หลักสูตรรายวิชาเลือกเสรี
ระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น
หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพืน้ ฐานพทุ ธศักราช 2551
รายวิชา พื้นฐานการทานาเบือ้ งตน้ 2 (อช23723)
สาระการประกอบอาชีพ
จานวน 3 หน่วยกิต (120 ช่ัวโมง)
กศน.อาเภอสากเหล็ก
สานักงาน กศน.จงั หวัดพิจติ ร
สานกั งานสง่ เสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั
สานกั งานปลัดกระทรวงศึกษาธกิ าร กระทรวงศึกษาธกิ าร
กระทรวงศึกษาธกิ าร
คำนำ
หลักสูตรรายวิชาเลือกเสรี สาระการประกอบอาชีพ วิชาการทานาเบ้ืองต้น 2 (อช23723) ระดับ
มัธยมศึกษาตอนต้น เล่มนี้ จัดทาขึ้นเพื่อประกอบการเรียนการสอนสาหรับครู กศน.ตาบล ประกอบด้วยเนื้อหา/สาระการ
เรียนรู้ท่ีมุ่งหวังให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจด้านวิชาการทานาเบื้องต้น รู้จักชนิดของวิชาการทานาเบื้องต้น ตลอดจน
ข้ันตอนและวิธีการทานาเบ้ืองต้น เพ่ือให้ผู้เรียนสามารถนาความรู้ไปปรับใช้ในการดาเนินชีวิตเพื่อความมั่นคงของชาติได้
อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
การจดั ประสบการณ์การเรียนร้ขู องครู กศน.ตาบล มุ่งเน้นให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาจากหนังสือแลกเปล่ียน
เรยี นรู้ ระหวา่ งผเู้ รยี น ฝึกปฏิบัตจิ ากประสบการณจ์ รงิ จากสถานการณ์จริงศึกษาดงู านจากหน่วยงาน องค์กร และชุมชน
ท่ีเกยี่ วขอ้ งศกึ ษาเอกสารและสื่อทุกประเภททีเ่ ก่ยี วขอ้ ง เชน่ เว็บไซต์ เกีย่ วกับเรอ่ื งการทาปุ๋ยฝึกปฏบิ ัติ ทดลองใช้ บันทึก
ผลการทดลอง รวมกลุ่มอภิปราย และหาแนวทางการพัฒนา ตดิ ตามผล และแกป้ ญั หารว่ มกัน
ผู้จัดทาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หลักสูตรรายวิชาเลือกเสรี การประกอบอาชีพ วิชาการทานาเบื้องต้น 2
(อช23723) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้เรียน ครูผู้สอนตลอดจนผู้สนใจสามารถนาไปใช้ให้เกิด
ประโยชน์ทางการศกึ ษาตอ่ ไป
กศน.อาเภอสากเหล็ก
ตุลาคม 2560
สารบญั
หนา้
คานา 1
สารบญั 3
แผนการจดั การเรียนรู้ 4
คาอธบิ ายรายวชิ า 8
รายละเอยี ดคาอธิบายรายวชิ า 11
แบบทดสอบกอ่ นเรียนรู้ 12
กระดาษคาตอบแบบทดสอบก่อนเรียนรู้ 13
เฉลย ….. 14
บทท่ี 1 . 15
ใบงานที่ 1 24
บทท่ี 2 . 25
ใบงานท่ี 2 31
บทท่ี 3. 32
ใบงานที่ 3. 35
บทที่ 4. 36
ใบงานท่ี 4. 44
บทที่ 5. 45
ใบงานท่ี 5. 49
บทที่ 6. 51
ใบงานที่ 6 54
แบบทดสอบก่อนเรยี นรู้ 55
กระดาษคาตอบแบบทดสอบก่อนเรยี นรู้ 56
เฉลย ….. 57
บรรณานกุ รม
คณะผูจ้ ัดทา
1
แผนการจดั การเรียนรรู้ ะดับมัธยมศกึ ษาตอนตน้ อช23723 พื้นฐานการทานาเบ้ืองตน้ 2
จานวน 3 หน่วยกติ ( 120 ชัว่ โมง )
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ เนื้อหาวิชา จานวน กจิ กรรม สอ่ื /อปุ กรณ์ ประเมนิ ผล
(ตวั ชว้ี ัด) ความร้พู ้ืนฐาน ชวั่ โมง 1.ใบงาน
กระบวนการทานา 10 1.ศกึ ษาข้อมลู จาก 1.หนังสอื 2.บันทกึ การเรยี นรู้
อธบิ ายความรู้พืน้ ฐาน ความหมายการทานาและ
กระบวนการทานา ความสาคัญของขา้ ว เอกสาร/ภมู ปิ ญั ญา 2.อินเตอร์เนต็
ความหมายการทานา 2.เรียนรูด้ ้วยตนเอง
และความสาคัญของ
ขา้ วได้
บอกประเภทของการ ประเภทของการทานา 10 1.การจดั 1.หนังสือ 1.ใบงาน
ทานาได้ กระบวนการเรยี นรู้ 2.อนิ เตอร์เน็ต 2.บนั ทึกการเรยี นรู้
อธิบายขัน้ ตอนการทา ขน้ั ตอนการทานา 30 2.ศกึ ษาขอ้ มูลจาก 3.ฝกึ ปฏบิ ัตจิ รงิ
นาได้ สามารถทาบญั ชตี น้ ทุน เอกสาร/ภูมปิ ัญญา
การทาบญั ชตี น้ ทนุ การทานาได้ 10 3.เรียนรูด้ ้วยตนเอง
การอนรุ ักษ์ 1. อธบิ ายวิธีการอนรุ ักษ์ 4.แลกเปลย่ี น
สิ่งแวดลอ้ ม สง่ิ แวดลอ้ มทางตรง ได้ 10 เรยี นรู้
2. อธบิ ายวธิ ีการอนุรักษ์
สง่ิ แวดลอ้ มทางอ้อมได้ 5.ฝกึ ปฏิบตั ิจรงิ
3. บอกประเภทของ 10
ทรัพยากรธรรมชาติและ
สง่ิ แวดลอ้ ม ได้ 5
4. อธิบายผลกระทบของ
ทรัพยากรธรรมชาติได้ 5
5. อธบิ ายสาเหตกุ าร 5
ทาลายสิ่งแวดลอ้ มได้
6. อธิบายแนวทางการ 5
อนรุ กั ษ์
ทรพั ยากรธรรมชาติได้
2
แผนการจดั การเรียนรู้ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้ รายวชิ าอช อช23723 พ้ืนฐานการทานาเบื้องต้น 2
จานวน 3 หนว่ ยกิต (120 ช่วั โมง )
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ เนอ้ื หาวชิ า จานวน กิจกรรม สือ่ /อปุ กรณ์ ประเมินผล
(ตวั ช้ีวดั )
อธิบายคณุ ธรรมใน ชั่วโมง 1.ใบงาน
คุณธรรม จริยธรรมใน การประกอบอาชพี 2.บนั ทึกการเรยี นรู้
การประกอบอาชพี การ การทานาได้ 20 1.การจดั 1.หนงั สือ
ทานา
กระบวนการเรียนรู้ 2.อนิ เตอรเ์ น็ต
2.ศึกษาข้อมูลจาก 3.ฝึกปฏบิ ัตจิ รงิ
เอกสาร/ภูมปิ ญั ญา
3.เรียนรดู้ ว้ ยตนเอง
4.แลกเปล่ียน
เรียนรู้
5.ฝึกปฏิบัติจริง
3
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น
มาตรฐานการเรยี นรูร้ ะดบั
มีความรู้ ความเข้าใจและเจตคติที่ดีในงานอาชีพ วิเคราะห์ลักษณะงาน ขอบข่ายงานอาชีพในชุมชน
สังคมประเทศ และ ศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติในแต่ละพ้ืนท่ี ศักยภาพของพื้นที่ตามลักษณะภูมิอากาศ ศักยภาพ
ของภูมิประเทศและทาเลท่ีต้งั ของแต่ละพ้ืนท่ี ศักยภาพของศลิ ปะ วฒั นธรรมประเพณีและวิถชี ีวิตของแต่ละพื้นท่ีศักยภาพ
ของทรัพยากรมนษุ ย์ในแต่ละพื้นท่ีและสอดคลอ้ งกับชุมชนเพื่อการพัฒนาอาชีพ มีความรู้ ความเขา้ ใจทักษะในการพัฒนา
อาชีพที่ตัดสินใจเลือกบนพื้นฐานความรู้ กระบวนการผลิต กระบวนการตลาดที่ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีที่เหมาะสม และ
ประยกุ ต์ใช้ภมู ปิ ญั ญา
ศึกษาและฝึกทกั ษะเกีย่ วกับเรื่องตอ่ ไปน้ี
ศึกษาความร้พู น้ื ฐานกระบวนการทานา ความหมายการทานาและความสาคัญของข้าวประเภทการทานา
ขน้ั ตอนการทานาการทาบัญชีต้นทุนการอนุรักษ์ ส่ิงแวดล้อมคณุ ธรรม จรยิ ธรรมในการประกอบอาชีพการทานา
การจดั ประสบการการเรียนรู้
การวางแผนการเรียนรู้ ศึกษาเอกสาร หนังสือ และสื่ออื่นๆ ภูมิปัญญา ผู้รู้จากประสบความสาเร็จในอาชีพ
บรรยายแลกเปลยี่ นเรยี นรู้ประสบการณร์ ว่ มกนั รวมกลุม่ อภปิ รายปัญหา ตดิ ตามผลและแกไ้ ขปัญหารว่ มกนั
การวดั และประเมนิ ผล
ประเมนิ จากกสภาพจรงิ จากกระบวนการเรยี นรู้
