The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-04-06 02:06:40

โปรแกรมเที่ยวตามรอยหลวงปู่ทวด

สำเนาของ หลวงปู่แก้24 (1)

คำนำ

สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ได้ดำเนินการโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว
เชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมปี 2565 ขึ้นเพื่อพัฒนาชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีให้มีศักยภาพ
ในด้านการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว ใช้กระบวนการขับเคลื่อนงานด้านการท่องเที่ยวมาเป็น
เครื่องมือในการพัฒนาชุมชนเพื่อให้เกิดรายได้ โดยใช้แนวทางการจัดนิทรรศการแบบกระจายที่ผู้ชม
ได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ( Decentralized Hands On Exhibition : D-Hope ) ในพื้นที่ตำบล
ดีหลวง มีผู้ประกอบการชุมชนที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 10 ผู้ประกอบการสามารถ
ถ่ายทอดประสบการณ์จนกลายเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวที่หลากหลายน่าสนใจ ทุกโปรแกรมมุ่งเน้นให้
นักท่องเที่ยวได้ร่วมลงมือปฏิบัติ รวมทั้งเส้นทางท่องเที่ยวภายในตำบลดีหลวง ในการจัดทำเอกสาร
ส่งเสริมการท่องเที่ยวของผู้ประกอบการชุมชน (Champ) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์
และสร้างการรับรู้แก่นักท่องเที่ยวให้ได้รู้จักโปรแกรมการท่องเที่ยวและหาโอกาสเข้าไปสัมผัสวิถีชีวิต
ประเพณี วัฒนธรรม และร่วมเปิดประสบการณ์แปลกใหม่ผ่านโปรแกรมการท่องเที่ยวของ
ผู้ประกอบการชุมชน (Champ)

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสงขลา
มีนาคม 2565



ข้อมูลทั่วไป




ตำบลดีหลวง อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เป็นตำบลที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของอำเภอสทิงพระ
ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ ๙.๙๐ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๖,๑๘๗.๕๐ ไร่ แบ่งเป็น ๘
หมู่บ้าน ตำบลดีหลวง เป็นนชุมชนประวัติศาสตร์ปรากฏหลักฐานในหนังสือกัลปนาวัดหัวเมืองพัทลุงสมัย
พระเอกาทศรถระบุว่า ท้าวราชกฤษณา ชายาออกยาราม (สันนิษฐานว่าเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช) ได้
เดินทางมาพบเห็นพื้นดินทรายสีขาวไม่มีหญ้าหรือต้นไม้ขึ้นปกคลุม ซึ่งเป็นที่อัศจรรย์แก่ผู้พบเห็น แล้วจึง
รับสั่งให้ทหารกับชาวบ้านร่วมกันสร้างเจดีย์ก่อด้วยอิฐ เรียกกันว่า “เจดีย์หลวง” พร้อมทั้งสร้างเป็นโรง
อุโบสถพระพุทธรูปประดิษฐาน อยู่ในซุ้มเรือนแก้ว และได้สร้างกุฏิวิหารไว้หลายหลัง จึงเรียกกันว่า
“วัดกุฏิหลวง” หรือ “วัดกุฎีหลวง” ต่อมาวัดแห่งนี้ได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ และพื้นที่บริเวณนี้เป็นถิ่น
กำเนิดพระอริยะสงฆ์แห่งภาคใต้ที่รู้จักในนาม “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” เคยอาศัยเป็นเด็กวัด และ
บรรพชาเป็นสามเณร แล้วได้ศึกษาในสำนักต่างๆแล้วได้สร้างคุณูประการต่อชาติบ้านเมืองกรุงศรีอุธยา
จนได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น สมเด็จพระราชมุณีสามีรามคุณูปมาจารย์ ต่อมาท่านได้เดินทางกลับสู่
มาตุภูมิแล้วได้บูรณะปฏิสังขรวัดพะโคะและวัดดีหลวง จึงทำให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นศูนย์กลางการศึกษาทั้ง
ด้านศาตร์และศิลป์ และได้เรียกชุมชนบริเวณนี้ว่า “บ้านดีหลวง” ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๒ มีการแบ่งเขตการ
ปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล คือการปกครอง เมือง,อำเภอ,ตำบล, พื้นที่บริเวณนี้จึงยกฐานะขึ้นเป็น
ตำบล เลยได้ใช่ชื่อว่า “ตำบลดีหลวง” จนปัจจุบัน

ประวัติความเป็นมา
ของหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

(สมเด็จเจ้าพะโคะ)



กำเนิดเด็กชายปูและลูกแก้วคู่บารมี
เมื่อประมาณ ๔๐๐ กว่าปีที่ผ่านมาในตอนปลายรัช
สมัยของพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้มี
ครอบครัวคนยากจนครอบครัวหนึ่งชื่อ “ นายหูกับ
นางจัน” เป็นทาสในเรือนเบี้ยของเศรษฐีปาน ได้ปลูก
บ้านอยู่ในบริเวณบ้านสวนจัน ( ทางทิศใต้ของวัด
ต้นเลียบปัจจุบัน) แล้วครอบครัวของ นายหู นางจัน
ก็ได้มีการให้กำเนิดบุตรชายหนึ่งคนในวันศุกร์ เดือนสี่
ปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๒๓
หลังจากนั้นนายหูผู้เป็นพ่อก็ได้นำรกของลูกชายมา
ฝังไว้ที่โคนต้นเลียบอยู่ทางทิศเหนือของบ้าน (ปัจจุบัน
คือวัดต้นเลียบ) ในเวลาช่วงเดือนสี่นั้นเป็นฤดูกาลเก็บ
เกี่ยวข้าว เศรษฐีปานมีคำสั่งให้ทาสในเรือนเบี้ยทุกคน
ออกไปเก็บเกี่ยวข้าว รวมถึงครอบครัวนายหูด้วย นาง
จันก็เลยจำใจต้องพาบุตรชายไปด้วย และได้ผูกเปลให้
บุตรชายนอนใต้ร่มต้นมะเม่า จนกระทั่งเวลายามบ่าย
เวลาประมาณบ่าย3โมง นางจันได้ขึ้นไปดูบุตรชาย
ปรากฏมีพญางูบองหลา(งูจงอาง) มาพันอยู่รอบเปล
บุตรชายในขณะนั้น นางจันตกใจมากจึงร้องตะโกนขอ
ความช่วยเหลือเพื่อนบ้านให้มาขับไล่พญางูตัวดังกล่าว
ทุกคนได้เห็นว่าพญางู มีขนาดที่ใหญ่มากกว่าปกติจึง
ไม่มีใครกล้าที่จะขับไล่ ทั้งสองเลยไปหาดอกไม้บริเวณ
ใกล้ ๆ เพื่อบนบานให้เทพยดาช่วยปกปักรักษา
คุ้มครองบุตรชาย

นายหู นางจัน ก็ได้เข้าไปดูบุตรชาย พบว่าที่อก
ของบุตรชายได้มีเป็นฟองน้ำลายงูตกอยู่ จึงได้เอา
มือไปปัดป้องก็ได้ทราบว่าเป็นดวงแก้ว พญางูตนนั้น
ได้มาคลายดวงแก้วไว้ให้บุตรชาย
หลังจากนั้นนายหูนางจันก็ได้อุ้มลูกพร้อมดวงแก้ว
กลับบ้าน หลังจากนั้นเศรษฐีปานได้ขอดวงแก้วมา
ครอบครอง ซึ่งทางนายหูนางจันก็ขัดต่อความ
ต้องการของเศรษฐีปานไม่ได้ จึงต้องยอมยกให้ไป
แล้วได้อธิษฐานว่า “ถ้าดวงแก้วสำคัญสิ่งนี้เป็นสิ่งคู่
บารมีของลูกชายจริง ขอให้กลับมาหาลูกชายเอง
เมื่อดวงแก้วได้ไปอยู่กับเศรษฐีปาน ครอบครัวของ
เศรษฐีปานก็เกิดเหตุการณ์อาเพทคือลูกเมียไม่สบาย
ไฟไหม้ยุ้งฉาง โดยหาสาเหตุไม่ได้จนกระทั่งชาวบ้าน
ต่างพากันพูดว่าเป็นเพราะการที่เศรษฐีปานนำดวง
แก้ว มาครอบครองด้วยความไม่ชอบธรรม จนใน
ที่สุดเศรษฐีปานก็สำนึกผิด แล้วก็นำดวงแก้วกลับไป
คืนให้ครอบครัวของนายหู นางจัน และได้ยกหนี้สิน
ทั้งหมดพร้อมด้วยมอบที่ดินส่วนหนึ่งให้กัครอบครัว
นายหู นางจันด้วย เพื่อเป็นการขอขมาลาโทษนายหู
นางจันได้สินใจพาบุตรชายไปฝากไว้กับสมภารจวง
ที่วัดดีหลวง (สมภารจวงเป็นพี่ชายของแม่จัน) เมื่อ
นำดวงแก้วไปฝากไว้แล้วครอบครัวของนายหูนางจัน
ก็มีฐานะดีขึ้นตามลำดับ และบุตรชายก็เจริญเติบโต
คืบคลานว่องไวเหมือนจับปูใส่กระด้ง จึงได้ตั้งชื่อว่า
“เด็กชายปู”

