The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by เปรี้ยว วรา, 2023-09-24 01:07:57

เพียเจต์

เพียเจต์

ทฤษฎีพัฒนาการทางเชาว์ปัญญาของเพียเจต์ (Piaget’s Cognitive Development Theory) เสนอ ดร.รอง ปัญสังกา จัดทำ โดย นางสาววราภณ์ ตันนารัตน์ รหัสนักศึกษา 6622610430 คณะศึกษาศาสตร์ รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา จิตวิทยาสำหรับครู ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 วิทยาลัยสันตพล


คำนำ รายงานเรื่อง ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียร์เจย์เล่มนี้ ผู้จัดทาได้เรียบเรียงขึ้น เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน ในรายวิชา EA 105 จิตวิทยาสำหรับครู เป้าหมายของรายงาน โดยรวมคือ มุ่งเน้นให้ผู้เรียน มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ พัฒนาการมนุษย์ แนวคิดหลักการ ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจท์ รวมถึงพัฒนาการในแต่ละช่วงอายุของมนุษย์ และการ นำไปใช้ในการจัดการศึกษามากยิ่งขึ้น ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้เรียนหรือผู้ที่ต้องการศึกษา ค้นคว้าในเรื่องทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียร์เจย์ ไม่มากก็น้อย ผู้จัดทำขอขอบคุณท่าน อาจารย์ ดร.วณิชา สาคร เป็นอย่างสูงที่ได้ชี้แนะแนวทาง และช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ในการทำ รายงานเล่มนี้ทำให้รายงานเล่มนี้ประสบผลสำเร็จ หากมีข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่องในเรื่องใด ผู้จัดทำขอภัยมา ณ ที่นี้ด้วย นางสาววราภรณ์ ตันนารัตน์ 18 กรกฎาคม 2566


ทฤษฎีพัฒนาการทางเชาว์ปัญญาของเพียเจต์ (Piaget’s Cognitive Development Theory) ชีวประวัติโดยย่อของ Jean Piaget Jean William Fritz Piaget Jackson เกิดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2439 ณ เมือง Neuchâtelประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เขาเป็นบุตรหัวปีของศาสตราจารย์วรรณคดียุคกลาง Arthur Piaget และ Rebecca Jackson (ค.ศ.1896 – 1980) ผู้สร้างทฤษฎีพัฒนาการเชาวน์ปัญญา ทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการ เชาวน์ปัญญา เพียเจต์ได้รับปริญญาเอกทางวิทยาศาสตร์สาขาสัตวิทยาที่มหาวิทยาลัยNeuchatel ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ทฤษฎีของเพียเจต์ตั้งอยู่บนรากฐานของทั้งองค์ประกอบที่เป็นพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม


ทฤษฎีการเรียนรู้ เพียเจต์ (Piaget) ได้ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านความคิดของเด็กว่ามีขั้นตอนหรือ กระบวนการอย่างไรทฤษฎีของเพียเจต์ตั้งอยู่บนรากฐานของทั้งองค์ประกอบที่เป็นพันธุกรรมและ สิ่งแวดล้อม เขาอธิบายว่า การเรียนรู้ของเด็กเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญาซึ่งจะมีพัฒนาการ ไปตามวัยต่างๆเป็นลำดับขั้นพัฒนาการเป็นสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติไม่ควรที่จะเร่งเด็กให้ข้ามจาก พัฒนาการจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่ง เพราะจะทำ ให้เกิดผลเสียแก่เด็ก แต่การจัดประสบการณ์ ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในช่วงที่เด็กกำ ลังจะพัฒนาไปสู่ขั้นที่สูงกว่าสามารถช่วยให้เด็กพัฒนา ไปอย่างรวดเร็วเพียเจต์ เน้นความสำ คัญของการเข้าใจธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กมากกว่า การกระตุ้นเด็กให้มีพัฒนาการเร็วขึ้นเพียเจต์สรุปว่า พัฒนาการของเด็กสามารถอธิบายได้โดยลำ ดับระยะพัฒนาทางชีววิทยาที่คงที่แสดงให้ปรากฏ


