หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
ศาสนาที่เกิดใน
ภูมิภาคเอเชียตะวันออก
Prepared by members of group ๑
ศาสนาที่เกิดใน ๑. ศาสนาเต๋า
ภูมิภาคเอเชียตะวันออก ๒. ศาสนาขงจื๊อ
๓. ศาสนาชินโต
๑.ศาสนาเต๋า
ประเทศจีนในช่วงสมัยราชวงศ์โจว (ประมาณ ๕๗๙ ปี ก่อนพุทธศักราช - พ.ศ. ๓๒๒) บ้าน
เมืองตกอยู่ในภาวะสงครามภายในประเทศ ซึ่งเป็นสงครามระหว่างแคว้นที่ยืดเยื้อยาวนาน
เป็นเหตุให้บ้านเมืองสับสนวุ่นวาย เกิดเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆ สภาวการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะ
นั้น เป็นแรงผลักดันให้นักปราชญ์จีนเริ่มหันมาพัฒนาแนวความคิดด้านอภิปรัชญาที่ว่าด้วย
ความแท้จริงของชีวิต อันเป็นเหตุให้เกิดศาสนาใหม่ เรียกว่า “ศาสนาเต๋า” ซึ่งสอนให้คนใน
สังคมดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่เห็นแก่ตัว สังคมที่วุ่นวายจึงสงบลง รวมถึง
เปลี่ยนแปลงแนวคิดของผู้คนที่นับถือภูตผีปีศาจและปรากฏการณ์ธรรมชาติให้หันมาให้ความ
สำคัญเรื่องอภิปรัชญามากขึ้น
๑.๑ ประวัติของศาสดา ศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนาเต๋า คือ เล่าจื๊อ เกิดในตระกูลลี้
ที่หมู่บ้านเค็กยินลี้ ตำบลไหล่ มณฑลเหอหนาน สมัยราชวงศ์
โจว เมื่อประมาณ ๖๑ ปี ก่อนพุทธศักราชเล่าจื๊อได้รับการ
ศึกษาจากธรรมชาติมากกว่า คนอื่นๆ เป็นผู้มีความฉลาด
ตั้งแต่เด็ก เมื่อได้รับ การศึกษาจนเติบโต ก็ได้รับราชการเป็น
ขุนนาง ชั้นผู้ใหญ่ในกรมอาลักษณ์ ดำรงตำแหน่งเป็น
บรรณารักษ์และเป็นนักประวัติศาสตร์ประจำราชสำนัก และ
เล่าจื๊อได้มีโอกาสเห็นความเสื่อม ของราชวงศ์โจวอันเกิดจาก
สภาพบ้านเมืองที่ ประสบปัญหาความยุ ง่ ยาก มีการฉ้อ
ราษฎร์ บังหลวง เอารัดเอาเปรียบระหว่างขุนนาง ด้วยกัน
ขุนนางเสนาบดีแตกแยกกันเป็นก๊ก เป็นเหล่า ในขณะที่องค์
จักรพรรดิเองก็ขาด ความเอาใจใส่ดูแลการแก้ปัญหาของ
บ้านเมือง
ศาส(นปารเะตม๋าาไณด้รัพบก.ศา.ร๓ส๔ถ๑า-ป๗น๖า๓เป)็นโดศยาสนันกาพในรตสเมตั๋ยารนาาชมววง่าศ์ฮั่น
“จางเต๋าหลิง” แห่งภูเขาเหาะเม่งซัว มณฑลเสฉวน เป็นผู้
สถาปนา ศาสนาเต๋า ยกเล่าจื๊อเป็นศาสดา และใช้เต๋าเต็กเก็ง
เป็นคัมภีร์
๑.๒ คัมภีร์
คัมภีร์ของศาสนาเต๋า เรียกว่า เต๋าเต็กเก็ง คำว่า “เต๋า” แปลว่า “หนทาง” หรือ “วิถี” คำว่า
“เต็ก” แปลว่า “คุณธรรม” หมายถึง การแสดงออกของสัจธรรมหรือคุณธรรมที่เรารู้เห็นได้ คำว่า
“เก็ง” แปลว่า “วรรณคดี” เต๋าเต็กเก็งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักจริยธรรม อภิปรัชญา รัฐศาสตร์
