ชดุ กิจกรรม
เรือ่ ง การลาเลียงสารผ่านเซลล์
รายวชิ าชวี วิทยาพื้นฐาน รหสั วชิ า ว31242
ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 4
กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
โรงเรยี นฆอ้ งชยั วทิ ยาคม
สานกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษามธั ยมศกึ ษากาฬสินธุ์
คานา
ชุดกจิ กรรม เรื่องการลาเลียงสารผา่ นเซลล์ ผู้สอนได้ดาเนินการจัดทาขึ้น เพ่ือประกอบการเรยี นการ
สอน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ชีววิทยาพื้นฐาน (ว31242) เรื่อง เรื่องการลาเลียงสารผ่าน
เซลล์ สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดารงชีวิต ซ่ึงผู้เรียนสามารถเรียนรู้และปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง ได้เรียนรู้
ตามลาดับข้นั ตามศักยภาพและความสามารถของตนเองง อีกท้ังพัฒนาผเู้ รียนให้มที ักษะในการแสวงหาความรู้
ดารงชวี ติ ในโลกแห่งการเปล่ยี นแปลงอยา่ งร้เู ท่าทัน
เม่ือผู้เรยี นศึกษาชุดกิจกรรมนแี้ ล้ว ผเู้ รียนจะมีความรู้ ความเข้าใจ เพราะไดป้ ฏิบัติตามขั้นตอนอย่าง
เป็นระบบ พัฒนาความรู้ ความสามารถได้เต็มศักยภาพของตนเอง ผู้สอนหวังว่า ชุดกิจกรรมน้ี คงเป็น
ประโยชน์อย่างยิ่งแก่ผู้เรียน ครูผู้สอนและผู้ที่สนใจนาไปใช้ในการพัฒนาเยาวชนไทย ให้เป็นบุคคลแห่งการ
เรียนรู้และมีความสุขในการดารงชวี ติ ในอนาคต
สารบัญ หนา้
เรื่อง 2
3
คาแนะนาในการใชช้ ดุ กจิ กรรม สาหรบั ครู 4
คาแนะนาในการใชช้ ดุ กิจกรรม สาหรับนักเรียน 7
ค่มู อื ครู 8
จดุ ประสงคข์ องชุดกจิ กรรม 9
บตั รคาสัง่ ขน้ั สร้างความสนใจ (Engagement) 11
แบบทดสอบก่อนเรียน การลาเลยี งสารผ่านเซลล์ 12
กระดาษคาตอบก่อนเรยี น การลาเลยี งสารผ่านเซลล์ 13
บตั รคาสัง่ ขั้นสารวจและคน้ หา (Exploration) 17
บัตรกจิ กรรมที่ 1 18
บัตรคาสง่ั ขน้ั อธบิ ายและลงขอ้ สรุป(Explanation) 20
บัตรบนั ทกึ กจิ กรรมท่ี 1 21
บตั รคาถามหลงั กิจกรรมท่ี 1 22
บตั รคาส่ังขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration) 29
บตั รเนื้อหาท่ี 1 32
บตั รฝึกเสรมิ ทกั ษะท่ี 1 34
บตั รคาสั่งข้นั ประเมินผล (Evaluation) 35
แบบทดสอบหลงั เรียน เร่อื ง การลาเลียงสารผ่านเซลล์ 36
กระดาษคาตอบหลงั เรียน เรือ่ ง การลาเลยี งสารผ่านเซลล์ 38
ตารางบนั ทึกคะแนนรายบุคคล 39
แบบสังเกตพฤติกรรมการปฏิบตั ิกิจกรรมกลมุ่ 40
บรรณานุกรม 41
ภาคผนวก 42
เปน็ ยังไงบ้างเพื่อนๆ เหนือ่ ยกนั หรอื ยงั
พยายามหนอ่ ยนะ
คาแนะนาการใช้ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรวู้ ิชาชวี วิทยาสาหรับครู
เรอื่ ง การลาเลยี งสารผา่ นเซลล์
การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใชช้ ดุ กจิ กรรมการเรียนรูแ้ บบสบื เสาะหาความร้วู ชิ าชีววทิ ยา
เร่อื ง กลไกการรักษาดุลภาพของสงิ่ มีชวี ติ ครคู วรเตรยี มความพรอ้ มและปฏิบตั ิตามคาแนะนา ดงั ตอ่ ไปนี้
1. ครูต้องเตรียมวสั ดุในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้
1.1 ชดุ กิจกรรมตามจานวนนักเรยี น
1.2 อปุ กรณ์หรือสารเคมตี า่ งๆ ตามทีร่ ะบุในชุดกิจกรรม
1.3 แบ่งนักเรยี นออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน
1.4 ครูชแ้ี จงเวลาในการทากจิ กรรม 2 ช่ัวโมง
2. กอ่ นจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ ครูควรชแ้ี จงใหน้ กั เรียนเข้าใจบทบาทของตนเองในระหว่างการดาเนนิ
กจิ กรรมการเรยี นรู้
3. ครใู หค้ าแนะนาและเปน็ ผอู้ านวยการความสะดวกในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
อ่านใหเ้ ข้าใจนะเพอ่ื นๆ
คาแนะนาการใช้ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความร้วู ิชาชีววิทยา สาหรบั นักเรียน
การทากิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยใชช้ ดุ กิจกรรมการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรวู้ ิชาชวี วทิ ยา เรือ่ ง การ
ลาเลยี งสารผา่ นเซลล์ ให้นักเรียนปฏิบัติตามขนั้ ตอนด้วยความซ่ือสตั ยแ์ ละตัง้ ใจ ดังน้ี
1. ศกึ ษา สาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ ตัวช้ีวัด ผลการเรียนรแู้ ละจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ที่
เกยี่ วขอ้ งกบั ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ เรือ่ ง การลาเลียงสารผา่ นเซลล์ และเกณฑก์ ารประเมินผล
2. อา่ นบัตรคาสงั่ และปฏิบตั ติ ามชดุ กิจกรรมการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ ซ่ึงมขี ัน้ ตอนดังนี้
2.1 ขั้นสร้างความสนใจ(Engagement)
2.2 ขั้นสารวจและคน้ หา(Exploration)
2.3 ข้ันอธิบายและลงข้อสรุป(Explanation)
2.4 ข้นั ขยายความรู้(Elaboration)
2.5 ขน้ั ประเมนิ (Evaluation)
3. ผูเ้ รยี นแตล่ ะกลมุ่ ต้องช่วยเหลอื กันในการศึกษาบัตรความรู้ ทากิจกรรมในบตั รกจิ กรรม
4. นกั เรียนแต่ละคนต้องทาบตั รแบบฝึกหดั และแบบทดสอบดว้ ยตนเองซึง่ จะเปน็ คะแนนเกบ็ ของแต่
