The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสัจ ธาตุรู้ นิพพาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Luangta Narongsak, 2020-05-02 06:31:07

ที่สุดแห่งธรรม ๑ หลวงตาณรงค์ศักดิ์ ขีณาลโย

อวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสัจ ธาตุรู้ นิพพาน

รวบรวมโอวาทธรรม

“ที่สุดแห่งธรรม ๑”

(เร่อื ง อวชิ ชา จิตเดมิ แท้ อริยสจั ธาตุรู้ นิพพาน)

อธิษฐานจติ ก่อนฟังธรรม อ่านธรรมะ หรือปฏบิ ัตธิ รรม

พทุ ธงั สะระณงั คจั ฉามิ
ธมั มงั สะระณงั คจั ฉามิ
สงั ฆงั สะระณงั คจั ฉามิ

ทตุ ยิ มั ปิ พทุ ธงั สะระณงั คจั ฉามิ
ทตุ ิยมั ปิ ธัมมงั สะระณงั คจั ฉามิ
ทตุ ยิ มั ปิ สงั ฆงั สะระณงั คจั ฉามิ

ตะตยิ มั ปิ พทุ ธงั สะระณงั คจั ฉามิ
ตะติยมั ปิ ธมั มงั สะระณงั คจั ฉามิ
ตะติยมั ปิ สงั ฆงั สะระณงั คจั ฉามิ

พทุ ธบารมี ธรรมบารมี สงั ฆบารมี
รวมกบั บญุ บารมีท่ีข้าพเจ้าได้ทามาแล้วทงั้ หมด
ข้าพเจ้าขอตงั้ สจั จะอธิษฐาน ขอถอนมิจฉาทิฏฐิ อวชิ ชา
ทงิ ้ เสียทงั้ หมดโดยถาวรสิน้ เชิงตงั้ แตบ่ ดั นีเ้ป็นต้นไป
ขอน้อมนาพระสจั ธรรมอนั ออกจากใจอนั บริสทุ ธิ์ของพระพทุ ธเจ้า
นามาพิจารณาตามจนมีความรู้แจ้ง (วชิ ชา) เกิดขนึ ้ ท่ีใจ
และขอเป็นผ้ตู รัสรู้ตามพระสมณโคดมพระพทุ ธเจ้าด้วยเทอญ

ส่ือธรรมจากใจ

“พระสจั ธรรม” คำสอนที่ออกจำกพระทยั อนั บริสทุ ธ์ิทีเ่ ปี่ยมล้นไปด้วยพระเมตตำ
อนั ไมม่ ีที่สดุ ไมม่ ปี ระมำณของพระพทุ ธเจ้ำ ได้แสดงถึงควำมเป็นจริงในตวั มนั เองอยู่
ตลอดเวลำ คือ ทกุ สรรพสง่ิ ล้วนไมเ่ ทีย่ ง เป็นอนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตำ ทงั ้ “สง่ิ ท่ถี กู รู้” และ
“ผ้รู ู้” ไมม่ ีสง่ิ ใดให้ยดึ มนั่ ถือมน่ั ได้

แต่แม้ผ้ปู รำรถนำควำมพ้นทกุ ข์ คือ “นิพพำน” ก็ยำกที่จะรู้เหน็ สจั ธรรมด้วยใจ
มแี ตห่ ลงดิน้ รนค้นหำออกไปนอกใจ ยิ่งดนิ ้ ยง่ิ ทกุ ข์ ดนิ ้ มำก ทกุ ข์มำก

สดุ ท้ำยจงึ ยอมปลอ่ ยวำงควำมอยำก หมดควำมปรำรถนำ หยดุ ดิน้ รนค้นหำ
เพรำะเพียรจนถึงท่ีสดุ ด้วยควำมอยำกเพียงใด ควำมทกุ ข์กต็ ดิ ตำมเป็นเงำตำมตวั

สดุ ท้ำยจงึ รู้แจ้งแก่ใจวำ่ ควำมทกุ ข์ หรือ ควำมไมพ่ ้นทกุ ข์ ก็เพรำะควำมอยำกรู้
อยำกเหน็ อยำกได้ อยำกเป็น อยำกบรรลนุ ิพพำนน่ีเอง และทกุ ปัจจบุ นั ขณะ
เมื่อเกดิ ควำมอยำกขนึ ้ มำในใจแม้เพียงน้อยหนง่ึ นิดหนงึ่ ปรมำณหู นง่ึ ก็เกิดควำมทกุ ข์
ควำมเดือดร้อนแล้ว เมอื่ รู้แจ้งหรือรู้เห็นจำกใจจริง ๆ ว่ำจิตที่มีตณั หำ คือ “ควำมดนิ ้ รน
ทะยำนอยำก” เป็นสมทุ ยั ท่ีเป็นเหตใุ ห้เกดิ ทกุ ข์ ควำมหลงดิน้ รนทะยำนอยำกจงึ ดบั ไป

จงึ พบใจที่ไร้ตวั จิตตวั ใจ ไร้รูปลกั ษณ์ ไร้อวิชชำ ไร้ตวั ตนผ้ยู ดึ มนั มแี ต่เพียงช่ือว่ำ
“จิต” หรือ “ใจ” แต่มนั ไมม่ ีอะไรเลย แม้แตค่ วำมวำ่ งเปลำ่ ที่จะยดึ ถือได้

เมือ่ ไมม่ จี ิต ก็ไมม่ ีอวชิ ชำ ไมม่ ตี วั ตน น่ีแหละคือ “ท่สี ุดแห่งธรรม”

หลวงตำณรงค์ศกั ดิ์ ขณี ำลโย
เมษำยน 2563

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 2

สารบญั “ท่ีสุดแห่งธรรม ๑” หน้า
4
เรื่อง 6
คาค้น (เนือ้ หาในโอวาทธรรม) 11
เร่ือง ความเข้าใจเร่ือง “ฐีตจิ ติ ” จติ เดมิ แท้ 17
เร่ือง ธาตุรู้แท้ 31
เร่ือง อวชิ ชาในจติ เดมิ แท้ 40
50
เร่ือง ความเข้าใจเร่ือง “อวชิ ชา” และ “อริยสัจ 4” 55
56
เร่ือง สัจธรรมความจริงของ “ธาตุรู้-อวชิ ชา-จติ เดมิ แท้-นิพพาน”

เร่ือง นิพพานเพราะหายโง่

ท่ีมาโอวาทธรรม

ช่อื ไฟล์เสียงซีรีส์คุณหมอศรีวไิ ล บุลสุข (อายุ 91ปี )
สง่ กำรบ้ำนองค์หลวงตำทำงโทรศพั ท์และเกือ้ กลู ในธรรมตำมลำดบั
(ครัง้ ที่ 1-18 ระหวำ่ งวนั ที่ 9-24 เมษำยน 2563)

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 3

คาค้น (เนือ้ หาในโอวาทธรรม)

โอวำทธรรมหลวงป่ดู ลู ย์ อตโุ ล
(จติ สง่ ออกนอกเป็นสมทุ ยั เป็นเหตใุ ห้เกิดทกุ ข์ ผลแหง่ จติ สง่ ออกนอกเป็นทกุ ข์
จติ เห็นจติ อยำ่ งแจม่ แจ้งเป็นมรรค ผลแห่งจิตเหน็ จติ อยำ่ งแจม่ แจ้งเป็นนโิ รธ)

โอวำทธรรมหลวงป่ทู ำ จำรุธมั โม
(ธรรมะมแี ตป่ ัจจบุ นั ขณะ หลดุ จำกปัจจบุ นั ขณะไมม่ อี ะไรเป็นธรรม)

ขนั ธ์ห้ำ รูปนำม วญิ ญำณธำตุ วญิ ญำณขนั ธ์, อวชิ ชำ ตณั หำ อปุ ำทำน ฐีตจิ ติ จติ เดิมแท้
จติ ดงั ้ เดมิ อวชิ ชำในจติ เดมิ แท้, ควำมไมร่ ู้อริยสจั คอื อวิชชำ, สตปิ ัญญำรู้เท่ำทนั ในปัจจบุ นั
ขณะ, พบใจ พบธรรม รู้ธรรม เหน็ ธรรม จติ บริสทุ ธิ์ ใจบริสทุ ธิ์ นิพพำนธำตุ นิพพำน
พ้นทกุ ข์, รู้โดยไมค่ ดิ จติ วำ่ ง ควำมรู้ที่ไมม่ ตี วั ตน สจั ธรรมควำมจริง ธำตรุ ู้ ธำตรุ ู้แท้
ผ้รู ู้แท้ ธำตรุ ู้ที่ไมป่ รุงแต่ง ธำตรุ ู้บริสทุ ธ์ิ ปัญญำวิมตุ ติ, หลงยดึ ถือว่ำเป็นตวั ตน เป็นเรำ
เป็นตวั เรำ เป็นตวั ตนของเรำ เป็นของของเรำ, จติ ตสงั ขำรเขำเกดิ เองดบั เอง, สงั ขำร
วสิ งั ขำร อสงั ขตธำตุ อสงั ขตธรรม อมตธำตุ อมตธรรม สญุ ญตำ จิตหน่งึ เอโกธมั โม
พทุ ธะ ผ้รู ู้ ผ้ตู ื่น ผ้เู บกิ บำน, สงิ่ ใดสง่ิ หน่งึ (สงั ขำร) มคี วำมเกิดขนึ ้ เป็นธรรมดำ
สงิ่ ทงั ้ หมดนนั ้ ยอ่ มดบั ไปเป็นธรรมดำ (ยงั กิญจิ สมทุ ะยะธมั มงั สพั พนั ตงั นิโรธะธมั มนั ต)ิ ,
อริยสจั 4 ทกุ ข์ สมทุ ยั นิโรธ มรรค, โพชฌงค์ 7, พละ 5 อนิ ทรีย์ 5, อทิ ธิบำท 4, มรรค 8,
ขนั ติ กินน้อย นอนน้อย พดู น้อย ไมค่ ลกุ คลีหมคู่ ณะ สำรวมอนิ ทรีย์, สติ สมำธิ ปัญญำ
ศรัทธำ ควำมเพียร, หิริ โอตตปั ปะ, สพั เพ ธมั มำ นำลงั อภนิ ิเวสำยะ