4
คาอธบิ ายรายวิชา อช23723 พืน้ ฐานการทานาเบ้อื งต้น 2 จานวน 3 หน่วยกิต
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
มาตรฐานการเรียนรู้ระดับ
มีความรู้ ความเข้าใจและเจตคติท่ีดีในงานอาชีพ วิเคราะห์ลักษณะงาน ขอบข่ายงานอาชีพในชุมชน
สังคมประเทศ และ ศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติในแต่ละพื้นที่ ศักยภาพของพ้ืนที่ตามลักษณะภูมิอากาศ ศักยภาพ
ของภูมิประเทศและทาเลท่ีตั้งของแต่ละพ้ืนท่ี ศักยภาพของศิลปะ วัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตของแต่ละพื้นทศ่ี ักยภาพ
ของทรัพยากรมนษุ ย์ในแต่ละพน้ื ที่และสอดคลอ้ งกับชุมชนเพ่ือการพัฒนาอาชพี มีความรู้ ความเขา้ ใจทักษะในการพัฒนา
อาชีพที่ตัดสินใจเลือกบนพื้นฐานความรู้ กระบวนการผลิต กระบวนการตลาดที่ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีท่ีเหมาะสม และ
ประยกุ ต์ใชภ้ ูมิปญั ญา
ศกึ ษาและฝกึ ทักษะเก่ียวกบั เรอ่ื งต่อไปนี้
ศกึ ษาความรู้พื้นฐานกระบวนการทานา ความหมายการทานาและความสาคญั ของข้าวประเภทการทานา
ขน้ั ตอนการทานาการทาบัญชตี น้ ทุนการอนุรกั ษ์ สง่ิ แวดล้อมคณุ ธรรม จรยิ ธรรมในการประกอบอาชีพการทานา
การจดั ประสบการการเรยี นรู้
การวางแผนการเรียนรู้ ศึกษาเอกสาร หนังสือ และส่ืออื่นๆ ภูมิปัญญา ผู้รู้จากประสบความสาเร็จในอาชีพ
บรรยายแลกเปลีย่ นเรยี นรปู้ ระสบการณ์รว่ มกนั รวมกลุม่ อภิปรายปัญหา ตดิ ตามผลและแก้ไขปญั หาร่วมกัน
การวดั และประเมินผล
ประเมินจากกสภาพจรงิ จากกระบวนการเรียนรู้
ท่ี หวั เรอ่ื ง ตัวชว้ี ดั เนือ้ หา จานวน
1 ความรพู้ ืน้ ฐาน อธบิ ายความรู้พ้ืนฐาน ชว่ั โมง
กระบวนการทานา ความหมาย 1. ความร้พู ้ืนฐานกระบวนการทานา
กระบวนการทานา การทานาและความสาคัญของ - สรีรวิทยาของข้าว 10
ความหมายการทา ข้าวได้ - ส่วนประกอบของขา้ ว
นาและความสาคญั 10
ของข้าว บอกประเภทการทานาได้ 2. สภาพแวดลอ้ มทเ่ี หมาะสมกบั กบั การ
เจรญิ เติบโตของข้าว จานวน
2 ประเภทการทานา 5 3. พนั ธุข์ า้ วและประเภทของข้าวทม่ี ใี น ชว่ั โมง
ทอ้ งถน่ิ
4. การคัดเลือกพนั ธ์ขุ ้าว
- ลักษณะพันธ์ุข้าวท่ีดี
5. ความหมายการทานา
6. ความสาคญั ของของข้าว
ประเภทการทานา
1. นาดา
2. นาหว่าน
3. นาโยนกลา้
ที่ หวั เร่อื ง ตัวชว้ี ดั เน้อื หา
3 ขนั้ ตอนการทานา อธิบายขน้ั ตอนการทานาได้ ขันตอนการทานา 30
1. วธิ ีการทานาดา
4 การทาบญั ชตี ้นทุน สามารถทาบัญชีต้นทุนการทานา 2. การเลือกแปลงตกกลา้ 10
5 การอนรุ ักษ์ ได้ 3. การเตรยี มแปลงตกกล้า 10
1. อธิบายวิธีการอนุรักษ์ 4. การใส่ปยุ๋ / ดแู ลแปลงต้นกลา้ 10
สิง่ แวดล้อม สง่ิ แวดลอ้ มทางตรง ได้ 5. การเตรียมเมล็ดพันธข์ุ ้าวเพ่ือตกกล้า
6. การเตรียมดินในแปลงนาดา
2. อธิบายวธิ ีการอนรุ ักษ์ 7. การปกั ดา
สิ่งแวดล้อมทางอ้อมได้ 8. การดูแลรักษาแปลงปกั ดา
การทาบัญชีตน้ ทุน
1. ความสาคญั การทาบญั ชีต้นทุนเบอื้ งตน้
2. ประเภทของการทาบัญชี
3. จดั ทาบัญชตี ้นทุนการทานา
1. วิธีการอนุรักษ์สง่ิ แวดล้อมทางตรง
- การใชอ้ ยา่ งประหยัด
- การนากลับมาใชซ้ ้าอกี
- การบรู ณซ่อมแซม
- การบาบดั และฟ้ืนฟู
- การใช้สงิ่ อื่นทดแทน
- การเฝา้ ระวังดแู ลและป้องกัน
2. วธิ ีการอนุรักษ์ สงิ่ แวดล้อมทางอ้อม
- การพฒั นาประชาชนใหเ้ กิดความ
ตระหนักถึงความสาคัญและความจาเป็นใน
การอนุรักษ์
- การใช้มาตรการทางสงั คม / กฎหมาย
- การมีสว่ นรว่ มของประชาชน
- การพัฒนาเทคโนโลยี
6
ท่ี หวั เรอ่ื ง ตัวช้วี ัด เน้อื หา จานวน
ช่ัวโมง
3. บอกประเภทของ 3. ประเภทของทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ 5
ทรัพยากรธรรมชาติและ สงิ่ แวดลอ้ ม 4 ประเภท ดังนี้ 5
สิง่ แวดล้อม ได้ - ทรัพยากรทใี่ ชแ้ ลว้ ไมห่ มดสนิ้ 5
- ทรพั ยากรทใ่ี ชแ้ ลว้ ทดแทนได้ 5
4. อธิบายผลกระทบของ - ทรัพยากรธรรมชาติท่สี ามารถนากลับมา
ทรัพยากรธรรมชาติได้ ใชใ้ หม่
- ทรัพยากรธรรมชาตทิ ีใ่ ชแ้ ลว้ หมดไป
5. อธบิ ายสาเหตกุ ารทาลาย 4. ผลกระทบของทรัพยากรธรรมชาติ
สิ่งแวดลอ้ มได้ - การดารงชวี ติ
- การประกอบอาชีพ
6. อธบิ ายแนวทางการอนรุ กั ษ์ - การพัฒนาทางเศรษฐกิจ
ทรัพยากรธรรมชาติได้ - ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
- การรกั ษาสมดลุ ธรรมชาติ
5. สาเหตกุ ารทาลายสิ่งแวดล้อม
- การเพิ่มจานวนของประชากร
- พฤติกรรมการบรโิ ภค
- ความโลภของมนุษย์
- ความใฝร่ ู้
6. แนวทางการอนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ
- การให้การศึกษา
- สรา้ งจติ สานกึ
- การปรับเปลี่ยนพฤตกิ รรม - การบาบัด
และฟ้นื ฟู
- การใชส้ งิ่ อ่ืนทดแทน
- การเฝ้าระวังดแู ลและป้องกัน
7
ท่ี หัวเรอ่ื ง ตัวช้ีวัด เนื้อหา จานวน
ชั่วโมง
6 คุณธรรม จรยิ ธรรม อธบิ ายคุณธรรมในการประกอบ คณุ ธรรมในการประกอบอาชีพการทานา 5
ในการประกอบ อาชีพการทานาได้ 1. ความสาคญั ของคุณธรรมจริยธรรม 5
อาชพี การทานา 2. คุณธรรมการทางาน
10
- ความรับผิดชอบ
- ความซ่อื สัตย์
- ความขยนั อดทน ฯลฯ
3. จริยธรรมการทางาน
8
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
1. การทานา หมายถึง
ก. การเล้ียงปลาในนาขา้ ว ข. การใช้สารเคมีในนาขา้ ว
ค. การนาพชื ปลูกในนาขา้ ว ง. การปลกู และดูแลข้าวในนา
2. การทานา ในประเทศไทยมีปจั จัยหลัก คืออะไร
ก. รายได้ ข. ทิศทางลม
ค. ความรอ้ น ง. สภาพพืน้ ที่
3. ฤดทู านาปอี ยู่ในช่วงเดอื นใด
ก. ตลอดปี ข. มนี าคมถึงเมษายน
ค. พฤษภาคมถงึ กรกฎาคม ง. สิงหาคมถึงตลุ าคม
4. ข้อใดคอื ขั้นตอนการทานา
ก. การเตรยี มดนิ ข. การปลูก
ค. การเก็บเก่ยี ว ง. ถกู ทกุ ข้อ
5. การไถครั้งแรกตามแนวยาวของพืน้ ทีก่ ระทงนา หมายถึง
ก. การไถดะ ข. การไถแปร
ค. การคราด ง. การกลบั ดิน
6. การไถคร้ังที่สองเพ่ือพลิกดนิ ที่กลบขนึ้ มาอีกครัง้ หมายถึง
ก. การไถดะ ข. การไถแปร
ค. การคราด ง. การกลบั ดนิ
7. การเอาเศษวชั พืชออกจากกระทงนาและย่อยดินให้มขี นาดเล็กลงอีก หมายถึง
ก. การไถดะ ข. การไถแปร
ค. การคราด ง. การกลบั ดนิ
8. การไถดะ มีจดุ ประสงคเ์ พื่อ
ก. ทาลายสตั วท์ ไ่ี มม่ ีประโยชน์ในดิน
ข. ทาลายวัชพชื ท่ขี ้นึ ใหม่ ย่อยดินให้เลก็ ลง
