วิจัยในชั้นเรยี น
เร่ือง การพฒั นาทักษะกระบวนการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตรโ์ ดย
ใชบ้ ทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน (CAI) ร่วมกบั เทคนิคการสอนแบบ
Active Learning ในรายวชิ าวทิ ยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน ของนกั เรยี นช้นั
มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรยี นบ้านท่าไมล้ าย ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา
2565
กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
นางสาวนิโลบล ชัยชนะ
ตำแหน่ง ครู
โรงเรียนบา้ นท่าไมล้ าย
สงั กัดสำนกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาชมุ พร เขต 1
วจิ ยั ในชนั้ เรียน
เรื่อง การพัฒนาทักษะกระบวนการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
(CAI) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบ Active Learning ในรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรยี นบา้ นท่าไมล้ าย ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2565
ชื่อผู้วจิ ยั นางสาวนโิ ลบล ชยั ชนะ ตำแหน่งครู วิทยฐานะชำนาญการ
หนว่ ยงาน โรงเรยี นบา้ นท่าไม้ลาย
ปกี ารศกึ ษา 2565
บทคดั ย่อ
การวิจัยในครัง้ น้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ก่อนเรียน-หลังเรยี น
รายวชิ าวิทยาศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรยี นรู้ด้วยเทคนคิ การสอนแบบ Active Learning 2) เพ่ือศึกษาความ
พึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) กับ
เทคนิคการสอนแบบ Active Learning ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มเป้าหมายได้แก่ นักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านท่าไม้ลาย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้
ได้แก่ บทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน (CAI) แผนการจัดการเรียนรู้ ทีใ่ ชป้ ระกอบการจัดการเรยี นรู้ดว้ ยบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง พันธุศาสตร์ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบ แบบปรนัย 4 ตัวเลือก
จำนวน 15 ข้อ โดยให้คะแนน 0,1 คอื ตอบถูกให้ 1 คะแนน ตอบผดิ ให้ 0 คะแนน การวิเคราะห์ข้อมลู
ใชค้ า่ สถิติพนื้ ฐาน ไดแ้ ก่ ค่าเฉล่ยี การเปรียบเทียบคา่ เฉลีย่ ของคะแนนสอบก่อนและหลังเรียนโดยใช้การจัดการ
เรยี นร้ดู ้วยบทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่องพนั ธศุ าสตร์
ผลการวิจัยพบว่า
1. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น ของนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรยี นบา้ นทา่ ไมล้ าย มีคะแนนเฉล่ยี
จากการทดสอบก่อนเรียนเท่ากับ 8.44 และคะแนนเฉล่ียจากการทดสอบหลังเรยี นเท่ากับ 11.96 ตามลำดบั
โดยเฉลี่ยแล้วมคี วามก้าวหน้าเท่ากบั 3.52 ซง่ึ มผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นหลงั เรยี นสงู กว่าก่อนเรียนอยา่ งมี
นยั สำคญั ทางสถิติทร่ี ะดับ 0.01
2. ผลการวิเคราะหแ์ บบสอบถามความพงึ พอใจของนกั เรียนส่วนใหญม่ ีความพึงพอใจต่อการเรียนโดย
ใช้การจดั การเรียนรดู้ ้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน (CAI) กบั เทคนิคการสอนแบบ Active Learning
เร่อื ง พันธศุ าสตร์ โดยเฉลยี่ อยูใ่ นระดบั ดีมาก
บทนำและความสำคญั
การจดั การศกึ ษาในปจั จุบันมีการนำนวตั กรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษามาใช้เพือ่ เพ่ิมทางเลือกใน
การเรียนรู้ของผ้เู รยี น เพราะการพฒั นาผ้เู รียนในยุคโลกาภิวัตน์ใหม้ คี วามรู้ความสามารถในการวิเคราะห์และ
สังเคราะห์ข้อมูลข่าวสารตา่ ง ๆ ไดน้ ้นั บทบาทของผู้สอนต้องเปลีย่ นจากการเป็นผใู้ ห้หรือผู้ถา่ ยทอดมาเป็น
ผู้ออกแบบการศกึ ษาที่มุ่งเนน้ ให้ผู้เรียนรจู้ ักวธิ ีการแสวงหาความรู้ และเลือกสรรความรทู้ ่เี หมาะสม ควบคู่ไป
กบั การเรยี นรู้เน้ือหา เพ่ือสนองต่อผู้เรยี นทม่ี ีความแตกตา่ งกันทง้ั ในดา้ นความตอ้ งการ ความสนใจ การเรียน
การสอนจงึ ไม่ควรถูกจำกัดให้อยเู่ ฉพาะในห้องเรียนและภายในสถาบันการศกึ ษา (ฐาปนีย์ ธรรมเมธา. 2557)จงึ
มกี ารใช้เทคโนโลยีเพื่อเชือ่ มโยงขอ้ มลู ต่าง ๆ ของทุกภูมิภาคของโลกเขา้ ดว้ ยกัน ส่งผลต่อวถิ ีการดำรงชพี ของ
สงั คมในทุกมิติรอบด้าน (สำนักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา. 2557) และการเรยี นรู้ไดเ้ ปลี่ยนจากการเรยี นรู้
อะไร (Know What) เป็นการเรยี นรู้อย่างไร (Know How) การรวู้ า่ จะเรียนอย่างไร จะค้นหาสารสนเทศ
อย่างไร จะใช้ สารสนเทศอย่างไร การใช้และการเขา้ ถึงเป็นจดุ เน้นใหมข่ องการเรยี นรู้ในโลกปัจจุบนั
(Thomas. 1995: 54) ดังนนั้ การจัดการเรยี นร้ผู ่านเว็บ หรือ Online Learning จงึ เปน็ กระแสสำคญั ของการ
เปลีย่ นแปลงทางการเรยี นรู้ ยุคใหมใ่ นศตวรรษที่ 21 ที่ชว่ ยเสริมประสิทธิภาพและประสิทธผิ ลในการจัดระบบ
การเรยี นการสอนในยคุ ดจิ ิทลั โปรแกรม Google Site เปน็ หน่งึ ใน Google Apps for Education ทถ่ี กู
พัฒนาข้ึนมาเพ่ือสนบั สนบั สนนุ การเรียน การสอน โดยอาศัยคณุ สมบัติและทรัพยากรของเวิลดไ์ วดเ์ วบ็ มาเป็น
สื่อกลางในการถ่ายทอดในลกั ษณะของบทเรยี นออนไลน์ สามารถเชอื่ มโยงเนอื้ หา และแหลง่ ความรู้ตา่ ง ๆ ให้
ผูเ้ รียนสามารถเขา้ ถงึ แหลง่ ข้อมูลได้งา่ ยย่ิงขนึ้ มบี รกิ ารรปู แบบตา่ ง ๆ มากมายท่ีสามารถเออ้ื ประโยชนใ์ นการ
นำมาใช้ในการจดั การเรียนการสอน
จากการวเิ คราะหล์ ักษณะของรายวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีเป็นการศกึ ษาเน้ือหาแล้วลงมอื
ปฏิบตั กิ จิ กรรมทดลองในชว่ั โมงเรียน ซง่ึ นกั เรยี นแต่ละคนใช้เวลาในการเรียนรู้มากน้อยไม่เท่ากัน นักเรียนไม่
สามารถทบทวนและทำกจิ กรรมการทดลองด้วยตนเองไดห้ รอื ปรึกษาขอคำแนะนำจากครูได้ เนือ่ งจากการ
จดั การเรียนการสอนใช้ส่อื การเรียนรู้เป็นเอกสารประกอบการบรรยายและครเู ป็นผูส้ าธติ การทดลอง วิธกี าร
จดั การเรยี นรเู้ นน้ การศกึ ษาเนื้อหา และปฏบิ ตั ิการทดลองเป็นสว่ นใหญ่ ซ่ึงไมต่ อบสนองต่อความต้องการใน
การเรียนรู้ของนกั เรียนในยุคปจั จบุ ันที่มศี ักยภาพในการเข้าถงึ การเรียนร้แู บบ Active Learning ในการทำ
กิจกรรมการทดลองเพ่ือศึกษาค้นคว้าหาคำตอบดว้ ยตนเองได้เสมือนในห้องเรียนที่มีเพื่อนและครเู ปน็ ผูช้ ้แี นะ
ใหค้ ำปรกึ ษา เพื่อเกิดความรขู้ ้ึนภายในตวั ผูเ้ รยี นเอง
ปีการศึกษา 2565 ผู้วิจัยได้รับมอบหมายให้ดำเนินการสอนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตาม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2565) แก่นักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 1-3 สำหรับรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปี
การศึกษา 2565 หน่วยที่ 2 เรื่อง พันธุศาสตร์ มีสาระการเรียนรู้ที่ประกอบด้วย การเรียนรู้แบบเนื้อหา
ค่อนข้างยากและมีการปฏิบัติกิจกรรมการทดลองในห้องเรียน ผลจากการจัดการเรียนรู้ในหน่วย นี้ของปี
การศึกษา 2564 พบว่า เนื่องจาก ผู้เรียนบางส่วนขาดทักษะในการคิดวิเคราะห์คิดริเริ่ม สร้างสรรค์และการ
แก้ปัญหาท่ีเหมาะสม จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนยังไม่หลากหลาย ไม่ต่อเนื่องและจริงจัง ประกอบกับโครงการ
และกิจกรรมท่ีดําเนินการพัฒนาผู้เรียนยังไม่บรรลุวัตถประสงค์และเป้าหมาย แนวทางในการแก้ปัญหาการคิด
วิเคราะห์สามารถทําได้โดยการสร้างนวัตกรรมการสอนท่ีช่วยพัฒนาความคิดในรูปของชดกิจกรรม เพราะชุด
กิจกรรมเป็นนวัตกรรมท่ีมองเห็นเป็นรูปธรรม ช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพในการเรียนรู้ช่วยให้ ผู้สอนถ่ายทอด
เน้ือหา สาระและประสบการณ์ที่สลับซับซ้อนให้ผู้เรียนเข้าใจได้ง่าย ซึ่งผู้สอนไม่ สามารถถ่ายทอดด้วยการ
บรรยายได้ดีช่วยเร้าความสนใจของนกเรียนตอ่ สิ่งที่กําลังศึกษา ทําให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามความถนัดและ
ความสนใจของตนเอง ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพ และผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงทาง
พฤติกรรมเนื่องจากประสบการณ์การฝึกหัด และช่วยพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนนําไปสู่ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนที่ดีขึ้นของผู้เรียน นักเรียนส่วนใหญ่เกิดปัญหาในเรื่องการคิดวิเคราะห์ นั่นคือนักเรียนส่วนใหญ่
ขาดทกั ษะการคิดวเิ คราะห์และไม่ได้ลงมือปฏิบตั ิกิจกรรมดว้ ยตนเอง ทำใหน้ กั เรยี นเรียนรู้เข้าใจได้ยาก และไม่
สามารถกลับมาทบทวนเนอื้ หาและขนั้ ตอนการการทดลองได้
จากเหตุผลและความสำคญั ดังกล่าว ผู้วจิ ัยจึงพัฒนาการจดั การเรียนรดู้ ้วยบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วย
สอน (CAI) กบั เทคนิคการสอนแบบ Active Learning เร่ือง พนั ธุศาสตร์
เพ่ือใช้เป็นสอ่ื เรยี นรู้สร้างความเขา้ ใในเน้อื หาบทเรียนโดยนกั เรียนสามารถเขา้ ศึกษาและปฏบิ ัติกิจกรรม
ในบทเรียนเวลาใดก็ได้ สถานท่ใี ดก็ได้ ข้นึ อยกู่ ับความพร้อมของนักเรยี น
โดยไม่จำกดั การปฏิสมั พันธ์ไว้แต่เพยี งในหอ้ งเรียน และ ครูผสู้ อนสามารถให้ผลย้อนกลับแกผ่ ูเ้ รียนไดใ้ นทันที
โดยไม่ตอ้ งรอให้ถงึ เวลาเรยี น อกี ท้ังยังสามารถเช่อื มโยง เน้ือหาและแหล่งเรยี นรเู้ พ่ิมเติมในรูปแบบต่าง ๆ
ทนี่ กั เรียนสนใจ ได้ศกึ ษาเนอื้ หาและขั้นตอนในการปฏิบัตกิ ิจกรรมที่ถูกต้องได้ การจดั การเรียนรูด้ ้วยบทเรียน
น้ีจะสง่ ผลให้นักเรยี นมีผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นหลังเรียนสงู กวา่ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนก่อนเรยี นได้ หลงั จากท่ี
นักเรียนได้ศึกษาเรยี นรดู้ ้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ผู้วิจยั สร้างขึ้น
วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย
1. เพอ่ื เปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ก่อนเรยี น-หลังเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์ โดยใชก้ ารจัดการ
เรยี นรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน (CAI) กับเทคนคิ การสอนแบบ Active Learning เร่ือง พันธุศาสตร์
2. เพือ่ ศึกษาความพงึ พอใจของนกั เรยี นต่อการเรียนรู้โดยใช้การจดั การเรยี นร้ดู ว้ ยบทเรียน
คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน (CAI) กับเทคนิคการสอนแบบ Active Learning เร่อื ง พันธศุ าสตร์
สมมติฐานการวิจยั
1. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนหลังเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นบ้าน
ทา่ ไมล้ าย ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 ทเ่ี รียนโดยใช้การจดั การเรียนรู้ดว้ ยบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
(CAI) มีผลสัมฤทธท์ิ ่ีสงู กวา่ ก่อนเรียน
2. นกั เรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรยี นบ้านท่าไมล้ าย ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 ทีเ่ รียนโดย
ใช้การจดั การเรยี นรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน (CAI) มีความพงึ พอใจอยู่ในระดับมาก
ตัวแปรท่ศี ึกษา
ตวั แปรต้น คือ บทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน (CAI) กบั เทคนิคการสอนแบบ Active Learning
เรือ่ ง พันธศุ าสตร์
ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวิชาวทิ ยาศาสตร์ และความพึงพอใจของผู้เรยี นทเี่ รียนดว้ ย
บทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน (CAI) กบั เทคนิคการสอนแบบ Active Learning เรอ่ื ง พนั ธุศาสตร์
กรอบแนวคดิ
นยิ ามศัพท์เฉพาะ
ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน หมายถึง ความสามารถและความสำเร็จของนกั เรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ท่ไี ด้
จากการเรียนรู้ อนั เปน็ ผลมาจากการกระบวนการเรยี นการสอนด้วยบทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) โดย
การทดสอบ
การจดั การเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน (CAI) หมายถึง บทเรยี นท่ีจัดทำข้ึนเป็นสือ่
การสอน ผ่านระบบเครอื ข่ายอนิ เทอร์เน็ต ประกอบไปดว้ ยโครงสรา้ งหลักสตู ร คำอธิบายรายวชิ า หนว่ ยการ
เรียนรู้ การวางแผนการจดั การเรยี นรู้ เนือ้ หา แบบทดสอบ แบบฝึกทักษะเพ่ือใหน้ กั เรียนและผทู้ ส่ี นใจศึกษา
สามารถศึกษาคน้ ควา้ ความรู้ไดด้ ว้ ยตนเอง
ความพึงพอใจ หมายถึง ความรูส้ ึกของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565
ทม่ี ตี ่อการจดั การเรยี นการสอนด้วยบทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน (CAI) เรื่องพันธศุ าสตร์
แบบทดสอบ หมายถึง ชุดของคำถามท่ีวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3
เรือ่ งพันธุศาสตร์ ที่เรียนด้วยบทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)
กลุ่มเปา้ หมาย หมายถงึ นักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรยี นบ้านท่าไม้ลาย ภาคเรียนที่ 1 ปี
การศกึ ษา 2565 จำนวน 25 คน
ประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะไดร้ ับ
1. นกั เรียนสามารถศึกษาทบทวนความรกู้ ารเรยี นรู้ดว้ ยบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน (CAI) โดยไมม่ ี