ละคน เพอื่ นาไปใชเ้ ป็นแนวทางในการช่วยพฒั นาผูเ้ รียนในการเรียนรู้ เร่อื ง ดลุ ยภาพของส่งิ มีชีวติ โดยจะต้องมี
ความซ่ือสัตย์และปฏบิ ตั ิตามขนั้ ตอนทีก่ าหนดให้ตามบัตรคาสง่ั อย่างเคร่งครดั จงึ จะเกดิ ประโยชนส์ งู สุดตอ่ ตัว
นักเรยี น
5. ถ้ากล่มุ ใดสงสยั หรอื มีปญั หาท่ไี ม่เขา้ ใจสามารถขอคาแนะนาจากครูผู้สอนได้
6. หลงั ทาแบบทดสอบเสรจ็ ให้เปล่ยี นกันตรวจแบบฝึกหัดและแบบทดสอบ ลงชือ่ ผู้ตรวจแล้วบันทกึ
คะแนนแบบฝกึ หดั และแบบทดสอบเพื่อเกบ็ เปน็ คะแนนระหว่างเรียนของแตล่ ะคน
7. เก็บผลงานของนกั เรยี นในกลุ่มส่งคุณครูหลังหมดเวลาในการทากจิ กรรม
คูม่ ือครู
คู่มอื ครูนีส้ าหรับประกอบการใช้ชุดกิจกรรม เร่อื ง การลาเลยี งสารผา่ นเซลล์
1. บทบาทของผู้สอน
1.1 ศกึ ษารายละเอยี ดเก่ียวกับการใชช้ ุดกจิ กรรม การจัดการเรยี นและเตรยี มสอ่ื การเรยี นรู้ท่ีใช้
ประกอบการเรยี นรู้
1.2 การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ ครตู อ้ งจัดใหค้ รบตามทรี่ ะบุไวใ้ นแผนการจดั การเรยี นรู้ เพ่อื ให้การจัด
กิจกรรมเป็นไปอยา่ งตอ่ เนื่องและบรรลตุ ามวัตถปุ ระสงค์
1.3 ก่อนทากจิ กรรมทกุ ครั้งครูต้องอธบิ าย ชแี้ จงการปฏบิ ัตใิ ห้ชดั เจน ให้นักเรยี นเขา้ ใจตรงกันจงึ จะทา
ใหก้ ารจดั การเรยี นรบู้ รรลเุ ปา้ หมายและมปี ระสิทธิภาพ
1.4 ครคู วรกระตุน้ ให้นักเรยี นทกุ คนมสี ว่ นรว่ มในการทากิจกรรม เพอ่ื เป็นการฝึกใหน้ ักเรียนรจู้ กั การ
ทางานร่วมกนั ชว่ ยเหลอื ซ่งึ กันและกัน
1.5 หลังจากการจดั กิจกรรมการเรียนรูเ้ สรจ็ สิน้ ลงในแตล่ ะกิจกรรม ครูและนักเรยี นเปน็ ผปู้ ระเมนิ ผล
การเรยี นรขู้ องนกั เรยี น
2. ส่งิ ทค่ี รูตอ้ งเตรียม
ส่ิงท่คี รตู อ้ งเตรยี ม ให้ครบถ้วนตามการจัดชุดกิจกรรม ดงั นี้
2.1 แบบทดสอบกอ่ นเรยี นชุดกิจกรรม เร่อื ง การลาเลยี งสารผ่านเซลล์
2.2 เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียนชดุ กิจกรรม เรื่อง การลาเลียงสารผ่านเซลล์
2.3 บตั รคาส่ังท่ี เรอ่ื ง การลาเลยี งสารผ่านเซลล์
2.4 บตั รกิจกรรมท่ี เรือ่ ง การลาเลียงสารผ่านเซลล์
2.5 บตั รบนั ทึกกจิ กรรมท่ี 1 เรอื่ ง การลาเลยี งสารผา่ นเซลล์
2.6 บัตรคาถามหลงั กิจกรรมท่ี 1 เร่อื ง การลาเลียงสารผา่ นเซลล์
2.7 เฉลยบัตรบันทกึ กจิ กรรมที่ 1 เรื่อง การลาเลียงสารผ่านเซลล์
2.8 เฉลยบัตรคาถามหลังกจิ กรรมที่ 1 เร่อื ง การลาเลยี งสารผา่ นเซลล์
2.9 บัตรเนื้อหาที่ 1 เรือ่ ง การลาเลียงสารผ่านเซลล์
2.10 บตั รฝึกเสรมิ ทกั ษะที่ 1 เรือ่ ง การลาเลยี งสารผ่านเซลล์
2.11 เฉลยบัตรฝึกเสริมทักษะที่ 1 เรือ่ ง การลาเลียงสารผา่ นเซลล์
2.12 แบบทดสอบหลงั เรียนชดุ กิจกรรม เร่ือง การลาเลียงสารผ่านเซลล์
2.13 เฉลยแบบทดสอบหลังเรียนชดุ กิจกรรม เรื่อง การลาเลียงสารผา่ นเซลล์
2.14 แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่ม
3. การจดั ชัน้ เรยี น
ในการจดั ช้ันเรียนขณะที่ใชช้ ดุ กิจกรรม นักเรียนทากจิ กรรมเปน็ กลุ่ม กลุม่ ละ 4-5 คน จานวนกลุม่
ขนึ้ อย่กู ับนักเรียนในชน้ั เมื่อทาการวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นจะตอ้ งแยกกลมุ่ และจดั ห้องทาการสอบเปน็
รายบคุ คล
4. การประเมินผลการเรยี นรู้
4.1 ประเมนิ ผลการปฏิบตั กิ ิจกรรมกลุ่ม
4.2 ประเมินผลจากผลงานของนักเรียนรายบคุ คล จากการตอบคาถาม จากบัตรคา
4.3 ประเมนิ ผลจากการทาแบบทดสอบกอ่ นเรียนและแบบทดสอบหลงั เรียน
เกณฑก์ ารให้คะแนนการประเมนิ ผลงาน
1. แบบบันทึกกจิ กรรมที่ 1 เติมขอ้ ความถูกต้อง ข้อละ 2 คะแนน รวม 10 คะแนน
2. คาถามหลงั กจิ กรรมที่ 1 เติมข้อความถูกตอ้ ง ข้อละ 2 คะแนน รวม 10 คะแนน
3. แบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะท่ี 1 เติมข้อความถกู ต้อง ข้อละ 2 คะแนน รวม 20 คะแนน
รวมคะแนนกิจกรรมและแบบฝกึ หัด 40 คะแนน
4. แบบทดสอบกอ่ นเรียนชุดท่ี 4 ข้อละ 1 คะแนน รวม 10 คะแนน
5. แบบทดสอบหลงั เรยี นชุดที่ 4 ข้อละ 1 คะแนน รวม 10 คะแนน
เกณฑก์ ารประเมินผลงาน ไม่ผ่าน
ระดบั คุณภาพ พอใช้
ปานกลาง
รอ้ ยละ 0-49 ระดบั คุณภาพ ดี
ร้อยละ 50-59 ระดับคุณภาพ ดมี าก
ร้อยละ 60-69 ระดับคณุ ภาพ
รอ้ ยละ 70-79 ระดับคุณภาพ
ร้อยละ 80-100 ระดบั คณุ ภาพ
หมายเหตุ
1. ในการทาแบบทดสอบหรือกิจกรรมต่างๆ นกั เรียนจะต้องมีความซื่อสตั ยไ์ ม่ดูเฉลยก่อน จงึ
จะเกิด ประโยชนส์ ูงสุดต่อตวั ของนกั เรยี น
2. การตรวจกิจกรรมให้นักเรียนในกลุ่มช่วยกนั ตรวจจากเฉลยเพอ่ื วัดความรคู้ วามเข้าใจและ
ความรว่ มมอื ของสมาชิกในกลมุ่ โดยไม่ตอ้ งบนั ทึกคะแนน
3. การตรวจแบบฝกึ หัดและแบบทดสอบในชุดกจิ กรรมแตล่ ะชดุ ต้องเปลยี่ นกนั ตรวจในกลุ่ม
ลงคะแนนที่ตรวจและลงชือ่ ผูต้ รวจทกุ คร้ัง
4. เมอ่ื รู้คะแนนแบบฝึกหัดและแบบทดสอบจากการตรวจของเพ่ือนแลว้ ให้ตรวจสอบความ
ถูกต้องอกี ครง้ั จากเฉลย ลงคะแนนดบิ เพื่อเกบ็ เป็นคะแนนระหว่างเรียนของแตล่ ะคนและคะแนนทค่ี ดิ