ค. เอาเศษวชั พชื ออกจากนา ยอ่ ยดนิ ใหม้ ีขนาดเล็กลงอีก
ง. พลิกดินช้ันล่างใหข้ ึ้นมาสมั ผสั อากาศ ทาลายวัชพืช โรคพืช
9
9. ประเทศไทยมีการกาหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจขึน้ ก็เพ่ือแกป้ ัญหาที่สาคญั ของเกษตรกรคอื
ก . การขายผลผลิตในราคาตา่ ข . การขาดเงนิ ทุนในการประกอบกิจการ
ค . การไมม่ ที ด่ี นิ ทากนิ เป็นของตนเอง ง . การใชท้ ่ดี ินอย่างไม่เหมาะสม
10. การคราด มจี ดุ ประสงค์เพื่อ
ก. ทาลายสัตวท์ ่ีไมม่ ีประโยชน์ในดนิ
ข. ทาลายวชั พืชที่ขึ้นใหม่ ย่อยดนิ ให้เล็กลง
ค. เอาเศษวชั พืชออกจากนา ย่อยดนิ ใหม้ ีขนาดเลก็ ลงอีก
ง. พลกิ ดินช้ันลา่ งให้ขน้ึ มาสัมผัสอากาศ ทาลายวัชพชื โรคพชื
11. การเพาะเมลด็ ข้าวไว้ นาไปปลูกในนาแบบใด
ก. นาปี ข. นาดา
ค. นาปรัง ง. นาหวา่ น
12. การหว่านเมล็ดขา้ วที่ถูกเพาะใหร้ ากงอกก่อนทีจ่ ะนาไปหว่านในนาท่ีมนี า้ ทว่ มขงั หมายถึง การหว่านแบบใด
ก. การหว่านไถกลบ ข. การหวา่ นข้าวงอก
ค. การหว่านหลังขี้ไถ ง. การหว่านคราดกลบ
13. การหว่านขา้ วงอก มชี อื่ เรียกอีกชื่อ ว่าอะไร
ก. หว่านนา้ ขัง ข. หว่านนา้ จม
ค. หว่านนา้ ตม ง. หวา่ นน้าน้อย
14. สิง่ ท่บี คุ คลยดึ ถือประจาใจเพ่ือเป็นเครอ่ื งช่วยตัดสนิ ใจกระทาการสง่ิ หนึ่งสง่ิ ใดเสมอคือข้อใด
ก . ทศั นคติ ข . คา่ นยิ ม
ค . รสนิยม ง . สมยั นยิ ม
15. ขอ้ ใดคอื ความสาคัญของพันธข์ุ า้ วท่เี ราเลือกมาใชป้ ลูก
ก . ใหผ้ ลผลิตสงู ข้นึ ข . ตา้ นทานโรคได้ดีขึ้น
ค. คุณภาพข้าวดีขน้ึ ง . ถกู ทุกข้อ
16. เพลย้ี กระโดดสีน้าตาล เป็นพาหนะของโรคอะไร
ก. ใบไหม้ ข. ใบจดุ สนี า้ ตาล
ค. ใบหงิก(จ)ู๋ ง. ขอบใบแห้ง
17. เมล็ดข้าวทอี่ อกรากขึน้ มาจากสว่ นใด
ก. ตน้ ข้าว ข. ตาขา้ ว
ค. จมูกขา้ ว ง. ตาตมุ่ ข้าว
10
18. ลกั ษณะของเมลด็ ข้าวทส่ี มบูรณค์ ือข้อใด
ก. เมล็ดใหญ่ กลมมน ข. เมล็ดเรียวยาว แบน
ค. เมลด็ ป้อม เปลือกสเี ข้ม ง. เล็ดยาวตามสายพนั ธุ์ สีเข้ม
19. การใสป่ ๋ยุ แต่งหนา้ หมายถึงข้อใด
ก. ใส่เม่ือระยะออกรวง ข. ใส่เม่อื ระยะต้ังท้อง
ค. ใส่ระยะแตกกอ ง. ใส่เมอ่ื ต้นขา้ วแคระเกร็น
20. ตน้ ขา้ วมีลักษณะใบใหญ่ หนา สเี ขียวเข้ม และมักจะเกดิ ภายหลงั ใส่ป๋ยุ เรยี กวา่ อะไร
ก. เฟ้ือใบ ข. เฝือใบ
ค. บา้ ใบ ง. งามใบ
11
กระดาษคาตอบแบบทดสอบกอ่ นเรียน
*****************************************
ชอ่ื .......................................................................... รหสั นกั ศกึ ษา............................................
กศน.ตาบล......................................................................อาเภอ.................................................
ข้อแนะนา : กาเครอ่ื งหมาย ลงในชอ่ งทเี่ ลอื กตอบ ตัวอย่าง : ก ข ค ง
ขอ้ ก ข ค ง ขอ้ ก ข ค ง ข้อ ก ข ค ง
1 8 15
2 9 16
3 10 17
4 11 18
5 12 19
6 13 20
7 14
12
เฉลยกระดาษคาตอบแบบทดสอบก่อนเรยี น
*****************************************
ข้อ เฉลย ขอ้ เฉลย ขอ้ เฉลย
1ง8 ง 15 ง
2ง9 ง 16 ค
3 ค 10 ค 17 ค
4 ง 11 ข 18 ง
5 ก 12 ข 19 ก
6 ข 13 ค 20 ข
7 ค 14 ข
13
บทท่ี 1
ความรพู้ ื้นฐานกระบวนการทานา ความหมายการทานาและความสาคญั ของข้าว
การทานา หมายถงึ การปลูกขา้ วและการดแู ลรักษาต้นขา้ วในนา ตั้งแตป่ ลกู ไปจนถงึ เก็บเกี่ยว การปลูกข้าวในแต่ละ
ท้องถ่นิ จะแตกต่างกนั ไปตามสภาพของดินฟ้าอากาศ และสงั คมของท้องถิ่นนน้ั ๆ ในแหล่งทีต่ ้องอาศยั น้าจากฝนเพียง
อยา่ งเดียว ก็ต้องกะระยะเวลาการปลูกข้าวให้เหมาะสมกบั ชว่ งที่มฝี นตกสม่าเสมอ และเก็บเก่ียวในชว่ งที่ฤดูฝนหมดพอดี
เนือ่ งจากแตล่ ะทอ้ งถิ่นมีสภาพดินฟ้าอากาศทีแ่ ตกต่างกนั ลักษณะท่ีสาคัญของขา้ วแบ่งออกไดเ้ ปน็ ลักษณะที่เกยี่ วกบั การ
เจรญิ เตบิ โต และลกั ษณะท่เี กี่ยวกับการขยายพนั ธ์ุ ดังน้ี
1. ลกั ษณะที่เกีย่ วกับการเจริญเตบิ โต
ลกั ษณะที่มีความสัมพันธุ์กบั การเจรญิ เติบโตของต้นขา้ ว ไดแ้ ก่ ราก ลาต้น และใบ
1.1 ราก รากเป็นสว่ นท่อี ยใู่ ตผ้ วิ ดิน ใช้ยึดลาต้นกบั ดินเพื่อไม่ใหต้ น้ ล้ม แตบ่ างคร้ังก็มรี ากพเิ ศษเกิดข้ึนที่ขอ้ ซึ่ง
อยเู่ หนือพ้นื ดนิ ดว้ ย ต้นข้าวไมม่ รี ากแก้ว แต่มรี ากฝอยแตกแขนงกระจายแตกแขนงอยู่ใต้ผิวดนิ
1.2 ลาตน้ มลี กั ษณะเปน็ โพรงตรงกลางและแบ่งออกเปน็ ปล้องๆ โดยมีขอ้ กั้นระหว่างปลอ้ ง ความยาวของ
ปลอ้ งน้ันแตกตา่ งกนั จานวนปล้องจะเทา่ กับจานวนใบของตน้ ขา้ ว ปกตมิ ีประมาณ ๒๐-๒๕ ปล้อง
1.3 ใบ ต้นขา้ วมีใบไว้สาหรบั สงั เคราะหแ์ สง เพ่ือเปลยี่ นแร่ธาตุ อาหาร นา้ และคารบ์ อนไดออกไซด์ใหเ้ ป็น
แปง้ เพื่อใชใ้ นการเจริญเตบิ โตและ สรา้ งเมลด็ ของต้นขา้ ว ใบประกอบดว้ ย กาบใบและแผน่ ใบ
2. ลกั ษณะท่เี กย่ี วกบั การขยายพันธ์ุ
ตน้ ข้าวมีการขยายพันธุด์ ว้ ยเมล็ดซึ่งเกดิ จากการผสมระหว่างเกสรตวั ผู้และเกสรตัวเมยี เพราะฉะนน้ั ลกั ษณะที่
สาคัญเก่ียวกบั การ ขยายพันธุ์ ไดแ้ ก่ รวง ดอกขา้ วและเมล็ดขา้ ว
2.1 รวงข้าว (panicle) หมายถึงช่อดอกของข้าว(inflorescence) ซ่ึงเกิดข้ึนที่ข้อของปล้องอัน
สุดท้ายของต้นข้าว ระยะระหว่างข้ออันบนของปล้องอันสุดท้ายกับข้อต่อของใบธง เรียกว่า คอรวง
2.2 ดอกขา้ ว หมายถึง ส่วนทเี่ กสรตัวผู้และเกสรตัวเมยี สาหรับผสมพันธุ์ ดอกข้าวประกอบดว้ ยเปลือกนอก
ใหญ่สองแผน่ ประสานกนั เพ่ือห่อ ห้มุ ส่วนที่อย่ภู ายในไว้ เปลือกนอกใหญ่แผ่นนอก เรยี กวา่ เลมมา(lemma)
สว่ นเปลอื กนอกใหญ่แผ่นใน เรยี กว่า พาเลยี (palea) ทง้ั สองเปลือกน้ี ภายนอกของมันอาจมขี นหรอื ไม่มีขนก็ได้
2.3 เมลด็ ข้าว หมายถึง สว่ นทีเ่ ป็นแปง้ ท่ีเรยี กวา่ เอน็ โดสเปริ ์ม(endosperm และสว่ นท่เี ปน็ คัพภะ ซ่ึงห่อหมุ้ ไว้
โดยเปลือกนอกใหญ่สองแผน่ เอ็นโดสเปริ ์มเปน็ แป้งท่เี ราบริโภค คพั ภะเปน็ ส่วนทีม่ ชี ีวติ และงอกออกมาเปน็ ตน้ ขา้ วเม่ือเอา
ไปเพาะ)
ใบงาน บทที่ 1
ความรพู้ ื้นฐานกระบวนการทานา ความหมายการทานาและความสาคัญของข้าว
1. การทานาหมายถงึ อะไร
............................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................................................................ .................
