ก
คำนำ
หนังสือเล่มนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการศึกษาเรื่อง โคลง เป็นส่วนหนึ่งในวิชาการอ่านและการเขียน
ร้อยกรองไทย รหัสวิชา ๑๕๔๑๒๑๔ ซึ่งคณะผู้จัดทำได้จัดทำขึ้นในการศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ ๓
สาขาวิชาภาษาไทย วิทยาลยั การฝึกหัดครู มหาวทิ ยาลัยราชภัฏพระนคร ได้พฒั นาปรบั ปรุงมาโดยตลอด
ในหนังสือเล่มน้ีจะกล่าวถึงเรื่องคำประพันธ์ชนิดโคลง ทั้งโคลงชนิดต่าง ๆ ทุกชนิด ตลอดถึงโคลงโบราณ
วิธีการแต่งโคลง การพลิกผันฉันทลักษณ์ของโคลง รวมไปถึงวิธีการอ่านโคลงชนิดต่าง ๆ ซึ่งคณะผู้จัดทำเห็น
ควรวา่ จะเกิดประโยชนแ์ กผ่ ู้สนใจเรอ่ื งคำประพันธข์ องไทย โดยเฉพาะคำประพันธ์ประเภทโคลง
คณะผู้จัดทำขอขอบพระคุณ อาจารย์ ดร.จนัญญา งามเนตร ผู้ให้ความรู้และให้แนวทางการศึกษา
และขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ กำชัย ทองหล่อ ผู้เขียนหนังสือ หลักภาษาไทย รวมทั้งอาจารย์ทุก ๆ
ท่าน กวีทุก ๆ ท่าน บรรพชน ที่ให้ความรู้เรื่องโคลงให้ได้ค้นคว้านำมาศึกษาและบรรจุไว้ในหนังสือเล่มนี้
และขอขอบคุณทุกท่านที่อนุเคราะห์ความรู้ในเรื่องโคลงประกอบการทำหนังสือซึ่งเขียนอ้างอิงไว้ทั้งหมดใน
หนังสือเล่มน้ี คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างย่ิงว่าหนังสือเรื่อง โคลง เล่มนี้ จะก่อให้เกิดความรู้ เกิดประโยชน์โภค
ผลประเทอื งปัญญาแกผ่ ูอ้ า่ นทกุ ทา่ น โดยเฉพาะอย่างยิง่ ผู้สนใจในคำประพันธข์ องไทย ซ่งึ เป็นสิง่ สมควรค่าที่
จะรกั ษาไว้คกู่ ับชาตไิ ทยตราบนานเท่านาน
คณะผจู้ ดั ทำ
กนั ยายน ๒๕๖๕
สารบญั ข
เรอ่ื ง หน้า
ความเปน็ มาของโคลง ๑
ความหมายของโคลง ๒
โคลงสุภาพ ๒
โคลงขับไม้ ๘
โคลงกระทู้ ๙
โคลงด้ัน ๑๑
โคลงโบราณ ๑๖
โคลง ๕ ๒๑
พัฒนาการของโคลง ๓๑
การแตง่ โคลงในปัจจบุ ัน ๓๘
การอา่ นโคลง ๔๐
บรรณานกุ รม ๔๓
๑
ความเป็นมาของโคลง
(โคลงนั้น) “.....จะคิดแต่งเมื่อครั้งไรไม่ปรากฏ มีเค้าเงื่อนแต่ว่าโคลงนั้นดูเหมือนจะเป็นของพวกไทยข้างฝ่าย
เหนือคิดขึ้น มีกำหนดอักษรนับเป็นบาทสองบาท สามบาท สี่บาท เป็นบทเรียกว่าโคลงสอง โคลงสาม โคลงสี่
โคลงเก่า ๆ มีที่รับสัมผัสและที่กำหนดใช้อักษรสูงต่ำน้อยแห่ง แต่มามีบังคับมากขึ้นภายหลัง เห็นจะเป็นพวก
ไทยขา้ งฝา่ ยใตไ้ ด้รับอย่างมาแตง่ ประดิษฐเ์ ติมขน้ึ ...”
สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ
จากพระราชาธิบายของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สันนิษฐานว่าชาวไทย
ล้านนาเปน็ ผปู้ ระดษิ ฐโ์ คลงขนึ้ และชาวไทยทางใต้คอื ชาวกรงุ ศรอี ยุธยารับไปดัดแปลงจนพสิ ดารข้นึ
โคลงของชาวล้านนานั้นเรียก “ครรโลง” “คะโลง” หรือ “กะโลง” มีสามประเภทคือ ๑) ครรโลงสี่ห้อง
๒) ครรโลงสามห้อง และ ๓) ครรโลงสองห้อง กับทั้งยังมีกลวิธีแต่งที่ปลีกย่อยมากมาย เช่น โคลงบทหนึ่งว่า
“กรนารายณ์ หมายกงรถ บทสงั ขยา สราสงั วาล...”
หลักฐานที่แสดงว่าชาวล้านนาสนใจและนิยมแต่งโคลงมาแต่โบราณแล้วคือ จินดามณี ซึ่งกล่าวถึ งโคลงลาว
ประเภทต่าง ๆ อันได้แก่ ๑) พระยาลืมงายโคลงลาว ๒) อินทร์เกี้ยวกลอนโคลงลาว ๓) พวนสามชั้นโคลงลาว
๔) ไหมยุง่ พนั น้ำโคลงลาว และ ๕) อนิ ทรห์ ลงหอ้ งโคลงลาว
คำว่า “ลาว” ข้างต้น หมายถึง ชาวล้านนา ชาวอยุธยาแต่ก่อนเรียกรวมทั้งชาวล้านนาและชาวล้านช้างว่า
“ลาว”
วรรณคดีของชาวไทยฝ่ายใต้เรื่องแรกที่ปรากฏโคลงคือ โองการแช่งน้ำโคลงห้า อันแต่งด้วยโคลงห้า
และร่ายดน้ั สลับกัน กบั ท้ังยงั เปน็ วรรณคดีเร่ืองเดียวทป่ี รากฏโคลงห้าอีกด้วย ต่อมาปรากฏเปน็ รูปโคลงส่ีด้ันใน
ยวนพ่ายโคลงดั้น โคลงสุภาพ (โคลงสอง โคลงสาม และโคลงสี่) ในลิลิตพระลอ ส่วนโคลงสองดั้น และโคลง
สามดน้ั เกดิ ขน้ึ ในสมัยรัตนโกสินทรน์ ้ีเอง อยา่ งไรก็ตามจากหลักฐานทางวรรณกรรมอาจกล่าวได้ว่ากวีนิยมแต่ง
โคลงด้ันมากอ่ นโคลงสุภาพ
๒
โคลง
ราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายว่า “คือคําประพันธ์ประเภทหนึ่ง มีจำนวนคำในวรรคสัมผัสและ
บังคับเอกโทตามตําราฉันทลักษณ์” อาจารย์กำชัย ทองหล่อ ได้ให้ความหมายว่า “คำประพันธ์ชนิดหนึ่งซึ่งมี
วธิ เี รียบเรียงถอ้ ยคำเขา้ คณะ มกี ำหนดเอกโทและสมั ผัส แต่ไมไ่ ด้บญั ญัตบิ ังคบั ครลุ หุ”
โคลงแบง่ ออกเป็น ๓ ชนดิ คือ โคลงสภุ าพ โคลงด้ัน โคลงโบราณ
โคลงสุภาพแบ่งออกเป็น ๗ ชนิดคือ โคลง ๒ สุภาพ โคลง ๓ สุภาพ โคลง ๔ สุภาพ โคลง ๕ หรือมณฑกคติ
โคลงตรพี ิพธิ พรรณ โคลงจตั วาทัณฑี โคลงกระทู้
โคลงด้ันแบ่งออกเป็น ๖ ชนิด โคลง ๒ ดั้น โคลง ๓ ดั้น โคลงดั้นวิวิธมาลี โคลงดั้นบาทกุญชร
โคลงด้นั ตรีพิธพรรณ โคลงด้ันจัตวาทณั ฑี
โคลงโบราณแบ่งออกเป็น ๘ ชนิดคือ โคลงวิชชุมาลี โคลงมหาวิชชุมาลี โคลงจิตรลดา โคลงมหาจิตรลดา
โคลงสนิ ธุมาลี โคลงมหาสนิ ธุมาลี โคลงนันททายี โคลงมหานันททายี