การปกครอง คุณธรรมของนักปกครอง ความสันโดษ การสละโลก
คัมภีร์เต๋าเต็กเก็งมีความยาวประมาณ ๕,๕๐๐ คำ มีจำนวน ๘๑ บท แบ่งเป็น ๒ ภาค ได้แก่
๑. ภาคแรก ประกอบด้วย บทที่ ๑ ถึง ๓๗ รวมเป็น ๓๗ บท เริ่มต้นด้วยคำว่า “เต๋า”
กล่าวถึง สัจธรรมสูงสุดคือเต๋า ลักษณะและธรรมชาติของเต๋า การเกิดสิ่งต่างๆ หลักจริยธรรม และ
วิธีเข้าถึงเต๋า
๒. ภาคที่สอง ประกอบด้วย บทที่ ๓๘ ถึง ๘๑ รวมเป็น ๔๔ บท เริ่มต้นด้วยคำว่า “เต็ก”
กล่าวถึง ลักษณะการปกครองที่ดีและรัฐในอุดมคติแบบเต๋า ลักษณะของนักปราชญ์ที่แท้จริง และ
วิธีดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข
๑.๓ นิกาย ศาสนาเต๋าในระยะเริ่มแรกไม่มีนิกาย ครั้นเมื่อพระพุทธศาสนาได้
เผยแผ่เข้าไปสู่ประเทศจีนเมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ ๗ ศาสนาเต๋าก็
เริ่มรับเอาพระพุทธศาสนาไปผสมผสานทำให้กลุ่มศาสนาเต๋าแยก
ออกเป็น ๒ กลุ่ม ระหว่างศาสนาเต๋าฝ่ายใต้กับศาสนาเต๋าฝ่ายเหนือ
จนเกิดเป็น ๒ นิกาย ดังนี้
๑) นิกายเช้งอิ คือ กลุ่มของผู้อยู่ทางใต้ของแม่น้ำแยงซี มี ๒) นิกายชวนเชน คือ กลุ่มของผู้อยู่ทางเหนือที่เชื่อใน
ความเชื่อในฤทธานุภาพแห่งเทียนจื๊อผู้เป็นอาจารย์บน คำสอนเรื่องการดำรงชีพให้กลมกลืนกับธรรมชาติ รัก
สวรรค์ นามว่า “จางเต๋าหลิง” ซึ่งเชื่อว่าเป็นบูรพาจารย์แห่ง สงบ เป็นอยู่อย่างง่ายๆ กลุ่มนิกายนี้ส่วนใหญ่สละบ้าน
ศาสนาเต๋า ดาบของท่านสามารถทำลายภูตผีปีศาจซึ่งอยู่ไกล เรือนออกไปอยู่วัด รับประทานอาหารเจ และอดอาหาร
ถึงพันไมล์ได้ นิกายนี้เชื่อเรื่องคาถาอาคม เช่น ใช้คาถากัน บ้างในบางโอกาส นักบวชในนิกายนี้ห้ามแต่งงานและ
ฝนตก กันฝนแล้ง ไล่ผี และเข้าทรง นักบวชนิกายนี้มีชีวิต ห้ามดื่มน้ำเมา
ความเป็นอยู่อย่างชาวบ้านทั่วไปและมีครอบครัวได้ ซึ่งต่าง
จากนักบวชนิกายฝ่ายเหนือ นิกายเช้งอินี้เรียกชื่ออีกอย่าง
หนึ่งว่า “นิกายเทียนจื๊อ”
ศิลาแกะสลักเป็นรูปเล่าจื๊อกําลังนั่ง บริเวณภูเขา เง็กเซียนฮ่องเต้หรือทีกง เป็นประมุขสูงสุดปกครองเหล่า
ชิงหยวนเมืองกว่างโจว ประเทศจีน เทพยดาทั้งปวงบนสวรรค์ตามคติความเชื่อของศาสนาเต๋า
๑.๔ หลักธรรม หลักธรรมของศาสนาเต๋ามุ่งเน้นการดำรงชีวิตให้กลมกลืนกับ
ธรรมชาติให้มนุษย์รู้จักตนเองบำเพ็ญคุณงามความดีไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่มัก
ใหญ่ใฝ่สูง ประหยัด มัธยัสถ์ทำจิตใจให้สงบ รู้จักถ่อมตนเน้นทาง
ธรรมมากกว่าทางโลก หลักคำสอนที่สำคัญของเล่าจื๊ออาจสรุปเป็น
ประเด็นสำคัญๆ ได้ดังต่อไปน
๑) สมบัติอันเป็นเหมือนรัตนะ ๓ ประการ ๕) ลักษณะคนดีและชีวิตที่มีสุขสูงสุด