เปน็ ร้อยละเพอ่ื เปรยี บเทยี บระดับคุณภาพและพัฒนาการเรียนรูข้ องตนเอง
การประเมินผลจากการปฏบิ ัตงิ านกลุ่ม (มีแบบสังเกตหนา้ 51) มปี ระเดน็ การประเมนิ คอื
การวางแผน การแบ่งงานรบั ผดิ ชอบ การทางานรว่ มกับหมคู่ ณะและการแสดงความคดิ เหน็ รว่ มกัน มี
เกณฑก์ ารประเมนิ 3 ระดบั (มแี บบสงั เกตหนา้ 51)
มาตรฐานการเรียนรู้ ตวั ชีว้ ดั และจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ประจาชดุ กิจกรรม
มาตรฐาน ว 1.1: เข้าใจหน่วยพ้นื ฐานของสิ่งมีชีวิต ความสมั พันธข์ องโครงสรา้ งและหน้าทีข่ องระบบต่างๆ
ของสิ่งมีชวี ิตท่ีทางานสัมพนั ธก์ นั มกี ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ สอ่ื สาร สิ่งท่ีเรียนรู้และ
นาความรู้ไปใช้ในการดารงชวี ติ ของตนเองและดแู ลสิง่ มีชวี ิต
ตวั ช้วี ัด
ทดลองและอธิบายการรกั ษาดุลภาพของเซลล์สง่ิ มีชวี ติ
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบายการลาเลียงสารผ่านเยอื่ หุม้ เซลลแ์ บบใช้พลังงานและไมใ่ ช้พลงั งาน
2. ทดลองและเตรยี มสไลดก์ ารลาเลยี งสารผ่านเซลล์
3. อธบิ ายการลาเลยี งสารโดยการสร้างถุงจากเยอ่ื หุ้มเซลล์แบบเอกโซไซโทซสี และเอนโดไซโทซีส
บตั รคาสงั่
ข้ันสรา้ งความสนใจ (Engagement)
ใหเ้ พื่อนๆแตล่ ะกล่มุ ปฏิบัตขิ นั้ ตอนต่อไปนี้
แบบทดสอบก่อนเรยี น กลไกการรักษาดลุ ยภาพของสิง่ มชี ีวติ
คาช้ีแจง ใหน้ กั เรียนเลือกคาตอบทีถ่ ูกท่สี ุด โดยทาเครอ่ื งหมายกากบาท (X) ลงในกระดาษคาตอบ
1. เพราะเหตุใดเม่ือเราบริโภคผักสดเชน่ แตงกวา และผักกาดขาวจงึ รสู้ ึกกรอบอร่อย
ก. เซลลข์ องผักสดดงั กล่าวมีผนงั เซลลแ์ ขง็ และกรอบ
ข. เซลล์มี turgor pressure เน่อื งจากมนี ้าอยูม่ าก
ค. เซลลข์ องพืชผกั สดดงั กล่าวเปน็ เซลล์ทเ่ี ปราะบางและแตกงา่ ย
ง. เซลล์ผักสดประกอบด้วยสารกรอบเม่อื ถกู หมด
2. นกั เรยี นจะเหน็ Cell membrane ของสาหรา่ ยหางกระรอกได้ชดั เจนเมอ่ื นาเซลล์แช่ในสารละลาย
ชนดิ ใด
ก. น้ากลัน่
ข. สารละลายไอโซโทนกิ
ค. สารละลายไฮโปโทนิก
ง. สารละลายไฮเปอรโ์ ทนิก
3. เมือ่ ใส่ปุ๋ยตน้ ไม้มากเกินไปต้นไม้จะไมเ่ จริญงอกงามตามความต้องการแต่กลับเหีย่ วเฉาลงเพราะเหตใุ ด
ก. สารละลายในดนิ มแี รงดนั ออสโมตกิ สูงกว่าในเซลล์ ทาให้น้าแพร่จากเซลลอ์ อกสู่ดิน
ข. สารละลายในดนิ มแี รงดนั ออสโมตกิ สงู กว่าในเซลล์ ทาใหน้ ้าแพรจ่ ากดนิ เขา้ สู่เซลล์
ค. สารละลายในดนิ มแี รงออสโมติกต่ากว่าในเซลล์ ทาใหน้ ้าแพร่ออกจากเซลล์สู่ดิน
ง. สารละลายในดินมแี รงดนั ออสโมตกิ ตา่ กว่าในเซลล์ ทาใหน้ ้าแพร่ออกจากดนิ เข้าสู่เซลล์
4. ข้อใดตอ่ ไปน้อี าศยั กระบวนการเอกโซไซโทซิส
ก. การทาลายเชื้อโรคของเซลลเ์ ม็ดเลือดขาว
ข. การนาอนุภาคขนาดใหญเ่ ข้าส่เู ซลล์ของอะมีบา
ค. การขบั เกลือแรส่ ่วนเกินออกทางเหนือของปากทะเล
ง. การหล่งั เอนไซมย์ อ่ ยอาหารออกมาจากเยอื่ บุผิวลาไส้เลก็
5. เซลล์จะไม่เป็นอนั ตราย เมอื่ อย่ใู นสภาพแวดลอ้ มท่มี คี วามเขม้ ขน้ อยา่ งไร
ก. เท่ากบั สารภายในเซลล์
ข. นอ้ ยกวา่ สารภายในเซลล์
ค. มากกวา่ สารภายในเซลล์
ง. ไมอ่ าจบอกได้
6. กระบวนการลาเลียงสารผ่านเข้าออกจากเซลล์ต้องอาศยั ตวั พาซง่ึ เป็นสารใด
ก. ไขมัน
ข. โปรตีน
ค. กรดนิวคลีอกิ
ง. คาร์โบไฮเดรต
7. เยอื่ หุ้มเซลล์แบบ fluid Mosaic ประกอบด้วยไขมันชนดิ ฟอสโฟลพิ ดิ เรยี งตวั กนั เป็น 2 ชนั้ และโปรตนี
เรียงตวั กนั อยา่ งไร
ก. อยู่ขา้ งบน 1 ชั้น
ข. อยขู่ ้างลา่ ง 1 ชั้น
ค. โปรตีน 2 ชน้ั ขนานบน-ล่าง
ง. แทรกตัวอยู่ท่วั ๆไปในช้นั ของไขมนั
8. ขอ้ ใดไมม่ ีผลตอ่ อตั ราการแพรข่ องสารผ่านเยอ่ื ห้มุ เซลล์
ก. การเพ่ิมความเขม้ ข้นของโมเลกุลของสาร
ข. การเพิ่มอณุ หภูมิของสารละลาย
ค. การลดขนาดของโมเลกุลของสาร
ง. การเพ่มิ ขนาดของโมเลกุลของสาร
9. หากเซลล์เม็ดเลอื ดแดงและสาหรา่ ยสไปโรไจรา ลงไปในสารละลายน้าตาล 10% ปรากฏการณ์
พลาสโมไลซิส (Plasmolysis) จะเกิดขนึ้ ตามขอ้ ใด
ก. เฉพาะ สาหร่าย
ข. เฉพาะเซลล์เม็ดเลือดแดง
ค. ไม่เกดิ ทงั้ สองชนดิ
ง. เกิดทั้งสองชนิด
10. ข้อใดต่อไปนี้เปน็ กระบวนการแพร่ (diffusion)
ก.การเคล่อื นท่ีของออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซดเ์ ขา้ และออกจากใบ
ข. การเคลื่อนท่ีของโซเดียมไอออนเข้าสเู่ ซลลป์ ระสาทขณะสง่ กระแสประสาท
ค. การเคล่อื นทขี่ องออกซิเจนผ่านถงุ ลมเลก็ ๆในปอดเขา้ สู่เส้นเลือดฝอย
ง. ทงั้ ก ข และ ค
กระดาษคาตอบแบบทดสอบก่อนเรยี น
เร่อื ง การลาเลยี งสารผา่ นเซลล์
ช่อื ...............................................สกลุ .......................................ช้ัน.................เลขที่................
ข้อ ก ข ค ง
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
คะแนน...............................................................
ลงช่ือผู้ตรวจ......................................................