สู่ร่มกาสาวพัสตร์ ปาฏิหาริย์เหยียบน้ำทะเลจืด ครั้งที่ ๑

เมื่อเด็กชายปูเจริญวัยได้ ๗ ปี นายหู นางจัน เมื่อออกเดินทางไปถึงน่านน้ำบริเวณเมืองชุมพร
จึงตัดสินใจถวายเด็กชายปูให้อยู่กับสมภารจวงณ วัด มีพายุก่อตัวขึ้นในทะเลเป็นระยะเวลา ๗ วัน จึงทำให้
ดีหลวง จนกระทั่งเจริญวัยถึง ๑๔ ปี สมภารจวง เสบียงอาหารที่จัดเตรียมไว้บางส่วน ตกทะเลไปบ้าง
ก็ได้ทำการบรรพชา ให้เป็นสามเณรครองผ้าไตรผืน สุดท้ายก็เสบียงอาหารก็หมดลง ไม่เหลือแม้แต่น้ำดื่ม
แรกในพุทธศาสนา ณ อุโบสถวัดดีหลวง นามว่า ด้วยเหตุนี้ทุกคนภายในเรือได้พากันโทษว่า คงเป็น
“สามเณรปู” ต่อมาได้เรียน ก ข แล ก กา สามเณร เพราะพระภิกษุปู สามีราโม รูปนี้ที่อาศัยเรือมาด้วย
ปูมีความหมั่นเพียรศึกษาวิชาความรู้จนกระทั่งจบจาก ทำให้เกิดเหตุอาเพทเป็นแน่แท้ ก็เลยตกลงกันว่าจะ
สำนักวัดดีหลวง และหลังจากนั้นได้เดินทางไปศึกษา นิมนต์ท่านให้ลงเรือเล็ก ให้เดินทางไปโดยเพียงลำพัง
ต่อยังสำนักของพระชินเสนเถระที่วัดสีกุยัง(วัดสีหยัง แต่ได้มีลูกเรือคนหนึ่งที่ชื่อว่านายจันขออาสาพายเรือ
ในปัจจุบัน) เมื่อจบการศึกษาที่สำนักพระชินเสน ให้ต่อมาเมื่อทั้งสองได้ลงเรือเล็กแล้วนายจันลูกเรือก็
เถระแล้วท่านก็ได้ส่งสามเณรปู เรียนต่อที่สำนักวัด พายเรือออกหางจากเรือสำเภาไม่มากนักก็เกิดอาการ
เสมาเมืองกับพระครูกาเดิม เมืองนครศรีธรรมราช หิวน้ำอยากดื่มน้ำก็พูดไปต่างๆ นานาแล้วพระภิกษุปู
เมื่ออายุครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ก็เลยได้ทำการอุปสมบท สามีราโมท่านก็มีจิตเมตตาสงเคราะห์จึงตั้งจิตอธิฐาน
เป็นพระภิกษุ โดยการอุปสมบทแบบอุทกเสมาคือนำ แล้วหย่อนเท้าซ้ายลงไปยังผิวน้ำทะเล ปรากฎเป็น
เรือมาส ๓ – ๔ ลำมาต่อกันเป็นแพแล้วการ อัศจรรย์น้ำทะเลเกิดเป็นประกายโชติ ช่วงเป็นวงกับ
อุปสมบทกลางน้ำ ณ คลองท่าแพเมืองนคร ล้อเกวียนแล้วได้บอกนายจันว่าน้ำทะเบริเวณนี้จืดแล้ว
ศรีธรรมราชได้รับฉายาว่า สามีราโม หลังจากนั้น นายจันก็ได้ตักขึ้นมาดื่มปรากฎว่าน้ำทะเลจืดสามารถ
ท่านมีความประสงค์ที่จะศึกษาต่อ จึงได้ปรึกษากับ ดื่มได้จริงด้วยความดีใจจึงตะโกนบอกแก่เจ้าสำเภาอิน
พระครูกาเดิมเพื่อที่จะไปเรียนต่อที่กรุงศรีอยุธยาแล้ว และคนบนเรือให้ทราบ ทุกคนก็สำนึกผิดทำการขอ
พระครูกาเดิมก็ได้ฝากให้เดินทางไปกับเรือสำเภา ขมาลาโทษต่อพระภิกษุปู สามีราโม พร้อมทั้งตักน้ำ
ของนายอินพ่อค้าชาวสทิงพระ ทะเลจืดบริเวณนั้นเป็นเสบียงอาหารแล้วออกเรือ
สำเภาเดินทางมุ่งหน้าสู่กรุงศรีอยุธยา

รักษาชาติรักษาแผ่นดิน ท่านได้รับอาราธนานิมนต์จึงเดินทางเข้าสู่
เมื่อเรือเดินทางถึงกรุงศรีอยุธยาทุกคนได้ไปส่ง กรุงศรีอยุธยา เมื่อพราหมณ์ทั้ง ๗ เห็นอาการกริยาที่
ท่านพระภิกษุปู สามีราโม ที่วัดแคราชานุวาส พร้อม พระภิกษุปู สามีราโม แสดงให้เห็นก่อนทำการเรียง
ถวายนายจันไว้เป็นโยมอุปัฏฐาก ท่านได้ศึกษาธรรม อักขระบาลี โดยวิธีลุกขึ้นยืนแล้วนั่งลงก็ได้พากัน
ณ วัดลุมพลีนาวาส ซึ่งตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้า หัวเราะว่า นักปราชญ์ในกรุงศรีอยุธยาไม่มีความเก่ง
เอกาทศรถเป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาได้มีเหตุการณ์ กล้าแล้วหรือ จึงนำพระภิกษุหนุ่มมาแก้ปริศนาธรรม
แก้ปริศนาอุบายธรรมยุท ของพระเจ้าพุฎฐคามินี เมื่อเจ้าหน้าที่นำแผ่นทองอักขระบาลีมาถวายให้พระ
กษัตริย์ศรีลังกา ได้สั่งให้ช่างทองทำแผ่นทองเท่าใบ ภิกษุปู สามีราโม เพื่อทำการเรียงท่านก็คำนวณ
มะขาม แล้วเขียนอักขระบาลีไว้ภายใน จำนวน ทราบว่าแผ่นทองอักขระขาดไป ๗ตัวด้วยกันซึ่งเป็น
๘๔,๐๐๐ ชิ้น แล้วแยกเป็น ๗ ขัน แล้วให้พราหมณ์ อักขระบาลีหัวใจพระภิธรรม คือ “สัง วิ ธา ปุ กะ
จำนวน ๗ คนนำมายังกรุงศรีอยุธยา เพื่อท้าพนันต่อ ยะ ปะ” หลังจากนั้นทำให้พราหมณ์ทั้ง ๗ คนได้นำ
กรุงศรีอยุธยาเรียงอักขระบาลีให้สำเร็จภายใน ๗ วัน อักขระบาลีที่ตนเองซ่อนไว้ออกมาจากมวยผมคนละ
จะถวายทองคำ ๗ ลำสำเภาเรือเป็นเครื่องราช ๑ ตัวแล้วได้ทูลถวายทำให้การเรียงอักขระบาลีใน
บรรณาการ แต่ถ้าเรียงไม่สำเร็จทางกรุงศรีอยุธยา ครั้งนั้นสำเร็จได้สามารถปกป้องเมืองไว้ได้ พระเจ้า
ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการไปยังเมืองศรีลังกาแทน เอกาทศรถจึงพระราชทานสมณศักดิ์ แด่พระภิกษุปู
ด้วยเหตุนี้สมเด็จพระเจ้าเอกาทศรถ ทรงวินิจฉัยว่า สามีราโม เป็น สมเด็จพระราชมุนีสามีรามคุณูปมา
ทางกรุงศรีอยุธยา มีนักปราชญ์ที่ชาญฉลาดอย่าง จารย์ ต่อมาไม่นานกรุงศรีอยุธยาเกิดโรคห่าระบาด
มากมาย จึงรับคำท้าพนัน แล้วได้นิมนต์พระภิกษุ ไปทั่วเมือง สมเด็จพระราชมุนีก็ได้ช่วยไว้อีกครั้ง โดย
เถระนักปราชญ์ราชบัณฑิต มาเรียงอักขระแต่ก็ไม่ รำลึกถึงอำนาจ ของดวงแก้ววิเศษ แล้วนำน้ำ
สำเร็จ พระพุทธมนต์ประพรมตามบ้านเรือนจึงทำให้โรคห่า
ต่อมาคืนพระเจ้าเอกาทศรถก็ได้ทรงพระสุบิน ก็หายขาด ด้วยอำนาจอภินิหารคุณความดีและ
ว่ามีช้างเผือกเชือกหนึ่งเดินมาจากทิศทักษิณ(ทางทิศ คุณธรรมอันสูงส่ง ทำให้พระเจ้าเอกาทศรถเลื่อน
ใต้) ขึ้นเหยียบบนบัลลังก์กรุงศรีอยุธยา แล้วส่งเสียง สมณศักดิ์เทียบสมเด็จพระสังฆราช มีพระนามว่า
ร้องก้องไปทั้ง ๔ ทิศ ด้วยพระสุบินนิมิตนี้จึงทำให้คิด พระสังฆราชคูรูปาจารย์
กังวลว่าครั้งนี้อาจจะต้องเสียกรุงศรีอยุธยา จึงได้ให้
โหราศาสตร์ทำนายพระสุบินนิมิต ทราบว่าเป็นอุป
นิมิตดีจะมีพระสมณศักดิ์รูปหนึ่งเดินทางมาจากทาง
ใต้ซึ่งมีความเฉลียวฉลาด สามารถที่จะมาแก้ปริศนา
ธรรมครั้งนี้ได้ จึงได้สั่งให้ขุนศรีธนญชัยออกสืบหา
พระภิกษุรูปดังกล่าว อมาจึงได้ทราบว่ามีพระภิกษุ
หนุ่มรูปหนึ่งเดินทางมาจากปักษ์ใต้ระหว่างทาง ได้มี
การสร้างอิทธิปาฏิหาริย์เหยียบน้ำทะเลจืดช่วยคนบน
เรือไว้ได้ ซึ่งขนาดนั้นท่านพำนักอยู่ที่วัดแคราชานุ
วาส ขุนศรีธนญชัยก็ได้เข้าไปอาราธนานิมนต์