................................................................................................................. ............................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
.............................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..............................................................
............................................................................................................................. ................................................................
....................................................................................................................................... ......................................................
.............................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
2. จงอธบิ ายลกั ษณะท่ีมคี วามสัมพันธ์ุกบั การเจริญเติบโตของต้นขา้ ว
............................................................................................................................. ................................................................
.................................................................................................................................................. ...........................................
....................................................................................... ....................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................................................ .................................
................................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
3. จงอธิบายลักษณะท่ีสาคัญเก่ยี วกับการ ขยายพันธ์ุ
............................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. ..............................................................
.............................................................................................................................................................................................
บทท่ี 2
ประเภทของการทานา
การทานาแบ่งเป็น 3 ประเภท
1. การทานาดา เป็นวิธีการทานาที่มีการนาเมลด็ ขา้ วไปเพาะในแปลงท่ีเตรียมไว้ (แปลงกล้า)ใหง้ อกเปน็ ต้นกลา้ แลว้ ถอน
ตน้ กล้าไปปักดาในกระทงนาที่เตรยี มไว้ และมีการดูแลรักษาจนให้ผลผลติ การทานาดานยิ มในพนื้ ทที่ ม่ี ีแรงงานเพียงพอ
การทานาดา มขี นั้ ตอนดงั ต่อไปน้ี
การปลูกข้าวในนาดา เรยี กว่า การปกั ดาซ่ึงวธิ ีการปลูกแบ่งออกไดเ้ ป็น 2 ตอน
ตอนแรก ได้แก่ การตกกล้าในแปรนาในแปลงนาขนาดเล็ก
ตอนที่สอง ได้แก่ การถอนตน้ กลา้ เอาไปปักดาในนาผืนใหญ่
ข้ันตอนและวิธกี ารปลกู ขา้ วนาดา
การเตรยี มดนิ การเตรียมดินสาหรับปลกู ขา้ วแบบปักดา ต้องมีการไถดะ การไถแปร และ การคราด
1. การไถดะ และไถแปร คอื การพลิกหนา้ ดนิ ตากดินให้แห้งตลอดจนเป็นการคลกุ เคล้า ฟาง วชั พชื ฯลฯ ลงไปในดิน
เครื่องมือที่ใช้ อาจเป็นรถไถเดมิ ตามจนถึงรถแทรกเตอร์
2. การคราดหรือใช้ลกู คอื การกาจดั วัชพชื ตลอดจนการทาใหด้ นิ แตกตัว และเป็น เทือกพร้อมที่จะปกั ดาได้ ขัน้ ตอน
นี้ เปน็ ข้ันท่ีทาต่อจาก ข้ันท่ี 1 และขังนา้ ไวร้ ะยะหน่ึง เพ่ือใหม้ ีสภาพดิน ท่ี เหมาะสมในการคราดหรือการใช้ลูกทบู ในบาง
พนื้ ท่ีอาจมกี ารใช้โรตารี ปกติการไถและคราดในนาดามกั จะใช้แรงวัว ควาย หรือแทรกเตอรข์ นาด เล็ก ทีเ่ รียกวา่ ควาย
เหลก็ หรือไถยนตเ์ ดินตามท้ังนี้เป็นเพราะพน้ื ทน่ี าดาน้นั ไดม้ ีคันนาแบง่ กั้นออกเป็นแปลงเลก็ ๆ คันนามีไว้สาหรบั กกั เก็บน้า
หรือปล่อยน้าทิ้งจากแปลงนานาดาจึงมกี ารบังคับนา้ ในนา ไดบ้ า้ งพอสมควร ก่อนที่จะทาการไถจะต้องรอใหด้ ินมีความชนื้
พอทีจ่ ะไถไดเ้ สยี ก่อนปกตจิ ะตอ้ งรอให้ฝนตกจนมีน้าขังในผืนนาหรอื ไขน้าเข้าไปในนาเพื่อทาให้ดินเปียก
16
3. การตกกล้า หมายถึง การเอาเมลด็ ไปหวา่ นใหง้ อกและเจริญเติบโตขึน้ มาเปน็ ตน้ กลา้ เพ่อื เอาไป ปักดา การเตรียม
ตน้ กล้าใหไ้ ด้ตน้ ที่แข็งแรง เมื่อนาไปปักดากจ็ ะได้ขา้ วที่เจริญเติบโตไดร้ วดเรว็ และมีโอกาสใหผ้ ลผลติ สงู ต้นกล้าทแี่ ข็งแรงดี
ต้องมีการเจรญิ เติบโตและความสงู สม่าเสมอกันทั้งแปลงมี กาบใบส้นั มรี ากมากและรากขนาดใหญ่ ไมม่ โี รคและแมลง
ทาลาย
- การเตรียมเมลด็ พนั ธุ์ ท่ีใชต้ กกล้าตอ้ งเป็นเมลด็ พันธุ์ท่บี ริสทุ ธป์ิ ราศจาก
ส่ิงเจอื ปนมีเปอร์เซน็ ต์ความงอกสูง (ไม่ต่ากว่า 80 เปอรเ์ ซ็นต์) ปราศจากการทาลาย
-การแช่และหมุ้ เมล็ดพันธุ์ นาเมล็ดข้าวท่ไี ด้เตรียมไวบ้ รรจใุ นภาชนะ
นาไปแช่ในนา้ สะอาด นานประมาณ 12-24 ชว่ั โมง จากนัน้ นาเมลด็ พนั ธ์ุขึ้นมาวางบนพนื้ ทีน่ ้าไม่ขังและมี การถา่ ยเท
ของอากาศดี นากระสอบปา่ นชุบน้าจนชุ่มมาหมุ้ เมล็ดพันธุ์โดยรอบ รดนา้ ทุกเชา้ และเยน็ เพือ่ รักษาความชุม่ ชน้ื หุ้มเมล็ด
พนั ธ์ุไวน้ านประมาณ30-48 ชวั่ โมง เมล็ดข้าวจะงอกขนาด “ตมุ่ ตา (มียอดและรากเล็กน้อยโดยรากจะยาวกวา่ ยอด) พรอ้ ม
ท่จี ะนาไปหว่านได้
การตกกลา้ การตกกล้ามหี ลายวธิ ีการ ขึน้ อยู่กับสภาพแวดล้อมและวัตถุประสงค์
1. การตกกล้าในสภาพเปยี ก หรือการตกกลา้ เทือก
2. การตกกล้าในสภาพดินแหง้
3. การตกกลา้ ใช้กบั เคร่ืองปักดาข้าว
การปักดา การปักดา เมื่อต้นกลา้ มีอายุประมาณ๒๕-๓๐วันจากการตกกล้าในดนิ เปียก หรือกตกกลา้ ในดนิ แห้ง ก็ จะโต
พอทจี่ ะถอนเอาไปปักดาไดข้ ั้นแรกให้ถอนต้นกลา้ ขึน้ มาจากแปลงแล้วมดั รวมกัน เป็นมัด ๆ ถ้าต้นกล้าสงู มากก็ใหต้ ดั
ปลายใบทง้ิ สาหรบั ตน้ กล้าท่ไี ดม้ าจากการตกกล้าในดินเปยี กจะต้องสลัด เอาดินโคลนทีร่ ากออกเสียดว้ ยแลว้ เอาไปปักดาใน