บัตรคาสงั่
ขน้ั สารวจและค้นหา (Exploration)
บตั รคาสั่งท่ี 1 เรือ่ ง การลาเลียงสารผา่ นเซลล์
คาชี้แจง ให้นักเรียนศึกษาและปฏิบตั ิตามหัวข้อตอ่ ไปนี้
1. เลือกประธานกลมุ่ เพอ่ื เปน็ ผูน้ าในการดาเนนิ กิจกรรม
2. ประธานรับและอ่านคาสง่ั แล้วมอบหมายใหส้ มาชกิ ปฏิบตั ิตามหนา้ ท่แี ละเป็นไปตามเวลาที่กาหนด
3. ตวั แทนกลุ่มรับและแจกบัตรเนอื้ หา บัตรกิจกรรม บัตรบนั ทึกกจิ กรรม และบัตรคาถามหลงั กจิ กรรม
เทา่ กับจานวนสมาชกิ ในกลมุ่
4. นักเรียนร่วมกนั ศึกษาบัตรกจิ กรรมใหเ้ ข้าใจ
5. ให้ตัวแทนกลุ่มมารับอปุ กรณท์ ่ีครเู ตรยี มไว้สาหรบั กิจกรรม
6. สมาชกิ ในกลุ่มรว่ มกนั วางแผนการทดลอง ทาการทดลองตามบัตรกจิ กรรมและบันทกึ ผลในบัตรบันทกึ
กิจกรรม
7. สมาชิกในกลมุ่ ศึกษาบัตรคาถามหลงั กจิ กรรม แล้วร่วมกนั สรุปอภปิ รายสรปุ ตอบคาถามในบัตรคาถาม
หลงั กิจกรรม
8. นกั เรยี นตัวแทนกลุม่ มารับเฉลยบัตรบนั ทึกกิจกรรมและเฉลยบตั รคาถามหลังกจิ กรรม
9. ประธานอา่ นเฉลยใหส้ มาชิกในกลมุ่ ฟังและตรวจสอบคาถามของกลุม่
10. นกั เรยี นตวั แทนรบั บตั รฝกึ เสรมิ ทกั ษะ และแจกให้สมาชกิ ในกลุ่ม
11. สมาชกิ ในกลุม่ ศกึ ษาบัตรเนื้อหา ให้เข้าใจและรว่ มกันตอบคาถามลงในบตั รฝึกเสริมทักษะ
12. ประธานกลุม่ รวบรวมบัตรฝกึ เสรมิ ทกั ษะของสมาชอก แลว้ นาไปแลกเปลี่ยนกับกล่มุ อ่ืนเพอื่
แลกเปลย่ี นกันตรวจ
13. ประธานกลุม่ นาเฉลยบตั รฝึกเสริมทกั ษะให้สมาชิดตรวจ
14. สมาชกิ ทกุ คนชว่ ยกนั ตรวจคาถามของกลุม่ ท่ีแลกเปล่ียนกันตรวจและให้ประธานกลมุ่ รวบรวมสง่ ครู
พร้อมกับสมาชิกหรือตวั แทนช่วยกนั เก็บเอกสารและชุดทดลองทาความสะอาดแล้วเก็บให้เรียบรอ้ ย
บตั รกจิ กรรมที่ 1 เรอ่ื งการลาเลยี งสารผ่านเซลล์
จุดประสงค์ของกิจกรรม
1. เตรยี มสไลด์ของเซลลพ์ ชื เพ่อื ศึกษาการลาเลยี งสารผา่ นเขา้ เซลลต์ ามขั้นตอนตา่ งๆไดถ้ กู ต้อง
2. ใช้กล้องจุลทรรศนใ์ ชแ้ สงในการศึกษาพชื ไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง
3. สงั เกต บนั ทึกผล และอธบิ ายการเปล่ียนแปลงสภาพของเซลลเ์ มอ่ื อยู่ในนา้ กบั เม่อื อย่ใู นสารละลายทม่ี ี
ความเข้มข้นตา่ งกัน
วัสดุอปุ กรณ์และสารเคมี
1. กล้องจลุ ทรรศนช์ นดิ ใชแ้ สง 1 ตัว
2. แผ่นสไลดแ์ ละกระจกปิดสไลด์ 1 ชุด
3. ใบมีดโกน 1 เลม่
4. เขม็ เข่ีย 2 อัน
5. สารละลายกลโู คส ความเข้มข้น 10% 2 cm3
6. หลอดหยดสาร 1 อัน
7. ใบหัวใจสมี ว่ ง
8. หอมแดง
9. ใบวา่ นกาบหอย
วธิ กี ารทดลอง
1. ตอนที่ 1
วิธกี ารทดลอง
1.1 หยดนา้ ลงบนแผน่ สไลด์ 1-2 หยด
1.2 ผ่าหอมแดงแล้วใช้ปากคีบปลายแหลมหรอื เข็มเขี่ยลอกเยื่อดา้ นในของกล่นิ หอมแดงหรอื เยอ่ื บผุ วิ
ใบดา้ นในท่ีมีสีม่วงของวา่ นกาบหอยหรือใบหัวใจสีมว่ ง
1.3 ตัดเนอื้ เย่ือทล่ี อกไดอ้ อกเปน็ ชิน้ เลก็ ๆแลว้ วางลงบนหยดนา้ บนสไลด์
1.4 ปิดด้วยกระจกปิดสไลด์โดยวางกระจกปิดสไลดท์ ามุมเอยี ง 45 องศากับสไลดแ์ ลว้ คอ่ ยๆปิดลงบน
แผน่ สไลด์
1.5 ใช้กระดาษเยอ่ื แตะขา้ งๆกระจกปิดสไลด์เพือ่ ซับนา้ ส่วนเกินออกแลว้ นาสไลด์ไปศึกษาภายใต้
กล้องจุลทรรศน์โดยใช้เลนส์ใกลว้ ตั ถกุ าลงั ขยาย 4X, 10X และ 40X ตามลาดบั
1.6 สงั เกตและบันทกึ ภาพเซลล์ที่สงั เกตเห็นภายใต้กล้องจลุ ทรรศน์
ตอนที่ 2
วิธกี ารทดลอง
1. มาศึกษาต่อโดยหยดสารละลายกลูโคสความเข้มขน้ 10% ลงในท่ีขอบด้านหน่ึงของกระจก
ปดิ สไลด์ขณะเดียวกนั ใช้กระดาษเยอ่ื ค่อยค่อยแตกตรงขอบอกี ด้านหนึ่งของกระจกปิดสไลด์
เพื่อให้สารละลายกลูโคสไหลเข้าไปแทนที่น้าในสไลด์ นาสไลด์ไปศึกษาภายใต้กล้อง
จุลทรรศน์โดยใช้เลนส์ใกล้วัตถุกาลังขยาย 4X, 10X และ 40X ตามลาดับ ตามลาดับสังเกต
การเปลย่ี นแปลงของเซลล์และบนั ทกึ ภาพ
2. หยดน้าก่อนลงไปท่ขี อบด้านหน่ึงของกระจกปิดสไลด์ขณะเดยี วกันใช้กระดาษเย่ือค่อยๆแตะ
ขอบอีกด้านหนึ่งของกระจกปิดสไลด์เพื่อให้น้าเข้าไปแทนท่ีสารละลายกลูโคส และนาสไลด์
ไปศึกษาภายใตก้ ล้องจุลทรรศนอ์ ีกครั้งหนึง่ สงั เกตการเปล่ียนแปลงของเซลลแ์ ล้วบนั ทึกภาพ
อภปิ รายเพม่ิ เตมิ
วิธกี ารลอกเยอ่ื หอม
ปอกเย่ือหอมแห้งๆ ดา้ นนอกออกใหห้ มด ตัดสว่ นรากทิง้ และใช้มดี ผา่ ครงึ่ ตามยาวดึงกลนิ่ หอมออกมา
1 กลบี จากน้ันใชป้ ากคีบปลายแหลมหรือเขม็ เขี่ยลอกเยอ่ื ดา้ นในของกลิ่นหอมวางลงบนหยดนา้ บนสไลด์
วธิ ีลอกเยอ่ื ของว่านกาบหอยหรือไปหัวใจสีม่วง ใช้วิธีพบั ตามขวางโดยให้ด้านสีมว่ งแนบชดิ กนั แล้วหัก
แตอ่ ย่าใหข้ าดออกจากกันจากนนั้ ค่อยคอ่ ยลอกผิวด้านสมี ว่ งของใบจะได้เยอ่ื บางบางสมี ว่ ง
วธิ ีการสังเกตเซลล์ว่ามีการลาเลียงสารเกิดข้ึนหรือไม่ โดยให้ดูที่เย่อื เซลล์ของเซลล์เยอ่ื หอมในสภาวะ
ปกตเิ มอื่ อย่ใู นน้ากอ่ นทาการทดลอง เพอื่ เปรยี บเทยี บกับเซลลเ์ ยอื่ หอมเมอ่ื อยใู่ นสภาวะท่ีมกี ลโู คสแทนท่ีน้า
บตั รคาสง่ั
อธบิ าย และลงข้อสรปุ (Explanation)
ให้เพื่อนๆแต่ละกลมุ่ ปฏิบัติตามข้นั ตอนดังต่อไปนี้
1. เขยี นรายงานการทดลองตามบันทึกกจิ กรรมที่ 1
2. ทาบตั รคาถามหลงั จาก กจิ กรรมท่ี 1 ดว้ ยตนเอง
3. แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนนาเสนอผลการทดลองและ
กจิ กรรมที่ 1 หนา้ ชนั้ เรียน
บัตรบันทึกกจิ กรรมที่ 1
เร่ือง การลาเลยี งสารผ่านเซลล์พืช
การทดลอง.......................................................................................................................กลมุ่ ท.ี่ .........................
