The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by yo12345most, 2022-03-12 10:05:29

อารยธรรมเมโส

17FC0370-321F-4816-A548-0C957E22122D

อารยธรรมเมสแโถลสาะปโสัิปต่งเสยตำกครเัมญรีมย

ที่เกิดขึ้นในอารยธรรม
เมโสโปเตเมีย



สิรินนา สมบัติ

ซิกกูเเรต

ซิกกูแรต (Ziggurat) เป็นสิ่งก่อสร้างของอารยธรรมสุเม
เรียน (Sumerians) ในบริเวณเมโสโปเตเมีย มีลักษณะคล้าย
พีระมิดแบบขั้นบันไดแต่ไม่ก่อสร้างสูงจนเป็นยอดแหลม ด้านบน
ของซิกกูแรตซึ่งเป็นพื้นที่ราบกว้างจะสร้างเป็นวิหาร ในระยะแรก
การสร้างซิกูแรตมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
แต่ต่อมาซิกกูแรตนี้ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่ งของพระราชวังกษัตริย์
เช่น ซิกกูแรตที่เมืองอูร์ (Ur)

ซิกกูแรตสร้างขึ้นด้วยวัสดุจำพวกอิฐและไม้ ความแข็งแรง
คงทนจึงสู้งานสถาปัตยกรรมยุคต่อมา เช่น พีระมิดอียิปต์ไม่ได้
เพราะงานของอียิปต์สร้างด้วยวัสดุจำพวกหิน ซิกกูแรตเก่าแก่ที่สุด
เท่าที่ค้นพบมีชื่อว่า “The White Temple” พบที่เมืองอูรุค (Uruk)
หรือวาร์กา (Warka) บริเวณพื้นที่ประเทศอิรักในปัจจุบัน มีอายุ
ประมาณ 3,500 – 3,000 ปี ก่อนคริสตกาล ซึ่งเก่าแก่กว่าพีระมิด
ของอียิปต์หลายร้อยปี

สวนลอยแห่งบาบิโลน

ตำนานกล่าวไว้ว่า สวนลอยแห่งบาบิโลนสร้างขึ้นประมาณ
ศตวรรษที่9 ก่อนคริสตกําล โดยคำ บัญชาของกษัตริย์"เนบูคัสเนซ
ซาร์"เพื่อเป็นของขวัญแก่นางอํามิธีส ราชินีชาวเปอร์เซียของ
พระองค์

สวนแห่งนี้สร้างขึ้นในเขตพระราชฐาน มีลักษณะคล้ายปิระมิด
โดยสร้างซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ นัก ประวัติศาสตร์จากซิซิลีที่ชื่อ
"ดิโอโดโรส" กล่าวว่า ชาวบาบิโลนใช้อิฐและน้้ํ ามันดินเป็นส่วน
ประกอบสำคัญในกําร ก่อสร้ํ างและเพื่อให้กันน้ำได้ดีนั้น ชาวเมืองจะ
ใช้หญ้าประเภทอ้อหรือกกผสม น้ำมันดินปูพื้นชั้นแรก แล้วปูทับ
ด้วย อิฐเผ่าที่ตริงไว้ด้วยปูนก่อนจะวางตะกวั่ทับลงไปบนชั้นบนสุด
หลังจากนั้นจึงลงดินที่มีปริมาณมากพอที่จะปลูก ต้นไม้ทุกประเภท
นับแต่ไม้พุ่มไปจนถึงไม้ยืน ต้น น้ำ ที่ใช้เลี้ยงต้นไม้ในสวนลอยสูบ
ขึ้นมาจากแม่น้ำยูเฟรติสเบื้องล่าง มาตามท่อที่ฝังซ่อนไว้อย่าง
มิดชิดในแต่ละส่วนของระเบียง ทำให้ต้นไม้ที่ปลูกที่นี่เขียวชอุ่ม ให้
ดอกและผลได้เป็น อย่างดีแม้ในช่วง ที่แล้งที่สุดกลางฤดูร้อนใน
ทะเลทราย

ประมวลกฏหมาย
ฮัมบูราบี

ประมวลกฎหมายฮัมบูราบี เป็นบทบัญญัติที่รวบรวมกฎหมายต่าง ๆ และ
พระราชกฤษฎีกาของกษัตริย์ฮัมมูราบี ราชาแห่งบาบิโลเนีย และเป็นประมวล
กฎหมายที่เก่าแก่ ที่สุด ประมวลกฎหมายนี้ถูกคัดลอกไว้โดยการแกะสลักลงบน
หินบะซอลต์สีดำสูง 2.25 เมตร ซึ่งต่อมาทีมนักโบราณคดีฝรั่งเศสขุดพบที่
ประเทศอิรัก ในช่วงฤดูหนาวปี 1901 ถึง 1902 หินสลักนี้แตกเป็น 3 ชิ้น และ
ได้รับการบูรณะ ปัจจุบัน ประมวลกฎหมายฮัมมูราบีอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ กรุง
ปารีส ประเทศฝรั่งเศส

กฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายอาญา โดยยึดหลักที่ปัจจุบันเรียกว่า "ตา
ต่อตา ฟันต่อฟัน" อันหมายถึงทำผิดอย่างไรได้โทษอย่างนั้น ซึ่งแม้บทลงโทษ
ตามกฎหมายฮัมมูราบีจะดูว่าโหดเหี้ยมตามความคิดของคนสมัยใหม่ แต่การ
ทำกฎหมายให้เป็นลายลักษณ์อักษรและพยายามใช้บังคับอย่างเป็นระบบกับทุก
คน และการ “ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ว่าผิด” นับเป็น
หลักการสำคัญที่นับเป็นวิวัฒนาการทางอารยธรรมของมนุษย์

ทฤษฎีใหม่บางอันถือว่าการนับกฎหมายฮัมมูราบีให้สถานะอย่างประมวล
กฎหมายอย่างปัจจุบันนั้นไม่ถูกต้องนัก ความจริงน่าจะนับได้เพียงการเป็น
อนุสรณ์ยกย่องว่ากษัตริย์ฮัมมูราบีเป็น “ตัวอย่างกษัตริย์ที่ทรงไว้ซึ่งความ
ยุติธรรม” ได้เท่านั้นเพราะในชีวิตของคนย่อมมีความผิดอย่างอื่นที่ไม่ใช่การลัก
ขโมย

มหากาพย์กิลกาเมช

มหากาพย์กิลกาเมช (อังกฤษ: Gilgamesh) เป็นตำนานน้ำท่วมโลกที่เก่า
แก่ของบาบิโลน เล่าเรื่องกษัตริย์กิลกาเมชกับเหตุการณ์น้ำท่วมโลก ปรากฏใน
จารึก 12 แท่งด้วยกัน (นักโบราณคดีส่วนมากเชื่อว่าจารึกแท่งที่ 12 นี้ถูกแต่ง
เพิ่มขึ้นในภายหลัง) ซึ่งสอดคล้องกับตำนานของชาวซูเมอร์ มหากาพย์เรื่องนี้
จารึกไว้ในแผ่นดินเหนียวในหอเก็บจารึกของกษัตริย์แห่งอัสซีเรีย เมื่อราว
ศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล

มังกรในตำนาน
ของชาวสุเมเรียน

มังกรในตำนานของชนสุเมเรียนแห่งนครบาบิโลน ซึ่งก่อตั้งขึ้นราว
2,000 ปีก่อน ค.ศ. โดยตำนานเล่าว่า หลังกำเนิดของพิภพ มีมังกรเพศเมีย
นามว่า ติอาแม็ท (TIAMAT) เป็นเทพีแห่งทะเลนํ้ าเค็ม เมื่อนํ้ าเค็มของติอา
แม็ทผสมผสานกับนํ้ าจืดของเทพ อัพสุ (APSU) ก็เกิดการปฏิสนธิของเทพองค์
อื่นๆ อีกมากมาย

ต่อมาอัพสุต้องการชิงอำนาจจากจอมเทพ อีอา (EA) จึงเกิดเทวสงคราม
ขึ้น แรกๆ ทัพของอัพสุกับติอาแม็ททำท่าว่าจะมีชัย แต่แล้วก็เกิดมีวีรเทพซึ่ง
เป็นโอรสของอีอาพระนามว่า มาร์ดุค (MARDUK) เข้ามาขัดขวางติอาแม็ทอ้า
โอษฐ์ เพื่อกลืนกินมาร์ดุค แต่วีรเทพได้สาดมหาพายุเข้าไปในโอษฐ์ของเธอจน
หุบไม่ลง แล้วมาร์ดุคก็ใช้แหจับติอาแม็ทไว้ได้ เอาศรเสียบร่างแล้วเอาดาบ
ผ่ากายของเธอออกเป็นสองซีก ซีกหนึ่งบังเกิดเป็นหลังคาสวรรค์ อีกซีก หนึ่ง
เป็นท้องมหาสมุทร นอกจากนี้ มาร์ดุค ยังเอาดาบเสียบลูกตาของติอาแม็ท
โลหิตที่หลั่งไหลออกมากลายเป็นแม่นํ้ าสองสาย คือ ไทกริส กับ ยูเฟรติส แห่ง
ดินแดนเมโสโปเตเมีย

จบแล้วค่ะ

จัดทำโดย
นางสาวสิรินนา สมบัติ
สาขาสังคมศึกษา
รหัสนักศึกษา
62121100324


Click to View FlipBook Version