ขอ้ จำกัดดา้ นเวลา และสถานที่ในการเรยี นรู้ เพื่อให้ผลสมั ฤทธข์ิ องผเู้ รียนสงู ขึ้นได้
2. เป็นแนวทางในการศึกษาหาความรเู้ พ่ิมเตมิ จากเครือขา่ ยอนิ เตอร์เน็ต และบทเรยี นคอมพิวเตอร์
ชว่ ยสอน (CAI) ของวิชา อน่ื ๆ ได้
เอกสารและงานวิจัยทเ่ี กย่ี วข้อง
ในการวิจัยในครัง้ น้ี ผู้วจิ ยั ได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยทเี่ กี่ยวข้อง ซ่งึ ผู้วิจัยแบ่งออกเป็น 3 ตอนดังน้ี
- Google sites
- ความหมายของบทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)
- ความหมายของผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนและความพงึ พอใจ
Google sites คืออะไร
Google Site คอื บริการที่ ตอ่ ยอดมากจาก Google ทผี่ ู้ใชส้ ามารถสร้าง Page ของ Google ในแบบ
ที่ตัวเองต้องการได้แตว่ า่ มาคราวน้ี Google Site ได้ตอ่ ยอดจากการท่วี า่ สร้างไวเ้ พื่อดเู องกลายเปน็ เครื่องมือ
ในการสรา้ งเว็บไซดไ์ ด้อยา่ งง่ายดายนึกถึง โปรแกรม Microsoft FrontPage หรอื ไมก่ ็ MacroMedia
Dreamweaver ท่ีเป็นโปรแกรมบนเครือ่ งของเรา น้นั แหละครบั แต่ Google Site ออกแบบมาให้ใชง้ านได้
ง่ายกวา่ ลูกเล่นเยอะกวา่ เพราะสามารถ Add Google Gadgets ได้ และที่สำคัญทำงานบน Web Service
การสรา้ งเว็บไซดบ์ น Google Site นอกจากท่ีเราจะไดเ้ วบ็ ไซด์แลว้ Google ยังให้พ้ืนที่ในการเก็บ
เว็บไซดไ์ ว้บน Google ซ่งึ แน่นอนวา่ ไม่มวี ันล่ม คิดดคู รับมีทงั้ เว็บไซดแ์ ละโฮสตง้ิ ในคราวเดยี วกัน Google ให้
พน้ื ท่ใี นการเก็บ เว็บไซดส์ ำหรับ Free Account ไวท้ ี่ 100 MBและสำหรับ ลูกคา้ Google Apps แบบ
Google Apps Premier Edition จะได้รบั
- พ้นื ทเี่ ก็บข้อมูล Google Sites 10 GB และ 500 MB สำหรบั บัญชผี ูใ้ ช้ Premier Edition แตล่ ะบญั ชี
- จัดการการตง้ั คา่ การแชร์ Google Sites ทัว่ ท้งั ธรุ กิจ
- เผยแพร่ Google Sites ไดอ้ ย่างงา่ ยดายภายใน บรษิ ทั ของคณุ
· กอ่ นเร่มิ ใช้งานคุณจะตอ้ งมี Google Account หรอื Gmail นั้นเอง อันเดียวกนั
· แลว้ เข้าไปที่ sites.Google.com จากนัน้ Login · แลว้ กด ปุ่มสีนำ้ เงนิ Create Site
เรายงั สามารถนำ Google Sites ไปเชอ่ื มกับระบบโดเมนให้เปน็ เวบ็ ไซด์ของจริงไดด้ ว้ ยโดยGoogle
Sitesจะใหเ้ ราสามารถเปลย่ี น CNAME โดยชี้มาที่ ghs.google.com ได้ ในส่วนของ Web address
Google Site คือ บริการที่ ต่อยอดมากจาก Google ทผ่ี ู้ใช้สามารถสร้าง Page ของ Google ใน
แบบทต่ี วั เองต้องการไดแ้ ต่ว่ามาคราวน้ี Google Site ได้ตอ่ ยอดจากการที่วา่ สรา้ งไว้เพื่อดูเองกลายเปน็
เครอื่ งมอื ในการสร้างเว็บไซดไ์ ด้อย่างงา่ ยดายนึกถึง โปรแกรม Microsoft FrontPage หรือไม่ก็ MacroMedia
Dreamweaver ทเ่ี ป็นโปรแกรมบนเคร่ืองของเรา แต่ Google Site ออกแบบมาใหใ้ ช้งานไดง้ า่ ยกว่า ลูกเลน่
เยอะกว่าเพราะสามารถ Add Google Gadgets ได้ และทสี่ ำคัญทำงานบนWeb Service
บรกิ าร Google sites คือบริการฟรเี วบ็ ไซต์ ซ่ึงคุณสามารถ
- สร้างเว็บไซต์ไดง้ า่ ย โดยไมต่ ้องมีความรู้ HTML
- ใส่รปู ภาพ ขอ้ ความ
- สรา้ งไฟล์แนบให้ Download ได้
- กำหนดได้วา่ จะใหใ้ ครเขา้ มาดไู ดบ้ ้าง
- ทำงานรว่ มกบั ผอู้ ่นื ได้
ประวตั ิยอ่ ของ Google Sites
- ใหบ้ รกิ ารครั้งแรกเดือน พฤษภาคม 2551
- ใหบ้ ริการฟรีไมเ่ สยี คา่ ใชจ้ ่าย
- พน้ื ท่ีจดั เก็บ 10GB
- ขนาดไฟล์ทใ่ี ช้ในการจัดเกบ็ สูงสดุ 10 MB
- เฉพาะพน้ื ทีเ่ วบ็ ไซต์ไม่เกิน 100MB แตห่ ากรวมเปน็ สมาชิกบรกิ ารอื่น ๆ ของ Google ตวั
อื่น ๆ
เช่น youtube calendar picasa ไม่เกนิ 10 GB
- มี Gadget เยอะแยะมากมาย และสามารถทำในรูปแบบท่ีเราต้องการได้
ขอ้ ด้อย
- ใชง้ านร่วมกบั CSS ทอ่ี อกแบบเองไม่ได้
- เว็บไซต์อยภู่ ายใต้ Google ทำให้ domain name ยาว
- ยังมปี ัญหาเร่ืองการใช้งานร่วมกบั script อื่นๆ
- ทำได้เฉพาะเมอ่ื ต่ออนิ เตอร์เนต็ เท่าน้นั
Google Site เปน็ บริการหนงึ่ ของ Google ท่ใี ห้พื้นทีก่ ับผใู้ ชบ้ ริการในการสร้างเว็บไซต์ส่วนตวั ใน
การเผยแพร่ขอ้ มลู ขา่ วสาร ท่ีตอ้ งการ โดยให้ URL เป็น http://sites.google.com/site/...(ช่ือทเ่ี รา
ตอ้ งการ)...
เชน่ http://sites.google.com/site/demonmhon/
ความพเิ ศษของ Google Site มสี ่วนในการจัดเนื้อหาให้ ผใู้ ช้บรกิ ารไมจ่ ำเป็นต้องมีความรู้เรือ่ ง
การสร้างเว็บไซต์กส็ ามารถมหี นา้ เวบ็ ใสเ่ น้ือหาไดง้ ่ายๆ เพยี งไม่ก่คี ลกิ เพราะการสรา้ งเวบ็ ไซตต์ งั้ แตเ่ ริ่มต้นนนั้
ตอ้ งรหู้ ลายเร่ืองครบั ไมว่ า่ จะเป็น การออกแบบหนา้ เว็บ, HTML ฯลฯ
ใช้บริการได้อยา่ งไร ?
หากคณุ มบี ัญชขี อง Google อยแู่ ล้ว (บัญชเี ดยี วกับ GMail) กส็ ามารถสมัครเขา้ ใช้บริการได้ ท่ี
http://sites.google.com/ ไมม่ คี ่าใชจ้ า่ ย
หน้าแรก คุณจะพบกับ หนา้ ตอ้ นรบั ทใี่ ห้คุณสรา้ ง "Site" ของคุณ หรือเว็บไซต์
หลังจากสร้างแลว้ สว่ นจดั การของ Google Site ท่จี ะช่วยคณุ ในการสรา้ ง หนา้ ใหม่ แก้ไขหน้า
ต้ังคา่ ไซต์เนอ้ื หาภายในหน้า เปลย่ี นโครงร่าง สสี นั ได้ง่ายครับ เชอ่ื ว่าใชง้ านสกั พักกจ็ ะคุน้ เคย เชน่ สร้างหนา้
ใหม่ เลือกท่ี Create new page เลอื กรูปแบบของหนา้ จากน้นั ก็ลงมือใสเ่ นื้อหาได้เลย
การใสเ่ นอ้ื หากไ็ ม่ตา่ งอะไรกับเคร่ืองมือ Office มากนักเชน่ พมิ พข์ ้อความลงไป ใส่สี ปรบั ขนาด
ตัวอกั ษรแทรกรปู พวกเครื่องมือในหน้าก็มีความชดั เจน
บริการ Google sites คือบรกิ ารฟรีเว็บไซต์ ซ่ึงคุณสามารถ
- สรา้ งเว็บไซตไ์ ด้ง่าย โดยไมต่ ้องมีความรู้ HTML
- ใสร่ ปู ภาพ ขอ้ ความ
- สร้างไฟลแ์ นบให้ Download ได้
- กำหนดได้วา่ จะใหใ้ ครเขา้ มาดูได้บ้าง
- ทำงานร่วมกับผอู้ ื่นได้
สรปุ ไดว้ า่ Google sites คอื การสรา้ งเวบ็ ไซดบ์ น Google Site นอกจากที่เราจะไดเ้ ว็บไซดแ์ ลว้
Google ยงั ใหพ้ ้ืนทีใ่ นการเกบ็ เว็บไซดไ์ ว้บน Google ซ่ึงแน่นอนว่าไม่มีวนั ลม่ ซ่งึ เปน็ การบรกิ ารฟรีเวบ็ ไซต์ เรา
สามารถสร้างเว็บไซต์ไดง้ ่าย สรา้ งไฟลแ์ นบ กำหนดไดว้ ่าจะเผยแพร่ให้ใครดูได้ และสามารถนำมาสรา้ งเว็บไซต์
การใหเ้ ปน็ บทเรยี นออนไลนส์ ำเร็จรปู ได้
ความหมายของบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน (CAI)
บทเรียนที่จดั ทำข้นึ เปน็ สือ่ การสอน ผา่ นระบบเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ต ประกอบไปดว้ ยโครงสรา้ ง
หลกั สูตร คำอธบิ ายรายวชิ า หนว่ ยการเรยี นรู้ การวางแผนการจัดการเรียนรู้ เนื้อหา แบบทดสอบ แบบฝึก
ทกั ษะเพ่ือให้นักเรยี นและผู้ท่ีสนใจศึกษา สามารถศึกษาค้นควา้ ความร้ไู ด้ด้วยตนเอง โดยออกแบบไว้ ใหโ้ ต้ตอบ
กบั ผเู้ รยี นได้
การเรียนการสอนผา่ นระบบเครือข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ ในรปู แบบดงั กล่าวขา้ งต้นนี้ ไดม้ ีผ้จู ัดทำมาแลว้ เป็น
