แผนการจัดกระบวนการเรียนรู้ ครง้ั ที่ 1
เรอ่ื ง การปฐมนิเทศนักศกึ ษา จำนวน 6 ชวั่ โมง
วันที่.............เดือน...................................พ.ศ. .................... เวลา 09.00น. – 16.00น.
1.เนือ้ หา
1.การปฐมนิเทศนักศึกษา ภาคเรียนที่ 1/2563
2. การใช้หลกั สูตรสถานศกึ ษานอกระบบระดับการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
3. กจิ กรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.)
4. วธิ กี ารจัดกระบวนการเรียนการสอน
5.การเทียบโอนผลการเรียน
6. การวดั ผลประเมินผล
7. การจบหลักสูตร
8. คณุ ธรรม จรยิ ธรรม 11 ประการ
4.ขน้ั ตอนการจัดกระบวนการเรยี นรู้
1. แนะนำสถานศึกษา/คณะครู
- กศน.อำเภอบาเจาะ
- กศน.ตำบล/ศรช.
- คณะครู กศน.
2. ชแ้ี จงการจดั การเรยี นหลกั สตู รนอกระบบระดับการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551
- หลักการของหลักสูตร
- จดุ มงุ่ หมายของหลักสูตร
- ระดบั การศึกษา
- สาระการเรียนรู้
3.การจดั กจิ กรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต
4. วธิ ีการจัดกระบวนการเรยี นรู้
- การเรียนรู้แบบบรู ณาการ
- การเรียนรูด้ ้วยตนเอง
- การเรยี นโดยการสอนเสริม
5. การเทียบโอนผลการเรยี น
6. การวัดผลประเมนิ ผล
7. การจบหลักสูตร
5.ส่ือ/แหลง่ การเรยี นรู้
1. คู่มือปฐมนิเทศ
2. แผน่ พบั ประชาสัมพันธ์ กศน.อำเภอบาเจาะ
6.การวดั ผลและการประเมนิ ผล
๑. การสังเกต
๒. การมสี ว่ นร่วม
ลงชื่อ………………………………………….ครูผู้สอน วา่ ทร่ี ้อยโท………………………………………
() (ประวิตร จนิ ตประสาท)
ตำแหนง่ ……………………………………………… ผ้อู ำนวยการ กศน.บาเจาะ
แผนการจดั การเรยี นรู้
กลุม่ สาระความรพู้ น้ื ฐาน รายวชิ า ภาษาไทย พท31001 ช้นั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
แผนการจัดการเรียนรู้เรอ่ื งที่ 1 การฟงั การดู และพูด เวลา 6 ชว่ั โมง
ครง้ั ท่ี........๒...........สอนวันท่ี …………เดือน ………………………………………..พ.ศ. ..........
มาตรฐานการเรยี นรู้ระดบั
การฟงั การดู
1. สามารถเลอื กส่ือ ในการฟัง และดูอย่างสร้างสรรค์
2. สามารถฟงั และดู อย่างมีวิจารณญาณ
3. เป็นผมู้ ีมารยาทในการฟงั และดู
การพูด
1. สามารถพูด ทั้งท่ีเป็นทางการและไม่เปน็ ทางการ โดยใช้ภาษาถูกต้องเหมาะสม
2. สามารถแสดงความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์ และประเมินคา่ การใช้ภาษาพูดจากสื่อตา่ งๆ
3. มีมารยาทในการพูด
ตัวชี้วดั
1. เห็นคุณค่าของส่ือในการฟัง การดแู ละการพูด
2. วิจารณ์ความสมเหตุสมผล การลำดบั ความและความเป็นไปได้ของเรือ่ งที่ฟัง การดูและการพดู
3. นำเสนอความรู้ ความคดิ เหน็ ทไี่ ดจ้ ากการฟัง การดูและการพดู
4.ใชศ้ ลิ ปะการพูดทเี่ ป็นทางการและไม่เปน็ ทางการได้อยา่ งเหมาะสมกับโอกาสและบุคคล
5. วเิ คราะห์ ประเมนิ ค่าการใช้ภาษาพดู จากส่ือ ตา่ ง ๆ
6.ปฏิบัตติ นเป็นผู้มมี ารยาทในการฟัง การดแู ละการพูด
สาระการเรียนรู้
1. หลักการฟงั ดู และพูด
2. สรุปความ จบั ประเด็นใจความสำคัญของเรื่องท่ีฟงั ดแู ละพูด
3. การวเิ คราะห์ข้อเท็จจริงข้อคิดเห็นและสรุปความ
4. หลักการแสดงความคิดเห็น
5. การพดู เปน็ ทางการ และ ไมเ่ ป็นทางการ
6. ศลิ ปะการพดู ประเภทต่าง ๆ เชน่
- พดู แนะนำตนเอง
- พดู กลา่ วตอ้ นรับ
- พูดกล่าวขอบคุณ
- พดู โน้มนา้ วใจ/ปฏิเสธ
- พูดเจรจาต่อรอง
- พดู แสดงความคดิ เห็น
- พดู อธบิ าย
- พดู สุนทรพจน์/โตว้ าที
7. มารยาทในการฟงั ดแู ละการพูด
คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
1. ใฝ่ร้ใู ฝ่เรยี น ศกึ ษาใบความรู้ จากแบบเรยี น
2. มีวนิ ัย ทำงานตามทค่ี รูมอบหมายได้ทนั เวลา
3. ขยัน มุ่งม่นั ในการทำงาน ทำใบงาน ทำกิจกรรมกลุม่
4. มีความสามัคคี มีน้ำใจ มคี วามรับผิดชอบ ชว่ ยเหลอื กนั ทำกิจกรรมกลุม่
กระบวนการจดั การเรียนรู้
ขน้ั ท่ี 1 การกำหนดสภาพ ปัญหา ความตอ้ งการในการเรียนรู้(O: Orientation)
1. ครแู จง้ จดุ ประสงค์การเรยี นร้ใู หน้ ักศกึ ษาทราบ
2. ครใู ห้ผเู้ รยี นทดสอบก่อนเรียน
3. ครูสอบถามผู้เรียนเรื่องความรพู้ นื้ ฐานหลักการใชภ้ าษาไทย
4. ครยู กตัวอยา่ งบทความภาษาไทยให้ผู้เรียนวเิ คราะห์ว่าบทความรว่ มกบั ครู
5. ครซู ักถามนักศกึ ษาเพือ่ เป็นการวัดความร้คู วามเข้าใจจากคำถามท่ีครกู ำหนด เชน่
- การดูภาพยนตรม์ จี ุดมุง่ หมายอย่างไร
- การดปู ้ายโฆษณาขณะน่ังรถโดยสาร จดั เปน็ การดปู ระเภทใด เพราะเหตุใด
- การจับประเดน็ สำคญั ของเรอ่ื งที่ฟังหรือดูมีความจำเป็นหรือไม่ เพราะเหตุใด
- การดโู ดยมขี ้อมูลลว่ งหน้าก่อน มีประโยชน์ตอ่ ผดู้ อู ยา่ งไร
- หากมีข้อสงสัยขณะท่ีฟังการบรรยายควรปฏิบตั ิอยา่ งไร
ขน้ั ตอนที่ 2 การแสวงหาข้อมูลและการจดั การเรยี นรู้ (N : New ways of learning)
1. ครูให้นกั ศึกษารวมกลุม่ กนั กลุ่มละ 6 คน เมอื่ รวมกลุ่มกนั แล้วใหเ้ ขา้ แถวตอนลึกโดยสมาชกิ ในกลมุ่
จะต้องยนื ห่างกัน 1 ช่วงแขน
2. ให้ตัวแทนทย่ี นื อยูห่ ัวแถวของแตล่ ะกลุ่มออกมาอ่านขอ้ ความในแถบประโยคที่ครกู ำหนดให้ แล้วกลับไป
กระซิบบอกคนท่ี 2 แลว้ คนที่ 2 กระซบิ บอกข้อความกบั คนที่ 3 ต่อๆ ไปจนถงึ คนท่ี 6 โดยคน
ที่ 6 ของแต่ละกลุ่มออกมายืนหนา้ ชนั้ เรียน แลว้ เขียนขอ้ ความที่ไดย้ ินลงบนกระดาน
3. ครูเฉลยขอ้ ความทถี่ ูกตอ้ งในแถบประโยคบนกระดาน แล้วใหน้ กั ศกึ ษาอ่านออกเสยี งพรอ้ มกัน
ตวั อยา่ งประโยค
หาดทรายขาวสะอาดตากับผืนฟ้าสนี ำ้ เงนิ
คุณยา่ กับคุณหญิงใหญ่ฝากผ้าไหมมาให้ใช้
กลว้ ยตานีหวใี หญข่ น้ึ อยใู่ กล้ข้างฝาบ้าน
4. ครชู มเชยกลมุ่ นกั ศึกษาที่ตอบได้ถูกต้องและสอบถามถึงสาเหตุหรือข้อผิดพลาดของกลุ่มท่ตี อบผิดว่าเกดิ
จากอะไร เช่น กระซบิ ดว้ ยเสียงท่ีเบา พดู เร็วจนเกนิ ไป ออกเสยี งผดิ หรือเพ้ยี น ตนื่ เต้น เป็นตน้
5. ครแู ละนกั ศึกษาร่วมกันแสดงความคิดเหน็ เกย่ี วกับขอ้ ผิดพลาดในการรว่ มกจิ กรรม
6. ครชู ่วยชี้แนะใหน้ ักศกึ ษาเหน็ ว่าการฟงั การพูดเป็นการสง่ -รับสารทม่ี ีความสำคัญ ดงั นัน้ จงึ ควรให้
ความสำคัญเกีย่ วกับทักษะการพูดและการฟัง รวมทัง้ ทักษะอ่ืนๆ ด้วย
7.ครูเปิด VDO แนวคดิ ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง ให้ผ้เู รียนวเิ คราะหเ์ ป็นรายกลุ่มจากสื่อในหัวขอ้
ไดแ้ นวคิดเรื่องอะไรบา้ ง , ให้ยกตัวอย่างประกอบ
แลว้ ส่งตัวแทนอภิปรายหนา้ ช้นั เรยี น และครเู พ่ิมเติมเพ่ือแลกเปล่ียนองค์ความรู้
8. ครใู หน้ กั ศึกษาศึกษาความรู้เรื่อง การสือ่ สารจากการฟังและการดู จากหนังสือเรียน/ใบความรู้
9. ให้นักศึกษาสรุปสาระสำคัญลงในสมุดบันทึก แล้วให้นักศึกษาช่วยกันยกตัวอย่างสถานการณ์การสอื่ สารที่
กำหนด
10. ครูส่มุ เรยี กนักศกึ ษา ออกมารว่ มกันตรวจความความถูกต้องของตวั อยา่ ง
11. ครอู ธิบายให้นักศึกษาเข้าใจว่า การฟัง และการดูเป็นทกั ษะการรับสารท่ีมีจดุ มุ่งหมาย คือ ผู้รบั สาร
จะตอ้ งตง้ั จุดมุ่งหมายในการรับสารนั้นๆ
12. ครูเปดิ โอกาสให้นักศึกษาได้ซักถามขอ้ สงสัย
13. ครูมอบหมายใหน้ ักศึกษาทำใบงานที่ 1.1 เรอ่ื ง สาระจากสอื่
ขั้นตอนท่ี 3 การปฏบิ ตั แิ ละนำไปประยุกต์ (I : Implementation)
1 ครูอธบิ ายให้ผูเ้ รียนนำความรูป้ ระยกุ ต์ใช้ในการการฟังการดสู อื่ ในชวี ิตประจำวนั
3. ครใู ห้ผู้เรียนบนั ทกึ จากการรบั ชมส่อื ส่งครูในสัปดาห์ถัดไป
ขัน้ ตอนที่ 4 ขน้ั ประเมนิ ผล (E : Evaluation)
1. ใบงาน 10 คะแนน
2. การอภิปรายกลุ่ม 10 คะแนน
3. การมาพบกลุ่ม 10 คะแนน
สื่อการเรยี นการสอน
1. ใบความรู้
2. หนงั สอื แบบเรยี น
3. บทความจากอนิ เตอร์เนต็
3. ใบงาน
การวดั ผลประเมินผล
วธิ ีการวัด
1. สงั เกตพฤติกรรมระหวา่ งการเรยี นรู้
2. วัดความรูจ้ ากการทำกจิ กรรมในใบงาน
เกณฑ์การวัดผลประเมินผล
1. นักศึกษามผี ลคะแนนในการทดสอบไมน่ อ้ ยกว่ารอ้ ยละ 50
2. การมสี ่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่ม
ลงชอื่ ………………………………………….ครูผสู้ อน ว่าทร่ี อ้ ยโท………………………………………
() (ประวิตร จนิ ตประสาท)
ผอู้ ำนวยการ กศน.บาเจาะ
ตำแหนง่ ………………………………………………
ใบความร้คู รั้งที่ ๒
กลุ่มสาระความร้พู ้ืนฐาน รายวิชา ภาษาไทย พท31001 ชั้นมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
ครงั้ ท.่ี ...๒...............สอนวันท่ี …………เดือน ………………………………………..พ.ศ. ..........
การวเิ คราะห์ วิจารณ์ แสดงความคดิ เห็นจากการฟัง
การฟงั นับว่ามคี วามสำคัญยงิ่ ในการส่งสารขอ้ มลู ตา่ งๆ แต่ถ้าฟังไม่ถูกวธิ ีกจ็ ะไม่กอ่ ประโยชนเ์ ทา่ ท่ีควร
และบางกรณีอาจเป็นโทษอกี ดว้ ย หลกั การฟังทว่ั ไปมดี ังน้ี
1. มีมารยาทในการฟงั โดยการแสดงความกระตือรือร้นทีจ่ ะฟัง ตงั้ คำถามตามความเหมาะสม
ยอมรบั ฟงั ความคิดเหน็ ที่แตกตา่ งกันออกไป และรจู้ กั ควบคุมอารมณ์
2. ต้ังความประสงคใ์ นการฟงั ให้แน่นอน และพยายามฟังให้ได้ตามความมงุ่ หมายมากท่สี ุดใช้
วจิ ารณญาณเลือกเฟ้นแต่เรื่องท่ีควรฟัง และหลกี เลย่ี งเร่อื งทีไ่ มเ่ หมาะสม ร้จู กั แยกแยะส่วนที่เป็นขอ้ เท็จจริง
และความคดิ เหน็ รจู้ กั ใช้เหตผุ ลประกอบในการลงความเหน็ รจู้ ักการใช้ศิลปะในการฟังคือ การใช้ความ
สามารถและไหวพริบท่ีจะใหผ้ ู้พดู มีความสบายใจที่จะพดู และพูดได้ตรงจดุ ประสงค์ของผู้ฟัง เช่น การแสดงใหผ้ ู้
พดู เหน็ ว่าเราต้งั ใจฟัง เปิดโอกาสให้ผพู้ ูดได้พูดเต็มทีแ่ ละแทรกคำถามท่ีเหมาะสมในโอกาสอันควรจดบนั ทึก
สาระสำคัญและประเดน็ ท่คี วรซักถามเพิม่ เตมิ
การจบั ใจความสำคัญของเร่ือง การฟงั มคี วามม่งุ หมายประการสำคัญเพ่อื แสวงหาความรู้และ
เสรมิ สรา้ งสตปิ ญั ญาการฟงั ที่จะสัมฤทธผิ์ ลดังกลา่ วจะตอ้ งมคี วามสามารถจบั ใจความสำคัญและใจความอันดบั
รองของเร่ืองท่ีฟังได้รวดเร็วถูกตอ้ ง หลกั การพิจารณาใจความสำคญั และใจความสำคัญอันดบั รองมีดังนี้
1. ฟงั เรื่องทั้งหมดให้จบ
2. เร่อื งทฟ่ี ังเก่ยี วกบั อะไร
3. มีความสำคัญอยา่ งไร
4. เหตเุ กดิ ท่ไี หน
5. เกิดจากสาเหตอุ ะไร
6. ผลที่เกดิ ขน้ึ เปน็ อยา่ งไร
การฟังอย่างมวี ิจารณญาณ การฟงั นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สดุ ในการรับสาร ในชีวิตประจำวนั คนเรามี
การรับฟังเร่ืองราวมากมาย การฟังคำพูดของคนทีค่ ุ้นเคยหรือใกลช้ ิดอาจจะไมก่ ่อใหเ้ กิดปญั หามากนัก เพราะ
เรารู้ภมู ิหลังของผู้พดู และเรื่องท่ีรับฟงั ส่วนมาก แตล่ ะวนั แตใ่ นปจั จุบนั การสือ่ สารในดา้ นตา่ งๆ เจริญมากขึ้นไม่
จากดั แต่เพยี งแต่ฟังกับคนท่ีเราพดู ด้วยแต่เรากฟ็ ังทางสื่ออิเลคทรอนคิ ส์ต่างๆ เชน่ วทิ ยุ โทรศพั ท์เทปเสยี ง เทป
ภาพวทิ ยุโทรทัศน์ ซึ่งการฟังไมไ่ ดป้ ระจันหนา้ กันบางคร้ังเป็นการสอ่ื สารทางเดียวมแี ตร่ ับฟงั เท่านนั้ ไม่สามารถ
ทจี่ ะซักถามได้อยา่ งละเอยี ดถี่ถว้ นจงึ ทำให้ก่อเกิดความไม่เข้าใจไมต่ รงกัน หรอื บางคร้ังการประกาศภยั พบิ ตั ิ
ต่างๆ ท่เี กดิ ขึ้นตามธรรมชาติหรอื มนษุ ย์เปน็ ผู้กระทำข้ึน การโฆษณาชวนเชอื่ และข่าวลอื เรอ่ื งต่างๆ ในการฟงั
เรอื่ งราวตา่ งๆ ดังกลา่ วถ้าหากเกิดฟังแล้วเช่ือหรือไม่เชื่อแล้วนำไปปฏิบตั หิ รอื งดเวน้ การปฏิบัติ หากเกิดความ
พลาดพลัง้ อาจเกิดผลเสยี หายอยา่ งรา้ ยแรงตามมาได้ ดังน้ันการฟงั ข่าวสารตา่ งๆ จะฟังอยา่ งธรรมดาไม่พนิ ิจ
พเิ คราะหข์ ่าวสารท่ีไดร้ ับนัน้ ไมไ่ ด้ การวินจิ ฉัยวิเคราะหว์ ิจารณข์ า่ วสารว่าเปน็ จริงหรอื เป็นเทจ็ ควรเช่อื ถือมาก
น้อยเพยี งใดจะตอ้ งใชค้ วามคิดใคร่ควรด้วยเหตุผล ปญั ญาและประสบการณ์ ทาความเข้าใจในสถานภาพและดู
เจตนาของผสู้ ง่ สาร ว่ามีข้อเทจ็ จริง หรอื มปี ระโยชน์ มีคุณมโี ทษเพียงใด ควรทีจ่ ะเชอ่ื แล้วปฏิบตั ิตามหรือไม่
การฟงั สารตามลกั ษณะดงั กล่าวเรยี กวา่ การฟงั อยา่ งวิจารณญาณ ดงั นนั้ การฟังอยา่ งมวี ิจารณญาณต้อง
ประกอบไปด้วยการใช้ปัญญาในการวิเคราะหพ์ ินิจพจิ ารณาไตต่ รอง เพื่อค้นหาข้อเท็จจรงิ สามารมารถวเิ คราะห์
ตัดสนิ ใจ และประเมินค่าสิ่งท่ีฟงั ได้
หลักการฟังอยา่ งวิจารณญาณ การฟังอยา่ งวจิ ารณญาณมีหลกั ปฏิบัตดิ งั น้ี
1. ผู้ฟงั พจิ ารณาวา่ ฟังเร่อื งอะไรเปน็ การฟังประเภทบทความ บทสัมภาษณ์การเล่าเรือ่ งสรุป
เหตุการณ์ ใครเป็นคนพูดคนสัมภาษณ์ ใครเป็นคนเขียนบทความ และหัวข้อน้ันมคี ุณค่าแกก่ ารฟังหรือไม่
1.1 พิจารณาผู้ส่งสารว่ามจี ุดมุ่งหมาย และมคี วามจริงใจในการส่งสารนนั้ เพียงใด
1.2 พิจารณาผสู้ ง่ สารว่ามีความรู้ ประสบการณห์ รือความใกล้ชดิ กบั เร่ืองราวในสารนั้น
เพียงใด
1.3 พจิ ารณาผ้สู ง่ สารว่าใชก้ ลวิธีในการสง่ สารนนั้ อย่างไร คือวธิ กี ารธรรมดาหรอื ยอกย้อน
ซอ่ นปมอยา่ งไร
1.4 พจิ ารณาเนื้อหาของสารว่า ส่วนใดเปน็ ข้อเทจ็ จริง ส่วนใดเปน็ ข้อคิดเหน็
1.5 พิจารณาสารวา่ เปน็ ไปได้ และควรเชือ่ เพียงใด
1.6 ผูฟ้ งั ควรประเมินวา่ ส่ิงทฟ่ี ังมีประโยชนแ์ ละมีคณุ ค่ามากน้อยเพยี งไร หลักการแยก
ข้อคิดเห็นและขอ้ เทจ็ จรงิ ในการรับฟังสาร นอกจากจะจับใจความสำคญั ของเรื่องทฟี่ ังแลว้ นักเรียนจะต้อง
แยะแยะได้ว่า ใจความตอนใดเป็นข้อคิดเหน็ สว่ นตัวของผูพ้ ูดซ่ึงจะมีลกั ษณะเม่ือพิจารณาความถูกต้องได้ยาก
และตอนใดเป็นข้อเท็จจรงิ ซึ่งเปน็ เร่อื งที่สามารถพิสูจนค์ วามถกู ต้องได้
การแยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น มดี งั น้ี
1. การแยกข้อเท็จจริง เปน็ ข้อมูลทสี่ ามารถพิสจู นไ์ ด้ เห็นวา่ เปน็ จริงหรอื เป็นเท็จ ได้จากตวั เลขเชงิ
ปริมาณต่างๆ ท่มี ีอยซู่ ง่ึ ทาการตรวจสอบไดด้ งั น้ี เช่นประชา หนกั 50 กโิ ลกรมั ,โอภาสสูงกว่าเสกสรรค์ เปน็
ตน้
2. ความคดิ เห็นเป็นเรอ่ื งของการคาดคะเนหรือการทำนายโดยอาศัยเหตผุ ลส่วนตวั ซ่งึ ควรจะเปิด
โอกาสใหม้ ีการโต้แย้งหรือสนับสนนุ เชน่ ของเก่าดีกวา่ ของใหม่ มเี งนิ ดีกวา่ มเี กียรติ