ไมม่ ีตวั จติ ไมม่ ีตวั เรำ ไมม่ อี วิชชำ ไมม่ ีวชิ ชำ ไมม่ ีผ้โู ง่ ไมม่ ผี ้ฉู ลำด ไมม่ ีผ้ยู ดึ
ไมม่ ีผ้ปู ลอ่ ยวำง ไมม่ ีผ้สู ขุ ไมม่ ีผ้ทู กุ ข์ ไมม่ ผี ้นู พิ พำน, อวชิ ชำดบั ไปเพรำะหำยโง,่
ธรรมอบรมจิต, รู้แจ้งสจั ธรรม, อวิชชำดบั , อวชิ ชำดบั กส็ นิ ้ ยดึ , สนิ ้ ยดึ สนิ ้ กิเลส
สนิ ้ ทกุ ข์ใจ, นิพพำนเพรำะหำยโง่

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 4

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 5

เร่ือง ความเข้าใจเร่ือง “ฐีตจิ ติ ” จติ เดมิ แท้

โอวำทธรรมจำกปจุ ฉำวิสชั นำ 3 เม.ย. 2563

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 6

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 7

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 8

“ฐีตจิ ติ ” คือจิตดงั ้ เดิมตงั ้ แตม่ ีจติ เกิดขนึ ้ มำในจกั รวำลพร้อมกบั อวชิ ชำ คือ ควำมหลง
ยดึ ถือตวั มนั เอง วำ่ เป็นตวั ตน เป็นเรำ เป็นตวั เรำ เป็นตวั ตนของเรำ เป็นของของเรำ

เพรำะควำมไมร่ ู้สจั ธรรมควำมจริง (อวิชชำ) หรือไมร่ ู้จกั วำ่ “จติ เดมิ แท้” หรือ ธำตรุ ู้
บริสทุ ธ์ิ (ไมม่ อี วชิ ชำ) ไมใ่ ช่ธำตดุ นิ นำ้ ลม ไฟ อำกำศ ไมใ่ ช่อรูปฌำน เป็นวสิ งั ขำร
อสงั ขตธำตุ อสงั ขตธรรม เป็นสญุ ญตำ ไมม่ ตี วั ตนรูปลกั ษณ์ ไมม่ เี ครื่องหมำยหรือ
สญั ลกั ษณ์ใด ไมอ่ ำจมีควำมรู้สกึ นกึ คดิ ตรึกตรอง ปรุงแตง่ ได้ ไมเ่ กิดดบั ไมอ่ ำจถกู รู้ได้
ทำงอำยตนะภำยใน

ไมม่ ี “สงั ขำร” ผสมปนอย่เู ลยแม้น้อยหนง่ึ นิดหนง่ึ ปรมำณหู น่งึ

สว่ น “อวชิ ชำ” ที่ติดมำกบั จิตดงั ้ เดิมเป็น “สงั ขำร” คือ ควำมปรุงแต่งหลงยดึ ถือจติ ดงั ้ เดมิ
หรือฐีตจิ ติ วำ่ เป็นตวั ตน เป็นเรำ เป็นตวั เรำ เป็นตวั ตนของเรำ เป็นของของเรำ

ครัน้ เกิดปัญญำวิมตุ ติ รู้แจ้งควำมจริงดงั กลำ่ วขนึ ้ มำในขณะจติ ใด กจ็ ะถอนควำม
หลงผดิ (อวชิ ชำดบั ) ที่ติดมำกบั ฐีตจิ ติ หรือ จติ ดงั ้ เดมิ จนหมดสนิ ้ เหลอื แต่ฐีตจิ ติ บริสทุ ธิ์
มีชื่อสมมตุ วิ ่ำ “นิพพำน” หรือ “นิพพำนธำต”ุ

ดงั นนั ้ จติ ดงั ้ เดิม หรือ ฐีติจติ แม้จะเป็นประภสั สรเปรียบเหมือนกบั แร่ทองคำ แต่ก็ไมไ่ ด้
บริสทุ ธิ์มำตงั ้ แตแ่ รก ครัน้ เอำสง่ิ เจือปนออกได้แก่ อวิชชำ ตณั หำ อปุ ำทำน สว่ นที่เหลือ
จงึ เป็นธำตบุ ริสทุ ธิ์

ตรำบใดถ้ำยงั มคี วำมหลงคิดปรุงแต่งวำ่ มีเรำเป็นตวั ตน (ไมเ่ หน็ วำ่ เป็นสมมตุ ิ) ก็ยงั ไม่
พ้นทกุ ข์ (ไมน่ ิพพำน) เพรำะจะมตี วั เรำมีกิเลส หรือ อวชิ ชำ ตณั หำ อปุ ำทำน

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 9

แล้วจะหลงมีเรำเป็นตวั ตนดิน้ รนทะยำนอยำก เพื่อให้ตวั เรำได้สมใจอยำก เมอ่ื ยงั ไม่
สมใจอยำกเสียที ควำมทกุ ข์ก็ยงั ไมส่ นิ ้

ไมใ่ ชห่ ลงมีเรำเป็นตวั ตน ดิน้ รนไปจนพบนิพพำน (พ้นทกุ ข์) แต่จะพ้นทกุ ข์ เพรำะสนิ ้ หลง
ยดึ มน่ั ถือมน่ั เป็นตวั ตน เป็นเรำ เป็นตวั เรำ เป็นของของเรำทต่ี ดิ มำกบั จิตดงั ้ เดมิ
จติ ดงั ้ เดิมจงึ จะบริสทุ ธ์ิ เป็นนิพพำนธำตุ

แต่ถ้ำยงั หลงยดึ มน่ั ถือมนั่ เป็นตวั ตน เป็นเรำ เป็นตวั เรำ เป็นของของเรำ แม้จะดนิ ้ รน
ทะยำนอยำกอยำ่ งแรงกล้ำเทำ่ ใด ก็จะหลงเอำตวั เรำดิน้ รนพยำยำมกระทำอะไรเพื่อให้
ตวั เรำได้รับผลประโยชน์ เช่น พ้นทกุ ข์

แต่ตรำบใดถ้ำยงั มอี วิชชำ หลงยดึ ถือเป็นเรำ ตวั เรำ ของเรำอยู่ จติ กจ็ ะยงั ไมบ่ ริสทุ ธ์ิ
หรือ ยงั ไมน่ ิพพำน

~~~~~~~~~~~~~~~~~

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 10

ธาตุรู้แท้

โอวำทธรรมจำกปจุ ฉำวิสชั นำ 4 เม.ย. 2563

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 11

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 12

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 13

“ผู้รู้แท้” หรือ “วญิ ญาณธาตุ” เป็นธำตตุ ำมธรรมชำติ เหมอื นกบั ธำตดุ นิ ธำตนุ ำ้
ธำตลุ ม ธำตไุ ฟ ธำตอุ ำกำศ (ควำมว่ำง) แต่ธำตอุ ื่นเหลำ่ นนั ้ ไมม่ ีควำมรู้เหมือนกบั ธำตรุ ู้

“ธาตุรู้แท้” หรือ “วญิ ญาณธาตุ” วำ่ งเปลำ่ จำกสตั ว์ บคุ คล ตวั ตน เรำ เขำ
ไมไ่ ด้เป็นของใคร หรือ ไมม่ ีใครเป็นเจ้ำของ
ไมใ่ ชเ่ ป็นของเรำ ไมใ่ ชเ่ ป็นเรำ เป็นตวั เรำ เป็นตวั ตนของเรำ

จงึ ไมใ่ ชเ่ รำว่ำงเปลำ่ หรือ เรำถึงควำมวำ่ ง

“ธาตุรู้แท้” เป็นเหมอื นกบั ควำมว่ำงของอำกำศ แตค่ วำมวำ่ งของอำกำศ หรือ ควำมว่ำง
ของอวกำศ ไมม่ ีควำมรู้

สว่ น “ธาตุรู้แท้” แม้มีคณุ สมบตั ิเป็นเหมือนควำมวำ่ งของธรรมชำติ แต่เป็นควำมว่ำงที่มี
ควำมรู้ ไมม่ ตี วั ตนรูปลกั ษณ์ ไมม่ คี วำมรู้สกึ นกึ คิด ตรึกตรอง ปรุงแตง่ ไมม่ ีกำรเกิดดบั
ไมม่ กี ำรไป ไมม่ ีกำรมำ ไมม่ กี ำรหยดุ น่ิง ไมป่ รำกฏอำกำรของผ้รู ู้ ไมม่ ีจดุ ต่อม ท่ีตงั ้
ท่ีหมำยของผ้รู ู้

เรำไมอ่ ำจเอำสงั ขำรหรือตวั เรำ ซงึ่ เป็นสมมตุ ิ ไปค้นหำ ธำตรุ ู้แท้ หรือ ธำตรุ ู้บริสทุ ธิ์
ซงึ่ มีช่ือสมมตุ วิ ่ำ “นิพพาน” ได้

เพรำะธำตรุ ู้แท้ ไมม่ ีตวั ตนรูปลกั ษณ์ ไมม่ เี ครื่องหมำยหรือสญั ลกั ษณ์ใด ไมม่ ีอะไร
ปรำกฏให้ถกู รู้ได้ด้วยอำยตนะภำยใน

จะพบธาตุรู้แท้ หรือ ธาตุรู้บริสุทธ์ิได้ มีเพียงกรณีเดียวเท่านัน้
ต้องสนิ้ หลงยดึ ม่ันถอื ม่ันสังขาร หรือ ขนั ธ์ห้า หรือ ร่างกายและจติ ใจ
ว่าเป็ นตวั ตนคงท่ี เป็ นเรา เป็ นตัวเรา เป็ นของเรา

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 14

ก็จะไมห่ ลงมตี วั เรำไปยดึ ถือคนอ่ืน หรือ สงิ่ อ่ืน (รวมทงั ้ สงั ขำร และ วสิ งั ขำร) มำเป็นของ
เรำด้วยควำมยดึ มนั่ ถือมน่ั

ขณะจติ ใดในปัจจุบนั ขณะท่ีสนิ้ หลงยดึ ม่นั ถอื ม่ันทัง้ สังขาร และ วสิ ังขาร
กจ็ ะพบธาตุรู้แท้ หรือ ธาตุรู้บริสุทธ์ิ หรือ นิพพานธาตุ

อนั ที่จริง ทงั ้ สงั ขำร และ วิสงั ขำรเขำก็มีอย่แู ล้ว แต่เป็นเพรำะหลงสงั ขำร
จงึ หลงเอำสงั ขำรมำคดิ ปรุงแตง่ ยดึ ถือสงั ขำร และ วิสงั ขำร ด้วยควำมหลงยดึ มน่ั ถือมน่ั
ว่ำเป็นเรำ เป็นตวั เรำ เป็นของเรำ

สงิ่ ใดท่ีมีอยู่ เขำก็คงมอี ย่อู ยำ่ งเป็นอนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตำโดยธรรมชำติธรรมดำ
ของเขำอยำ่ งนนั ้ ถ้าไม่หลงยดึ ม่ันถือม่ัน กไ็ ม่มีกเิ ลส ไม่มีผ้ทู ุกข์ (นิพพาน)

สงิ่ ท่ีไมม่ อี ะไรปรำกฏให้ถกู รู้ได้ด้วยอำยตนะ เขำก็เป็นธรรมชำติของเขำอย่ำงนนั ้
ไมใ่ ช่สตั ว์ บคุ คล ตวั ตน เรำ เขำ ไมม่ ใี ครเป็นเจ้ำของ และไมไ่ ด้เป็นของเรำ ถ้ำไมห่ ลงยดึ
มน่ั ถือมน่ั ก็ไมม่ ีกิเลส ไมม่ ีผ้ทู กุ ข์ (นิพพำน)

แม้จะได้ช่ือว่ำเป็นผ้ปู ฏิบตั ิธรรม แตโ่ ดยมำกจะปฏบิ ตั ดิ ้วยความยดึ ม่ันถอื ม่ัน
หลงเอำตวั เรำเป็นผ้ปู ฏบิ ตั ิ ผ้พู ยำยำมเพื่อให้ตวั เรำได้รับผลประโยชน์

ไมไ่ ด้ “ปล่อยวาง” ให้สงิ่ ที่มี (สงั ขำร) ไมว่ ่ำจะเป็นสตั ว์ บคุ คล เรำ เขำ ทรัพย์สนิ สง่ิ ใด ๆ
ทงั ้ หมด และ “วสิ ังขาร” คือ สง่ิ ที่ไมม่ ีอะไรปรำกฏให้ถกู รับรู้ได้ ก็คงเป็นอย่อู ย่ำงนนั ้ แต่
เหน็ ว่ำ “สังขาร” ทงั ้ หมด ทงั ้ อดีต ปัจจบุ นั อนำคต เป็นอนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตำ

สว่ น “วสิ ังขาร” เป็นอนตั ตำ ไมห่ ลงยดึ มนั่ ถือมน่ั มำเป็นเรำ เป็นตวั เรำ เป็นของเรำ
จนเป็นทกุ ข์

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 15

หำกปลอ่ ยวำงให้สงั ขำรและวิสงั ขำร เขำเป็นธรรมชำตอิ ยำ่ งทเ่ี ขำเป็น ไมห่ ลงยดึ มนั่ ถือมนั่
ผ้ทู กุ ข์ก็ไมม่ ี เรียกว่ำ “นิพพาน”

ดงั นนั ้ “นิพพาน” จงึ ไมใ่ ชส่ ภำวะที่ว่ำงเปลำ่ หรือ สภำวะอะไรที่คำดหมำยไว้ แล้วมี
ตวั เรำไปเอำ ไปได้ ไปถึง เอำมำเป็นของเรำ

แต่ “นิพพาน” เพรำะไมย่ ดึ มน่ั ถือมน่ั หรือ ปลอ่ ยวำงทงั ้ สงั ขำรและวสิ งั ขำร ให้เขำเป็น
ธรรมชำติอยำ่ งท่ีเขำเป็น

เมอื่ มคี วำมเป็นอยดู่ ้วยควำมไมห่ ลงยดึ มน่ั ถือมนั่ ก็สนิ้ ความดนิ้ รนทะยานอยาก
สนิ้ สงสัย สนิ้ กังวล สนิ้ ผู้ทุกข์ (นิพพาน)

