The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงงานมัสยิดตะโละมาเนาะ ปี 3 (017,028)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นัชมี มะแซ, 2023-10-01 22:49:04

โครงงานมัสยิดตะโละมาเนาะ ปี 3 (017,028)

โครงงานมัสยิดตะโละมาเนาะ ปี 3 (017,028)

โครงงานภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่อง มัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) ตำบลลุโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ผู้จัดทำโครงงาน นางสาวนัชมี มะแซ รหัสนักศึกษา 406403017 นางสาวนุรอาวาตีฟ อาแว รหัสนักศึกษา 406403028 เสนอ ผู้ช่วยศาสตรจารยมะลิวรรณ รักษ์วงศ์ รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาท้องถิ่นศึกษา นักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบันฑิต สาขาสังคมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา


ก ชื่อโครงงาน มัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน ผู้ช่วยศาสตรจารยมะลิวรรณ รักษ์วงศ์ ผู้จัดทำโครงงาน นางสาวนัชมี มะแซ และนางสาวนุรอาวาตีฟ อาแว สถานศึกษา มัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) ตําบลลุโบะสาวอ อําเภอบาเจาะ จังหวัด นราธิวาส บทคัดย่อ เนื่องจากในปัจจุบันการักษาวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นมีแนวโน้มที่จะค่อย ๆ ลดลง ด้วย ความที่ว่าโลกในสังคมปัจจุบันนั้นเริ่มมีเทคโนโลยีที่มีความทันสมัย ทำให้ผู้คนสนใจวัฒนธรรมภูมิ ปัญญาท้องถิ่นของตนเองลดลง รวมถึงประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทั้งในด้านสังคม ความเชื่อ วัฒนธรรม รวมถึงทางด้านทางภูมิศาสตร์ ทำให้บางสถานที่ที่มีความเก่าแก่และสำคัญทาง ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ นั้นไม่เป็นที่รู้จักมากนัก เช่นเดียวกันกับมัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดอัลวาดีฮู เซ็น) ที่เป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นทางด้านประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่ได้มีการ รังสรรค์ออกมาได้อย่างน่าสนใจ เพื่อเป็นการนำเสนอข้อมูลทางด้านภูมิปัญญาของท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาที่มีอยู่และไม่ให้ภูมิปัญญาเหล่านี้สูญหายไปกับเวลา จึงมีการนำเสนอ เรื่อง มัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีฮูเซ็น) ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่คณะ ผู้จัดทำเลือกทำในการจัดการศึกษาหาข้อมูล เพราะแต่ละสถานที่นั้นย่อมมีความโดดเด่น หรือมี เอกลักษณ์ที่มีความเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์ของผู้ที่ต้องการทราบข้อมูล หรือผู้ที่ต้องการไปเยี่ยมชมสถานที่นั้น ซึ่งในภูมิปัญญาที่คณะผู้จัดทำเลือกนั้นเป็นภูมิปัญญาที่ไม่เป็นที่รู้จักมากนัก อาจทำให้ผู้ที่ ต้องการที่จะศึกษาเรียนรู้ หรือเยี่ยมชมภูมิปัญญาสถานที่แห่งนี้ดังนั้นการให้ข้อมูลของภูมิปัญญา ท้องถิ่นของมัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) ในพื้นที่ จึงถือว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญ และอีกทั้ง ยังเป็นการอนุรักษ์สถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยให้มีการไปท่องเที่ยวและเรียนรู้ สถานที่แห่งนี้ เพื่อให้ได้อยู่ในพื้นที่นั้นไปอีกยาวนาน


ข กิตติกรรมประกาศ โครงงานเรื่อง มัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) เป็นโครงงานที่ว่าด้วยเรื่องของภูมิ ปัญญาท้องถิ่นมัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น ในบ้านตะโละมาเนาะ ตําบลลุโบะสาวอ อําเภอบาเจาะ จังหวัด นราธิวาส ซึ่งภูมิปัญญาสถานที่ในที่นี้ มีความสําคัญ มีคุณค่าทางด้านจิตใจ ด้านความรู้ เรื่องประวัติ ความเป็นมา สถาปัตยกรรม ภูมิปัญญาของชาวบ้าน จึงทําให้คณะผู้จัดทํา เห็นความสําคัญของสถานที่ ที่ควรค่าแก่การนําเสนอ หรือการให้ข้อมูลตลอดจนการอนุรักษ์ โดยการสร้างความทรงจําที่ดีกับภูมิ ปัญญาท้องถิ่นกับสถานที่เหล่านี้ เพื่อให้สถานที่แห่งนี้ได้อยู่ในพื้นที่ไปอีกยาวนาน ซึ่งการศึกษาและ ทําโครงงานในครั้งนี้สามารถดําเนินงานต่าง ๆ สําเร็จลุลวงได้ด้วยดี โดย ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายสถานที่ ณ มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น และความช่วยเหลือจากสมาชิกทุกคนใน กลุ่ม ตลอดจนท่านผู้ปกครองทุกท่าน ขอบพระคุณท่านที่ให้การสนับสนุนให้ความรู้เรื่องมัสยิดวา ดีอัลฮูเซ็น ประกอบด้วย 1. นายรัมลี ตะโละดิง (โต๊ะอีหม่ามมัสยิด) 2. นายอับดุลเลาะ เจะมะ (จิต อาสาดูแลมัสยิด) 3. นางสาวสุไรยา กูนิง (แม่ค้าขายของที่ระลึก) ผู้ให้ความรู้และทำให้การดําเนิน โครงงานทั้งหมดนี้ สําเร็จลุล่วงด้วยดี คณะผู้จัดทํา ขอขอบพระคุณผู้ช่วยศาสตราจารยมลิวรรณ รักษ์ วงศ์ ที่ให้คําปรึกษาตั้งแต่เริ่มต้นการดําเนินโครงงาน การทําโครงงานจึงสามารถดําเนินงานได้สําเร็จลุ ลวงได้ด้วยดี จึง ขอขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสนี้


ค คำนำ โครงงานเรื่องมัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) เป็นส่วนหนึ่งของการเรียรายวิชา ท้องถิ่นศึกษา ผู้จัดทำโครงงาน จัดทำรายงานขึ้นเพื่อศึกษาเกี่ยวกับมัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น ตาม วัตถุประสงค์คือการศึกษาความเป็นมาของโบราณสถานดั้งเดิมของมัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น ศึกษาภูมิ ปัญญาและความงดงามด้านสถาปัตยกรรมของมัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้จัดทำ โครงงาน สามารถต่อยอดในรายวิชาท้องถิ่นศึกษาและรวมถึงสาขาวิชาสังคมศึกษา และเพื่อเป็น ประโยชน์ต่อโบราณสถานมัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น ในการอนุรักษ์สืบทอดไปสู่ลูกหลาน คณะผู้จัดทำโครงงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ที่อ่านโครงงานจะได้รับความรู้จากโครงงานเรื่อง มัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) และหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านทุก ๆ ท่าน โครงงานเรื่อง มัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) เล่มนี้อาจมีสิ่งใดผิดพลาดก็ขออภัยมา ณ โอกาสนี้ คณะผู้จัดทำ


ง สารบัญ หน้าที่ บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข คำนำ ค สารบัญ ง บทที่ 1 บทนำ 1 ที่มาและความความสำคัญของโครงงาน 1 วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า 1 ขอบเขตของการทำโครงงาน 2 ผลที่คาดว่าจะได้รับ 2 บทที่2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 3 หนังสือมัสญิดตะโละมาเนาะ 3 หนังสือวิจิตรสถาปัตย์ปาตานี 10 บทสัมภาษณ์ 15 บทที่ 3 วิธีการดำเนินโครงงาน 17 วัสดุอุปกรณ์ 17 วิธีการดำเนินการ 17 แผนการปฏิบัติงาน 19 บทที่ 4 ผลการดำเนินโครงงาน 21 บทที่ 5 สรุปผลของการทำโครงงาน 23 สรุปอภิปรายผล 23 ประโยชน์ของโครงงาน 23 ข้อเสนอแนะ 23 บรรณานุกรม 24 ภาคผนวก 25


บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำคัญของโครงงาน มัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) เป็นศาสนสถานของศาสนาอิสลามแห่งหนึ่ง ซึ่ง ตั้งอยู่หมู่ 1 บ้านตะโละมาเนาะ ตำบลลุโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส บริเวณเชิงเขาบูโด มัสยิดแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยเครื่องไม้ดั้งเดิมของโลกมลายู มีการผสมผสานระหว่างพหุวัฒนธรรม มีความ งดงามและเก่าแก่ มัสยิดแห่งนี้มีการผสมผสานระหว่างมลายู ไทย และจีน ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากสถาปัตยกรรมที่ เกิดทั้งภายในและภายนอกของมัสยิด โดยปัจจุบันมัสยิดแห่งนี้ภายในได้มีการเก็บรักษาพระคัมภีร์อัลกุ รอาน ซึ่งพระคัมภีร์อัลกุรอานถูกเขียนด้วยลายมือแทนของวันฮุซเซน อัซซานาวี อิหม่ามคนแรกของ มัสยิด อีกทั้งมัสยิดแห่งนี้ยังมีความโดดเด่น คือ ไม่มีการใช้ตะปูในการสร้าง แต่จะเป็นการสลักไม้ตะปู ทำให้มัสยิดแห่งนี้มีความโดดเด่นและแตกต่างจากมัสยิดทั่วไป ในการทำโครงงานครั้งนี้มีการปรึกษากันภายในกลุ่ม จึงทำให้มีความสนใจที่จะทำการศึกษา และลงพื้นที่ปฏิบัติ ณ บ้านตะโละมาเนาะ ตำบลลุโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส เพื่อให้ ผู้คนได้ทราบถึงประวัติความเป็นมา และสถาปัตยกรรมของมัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) รวมไปถึงการอนุรักษ์สถานที่ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ภายในท้องถิ่น วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า 1. เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของมัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) 2. เพื่อศึกษาโครงสร้างและสถาปัตยกรรมของมัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น)


2 ขอบเขตของการทำโครงงาน ขอบเขตด้านพื้นที่ การศึกษาครั้งนี้เลือกประชาชนและกลุ่มตัวอย่างประชากร ได้แก่ โต๊ะอีหม่าม และ ชาวบ้านในหมู่บ้านตะโละมาเนาะ ตําบลลุโบะสาวอ อําเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ขอบเขตด้านเนื้อหา การศึกษาเรื่อง มัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) มีทั้งหมด 2 ประเด็น 1. มุ่งศึกษาประวัติความเป็นมาของมัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) 2. มุ่งศึกษาโครงสร้างและสถาปัตยกรรมของมัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮู เซ็น) ขอบเขตด้านเวลา ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ดำเนินการในภาคเรียนที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2566 – วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2566 ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1. เพื่อรู้ประวัติความเป็นมาของมัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) 2. เพื่อรู้ลักษณะของโครงสร้าง และสถาปัตยกรรมของมัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮู เซ็น)


บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 2.1 หนังสือมัสญิดตะโละมาเนาะ มัสญิดบ้านตะโละมาเนาะ (มัสญดวาดี อัล-ฮุเซน) ตำบลลูโบ๊ะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัด นราธิวาส เป็นมัสญิดเก่าแก่และมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มัสญิดหลังนี้สร้างในปี ฮิจญ์เราะฮฺ 1044 (ประมาณ พ.ศ.2167 หรือ ค.ศ.1624) มีอายุ 380 ปีแล้ว บ้านตะโละมาเนาะ อยู่ห่างจากตัวอำเภอ ประมาณ 4 กิโลเมตร มีถนนแยกจากถนนสายปัตตานี-นราธิวาส ถ้าไปจากอำเภอบาเจาะไปทาง นราธิวาส ก่อนเข้าเขตอำเภอยี่งอ จะมีถนนทางขวามือเข้าไป รถเข้าถึงหน้ามัสญิดหมู่บ้านตะโละมา เนาะ เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ ชาวบ้านนี้ได้อพยพไปบุกเบิกหมู่บ้านใหม่ๆที่อยู่ใกล้เคียง บางรายอพยพไป อยู่จังหวัดใกล้เคียงและประเทศใกล้เคียง ตลอดจนไปตั้งถิ่นฐานในประเทศแถบตะวันออกกลาง จนได้ ลูกหลานและขณะนี้ลูกหลานของคนเหล่านั้นเป็นใหญ่เป็นโตหลายคน จากการสอบถามคนที่มีอายุ ของหมู่บ้านตะโละมาเนาะ และหมู่บ้านอื่น ๆ ที่ปู่ย่าทาทวดอพยพจากหมู่บ้านตะโละมาเนาะ ตลอดจนดูบันทึกของบางท่าน สรุปได้ว่า ที่มีการอพยพไปตั้งหมู่บ้านตะโละมาเนาะอยู่เชิงเขาบูโด ห่างไกลจากตัวเมือง (ปัตตานี) เช่นนั้น เนื่องจากหลบภัยสงครามสมัยที่อยุธยามาตีปัตตานี ผู้ที่บุกเบิก หมู่บ้านตะโละมาเนาะ คือท่านวันฮุเซน หรือ สัยยิดฮุเซน เดิมท่านผู้นี้เป็นอาจารย์สอศาสนาที่บ้านสะ นอ (สะนอญันญาร์) เหตุนี้จึงรู้จักกันในนามของวันฮุเซน สะนะวี (วันฮุเซนแห่งบ้านสะนอ) มีลูกศิษย์ มากมาย รวมทั้งเจ้าเมืองหรือผู้คนที่อยู่ในราชสำนักของเจ้าเมือง ด้วยเมื่อกองทัพสยามมาตีปัตตานี ด้วยความรักและเป็นห่วงอาจารย์ เจ้าเมืองปัตตานี (มัรฐม) จึงจัดแจงให้วันฮุเซนอพยพไปพำนักอยู่ใน ที่ ๆปลอดภัย และตะโละมาเนาะเป็นทำเลที่ดีมากสำหรับตั้งหลักแหล่ง และหลบภัยสงคราม กล่าวคือ 1. ตะโละมาเนาะเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิดปลูกพืชผักและต้นไม้ได้ งอกงาม 2. ห่างไกลจากตัวเมือง ถ้าปัตตานีพ่ายแพ้ก็ยากสำหรับฝ่ายตรงข้ามที่จะค้นพบได้ 3. ถ้าฝ่ายตรงข้ามค้นพบ ก็จะสามารถขึ้นเขาและหนีไปยังเมืองต่าง ๆ เช่นกลันตัน เปรัก เป็น ต้น


4 ตะโละมาเนาะเป็นคำภาษามลายู ตะโละ หรือ ตุโละ (teluk) แปลว่า อ่าว หรือแผ่นดินซึ่งเว้าเข้าไปใน เชิงเขา ส่วนคำว่า มาเนาะ ชาวบ้านบางท่านบอกว่า เป็นชื่อต้นไม้ เดี๋ยวนี้ต้นดังกล่าวนั้นถูกตัดจนไม่มี เหลือแม้แต่ตอ ผู้เขียนค้นดูในพจนานุกรม คำว่า manuk (มานุก) เขาอธิบายว่าเป็นคำโบราณ แปลว่า นก (burung) หรือไก่ (ayam) คำว่า ตุโละ ถ้าเพิ่มอีกคำคือ รันเตา (4antau) เป็น ตุโละ รันเตา (teluk 4antau) แปลว่า ถิ่น ดังนั้น ตะโละมาเนาะก็คือ ถิ่นของนกหรือถิ่นของไก่ พอดีกับหมู่บ้านนี้อยู่ริมลำ ธาร ผู้เขียนสันนิษฐานว่า ลำธารนี้สมัยก่อนคงจะมีรูปร่างคล้าย ๆ กับอ่าว คือเป็นส่วนของน้ำที่เว้าเข้า ไปในแผ่นดิน และที่ตรงนั้นเป็นที่อาศัยหรือแหล่งหากินของนก และไก่ป่า รวมทั้งสัตว์ป่าอื่น ๆ อีก หลากชนิดซึ่งเรื่องนี้แม้ชาวบ้านปัจจุบันก็ยังบอกว่า สมัยก่อนที่หมู่บ้านนี้เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด บ่วงสำหรับดักกวางนั้นขณะนี้ยังมีให้เห็นอยู่หลายสิบเส้น ตะโละมาเนาะเป็นถิ่นที่อุดมสมบูรณ์มาก ตาทวดของผู้เขียนถึงแม้ท่านไปตั้งหลักแหล่งที่หมู่บ้านของผู้เขียนแล้วก็ตาม สมัยที่ท่านยังหนุ่มอยู่ เมื่อ ถึงฤดูทำนา ท่านก็กลับไปทำนาที่บ้านตะโละมาเนาะ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน ผู้ที่ริเริ่มสร้างมัสญิดนี้ก็ คือ วันฮุเซนนั้นเอง ซึ่งมีพี่น้องหลายคน พี่ชายที่ชื่อวันฮะสันนั้นถูกกองทัพสยามจับตัวไปเป็นเชลยศึก มัรฮูม บัญชาให้สร้างตามคำบอกเล่าของชาวบ้านว่า เจ้าเมืองที่เรียกว่า มัรฮูม เป็นผู้บัญชาให้สร้าง มัสญิดหลังนี้ คำว่า มัรฮูม หรือ อัล-มัรฮูม ไม่ใช่ชื่อคน แต่เป็นคำที่มุสลิมใช้เรียกแทนชื่อคนที่เสียชีวิต แล้ว ไม่ว่าคนนั้นเป็นกษัตริย์ หรือสามัญชน เป็นคำขอพรหรือขอวิงวอน เพื่อให้พระผู้เป็นเจ้าโปรด เมตตาผู้ที่เสียชีวิตนี้ด้วย บางแห่งเพี้ยนเป็นบาระโฮม สร้างใน ฮ.ศ.1044 ? ท่านมุบีน เซฟเพิร์ด ได้เขียนในหนังสือของท่านที่ชื่อ ตามันอินดรา (Taman Indera) ตอน อธิบายภาพมัสญิดตะโละมาเนาะ ซึ่งลงภาพเต็มหน้าว่า สร้าง 200 กว่าปีมาแล้ว แต่ในฟุตโน้ตบอกว่า 300 ปี มุบีน เซฟเพิร์ด อดีตผู้สำเร็จราชการ หรือข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำสหพันธ์รัฐมาลายา (มาเลเซียในอดีต) เคยมาดูมัสญิดตะโละมาเนาะหลายครั้ง ฮาญะฮฺ บีดะฮฺ ชาวบ้านตะโละมาเนาะที่มี อายุมากคนหนึ่ง (อายุ 104 ปี ใน พ.ศ. 2532)* บอกว่าบิดาของนางซึ่งสิ้นชีวิตเมื่ออายุ 150 ปี ขณะนั้นนางอายุ 20 ปี ได้เล่าให้นางฟังว่า มัสญิดหลังนี้สร้างก่อนสมัยของท่านหลายชั่วอายุคนแล้ว นี่ แสดงว่า มัสญิดหลังนี้มีอายุมากกว่า 200 ปีแล้ว หญิงที่มีอายุอีกคนหนึ่งชื่อ เราะบีอะฮฺฯ หรือที่รู้จัก กันในนามของ “เมาะจิตะโละมาเนาะ” บอกว่า ตามที่คนรุ่นก่อน ๆ ได้เล่ามา รวมกับปีนี้ (พ.ศ.2532) มัสญิดหลังนี้สร้าง 370 ปีแล้ว ชาวปัตตานีที่ถูกจับเป็นเชลยศึก ในคราวสยามตีปัตตานีนั้นเมื่อถูกนำไป ถึงอยุธยา บางส่วนได้หนีกลับมา หรือถูกปล่อยให้กลับมา ชาวมุสลิมในจังหวัดเพชรบุรีนั้นคือ ลูกหลานของชาวปัตตานีที่เคยเป็นเชลยศึก เมื่อถูกปล่อยหรือหนีมาแล้ว มาถึงเพชรบุรี เห็นทำเลดีจึง ปักหลักอยู่ที่นั้นเลย แต่บางรายกลับมาถึงบ้าน เช่น ตนกูมะหมูด กลับมา ถึงบ้านใน ฮ.ศ. 1043 ซึ่งมี