การฟงั เพ่ือประเมินคา่
การฟงั เพ่ือประเมนิ คา่ เปน็ การตรวจสอบวา่ ส่งิ ทฟ่ี งั ถูกต้องชัดเจนมเี หตผุ ล เชอ่ื ถือไดห้ รือไม่การฟัง
เพอ่ื ประเมนิ คา่ เปน็ แสดงความคดิ เหน็ ต่อข้อมลู ที่ไดร้ บั นนั้ ว่าเป็นความจริงหรอื เปน็ การโฆษณาชวนเชอ่ื ซึ่งมี
ลักษณะเปน็ การเผยแพรค่ วามคดิ ความเชื่อและความคิดเหน็ ดว้ ยกลอุบายตา่ งๆ เพ่ือโน้มนา้ วจิตใจของผู้ฟังให้
คล้อยตามที่ต้องการ และส่งิ ทีฟ่ งั นน้ั มีคณุ คา่ หรอื ไมด่ ังน้ันการฟังเพื่อประเมินค่าจึงเป็นการฟงั อย่างวิเคราะห์
วิจารณ์เพ่อื ค้นหาข้อเท็จจรงิ และตดั สนิ สง่ิ ที่ฟังวา่ มคี ณุ ค่าหรือประโยชน์อยา่ งไร
การฟังเพื่อคน้ หาขอ้ เท็จจรงิ
การฟังเพ่ือค้นหาขอ้ เทจ็ จรงิ เป็นการฟังทใ่ี ชค้ วามคดิ ไตร่ตรองและการวิเคราะห์อย่างมเี หตุผลจะชว่ ย
ใหไ้ ดข้ ้อมลู ท่ีถูกต้องเช่ือถือได้ การค้นหาข้อเท็จจริงต้องพจิ ารณาหลายๆ ดา้ นอย่างรอบคอบคือ
1. วเิ คราะหเ์ จตนาของผ้พู ูด ว่าผู้พูดมีจดุ ม่งุ หมายหรอื เจตนาอยา่ งใดอย่างหนึ่ง
2. เจตนาผพู้ ูดเพ่อื ความบันเทิง เช่นการพูดในงานพบปะสังสรรคก์ นั เพ่ือใหเ้ กิดความสนุกสนานรน่ื เริง
3. เจตนาผพู้ ดู อาจเปน็ การบอกเลา่ แถลงการณ์รายงานเรอื่ งราวตา่ งๆ เปน็ การบอกเกี่ยวกับการ
ปฏบิ ตั ิงาน บรรยายเกยี่ วกบั ทางวิชาการ เล่าเหตกุ ารณ์ท่ไี ด้พบเหน็ ประสบมาเพอื่ ใหผ้ ูอ้ นื่ ได้มีความรู้ความ
เขา้ ใจ
4. ผู้พูดอาจมเี จตนาในการพูดเพอ่ื ชักจงู ใหเ้ ห็นให้คล้อยตามหรอื เปลีย่ นความคดิ ใหป้ ฏิบัติการอย่างใด
อยา่ งหน่ึง ผพู้ ูดจะยกเหตุผลตา่ งๆ ให้ผู้ฟงั เช่ือถอื
5. วเิ คราะห์นัยของเร่ืองท่ีฟัง คอื การพิจารณาสาระสำคัญของเรื่องที่ฟัง วา่ ประเด็นหลักคืออะไร ผู้พูด
อาจจะพดู ออกมาตรงๆก็ได้ หรอื อาจมจี ุดมงุ่ หมายแอบแฝง อยู่ผฟู้ ังจะตอ้ งวิเคราะหน์ ยั สำคญั และนยั แฝง โดย
อาศยั ความรคู้ วามสามารถของผู้ฟังในการพจิ ารณาดงั นี้
5.1 ข้อมูลและความคิดเหน็ ของผู้พดู จะต้องอาศัยเหตผุ ลในการพจิ ารณาดงั น้ี
ก. ข้อมลู ท่ีรับฟังนั้นมีความจริงมากน้อยเพยี งใดเปน็ ข้อมูลเก่าหรือข้อมูลใหม่ หรอื ว่าเปน็
ความจรงิ ตามหลักตรรกวทิ ยา ซึง่ ผูฟ้ ังจะตอ้ งแยกแยะพิจารณาความเป็นไปไดข้ องข้อมูลและเจตคติของผู้พดู ใน
บางครัง้ ข้อเทจ็ จรงิ และข้อคิดเหน็ ของผู้พดู จะแยกกนั อย่างเห็นไดช้ ดั เจนแต่บางครง้ั ผู้พูดจะพูดผสมผสาน
ข้อเท็จจรงิ และข้อคิดเห็นของตนเขา้ ด้วยกัน ดังนนั้ จึงต้องแยกแยะออกจากกันใหช้ ัดเจน การโฆษณาชวนเชอ่ื
เปน็ การพูดให้ผฟู้ งั เชื่อและปฏิบัตติ าม ผู้ฟังจะต้องพิจารณาแยกแยะให้ได้วา่ แนวทางทีผ่ ู้พูดเสนอมาน้ัน หาก
ปฏิบัติตามแลว้ จะเกิดผลอยา่ งไรเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมหรอื ต่อผู้ฟังอย่างไรบา้ ง
ข. ความสำคญั และความเปน็ มาของเรื่อง ว่าผพู้ ดู ได้แสดงความสำคญั ตลอดจนความเป็นมา
ของเร่ืองอยา่ งไรเป็นเรอ่ื งที่นา่ สนใจที่ผู้ฟังจะไดป้ ระโยชน์หรือไม่
5.2 เน้อื หาสาระผพู้ ดู ได้พดู ไดช้ ดั เจนและพดู ไปตามลาดับความสำคญั ความยากงา่ ยของ
เร่ืองหรอื พดู ออกนอกประเดน็ ยกตวั อย่างไดช้ ดั เจนเพยี งใด
การฟงั เพ่ือตดั สินใจ
การฟังเพื่อตดั สินใจเป็นกระบวนการฟงั ชั้นสูง ผฟู้ งั มีความสามารถจะตดั สินใจเลือกส่ิงทด่ี ีทส่ี ดุ ท่ีได้
จากการฟงั นาไปใชใ้ ห้เกิดแประโยชน์ หรอื เป็นแนวทางในการปฏบิ ตั ติ น ผ้ฟู ังจะต้องรจู้ ักใช้กระบวนการคิดชว่ ย
ในการตดั สินใจแก้ปญั หา หรือเลอื กแนวทางในการนาสงิ่ ใดสิง่ หนงึ่ กระบวนการ คิดที่เป็นระบบนั้นต้อง
ประกอบดว้ ยข้อมูลสามดา้ น คอื
1. ข้อมูลเกย่ี วกบั ตนเอง ต้องรู้จักตนเองอยา่ งท่องแท้ โดยพิจารณาข้อมลู ทกุ ด้าน เช่นดา้ นสุขภาพ
ร่างกาย ความรู้ วัยสถานภาพทางสงั คม เศรษฐกจิ เป็นตน้
2. ข้อมูลเก่ียวกับสงั คมและสงิ่ แวดล้อม คือพจิ ารณาผู้อ่ืน สิ่งอื่นๆเชน่ สภาพแวดล้อทางชมุ ชน ภูมิ
ประเทศคุณธรรม ศีลธรรมจรรยาคา่ นยิ ม สงั คมตลอด จนธรรมเนยี มประเพณี เปน็ ต้น
3. นาขอ้ มูลเก่ยี วกับด้านวชิ าการมาพิจารณาร่วมด้วยเพ่อื ตัดสินเรือ่ งใดเร่ืองหนงึ่ ได้ถูกต้อง
แหลง่ ที่มา : http://www.mwit.ac.th/~saktong/learn2/20.pdf
ใบงานครงั้ ท่ี ๒
กล่มุ สาระความรพู้ ้นื ฐาน รายวชิ า ภาษาไทย พท31001 ชนั้ มัธยมศึกษาตอนปลาย
ครั้งท่ี..........๒.........สอนวนั ท่ี …………เดอื น ………………………………………..พ.ศ. ..........
1. .ใหน้ กั ศึกษาบอกหลักในการฟงั และการดูอย่างสร้างสรรค์
............................................................................................................................................ ..................................
................................................................................................. .............................................................................
................................................................ ......................................................................................... .....................
๒. วจิ ารณญาณในการฟงั และพูด หมายถึง
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................................................................ ..
..............................................................................................................................................................................
๓. ขั้นตอนในการฟงั และพูดอย่างมวี จิ ารณญาณ คอื
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................................. .............
..............................................................................................................................................................................
๔. บอกความหมายของคำต่อไปน้ี
๔.1 การวเิ คราะห์ หมายถึง
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................ ..............................
.2 การวนิ ิจ หมายถงึ
.................................................................................... ..........................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
5.3 การวิจารณ์ หมายถงึ
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
แผนการจดั การเรียนรู้
กลมุ่ สาระความรูพ้ นื้ ฐาน รายวชิ า ภาษาไทย พท31001 ชั้นมธั ยมศึกษาตอนปลาย
แผนการจัดการเรียนรเู้ ร่ืองที่ 2 การอา่ น เวลา 6 ชว่ั โมง
ครัง้ ท่.ี .......๓...........สอนวนั ท่ี …………เดอื น ………………………………………..พ.ศ. ..........
มาตรฐานการเรียนรู้ระดบั
1. สามารถอ่านอย่างมีวจิ ารณญาณ จดั ลำดบั ความคิดจากเร่ืองท่ีอา่ น
2. สามารถศึกษาภาษาถ่ิน สำนวน สภุ าษติ ทม่ี อี ยูใ่ นวรรณคดี วรรณกรรมปจั จุบัน และวรรณกรรม
ท้องถน่ิ
3. สามารถวิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมินค่าองค์ประกอบของวรรณคดี วรรณกรรมปจั จุบัน วรรณกรรม
ท้องถนิ่
4. สามารถคน้ ควา้ หาความรู้จากสอ่ื สิ่งพมิ พ์และส่ือสารสนเทศ
5. ปฏบิ ัติตนเปน็ ผู้มมี ารยาทในการอ่าน และนิสัยรักการอ่าน
ตวั ชี้วดั
1. ตีความ แปลความ และขยายความเร่ืองทอ่ี ่าน
2. วิเคราะห์ วจิ ารณค์ วามสมเหตสุ มผล การลำดบั ความคิดและความเปน็ ไปไดข้ องเรอ่ื งท่ีอ่าน
3. อธบิ ายความหมายของภาษาถนิ่ สำนวน สภุ าษิตทีป่ รากฏในวรรณคดี วรรณกรรมปัจจบุ นั
วรรณกรรมท้องถิ่น
4. วเิ คราะห์ วิจารณ์ประเมินคา่ วรรณคดี วรรณกรรมปัจจุบนั วรรณกรรมท้องถิน่ ในฐานะ ที่เป็น
มรดกทางวัฒนธรรม ของชาติ แล้วนำไปประยกุ ต์ ใช้ในการดำเนนิ ชีวติ
5. เลอื กใช้ส่อื ในการค้นควา้ หาความรูท้ ีห่ ลากหลาย
6. มีมารยาทในการอา่ นและมนี ิสัยรักการอา่ น
สาระสำคญั
การอ่านเพื่อตีความ แปลความ ขยายความ ความหมายของภาษาถิ่น สำนวน สภุ าษิต องค์ประกอบ
ของการประเมินค่าวรรณคดี วรรณกรรมปจั จบุ ัน และวรรณกรรมท้องถิ่น ตลอดจนมารยาทในการอ่าน
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. นกั ศึกษาสามารถอา่ นตีความ แปลความ และขยายความเรื่องที่อา่ นได้
2. นกั ศึกษาสามารถวิเคราะห์ วจิ ารณค์ วามสมเหตสุ มผล การลำดับความคิดและความเป็นไปได้ของ
เรอื่ งท่ีอ่านได้
3. นักศกึ ษาสามารถอธิบายความหมายของภาษาถ่ิน สำนวน สภุ าษิตท่ีปรากฏในวรรณคดี
วรรณกรรมปจั จบุ นั วรรณกรรมท้องถ่ินได้
4. นักศกึ ษาสามารถวเิ คราะห์ วิจารณป์ ระเมินคา่ วรรณคดี วรรณกรรมปจั จุบนั วรรณกรรมท้องถ่นิ ใน
ฐานะ ทีเ่ ป็นมรดกทางวฒั นธรรม ของชาติ แลว้ นำไปประยกุ ต์ ใช้ในการดำเนินชวี ิต
5. นักศึกษาสามารถเลอื กใชส้ ่ือในการค้นคว้าหาความรทู้ หี่ ลากหลาย
6. นักศึกษาบอกมารยาทในการอา่ นที่ดีและมนี สิ ยั รักการอ่าน
สาระการเรยี นรู้
1. หลักการตคี วาม แปลความและขยายความ
2. การอา่ นบทประพันธท์ ี่ไพเราะทง้ั ร้อยแกว้ รอ้ ยกรอง
3. การอ่านวรรคตอน ในวรรณคดี จากเร่ือง ขนุ ชา้ งขุนแผน พระอภยั มณี อิเหนา นิทานเวตาล
นริ าศ พระบาท นริ าศภเู ขาทอง ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก มทั นพาธา พระมหาชนก (ทศชาตชิ าดก)
4. หลกั การวิเคราะห์ วิจารณแ์ ละประเมินค่าวรรณคดี วรรณกรรมปัจจุบนั และวรรณกรรมท้องถนิ่
เช่น วรรณกรรมปัจจุบัน ได้แก่ บทละครโทรทศั น์ นวนิยาย เร่ืองสัน้ บทเพลงต่างๆ วรรณกรรมทอ้ งถ่ิน
ไดแ้ ก่ ไกรทอง นางสบิ สอง ปลาบทู่ อง ผาแดงนางไอ่คำ ละครจักรๆ วงศ์ๆ ฯลฯ
5. การมมี ารยาทในการอา่ น
คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ใฝร่ ใู้ ฝ่เรยี น ศกึ ษาใบความรู้ จากแบบเรียน
2. มีวินยั ทำงานตามทค่ี รูมอบหมายไดท้ ันเวลา
3. ขยนั มุ่งม่นั ในการทำงาน ทำใบงาน ทำกจิ กรรมกลุม่
4. มคี วามสามัคคี มีน้ำใจ มคี วามรบั ผิดชอบ ชว่ ยเหลอื กันทำกิจกรรมกลมุ่
กระบวนการจัดการเรยี นรู้
ขัน้ ท่ี 1 กำหนดสภาพปญั หา ความตอ้ งการ
1.ครแู ละนักศึกษารว่ มกนั พูดคยุ แลกเปล่ยี นประสบการณ์ท่ีมีเกี่ยวกบั การอา่ นประเภทตา่ งๆเชน่ การอา่ นนว
นิยาย การอ่านบทความ การอา่ นคำประพันธ์
2.ครูให้นักศึกษาดูตวั อย่างการอ่านวรรณกรรมจากVDO
3.ครูแนะนำการอา่ นที่ถูกต้องและรวบรวมปญั หาตา่ งๆท่ีพบจากการอ่านในชีวิตประจำวนั โดยเปดิ สอ่ื VDO
ข้นั ที่ 2 ขน้ั แสวงหาข้อมลู และจัดการเรยี นรู้ (180 นาที)
๑ ครูสนทนากบั นักศึกษาเกี่ยวกับนิทาน วา่ มเี รอื่ งใดท่นี ่าสนใจบา้ งและนิทานเร่อื งใหท้ ี่นักศึกษาชอบ ให้
นกั ศึกษาแต่ละคนแสดงความคดิ เหน็ ของตนเอง
๒ ครูอธิบายวธิ ีการอ่านนทิ านเกี่ยวกับวิธสี งั เกตและวธิ ีคดิ ให้นกั ศกึ ษาเขา้ ใจ
๓ ครโู ยงเขา้ สเู่ นือ้ หาการอา่ นเชิงวเิ คราะหจ์ ากนิทาน เรื่อง “ทำไมช้างถงึ ตาเล็กและเสือถึงมีลาย”
4 ครเู ตรยี มใบความรู้ให้นักศึกษา
5 แบ่งนกั ศกึ ษาออกเปน็ ๑๐ กลุม่ ๆ ละ ๔ คน โดยคละความสามารถทั้งคนเรียนเก่ง ปานกลาง และ
ออ่ น
6 ใหน้ ักศึกษาอ่านจากเน้ือหาท่กี ำหนดให้ เร่ิมจากการอ่านคร่าวๆ โดยตลอดก่อน แล้วอ่านโดยละเอยี ดอีก
รอบ และอ่านซ้ำในเน้ือหาท่ีไม่เขา้ ใจ
7 ครใู หแ้ ต่ละกลุ่มช่วยกนั คิดวเิ คราะห์จำแนก และจับใจความสำคญั ของเร่ืองใหไ้ ด้วา่ ใคร ทำอะไร ท่ี
ไหน เมื่อไหร่ อยา่ งไร และเป็นผลอย่างไร
8 ครูใหน้ กั ศกึ ษาในกลุ่มช่วยกันวิเคราะหเ์ นื้อหาจากนิทาน เรื่อง ทำไมช้างถงึ ตาเลก็ และเสือถึงมีลาย แลว้
สรุปเรอื่ งโดยเขียนเป็นแผนผงั ความคิดลงบนกระดาษปร๊ฟู
9.ใหน้ ักศึกษาสง่ ตัวแทนอภปิ ราย
10.ครแู ละผู้เรยี นแลกเปลยี่ นความรู้ และอภปิ รายสรปุ รว่ มกัน
11.ครูให้ผเู้ รยี นแตล่ ะคนแต่งนทิ านขนึ้ เองพร้อมวาดภาพประกอบให้สวยงามและอ่านเป็นภาษาถิน่ ของตวั
ผู้เรียนเอง
12.ครแู ละผเู้ รยี นแลกเปล่ยี นความรู้ และอภิปรายสรุปรว่ มกนั
13.ครูสรปุ ถงึ วิธีการอา่ นกับผู้อกี คร้ังพร้อมกับแจกใบงานการอ่าน
ข้ันท่ี 3 การปฏบิ ตั ิและนำไปประยุกตใ์ ช้
(120 นาที)
1.ครูยกตวั อยา่ งนริ าชภเู ขาทองใหน้ กั ศึกษาดูและอา่ นพร้อมๆกันละช่วยกนั แปลงเป็นรอ้ ยแกว้
2.ครูแจกบทวรรคตอนจากวรรณคดใี หแ้ ตล่ ะกลุ่มแล้วถอดเปน็ รอยแกว้ และอา่ นเพื่อแลกเปล่ยี นความรู้
3.ครูให้ผเู้ รียนคน้ ควา้ วรรณคดไี ทย ๑ เรื่อง เช่น
ขนุ ช้างขนุ แผน พระอภยั มณี อเิ หนา
นทิ านเวตาล นริ าศ พระบาท นริ าศภเู ขา
ทอง ร่ายยาวมหาเวสสนั ดรชาดก
มทั นพาธา พระมหาชนก (ทศชาตชิ าดก)
เพ่ือมาเรยี นรใู้ นการพบกลมุ่ คร้งั ถดั ไป
ข้นั ท่ี 4 การประเมินผลการเรียนรู้
1.ประเมนิ การวิเคราะหจ์ ากการอา่ นจากนิทานที่แตง่ ขน้ึ เอง 10คะแนน
2.กิจกรรมกลมุ่ 10 คะแนน
3.ใบงาน 10 คะแนน
4.การมาพบกลุ่ม 10 คะแนน
ส่ือการเรียนการสอน
1. ใบความรู้
2. หนงั สอื แบบเรยี น
3. ใบงาน
การวดั ผลประเมนิ ผล
วิธกี ารวัด
1. สังเกตพฤติกรรมระหวา่ งการเรยี นรู้
2. วัดความรจู้ ากการทำกิจกรรมในใบงาน
เครอื่ งมอื
1. ใบงาน
เกณฑ์การวัดผลประเมนิ ผล
1. นักศึกษามีผลคะแนนในการทดสอบไม่น้อยกวา่ ร้อยละ 50
2. การมสี ว่ นร่วมในกจิ กรรมกลุ่ม
แหลง่ การเรยี นรู้/สบื ค้นขอ้ มูลเพ่มิ เตมิ
1.ห้องสมดุ ประชาชน
2. กศน.ตำบล
3. แหลง่ ข้อมูลสารสนเทศ
4. internet
ลงช่อื ………………………………………….ครผู ู้สอน ว่าที่ร้อยโท………………………………………
() (ประวิตร จินตประสาท)
ผ้อู ำนวยการ กศน.บาเจาะ
ตำแหนง่ ………………………………………………
ใบความรู้ คร้ังที่ ๓
กล่มุ สาระความรพู้ ืน้ ฐาน รายวชิ า ภาษาไทย พท31001 ช้ันมธั ยมศึกษาตอนปลาย
แผนการจัดการเรียนรเู้ ร่ืองที่ ๓ การอ่าน เวลา 6 ชั่วโมง
ครงั้ ท.่ี ..................สอนวันที่ …………เดือน ………………………………………..พ.ศ. ..........