~~~~~~~~~~~~~~~~~

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 16

เร่ือง อวชิ ชาในจติ เดมิ แท้

โอวำทธรรมจำกปจุ ฉำวสิ ชั นำ 12 เม.ย. 2563

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 17

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 18

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 19

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 20

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 21

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 22

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 23

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 24

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 25

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 26

หลวงตา : กรำบขอโอกำสพ่อแมค่ รูอำจำรย์หลวงป่ดู ลู ย์ อตโุ ล ขออนญุ ำตขยำยควำม
คำสอน เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผ้สู นใจในธรรม

คาถาม :
“กำรรู้โดยไมค่ ิด คือ กำรเดินวิปัสสนำที่ละเอียดท่ีสดุ ” เป็นอย่ำงไรนนั ้

หลวงตา : หมำยถงึ รู้จติ ตสงั ขำร ควำมคดิ หรือ ควำมปรุงแต่งในปัจจบุ นั ขณะจิตนนั ้
ขนึ ้ มำเอง โดยไมม่ เี จตนำรู้ (รวมทงั ้ ไมจ่ งใจรู้ ไมพ่ ยำยำมรู้ ไมต่ งั ้ ใจรู้ด้วย) เป็นกำรรู้โดย
ไมค่ ดิ

ผ้ทู ี่รู้เหน็ แบบนีไ้ ด้ ต้องฝึกจนถงึ ขนั ้ ท่ีในปัจจบุ นั ขณะ ไมม่ ีเจตนำคดิ หรือ เจตนำปรุงแตง่ จิต
อย่ำงใด ๆ แล้วจะรู้จติ ตสงั ขำรในปัจจบุ นั ขณะนนั ้ ขนึ ้ มำเองโดยไมม่ ีเจตนำรู้วำ่ .....

จิตตสงั ขำรเขำเกดิ เอง ดบั เอง... เกิดเอง ดบั เอง... ๆ ๆ ๆ ๆ

สว่ นผ้รู ู้ก็ไมม่ เี จตนำที่จะดู หรือ รู้อะไร เขำรู้ของเขำขนึ ้ มำเอง

เป็นธำตรุ ู้แท้ หรือ วญิ ญำณธำตแุ ท้ ซงึ่ เป็นจติ ดงั ้ เดมิ ตงั ้ แตก่ ำเนิดจติ หรือ ธำตรุ ู้ขนึ ้ มำใน
จกั รวำล พร้อมกบั มี “อวชิ ชำ” ควำมหลงยดึ มน่ั ถือมน่ั จติ ว่ำเป็นตวั เรำ เป็นของของเรำ
ติดมำด้วย

“จติ ดงั้ เดมิ ” เป็นวสิ งั ขำร อสงั ขตธำตุ อสงั ขตธรรม เป็นควำมรู้ขนึ ้ มำเอง โดยไมม่ เี จตนำรู้
จงึ เป็นควำมรู้ท่ีไมค่ ดิ ไมไ่ ด้เกิดจำกจติ ปรุงแตง่ แต่เป็นธำตรุ ู้ หรือ วญิ ญำณธำตแุ ท้
ที่ “รู้” ขนึ ้ มำเอง “เป็นของเป็นเอง” เขำเป็นธรรมชำติที่มอี ยแู่ ล้วในพระพทุ ธเจ้ำ
พระปัจเจกพทุ ธเจ้ำ พระอรหนั ต์ ปถุ ชุ น และสรรพสตั ว์ทงั ้ หมด แต่ปถุ ชุ นและสรรพสตั ว์
ทงั ้ หลำยมอี วชิ ชำ ตณั หำ อปุ ำทำน คือ หลงคดิ หลงปรุงแต่ง หลงยดึ มนั่ ถือมนั่ จงึ ปิดบงั
ธำตรุ ู้แท้ตำมธรรมชำตเิ สียหมด

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 27

ถงึ แม้จะใช้ควำมพยำยำมดนิ ้ รนค้นหำ ปรุงแต่งสกั เพียงใด ก็ไมอ่ ำจพบจิตดงั ้ เดิม
หรือ ธำตรุ ู้ตำมธรรมชำตไิ ด้ เพรำะธำตรุ ู้เขำเป็นธรรมชำติทีเ่ ป็นเอง รู้ขนึ ้ มำเอง โดยไมค่ ดิ
และไมม่ เี จตนำรู้

ดงั นนั ้ การรู้โดยไม่คดิ จงึ เป็ นการเดนิ วปิ ัสสนาท่ลี ะเอยี ดท่สี ุด

ผ้ใู ดฝึกมำถงึ ขนั ้ นี ้ก็จะรู้เห็นจำกใจวำ่ “ส่งิ ใดส่งิ หน่ึง (สังขาร) มีความเกดิ ขนึ้
เป็ นธรรมดา ส่งิ ทัง้ หมดนัน้ ย่อมดับไปเป็ นธรรมดา” (ยัง กญิ จิ สมุทะยะธัมมัง
สัพพันตัง นิโรธะธัมมันต)ิ ซงึ่ เป็นธรรมในขนั ้ พระโสดำบนั

คาถาม :
“... ตรำบใดที่ยงั เห็นวำ่ จิต (จิตดงั ้ เดิม) คือ ตวั เรำ เป็นของของเรำ ต้องช่วยให้จติ หลดุ
พ้น ตรำบนนั ้ ตณั หำ หรือ สมทุ ยั ก็จะสร้ำงภพของ “จติ ว่ำง” ขนึ ้ มำร่ำไป...”