นิวัตน์มาตุภูมิ ปาฏิหาริย์เหยียบน้ำทะเลจืด ครั้ง ๒

เมื่อท่านได้รับตำแหน่งได้ไม่นานท่านก็ได้คืนกลับแล้ว ต่อมาได้เกิดเหตุการณ์โจรสลัดที่เข้ามาปล้นในพื้นที่
เดินทางธุดงคนิวัตน์กลับสู่มาตุภูมิ ระหว่างเดินทาง ชุมชนชายทะเล ทราบถึงสมเด็จเจ้าพะโคะ ท่านเดิน
ท่านได้รักษาผู้คนมาตลอดการเดินทาง จนเดินทาง ทางไปเยี่ยม จึงถูกโจรจับท่านสมเด็จเจ้าพะโคะขึ้น
ถึงวัดดีหลวง เข้าถวายสักการะพระครูเทพราชเมาฬี เรือไปด้วย เมื่อเรือออกสู่กลางทะเลปรากฎว่าเรือ
ศรีปรมาจารย์ ( สมภารจวง ) แล้วจำพรรษา ณ วัด เจอพายุเช่นเดียวกันกับครั้งแรกทำให้พวกโจรหมด
ดีหลวง สร้างความปิติยินดีให้กับชาวบ้านอย่างมาก เสบียงอาหารและน้ำดื่ม ท่านสมเด็จเจ้าพะโคะจึงมี
ในขนาดนั้นวัดพะโคะชำรุดทรุดโทรมเป็นอันมาก จิตเมตตาสร้างปาฏิหาริย์อีกครั้งหนึ่ง คือการเหยียบ
หลังจากถูกทำลายจากศึกสงคราม จึงคิดเห็นกับ น้ำทะเลจืด หลังจากนั้นทำให้โจรสลัดสำนึกผิดและ
สมภารจวง ( หลวงลุง ) ว่าควรบูรณปฏิสังขรณ์วัด นิมนต์ท่านสมเด็จเจ้าพะโคะ มายังฝั่งโจรสลัดเหล่า
พะโคะขึ้นมาใหม่ ท่านจึงขอพระราชทานการบูรณะ นั้นได้กลับใจเลิกเป็นโจร โดยมีการกระทำตนโดย
จากพระเจ้าเอกาทศรถกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาพระองค์ การนับถือพระพุทธศาสนา ท่านสมเด็จเจ้าพะโคะ
ทรงรับสั่งให้หล่อยอดเบญจโลหะ มาเป็นยอดพระ ได้เดินทางมุ่งหน้าไปยังวัดพะโคะระหว่าง ทาง
สุวรรณมาลิกเจดีย์ นำลงเรือมาและได้ส่งช่างจำนวน ได้แวะพักที่ต้นยางนาต้นหนึ่ง และได้เอาไม้เท้าของ
๕๐๐ คนลงมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาที่วัดพะโคะ ท่านเองไปพิงไว้กับต้นยางนาต้นนั้นต่อมาในภายหลัง
ในขณะนั้น คณะช่างก็ได้มาตั้งบ้านอยู่บริเวณทางทิศ เกิดมีความแปลกประหลาดของกิ่งต้นยางนา ที่มีกิ่ง
ตะวันตกเฉียงใต้ของวัดพะโคะ ติดกับหนองเจดีกิน คดงอคล้ายกับไม้เท้าของสมเด็จเจ้าพะโคะชาวบ้าน
น้ำชาวบ้านได้เรียกกันว่า “หมู่บ้านทำเจดี” ทีมช่าง จึงได้เรียกต้นยางนานี้ว่าต้นยางไม้เท้า ต่อมาท่าน
ได้ขุดดินบริเวณนั้นเผาทำอิฐทำกระเบื้อง แล้วได้นำ สมเด็จเจ้าพะโคะได้เดินทางไปยังวัดพะโคะได้อยู่จำ
มาตากแดดบริเวณทิศใต้ของวัดจนภายหลังชาวบ้าน พรรษาอยู่ตลอดเป็นระยะเวลานาน
เรียกกันว่า “บ้านตากแดด”(ปัจจุบันคือบ้านพะโคะ)
เมื่อบูรณะอยู่ ๓ ปีก็แล้วเสร็จ ต่อมาชาวบ้านได้
นิมนต์สมเด็จพระราชมุนีมาจำพรรษา ที่วัดพะโคะ
เมื่อจำพรรษาที่วัดพะโคะชาวบ้านได้ขนานนามว่า
“สมเด็จเจ้าพะโคะ”

ดวงไฟแปลกประหลาด ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน หลังจากนั้นท่านสมเด็จ

จนได้มีสามเณรรูปหนึ่ง ชื่อ สามเณรบุญรอด ถือดอก เจ้าพะโคะได้พาสามเณรเข้ากุฏิ ท่านเข้าฌานและโละ
ดอกไม้มณฑาสวรรค์มายังวัดพะโคะ เพื่อสืบหาพระ หายไปพร้อมสามเณรในค่ำคืนนั้น ในค่ำคืนเดียวกัน
โพธิสัตว์ โดยมีการมายังวัดพะโคะในคืนวัน ๑๕ ค่ำ นั้นมีชาวบ้านบริเวณวัด เห็นดวงไฟแปลกประหลาด
เดือน ๖ ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชา พระภิกษุทั้งหลายลงมา ๒ ดวง ลอยขึ้นจากวัดพะโคะและค่อยๆลอยเคลื่อน
ทำสังฆกรรมที่อุโบสถ สามเณรก็ได้มายืนอยู่หน้า เวียนองค์เจดีย์ ๓ รอบ และได้ลอยหายไปยังทิศ
อุโบสถหวังว่า จะมีพระภิกษุรูปหนึ่งรูปใดถามถึง ตะวันออก นับตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งปัจจุบันก็ไม่มีผู้
ดอกไม้ในมือของสามเณร แต่ก็ไม่ปรากฏพระภิกษุรูป ใดพบเห็น สมเด็จเจ้าพะโคะอีกเลย เหลือแต่เรื่องราว
ใดเลยที่จะถามถึงดอกไม้นี้ จนกระทั่งภิกษุรูปสุดท้าย ของดวงไฟแปลกประหลาดที่ปรากฏอยู่ให้เห็น เมื่อมี
เดินทางเข้ามาสามเณรจึงได้ถามกลับไปว่าบนอาราม เหตุการณ์ใด ๆ ก็จะเห็นดวงไฟแปลกประหลาดล่อง
แห่งนี้ยังมีพระภิกษุอื่นอีก หรือไม่ที่ยังไม่ลงมาทำ ลอยมายังวัดดีหลวง วัดต้นเลียบ วัดพะโคะ เชื่อกันว่า
สังฆกรรมในครั้งนี้ พระภิกษุรูปนั้นบอกว่ามีสมเด็จ เป็นสมเด็จเจ้าพะโคะ กับสามเณรบุญรอดกลับมา
เจ้าพะโคะอีกหนึ่งรูปกำลังพำนักอยู่ที่กุฏิ สามเณร เยี่ยมลูกหลาน จนเป็นการสืบทอดประเพณีสมโภช
ก็ได้เดินทางไปยังกุฏิ ก็พบเจอสมเด็จเจ้าพะโคะ สมเด็จเจ้า ในประเพณีสมโภชนี้จะถูกจัดขึ้นเมื่อหลัง
สมเด็จเจ้าพะโคะ จึงถามสามเณรว่าได้ดอกไม้มณฑา จากเห็นดวงไฟดังกล่าวปรากฎขึ้น ชาวบ้านก็ทำการตี
สวรรค์มาจากไหน เพียงตอนนั้นสามเณรก็ได้รู้ว่านี้ ระฆัง ตีกลอง หรือตะโพน เพื่อเป็นสัญญาณให้ชาว
คือ พระโพธิสัตว์ที่ตนได้ตามหาจึงเข้าไปกราบและได้ บ้านรู้ เพื่อจัดการสมโภชโดยมีการทำขนมโคพร้อม
ถวายดอกไม้มณฑาสวรรค์เป็นพุทธบูชา ท่านสมเด็จ ด้วยนำปิ่นโตมาถวายพระที่วัดต่าง ๆ ในวันพฤหัสบดี
เจ้าพะโคะได้รับดอกไม้มณฑาสวรรค์ ท่านจึงเดิน ถัดไป นี่คือขนบธรรมเนียมที่สืบทอดตั้งแต่อดีตมา
ทางออกจากกุฏิมาประทับฝ่าพระบาทไว้ที่แผ่นหิน จนถึงปัจจุบัน





วัดต้นเลียบ กับความเชื่อทางด้าน

“รากฐานชีวิตที่มั่นคง”







วัดต้นเลียบ สถานที่ฝังรกของหลวงปู่ทวด
ย้อนกลับไปเมื่อ 400 กว่าปี นายหู กับ นางจันทร์ได้ให้
กำเนิดบุตรชาย และนำรกของบุตรชายมาฝังไว้ที่โคน
ต้นเลียบ เมื่อเห็นอากัปกิริยาของบุตรชายคืบคลาน
ว่องไวเหมือนจับปูมาใส่ในกระด้ง จึงตั้งชื่อบุตรชายว่า
“เด็กชายปู” สถานที่แห่งนี้จึงเปรียบเสมือนบ้านเกิด
ของหลวงปู่ทวดสถานที่แห่งนี้ได้พัฒนาจากศาสนสถาน
มาเป็นที่พักสงฆ์พัฒนามาเป็นสำนักสงฆ์โดยพรอาจารย์
จำเนียร และต่อมาได้พัฒนาเป็น “วัดต้นเลียบ”
เมื่อปี พ.ศ.2559 หากได้มากราบไหว้สักการบูชาสถูปที่
ฝังรกของหลวงปู่ทวดที่วัดต้นเลียบ จะช่วยเสริมสร้าง
บุญบารมีและเป็นมงคลแห่งชีวิต ในด้าน “รากฐานชีวิต
ที่มั่นคง”
“ต้นเลียบ” ต้นนี้ที่อยู่ที่วัด เป็นที่เคารพศรัทธาของ
ชาวบ้าน จึงเรียกว่า “วัดต้นเลียบ” ผู้ที่เดินทางมาที่วัด
แห่งนี้ จะเก็บ “ใบเลียบ” ที่ล่วงตกลงมาจากต้นแล้ว
เป็น “ใบหงาย” เพื่อเป็นสิริมงคลไว้ป้องกันภัย
อันตรายอันตรายต่าง ๆ เชื่อกันว่าใบเลียบที่หงายเมื่อมี
ใครเจ็บไข้ไม่สบายก็สามารถหายจากอาการเจ็บป่วยได้
เป็นเรื่องราวแห่งความเชื่อความศรัทธา

ภายในวัดแห่งนี้ยังมีวิหารที่ประดิษฐานของรูปปั้น
หลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ที่มีความสวยงาม หากต้องการ
จะให้ชีวิตอยู่เย็นเป็นสุข ต้องมาที่ศาลาแห่งนี้และ
กราบสักการะหลวงปู่ทวด

อีกสถานที่สำคัญของวัดต้นเลียบ คือวิหารที่
ประดิษฐานรูปเคารพของทวดหูทวดจันทร์ ซึ่งเป็น
บิดา มารดาของหลวงปู่ทวด

นอกจากนั้นยังมีสรีระร่างกายของหลวงปู่จำเนียร
อดีตเจ้าอาวาส ซึ่งท่านรู้วันมรณภาพล่วงหน้าและ
ท่านได้เขียนพินัยกรรมเอาไว้เมื่อปี พ.ศ. 2538 ว่าอีก
หนึ่งปีท่านจะมรณภาพเมื่อวันอาทิตย์ก่อนเข้าพรรษา
และห้ามเผาศพ ให้เก็บศพท่านไว้ ศพจะไม่เน่าเปื่อย
แต่ไม่มีใครเชื่อ พอถึงวันอาทิตย์ก่อนเข้าพรรษา
ปี พ.ศ. 2539 ท่านก็มรณภาพจริงจึงได้เก็บศพไว้ตาม
พินัยกรรมที่ท่านเขียนเอาไว้ จนถึงปัจจุบัน

สำนักสงฆ์นาเปลกับความเชื่อทางด้าน
“สุขภาพแข็งแรง การเลี้ยงลูกง่าย”