จะได้บังเกิดขึ้นเล่าจื๊อสอนว่าทุกคนควรบำเพ็ญ ๖) ปรัชญาในการดำเนินชีวิต ๔ ประการ
รัตนะ ๓ ประการ ให้เกิด ให้มีเพื่อความผาสุกของ เล่าจื๊อสอนว่า ชีวิตของมนุษย์จะดีได้ต้อง
สังคม ดังที่เล่าจื๊อได้กล่าวไว้ในคัมภีร์ ดำเนินตามหลักปรัชญา ๔ ประการ ได้แก่ จื๊อเซ่ง
เต๋า เต็ก เก็ง จื๊อจก จื๊ออีเต๋า และจื๊ดใจ
๒) ชีวิตจะดีได้ต้องกลมกลืนกับธรรมชาติ ๗) อุดมธรรม เป็นหลักธรรมที่ควรกล่าวถึงอีกประการหนึ่ง
เล่าจื๊อสอนว่า ให้ดำเนินชีวิตกลมกลืนกับธรรมชาติ เพราะได้สอนให้เคารพบิดา มารดา ภักดีต่อองค์พระมหา
โดยปล่อยให้ธรรมชาติให้คุณและลงโทษ ใช้ธรรมเข้า กษัตริย์และครู อาจารย์ เมตตาต่อมนุษย์และสัตว์ มีความ
สู้อธรรม ใช้ความสัตย์สู้ความอสัตย์ใช้ความดีสู้ อดทนอดกลั้น ทัดทานการทำความชั่ว เสียสละให้กับผู้ยากไร้
ความชั่ว หรือต่ำต้อยกว่า ให้อิสรภาพแก่สัตว์ รวมทั้งติณชาติและ
๓) ความบริสุทธิ์อันยิ่งใหญ่ ๓ ประการ รุกขชาติ ซึ่งปรัชญาต่างๆ อันเป็นอุดมธรรมของศาสนาเต๋าได้
๔) หลักคำสอนทางจริยธรรม มีการบันทึกไว้ในคัมภีร์เต๋า เต็ก เก็ง
คำสอนทางจริยธรรมบางประการของเล่าจื๊อปรากฏ
ในคัมภีร์เต๋า เต็ก เก็ง
๑.๕ พิธีกรรม
เนื่องจากศาสนาเต๋าเริ่มต้นจากการเป็นแนวความคิดทางปรัชญาหรือลัทธิมุ่งเน้นการสร้างความ
สุขทางด้านจิตใจ ไม่เน้นการปฏิบัติศาสนาเต๋าแต่แรกเริ่มจึงไม่มีพิธีกรรมให้ต้องปฏิบัติมากพิธีกรรม
สำคัญก็คือการเคารพบูชากราบไหว้บรรพบุรุษ ภายหลังก็มีพิธีกรรมความเชื่ออื่นๆ ที่มิใช่ของศาสนาเต๋า
แทรกผสมผสานเข้ามาปะปน เช่น การปลุกเสกเครื่องรางของขลัง การล้างบาปการติดต่อกับวิญญาณ
เทพเจ้า เป็นต้น
นักบวชของศาสนาเต๋าทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาผู้มาขอฤกษ์ยามและวันมงคลในการประกอบพิธีต่างๆ นักบวชหา
เลี้ยงชีพอยู ่กับเรื่องของวิญญาณโดยสอนประชาชนให้รับการชำระบาปนอกจากนี้นักบวชก็ยังขายเครื่องรางของขลัง
เพื่อป้องกันภูตผีปีศาจด้วย ดังนั้นศาสนาเต๋าที่เคยมีปรัชญาสูง แต่มาระยะหลังได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเกือบหมดสิ้น
จึงกลายเป็นศาสนาแห่ง
ไสยศาสตร์
ปัจจุบันศาสนิกชนที่นับถือศาสนาเต๋าก็ประกอบพิธีกรรมที่แตกต่างกันออกไปตามคติความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น
โดยการนำเอาคำสอนของเต๋ามาประยุกต์เข้ากับพิธีกรรมนั้นๆ เช่นการถือศีลกินเจ การทำพิธีไหว้ขอพรในเทศกาลต่างๆ
เป็นต้น
๒.ศาสนาขงจื๊ อ
ศาสนาขงจื๊อมีความสำคัญมากต่อประชาชนชาวจีน คำสอนของศาสดาเป็นส่วนสำคัญใน