หลักการอา่ น ลักษณะของคนทอี่ ่านหนงั สือเป็น
1. อ่านแลว้ รู้เรื่องราวได้ตลอดแจม่ แจ้ง คือ อ่านแลว้ จบั ใจความของเรอื่ งได้ หรือ ร้เู ร่ืองได้โดยตลอด
2. ไดร้ ับรสชาติของการอ่าน คอื อ่านแล้วเกิดความซาบซ้งึ ตามเนื้อหา เกิดอารมณ์รว่ มไปกบั เรือ่ งท่ีอ่าน
3. วินจิ ฉัยคณุ ค่าของส่งิ ที่อา่ นได้ คือ เห็นประโยชน์ของเน้ือหาทีอ่ า่ น
4. รู้จกั นำสงิ่ ท่เี ปน็ ประโยชนจ์ ากเรื่องทอี่ ่านมาใช้เหมาะสมกบั สถานการณ์
5. ร้จู ักเลอื กหนงั สือท่ีอา่ นได้เหมาะสมตามความต้องการในแตล่ ะโอกาส
ประเภทของการอา่ น มี 2 ประเภทคือ
1. การอ่านออกเสียง คือ การอา่ นทผ่ี ู้อืน่ สามารถได้ยินเสียงอ่านด้วย
2. การอ่านในใจ
ใจความสำคัญ หมายถงึ ข้อความท่ีเปน็ แกนหรือหวั ใจของเร่ือง
ความหมายของคำมี 2 อย่าง คอื ความหมายโดยตรงและความหมายโดยนยั
1. ความหมายโดยตรง เป็นความหมายตามรูปคำที่กำหนดขึ้นและรบั รู้ได้
เข้าใจตรงกัน
คำพ้อง 3 มีลักษณะ คอื
1. คำพอ้ งรปู คือ คำทส่ี ะกด(เขียน) เหมือนกนั แต่ออกเสยี งต่างกัน เชน่
เพลารถ กบั เพลาเยน็ (เพ-ลา)
2. คำพอ้ งเสียง คือ คำทอี่ อกเสยี งเหมือนกันแตส่ ะกดต่างกัน เช่น
การ กาน กานต์ กานท์ กาล กาฬ การณ์ กาญจน์
3. คำพ้องรูปพอ้ งเสียง คือ คำท่สี ะกดเหมอื นกันและออกเสียงเหมือนกัน
แต่มีความหมายต่างกนั เชน่
ฉัน หมายถึง ตัวของเรา ฉนั หมายถงึ กนิ ทาน ใช้กับพระสงฆ์
เชอื่ ม หมายถึง ทำให้มรี สหวาน เชอื่ ม หมายถึง ทำใหต้ ดิ เป็นเนื้อเดียวกนั
2. ความหมายโดยนัย (ความหมายรอง หรอื ความหมายแฝง)
เปน็ ความหมายทีส่ ่ือหรือนำความคิดใหเ้ ก่ียวโยงไปถึงบางสิ่งบางอยา่ ง ท่ลี ักษณะหรือคุณสมบตั เิ หมือน
ความหมายโดยตรง เชน่ ขาทำงานเอาหนา้ (หมายถงึ ทำงานเพ่ือผลประโยชน์ของตวั เอง) นกั การเมืองชอบ
สาดโคลนให้กัน (หมายถึง พูดให้ร้าย) บ้านนีร้ วยแต่เปลือก (ไมร่ วยจริง)
สำนวน หมายถึง ขอ้ ความทม่ี ีความหมายพิเศษไปจากคำที่ประกอบอยู่ในข้อความน้ันไม่ไดม้ ี
ความหมายตามรูปคำ มีความหมายเปน็ เชิงเปรียบเทียบ ต้องอาศยั ความตีความ เชน่ อ้อยเข้าปากช้าง หมายถึง
ของทไ่ี ปอยู่ในมือของคนอน่ื แลว้ เอาคนื ไม่ได้ ววั หายลอ้ มคอก หมายถึง เมื่อเกดิ ความเสียหายแลว้ จงึ คดิ ปอ้ งกนั
ชน้ี กบนปลายไม้ หมายถงึ การพดู ถึงส่ิงสุดวิสัยทจ่ี ะทำได้ แขวนนวม หมายถึง เลิกสิ่งที่ทำมาก่อน
งามหนา้ หมายถึง ทำสิ่งท่ีขายหนา้ จนตรอก หมายถงึ หมดหนทางที่จะหนี ทิ้งทวน หมายถงึ ทำดีทสี่ ดุ เป็น
ครั้งสุดท้าย บอกศาลา หมายถึง บอกเลิก ตัดขาดไมค่ บค้า
พระอิฐ พระปูน หมายถงึ ทำน่งิ เฉยไมเ่ ดือดร้อน
ลอยแพ หมายถงึ ถูกไล่ออก ปลดออก
คำพังเพย หมายถงึ ถ้อยคำที่กลา่ วข้ึนมาลอยๆ เป็นกลางๆมคี วามหมายเปน็ คติสอนใจวสามารถนำตคี วามแลว้
นำไปใชพ้ ดู เชน่
-รำไมด่ ีโทษปีโ่ ทษกลอง หมายถงึ คนทที่ ำผดิ เองแต่ไปกล่าวโทษคนอ่ืน ขชี่ ้างจบั ตั๊กแตน หมายถึง การ
ลงทนุ มากเพื่องานท่ีไดผ้ ลน้อย ไมง้ ามกระรอกเจาะ หมายถึง หญงิ สวยท่ีมีมลทิน มือไมพ่ ายเอาเทา้ รา
น้ำ หมายถงึ ไม่ชว่ ยแล้วยังขดั ขวาง คำพังเพยทมี่ ีความหมายเชงิ เปรียบเทียบ เชน่ ไกง่ ามเพราะขน คนงาน
เพราะแต่ง ตักน้ำใสก่ ระโหลกชะโงกดูเงา หนีเสือปะจระเข้ มือไมพ่ ายเอาเทา้ รานำ้
คำอปุ มาอปุ ไมย หมายถงึ ถ้อยคำทเี่ ป็นสำนวนพวกหนึ่งเป็นทำนองเปรยี บเทยี บให้เหน็ จรงิ เข้าใจและเกิดแจ่ม
แจ้ง ภาพพจน์ชัดเจน เช่น ดเุ หมอื นเสือ ขรุขระเหมอื นผิวมะกรูด แข็งเหมือนเพชร กรอบเหมือนขา้ วเกรยี บ
กลมเหมือนมะนาว ใจดำเปน็ อีกา บริสุทธ์ิเหมือนหยาดน้ำค้าง ตาดำเปน็ นลิ หน้าขาวเหมือนไขป่ อก
การตคี วาม เป็นความเข้าใจความหมายของคำ สำนวน ข้อความหรอื เนื้อหาซึง่ ไม่ได้มคี วามหมายตามตวั อักษร
เปน็ สง่ิ ทตี่ อ้ ง อาศัยประสบการณ์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ประเภทรอ้ ยแกว้ ได้แก่ บทความ ขา่ ว ประกาศและโฆษณาต่างๆ
2. ประเภทร้อยกรอง ไดแ้ ก่ กลอนตา่ งๆ โวหาร
โวหาร หมายถงึ การใช้ถ้อยคำอย่างมีชัน้ เชงิ เพ่ือกล่าวความ
ให้เปน็ เร่อื งราว มี อยู่ 5 ลกั ษณะคือ
1. บรรยายโวหาร หมายถึง โวหารท่ีใชแ้ ละการอธิบายเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ เพ่ือให้ผู้อ่านไดร้ บั ความรู้
2. พรรณโวหาร คอื โวหารท่ีกลา่ วถงึ ความงานของธรรมชาติ หรอื สง่ิ ตา่ งๆ เพ่อื ใหผ้ ู้อา่ นเกิดความซาบซงึ้ และ
อารมณ์คล้อยตาม
3. เทศนาโวหาร เป็นโวหารทแี่ สดงการสั่งสอนหรือชกั จูงให้ผูอ้ า่ นคล้อยตาม ช้ีแนะคุณและโทษ
4. อปุ มาโวหาร คือ การใชโ้ วหารเปรยี บเทยี บ ประกอบข้อความ เพ่อื ให้ผอู้ า่ นเขา้ ใจชดั เจนยง่ิ ขน้ึ
5. สาธกโวหาร คอื โวหารทยี่ กเป็นตวั อยา่ งมาประกอบข้อความเร่อื งราวใหเ้ ข้าใจชดั เจนยงิ่ ขน้ึ
ใบงาน คร้งั ที่ 3
กลุ่มสาระความร้พู ื้นฐาน รายวิชา ภาษาไทย พท31001 ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
แผนการจัดการเรียนรู้เรือ่ งที่ 2 การอา่ น เวลา 6 ชวั่ โมง
คร้งั ท.ี่ ..................สอนวันที่ …………เดือน ………………………………………..พ.ศ. ..........
จงตอบคำถามต่อไปนี้
1. ความสำคญั ของการอา่ น
..............................................................................................................................................................................
....................................................................................................... ..................................................... ..................
............................................................................................................................. ................................................
2. วจิ ารณญาณในการอา่ น หมายถงึ
............................................................................................................................. .................................................
...................................................... ............................................................................................ ............................
...... .....................................................................................................................................................................
3. ขนั้ ตอนของการใชว้ ิจารณญาณในการอ่าน
............................................................................................................................. .................................................
........................................................................................................................................................................... ...
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
4. หลักการใชว้ จิ ารณญาณในการอ่าน
.................................................................................... ..........................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
5. การอา่ นตีความ
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................................................................
6. การอ่านขยายความ
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................................
7. การอ่านจับใจความหรือสรุปความ
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
แผนการจัดการเรยี นรู้
กลุ่มสาระความรพู้ น้ื ฐาน รายวิชา ภาษาไทย พท31001 ช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย
แผนการจัดการเรยี นรู้เร่ืองที่ 4 หลักการใชภ้ าษา เวลา 6 ชั่วโมง
ครงั้ ท่.ี ...........4......สอนวันที่ …………เดอื น ………………………………………..พ.ศ. ..........
มาตรฐานการเรียนรู้ระดบั
1. รูแ้ ละเขา้ ใจธรรมชาติของภาษา
2. สามารถใช้ภาษาสร้างมนษุ ยสัมพันธใ์ นการปฏบิ ตั ิงานรว่ มกบั ผอู้ ืน่ และใช้คำราชาศพั ท์ คำสุภาพ
ไดถ้ ูกต้องตามฐานะของบุคคล
ตัวชว้ี ดั
1. อธิบายธรรมชาตขิ องภาษา และใช้ประโยคตามเจตนา ของการสือ่ สาร
2. เลือกใช้ถ้อยคำ สำนวนสุภาษิต คำพังเพยใหต้ รงความหมาย
3. ใช้ประโยคได้ถกู ตอ้ งตามเจตนาของผ้สู ง่ สาร
4. ใชค้ ำสุภาพ และคำราชาศัพทใ์ ห้ถูกต้องตามฐานะและบุคคล
5. แต่งคำประพันธ์ประเภทร้อยกรองได้
สาระสำคญั
หลกั การใช้ภาษา
ธรรมชาตขิ องภาษา การใชถ้ ้อยคำ ประโยค สำนวน สุภาษิต คำพังเพย คำสภุ าพ คำราชาศัพท์
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นักศกึ ษาสามารถอธบิ ายธรรมชาตขิ องภาษา และใช้ประโยค ของการส่ือสารได้อยา่ งถกู ต้อง
2. นกั ศกึ ษาสามารถเลอื กใชถ้ ้อยคำ สำนวนสุภาษติ คำพงั เพยใหต้ รงความหมายและความเหมาะสม
3. นักศกึ ษาสามารถใช้ประโยคท่สี อื่ ความหมายต่างๆได้ถกู ตอ้ ง
4. นกั ศึกษาเลือกใชค้ ำสภุ าพ และคำราชาศัพท์ใหถ้ ูกต้องตามฐานะและบุคคล
5. นกั ศึกษาสามารถแต่งคำประพนั ธ์ประเภทร้อยกรองได้
สาระการเรยี นรู้
1. ธรรมชาตขิ องภาษา
- การเปลี่ยนแปลงของภาษา - ลกั ษณะของภาษา - พลงั ของภาษา
2. การใชถ้ ้อยคำ สำนวน สภุ าษติ คำพงั เพย
3. โครงสรา้ งของประโยค รูปประโยค และชนิดของประโยค
4. ระดับภาษา
5. คำสภุ าพ
6. คำราชาศพั ท์
7. การแตง่ คำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ใฝ่รใู้ ฝ่เรียน ศึกษาใบความรู้ จากแบบเรยี น
2. มีวนิ ยั ทำงานตามท่ีครูมอบหมายไดท้ นั เวลา
3. ขยนั มงุ่ มัน่ ในการทำงาน ทำใบงาน ทำกิจกรรมกล่มุ
4. มคี วามสามคั คี มนี ้ำใจ มีความรับผิดชอบ ช่วยเหลือกนั ทำกจิ กรรมกลมุ่
กระบวนการจัดการเรียนรู้
ขน้ั ท่ี 1 กำหนดสภาพปญั หา ความตอ้ งการ
1. ครแู จ้งจุดประสงค์การเรยี นร้ใู หน้ ักศึกษาทราบ
2. ครูและนกั ศึกษารว่ มกันพูดคยุ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ท่มี ีเกย่ี วกบั กลักภาษา
3. ครูให้นักศกึ ษาอา่ นประโยค ท่ีประกอบไปดว้ ยคำภาษาไทย ภาษาเขมร ภาษาบาลีสนั สกฤต ให้นกั เรยี น
สังเกตวา่ คำใดเปน็ คำไทย และคำใดเปน็ คำที่มาจากภาษาอน่ื
4. นกั เรยี นแสดงความคดิ เหน็ ว่าเหตใุ ดจึงคิดว่าแถบประโยคที่ 2เปน็ คำไทยสงั เกตจากลักษณะใด
5. ให้นักเรยี นศึกษาค้นควา้ เพ่ิมเตมิ จากหนังสือเรยี น เรอ่ื งลกั ษณะของภาษาไทย
6. ครยู กตวั อยา่ งคำขวญั วันเด็กป2ี 558 ใหผ้ ู้เรยี นอา่ นพร้อมๆกันแล้ววเิ คราะห์ถึงความหมาย
ขัน้ ท่ี 2 ข้นั แสวงหาข้อมลู และจดั การเรียนรู้ (180 นาท)ี
1..ครเู ชื่อมโยงถึงวรรณกรรมจากงานครงั้ ก่อนแลว้ ใหผ้ ู้เรยี นค้นควา้ แลว้ ให้ยกบทขอ้ ความที่ชอบหนึง่ หัวข้อ
แลกเปลี่ยนความรู้
2.ครอู ธิบายเรื่องโครงสรา้ งประโยค,ขอ้ ความส้นั ที่มใี จความสมบรู ณ์ แสดงให้รูว้ ่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อยา่ งไร
3.ครูใหผ้ เู้ รียนแบง่ กลมุ่ ๆละ 4-8คน สง่ ตวั แทนหนา้ ช้ันเรียน กลุ่มละ 1 คน
4. ครูนำบัตรคำมาแสดงหนา้ ช้ันเรยี นแล้วใหต้ ัวแทน ตอ่ ประโยคทลี ะคนต่อกันจากบตั รคำโดยให้เน้ือหา
ต่อเนือ่ งกันเพอื่ ให้ผู้เรยี นดเู ป็นตัวอย่าง เช่น ถ้าฉันบินได้
5.ครกู ำหนดประโยคและใหแ้ ตล่ ะกลุ่มเขียนแลว้ ส่งตอ่ ใหเ้ ป็นเร่ืองเดียวกันโดยกำหนดกลุ่มตามกฎกติกาทีค่ รู
กำหนดเชน่ กำหนดจำนวนพยางค์ กำหนดจำนวนพยัญชนะขึ้นต้น , กำหนดสระ,กำหนดประโยคความเดยี ว
,ความรวม, ความซ้อน ให้มีในประโยค
6.ครูสรปุ องค์ความรู้ของรปู ประโยค
7.ครูแจกบตั รคำรูปภาพใหแ้ ต่ละกลมุ่ แต่งประโยคจากรูปภาพโดยครกู ำหนดในหัวข้อ ภาคประธาน ภาคแสดง
8. ครสู รปุ ความรู้เร่ืองสว่ นประกอบประโยค
9. ครูกำหนดคำพังเพยแล้วซักถามผเู้ รยี น
10.ครแู จกบัตรคำพงั เพยให้ผู้เรยี นนำพยัญชนะหน้าคำในกลุ่มคำ ออกมาสรา้ งคำใหม่แล้วนำคำใหม่ไปแต่ง
ประโยคใหไ้ ด้ใจความสมบูรณ์
11. ครูร่วมกบั นกั ศกึ ษา โดยครูใหข้ ้อสังเกตเก่ยี วกบั บัตรคำในแต่ละคู่ว่ามคี วามสอดคล้องกันอย่างไร
12. ครอู ธบิ ายใหน้ กั ศึกษาเข้าใจความสำคญั ของภาษา ซ่ึงเปน็ การส่อื สารดว้ ยลายลักษณอ์ ักษรเพื่อส่อื
ความหมายใหผ้ ู้อืน่ เข้าใจได้ตรงตามความต้องการ
13. ให้นกั ศกึ ษาศกึ ษาความรู้เร่ือง การใชภ้ าษาประกอบ จากหนังสอื เรียน และแจกใบงานเร่อื งหลกั ภาษา
ข้ันท่ี 3 การปฏบิ ตั แิ ละนำไปประยุกต์ใช้(120 นาที)
1. ครูให้ผเู้ รียนเขยี นเลือกเขียนคำประพนั ธป์ ระเภทร้อยแก้วในหัวข้อเรอ่ื ง อาหารไทยเพื่อสขุ ภาพ,เทคโนโลยี
กับชวี ติ ประจำวัน, ธรรมชาตกิ ับชีวติ , ความรกั ของพ่อแม่
2. ครูมอบหมายใหน้ ักศึกษาออกแบบและเขียนบตั รอวยพรปใี หม่ ถอ้ ยคำท่ีเป็นมงคล พร้อมระบายสี และ
ตกแต่งใหส้ วยงาม
3. นกั ศกึ ษาและครรู ว่ มกันกำหนดระยะเวลาในการส่งผลงานร่วมกัน
ข้นั ท่ี 4 การประเมินผลการเรยี นรู้
1.บตั รอวยพรปใี หม่ 10 คะแนน
2.กิจกรรมกลุ่ม 10 คะแนน
3.ใบงาน 10 คะแนน
4.การมาพบกลุม่ 10 คะแนน
เตมิ เต็มองค์ความร้พู ร้อมมอบหมายงาน
ส่อื การเรียนการสอน
1. ใบความรู้
2. หนังสอื แบบเรียน
การวัดผลประเมนิ ผล
วธิ ีการวัด
1. สังเกตพฤติกรรมระหวา่ งการเรยี นรแู้ ละกิจกรรมกลมุ่
2. วัดความรู้จากการทำกจิ กรรมในใบงาน
เครือ่ งมือ
1. ใบงานกิจกรรมกล่มุ
2. ใบงาน
เกณฑก์ ารวดั ผลประเมนิ ผล
1. นักศกึ ษามีผลคะแนนในการทดสอบไม่น้อยกว่าร้อยละ 50
2. การมีส่วนรว่ มในกิจกรรมกลุม่
แหลง่ การเรียนร/ู้ สบื คน้ ข้อมูลเพิ่มเติม
1.หอ้ งสมดุ ประชาชน
2. กศน.ตำบล
3. แหล่งขอ้ มลู สารสนเทศ
4. internet
ลงชื่อ………………………………………….ครผู ู้สอน วา่ ท่รี อ้ ยโท………………………………………
() (ประวิตร จินตประสาท)
ผ้อู ำนวยการ กศน.บาเจาะ
ตำแหนง่ ………………………………………………
ใบความรู้ครั้งท่ี 4
กลมุ่ สาระความรพู้ ้นื ฐาน รายวชิ า ภาษาไทย พท31001 ชน้ั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
แผนการจดั การเรยี นรู้เรอื่ งที่ 4 หลักการใชภ้ าษา เวลา 6 ช่วั โมง
คร้งั ท.่ี ...........4.......สอนวันที่ …………เดือน ………………………………………..พ.ศ. ..........