ที่เรียกว่า“นาเปล”เล่ากันว่าเมื่อครั้งที่หลวงปู่ทวด ต่อมาเมื่อพญางูจากไปแล้ว นายหู นางจันทร์รวม
ยังเป็นเด็กชายปู วันหนึ่งเศรษฐีปานได้เกณฑ์ลูกหนี้ ทั้งเพื่อนบ้าน ต่างพากันมาที่เปลด้วยความห่วงใย
ทั้งหลายไปเกี่ยวข้าว รวมถึงครอบครัวของนายหู ทารก ก็ปรากฏว่าที่อกของลูกชายมีฟองน้ำลาย
นางจันทร์ ทั้งสองจึงนำลูกน้อยไปด้วยและได้ผูกเปล พญางูอยู่จึงเอามือไปปัดป้องต่อมาได้แข็งตัวเป็นลูก
ไว้ใต้ต้นมะม่าวบริเวณทุ่งนาแล้วลงไปทำนา เวลา แก้ว(ซึ่งต่อมากลายเป็นลูกแก้วคู่บารมีหลวงปู่ทวด)
ยามบ่ายแก่ๆ เมื่อกลับขึ้นมาจากนาก็เห็นเหตุ ปัจจุบันที่สำนักสงฆ์นาเปล มีการสร้างปฏิมากรรม
อัศจรรย์เมื่อมีงูบองหลา หรือพญางูจงอางตัวใหญ่ ปูนปั้นจำลองเหตุการณ์ เมื่อครั้งพญางูตัวใหญ่มา
มาขดพันอยู่รอบเปล สร้างความตกใจให้กับนายหู พันอยู่รอบเปลเด็กชายปู และคายแก้วคู่บารมี
นางจันทร์เป็นอย่างมาก ได้ร้องเรียกเพื่อนบ้านมา สถานที่แห่งนี้ หากได้มากราบไหว้สักการะจะช่วย
ช่วยไล่งู ทุกคนเห็นพญางูมีขนาดใหญ่กว่าที่คิดไว้ก็ เสริมสร้างบุญบารมี และเป็นมงคลต่อชีวิตในด้าน
ไม่กล้าไล่ ทั้งสองจึงรีบหา ดอกไม้บริเวณรอบ ๆ “เลี้ยงลูกง่าย เป็นเด็กดี และสุขภาพแข็งแรง”
มาขอขมาเทพยดา ให้ปกปักคุ้มครองลูกของตน
หลังจากนั้นพญางูจึงคลายลำตัวออกจากเปลน้อย
เลื้อยหายไป

วัดดีหลวง กับความเชื่อทางด้าน
“การศึกษา การงาน การเงิน”

วัดดีหลวง มีความสำคัญกับหลวงปู่ทวดตั้งแต่ หลังจากที่ท่านได้รับตำแหน่งเป็นสมเด็จราชมุนี
วัยเยาว์ วัยสามเณร และวัยที่เป็นพระภิกษุอย่าง สามีรามคุณูปมาจารย์ ท่านได้เดินทางธุดงค์กลับจาก
สมบูรณ์โดยมีตำแหน่ง“สมเด็จพระราชมุนี สามีราม กรุงศรีอยุธยาและมุ่งหน้ามาสู่วัดดีหลวง วัดแห่งนี้จึง
คุณูปมาจารย์” ก็กลับมาที่วัดดีหลวงแห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับหลวงปู่ทวด
หากได้มากราบไหว้สักการะ จะช่วยเสริมสร้าง
วัดดีหลวง เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา บุญบารมีและเป็นมงคลต่อชีวิต 3 เรื่อง
โดยมีชื่อว่า “วัดกุฏิหลวง” ต่อมาได้เพี้ยนเป็น หนึ่ง คือ การเรียน เพราะวัดแห่งนี้เป็นสำนักเรียน
“วัดดีหลวง” ในสมัยนั้นได้นิมนต์ “พระจวง หรือ ของหลวงปู่ทวด สอง คือ การงาน เพราะหลวงปู่ทวด
“สมภารจวง”มาเป็นเจ้าอาวาสสมภารจวงเกี่ยวข้อง เริ่มเรียนที่วัดแห่งนี้ และได้เติบโตจนมีตำแหน่งเป็น
กับหลวงปู่ทวด คือเป็นหลวงลุงของหลวงปู่ทวด พระราชาคณะ สาม คือ การเงิน วัดแห่งนี้ในอุโบสถ
(เป็นพี่ชายของนางจันทร์ มารดาของหลวงปู่ทวด) ที่หลวงปู่ทวดครองผ้าไตรผืนแรก
หลังจากช่วงที่ได้ลูกแก้วมาครอบครอง ลูกแก้วดัง
กล่าวได้ถูกเศรษฐีปานขอไปจนเกิดเหตุอาเพศต่าง ๆ
ขึ้นกับครอบครัวของเศรษฐีปาน จึงนำลูกแก้วมา
คืนให้กับนายหู นางจันทร์ ทางด้านนายหู นางจันทร์
ไม่กล้าเก็บลูกแก้วนี้ไว้เอง จึงนำไปฝากไว้กับสมภาร
จวงที่วัดดีหลวงเมื่อเด็กชายปูอายุได้7ขวบ มีอาการ
งอแง ร้องไห้บ่อยขึ้น พ่อแม่ก็เลยพาไปหาสมภาร
จวง เมื่อมาอยู่ในวัดดีหลวง เด็กชายปูก็มีความร่าเริง
แจ่มใส สมภารจวงจึงให้อยู่เป็นเด็กวัดเพื่อเรียน
หนังสือ จนกระทั่งอายุ 14 ปี จึงได้บรรพชาเป็น
สามเณรแล้วศึกษาวิชาต่าง ๆ อยู่ที่วัดดีหลวงจากนั้น
เดินทางไปเรียนต่อยังสำนักต่าง ๆ เช่น วัดสีหยัง วัด
เสมาเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช จนเดินทางไป
อยุธยา เป็นลำดับ

ภายในอุโบสถบรรพชาสามเณรปู มีพระประธาน
ประจำอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย
ลงรักปิดทอง ประดิษฐานอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว ภายใน
มีภาพจิตกรรมฝาผนังเทพชุมนุม ด้านหน้าของซุ้ม
ประดิษฐานพระพุทธรูปปางเปิดโลกภายใต้เศวตฉัตร
การสร้างพระพุทธรูป ที่มีซุ้มเรือนแก้วครอบลักษณะ
นี้นั้น สันนิษฐานได้ว่า อุโบสถเดิมหลังนี้คงเป็น
อุโบสถโล่งไม่มีผนัง แต่ภายหลังได้มีการต่อเติมให้มี
ผนังเกิดขึ้น ราวยุคสมัยของ “อาจารย์แก้วพุทธฺมุณี”
อดีตเจ้าอาวาส และชาวบ้านยังเรียกขานนาม
พระพุทธรูปองค์นี้ว่า “หลวงพ่อยิ้ม” หรือที่ชาวบ้าน
เรียกกันว่า “หลวงพ่อยิ้มหิ้วนก” มีอัตลักษณ์
ที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่าเป็นพระหิ้วนก ซึ่งหมายถึง
“พระหกนิ้ว” หากได้มากราบไหว้สักการะจะช่วย
เสริมสร้างบุญบารมี และเป็นมงคลต่อชีวิตด้าน
“เหลือกิน เหลือใช้” ตามนิ้วมือของท่านที่เหลือมา
นั่นเอง หากอยากทราบเป็นนิ้วมือข้างใด ต้องมา
กราบไหว้และมาเห็นด้วยตนเอง

นอกจากนั้นภายในวัดดีหลวงยังมีศาสนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ประกอบด้วย เจดีย์ห้ายอด ที่สร้าง
หลังจากที่หลวงปู่ทวดเดินทางกลับมาจากอยุธยา โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชาแก่ครูบาอาจารย์ที่วัดดีหลวง
และมี ศาลาอาจารย์แก้ว พุทธฺมุณี เป็นศาลาโถงไม้ทรงไทยสร้างผสมผสานระหว่างไม้กับปูน มีความวิจิตร
งดงามอย่างลงตัว โดยศาลาหลังนี้คณะศิษย์ยานุศิษย์ ร่วมกันสร้างถวาย เป็นพุทธบูชาเพื่อประดิษฐานสรีระ
สังขารของอาจารย์แก้ว พุทธฺมุณี อดีตเจ้าอาวาสวัดดีหลวง สร้างเมื่อ พ.ศ.2485 ลักษณะเด่นคือ หน้าบันด้าน
หน้ามีมุขลดหลั่น หน้าบันมีลวดลายปูนปั้นรูปพระภิกษุนมัสการโกศใส่ศพ หน้าบันมุมด้านข้างเป็นลายปูนปั้น
รูปฤาษีและพระพิฆเนศ ส่วนด้านข้างทั้ง ๔ ด้าน สร้างเป็นเรือนยกพื้น ใช้เป็นเรือนสำหรับพระสวดอภิธรรม
ภายหลังด้านทิศตะวันตก ได้ปรับเปลี่ยนเป็นอาสงฆ์เพื่อสะดวกในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในปัจจุบัน
ศาลาหลังนี้ถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมท้องถิ่นที่มีลักษณะสวยงาม ควรค่าแก่การอนุรักษ์อย่างยิ่ง

วัดราชประดิษฐาน หรือ วัดพะโคะ

กับความเชื่อทางด้าน “ความเจริญรุ่งเรือง”





วัดพะโคะเป็นวัดที่มีชื่อเสียงวัดหนึ่งในจังหวัดสงขลา

เป็นสถานที่จำพรรษาของหลวงปู่ทวดเป็นวัดโบราณที่

มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับหลักฐานทาประวัติศาสตร์

หลาย ๆ ฉบับ เช่น การปวารณาวัดพะโคะ การที่

สมเด็จพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ หรือ สมเด็จ

เจ้าพะโคะ มาจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้วัดพะโคะเป็นวัดที่

สร้างจากการอุปถัมภ์ของพระยาธรรมรังคัล เจ้าเมือง

สทิงพระและได้นิมนต์พระมหาอโนมทัสสึพระณไสยมุย

และพระธรรมกาวา ให้ไปอัญเชิญพระบรมธาตุจาก

เมืองลงกา ท่านเจ้าเมืองได้สร้าง “พระสุวรรณมาลิก

เจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ” เพื่อประดิษฐานพระบรม วัดแห่งนี้ได้ถูกโจรสลัดโจมตีในช่วงระยะหนึ่งจน
สารีริกธาตุ และให้นามวัดแห่งนี้ว่า “วัดราช เป็นวัดร้าง จนกระทั่งสมเด็จพระราชมุนี สามีราม
ประดิษฐาน” ต่อมาได้มีการสร้างพระพุทธไสยาสน์ คุณูปมาจารย์ เดินธุดงค์กลับมาอยู่ที่วัดดีหลวงและ
ชื่อว่า "พระพุทธโคตมะ" ชาวบ้านจึงเรียกวัดแห่งนี้ เห็นวัดพะโคะชำรุดทรุดโทรมเป็นอันมาก จึงขอ
ว่า“วัดพระโคตรมะ”“เขาพระโคตมะ”และต่อมเรียก พระราชทานการบูรณะ จากพระเจ้าเอกาทศรถ
เพี้ยนเป็น "วัดพะโคะ" ในที่สุดตราบจนทุกนี้ กษัตริย์อยุธยา ท่านได้ส่งช่างจำนวน 500 คน