พ้นื ทนี่ าที่ได้เตรยี มไว้ การปักดาจะต้องปักดา ให้เปน็ แถวเปน็ แนวและมีระยะหา่ งระหว่างกอมากพอสมควรโดยท่ัวไปแลว้
การปกั ดามักใช้ต้นกล้า จานวน ๓-๔ ตน้ ต่อกอ
การดแู ลรักษาตน้ ข้าว ในระหว่างการเจริญเติบโตของต้นขา้ วต้ังแต่ การปักดาตน้ ขา้ วตอ้ งการน้าและป๋ยุ สาหรับการ
เจรญิ เตบิ โตในระยะนีต้ น้ ข้าวอาจถูกโรคและแมลงศัตรูข้าวหลายชนดิ เข้ามาทาลายตน้ ข้าว ผูป้ ลกู จะตอ้ งหม่นั ออกไป
ตรวจดตู ้นขา้ วท่ปี ลูกไว้เสมอ ๆโดยแปลงกล้าและแปลงปักดาจะต้องมีการใสป่ ุ๋ยมีนา้ เพยี งพอกบั ความ ต้องการของตน้ ขา้ ว
และพ่นยาเคมีป้องกันกาจัดโรคแมลงศัตรขู า้ ว นอกจากนี้ชาวนาจะต้องหมน่ั กาจัดวัชพชื ในแปลงปักดาอีกดว้ ย เพราะ
วัชพชื เปน็ ตวั ท่แี ย่งปุ๋ยไปจากตน้ ขา้ ว
การเก็บเกี่ยวขา้ ว เม่ือดอกข้าวได้บานและมีการผสมเกสรแลว้ หน่งึ สัปดาหก์ ็จะเรม่ิ เป็นแป้งเหลวสีขาว สัปดาห์ทีส่ อง
แป้งเหลวนนั้ กจ็ ะแหง้ กลายเป็นแปง้ ค่อนข้างแขง็ สัปดาห์ทสี่ ามแป้งกจ็ ะแข็งตวั มากยงิ่ ขึน้ เปน็ รปู รา่ งของ เมล็ดข้าวกล้อง
สปั ดาห์ท่ีสน่ี ับจากวนั ท่ผี สมเกสรจึงเปน็ ท่เี ชือ่ ถือได้วา่ เมล็ดข้าวแก่พร้อมเกบ็ เก่ียวออกดอกแลว้ ประมาณ 28-30 วัน
17
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื จะใชเ้ คยี วสาหรับเกย่ี วขา้ วทีละหลายๆรวงเคียวที่ใชเ้ กีย่ วข้าวมีอยู่ ๒ ชนิด ได้แก่
1. เคยี วนาสวนเมือง เคียวนาสวนเปน็ เคยี ววงกว้างใชส้ าหรับเกี่ยวขา้ วนาสวนซง่ึ ได้ปลูกไว้แบบปกั ดา
2. เคียวนาเมอื ง เปน็ เคียววงแคบและมดี ้ามยาวกวา่ เคียวนาสวนเคยี วนาเมืองใช้เกยี่ วขา้ วนาเมอื งซ่ึงได้ปลูกไว้แบบ
หว่านข้าวที่เกยี่ วแลว้ จะกองท้ิงไว้บนพืน้ ทนี่ าเป็นรปู ต่าง ๆ กนั เวลา ๕-๗ วนั แล้วจึงขนมาที่ ลานสาหรับนวดข้าว ทนี่ วด
แลว้ จะถูกขนยา้ ยไปเกบ็ ไวใ้ นยงุ้ ฉางหรอื สง่ ไปขายทโ่ี รงสีทันทีกไ็ ด้
การนวดข้าว การนวดขา้ ว หมายถงึ การเอาเมล็ดข้าวออกจากรวงขนั้ แรกจะต้องขนขา้ วทีเ่ ก่ียวจากนา ไปกองไวบ้ นลาน
สาหรับนวด การกองขา้ วสาหรับนวดก็มีหลายวธิ ี แต่หลกั สาคญั มีอยวู่ า่ การกองจะต้องเป็นระเบยี บถา้ กองไม่เปน็ ระเบยี บมัด
ข้าวจะอยูส่ งู ๆ ต่า ๆ ทาให้เมล็ดขา้ วได้รับความเสยี หายและ คุณภาพตา่ ปกตชิ าวนามักจะนวดข้าวหลงั จากท่ีได้ตากขา้ วให้
แหง้ เปน็ เวลา ๕-๗ วัน การนวดขา้ วกใ็ ชแ้ รงสัตว์ เชน่ วัว ควายข้นึ ไปเหยียบย่าเพ่ือขยี้ใหเ้ มล็ดหลดุ ออกจากรวงขา้ วเรยี กวา่
ฟางขา้ วที่กล่าวนเ้ี ป็นวิธีหนึ่งของการนวดข้าวซง่ึ ทีจ่ ริงแล้วการนวดข้าวมหี ลายวธิ ี เชน่ การนวดแบบฟาดกาข้าวการนวด
แบบใช้คาย่า การนวดแบบใช้ควายย่าการนวดโดยใช้เคร่ืองท่นุ แรงย่า
การตากข้าว เพื่อรักษาคุณภาพเมลด็ ข้าวให้ได้มาตรฐานอย่เู ปน็ เวลานานๆหลังจากนวดและทาความสะอาดเมล็ดแล้วจึง
จาเปน็ ต้องเอาขา้ วเปลือกไปตากอีกคร้งั หนึ่ง ก่อนท่จี ะเอาไปเกบ็ ไว้ในยุง้ ฉาง การตากข้าวในระยะนี้ควรตาก บนลานท่ี
สามารถแผก่ ระจายเมลด็ ขา้ วใหไ้ ดร้ ับแสงแดดโดยท่ัวถึงกนั และควรตากไว้นานประมาณ ๓-๔ แดด เพื่อลดความชืน้ ใน
เมลด็ โดยให้เมล็ดข้าวผา่ นอากาศรอ้ น
การเก็บรกั ษาข้าว หลงั จากชาวนาไดต้ ากเมลด็ ข้าวจนแห้งและมีความชน้ื ในเมล็ดแล้ว นัน้ ชาวนาก็จะเกบ็ ข้าวไวใ้ นยุ้งฉาง
เพื่อ ไวบ้ รโิ ภคและแบง่ ขาย เมื่อข้าวมรี าคาสงู และอีกสว่ นหนงึ่ ชาวนาจะแบง่ ไวท้ าพนั ธ์ุ ฉะนั้นขา้ วพวกนจี้ ะต้องเก็บไว้เป็น
อย่างดีโดยรกั ษาให้ข้าวน้นั มคี ุณภาพได้มาตรฐานอย่ตู ลอดเวลาและไม่สญู เสียความงอกข้าวพวกนี้ ควรเกบ็ ไวใ้ นยุ้งฉางที่ดี
ซ่ึงทาดว้ ยไมย้ กพน้ื สงู อากาศถ่ายเทไดส้ ะดวก เพ่ือจะไดร้ ะบายความชื้นและความรอ้ นออกไปจากยงุ้ ฉาง นอกจากนี้หลังคา
ของฉางจะต้องไมร่ ว่ั และสามารถกนั น้าฝนไม่ให้หยดลงไปในฉางได้กอ่ นเอาขา้ วขน้ึ ไปเก็บไวใ้ นยุง้ ฉางจาเปน็ ต้องทาความ
สะอาดฉางเสียก่อนโดยปัดกวาดแล้วพ่นดว้ ยยาฆา่ แมลง
2. การทานาหว่าน
การทานาหว่าน เป็นการปลูกขา้ วโดยการหว่านเมลด็ ลงไปในนาท่ีเตรยี มพน้ื ที่ไวแ้ ลว้ โดยตรง เปน็ วธิ กี ารท่ีนยิ มมากขนึ้
ในปัจจุบัน เนอื่ งจากประหยัดแรงงานและเวลา
18
การทานาหว่าน แบง่ เป็น 2 วิธี คือ
1. นาหวา่ นขา้ วแห้ง เปน็ การหว่านเมลด็ ข้าวเพ่ือคอยฝน และมชี ื่อเรยี กปลกี ย่อยไปตามวิธีปฏบิ ัติ คอื
- การหวา่ นสารวย เปน็ การหวา่ นเมลด็ ข้าวแห้งในสภาพดินแห้ง เน่ืองจากฝนยงั ไมต่ ก โดยหลังจากการไถแปรครัง้
สุดท้าย แลว้ หว่านเมลด็ ขา้ วลงไปโดยไมต่ ้องคราดกลบ เมลด็ จะตกลงไปอยู่ในระหวา่ งกอ้ นดิน เม่ือฝนตกลงมาเมลด็
ขา้ วจะงอกข้นึ มา ในบาง พนื้ ท่ีหลงั จากการหว่านขา้ วแหง้ แลว้ มกี ารคราดกลบหรือไถกลบ
- การหวา่ นหลงั ขไี้ ถ เปน็ การหว่านในสภาพที่มฝี นตกลงมา และน้าเริ่มจะขงั ในกระทงนา เมื่อไถแปรแลว้ ก็หว่านเมลด็
พนั ธ์ขุ ้าว ตามหลงั แล้วคราดกลบทันที
การหวา่ นสารวย การหว่านหลงั ขไ้ี ถ
2. นาหว่านขา้ วงอก หวา่ นน้าตม โดยการนาเมล็ดพันธุข์ า้ วท่ีถกู เพาะให้งอก มีขนาดตมุ่ ตา (มรี ากงอกประมาณ 1-2
มิลลิเมตร)
ไปหว่านลงในกระทงนา ซ่ึงมกี ารเตรยี มดนิ จนเป็นเทือก แยกเป็น
- การหว่านหนีน้า ทาในนานา้ ฝน เน่อื งจากการหวา่ นข้าวแหง้ หรอื ทาการตกกลา้ ไม่ทัน เมือ่ ฝนมามาก หลังจากเตรยี มดิน
เป็นเทอื กดีแล้ว ก็หวา่ นข้าวท่เี พาะจนงอก ลงไปในกระทงนาท่ีมนี ้าขังอยู่มากจงึ เรียกวา่ นาหวา่ นนา้ ตม
- นาชลประทาน หรอื นาในเขตที่มีแหลง่ นา้ อดุ มสมบรู ณ์ การทานาในสภาพนม้ี ักจะให้ผลผลติ สูง หลังจากเตรียมดนิ เปน็
เทอื กดแี ลว้ ระบายน้าออกหรอื ใหเ้ หลือน้าขงั บนผืนนานอ้ ยที่สุด นาเมลด็ พนั ธขุ์ า้ วที่งอกขนาด “ตุม่ ตา” หวานลงไป แลว้
คอยดูแล ควบคมุ การให้นา้ มักจะเรียกการทานาแบบนีว้ า่ “การทานานา้ ตมแผนใหม่”
19
การทานาหว่านนา้ ตม
การทานาหวา่ นนา้ ตมที่จะให้ได้ผลดีนน้ั จะต้องปรับพน้ื ทีน่ าใหส้ มา่ เสมอ มคี ันนาล้อมรอบและสามารถควบคมุ น้า
ได้ การเตรยี มดนิ กป็ ฏบิ ตั ิเช่นเดยี วกบั การเตรยี มดินในนาดา หลงั การเก็บเก่ยี วขา้ วแลว้ ควรปลอ่ ยให้เมลด็ ข้าวทรี่ ่วง
