รายงาน
องค์การและการจัดการ
เรื่อง การเปรียบเทียบสมรรถนะ
จัดทำโดย
นางสาวธนานันต์ ชนะมาร
สาขาการจัดการอุตสาหกรรม
65152110635-4
ความหมายBenchmarking 1-2
ประเภทของ Benchmarking" 3-4
ขั้นตอนการทำ Bench-marking 5-6
ประโยชน์ของการทำ Benchmarking 6
1
ความหมายBenchmarking
Benchmarking เป็นการแข่งขัน ซึ่งทำให้องค์กรปรับ, เติบโต
และเจริญผ่านการเปลี่ยนแปลง เป็นกระบวนการของการวัดตัววัด
และการปฏิบัติทางธุรกิจหลักและเปรียบเทียบ ภายในธุรกิจหรือกับ
ผู้แข่งขัน, อุตสาหกรรม หรือบริษัทอื่น ๆ ทั่วโลก เพื่อเข้าใจวิธีและ
ที่ที่องค์กรต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติให้ดีขึ้น มี
4 ชนิดหลักของ benchmarking คือ internal, external,
performance และ practice
1. Performance benchmarking เกี่ยวกับการรวบรวมและ
เปรียบเทียบข้อมูลเชิงปริมาณ (ตัวอย่างเช่น การวัดหรือตัวชี้
วัดการปฏิบัติหลัก (key performance indicators)) โดย
ปกติเป็นขั้นตอนแรกที่องค์กรใช้บ่งชี้ช่องว่างการปฏิบัติ
ต้องการอะไร: การวัดที่มีมาตรฐานและหรือ KPIs และวิธีใน
การสกัด, รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลนั้น
ได้อะไร: ข้อมูลซึ่งให้การตัดสินใจ รูปแบบของ
benchmarking นี้โดยปกติเป็นขั้นตอนแรกซึ่งองค์กรใช้บ่ง
ชี้ช่องว่างการปฏิบัติ
2. Practice benchmarking เกี่ยวกับการรวบรวมและ
เปรียบเทียบข้อมูลเชิงคุณภาพเกี่ยวกับวิธีที่กิจกรรมถูก
จัดการผ่านคน, กระบวนการ และเทคโนโลยี
ต้องการอะไร: วิธีที่ได้มาตรฐานเพื่อรวบรวมและเปรียบ
เทียบข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น การทำแผนที่กระบวนการ
(process mapping)
ได้อะไร: เข้าใจในเรื่องที่ไหนและวิธีที่ช่องว่างการปฏิบัติเกิด
ขึ้นและการปฏิบัติที่เป็นเลิศซึ่งองค์กรสามารถประยุกต์ใช้
ในสาขาอื่น ๆ
2
3. Internal benchmarking เปรียบเทียบตัววัด
(performance benchmarking) และหรือการปฏิบัติ
(practice benchmarking) จากหน่วย, สายการ
ผลิต, แผนก, โปรแกรม, ภูมิศาสตร์ และอื่น ๆ ที่แตก
ต่างกัน ภายในองค์กร
ต้องการอะไร: อย่างน้อย 2 สาขาภายในองค์กรซึ่งแบ่ง
ปันตัววัดและหรือการปฏิบัติ
4. External benchmarking เปรียบเทียบตัววัดและหรือการ
ปฏิบัติของหนึ่งองค์กรกับหนึ่งหรือหลายองค์กรอื่น ๆ
ต้องการอะไร: สำหรับ custom benchmarking ต้องการ
องค์กรหนึ่งหรือมากกว่าที่เห็นด้วยจะมีส่วนร่วม อาจยังต้องการ
บุคคลที่สามเพื่ออำนวยความสะดวกการรวบรวมข้อมูล วิธีนี้
สามารถมีคุณค่าอย่างมากแต่บ่อยครั้งต้องการความพยายาม
และเวลาอย่างมาก นั่นคือทำไมหลายองค์กรมีส่วนร่วมกับกลุ่ม
3
ประเภทของ Benchmarking"
Benchmarking แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
1. Internal Benchmarking
2. Competitive Benchmarking
3. Industry Benchmarking
4. Generic Benchmarking หรือ Functional Benchmarking
1. Internal Benchmarking
Internal Benchmarking คือ การทำ Benchmarking
เปรียบเทียบตัววัดหรือความสามารถในการปฏิบัติกับผู้ที่อยู่
ภายในองค์กรเดียวกันหรือภายใต้กลุ่มบริษัทในเครือเดียวกัน
เนื่องจากการทำ Benchmarking ในลักษณะนี้จะหาข้อมูล
เพื่อเปรียบเทียบได้ไม่ยากนัก เนื่องจากข้อมูลส่วนใหญ่ไม่เป็น
ความลับและทำก็ง่าย เนื่องจากกรอบการทำงานใกล้เคียงกัน
การทำ Internal Benchmarking ส่วนใหญ่นำไปสู่การสร้าง
มาตรฐานการปฏิบัติงาน
2. Competitive Benchmark
ing
Competitive Benchmarking คือ การทำ Benchmarking
กับผู้ที่เป็นคู่แข่ง (Competitor) ของเราโดยตรง การทำวิธีนี้ค่อน
ข้างลำบากในการเก็บข้อมูลและการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งอาจจะได้
เพียงบางกระบวนการเท่านั้น และอาจจะต้องอาศัยบุคคลที่สาม