หลักการใช้ภาษาไทย
ธรรมชาติของภาษา
1. ภาษาในความหมายอย่างแคบ คือ ภาษาพูดของคน
2. ทุกวนั นี้ ยังมีอีกหลายภาษาทไี่ ม่มีภาษาเขียน
3. แต่ละกลุ่มกำหนดภาษากันเอง เสยี งในแต่ละภาษาจึงมีความหมายไม่ตรงกนั
4. ลกั ษณะของภาษาทัว่ ๆ ไป
1. มีเสยี งสระและพยญั ชนะ (วรรณยกุ ต์มบี างภาษาเชน่ ไทย,จนี )
2. ขยายให้ใหญข่ นึ้ ได้
3. มคี ำนาม, กรยิ า, คำขยาย
4. เปล่ียนแปลงได้
5. ภาษาเปลย่ี นแปลงได้ เพราะสาเหตุหลายข้อ เชน่ ส่งิ แวดลอ้ มเปล่ยี น เชน่ ขายตัว ศักดนิ า จริต สำส่อน
แกล้ง ห่ม การพูด ได้แก่ การกรอ่ นเสียง และกลมกลนื เสียง
กรอ่ นเสียง เชน่ "หมากพร้าว" กร่อนเป็น"มะพร้าว"
กลมกลืนเสียง เชน่ "อย่างไร" กลืนเสยี งเปน็ "ยังไง"
เสยี งในภาษาไทย
อกั ษรควบ - อักษรนำ
อกั ษรควบ มี 2 แบบ คือ
ควบแท้ -> ออกเสยี งพยัญชนะตน้ ทั้ง 2 เสยี ง เชน่ ปลา ครีม เปน็ ต้น
ควบไม่แท้ -> ออกเสยี งพยญั ชนะต้นตัวแรกตัวเดียว มี 2 กรณี ดงั นี้
- แสรง้ จริง เศรษฐี เศร้า
- ออกเสียง ทร เปน็ ซ เช่น ไทร ทราย ทรุด
อกั ษรนำ คือ คำที่
- อา่ นหรือเขยี นแบบ มี "ห" นำพยัญชนะตน้ อีกตวั เชน่ หลอก หรู หนี หวาด ตลาด(ตะ-หลาด) ปรอท(ปะ-
หรอด) ตลก(ตะ-หลก) ดเิ รก(ดิ-เหรก)
- รวมทั้งคำว่า " อย่า อยู่ อยา่ ง อยาก”
เสยี งพยญั ชนะต้น
เสียงพยัญชนะตน้ คือ เสยี งท่ีนำเสียงสระ
เสียงพยัญชนะตน้ มีอยู่ 2 ประเภท คอื
1. เสียงพยัญชนะเด่ียว = ออกเสยี งเสียงพยัญชนะตน้ เสียงเดียว เช่น มา วิน ตี นุก หมู
2.เสยี งพยญั ชนะประสม ออกเสียงเสียงพยัญชนะตน้ สองเสียงควบกัน เช่น กราบ ความ ปราม ไตร
- ผิ ออกเสยี งพยัญชนะต้น 1 เสยี ง คือ /ผ/
- ผลิ ออกเสียงพยญั ชนะต้น 1 เสียง คอื /ผล/
- ผลติ ออกเสยี งพยัญชนะต้น 2 เสียง คอื /ผ/ , /ล/ (คอื เวลาออกต้องแยกว่า ผะ-หลิด).เสียงพยญั ชนะ
ตวั สะกด (พยัญชนะท้าย)
เสียงพยัญชนะทา้ ย เสยี งพยัญชนะทีอ่ ยูห่ ลังเสยี งสระ
เสียงพยัญชนะท้าย มี 8 เสยี ง คอื
แม่กก แทนด้วยเสียง /ก/ แม่กด แทนดว้ ยเสียง /ต/ แม่กบ แทนด้วยเสยี ง /ป/ แมก่ ม แทนดว้ ยเสยี ง /ม/ แม่
กน แทนด้วยเสยี ง /น/ แม่กง แทนด้วยเสียง /ง/ แมเ่ กย แทนดว้ ยเสียง /ย/ แม่เกอว แทนด้วยเสียง /ว/
เชน่ นาค เสียงพยัญชนะท้าย ช /ก/ รด เสยี งพยัญชนะท้าย = /ต/
เสยี งสระ
1.เสยี งสระสน้ั ยาวให้ดูตอนท่ีออกเสยี งอย่าดูทีร่ ูปเชน่ วดั ออกเสียงสระสั้น ชา่ ง สระสัน้ เท้า สระยาว เนา่
สระสั้น น้ำ สระยาว ชำ้ สระสัน้
2.เสยี งสระ มี 2 ประเภท คือ
สระประสม มี 6 เสยี ง คือ อวั ะ อัว เอือะ เอือ เอียะ เอีย
สระเด่ียว มี 18 เสยี ง คอื สระท่ีไม่ใช่ อวั ะ อัว เอือะ เออื เอยี ะ เอีย
5.เสียงวรรณยุกต์ มี 5 ระดบั คอื สามัญ เอก โท ตรี จตั วา
6.พยางค์ คือ เสียงท่ีออกมา 1 ตร้ัง มี 2 ประเภท คอื
พยางคเ์ ปิด พยางคท์ ี่ไม่มีตัวสะกด เชน่ เธอ มา ลา สู่
พยางคป์ ิด พยางคท์ ี่มเี สยี งตวั สะกด เช่น ไป รบ กบั เขา
คำ
1.คำมูล = คำดง้ั เดมิ เชน่ กา เธอ ว่ิง วุน่ ไป มา
2.คำซำ้ = คำมูล 2 คำทเ่ี หมือนกันทุกประการ คำท่สี องเราใสไ่ มย้ มกแทนได้ เชน่ วิ่งวิ่ง (ว่งิ ๆ) นอ้ งน้อง
(น้องๆ) บางทีคำที่เหมือนกนั มาชดิ กนั ไม่ใช่คำซ้ำเพราะความหมายไมเ่ หมือนกนั เช่น เขามีท่ีท่ีบางนา
3.คำซอ้ น (คำคู่) คำมลู ท่ีมีความหมายเหมือนหรอื คล้ายไม่กต็ รงขา้ มมารวมกนั เช่น เกบ็ ออก จิตใจ ผู้คน
สร้างสรรค์ ขนมนมเนย ถว้ ยชาม แขง็ แรง เด็ดขาด ตดั สิน ดึงดนั ชว่ั ดี ถหี่ ่าง
4.คำประสม คำมูล 2 คำมารวมกนั เป็นคำใหม่ และคำใหม่น้ันมเี ค้าความของคำเดิมที่นำมารวมกันเช่น น้ำพริ
ปลาทู ขนมปงั ไส้กรอก ไก่ยา่ ง ผา้ พนั คอ เข็มฮีกยา เลือกตั้ง เจาะข่าว โหมโรง ปากหวาน
5.คำสมาส คำบาล+ี สนั สกฤต 2 คำมารวมกนั (บาลีท้ังคู่ก็ได้ สนั สกฤตท้งั คู่ก็ได้ คำบาลี+สันสกฤตก็ได)้ ถ้าคำที่
เอามารวมกนั เปน็ คำภาษาอนื่ ทไ่ี มใ่ ชภ่ าษาบาลี สนั สกฤต ก็จะไม่ใชค่ ำสมาส
วิธีสังเกตคำสมาสอย่างงา่ ย คือคำสมาสจะอ่านเนื่องเสียงระหวา่ งคำ กค็ ือเวลาอ่านตรงกลางจะออกเสียงสระ
ดว้ ย เช่น ราช(ชะ)การ อบุ ัติ(ต)ิ เหตุ
6.คำสนธิ คำสมาสประเภททเ่ี ราเอาพยัญชนะตัวสดุ ท้ายของคำหนา้ ไปแทนท"ี่ อ"ตวั แรกของคำหลงั เช่น
ชล+อาลยั = ชลาลยั ศิลป + อากร = ศิลปากร
วธิ กี ารจะดูว่าคำไหนเปน็ คำสมาสหรอื สนธิ คอื แยกคำ 2 คำออกจากกนั
- ถ้าแยกออกเปน็ คำไดเ้ ลย = คำสมาส
- ถ้าแยกแลว้ ต้องเติม"อ" ไปท่ีคำหลัง = คำสนธิ
ชนิดของคำ
1.คำนาม คือคำทใี่ ชเ้ รียกช่ือส่ิงตา่ ง ๆ เช่นตู้ โต๊ะ เก้าอี้
2.คำกรยิ า คือ คำแสดงการกระทำ เชน่ เดนิ นั่ง วิง่ นอน คยุ กิน
4.คำวเิ ศษณ์ คือคำ ขยาย เชน่ แดง ดำ สงู ต่ำ เปร้ียว หวาน
5.คำเชือ่ ม มี 2 ประเภท คือ บุพบท สนั ธาน วธิ ดี ูให้ดขู ้อความที่ตามมา
สนั ธานจะต้องตามดว้ ยประโยค เชน่ ปลาหมอตายเพราะปากไม่ดี
บุพบทจะตามดว้ ยข้อความทีไ่ ม่ใชป่ ระโยค เช่น ปลาหมอตายเพราะปาก
โครงสรา้ งของคำ ชนิดของคำเอามารวมกนั เชน่
แม่บา้ น = แม่ + บ้าน = นาม + นาม
ทองแดง = ทอง + แดง = นาม + วิเศษณ์
ต้มยำ = ตม้ + ยำ = กรยิ า + กรยิ า
สามลอ้ = สาม + ลอ้ =วิเศษณ์ + นาม
หอ้ งรับแขก = ห้อง + รับ +แขก = นาม + กรยิ า + นาม
ประโยค
1.เจตนาประโยคมี 3 อยา่ ง = แจ้งใหท้ ราบ (บอกเล่า) ถามให้ตอบ (คำถาม) บอกให้ทำ (คำสัง่ )
2.โครงสรา้ งของประโยค หมายถึง ส่วนประกอบของประโยค คือ ประธาน กริยา กรรม สว่ นขยาย
เช่น พอ่ ฉนั กนั ข้างเก่งมาก ( ประธาน ขยาย(พ่อ) กรยิ า กรรม ขยาย(กิน) ขยาย(เก่ง) )
3.ชนดิ ของประโยค มี 3 ชนดิ
-ประโยคความเดยี ว : มปี ระธาน กรยิ า กรรม อย่างละตัว
-ประโยคความซ้อน : มี 2 ประโยคมารวมกัน ใชค้ ำเชือ่ ว่า ที่ ซึ่ง อัน วา่ ให้
-ประโยคความรวม : มี 2 ประโยคมารวมกนั ด้วยคำเชือ่ มคำใดก็ได้ ยกเว้น ท่ี ซ่ึง อนั วา่ ให้ (ถา้ ใช้ ท่ี ซง่ึ อนั
วา่ ให้ เช่ือม จะเปน็ ประโยคความซอ้ น)
4.จำนวนประโยค
-ปกตจิ บ 1 ประโยค = นบั เป็น 1 ประโยค
-ถา้ มคี ำเช่ือมเราคือวา่ ประโยคนน้ั ยงั เปน็ ประโยคเดยี วกบั ข้างหนา้
เช่น เขากินข้าวแลว้ 1 , เขากินข้าวแล้ว ตอนนเี้ ขาเข้านอนแลว้ 2 , เขากนิ ข้าวก่อนจะเข้านอน 1
5.วลี คือ กล่มุ คำท่ีไม่ใช่ประโยค บางทีก้อยาวจนเกือบจะเปน็ ประโยค แตก่ ้อไมใ่ ช่ประโยค
วิธีดวู ่าจะเป็นวลี หรือประโยค ถ้าอ่านแลว้ เหมือนจะไม่จบ (ประมาณว่าร้สู กึ ต้องมีอะไรตอ่ นะ) แสดงว่าเป็นวลี
แต่ถ้าอ่านแลว้ ร้สู กึ วา่ มนั จบก็ คอื ประโยค เชน่
แมน้ เราจะอา่ นหนังสือสอบมากขนานไหน = วลี
เธอว่ิงซะจน = วลี
กระดาษทว่ี างบนโตะ๊ ตัวน้นั = วลี
เธอกลบั บา้ นไปแล้ว = ประโยค
ทกุ ทุกคราวทม่ี องฟา้ = วลี
ระดบั ภาษา
1.ระดบั ภาษามี 5 ระดับ
1.พิธกี าร ใชใ้ นพธิ ี คำพดู จะดูหรูหรา อลงั การ ดูเปน็ พธิ ี เช่น ในศุภวาระดถิ ีขน้ึ ปีใหม่
2.ทางการ ใช้ในเชงิ วิชากร ประชมุ ใหญ่ๆ เรอ่ื งที่ต้องการแบบแผน คำพูดจะเปน็ ภาษาเขียน เช่น ท่านเคย
คดิ หรอื ไมว่ ่า การทำเชน่ นน้ั จะมีผลเช่นไร
3.กึง่ ทางการ ใช้ในทปี่ ระชมุ เล็ก ๆ เรื่องท่ตี อ้ งมีแบบแผนบา้ ง คำพูจะมีทัง้ ภาษาเขยี นและภาษาพโุ ปน ๆ
กัน
4.สนทนา ใช้คยุ กนั ทัว่ ๆ ไปแตก่ ้อมีความสุภาพดว้ ยภาษากจ็ ะเปน็ ภาษาท่ีเราใช้คยุ กัน
5.กันเอง ใชค้ ยุ กนั กบั คนซี้ ๆ
หลกั การใชภ้ าษาไทยเพ่อื การส่อื สารในอินเตอร์เน็ต
1.ใชค้ ำใหถ้ กู ต้องตรงตามความหมาย กล่าวคือ ก่อนนำคำไปเรียงเข้าประโยค ควรทราบความหมายของคำคำ
น้ันก่อน เช่น คำว่า “ปอก” กับ “ปลอก” สองคำน้ีมีความหมายไม่เหมือนกนั คำว่า “ปอก” เป็นคำกริยา
แปลวา่ เอาเปลือกหรอื ส่ิงท่ีห่อหมุ้ ออก แตค่ ำวา่ “ปลอก” เป็นคำนาม แปลวา่ สิ่งทีท่ ำสำหรบั สวมหรอื รดั ของ
ตา่ งๆ เป็นต้น ลองพจิ ารณาตัวอย่างต่อไปน้ี
“วันนไ้ี ด้พบกับทา่ นอธิการบดี ผมขอฉวยโอกาสอนั งดงามน้เี ล้ียงต้อนรับทา่ นนะครับ” (ทจ่ี ริงแลว้ ควรใช้
ถอื โอกาส เพราะฉวยโอกาสใช้ในความหมายที่ไม่ดี
2. ใชค้ ำให้เหมาะสม เลอื กใช้คำให้เหมาะสมกับกาลเทศะและเหมาะสมกบั บุคคล เช่นโอกาสทีเ่ ปน็ ทางการ
โอกาสทเ่ี ปน็ กนั เอง หรือโอกาสทีเ่ ปน็ ภาษาเขยี น เชน่
“ข้าพเจ้าไม่ทราบวา่ ท่านจะคิดยงั ไง” (คำวา่ “ยงั ไง” เป็นภาษาพดู ถ้าเปน็ ภาษาเขยี นควรใช้ “อยา่ งไร”
3. การใช้คำลักษณนาม ใช้คำทีบ่ อกลักษณะของนามต่างๆ ให้ถูกต้อง เชน่ ปากกา มีลักษณนามเป็น ดา้ ม
เล่อื ย มลี กั ษณะนามเปน็ ป้ืน ฤๅษี มลี กั ษณะนามเป็น ตน เปน็ ต้น
4. การเรยี งลำดบั คำ เป็น เรื่องทีส่ ำคญั มากในภาษาไทย หากเรียงผดิ ท่ีความหมายก็จะเปล่ยี นไปดว้ ย ท้งั นี้
เพราะคำบางคำอาจมีความหมายได้หลายความหมายซง่ึ ขน้ึ อยูก่ บั ตำแหน่งท่ีจัด เรียงไวใ้ นประโยค เช่น
แม่เกลยี ดคนใชฉ้ นั ฉนั เกลียดคนใชแ้ ม่
คนใชเ้ กลียดแมฉ่ ัน แม่คนใช้เกลยี ดฉัน
ฉนั เกลียดแมค่ นใช้ แม่ฉันเกลยี ดคนใช้
ข้อบกพร่องในการเรยี งลำดบั คำมักปรากฏดงั น้ี
- เรยี งลำดบั คำผิดตำแหน่ง เช่น เขาไม่ทราบสิง่ ทดี่ งี ามนั้น วา่ คืออะไร
(ควรเรียงว่า เขาไม่ทราบ ว่า ส่งิ ท่ีดีงามน้นั คืออะไร)
- เรียงลำดบั คำขยายผิดที่ เช่น ขอขอบคุณมา ณ โอกาสน้ีดว้ ย เปน็ อย่างสูง
(ควรเรยี งว่า ขอขอบคุณ เป็นอยา่ งสงู มา ณ โอกาสนด้ี ้วย)
5. แต่งประโยคให้จบกระแสความ หมายถงึ แต่งประโยคใหม้ คี วามสมบรู ณ์ครบถว้ นทั้งส่วนทเ่ี ป็นภาคประธาน
และภาค แสดง ซงึ่ ประโยคท่ีจบกระแสความนัน้ จะต้องตอบคำถามวา่ ใคร ทำอะไร ไดช้ ัดเจน สาเหตุทีท่ ำให้
ประโยคไม่จบกระแสความอาจเกิดจากขาดคำบางคำหรือขาดสว่ นประกอบ ของประโยคบางส่วนไป เช่น
เม่อื ตอนยงั เด็กเขาชอบนอนหนนุ ตักแม่ บัดนเ้ี ขาอายยุ ่ีสบิ กว่าแล้ว
(ควรแก้เป็น เมอื่ ตอนยังเด็กเขาชอบนอนหนนุ ตักแม่ บัดนี้เขาอายุยส่ี บิ กว่าแล้วกย็ งั ชอบอยเู่ หมอื นเดิม)
6. ใชภ้ าษาใหช้ ัดเจน ใช้ ภาษาทใ่ี ห้ความหมายเพยี งความหมายเดียว เปน็ ความหมายทไ่ี ม่สามารถจะแปล
ความเปน็ อย่างอนื่ ได้ เชน่ “คุณแม่ไม่ชอบคนใช้ฉัน” อาจแปลได้ 2 ความหมายคือ คุณแม่ไมช่ อบใครก็ตามที่
ใช้ใหฉ้ ันทำโน่นทำนี่ หรอื คุณแม่ไมช่ อบคนรบั ใชข้ องฉัน ท้งั นีเ้ พราะคำวา่ “คนใช้” เปน็ คำทีม่ ีหลายความหมาย
นั่นเอง
7. ใช้ภาษาใหส้ ละสลวย ใช้ภาษาอย่างไพเราะราบร่นื ฟังไมข่ ดั หู และมีความกะทดั รัด
- ไม่ใช้คำฟมุ่ เฟือย หมายถึง การใชค้ ำที่ไมจ่ ำเป็น หรือใช้คำท่ีมีความหมายซ้ำซ้อน เช่น
“วันนอี้ าจารย์ไม่มาทำการสอน”
คำวา่ “ทำการ” เป็นคำที่ไมจ่ ำเปน็ เพราะแม้จะคงไวก้ ไ็ ม่ไดช้ ว่ ยให้ความหมายชดั เจนขน้ึ กว่าเดมิ ดังนัน้ จึง
ควรแกไ้ ขเปน็ “วันนอ้ี าจารย์ไม่มาสอน”
- ใชค้ ำให้คงที่ หมายถึง ในประโยคเดยี วกัน หรอื ในเนื้อความเดยี วกัน ควรใชค้ ำเดียวกันใหต้ ลอด ดัง
ประโยคต่อไปน้ี
“หมอถือวา่ คนปว่ ยทกุ คนเป็นคนไข้ของหมอเหมือนกัน”
ควรแกเ้ ป็น “หมอถือว่าคนไขท้ ุกคนเปน็ คนไข้ของหมอเหมือนกนั ”
- ไมใ่ ช้สำนวนตา่ งประเทศ เช่น
“มันเป็นความจำเปน็ อย่างย่งิ ทีเ่ ขาต้องจากไป”
ควรแกเ้ ป็น “เขาจำเปน็ อย่างยิง่ ที่ต้องจากไป”
ภาษาแชทท่ีมักใชผ้ ดิ
๑. คำท่ีสะกดผิดได้งา่ ย เป็นรูปแบบของคำท่มี ีการสะกดผดิ ซึ่งเกดิ จากคำท่ีมกี ารผันอักษรและเสยี งไมต่ รงกบั
รูปวรรณยุกต์ เชน่
สนุ้กเกอร์ = สนุ๊กเกอร์
โน้ต = โน๊ต
๒. คำทส่ี ะกดผิดเพ่ือใหแ้ ปลกตา หรอื งา่ ยตอ่ การพมิ พ์ (ทำให้พิมพไ์ ดเ้ ร็วขึน้ ) เชน่
หน=ู นู๋
ผม = ปม๋
ใช่ไหม = ชิมิ
เปน็ = เปง
ก็ = กอ้
ค่ะ,ครับ = คร่ะ,คับ
๓. การลดรูปคำ เป็นรูปแบบของคำทลี่ ดรูปให้สน้ั ลงมีใชใ้ นภาษาพูด เชน่
มหาวิทยาลัย = มหา’ลยั ,มหาลยั
โรงพยาบาล = โรงบาล
๔. คำทส่ี ะกดผิดเพื่อใหต้ รงกับเสียงอา่ น เช่น
ใชไ่ หม = ใช่มย้ั
๕. คำท่ีสะกดผิดเพื่อแสดงอารมณ์ เช่น
ไม่ = ม่าย
ไปไหน = ปายหนาย
นะ = นา้
คะ่ ,ครับ =ครา่ ,คร๊าบ
จ้ะ = จรา้
นอกจากน้ยี งั สามารถแบง่ ออกเปน็ กลุ่มที่ใช้ในการพดู และกลุ่มท่ีใช้ในการเขียน
๑. กลมุ่ ที่ใช้เวลาพดู
เปน็ ประเภทของภาษาวบิ ัติท่ใี ช้ในเวลาพดู กัน ซ่งึ บางครั้งก็ปรากฏขึน้ ในการเขียนดว้ ย แตน่ อ้ ยกว่าประเภท
กลุม่ ทใี่ ชใ้ นเวลาเขยี น โดยมักพดู ใหม้ เี สียงสัน้ ลง หรือยาวขึ้น หรอื ไม่ออกเสยี งควบกลำ้ เลย ประเภทนเี้ รยี กได้
อกี อยา่ งว่ากลุ่มเพี้ยนเสียง เช่น ตวั เอง - ตะเอง
๒. กลมุ่ ทใี่ ช้ในเวลาเขียน
รปู แบบของภาษาวิบัติชนิดน้ี โดยท้งั หมดจะเปน็ คำพ้องเสียงท่ีหลายๆคำมักจะผดิ หลักของภาษาอย่เู สมอ
โดยส่วนใหญ่กลุ่มน้จี ะใช้ในเวลาเขียนเท่านนั้ โดยยงั แบง่ ได้เปน็ อีกสามประเภทย่อย
๒.๑ กลุ่มพ้องเสยี ง
รปู แบบของภาษาวบิ ัตชิ นิดนี้ จะเปน็ คำพอ้ งเสียง โดยสว่ นใหญ่กล่มุ นจี้ ะใช้ในเวลาเขยี นเท่านั้น และคำที่
นำมาใช้แทนกนั น้ีมกั จะเป็นคำที่ไม่มีในพจนานกุ รม
เธอ = เทอ
ใจ = จัย
ไง = งยั
กรรม = กำ
๒.๒ กลุม่ ทร่ี ีบรอ้ นในการพิมพ์
กลุม่ นจี้ ะคลา้ ยๆกับกล่มุ คำพ้องเสยี ง เพยี งแตว่ ่าบางคร้ังการกด Shift อาจทำให้เสียเวลา เลยไม่กด แลว้
เปลี่ยนคำที่ต้องการเป็นอีกคำท่อี อกเสยี งคล้ายๆกนั แทน เช่น
รู้ = รุ้
เห็น = เหน
เปน็ = เปน
๒.๓ กลุ่มทีใ่ ชส้ อื่ สารในเกมส์ (ใชต้ ัวอกั ษรภาษาอืน่ ทมี่ ีลกั ษณะคล้ายตัวอักษรไทย)
เทพ = Inw
นอน = uou
เกรียน = เกรีeu
ใบงานครงั้ ท่ี 4
กลุ่มสาระความรู้พื้นฐาน รายวชิ า ภาษาไทย พท31001 ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
แผนการจดั การเรยี นร้เู ร่อื งท่ี 4 หลกั การใชภ้ าษา เวลา 6 ชั่วโมง
ครง้ั ท่ี............4......สอนวันที่ …………เดือน ………………………………………..พ.ศ. ..........