คำสุภาพในโครงมีความหมาย ๒ อย่าง คือ ๑. หมายถึง คำที่ไม่มีเครื่องหมายวรรณยุกต์เอกโท
๒. หมายถึง การบังคบั คณะและสัมผัสอย่างเรยี บ ๆ ไมโ่ ลดโผน ฉะนัน้ คำสภุ าพในฉนั ทลกั ษณจ์ ึงผิดกบั คำสุภาพ
ในวจีวิภาค เพราะในวจีวิภาคหมายถึง คำพูดที่เรียบร้อย ไม่หยาบโลน ไม่เปรียบเทียบกับของหยาบ
หรอื ไมเ่ ป็นคำท่มี ีสำเนียงและสำนวนพวนมาเป็นคำหยาบ ซ่ึงนับอย่ใู นประเภทราชาศพั ท์
โคลงสุภาพ
๑. โคลง ๒ สภุ าพ
แผน
(หลกั ภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๔๑)
๓
ตวั อย่าง
โคลง ๒ สุภาพ
คณะ: บทหนึ่งมี ๓ วรรค วรรคที่ ๑ และวรรคที่ ๒ มีวรรคละ ๕ คำ วรรคที่ ๓ มี ๔ คำรวม ๓ วรรคเป็น
๑๔ คำ อีก ๒ คำสุดท้ายในวงเลบ็ เปน็ คำสร้อยจะมีหรือไม่มกี ไ็ ด้
พยางค์: มีจำนวนตามหน่วยที่ระบุไว้ในแผน ถ้าพยางค์ลหุ อาจมีจำนวนเกินกว่าในแผนก็ได้ แต่ต้องไม่ยาว
จนเกินไป จนอ่านไม่ถกู ทำนอง
สมั ผสั : คำที่ ๕ วรรคท่ี ๑ ต้องสัมผสั กบั คำท่ี ๕ วรรคท่ี ๒ แตถ่ ้าแต่งเข้าลิลิต ตอ้ งใหค้ ำสุดทา้ ยของบทสัมผัสกับ
คำท่ี ๑ ๒ หรือ ๓ ในวรรคท่ี ๑ ของบทต่อไปทุก ๆ บท
เอกโท: ต้องมีเอก ๓ คำ และโท ๓ คำ ตามตำแหน่งในแผน คำตายใช้แทนเอกได้ แต่คำโทใช้คำอื่นแทนไม่ได้
ตอ้ งใช้คำทมี่ รี ูปโท หา้ มใชค้ ำตายท่ผี ่านด้วยวรรณยุกต์โทในตำแหนง่ โท แต่สามารถใช้โทโทษไดเ้ ชน่ เหน้า เหล้า
หวน้ิ เป็นต้น
ใช้เอกโทษได้เช่น คอ่ แทน ข้อ เคา่ แทน เข้า เป็นต้น คำสุดทา้ ยของบทห้ามใชค้ ำที่มรี ปู วรรณยุกต์ และ
นิยมเสียงที่ว่ากันว่าไพเราะคือเสียงจัตวาไม่มีรูป ห้ามใช้คำตายในคำสุดท้ายของบท ถ้าเนื้อความยังไม่สุด
กระแสอนญุ าตใหเ้ ติมสร้อยลงทา้ ยวรรคที่ ๓ ได้ ๒ คำ ตามวงเลบ็ ในแผน
๔
โคลง ๓ สภุ าพ
แผน (หลักภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๔๒)
ตวั อยา่ ง
คณ: บทหนึ่งกำหนดให้มี ๔ วรรค วรรค ๑ ๒ ๓ มวี รรคละ ๕ คำ วรรคท่ี ๔ มี ๔ คำ รวมเป็น ๑๙ คำ อาจเติม
สร้อยในวรรคสดุ ทา้ ยได้อีก ๒ คำ
สัมผัส: คำที่ ๕ วรรคที่ ๑ ต้องสัมผัสกับคำที่ ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ ของวรรคที่ ๒ ตามเส้นที่โยงสัมผัสไว้
หมายความว่าเลือกคำใดคำหนึ่ง ต้องมี เอก ๓ คำ โท ๓ คำ ตามตำแหน่งในแผน คำที่ ๕ ในวรรคที่ ๑
ส่งสัมผัสโดยใช้คำ วรรณยุกต์รูปเอกหรือโท คำที่รับสัมผัสในวรรคที่ ๒ ก็ต้องมีรูปเอกหรือโท ตามกันด้วย
***หมายเหตุ โคลง ๒ และโคลง ๓ สุภาพ และดั้น ไม่ใคร่นิยมแต่งตามลำพัง มักจะแต่งยาวปนไปกับร่าย
และโคลงชนดิ อ่ืน
๕
โคลง ๔ สภุ าพ
แผน
(หลักภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๔๓)
ตวั อยา่ ง
คณะ: โคลงหน่ึงมี ๔ บรรทัด บรรทดั หนึ่งเรียกวา่ บาทหนงึ่ รวมได้ ๔ บาทเป็น ๑ โคลง บาทหน่ึงมี ๒ วรรค
วรรคหน้า ๕ คำ วรรคหลังของบาทที่ ๑ ๒ และ ๓ มวี รรคละ ๒ คำ บลอ็ กหลังของบาทท่ี ๔ มี ๔ คำรวมเป็น
๓๐ คำ เอกโทในโคลงสี่สภุ าพมีเอก ๗ โท ๔ ตำแหน่งเอกโทในบาทท่ี ๑ สลับกนั ได้ คอื เอาเอกไปไวค้ ำโทหรอื
เอาคำโทมาไว้คำเอกกส็ ามารถสลับกันได้ คำสุดทา้ ยของบทนยิ มใชเ้ สียงจัตวาไม่มรี ปู จะไพเราะ สามารถใช้เอก
โทษและโทโทษได้ รวมไปถึงคำสร้อยดังกล่าวไว้ในฉนั ทลักษณ์โคลงชนิดกอ่ นหนา้
*** หมายเหตุ โคลง ๔ สภุ าพถือวา่ ไพเราะและนยิ มแตง่ มาต้งั แตโ่ บราณ นับว่าเปน็ หลกั ของโคลงทว่ั ๆ ไป
เพราะถา้ แต่งได้แล้ว กส็ ามารถแต่งโคลงอืน่ ได้ไมย่ าก
๖
โคลง ๔ ตรพี พิ ิธพรรณ
(หลกั ภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๔๔)
เหมือนโคลง ๔ สุภาพ แปลกกันท่ใี ห้เปล่ยี นสัมผสั ในบาทท่ี ๒ จากคำท่ี ๕ มาเป็นคำที่ ๓ เท่านน้ั
ตัวอยา่ ง
(หลกั ภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๔๔)
๗
โคลง ๔ จัตวาทัณฑี
แผน
(หลกั ภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๔๕)
ตวั อย่าง
(หลักภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๔๕)
เหมือนโคลง ๔ สภุ าพ แปลกกันท่ีให้เล่ือนสัมผสั ในบาทท่ี ๒ จากคำท่ี ๕ มาเปน็ คำท่ี ๔ และคำที่ ๒ กับ
คำท่ี ๓ ของบาทท่ี ๒ และท่ี ๓ สัมผสั กนั เท่าน้นั
๘
๐ ๐ ๐ ๐ โท โคลงขับไม้
๐๐๐๐x
๐๐๐๐x ๐ x (๐ ๐)
๐ ๐ ๐ ๐ โท ๐ โท
๐ ๐ (๐ ๐)
๐ โท ๐ ๐
โคลงขบั ไม้ เป็นโคลงส่ีสภุ าพที่ไม่บงั คับเอก บงั คับแต่โทสีแ่ หง่ บาทแรกโทจะอยู่คำที่ ๔ หรอื ๕ กไ็ ด้
ให้แต่งครงั้ ละ ๒ บท มีสมั ผัสระหวา่ งบทดว้ ย ตวั อยา่ ง
๏ พระเกียรติรุ่งฟุ้งเฟื่อง ฦๅชา
ทว่ั ท่วนทกุ ทิศา นอบน้อม
ทรงนามไทเ้ อกา ทศรถ
กระษัตรมาข้นึ พร้อม บ่เว้นสกั คน ๚ะ
๏ เดชพระบารมลี น้ อนนั ต์
จกั นบั ด้วยกัปกลั ป์ ฤๅได้
สมภารภลู แตบ่ รรพ์ นาเนก
ยิ่งบำเพ็งเพมิ่ ไว้ กราบเกลา้ โมทนา ๚ะ
๙
โคลงกระทู้
โคลงกระทู้ก็คือโคลง ๔ สุภาพนั่นเอง แต่ตั้งข้อความไว้เป็นกระทู้ข้างหน้าของบาททั้ง ๔ แล้วแต่งให้
ถอ้ ยคำมเี นือ้ ความอธิบายกระทใู้ หช้ ัดเจน หรือบางกระท้กู ไ็ ม่มีความหมายในตัวเองเช่น โก วา ปา เปิด ลักษณะ