5 บันทึกไว้ ท่านไปสร้างบ้านที่โกะกือดุง ขณะนี้อยู่ในอำเภอยี่งอ เกี้ยว (ไม้คาน) สำหรับหาบท่านกลับมา นั้น ขณะที่เขียนหนังสือเล่มนี้ลูกหลานของท่านได้เก็บไว้อย่างดี ตนกูผู้นี้เป็นลุงหรืออาของวันฮุเซน นั้นเอง ฮ.ศ. 1043 เทียบกับศักราชสากลประมาณ ค.ศ. 1623 หรือ พ.ศ.2166 (ก่อนสร้างมัสญิดตะ โละมาเนาะ 1 ปี) ชัยคดาวูด บิน อับดุลลอฮฺ อัล-พะฎอนี อุละมาและนักเขียนตำราศาสนาผู้ยิ่งใหญ่ ของปัตตานี ซึ่งเขียนตำราศาสนาหลายสิบเล่ม เล่มแรก ๆ ที่ท่านเขียนคือตำราเกี่ยวกับเตาฮีดและ ตะเศาวุฟ ชื่อ “วัรดุช-ซะวาฮิร” (Wardu al-Zawahir) หนา 432 หน้า เขียนเสร็จในฮ.ศ. 1138 (ประมาณ พ.ศ. 2261) ถ้าสมมุติว่า ท่านชัยคุดาวูดเขียนตำราเล่มนี้ขณะที่ท่านอายุ 20 (เป็นอย่างต่ำ) ก็หมายถึงว่า ชัยคุดาวุดเกิดใน พ.ศ. 2241 ท่านชัยคดาวูดเป็นหลาน (ลูกของลูก) ของน้องชายของ วันฮุเซน ดังนั้นปู่กับหลานอายุห่างกัน50-100 ปี นั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก หรืออีกนัยหนึ่ง ปีที่ สร้างมัสญิด (ถ้าเป็น ฮ.ศ. 1044 จริง) นั้นระยะห่างกับปีเกิดของชัยคุดาวูดเพียง 94 ปี ซึ่งเป็นคนรุ่นปู่ ของท่านนั้น เป็นเรื่องธรรมดาเหลือเกินที่ว่า วันฮุเซน อพยพไปอยู่ที่บ้านตะโละมาเนาะเพื่อหลบภัย สงครามนั้น ถ้าดูจากประวัติศาสตร์สงครามระหว่างสยามกับปัตตานีในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่สร้างมัสญิด ตะโละมาเนาะ (ฮ.ศ. 1044 / พ.ศ. 2167) มีหลายครั้ง คือสงครามใน พ.ศ. 2146 2175 - 2176 และ พ.ศ. 2179 สงครามที่เกิดขึ้นใน พ.ศ.2146 สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชใน “ตำนานเมืองตานี” ระบุว่า “ค.ศ.1603 (พ.ศ.2146) กองทัพเรือเมืองสยามก็บ่ายหน้าตรงมาที่เมืองปัตตานีโดยมีออกญา เดโช นำทหารเป็นจำนวนพัน หมายเข้ายึดเมืองปัตตานี นับเป็นพระราชประสงค์ของพระเจ้าแผ่นดิน กรุงสยาม สมัยนั้น คือสมเด็จพระนเรศวร ที่เป็นที่รู้จักพระนามกันอย่างดีจากประวัติศาสตร์เมือง สยาม ที่พอพระทัยต่อการขยายแสนยานุภาพไปยังหัวเมืองต่าง ๆ กองทัพเรือสยามยกขึ้นบกที่ ปากอ่าวเมืองปัตตานี และได้บุกเข้าประชิดตัวเมือง รายาฮีเยาได้นำทหารเมืองปัตตานีออกต่อต้าน อย่างเต็มความสามารถ และได้กำลังสนับสนุนจากพ่อค้าเป็นอย่างมาก เช่น ชาวยุโรปให้ความ ช่วยเหลือเกี่ยวกับอาวุธและปืนใหญ่ พร้อมด้วยทรัพย์สินเงินทอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทหารเมือง ปัตตานีใช้ปีนใหญ่ยิงกราดไปยังทหารชาวสยาม เป็นผลให้ชาวกรุงศรีอยุธยาได้รับความเสียหายเป็น อย่างมาก และได้เดินทางกลับไปยังดินแดนของตน สงครามครั้งต่อมาเกิดใน พ.ศ. 2175, 2176 (2177 2) ดิลก ธิรธร ในหนังสือ “แยกดินแดน” เขียนว่า “เมื่อพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ปราบดาภิเษก ขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา ทรงพระนามว่า ปราสาททอง แล้ว ก็มีหัวเมืองชายแดนพากันแข็งเมืองอยู่ รวมทั้งเมืองปัตตานีด้วย จึงโปรดฯ ให้พระยาเดโชยกทัพไปปราบ แต่กระทำการไม่สำเร็จตามรับสั่ง ต้องถอยทัพกลับมาทั้งสองครั้ง ในหนังสือประวัติศาสตร์มลายูและปัตตานีของ ม.ล. มานิจ ชุมสาย ได้ เขียนว่า


6 สมัยนี้ เป็นสมัยที่แปลก เพราะปัตตานีมีแต่พระราชินีต่อ ๆ กันไปหลายองค์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 จนสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และปัตตานีชักจะรุ่งเรืองมั่งคั่งสมบูรณ์ เพราะพวกฝรั่ง และชาวต่างประเทศอื่น ๆ มาตั้งห้างค้าขายกับชาวพื้นเมือง และส่งสินค้าพื้นเมืองไปค้าขายถึงจีนและ ญี่ปุ่น เรือของฝรั่งผ่านไปมาก็มาแวะที่เมืองนี้ ปรากฏว่า ในราว พ.ศ.2079 มีชาวโปรตุเกศมาตั้งทำเล ค้าขายในปัตตานีถึง 300 เศษ ชาวฮอลันดามาตั้งห้างเมื่อ พ.ศ.2144 และชาวอังกฤษเมื่อพ.ศ.2153 นอกจากนี้ก็ปรากฏว่า มีชาวญี่ปุ่น และชะวายะฮอร์พอพระเจ้าปราสาททองว่างจากศึกทางเหนือ ก็ ส่งกองทัพใหญ่ลงมาปราบปรามปัตตานีเมื่อ พ.ศ.2176 โดยนึกว่า จะได้กองทัพเรือของฮอลันดามา ช่วยด้วยอีกทางหนึ่ง กองทัพไทยยกมาถึง พ.ศ.2177 ส่วนพวกฮอลันดามัวแต่ล่าช้ามาไม่ถึง กองทัพ ปัตตานียกเข้าสู้เป็นสามารถกองทัพไทยยกเข้าตีเมืองไม่ได้พอดีขัดสนเรื่องเสบียงก็ต้องล่าถอยไป เรื่อง นี้ ศาสตราจารย์รอง ศยามานนท์ และ นางสาววิลาศวงศ์ นพร้ตน์ ได้เขียนใน “แถลงงาน ประวัติศาสตร์ เอกสารโบราณคดีว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทรงขอร้องให้ฮอลันดาช่วยปราบ เมืองปัตตานี ฮอลันดาจึงส่งเรือรบ 6 ลำไปช่วยการที่ฮอลันดาช่วยเหลือไทย ก็หวังประโยชน์ตอบแทน เช่นกัน กล่าวคือ ฮอลันดสต้องการผูกขาดซื้อไม้ฝางและหนังกวาง สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรง สัญญาว่าจะให้ตามคำขอถ้าได้รับความช่วยเหลือจากฮอลันดา แต่ปรากฏว่า เรือฮอลันดาไปถึงเมื่อ กองทัพไทยกลับแล้ว สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงกริ้วว่า ฮอลันดาไม่ช่วยเหลือจริง จึงกักตัวพวก ฮอลันดาไว้ จากเรื่องดังกล่าวนี้พอจะเข้าใจได้ว่า การที่สยามตีปัตตานีไม่สำเร็จในสงครามปี พ.ศ.2146 (ค.ศ.1603) นั้น ทางปัตตานีคงคาดว่าสงครามใหญ่จะต้องเกิดอย่างแน่นอน ทางฝ่ายสยามก็คงรู้ดีว่า ปัตตานีไม่ใช่กระจอก ถ้าจะอาศัยกำลังของตนตามลำพังแล้วหาความสำเร็จได้ยาก จึงเกณฑ์เจ้าเมือง ต่าง ๆ เช่น นครศรีธรรมราช พัทลุง รวมทั้งขอความช่วยเหลือจากต่างชาติ เช่นฮอลันดาด้วย การ เตรียมกำลังดังกล่าวต้องใช้เวลาพอสมควร ประกอบกับที่ปัตตานีก็มีฝรั่งต่างชาติอยู่ด้วย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งฮอลันดา จึงไม่แปลกที่ทางปัตตานีสามารถสืบรู้เรื่องสงครามครั้งต่อไปได้ดี ปัตตานีจึงต้อง เตรียมปกป้องอย่างรอบคอบและต้องหาทางช่วยเหลือหลายด้าน เช่น 1. ตัดกำลังฝ่ายตรงข้ามด้วยการส่งกำลังไปตีเมืองพัทลุงและนครศรีธรรมราชใน พ.ศ.2173 เพราะสองเมืองนี้เป็นกำลังสำคัญของสยาม 2. ขอความช่วยเหลือจากเมืองใกล้เคียง เช่นยะโฮร์ (ยะฮอร์) ปรากฏว่า ในสงครามปี พ.ศ. 2175 ยะโฮร์ส่งกำลังมาถึง 3,000 คน ช่วยปัตตานี 3. ขณะเดียวกัน ปัตตานีไม่ได้ประมาท จึงได้ส่งคนสำคัญ ๆ โดยเฉพาะอุละมา (นักปราชญ์) ไปอยู่ในที่ 1 ปลอดภัยและตะโละมาเนาะก็คงเกิดขึ้นมาในกรณีหลังนี้ ฮ.ศ.1044 (ประมาณ พ.ศ.2167) ซึ่งเป็นปีที่สร้างมัสญิด ก็อยู่ในช่วงระหว่างสงคราม พ.ศ.2146 กับ สงคราม พ.ศ.2173 หรือ 2175 คือหลังสงครามครั้งแรก 21 ปี หรือก่อนสงครามครั้งต่อมา 6-8 ปี