ที่บอกว่ำตณั หำจะสร้ำงภพของ “จติ ว่ำง” ขนึ ้ มำร่ำไป คืออยำ่ งไรเจ้ำคะ

หลวงตา : แม้ปฏิบตั มิ ำจนถึงธรรมขนั ้ พระโสดำบนั แล้ว แตถ่ ้ำยงั หลงยดึ ถือจติ ดงั ้ เดิม
ซง่ึ เป็นธำตรุ ู้ เป็นตวั เรำ เป็นของของเรำ จงึ มคี วำมพยำยำมช่วยจติ ให้เป็นรู้ที่ไมค่ ดิ หรือ
เป็นรู้ท่ีวำ่ งเปลำ่ อยำ่ งถำวรเป็นอมตะตลอดไป จงึ เป็น “อวชิ ชำ ตณั หำ อปุ ำทำน”
เป็นสมทุ ยั หรือ เป็นเหตปุ ัจจยั ให้สร้ำงภพของ “จติ ว่าง” เป็นเปำ้ หมำยท่ีตวั เรำจะถงึ
จะได้ จะเป็น จะบรรลุ ไว้ในอนำคตโดยไมร่ ู้ตวั จงึ หลงปรุงแตง่ จิต มีควำมพยำยำม
กระทำอะไร เพื่อจะให้สำเร็จตำมเปำ้ หมำยทีค่ ำดหวงั ไว้ คือ จิตวำ่ ง หรือ ผ้รู ู้ท่ีว่ำงเปลำ่
ผ้รู ู้ที่ไมค่ ดิ

ขณะจติ ใด เกดิ ปัญญาวมิ ุตติ รู้แจ้งแก่ใจในปัจจบุ นั ขณะว่ำ “จติ ดงั้ เดมิ ” ซงึ่ เป็น
ธำตรุ ู้ เขำเป็นธรรมชำตทิ ี่รู้ขนึ ้ มำเอง เป็นของเป็นเอง ปรุงแต่งเอำไมไ่ ด้ เขำเป็นธรรมชำติ
ท่ีเป็นวสิ งั ขำร อสงั ขตธำตุ อสงั ขตธรรม คือเป็นธรรมชำตไิ มม่ ตี วั ตน ไมม่ จี ดุ ตอ่ ม ที่ตงั ้
หรือสภำวะใด ๆ อนั มรี ูปลกั ษณ์ หรือ เคร่ืองหมำยท่ีจะให้มที หี่ มำยได้ ไมใ่ ช่ธำตดุ นิ นำ้
ลม ไฟ ไมใ่ ช่ควำมว่ำงท่ีเป็นอำกำศ ไมใ่ ชอ่ รูปฌำน

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 28

เป็นธรรมชำตทิ ่ีไมม่ เี หตปุ ัจจยั ปรุงแต่ง จงึ ไมเ่ กิดดบั ไมม่ ีตวั ตนของผ้รู ู้ ไมอ่ ำจคดิ ไมอ่ ำจ
ปรุงแต่ง ซง่ึ เป็นคณุ สมบตั ติ ำมธรรมชำตขิ องเขำเอง (จงึ ไมอ่ ำจใช้ควำมพยำยำมหยดุ คดิ
หยดุ ปรุงแตง่ หรือ พยำยำมทำให้เป็นรู้โดยไมค่ ดิ ได้ เพรำะอำกำรเหลำ่ นีล้ ้วนแตเ่ ป็น
ควำมปรุงแต่งโดยมีเจตนำ) ไมม่ กี ำรไป ไมม่ ีกำรมำ ไมม่ กี ำรหยดุ นิง่

เม่ือพบจติ หรือ ใจดงั้ เดมิ ซ่งึ เป็ นวญิ ญาณธาตุ หรือ ธาตุรู้ตามธรรมชาติ
ท่ีไม่มีใครเป็ นเจ้าของ ไม่ใช่เป็ นตัวเรา เป็ นของของเรา เรียกว่า “พบธรรม”

แตก่ ็ยงั ไมน่ ิพพำน เพรำะเมื่อพบจิต หรือ ใจดงั ้ เดมิ ซง่ึ เป็นธำตรุ ู้ที่รู้ขนึ ้ มำเอง โดยไม่คดิ
และไมม่ ีเจตนำรู้ ซงึ่ เป็นรู้ที่ว่ำงเปลำ่ จำกตวั ตน วำ่ งเปลำ่ จำกควำมคดิ ควำมปรุงแต่ง
ก็เกดิ อวชิ ชา ตณั หา อุปาทาน หลงยดึ ถืออยากให้เป็ นอย่างนัน้ ตลอดไป

จงึ หลงรักษำจติ ให้เป็นรู้ที่ไมค่ ิด หรือ จติ ว่ำงจำกควำมคิด ควำมปรุงแต่งไว้

จนกวำ่ จะมผี ้รู ู้ชแี ้ นะ หรือ เกิดธรรมขนึ ้ มำในใจ เป็นปัญญำวิมตุ ติโพลงขนึ ้ ที่ใจ
ถึงขนำดทำให้ควำมหลงยดึ ถือจติ ขำดสะบนั ้ ลงในปัจจบุ นั ทนั ที

เมื่อควำมหลงยดึ ถือจติ หรือใจดบั ลง (อวิชชำดบั ) จติ ดงั ้ เดิม ใจดงั ้ เดิม ธำตรุ ู้ดงั ้ เดมิ
หรือ วญิ ญำณธำตดุ งั ้ เดมิ จงึ เป็นธำตบุ ริสทุ ธ์ิ ซง่ึ มีช่ือสมมตวิ ำ่ “นิพพานธาตุ” หรือ
“นิพพาน”

ดงั นนั ้ จงึ ไมม่ ตี วั เรำ หรือ จติ ของเรำนิพพำน แต่เป็นเพรำะสนิ ้ ควำมหลงยดึ ถือจิต
หรือ ใจวำ่ เป็นเรำ เป็นของของเรำ จงึ เป็นจติ บริสทุ ธ์ิ หรือ ใจบริสทุ ธ์ิ เรียกวำ่ “นิพพาน”

จงึ มคี ำกลำ่ วว่ำ “พบใจ พบธรรม ถงึ ใจ (บริสุทธ์ิ) ถงึ นิพพาน”

~~~~~~~~~~~~~~~~~

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 29

“จิต” มนั มกี ำรกระทำตลอดเวลำ ทงั ้ ๆ ที่ไมไ่ ด้ตงั ้ ใจจะมีตวั เรำไปพจิ ำรณำ เนื่องจำก...

“จติ ตสังขาร” มนั เป็นธรรมชำติปรุงแตง่ เป็นอนิจจงั ทุกขัง อนัตตา มนั ไมไ่ ด้
เป็นตวั เรำ เป็นของของเรำ มนั จงึ ไมอ่ ยใู่ นบงั คบั ของเรำ

ดงั นนั ้ จงึ ไมส่ ำมำรถจะไปบงั คบั ให้จติ มนั หยดุ คิด หยดุ ปรุงแต่ง พยำยำมกระทำได้

คงปลอ่ ยให้เขำเป็นธรรมชำตขิ องสงั ขำรที่เกิดเอง ดบั เอง... เกิดเอง ดบั เอง...

สว่ น “จิตดงั ้ เดมิ หรือ จติ เดมิ แท้” กเ็ ป็นธำตรุ ู้ตำมธรรมชำติ เป็นวิสงั ขำร อสงั ขตธำตุ
อสงั ขตธรรม เป็นธรรมชำติรู้ขนึ ้ มำเองโดยไมม่ เี จตนำรู้ วำ่ งเปลำ่ จำกตวั ตน ว่ำงเปลำ่
จำกควำมคดิ ควำมปรุงแตง่ จงึ ไมม่ ีอะไรให้ยดึ ถือได้

ผ้หู ลงยดึ ถือจติ เดิมแท้ เป็นตวั เรำ เป็นของของเรำ ก็ไมม่ ีตวั ตนอย่จู ริง เป็นเพียงมำยำ
หลอกลวงให้หลงวำ่ มตี วั ตน เป็นตวั เรำ เป็นของของเรำ

เม่อื มีปัญญำวิมตุ ตริ ู้แจ้งขนึ ้ ท่ีใจในขณะจติ ใด วำ่ ควำมเป็นตวั ตน เป็นตวั เรำ เป็นของ
ของเรำ ไมไ่ ด้มีอย่จู ริง ก็จะสนิ ้ ตวั ตนของผ้ยู ดึ ถือทงั ้ สงั ขำร และ วสิ งั ขำร (จติ เดิมแท้)

หลงั จำกนนั ้ สงั ขำรกค็ งทำหน้ำทขี่ องสงั ขำรอย่ำงอิสระ ไมม่ ีผ้ยู ดึ ถือหลงติดไปกบั เขำ
หรือ ไปกดขม่ บงั คบั เขำ

จิตเดมิ แท้ซง่ึ เป็นธำตรุ ู้ที่ไมป่ รุงแตง่ ไม่มีตวั ตนของผ้รู ู้ กจ็ ะรู้ขนึ ้ มำเองโดยไมม่ ผี ้ยู ดึ ถือ
จงึ เป็นจติ ใจ หรือ ธำตรุ ู้บริสทุ ธิ์ ซง่ึ เรียกว่ำ “นิพพาน”

~~~~~~~~~~~~~~~~

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 30

เร่ือง ความเข้าใจเร่ือง “อวชิ ชา” และ “อริยสัจ 4”

โอวำทธรรมจำกไฟล์เสยี ง 200417A2 แยกกำย เวทนำ จิต ธรรม (17 เม.ย. 2563)

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 31

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 32

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 33

โยม : สมมตวิ ่ำเรำเหน็ อะไร หรือ ว่ำเรำได้ยนิ อะไร มนั มีตวั เรำเข้ำไปรองรับ เรำรู้ว่ำมนั
“มตี วั ” เข้ำไปรองรับ ไอ้ตวั เข้ำไปรองรับนี่มนั ?

หลวงตา : สงั ขำร… มนั เป็นตวั ปรุงแตง่ ปรุงมนั ขนึ ้ มำ

โยม : อนั นีเ้ข้ำใจ แต่วำ่ ทกุ ครัง้ มนั จะมีอยแู่ ล้วคะ่ ว่ำมนั มตี วั เรำเข้ำไป

หลวงตา : ก็เหน็ ว่ำมนั เป็นตวั ปรุงแตง่

โยม : แล้วพอเรำเหน็ ป๊ บุ ! ตวั ปรุงแตง่ อนั นีม้ นั จะหยดุ ใช่มยั ้ ?