แนวคิดพื้นฐาน มนุษย์ทุกคนมีความพร้อมที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เกิดพัฒนาการทาง สติปัญญา เป็นผลจากการที่บุคคลมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) กับโลกภายนอกหรือสิ่งแวดล้อม โดยบุคคลจะต้องใช้การปรับตัว (Adaptation)เพื่อให้เข้ากับโลกภายนอกหรือสิ่งแวดล้อมด้วยการ ใช้กระบวนการดูดซึม(Assimilation) และกระบวนการปรับโครงสร้างทางสติปัญญา (Accommodation) จนทำ ให้เกิดเกิดเรียนรู้กระบวนการพัฒนาของสติปัญญาจะเป็นไปตามลำ ดับขั้นขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะและการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลลำ ดับขั้นของการพัฒนาจะเหมือนกันทุก คน แต่ช่วงเวลาในแต่ละขั้นจะแตกต่างกันไป เพราะอิทธิพลของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม


แนวคิดสำคัญ เด็กแรกเกิดมีความสามารถในการปรับตัวดยปฏิสัมพันธ์ของเด็กกับสิ่งแวดล้อมหลัก พัฒนาการตามแนวคิดเพียเจต์ ให้ชื่อการพัฒนาการของเด็กวัยรุ่นหรือวัยมัธยมศึกษาว่า Formal Operation สามารถคิดได้แบบผู้ใหญ่คือ - คิดในสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ - มีความสนใจในปรัชญาชีวิต ศาสนา อาชีพ - สามารถใช้เหตุผลเป็นหลักในการตัดสินใจ - สามารถคิดเหตุผลได้ทั้งอนุมานและอุปมาน - มีหลักการในการให้เหตุผลของตนเอง เกี่ยวกับ ความยุติธรรม เสมอภาคและมีมนุษยธรรม


ทฤษฎีการเรียนรู้ พัฒนาการทางสติปัญญาของบุคคลเป็นไปตามวัยต่างๆ 1.ขั้นของการใช้ประสาทสัมผัสและกล้ามเนื้อ ช่วงอายุแรกเกิด – 2 ขวบ คือ ระยะที่ 1 เรียกว่า ขั้นของ การใช้ประสาทสัมผัสและกล้ามเนื้อ (Sensorimotor Stage) พฤติกรรมของเด็กในวัยนี้ ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวเป็นส่วนใหญ่ เช่น การไขว่คว้า การเคลื่อนไหว การมอง การดู เด็กจะ พัฒนาการแก้ปัญหาโดยไม่ต้องใช้ภาษาเป็นสื่อ เพราะจะแสดงออกในรูปของการการกระทำแทน เป็นช่วงเริ่มต้นที่จะเรียนรู้ในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม เด็กมักจะทำ อะไรซ้ำ บ่อยๆ ซึ่งเกิด จากการเลียนแบบ และจะพยายามแก้ปัญหาแบบลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ดังนั้น การให้ลูกได้ ลองทำ อะไรด้วยตัวเองจะเป็นการพัฒนาสติปัญญาของเด็กวัยนี้ 2.ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด ช่วงอายุ 2-7 ปี คือ ระยะที่ 2 เรียกว่า ขั้นเตรียมความคิดที่มีเหตุผล หรือ การคิดก่อนปฏิบัติการ (PreoperationalStage) พัฒนาการเชาว์ปัญญาของเด็กวัยนี้เน้นไปที่การ เรียนรู้และเริ่มมีพัฒนาการทางภาษาดีขึ้นด้วย โดยสามารถพูดได้เป็นประโยค มีการสร้างคำ ได้ มากขึ้น แต่เด็กยังไม่สามารถใช้สติปัญญาคิดได้อย่างเต็มที่ แบ่งได้เป็น 2 ช่วง คือ -ขั้นก่อนเกิดสังกัป (Preconceptual Thought) สังกัปคือการนึกคิด เป็นขั้นพัฒนาการของ เด็กอายุ 2-4 ปี ซึ่งเขาจะยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ความคิดของเขาคือ จะโยงความสัมพันธ์ของ แต่ละเหตุการณ์มาเกี่ยวโยงกัน ซึ่งอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องจะมีความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ ใน เบื้องต้น เช่น จะเรียกสัตว์ที่มี 4 ขาทั้งหมดว่า หมา ซึ่งนั่นเป็นเพราะเขามีขีดจำกัดในการเรียนรู้ และเข้าใจอะไรได้ในมิติเดียว สำหรับสิ่งที่จะทำให้เด็กในวัยนี้มีพัฒนาการทางสติปัญญาที่ดีก็คือ การเล่นบทบาทสมมติ -ขั้นการคิดแบบญาณหยั่งรู้ นึกออกเองโดยไม่ใช้เหตุผล(Intuitive Thought) เป็นขั้น พัฒนาการของเด็ก อายุ 4-7ขวบ ขั้นนี้ ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการคิด รู้จักแยกประเภท และแยกชิ้นส่วนของ สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้รู้จักนำ ความรู้ในสิ่งหนึ่งไปอธิบายหรือ แก้ปัญหาอื่นและสามารถนำเหตุผลทั่วๆ ไปมาสรุปแก้ปัญหาแต่ไม่ได้วิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนเด็ก จะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆดีขึ้นแต่การคิดหาเหตุผลและการตัดสินใจของเด็ก


ยังคงขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตนรับรู้การเล่นสำหรับเด็กวัยนี้คือรูปแบบการเล่นที่มีกฎเกณฑ์และขั้นตอน เข้ามาเกี่ยวข้อง รวมไปถึงการเล่นบทบาทสมมติที่มีเรื่องราว ที่สอดคล้องกันอย่างมีเหตุมีผล 3. ขั้นปฏิบัติการคิดด้านรูปธรรม ช่วงอายุ 7-11 ขวบ คือ ระยะที่ 3 เรียกว่า ขั้นคิดอย่างมี เหตุผลและเป็นรูปธรรม (Concrete Operation Stage)เด็กในวัยนี้จะสามารถใช้เหตุผลใน การตัดสินใจปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้น มีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาหลายด้าน คือ สามารถสร้าง จินตนาการในความคิดของตนขึ้นมาได้ สามารถคิดเปรียบเทียบได้เรียงลำดับสิ่งต่างๆได้ นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการคิดย้อนกลับ สามารถจัดกลุ่มหรือจัดการได้อย่างสมบูรณ์ เช่น การแบ่งแยกประเภทของสัตว์ สามารถสนทนากับบุคคลอื่นและเข้าใจความคิดของผู้อื่นได้ ดี ที่สำคัญคือความสามารถในการจำ ของเด็กในช่วงนี้มีประสิทธิภาพขึ้น 4. ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม ช่วงอายุตั้งแต่ 11 ขวบขึ้นไป คือ ระยะที่ 4 เรียกว่าขั้น ของการคิดอย่างมีเหตุผลและอย่างเป็นนามธรรม (Formal Operation Stage) ในวัยนี้เขาจะ ไม่คิดจากสิ่งที่เห็นหรือได้ยินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะคิดถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตและคาด เดาถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า เพื่อให้ได้สมมติฐานที่สมเหตุสมผลมาสนับสนุนความคิด ซึ่ง นั่นหมายถึงเด็กจะเริ่มคิดแบบผู้ใหญ่ได้ เข้าใจในสิ่งที่เป็นนามธรรม เป็นตัวของตัวเอง ต้องการ อิสระ ไม่ยึดตนเป็นศูนย์กลาง รู้จักการใช้เหตุผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ


พัฒนาการทางการรู้คิดของเด็กในช่วงอายุ 6 ปีแรกของชีวิต ประสบการณ์สำคัญที่เด็กควรได้รับการส่งเสริม มี 6 ขั้น ได้แก่ 1. ขั้นความรู้แตกต่าง (Absolute Differences) เด็กเริ่มรับรู้ในความแตกต่างของสิ่งของที่ มองเห็น 2. ขั้นรู้สิ่งตรงกันข้าม (Opposition) ขั้นนี้เด็กรู้ว่าของต่างๆมีลักษณะตรงกันข้ามเป็น 2 ด้าน เช่น มี-ไม่มี หรือ เล็ก-ใหญ่ 3. ขั้นรู้หลายระดับ (Discrete Degree) เด็กเริ่มรู้จักคิดสิ่งที่เกี่ยวกับลักษณะที่อยู่ตรงกลาง ระหว่างปลายสุดสอง ปลาย เช่น ปานกลาง น้อย 4. ขั้นความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง (Variation) เด็กสามารถเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ของสิ่งต่างๆ เช่น บอกถึงความเจริญเติบโตของต้นไม้ 5. ขั้นรู้ผลของการกระทำ (Function) ในขั้นนี้เด็กจะเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของการ เปลี่ยนแปลง 6. ขั้นการทดแทนอย่างลงตัว (Exact Compensation) เด็กจะรู้ว่าการกระทำ ให้ของสิ่งหนึ่ง เปลี่ยนแปลงย่อมมีผลต่ออีกสิ่งหนึ่งอย่างทัดเทียมกัน