7 มัสญิดตะโละมาเนาะ กว่าจะเป็นดังที่เห็นทุกวันนี้ ได้มีการบูรณะ และต่อเติมหลายครั้งหลายครา เริ่มแรก คือในช่วงก่อน พ.ศ. 2200 สันนิษฐานว่า มีแต่โครงสร้างพื้นฐานเช่น เสา พื้นกระดานแบบง่าย ใช้วัสดุที่มีอยู่ในถิ่น หลังคามุงใบ บรือแต (Bertam) ซึ่งเป็นปาล์มชนิดหนึ่งมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Eugeissona tristis ภายหลังเปลี่ยนเป็นหลังคามุงจากส่วนที่เป็นไม้ใช้ไม้เนื้อแข็งคือไม้ตะเคียนเกือบ ทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการก่อสร้างก็เป็นเครื่องมือพื้นฐานเช่น ขวาน ผึ่ง หรือละแมะ และ จือตา (คล้าย ๆ ขวาน) เสา ปักลึกลงไปในดิน เสามีขนาดไม่เท่ากัน 8X8 นิ้วก็มี 10x10 นิ้วก็มี พื้น ใช้ไม้ กระดานวางเรียงแบบง่ายบางรายงานบอกว่า ใช้ไม้กระดานวางเรียงบนพื้นดิน โดยไม่ได้ยกพื้นจึงไม่ ต้องมีคานและตง แต่รายงานนี้ค้านกับบ้านทั่ว ๆ ไปของชาวมุสลิมแถบนี้ (บ้านแบบดั้งเดิมของชาว มุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เกือบทั้งหมดเป็นบ้านยกพื้น) อาจเป็นไปได้ว่า รายงานที่ว่า เรือน มัสญิดตะโละมาเนาะตอนแรกเป็นเรือนที่ไม่ยกพื้น เป็นการสันนิษฐานจากการบอกเล่าที่ว่า เสา ของมัสญิดหลังนี้ปักลึกลงไปในดินถึง 2 ศอก จึงเข้าใจว่าเป็นเรือนที่ไม่ยกพื้น ฝาระยะแรก ทำจากปีก ไม้ที่เหลือจากการทำเสาและโครงสร้างอื่น ๆ บางส่วนอาจปิดด้วยใบจากที่ทำไว้สำห รับมุงหลังคา ต่อมามีการต่อเติมส่วนที่เป็นมิหรอบ โดยทำเป็นเรือนอีกหลังหนึ่งเป็นเรือนทรงปั้นหยา ระหว่าง หลังคาที่เป็นเรือนใหญ่กับเรือนมิหรอบที่ต่อเติมใหม่ มีรางน้ำที่ทำจากท่อนไม้ตะเคียนผ่ากลางแล้วใช้ วิธีขุดเป็นร่อง (ขณะนี้รางน้ำถูกทิ้งใต้ถุนมัสญิด) หลังจากสร้างมาประมาณ 50 ปี คือในช่วง พ.ศ. 2200 – 2300 เป็นช่วงที่มีการปรับปรุงและต่อเติม กล่าวคือ มีการยกพื้นขึ้นสูงเท่าที่เราเห็นในปัจจุบัน มีชานและบันไดแบบง่าย ๆ พาดที่ชาน หลังคาคงไม่ได้เปลี่ยนแปลง ถ้าจะเปลี่ยนก็คงเปลี่ยนจากใบ จากเก่าที่มุงหลังคาแทนที่ด้วยจากใหม่ ฝาก็คงเปลี่ยนเป็นฝ่าขัดแตะ มีการทำสะพานระหว่างมัสญิด กับลำธาร เพื่อความสะดวกสำหรับผู้ที่จะอาบน้ำละหมาดโดยไม่ต้องเดินบนดิน และทำสะพาน ระหว่างมัสญิดกับบ้านที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง เพื่อความสะดวกและความปลอดภัยแก่ผู้ที่จะไปละหมาด ในมัสญิด โดยเฉพมะเวลาอิชาอ์ซึ่งเป็นเวลาค่ำคืนและเวลาศุบุหซึ่งเป็นเวลารุ่งอรุณ ในช่วง พ.ศ. 2300 – 2400 ทำฝาประกบอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ทำช่องประตูและช่อง หน้าต่าง ทำช่องลมจลุเป็นลายต่าง ๆ เช่น ดอกไม้ 4 กลีบ เครือเถา สวัสติกะหรือที่ภาษามลายูเรียกว่า ลายหัวช้าง (Kepala gajah) บนช่องประตูใหญ่ด้านหน้ามีการแกะสลัก หะดีษ บทหนึ่ง ที่เกี่ยวกับผล บุญของผู้ที่เข้าไป เอี๊ยะอุติกาฟ ในมัสญิด แกะสลักใน ฮ.ศ. 1266 (ประมาณ พ.ศ. 2387-2389) สะพานระหว่างมัสญิดกับลำธารและมัสญิดกับบ้านยังคงมีอยู่ ส่วนที่เป็นหลังคานั้นเปลี่ยนจากมุงจาก มาเป็นมุงกระเบื้องดินเผาที่เรียกว่า “กระเบื้องสงขลา” (bata Singgora)กระเบื้องชนิดนี้คงทำใน สงขลา (หรือสั่งซื้อจากสงขลา) สำหรับที่ครอบหลังคาทำจากไม้รวมทั้งมุมหลังคาแกะสลักเป็นรูปลาย กนกหรือเครือเถา ภายหลังเมื่อไม้ผุแล้วเปลี่ยนเป็นปูนปั้น คงเป็นลายตามแบบเดิม เชื่อว่าเจ้าเมือง สายบุรี (สมัยอยู่ที่ยี่งอหรือสมัยที่ย้ายไปอยู่ที่ตะลุบันแล้ว) มีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงตกแต่งหรือ บูรณะในช่วงนี้ ช่วง พ.ศ. 2400 – 2500 มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ทั้งนี้เพราะเป็นสมัยที่มีวัสดุ


8 ใหม่ ที่มีคุณภาพมากกว่า จึงมีการทำฐานหรือตอม่อซีเมนต์รองรับเสา จึงตัดปลายเสาบางส่วนที่ผุ แล้วยกเสาวางบนตอม่อ ที่ตอม่อยังมีการสลักเดือนและปี ฮ.ศ. ว่า “ชุล-หิจญะฮฺ 1357”คือประมาณ พ.ศ. 2478 หมายถึง ปีที่ทำตอม่อ ส่วนด้านหน้าต่อเติมเป็นระเบียง ชาวบ้านเรียกว่า “บาลาเซาะฮฺ” มาจากคำในภาษาอาหรับว่ามัดเราะสะฮฺ แปล่ว่า โรงเรียนหรือที่เรียน เปลี่ยนหลังคาส่วนของมิหรอบ ยกเอารางน้ำออกแล้วต่อหลังคาระหว่างเรือนใหญ่กับเรือนมิหรอบให้ดูเป็นหลังเดียวกัน แล้วทำหออะ ซานคล้ายเก๋งจีนบนหลังคาเรือนมิหรอบ ถึงอย่างไรก็ตาม ตอนที่ทำหออะซานใหม่ ๆ ก็ยังไม่มีบันได อยู่ดี บันไดสำหรับขึ้นไปอะซานนั้นน่าจะทำพร้อม ๆ กับมิมบัร จาก พ.ศ.2500 จนถึงปัจจุบัน มีการ รื้อระเบียงเดิมออกแล้วสร้างอาคารใหม่แทนที่ซึ่งกว้างขวางมากขึ้น เท่า ๆ เรือนใหญ่ แต่อาคารที่ต่อ เติมใหม่นี้มีรูปทรงแปลกแยกจากอาคารมัสญิดหลังเดิม ทำให้ความโดดเด่นของอาคารหลังเดิมลด น้อยลง แต่สามารถบรรจุคนละหมาดมากขึ้น ลักษณะเด่นของมัสญิดหลังนี้คือที่หลังคา มีมัสญิด สมัยก่อนในมาเลเซียและอินโดนีเซียที่ยังเหลืออยู่ไม่กี่แห่งที่หลังคาทรงนี้ มีอยู่หลังหนึ่งในรัฐกลับตัน เดิมอยู่ที่บ้านกังปงเลาว์ด (บ้านทะเล)ต่อมาได้ขนย้ายไปตั้งอยู่ในบริเวณศูนย์อิสลามศึกษา นีลัมปูรี มหาวิทยาลัยมาลายา กล่าวกันว่า มัสญิดกัมปงลาว์ตนั้นเลียนแบบมัสญิดอากงแห่งเดมักในชวา ซึ่ง สร้างในปีสากา (ปีของชะวา) 1401 หรือประมาณ ค.ศ.1479 (พ.ศ. 2022) 500 ปีกว่าแล้ว บ้างก็ว่า นายช่างผู้สร้างมัสญิดอากงแห่งเดมักกับมัสญิดกังปงเลาวัตเป็นคนเดียวกัน แต่เรื่องนี้ยังถกเถียงอยู่ มัสญิดรุ่นก่อน ๆ ไม่ว่าในอินโดนีเซีย มาเลเชีย หรือประเทศไทยมักจะทำหลังคาแบบนี้ อาจเป็นไปได้ ว่า ขณะนั้นอิทธิพลของศิลปะแบบอาหรับยังเข้ามาไม่ถึง มัสญิดแถบนี้จึงได้รับอิทธิพลจากชวาเป็น ส่วนใหญ่ผสมผสานกับศิลปท้องถิ่น มัสญิดตะโละมาเนาะ (หลังเดิม) ขนาดกว้างประมาณ 16 x 16.5 เมตร เฉพาะที่มิหรอบกว้างประมรณ 4.6 x 5.5 เมตร หลักฐานอีกอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความเก่าแก่ ของมัสญิดหลังนี้ก็คือ อาคารทั้งหลังไม่ได้ใช้ตะปู หรือสกรูเหล็กยึดไม้เลย แต่ใช้สลักไม้แทน ชาวบ้าน เล่าว่าสมัยนั้นยังไม่มีเลื่อย กบและตะปู การผ่าไม้ใช้ผ่าด้วยลิ่ม ตัดด้วยขวาน และถากด้วยผึ้งหรือ ละแมะ (beliong) รูปคล้ายจอบ สำหรับถากไม้ให้เรียบ มีเครื่องมือสำหรับสร้างมัสญิดอีกอย่างหนึ่งที่ ชาวบ้านเก็บรักษาอยู่ ชาวบ้านเรียกว่า “จือตา” รูปร่างคล้ายขวาน ภาชนะโบราณประเภทจาน ชาม ของจีน ก็มีบางบ้านยังเก็บไว้เป็นอย่างดี ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ล้ำค่า ซึ่งหาที่อื่นได้ยากก็คือ คัมภีร์กุรอานที่ เขียนด้วยลายมือซึ่งเป็นลายมือที่สวยงามมากไม่แพ้กุรอานที่พิมพ์จากโรงพิมพ์ในปัจจุบัน กล่าวกันว่า วันฮุเซนเป็นผู้เขียนเองหลายสิบเล่ม เพื่อแจกจ่ายไปที่ต่าง ๆ เพราะสมัยนั้นยังหากุรอานฉบับพิมพ์ ไม่ได้ จนท่านเองสามารถท่องจำกุรอานทั้งเล่มโดยไม่ต้องเปิดกุรอานดู บุตรชายของท่านที่ชื่อ อับดุล เราะหมาน ก็จำคัมภีร์กุรอานได้ทั้งเล่มโดยไม่ได้ท่องจำแต่อาศัยเขียน กล่าวกันว่ากุรอานเล่มที่อับดุล เราะหมาน เป็นผู้เขียนจะประณีดมาก มีการเขียนลวดลายต่าง ๆ อย่างสวยงาม กุรอานฉบับที่วันฮุเซน เป็นผู้เขียนนั้น ตอนท้ายของทุกวรรค (อายะฮฺ) จะเขียนเป็นวงกลม แต่ฉบับที่อับดุลเราะหมานเขียน นั้นตอนท้ายอายะฮุจะวาดเป็นรูปดอกไม้ ทั้งสองพ่อลูกไม่ได้เขียนกุรอานอย่างเดียว แต่ยังเขียน