การหล่อหลอมให้ชาวจีนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
สาระสำคัญของศาสนา คือ ความกตัญญู ความเคารพและการให้ความสำคัญต่อ
ธรรมชาติ การปฏิบัติตามหน้าที่ของตนเอง การเซ่นไหว้บิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้ว
ซึ่งการกระทำนี้ส่งผลให้สมาชิกในครอบครัวมีความรักและความผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง
๒.๑ ประวัติของศาสดา
ศาสนาขงจื๊อเกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์โจว ตั้งชื่อตาม "ขงจื๊อ"
ผู้เป็นศาสดาและผู้เขียนตำรา เดิมทีไม่ได้จัดเป็นศาสนา
ขงจื๊อเกิดเมื่อประมาณวันที่ ๒๘ กันยายน ๘ ปีก่อนพุทธศักราช
ในตระกูลขง เป็นน้องคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง ๑๐ คน
เมื่อขงจื๊อมีอายุ ๓ ขวบ บิดาก็ถึงแก่กรรม มารดาจึงย้ายไปเมืองซิวฝู
ในวัยเด็กขงจื๊อลำบากมาก ต้องช่วยมารดาทำงานหลายอย่าง
แต่มารดาให้ขงจื๊อได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี
ซึ่งทำให้ขงจื๊อเห็นความสำคัญของการศึกษาและการถ่ายทอดความรู้
ทำให้มีคนมาฝากตัวเป็นศิษย์จำนวนมาก
เมื่อขงจื๊ออายุได้ ๕๑ ปี ได้เข้ารับราชการในรัฐหลู่
จนได้เลื่ อนตำแหน่งสูงขึ้นเทียบเท่ารัฐมนตรีในปัจจุบัน
ด้วยความตั้งใจทำงาน ขงจื๊อได้วางรากฐานการปกครองที่ดีเยี่ยมให้กับเมือง
จุงตู จนบ้านเมืองมีความสงบสุข และเป็นตัวอย่างของเมืองอื่นๆ
ผลงานของขงจื๊อทำให้รัฐข้างเคียงไม่พอใจ จึงได้มีการส่งสาวงามมาให้กับเจ้า
ผู้ครองรัฐ ทำให้เกิดความลุ่มหลงจนไม่สนใจบ้านเมือง
ด้านขงจื๊อเกิดความท้อใจ จึงลาออกจากงานราชการ และออกเดินทางไปยัง
รัฐต่างๆ เพื่อเผยแพร่ความคิด
พร้อมกับการสอนลูกศิษย์เป็นเวลา ๑๓ ปี จึงกลับมาที่รัฐหลู่
และในที่สุดขงจื๊อก็ได้ละสังขารไปในวัย ๗๒ ปี
๒.๒ คัมภีร์
คัมภีร์ของขงจื๊อจะแบ่งออก เป็น ๒ ลักษณะ คือ
๒.๒.๑ เป็นข้อเขียนของขงจื๊อโดยตรง เรียกว่า "กิงทั้ง ๕"
๑ ) อี้กิง เป็นคัมภีร์ที่ให้ความรู้ทางจักรวาลวิทยา แสดงความเป็นมาของโลกและอภิปรัชญาตาม
ทัศนะของชาวจีนโบราณ
๒ ) ซูกิง เป็นคัมภีร์แห่งประวัติศาสตร์ทุกด้านของจีน
๓ ) ซือกิง เป็นคัมภีร์คีตคาถา หรือ คัมภีร์แห่งบทกวี
๔ ) ลิกิง เป็นคัมภีร์แห่งพิธีกรรม
๕ ) ชุน-ชิว เป็นคัมภีร์แห่งจดหมายเหตุ
๒.๒.๒ เป็นข้อเขียนที่ศิษย์ของขงจื๊อเรียบเรียงขึ้น เรียกว่า "ชูหรือตำราทั้ง ๔"
๑ ) ต้าสุย เป็นการศึกษาขั้นสูงหรือการศึกษาที่ทำให้เป็นมหาบุรุษ
๒ ) จุงยุง เป็นคำสอนเรื่องทางสายกลาง การประมาณตน ความสมดุลและความเหมาะสม