หลวงตา : มนั ก็ดบั ไป

โยม : แต่เดี๋ยวพอเรำเกิดคดิ ใหม่ มนั ก็มีใหม่ แล้วเรำเหน็ ใหม่ มนั ก็ดบั ไป

หลวงตา : ใช่ ๆ เรำก็เหน็ จนกวำ่ เรำจะลงแก่ใจวำ่ ควำมปรุงแต่ง มนั ไมไ่ ด้มีตวั ตน
อย่จู ริงหรอก มนั เกดิ แล้วกด็ บั ด้วยอำนำจรู้เทำ่ ทนั มนั เกดิ แล้วก็ดบั ๆ ๆ

แท้จริงน่ะ... ตวั ตนไมม่ ีอย่จู ริงหรอก เพรำะวำ่ มนั เกิดแล้วก็ดบั พร้อม... เกิดแล้วกด็ บั พร้อม
เม่ือ “สต”ิ มอี ยู่ ถ้ำมนั มตี วั ตนอยจู่ ริงนะ เรำมสี ตใิ ห้ตำยมนั ก็ไมด่ บั

พอมนั เกิดควำมมตี วั ตนเข้ำไป
“เหน็ ” มีตวั ตนเข้ำไปร่วม
“ได้ยนิ ” มตี วั ตนเข้ำไปร่วม
“ไปรู้” อำกำรทำงใจ มตี วั ตนเข้ำไปร่วม
พอสติมำพร้อมป๊ บุ ! มนั ดบั พร้อมเลย! มตี วั ตนเข้ำไปยดึ ถือ มนั ดบั พร้อม!

ถ้ำตวั ตนมนั มคี งท่ีอยจู่ ริงมนั ไมม่ ที ำงดบั หรอก สติมำก็ไมด่ บั

โยม : แคม่ ีสตปิ ๊ บุ !เนี่ย ตวั นนั ้ มนั ก็จบเลย…?

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 34

หลวงตา : มนั ก็ดบั เรำเหน็ บอ่ ย ๆ จงึ เหน็ วำ่ ออ่ … ควำมเป็นตวั ตนเป็นของเกดิ ดบั น่ีหว่ำ
เนี่ย!! มนั ไมไ่ ด้เป็นตวั ตนจริง ๆ คงทีจ่ ริง ๆ แล้วก็เกิดพร้อมดบั พร้อม... ควำมเป็นตวั ตน

จงึ เหน็ ควำมเป็นตวั ตนไมม่ อี ย่จู ริง!!!

พอเหน็ ควำมเป็นตวั ตนไมม่ อี ย่จู ริง แค่นนั ้ มนั ก็เลยหมดควำมหมำย มนั โผลม่ ำเมอ่ื ไหร่
ก็ดบั พร้อม โผลม่ ำเมื่อไหร่ก็ดบั พร้อม ตอนหลงั มนั ส้สู ติปัญญำไมไ่ ด้ สติปัญญำมนั
รู้เท่ำทนั บอ่ ย ๆ ๆ

มนั ส้สู ติปัญญำไมไ่ ด้ “ความหลงยดึ ถอื ” เป็นตวั เป็นตนคงท่ีจริง ๆ เรำเป็นตวั ตนคงท่จี ริง ๆ
ก็ค่อย ๆ หมดควำมหมำยไป ค่อย ๆ หมดอทิ ธิพลหมดควำมหมำยต่อใจ เวลำมนั เกิดมำ
แตล่ ะครัง้ ก็คอ่ ย ๆ เจือจำง ด้วยอำนำจสตปิ ัญญำท่ีรู้ทนั ไปบอ่ ย ๆ ควำมเป็นตวั ตนท่เี ป็น
ตวั ตนจริง ๆ ของเรำ ทจ่ี ะไปยดึ ถือจริง ๆ เป็นตวั ตน มนั ก็หมดควำมหมำยไปเรื่อย ๆ
แล้วสดุ ท้ำยก็จำงคลำย เหลือแต่ “ความรู้ท่ีไม่มีตัวตน”

ใจมนั เลยวำ่ งเปลำ่ เลยตอนนีเ้พรำะวำ่ มนั ไมม่ ีตวั ตนไปยดึ ถือใจ ใจมนั เลยว่ำงเปลำ่

ท่ีโยมหมอ (หมำยถึงโยมหมอศรีวิไล จำกไฟลเ์ สยี งท่ีอ้ำงถึง) บอกวำ่ มนั เหน็ แล้ว
ไมม่ คี นยดึ ถือ คือใจโยมหมอมนั วำ่ ง ใจมนั วำ่ งเปลำ่ ไปหมดเลย มนั ไมเ่ หมือนวำ่ ง
เม่อื ก่อน วำ่ งเม่อื ก่อนมนั เป็นอำกำรแล้วมนั มีคนไปยดึ ถือ

ไมเ่ หมือนตอนนี ้“มนั ไมม่ ีตวั ตนเลย... ไมม่ ตี วั ตนของผ้รู ู้เลย... ใจมนั ไมม่ ีตวั ตน”
เม่ือใจมนั ไมม่ ตี วั ตนแล้วมนั วำ่ ง… ว่ำงจำกตวั ตน มนั เลยไมม่ ตี วั ตนไปยดึ ถือ

เพรำะฉะนนั ้ ทกุ ครัง้ ทกุ ขณะจติ ปัจจบุ นั เมอ่ื มีควำมรู้สกึ วำ่ มีตวั ตนเข้ำไปร่วม ก็เหน็ มนั
เป็นเพียงแค่ “สังขารปรุงแต่ง” ปรุงแตง่ ... ปรุงแตง่ ... เป็นแค่ปรุงแตง่ พอเห็นปรุงแตง่
บอ่ ย ๆ มนั ไมไ่ ด้กลวั ควำมปรุงแต่งแล้ว สตปิ ัญญำน่ะ น่ีคือทำงเดนิ จริง ๆ

การท่ีหลงเข้าไปยดึ ถอื มีตวั ตนเข้าไปยดึ ถือแต่ละครัง้ เป็ นทุกข์ เป็ นสมุทยั
“การรู้เท่าทนั ” แต่ละครัง้ เป็ นมรรค เป็ นนิโรธ

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 35

ดงั นนั ้ ถ้ำหลงปั๊บ! เป็นทกุ ข์ เป็นสมทุ ยั สติรู้ทนั ป๊ับ! เป็นมรรค เป็นนิโรธ มนั ก็เลยเกิด
ขณะจติ เดียวกนั เกิดพร้อมแล้วดบั พร้อม คือ หลงเกิดป๊ บุ ! แล้วก็รู้ทนั … ที่หลงก็ดบั พร้อม

ก็เลยเป็นอริยสจั 4 “เหน็ อริยสัจ 4” พระพทุ ธเจ้ำมชี ีวิตอย่กู ็สอนอริยสจั 4 เป็นสว่ นใหญ่

คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

ก็เทำ่ กบั ว่ำกำรรู้เหน็ อยำ่ งนี ้เป็นกำรปฏบิ ตั ิธรรมตำมคำสอนพระพทุ ธเจ้ำแล้ว
เมอื่ ใจเป็นธรรมเรียกวำ่ “รู้ธรรมเหน็ ธรรม” ก็คือรู้อริยสจั 4 เห็นอริยสจั 4 แล้ว
ใจก็เป็นธรรม คือเป็นมรรค เป็นนิโรธ

พอยดึ ทีไรก็เป็นทกุ ข์ เป็นสมทุ ยั รู้ทนั ควำมยดึ ... มีกำรปรุงแตง่ เป็นตวั เรำไปยดึ
รู้ทนั กเ็ ป็นมรรค เป็นนิโรธ

พอ “สต”ิ ขำดกห็ ลงมตี วั เรำไปยดึ รู้ทนั ก็เป็นมรรค เป็นนิโรธ มนั ก็จะเป็นขณะจติ
เดียวกนั

เพรำะฉะนนั ้ ถ้ำไมห่ ลงซะก่อนจะไปรู้ทนั อะไร... ทกุ ข์ สมทุ ยั มนั จงึ มำก่อน มรรค นิโรธ
มนั จงึ มำคหู่ ลงั มรรค นิโรธก็ไปรู้ทนั ... ปรุงแตง่ ปัจจบุ นั ขณะ... ท่ีมตี วั เรำปรุงแตง่ เป็น
ตวั เรำเข้ำไปยดึ

สติปัญญำจะรู้ทนั ควำมปรุงแตง่ ว่ำมนั ไมใ่ ชเ่ ป็นตวั ตนอยจู่ ริง รู้ทนั วำ่ มนั เป็นแคค่ วำมปรุงแตง่

พอรู้ทนั … ควำมปรุงแต่งก็ดบั ไปก็เป็นมรรค เป็นนิโรธ ควำมรู้ทนั เป็นมรรค...
ควำมดบั เป็นนิโรธ... ควำมเกิดเป็นตวั ตนไปยดึ เป็นสมทุ ยั ... ผลของควำมยดึ เป็นทกุ ข์...
ทกุ ข์เพรำะมนั ไมไ่ ด้อยำ่ งใจอยำก แตล่ ะคนท่คี บั แค้นก็เพรำะวำ่ ไมไ่ ด้อย่ำงใจอยำก
มนั ก็เลยเป็นทกุ ข์

กำรปฏบิ ตั เิ ชน่ นีเ้ทำ่ กบั ปฏิบตั ิตำมคำสอนพระพทุ ธเจ้ำตลอดเวลำ รู้ธรรมเหน็ ธรรม
ตลอดเวลำ คือ เห็นทกุ ข์ สมทุ ยั นิโรธ มรรค คือ “อริยสัจ 4” เรียกวำ่ … เห็นอริยสจั

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 36

ที่เขำบอกว่ำ อวิชชำคืออะไร? ก็คือ...

“ความไม่เหน็ อริยสัจ ความไม่รู้อริยสัจ” น่ีคอื อวชิ ชา!!!