ของโคลงกระทู้ เหมือนโคลง ๔ สุภาพทุกประการ แต่ต้องเขียนกระทู้ไว้ข้างหน้าของบาททั้ง ๔ เป็นเส้นดิ่งลง
โคลงกระทปู้ กตแิ ล้วตอ้ งมคี วามหมายอธบิ ายตัวบท แตบ่ างทีก็ไม่อธบิ ายและไม่มีความหมายเช่น ทะ ลุ่ม ปุ่ม
ปู โครงกระทมู้ ดี งั น้ี
๑. กระทู้เดยี วหรือกระทู้คำเดียว หมายความวา่ มีกระทู้ท้ังหมด ๔ คำแต่แยกเอาไปเขียนไว้ข้างหน้าบาทละคำ
เช่น
(ปฏิรูปรัตนปัญญา,๒๕๕๖,น. ๕๑)
(หลกั ภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๔๖)
๑๐
๒. กระทู้ ๒ หมายความวา่ กระทู้นน้ั มีอย่ทู ง้ั หมด ๘ คำแต่แยกเอาไปเขียนไวข้ ้างหนา้ บาทละ ๒ คำเชน่
ช้างสาร หกศอกไซร้ เสยี งา
งูเห่า กลายเป็นปลา อยา่ ตอ้ ง
ข้าเกา่ เกิดแตต่ า ตนปู่ ก็ดี
เมียรัก อยรู่ ่วมหอ้ ง อยา่ ไว้วางใจ
(โคลงโลกนิต)ิ
๓. กระทู้ ๓ หมายความว่ากระทู้น้นั มีคำอยู่ทั้งหมด ๑๒ คำ แต่แยกเอาไปเขยี นไวข้ ้างหน้าบาทละ ๓ คำ เช่น
(หลกั ภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๔๖)
๔. กระทู้ ๔ หมายความว่ากระทู้นน้ั มีคำอยู่ทง้ั หมด ๑๖ คำแต่แยกเอาไปเขยี นไวข้ า้ งหนา้ บาทละ ๔ คำ เช่น
***หมายเหตุโคลงกระทู้ ตอ้ งอ่านคำกระทเู้ สียก่อน แล้วค่อยอ่านรวมกนั ท้ังหมดอย่างโคลงธรรมดา
๑๑
โคลงดั้นมี ๖ ชนิดดงั นี้ โคลงดน้ั
โคลง ๒ ด้ัน
(หลกั ภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๔๗)
โคลง ๓ ดนั้
(หลักภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๔๗)
โคลง ๒ และโคลง ๓ ด้นั นอกจากสมั ผัส และเอกโท ตามแผนแลว้ สมั ผัสอื่นกต็ ามโคลง ๒ และโคลง ๓ สุภาพ
*** หมายเหตุ โคลง ๓ ด้ัน ก็คือโคลง ๒ ด้ันนั่นเอง ต่างกันเพียงเพิ่มวรรคหน้าเข้ามาอีกวรรคหนึ่งโดยไม่นิยม
เอกโทเท่าน้นั
๑๒
โคลงด้นั ววิ ธิ มาลี
(หลักภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๔๘)
ตวั อยา่ ง
(หลักภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๔๘)
บญั ญัติ: สมั ผัส คณะ เอกโท และกฎต่าง ๆ เหมอื นโคลง ๔ สุภาพ แตถ่ า้ จะแตง่ บทอื่นติดต่อไปต้องให้คำ
สุดท้ายของบทต้นสัมผัสกับคำที่ ๕ ของบาทที่ ๒ ต่อ ๆ ไป โคลงด้ัน ประเภทโคลงส่ีนี้นิยมแต่งคราวละ
๒ บท เพราะมสี มั ผัสเกยี่ วกัน ในระหว่างบท สัมผสั ในบาทที่ ๔ เลอื่ นไปอยูใ่ นคำที่ ๕ บ้างก็ได้
๑๓
โคลงด้ันบาทกุญชร
(หลักภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๔๙)
ตวั อยา่ ง
(หลักภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๔๙)
บัญญตั :ิ สมั ผัสตามแผน นอกนัน้ เหมอื นโคลงด้นั ววิ ธิ มาลี
๑๔
โคลงดั้นตรพี ิพิธพรรณ
(หลกั ภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๕๐)
ตัวอยา่ ง
(หลักภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๕๐)
บัญญตั ิ: สัมผัสตามแผน นอกนนั้ เหมือนโคลงดั้นวิวธิ มาลี และบาทกุญชร
๑๕
โคลงดัน้ จตั วาทัณฑี
(หลกั ภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๕๑)
ตวั อย่าง
(หลักภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๕๑)
บัญญัติ: ลักษณะต่าง ๆ เหมือน โคลงด้ันวิวิธมาลี แปลกกันแต่สัมผัสคือในวรรคบาทที่ ๒ ของบทที่ ๒ ถ้าใช้
คำที่ ๕ สัมผัสกับคำสุดท้ายของตน้ บทก็เป็นโคลงด้ันวิวิธมาลี แต่ถ้าใหค้ ำสัมผัสเล่ือนเข้ามาเป็นคำท่ี ๔ จะเป็น
โคลงด้ันจัตวาทัณฑี ถ้าเลื่อนเข้ามาเป็นคำที่ ๓ จะเป็นโคลงด้ันตรีพิพิธพรรณ โคลงด้ันจัตวาทัณฑีไม่สัมผัส
บงั คบั ในบาทท่ี ๒ และบาทท่ี ๓ เหมอื นอย่างชนิดสุภาพ
๑๖
โคลงโบราณ
โคลงโบราณ มีลักษณะคล้ายโคลงดั้นวิวิธมาลี แต่ไม่บังคับเอกโท มีบังคับแต่เพียงสัมผัสเท่านั้น
เป็นโคลงซึ่งไทยเราแปลงมาจากกาพย์ในภาษาบาลีอันมีชื่อว่า คัมภีร์กาพย์สารวิสาลินีซึ่งว่าด้วยวิธีแต่งกาพย์
ต่าง ๆ มีอยู่ ๑๕ กาพย์ด้วยกัน แต่มีลักษณะเป็นโคลงอย่างแบบไทยอยู่ ๘ ชนิด เพราะเหตุที่ไม่มีบังคับเอกโท
จึงเรยี กว่าโคลงโบราณ นอกนัน้ มีลักษณะเปน็ กาพยแ์ ท้
โคลงโบราณทง้ั ๘ ชนิด มีลกั ษณะตา่ ง ๆ กนั ดังจะได้อธิบายตอ่ ไปน้ี
โคลงวิชชุมาลี
ตัวอยา่ ง โฉมเฉิดเลิศลกั ษณ์เชอ้ื เทพนิ
ฤๅวา่ อัปสรสวรรค์ แบ่งภาค
เรียมมองมนุ่ ใจจนิ ต์ จนเหมอ่
ลืมอาตมจ์ นเจ้าจาก จรไกล
(หลกั ภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๕๒)
๑๗
โคลงมหาวิชชุมาลี
แผน : เหมือนกบั วชิ ชมุ าลี เป็นแต่เพิม่ คำในบาทสดุ ท้ายเข้าอกี ๒ คำเท่าน้นั
ตัวอยา่ ง
โฉมเฉดิ เลิศลักษณเ์ ช้ือ เทพนิ
ฤๅว่าอปั สรสวรรค์ แบ่งภาค
เรยี มมองม่นุ ใจจินต์ จนเหม่อ
ลืมอาตม์จนเจ้าจาก จ่งึ รสู้ ึกสกนธ์
(หลักภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๕๒)
บัญญัติ : คณะ, พยางค์ และสัมผัส ให้ดูแผน นอกนั้นไม่มีบังคับ ชนิดที่ไม่มี “มหา” นำหน้าบรรจุคำเท่ากับ
โคลง ๔ ดั้น ชนิดที่มี "มหา" นำหน้า บรรจุคำเท่ากับโคลง ๔ สุภาพ ในบาทที่ ๒ และที่ ๔ ถ้าส่งสัมผสั เป็นเอก