9 หนังสืออื่นอีกหลายเล่ม ถ้าเปรียบทียบกับสมัยปัจจุบัน ตะโละมาเนาะเป็นแหล่งโรงพิมพ์ที่ผลิตผลงาน ได้มากมาย ของเก่าแก่อีกอย่างหนึ่ง คือ เชือกหรือบ่วงบาศสำหรับล่ากวางบ่วงบาศเหล่านี้ทำด้วย หวาย มีทั้งแบบฟันเป็นเกลียวและมิได้ฟัน เส้นโตขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 – 2 ชม. จำนวน เชือกบ่วงบาศเหล่านี้มีนับร้อย ๆ เส้น ทุกเส้นอยู่ในสภาพดีไม่ขาดวิ่น สมัยก่อน คือขณะที่ผู้เขียนยัง เป็นเด็กอยู่ (ประมาณ 40 – 45 ปีได้แล้ว) พ่อแม่เคยพาผู้เขียนไปที่บ้านตะโละมาเนาะเพื่อเยี่ยมญาติ จำได้ว่า เชือกเหล่านั้นถูกเก็บรักษาไว้บนมัสญิด แต่มาระยะหลังนี้ชาวบ้านนำไปไว้ใต้ถุนมัสญิด หลาย ๆ เส้นแขวนไว้ แต่อีกหลาย ๆ เส้นกองบนดิน คงทำให้เสียหรือผุพังได้เร็วยิ่งขึ้นใน สารานุกรม วัฒนธรรมภาคใต้ ดูคำว่า ตะโละมาเนาะ,มัสญิด หน้า 1239 – 1241 ได้เขียนเกี่ยวกับมัสญิดตะโละมา เนาะดังนี้มัสญิดตะโละมาเนาะ เป็นมัสญิดที่มีอายุเก่าแก่มากแห่งหนึ่งของประเทศไทย มีอายุ ประมาณ 300 ปี ตั้งอยู่ที่ตำบลลูโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาสเนื่องจากเป็นมัสญิดเก่าแก่ มาก จึงมีผู้สนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศไปเยี่ยมชมเป็นประจำ “ลักษณะเด่นของมัสญิดตะ โละมาเนาะคือ มีหลังคาทรงไทย หลังคามี 2 ชั้น มุงด้วยกระเบื้องดินเผา หลังคาชั้นที่ 2 มีลักษณะ เป็นโดมแต่มีทรงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตามลักษณะของตัวอาคาร มุมหลังคาด้านบนทั้ง 4 มุมใช้ปูนชิ เมนต์หล่อหรือปั้นเป็นกนกลายเครือเถา ภายในตัวอาคารเป็นห้องโถงใหญ่ ใช้เป็นที่ละหมาด มุมหนึ่ง ทำเป็นบริเวณที่วางแท่นพูดใกล้ ๆ กับแท่นพูดเป็นบันไดขึ้นไปสู่หออาชาน (หอคอยสำหรับประกาศ บอกเวลาละหมาด ปัจจุบันใช้เครื่องขยายเสียงแทนการประกาศด้วยปากแล้ว) โดยมีบันไดไม้ไต่ขึ้นไป ถึงยอดหอคอย หออาซานนี้จะมียอดขึ้นไปเคียงคู่กับยอดโดมสี่เหลี่ยม เดิมมัสญิดตะโละมาเนาะมี ขนาดกว้างเพียง 16 x 16 เมตร ต่อมาประมาณ พ.ศ. 2518 ได้มีการต่อเติมอาคารออกมาทางด้าน หน้าอีกเท่าตัว โดยที่ยังคงรักษาสภาพอาคารเดิมไว้ครบทุกอย่าง แต่ส่วนที่ต่อเติมใหม่มีลักษณะไม่ เหมือนของเดิมแต่อย่างใด มัสญิดตะโละมาเนาะนับแต่อดีตจนถึงวันนี้ ได้รับการดูแลอย่างดีจากชาวบ้านตะโละมาเนาะ ซึ่งส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากผู้บุกเบิกหมู่บ้านซึ่งเป็นผู้ริเริ่มสร้างมัสญิดหลังนี้ ทำให้สภาพของมัสญิด หลังนี้ยังคงแข็งแรง สวยงาม โดดเด่น เป็นที่น่าดึงดูดของผู้คนที่ไปพบเห็นมัสญิดตะโละมาเนาะมี คุณค่ามาก ทั้งในด้านสถาปัตยกรรมและการแกะสลัก ซึ่งมีอายุเก่าแก่ผ่านหนาวผ่านร้อนไปแล้วถึง 3 ศตวรรษ ในด้านการท่องเที่ยว แน่นอนว่า มัสญิดตะโละมาเนาะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้ง มุสลิมและไม่ใช่มุสลิม ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ และคงจะเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย ด้วยเหตุนี้การปรับปรุงตกแต่ง แก้ไขต่อเติมที่มีต่อมัสญิดหลังนี้รวมไปถึง การจัดบริเวณของมัสญิด ควรให้สอดคล้องกับรูปทรงของมัสญิด อย่าให้ศิลปะการก่อสร้างของมัสญิด หลังนี้ลดคุณค่าลง เพื่อให้มัสญิดหลังนี้ดูแล้วสวยงาม โดดเด่น และไม่กระทบต่อรูปทรงของอาคารหลัง


10 เดิม เพื่อให้ความเป็นของดั้งเดิมที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์สามารถรักษาไว้ได้ตลอดไป และหวังว่า ฝ่าย ที่รับผิดชอบควรจะยกระดับการรักษาดูแลที่มีต่อมัสญิดหลังนี้ให้มากขึ้น เพื่อให้มัสญิดหลัง ประวัติศาสตร์นี้ ได้ดำรงยืนยงให้นานที่สุด เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ และเป็นที่ภาคภูมิใจของลูกหลาน ในอนาคตต่อไปอีกนาน 2.2 หนังสือวิจิตรสถาปัตย์ปาตานี ปรัชญาความเชื่อในลวดลายมลายู จากการรวบรวมข้อมูลภาพถ่ายตามบ้านเรือนมลายูในสมัยอดีตตลอดระยะเวลา 4-5 ปี ที่ หลงเหลืออยู่ในช่วงอายุเวลาประมาณ 100 กว่าปีไปถึงอาคารมัสยิดเก่าแก่ 300 ปี คนในอดีตนิยม ถ่ายทอดศิลปะจากธรรมชาติ และสิ่งรอบ ๆ ตัวที่ตนพบเห็นเพื่อนำมาคิดพิจารณาใคร่ครวญและ ไตร่ตรองกับนิยามความหมายของการมีชีวิต หรือปรัชญาการใช้ชีวิตผสมผสานกับคำสอนอิสลาม ซึ่ง สั่งสอนให้มนุษย์รู้จักสังเกตใคร่ครวญ และให้ความสำคัญอย่างมากในความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ทุกสิ่งที่เกิดมาบนโลกนี้ ล้วนมีความหมายเป็นการกำเนิดที่เป็นสัจธรรมอยู่ในทุก ๆ สิ่ง เพื่อให้มนุษย์ได้ ค้นหาที่มาของทุกสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติขึ้นมาของผู้ทรงสร้างสรรค์ นั่นคือ เอกภาพของพระเจ้าให้มนุษย์ ได้คิดใคร่ครวญและนำพาวิถีชีวิตตนเองไปสู่พระผู้เป็นเจ้า รัศมินทร์ นิติธรรม ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ขุนละหาร ได้ศึกษาเพื่ออนุรักษ์งานแกะสลักไม้โบราณ ให้ข้อมูลว่า ปรากฏให้เห็นในงานแกะสลักที่อยู่ในตัวเรือนมลายูมุสลิม โดยช่างฝีมือในอดีตที่รังสรรค์ ผลงานออกมานั้น ไม่เพียงแต่เพื่อถ่ายทอดความงดงามเท่านั้น แต่ยังถ่ายทอดตามความเชื่อที่แฝงลงไป ในเนื้องานด้วย นั่นคือ ความเชื่อและคำสอนในวิถีอิสลาม นิยมความเชื่อ เพื่อให้ผู้ที่มาเยือนได้เห็น ได้ คิดได้เตือนสติเป็นคติเตือนใจ ลวดลายแบบมลายูจะมีความหมายในทุกที่ เช่น ในกรอบช่องลมบน


11 บานประตูหรือหน้าต่าง ลวดลายจะโค้งรับกับกรอบของมัน หมายถึง ความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ เย่อหยิ่ง เชื่อฟังพระผู้เป็นเจ้า เรียกว่า ความมีอิหม่าม อยู่ในกรอบของศาสนา สรุปคือได้ให้ความหมาย ของลวดลายในเชิงปรัชญาไว้ดังนี้ 1. Adat หมายถึง ในงานศิลปะมลายูจะสอนถึงมารยาท หรือกฎธรรมเนียมปฏิบัติแบบมลายู อิสลาม 2. Infinity กรอบลายบนผนังมัสยิด 300 ปี หมายถึง ผู้ไม่มีที่สิ้นสุด นั่นคือ พระเจ้า ความเป็นมลายูอิสลามแยกกันไม่ออกในหมู่ชนมลายูในอดีต ทุกการงานของเขาล้วนแต่เป็นอีบาดะอฺ (คุณธรรมความดีต่อพระเจ้า) ความเป็นอิสลามซึมซับในหัวใจอย่างยาวนาน หากนึกถึงคนมลายูก็ต้อง นึกถึงอิสลาม และเช่นเดียวกันหากนึกถึงคนอิสลามก็ต้องนึกถึงคนมลายูเช่นกัน การเขียนโครงสร้างของดอกลายมลายูนั้น จะต้องเรียนรู้เช่นเดียวกับการเขียนโครงสร้างของ สถาปัตยกรรม เช่น บ้านที่อยู่อาศัย ซึ่งล้วนมาจากโครงสร้างของมนุษย์ และการช้อนวางในการ เคลื่อนไหวของดอกลายในหนึ่งของโครงสร้างของดอกลายมลายูที่ปรากฏในเรือนมลายู พบอยู่ 2 แบบ คือ 1. งานอักษรวิจิตรแกะสลักอายะห์กุรอาน (คำสอนในกุรอาน) หรือฮาดิษ คำสอนของท่าน ศาสดา หรือสัญลักษณ์ที่แฝงด้วยคำสอนในศาสนาอิสลาม 2. งานแกะสลักลวดลายดอกไม้แฝงปรัชญาธรรมชาติ ความเชื่ออิสลามที่มีอยู่ 5 ประการ เช่นเดียวกับหลักปฏิบัติเช่นกัน คือ 2.1 ราก หมายถึง สิ่งยึดมั่น (กาลีมะห์) 2.2 ลำต้น หมายถึง รากหรือเสาของศาสนา (ละหมาด) 2.3 ใบ วิถีชีวิต การยังชีพ (ศิยามการอดทน ถือศีลอด) 2.4 การแตกหน่อ เรียนรู้ แสวงหา (กฎแห่งสภาวะ) 2.5 ดอก/ผล/ความสวยงาม/การเสียสละ (การเดินทางแสวงบุญ) ธรรมชาติ คือ สิ่งที่พระเจ้าประทานมาให้มนุษย์ได้รับรู้ถึงสัจธรรมแห่งวิถีชีวิต การเกิด อายุขัย รุ่งโรจน์ ดับ หรือเจ็บป่วย สิ่งนี้คือ ความจริงที่เป็นสัจธรรมเราค้นพบความหมายต่าง ๆ เหล่านี้ที่ประดับใน สัญลักษณ์ต่าง ๆ ซึ่งแฝงอยู่ในลวดลายมลายูศิลปะอิสลามในแหลมมลายู ดั่งหลักฐานที่มันทึกปรากฎ