๑ ให้นักศกึ ษาอธิบายหลกั การใช้ภาษาไทยธรรมชาติของภาษา
............................................................................................................................. .................................
..................................................................................................................................................................
.................................................................................................. ..................................................... .......
............................................................................................................................. .....................................
2เสยี งพยัญชนะต้น มีอยู่ 2 ประเภท คอื
............................................................................................................................. .................................
..................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................
............................................................................................................................. .....................................
๓ให้นักศกึ ษาแบง่ การแบ่งกลุ่มทใ่ี ชใ้ นการพดู และกลมุ่ ทใ่ี ช้ในการเขียน
............................................................................................................................. .................................
.......................................................................................................................................................... ........
.......................................................................................................................... ....................................
............................................................................................................................. .....................................
แผนการจัดการเรยี นรู้
กล่มุ สาระความร้พู น้ื ฐาน รายวิชา ภาษาไทย พท31001 ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
แผนการจัดการเรยี นรูเ้ ร่ืองที่ วรรณคดี และวรรณกรรม เวลา 6 ช่วั โมง
ครงั้ ที่........5..........สอนวันที่ …………เดอื น ………………………………………..พ.ศ. ..........
มาตรฐานการเรยี นรู้ระดับ
สามารถวเิ คราะห์และเหน็ คุณค่าวรรณคดี วรรณกรรมปจั จบุ ัน และวรรณกรรมท้องถ่ิน โดยใช้
หลักการพินจิ วรรณคดี
ตวั ช้ีวดั
1. อธิบายคณุ ค่าวรรณคดี วรรณกรรมปจั จุบัน และวรรณกรรมท้องถิ่น
สาระสำคัญ
หลักการพนิ ิจและประเมินคุณค่าเก่ียวกับวรรณคดี วรรณกรรมปัจจบุ ัน และวรรณกรรมท้องถ่นิ
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นักศกึ ษาสามารถอธิบายคุณค่าวรรณคดี วรรณกรรมปจั จุบนั และวรรณกรรมท้องถ่นิ ที่มตี อ่ สังคม
และวฒั นธรรมไทย
สาระการเรียนรู้
1. ความหมายของวรรณคดีวรรณกรรมปจั จบุ ันและวรรณกรรมท้องถิ่น
2. คุณคา่ ของวรรณคดี และวรรณกรรม ดา้ นวรรณศิลป์ และดา้ นสงั คม
3. แนวคิดและค่านยิ มท่ีปรากฏในวรรณคดีและวรรณกรรม
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1. ใฝ่รใู้ ฝ่เรยี น ศึกษาใบความรู้ จากแบบเรียน
2. มีวนิ ัย ทำงานตามที่ครูมอบหมายได้ทันเวลา
3. ขยนั มุง่ มน่ั ในการทำงาน ทำใบงาน ทำกิจกรรมกลุ่ม
4. มคี วามสามคั คี มีนำ้ ใจ มีความรับผิดชอบ ชว่ ยเหลือกนั ทำกจิ กรรมกลุ่ม
กระบวนการจดั การเรียนรู้
ขัน้ ท่ี 1 กำหนดสภาพปญั หา ความตอ้ งการ
(60 นาที)
1.1 ครแู จ้งจุดประสงคก์ ารเรียนรใู้ ห้ผู้เรียนทราบ
1.2 ครสู อบถามถึงหนังในโรงภาพยนตรท์ กี่ ำลังฉายในโรงภาพยนตร์โลตัสกระบ่ีเร่ืองพนั ท้ายนรสงิ ค์ แล้ว
กำหนดใหค้ นทีช่ ม เลา่ เรอ่ื งอย่างย่อให้เพ่ือนๆฟงั
1.3 ครูสอบถามผเู้ รยี นถงึ ข้อคิดและใจความความสำคัญของเรือ่ ง และช่ือหรือบทบาทตัวบทละคร
1.4 ครแู ละผูเ้ รยี นรว่ มกันสร้างความเขา้ ใจเกี่ยวกบั ความสำคญั ของวรรณคดี วรรณกรรมปัจจุบนั และ
วรรณกรรมท้องถน่ิ
ขนั้ ท่ี 2 ข้ันแสวงหาข้อมลู และจัดการเรยี นรู้ (180 นาที)
2.1 ครูใหผ้ ู้เรียนแบง่ กล่มุ ละ 4-8 คน
2.2 ครูใหต้ ัวแทนออกมาอ่านบทกลอนของทีเ่ ปน็ วรรคทองจากวรรณคดีเร่ืองต่างๆ แล้วให้แต่ละกลมุ่ บอกชื่อ
เร่อื งเพื่อแขง่ ขนั กนั
2.3 ครูให้ผ้เู รียนแต่ละกลุ่มศึกษา“วรรณคดไี ทย”เรื่องขนุ ช้าง ขุนแผน พระอภัยมณี อิเหนา นิทาน
เวตาล นริ าศพระบาท นริ าศภูเขาทอง ร่ายยาว มหาเวสสนั ดรชาดก มทั นพาธา พระมหาชนก
(ทศชาติชาดก) เลอื กศึกษาวรรณคดที ่ชี อบจำนวน 1 เรอื่ งในประเด็นตา่ ง ๆ ดงั น้ี
- ประวตั แิ ละลักษณะของเรื่องทอ่ี า่ น
- วิเคราะหว์ ิจารณ์ตัวละครสำคัญของเรอ่ื งแนวคิด
ค่านยิ มและคณุ คา่ ตา่ ง ๆ
- ยกตวั อยา่ งบทกลอน วรรคทองในวรรณคดีท่ีชอบ
- จัดทำเปน็ รายงานพร้อมนำเสนอหน้าชน้ั เรยี น
และครูร่วมสรปุ ผลการอภิปรายของผเู้ รยี น
2.4 ครกู ำหนดใหผ้ ้เู รยี นไปสืบเสาะหาเรอ่ื งเล่า นิยาย นทิ าน ตำนาน ทมี่ เี นอ้ื หาเกย่ี วพนั กับวถิ ชี วี ิตของคนใน
ชมุ ชน จากผ้สู ูงอายุในชุมชน
แลว้ นำเร่ืองเหลา่ นัน้ มาเรยี บเรยี งเป็นลายลกั ษณ์แล้วจดั ทำเป็นรปู เล่มจัดวางเปน็ สารสนเทศใน กศน.ตำบล
(เป็นกรต)
2.5 ครูกำหนดให้ผู้เรยี นเลอื กบทวรรคตอนจากวรรณกรรมทต่ี นเองสนใจเขียนลงในกระดาษท่คี รูแจกและวาด
ภาพและตกแต่งใหส้ วยงามประกอบจดั ทำเปน็ สารสนเทศภายใน กศน
2.6 ครูแจกใบงานเร่ืองวรรณกรรมเพื่อเป็นการคน้ ควา้ เพิ่มเติม
2.7 ครใู หผ้ ูเ้ รียนทำแบบทดสอบรายวชิ า ภาษาไทย
2.8 ครเู ฉลยขอ้ สอบพรอ้ มให้ผเู้ รยี นแลกเปล่ียนกนั ตรวจขอ้ สอบ
ขน้ั ท่ี 3 การปฏิบัติและนำไปประยุกต์ใช้ (120 นาที)
3.1 ครูและผู้เรียนร่วมกันสรปุ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกย่ี วกับวรรณคดี วรรณกรรมทอ่ี า่ นและนำแนวคิด
ท่ไี ด้ไปประยุกตใ์ ช้ในชวี ติ ประจำวนั
ข้นั ที่ 4 การประเมนิ ผลการเรยี นรู้
4.1 ครใู หผ้ ู้เรยี นร่วมกนั ประเมินผลพรอ้ มทัง้ ปรับปรุงแก้ไขขอ้ บกพร่อง สรปุ และจดั ทำเป็นรายงานเผยแพร่
กศน.ตำบล
4.2 ครปู ระเมินผลการเรยี นรู้ผลของผู้เรียนตามเกณฑท์ ก่ี ำหนด
4.3 เกณฑท์ กี่ ำหนด
- มาพบกลมุ่ 10 คะแนน
- แบบทดสอบ 20 คะแนน
- บตั รคำสารสนเทศ /
- วรรณกรรมทอ้ งถ่ิน 10 คะแนน
- ใบงาน 10 คะแนน
สอ่ื การเรยี นการสอน
1. ใบความรู้
2. หนังสือแบบเรียน
การวดั ผลประเมนิ ผล
วิธีการวัด
1. สังเกตพฤติกรรมระหว่างการเรียนรู้และกจิ กรรมกล่มุ
2. วัดความรู้จากการทำกจิ กรรมในใบงาน
เครอื่ งมือ
1. ใบงานกิจกรรมกล่มุ
2. ใบงาน
เกณฑ์การวัดผลประเมนิ ผล
1. นักศกึ ษามผี ลคะแนนในการทดสอบไมน่ ้อยกวา่ รอ้ ยละ 50
2. การมีส่วนรว่ มในกจิ กรรมกลุ่ม
แหลง่ การเรียนรู้/สบื คน้ ข้อมูลเพิ่มเตมิ
1.หอ้ งสมุดประชาชน
2. กศน.ตำบล
3. แหล่งข้อมลู สารสนเทศ
4. internet
ลงช่ือ………………………………………….ครูผ้สู อน ว่าท่ีร้อยโท………………………………………
() (ประวิตร จนิ ตประสาท)
ผู้อำนวยการ กศน.บาเจาะ
ตำแหนง่ ………………………………………………
ใบความรู้ ครงั้ ที่ 5
กลมุ่ สาระความรู้พ้ืนฐาน รายวิชา ภาษาไทย พท31001 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
แผนการจดั การเรียนร้เู ร่อื งท่ี วรรณคดี และวรรณกรรม เวลา 6 ช่ัวโมง
ครงั้ ท.่ี .......5...........สอนวันที่ …………เดือน ………………………………………..พ.ศ. ..........
วรรณกรรมทอ้ งถ่ิน
1. ความหมาย
วรรณกรรมท้องถิ่น หมายถึง วรรณกรรมท่ีปรากฎอยู่ในท้องถ่ินภาคต่าง ๆ ของไทย ท้ังที่เป็นลาย
ลกั ษณ์ หรือมุขปาฐะ ซ่ึงแตกต่างไปจากวรรณกรรมแบบฉบบั เพราะวรรณกรรมท้องถ่ินนนั้ ชาวท้องถิ่นสร้าง
ขึ้นมา ชาวท้องถ่ินใช้ (อ่าน, ฟัง) และชาวท้องถิ่นเป็นผู้อนุรักษ์ โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง รูปแบบของฉันท
ลักษณ์จึงเป็นไปตามความนิยมของท้องถิ่นน้ัน ๆวรรณกรรมท้องถิ่นมีเนื้อหาสาระ และคตินิยมเก่ียวกับพุทธ
ศาสนาเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากคนไทยทุกภาพในอดีตมีคตินิยมในการสร้างหนังสือถวายวัด โดยเช่ือกันว่าจะ
ได้อานิสงส์อย่างแรง อีกประการหนึ่งวัดก็เป็นสำนักเล่าเรียนของกุลบุตร กุลธิดาของประชาชน ฉะนั้นการ
สร้างสรรค์วรรณกรรมท้องถิ่นยังมีส่วนให้นักเรียนได้ฝึกอ่านหรือทวบทวนนอกเหนือไปจากแบบเรียน (จินดา
มณี ปฐมมาลา ปฐม ก.กา) ซึง่ ส่วนใหญเ่ ปน็ วรรณกรรมประเภทนิทานคติธรรม
2. ความเปน็ มาของการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่น
การศึกษาวรรณกรรมไทยน้ัน เราจะมาเริ่มศึกษากัน เมื่อสมัยรัชกาลท่ี 5 กล่าวคือมีการจัดตั้ง
โบราณคดีสโมสรขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2450 ในครั้งนั้นได้รวบรวม ชำระ ซ่อมแซมวรรณกรรมที่กระจัด
กระจาย และมีการพิ มพ์ เผยแพ ร่ ซึ่งเป็ น การอนุ รักษ์ วรรณ กรรมโบ ราณ ของไท ยไว้ได้ส่วน
หน่ึง คณะกรรมการโบราณคดีสโมสรได้ศึกษารวบรวมวรรณกรรมที่ท่านมีประสบการณ์ คือรู้จักและเคยอ่าน
สมัยเล่าเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวรรณกรรมท่ีแพร่หลายอยู่ในกลุ่มชนช้ันนำคือ ขุนนาง นักปราชญ์ ราช
บัณฑิต ส่วนวรรณกรรมที่แพร่หลายอยู่ในกลุ่มชาวบ้าน หรือชาววัด หรือในท้องถ่ินทหี่ ่างไกล เข้าใจว่าท่าน
เหล่านนั้ คงยงั มิไดศ้ ึกษารวบรวม อีกประการหนึ่งในชวั่ ระยะเวลาอันส้นั ที่จัดต้ังโบราณคดีสโมสรน้ัน ขอ้ มูลใน
ส่วนกลางหรอื ราชสำนัก คงมีมากเกินกว่าท่ีจะศกึ ษารวบรวมในระยะเวลาอนั สน้ั
ในสมัยรัชกาลที่6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้จัดตั้งวรรณคดีสโมสรข้ึน เม่ือ พ.ศ. 2457 คงจะสืบ
เน่ืองมาจากโบราณคดีสโมสรน่ันเอง คณะกรรมการชุดน้ีได้พยายามท่ีจะจัดจำแนกวรรณกรรม โดยพิจารณา
ว่าเป็นระยะเวลาใดควรแก่การยกย่อง ในสมัยจัดตั้งวรรณคดีสโมสรนั้นเป็นระยะเวลาไม่นานนักก็สิ้นสมัย
รชั กาลท่ี 6 จากนนั้ ก็ขาดแรงสนับสนุนการศกึ ษารวบรวมวรรณกรรม จึงอยู่ในวงจำกดั ยังมไิ ดข้ ยายขอบเขต
ไปศึกษาวรรณกรรมทแ่ี พรห่ ลายอยใู่ นกลมุ่ ชาวบา้ น ชาววดั และวรรณกรรมในทอ้ งถิ่นที่หา่ งไกล
หลังจากนั้นเป็นต้นมารวมเวลาประมาณกึ่งศตวรรษ กุลบุตร กุลธิดาชาวไทย ก็ได้ศึกษาเล่าเรียน
เฉพาะวรรณกรรมท่ีได้ศึกษารวบรวมชำระกันในคร้ังนั้นเท่าน้ัน ไม่ปรากฎว่า ได้มีการศึกษาชำระ รวบรวม
วรรณกรรมอ่ืน ๆ ให้กว้างขวางต่อไป วรรณกรรมชาวบ้าน ชาววัด เหล่านั้นจึงถูกทอดท้ิงมาเป็นเวลาเนิ่น
นาน
ต่อมาเมื่อราว พ.ศ. 2502 สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้แนวคิดมาจากตะวันตกที่นิยม
ศกึ ษาเร่ืองราวทางพ้ืนบ้าน และเสนอเป็นวิทยากรในหลกั สูตรเรยี กชือ่ ว่า Folklore จึงนำวิธีการเหล่านั้นมา
จัดเขา้ ในหลกั สูตรระดับอุดมศึกษา เรยี กชอื่ วา่ "คตชิ าวบ้าน" บา้ ง "คตชิ นวิทยา" บ้าง
จากการศึกษาวิชาสาขาคติชนวิทยาน้ัน ทำใหเ้ ราทราบถึงแนวคิด คตินิยม ปรัชญาชีวติ ของสังคมใน
ท้องถ่ินต่างๆ ของไทย ซึ่งมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างไปจากคตินิยม ปรัชญาชีวิตและสังคมของภาคกลาง
เกือบส้ินเชิง ฉะนั้นจึงมีการศึกษาที่ลึกซึ้งลงไป ในเอกสารท้องถ่ินต่างๆ จึงพบว่าในเอกสารท้องถิ่น
เหลา่ น้ัน เป็นคลังของแนวคิด คา่ นิยมของสังคมทอ้ งถ่ิน อันแอบแฝงอยใู่ นรูปนิทานเหล่าน้ัน ฉะน้ันจึงทำให้
นักวิชาการในสาขาอ่ืนๆ เริ่มตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของข้อมูลทางคติชนวิทยาโดยเฉพาะวรรณกรรม
ประจวบกับ เมื่อช่วงปี พ.ศ.2510- พ.ศ.2520 นักศึกษาเริ่มมีปฏิกิริยาต่อต้านการศึกษาวรรณคดี โดยมี
ทัศนคติตอ่ วรรณคดีทีอ่ ยใู่ นหลักสูตรระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาน้นั เป็นวรรณคดีของชน
ช้ันสูง หรือวรรณกรรมเพื่อรับใช้ศักดินา ไม่ก่อให้เกิดแนวคิดสร้างสรรค์ใดๆ รังแต่ให้เกิดความเบ่ือหน่าย
ฉะนั้ น เมื่อตอน ป ลายปี พ .ศ.2519 จึงมีการจัดรายวิช าวรรณ กรรมท้ องถ่ิน ใน สถาน ศึกษ า
ระดบั อุดมศึกษา ส่วนระดับประถมศึกษา และมธั ยมศึกษา มีการเสนอให้อ่านวรรณกรรมท้องถิ่นของภาคต่าง
ๆ เป็นหนังสอื อา่ นประกอบอยูบ่ ้าง
3. ขอ้ แตกตา่ งระหวา่ งวรรณกรรมแบบฉบบั กับวรรณกรรมทอ้ งถ่ิน
จากการศึกษาวรรณกรรมท้องถ่ินของภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ และภาคกลางแล้ว พบว่ามี
รูปแบบต่างไปจากวรรณกรรมแบบฉบับอยู่มาก ตามลำดับความใกล้ชิดกับรัฐบาลกลางหรือราชสำนักท่ีเป็น
เช่นนี้ เพราะว่าพ้ืนฐานของสังคม มโนทัศน์ของกวี ตลอดจนบันทึกสภาพสังคมในสมัยท่ีกำเนิดวรรณกรรม
น้ัน ๆ ตามมโนทัศนข์ องกวี วิทย์ ศิวะศรียานนท์ (2504 : 183) กล่าวว่ากวีคนเดียวก็เปรยี บเหมือน 3 คน
คือ นอกจากเป็นผู้แต่งหนังสือแล้ว ยังเป็นหน่วยหนึ่งของคนรุ่นนั้น และเป็นพลเมืองด้วย เนื่องจากเหตุน้ี
นอกจากจะต้องสังวรในอาชีพประพันธ์ของตนในฐานะที่เป็นกวี ในฐานะที่เป็นหน่วยหน่ึงของคนสมัยน้ัน ก็
ย่อมจะทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสียกับเหตุการณ์ท่ีตนเห็นตำตาประจักษ์อยแู่ ก่ใจหาไดไ้ ม่ และในฐานะที่เป็น
พลเมืองอีกเล่า ก็จะต้องใส่ใจเหตุการณ์บ้านเมือง ความเคล่ือนไหวของประเทศชาติ ตลอดจนชนช้ันและ
อาชพี ที่ตนเปน็ หนว่ ยหนึง่ อกี ดว้ ย
กวีหรอื ผู้เขยี นย่อมสอดแทรกสภาพของสงั คมสมัยนั้น ๆ ลงไปในวรรณกรรมท่ีเขาได้สร้างสรรค์ และ
ในฐานะที่เป็นหน่วยหน่ึงของประชาคมน้ัน ย่อมจะใส่ความคิดเห็น มโนทัศน์ของตนลงไปด้วย แต่ใน
ขณะเดียวกันในบทบาทของกวีหรือนักประพันธ์ จึงเสนอทัศนคติในบทบาทฐานะนั้นอีกด้วย ฉะนั้นปัจจัย
ดงั กล่าวข้างตน้ จงึ มีสว่ นสำคญั ท่ีแยกรูปแบบของวรรณกรรมแบบฉบบั กับวรรณกรรมท้องถนิ่ ใหแ้ ตกต่างกัน
เมอ่ื พิจารณารปู แบบของวรรณกรรมแบบฉบบั กับวรรณกรรมท้องถ่นิ ที่แตกต่างกันไปนั้น ทำใหเ้ ห็นว่า
วรรณกรรมแบบฉบบั เปน็ วรรณกรรมทีแ่ พรห่ ลาย และเจรญิ อยู่ในราชสำนัก เรม่ิ ต้ังแต่กวผี ู้สรา้ งสรรค์ ซง่ึ เป็น
ผู้คงแก่เรียน พื้นฐานการศึกษาสูง และอยู่ในฐานะเหนือกว่าทางด้านสังคม ฉะนั้นค่านิยม สภาวะของ
สังคม จนทัศนะท่ีกวีสอดแทรกในวรรณกรรมนั้นจึงเป็นมโนทัศน์ของสังคมช้ันสูง ซึ่งต่างไปจากวรรณกรรม
ท้องถ่ินท่ีกวีเป็นชาวบ้านธรรมดาหรือภิกษุ และอยู่ในภาวะของสังคมแบบชาวบ้านโดยท่ัวไป ฉะนั้นค่านิยม
สภาวะของสังคม และทัศนะที่กวีสอดแทรกลงไปในวรรณกรรมท่ีเขาสร้างสรรค์น้ันจะเป็นมโนทัศน์(คำ
บาลี สันสกฤต) หรอื บทกวนี ิพนธท์ ่ซี ับซอ้ น เชน่ ฉันท์ ส่วนใหญจ่ ะใช้กวีนพิ นธ์ทีน่ ยิ มในท้องถน่ิ นนั้ ๆ
4. ประโยชน์ของการศึกษาวรรณกรรมท้องถ่นิ
ข้อมูลทางคติชนวิทยา เป็นท่ีสนใจของนักศึกษาทางด้านมานุษยวิทยามาโดยตลอด เพราะข้อมูล