พร้อมด้วยหล่อ “ยอดเบญจโลหะ” มาเป็นยอด

“ พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ ” และได้ทำนุบำรุง

พระพุทธศาสนาที่วัดพะโคะ จนเป็นศูนย์กลางการ

ปกครองคณะสงฆ์ลังกาชาติหัวเมืองพะโคะ และได้

รับการกัลปนาให้วัดพะโคะขาดออกจากหน่วยหลวง

ไม่ต้องเสียภาษีเข้าเมือง และให้วัดต่าง ๆ เสียภาษี

เข้าวัดพะโคะแทน

ที่วัดพะโคะ มีโบราณสถาน โบราณวัตถุ ประดิษฐาน ของคณะขุนนางและเมื่อมีคดีความใดก็จะมาตัดสิน

อยู่มากมาย ได้แก่ กันที่นี่ จึงได้เรียกกันว่า“ศาลาตัดสินคดีความ”

พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ บ่อน้ำซักจีวร เป็นบ่อน้ำขุดจากหินมีน้ำซึม

ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมกับหล่อยอด ออกมาตลอดทั้งปี ตามความเชื่อถือว่าเป็นบ่อน้ำที่

พระเจดีย์ด้วยเบญจโลหะ และในคราเดียวกันนั้น หลวงปู่ทวดใช้สำหรับซักจีวรของท่าน นอกจากนี้ยัง

สมเด็จเจ้าพะโคะ ได้นำลูกแก้วคู่บารมีบรรจุไว้บน เชื่อว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บให้

ยอดพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุอีกด้วย หายได้

พระพุทธไสยาสน์ เป็นพระพุทธรูปปางปรินิพาน วิหารรอยพระพุทธบาท เป็นสถานที่ประดิษฐาน

ขนาดใหญ่ประทับบรรทม เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น รอยพระพุทธบาทข้างซ้าย ชาวบ้านเชื่อว่ารอยนี้เป็น
ลงรักปิดทอง ฝีมือช่างท้องถิ่น ที่ท่านปลัดเมือง รอยที่สมเด็จเจ้าพะโคะ แสดงอิทธิปาฏิหารย์เหยียบ
ได้สร้างแล้วถวายพระนามว่า “พระพุทธโคตรมะ” ไว้ก่อนจะโละหายไปจากวัดพะโคะ
ลูกแก้ว : คู่บารมีหลวงปู่ทวด ลูกแก้วดวงนี้ ถือ
หรือ “พระโคตรมะ”
ได้ว่าเป็นโบราณวัตถุสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คู่บารมีแห่งสมเด็จ

เจ้าพะโคะ (หลวงปู่ทวด) เมื่อครั้งที่สมเด็จเจ้าพะโคะ

บูรณปฏิสังขรณ์ องค์พระเจดีย์ได้นำ ลูกแก้วคู่บารมี

บรรจุไว้ บนยอดสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ

อีกด้วย ครั้นต่อมาหลังจากสมเด็จเจ้าพะโคะจากวัด

ศาลาตัดสินความ เป็นโบราณสถานสมัยกรุง พะโคะไปแล้ว ฟ้าผ่ายอดเจดีย์ลูกแก้วตกลงมาอยู่
ศรีอยุธยา มีลักษณะเป็นศาลาทรงโถงภายในได้ ใกล้ๆ เจดีย์ ภายหลังเด็กๆ พบเจอลูกแก้วเข้าจึงนำ
ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ๓ องค์ กลับไปบ้าน เมื่อถึงประตูชัยเกิดมีงูใหญ่ขัดขวางไว้
ศาลาแห่งนี้ยังมีบทบาทสำคัญทางการปกครองอีกด้วย เด็กก็นำลูกแก้วเข้าไปคืนให้แก่เจ้าอาวาส ปัจจุบัน
เพราะเคยใช้ศาลาแห่งนี้ เป็นสถานที่ถือน้ำพิพัฒน์สัต ลูกแก้วดวงนี้ ประดิษฐานอยู่ในเจดีย์แก้ว
ยา ณ กุฏิเจ้าอาวาส

วัดพะโคะ มีการสมโภชสมเด็จเจ้าพะโคะ ซึ่งจะมี
พิธีห่มผ้าองค์พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ และทอดผ้าป่า
ประจำปี โดยจะมีการจัดงานในวันพฤหัสบดีแรก
ข้างแรม ของเดือนยี่ ของทุกปี (ช่วงเดือนมกราคม)

วัดต้นเลียบ ในวันที่ 3 มีนาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิด
ของหลวงปู่ทวด จัดงานประจำปีเป็นงานสมโภชสมเด็จ
เจ้าพะโคะหรือหลวงปู่ทวด ที่วัดต้นเลียบ จะมีพิธี
บวงสรวงห่มผ้าต้นเลียบซึ่งสถานที่ฝั่งรกของหลวงปู่ทวด

สำนักสงฆ์นาเปล เลือกเอา วันที่ 18 มีนาคม
ในการจัดงานสมโภชสมเด็จเจ้าพะโคะ ซึ่งเป็นวันที่
คาดการณ์ไว้ว่า นายหู และนางจันทร์ ไปทำนาและ
ได้นำทารกไปผูกเปลที่ต้นมะม่าวบริเวณทุ่งนาและมี
พญางูขนาดใหญ่มาคายลูกแก้วคู่บารมี

วัดดีหลวง จัดงานในวันที่ 13 เมษายน หรือวันสงกรานต์ จะมีพิธีสรงน้ำสมภารจวง ซึ่งเป็นพิธี
สมโภชและมีการห่มผ้าหลวงปู่ทวด ทำพิธีทอดผ้าป่าประจำปีของวัดที่หลวง สำหรับคณะศรัทธา
หรือนักท่องเที่ยวสนใจ จะเดินทางมาเพื่อมาสักการะและร่วมพิธีสมโภชสมเด็จเจ้าพะโคะในเทศกาล
ของแต่ละวัดสามารถเดินทางมาได้ในวันเวลาดังกล่าว หรือถ้าสะดวกเดินทางช่วงเวลาอื่น ๆ
สามารถที่จะมาสักการะได้ทั้ง 4 สถานที่ ซึ่งต่อไปจะพัฒนาให้เป็นอุทยานธรรมตามรอยบ้านเกิด
หลวงปู่ทวด เป็นสถานที่สำคัญที่ต้องเดินทางมา โดยใช้เรื่องเล่า (Story) ในเรื่องของการท่องเที่ยวว่า
“ไหว้พระเก่า เล่าอดีต สร้างบุญ เสริมบารมี ตามรอยบ้านเกิดหลวงปู่ทวด”

ถนนทิวตาล เป็นถนนที่มีต้นตาลโตนดเรียงกันอยู่สองข้างทาง ทัศนียภาพ
สวยงามในการถ่ายภาพ ซึ่งแต่ละช่วงเวลาทั้งตอนพระอาทิตย์ขึ้น กลางวัน
และพระอาทิตย์ตก ให้ภาพมีบรรยากาศแตกต่างกัน

ชาวบ้านในชุมชน ตำบลดีหลวงจะจัดให้มีการตักบาตรบริเวณถนนทิวตาล
ในเทศกาลสำคัญต่างๆ เช่น วันสำคัญทางศาสนา วันขึ้นปีใหม่ และวัน
สำคัญอื่น ๆ

ตาลโตนด

“ต้นตาลโตนด” ที่อำเภอสทิงพระ มีการปลูกมาก
ที่สุดในประเทศไทย ส่วนต่าง ๆ ของต้นตาลโตนด
คนชุมชนได้นำไปใช้ประโยชน์ หนึ่งในนั้น คือการนำ
ส่วนของ “ลูกตาลโตนด” และ “น้ำตาลโตนด” มา
ประกอบอาหารหลากหลายเมนู ทั้งอาหารคาว และ
อาหารหวาน

น้ำตาลโตนด ลูกตาลโตนด

“น้ำตาลสด” จากช่อดอก หรือ งวงตาล นำไปเป็น “ลูกตาล” สามารถกินแบบสด หรือ นำไปแปรรูป
เครื่องดื่ม ที่สามารถดื่มได้สด ๆ รสชาติของ เป็นขนมหวาน เช่น ลูกตาลลอยแก้ว ลูกตาลน้ำกะทิ
“น้ำช่อดอกตาลโตนด” จะสัมผัสได้ถึงความหอม “หัวอ่อน” นำไปประกอบอาหารได้หลายเมนู เช่น
หวาน จากธรรมชาติ เมื่อดื่มแล้วจะทำให้รู้สึกสดชื่น แกงคั่ว ยำหัวหัวโหนด
คลายร้อนได้ดี น้ำตาลสด ยังสามารถนำไปต้มเพื่อ “จาวตาล” การนำลูกตาลสุกไปเพาะ ประมาณ
ยืดอายุ สามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มแช่เย็น เก็บ 3 เดือน จะได้เป็นจาวตาล นำไปเชื่อมด้วยน้ำตาล
รักษาได้นานประมาณ 2 สัปดาห์ โดยรสชาติยังคง ที่เคี่ยวไว้จนงวดกลายเป็น “จาวตาลเชื่อม” ที่มี
หอมหวานได้เหมือนเดิม รสชาติหวาน อร่อย กลมกล่อม
“เนื้อลูกตาลโตนดสุก” จะมีสีเหลืองส้ม เนื้อนิ่ม
เนื้อมีเส้นใย นำไปเป็นส่วนประกอบในการทำขนม
เช่น ขนมตาล

“น้ำส้มหมัก” หรือ “น้ำส้มตาลโตนด”
เป็นการทำน้ำตาล (โตนด) หวาน ให้เป็นน้ำตาเปรี้ยว
โดยการนำน้ำตาลสดมาผ่านกระบวนการหมัก น้ำส้ม
ตาลโตนด ใช้ในการปรุงอาหารพื้นบ้านได้หลายเมนู
เช่น ต้มส้ม แกงส้ม น้ำจิ้ม และอาจาด เป็นต้น

“น้ำผึ้งโตนด” การนำน้ำตาลโตนดสดผ่านกรรมวิธี
ต้มเคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งงวดและหนืดเหนียว
ใช้สำหรับทำขนมหลากหลายชนิด และใช้ปรุงรส
อาหาร เครื่องดื่ม ให้อร่อย มีสีสัน และมีกลิ่นหอม
น่ารับประทาน

“น้ำตาลแว่น” การนำน้ำตาลโตนดผ่านกรรมวิธี
ต้มเคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งหนืดเหนียว ตักหยอด
ลงในแว่นที่ทำจากใบตาล ตากไว้จนแห้ง สามารถ
เก็บรักษาไว้ได้นาน นำมาประกอบอาหาร
หรือทำขนมหวาน

“น้ำตาลโตนดผง” การนำน้ำตาลโตนดผ่าน
กรรมวิธีต้มเคี่ยวกระทั่งข้นเหนียวจนแห้งกลายเป็น
ผง นำไปการนำน้ำตาลโตนดผ่านกรรมวิธีต้มเคี่ยว
ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งหนืดเหนียว ผสมในเครื่องดื่ม
ต่าง ๆ หรือเป็นส่วนผสมของขนมแทนน้ำตาลทราย