หรอื โท ตอ้ งรับดว้ ยเอกหรอื โทเช่นเดยี วกบั รา่ ย แมโ้ คลงทจี่ ะกลา่ วตอ่ ไปกเ็ ชน่ เดียวกนั
๑๘
โคลงจติ รลดา
ตวั อย่าง โฉมแมผ่ ่องพักตรเ์ พย้ี ง เพญ็ จันทร์
ใจแม่ผอ่ งใสสุทธ์ิ สรา่ งเศร้า
สบโชคเทพบันดาล ดลจติ
จ่ึงมาพบเจ้าท่ี หัวหนิ
(หลักภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๕๓)
โคลงมหาจิตรดา
แผน : เหมือนกับจติ รดา แต่เพม่ิ คำเข้าในบาทสุดทา้ ยอกี 2 คำ
ตวั อย่าง โฉมแม่ผ่องพักตร์เพี้ยง เพ็ญจนั ทร์
ใจแม่ผ่องใสสุทธ์ิ สร่างเศร้า
สบโชคเทพบันดาล ดลจิต
จึ่งมาพบเจ้าท่ี หาดเจา้ สำราญ
(หลกั ภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๕๓)
๑๙
โคลงสินธมุ าลี
ตัวอย่าง บังคมปิตเุ รศแล้ มารดา
ก่อกำเนดิ ชนั ษา ใหญแ่ ล้ว
บำรุงเลีย้ งเรามา เหนอื่ ยยาก
พระคุณพระผอ่ งแผ้ว พนู สรวง
(หลกั ภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๕๔)
โคลงมหาสินธมุ าลี
แผน : เหมอื นกับสินธุมาลี แต่เพม่ิ คำเข้าบาทเขา้ ในบาทสุดท้ายอีก 2 คำ
ตวั อย่าง บังคมปติ เุ รศแล้ มารดา
กอ่ กำเนดิ ชนั ษา ใหญแ่ ล้ว
บำรงุ เล้ียงเรามา เหนื่อยยาก
พระคุณพระผ่องแผว้ พูนโลกทั้งสาม
(หลักภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๕๔)
๒๐
โคลงนันทมาลี
แผน :
ตัวอย่าง สายลมเสียงเพลงทั้ง ดนตรี
กอ่ เกดิ ฤดเี ตือน จิตคล้อย
ธรรมชาติชีวติ ของคู่
ทราบชัดปดั สร้อยเศร้า เสื่อมคลาย
(หลกั ภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๕๔)
หมายเหตุ : โคลงโบราณนี้ ต้นฉบับในภาษาบาลีเรียกว่า “กาพย์” มีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่ง คือในฉบับภาษา
บาลีนั้น บางกาพย์มีลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกับโคลง ๔ สุภาพและโคลงดั้นมาก ทั้งจำนวนคำและสัมผัสก็
คล้ายกนั แปลกแต่ไม่มโี ทเอกเท่าน้นั เพราะในภาษาบาลีไมม่ ีรูปวรรณยุกตใ์ ช้เหมือนภาษาไทย บางทีโคลงของ
ไทยเราอาจจะก่อกำเนิดมาจากกาพย์ในภาษาบาลีก็เป็นได้กระมัง ขอให้พิจารณาดูกาพย์มหาสินธุมาลี
ดังตอ่ ไปนวี้ ่าจะมีลักษณะคล้ายคลงึ กบั โคลง ๔ สุภาพอยา่ งไรบา้ ง
กาพยม์ หาสนิ ธมุ าลี
(หลกั ภาษาไทย,๒๕๓๗,น. ๔๕๕)
นอกจากโคลงทั้ง ๘ ชนิดนี้ ยังมีโคลงโบราณอีกชนิดหนึ่ง คือ โคลงมณฑกติ หรือ โคลง ๕ โคลงชนิดน้ี
ปรากฎอยใู่ นลิลติ โองการแชง่ นำ้ มีฉันทล์ กั ษณแ์ ละตัวอยา่ งดงั น้ี
๒๑
โคลง ๕
โคลง ๕ เป็นคำประพันธ์ที่ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมเพียงเรื่องเดียวคือ โองการแช่งน้ำ ซึ่งเป็นวรรณคดี
ยุคแรกของไทย และไมป่ รากฏวา่ ตอ่ มามีกวีใชโ้ คลง ๕ แตง่ วรรณกรรมเร่ืองใดอีกเลย
ในจินดามณี ฉบับพระโหราธิบดี กล่าวถึงโคลงห้าไว้เพียงยกตัวอย่างคำประพันธ์ชื่อ มณฑกคติโคลง ๕
โดยไม่มีคำอธิบาย แต่ยกตัวอย่างที่สองว่าเป็น อย่างโคลงแช่งน้ำพระพัฒน์ ซึ่งก็คือ โองการแช่งน้ำ นั่นเอง
มีผู้พยายามอธิบายฉันทลักษณ์ของโคลง ๕ อยู่หลายคนได้แก่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
หม่อมเจา้ จนั ทร์จริ ายวุ ฒั น์ รชั นี (พ.ณ ประมวญมารค) พระยาอปุ กติ ศลิ ปสาร และจติ ร ภมู ศิ กั ด์ิ
คำอธิบายของ จิตร ภูมิศักดิ์ ค่อนข้างจะมีน้ำหนักมากกว่าข้อสันนิษฐานของคนอื่น โดยมีข้อสนับสนุน
จากลักษณะโคลงลาวที่ปรากฏในวรรณคดีล้านช้างเรื่อง ท้าวฮุ่งท้าวเจือง โดยจิตร อธิบายว่า โคลง ๕ เป็น
โคลงดั้นชนิดหนึ่ง มีบาทละ ๕ คำ นิยมแต่งในอาณาจักรลาวลา้ นชา้ งยุคโบราณ ส่งสัมผัสแบบโคลงบาทกุญชร
และอาจเพิ่มคำต้นบาท รวมทั้งมีสร้อยไดท้ ุกบาท ทั้งยังสามารถตัดใช้เพียงบทละ ๒ – ๓ บาท ได้เช่นเดียวกับ
โคลงลาวดว้ ย อกี ทัง้ เมอื่ จัดวางรูปแบบฉันทลักษณต์ ามที่จิตรเสนอ มีความเป็นไปได้ค่อยขา้ งมาก
ฉนั ทลกั ษณโ์ คลง ๕
๒๒
ตวั อยา่ ง
โคลงสที่ ่ีพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยู่หวั ทรงประดิษฐ์ขนึ้
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดัดแปลงสัมผัสของโคลงในตำรากาพย์สารวิลาสีนีทั้ง
๔ ชนดิ แลว้ ทรงเรยี กวา่ โคลงโบราณแผลง ดงั ตวั อย่าง
โคลงวชิ ชุมาลีแผลง
เปลีย่ นการรับสมั ผสั จากคำท่ี ๕ บาททส่ี เี่ ป็นคำท่ี ๔ บาทท่สี ่ีแทน
๐๐๐๐๐ ๐x
๐๐๐๐๐ ๐y
๐๐๐๐x ๐๐
๐๐๐y๐ ๐๐
ตัวอย่าง
๏ ขา้ แต่พระพุทธเกลา้ มุนินทร์
ลายลกั ษณะบาทหตั ถ์ วจิ ติ ร
ชนนกิ รไหว้อาจณิ คืนค่ำ
ตง้ั กระหม่อมนิตยข์ า้ ดุษฎี ๚ะ
๒๓
โคลงจิตรลดาแผลง
เปล่ียนการรับสัมผสั ในบาทท่ีสี่ จากคำที่ ๔ มาเป็นคำที่ ๕
๐๐๐๐๐ ๐x
๐๐๐๐๐ ๐y
๐๐๐x๐ ๐๐
๐๐๐๐y ๐๐
ตัวอยา่ ง
๏ พระจนั ทรเพญ็ แผ้ว สรทั กาล
ชะชว่ งโชตพิ รายงาม รุง่ ฟา้
ใหค้ นชื่นบานนิตย์ ทกุ หมู่
รศั มเี รอื งโรจนก์ ล้า เวหา ๚ะ
โคลงสนิ ธมุ าลีแผลง
เปลย่ี นคำสัมผัสในบาทท่ีสี่ จากเดิมคำที่ ๕ มาเป็นคำท่ี ๔
๐๐๐๐๐ ๐x
๐๐๐๐x ๐y
๐๐๐๐x ๐๐
๐๐๐y๐ ๐๐
ตัวอยา่ ง
๏ ข้าแต่พระพุทธเจ้า ใจปราชญ์
