครื่องมือที่จะชวย สนับสนุนการทำงานไดอยางดี และมีความประณีตมาก ทำใหสามารถสรางสรรครูปแบบตัวอักษรไดอยาง สวยงามและใชงานไดอยางสะดวก (วรพงศ วรชาติอุดมพงศ,2545: 1) ขั้นตอนการออกแบบนับเปนสิ่งสำคัญ และจำเปนอยางยิ่ง เพื่อจะไดวางขั้นตอนการออกแบบอักษรและเขียนตัวอักษรใหสวยงาม นาสนใจ อานงาย ชวนดู มีลักษณะเดน และตองสามารถนำไปใชงานลักษณะตางๆไดอยางมีประสิทธิภาพ (สมบูรณ ดรุณ ศิลป,2541: 1) การออกแบบอักษรไทย เปนตัวอักษรที่มีหัวกลมและ ตัวเหลี่ยมจึงตองควรกำหนดสัดสวนและขนาด มาเปนเกณฑ หรือเปนแนวทาง ซึ่งจะทำใหไดตัวอักษรที่สวยงาม แตการนำไปใชนั้น สิ่งที่ควรคำนึงถึงประการ หนึ่ง คือ ระนะหางของตัวอักษรกับผูอาน ในการออกแบบตัวอักษร ตองดูเรื่องเนื้อที่ซึ่งจะใชเขียนอักษรลงไป เสียกอน โดยทั่วไปจะมีอยูสองลักษณะ คือ เนื้อที่เฉพาะหรือจำกัดแนนอนและเนื้อที่ซึ่งไมจำกัด สำหรับเนื้อที่ ไมจำกัดนั้นคงไมมีปญหาในการออกแบบ แตเนื้อที่ซึ่งจำกัดจะตองวัดดูวาเนื้อที่ยาวเทาไร ตัวอักษรที่จะ ออกแบบเขียนมีจำนวนกี่ตัว แลวนำมาแบงเนื้อที่ใหเขียนตัวอักษรลงไปในเนื้อที่ไดอยางเหมาะสม (สมบูรณ ดรุณศิลป,2541: 1) จึงไดทำการออกแบบตัวอักษรประดิษฐวิจิตร (Calligraphy) เพื่อการออกแบบปกหนังสือ โดยศึกษาหนังสือวิชาการหลักการออกแบบตัวอักษรเพื่อการออกแบบครั้งนี้


Click to View FlipBook Version