นอกจากนี้ส่วนของต้นตาล ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกดังนี้ “ก้านใบแห้ง” หรือ “ทางตาล” ใช้ทำ
รั้วบ้าน โต๊ะ เก้าอี้ทำเชื้อเพลิง “เนื้อไม้” ใช้สร้างบ้านทำเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ต่าง ๆ เช่นตะหลิว
ทัพพี ถ้วยกาแฟ “เส้นใย” ทำเชือก “ใบตาล” ทำหมวก พัด มุงหลังคา เครื่องจักสาน

โปรแกรมท่องเที่ยว

โปรแกรมที่ ๑ วัดดีหลวง

สักการะหลวงพ่อยิ้มหิ้วนก “การเรียนดี การงานดี

การเงินดี เหลือกินเหลือใช้”

“วัดดีหลวง” สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาปรากฏหลักฐาน

ในแผนที่กัลปนาวัดเมืองพัทลุง เรียกชื่อวัดนี้ว่า

“วัดกะดีหลวง” ถือได้ว่าเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งใน

คาบสมุทรสทิงพระ มีความเจริญรุ่งเรืองด้าน

สถาปัตยกรรม เป็นสำนักเรียนใหญ่มาแต่โบราณ

ปรากฏหลักฐานเล่าสืบต่อกันมาว่า วัดดีหลวงเป็นวัด

ที่เด็กชายปู (หลวงปู่ทวดตอนเด็ก) มาอาศัยกับ

สมภารจวง (หลวงลุง)ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส เมื่ออายุได้

14 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ศึกษาวิชาต่าง ๆ และ

ได้เดินทางไปเรียนต่อที่วัดสีหยัง และได้ศึกษาต่อไป

จนถึงกรุงศรีอยุธยาตามลำดับ “สถูปสมภารจวง”

อดีตเจ้าอาวาส เป็นผู้บรรพชาสามเณรให้หลวงปู่ทวด

ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าอุโบสถวัดดีหลวง ซึ่งเป็น

อุโบสถบรรพชาสามเณรปู นักท่องเที่ยวสามารถ

กราบไหว้สักการะบูชาจะช่วยเสริมสร้างบุญบารมี

และเป็นมงคลต่อชีวิตในด้าน “มีความเฉลียวฉลาด

รอบรู้ และประสบความสำเร็จทางการศึกษา”

พระประธานประจำอุโบสถหลังนี้เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย ลงรักปิดทอง ประดิษฐานอยู่ใน
ซุ้มเรือนแก้ว ภายในมีภาพจิตกรรมฝาผนังเทพชุมนุม ด้านหน้าของชุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปปางเปิด
โลกภายใต้เศวตฉัตร ชาวบ้านยังเรียกขานนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระพุทธรูปหิ้วนก” ซึ่งหมายถึง
“พระหกนิ้ว” หากได้มากราบไหว้สักการะจะช่วยเสริมสร้างบุญบารมีและเป็นมงคลต่อชีวิตด้าน
“การงาน การเงิน เหลือกิน เหลือใช้ ”

นอกจากนี้นักท่องเที่ยวสามารถศึกษาสถาปัตยกรรม
ท้องถิ่นที่มีลักษณะสวยงาม ทั้งลวดลายปูนปั้นที่หน้าบัน
พระอุโบสถ เจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ (เจดีย์รอบพระอุโบสถ) และ
ศาลาอาจารย์แก้ว พุทธฺมุณี เป็นศาลาโถงไม้ทรงไทยสร้าง
ผสมผสานระหว่างไม้กับปูน ที่มีความวิจิตรงดงาม ควรค่า
แก่การอนุรักษ์อย่างยิ่ง

ค่าบริการโปรแกรมการท่องเที่ยว

บูชาดอกไม้ ธูปเทียน แผ่นทอง ลอยเทียนสะเดาะเคราะห์ ทำบุญตาม
กำลังศรัทธา
นำเที่ยวเส้นทางตามรอยบ้านเกิดหลวงปู่ทวด (วัดต้นเลียบ วัดดีหลวง
ถนนทิวตาล สำนักสงฆ์นาเปล วัดพะโคะ ถ้ำเขาคูหา-ตระพังพระ
เรียนรู้วิถีชุมชน)ทริปครึ่งวัน คนละ 300 บาท (มีอาหารว่าง)
ทริปหนึ่งวัน คนละ 400 บาท (มีอาหารกลางวัน)

ข้อมูลการติดต่อ : กลุ่มท่องเที่ยวตามรอยบ้านเกิดหลวงปู่ทวด

ที่อยู่ : วัดดีหลวง หมู่ที่ 2 ตำบลดีหลวง อำเภอสทิงพระ

: จังหวัดสงขลา
:
เบอร์โทรติดต่อ นายบุญศิริ สุวรรณศรี 086-0526718

นางเสน่ห์ บัวมาก 081-3910166

โปรแกรมที่ ๒ วัดต้นเลียบ

สักการะหลวงปู่ทวด ใต้ร่มรุกขมรดกของ
แผ่นดิน“รากฐานชีวิตมั่นคง”

“วัดต้นเลียบ”เป็นปูชนียสถานที่ฝังรก
หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด (บ้านเกิดและสถาน
ที่ฝังรกหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด) ตำนานที่มี
หลักฐานปรากฏจริง บนคาบสมุทรสทิงพระ ตาม
ประวัติเล่ากันว่า เมื่อประมาณ 400 ปีที่ผ่านมา
ครอบครัวนายหูและนางจันทร์ ได้ให้กำเนิด
บุตรชาย เมื่อวันศุกร์ เดือนสี่ ปีมะโรงช่วงประมาณ
ปี พ.ศ.2123 นายหูได้นำรกของลูกมาฝังไว้ที่โคน
ต้นเลียบ

วัดต้นเลียบ สถานที่แห่งนี้นักท่องเที่ยวสามารถ
กราบไหว้สักการะ“สถูปที่ฝังรกของหลวงปู่ทวด”
จะช่วยเสริมสร้างบุญบารมีและเป็นมงคลแห่งชีวิต
ในด้าน “ชีวิตมีรากฐานมั่นคง”

“ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานของ
หลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ที่มีความสวยงามนักท่องเที่ยว
สามารถกราบไหว้สักการะหลวงปู่ทวดในวิหารนี้จะ
ช่วยเสริมสร้างบุญบารมี และเป็นมงคลแห่งชีวิต
ในด้าน“ชีวิตอยู่เย็น เป็นสุข”

“ต้นเลียบ” (เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่ในตระกูลเดียวกับต้นโพธิ์) ขนาดลำต้นโดยรอบแล้วลำต้นประมาณ
21 เมตร เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนยาวมานานแต่อดีตกาลนับได้ 500 กว่าปี ปัจจุบันนี้ยืนเด่นตระหง่านแผ่กิ่ง
ก้านสาขาให้ร่มเงาและความร่มรื่นอยู่ในวัดต้นเลียบ รอบ ๆ ต้นเลียบ มีพระประจำประดิษฐานอยู่โดยรอบ
นักท่องเที่ยวสามารถกราบไหว้ขอพรพระประจำวันเกิดได้

ค่าบริการโปรแกรมการท่องเที่ยว

บูชาดอกไม้ ธูปเทียน แผ่นทอง ผูกผ้าพระบฏ ทำบุญตามกำลังศรัทธา
นำเที่ยวเส้นทางตามรอยบ้านเกิดหลวงปู่ทวด (วัดต้นเลียบ วัดดีหลวง
ถนนทิวตาล สำนักสงฆ์นาเปล วัดพะโคะ ถ้ำเขาคูหา-ตระพังพระ เรียนรู้
วิถีชุมชน)ทริปครึ่งวัน คนละ 300 บาท (มีอาหารว่าง) ทริปหนึ่งวัน
คนละ 400 บาท (มีอาหารกลางวัน)
ข้อมูลการติดต่อ : กลุ่มท่องเที่ยวตามรอยบ้านเกิดหลวงปู่ทวด
ที่อยู่ : วัดดีหลวง หมู่ที่ 2 ตำบลดีหลวง อำเภอสทิงพระ

จังหวัดสงขลา
เบอร์โทรติดต่อ : นายบุญศิริ สุวรรณศรี 086-0526718

: นางเสน่ห์ บัวมาก 081-3910166

โปรแกรมที่ ๓ ขนมดูดี

“ขนมดูดี มีเสน่ห์ ร่วมสมัย”

การนำ “ขนมดู” ซึ่งเป็นขนมพื้นบ้านในท้องถิ่น ของอำเภอสทิงพระ
ซึ่งมีส่วนผสมของแป้งข้าวเหนียว น้ำตาลโตนดเหลวและมะพร้าวขูด ปัจจุบัน
คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักและไม่ค่อยรับประทาน เพื่อเป็นการรักษาและสืบทอด
ภูมิปัญญาด้านขนมให้ยังคงอยู่ จึงมีการปรับปรุงพัฒนาสูตรให้เข้ากับยุคสมัย
โดยการใส่ไส้ไปขนมดู เช่น ไส้ลูกตาล ไส้เผือกไข่เค็ม ไส้มันไข่เค็มไส้ถั่วเหลือง
ไข่เค็มและพัฒนารูปร่างหน้าตาให้สวยงามโดยนำไปใส่ในแม่พิมพ์เพื่อให้ได้
ลวดลายที่สวยงาม จึงเป็นที่มาของชื่อขนม “ขนมดูดี” ที่ฐานกิจกรรมนี้นัก
ท่องเที่ยวสามารถร่วมเรียนรู้และทำ “ขนมดูดี” ไส้ต่าง ๆ ได้รู้จักกับขนมดู
ขนมพื้นบ้านของอำเภอสทิงพระ เพื่อรักษาให้คงอยู่ต่อไป

ค่าบริการโปรแกรมการท่องเที่ยว

ค่าบริการ : คนละ 50 บาท
ข้อมูลการติดต่อ : กลุ่มสัมมาชีพบ้านเลียบ (เสน่ห์

บัวมาก)
ที่อยู่ : 52 หมู่ที่ 1 ตำบลดีหลวง อำเภอ

สทิงพระ จังหวัดสงขลา 90190
เบอร์โทรติดต่อ : 087 – 3910166
Facebook : ขนมดูดีบ้านเลียบ ,

เสน่ห์ สุวรรณรัตน์

โปรแกรมที่ ๔ ร้านยายชับ
ก๋วยเตี๋ยวโบราณ

ก๋วยเตี๋ยวโบราณ สูตรเด็ดคุณย่า มีนานกว่า 30 ปี

ร้านก๋วยเตี๋ยวโบราณเปิดขายมาเป็นเวลากว่า 30 ปี
เริ่มขายเมื่อปี 2534 ในนาม “ร้านก๋วยเตี๋ยวยายชับ” สืบทอด
ความอร่อยมาจนถึงปัจจุบัน ยังคงรักษา ความดั่งเดิม ใช้น้ำซุป
กระดูกที่ต้มด้วยเตาถ่านให้มีความหอม สูตรเด็ด คือ ซอสแดง
โบราณและถั่วบด ทำให้รสชาติอร่อยเป็นเอกลักษณ์ ทางร้าน
ใส่ใจในการเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพพิถีพิถันในการปรุง
สะอาด ปลอดภัย ไม่ใส่ผงชูรส นักท่องเที่ยวสามารถ
ร่วมเรียนรู้และทดลองทำ “ก๋วยเตี๋ยวโบราณ” ได้ด้วยตนเอง