รศั มีองคโ์ อภาส รุ่งฟา้
พระสุรเสียงเพราะฉลาด โลมโลก
สัตบรุ ุษสา้ เสก ชมนติ ย์ ๚ะ
๒๔
โคลงนันททายแี ผลง
เปลย่ี นคำสัมผัสในบาททส่ี ี่ จากเดมิ คำที่ ๕ มาเป็นคำท่ี ๔ ๐x
๐๐๐๐๐
๐๐๐x๐ ๐y
๐๐๐x๐ ๐๐
๐๐๐y๐ ๐๐
ตัวอย่าง
๏ พระสรุ ยิ ะทรงเดช เสดจ็ ฉาย
หาวหนพรายพรายเรอื ง รุ่งเร้า
ปทุมิกรผายกลีบ รสคล่ี
เฉกพระเปน็ เจ้าตรสั เตอื นโลก ๚ะ
นอกจากนี้ ด้วยการเปลี่ยนแปลงการส่งสัมผัส พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประดิษฐ์
โคลงเลียนแบบโคลงในตำรากาพย์ คือไม่บังคับเอกโท อีก ๔ แบบ ใช้ในพระราชนิพนธ์กถานมัสการพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ และพระรัตนตรัย คือ โคลงวชิระมาลี โคลงมุกตะมาลี โคลงรตั นะมาลี และโคลงจิตระมาลี
ดงั ตวั อย่าง
โคลงวชิระมาลี
๐๐๐๐๐ ๐x
๐๐๐x๐ ๐y
๐๐๐๐x ๐๐
๐๐๐๐y ๐๐
๒๕
ตัวอย่าง ๏ องค์พระพทุ ธเจ้า โคบาล
ตวั อยา่ ง สอนธรรมสมานจติ สตั บรุ ุษ
นำแนว่ สู่นริ พาณ พ้นทุกข์
พระนราสภสุทธิ์ ศาสดา ๚ะ
โคลงมกุ ตะมาลี
๐๐๐๐๐ ๐x
๐๐๐x๐ ๐y
๐๐๐๐x ๐๐
๐๐๐y๐ ๐๐
๏ ธรรมชาติดิเรกรงุ้ ชวลติ
น้อมนำดวงจติ รจร สชู่ อบ
สละไตรทจุ ริต เหน็ โทษ
ธรรมะดง่ั กอบแกว้ โกยทอง ๚ะ
๒๖
โคลงรตั นะมาลี
๐๐๐๐๐ ๐x
๐๐๐๐x ๐y
๐๐๐x๐ ๐๐
๐๐๐๐y ๐๐
ตัวอยา่ ง ๏ อีกผองสาวกเจา้ ทรงจำ
ตัวอยา่ ง กำหนดบทพระธรรม สอนโลก
สงฆป์ ระดุจนำทาง รอดบาป
เหมอื นช่วยใหส้ ่างโศก สดุ ภยั ๚ะ
โคลงจิตระมาลี
๐๐๐๐๐ ๐x
๐๐๐๐x ๐y
๐๐๐x๐ ๐๐
๐๐๐y๐ ๐๐
๏ ไตรรัตนช์ งดั ยิง่ เทวัญ
ใครพ่ึงพึงสูส่ วรรค์ แม่นแท้
ไตรรตั นย์ ่อมกนั ภยั อุบาทว์
ใครพ่งึ ถึงแม้ทุกข์ เสอ่ื มสญู ๚
๒๗
ความแตกต่างของโคลงสใี่ นวรรณกรรมกบั โคลงส่ใี นตำราคำประพันธ์
โคลงสี่ปรากฏในวรรณกรรมตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยในสมัยอยุธยาตอนต้น เป็นโคลงสี่สุภาพ ๓ เรื่องคือ
ลลิ ิตพระลอ โคลงนิราศหริภุญชยั โคลงมงั ทราตเี ชียงใหม่ โคลงด้ันมี ๑ เร่อื งคือ ยวนพา่ ย
สมัยอยุธยาตอนกลางโคลงสี่เป็นที่นิยมที่สุด มีวรรณกรรมแต่งด้วยโคลงสี่ถึง ๙ เรื่อง ได้แก่
โคลงเรื่องพาลีสอนน้อง โคลงทศรถสอนพระราม โคลงราชสวัสดิ์ กำศรวลโคลงดั้น โคลงเฉลิมพระเกียรติ
พระนารายณ์มหาราช โคลงนิราศนครสวรรค์ กาพย์ห่อโคลงและโคลงอักษรสามของพระศรี มโหสถ
และโคลงทวาทศมาส ในจำนวนนี้เปน็ โคลงส่สี ภุ าพ ๗ เรื่อง โคลงสดี่ ้ัน ๒ เร่อื ง
สมัยธนบุรมี ี ๒ เรอ่ื งคือ โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี และลิลิตเพชรมงกฎุ
สมัยรัตนโกสินทร์ กวีนิยมแต่งคำประพันธ์ประเภทกลอน วรรณกรรมที่แต่งด้วยโคลงเด่น ๆ ได้แก่
โคลงดั้นเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โคลงนิราศตามเสด็จลำน้ำน้อย
ลิลิตตะเลงพ่าย โคลงดั้นปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ โคลงนิราศนรินทร์ ลิลิตนารายณ์สิบปาง และสามกรุง
เป็นต้น
โคลงสี่ที่กวีนิยมใช้ในวรรณกรรมคือโคลงสี่สุภาพและโคลงดั้นที่ปรากฏอยู่ในจินดามณี ส่วนโคลงสี่ใน
ตำรากาพย์ไม่พบว่ากวีใช้แต่งวรรณกรรม นอกจากงานของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเท่านั้น
วรรณกรรมในแต่ละสมยั กวีใช้โคลงท่ีมีลกั ษณะบังคับแตกต่างจากตำราฉนั ทลักษณ์สรปุ ได้ ๓ ข้อใหญ่ ๆ คือ
๑. การบังคับเอก-โท
มีการใช้ลักษณะ เอก ๗ โท ๕ และใช้โทคู่ในโคลงสี่สุภาพ เช่น ลิลิตพระลอ มหาชาติคำหลวง โคลงมังรายรบ
เชยี งใหม่ และโคลงนริ าศหริภญุ ชยั
๏ ความคิดผดิ รีตได้ ความอาย พีเ่ อย
หญงิ สอื่ ชกั ชวนชาย สู่หยา้ ว
เจ็บเผือวา่ แหนงตาย ดกี วา่ ไสรน้ า
เผอื หากรกั ทา้ วทา้ ว ไม่รู้จกั เผือ ๚ะ
๒๘
๏ ไปห่ ่อนเหลอื คิดขา้ คิดผดิ แม่นา
คดิ สิง่ เป็นกลชิด ชอบแท้
มดหมอแหง่ ใดสิทธิ์ จกั สู่ ธแม่
ใหล้ อบลองทา้ วแล้ อยู่ได้ฉนั ใด ๚ะ
ลิลติ พระลอ
มีการใช้เอก ๗ โท ๓ และไม่ใช้โทคู่ในโคลงสี่ดั้น เช่น ยวนพ่าย โคลงทวาทศมาส กำสรวลโคลงดั้น
และโคลงดั้นเฉลมิ พระเกียรตพิ ระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หล้านภาลยั
๏ พระมลา้ งทา้ วทั่ว ธรณี
อันอาจเอากลเอา ฬ่อเลี้ยง
พระมาก่อภมู ี ศวรราช
อนั อยโู่ ดยยุคตเิ พี้ยง พ่างอารย ๚ะ
๏ พระมาแมนสาธุส้อง ถวายพร เพ่ิมแฮ
มาสำแดงชยั ชาญ เช่ียวแกล้ว
พระมารบาลบร ทกุ ทวปี ไสแ้ ฮ
มาสำแดงฤทธิแผ้ว แผน่ ดนิ ๚ะ
ยวนพา่ ย
๒๙
ดังน้นั หากนับจากขอ้ มลู ในวรรณกรรม โคลงสี่ จงึ ควรมี ๔ รปู แบบคือ
โคลงสส่ี ุภาพ เอก ๗ โท ๔
โคลงสส่ี ุภาพ เอก ๗ โท ๕ (โทค)ู่
โคลงสี่ดัน้ เอก ๗ โท ๔
โคลงสี่ดนั้ เอก ๗ โท ๓ (โทเดี่ยว)
๒. การส่งสมั ผสั
สัมผัสระหว่างบาท ในตำราฉันทลักษณ์กำหนดสัมผัสระหว่างบาทของโคลงไว้ ๔ แบบคือ
แบบโคลงสส่ี ภุ าพ แบบโคลงตรีเพชรทณั ฑี (หรอื โคลงตรพี ธิ พรรณ) แบบโคลงจัตวาทณั ฑี และแบบโคลงส่ีดน้ั
ทั้งนี้การกำหนดตรีพิธพรรณ หรือ จัตวาทัณฑีกำหนดที่คำรับสัมผัสในบาทที่สอง ส่วนบาทอื่น ๆ บังคับ