กระบวนการทางสติปัญญา มีลักษณะดังนี้ 1. การซึมซับหรือการดูดซึม (assimilation)เป็นกระบวนการทางสมองในการรับ ประสบการณ์ เรื่องราว และข้อมูลต่าง ๆ เข้ามาสะสมเก็บไว้เพื่อใช้ประโยชน์ 2. การปรับและจัดระบบ (accommodation) กระบวนการทางสมองในการปรับ ประสบการณ์เดิมและประสบการณ์ใหม่ให้เข้ากันเป็น ระบบหรือเครือข่ายทางปัญญาที่ตน สามารถเข้าใจได้ เกิดเป็นโครงสร้างทางปัญญาใหม่ขึ้น 3. การเกิดความสมดุล (equilibration)เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจากขั้นของการปรับ หาก การปรับเป็นไปอย่างผสมผสานกลมกลืนก็จะก่อให้เกิดสภาพที่มีความสมดุลขึ้น หากบุคคลไม่ สามารถปรับประสบการณ์ใหม่และประสบการณ์เดิมให้เข้ากันได้ ก็จะเกิดภาวะความไม่สมดุล ขึ้นซึ่งจะก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญาขึ้นในตัวบุคคล


การนำ ไปใช้ในการจัดการศึกษา / การสอน นักเรียนที่มีอายุเท่ากันอาจมีขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงไม่ควร เปรียบเทียบเด็ก ควรให้เด็กมีอิสระที่จะเรียนรู้และพัฒนาความสามารถของเขาไปตามระดับ พัฒนาการของเขา นักเรียนแต่ละคนจะได้รับประสบการณ์ 2 แบบคือ 1.ประสบการณ์ ทางกายภาพ (physical experiences)จะเกิดขึ้นเมื่อนักเรียนแต่ละคนได้ ปฏิสัมพันธ์กับวัตถุต่างในสภาพแวดล้อมโดยตรง 2.ประสบการณ์ ทางตรรกศาสตร์ (Logicomathematical experiences) จะเกิดขึ้นเมื่อ นักเรียนได้พัฒนาโครงสร้างทางสติปัญญาให้ความคิดรวบยอดที่เป็นนามธรรม


การประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ 1. การพัฒนาเด็กควรคำนึงถึงพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กและจัดประสบการณ์ให้ เหมาะสมกับพัฒนาการของเขา ไม่ควรบังคับให้เด็กเรียนในสิ่งที่ยังไม่พร้อมหรือยากเกิน พัฒนาการตามวัย เพราะจะทำ ให้เด็กเกิดเจตคติที่ไม่ดีในสิ่งที่เรียน และการจัดประสบการณ์ ควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ - การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามวัยของตนเอง ซึ่งจะช่วยให้เด็กพัฒนา ไปสู่พัฒนาการขั้นสูงขึ้นได้ - เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการแตกต่างกัน ถึงแม้อายุจะเท่ากันแต่ระดับพัฒนาการอาจไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงไม่ควรเปรียบเทียบเด็กควรให้เด็กมีอิสระที่จะเรียนรู้ และพัฒนาความสามารถของเขา ไปตามระดับพัฒนาการของเขา - ผู้สอนควรสอนสิ่งที่เป็นรูปธรรมเพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจลักษณะต่างๆได้ดีขึ้น 2. การให้ความสนใจและสังเกตเด็กอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ได้ทราบลักษณะเฉพาะของเด็ก 3. ในการสอนเด็กเล็กๆเขาจะรับรู้ส่วนรวม (whole)ได้ดีกว่าส่วนย่อย (part) ดังนั้นผู้สอนจึง ควรสอนภาพรวมก่อนแล้วจึงแยกสอนทีละส่วน 4. ในการสอนสิ่งใดให้กับเด็ก ควรเริ่มจากสิ่งที่เด็กคุ้นเคยหรือมีประสบการณ์มาก่อน แล้วจึง เสนอสิ่งใหม่ที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งเก่า การทำเช่นนี้จะช่วยเด็กซึมซับและจัดระบบความรู้ได้ดี 5. การเปิดโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์แล้วมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมมากๆ จะช่วย ให้ เด็กซึมซับข้อมูลเข้าสู่โครงการสร้างและพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กได้ดี