เหล่านเี้ ปน็ ข้อมลู เบ้ืองต้นท่ีสบื ทอดกันมาในประชาคมทอ้ งถน่ิ ต่างๆ ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านคติชนนัน้ ทำ
ให้นักมานุษยวิทยาสามารถเข้าใจลักษณะของสังคม ค่านิยม ปรัชญาชีวิตและวิถีทางแห่งชีวิต ตลอดจนระบบ
ของสังคมของกลุ่มชนนั้นๆ วรรณกรรมท้องถ่ินเป็นข้อมูลสำคัญในข้อมูลท้ังหลาย ทางด้านคติชนวิทยา ที่จะ
สะท้อนให้เห็นสภาวะของประชาคมน้ันๆ เป็นอย่างดีประโยชน์ในการศึกษาวรรณกรรมท้องถ่ิน สรุปได้ 3
ประการ ดงั น้ี
4.1 ประโยชนท์ างดา้ นวชิ าการ ผู้ศึกษาวรรณกรรมทอ้ งถ่นิ จะเขา้ ใจในสิ่งตอ่ ไปนี้
4.1.1 ปรัชญาชีวิตและสังคมของท้องถิ่น อันเป็นพื้นฐานของสังคม เช่น ความเชื่อ คติ
นิยม จารตี ประเพณี เป็นต้น
4.1.2 การจัดระเบียบสังคม หรือการควบคุมสังคม อันเป็นพันธกรณีของกลุ่มชนต้อง
ประพฤติปฏิบัติ เพ่ือความสงบสุขของประชาคมนั้นๆ บทบัญญัติต่างๆ อันเป็นปทัสฐานของสังคมน้ันได้ส่ัง
สอนสืบต่อกันมาโดยมิได้มีการจดบันทึกไว้ แต่ก็ปรากฎอยู่ในวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่าน้ัน ในข้อน้ีต้องเข้าใจ
ร่วมกันว่า สังคมชนบทในสมัยอดีต กฎหมายของของรฐั บาลกลางมไิ ด้มีสว่ นเกี่ยวข้องในการควบคุมสงั คมมาก
นกั แต่ปรัชญาพุทธศาสนา จารีต ความเชอ่ื คตินิยม ซึ่งเป็นท่ียอมรับของประชาคมจะมีบทบาทควบคมุ สงั คม
อย่างย่งิ
4.1.3 ประวัติศาสตร์สังคมของท้องถ่ิน วรรณกรรมท้องถิ่นเป็นข้อมูลสำคัญในการศึกษา
ประวัติศาสตร์สังคมของท้องถ่ิน โดยเฉพาะทางด้านการจัดระบบสังคมการควบคุมสังคมตลอดจนจารีต
ประเพณีของสังคมนั้น
4.1.4 ภาษาถ่ิน วรรณกรรมท้องถิ่นโดยเฉพาะวรรณกรรมลายลักษณ์ท่ีได้บันทึกไว้ต้ังแต่
สมัยอดีตจำเป็นคลังแห่งคำภาษาถ่ิน ถึงแม้บางคำจะเลิกใช้ไปแล้วในปัจจุบัน แต่ก็ยังปรากฎในเอกสาร
วรรณกรรมท้องถ่ินเหล่าน้ัน นอกจากให้นักภาษาศาสตร์ ยังสามารถเห็นการคล่ีคลายของคำภาษาไทยได้ดี
จากเอกสารวรรณกรรมท้องถน่ิ ต่าง ๆ ของไทย
4.1.5 เป็นการก้าวหน้าทางวิชาการ การตระหนักถึงคุณคา่ ของวรรณกรรมท้องถ่ิน จนได้มี
การนำมาจัดอยู่ในหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งมีแนวโน้มในการที่จะส่งเสริมการศึกษารวบรวม
ค้นคว้าวรรณกรรมท้องถ่ินเหล่าน้ันให้กว้างขวางยิ่งขึ้น อันเป็นปัจจัยสำคัญในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม
ท้องถิน่ ซึง่ หมายถงึ เอกลกั ษณ์ของชนชาติไทย
4.1.6 เปน็ การอนุรกั ษ์วรรณกรรมท้องถิน่ ตา่ ง ๆ ของไทยไมใ่ ห้สาปสูญก่อนภาวะอันควร
4.2 ประโยชน์ทางดา้ นปัจเจกบุคคล
4.2.1 เพ่อื ให้นักศึกษาหรอื ผู้ศึกษาวรรณกรรมท้องถ่นิ มีมโนทัศน์อนั กว้าง ยอมรบั แนวคิด
ปรัชญาชวี ิตของชนทุกชั้น ทุกท้องถนิ่ ทกุ สังคม
4.2.2 ผู้ศึกษาวรรณกรรมท้องถ่ิน จะทราบถึงความเป็นอัจฉริยะของบรรพบุรุษของตน
และของท้องถนิ่ อนื่ อีกด้วย
4.2.3 ยอมรับแนวคดิ ของชนชาตติ ่างทอ้ งถิน่ ต่างสงั คมและตา่ งยคุ สมยั
4.2.4 ไดร้ บั ประสบการณ์ของชวี ิตกว้างขวางยิ่งขึ้น
4.2.5 มีโอกาสไดเ้ รียนรู้ภาษาถนิ่ วฒั นธรรมของทอ้ งถิน่ อ่ืน ๆ อกี ดว้ ย
4.3 ประโยชน์ทางด้านการเมอื งการปกครอง
4.3.1 ผู้ศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่น จะเกิดความรัก ความเข้าใจ ความภูมิใจในอดีตของ
ท้องถิ่นทต่ี นมีภูมิลำเนาอยูแ่ ละท้องถ่ินอืน่ ๆ ของคติดว้ ย ซงึ่ ก่อให้เกดิ ชาตนิ ยิ ม ภูมใิ จในวัฒนธรรมของชาติ
4.3.2 ผู้ศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นจะเกิดความรักความเข้าใจในท้องถ่ินของตน ผู้ศึกษา
วรรณกรรมท้องถ่ิน จะตระหนักในคุณค่า และย่อมมีความหวงแหนซ่ึงจะก่อให้เกิดการอนุรักษ์วรรณกรรม
ทอ้ งถิ่นอกี ด้วย
4.3.3 ทำให้ความเข้าใจอันดรี ะหวา่ งชนในชาติ และยอ่ มมีความสมานสามัคคกี ัน
4.3.4 ก่อให้เกิดการพัฒนา ระบบสังคมของชาติย่อมมีทิศทาง โดยอาศัยระบบสังคม
ท้องถ่ิน ปรัชญาชีวิตในสังคมท้องถิ่น อันเป็นพ้ืนฐานในการพัฒนาการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง
วรรณกรรมแบบฉบับกบั วรรณกรรมท้องถ่ินมดี งั น้ี
วรรณกรรมแบบฉบับ วรรณกรรมท้องถ่นิ
1. ชนชนั้ สูง เจา้ นาย ขา้ ราชสำนัก มสี ทิ ธมิ สี ่วน 1. ชาวบ้านทั่วไปมีสิทธเิ ปน็ เจา้ ของ
เป็นเจ้าของ - ผู้สร้างสรรค์
- ผู้ใช้
- ผู้สรา้ งสรรค์ รวมถงึ จดบนั ทกึ คดั ลอก - ผูอ้ นรุ กั ษ์
- ผู้ใช้ (อา่ น, ฟงั - แพรห่ ลายในหมู่บ้าน
- ผู้อนุรกั ษ์
- แพร่หลายในราชสำนัก
2. กวีประพนั ธ์เปน็ นกั ปราชญ์ ราชบัณฑิต หรือ 2. กวี ผู้ประพนั ธ์ เป็นชาวพน้ื บ้าน หรอื พระภกิ ษุ
เจา้ นาย ฉะนน้ั ค่านยิ ม มโนทศั น์ ที่เห็นสังคมสมยั สร้างสรรคว์ รรณกรรมข้นึ มาด้วยใจรักมากกวา่ "บำเรอ
นน้ั จึงจำกัดอยูใ่ นรั้วในวงั หรอื มกี ารสอดแทรก ท้าวไธ้ธริ าชผู้มบี ุญ"ฉะน้นั มโนทศั นเ์ กยี่ วกับสภาวะของ
สภาวะของสังคมก็เป็นแบบมองเห็นสงั คมแบบเบื้อง สงั คม จงึ เป็นสังคมชาวบา้ นแบบประชาคมทอ้ งถน่ิ
บน
3. ภาษาและกวีโวหารนยิ มการใชค้ ำศัพท์บาลี 3. ภาษาท่ีใชเ้ ป็นภาษาง่าย เรยี บ ๆ มุ่งการส่ือ
สันสกฤต โดยเช่อื ว่าเป็นการแสดงภูมปิ ัญญาของ ความหมายเป็นสำคัญ สว่ นใหญ่เปน็ ภาษาท้องถ่ิน
กวีแพรวพราวไปดว้ ยกวีโวหารทเี่ ขา้ ใจยาก น้ัน ละเวน้ คำศพั ท์บาลี สันสกฤต โวหารนยิ มสำนวน
ทใ่ี ช้ในทอ้ งถ่นิ
4. เน้ือหาส่วนใหญ่ มุ่งในการยอพระเกียรติ ท้งั 4. เนอ้ื หาส่วนใหญม่ ุ่งในทางระบายอารมณ์ บันเทิงใจ
ทางตรงและทางอ้อม แต่ก็มเี นอ้ื หาทเี่ ก่ยี วกับการ แต่แฝงคติธรรมทางพุทธศาสนา แม้วา่ ตวั เอกของเร่อื ง
ผ่อนคลายทางด้านอารมณ์ และศาสนาอยู่ไม่น้อย จะเป็นกษตั ริย์ก็ตาม แตม่ ไิ ด้มุง่ ยอพระเกยี รติมาก
นัก
5. ค่านิยม อดุ มคติ ยดึ ปรัชญาชวี ติ แบบสงั คม 5. เหมือนกบั วรรณกรรมแบบฉบับ ยกยอ่ งสถาบัน
ชาวพุทธ และยกยอ่ งสถาบันกษตั ริย์อีกดว้ ย กษตั รยิ ์ แต่ไม่เน้นมากนัก
ใบงาน ครัง้ ท่ี 5
กลมุ่ สาระความรูพ้ ้นื ฐาน รายวชิ า ภาษาไทย พท31001 ช้นั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
แผนการจัดการเรยี นรู้เรื่องที่ 4 วรรณคดี และวรรณกรรม เวลา 6 ชั่วโมง
คร้ังที่........5.........สอนวันที่ …………เดือน ………………………………………..พ.ศ. ..........
จงตอบคำถามต่อไปน้ี
1. ใหน้ ักศกึ ษาบอกความหมายวรรณกรรมท้องถน่ิ
............................................................................................................................. .................................................
.......................................................................................................................................................... ....................
..............................................................................................................................................................................
2. ใหน้ ักศกึ ษาบอกขอ้ แตกต่างระหวา่ งวรรณกรรมแบบฉบับกบั วรรณกรรมท้องถน่ิ
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................................. .................................
....... .....................................................................................................................................................................
3. .ใหน้ ักศกึ ษาบอกประโยชนข์ องการศกึ ษาวรรณกรรมทอ้ งถน่ิ
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................................................. .................
.................................................................................................................. ............................................................
...................................................................................................................... .......................................................
................................................................................................................................................... ...........................
........................................................................................................ ......................................................................
............................................................................................................................. .................................................
...................................................................................................................... ........................................................
แผนการจัดกระบวนการเรยี นรู้ ครัง้ ที่ ๖
รายวิชา วิทยาศาสตร์ พว ๓๑๐๐๑
เรอ่ื ง กระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี จำนวน 6 ชั่วโมง
วันที่.............เดือน...................................พ.ศ. .................... เวลา 09.00น. – 16.00น.
1.มาตรฐานการเรยี นรูร้ ะดับ
มีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และเห็นคุณค่าเกยี่ วกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
ส่งิ มีชีวติ ระบบนเิ วศทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อม ในท้องถิ่นประเทศและโลก สาร แรง พลังงาน
กระบวนการเปลย่ี นแปลงของโลก และดาราศาสตร์ มีจิตวิทยาศาสตร์และนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ในการดำเนนิ
ชีวิต
2.ตวั ชว้ี ดั
1. อธบิ ายธรรมชาตแิ ละความสำคญั ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2. อธิบายกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ วธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
และเจตคติทางวิทยาศาสตร์
3. นำความรู้ และกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ไปใช้แก้ปัญหาต่างๆ
4. เกดิ เจตคติทางวทิ ยาศาสตร์
5. มจี ติ วทิ ยาศาสตร์
6. อธิบายความหมาย ความสำคญั และความสัมพนั ธข์ องเทคโนโลยตี ่อชีวติ และสงั คม
7. นำความรู้ และเลอื กใช้เทคโนโลยไี ดอ้ ยา่ งเหมาะสม
8.มที กั ษะในการเลือกใชว้ สั ดอุ ุปกรณ์ทางวทิ ยาศาสตร์ และสารเคมีได้
3.เนือ้ หา
1. กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
1.1 ความหมายและความสำคญั ของวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
1.2 กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
1.2.1 วธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์ 5 ขนั้
1.2.2 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 13 ทักษะ
1.2.3 เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ 6 ลักษณะ
1.2.4 จิตวิทยาศาสตร์
2. เทคโนโลยี
2.1 ความหมาย และความสำคัญของเทคโนโลยที ี่เหมาะสม
2.2 ความสมั พันธ์ของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
ต่อชวี ิต และสงั คม
2.3 ความก้าวหนา้ ของเทคโนโลยีในปจั จุบนั
2.4 เทคโนโลยีกบั การประกอบอาชีพ และการนำเทคโนโลยไี ปใช้ในการดำรงชีวิต
2.5 การเลือกใช้เทคโนโลยีท่ีเหมาะสมในการประกอบอาชีพกับการดำรงชีวิต
2.6 เทคโนโลยีพืน้ บ้าน
3. การใช้วสั ดุ อุปกรณส์ ารเคมี และห้องปฏิบตั ิการทางวิทยาศาสตร์
4.ข้ันตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้
ขั้นท่ี ๑ กำหนดสภาพ ปัญหา ความต้องการในการเรยี นรู้ (O : Orientation)
๑.๑ ครูและผู้เรียนร่วมกันสร้างความเข้าใจกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เจตคติทางวิทยาศาสตร์
และจติ วทิ ยาศาสตร์
๑.๒ ครูและผู้เรียนร่วมกันกำหนดความต้องการในการเรียนรู้เทคโนโลยี โดยการนำความรู้ทาง
เทคโนโลยีมาใช้ในชวี ิตประจำวนั และนำเสนอในการพบกลมุ่
ขนั้ ที่ ๒ ข้ันแสวงหาขอ้ มลู และจัดการเรยี นรู้ (N : New ways of learning)
๒..๑ ผู้เรยี นศึกษาค้นคว้าเกีย่ วกับความหมายและความสำคัญของวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
๒.๒ ครูและผ้เู รียนแลกเปลยี่ นเรียนรู้ โดยใชค้ ำถามปลายเปิดในการชวนคิด ชวนคยุ เพ่ือหาขอ้ สรุปใน
การเลอื กใช้เทคโนโลยไี ดอ้ ย่างเหมาะสม
๒.๓ แบ่งกลุ่มผู้เรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน 5 คน ในการจัดทำรายงานเร่ืองทักษะในการ
เลอื กใช้
วัสดอุ ปุ กรณท์ างวิทยาศาสตร์และสารเคมี และนำเสนอในการพบกลุ่ม
ขั้นที่ ๓ ขัน้ ปฏิบตั ิและนำไปประยกุ ต์ใช้
๓.๑ ผเู้ รยี นสรปุ จัดทำรายงาน และรวบรวมไว้ในแฟม้ สะสมงาน
๓.๒ ครูแกไ้ ขข้อบกพร่อง
ขนั้ ที่ ๔ การประเมนิ ผลการเรียนรู้ (E : Evaluation)
๔.๑ ผเู้ รยี นนำแฟม้ สะสมงานมาสรปุ เป็นองค์ความร้ไู วเ้ ป็นสารสนเทศ
๔.๒ ครูและผเู้ รยี นรว่ มกันสรา้ งเกณฑ์การประเมินคุณภาพการเรยี น
๔.๓ ครตู ดั สนิ ผลการเรียนร้ตู ามเกณฑท์ ี่กำหนด
หมายเหตุ : ผเู้ รยี นเรียนรู้ด้วยตนเอง (จำนวน 3 ช่วั โมง )
ครูให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมในเรื่องความหมายและความสำคัญของวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี
(จำนวน 3 ชม.)
ผเู้ รียนนำเสนอต่อ
กลมุ่ ใหญ่เพอ่ื สรุปองค์ความรทู้ ่ไี ด้จาก การศึกษาเรียนรแู้ ละทำแบบฝกึ หัดเพมิ่ เติม
5.สอ่ื /แหล่งการเรียนรู้
ใบความรูเ้ รื่องธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และทกั ษะทางวทิ ยาศาสตร์
ใบความรู้เรือ่ งกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใบงานแบบฟอรม์ การบนั ทกึ
ใบความรูเ้ รอื่ งวสั ดุอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ แฟ้มสะสมงาน
6.การวดั ผลและการประเมินผล
1. ใบงาน
2. แบบบนั ทึกการเรยี นรู้
3. แบบประเมินพฤตกิ รรม
7.กจิ กรรมเสนอแนะ
แนะนำให้ผ้เู รียนศึกษาเพิ่มเตมิ จากอนิ เตอร์เน็ต และหนงั สอื ทวั่ ไป
ลงชื่อ………………………………………….ครูผสู้ อน ว่าทรี่ อ้ ยโท………………………………………
() (ประวติ ร จินตประสาท)
ตำแหน่ง……………………………………………… ผู้อำนวยการ กศน.บาเจาะ
ใบงานครัง้ ท่ี ๖
เรือ่ งกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
รายวิชา วิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
๑. ถา้ นักศึกษาอยากเปน็ นักวิทยาศาสตรจ์ ะตอ้ งมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างไรบา้ ง
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................... ...........................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
...................................................................................................................................... ........................................