จำนวนมาก โดยอาจใชช้ อื่ เรียกแตกต่างกนั ไป เชน่ เวบ็ ไซต์ชว่ ยสอน บทเรียนผ่านเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ หรือ
อื่น ๆ ซึง่ ล้วนแลว้ แตต่ ัง้ อย่บู นพื้นฐาน เดียวกันคือ เปน็ ส่ือการสอน ประเภทเวบ็ ไซตช์ ว่ ยสอน แสดงผลผา่ น
ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ข้ึนอยกู่ บั ผูจ้ ดั ทำจะพฒั นาไปในรปู แบบใด
สรปุ ไดว้ า่ จากการศกึ ษาและสบื ค้นเกยี่ วกับบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน (CAI) ขา้ พเจ้าพบวา่ การ
ใช้บทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน (CAI) ในการจัดการเรยี นการสอนมปี ระโยชนห์ ลายประการเชน่ 1. เหมาะ
กับการเรยี นรู้ตามความสนใจของแต่ละคน 2. มีเอกสารสำหรับการเรียนร้หู ลากหลาย 3. เปน็ การเรียนรสู้ อง
ทาง 4. งา่ ยต่อการสำรวจความกา้ วหน้า 5. เป็นการเรยี นรู้ได้ทกุ สถานทแี่ ละทกุ เวลา 6. ค่าใชจ้ ่ายในการเรยี น
ของผ้เู รยี นตำ่ 7. สรา้ งโอกาสในการแลกเปลยี่ นในการเรียนร้กู ับบคุ คลอื่น 8. ประสิทธภิ าพของการเรยี น
เพ่ิมขน้ึ 9. การส่ง (แลกเปล่ยี น) เอกสารในการสอนรวดเร็ว
แตอ่ ย่างไรกต็ ามการจดั การเรียนการสอนผา่ นบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน (CAI) กย็ ังมีขดี จำกัด
เชน่ ผู้สอนและผู้เรยี นขาดปฏิสมั พันธร์ ะหว่างกนั ครผู ูส้ อนไม่สามารถสอดแทรกเร่อื งคุณธรรมและจรยิ ธรรม
ให้กบั ผูเ้ รยี นได้โดยตรง อีกท้ังการใช้บทเรียนออนไลนเ์ หมาะสมกับผเู้ รยี นและสถานศกึ ษาท่ีมคี วามพรอ้ มดา้ น
เทคโนโลยี
ความหมายของผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นเปน็ ความสามารถของนักเรียนในด้านตา่ ง ๆ ซงึ่ เกดิ จากนกั เรยี นได้รับ
ประสบการณจ์ ากกระบวนการเรยี นการสอนของครู โดยครตู อ้ งศึกษาแนวทางในการวัดและประเมินผล การสรา้ ง
เครื่องมอื วัดใหม้ คี ณุ ภาพนน้ั ได้มผี ู้ให้ความหมายของผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนไว้ดังนี้
สมพร เช้อื พนั ธ์ (2547,หนา้ 53) สรปุ ว่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์ หมายถึง ความสามารถ
ความสำเร็จและสมรรถภาพดา้ นตา่ ง ๆ ของผเู้ รียนท่ไี ด้จากการเรยี นรู้อนั เปน็ ผลมาจากการเรียนการสอน การ
ฝึกฝนหรือประสบการณข์ องแต่ละบคุ คลซ่ึงสามารถวดั ได้จากการทดสอบด้วยวิธกี ารต่าง ๆ
พมิ พันธ์ เดชะคปุ ต์ และพะเยาว์ ยินดีสขุ (2548,หนา้ 125) กลา่ วว่า ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นหมายถงึ
ขนาดของความสำเรจ็ ที่ได้จากกระบวนการเรยี นการสอน
ปราณี กองจนิ ดา (2549,หน้า 42) กล่าว่า ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน หมายถึง ความสามารถหรอื ผลสำเร็จ
ที่ไดร้ ับจากกิจกรรมการเรยี นการสอนเปน็ การเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมและประสบการณเ์ รียนร้ทู างด้านพุทธิพสิ ัย
จิตพิสยั และทักษะพสิ ยั และยังได้จำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นไว้ตามลกั ษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียน
การสอนทแี่ ตกตา่ งกนั
สรุปไดว้ า่ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรยี นการสอนท่ีจะทำให้นกั เรยี น
เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรม และสามารถวัดไดโ้ ดยการแสดงออกมาทัง้ 3 ดา้ น คอื ด้านพุทธิพิสัย ดา้ นจิตพิสัย
และด้านทักษะพิสัย
ความพงึ พอใจ
ความหมายของความพึงพอใจ ในการทำงานเปน็ ปจั จยั สำคัญประการหน่ึงในการผลกั ดนั ให้บคุ คล
ทำงานสำเรจ็ บรรลเุ ปา้ หมายท่ีวางไว้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพอันเป็นผลจากการได้รบั การตอบสนองตอ่ แรงจูงใจ
หรือความต้องการของแตล่ ะบุคคลในแนวทางท่ีประสงค์ซึง่ ในเรือ่ งความพึงพอใจนีไ้ ด้มผี ู้ใหค้ วามหมายไว้หลาย
ทา่ น ดังนี้
ราชบณั ฑิตสถาน (2546) ได้กล่าวถงึ ความหมายของคำวา่ ความพึงพอใจ ดงั น้ี คำวา่ “พึง” เป็น
คำกริยาอ่นื หมายความว่า ยอมตาม เช่น พงึ ใจ และคำวา่ “พอใจ” หมายถึง สมชอบ ชอบใจ
กชกร เป้าสวุ รรณ และคณะ (2550) ได้กลา่ วถึง ความหมายของความพงึ พอใจว่า ส่งทค่ี วรจะ
เปน็ ไปตามความต้องการ ความพงึ พอใจเป็นผลของการแสดงออกของทัศนคติของบคุ คลอีกรปู แบบหน่ึง ซง่ึ
เป็นความรู้สกึ เอนเอยี งของจติ ใจที่มปี ระสบการณ์ทีม่ นุษยเ์ ราไดร้ บั อาจจะมากหรือน้อยก็ได้ และเปน็
ความรูส้ ึกทม่ี ีตอ่ ส่งิ ใดส่ิงหนึ่ง ซึ่งเปน็ ไปไดท้ ัง้ ทางบวกและทางลบ แตก่ เ็ มื่อได้ส่ิงนั้น สามารถตอบสนองความ
ต้องการ หรอื ทำให้บรรลจุ ดุ ม่งุ หมายได้ กจ็ ะเกิดความรสู้ กึ บวก เป็นความรสู้ ึกทพี่ ึงพอใจ แตใ่ นทางตรงกนั ขา้ ม
ถ้าสิ่งนัน้ สร้างความรสู้ กึ ผดิ หวัง ก็จะทำให้เกิดความร้สู กึ ทางลบ เปน็ ความรู้สกึ ไม่พงึ พอใจ
สรุปได้วา่ ความพึงพอใจ หมายถงึ ความรู้สกึ ของบุคคลต่อส่ิงใดสง่ิ หนึง่ บุคคลหรือสภาพการณ์อยา่ ง
ใดอย่างหน่งึ ซงึ่ อาจเป็นความรสู้ กึ ในทางบวกเป็นกลาง หรือ ทางลบความรสู้ ึกเหลา่ นม้ี ีผลตอ่ ประสิทธิภาพของ
การทำงาน กล่าวคือ หากความรู้สกึ โน้มเอียงไปในทางบวก การปฏิบตั งิ านจะมีประสิทธภิ าพสูงแต่หาก
ความรู้สึกโนม้ เอยี งไปในทางลบการปฏบิ ัติงานจะมปี ระสิทธภิ าพต่ำได้ โดยสามารถวดั ไดจ้ ากองค์ประกอบต่าง
ๆ ที่เขา้ มาเกี่ยวข้อง
งานวิจัยทเ่ี ก่ียวขอ้ ง
ในการวิจยั ครั้งนผี้ วู้ จิ ยั ไดน้ ำวิจัยทเี่ กย่ี วข้อง เพ่ือใชป้ ระกอบในการวจิ ยั ดงั นี้
จลุ ศกั ด์ิ สุขสบาย (2558) ได้ศึกษาการพัฒนารปู แบบการเรยี นรทู้ างอิเลก็ ทรอนิกส์ เรอ่ื งเทคโนโลยี
สารสนเทศ และการสื่อสาร สำหรบั นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวิ
โรฒ ประสานมติ ร (ฝ่ายประถม) มจี ุดมุ่งหมายสำคญั เพ่ือ 1) พฒั นารูปแบบการเรยี นรู้ทางอิเลก็ ทรอนิกส์ 2)
ศกึ ษาประสิทธิภาพของรปู แบบการเรยี นร้ทู างอิเล็กทรอนิกส์ 3) ศึกษาประสทิ ธิผลของรูปแบบการเรยี นรทู้ าง
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ โดยเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธ์หิ ลังการเรยี นของนักเรียนทเ่ี รียนโดยใชร้ ปู แบบการเรียนรู้ทาง
อิเล็กทรอนกิ ส์กบั เกณฑ์ร้อยละ 80 และศกึ ษาความพึงพอใจของนักเรยี นทีม่ ีต่อการใชร้ ปู แบบการเรยี นรู้ทาง
อเิ ลก็ ทรอนกิ สเ์ ร่ืองเทคโนโลยีสารสนเทศ และการส่ือสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชพี และเทคโนโลยี
สำหรบั นกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 6 กลุม่ ตวั อยา่ งท่ีใชใ้ นการวิจัยคร้งั น้ี เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 6