หล่นในนา มเี วลางอก เปน็ ต้นข้าว เพอื่ ลดปัญหาข้าวเร้ือ หรือข้าววัชพชื ในนา แลว้ จึงไถดะ แลว้ ปล่อยนา้ เขา้ พอให้
ดินชุ่มอยเู่ สมอ ประมาณ 5-10 วนั เพ่อื ใหเ้ มลด็ วชั พืช งอกขนึ้ มาเปน็ ตน้ อ่อนเสียก่อนจึงปล่อยนา้ เข้านาแล้วทาการ
ไถแปรและคราด หรอื ใช้ ลกู ทุบ จะช่วยทาลายวัชพชื ได้ หากทาเช่นนี้ 1-2 คร้งั หรือมากกวา่ น้ัน โดยท้งิ ระยะหา่ ง
กันประมาณ 4-5 วนั หลังจากไถดะไถ แปร และคราดเสรจ็ เรียบรอ้ ยแล้ว ขังนา้ ไว้ประมาณ 3 สัปดาห์ เพ่ือใหล้ ูก
หญ้าทีเ่ ป็นวชั พชื น้า เช่น ผกั ตบชวา ขาเขยี ด แห้ว ทรงกระเทยี ม ผกั ปอดและกกเล็ก เป็นตน้ งอกเสยี ก่อน จงึ คราด
ใหล้ ะเอียดอีกครงั้ หนง่ึ ลูกหญ้าจะหลุดลอยไปตดิ คันนาใตท้ างลม ก็จะสามารถช้อนออกไดห้ มด เปน็ การทาลายวัชพืช
วธิ ีหนง่ึ เม่อื คราดแล้วจึงระบายนา้ ออกและปรบั เทือกให้สม่าเสมอ สาหรบั ผู้ท่ใี ช้ลกู ทุบหรืออีขลุก ย่าฟางข้าวใหจ้ มลง
ไปในดินแทนการไถ หลังจากยา่ แลว้ ควรเอาน้าแช่ไว้ ให้ฟางเน่าเป่ือยจนหมดความร้อนเสยี ก่อน อย่างน้อย 3 อาทติ ย์
แลว้ จึงย่าใหม่ เพราะแก๊สที่เกิดจากการเนา่ เปือ่ ยของฟางจะเป็นอันตรายต่อตน้ ข้าว จะทาให้รากข้าวดาไม่สามารถหา
อาหารได้ หลังจากน้นั จงึ ระบายนา้ ออกเพ่อื ปรับเทือก การปรบั พ้ืนทนี่ าหรือการปรับเทอื กให้สม่าเสมอ จะทาให้
ควบคมุ น้าไดส้ ะดวก การงอกของขา้ วดีเติบโต สมา่ เสมอ เพราะเมลด็ ข้าวมักจะตายถ้าตกลงไปในแอง่ หรือหลมุ ที่มนี า้
ขงั เวน้ แต่กรณีดินเป็นกรดจัดละอองดินตกตะกอนเรว็ เท่านั้นที่ต้น ขา้ วสามารถขนึ้ ได้ แต่ถ้าแปลงใหญเ่ กินไปจะทา
ใหน้ ้าเกิดคลน่ื ทาให้ข้าวหลุดลอยงา่ ย และข้าวรวมกนั เป็น กระจุก ไม่สมา่ เสมอ นอกจากนน้ั การปรับพื้นที่ให้
สม่าเสมอ ยังช่วยควบคมุ การงอกของเมลด็ วชั พชื ซ่ึงเปน็ ปัญหาสาคญั ของการทานาหว่านนา้ ตมอีกด้วย การปรบั
พืน้ ทท่ี าเทอื ก ควรทาก่อนหว่านขา้ วหนึ่งวนั เพอื่ ใหต้ ะกอนตกดีเสยี ก่อน แล้วแบ่ง กระทงนาออกเปน็ แปลงย่อยๆ
ขนาดกว้าง 3-5 เมตร ยาวตามความยาวของกระทงนา ทัง้ นี้แลว้ แต่ความสามารถของคน หวา่ นถ้าคนหวา่ นมคี วาม
ชานาญอาจแบง่ ใหก้ ว้าง การแบ่งอาจใชว้ ธิ ีแหวกร่อง หรอื ใชไ้ หกระเทียมผกู เชือกลากใหเ้ ปน็ ร่องก็ได้
เพ่อื ให้นา้ ตกลงจากแปลงใหห้ มด และรอ่ งนี้ยังใช้เปน็ ทางเดินระหว่างหวา่ นข้าว หว่านปยุ๋ และพ่นสารเคมไี ด้ตลอด
แปลง โดยไมต่ อ้ งเขา้ ไปในแปลงยอ่ ยได้อีกดว้ ย
การเตรยี มเมล็ดพันธ์ุ
- ตรวจความบรสิ ทุ ธิข์ องเมลด็ พันธุ์ พจิ ารณาว่ามีเมล็ดข้าวพันธุอ์ ่นื หรอื เมล็ดวชั พืชปนหรอื ไม่ ไมม่ ีโรคหรอื แมลง
ทาลาย
รปู รา่ งเมล็ดมีความสมา่ เสมอ ถา้ พบวา่ มเี มล็ดข้าวพันธุอ์ นื่ หรอื เมล็ดวชั พชื ปน หรอื มโี รค แมลงทาลายก็ไม่ควรนามาใช้
ทาพนั ธุ์
- การทดสอบความงอก โดยการนาเมล็ดข้าว จานวน 100 เมล็ด มาเพาะเพ่ือดูเปอร์เซ็นต์ ความงอก อาจทา 3-4 ซา้
เพ่อื ความแนน่ อน เมอ่ื รู้ว่าเมลด็ งอกก่เี ปอร์เซ็นตจ์ ะไดก้ ะปรมิ าณพนั ธข์ุ ้าวท่ใี ช้ได้ถกู ต้อง
- คดั เมล็ดพันธใ์ุ ห้ไดเ้ มลด็ ที่แข็งแรง มีนา้ หนักเมล็ดดีที่เรียกว่าข้าวเตม็ เมล็ด จะได้ต้นข้าวท่เี จรญิ เตบิ โตแข็งแรง
20
อตั ราเมล็ดพนั ธ์ุ
อตั ราเมล็ดพันธท์ุ ใี่ ชใ้ นการทานาหว่านนา้ ตมขนึ้ อยู่กบั ปจั จยั หลายประการ กลา่ วคอื ถา้ มกี ารเตรียมดินไวด้ ี มเี ทือก
อ่อนน่มุ พนื้ ดนิ ปรบั ได้ระดับ เมล็ดท่ีใชเ้ พียง 7-8 กิโลกรมั หรอื 1 ถงั ต่อไร่ ก็เพียงพอทีจ่ ะทาให้ไดผ้ ลผลิตสงู แตถ่ า้ พน้ื ทป่ี รับ
ไดไ้ ม่ดี การระบายน้าทาไดย้ าก รวมถงึ อาจมีการทาลายของนก หนู หลงั จากหว่าน เมล็ดทีใ่ ช้หว่านควรมากขึ้น เพ่ือชดเชย
การสญู เสยี ดงั นนั้ เมลด็ ทใ่ี ช้ควรเปน็ ไรล่ ะ 15-20 กโิ ลกรัม
การหว่าน
ควรหว่านให้สมา่ เสมอทว่ั แปลง ขา้ วจะไดร้ บั ธาตุอาหารแสงแดดและเจริญเติบโตสม่าเสมอกัน ทาใหไ้ ด้ผลผลิตสูง โดยเดนิ
หว่านในรอ่ งแคบๆ ท่ที าไว้ เมล็ดพนั ธุท์ ีใ่ ชห้ วา่ นแตล่ ะแปลงย่อย ควรแบง่ ออกเป็นส่วนๆ ตามขนาดและจานวนแปลงย่อย
เพือ่ เมลด็ ข้าวทีห่ ว่านลงไปจะไดส้ ม่าเสมอทว่ั ท้ังแปลง ในนาท่เี ป็นดินทรายมตี ะกอนน้อยหลงั จากทาเทือกแล้วควรหว่าน
ทันทกี ักน้าไว้หนึ่งคืนแล้วจงึ ระบายออก จะทาใหข้ า้ วงอกและจับดนิ ดีย่ิงข้นึ การทานาหว่านนา้ ตมต้องมีการดแู ลให้
การหวา่ น สภาพการงอก สภาพการเจรญิ เตบิ โตหลงั หวา่ น
ตน้ ข้าวงอกดีโดยพจิ ารณาถึง
170. -พ8นั 0ธว์ุขัน้าวเนก่อืางรจใชา้พกคนั วธาุข์ มา้ ยวานวาแปสีซงึง่ จมะลี ลาดตลน้ งสจูงะคทวารใจหะต้ ท้นาขก้าาวรเหตกวย้ี า่าลรนงกขเร้านะวื่อจใงหาจยล้ าขา่ กอถใงหูกเม้อจลาาย็ดกุขัดขา้เ้าวววลจหาาลใกังนหหกววา่าา่รนนเจถรงึ อญิ อเตกิบดอโตกทปารงะตมน้ าแณละทาง ใบ
ทาใหต้ ้นข้าวแข็งข้ึนและไม่ลม้ งา่ ย สาหรบั ข้าวที่ไม่ไวแสงหรือขา้ วนาปรังไม่มีปญั หา เพียงแต่กะระยะให้เก็บเกยี่ วในระยะ
ฝนทิ้งชว่ ง หรือหมดฝน หรือหลีกเลี่ยงไม่ใหข้ า้ วบางพันธุ์ เช่น ปทุมธานี 1 ออกดอกในฤดหู นาวเป็นต้น
การดูแลรกั ษา
การทานาหว่านนา้ ตมต้องมกี ารดูแลใหต้ ้นข้าวงอกดโี ดยพจิ ารณาถึง
1. พนั ธ์ขุ ้าว การใช้พันธุข์ ้าวนาปีซง่ึ มลี าต้นสงู ควรจะทาการหวา่ นขา้ วให้ลา่ ใหอ้ ายขุ ้าวจากหวา่ นถึงออกดอก
ประมาณ 70-80 วัน เนื่องจากความยาวแสงจะลดลง จะทาใหต้ ้นขา้ วเต้ียลง เน่อื งจากถกู จากัดเวลาในการเจริญเตบิ โต
ทางต้นและทาง ใบ ทาใหต้ ้นขา้ วแข็งข้ึนและไม่ล้มง่าย สาหรับข้าวท่ไี ม่ไวแสงหรอื ขา้ วนาปรงั ไม่มีปัญหา เพียงแตก่ ะระยะ
ให้เกบ็ เก่ยี วในระยะฝนท้งิ ชว่ ง หรอื หมดฝน หรือหลกี เลย่ี งไม่ให้ข้าวบางพนั ธ์ุ เช่น ปทุมธานี 1 ออกดอกในฤดหู นาวเปน็ ต้น
2. ระดับน้า การจะผลผลติ ข้าวให้ได้ผลผลิตสูงการควบคุมระดับน้าเป็นสิง่ สาคัญ โดยเฉพาะตง้ั แต่เร่ิมหวา่ นจน
ขา้ วแตกกอระดับน้าไม่ควรเกนิ 5 เซนติเมตร เมื่อขา้ วแตกกอเต็มที่ ระดบั นา้ อาจเพ่ิมสงู ข้นึ ได้ เพอ่ื จะได้ไมต่ ้องสูบน้าบอ่ ยๆ