๒. ให้นักศึกษาบอกชื่ออปุ กรณเ์ คร่อื งมือทางวทิ ยาศาสตร์ว่ามีอะไรบา้ ง พรอ้ มติดภาพประกอบ
................................................................................................................................. .............................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
................................................................................................................ ..............................................................
............................................................................................................................. ................................................
..............................................................................................................................................................................
.................................................................................................... ..........................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................................................................ ..
....................................................................................... .......................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................................................... ...............
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................................................................................. ............................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
เฉลยใบงาน เรอื่ ง กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
๑. ถ้านกั ศึกษาอยากเปน็ นักวิทยาศาสตรจ์ ะต้องมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อยา่ งไรบ้าง
๑. ทกั ษะการสงั เกต
๒ ทักษะการวดั
๓. ทักษะการจำแนกหรือทักษะการจัดประเภทสิ่งของ
๔. ทกั ษะการหาความสัมพนั ธ์ระหว่าง สเปสกบั สเปส และ สเปสกับเวลา
๕. ทกั ษะการคำนวณ
๖. ทักษะการจดั กระทำและส่ือความหมายข้อมูล
๗. การส่อื ความหมายข้อมลู
๘. ทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล
๙. ทกั ษะการพยากรณ์
๑๐. ทกั ษะการตงั้ สมมตุ ิฐาน
๑๑. ทกั ษะการกำหนดนยิ ามเชิงปฏิบตั กิ าร
๑๒. ทกั ษะการกำหนดและควบคุมตวั แปร
๑๓. ทักษะการทดลอง
2. ให้นกั ศกึ ษาบอกเคร่อื งใชท้ างวิทยาศาสตร์มอี ะไรบ้าง พร้อมตดิ ภาพประกอบ
- บีกเกอร์ - หลอดทดลอง
- ไพเพท - บวิ เรท
- เครื่องชั่ง - เวอรเ์ นยี
- คมี - ตะเกยี งแอลกอฮอลล์
- ขาตั้งหนบี หลอดทดลอง - ฯลฯ
ใบความรู้
ทักษะกระบวนการและโครงงานวิทยาศาสตร์
ความหมายของวทิ ยาศาสตร์
คำว่า “วทิ ยาศาสตร์” มคี วามหมายตรงกับภาษาองั กฤษวา่ science ตรงกบั รากศัพท์ภาษาละตนิ
ว่า science แปลวา่ ความรู้ (knowledge) คอื ความรู้ตา่ ง ๆ ท่มี ีอยู่ในธรรมชาติ หรอื กล่าวได้ว่า วิทยาศาสตร์
(science) คอื องค์ความรู้ทมี่ ีระบบและจดั ไว้อยา่ งมรี ะเบยี บแบบแผน สามารถพิสูจน์ได้
กระบวนการหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
คือ วธิ ีการและข้ันตอนท่ใี ช้ดำเนินการค้นควา้ หาความรทู้ าง วิทยาศาสตร์ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ บ่ง
ออกเป็น ๓ ประเภท คือ
๑) กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
๒) เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์
๓) ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เป็นวธิ ีการทน่ี กั วทิ ยาศาสตร์ ใชใ้ นการแสวงหาความรู้ หรือหาความจรงิ
หรือใช้ในการแกป้ ัญหาต่าง ๆ ดังน้ันการแสวงหาความรู้ ความเข้าใจทีถ่ ูกตอ้ งและน่าเชื่อถอื ในทุก ๆ ศาสตร์
จะต้องอาศยั วิธีการทางวิทยาศาสตร์เพ่ือตอบค าถาม และเพ่ือแก้ปัญหา
ขน้ั ท่ี ๑ ระบุปัญหา
ขัน้ ที่ ๒ สร้างสมมติฐาน
ขนั้ ท่ี ๓ การทดลอง/การรวบรวมข้อมูล
ขัน้ ที่ ๔ การวิเคราะห์ข้อมูล
ขั้นท่ี ๕ สรปุ ผลข้อมูล
เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์
เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ เป็นองค์ประกอบพืน้ ฐานในการเสาะแสวงหาความร้ทู างวิทยาศาสตร์ ซ่งึ ช่วย
ให้เขา้ ถึงหลักวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี และเปน็ ส่ิงสำคัญอย่างหนึ่งท่ีจะต้องปลูกฝงั ให้เกดิ ขน้ึ เป็นเสมือนตวั
กำกบั ความคดิ การกระทำ และการตดั สนิ ใจในการปฏิบัตงิ านทางวทิ ยาศาสตร์
เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ แบ่งไดเ้ ปน็ 2 ลกั ษณะ คือ
๑. เจตคตทิ ีเ่ กิดจากการใชค้ วามรู้ โดยใชก้ ฎเกณฑ์ ทฤษฎี และหลักการตา่ งๆ ทางวิทยาศาสตร์ การ
อธบิ ายปรากฏการณ์ธรรมชาติในเชงิ วิทยาศาสตร์ โดยถอื ผลทเ่ี กิดจากการสังเกต ทดลอง ตามทีเ่ กดิ จรงิ โดย
อาศยั ข้อมูลองค์ประกอบทเ่ี หมาะสม
๒. เจตคตทิ ่ีเกิดจากความรู้สกึ ได้แก่ การท างานที่ต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เปน็ ส่งิ ท่นี ่าสนใจและมี
คณุ คา่ การทำกจิ กรรมทางวทิ ยาศาสตร์มงุ่ เพื่อก่อใหเ้ กดิ ความคิดใหม่ๆ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ
คุณค่าสำคัญจงึ อย่ทู ่กี ารสร้างทฤษฎีทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หมายถึง ความชำนาญและความสามารถในการใช้ การคิดและ
กระบวนการคดิ เพ่ือคน้ หาความรู้ รวมทง้ั การแกป้ ัญหาต่าง ๆ
ทกั ษะที่ ๑ ทกั ษะการสังเกต (Observation)
ความหมาย : เปน็ วิธีการหาข้อมูลโดยตรงจากการใชป้ ระสาทสัมผสั ทงั้ ห้า ได้แก่ การดู การดม การฟัง การชิม
และการสมั ผัส ทงั้ นโี้ ดยไม่ใส่ความเห็นหรือประสบการณ์เดิมของผูส้ งั เกตลงไป ข้อมูลที่ไดจ้ ากการสงั เกตเป็น
ข้อมลู เชิงประจักษ์
ทกั ษะท่ี ๒ ทักษะการวดั (Measurement)
ความหมาย : เป็นการเลอื กและการใช้เครื่องมือ ท าการวดั หาปริมาณของสงิ่ ต่าง ๆ ออกมาเป็นตัวเลขท่ี
แนน่ อนได้เหมาะสม และถกู ต้อง โดยมีหน่วยก ากับเสมอ
ทักษะท่ี ๓ ทักษะการจ าแนกประเภท (Classification)
ความหมาย : เปน็ การจัดแบง่ หรือเรียงล าดับวัตถุหรอื สิ่งของที่อยู่ในประสบการณ์ โดยมีเกณฑ์ซ่ึงเกณฑ์น้นั
อาจใชค้ วามเหมือนความแตกต่าง ความสัมพันธอ์ ยา่ งใดอย่างหนึง่ ก็ได้
ทกั ษะท่ี ๔ การหาความสมั พนั ธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา(Spacs / Spacs
Reation and Space /Time Relation)
ความหมาย : เปน็ การจดั แบ่งหรอื เรยี งล าดบั วตั ถหุ รือสิ่งของท่ีอย่ใู นประสบการณ์ โดยมเี กณฑซ์ ึ่ง
เกณฑน์ ั้นอาจใชค้ วามเหมือน ความแตกตา่ งความสัมพนั ธอ์ ยา่ งใดอย่างหน่งึ ก็ได้
ทักษะที่ ๕ การคำนวณ (Using Number)
ความหมาย : เปน็ การนับจำนวนของวตั ถแุ ละการนำตวั เลขแสดงจำนวนทน่ี บั ได้มาคดิ คำนวณ โดยการบวก
ลบ คณู หาร หรอื หาคา่ เฉล่ีย
ทกั ษะท่ี ๖ การจดั ทำและส่อื ความหมายข้อมูล (Organizing Data and Communication)
ความหมาย : เป็นการนำข้อมูลที่ไดร้ ับจากการสงั เกต การวัด การทดลอง และจากแหล่งอื่น ๆ มาจัดกระทำ
เสียใหม่ โดยการหาความถี่เรียงลำดับ จดั แยกประเภท หรอื คำนวณหาค่าใหม่ เพอ่ื ใหผ้ ูอ้ ่ืนเขา้ ใจความหมาย
ของขอ้ มลู ชุดน้นั ดขี ้นึ โดยการนำเสนอในรูปของตารางแผนภูมิ แผนภาพ ไดอะแกรม กราฟสมการ หรือการ
เขียนบรรยาย
ทกั ษะท่ี ๗ การลงความคดิ เห็นจากข้อมูล (Inferring)
ความหมาย : เป็นการเพ่ิมความคิดเห็นให้กับข้อมลู ท่ีได้จากการสงั เกตอย่าง มีเหตุผล
ทักษะท่ี ๘ การพยากรณ์ (Prediction)
ความหมาย : เป็นการาดคะเนค าตอบลว่ งหน้าก่อนท าการทดลอง โดยอาศัยประสบการณ์ที่เกดิ ซ า้ ๆ
หลกั การ กฏ หรอื ทฤษฎที ่ีมีอยแู่ ลว้ ในเร่อื งนนั้ มาชว่ ยในการสรุป เชน่ การพยากรณ์ข้อมูลทเี่ ก่ยี วกับตวั เลข
ได้แก่ ขอ้ มูลท่ีเปน็ ตาราง หรือ กราฟ ซงึ่ ท าได้ 2 แบบ คือ
๑. การพยากรณ์ภายในขอบเขตของข้อมูล
๒. การพยากรณ์ภายนอกขอบเขตของข้อ
ทักษะที่ ๙ การต้ังสมมตฐิ าน (Formulating Hypothesis)
ความหมาย : เปน็ การคิดหาค าตอบลว่ งหน้าก่อนการทดลอง โดยอาศัยการสงั เกตความรแู้ ละประสบการณ์
เดิมเป็นฐาน
ทักษะที่ ๑๐ การก าหนดนิยามเชงิ ปฏบิ ตั กิ าร (Defining Operation)
ความหมาย : เป็นการก าหนดความหมายและขอบเขตของค าตา่ ง ๆ ที่อย่ใู นสมมติฐานท่ตี ้องการทดลองให้
เกิดความเข้าใจตรงกนั และสามารถสังเกตได้หรือวัดได้ โดยให้ค าตอบเกย่ี วกบั การทดลองและบอกวิธีวดั
ตวั แปรทเ่ี กี่ยวกับการทดลองน้ัน
ทกั ษะที่ ๑๑การกาหนดและควบคุมตัวแปร (Identifying and Controlling Variables)
ความหมาย : เปน็ การบ่งช้ตี ัวแปรตน้ ตวั แปรตาม และตวั แปรท่ีต้องควบคมุ ในการตง้ั สมมติฐานหนงึ่ ๆ
ทักษะท่ี ๑๒ การทดลอง (Experiment)
ความหมาย : เปน็ กระบวนการปฏิบัติงานเพอื่ หาค าตอบจากสมมตฐิ านท่ีต้ังไวใ้ นการทดลอง ซึ่งประกอบดว้ ย
๓ ขน้ั ตอน ได้แก่
๑. การออกแบบการทดลอง
๒. การปฏบิ ตั กิ ารทดลอง
๓. การบนั ทกึ ผลการทดลอง
ทกั ษะที่ ๑๓ การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรปุ
ความหมาย : เป็นการแปลความหมายหรอื บรรยายลักษณะข้อมลู ที่มีอยู่ การสรปุ ข้อมูลจะตอ้ งใหม้ ี
ความสมั พนั ธข์ องขอ้ มูล
แผนการจดั กระบวนการเรียนรู้ คร้ังที่ ๗
รายวิชา วิทยาศาสตร์ พว ๓๑๐๐๑
เรือ่ ง เทคโนโลยชี ีวภาพ
จำนวน 6 ช่ัวโมง
วนั ท.่ี ............เดอื น...................................พ.ศ. .................... เวลา 09.00น. – 16.00น.
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1.มาตรฐานการเรยี นรู้ระดบั
มีความรู้ ความเขา้ ใจ ทักษะ และเห็นคุณค่าเกีย่ วกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
ส่งิ มีชีวติ ระบบนิเวศทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อม ในท้องถิ่นประเทศและโลก สาร แรง พลังงาน
กระบวนการเปลย่ี นแปลงของโลก และดาราศาสตร์ มีจิตวิทยาศาสตร์และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการดำเนิน
ชีวิต
2.ตัวชว้ี ัด
๑. อธบิ ายเกยี่ วกบั เทคโนโลยีชีวภาพ
ประโยชน์
๒. อธบิ ายผลของเทคโนโลยีชีวภาพต่อชวี ติ และสงิ่ แวดลอ้ ม
๓. อธิบายบทบาทของภมู ปิ ัญญาทอ้ งถ่ินเกยี่ วกับเทคโนโลยชี วี ภาพ
3.เนอื้ หา
๑.ความหมายและลกั ษณะของเทคโนโลยีชวี ภาพ
๒. ปจั จัยท่มี ผี ลต่อเทคโนโลยีชวี ภาพ
๓. เทคโนโลยชี วี ภาพ
ในชีวิตประจำวนั
๔. ภูมปิ ญั ญาท้องถ่นิ เกยี่ วกับเทคโนโลยชี ีวภาพ
๕. ประโยชน์และผลกระทบของ
๕.๑ความหลากหลายทางชีวภาพ
๕.๒ ชวี ิตและสิง่ แวดลอ้ มต่อชวี ติ และสังคม
๕.๓ ความก้าวหนา้ ของเทคโนโลยีในปจั จุบัน
๕.๔ เทคโนโลยกี ับการประกอบอาชีพ และการนำเทคโนโลยีไปใช้ในการดำรงชีวิต
๕.5 การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการประกอบอาชพี กบั การดำรงชวี ิต
๕.๖ เทคโนโลยพี ื้นบ้าน
๔ การใช้วสั ดุ อปุ กรณส์ ารเคมี และห้องปฏบิ ตั ิการทางวิทยาศาสตร์
4.ขนั้ ตอนการจดั กระบวนการเรียนรู้ข้ันที่ 1 กำหนดสภาพปญั หา ความต้องการในการเรียนเรยี นรู้ (O :
Orientation)
๔.๑ ครแู ละผ้เู รยี นรว่ มกันทำความเขา้ ใจเร่ืองเทคโนโลยชี ีวภาพโดยการและเปล่ยี นเรยี นรู้
สะทอ้ นความคดิ เห็น พร้อมยกตวั อย่างเทคโนโลยชี วี ภาพในชวี ิตประจำวนั
๔.๒ ครูและผ้เู รียนร่วมกันกำหนดความต้องการในการเรียนรู้เรอ่ื งเทคโนโลยีชวี ภาพ
๔.๓ ครูและผู้เรยี นร่วมกำหนดความต้องการในการเรยี นรเู้ รอ่ื งเทคโนโลยีชีวภาพโดยใหผ้ ู้เรยี น
ยกตัวอยา่ งเทคโนโลยใี นชีวติ ประจำวันและพร้อมนำเสนอตอ่ กลุม่ ใหญ่
๔.๔ ครแู ละผเู้ รยี นทำความเข้าใจในเร่ืองเทคโนโลยีชีวภาพโดยการแลกเปลี่ยนเรยี นร้สู ะทอ้ น
ความคิดและอภปิ รายเพอื่ ให้เกิดความรู้ใหม่
ขั้นที่ ๒ ขน้ั แสวงหาข้อมูลและจดั การเรียนรู้ (N : New ways of learning)
๒.๑ ผเู้ รียนแบง่ กล่มุ ออก 3 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน เพื่อศกึ ษาค้นคว้าในเร่ืองดงั น้ี
เรือ่ งท่ี ๑ ความหมายและลกั ษณะของเทคโนโลยชี วี ภาพ
เร่ืองท่ี ๒ ปัจจัยทมี่ ีผลต่อเทคโนโลยชี ีวภาพ
เรื่องที่ ๓ ประโยชน์และผลกระทบของเทคโนโลยชี ีวภาพ
และพร้อมนำเสนอต่อกลุ่มใหญ่
๒.๒ ครูและผูเ้ รยี นรว่ มกันสรุปความรู้ โดยใช้คำถามปลายเปิดในการชวนคิด ชวนคุย
๒.๓ ผเู้ รียนแบง่ กล่มุ ออกเปน็ 5-7 คน เพ่ือสำรวจชมุ ชนในเรอื่ งภูมิปญั ญาเทคโนโลยีชีวภาพ
และออกมานำเสนอต่อกลมุ่ ใหญ่ เพ่อื ทำรายงาน
ขน้ั ที่ ๓ การปฏิบตั ิและนำไปประยกุ ตใ์ ช้ (I : Implementation)
๓.๑ ผูเ้ รยี นนำความรูจ้ ากการเรียนเรอื่ งเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในชวี ติ ประจำวัน พรอ้ มจดบนั ทกึ
และทำรายงาน
๓.๒ ผู้เรยี นปฏบิ ตั กิ ารแก้ไขขอ้ บกพร่องจากการจดบันทึก เพ่ือนำจัดทำรายงานและรวบรวมไว้
ในแฟม้ สะสมงาน
ขน้ั ที่ ๔ การประเมนิ ผลการเรียนรู้ (E : Evaluation)
๔.๑ ครูและผเู้ รียนนำแฟ้มสะสมงานมาสรุปเป็นองค์ความรใู้ ช้เปน็ สารสนเทศ
๔.๒ ครูและผเู้ รยี นร่วมกนั สร้างเกณฑก์ ารประเมินคณุ ภาพการเรียนรู้
๔.๓ ครตู ดั สินผลการเรยี นรตู้ ามเกณฑ์ท่ีกำหนด
5.สอื่ /แหลง่ การเรยี นรู้
- ใบความรเู้ ร่อื งเทคโนโลยชี วี ภาพ
- ใบความรู้เรือ่ งความหมายและลักษณะของเทคโนโลยชี วี ภาพ
-ใบความรเู้ ร่ืองประโยชน์และผลกระทบของเทคโนโลยชี ีวภาพ
6.การวดั ผลและการประเมนิ ผล
1. ใบงาน
2. แบบบนั ทกึ การเรยี นรู้
3. แบบประเมนิ พฤติกรรม
7.กิจกรรมเสนอแนะ
แนะนำใหผ้ ู้เรยี นศึกษาเพิ่มเตมิ จากอินเตอร์เนต็ และหนงั สือทว่ั ไป
ลงช่ือ………………………………………….ครผู ้สู อน ว่าที่รอ้ ยโท………………………………………
() (ประวติ ร จนิ ตประสาท)
ตำแหน่ง……………………………………………… ผอู้ ำนวยการ กศน.บาเจาะ
ใบงาน ครัง้ ท่ี ๗ เร่อื งเทคโนโลยีชีวภาพ
รายวชิ า วิทยาศาสตร์ ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
๑. เทคโนโลยีชวี ภาพคอื
.................................................................................. ..............................................................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
.................................................................................................................. ..............................................
๒. จงบอกความสำคัญของเทคโนโลยีชวี ภาพ
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
.................................................................................................. ..............................................................
............................................................................................................................. ...................................
๓. จงบอกปัจจยั ทม่ี ีผลตอ่ เทคโนโลยีชวี ภาพ
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
๔. จงยกตัวอยา่ งเทคโนโลยชี วี ภาพในชวี ติ ประจำวนั บอกมา 5 อยา่ ง
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................... .............
...................................................................................................................... ..........................................
............................................................................................................................. ..................................