โรงเรียนสาธติ มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝา่ ยประถม) ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2556
โดยใชว้ ธิ ีการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Selection) จำนวน 52 คน เครอ่ื งมือที่ใชใ้ นการวจิ ยั คือ 1)
แผนการเรียนรทู้ างอเิ ล็กทรอนกิ ส์ เรื่องเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สาร 2) แบบประเมนิ ความเหมาะสม
ของรูปแบบการเรยี นรทู้ างอเิ ลก็ ทรอนิกส์ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน และ 4) แบบสอบถาม
ความพงึ พอใจของนักเรยี นท่มี ีต่อรูปแบบการเรียนรูท้ างอเิ ล็กทรอนิกส์ เร่อื งเทคโนโลยสี ารสนเทศและการ
ส่ือสาร กล่มุ สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรบั นกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 6 สถิติทใี่ ช้ใน
การวเิ คราะห์ข้อมูล คอื ค่าเฉล่ียส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และคา่ ที (t-test)
นลิ บุล ทองชยั (2556) ได้ทำการวิจัย เรอ่ื ง การประยุกต์ใชส้ ื่อการเรยี นออนไลน์ เพ่ือเพ่ิมผลสมั ฤทธิ์
ในการเรียนรายวชิ าภาษาอังกฤษสำหรับวทิ ยาการคอมพิวเตอร์ ของนกั ศึกษามหาวทิ ยาลัยราชภัฏกาญจนบรุ ี
งานวิจยั นีม้ วี ัตถปุ ระสงคเ์ พ่ือพัฒนาสอื่ มลั ติมเี ดยี สำหรับการเรียนแบบออนไลน์ เพ่ือเพิ่มผลสัมฤทธ์ทิ างการ
เรยี นในรายวชิ าภาษาองั กฤษสำหรบั วทิ ยาการคอมพิวเตอร์ โดยใชก้ ารสอนรูปแบบปกติรว่ มกับการเรียนรูแ้ บบ
ออนไลน์ผา่ นเวบ็ ไซต์อเี ลิรน์ น่ิงของรายวิชา กลุม่ ตัวอยา่ ง คือ นักศึกษาทลี่ งทะเบียนและเรียนในรายวิชา
ภาษาองั กฤษสำหรับวทิ ยาการคอมพิวเตอร์ ซึง่ เปน็ รายวิชาในหลักสตู รของสาขาวทิ ยาการคอมพวิ เตอร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบรุ ี จนครบกระบวนการตลอดภาคการศึกษาที่ 1/2556 จำนวน 21 คน พบวา่
คะแนนสอบหลงั เรียน ( = 66.51 , S.D. =18.26) สงู กวา่ คะแนนสอบกอ่ นเรียน ( = 33.21,S.D. =
14.14) เฉล่ียท่ี 33.30 อยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั 0.01 และมีความสอดคลอ้ งกบั ผลการเรยี นตลอดภาค
การศึกษาท่นี ักศึกษาแตล่ ะคนได้ (r = 0.911, sig. = .000) รวมทงั้ ผลความพงึ พอใจของผู้เรียนตอ่ กจิ กรรมการ
เรียนโดยใช้สอ่ื มัลตมิ ีเดยี เพ่ือการเรยี นรูแ้ บบออนไลน์ ในระดับมากในทุกประเด็นคำถาม สามารถสรุปไดว้ ่า
มัลติมเี ดียสาหรับการเรียนแบบออนไลน์ชว่ ยเพ่มิ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และเพ่ิมโอกาสในการเรยี นร้ทู ี่
สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ โดยลดข้อจำกัดดา้ นเวลาและสถานท่ี
พชั รา คงเหมาะ (2560) ไดท้ าวิจยั เรอ่ื งแนวทางการพฒั นาหอ้ งเรยี นออนไลนส์ าหรบั อาจารย์
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธัญบรุ ี พบวา่ ปัญหาและอปุ สรรคท่เี กิดขนึ้ สาหรบั ผสู้ อนในการใชห้ อ้ งเรียน
ออนไลนค์ อื การไมม่ เี วลาในการจดั ทาและการปรบั ปรุงเนอื้ หาของบทเรียน มีจานวนภาระงานสอนท่มี าก มีงาน
อ่ืนท่สี าคญั กวา่ จะตอ้ งกระทา ขาดแรงจงู ใจในการใชง้ าน รวมถงึ ความพรอ้ มของส่งิ อานวยความสะดวกในการ
ใชง้ าน แนวทางในการพฒั นาหอ้ งเรยี นออนไลนค์ อื ควรสง่ เสรมิ การใชง้ านใหม้ ากขนึ้ ควรกาหนดนโยบายการ
ใชง้ านหอ้ งเรยี นออนไลนใ์ นการเรียนการสอน กาหนดตวั ชวี้ ดั ดา้ นการจดั การเรยี นการสอน มีการจดั อบรมเชงิ
ปฏบิ ตั กิ ารเพ่ือสรา้ งใหเ้ กิดความเขา้ ใจ และมกี ารตดิ ตามประเมนิ ผลการเขา้ ใชง้ านหอ้ งเรียนออนไลน์
ศิริพร มีพรบชู า (2563) การวิจัยครั้งน้ีมีวัตถปุ ระสงค์ 1) เพื่อพัฒนาการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้แบบ
ออนไลน์ โดยใช้ระบบห้องเรียนออนไลน์ Google Classsroom 2) เพอื่ ประเมินความพงึ พอใจของผเู้ รยี น
ที่มีต่อการจัดการเรยี นการสอนแบบออนไลน์ 3) เพอ่ื เปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นของผูเ้ รยี นท่ีเรียน
จากการจดั การเรียนการสอนแบบออนไลน์ โดยใช้ระบบห้องเรยี นออนไลน์ Google Classsroom โดยกลุม่
ตัวอย่างในครั้งนคี้ ือ นักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 2 จำนวน 28 คน และเครอ่ื งมือทใี่ ชใ้ นการวิจยั คร้งั น้คี ือ การ
จดั การเรียนการสอนแบบออนไลน์ โดยใชร้ ะบบหอ้ งเรยี นออนไลน์ Google Classsroom รายวชิ า วิทยาการ
คำนวณ เรือ่ งองค์ประกอบของระบบคอมพวิ เตอร์ แบบทดสอบเพื่อวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น และ แบบ
ประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มตี อ่ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบออนไลน์ และผลการวิจยั ใน คร้ังน้ี
พบว่า ผลการหาประสทิ ธภิ าพของส่ือท่ีพัฒนาจากแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรูแ้ บบออนไลน์มีค่า ความ
เช่อื มนั่ เท่ากับ .90 ซ่งึ อยู่ในเกณฑท์ ่ีมีความเช่อื มนั่ สงู และจากการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของผู้เรยี น
ระหว่างเรียนและหลงั เรยี นแตกตา่ งกนั อย่างมีนัยสำคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดับ 0.05 และผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อ
การจดั กิจกรรมการเรียนรแู้ บบออนไลนใ์ นระดับมาก เพราะผู้เรียนสามารถศึกษาบทเรียนได้ด้วยตนเองใน
ชว่ งเวลาทีต่ อ้ งการ
สชุ าดา ทิพยโ์ รจน์ (2563) การศึกษาในครงั้ นเ้ี ป็นการวิจยั เชิงทดลอง มีวตั ถุประสงคเ์ พื่อศกึ ษา
ผลสมั ฤทธ์ทิ างกานเรียนในวชิ าการสร้างภาพเคล่อื นไหว และเพ่ือหาความพึงพอใจของนกั เรยี นทีม่ ีต่อการ
จดั การเรียนรดู้ ว้ ยบทเรยี นออนไลน์ กลุ่มตวั อย่างท่ใี ช้ คือ นกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 6/3 เครือ่ งมือท่ีใช้ใน
การศกึ ษาได้แก่ บทเรียนออนไลน์ เร่อื งการสร้างภาพเคล่ือนไหว แบบทดสอบ และแบบวดั ความพึงพอใจ
วิเคราะหข์ ้อมูลโดยใช้สถติ ิ คา่ รอ้ ยละ คา่ เฉล่ยี ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน และคา่ (t) ผลการศกึ ษา พบวา่ ผลการ
เปรียบเทยี บผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนของนักเรียนหลงั เรียนด้วยวธิ กี ารจดั การเรียนรู้ดว้ ยบทเรียนออนไลนส์ ูง
กวา่ ก่อนเรียน อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิติทร่ี ะดับ .05 และนักเรยี นมคี วามพงึ พอใจตอ่ การจดั การเรยี นรู้ด้วย
บทเรียนออนไลน์อยูใ่ นระดับมาก
สรปุ ผลจากการศกึ ษาค้นควา้ งานวิจยั ท่ีเกี่ยวข้อง
จากการศึกษาวจิ ยั ท่ีเก่ยี วข้อง พบว่าการเรยี นรดู้ ว้ ยบทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน (CAI) มี