รับสัมผัสคำที่ ๕ แต่เท่าที่ปรากฏในวรรณกรรม กวีมีอิสระที่จะรับสัมผัสในคำที่ ๓, ๔ หรือ ๕ ของทุกบาทใน
โคลงดน้ั และเรียกตามลกั ษณะคำรับสมั ผัสวา่ ตรีพธิ พรรณหรือจตั วาทัณฑดี ว้ ย เชน่
ตรพี ธิ พรรณในบาททีส่ าม จัตวาทัณฑใี นบาทที่ ๔
๏ เร่งหมนั้ เหลอื หมน้ั ยิ่ง เวียงเหลก็
มกี ำแพงแลงเลือน ต่อต้าย
หัวเมอื งเต็กเสยี งกล่าว แกบ่ ่าว
ทังขวาทังซา้ ยถ้วน หมหู่ มาย ๚ะ
จตั วาทัณฑี รับสมั ผัสคำที่ ๔ บาทสามและสี่ กำสรวลโคลงด้ัน
ยวนพา่ ย
๏ ทสพิธธรรมโมชแท้ ทศสกนธ
ทศพัสดแุ สดงทส เกลศกล้วั
ทศกายพลทศ พลภาคย กด็ ี
ทศอศุภหมั้วห้อม ห่อสกนธ์ ๚ะ
๓๐
สัมผสั ระหว่างบท
โดยท่ัวไปการส่งสมั ผัสระหวา่ งบทของโคลงสีใ่ นวรรณกรรมมี ๓ แบบ คือ
แบบที่ ๑ สง่ จากคำสดุ ท้ายของบทแรก ไปยงั คำใดคำหน่ึงในวรรคแรกของบทต่อไป มกั ใชก้ ับโคลงส่สี ุภาพ
แบบที่ ๒ สง่ จากคำสุดทา้ ยบทแรกไปยงั คำที่ ๔ หรอื ๕ บาทท่ีสองในบทต่อไป ใชก้ บั โคลงสี่ด้นั ววิ ิธมาลี
แบบที่ ๓ สง่ จากคำสุดทา้ ยบาท ๓ ในบทแรกไปยงั คำที่ ๓, ๔ หรอื ๕ ในวรรคแรกบทตอ่ ไป กบั จากคำสุดทา้ ย
บาท ๔ ในบทแรก ไปยงั คำที่ ๔, ๕ ในวรรคแรกบาทสองของบทตอ่ ไป ใช้กับโคลงสด่ี นั้ บาทกญุ ชร
แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีวรรณกรรมบางเรื่องส่งสัมผัสระหว่างบทออกไป เช่น ในมหาชาติคำหลวง
กัณฑ์มหาพน มีโคลงสี่สุภาพและโคลงตรีพิธพรรณส่งสัมผัสระหว่างบทแบบโคลงบาทกุญชร ในจิ นดามณี
มีโคลงขับไม้ส่งสัมผัสระหว่างบทแบบโคลงวิวิธมาลี ในลิลิตนารายณ์สิบปาง และพระนลคำหลวง มีโคลงสี่ดัน้
และโคลงในตำรากาพย์ ส่งสมั ผัสระหวา่ งบทแบบโคลงส่ีสุภาพ
๓. การใชค้ ำสร้อย
ตามตำราฉันทลักษณ์กำหนดไว้ว่า โคลงสี่มีสร้อยได้สองแห่งคือท้ายวรรคแรก และท้ายวรรคที่สาม
แต่ในวรรณกรรมกวีทุกสมัยตั้งแต่อยุธยาจนกระท่ังถึงรัชการที่ ๖ แหง่ กรุงรัตนโกสินทร์ แต่งโคลงสี่โดยมีสร้อย
๓ แหง่ คอื มีสร้อยในบาทที่ ๔ ดว้ ย ทัง้ โคลงด้ัน และโคลงสส่ี ุภาพ ตัวอยา่ ง
๏ โฉมแมจ่ ักฝากฟา้ เกรงอินทร หยอกนา
อินทรท่านเทอกโฉมเอา สู่ฟ้า
โฉมแม่จักฝากดิน ดนิ ท่าน แล้วแฮ
ดนิ ฤขดั เจา้ หล้า สูส่ มสองสม ๚ะ
๏ โฉมแมฝ่ ากนา่ นนำ้ อรรณพ แลฤๅ
พี่ไหม้
เยียวนาคเชยชมอก
โฉมแม่รำพึงจบ จอมสวาสดิ์ กูเอย
โฉมแมใ่ ครสงวนได้ เท่าเจา้ สงวนเอง ๚ะ
กำสรวลโคลงดัน้
๓๑
๏ ตอี กโอล้ ูกแกว้ กลอยใจ แมเ่ ฮย
เจา้ แมม่ าเป็นใด ด่ังนี้
สมบตั แิ ตม่ ใี น ภาพแผน่ เรานา
อเนกบรู้กี้ โกฏไิ ว้จักยา พอ่ นา ๚ะ
๏ จรุงพจนจ์ รดถอ้ ยหา่ ง ลิลติ พระลอ
ทางกวี
ยงั ทิวาราตรี ไมน่ ้อย
เทพใดหฤทยั มี มาโนชญ์
เชญิ ชว่ ยอวยให้ขอ้ ย คล่องถอ้ ยคำแถลง เถิดรา ๚ะ
สามกรุง
ดังนน้ั จึงสรปุ ไดว้ า่ โคลงสว่ี รรณคดมี ีการใช้สร้อยท้ัง ๓ แหง่ คอื บาทแรก บาททีส่ าม และบาทที่ส่ี
พฒั นาการของโคลง
กวีในแต่ละสมยั ไดส้ อดแทรกประดิษฐการตา่ งๆ ไว้ในการแต่งโคลง เพื่อให้งานของตนมีลักษณะเด่นเป็นพิเศษ
ขึ้นกว่าธรรมดา จากการศึกษาวิเคราะห์วรรณกรรมคำโคลงในแต่ละสมัยพบว่ามีลักษณะร่วมสมัยบางประการ
ท่ไี ด้พัฒนามาเป็นขนบการแตง่ โคลง ซ่ึงถอื ว่าเป็นลกั ษณะท่เี พิม่ ความไพเราะแก่โคลงนอกเหนือจากฉนั ทลักษณ์
ปกติ ได้แก่ พัฒนาการใช้คำการนบั คำในร้อยกรองทำได้ ๒ แบบ คือ นบั แยกหน่ึงพยางเปน็ หน่ึงคำ กับนับรวม
หลายพยางคเ์ ป็นหน่งึ คำ ซ่ึงแตล่ ะแบบจะใหร้ สของโคลงที่ตา่ งกัน
การแต่งโคลงโดยนับแยกหน่ึงพยางคเ์ ป็นหนงึ่ คำ
ทำใหเ้ สยี งของโคลงมนี ้ำหนักชัดเจน พบในงานสมยั ต้นอยธุ ยาเป็นสว่ นใหญ่ โดยกวเี พมิ่ ความไพเราะด้วย
การซำ้ คำหรือซ้ำเสยี งพยญั ชนะ การเลอื กใชค้ ำหนกั เบาเพื่อสอ่ื อารมณ์ ตัวอย่างเชน่
๓๒
๏ รบินรเบยี บท้าว เบาราณ
รบอบรบบั ยล ย่ิงผู้
ระเบยี บรบกิ ารย เกลากาพย กด็ ี
รเบอดรบดั รู้ รอบสรรพ ๚ะ
ยวนพา่ ย
๏ เสียงโหยเสียงไห้มี่ เรอื นหลวง
ขุนหมน่ื มนตรีปวง ป่วยซ้ำ
เรอื นราษฎร์รำ่ ตีทรวง ทุกข์ทวั่ กันนา
เมืองจะเย็นเปน็ น้ำ ยอ่ มน้ำตาครวญ ๚ะ
การแตง่ โคลงโดยนับรวมหลายพยางคเ์ ปน็ หนงึ่ คำ
ลิลติ พระลอ
จะทำให้เสียงของโคลงสะบัดไหว มีจังหวะหนัก-เบา เกิดความไพเราะแปลกหู กวีผู้ชอบแต่งโคลง
ลักษณะนี้ ได้แก่ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สุนทรภู่ กรมพระนราธิป-
ประพันธพ์ งศ์ และ น.ม.ส. ตัวอย่าง
๏ พระอนชุ าขา้ แกล้งกลา่ ว กลอนถวาย
พยัญชนะคลาดบาทกลายหลาย แหง่ พลัง้
ผดิ อรรถะขจัดขจายปลาย สลายสล่ำ
แม้นพลาดประมาทประมาณย้ัง โทษะร้ายขจายเสีย ๚ะ
สมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัวบรมโกศ
๓๓
๏ มหาสดำคำไก่ตน้ ทนดี
หางตะเคเ่ นระภูศรี ซม่ กุ้ง
ชาเลอื ดเหมอื ดคนมี สมอพเิ ภพ เอกเอย
ลมปว่ นทวนหอมฟุง้ เปลอื กไมใ้ บยา ๚ะ
โคลงนริ าศสุพรรณ
๏ การเวกหรอื วเิ วกร้อง ระงมสวรรค์
เสนาะมิเหมอื นเสนาะฉันท์ เสนาะซึ้ง