วันทีท่ าการทดลง.................................................................................................................................................
กลุ่มการทดลองท่ี................................................................................................................................................
สมาชกิ ในกล่มุ 1. ..........................................................................ชั้น................. เลขที่................
2. ..........................................................................ชั้น................. เลขที่................
3. ..........................................................................ชั้น................. เลขที่................
4. ..........................................................................ชั้น................. เลขที่................
5. ..........................................................................ชั้น................. เลขที่................
6. ..........................................................................ชั้น................. เลขที่................
7. ..........................................................................ชั้น................. เลขที่................
8. ..........................................................................ชั้น................. เลขที่................
คาชแ้ี จง ให้นักเรียนปฏิบตั กิ จิ กรรมตามคาแนะนา
1. กาหนดปัญหา
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
2. สมมติฐาน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
3. บันทึกผลการทดลอง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
4. วเิ คราะหแ์ ละสรปุ ผลการทดลอง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
5. การทาไปใช้ประโยชน์
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
บตั รคาถามหลงั กจิ กรรมที่ 1 เร่อื งการลาเลยี งสารผ่านเซลล์พืช
1. นกั เรียนมีวธิ ลี อกเยอ่ื หอมอยา่ งไร
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
2. นกั เรียนมวี ธิ ีลอกเยือ่ ของว่านกาบหอยหรือใบหวั ใจสมี ว่ งอย่างไร
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
3. ในตอนท่ี 1 ลกั ษณะของเซลล์ท่ีอยู่ในนา้ เปน็ อย่าง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
4. ในตอนที่ 2 ลักษณะของเซลล์ท่อี ยู่ในสารละลายกลูโคสกับเซลล์ทอี่ ยู่ในน้าเหมือนหรอื ตา่ งกันอย่างไร
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
5. นกั เรยี นจงอธบิ ายการเปล่ียนแปลงของเซลลใ์ นกจิ กรรมนอ้ี ย่างไร
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
บัตรคาสง่ั
ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
ใหเ้ พอ่ื นๆในแตล่ ะกลุม่ ปฏบิ ตั ิตามขั้นตอนดงั น้ี
1. ให้นักเรียนอา่ นเน้อื หา จากบตั ร
เน้อื หาท่ี 1 เร่ืองการลาเลยี งสาร
ผา่ นเซลล์
2. ทาแบบฝกึ หัดตามแบบฝกึ เสรมิ
ทักษะที่ 1 เรอื่ ง การลาเลียงสาร
ผ่านเซลล์
บตั รเนือ้ หาที่ 1
การลาเลยี งสารผ่านเซลล์
การลาเลยี งสารผา่ นเยอื่ หมุ้ เซลล์
การลาเลียงแบบไม่ใชพ้ ลงั งาน
1. การแพร่แบบธรรมดา (Diffusion) เกิดจากอนุภาคของสารท่มี ีพลังงานจลน์ จงึ ไม่อยนู่ ง่ิ และมี
การเคล่ือนทต่ี ลอดเวลา
เคลอ่ื นทีจ่ ากสารมาก สารน้อย
อนุภาคจะเคลือ่ นท่ไี ปจนถงึ จดุ สมดลุ น่นั คือทุกบริเวณมีความเข้มขน้ เทา่ กนั
2. ออสโมซิส (osmosis) เปน็ กระบวนการเคลื่อนทข่ี องน้าซ่ึงเปน็ ตวั ทาละลายผ่านเยือ่ เลอื กผา่ น
จากสารละลายเจือจาง สารละลายเข้มข้น
สารละลายเจือจาง (O.P.ต่า) สารละลายเข้มข้น (O.P. สูง)
กระบวนการออสโมซสิ จดั เปน็ Diffusion
O.P. (osmosis pressure) แรงดันออสโมตกิ ซึ่งเปน็ คุณสมบัตเิ ฉพาะตัวของสารแต่ละชนิด
ถ้าอนภุ าคของสารทกุ บรเิ วณเท่ากนั เรียกสภาวะเชน่ นว้ี า่ สมดุลของการแพร่ Dynamic equilibrium
ดงั ภาพ
ภาพที่ 3.2 แสดงการแพร่ของสาร
ท่มี า:
ความเขม้ ข้นของสารละลายเป็นตัวกาหนดทิศทางในการลาเลยี งสารเขา้ เซลล์หรอื ออกจากเซลล์ซง่ึ ทา
ให้รูปรา่ งของเซลลเ์ ปลย่ี นแปลงไปเชน่ เซลลอ์ าจจะผิดปกติแต่งขึน้ แต่ออกหรอื เซลลแ์ ฟบเหี่ยวลง
ความเข้มข้นของสารละลายมี 3 ประเภทคือ
1. สารละลายไอโซโทนิก (isotonic Solution) คอื สารละลายทีม่ ีความเขม้ ข้นเท่ากับภายในเซลล์
2. สารละลายไฮเปอรโ์ ทนกิ (Hypertonic Solution) คือ สารละลายทม่ี คี วามเขม้ ขน้ มากกวา่
ภายในเซลล์
3. สารละลายไฮโปโทนกิ (Hypotonic solution) คอื สารละลายท่มี คี วามเขม้ ข้นน้อยกวา่ ภายใน
เซลล์
ภาพี่ 3.3 แสดงการเปลี่ยนแปลงรูปรา่ งเซลล์เมด็ เลือดแดงในสารละลายต่างๆ
ท่ีมาของภาพ:
3.การแพรแ่ บบฟาซลิ ิเทต (facilitated diffusion) ใชโ้ ปรตีนเป็นตัวพา
เสมอื นประตูท่กี าหนดให้สารเหล่านนั้ ผ่านเข้าออกเยอ่ื หุ้มเซลล์
สารมาก ตวั พาผา่ นเยอ่ื หมุ้ เซลล์ สารนอ้ ย
ภาพที่ 3.4 การแพร่แบบฟาซิลเิ ทต (facilitated diffusion)
4. การลาเลียงสารแบบแอคทีฟทรานสปอร์ต (Active transport)
สารนอ้ ย ATP เป็นตัวพาผา่ นเย่อื เลือกผ่าน สารมาก
เป็นการลาเลียงสารทมี่ ีทิศทางตรงกนั ขา้ มกบั การแพร่ใช้พลงั งานทีไ่ ดจ้ ากการสลาย ATP เพอ่ื
เป็นแรงผลักในการลาเลยี งสาร
ภาพท่ี 3.5 การลาเลยี งสารแบบแอคทีฟทรานสปอรต์ (Active transport)
5. การลาเลยี งสารโดยการสรา้ งถงุ จากเยอ่ื หุ้มเซลล์ (Bulk transport)
เยอื่ หุ้มเซลล์เปลีย่ นแปลงรปู รา่ งได้ ทาใหเ้ ซลลส์ ามารถลาเลียงสารประกอบโมเลกุลใหญไ่ ดก้ ารลาเลียง
สารโดยการสรา้ งถงุ จากเยื่อหุ้มเซลลแ์ บง่ ออกเป็น 2 ประเภทคอื
5.1 เอกโซไซโทซิส (Exocytosis) เปน็ การลาเลียงสารขนาดใหญอ่ อกจากเซลลบ์ รรจุใน
vesicle เม่อื vesicle รวมตวั กับเยอื่ หุม้ เซลล์สารจะถูกปลอ่ ยออกไป
5.2 เอนโดไซโทซสี (Endocytosis) เป็นการลาเลยี งสารขนาดใหญ่เข้าส่เู ซลล์โดยการทาให้เยื่อ