ประสิทธิภาพเพียงพอกับการเรียนรู้ภายในหอ้ งเรยี น นกั เรียนสามารถเรยี นรแู้ ละศกึ ษาคน้ คว้าหาความรู้
เพม่ิ เติมได้จากอินเตอรเ์ นต็ หรือสื่อ ตา่ ง ๆ เปน็ การเรยี นรู้ด้วยตนเอง เกดิ การเรยี นรไู้ ด้ดว้ ยตนเอง และ
สะดวกต่อการเรียนรขู้ องผเู้ รยี นได้ทุกชว่ งเวลาทเ่ี หมาะสมกับผเู้ รยี น
วธิ ีการดำเนินงานวจิ ัย
การศกึ ษาการจดั การเรียนรู้ด้วยบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน (CAI) เร่ืองพนั ธศุ าสตร์ ในคร้ังนเี้ ป็น
การวิจัยเชงิ ทดลอง (Experimental Research) ผวู้ จิ ยั ไดก้ ำหนดแบบแผนการทดลองโดยใชร้ ปู แบบกลุ่ม
เดยี วกัน ทดสอบก่อนเรยี น-หลงั เรียน (One - Group Pretest - Posttest Design) (มนต์ชยั . 2555) โดย
การศกึ ษาและพัฒนาครงั้ น้ี ผวู้ ิจัยได้สรา้ งบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน (CAI) ในการจัดการเรยี นรูแ้ ละ
ทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนในการทำวจิ ยั โดยทดลองในภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565 กบั
กลุ่มเป้าหมายที่คัดเลือกไว้ คือนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 โรงเรียนบ้านท่าไม้ลาย ภาคเรยี นท่ี 1 ปี
การศกึ ษา 2565 จำนวน 25 คน ซง่ึ มเี กบ็ รวบรวมข้อมูลและข้นั ตอนการทดลองดังนี้
วิธกี ารเกบ็ รวบรวมข้อมลู
1. เป็นการวจิ ัยปฏิบตั ิการชัน้ เรยี น (pre-test , post-test Desing วันกรุป๊ ดีไซ์)
2. กลุ่มเปา้ หมาย ทใ่ี ช้ในการวิจัยในครง้ั น้ีนักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านทา่ ไม้
ลาย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 จำนวน 25 คน ไดม้ าด้วยวิธีการเลอื กแบบเจาะจง (purposive
sampling)
3. เครื่องมือ
3.1 เครอื่ งมือที่ใช้ในการวิจยั
3.1.1 บทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน (CAI) เรื่อง พันธุศาสตร์
3.1.2 แผนการจดั การเรยี นรู้ ท่ีใชก้ ารจัดการเรยี นรู้ด้วยบทเรียน
คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน (CAI) เรอ่ื ง พันธศุ าสตร์ จำนวน 5 แผน
3.2 เครือ่ งมือเกบ็ รวบรวมข้อมูล
3.2.1 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 เรื่อง พนั ธุศาสตร์ ทผี่ วู้ จิ ัยสร้างข้ึนเปน็ แบบทดสอบ
ออนไลน์ ปรนยั 4 ตัวเลอื กจำนวน 20 ข้อ โดยใหค้ ะแนน 0,1 คอื ตอบถกู ให้ 1 แนน ตอบผดิ ให้ 0 คะแนน
3.2.2 แบบประเมินความพึงพอใจ ในการจัดการเรยี นรูด้ ้วยบทเรยี น
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรอื่ ง พันธศุ าสตร์ ใช้เกณฑ์ มาตราประมาณคา่ 5 ระดับ โดยกำหนดเกณฑ์
คา่ เฉล่ีย ดังน้ี
คะแนนเฉล่ีย 4.50 – 5.00 หมายถงึ พงึ พอใจมากทสี่ ดุ
คะแนนเฉลยี่ 3.50 – 4.49 หมายถึง พึงพอใจมาก
คะแนนเฉล่ยี 2.50 – 3.49 หมายถึง พงึ พอใจปานกลาง
คะแนนเฉลีย่ 1.50 – 2.49 หมายถงึ พงึ พอใจน้อย
คะแนนเฉลย่ี 1.00 – 1.49 หมายถึง พึงพอใจน้อยท่ีสุด
ขัน้ ตอนในการสร้างเคร่อื งมือ
1. ขน้ั ตอนในการสร้างเครื่องมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ัย
1.1 ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยทีเ่ กี่ยวข้องกับการจดั การเรียนรดู้ ้วยบทเรียน
คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน (CAI เพื่อกำหนดเปน็ กรอบแนวคิดในการวิจัย
1.2 ศกึ ษาการสร้างบทเรียนออนไลนโ์ ดยโปรแกรม Google sites จาก Youtobe เพือ่
สรา้ งบทเรียนออนไลนใ์ น Google sites
1.3 ศกึ ษาตัวชว้ี ดั วชิ าวทิ ยาศาสตร์ ท่ีมีผลการเรยี นตำ่ เพื่อทำแผนการจัดการเรียนรู้หน้า
เดยี วโดยอ้างอิงจากแผนการจดั การเรยี นรฉู้ บบั เต็มรปู แบบ และออกแบบบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน (CAI
ใหส้ อดคล้องกับตัวชว้ี ัด
1.4 ออกแบบบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน (CAI ให้สอดคล้องกับตวั ช้ีวัดและแผนการ
จัดการเรยี นรู้ และเผยแพรใ่ ห้กบั นกั เรียน
2. ข้ันตอนในการสร้างเครื่องมอื เก็บรวบรวมข้อมูล
2.1 สร้างแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลยี ช้นั ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 เรื่อง พนั ธุศาสตร์ จำนวน 15 ข้อ โดยยึดตวั ชวี้ ัดผลการเรียนรเู้ ปน็ หลกั
2.2 นำข้อสอบฉบบั สมบูรณ์ใหผ้ เู้ ช่ียวชาญตรวจสอบ จำนวน 3 ทา่ น เพอื่ วเิ คราะหห์ าค่า IOC
2.3 นำข้อสอบทผ่ี ้เู ช่ยี วชาญตรวจสอบแลว้ มาวิเคราะห์หาค่า IOC และจดั ทำข้อสอบฉบับ
จรงิ
2.4 นำขอ้ สอบฉบบั จรงิ ไป Try out กลับกลุม่ นักเรียนที่คล้ายกับกลมุ่ เป้าหมาย
2.5 จัดทำขอ้ สอบฉบบั สมบรู ณ์ ไปทดสอบกลับกลมุ่ เป้าหมาย กอ่ นเรยี นและหลังเรียน เพอื่
หาความกา้ วหนา้ ทางการเรียน โดยขอ้ สอบก่อนเรียนและหลงั เรยี นเปน็ ข้อสอบชดุ เดยี วกันแต่ใชก้ ารสลบั ข้อ
และการสลับตัวเลอื ก
2.6 ศกึ ษาและเลือกวิธกี ารสร้างแบบประเมินความพึงพอใจ โดยใช้มาตราส่วนประเมนิ ค่า
(Rating scale) 5 ระดบั
2.7 กำหนดประเด็นคำถามตามกรอบแนวความคดิ โดยแบ่งออกเปน็ 4 ดา้ น 15 ขอ้
2.8 สร้างแบบประเมินความพึงพอใจฉบับร่าง ตามโครงสรา้ งเนอื้ หาของแบบประเมนิ ความ
พงึ พอใจ แล้วตรวจสอบปรับปรงุ แกไ้ ขดว้ ยตนเอง
2.9 นำแบบประเมนิ ความพึงพอใจฉบบั สมบูรณ์ไปใช้กบั กลุ่มเป้าหมาย
ขนั้ ตอนในการดำเนนิ การวจิ ยั
1. ผวู้ ิจยั สร้างบทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน (CAI) ชแ้ี จงและอธบิ ายการเรยี นจากบทเรียน
คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน (CAI) เรอ่ื ง พันธุศาสตร์ สำหรับนกั เรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ให้นักเรียนเข้าใจ
และมีความพร้อมที่จะศึกษาบทเรียน
2. นักเรียนศึกษาวิธใี ชง้ านบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน (CAI) เรือ่ ง พันธศุ าสตร์ สำหรับ
นกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 3 และเนื้อหาในเรื่อง พันธุศาสตร์ ให้ครบทุกหวั ข้อ รายวิชาวทิ ยาศาสตร์
ว23101
3. นกั เรยี นทำแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนก่อนเรียน (Pre-test) เรอ่ื ง
พันธศุ าสตร์ จำนวน 15 ขอ้
4. ผวู้ ิจยั ดำเนนิ การจดั การเรยี นร้ดู ้วยบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน (CAI) เรือ่ ง พนั ธุศาสตร์
สำหรับนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 จำนวน 3 เรื่อง รวม 6 ชัว่ โมง (ไมร่ วมชั่วโมงทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี น) โดยใชเ้ วลาในการเรยี นบทเรียนออนไลนด์ ังนี้
เรอ่ื งท่ี 1 โครงสรา้ งท่เี กี่ยวขอ้ งกบั การถา่ ยทอดทางพนั ธกุ รรม จำนวน 2 ชั่วโมง
เรอ่ื งที่ 2 ลกั ษณะทางพนั ธุกรรมและลกั ษณะของส่งิ มชี ีวติ จำนวน 2 ชว่ั โมง