ประกายฟ้าสุรยิ าจนั ทร์ แจร่มโลก ไฉนฤๅ
เมฆพยบั อับแสงสะอ้งึ อรา่ มแพ้ประพนธเ์ ฉลย ๚ะ
๏ สมบตั ิขตั ิยผู้ กรมพระนราธิปประพันธพ์ งศ์
ผดงุ ขณั ฑ์
เครื่องราชกกุธภัณฑ์ คู่แคว้น
ฉัตรต้งั ด่งั ไอศวรรย์ เสวยราชย์
คนกย็ ับทรัพย์แร้น สดุ หล้าหาไหน ๚ะ
สามกรุง
๓๔
พัฒนาการด้านการใช้สมั ผัสใน
การใช้สัมผสั อักษร
โคลงที่แต่งโดยใช้สัมผัสอักษรจะให้น้ำเสียงหนักแน่นชัดเจนกว่าโคลงที่ใช้สัมผัสสระ และไพเราะกว่าโคลงท่ี
ไม่ใช้สมั ผัสเลย ตวั อย่าง
๏ เสร็จพระทางเครื่องต้น แต่งกาย ท่านนา
สวมสอดสนบั เพลาพราย อะเคื้อ
ภษู ิตพิจิตรลาย แลเลศิ แล้วแฮ
ทรงสุภาภรณ์เสอ้ื เกราะแก้วก่องศรี ๚ะ
ลลิ ิตตะเลงพา่ ย
พระยาตรังคภูมิบาล และกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นผู้นำแบบแผนการใส่สัมผัสอักษรในคำที่ ๕
กบั ๖ ทุกบาท
๏ เบญจศีลทรงสฤษฎสิ อ้ ง เสพย์นิพทั ธ์ กาลนา
บาปเบอ่ื ฤๅรางรคน ขาดแท้
เบญจาวธิ เวรสงดั สงบระงับ เหอื ดเฮย
ทวั่ ทุจรติ เวน้ แว้ ว่างาม ๚ะ
ประชุมจากรึกวดั พระเชตุพนฯ
๓๕
การใชส้ มั ผัสสระ
นิยมใช้เฉพาะในโคลงสี่สุภาพเพราะช่วยทำให้เสียงของโคลงอ่อนหวานขึ้น สมเด็จพระนารายณ์
มหาราชทรงพระราชนพิ นธ์โคลงสส่ี ุภาพ โดยกำหนดสัมผสั สระอย่างเป็นระบบในคำที่ ๒ – ๓ หรือ ๓ – ๔ ของ
ทุกบาท ลักษณะเชน่ นีป้ รากฏในงานของพระศรมี โหสถ และพระเจ้าอยหู่ วั บรมโกศดว้ ย ตัวอย่าง
๏ ราตรศี รสี อ่ งฟ้า แสดงโฉม
แสงสว่างกลางโพยม แจ่มฟ้า
มหรสพจบการโลม ใจโลกย
เปียนบ่ายรายเรยี งหนา้ นง่ั ลอ้ มเลง็ แล ๚ะ
กาพย์ห่อโคลงพระศรีมโหสถ
สุนทรภู่ รับอทิ ธพิ ลการแต่งโคลงแบบมีสัมผัสสระเช่นนี้มาใช้ในโคลงนริ าศสุพรรณ แล้วเพ่ิมสัมผัสสระ
อกี แหง่ ในคำที่ ๗ – ๘ ของบาทท่สี าม และคำที่ ๘ – ๙ ของบาทสุดทา้ ย รวมท้งั เพิม่ สมั ผัสอกั ษรในคำท่ี ๕ – ๖
และสมั ผสั ในอ่นื ๆ ตามอัตลักษณ์อีกด้วย ตวั อยา่ ง
๏ รอกแตแลโลดเลย้ี ว โลดโผน
นกหกจกจิกโจน จับไม้
ยางเจา่ เหลา่ ยางโทน ทอ่ งเทย่ี ว เหยยี่ วเอย
โฉบฉาบคาบปลาได้ ด่วนขึ้นกลืนกิน ๚ะ
โคลงนริ าศสุพรรณ
๓๖
พฒั นาการดา้ นฉันทลกั ษณ์
จิตร ภูมิศักดิ์ ได้เสนอฉันทลักษณ์โคลงห้าพัฒนา โดยปรับปรุงจากฉันทลักษณ์โคลงห้าในโองการแช่งน้ำ
โดยกำหนดใหห้ นึง่ บทมสี ีบ่ าท หน่งึ บาทมีหา้ คำ แบ่งเปน็ สองวรรค วรรหน้าสามคำ วรรคหลงั สองคำ บงั คับเอก
๔ โท ๔ สัมผสั เหมือนโคลงสส่ี ุภาพ สรอ้ ยเหมอื นสร้อยโคลงด้ัน เอกโทวรรคแรกอาจสลบั ที่กันได้ และโทคูว่ รรค
ที่ส่ีอาจอย่แู ยกกนั ได้ ดังตวั อยา่ ง
๐ เอก โท ๐ x (๐ ๐)
๐ ๐ x เอก โท
๐ ๐ x ๐ เอก (๐ ๐)
๐ โท โท เอก ๐ (๐ ๐)
๏ กรงุ เทพคลงุ้ คาวหืน
ควันกามกลนื กลบไหม้
ดาวกลางคนื คลุมทาบ
เมืองรอ้ งไห้ เหือดขวัญ ๚
๏ นำ้ ฟ้าฟาด ฟองหาว
คือกามฉาว ชมุ่ ฟ้า
กล่ินสาบสาว กำซาบ
กามย้อมหลา้ แหลง่ สยาม ๚ะ
ดาวกลางคนื
ศักดิ์สิริ มีสมสืบ กวีรางวัลซีไรต์ ได้บิดฉันทลักษณ์ เพิ่มสัมผัสใหม่ให้กับโคลงสี่ โดยเพิ่มสัมผัสคำที่ ๗
กบั คำท่ี ๕ ของบาทถัดไป อย่างสม่ำเสมอ (คลา้ ยกับร่าย) ตัวอยา่ งโคลงจากหนังสือรวมบทกวี มอื นั้นสีขาว
๓๗
๏ พี่ชายสวมหนา้ กาก ผรี า้ ย
น้องสาวหวดี ว้ีดว้าย วุ่นวิ่ง
พโ่ี ยนหนา้ กากทิ้ง แย้มแฉง่
นอ้ งนอ้ ยวงิ่ ร่แี ยง่ ฉกหนา้ กากสวม ๚ะ
๏ เด็กน้อยสวมหน้ากาก ยอดมนษุ ย์
โลดล่วิ
เหนิ ฟากฟา้ เรง่ รุด
แตเ่ ท้ายังเฉียดฉิว ยอดหญ้า
เดก็ น้อยครงั้ ถอดหน้า เจอะหนา้ เนอ้ื หนอ ๚ะ
ข้อมูลเกี่ยวกับโคลงที่นำเสนอมานี้ จะช่วยผู้ศึกษากวีนิพนธ์ของไทยเข้าใจฉันทลักษณ์ของโคลงชนิดต่าง ๆ
และลักษณะพิเศษของโคลงในแตล่ ะสมัยท่ีพัฒนามาเป็นขนบการแต่งโคลงท่ีถือวา่ ไพเราะในปัจจุบนั ไดด้ ยี ิ่งขน้ึ
รวมทั้งเข้าใจว่ากวีทุกสมัยได้ใช้เสรีภาพในการสร้างสรรค์กวีนิพนธ์ในกรอบของฉันทลักษณ์แต่ละประเภท
ตลอดมา
๓๘
การแตง่ โคลงในปจั จบุ ัน
การแต่งโคลงในปจั จุบัน มกี ารแต่งโคลงสว่ นมากเป็นโคลงสี่สภุ าพ แต่ในบางคร้ังก็ ละสัมผัสตามฉันทลักษณ์
อย่างเดิม ไม่เคร่งครัดในฉันทลักษณ์มากนัก แต่เน้นเนื้อหาและความหมาย ที่กวีต้องการสื่อมากกว่า
ในบางครั้งก็มีการใช้คำภาษาอังกฤษมาใช้ในการแต่งคำประพันธ์แต่ใช้คำเมื่อผันแล้วก็จะตรงกับสัมผัสเอก โท
ตวั อยา่ งดังน้ี
ยอมมิยอมยอ่ มแม้น เหมอื นยอม
เสอื้ นอกเนคไทปลอม จับป้งิ
2, 3, 4 รับปลอม เปน็ เลข
ลบ ๑, ๒, ๓ ทง้ิ กระทบื ซ้ำเหลอื ๐
ปูนปั้นเป็นชื่อร้าน THAILAND
NEWYORK, BANKKOK, MAN- HUTTON
ไนต์คลบั อาบนวดแอนด์ อบนาบ
Yes, อแุ ม่อุเหมอ่ ้ัน
กระอว่ นโอ้กูเอ๋ย
เนาวรัตน์ พงษไ์ พบลู ย์
(เพียงความเคล่ือนไหว,๒๕๓๕,น. ๑๔๑)
และตอ่ มา เปน็ ตวั อย่างของลงในปัจจุบนั ทเ่ี นน้ เน้ือหาหรอื ความหมายทก่ี วแี ฝงไว้ ทแ่ี สดงความหมาย
กินใจ มากกวา่ จะดำเนินไปตามฉันทลกั ษณ์ท่ใี นบางครง้ั ก็อาจจะสอ่ื ความหมายได้ไม่สมบรู ณ์ ดงั น้ี
๓๙
โลก มณี เดียวนา
สว่ นสรา้ ง
โลกนี้มิอยู่ดว้ ย ดลุ ยภาพ