ค่าบริการโปรแกรมการท่องเที่ยว

ค่าบริการ : คนละ 79 บาท
ข้อมูลการติดต่อ : กลุ่มร้านยายชิบก๋วยเตี๋ยวโบราณ (หน้าวัดต้นเลียบ)
25/2 หมู่ที่ 1 ตำบลดีหลวง อำเภอสทิงพระ จังหวัด
ที่อยู่ : สงขลา 90190
เบอร์โทรติดต่อ : 094-3351060 ,098-7130491
Facebook : เตี๋ยวตามสั่ง

โปรแกรมที่ ๕ ขนมข้าวแต๋น

ข้าวแต๋นดี ข้าวแต๋นอร่อย ต้องข้าวแต๋นน้ำตาลโตนด


กินแล้วจะติดใจ

“ข้าวแต๋น” ถือว่าเป็นขนมกินเล่นที่ใช้วิธีการทำแบบแปรรูป

จากข้าวเหนียวมาเป็นขนม และเก็บได้นาน ผ่านกระบวนการแช่

การขึ้นรูป ตากจนแห้ง ทำให้ข้าวเวลาทอดจะพอง กรอบนาน

ข้าวแต๋นป้าจ้อยเริ่มทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อเฒ่าแม่เฒ่าจนมาถึง

รุ่นปัจจุบัน ได้มีการดัดแปลงสูตรใหม่ในปีพ.ศ. 2535 จนมาเป็นสูตร

ข้าวแต๋นน้ำแตงโมและสูตรข้าวแต๋นมะพร้าวน้ำหอม ที่โรยหน้า

ข้าวแต๋นด้วยน้ำตาลโหนดเคี่ยวจนหนืด ทำให้ได้ข้าวแต๋นที่กรอบ

หอมหวาน อร่อย นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้และสนุกกับการ

ทดลองทำข้าวแต๋นน้ำตาลโตนดร่วมกับกลุ่มได้

ค่าบริการโปรแกรมการท่องเที่ยว

ค่าบริการ : คนละ 50 บาท
ข้อมูลการติดต่อ : กลุ่มสตรีทำขนมพื้นบ้าน
ที่อยู่ :
25/1 หมู่ที่ 1 ตำบลดีหลวง อำเภอสทิงพระ
เบอร์โทรติดต่อ
Facebook : จังหวัดสงขลา 90190
: 093-7705993

-

โปรแกรมที่ ๖ ลูกตาลลอยแก้ว



“ลูกตาลลอยแก้ว” อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์แปรรูปจากตาลโตนดที่ขึ้นชื่อของ
อำเภอสทิงพระ ที่นักท่องเที่ยวมาถึงสทิงพระต้องได้รับประทาน

ลูกตาลลอยแก้วของกลุ่มใส่ใจ และพิถีพิถันในกระบวนการผลิตทุก
ขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการเลือกวัตถุดิบลูกตาลโตนดสดที่ขนาดพอดี
ไม่อ่อนไม่แข็ง ผ่านกระบวนการแปรรูปที่ใส่ใจด้านความสะอาด สุขอนามัย
ตลอดจนการเลือกใช้น้ำผึ้งโตนดแทนน้ำตาลทราย เพื่อให้ได้กลิ่นและ
รสชาติที่หวานหอมกลมกล่อม นำไปแช่เย็นพร้อมเสิร์ฟความอร่อยให้กับ
ผู้บริโภค “กินแล้วชื่นใจ อารมณ์ดี”

นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้กระบวนการแปรรูปลูกตาลลอยแก้ว
พร้อมกับฟังเรื่องเล่าจากภูมิปัญญาในกระบวนการผลิตเพื่อให้ลูกตาล
ลอยแก้วที่มีคุณภาพและอร่อย

ค่าบริการโปรแกรมการท่องเที่ยว

ค่าบริการ : คนละ 30 บาท
กลุ่มลูกตาลลอยแก้ว (นางอารมย์ ยอดจันทร์)
ข้อมูลการติดต่อ : 45/1หมู่ที่ 1 ตำบลดีหลวง อำเภอสทิงพระ
ที่อยู่ : จังหวัดสงขลา 90190
089-8785109
เบอร์โทรติดต่อ : -
Facebook :

โปรแกรมที่ ๗ โรงปั้ น นายดิน
สทิงพระ


นำดินที่ผู้คนเหยียบย่ำ มาเป็นงานศิลป์ที่เลอค่า

โรงปั้นพระ นายดิน ตั้งอยู่ หมู่1 ต.ดีหลวง อ.สทิงพระ จ.สงขลา

โดยนายอนิรุตต์ แสงอรุณ ได้เปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับงาน

ศิลปะ แขนงต่างๆ เช่น ออกแบบตกแต่ง งานประติมากรรม

งานจิตรกรรม และงานเททองหล่อรูปเหมือน เพื่อถ่ายทอดและ

สืบสาน งานช่าง งานศิลปะ ให้คงอยู่สืบไป โดยจะมีกลุ่มลูกค้าที่

เป็นกลุ่มเฉพาะที่ชอบในงานศิลปะแขนงต่างๆ

โรงปั้นพระ นายดิน นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้และชมงานศิลปะ

แขนงต่าง ๆ และร่วมทำกิจกรรมปั้มพระรูปองค์หลวงปู่ทวดด้วยมือ

แบบโบราณ ที่มีมวลสารศักดิ์สิทธิ์จากแหล่งต่าง ๆ ในตำบลดีหลวง

มาเป็นส่วนผสม หลังจากปั้มพระแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถนำ

องค์พระไปเข้าพิธีพุทธาภิเษกที่วัดต้นเลียบ และนำองค์พระกลับไป

บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล

ค่าบริการโปรแกรมการท่องเที่ยว

ค่าบริการ : คนละ 199 บาท

ข้อมูลการติดต่อ : โรงปั้น นายดิน สทิงพระ
ที่อยู่ : ที่อยู่ 48/3 หมู่ที่ 1 ตำบลดีหลวง อำเภอ

: สทิงพระ จังหวัดสงขลา 90190
เบอร์โทรติดต่อ : 063-0791309
Facebook : นาย อนิรุตต์ แสงอรุณ

โปรแกรมที่ ๘ ขนมงาถั่วคั่วกรอบ

เสาวลักษณ์งาถั่วคั่วกรอบ ขนมสำหรับคนรักสุขภาพ

“ขนมงาถั่วคั่วกรอบ” นำงาและถั่วที่คั่วจนหอมด้วยไฟระดับกลาง
จนสุกและมีกลิ่นหอม นำมาผัดกับน้ำตาลมะพร้าวที่ข้นได้ที่ เมื่อผัด
เข้ากันแล้วนำขนมงามาใส่แม่พิมพ์ ซึ่งแต่ละชิ้นล้วนเป็นฝีมือของชาว
บ้านในชุมชนที่ช่วยกันผลิตขนมงาขึ้นมา เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้
ให้กับชุมชนและคนในชุมชน หัวใจหลักของผลิตภัณฑ์ร้านเรา คือ
ไม่หวาน ทานง่าย พอดีคำ ไม่หมิ่นหื่นเพราะไม่ผสมแป้ง ไม่มีน้ำมัน
เหมาะกับคนรักสุขภาพ เสาวลักษณ์ขนมงาถั่วคั่วกรอบ สามารถหาชื้อ
ได้ที่ร้านเสาวลักษณ์ OTOP ตั้งอยู่ 39 หมู่6 ตำบลดีหลวง หรือตาม
งาน OTOP ต่างๆ ทั้งที่สำนักงานพัฒนาชุมชนสนับสนุนหรือ
หน่วยงานอื่นๆที่สนับสนุน และอีกช่องทางหนึ่งคือ เฟสบุ๊คเพจ
“เสาวลักษณ์ขนมพื้นบ้าน” นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้และสนุกกับ
การทดลองทำขนมงาถั่วคั่วกรอบได้ที่กลุ่มเสาวลักษณ์ขนมพื้นบ้าน

ค่าบริการโปรแกรมการท่องเที่ยว

ค่าบริการ : คนละ 50 บาท
ข้อมูลการติดต่อ : กลุ่มเสาวลักษณ์ขนมพื้นบ้าน
ที่อยู่ : 39 หมู่ที่ 6 ตำบลดีหลวง อำเภอสทิงพระ
จังหวัดสงขลา 90190
เบอร์โทรติดต่อ : 0635361157
Facebook : เสาวลักษณ์ขนมพื้นบ้าน

โปรแกรมที่ ๙ ขนมลากรอบ




หวานกรอบ อร่อย ลากรอบน้ำตาลโตนด


ขนมลากรอบแม่บุญญา ตราลูกตาลโตนด ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรบ้านชะแม กลิ่นหอม

หวานธรรมชาติจากน้ำตาลโตนดแท้จากในชุมชนตำบลดีหลวง ซึ่งใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านผลิตขนมลากรอบที่

มีเอกลักษณ์เฉพาะ รูปร่างสามเหลี่ยมชิ้นละคำ หนึ่งเดียวในจังหวัดสงขลา อีกทั้งผลิตภัณฑ์ได้รับรอง

มาตรฐาน อย. และฮาลาล ไม่ใช้วัตถุกันเสีย เป็นสินค้าโอทอประดับ 4 ดาว ของอำเภอสทิงพระ สำหรับ

เป็นของฝากและขนมทานเล่น เหมาะกับทุกเพศทุกวัย เป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้

และสร้างเอกลักษณ์ของชาวสทิงพระ ให้เป็นที่จดจำกันได้ดีในชื่อ “ขนมลากรอบ”

นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้การทำขนมลา ที่มีลักษณะเหมือนแห การทำให้ขนมลากรอบมีรูปร่างเป็นชิ้น

สามเหลี่ยมขนาดพอคำโดยไม่ใช้เครื่องขึ้นรูป ที่มาจากภูมิปัญญาของชุมชนที่นักท่องเที่ยวต้องมาหาคำตอบ

และลงมือทดลองทำด้วยตนเอง

ค่าบริการโปรแกรมการท่องเที่ยว

ค่าบริการ : คนละ 60บาท
ข้อมูลการติดต่อ : วิสาหกิจชุมชน แม่บ้านเษตรกร บ้านชะแม
ที่อยู่ : 39/1 หมู่ที่ 6 ตำบลดีหลวง อำเภอสทิงพระ
จังหวัดสงขลา 90190
เบอร์โทรติดต่อ : 081-0948581 , 082-6563966
Facebook : งากรอบ แม่บุญญา