เร่อื งท่ี 3 โอกาสการเขา้ คขู่ องแอลลีล จำนวน 2 ชั่วโมง
โดยในบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน (CAI) มกี จิ กรรมการเรียนรู้ ประกอบด้วย การศึกษา
สาระสำคัญ จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ ตวั ชี้วดั การทำแบบทดสอบก่อนเรียน การศึกษาเนื้อหายอ่ ย การทำแบบใบ
งาน การศึกษาวีดีโอทำการทดลอง และการทำแบบทดสอบหลงั เรียน ซ่ึงนกั เรยี นตอ้ งดำเนินกจิ กรรมการ
เรยี นร้ใู หเ้ กดิ ความรู้ความเขา้ ใจและฝึกปฏบิ ัตจิ นสามารถไปปรบั ประยุกต์ใชใ้ นชวี ิตประจำวนั ได้จริง
5. เม่ือนักเรยี นศกึ ษาบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน (CAI) เร่อื ง พันธุศาสตร์ สำหรบั นกั เรียน
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 จำนวน 3 เรอื่ ง นกั เรยี นจึงทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรยี น (Post -
test) ซงึ่ เป็นฉบบั เดยี วกบั แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นกอ่ นเรยี น (Pre - test) โดยใชว้ ิธกี ารสลับขอ้
คำถามและตวั เลือกในแต่ละข้อ
6. นกั เรยี นทำการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการจดั การเรียนรดู้ ว้ ยบทเรยี นคอมพวิ เตอร์
ชว่ ยสอน (CAI ภายหลงั จากทนี่ กั เรียนได้เข้าศึกษาบทเรียนทงั้ หมดเสร็จสิ้นแล้ว
7. ผู้วจิ ัยนำข้อมูลจากแบบสอบถามความพึงพอใจ คะแนนแบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิก่อนเรียน
หลงั เรียน ของนักเรยี นกล่มุ ตัวอยา่ งไปวเิ คราะห์ทางสถติ ิต่อไป
การวิเคราะห์ขอ้ มูล
การวิเคราะห์ข้อมลู มีการดำเนินการ ดงั น้ี
1. วเิ คราะห์ขอ้ มูลทไ่ี ดจ้ ากผลการทำแบบทดสอบกอ่ นและหลงั เรยี น ในการเรยี นดว้ ย
บทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน (CAI) โดยการใชส้ ถิตคิ า่ เฉล่ีย และคา่ ร้อยละ ซ่ึงดำเนินการดังน้ี
1.1 นำมาเปรยี บเทยี บคา่ เฉล่ียของคะแนนสอบระหวา่ งก่อนเรยี นและหลงั เรยี นโดย
ใช้ค่าสถิติ
1.2 หาคะแนนความก้าวหนา้ หรือคะแนนท่เี พิ่มข้ึน
1.3 หาคา่ รอ้ ยละของความกา้ วหนา้ ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นโดยใช้สตู รร้อยละ
ของความก้าวหนา้
2. นำขอ้ มูลท่ีไดจ้ ากแบบประเมนิ ความพงึ พอใจของนักเรยี น นำมาวเิ คราะห์คา่ สถติ ิพ้นื ฐาน
ไดแ้ ก่ คา่ เฉล่ีย แลว้ สรุปเป็นความเรียง
เกณฑ์การประเมินมีดังตอ่ ไปน้ี ความหมาย
คา่ เฉล่ยี ระดบั ความพงึ พอใจตอ่ รายการนั้นมากทีส่ ดุ
4.50 –5.00 ระดับความพึงพอใจตอ่ รายการนน้ั มาก
3.50 –4.49 ระดบั ความพึงพอใจต่อรายการนั้นปานกลาง
2.50 –3.49 ระดบั ความพึงพอใจตอ่ รายการน้นั นอ้ ย
1.50 –2.49 ระดับความพงึ พอใจต่อรายการนน้ั น้อยที่สดุ
1.00 –1.49
ตวั ชี้วัดทเี่ ก่ยี วข้อง
สาระท่ี ๑ สิง่ มีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต
มาตรฐาน ว ๑.๒ เขา้ ใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ววิ ฒั นาการ
ของสงิ่ มีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การใชเ้ ทคโนโลยชี ีวภาพทีม่ ผี ลกระทบต่อมนุษยแ์ ละส่งิ แวดล้อม มี
กระบวนการสบื เสาะหาความรู้และจติ วทิ ยาศาสตร์ ส่อื สารสง่ิ ที่เรียนรู้ และนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล
ลำดับขนั้ ตอนในการเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
ผ้ศู ึกษาคน้ คว้า ไดว้ ิเคราะหข์ ้อมลู ตามลำดบั ขนั้ ตอนดงั น้ี
ตอนที่ 1 เปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนของนักเรียนระหวา่ งก่อนและหลงั เรยี นทีใ่ ช้
การจัดการเรยี นรูด้ ้วยบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน (CAI)
ตอนที่ 2 ความพงึ พอใจนกั เรียนทม่ี ีตอ่ บทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน (CAI)
ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลการวิจัยได้ผลดังนี้
ตอนท่ี 1 ผลการวจิ ัยครงั้ นี้พบวา่ ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ท่เี รียนโดย
ใช้การจดั การเรียนรดู้ ว้ ยบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน (CAI) ดังแสดงในตารางที่ 1
ตารางท่ี 1 คา่ เฉลยี่ ของคะแนนสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน ท่ีเรยี นด้วยบทเรยี นออนไลน์เร่อื ง การ
เปลี่ยนแปลงของสาร โดยการหาคา่ สถติ ิ (t-test)
จากตารางท่ี 1 แสดงใหเ้ ห็นถึงนกั เรยี นชัน้ นักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านทา่ ไมล้ าย โดย
การจัดการเรยี นรูด้ ้วยบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน (CAI) เรื่อง พนั ธศุ าสตร์ ทผี่ ู้วจิ ยั คิดคน้ ข้นึ พบว่า
ค่าเฉลย่ี ของคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเท่ากบั 8.44 และ 11.96 ตามลำดบั โดยเฉล่ยี หลังเรียนสูง
กว่ากอ่ นเรยี นและมีผลต่างเท่ากบั 3.52
ดงั นั้นสรุปได้วา่ ผลการทดสอบผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นของนักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรียนบา้ น
ทา่ ไมล้ าย วชิ าวทิ ยาศาสตร์ เรอื่ ง พันธศุ าสตร์ ทเ่ี รยี นด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน (CAI) มผี ลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนหลงั เรียนสงู กว่ากอ่ นเรียน
ตอนที่ 2 ผลการประเมนิ ความพงึ พอใจของนักเรียนที่มีต่อการการเรยี นโดยใช้การจัดการเรียนรู้
ด้วยบทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน (CAI) เร่ือง พันธศุ าสตร์ ผลปรากฏดังแสดงในตารางที่ 2
ตารางที่ 2 ผลการวเิ คราะหค์ วามพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรดู้ ว้ ยบทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
(CAI) เรือ่ ง พนั ธุศาสตร์ ของชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนบา้ นทา่ ไม้ลาย
ข้อที่ รายการ คา่ เฉล่ีย แปลผล
ด้านเนอื้ หาและบทเรยี น
1 ภาษาทีใ่ ชใ้ นบทเรียนเข้าใจงา่ ย 3.76 มาก
2 เนือ้ หาเรยี งลำดบั จากงา่ ยไปยาก 4 มาก
3 เน้ือหาสอดคล้องกบั จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ 3.82 มาก
4 ปริมาณเนื้อหาในแต่ละเรอื่ งมีความเหมาะสมกบั เวลาเรียน 3.88 มาก
ด้านการออกแบบบทเรียน
5 วีดีโอประกอบในบทเรยี นมคี วามชัดเจนเขา้ ใจไดง้ า่ ย 4 มาก
6 มีการทำการทดลองท่เี ข้าใจง่ายและชดั เจน 3.88 มาก
7 ใบความรู้และเวลามีความเหมาะสมกบั เน้ือหา 3.88 มาก
8 วดี ีโอมกี ารแนะนำบทเรยี นและช้ีแจงชดั เจน 3.59 มาก
ด้านการจดั การเรยี นรู้
9 การเรยี นดว้ ยบทเรยี นออนไลนอ์ ำนวยความสะดวกใหน้ ักเรียนเขา้ ศกึ ษา 3.94 มาก
บทเรียนไดท้ ุกท่ีทุกเวลา
10 การเรยี นดว้ ยบทเรยี นออนไลนช์ ว่ ยให้นักเรยี นลงมอื ปฏิบัติกิจกรรมด้วย 3.53 มาก