ทรายและสง่ิ อืน่ มี เพราะน้ำแรงไหน ฯ
ปวงธาตุตำ่ กลางดี
ภาคจกั รพาลมิร้าง
ภพนมี้ ิใชห่ ลา้ หงสท์ อง เดียวเลย
กาก็เจ้าของครอง ชพี ด้วย
เมาสมมุติจองหอง หนิ ชาติ
นำ้ มติ รแล้งโลกมว้ ย หมดส้นิ สขุ ศานต์ ๚ะ๛
ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์
(ปฏริ ปู รัตนปญั ญา,๒๕๕๖,น. ๖๖)
วรรณคดีท่แี ตง่ ด้วยคำประพันธป์ ระเภทโคลงคำประพนั ธ์ประเภทโคลง
ถ้าเป็นวรรณคดีประเภทนิทานแล้วมักไม่แต่งโคลงหมดทั้งเรื่อง แต่จะแต่งสลับกับร่าย เรียกว่าลิลิต เช่น
ลิลิตพระลอ ลิลิตตะเลงพ่าย แต่วรรณคดีที่แต่งด้วยโคลงทั้งเรื่องนั้นส่วนมากจะเป็นวรรณคดีประเภท
ยอพระเกียรติ หรือวรรณคดีนิราศเช่น ยวนพ่ายโคลงดั้น นิราศเมืองตรัง นิราศนรินทร์ นิราศสุพรรณ
ของสุนทรภู่ หรือนิราศนครศรีธรรมราช ของท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ นอกจากนี้ยังมีคำประพันธ์
ประเภทกาพย์ห่อโคลง คือแต่งกาพย์ผสมกับโคลง ในเรื่อง ปรากฏเป็นงานประพันธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์
คือ กาพยห์ อ่ โคลงนิราศประพาสธารทองแดง นริ าศธารโศก เปน็ ต้น
ตวั อยา่ ง
สายหยดุ หยดุ กล่ินฟงุ้ ยามสาย
สายบห่ ยุดเสน่หห์ าย ห่างเศรา้
กี่คืนก่วี ันวาย วางเทวษ ราแม่
ถวิลทกุ ขวบค่ำเชา้ หยุดได้ฉันใด
ลิลิตตะเลงพ่าย: สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานชุ ิตชโิ นรส
๔๐
โฉมควรจกั ฝากฟา้ ฤๅดนิ ดีฤๅ
เกรงเทพไทธ้ รณนิ ทร์ ลอบกลำ้
ฝากลมเล่ือนโฉมบนิ บนเล่า นะแม่
ลมจะชายชักชำ้ ซอกเนื้อเรยี มสงวน
ฝากอมุ าสมรแมแ่ ล้ ลักษมี เลา่ นา
ทราบสวยมภูจกั รี เกลือกใกล้
เรยี มคดิ จบจนตรี โลกล่วง แลว้ แม่
โฉมฝากใจแม่ได้ ย่งิ ดว้ ยใครครอง
นริ าศนรนิ ทร์: นายนรนิ ทร์ธิเบศร(อนิ )
การอา่ นโคลง
โคลง ๒ สุภาพ
แผน :
จงั หวะ : วรรคท่ีหนงึ่ ๓ + ๒ วรรคทสี่ อง ๓ +
๒ (๒)
วรรคท่ีสาม ๒ + ๒ จงอยา่ ลืม | เลอื นให้
(เนอื งเทอญ)
ตวั อยา่ ง: มารดา | สอนส่งั ไว้
หม่ันนอ้ ม คำนงึ
๔๑
โคลง ๓ สุภาพ
แผน :
จังหวะ : วรรคท่หี นึ่ง ๓ + ๒, วรรคที่สอง ๓ + ๒,
วรรคที่สาม ๓ + ๒, วรรคท่ีส่ี ๒ + ๒ (๒)
ตัวอย่าง : คนใดใจ | การณุ มบี ุญคุณ | เปย่ี มแปล้
นับว่าเป็น | มิตรแท้ เท่ยี งแท้ เกลอขวญั เทียวนา,
หมายเหตุ : โคลง ๒ และโคลง ๓ ตั้น แบ่งจงั หวะ ๓ + ๒ วิธีอ่านเหมอื นกบั โคลง ๒ และ
โคลง ๓ สภุ าพ ส่วนวรรคสดุ ทา้ ยทมี่ ี ๒ คำ ไมต่ ้องแบง่ จังหวะ จงึ ไม่ตอ้ งแสดงวธิ อี ่าน
โคลง ๔ สุภาพ
แผน :
จงั หวะ : บาทหนงึ่ ๓ + ๒, ๒+ (๒)
บาทที่สอง ๓ + ๒, ๒
บาทท่สี าม ๓ + ๒, ๒+ (๒)
บาทที่สี่ ๓ + ๒, ๒+๒+(๒)
๔๒
ตวั อย่าง : แคดางคุย | ขอ่ ยขนึ้ เคียงดา คูนแฮ
กาเหวา่ กา | หลงกา กู่รอ้ ง
กะเต็นไต่ | เตง็ ตา ตามเหย่อื | ยวนแฮ
แหนหน่ันหนอง | มองจอ้ ง จงึ แจ้ง ใจจริง บารนี.
วิธอี า่ น : ๑) บาทท่ี ๑, ที่ ๒, และท่ี ๔ อา่ นเสยี งขนึ้ ลงสงู ต่ำตามเสียงวรรณยุกต์ แตบ่ าทท่ี ๓ วรรคหน้า อา่ น
มีเสียงวรรณยกุ ต์จตั วาปนอยู่ดว้ ย และพอถงึ คำที่ห้า ให้ทอดเสียงเออ้ื นยาวและดงั ก้อง นอกนน้ั อ่านตาม
เครือ่ งหมาย
๒) ถา้ คำที่ ๕ ของบาทท่ี ๒ และที่ ๓ เป็นคำตาย เวลาทอดเสียงหรอื เอื้อน ให้ปิดปากแล้วเอ้ือน
ให้เสียงยาวออกทางจมูก จึงจะได้เสียงเอื้อนทไี่ พเราะ มฉิ ะนน้ั จะเอ้ือนไม่ไดเ้ พราะเปน็ คำตาย เสยี งจะขาด
หายไป ทำให้ขาดความไพเราะ
๓) คำสุดท้ายของวรรคทุกวรรค (ยกเว้นคำสร้อยและคำสดุ ทา้ ยของบท) ต้องเอ้อื น
หมายเหตุ : บรรดาโคลง ๔ อืน่ ๆ จะเปน็ ชนิดสภุ าพ หรือด้ันหรอื โคลงโบราณก็ตาม ถ้าจัดวรรคตาม
แบบโคลง ๔ สภุ าพ ใหอ้ า่ นมีทำนองและจังหวะเหมอื นโคลง ๔ สุภาพทั้งสน้ิ
๔๓
บรรณานกุ รรม
กำชยั ทองหลอ่ .(๒๕๓๗).หลักภาษาไทย.(พมิ พค์ ร้งั ที่๙).กรุงเทพฯ: รวมสาสน.์
โคลง.(ม.ป.ป.).[ออนไลน์].เข้าถึงไดท้ :่ี https://th.wikipedia.org.[สบื ค้นเมอ่ื ๑๕ กันยายน ๒๕๖๕].
เนาวรตั น์ พงษ์ไพบลู ย.์ (๒๕๓๕).เพียงความเคล่ือนไหว.(พมิ พค์ รง้ั ท๗ี่ ).กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย.
บุปผา บุญทพิ ย.์ (๒๕๕๘).ร้อยกรอง.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพม์ หาวิทยาลัยรามคำแหง.
อังคาร กลั ยาณพงศ์ และ โกมล คีมทอง.(๒๕๕๖).ปฏริ ปู รตั นปญั ญา.กรุงเทพฯ: มูลนิธโิ กมล คีมทอง
๔๔
คณะผ้จู ดั ทำ
๑. นายกฤษณะ ศรสงู เนนิ รหัสฯ ๐๐๖
๒. นางสาวบุณยาพร ศรีเพชร รหสั ฯ ๐๑๕
๓. นายณฐั วัฒน์ โพธิกุล รหัสฯ ๐๒๐
๔. นางสาวแพรฤทยั โสสดุ รหสั ฯ ๐๒๖
๕. นางสาวสาริกา พนู ยศ รหัสฯ ๐๒๙
๖. นางสาว ชตุ ิกาญจน์ รกั ป้อม รหสั ฯ ๐๓๒
ชน้ั ปีที๓่ สาขาวิชาภาษาไทย วิทยาลยั การฝึกหัดครู มหาวทิ ยาลัยราชภัฏพระนคร
เสนออาจารย์ผสู้ อน
อาจารย์ ดร.จนญั ญา งามเนตร
รายวิชา การอ่านและการเขยี นร้อยกรองไทย (รหสั วชิ า ๑๕๔๑๒๑๔)
ภาคเรยี นท่ี ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๕