“อริยสัจ” คือทกุ ข์ สมทุ ยั นิโรธ มรรค ไมเ่ หน็ อริยสจั ในปัจจบุ นั ขณะน่ีคือ “อวชิ ชา”

เพรำะฉะนนั ้ “อวชิ ชา” มันจงึ ไม่ได้เป็ นตัวตนคงท่ีอะไรหรอก มนั เป็นแค่ปัจจบุ นั ขณะ
ทกุ ข์ สมทุ ยั เกดิ ก็เกิดในปัจจบุ นั ขณะ แล้วก็รู้ทนั ในปัจจบุ นั ขณะ ทกุ ข์ สมทุ ยั กด็ บั ไป
เรียกว่ำ… เหน็ อริยสจั

กำรปฏิบตั ิเชน่ นีไ้ มม่ ีผดิ เลย ไมม่ ีผดิ ทำงพระพทุ ธเจ้ำท่ีสอนมำตลอดชีวิตของพระองค์

... จนกระทง่ั หลวงป่ดู ลู ย์ อตโุ ล... ท่ีเขำเอำมำเขียนเป็นกลอนสนั ้ ๆ วำ่ อริยสจั 4
คำสอนพระพทุ ธเจ้ำมำรวมลงท่ี

“จติ ส่งออกนอกเป็ นสมุทยั เป็ นเหตุให้เกดิ ทุกข์
ผลแห่งจติ ส่งออกนอกเป็ นทุกข์”... นี่คือฝ่ำยทกุ ข์ กบั สมทุ ยั

“จติ เหน็ จติ อย่างแจ่มแจ้งเป็ นมรรค
ผลแห่งจติ เหน็ จติ อย่างแจ่มแจ้งเป็ นนิโรธ”...
คือควำมดบั ทกุ ข์ อนั นีค้ ือปัจจบุ นั ขณะ ๆ

“จติ ส่งออกนอก” คือ เวลำได้เหน็ ได้ยนิ ได้กลน่ิ รู้รส รู้อำกำรในใจ ก็จะมีตวั เรำบวก
เข้ำไป เพรำะวำ่ จติ สง่ ออกกค็ ือมี “ตัวเรา" เป็ น “อวชิ ชา” ควำมจริงตวั เรำไมม่ ี แต่มี
อวิชชำตดิ อย่กู บั จติ ท่ีไปรู้ป๊ บุ ! ก็ยดึ เป็นตวั เรำ

มี “ตวั เรา” ได้เหน็ ได้ยิน ได้กลนิ่ รู้รส รู้สมั ผสั รู้อำกำร… แล้วก็ยดึ มนั ก็เป็นทกุ ข์
เป็นสมทุ ยั ทนั ที

“จติ เหน็ จติ อย่างแจ่มแจ้ง” ก็คือเห็นจิตท่ีมนั มี “ความปรุงแต่งเป็ นตวั เรา”
ปนอยใู่ นจติ ทสี่ ง่ ออก... ในจติ เดมิ แท้

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 37

ในกำรรู้แตล่ ะขณะจติ ก็เหน็ ควำมเป็นตวั ตนมนั เป็นควำมปรุงแต่ง พอรู้ทนั ก็ดบั พร้อม
เห็นเกดิ พร้อมเหน็ ดบั พร้อม น่ีเรียกว่ำเหน็ ทกุ ข์ สมทุ ยั เป็นมรรค เป็นนิโรธ เป็นขณะจติ
เดียวเองนะ!! ขณะจติ เดียวกนั ไมไ่ ด้เป็นคนละขนั ้ ตอน

ท่ีหลวงป่ทู ำ จำรุธมั โม ท่ำนวำ่ ... “ธรรมะมีแต่ปัจจุบันขณะ หลุดจากปัจจุบนั ขณะ
ไม่มีอะไรเป็ นธรรม”

ปัจจบุ นั ขณะ ทกุ ข์ สมทุ ยั นโิ รธ มรรค ก็คือ “เหน็ ในปัจจุบันขณะ” อดีตเป็นธรรมเมำ
อนำคตเป็นธรรมเมำ รู้ปัจจบุ นั ละปัจจบุ นั สนิ ้ ยดึ ปัจจบุ นั เป็นธรรมะ ธมั โม

“ธรรมะ ธมั โม” รู้ปัจจบุ นั ไมม่ ผี ้ยู ดึ ปัจจบุ นั ขณะ ๆ ๆ สนิ ้ ยดึ ปัจจบุ นั กค็ ือสนิ ้ ยดึ เพรำะ
รู้ทนั ในปัจจบุ นั ขณะ สนิ ้ ยดึ เพรำะรู้ทนั ว่ำมนั เป็นปรุงแต่ง ตวั ตนท่ีไปยดึ นะ่ ไมไ่ ด้มตี วั ตน
อย่จู ริง มนั เป็นเพียงแคป่ รุงแต่ง

ปรุงแต่งอะไร? ก็ปรุงแตง่ เป็นตวั ตน แต่คนไปแปลเข้ำใจผดิ คอื พอไปเห็นเนี่ย
ทำให้มนั ไมค่ ิด ให้รู้เออ๋ ๆ พอได้ยนิ กท็ ำให้มนั ไมค่ ดิ ทำให้มนั ได้ยินเออ๋ ๆ รู้กลนิ่ รู้รส
รู้อำกำรของใจ กท็ ำให้มนั ไมค่ ดิ ให้มนั รู้เออ๋ ๆ แต่มนั ไมใ่ ช!่ !

ท่ีว่ำรู้เหน็ ควำมปรุงแตง่ คือรู้เท่าทนั ความเป็ นตัวเรา ที่เข้ำไปในปัจจบุ นั ขณะในกำรเหน็
ได้ยิน ได้กลน่ิ รู้รส รู้สมั ผสั รู้อำกำรของใจ แล้วก็ปรุงเป็นตวั เรำ… เข้ำไปเป็นเจ้ำของ

“เรำเป็นผ้เู หน็ แล้วเรำก็เป็นผ้ยู ดึ …
เรำเป็นผ้ไู ด้ยนิ แล้วเรำก็เป็นผ้ยู ดึ …
เรำเป็นผ้ไู ด้กลน่ิ แล้วเรำก็เป็นผ้ยู ดึ …
เรำเป็นผ้รู ู้รส แล้วเรำก็เป็นผ้ยู ดึ …
เรำเป็นผ้รู ู้สมั ผสั แล้วเรำก็ยดึ …
เรำเป็นผ้คู ดิ แล้วเรำก็ยดึ …
เรำเป็นผ้มู อี ำรมณ์ แล้วเรำก็ยดึ …
เรำเป็นผ้รู ู้ แล้วเรำกย็ ดึ ”

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 38

เพรำะฉะนนั ้ สติปัญญำมนั รู้ทนั ในปัจจบุ นั ขณะ รู้ทนั อะไร?

รู้ทนั ควำมปรุงแตง่ ว่ำเป็นเรำที่ไปยดึ เอำเป็นของของเรำ มนั เป็นควำมปรุงแต่ง มนั ไม่ได้
เป็นตวั ตนคงท่ีอย่จู ริง พอรู้ทนั วำ่ เป็นควำมปรุงแต่งมนั ก็ดบั ไป เด๋ียวก็ปรุงขนึ ้ มำอีก
ก็รู้ทนั อกี มนั ก็ดบั ไป แต่เพรำะรู้ทนั บอ่ ย ๆ แล้วมนั ก็ค่อย ๆ หมดอำนำจไป
อวชิ ชำที่มนั โงอ่ ย่บู อ่ ย ๆ ใครจะปลอ่ ยให้มนั โงอ่ ยู่อยำ่ งนี ้ให้มนั ทมิ่ ตำตลอดไปละ่ !

แต่คนก็ไปแปลผดิ !! ไปตดั ตรงควำมคดิ เลย ทีนีม้ นั ก็เลยเอ๋อ... ทำอะไรก็เออ๋ ...
ทำเออ๋ ๆ ไว้... ได้ยนิ อะไรก็ทำเออ๋ ๆ...

“หลวงป่…ู ดำ่ ว่ำไอ้ซ่ือบอื ้ โงด่ กั ดำนมำกี่ภพกี่ชำติ ฝึกรู้เออ๋ ๆ แบบนี…้ มนั ซ่ือบอื ้ ”
มนั คนละเร่ืองกนั

รู้ทนั “ความปรุงแต่งเป็ นเรา” กบั ไป “ยดึ ” เป็นของของเรำ… แคน่ นั ้ เอง แตน่ ี่ไปทำให้
มนั ไมค่ ิด ทำให้มนั ซอ่ื บอื ้ รู้เฉย ๆ อย่กู บั ปัจจบุ นั ... รู้เฉย ๆ อยกู่ บั ปัจจบุ นั