ตนเองได้จรงิ
11 การเรยี นดว้ ยบทเรียนออนไลน์ชว่ ยให้นักเรียนทำความเข้าใจเนือ้ หาและ 3.70 มาก
สรปุ ความรู้ไดด้ ้วยตนเอง
12 การเรยี นดว้ ยบทเรียนออนไลนช์ ่วยใหน้ ักเรยี น เข้ามาทบทวนความร้ขู อง 3.94 มาก
ตนเองไดต้ ลอดเวลา
ด้านการประเมิน
13 แบบทดสอบมคี วามสอดคล้องกับจดุ ประสงคแ์ ละครอบคมุ เนื้อหา 3.94 มาก
14 นกั เรยี นได้เรียนรผู้ ่านบทเรยี นออนลแ์ ลว้ สามารถทำแบบทดสอบหลงั เรียน 4 มาก
ไดด้ กี ว่ากอ่ นเรยี น 3.76 มาก
15 นักเรยี นรบั ทราบคะแนนของตนเองทันทหี ลังการทำแบบทดสอบ ทำให้
3.84 มาก
ทราบความก้าวกน้าของตนเอง
รวมค่าเฉลี่ย
จากตารางที่ 2 แสดงให้เห็นถึงระดบั ความพึงพอใจของนกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ท่ีมีต่อการเรียน
โดยใช้การจัดการเรียนร้ดู ว้ ยบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน (CAI) เร่ือง พนั ธศุ าสตร์ จากการวิเคราะห์ข้อมลู
พบว่านกั เรียนสว่ นใหญ่มีความพึงพอใจโดยเฉล่ยี เทา่ กับ 3.84 อยใู่ นระดับมาก
สรปุ ผลการวจิ ัย
1. พัฒนาการของผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น โดยใชก้ ารจัดการเรยี นรูด้ ว้ ยบทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน
(CAI) เร่ือง พนั ธุศาสตร์ ของนกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านท่าไมล้ าย มีคะแนนเฉล่ียจากการ
ทดสอบก่อนเรียนเท่ากบั 6.00 และคะแนนเฉล่ียจากการทดสอบหลังเรียนเท่ากับ 8.44 และ 11.96 ตามลำดบั
โดยเฉลย่ี หลังเรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรียนและมผี ลตา่ งเท่ากับ 3.52 ซง่ึ มผี ลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรยี นสงู กวา่
กอ่ นเรยี น
2. ผลการวเิ คราะหแ์ บบสอบถามความพ่ึงพอใจของนักเรยี นส่วนใหญม่ คี วามพึงพอใจต่อการเรยี นโดย
ใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่อง พันธุศาสตร์ โดยเฉล่ียอย่ใู นระดบั มาก
อภิปรายผล
การวจิ ยั ปฏบิ ัติการในช้นั เรียน กล่มุ ตัวอย่างท่ีใชใ้ นการวจิ ัยคือ นักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ท่ีเรยี น
รายวชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ในภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 โรงเรยี นบา้ นท่าไม้ลาย อำเภอเมือง
จังหวัดชมุ พร สังกัดสำนกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาชมุ พร เขต 1 โดยการเลือกห้องเรยี นจำนวน 1
ห้อง ด้วยวธิ ีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 25 คน
ผลการเปรยี บเทียบพัฒนาการของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น โดยใช้การจดั การเรียนร้ดู ว้ ยบทเรยี น
คอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน (CAI) เร่ือง พนั ธศุ าสตร์ ของนกั เรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรยี นบ้านทา่ ไม้ลาย มี
คะแนนเฉลีย่ จากการทดสอบก่อนเรียนเท่ากับ 8.44 และ 11.96 ตามลำดบั โดยเฉลีย่ หลงั เรียนสงู กวา่ ก่อน
เรียนและมีผลตา่ งเท่ากบั 3.52
ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 ทม่ี ีต่อการจดั การเรียนรู้ด้วยบทเรียน
คอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน (CAI) เร่ือง พนั ธศุ าสตร์ พบว่า นักเรียนสว่ นใหญม่ คี วามพึงพอใจโดยเฉลย่ี เท่ากบั 3.84
อยู่ในระดบั มาก
นกั เรยี นทที่ ำคะแนนก่อนและหลงั เรียน เมอ่ื ไดเ้ รยี นดว้ ยบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน (CAI) แล้ว
จากการเปรยี บเทียบผลการบันทึกคะแนนจากเกณฑ์ท่วี ัดและหาค่าเฉลย่ี ของความก้าวหน้าในการเรียน
ออนไลนจ์ ะเห็นได้วา่ คะแนนหลงั เรยี นสูงกวา่ ก่อนเรียนแสดงว่าบทเรียนออนไลนท์ ำให้นักเรียนมีพัฒนาการที่ดี
ขึ้น เป็นเครอ่ื งช้ีชัดวา่ บทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน (CAI) มีความเหมาะสม และกระตุ้นใหน้ ักเรยี นอยาก
เรียนมากขนึ้
ขอ้ เสนอแนะ
1. การจัดการเรียนร้ดู ้วยบทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน (CAI) อาจจะไมเ่ หมาะสมกับผู้เรียนทุกคน
เนอ่ื งจากเดก็ มีความพร้อมทแี่ ตกตา่ งกนั ครผู ู้สอนควรมีการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานเพ่อื ให้ผู้เรยี น
เรยี นรไู้ ดเ้ ทา่ เทียมกนั
2. การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้แบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ควรให้ผูเ้ รยี นไดม้ ีบทบาทใน
การทำงานของ ตนเองมากท่ีสดุ ผสู้ อนควรสง่ เสริมใหผ้ เู้ รยี นทำงาน ร่วมกันเป็นทมี ได้ ทำงานด้วยตนเองได้
3. ครูผสู้ อนควรมีสอื่ ที่หลากหลายเพ่อื กระตนุ้ ให้ผ้เู รยี นเกิดความสนใจและสนองตอบความ แตกตา่ ง
ระหว่างบคุ คลได้
เอกสารอา้ งองิ
จลุ ศักด์ิ สุขสบาย (2558).การพฒั นารูปแบบการเรยี นรทู้ างอิเลก็ ทรอนิกส์ เรื่องเทคโนโลยสี ารสนเทศ และ
การ
สื่อสาร สำหรบั นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรยี นสาธิตมหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ ประสาน
มติ ร
(ฝา่ ยประถม).
ฐาปนยี ์ ธรรมเมธา. (2557) อีเลริ ์นนงิ : จากทฤษฎสี ูก่ ารปฏิบัติ e-Learning: from theory to practice.
กรุงเทพฯ: โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา.
นลิ บลุ ทองชัย (2556).การประยกุ ตใ์ ช้ส่ือการเรยี นออนไลน์ เพอื่ เพ่มิ ผลสมั ฤทธิ์ในการเรยี นรายวิชา
ภาษาอังกฤษสำหรบั วิทยาการคอมพิวเตอร์ ของนักศกึ ษามหาวทิ ยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี.
พชั รา คงเหมาะ (2560).แนวทางการพฒั นาหอ้ งเรียนออนไลนส์ าหรับอาจารยม์ หาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราช
มงคลธัญบุรี
ศิรพิ ร มีพรบูชา. (2563).การพฒั นาการจัดการเรยี นการสอนแบบออนไลน์ โดยใชร้ ะบบห้องเรียนออนไลน์
google Classsroom ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2 เร่อื ง องค์ประกอบของระบบคอมพวิ เตอร์
สจุ ิตรา ยอดเสน่หา. (2555). เสน้ ทางการพัฒนาห้องเรียนออนไลน์มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราช มงคล
ธัญบรุ ี.
รายงาน. มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2553).
พระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พุทธศกั ราช 2542 และแก้ไขเพมิ่ เตมิ (ฉบับท่ี 3) พุทธศักราช 2553.
กรงุ เทพฯ : โรงพิมพค์ ุรุสภา ลาดพรา้ ว.
สุชาดา ทิพโรจน.์ (2563). การจัดการเรยี นรู้ด้วยบทเรยี นออนไลน์. โรงเรยี นสงิ หบ์ รุ .ี
Thomas, G.M. (1995). Education-past , present , future. In At the Threshold of the
Millennium,
ed. D.R. Walling Phi Delta Kappa, Bloomington, Indiana.