ความจริงใจคือความจริง
๓ ) ลุนยู เป็นประมวลคำสอนของขงจื๊อ ที่ศิษย์ทั้งหลายได้รวบรวมไว้
๔ ) เม่งจื๊อ เป็นคัมภีร์ที่เม่งจื๊อผู้เป็นลูกศิษย์ได้รวบรวมไว้ เช่น ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
เป็นจุดเริ่มต้นของปัญญา
๒.๓ นิกาย
นักการศาสนาบางกลุ่มให้ความเห็นว่าศาสนาขงจื๊อไม่มีนิกาย แต่ก็มีหนังสือหลายเล่มให้ข้อสังเกต
ว่ามีผู้นับถือศาสนาขงจื๊อต่างไปจากเดิม ซึ่งเรียกว่า "ขงจื๊อใหม่" ในสมัยราชวงศ์ซ่ง
(ตรงกับ พ.ศ. ๑๕๐๓ - ๑๘๒๒) โดยรับเอาความคิดเรื่อง หยิน-หยาง
รวมทั้งการเซ่นไหว้ของประชาชนตามประเพณีโบราณเข้าไว้ในหลักการ
อย่างไรก็ตาม ผู้นับถือศาสนาขงจื๊อใหม่มีข้อปฏิบัติที่แตกต่างจากผู้นับถือศาสนาขงจื๊อเก่าเพียง
เล็กน้อย
๒.๔ หลักธรรม
เน้นเรื่องอดีตอันเป็นคุณความดีของบรรพบุรุษ คำนึงถึงความเป็นจริงใน
ปัจจุบัน โดยถือเอาแบบอย่างอันดีงามของคนในอดีต
ขงจื๊อเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาบริสุทธิ์เหมือนน้ำที่เกิดจากต้นน้ำ
แต่ราศรีที่แปดเปื้ อนชีวิตย่อมมีทุกแห่ง มนุษย์จึงหันเหไปสู่ความชั่วร้ายได้
ง่าย
ดังนั้น ผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีอำนาจจึงควรทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ผู้อยู่ใต้
ปกครองต้องซื่อสัตย์ต่อผู้ปกครอง บ้านเมืองจึงเป็นสุข
หลักคำสอนของขงจื๊อ สามารถแบ่งได้ ๒ ประเภท
๑) หลักคำสอนมูลฐาน ขงจื๊อได้วางหลักคำสอนไว้ ๔ ประการ ได้แก่
(เยน) ความเมตตากรุณา (หยี) ความยุติธรรม
(หลี) พิธีกรรม และ (ฉี) สติปัญญา
๒) หลักคำสอนทั่วไป คำสอนที่ขงจื๊อได้ให้ไว้ทั่วๆไป เน้นการดำเนินชีวิตที่
สอดคล้องกับธรรมชาติ เช่น ความจริงไม่อาจแยกออกจากธรรมชาติของมนุษย์
ได้ และหากว่ามีสิ่งใดที่เชื่อว่าแยกออกจากธรรมชาติของมนุษย์ได้สิ่งนั้นไม่อาจถือ
ได้ว่าเป็นความจริง
๒.๕ พิธีกรรม
เน้นย้ำ คือ ประเพณีบูชาฟ้าดินและบูชาบรรพบุรุษ
แบ่งเป็น ๒ พิธี ดังนี้
๑)พิธีบูชาขงจื๊อ
เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. ๓๔๘ โดยพระจักรพรรดิจีนได้นำสัตว์ที่ฆ่า
แล้วไปทำพิธี บูชาที่หลุมฝังศพของขงจื๊อและมีคำสั่งอย่าง
เป็นทางการให้มีการเซ่นไหว้ขงจื๊อเป็นประจำ และให้สร้างศาล
ของขงจื๊อขึ้นทั่วทุกหัวเมืองที่สำคัญ
๒.๖ พิธีบูชาฟ้าดิน
๑) พิธีบูชาฟ้า ในพิธีมีการแสดงดนตรี การแห่โคมไฟ มีเครื่องเซ่นไหว้ เมื่อเสร็จพิธีแล้วก็เผาเครื่อง
เซ่นไหว้ทั้งหมดเพื่อบูชา
๒) พิธีบูชาดิน เรียกว่า ศรีษมายัน ณ แท่นบูชา ทางทิศเหนือของกรุงปักกิ่ง สถานที่บูชามีลักษณะ