ห้มุ เซลล์ลอ้ มรอบสารที่อยู่ใกลแ้ ลว้ เวา้ เข้าไปในเซลลแ์ ละหลุดเขา้ ไปในรปู ของ vesicle มชี อ่ื เรียกแตกต่างกนั ไป
ตามกลไก คอื
1) ฟาโกไซโทซสิ (Phagocytosis) พบในเซลล์ของอะมีบาและเมด็ เลือดขาว โดยการย่นื ส่วนของไซ
โทพลาสซึมมาล้อมรอบสารและนาเขา้ ในรปู ของเวสเิ คิล แลว้ รวมกบั ไลโซโซมสารจะถกู ย่อยสลายด้วยเอนไซม์
ภายในไลโซโซม
2) พโิ นไซโทซสี (Pinocytosis) เปน็ การนาสารในรูปของสารละลายเขา้ สู่เซลล์โดยใช้ถงุ ใน vesicle
ท่ีเกดิ จากเย่ือหุ้มเซลลเ์ วา้ เข้าไป พบทท่ี อ่ หนว่ ยไต ลาไส้เลก็
3) การนาสารเข้าสู่เซลล์โดยอาศัยตวั รบั เป็นกระบวนการเกดิ โดยมีตัวรับ (receptor) บนเยื่อหมุ้
เซลล์ ทาหนา้ ท่ีจับกับสารทจี่ ะเข้าสู่เซลล์กอ่ นท่จี ะเกิดการบวมของเยอื่ หมุ้ เซลล์ เชน่ การลาเลียงคอเลสเตอรอล
เข้าส่เู ซลล์ และการเขา้ เซลล์ของฮอร์โมนอนิ ซูลิน
ปจั จยั ทม่ี ผี ลต่อการเคลอื่ นที่ของสารผ่านเซลล์
1. ขนาดของเซลล์
2. ความสามารถในการละลายไขมนั
3. สถานทไ่ี มม่ ขี ัว้ จะผ่านเซลล์เมมเบรนได้ดกี วา่ สารท่ีมีขว้ั เพราะฉันไม่มขี ้ัวละลายไดด้ ใี นไขมนั
4. สารละลายท่เี ปน็ อิเลก็ โทรไลต์ ผา่ นเซลล์เมมเบรนช้ากวา่ พวกท่ไี มเ่ ปน็ อิเล็กโทรไลต์
5. จานวนตัวพามาก พลังงานจากเมแทบอลิซมึ มากจะผา่ นเซลล์เมมเบรนไดด้ ี
6. สภาพทางสรรี วิทยา
บตั รฝกึ เสรมิ ทักษะที่ 1
เรอ่ื ง การลาเลียงสารผ่านเซลล์
คาส่งั จงตอบคาถามตอ่ ไปนีใ้ หถ้ กู ตอ้ งและสมบูรณ์
1. ความเขม้ ขน้ ของสารละลายแบ่งออกเปน็ กี่ประเภท อะไรบา้ ง
2. การออสโมซสิ เปน็ การเคล่อื นท่ีของสารอย่างไร
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
3. การแพร่ของสารมกี ระบวนการแพรอ่ ย่างไร
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
4. การเคล่ือนทขี่ องสารแบบแอคทีฟทรานสปอรต์ มีลักษณะอย่างไร
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
5. การแพรข่ องสารแบบธรรมดากบั การเคลือ่ นทขี่ องสารแบบแอคทีฟทรานสปอร์ต แตกตา่ งกนั อย่างไร
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
6. การเคล่ือนท่แี บบฟาซิลเิ ทต มีลักษณะการแพร่อย่างไร
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
7. สารละลายไฮโปโทนกิ มีลักษณะอยา่ งไร
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
8. สารละลายไฮเปอรโ์ ทนิกมลี ักษณะอยา่ งไร
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
9. สารละลายไอโซโทนกิ มีลักษณะอย่างไร
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
10. ปจั จยั ทีม่ ีผลต่ออตั ราการแพร่ คอื
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
บตั รคาส่ัง
ขน้ั ประเมนิ ผล (Evaluation)
ให้เพอื่ นๆแตล่ ะกลุ่มปฏิบัติตามขน้ั ตอนดงั ต่อไปน้ี
ทาแบบทดสอบหลังเรียน เรือ่ ง การ
ลาเลยี งสารผ่านเซลล์ ใน
กระดาษคาตอบด้วยตนเอง
แบบทดสอบก่อนเรียน กลไกการรักษาดุลยภาพของสิ่งมชี ีวติ
คาชแ้ี จง ให้นักเรียนเลอื กคาตอบท่ีถกู ท่สี ดุ โดยทาเครอ่ื งหมายกากบาท (X) ลงในกระดาษคาตอบ
1. เมอ่ื ใสป่ ุ๋ยต้นไม้มากเกนิ ไปต้นไมจ้ ะไมเ่ จริญงอกงามตามความตอ้ งการแต่กลับเหยี่ วเฉาลงเพราะเหตุใด
ก. สารละลายในดนิ มแี รงดันออสโมติกสูงกว่าในเซลล์ ทาให้นา้ แพร่จากเซลล์ออกสู่ดนิ
ข. สารละลายในดินมีแรงดนั ออสโมตกิ สูงกว่าในเซลล์ ทาให้น้าแพร่จากดนิ เขา้ ส่เู ซลล์
ค. สารละลายในดนิ มีแรงออสโมตกิ ต่ากว่าในเซลล์ ทาให้น้าแพรอ่ อกจากเซลล์สู่ดิน
ง. สารละลายในดินมีแรงดันออสโมติกตา่ กว่าในเซลล์ ทาใหน้ า้ แพร่ออกจากดินเขา้ สู่เซลล์
2. เพราะเหตใุ ดเมอื่ เราบริโภคผักสดเชน่ แตงกวา และผกั กาดขาวจงึ รู้สกึ กรอบอร่อย
ก. เซลลข์ องผักสดดังกลา่ วมีผนงั เซลลแ์ ข็งและกรอบ
ข. เซลล์มี turgor pressure เน่ืองจากมีน้าอยมู่ าก
ค. เซลลข์ องพืชผักสดดงั กลา่ วเป็นเซลล์ท่เี ปราะบางและแตกง่าย
ง. เซลลผ์ กั สดประกอบด้วยสารกรอบเม่ือถูกหมด
3. ข้อใดตอ่ ไปน้ีอาศยั กระบวนการเอกโซไซโทซสิ
ก. การทาลายเชือ้ โรคของเซลล์เม็ดเลือดขาว
ข. การนาอนุภาคขนาดใหญเ่ ข้าสูเ่ ซลลข์ องอะมบี า
ค. การขบั เกลือแร่ส่วนเกินออกทางเหนอื ของปากทะเล
ง. การหลัง่ เอนไซมย์ อ่ ยอาหารออกมาจากเยอ่ื บผุ ิวลาไส้เลก็
4. นักเรียนจะเหน็ Cell membrane ของสาหร่ายหางกระรอกได้ชดั เจนเมอ่ื นาเซลลแ์ ช่ในสารละลาย
ชนิดใด
ก. น้ากลนั่
ข. สารละลายไอโซโทนิก
ค. สารละลายไฮโปโทนิก
ง. สารละลายไฮเปอรโ์ ทนกิ
5. เซลลจ์ ะไมเ่ ปน็ อนั ตราย เม่อื อยใู่ นสภาพแวดลอ้ มทม่ี คี วามเขม้ ขน้ อย่างไร
ก. เท่ากับสารภายในเซลล์
ข. น้อยกว่าสารภายในเซลล์
ค. มากกว่าสารภายในเซลล์
ง. ไมอ่ าจบอกได้
6. กระบวนการลาเลยี งสารผา่ นเข้าออกจากเซลล์ต้องอาศัยตวั พาซ่งึ เปน็ สารใด
ก. ไขมัน
ข. โปรตีน
ค. กรดนิวคลอี กิ
ง. คาร์โบไฮเดรต
7. ขอ้ ใดต่อไปน้ีเปน็ กระบวนการแพร่ (diffusion)
ก.การเคลอ่ื นที่ของออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์เข้าและออกจากใบ
ข. การเคล่ือนทขี่ องโซเดียมไอออนเข้าสู่เซลล์ประสาทขณะส่งกระแสประสาท
ค. การเคลอื่ นทข่ี องออกซิเจนผ่านถุงลมเลก็ ๆในปอดเขา้ สู่เสน้ เลือดฝอย
ง. ทงั้ ก ข และ ค
8. ขอ้ ใดไม่มผี ลตอ่ อัตราการแพรข่ องสารผ่านเย่อื หุ้มเซลล์
ก. การเพิ่มความเข้มขน้ ของโมเลกุลของสาร
ข. การเพิ่มอณุ หภูมขิ องสารละลาย
ค. การลดขนาดของโมเลกุลของสาร
ง. การเพม่ิ ขนาดของโมเลกุลของสาร
9. เยอ่ื หุ้มเซลล์แบบ fluid Mosaic ประกอบด้วยไขมันชนดิ ฟอสโฟลิพิดเรียงตัวกนั เป็น 2 ชนั้ และโปรตนี
เรยี งตัวกันอยา่ งไร
ก. อยูข่ า้ งบน 1 ชัน้
ข. อยู่ข้างลา่ ง 1 ชั้น
ค. โปรตีน 2 ชั้นขนานบน-ล่าง
ง. แทรกตวั อย่ทู ว่ั ๆไปในชั้นของไขมัน
10. หากเซลล์เม็ดเลอื ดแดงและสาหรา่ ยสไปโรไจรา ลงไปในสารละลายน้าตาล 10% ปรากฏการณ์
พลาสโมไลซสิ (Plasmolysis) จะเกดิ ข้นึ ตามขอ้ ใด
ก. เฉพาะ สาหร่าย
ข. เฉพาะเซลล์เมด็ เลอื ดแดง
ค. ไมเ่ กดิ ท้ังสองชนดิ
ง. เกดิ ท้งั สองชนิด
กระดาษคาตอบแบบทดสอบก่อนเรยี น
เร่ือง การลาเลียงสารผ่านเซลล์
ช่อื ...............................................สกลุ .......................................ช้ัน.................เลขที่................