แต่ไมค่ วรเกนิ 10 เซนติเมตร เพราะถ้าระดับน้าสงู จะทาให้ตน้ ขา้ วทีแ่ ตกกอเต็มท่แี ลว้ เพ่ิมความสูงของต้น
21
และความยาวของใบ โดย ไมไ่ ด้ประโยชน์ อะไร เปน็ เหตใุ ห้ต้นขา้ วล้ม เกิดการทาลายของโรคและแมลงไดง้ ่าย
3. การใส่ป๋ยุ ตอ้ งใส่ปุย๋ ให้ถูกต้องตามระยะเวลาท่ีข้าวตอ้ งการ จานวนท่พี อเหมาะ จงึ จะให้ผลคุ้มค่า
4. การควบคมุ วัชพชื วชั พชื เปน็ ปญั หาใหญ่ในการทานาหว่านา้ ตม การปรบั ระดบั พนื้ ท่ีให้ราบเรียบสมา่ เสมอและ
การควบคมุ ระดับน้าจะชว่ ยลดประชากรวัชพืชได้สว่ นหนง่ึ ถ้ายังมีวัชพืชในปริมาณสูงจาเป็นต้องใช้สารเคมี
5. การป้องกนั กาจดั โรค แมลง และสัตว์ศตั รขู า้ ว ปฏบิ ัตเิ หมือนการทานาดา
3. การทานาโยนกลา้ เป็นการทานารูปแบบใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพ่ือควบคุมขา้ ววชั พชื และพืชท่ัวไป โดยจาก
การศึกษาและปฏิบัติในการปลูกข้าวอนิ ทรยี ์ท่ศี นู ยบ์ ริการวิชาการเกษตรอนั เน่ืองมาจากพระราชดาริ ของมลู นิธิชัยพัฒนา
อาเภอลาลกู กา จังหวดั ปทมุ ธานี ในปี 2545 ถงึ 2548 และเปรยี บเทยี บกบั ต้นทนุ การผลิต พบวา่ ต้นทุนการทานาแบบโยน
กลา้ เพื่อควบคุมข้าววชั พชื และวัชพชื ท่ัวไป มีต้นทุนต่าทีส่ ดุ และยังใหผ้ ลผลติ สูงกวา่ การทานาด้วยวิธอี น่ื ๆ จากการศกึ ษา
พบว่า อายุตน้ กล้า 12-16 วัน และจานวนต้นกลา้ 50-60 ถาด มีความเหมาะสมมากทสี่ ุด สามารถป้องกนั และควบคมุ ขา้ ว
วัชพืชไดด้ มี าก ใชแ้ รงงานเตรียมดินเพาะกลา้ 150-200 ถาด/คน/วนั ใช้แรงงานโยนกลา้ 3-5 ไร/่ คน/วัน ทส่ี าคญั คือใช้
เมลด็ เพียง 3-4 กิโลกรัม/ไร่ ประหยัดเมลด็ พันธุไ์ ด้ 80-85% สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนเมลด็ พันธ์ุทม่ี ีคณุ ภาพ
มาตรฐานได้ ขั้นตอนการทานาโยนกลา้ มอี ยู่ 4 ขนั้ ตอน ดังนี้
ภาพการเพาะกล้า
22
1.ขัน้ ตอนการเตรียมเพาะกล้าพันธ์ุ ซึง่ เตรียมได้ 2 แบบ คือ
วิธีเตรียมถาดเพาะกลา้ แบบแห้ง โดยยอ่ ยดนิ แห้งให้ละเอียด เม็ดดินโตไม่เกิน 0.5 ซม. ดนิ นัน้ ต้องไม่มเี มล็ดข้าว
วชั พชื นาถาดพลาสตกิ มาวางกบั พื้นท่ี ที่เตรียมไว้ พื้นท่ีต้องเสมอกนั โดยวางเปน็ แถวตอน 2-4 แผ่น (แล้วแตค่ วามสะดวก
ในการปฏิบตั งิ าน) หว่านดนิ ไปกอ่ นประมาณ 50-70% จากนัน้ หว่านเมล็ดพันธบ์ุ รสิ ทุ ธิ์ (แช่ 1 คืน หมุ้ 1 คนื หรือขา้ วแห้ง)
อัตราประมาณ 3-4 กก.ต่อ 50-60 ถาด (ต่อไร่) แลว้ หวา่ นดินตามลงไปใหเ้ ตม็ เสมอปากหลมุ พอดี อย่าให้ดินลน้ ปากหลมุ
เพาะ เพราะจะทาให้รากข้าวพันกันเวลาโยนต้นกลา้ มันจะไม่กระจายตัว การใช้แรงงานย่อยดินแห้งและเพาะขา้ ว 1 คน
ตอ่ 150-200 ถาดตอ่ 1 วนั (หว่านได้ 2-3 ไร่) การใหน้ ้าระยะแรก ๆ ต้องใหฝ้ อยละเอยี ด ระวงั อยา่ ให้เมลด็ ข้าว กระเด็น
หรือใหน้ า้ แบบทว่ มพืน้ แปลง เพราะน้าจะซึมเข้ากน้ ถาดหลุมเอง ให้รักษาความชืน้ จนกวา่ ขา้ วงอก หากมฝี นตกให้หาวัสดุ
หรอื กระสอบปา่ นเกา่ มาคลมุ จนกวา่ รากจะงอก วิธนี ้ีสามารถเพาะเมล็ดในร่มและยา้ ยถาดไปท่ที เี่ ตรียมไว้ พอขา้ วกล้าอายุ
12-16 วนั สามารถนาไปโยนได้ทนั ที ความยาวต้นกล้าประมาณ 3-5 น้วิ ซ่ึงก็แล้วแต่ความอุดมสมบรู ณ์ของวัสดเุ พาะ ใช้
พน้ื ทีเ่ พาะกล้าประมาณ 12-15 ตารางเมตรต่อ 50-60 ถาด หวา่ นได้ 1 ไร่ วิธีเพาะกล้าแบบแห้งนี้ ได้คิดค้นวิธีหยอด
เมล็ดพันธท์ุ ีแ่ ม่นยา สามารถควบคมุ ดินและเมลด็ พันธต์ุ ามต้องการได้ เปน็ อปุ กรณ์ตน้ แบบเพื่อนาไปพัฒนาต่อยอดได้
วธิ ีเตรยี มถาดเพาะกลา้ แบบเปยี ก โดยเลอื กแปลงนาท่ีไมม่ ีข้าววัชพืชและวัชพืชทว่ั ไประบาด มีการเตรยี มแปลงคล้าย
กบั เพาะกลา้ นาดา ลบู เทอื กใหด้ นิ สมา่ เสมอ นาถาดเพาะกล้าวางเปน็ แถวคู่เอาหัวชนกนั วางเป็นแถวตอนความยาวแล้ว
แต่แปลงกล้า แตล่ ะคู่แถวห่างกนั ประมาณ 50 ซม.เพ่ือให้สะดวกในการปฏบิ ตั ิงาน โดยนาดิน เลนระหว่างร่องทางเดนิ ใส่
บานถาดใหเ้ ต็ม ปรบั ใหเ้ สมอปากหลมุ ถาด แตอ่ ยา่ ใหด้ นิ ล้นปากหลุมเพาะ เพราะจะทาใหร้ ากขา้ วพันกันเวลาหว่านต้นกลา้
จากนนั้ หว่านเมลด็ พันธบ์ุ ริสุทธิ์ (โดยแช่ 1 คืน หุ้ม 1 คืน หรือข้าวแหง้ ) ด้วยอัตราประมาณ 3-4 กก./50-60 ถาด (ต่อไร)่
ใชแ้ ผน่ ไมค้ ล้ายไม้บรรทัดกดหรือลบู เมล็ดพันธุ์ใหจ้ มเลน โดยรักษาความชนื้ ตลอดไป หากมีฝนตกตอ้ งหาวัสดุมาคลุมเพื่อ
กนั เมล็ดข้าวกระเด็นออกจากถาดเพาะ พอกลา้ อายุ 12-16 วนั นาไปโยนไดท้ ันที หรือความยาวตน้ กล้าประมาณ 3-5 น้วิ
ใชพ้ น้ื ที่เพาะกล้าประมาณ 12- 15 ตารางเมตร 50-60 ถาด โดยได้ 1 ไร่
กอ่ นนาไปโยนควรหยดุ ให้น้าต้น กลา้ 1 วัน
ภาพการเตรียมแปลงนา
2.ข้นั ตอนการเตรียมแปลง กอ่ น ทานาให้พักแปลงนาให้แหง้ อย่างน้อย 1 เดือน เพ่อื ให้ขา้ ววชั พืชพ้นระยะพักตวั หรอื
ให้เมลด็ ขา้ ววชั พชื ทร่ี ่วงในนากอ่ นน่ีพรอ้ มทจี่ ะงอกใหม้ ากที่สดุ ใหข้ งั นา้ ในแปลง 1 คืน และปลอ่ ยให้น้าแห้งเองเพ่ือล่อ
ข้าววชั พืชใหง้ อกขน้ึ มาเต็มทซี่ ึ่งไม่ควรพน่ สารเคมีกาจดั แต่ให้ไถกลบทุบเป็นปุย๋ ไปเลย... ควรลอ่ วัชพืชอยา่ งน้อย 1 ครั้งข้ึน
ไปต่อจากนน้ั ใหไ้ ถเตรียมดินเหมอื นนาดา หรือนาหว่านน้าตมท่ัวไป แตป่ รับเทอื กให้สม่าเสมอมากที่สุด พอเช้าวนั ตอ่ มา
23
ให้โยนกล้าได้กรณีท่ีเป็นดนิ เหนียว แต่ถา้ เป็นดินรว่ นปนทรายหรือดินทราย หลงั ปรับเทือกใหโ้ ยนต้นกล้าทนั ทีทนั ใด
ภาพการโยนกล้า
3.ขนั้ ตอนการโยนตน้ กล้า ขณะ ทีโ่ ยนต้นกลา้ ในแปลงควรมนี า้ ขลกุ ขลิกเล็กน้อย วธิ โี ยน ให้เดนิ ถอยหลังโยนกามือละ 5-
15 หลมุ โดยตวดั หงายมอื โยนต้นข้าวข้นึ สูงกวา่ ระดบั ศีรษะ ต้นกลา้ จะกระจายตัวพุ่งลงต้ังตรงหรอื เอนเล็กน้อย สาหรับถาด
เพาะให้วางบนท่อนแขนครง้ั ละหลาย ๆ แผน่ แล้วแต่จะรับไหว หากเหน็ ว่าต้นขา้ วห่างเกินไปให้โยนเพิม่ เติมได้ วิธีโยน
สามารถนาอุปกรณ์คลา้ ยเรอื ลงไปในแปลงนาได้ เพอื่ ใหส้ ามารถใสถ่ าดเพาะครัง้ ละมาก ๆ และสะดวก ในการโยน เกษตรกร
1 คน โยนตน้ กล้าได้ 3-5 ไร/่ วัน หลังจากหวา่ น 1-2 วนั ใหเ้ ติมน้าทนั ทีและเพิม่ ระดับน้าขน้ึ เร่ือย ๆ จนถึง 5-10 เซนติเมตร