๕. จงบอกประโยชนข์ องเทคโนโลยีชีวภาพมอี ะไรบา้ ง
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
เฉลยใบงาน เรือ่ งเทคโนโลยชี วี ภาพ
รายวชิ า วิทยาศาสตร์ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
1. เทคโนโลยชี วี ภาพคอื
การใช้ความรู้เก่ียวกับสิ่งมชี ีวิตและผลผลิตของสง่ิ มชี ีวิตให้เป็นประโยชนก์ ับมนษุ ย์
2. จงบอกความสำคญั ของเทคโนโลยชี ีวภาพ
1. ลดปรมิ าณการใช้สารเคมีในการเกษตรกรรม
2. เพ่มิ พน้ื ท่ีเพาะปลกู ของโลก ด้วยการปรับปรงุ พันธ์ุพชื ใหม่
3. เพิม่ ผลผลิตทางการเกษตร
4. ผลติ อาหารท่ใี ห้คณุ คา่ ทางโภชนาการสูงซ่ึงเปน็ ประโยชนต์ ่อผู้บริโภค
5. มกี ารคดิ ค้นยาป้องกันและกันและรกั ษาโรคตดิ ต่อหรือโรคร้ายแรงต่างๆ
3. จงบอกปจั จัยทม่ี ีผลตอ่ เทคโนโลยีชีวภาพ
1. ตัวเรง่ ทางชีวภาพ เช่น เช้อื จุลินทรียต์ ่างๆ
2. เคร่อื งมอื ที่ใชก้ ารควบคุมสภาพทางกายภาพในระหวา่ งการผลิต เชน่ อณุ หภูมิ คา่ ความเป็น
กรด – เบส
4. จงยกตัวอย่างเทคโนโลยชี วี ภาพในชีวิตประจำวัน บอกมา 5 อยา่ ง
การทำนำ้ ปลา การทำปลาร้า นำ้ สม้ สายชู นมเปร้ยี ว การผลิตแอลกอฮอล์ ยารกั ษา
โรค เตา้ หู้ยี้ ซีอิว้
5. จงบอกประโยชน์ของเทคโนโลยีชวี ภาพมีอะไรบ้าง
1. นำมาใชก้ บั การแพทยโ์ ดยการผลติ เป็นยาปฏิชีวนะ และวัคซีนโรคต่างๆ
2. นำมาใชก้ ับการผลติ อาหารเพิ่งเพ่ิมคุณคา่ ทางอาหาร
3. นำมาใช้ในการผลิตพลงั งาน เชน่ การผลิตพลงั งานในรูปของแอลกอฮอล์
4. นำมาใชใ้ นการกำจัดขยะมลู ฝอยของเสียจากโรงงาน
ใบความรู้
ปัจจยั ท่ีมผี ลต่อเทคโนโลยีชีวภาพ
การใช้ความรู้ และประสบการณเ์ กี่ยวกบั สิง่ มีชีวิต เพอื่ ประโยชน์ของมนุษย์ ตอ้ งใชเ้ ทคโนโลยี
ค่อนข้างงา่ ย เชน่ การทาน้าปลา จนถงึ เทคโนโลยที ี่ยาก เช่น การออกแบบและสรา้ งโปรตนี ใหมๆ่ ทม่ี ี
คณุ สมบตั ิพิเศษตามต้องการที่ไมอ่ าจหาได้จากธรรมชาติ รวมถึงการค้นพบ ยาปฏิชีวนะ และผลติ เปน็
อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดตอ้ งอาศัย ประโยชน์จากจุลนิ ทรียท์ ี่มีมากในธรรมชาติ หรอื ทีค่ ัดเลือกเปน็ สาย
พันธ์บริสทุ ธแ์ิ ล้วตง้ั แตอ่ ดตี จนถงึ ปจั จบุ นั นบั ได้มกี ารพฒั นากระบวนการผลิตผลิตภณั ฑ์อาหาร สารท่ีช่วยใน
การผลติ อาหาร หรอื สารทใ่ี ชแ้ ปน็ สว่ นประกอบของผลิตภณั ฑ์อาหารเพ่ิมขึ้นตลอดเวลา ท้งั ในด้านชนดิ และ
ปริมาณเช่น การผลิตยีสตข์ นมปัง เอนไซม์ หลายชนิด เชน่ อิมเลส แลคเทส กลโู คอมเิ ลส ฯลฯ และสารทใ่ี ห้
รสหวาน เช่น แอสปาแตม เปน็ ตน้
ในการผลิตผลิตภณั ฑ์ทางเทคโนโลยีชวี ภาพ จะต้องคำนึงถงึ ปัจจัยหลกั 2 ประการ คือ
1. ตอ้ งมีตวั เร่งทางชีวภาพ ( Biological Catalyst ) ท่ีดีท่สี ุด ซงึ่ งมคี วามจำเพาะต่อการผลิต
ผลติ ภณั ฑ์ท่ตี ้องการ และกระบวนการทีใ่ ช้ในการผลติ ได้แก่ เช้อื จุลนิ ทรยี ์ต่าง ๆ พชื หรอื สัตว์ ซง่ึ
คดั เลอื กข้ึนมา และปรบั ปรุงพันธใิ์ หด้ ีขนึ้ สำหรับใชใ้ นการผลิตผลติ ภัณฑ์
2. ต้องมกี ารออกแบบถังหมัก ( Reacter ) และเครื่องมือทใี่ ช้ในการควบคมุ สภาพทางกายภาพใน
ระหว่างการผลติ เชน่ อณุ หภูมิ คา่ ความเป็นกรด – เบส การใหอ้ ากาศ เป็นตน้ ให้หมาะสมตอ่ การทำงาน
ของตัว เรง่ ทางชีวภาพ
ประโยชนแ์ ละผลกระทบของเทคโนโลยชี ีวภาพ
ประโยชน์ของเทคโนโลยชี วี ภาพ
ในปจั จบุ นั เทคโนโลยีชีวภาพไดถ้ กู นำมาใช้ประโยชน์ในด้านตา่ ง ๆได้แก่
๑. ดา้ นเกษตรกรรม
๑.๑ การผสมพันธุส์ ตั วแ์ ละการปรบั ปรุงพันธ์ุสตั ว์
การปรบั ปรงุ พนั ธส์ ตั วโ์ ดยการนำสัตว์พันธด์ ีจากต่างประเทศซงึ่ อ่อนแอ ไมส่ ามารถทน
ตอ่ สภาพอากาศของไทยมาผสมพันธ์กุ ับสัตว์พน้ื เมือง เพ่อื ให้ได้ลกู ผสมทม่ี ีลักษณะดีเหมือนกับพันธต์ า่ งประเทศ
ทแ่ี ข็ง แรง ทนทานต่อโรคและทนต่อสภาพภมู ิอากาศของเมืองไทย และทสี่ ำคัญ คือ ราคาตำ่
๑.๒ การปรบั ปรงุ พนั ธ์ุพชื และการผลติ พชื พันธุใ์ หม่ เช่น พืชไร่ ผกั ไม้ดอก
๑.๓ การควบคมุ ศตั รูพืชโดยชีววธิ ี
๒. ดา้ นอตุ สาหกรรม
๒.๑ การถา่ ยฝากตวั อ่อน ทำให้เพ่มิ ปริมาณและคณุ ภาพของโคนมและโคเนอ้ื เพื่อนามาใช้
ใน
อุตสาหกรรมการผลิตเนอื้ วัวและน้ำนมววั
๒..๒ การผสมเทียมสตั ว์บกและสตั ว์น้ำ เพ่ือเพมิ่ ปรมิ าณและคุณภาพสตั วบ์ กและสตั วน์ ำ้
ทำใหเ้ กิดการพฒั นาอตุ สาหกรรมการแช่เยน็ เนอ้ื สตั วแ์ ละการผลติ อาหารกระป๋ อง
๒.๓ พันธ์ุวศิ วกรรม โดยนำผลิตผลของยีนมาใชป้ ระโยชนแ์ ละผลติ เปน็ อตุ สาหกรรม เชน่
ผลติ ยา ผลติ วัคซีน นำ้ ยาสำหรับตรวจวนิ ิจฉัยโรค ยาต่อต้านเนอื้ งอก ฮอรโ์ มนอินซลู ินรักษาโรคเบาหวาน
ฮอรโ์ มนเรง่ การเจริญเตบิ โตของคน เป็นต้น
๒.๔ ผลิตฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์ โดยการนายนี สรา้ งฮอรโ์ มนเร่งการเจริญเติบโต
ของวัว และของคนมาฉีดเข้า ไปในรังไข่ทเี่ พ่ิงผสมของหมู พบวา่ หมจู ะมีการเจรญิ เตบิ โตดีกวา่ หมปู กติ
๒.๕ผลติ สัตวแ์ ปลงพนั ธุใ์ ห้มีลักษณะโตเร็ว เพ่ิมผลผลติ หรือมีภมู ิต้านทาน เช่น แกะทใ่ี ห้
น้ำนมเพม่ิ ข้ึน
๓. ดา้ นการแพทย์
๓.๑ การใชย้ นี สบ์ ำบัด โรค เชน่ การรกั ษาโรคไขกระดูกท่สี ร้างโกลบินผดิ ปรกติ การดูแลรักษา
เด็กทตี่ ิดเช้ืองา่ ย การรักษาผปู้ ่วยท่เี ป็นมะเร็ง เปน็ ตน้
๓.๒ การตรวจวินิจฉัยหรือตรวจพาหะจากยีน เพ่อื ตรวจสอบโรคธาลสั ซเี มีย โรคโลหิตจาง
สภาวะปญั ญาอ่อน ยนี ท่ีอาจทำใหเ้ กดิ โรคมะเรง็ เป็นต้น
๓.๓ การใช้ประโยชน์จากการตรวจลายพิมพจา์ กยนี ของส่งิ มีชวี ิต เช่น การสบื หาตวั ผู้ตอ้ ง
สงสัย ในคดตี ่าง ๆ การตรวจสอบความเปน็ พอ่ -แม-่ ลกู การตรวจสอบพนั ธุส์ ัตวเศรษฐกิจตา่ ง ๆ
๔. ดา้ นอาหาร
๔.๑ เพมิ่ ปรมิ าณเนอื้ สัตว์ ทัง้ สัตวบ์ กและ สตั วและสตั วน์ ้ำได้แกก่ ระบอื สกุ ร สว่ น
สัตวน์ สว่ นสตั ว์น้ำมที ัง้ สัตวน์ ้ำจืดลำ้ เคม็ จำพวกปลา กุง้ หอยต่าง ๆ ซึง่ เน้ือสัตว์เป็นแหล่งสารโปรตนี ที่สำคญั
มาก
๔.๒ เพมิ่ ผลผลติ จากสัตว์ เช่น น้ำนมวัน ไขเ่ ปด็ ไข่ไก่ เป็นต้น
๔.๓ เพิม่ ผลติ ภัณฑ์แปรรปู จากผลผลติ ของสัตว์ เชน่ เนย นมผง นมเปรยี วและโย
เกริ ์ต เป็นตน้ ทำใหเ้ รามีอาหารหลากหลายที่ให้ประโยชนม์ ากมาย
๕. ด้านส่ิงแวดล้อม
๕.๑ การใชจ้ ุลนิ ทรยี ์ช่วยรักษาสภาพแวดล้อม โดยการคดั เลอื กและปรับปรงุ
พนั ธุ์จลุ นิ ทรีย์ให้มปี ระสิทธภิ าพในการย่อยสลายสูงข้นึ แล้วนำไปใช้ขจดั ของเสีย
๕.๒ การค้นหาทรัพยากรธรรมชาตมิ าใช้ประโยชนแ์ ละการสร้างทรัพยากรใหม่
6๖. ด้านการผลิตพลังงาน
6.1 แหล่งพลงั งานทีไ่ ดจ้ ากชวี มวล คอื แอลกอฮอล์ ชนิดตา่ ง ๆ และอาซี
โตน ซง่ึ ไดจ้ ากการแปรรูป แป้ ง น้ำาตาล หรอื เซลลูโลส โดยใชจ้ ุลินทรีย์
6.2 แกส๊ ชวี ภาพ คอื แก๊สทเี่ กดิ จากการท่จี ุลนิ ทรีย์ย่อยสลายอินทรยี ์วตั ถุ
โดยไมต่ ้องใชอ้ อกซเิ จน ซึง่ จะเกดิ แกส๊ มีเทนมากทสี่ ดุ (ไม่มสี ี ไม่มีกลิน่ และติดไฟได้) แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
แก๊สไนโตรเจน แกส๊ ไฮโดรเจน ฯลฯ
ผลของเทคโนโลยชวี ภาพดา้ นการตดั ตอ่ พันธุ์ธกรรม
การนาเทคโนโลยกี ารตดั ต่อพนั ธกุ รรมมาใช้ เพื่อให้จลุ ินทรสี ามารถ
ผลติ สารหรือผลติ ภัณฑบ์ างชนิด หรอื ผลิตพืชทีต่ า้ นทานต่อแมลงศัตรูพืช โรคพชื และยาปราบวัชพืช และ
ปรบั ปรุงพันธุ์ให้มีผลผลิ (GMO) เป็นช่อื ยอ่ มาจากคำว่า Genetically Modified Organism พชื จีเอม็ โอ สว่ น
ใหญ่ ไดแ้ ก่ ขา้ วโพด และฝ้ายทต่ี า้ นทานแมลงถ่วั เหลืองต้านทานยาปราบศตั รูพืช มะละกอ และ มนั ฝร่งั
ตา้ นทานโรค แม้วา่ เทคโนโลยภี าพน้นั มีประโยชนใ์ นการพัฒนา พนั ธ์พุ ชื พนั ธ์สุ ตั ว์ ให้มผี ลผลิตท่ีมปี ริมาณและ
คุณภาพสงู และมตี ้นทนุ การผลิตตำ่ กต็ าม แต่กย็ ังไม่มีหลักฐานทแ่ี นน่ อนยืนยันได้ วา่ พืชที่ตัดตอ่ ยนี จะไม่สง่ ผล
กระทบตอ่ สภาพแว้ดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพท้งั นัน้ มีการทดสอบการปลูกพืช จเี อ็มโอทั่วโลก
ดังนนั้
๑. พืชไร่ทนทานตอ่ สารเคมีการกำชัดวชั พืช - เพอ่ื ลดการใช้ยาปราบวัชพืชในปรมิ าณมาก
๒. พชื ไร่ทนทานต่อยาฆ่าแมลง กำจัดวชั พืช
๓. พืชไร่ทนทานต่อไวรัส ได้แก่ มะละกอ และน้ำาเตา้
ผลกระทบของการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ
การพฒั นาเทคโนโลยชี ีวภาพ ทำใหเ้ กดิ ความหวาดกลัวในเรื่องความปลอดภัย ของมนษุ ย์ และ
จริยธรรมของเทคโนโลยีชวี ภาพท่มี ตี ่อสาธารณะชน โดยกลัววา่ มนุษยจ์ ะเข้าไปจดั ัระบบส่ิงมชี ีวิต ซงึ่ อาจทำ
ให้อาจใหเ้ กดิ ความวิบตั ิทางส่ิงแวดล้อม และการแพทย์หรืออาจนำไปสกู่ ารขัดแยง้ กบั ธรรมชาตขิ องมนุษย์ เช่น
การผลติ เชอื้ โรคชนดิ ร้ายแรงเพอื่ ใชใ้ นสงครามเช้ือโรคการ ใชส้ ารพนั ธุกรรมของพืชจากประเทศกำลัง พฒั นา
เพ่อื หวังผลกำไร ดังนน้ั การใช้เทคโนโลยชี วี ภาพอยา่ งถูกตอ้ ง และเหมาะสม จึงจะก่อให้เกิดความมมั่นคงใน
การดำรงชีวติ แต่ถ้าใช้อย่างไม่มีความตระหนกั ถึงผลในด้านความปลอดภัย และไม่มีจริยธรรมตอ่ สาธารณะชน
แล้ว อาจเกิดผลกระทบได้
ผลกระทบของสงิ่ มชี ีวติ จีเอ็มโอ
พบวา่ สิ่งมชี วี ติ จเี อ็มโอ เคยส่งผลกระทบ ดังนั้น
1. ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ พบว่า พชื ทตี่ ดั แต่งพันธุกรรมสง่
ผลกระทบต่อ แมลงท่ชี ่วยผสมเกสร และพบว่าแมลงเต่าทองท่เี ล้ยี งดว้ ยเพลยี้ ยอ่อนท่เี ลี้ยงในน้ำ ฝร่งั ตดั ต่อยนี
วางไขน่ ้อยลง 1 ใน 3 และมีอายสุ นั้ กว่าปกติครง่ึ หนึ่งง เม่ือเปรยี บเทียบกบั แมลงเทองที่เลย้ี งดว้ ยเพลยิ้ อ่อนที่
เลี้ยงด้วยมนั ฝร่งั ท่วั ๆ ไป
2. ผลกระทบต่อชีวิตและสงิ่ แวดล้อมผลกระทบของสง่ิ มีชวี ติ จเี อ็มโอ ต่อ ชวี ติ ของ
ผูบ้ รโิ ภคน้นั เคยเกิดขนึ้ นบา้ งแลว้ โดยบริษทั ผลิตอาหารเสรมิ ประเภทวิตามิน บี 2 โดยใช้เทคนิคพนั ธุ
วิศวกรรม และนำมาขายในสหรัฐอเมริกา หลงั จากนนั้ พบวา่ มีผบู้ ริโภคปว่ ยด้วย อาการกลา้ ม เนือ้ ผิดปกติ
เกือบ 5000 คน โดยมีอาการเจบ็ ปวด และมอี าการทางระบบประสาทรว่ มดว้ ย ทำให้มผี ู้เสยี ชีวติ 37 คน
และพิการอย่างถาวรเกือบ 1,500 คนการศกึ ษาหาความรู้ เพ่ือท่จี ะเรยี นรู้และเข้าใจเก่ียวกบั
เทคโนโลยีชวี ภาพให้มากขึ้น ควรติดตามขา่ วสารความก้าวหนา้ การใช้ประโยชน์ รวมถึงความเสี่ยงทอ่ี าจเกิด
ผลกระทบต่อตนเอง และสงิ่ แวดลอ้ มเพื่อกำหนดทางเลือกของตนเองได้อยา่ งปลอดภยั
แผนการจัดกระบวนการเรยี นรู้ ครงั้ ท่ี ๘
รายวชิ า วิทยาศาสตร์ พว ๓๑๐๐๑
เรื่อง พนั ธกุ รรมและความหลากหลายทางชีวภาพ จำนวน 6 ชั่วโมง
วนั ที.่ ............เดอื น...................................พ.ศ. .................... เวลา 09.00น. – 16.00น.
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1.มาตรฐานการเรยี นรู้ระดับ
มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ ทักษะ และเหน็ คุณค่าเกี่ยวกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
ส่งิ มชี วี ิต ระบบนเิ วศทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม ในท้องถ่ินประเทศและโลก สาร แรง พลังงาน
กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก และดาราศาสตร์ มีจิตวทิ ยาศาสตร์และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการดำเนิน
ชีวติ
2.ตวั ช้ีวัด
๑. อธบิ ายกระบวนการถ่ายทอดทางพนั ธกุ รรม การแปรผนั ทางพนั ธุกรรม การผ่าเหล่า และการเกิดความ
หลากหลายทางชีวภาพ
๒. อธิบายลกั ษณะทางพนั ธุกรรมของบุคคล
๓. อธิบายปัจจยั ท่ที ำให้ส่ิงแวดลอ้ มเกิดการเปล่ยี นแปลง
3.เนอ้ื หา
๑. พนั ธกุ รรม การถ่ายทอดทางพนั ธกุ รรม การแปรผันทางพนั ธกุ รรม และการผ่าเหลา่
๒. ความหลากหลายทางชวี ภาพ
๒.๑ กระบวนการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
๒.๒ การเกิดการผ่าเหลา่
๒.๓ การเกดิ ความหลากหลายทางชีวภาพ
๓. โรคทเ่ี กดิ จากการถา่ ยทอดทางพนั ธกุ รรม และการนำไปใชใ้ นชวี ิตประจำวัน
๔. ชนิดพันธ์ตุ า่ งถ่นิ ทีส่ ง่ ผลกระทบต่อระบบนิเวศและสงิ่ แวดล้อม
ขนั้ ที่ ๑ กำหนดสภาพปญั หา ความต้องการในการเรียนรู้ (O : Orientation)
๑. ครใู หผ้ ู้เรียนวเิ คราะหภ์ าพข่าวเรือ่ งเดก็ ดักแก้ เกิดจากสาเหตุใดโดยใชแ้ ผนผงั ความคิด (Mind map)
และพร้อมนำเสนอกลมุ่ ใหญ่
๒. ครูและผู้เรียนร่วมกันสรา้ งความเขา้ ใจในเรื่องเด็กดักแด้ โดยการรว่ มอภิปราย
ขนั้ ท่ี ๒ ข้ันแสวงหาข้อมูลและจดั การเรียนรู้ (N : New ways of learning)
๑. ผเู้ รยี นแบง่ กลมุ่ ออกเป็น ๓ กลมุ่ กลมุ่ ๗ คน เพ่ือศกึ ษาคน้ คว้าขอ้ มูลในเร่ือง ดังนี้
กลมุ่ ๑ กระบวนการถา่ ยทอดทางพันธุกรรม
กลมุ่ ๒ ลักษณะต่าง ๆ ทางพันธุกรรม
กลมุ่ ๓ ปัจจัยที่ทำให้สิง่ แวดล้อมเกิดการเปล่ยี นแปลงและพรอ้ มนำเสนอในการพบกลุ่ม
๑.ครแู ละผูเ้ รียนรว่ มกันแลกเปลย่ี นเรียนรู้ และสรุปความรู้ โดยการใช้คำถามเพอื่ ให้ผูเ้ รียนเกิดความคิดซึ่ง
จะได้ความรใู้ หม่ ๆ
๒.ผู้เรียนสามารถนำผลการเรียนรู้มาทำใบงาน เพื่อเปน็ การทดสอบความเข้าใจของผเู้ รียน
ขนั้ ท่ี ๓ การปฏิบัตแิ ละนำไปประยุกต์ใช้ (I : Implementation)
๑. ผู้เรียนนำความรูเ้ รื่องพันธกุ รรมและความหลากหลายทางชีวภาพมาจดบันทึกทำรายงาน