ข้อ ก ข ค ง
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
คะแนน...............................................................
ลงช่ือผู้ตรวจ......................................................
ตารางบันทกึ คะแนนรายบคุ คล
เรอ่ื ง การลาเลยี งสารผ่านเซลล์
ช่อื ......................................................................................ชั้น........................เลขที่..........................
แบบทดสอบ คะแนนเตม็ คะแนนท่ีทาได้ ร้อยละของคะแนนท่ที าได้ ระดับคณุ ภาพ
กอ่ นเรียน 10
หลงั เรียน 10
แบบฝกึ ท่ี คะแนนเต็ม คะแนนที่ทาได้ ร้อยละของคะแนนทท่ี าได้ ระดบั คณุ ภาพ
1 10
2 10
3 20
รวม 40
แบบสังเกตพฤตกิ รรมการปฏบิ ัติกิจกรรมกลุ่ม
วิชาชวี วทิ ยาพ้นื ฐาน รหัสวิชา ว30141 เรือ่ ง..................................................................
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท.ี่ ............. ภาคเรียนท่ี.............. ปกี ารศกึ ษา.................................
วันที่ ........... เดอื น ........................................ พ.ศ. ........................
พฤติกรรม การวางแผน การแบง่ งาน การทางาน การแสดงความ การสรุปผลการประเมนิ
รบั ผิดชอบ รว่ มกับ คดิ เห็นรว่ มกัน
กลุ่มที่ 3 2 1 หมคู่ ณะ
321 321 3 2 1 คะแนน ผา่ น ไม่ผ่าน
1 เฉล่ีย
2
3
4
5
6
7
8
9
10
ลงช่อื ..............................................................ผปู้ ระเมนิ
เกณฑ์การประเมนิ
ระดับ 3 หมายถงึ มีผลการปฏบิ ัตมิ าก
ระดับ 2 หมายถึง มีผลการปฏิบตั ิปานกลาง
ระดบั 1 หมายถงึ มีผลการปฏบิ ตั ิน้อย
การแปลผลการประเมิน จะต้องมคี ะแนนเฉล่ยี ต้งั แต่ 2 ขึ้นไปให้ “ผา่ น”
บรรณานุกรม
เชาวน์ ชิโนรักษ์ และ พรรณี ชิโนรกั ษ.์ 2524. ชีววทิ ยา 1. สานักพิมพอ์ ักษรประเสริฐ, กรุงเทพฯ.
ประสงค์ หลาสะอาด และ จิตเกษม หลาสะอาด. 2554. คู่มอื รายวชิ าพนื้ ฐาน ชวี วทิ ยา ม.4-6” บริษทั
สานักพิมพ์ พ.ศ. พฒั นา จากดั , กรงุ เทพฯ.
ปรีชา สวุ รรณพินจิ และ นงลักษณ์ สพุ รรณพินจิ . 2551. ชวี วทิ ยา ม.4-6 เล่ม 1, สานกั พิมพ์ บรษิ ัท
ฐานบัณฑติ จากัด.
ศรัณยู ศรีสมพร. มปป. เทคนิคการเรยี นการสอนที่สง่ เสรมิ ศักยภาพการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์
Active Teaching and Leaning Approaches in Science, ปราจีนบรุ ี.
ศูนยพ์ ฒั นาวทิ ยาศาสตร์ โรงเรียนปราจิณราษฎรอารงุ .
สมาน แกว้ ไวยทุ ธ. มปป. 100 จดุ เน้น ชีววทิ ยา ม.4-6. บริษัท ไทเนรมติ กิจ
อนิ เตอร์โปรเกรสซฟิ จากดั , กรุงเทพฯ.
ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2553. คมู่ ือครูสาระการเรียนรพู้ ้ืนฐานชวี วทิ ยา
สาหรบั นกั เรียนท่ีเนน้ วทิ ยาศาสตร์ กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6.
โรงพมิ พ์ครุ สุ ภาลาดพรา้ ว, กรุงเทพฯ.
นิรนาม. 2553. หนังสอื รายวิชาพ้ืนฐาน ชีววยิ า กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ สาหรบั นักเรียน
ท่ีเน้นวทิ ยาศาสตร์ ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4-6. โรงพิมพ์คุรสุ ภาลาดพรา้ ว, กรงุ เทพฯ.