เป็นสี่เหลี่ยมมีน้ำล้อมรอบ โดยมีขุนนางหรือข้าราชการเป็นผู้ประกอบพิธี
๓) พิธีบูชาพระอาทิตย์ เรียกว่า วสันตวิษุวัต เป็นการบูชาประจำปีในวันที่เวลากลางวันและกลางคืน
ยาวเท่ากันในฤดูใบไม้ผลิ สถานที่ประกอบพิธีอยู่ทางทิศตะวันออกของกรุงปักกิ่ง
๔) พิธีบูชาพระจันทร์ เรียกว่า ศารทวิษุวัต (เหมือนวสันตวิษุวัตแต่เป็นฤดูใบไม้ร่วงและอยู่ทางทิศ
ตะวันตก) เป็นการบูชาประจำปีในวันที่เวลากลางวันและกลางคืนยาวเท่ากันในฤดูใบไม้ร่วง สถานที่
ประกอบพิธีอยู่ทางทิศตะวันตกของกรุงปักกิ่ง
๓.ศาสนาชินโต
เมื่อกล่าวถึงศาสนาชินโต ก็เป็นที่รู้จักทั่วไปว่าไม่มีศาสดาหรือผู้ตั้งศาสนา เพราะศาสนาชินโตเป็น
ศาสนาที่เกิดสืบเนื่องมาจากประเพณีในการบูชาบรรพบุรุษ และบูชาเทพเจ้าดังกล่าวแล้ว แต่เมื่อ
แบ่งศาสนาชินโตออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้
1. ชินโตที่เป็นของรัฐ ( STATE SHINTO ) หรือชินโตศาลเทพเจ้า ( SHRINE SHINTO )
2. ชินโตที่เป็นนิกาย ( SECTARIAN SHINTO ) แล้วชินโตแบบแรกอาจไม่มีศาสดาก็จริง
แต่ชินโตแบบหลังคือที่เป็นนิกายต่างๆ ก็มีศาสดาแน่นอน เช่น นิกายกอนโก มีกอนโกเป็นศาสดา
พยากรณ์ เป็นที่น่าสนใจว่าศาสนาที่เกิดใหม่ในญี่ปุ่น มีบุคคลที่อ้างตัวว่าได้เห็นพระเจ้าและพูดแทน
พระเจ้า เข้าลักษณะศาสดาพยากรณ์อยู่หลายคน ในที่นี้จะกล่าวเพียง 2 คน คนแรกเป็นสตรี ซึ่ง
เป็นผู้ตั้งศาสนาเทนรีกโย ในปัจจุบันมีผู้นับถือศาสนานี้ประมาณ 2 ล้านคน คนที่สองเป็นชาย ชื่อ
กอนโก ไดชิน เป็นผู้ตั้งศาสนากอนโกโย มีผู้นับถือกว่าหกแสนคน ทั้งสองศาสนานี้ ต่างจาก
ศาสนาชินโตมาก แต่กรมการศึกษาของญี่ปุ่นจัดเป็นนิกายของศาสนาชินโตที่แตกแยกออกไป
๓.๑ ประวัติของศาสนา
เกิดขึ้นเนื่องจากเมื่อญี่ปุ่นติดต่อกับจีนได้รับพระพุทธศาสนาและศาสนาขงจื้อเข้ามาผสม
กับความเชื่อดั้งเดิมของตนจึงเรียกรวมว่าชิน - เต๋า หรือ ชินโต แปลว่าทางแห่งเทพเจ้า
ภาษาญี่ปุ่นเรียก คามิ - โน - มิชิ บ่อเกิดของศาสนาชินโตมาจากประเพณีบูชาบรรพบุรุษ
และการครองชีวิตโดยปฏิบัติตามการนำทางของเทพเจ้า
๓.๒ คัมภีร์
คัมภีร์ในศาสนาชินโตมี ๒ ชนิด คือ คัมภีร์โกชิกิ (KOJIKI ) และคัมภีร์นิฮอนคิ
(NIHONGI) คัมภีร์โกชิกิ รวบรวมขึ้นประมาณ พ.ศ. ๑๒๕๕ มีรากฐานอยู่กับ
ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ท่องจำกันมา เล่าถึงเทพนิยาย ตำนาน เรื่องทางประวัติศาสตร์
เกี่ยวข้องกับราชสำนักแห่งพระจักรพรรดิจากสมัยแห่งเทพเจ้าทั้งหลายมาจนถึงสมัย
แห่งจักรพรรดินี สุอิโก พ.ศ. ๑๑๗๑