12 นั้น พราบกันดีว่า อิสลามได้เข้ามาในแหลมมลายูและบรรดาหมู่เกาะต่าง ๆ ในชวาตั้งแต่ก่อน คริสต์ศตวรรษที่ 14 แล้ว และมีบรรดาโต๊ะครูจากแหลมมลายูได้ไปร่ำเรียนศาสนาในตะวันออกกลาง กันเป็นจำนวนมากดังนั้นศิลปะอาหรับที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาอิสลาม จึงได้แพร่เข้ามาสู่แหลมมลายู ด้วยเช่นกัน โดยมากแล้วเข้ามาในรูปศิลปะแบบอักษรวิจิตร ซึ่งปรากฏเป็นลวดลายบนข้าวของ เครื่องใช้โบราณต่าง ๆ ประเภท ถ้วย ชาม เสื้อยันต์ที่เขียนอักขระ (Baju Berayat) นิยมใช้ชื่อพระ นามของอัลลอฮ์ และศาสดามูฮัมหมัดในรูปแบบงานแกะสลัก และประดับตกแต่งในงาน สถาปัตยกรรม รวมถึงข้อความจากคัมภีร์อัลกุรอาน ฮาดิษ (วจนะของศาสดามูฮัมหมัด และบทกวีที่ แกะสลักบนสุสานของผู้มีสถานะภาพสูงทางสังคม เช่น บนบาตรอาเจะห (Batu Aceh) เป็นต้น คติความเชื่อเดิมก่อนอิสลามในงานสถาปัตยกรรมท้องถิ่นนสามจังหวัดชายแดนใต้ เมืองปาตานีและเมืองส่วนใหญ่บนคาบสมุทรมลายูเป็นเมืองท่าที่อยู่กลางเส้นทางเดินเรือ สมุทรระหว่างยุโรปและเอเชียหรือโลกตะวันตกกับโลกตะวันออกที่เกิดขึ้น ช่วงคริสศตวรรษที่ 15 - 18 ด้วยความที่เป็นเมืองท่าค้าขายนี่เองที่ทำให้พื้นที่แถบนี้รับเอาวัฒนธรรม ความเชื่อจากทั้งตะวันตก และตะวันออกมาผสมผสานต่อยอดเป็นวัฒนธรรมพื้นถิ่น ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อทางศาสนา วรรณกรรม และวิทยการต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นในวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ผ่านวัฒนธรรม รวมถึงสถาปัตยกรรมในท้องถิ่นด้วยไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมท้องถิ่นที่ใดก็ตาม มักจะปรากฎ ลักษณะบางอย่าง หรือรูปแบบที่มีลักษณะร่วมกับงานสถาปัตยกรรมอื่น ๆ ในภูมิภาคอื่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะภูมิภาคใกล้เคียง ทั้งนี้อันเนื่องมาจากสภาพอากาศ วัสดุก่อสร้าง การสืบทอดงานฝีมือเชิง ช่าง หรือแม้กระทั่งการมีความเชื่อที่เชื่อมโยงกันหรือตกทอดมาร่วมกันอย่างยาวนาน สิ่งที่เป็น ลักษณะร่วมที่มองเห็นได้ง่าย คือ รูปลักษณ์หรือรูปแบบภายนอกของงานสถาปัตยกรรม เช่น รูปทรง วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง เป็นต้น คติความเชื่อที่ทรงอิทธิพลต่อวิธีชีวิตและวัฒนธรรมในดินแดนแถบนี้คือ คติความเชื่อแบบ ฮินดู ที่ถูกส่งต่อจากดินแดนชวามายังแหลมมลายูผ่านวรรณกรรมการละเล่น เรื่องเล่า นิทาน การ แสดง มโหรสพและพิธีกรรม จนเมื่อศาสนาอิสลามแผ่ขยายเข้ามา ความเชื่อและความคุ้นชินที่มีมา อย่างยาวนานเหล่านั้น ก็ยังคงดำรงอยู่เพียงแค่ปรับเปลี่ยนและอธิบายใหม่ด้วยความเชื่อของศาสนา อิสลามแทน ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจในการมองเรื่องติความเชื่อเดิมในสามจังหวัดชายแดนใต้คือ คติความ เชื่อในเรื่อง ฆูนุงงัน (Gunungan) ซึ่งเป็นคติความเชื่อภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ปรากฎอย่างแพร่หลายใน


13 วรรณกรรม และการเล่น วายัง กูสิต(Wayang Kulit) หรือหนังตะลุงชวา ก่อนเปิดการแสดงวายัง ก็ จะปักรูปหนังที่เป็น ฆูนุงงัน (Gunungan) เสมอ คติความเชื่อเรื่องในเรื่อง ฆูนุงงัน (Gunungan) ถูกใช้เป็นองค์ประกอบในงานสถาปัตยกรรม ท้องถิ่นในแหลมมลายูโดยมากมักใช้กับอาคารสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ทั้งในสุหร่าหรือมัสยิด เรือนที่พักอาศัย และกุโบร์ (สุสาน) มีการใช้คติความเชื่อนี้ออกมาในรูปแบบของลวดลายแกะสลักที่ เป็นองค์ประกอบของอาคาร และรูปทรงของหลังคาอาคารดั้งเดิมซึ่งมีอายุเกิน 100 ปี ปรากฎใน มัสยิดเก่าแก่หลาย ๆ แห่งในสามจังทวัดชายแดนใต้ เช่น มิมบัรมัสยิดรายอฟาฎอนี(จะบังติกอ อ. เมือง จ.ปัตตานี) ก็ปรากฎส่วนยอดของมิมบัรที่ มีรูปแบบทางศิลปะกรรมเรียกว่า ฆูนุงงัน (Gunungan) อยู่เช่นกัน ซึ่ง ฆูนุงงัน (Gunungan) ในลักษณะเช่นนี้ มีศัพท์ที่ใช้เรียกในเชิงช่างในอิน โดนีเชียว่า สุเมรู (Sumeru) ซึ่งเป็นคำในความหมาย เดียวกันกับเขาพระสุเมรุนั่นเอง ในส่วนของ สถาปัตยกรรมที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยก็ปรากฎลักษณะคติความเชื่อเรื่อง ฆูนุงงัน บนหน้าบันเรือนของ ชาวมลายูมุสลิม ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็น ญาบัลนูร (Jabal Nur) หรือ ญาบัลซูร์(Jabal Thur) ที่เป็นภูเขา ศักดิ์สิทธิ์ตามคติความเชื่อของศาสนาอิสลามที่เมืองเมกกะห์(Mecca) ในประเทศซาอุดีอารเบียแทน คติความเชื่อในเรื่องฆูนุงงันนี้ยังจะถูกใช้ในสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวกับความสูงส่งและความศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังปรากฎในสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวกับความตายด้วยเช่นกัน ศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมจำนวนหนึ่ง ใน"กุโบร์(Kubur)" หรือสุสานเก่าแก่ของชาวมลายูมุสลิม เช่น ที่กุโบร์โต๊ะอาเยาจะบังติกอ อำเถอ เมือง จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นกุโบร์ที่ฝังศพ เจ้าเมืองปัตตานี ปรากฎกำแพงแก้วที่สร้างซุ้มทางเข้าแบบ ฆูนุงงัน (Gunungan)" รวมทั้งกุโบรโต๊ะดูกู (ฮัจ อับตุลฮามิต) ที่บ้านดูกู อำเภอบาเจาะ จังหวัด นราธิวาส ก็ปรากฏการสร้างซุ้มทางเช้าแบบ ฆูนุงงัน (Gunungan) เช่นเดียวกันไม่เพียงแต่คติความ เชื่อเรื่อง ฆูนุงงัน(Gunungan) หรือคติความเชื่อเรื่องสุเมรูที่ปรากฎเป็นส่วนประกอบต่าง ๆ ใน สถาปัตยกรรมท้องถิ่นในสามจังหวัดภาคใต้เท่านั้น ลวดลายที่ใช้ประดับมัสยิดบางแห่งก็ยังปรากฎ ลวดลายที่เกี่ยวเนื่องกับความเชื่อที่นอกเหนือจากคติความเชื่อแบบอิสลามด้วยเช่นกัน เช่น ลวดลาย สวัสติกะ (Sawastika) ลวดลายที่คล้ายปมเชือก (Endless Knot) ที่ปรากฏบนผนังไม้ มัสยิดวาดิลฮุ สเซน บ้านตะโละมาเนาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส และลวดลายที่มีลักษณะเป็นลายปมเชือก Endless Knot มีปรากฏบนฐานเจดียในวัดภูผาเบิกเกาะยอ จังหวัดสงขลาด้วย สืบสานงานช่างแกะสลักมุสลิมชายแดนใต้ การประดับตกแต่งในงานสถาปัตยกรรมมลายู ถือเป็นผลงานศิลปะท้องถิ่นที่สำคัญต่อการ สร้างภาพลักษณ์ของวิถีตัวตนเชิงประจักษ์ และเป็นผลงานทางภูมิปัญญาที่น่าภาคภูมีใจของ 3 จังหวัด


14 ชายแดนภาคใต้ผลงานแกะสลักไม้ลวดลายมลายู ที่สร้างขึ้นจากฝีมือเหล่านี้ Local craft production เป็นมรดกภูมิปัญญาซึ่งนอกจากให้มีความสวยงาม โดดเด่น สะดุดตา แก่ผู้พบเห็นแล้ว ยังเกิด ประโยชน์อีกด้วย ซึ่งผลงานเหล่านั้นได้พัฒนามาหลายยุคหลายสมัยต่อกันมาผ่านเวลาบ่มเพาะ ความคิดที่ต่อเนื่องอย่างยาวนาน และในตัวผลงานเหล่านั้นเองที่เป็นตัวอย่าง เป็นแม่แบบ และการ เริ่มต้นของจินตนาการให้คนยุคปัจจุบันได้เรียนรู้ต่อยอด หรือเลียนแบบ สร้างสรรค์ผลงาน ประยุกต์ ผลงานให้ผลิตซ้ำ ๆ เกิดมีผลงานใหม่ ๆ ให้เหมาะสมในยุคสมัยของตนเองต่อไปความสัมพันธ์ระหว่าง ศิลปะ ระหว่าง 3 วัฒนธรรม 3 ศาสนา นั้นก็เช่นเดียวกัน จะมีการผสมผสานงานศิลปะที่มีอยู่และมี การเชื่อมโยงกันไปมา มีการดัดแปลง โดยมีการใช้ปรัชญาความคิด ความเชื่อให้เหมาะสมกับความเป็น ตัวตนแต่ละศาสนา แต่ละความเชื่อกันไป ผลงานศิลปะการแกะสลักไม้ของท้องถิ่นมลายูในอดีตนั้น มี หลายระดับแตกต่างกันไป มีการแกะสลักแบบพื้นบ้านแสดงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ศิลปะ การแกะสลักไม้สำหรับตกแต่งสถานที่สำคัญ ๆ เช่น โบสถ์ วัด ศาสนสถาน เคหะสถานของชนชั้นผู้นำ หรือชนชั้นสูงเช่น วัง เรือนเจ้า เรือนของผู้คนที่มีฐานะหรือคนธรรมดา การประดับตกแต่งโดยการแกะ ไม้สลักจะแตกต่างกันไปด้วย พบอยู่ทั่วไปใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในเรื่องผลงานนั้น แล้วแต่ จินตนาการของช่างและศิลปินที่จะสะท้อน หรือจะสร้างสรรค์ผลงานอย่างไร และนอกจากนี้ยัง ชี้ให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่ดีงามของคนในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่สะท้อนให้เห็นผ่านความศรัทธาใน ศาสนา หรือสะท้อนให้เห็นความงดงามในการดำรงชีวิต แต่ปัจจุบันในความเป็นจริง พื้นที่ 3 จังหวัด ชายแดนภาคใด้ พบว่าคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ไม่มีบุคลากรที่จะมารับช่วง สืบสานงานมรดกด้านภูมิ ปัญญาเหล่านี้เลย ไม่เพียงแต่นับจำนวนช่างที่ยังคงเหลืออยู่น้อยลงไปแล้วเท่านั้น ปัญหาที่มากกว่านั้น คือคำถามที่ว่าพวกเขาจะทิ้งมรดกภูมิปัญญาความคิดสร้างสรรค์ จะหาคนรุ่นใหม่มาสืบทอดต่อไป อย่างไร