ภาคผนวก
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน
เร่ือง การลาเลียงสารผ่านเซลล์
ขอ้ ตวั เลือก
1ข
2ง
3ก
4ง
5ก
6ข
7ง
8ง
9ค
10 ง
ถูกกขี่ ้อเพือ่ นๆ ทาได้หรอื เปล่า
เฉลยบตั รบันทึกกจิ กรรมท่ี 1 เร่ือง การลาเลียงสารผ่านเซลล์
คาช้ีแจง ใหน้ ักเรียนปฏิบตั ิกจิ กรรมตามคาแนะนา
1. กาหนดปัญหา
เซลล์ทอ่ี ยู่ในสารละลายท่ตี ่างกนั จะมลี กั ษณะเหมือนหรอื ตา่ งกัน
2. สมมตฐิ าน
ถ้าเซลล์ทอี่ ยใู่ นสารละลายที่ต่างกนั ทาให้เซลล์มีลักษณะตา่ งกนั ดังนน้ั เซลล์ท่ีอยใู่ นสารละลายที่ตา่ งกัน
จะมีลกั ษณะต่างกนั
3. บนั ทกึ ผลการทดลอง
4. วิเคราะหแ์ ละสรปุ ผลการทดลอง
เม่ือเซลลอ์ ยู่ในนา้ ความเขม้ ข้นของสารละลายนอกเซลล์น้อยกว่าภายในเซลลโ์ มเลกุลของน้าจาก
ภายนอกเซลลจ์ งึ ออสโมซสี เข้าสู่เซลล์ทาให้เซลล์เต่ง นทางตรงขา้ ม เมอ่ื เซลลอ์ ยู่ในสารละลายกลูโคสความ
เข้มข้นของสารละลายภายในเซลลน์ อ้ ยกวา่ ภายนอกเซลลโ์ มเลกุลของนา้ ในเซลล์จึงออสโมซีส ออกสภู่ ายนอก
เซลล์เซลล์จึงเห่ียว
5. การทาไปใช้ประโยชน์
นาไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั เชน่ การแช่ผักในน้าเพือ่ ไม่ให้ผักเห่ียว การดองผักและผลไมเ้ พือ่ เกบ็ รกั ษา
และการถนอมอาหารการแชอ่ ิ่มผลไมร้ สเปรี้ยวตา่ งๆ
บัตรคาถามหลงั กจิ กรรมที่ 1 เร่ืองการลาเลยี งสารผา่ นเซลลพ์ ชื
1. นักเรียนมีวธิ ลี อกเยอ่ื หอมอยา่ งไร
ปอกเย่ือหอมแห้งๆ ด้านนอกออกให้หมด ตัดส่วนรากท้ิงและใช้มีดผ่าครึ่งตามยาวดึงกล่ิน
หอมออกมา 1 กลีบจากน้ันใช้ปากคบี ปลายแหลมหรือเข็มเข่ียลอกเยื่อด้านในของกล่ินหอมวางลงบน
หยดน้าบนสไลด์
2. นกั เรยี นมวี ธิ ลี อกเยื่อของวา่ นกาบหอยหรือใบหวั ใจสีม่วงอย่างไร
วิธีลอกเยอ่ื ของว่านกาบหอยหรือไปหัวใจสีมว่ ง ใช้วธิ พี ับตามขวางโดยให้ดา้ นสีมว่ งแนบชดิ กนั
แล้วหกั แตอ่ ย่าใหข้ าดออกจากกนั จากนน้ั ค่อยค่อยลอกผวิ ดา้ นสีม่วงของใบจะได้เยอื่ บางบางสีมว่ ง
3. ในตอนที่ 1 ลกั ษณะของเซลล์ทอ่ี ยู่ในน้าเป็นอยา่ ง
เมือ่ เซลลอ์ ยู่ในนา้ ความเขม้ ขน้ ของสารละลายนอกเซลลน์ ้อยกว่าภายในเซลลโ์ มเลกุลของน้า
จากภายนอกเซลล์จึงออสโมซีสเขา้ สู่เซลล์ทาใหเ้ ซลลเ์ ตง่ นทางตรงข้าม เม่อื เซลลอ์ ยใู่ นสารละลาย
กลโู คสความเขม้ ขน้ ของสารละลายภายในเซลล์น้อยกว่าภายนอกเซลล์โมเลกุลของน้าในเซลล์จึง
ออสโมซีส ออกสภู่ ายนอกเซลล์เซลลจ์ งึ เหย่ี ว
4. ในตอนท่ี 2 ลักษณะของเซลล์ที่อย่ใู นสารละลายกลูโคสกบั เซลล์ทอ่ี ยู่ในนา้ เหมือนหรอื ต่างกนั อย่างไร
แตกตา่ งกันคอื เมื่อเซลล์อยู่ในความเขม้ ขน้ ของสารละลาย นอกเซลลน์ ้อยกวา่ ภายในเซลล์
โมเลกุลของํน้าจากภายนอกเซลลจ์ ึงออสโมซีสเขา้ สู่เซลล์ทาให้เซลลเ์ ต่งในตรงกนั ขา้ มเม่อื เซลล์อยู่ใน
สารละลายกลโู คสความเขม้ ข้นของสารละลายภายในเซลลน์ ้อยกว่านอกเซลล์โมเลกุลของนา้ จงึ
ออสโมซสิ เข้าออกสูภ่ ายนอกเซลล์จงึ เหี่ยว
5. นักเรยี นจงอธิบายการเปล่ยี นแปลงของเซลลใ์ นกจิ กรรมนอี้ ย่างไร
เมอ่ื เซลล์อยูใ่ นนา้ ความเข้มข้นของสารละลายนอกเซลล์น้อยกว่าภายในเซลล์โมเลกุลของนา้
จากภายนอกเซลล์จงึ ออสโมซสี เขา้ สู่เซลลท์ าใหเ้ ซลลเ์ ตง่ นทางตรงข้าม เม่อื เซลลอ์ ยูใ่ นสารละลาย
กลูโคสความเขม้ ขน้ ของสารละลายภายในเซลลน์ ้อยกวา่ ภายนอกเซลลโ์ มเลกุลของน้าในเซลลจ์ งึ
ออสโมซสี ออกส่ภู ายนอกเซลลเ์ ซลล์จึงเหยี่ ว
บตั รฝกึ เสรมิ ทกั ษะที่ 1
เรอื่ ง การลาเลยี งสารผา่ นเซลล์
คาสั่งจงตอบคาถามต่อไปนีใ้ หถ้ ูกตอ้ งและสมบรู ณ์
1. ความเขม้ ข้นของสารละลายแบง่ ออกเปน็ กี่ประเภท อะไรบา้ ง
ความเข้มขน้ ของสารละลายมี 3 ประเภทคือ
- สารละลายไอโซโทนิก (isotonic Solution)
- สารละลายไฮเปอร์โทนกิ (Hypertonic Solution)
- สารละลายไฮโปโทนกิ (Hypotonic solution)
2. การออสโมซิส เป็นการเคลอ่ื นท่ขี องสารอย่างไร
สารละลายเจือจาง (O.P.ตา่ ) สารละลายเข้มขน้ (O.P. สงู )
3. การแพรข่ องสารมกี ระบวนการแพรอ่ ย่างไร
เคลือ่ นท่ีจากสารมาก สารน้อย
4. การเคล่ือนท่ีของสารแบบแอคทีฟทรานสปอร์ต มีลกั ษณะอย่างไร
ใชพ้ ลังงานท่ไี ดจ้ ากการสลาย ATP เพื่อเป็นแรงผลักในการลาเลยี งสารมีทิศทางตรงกนั ข้ามกับการ
แพร่
5. การแพร่ของสารแบบธรรมดากบั การเคลอื่ นทข่ี องสารแบบแอคทีฟทรานสปอร์ต แตกตา่ งกนั อยา่ งไร
1) การแพร่แบบธรรมดาไม่ตอ้ งใช้พลังงานทไ่ี ดจ้ ากการสลาย ATP เพอื่ เป็นแรงผลกั ดันในการ
ลาเลียง แตก่ ารเคลื่อนท่ขี องสารแบบแอกทฟี ทรานสปอร์ต ต้องใชพ้ ลังงานจากการสลาย ATP
2) แพร่แบบธรรมดาจากบริเวณที่มสี ารมากไปยงั สารนอ้ ย
การเคล่อื นทแี่ บบแอคทีฟทรานสปอร์ตจากสารน้อยไปยังสารมาก
6. การเคล่ือนท่ีแบบฟาซิลิเทต มีลกั ษณะการแพรอ่ ย่างไร
เปน็ การเคลอ่ื นท่ขี องสารโดยอาศยั ตวั พาซ่ึงเป็นโปรตนี ผ่านเขา้ ออกเย่อื หุม้ เซลล์
7. สารละลายไฮโปโทนิกมลี ักษณะอย่างไร
สารละลายที่มีความเขม้ ขน้ นอ้ ยกว่าภายในเซลล์
8. สารละลายไฮเปอรโ์ ทนิกมีลักษณะอย่างไร
สารละลายที่มีความเข้มข้นมากกว่าภายในเซลล์
9. สารละลายไอโซโทนกิ มลี กั ษณะอย่างไร
สารละลายท่มี ีความเข้มข้นเท่ากับภายในเซลล์
10. ปัจจยั ท่ีมีผลตอ่ อตั ราการแพร่ คือ
1. ขนาดของเซลล์
2. ความสามารถในการละลายไขมนั
3. สถานท่ไี ม่มีข้วั จะผา่ นเซลล์เมมเบรนไดด้ กี ว่าสารที่มขี ว้ั เพราะฉนั ไมม่ ีขว้ั ละลายได้ดใี นไขมนั
4. สารละลายท่ีเปน็ อเิ ล็กโทรไลต์ ผ่านเซลลเ์ มมเบรนช้ากวา่ พวกทไ่ี ม่เปน็ อิเล็กโทรไลต์
5. จานวนตัวพามาก พลงั งานจากเมแทบอลซิ มึ มากจะผ่านเซลล์เมมเบรนได้ดี
6. สภาพทางสรรี วิทยา
เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น
เรื่อง การลาเลยี งสารผา่ นเซลล์
ข้อ ตวั เลอื ก
1ก
2ข
3ง
4ง
5ก
6ข
7ง
8ง
9ง
10 ค
บนั ทึกคะแนน
ด้วยนะคะ