โปรแกรมที่ ๑๐ ร้านโคกสุภักดิ์ คอฟฟี่



จิ๊บกาแฟ น้ำตาลสด ชายนาป่าโหนด ที่โคกสุภักดิ์

โคกสุภักดิ์ คอฟฟี่ เป็นร้านกาแฟ ที่มีบรรยากาศเรียบง่าย เหมาะแก่การพักผ่อน หย่อนใจ จิบกาแฟ
น้ำตาลสด ฟังเสียงนก เสียงลม ทำให้คนรู้สึกถึงความสัมผัสธรรมชาติที่ผ่อนคลาย เอกลักษณ์ของที่นี่เราใช้
วัตถุดิบ “ตาลโตนด” ที่มีมากพื้นที่มาแปรรูป มีทั้ง “น้ำตาลสด” น้ำตาลสดที่ผ่านการต้มเพื่อยืดอายุการ
เก็บรักษา“น้ำผึ้งโตนด” หรือ “ไซรัปน้ำตาลโตนด” ที่นำน้ำตาลโตนดมาต้มเคี้ยวจนหนืดเหนียวมารังสรรค์
เป็นเมนูเครื่องดื่ม อาหารขนมหวาน หลากหลายเมนู สำหรับเมนูที่ไม่ควรพลาดของร้าน

เมนู “น้ำตาลสด” หรือ “น้ำช่อดอกตาลโตนด” ที่ออก
จากช่อดอก หรืองวงตาล นำมาเป็นเครื่องดื่ม ที่จะ
สัมผัสได้ถึงความหอมหวาน จากธรรมชาติ เมื่อดื่มแล้ว
จะทำให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย คลายร้อนได้ดี

เมนู “อเมริการโน่น้ำตาลสด”หรือ “กาแฟสดน้ำตาล
สด” นำน้ำตาลสดที่ผ่านการต้มแล้ว มารังสรรค์เมนู
โดยการจับคู่ของรสกาแฟหอมเข้ม กับความหวาน-
หอมของน้ำตาลสดที่ผสมกันได้อย่างลงตัว

อีกเมนูที่ไม่ควรพลาด คือ “เค้กลูกตาล” ที่ใช้เนื้อ
ลูกตาลสดสีเหลือง มาทำเป็นเนื้อเค้ก ทำให้เค้กมีสี
สวยกลิ่นหอม แต่งหน้าด้วยเนื้อลูกตาลอ่อน หรือ
จาวตาล ทำให้เด้กลูกตาลน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น

ร้านโคกสุภักดิ์ คอฟฟี่ ใส่ใจและพิถีพิถันทุกขั้น
ตอน คำนึงถึงความสะอาด ไม่มีวัตถุกันเสียหรือสารปรุง
แต่งใด ๆ ในการประกอบอาหาร ทั้งนี้เพื่อมอบสิ่งดีๆให้
กับผู้มาเยือน ร้านเปิด ตั้งแต่ เวลา 9.00 น. – 19.00 น.
หยุดทุกวันพฤหัสบดี
นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้การทำเครื่องดื่ม-ขนม โดยใช้
วัตถุดิบจากตาลโตนด และถ่ายภาพกับบรรยากาศ
“ชายนาป่าโหนด”

ค่าบริการโปรแกรมการท่องเที่ยว

ค่าบริการ : คนละ 89 บาท
ข้อมูลการติดต่อ: 2/5 หมู่ที่ 2 ตำบลดีหลวง อำเภอสทิงพระ

: จังหวัดสงขลา 90190
เบอร์โทรติดต่อ : 082-2163618 / 064-4616126
Facebook : โคกสุภักดิ์

โปรแกรมท่องเที่ยว
09.00-10.00 น. 10.00-11.00 น.

พร้อมกัน ณ วัดดีหลวง สถานที่บวชเรียนของ เดินทางสู่ วัดต้นเลียบ สถานที่ฝังรกหลวงปู่ทวด
หลวงปู่ทวด สักการะ “สถูปสมภารจวง” (หลวงลุง สักการะ “สถูปที่ฝังรกของหลวงปู่ทวด” ที่ใต้ต้น
หลวงปู่ทวด) หน้าอุโบสถวัดดีหลวง ไหว้ขอพรด้าน เลียบอายุ 500 กว่าปี ปัจจุบันเป็นต้นไม้
“ การเรียน ” เข้าไปในอุโบสถที่บวชเรียนของ “รุกขมรดกของแผ่นดิน” ขอพรให้ “ชีวิตมีรากฐาน
หลวงปู่ทวดเมื่อครั้งเป็นสามเณรปู สักการะพระ มั่นคง” สักการะหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ ที่มีความ
ประธานประจำอุโบสถ “ พระพุทธรูปหิ้วนก ” สวยงามในวิหาร ขอพรให้ “ชีวิตอยู่เย็น เป็นสุข”
ซึ่งหมายถึง “พระหกนิ้ว” ขอพรด้าน “การงาน ร่วมทำบุญและถวายผ้าพระบฏ
การเงิน เหลือกิน เหลือใช้” ร่วมทำบุญและ
ลอยเทียนสะเดาะเคราะห์ และชมความงามของ
สถาปัตยกรรมท้องถิ่นที่มีลักษณะสวยงาม เจดีย์
ศักดิ์สิทธิ์ (เจดีย์รอบพระอุโบสถ) และศาลา
อาจารย์แก้ว พุทธฺมุณี เป็นศาลาโถงไม้ทรงไทย

11.00-11.30 น. 11.30–12.30 น.

เรียนรู้และทดลองทำ “ขนมดูดี”ของกลุ่มสัมมาชีพ อร่อยกับ “ก๋วยเตี๋ยวโบราณ” ร้านยายชับ
บ้านเลียบ จากขนมดู ขนมพื้นบ้านของอำเภอ สูตรเด็ด คือ ซอสแดงโบราณและถั่วบด เพิ่มความ
สทิงพระ พัฒนาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยโดย กลมกล่อมด้วยน้ำซุปกระดูกที่ต้มด้วยเตาถ่าน
การใส่ไส้ไปขนมดู เช่น ไส้ลูกตาล ไส้เผือกไข่เค็ม
ไส้มันไข่เค็ม ไส้ถั่วเหลืองไข่เค็ม และ พัฒนารูปร่าง
หน้าตาให้สวยงามโดยนำไปใส่ในแม่พิมพ์เพื่อให้ได้
ลวดลายที่สวยงามจึงเป็นที่มาของชื่อขนม“ขนมดูดี”

12.30-13.15 น. 13.15-14.00 น.

เรียนรู้และทดลองทำ “ขนมข้าวแต๋น” ของกลุ่ม เรียนรู้และทดลองทำ “ลูกตาลลอยแก้ว” ของกลุ่ม
สตรีทำขนมพื้นบ้าน สูตรข้าวแต๋นน้ำแตงโม และ ลูกตาลลอยแก้ว วัตถุดิบลูกตาลโตนดสดที่ขนาดพอดี
ข้าวแต๋นมะพร้าวน้ำหอม โรยหน้าข้าวแต๋นด้วย ไม่อ่อนไม่แข็ง ผ่านกระบวนการลอยแก้วโดยใช้น้ำผึ้ง
น้ำตาลโหนดเคี่ยวจนหนืด ทำให้ได้ข้าวแต๋นที่กรอบ โตนดแทนน้ำตาลทราย ทำให้ได้ลูกตาลลอยแก้ว
หอมหวาน อร่อย ที่หวาน หอม อร่อย

14.00-14.45 น. 14.45-15.30 น.

เรียนรู้และชมงานศิลปะแขนงต่างๆ ที่โรงปั้นนาย เรียนรู้และทดลองทำ “ขนมงาถั่วคั่วกรอบ”
ดิน ร่วมทำกิจกรรม “ปั้มพระ” รูปองค์หลวงปู่ทวด ของกลุ่มเสาวลักษณ์ขนมพื้นบ้าน งาและถั่วที่คั่ว
ด้วยมือแบบโบราณ ที่มีมวลสารศักดิ์สิทธิ์จากแหล่ง จนหอม นำมาผัดกับน้ำตาลมะพร้าวที่ข้นได้ที่ นำใส่
ต่าง ๆ และสามารถนำองค์พระกลับไปบูชาเพื่อ แม่พิมพ์ เป็นขนมสำหรับคนรักสุขภาพ
ความเป็นสิริมงคล

15.30-16.15 น. 16.15-17.00 น.

เรียนรู้และทดลองทำ “ขนมลากรอบ” พักผ่อน หย่อนใจ เรียนรู้การทำเครื่องดื่ม-ขนม โดย

ของวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเษตรกร บ้านชะแมเรียนรู้ ใช้วัตถุดิบจากตาลโตนด และถ่ายภาพกับบรรยากาศ

ภูมิปัญญาการทำขนมลากรอบรูปร่างสามเหลี่ยม “ชายนาป่าโหนด” ที่ “โคกสุภักดิ์ คอฟฟี่”

ชิ้นละคำ หนึ่งเดียวในจังหวัดสงขลา ที่กลิ่นหอมหวาน

ธรรมชาติจากน้ำตาลโตนด

17.00-17.30 น.

ถ่ายภาพบรรยากาศยามเย็นที่ “ถนนทิวตาล”
ถนนที่มีต้นตาลโตนดเรียงกันอยู่สองข้างทางสวยงาม

18.00 น.

เดินทางกลับมาที่วัดดีหลวง

คณะผู้จัดทำ

ที่ปรึกษา พัฒนาการจังหวัดสงขลา
นายจรัญอินทสระ นายอำเภอสทิงพระ
นายชัยเดช ปาละวงศ์ พัฒนาการอำเภอสทิงพระ
นางสาวรัชฎ์รมัย สายาลักษณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์
นางสาวอรวรรณ ศรีเกตุ การพัฒนาชุมชน

คณะผู้จัดทำ

พระครูใบฎีกาศักรินทร์ สิริภทฺโท เจ้าอาวาสวัดต้นเลียบ

พระครูธรรมธรกิจจา กิตฺติญาโณ เจ้าอาวาสวัดดีหลวง

นางสาวสุวรรณี ศิริโกศล นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ

นางรัสมนต์ ยุระพันธุ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีร

ราชมงคลศรีวิชัย

นางสาวสาลินี ทิพย์เพ็ง อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี

ราชมงคลศรีวิชัย

นางสาวเกษศิรินทร์ พิทักษ์ธนินท์ Executive Think Idea

นางสาวเพชราภรณ์ แก้วมณี นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ

เรียบเรียง/ตรวจทาน อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
นางรัสมนต์ ยุระพันธุ์ ราชมงคลศรีวิชัย
นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
นางสาวเพชราภรณ์ แก้วมณี




Click to View FlipBook Version