15 2.3 บทสัมภาษณ์ ก่อนบสัมภาษณ์นี้คณะผู้จัดทำได้ทำสัมภาษณ์บุคคลดังนี้ 1. นายรัมลี ตะโละดิง โต๊ะอีหม่ามมัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น 2. นายอับดุลเลาะ เจะมะ จิตอาสาประจำมัสยิดมัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น 3. นางสาวสุไรยา กูนิง ผู้ขายของที่ระลึก ณ มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น - มัสยิดแห่งนี้มีชื่อภาษอาหรับว่า มัสยิดวาดีฮูเซ็น ซึ่งคำว่า วาดีหมายถึง ลำธาร เพราะมัสยิด สร้างอยู่ติดลำธาร ส่วนฮูเซ็น เป็นชื่อของผู้ก่อสร้างมัสยิด มัสยิดแห่งนี้สร้างด้วยไม้ตะเคียนจะไม่ใช้ตะปู ในการสร้าง มีการซ่อมแซมบูรณะมา 2 ครั้งใหญ่ ๆ โดยครั้งที่ 1 มีการเปลี่ยนแปลงหลังคาจากเดิม เป็นใบจากเปลี่ยนเป็นหลังคากระเบื้องดินเผา ต่อมาครั้งที่ 2 มีการเปลี่ยนแปลงเสาจากเสาฝั่งลงดิน เปลี่ยนเป็นตัดแล้ววางบนตอม่อ และลักษณะที่โดดเด่นของมัสยิดแห่งนี้คือมีการบูรณาการวัฒนธรรม ระหว่าง ไทย จีน มลายู เพราะลักษณะที่ตั้งของมัสยิดมิดมีการตั้งตามฮวงจจุ้ยของคนจีน ส่วน ศิลปหัตถกรรมภายในมัสยิดมีการผสมผสานกัน - มัสยิดแห่งนี้ถูกสร้างโดย นายฮูเซ็น ปัจจุบันมีอายุประมาณ 400 ปีแล้ว โดยอาคารเดิมที่ อายุ 400 ปี จะอยู่ด้านหน้าส่วนด้านหลังของอาคารเป็นส่วนที่ถูกต่อเติมใหม่มีอายุประมาน 50 ปี - ก่อนจะเป็นมัสยิดพื้นที่ตรงนี้เป็นป่าทั้งหมด เจ้าของมัสยิดได้อพยพมากจากสือนอ จังหวัด ปัตตานี นายฮูเซ็น เป็นโต๊ะครูสอนอยู่ที่สือนอ โดยเชื้อเดิมของนายฮูเซ็นเป็นคนอาหรับ โดยความที่ นายฮูเซ็นเป็นโต๊ะครูก็จะอพยพมาพร้อมลูกศิษย์ของตนเอง หาพื้นที่แถวบ้านลูโบะสาวอ เพื่อหลบจาก ศัตรูเนื่องจากว่าในพื้นที่เดิมได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งได้ใช้พื้นที่ตรงหมู่บ้านตะโละมาเนาะ ตำบลบ้านลูโบะสาวอ เพราะเหมาะกับการตั้งเป็นถิ่นฐาน เพราะมีพื้นที่อยู่ใกล้เขาทางด้านจังหวัดเบ ตง สามารถหนีไปมาเลเซียได้เลย นายฮูเซ็นเป็นโต๊ะครูสอนอัลกุรอ่าน จึงจำเป็นต้องสร้างมัสยิดขึ้นมา เพื่อสอนลูกศิษย์ที่ติดตามนายฮูเซ็นมาตั้งแต่ต้น จึงร่วมมือช่วยกันสร้างมัสยิดนี้ขึ้นมาเพื่อใช้เป็น สถานที่สอนอัลกุรอ่าน


16


บทที่ 3 วิธีการดำเนินโครงงาน โครงงานศึกษาค้นคว้าความรู้เกี่ยวกับ มัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) ได้บรรลุตาม วัตถุประสงค์ที่ได้วางไว้ดังข้อมูลที่จะนำเสนอดังนี้ 3.1 วัสดุอุปกรณ์ 1. สมุดจดความรู้ที่ได้มีการศึกษา 2. ข้อมูลเนื้อหาที่ต้องการสัมภาษณ์ 3. หนังสือวิจิตรสถาปัตย์ปาตานี เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ มัสยิดบ้านตะโละมาเนาะ (มัสยิด วาดี อัลฮูเซ็น) 4. กล้องถ่ายรูป วิดีโอบรรยากาศ/สัมภาษณ์ 3.2 วิธีการดำเนินการ 1. ประชุมปรึกษาหารือกันในกลุ่ม ผู้จัดทำโครงงานได้ร่วมกันพูดคุยปรึกษาหารือกันภายใน กลุ่มถึงสิ่งที่ต้องการศึกษาภายใต้หัวข้อ ท้องถิ่นศึกษา ที่สอดคล้องกับสาขาวิชาสังคมศึกษา โดย ผลสรุปที่ได้คือ เลือกศึกษาเกี่ยวกับมัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) ซึ่งเป็นการศึกษาความรู้ ในท้องถิ่นของสมาชิกในกลุ่มและสอดคล้องกับรายวิชาหลัก ๆ คือ ประวัติศาสตร์ 2. กำหนดหัวข้อเรื่องที่สนใจศึกษา ผู้ทำจัดโครงงานร่วมกันพูดคุยเกี่ยวกับ ประเด็นการตั้งชื่อ หัวข้อเรื่อง โดยตั้งจากสิ่งที่ต้องการศึกษา คือ มัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) ซึ่งเหตุที่ตั้ง หัวข้อนี้เนื่องจากเป็นโบราณสถานแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ และความงดงามด้านศิลปะ การออกแบบได้อย่างน่าสนใจ และมีความหมายที่ลึกซึ้งอีกทั้งได้มีการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการ สร้างตัวมัสยิด ควรค่าแก่การรักษาและอนุรักษ์เหตุนี้เองที่ได้มีการจัดตั้งหัวข้อโครงงานนี้ขึ้น 3. ร่างเค้าโครงโครงงานเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา ผู้จัดทำโครงงานร่วมกันร่างเค้าโครงเพื่อ เสนอให้กับอาจารย์ที่ปรึกษา โดยทำการคิดเค้าโครงใน หัวข้อดังนี้ ที่มาและความสำคัญของการทำ โครงงาน วัตถุประสงค์ของการจัดทำโครงงาน ขอบเขตจัดทำโครงงาน วิธีดำเนินงาน สิ่งที่คาดว่าจะ ได้รับจากการจัดทำโครงงาน และทำการเสนอให้อาจารย์ที่ปรึกษา ให้ลุล่วงผ่านไปด้วยดี ก่อนที่จะทำ การเก็บข้อมูลและลงพื้นที่ปฏิบัติ


18 4. เก็บรวบรวมข้อมูล ผู้จัดทำโครงงานได้ทำการศึกษาเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่อง มัสยิดตะโละมา เนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) ได้ทำการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม จาก แหล่งต่าง ๆ ทั้งหนังสือ เว็บไซต์ ผู้ที่มีความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนทำการลงพื้นที่ปฏิบัติ 5. ลงพื้นที่ปฏิบัติผู้จัดทำโครงงานเดินทางกลับยังภูมิลำเนาท้องถิ่นของตนเอง เพื่อศึกษา ณ แหล่งการเรียนรู้มัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) อย่างแท้จริง โดยการลงพื้นที่ปฏิบัติในครั้ง นี้มีขั้นตอนดังนี้ 5.1 ศึกษาประวัติความเป็นมา มัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) 5.2 ศึกษาสถาปัตยกรรมการออกแบบ ศิลปะการก่อสร้างมัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) 5.3 ศึกษาสิ่งแวดล้อมโดยรอบของมัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) โดย การถามไถ่คนที่อยู่พื้นที่ใน บริเวณมัสยิดอยู่เนื่องๆ 5.4 สัมภาษณ์ผู้ที่มีความรู้ในพื้นที่ เช่น โต๊ะอีหม่าม จิตอาสาประจำมัสยิดมัสยิดวา ดีอัลฮูเซ็น ผู้ขายสินค้าโอท็อป 5.5 เก็บภาพรวม วิดีโอ ทุกความรู้ที่ได้รับจากการศึกษามัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิด วาดีอัลฮูเซ็น) 6. วิเคราะห์ข้อมูล ผู้จัดทำโครงงานร่วมกันเรียบเรียงเนื้อหาจากการศึกษา และรวบรวม ข้อมูล ความน่าเชื่อถือ วิเคราะห์บทสัมภาษณ์สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ได้รับนอกเหนือจากตำรา ก่อนนำมาสรุปผล นำเสนอเป็น รายงาน 7. สรุปผล ผู้จัดทำโครงงานร่วมกันสรุปผลองค์ความรู้จากการลงพื้นที่ปฏิบัติ ณ มัสยิดตะโละ มาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) โดยผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีระบบ ทำการสรุปผลและนำเสนอ วิดีโอ และรายงาน