ปฏิบตั หิ ลงเดนิ ทำงผิดกนั มำตลอด เพรำะควำมไมร่ ู้ไมเ่ ข้ำใจ...!!

~~~~~~~~~~~~~~~~~

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 39

เร่ือง สัจธรรมความจริงของ “ธาตุรู้-อวชิ ชา-จติ เดมิ แท้-นิพพาน”

โอวำทธรรมจำกปจุ ฉำวสิ ชั นำ 22 เม.ย. 2563

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 40

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 41

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 42

“สัจธรรม” ความจริง คือ ไม่มีอวชิ ชา ไม่มีจติ ไม่มีตัวเรา

“จติ (จิตดงั ้ เดมิ แท้)” เป็ นธาตุรู้ (วิญญำณธำต)ุ ท่ีเป็น วิสงั ขำร... อสงั ขตธำต.ุ ..
อสงั ขตธรรม... สญุ ญตำ...

ซงึ่ เป็นควำมวำ่ งเหมอื นกบั ควำมว่ำงอนั ไมม่ ีขอบเขตในธรรมชำติ หรือ ในจกั รวำล
แตค่ วำมว่ำงในธรรมชำติ ไมม่ ีควำมรู้

สว่ น “ธาตุรู้” ซง่ึ เป็นจติ หรือ ใจดงั ้ เดิมแท้ เป็นธำตวุ ำ่ งท่ีมคี วำมรู้ รู้ออกมำเองจำกใจ
โดยไมค่ ดิ ไมป่ รุงแต่ง จงึ ปรุงแตง่ ยดึ ถือไมไ่ ด้ พยำยำมปลอ่ ยวำงไมไ่ ด้
ปรุงแตง่ ทำให้เป็นรู้โดยไมค่ ิด น่ิง เฉย ไมไ่ ด้
(ไมใ่ ชค่ วำมรู้ที่เป็นสญั ญำ หรือ ปัญญำ ซง่ึ เป็น “สังขาร” ไมใ่ ชค่ วำมรู้สกึ ว่ำง
ซง่ึ เป็นเวทนำ และ ไมใ่ ช่ควำมวำ่ งที่ปรุงแต่ง หรือ มโนเอำเอง)

ไมม่ ีรูปลกั ษณ์ หรือ กิริยำอำกำรใด จงึ ไมม่ คี วำมรู้สกึ สขุ ทกุ ข์ ผอ่ งใส เศร้ำหมอง สวำ่ ง
มดื สงบ เงียบ สงดั นิ่ง เฉย ความรู้สกึ ว่างเปล่า ซ่งึ เป็ นเวทนาในขนั ธ์ห้า

ไมใ่ ชส่ งั ขำร จงึ ไมอ่ ำจคดิ นกึ ตรึก ตรอง ปรุงแตง่ หรือ แสดงอำกำร หรือ แสดงอำรมณ์ต่ำง ๆ
ซงึ่ เป็น สญั ญำ สงั ขำร ในขนั ธ์ห้ำ และ ไมใ่ ช่ “วญิ ญำณขนั ธ์” ที่เกิดดบั รับรู้ตำมทวำร

เมอื่ “วญิ ญาณธาตุ” มำรวมกบั ธำตุ ดิน นำ้ ลม ไฟ อำกำศ (ควำมว่ำง) เกิดเป็นขนั ธ์ห้ำ
ได้แก่ รูป เวทนำ สญั ญำ สงั ขำร วิญญำณ ซงึ่ เป็นสงั ขำรเกดิ ดบั ไมเ่ ที่ยง เป็นอนิจจงั ทกุ ขงั
อนตั ตำ แต่ “วญิ ญาณธาตุ” เป็ นความรู้ท่ีเป็ นความว่าง จงึ ไมเ่ กิดดบั ไปตำมขนั ธ์ห้ำ

ดงั นนั ้ “วญิ ญาณธาตุ” แม้จะรวมกบั ธำตอุ ื่น ๆ เป็นขนั ธ์ห้ำ แตต่ ำ่ งหำกจำกขนั ธ์ห้ำ และ
ไมใ่ ช่วิญญำณขนั ธ์ทเี่ กดิ ดบั รับรู้ตำมทวำร

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 43

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
“วญิ ญาณธาตุ” ไม่เกดิ ดับไปตามรูปนาม ขันธ์ห้า แล้วทางานร่วมกับ

ขันธ์ห้า โดยเฉพาะกับ “วญิ ญาณขันธ์” อย่างไร? หรือ “วญิ ญาณธาตุ” กับ
“วญิ ญาณขนั ธ์” มีหน้าทตี่ ามธรรมชาตแิ ตกต่างกันอย่างไร?
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

ธาตุดนิ - ทำหน้ำที่เป็นโครงสร้ำงของร่ำงกำย และ อวยั วะทเี่ ป็นของแขง็ ทำหน้ำทีต่ ำม
ธรรมชำติแตกต่ำงกนั ไปตำมอวยั วะต่ำง ๆ
ไมม่ กี ำรยดึ ถือ หรือ ยดึ ถือไมไ่ ด้ ไมเ่ ที่ยง ไมค่ งที่

ธาตุนา้ - ทำหน้ำท่ีเป็นนำ้ เลอื ด นำ้ ลำย นำ้ ไขมนั นำ้ เหงื่อ นำ้ ปัสสำวะ เป็นต้น
ไมม่ ีกำรยดึ ถือ หรือ ยดึ ถือไมไ่ ด้ ไมเ่ ที่ยง ไมค่ งที่

ธาตุลม - ทำหน้ำท่ีเป็นลมหำยใจ ลมตด ลมเรอ ลมในท้อง ลมในลำไส้ เป็นต้น
ไมม่ กี ำรยดึ ถือ หรือ ยดึ ถือไมไ่ ด้ ไมเ่ ท่ียง ไมค่ งท่ี

ธาตุไฟ - ทำหน้ำที่ให้เกิดควำมร้อน ควำมอบอนุ่ เผำผลำญอำหำรให้เกิดพลงั งำน เป็นต้น
ไมม่ กี ำรยดึ ถือ หรือ ยดึ ถือไมไ่ ด้ ไมเ่ ท่ียง ไมค่ งที่

ธาตุอากาศ (ควำมว่ำง) เป็นชอ่ งว่ำง เพ่ือให้สงิ่ ตำ่ ง ๆ มกี ำรเคล่ือนไหวได้
ไมม่ กี ำรยดึ ถือ หรือ ยดึ ถือไมไ่ ด้

ทงั ้ หมดนนั ้ เป็นสว่ นของร่ำงกำย

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 44

เม่ือมี “วิญญำณธำต”ุ เข้ำผสมร่ำงกำยนนั ้ จงึ เกิดเป็นนำม คือ เวทนำ (ควำมรู้สกึ ) สญั ญำ
(ควำมจำ) สงั ขำร (ควำมคิด ควำมปรุงแตง่ อำรมณ์ต่ำง ๆ) วิญญำณ (กำรรับรู้ตำมทวำร)

เวทนา - ทำหน้ำที่เป็นควำมรู้สกึ
ตำมธรรมชำตไิ มม่ หี น้ำที่ยดึ ถือ หรือ ยดึ ถือไมไ่ ด้ ไมเ่ ท่ียง ไมค่ งท่ี

สัญญา - ทำหน้ำที่เป็นควำมจำ
ตำมธรรมชำตไิ มม่ ีหน้ำท่ียดึ ถือ หรือ ยดึ ถือไมไ่ ด้ ไมเ่ ที่ยง ไมค่ งท่ี

สังขาร - ทำหน้ำที่คดิ นกึ ตรึกตรอง ปรุงแต่ง แสดงอำกำร หรือ อำรมณ์ต่ำง ๆ
ตำมธรรมชำตไิ มม่ ีหน้ำที่ยดึ ถือ หรือ ยดึ ถือไมไ่ ด้ ไมเ่ ท่ียง ไมค่ งที่

วญิ ญาณ - ทำหน้ำท่ีรับรู้ตำมทวำร
ตำมธรรมชำติไมม่ ีหน้ำที่ยดึ ถือ หรือ ยดึ ถือไมไ่ ด้ ไมเ่ ท่ียง ไมค่ งท่ี

จะเหน็ ได้ว่ำ ธำตุ ขนั ธ์ (รูป-นำม หรือ รูป เวทนำ สญั ญำ สงั ขำร วิญญำณ) และ
อำยตนะภำยใน (ประตตู ำ หู จมกู ลนิ ้ กำย ใจ) เขำทำหน้ำที่ตำมธรรมชำตขิ องเขำ
เทำ่ นนั ้ ไมม่ กี ำรยดึ

ดงั นนั ้ ขนั ธ์ห้า ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ ซ่ึงเกิดจากธาตุ
ต่าง ๆ มาผสมปรุงแต่งขนึ้ มา จงึ ไม่ได้เป็ น “อวชิ ชา” และ “นิพพาน”

สว่ นที่เป็น “อวชิ ชา” คือ ควำมไมร่ ู้ หลงยดึ จติ เป็นตวั เรำ เป็นของเรำ
มมี ำตงั ้ แต่กำเนิดจติ ขนึ ้ มำในธรรมชำติ

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 45

แต่แม้จะยงั หลงยดึ จติ ดงั ้ เดิมเป็นตวั เรำ เป็นของเรำ ซงึ่ ยงั เป็นอวชิ ชำอยกู่ ต็ ำม
แตธ่ รรมชำตขิ อง “จติ ดงั้ เดมิ ” ก็คงเป็นธรรมชำตทิ ีเ่ ป็นวิสงั ขำร อสงั ขตธำตุ
สญุ ญตำธำตซุ งึ่ เป็นธรรม หรือ ธรรมชำติที่ไมเ่ ปล่ียนแปลงตลอดกำล

เป็นควำมวำ่ ง ไมม่ ีตวั ไมเ่ ป็นสตั ว์ บคุ คล ตวั ตน เรำ เขำ เป็นหญิง เป็นชำย เป็นนนั่ เป็นนี่

ความไม่รู้ (อวชิ ชา) ใน “สัจธรรม” ควำมจริงดงั กลำ่ ว จงึ ไมเ่ หน็ วำ่ ควำมเป็นสตั ว์
บคุ คล ตวั ตน เรำ เขำ หญิง ชำย เป็นนน่ั เป็นน่ี เป็นเพียงสมมติ เป็นสงั ขำรปรุงแตง่
มอี ยู่ เป็นอย่ชู ว่ั ครำว เกิดขนึ ้ แล้ว มีควำมไมเ่ ท่ียง มคี วำมเสอื่ ม มคี วำมดบั ไป
เป็นธรรมดำ และ สงั ขำรทงั ้ หมดไมม่ ีอยใู่ นจติ ดงั ้ เดมิ ซง่ึ เป็นวสิ งั ขำร เป็นสญุ ญตำ

ต้องอบรมสติ ปัญญำ เพ่ือให้รู้เห็นสจั ธรรมควำมจริงดงั กลำ่ วด้วยใจวำ่ จิต... ใจ...