๑.คัมภีร์โคยิกิ เป็นคัมภีร์รากฐานกับขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีท่องเที่ยว
จำกัดหรือมุขปาฐะเล่าถึงเทพนิยาย พิธีกรรมต่างๆ
๒.คัมภีร์มันโยชู เป็นคัมภีร์ ประมวลบทเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น เป็นบทประพันธ์บุคคล
ตำแหน่งต่างๆ บทกวีแลพการแสดงความรู้สึกต่างๆ
๓.๓ นิกาย
นิกายชินโตแบ่งออกเป็น 2 นิกาย คือ
๑. ก๊กกะชินโต (STATE SHINTO) ชินโตของรัฐเป็นแบบราชการก่อน
สงครามโลกครั้งที่๒ ทางราชการของญี่ปุ่นได้แยกประเพณีทางศาสนาแห่งราชสำนัก
พระจักรพรรดิและแห่งศาลออกจากประเพณีของศาสนาอื่ นๆ
๓. เรียวหะชินโต (RYOHA SHINTO) ชินโตฝ่ายประชาชน หรือศาสนาชินโตที่
แยกเป็นนิกายต่างๆหรือกลุ่มแห่งขบวนการทางศาสนาที่ดำรงอยู่กับศาสนาประจำชาติ
ญี่ปุ่นแต่แยกเปนิกายต่างๆกลุ่มอิสระ เพราะเนื่องจากศาสนิกชนที่มีความรู้ทางศาสนา
๓.๔ หลักธรรม
หลักธรรมของศาสนาชินโต สอนมุ่งไปในเรื่องของจิต โดยเน้นให้พัฒนา
จิตใจให้ดีงาม ๔ ลักษณะ ต่อไปนี้...
๑.หัวใจที่แจ่มใส (อากากิ โกโกโร) คือ หัวใจที่ฉายแสงแจ่มใสเสมือนดวงอาทิตย์ที่
ให้แสงสว่าง ทำให้เกิดพลังงาน ทำให้พืชผลเจริญงอกงาม
๒.หัวใจที่บริสุทธิ์ (กิโยกิ โกโกโร)
คือ หัวใจที่ผ่องแผ้วเหมือนเพชรสีขาวบริสุทธิ์
๓.หัวใจที่ถูกต้อง (ตาดาริกิ โกโกโร) คือ ย่อมแนบแน่นอยู่กับความยุติธรรม
๔.หัวใจที่ตรง (นาโอกิ โกโกโร) คือ หัวใจที่ตรง น่ารัก และ ปราศจากความยึดมั่น
๓.๕ พิธีกรรมของศาสนา
ราชวงศ์ของญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์กับเทพอะมะเทระสุ แน่นอนว่าศาสนาชินโตยังคงฝัง
รากลึกอยู่ในชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่นในปัจจุบัน คนญี่ปุ่นไปศาลเจ้าไหว้พระขอพร อย่าง
เช่นการขอพรในการเรียน เรื่องการงาน การคลอดบุตรให้เด็กเจริญเติบโตแข็งแรง
นอกจากนี้ยังเป็นการกระทำที่แสดงถึงความเชื่อ โดยการนำสินของมาถวายต่อเทพเจ้าใน
ศาลเจ้าซึ่งเรียกว่า “ชินเซน” ของที่ถูกนำมาถวายต่อเทพเจ้าบ่อยๆอย่างเช่น เหล้า โมจิ หรือ
ข้าวปั้ น ข้าวเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในหมู่เครื่องบูชา โดยเชื่อว่าในเมล็ดข้าวทุกเมล็ดจะมีจิต
วิญญาณอยู่
นอกจากนี้เครื่องบูชายังรวมไปถึงน้ำเต็มแก้ว โดยไม่ผ่านมือมนุษย์
สมาชิก
1.นายณัฐดนัย มูลประเสริฐ เลขที่4
2.นายคุณาภูมิ สำราญมาก เลขที่6
3.นายพฤฒิพงศ์ ยงสุวัฒนะ เลขที่10
4.นายภูเบศวร์ แดงอร่าม เลขที่12
5.นางสาวจิตรานนท์ ใฮวัง เลขที่26
6.นางสาวนวฉัตร หว่างดอนไพร เลขที่30
7.นางสาวณัฐชา สดใส เลขที่40
8.นางสาวณัฐณิชา นิยม เลขที่41