19 3.3 แผนการปฏิบัติงาน วันที่ ดำเนินงาน แผน ระยะเวลา สถานที่ งบประมาณ ผู้รับผิดชอบ หมาย เหตุ 05/07/66 แบ่งหน้าที่ของ สมาชิกในการ สืบค้นข้อมูล 19.00 – 21.00 น. หอพัก มหาวิทยาลัย ราชภัฏยะลา 0 นัชมี /นุรอาวาตีฟ 07/07/66 ประชุมการ เขียนเค้าโครง ก่อนส่ง อาจารย์ที่ ปรึกษา 19.00 – 21.00 น. หอพัก มหาวิทยาลัย ราชภัฏยะลา 0 นัชมี /นุรอาวาตีฟ 08/07/66 เขียนเค้าโครง โครงาน 20.00 – 22.00 น. หอพัก มหาวิทยาลัย ราชภัฏยะลา 10 นัชมี /นุรอาวาตีฟ 11/07/66 ส่งเค้าโครง โครงงาน - มหาวิทยาลัย ราชภัฏยะลา 0 นัชมี /นุรอาวาตีฟ 17/08/66 แก้ไขเค้าโครง โครงงานตามที่ อาจารย์ให้ คำแนะนำ 20.00 – 22.00 น. หอพัก มหาวิทยาลัย ราชภัฏยะลา 20 นัชมี /นุรอาวาตีฟ 02/09/66 ลงพื้นที่ 10.00 – 16.00 น. มัสยิดตะโละ มาเนาะ (มัสยิดวา ดีอัลฮูเซ็น) 300 นัชมี /นุรอาวาตีฟ 04/09/66 เก็บรวบรวม ข้อมูล 20.00 – 22.00 น. หอพัก มหาวิทยาลัย ราชภัฏยะลา 0 นัชมี /นุรอาวาตีฟ


20 15/09/66 วิเคราะห์ ข้อมูลที่ได้รับ 20.00 – 23.00 น. หอพัก มหาวิทยาลัย ราชภัฏยะลา 0 นัชมี /นุรอาวาตีฟ 21/09/66 สรุปผล โครงงาน 20.00 – 23.00 น. หอพัก มหาวิทยาลัย ราชภัฏยะลา 0 นัชมี /นุรอาวาตีฟ 26/09/66 นำเสนอ โครงงานกับ อาจารย์ที่ ปรึกษา 13.20 – 17.00 น. มหาวิทยาลัย ราชภัฏยะลา 0 นัชมี /นุรอาวาตีฟ


บทที่ 4 ผลการดำเนินโครงงาน จากการศึกษาข้อมูลตลอดจนการรวบรวมข้อมูล คณะผู้จัดทำเห็นถึงความสำคัญของประวัติความ เป็นมา และสถาปัตยกรรมของมัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) ซึ่งตั้งอยู่ภายในตำบล ลุโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ไปด้วยดี จากข้อมูลที่ได้รับดังนี้ 1. รู้จักประวัติความเป็นมาของมัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น มัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) ตั้งอยู่ภายในตำบลลุโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส และมัสยิดแห่งนี้สร้างขขึ้นโดย นายวันฮูเซ็น อัส-ซานาวี ผู้ที่อพยพมาจากบ้านสะนอ ยานยา จังหวัดปัตตานี เมื่อ พ.ศ. 2167 โดยสาเหตุที่สร้างมัสยิดนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะสอนอัลกุรอาน ส่วน โครงสร้างและสถาปัตยกรรมของมัสยิดนั้นมีความโดดเด่ดกว่ามัสยิดแถวไป ด้วยความที่มัสยิดแห่งนี้ สร้างด้วยไม้ตะเคียนทั้งหลัง และมีการผสมผสานศิลปะไทย จีน และมลายูเข้าด้วยกัน เป็นการ ผสมผสานที่ลงตัว และสามารถสะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของพื้นที่ 2. เข้าใจถึงรูปแบบสถาปัตยกรรมในสร้างและการออกแบบโดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน เริ่มแรกหลังคามัสยิดนั้นสร้างใบลาน ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นกระเบื้องดินเผา ซึ่งตัวมัสยิดแห่งนี้มี ความแตกต่างจากมัสยิดทั่วไป คือ ไม่มีการใช้ตะปูในการสร้าง และสร้างด้วยไม้ตะเคียนทั้งหลัง สถาปัตยกรรมของมัสยิดสร้างมีนำ 3 วัฒนธรรมมาผสมผสานกัน โดยตัวหลังคาจากสร้างรูปแบบไทย พื้นเมืองประยุกต์ ส่วนลวดลายนั้นจะแกะสลักแบบจีน และมลายู เป็นอาคาร 2 หลังติดกัน มีเสาไม้ 26 ต้น เสามีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม ฝาประกบหน้าต่างทำด้วยไม้ทั้งแผง จุดเด่นอยู่ที่โครงสร้าง หลังคาทั้ง 2 หลัง ซึ่งมีความแตกต่างกัน โดยมัสยิดหลังแรก มีหลังคาทั้งหมด 3 ชั้น มุงด้วยกระเบี้อง ดินเผาหลังคาชั้นที่ 3 มีโดมเป็นเก๋งจีนอยู่บนหลังคา เป็นศิลปะแบบจีนแท้ เสาแกะสลักเป็นรูปดอก พิกุล ในสมัยนั้นเก๋งจีนจะใช้เป็นหออาซาน (สำหรับตะโกนเรียกคนมาละหมาด) ส่วนมัสยิดหลังที่ 2 มี หลังคา 2 ชั้นมุงด้วยกระเบื้องดินเผาหลังคาชั้นที่ 2 มีจั่วอยู่บนหลังคาชั้นแรกมีฐานดอกพิกุลหงาย รองรับจั่วหลังคาอีกชั้นหนึ่ง 3. ได้ศึกษาความรู้ใหม่จากบทสัมภาษณ์ และสามารถนำมาสรุปสร้างเป็นองค์ความรู้ให้แก่ตนเองได้ มัสยิดแห่งนี้ ถูกสร้างเมื่อปี พ.ศ.2167 ปัจจุบันมีอายุประมาณ 400 ปีแล้ว โดยตัวอาคารที่ อายุ 400 ปีจะอยู่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังของอาคารเป็นส่วนที่ถูกต่อเติมใหม่ มีอายุราว ๆ ประมาณ


22 50 ปีผู้สร้างคือ ท่านวันฮุซเซ็น อัสซานาวี ที่อพยพย้ายมาจากบ้านสะนอยานยอ ปัตตานี ในช่วงนั้น เกิดเหตุความไม่สงบ มีผู้ไล่ล่าผู้นำศาสนา หรือผู้ที่เคร่งศาสนาอิสลาม และกำจัดเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำ ให้ นายวันฮุซเซ็นเป็นหนึ่งในนั้น จึงหนีอพยพมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่แห่งนี้ เมื่อมาอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ก็ได้สร้างมัสยิดตะโละมาเนาะขึ้น เพื่อที่จะสอนอัลกุรอาน ชาวบ้านยอมให้สร้าง เพราะว่าท่านเป็น ผู้นำศาสนาที่มีความเคร่ง มีอำนาจมีลูกศิษย์เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านจึงให้ความเคารพนับถือท่าน ท่านได้ตั้งถิ่นอยู่ที่บ้านปายอ หมู่บ้านในพื้นที่ของตะโละมาเนาะ คำว่าปายอ หมายถึงเกาะ ที่มีทุ่งนา ล้อมรอบ และมีภูเขาที่สามารถข้ามได้ฝั่งมาเลเซียได้ เมื่อไหร่ที่ศัตรูมาจะสามารถไหวตัวได้ทัน ลักษณะ ของการสร้างมัสยิด คือ ผสานผสานศิลปะจีน ไทย มลายู เข้าด้วยกันอย่างลงตัวและมีเอกลักษณ์ มัสยิดแห่งนี้สร้างมาตามหลักของฮวงซุ้ยของจีน ด้านหน้าเป็นดิน ด้านข้างเป็นน้ำด้านหลังเป็นภูเขา และหลังคานั้นจะออกในรูปแบบเรือนไทย รวมถึงการแกะสลัก ลายจีน ลายไทย มลายู ที่มีความ หลากหลายภายในตัวมัสยิด


บทที่ 5 สรุปผลของการทำโครงงาน สรุปอภิปรายผล จากผลลการศึกษาเกี่ยวกับมัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น) ทำให้สามารถนำความรู้ ที่ได้ศึกษา เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาและสถาปัตยกรรมอันงดงามของมัสยิด เพื่อสร้างประโยชน์ต่อ การศึกษาและต่อยอดของตนเอง และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับท้องถิ่นทางด้านการอนุรักษ์ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในชุมชน เพื่อให้คงอยู่สืบไปและไม่สูญหายตามกกาลเวลา ประโยชน์ของโครงงาน 1. สามารถทราบถึงประวัติความเป็นมาและสถาปัตยกรรมของมัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิด วาดีอัลฮูเซ็น) และทำให้เกิดความตระหนักต่อความสำคัญของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ใน ชุมชน 2. สามารถนำข้อมูลไปนำเสนอเพื่อให้ความรู้กับผู้อื่น 3. สามารถนำไปศึกษาเพิ่มเติมต่อยอดกับรายวิชาสังคมศึกษา และสามารถต่อยอดความรู้ ให้กับตนเองได้ ข้อเสนอแนะ 1. ถ้าต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเพื่อศึกษา ณ มัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิดวาดีอัลฮู เซ็น) ควรนำรถส่วนตัวไปเพื่อความสะดวก ( วันจันทร์-วันศุกร์ สามารถนำรถยนต์/รถมอเตอร์ไซต์ ได้ ยกเว้นวันเสาร์-อาทิตย์ ) 2. ควรให้เกียรติสถานที่โดยการปฏิบัติตามกฎของสถานที่ เช่น ห้ามส่งเสียงดังภายในมัสยิด รักษาความสะอาดภายในและบริเวนณรอบมัสยิด ฯลฯ 3. ช่วยกันรักษาภูมิปัญญา วัฒนธรรมที่งดงามนี้ให้กับลูกหลานสืบไป


24 บรรณานุกรม อับดุลเลาะ ลออแมน, (2547), มัสญิดบ้านตะโละมาเนาะ (มัสยิด วาดี อัลฮูเซ็น), พิมพ์ครั้งที่2, ศูนย์หนังสือนารามีเดีย นราธิวาส, บริษัท โฟร์พริ้นติ้ง จำกัด, สุกรี มะดากะกุล, (2561), วิจิตรสถาปัตย์ปาตานี, ม.ป.ท., ม.ป.พ., สัมภาษณ์ รัมลี ตะโละดิง, โต๊ะอีหม่ามมัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น, มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น, 2 กันยายน 2566, สัมภาษณ์ นายอับดุลเลาะ เจะมะ, จิตอาสาประจำมัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น, มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น, 2 กันยายน 2566, สัมภาษณ์ นางสาวสุไรยา กูนิง, ผู้ขายของที่ระลึก, มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น, 2 กันยายน 2566,


25 ภาคผนวก


26


Click to View FlipBook Version