หรือ วญิ ญำณธำต.ุ .. ตงั ้ แตด่ งั ้ เดิม เป็นรู้ออกมำจำกใจโดยไมค่ ดิ ไมป่ รุงแตง่ ไมม่ ีอะไร
ปรำกฏเลย ท่ีมีสงั ขำรปรำกฏไมใ่ ช่ใจที่เป็น “วสิ ังขาร”

ตวั ตนของเรำก็ไมม่ ี แล้ว “ใจ” ก็จะเป็นควำมวำ่ ง (ว่ำงเปลำ่ จำกสตั ว์ บคุ คล ตวั ตน เรำ
เขำ หญิง ชำย ควำมเป็นนน่ั ควำมเป็นนี่)

อบรมด้วยโพชฌงค์ 7 ซง่ึ เป็นเคร่ืองสง่ เสริม สนบั สนนุ ให้ตรัสรู้ตำม ได้แก่
สตสิ มั โพชฌงค์, ธมั มวิจยสมั โพชฌงค์ (ธรรมะวจิ ยั ), วิริยสมั โพชฌงค์ (ควำมเพียร),
ปีตสิ มั โพชฌงค์, ปัสสทั ธิสมั โพชฌงค์, สมำธิสมั โพชฌงค์, อเุ บกขำสมั โพชฌงค์
อย่ำงตอ่ เนื่องไมข่ ำดสำย

มี “พละ 5 อนิ ทรีย์ 5” ได้แก่ ศรัทธำ วริ ิยะ สติ สมำธิ ปัญญำ เป็นกำลงั

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 46

มี “อทิ ธิบาท 4” ได้แก่ ฉนั ทะ (ควำมสนใจ) วิริยะ (ควำมเพียร) จติ ตะ (เอำใจใส)่
วมิ งั สำ (วิเครำะห์เหตผุ ล รู้เหตแุ ห่งควำมเสอื่ ม คือ ขำดสติ สมำธิ ปัญญำ ศรัทธำ
ควำมเพียร รู้เหตแุ หง่ ควำมเจริญ รู้สจั ธรรม รู้อริยสจั หรือ ปฏจิ จสมปุ บำท)
อยำ่ งต่อเน่ืองไมข่ ำดสำย

ปฏิบตั ิตำม “มรรค 8”

มีขันติ (ความอดทน อดกลัน้ ) ได้แก่ กินน้อย นอนน้อย พดู น้อย ไมค่ ลกุ คลีหมคู่ ณะ
สำรวมอินทรีย์ (ตำ หู จมกู ลนิ ้ กำย ใจ) ไมเ่ อำเร่ืองโลก ๆ มำสใู่ จ ทำควำมเพียรให้มำก
เพียรให้มสี ติ สมำธิ ปัญญำ ศรัทธำ ควำมเพยี ร อยำ่ งต่อเนื่องไมข่ ำดสำย
เพียรละบำปกรรมชว่ั (มีหริ ิโอตตปั ปะ ควำมละอำยใจ ควำมเกรงกลวั ตอ่ บำป)

ธรรมที่กลำ่ วมำทงั ้ หมดจะเป็นสง่ิ ช่วยให้ใจรู้แจ้งในสจั ธรรม จำกควำมไมร่ ู้ (อวชิ ชำ)
เป็นควำมรู้แจ้งจำกใจวำ่ ทุกสรรพส่งิ ไม่มีอะไรท่มี ีตัวตน เป็ นแก่นสารสาระ
ให้ยดึ ม่ันถือม่นั ได้ ไม่ควรหลงยดึ ม่ันถอื ม่นั (สัพเพ ธัมมา นาลัง อภนิ ิเวสายะ)

ควำมรู้สกึ วำ่ “จิตมตี วั หรือ มีตวั จิต” จะเปรียบเหมือนกบั เวลำกลำงวนั เดินไปท่ีตรงนนั ้ ได้
แต่พอเวลำกลำงคืนไมก่ ล้ำเดินไปทีต่ รงนนั ้ เพรำะรู้สกึ ว่ำมตี วั ผี แตค่ วำมจริงตรงบริเวณนนั ้
ไมม่ ีตวั ผีอยเู่ ลย แตห่ ลงคดิ ปรุงแตง่ วำ่ มีตวั ผีจงึ เกิดควำมกลวั เป็นทกุ ข์

ทำนองเดียวกนั
จติ หรือ ใจ หรือ “ธำตรุ ู้เดิมแท้” ไมม่ ตี วั “ผ้ยู ดึ จติ ” ก็ไมม่ ีตวั
“ควำมรู้” ก็ไมม่ ตี วั และ รู้ออกมำจำกใจที่เป็นควำมวำ่ ง ไมม่ ีตวั

แต่เมอื่ มี "อวชิ ชา" คอื ความไม่รู้ หรือ ควำมโง่เขลำ ก็จะหลงยดึ จติ วำ่ เป็นตวั เรำ
หรือ เป็นของเรำ

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ดิ์ ขีณาลโย) 47

“จติ ” เป็นควำมไมม่ อี ะไรให้ยดึ ถือได้ ผ้ยู ดึ ก็ไมม่ ีตวั แตห่ ลงปรุงแต่งเป็นตวั เรำ
เป็นของเรำ เหมือนกบั บริเวณนนั ้ ไมม่ ีอะไร (ไมม่ ีผี) แตเ่ พรำะควำมไมร่ ู้ หรือ
ควำมเขลำ ก็หลงปรุงแต่งผีเป็นตวั ตนขนึ ้ มำ ในท่ำมกลำงควำมไมม่ ีอะไร หรือ
ในท่ำมกลำงควำมว่ำง จงึ หลงมตี วั เรำกลวั ผี เป็นควำมทกุ ข์

ถ้ำไมห่ ลงปรุงแตง่ มตี วั เรำ ก็จะไมม่ ตี วั เรำกลวั ผี ซงึ่ เป็นควำมทกุ ข์

เชน่ เดียวกนั จติ ดงั ้ เดมิ ... “ไม่มีตวั ” เป็นควำมว่ำง แต่หลงปรุงแต่งมี “ตัวจติ ” ขนึ ้ มำ
ให้ยดึ ถือได้ จงึ หลงยดึ ถือจติ เป็นตวั เรำ เป็นของเรำ

ควำมปรุงแต่งยดึ ถือจติ ดงั ้ เดิมแท้ เป็นตวั เรำ เป็นของเรำ ซง่ึ เป็น “อวชิ ชา”
เป็นเพียงสงั ขำรปรุงแตง่ เกิดดบั อย่ใู นจติ ดงั ้ เดมิ แท้ ซง่ึ เป็น “วสิ งั ขำร” เป็นธรรมชำติ
วำ่ งเปลำ่ จำกตวั ตน ว่ำงเปลำ่ จำกควำมปรุงแต่ง ไมเ่ กิดดบั อยดู่ ้วยกนั แต่ไมไ่ ด้เป็น
เนือ้ เดียวกนั ถ้ำรวมเป็นเนือ้ เดียวกนั จะแยก “อวชิ ชา” ออกจำกจติ เดิมแท้ไมไ่ ด้

ดงั นนั ้ อวชิ ชำ จงึ ดบั ไปได้ โดยจะเหลอื แต่จติ เดมิ แท้บริสุทธ์ิ (นิพพาน) ไมเ่ กิดดบั
ว่ำงเปลำ่ จำกตวั จิต ว่ำงเปลำ่ จำกสงั ขำรที่ยดึ ถือเป็นตวั เรำ เป็นของเรำ

ดงั นนั ้ ขณะจติ ใดเกิดปัญญาวมิ ุตตสิ ว่ำงขนึ ้ ท่ีใจแล้ว ควำมหลง ควำมเขลำ
ควำมมืดบอด ควำมไมร่ ู้ ควำมโง่ ซง่ึ เป็น “อวชิ ชา” ก็จะดบั ไป

เปรียบเหมือนควำมสวำ่ งเกิดขนึ ้ ท่ีใจเพียงขณะจิตเดียว ควำมมืดบอดก็หำยไป ฉะนนั ้

ควำมจริงตวั ตนของเรำก็ไมม่ ีมำแต่แรกแล้ว สว่ นจิตเดมิ แท้ก็ไมม่ ีอะไรให้ยดึ ถือได้

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 48

แตเ่ พรำะควำมไมร่ ู้ หรือ ควำมโง่ จงึ หลงยดึ ถือจติ ดงั ้ เดิมแท้ที่ไมม่ ีอะไร เป็นตวั เรำ
เป็นของเรำ จงึ หลงมตี วั เรำ มำตงั ้ แตช่ ำติแรก

เมือ่ หำยโง่ (อวิชชำดบั ) เพรำะรู้แจ้งขนึ ้ ที่ใจวำ่ มเี พียงจติ เดมิ แท้ซง่ึ เป็นวญิ ญำณธำตุ
(ธำตรุ ู้) ท่ีวำ่ งเปลำ่ จำกสงั ขำร ไมม่ ีตวั จิต และ ไมม่ ีตวั เรำ ไมม่ สี ง่ิ ที่จะให้ยดึ มนั่ ถือมนั่ ได้
ทงั ้ ตวั ตนของผ้ยู ดึ มนั่ ถือมนั่ ก็ไมม่ ี จงึ ไมม่ ผี ้มู ีกิเลส และ ผ้ทู กุ ข์ เรียกวำ่ “นิพพาน”

ดงั นนั ้ .... ถ้ามีจติ (มีส่งิ ท่ยี ดึ ถอื ได้) กม็ ีอวชิ ชา
ไม่มีจติ ไม่มีอวชิ ชา

กลำ่ วได้วำ่ “นิพพาน” เพราะหายโง่เพียงอยำ่ งเดียวเทำ่ นนั ้ เพรำะรู้แจ้งวำ่
แท้จริงไม่มีตัวจติ ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา

ดงั นนั ้ จงึ ไมไ่ ด้มีตวั เรำไปถึง ไปได้นิพพำนมำเป็นของเรำแต่อยำ่ งใด

มเี พียงจติ หน่ึง (เอโกธัมโม) เรียกว่า “พุทธะ”
ไมไ่ ด้หมำยถึงรูปกำยของพระพทุ ธเจ้ำ แต่หมำยถึง
เป็นผู้รู้ - รู้แจ้ง รู้สนิ ้ ยดึ รู้สนิ ้ หลง เพรำะรู้สจั ธรรม รู้อริยสจั
ผู้ต่ืน - ต่ืนจำกควำมหลบั ไหล หมำยถงึ อวิชชำ ซงึ่ เป็นควำมหลงมำยำวนำนตงั ้ แตช่ ำติแรก
ผู้เบกิ บาน - เพรำะสนิ ้ ยดึ จงึ สนิ ้ กิเลส สนิ ้ ควำมเศร้ำหมอง พ้นทกุ ข์ นิพพำน
เป็นธรรมธำตุ เป็นธำตรุ ู้บริสทุ ธิ์ เป็นอมตธำตุ อมตธรรม ไมเ่ กิดดบั ตลอดกำล

~~~~~~~~~~~~~~~~~

รวบรวมโอวาทธรรม “ทีส่ ดุ แห่งธรรม ๑” เรื่องอวิชชา จิตเดิมแท้ อริยสจั ธาตรุ ู้ นิพพาน (หลวงตาณรงค์ศกั ด์ิ ขีณาลโย) 49


Click to View FlipBook Version