หลักสูตรที่สร้างขึ้นบนพื้นฐาน ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ เน้นพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนโดยต้องเน้นให้ นักเรียนใช้ศักยภาพของตนเองให้มากที่สุด เสนอการเรียนการเสนอที่ให้ผู้เรียนพบกับความแปลกใหม่ เน้นการเรียนรู้ต้องอาศัยกิจกรรมการค้นพบ เน้นกิจกรรมการสำรวจและการเพิ่มขยายความคิดในระหว่างการเรียนการสอน ใช้กิจกรรมขัดแย้ง (cognitive conflict activities) โดยการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น นอกเหนือจากความคิดเห็นของตนเอง


การสอนที่ส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียน - ถามคำถามมากกว่าการให้คำตอบ - ครูผู้สอนควรจะพูดให้น้อยลง และฟังให้มากขึ้น - ควรให้เสรีภาพแก่นักเรียนที่จะเลือกเรียนกิจกรรมต่าง ๆ - เมื่อนักเรียนให้เหตุผลผิด ควรถามคำ ถามหรือจัด ประสบการณ์ให้นักเรียนใหม่ เพื่อนักเรียนจะได้แก้ไขข้อผิดพลาดด้วยตนเอง - ชี้ระดับพัฒนาการทางสติปัญญาของนักเรียนจากงานพัฒนาการทางสติปัญญาขั้น นามธรรมหรือจากงานการอนุรักษ์เพื่อดูว่านักเรียนคิดอย่างไร - ยอมรับความจริงที่ว่า นักเรียนแต่ละคนมีอัตราพัฒนาการทางสติปัญญาที่แตกต่างกัน - ผู้สอนต้องเข้าใจว่านักเรียนมีความสามารถเพิ่มขึ้นในระดับความคิดขั้นต่อไป - ตระหนักว่าการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเพราะจดจำ มากกว่าที่จะเข้าใจเป็นการเรียนรู้ที่ไม่แท้จริง


สรุปแนวคิดของเพียเจต์ มองว่าเด็กเล็กจะมองกฎเกณฑ์ว่าเป็นสิ่งจริงจังเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ( absolute) และมาจาก อำนาจภายนอก ( external)หมายความว่า พัฒนาการทางจริยธรรมของเด็กเล็กจะอยู่ใน ลักษณะผิดว่ากันไปตามสิ่งที่สังเกตเห็นได้ โดยมิได้คำ นึกถึงเจตนาของผู้กระทำ ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องมาจากการใช้ภาษา และความคิดของเด็กมีลักษณะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง(egocentric) ทำ ให้ไม่สามารถมองเห็นหลาย ๆ สิ่งได้ ในเวลาเดียวกัน เมื่อเด็กโตขึ้นอายุประมาณ 11-12 ปี พัฒนาการทางจริยธรรมของเด็กวัยนี้จะมีการเชื่อมโยงหาเหตุผล เด็กจะคำนึงถึงเจตนาของ ผู้ทำมากกว่าสิ่งที่สังเกตได้เฉพาะหน้า เนื่องจากเด็กวัยนี้สามารถมองหลาย ๆ สิ่งได้ในเวลา เดียวกัน เด็กโตจึงสามารถเข้าใจถึงเจตนาของผู้อื่นและสามารถยืดหยุ่นเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ได้ โดยตระหนักว่ากฎเกณฑ์เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างบุคคลในการควบคุมพฤติกรรมในแต่ละ สถานการณ์เท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถนำ กฎเกณฑ์ไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆได้


ขั้นประเมินผล ดำเนินการสอนต่อไปนี้ 1.มีการทดสอบแบบการให้เหตุผลของนักเรียน 2.พยายามให้นักเรียนแสดงเหตุผลในการตอนคำถามนั้นๆ 3.ต้องช่วยเหลือนักเรียนทีมีพัฒนาการทางสติปัญญาต่ำกว่าเพื่อนร่วมชั้น ในขั้นประเมินผล ควรดำเนินการสอนต่อไปนี้ในการจัดการเรียนรู้ให้วัยรุ่นควรจัดให้รู้จัดคิด ตัดสินใจแก้ปัญหา เช่น การแก้ปัญหาโดยใช้หลักการวิทยาศาสตร์การสอนแบใช้ความคิดรวบยอด


บรรณานุกรม Jean Piaget, Biography Piaget's theory of cognitive development, Wikipedia Sprouts https://ams.kku.ac.th/ http://ir.swu.ac.th/ https://www.baanjomyut.com https://sites.google.com/


Click to View FlipBook Version