เข้าไปช่วยเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล การทำวิธีนี้จะให้ผลได้แค่การระบุ
ถึงตำแหน่งของตนในธุรกิจนั้น ๆ และจุดอ่อน จุดแข็งของตน
มากกว่าการเรียนรู้ให้เกิดนวัตกรรมในการปรับปรุง
4
3. Industry Benchmarking
IndustryBenchmarking คือการทำ
Benchmarkingโดยเปรียบเทียบกับผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรม
เดียวกันแต่ไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงซึ่งการทำวิธีนี้จะสามารถเก็บ
ข้อมูลได้ง่ายกว่าและข้อดีคือกระบวนการทางธุรกิจค่อนข้าง
คล้ายคลึงกันในบางส่วนทำให้สามารถเปรียบเทียบได้
เนื่องจากอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันแต่ก็ยังมีข้อจำกัดใน
การทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งอาจเกิดได้ยาก
4. Generic Benchmarking หรือ Functional Benchmarking
GenericBenchmarkingหรือFunctionalBenchmarking คือ
การทำBenchmarkingกับองค์กรใดก็ตามซึ่งมีกระบวนการทำงานที่
เป็นเลิศในกระบวนการนั้นๆซึ่งองค์กรอาจมีธุรกิจที่แตกต่างกันการ
ทำBenchmarkingโดยวิธีนี้มีข้อจำกัดในด้านการเปรียบเทียบอยู่บ้าง
อันเนื่องจากการเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่นที่มีความเป็นเลิศนั้นอาจพบ
ว่าการวิเคราะห์ค่อนข้างยากต้องอาศัยความคล้ายคลึงที่มีเหตุมีผลและ
บางเรื่องบางอย่างอาจเปรียบเทียบกันไม่ได้เลยแต่นักวิชาการส่วน
ใหญ่พบว่าการทำวิธีนี้เป็นวิธีที่ทำให้ได้นวัตกรรมใหม่ๆเกิดขึ้นในธุรกิจ
เป็นอย่างมากอาทิเช่นพิซซ่า กับ Federal espress
ขั้นตอนการทำ Bench-marking 5
1.การวางแผน (Planning)
– เป็นขั้นในการกำหนด หัวข้อเรื่อง วัตถุประสงค์
ประเด็นที่ต้องการเปรียบเทียบ ว่าองค์ประกอบใดที่
ต้องการเปรียบเทียบเพื่ อพั ฒนา
– การกำหนดองค์การที่ต้องการเปรียบเทียบ ว่าจะ
เปรียบเทียบกับใคร ภายใน คู่แข่งภายนอก หรือ
พั นธมิตรธุรกิจ
– กำหนดวิธีการเก็บข้อมูล โดยการตัดสินใจว่าจะเก็บ
ข้อมูล แบบใด เชิงปริมาณ หรือ เชิงคุณภาพ เป็น
แบบสอบถาม หรือ การสัมภาษณ์อย่างไร
2.การวิเคราะห์ (Analysis)
– วิเคราะห์ช่วงห่าง (Gap Analysis)ระหว่างส่วนที่จะ
เปรียบเทียบของเรา กับคู่เปรียบเทียบ
– คาดคะเน และการตั้งเป้าหมายความห่างในอนาคต ตาม
ระยะเวลาที่กำหนด เป็น เดือน ปี
3.การบูรณาการ (Integration)
– การสื่อสารผลการทำ Benchmarking ให้ผู้เกี่ยวข้อง
ทราบ เช่น ผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร ลูกค้า พนักงาน หรือฝ่ายที่
เกี่ยวข้องต่างๆ
– การตั้งเป้าหมาย เป็นการระดมสมองของผู้เกี่ยวข้องใน
การพัฒนาส่วนที่ดำเนินการนั้น ให้สัมฤทธิ์ผล
4.การนำไปปฏิบัติ (Imprementation) 6
– การจัดทำแผนดำเนินการ การทำตารางคุมการปฏิบัติ ผู้รับ
ผิดชอบ
– การนำแผนสู่การปฏิบัติ เป็นขั้นการทำงาน ที่คอยควบคุมให้
เป็นตามแผน
– การสอบทวนผลกับผู้ที่ดีที่สุด/ ผู้ที่เราเปรียบเทียบ โดยการ
เปรียบเทียบต่อเนื่องและตั้งบรรทัดฐานในการพั ฒนาต่อไป
ประโยชน์ของการทำ Benchmarking
1.การ Benchmark ทำให้ธุรกิจรู้จักตนเองจากการวัดผลการ
ดำเนินงาน เปรียบเทียบกับองค์กรอื่นที่มีการดำเนินงานที่ดี
(ที่สุด)
2.การ Benchmark เป็นแนวทางในการพฒนาตนเองอย่าง
เป็นระบบต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมที่สามารถวัดและตรวจ
สอบได้ มิใช่แค่เพียงนึกหรือคิดเอาเองเท่านั้น
3.การ Benchmark เป็นการสั่งสมความรู้ ทักษะ และ
ประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ ในการแก้ปัญหาขององค์กร
ในอนาคต
4.การ Benchmark มิใช่เทคนิคการปฏิบัติการเพื่อสร้าง
คุณภาพ ประสิทธิภาพและผลิตภาพในการผลิตและบริการ
เท่านั้น แต่จะเป็นเครื่องมือในระดับกลยุทธ์ที่จะพัฒนา
ศักยภาพ แสดงความสามารถในการแข่งขันขององค์กร