ซ่งึ มปี ระสิทธภิ าพควบคมุ ข้าววัชพชื และวัชพืชได้ดีมาก ให้รักษาระดบั นา้ จนถงึ ข้าวโตคลุมพน้ื ทน่ี าหรือจนถงึ ก่อนเกยี่ ว 15-
20 วนั
ภาพรวงข้าว
4.ข้ันตอนการปฏบิ ตั ดิ ูแลรกั ษา ควรใสป่ ยุ๋ รองพ้นื ก่อนโยนตน้ กล้า 1 วัน ขณะปรับเทือกและการปฏิบตั ิดูแล
รักษาเช่นเดียวกันกบั การทานาวิธีอื่น ๆ ทกุ ประการ
24
ใบงาน บทที่ 2
ประเภทของการทานา
1. การทานาแบง่ เป็นกป่ี ระเภทจงอธบิ าย
............................................................................................................................. ................................................................
.............................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
..................................................................................................................................... ........................................................
...........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................................... ..............................................
.................................................................................... .........................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
....................................................................................................................................................... ......................................
............................................................................................ .................................................................................................
............................................................................................................................. ..............................................................
.............................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
....................................................................................................................................... ......................................................
.............................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
...........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
....................................................................................................................................... ......................................................
...........................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
25
บทที่ 3
ขัน้ ตอนการทานา
1. วธิ กี ารทานาดา
1.1 การเตรยี มดิน
การเตรยี มดินสาหรบั การทานา ต้องคานึงถงึ สภาพแวดล้อม เช่น น้า ภูมอิ ากาศ ลกั ษณะพนื้ ที่ ตลอดจนแบบ
วธิ กี ารทานา และเครื่องมือการเตรยี มดินทแ่ี ตกต่างกัน
การเตรียมดนิ แยกไดเ้ ปน็ 2 ขน้ั ตอนคือ
1.1.1. การไถดะ และไถแปร
การไถดะคือ การไถพลิกหน้าดินคร้ังแรกเพื่อกาจดั วัชพชื และตากดนิ ให้แห้ง การไถแปร คือการไถคร้ังทส่ี องโดยไถ
ขวางแนวไถดะ เพอ่ื ย่อยดินและคลกุ เคลา้ ฟาง วัชพืช ฯลฯ ลงไปในดนิ การไถ ไถดว้ ยแรงงานสตั ว์ เชน่ วัว ควาย รถไถเดนิ
ตาม รถแทรกเตอร์
1.1.2. การคราดหรือใช้ลกู ทุบ . คือการกาจัดวชั พืช ตลอดจนการทาให้ดินแตกตวั และเป็นเทือกพร้อมท่จี ะปักดาได้
ข้ันตอนนเ้ี ปน็ ขั้นตอนท่ที าต่อจากขัน้ ตอนท่ี 1 และขังน้าไว้ระยะหนง่ึ เพอ่ื ใหม้ สี ภาพดนิ ท่ีเหมาะสมในการคราด การใช้ลกู
ทบุ หรอื เครื่องไถพรวนจอบหมุน(Rotary)
26
นาทสี่ งู นาดอน (นานา้ ฝน)
นาลมุ่ (นาชลประทาน)
ข้อควรระวงั ในการเตรียมดิน
1. ควรปลอ่ ยใหด้ นิ นามโี อกาสแห้งสนิท เป็นระยะเวลานานพอสมควร และถ้าสามารถไถพลิกดินลา่ งขึน้ มาตากให้
แห้งได้ก็จะดยี ่ิงขนึ้ ถา้ ดนิ เปยี กน้าติดต่อกนั โดยไม่มีโอกาสแห้ง จะเกดิ การสะสมของสารพษิ เชน่ แกส๊ ไข่เน่า
(ไฮโดรเจนซัลไฟด์) และกรดอินทรีย์ เปน็ ต้น ซ่ึงถ้าสารเหลา่ นม้ี ปี รมิ าณมากกจ็ ะเปน็ อนั ตรายตอ่ รากข้าวได้
2. ควรมีการหมกั ฟาง หญ้ารวมทัง้ อินทรียวัตถุเพ่ือใหส้ ลายตวั สมบรู ณ์ ประมาณ 2 สัปดาห์ หลงั การไถเตรียมดิน
เพือ่ ให้ ดินปรับตวั อยใู่ นสภาพที่เหมาะสมต่อการเจริญเตบิ โตของข้าว และสามารถปลดปลอ่ ยธาตุอาหารทจี่ าเปน็ ออกมา
ใหแ้ กต่ น้ ข้าว
3. ดนิ กรดจัดหรอื ดินเปร้ียวจดั มคี า่ ความเปน็ กรดเป็นด่างต่า (pH ต่ากวา่ 4.0) ควรขงั น้าไวอ้ ย่างนอ้ ย 1 เดอื น
ก่อนปักดาข้าว เพ่อื ใหป้ ฏิกริ ิยาต่างๆ ตลอดจนความเป็นกรดของดนิ ลดลงส่สู ภาวะปกติ และค่อนข้างเปน็ กลางเสยี กอ่ น
ดนิ กลุ่มนถ้ี ้ามกี ารขงั น้าตลอดปี หรือมีการทานาปีละ 2 ครั้ง กจ็ ะเป็นการลดสภาวะความเปน็ กรดของดิน และการเกิด
สารพิษลงได้ ซ่งึ จะทาใหผ้ ลผลติ ของขา้ วสงู ขนึ้
27
1.2 การตกกลา้
การเตรียมตน้ กล้าใหไ้ ด้ต้นทีแ่ ขง็ แรง เมอ่ื นาไปปกั ดาก็จะได้ขา้ วที่เจรญิ เติบโตได้รวดเร็ว และมีโอกาสใหผ้ ลผลติ สงู ต้นกล้า
ท่แี ขง็ แรงดตี ้องมีการเจรญิ เติบโตและความสูงสมา่ เสมอท้ังแปลง มีกาบใบสั้น มรี ากมากและรากขนาดใหญ่ ไม่มีโรคและ
แมลงทาลาย
- การเตรียมเมลด็ พันธุ์ ตอ้ งเปน็ เมล็ดพันธทุ์ ี่บริ
สุทธ์ ปราศจาก สิ่งเจอื ปน มีเปอรเ์ ซน็ ต์ความงอก
สงู (ไม่ต่ากวา่ 80 เปอร์เซน็ ต)์ ปราศจากการ
ทาลายของโรคและ แมลง
- การแชแ่ ละหมุ้ เมลด็ พันธ์ุ นาเมลด็ ขา้ วท่ีได้
เตรียมไว้บรรจุใน ภาชนะเช่นตะกร้าไม้ไผส่ าน
กระสอบป่านหรอื ถุงผ้า ไปแช่ในนา้ สะอาด นาน
ประมาณ 12-24 ชั่วโมง จากน้นั นาเมลด็ พันธข์ุ ้ึนมาวางบนพื้นที่น้าไมข่ ัง และมีการถา่ ยเทอากาศดี นากระสอบป่านชุบนา้
จนชุ่มมาหุ้มเมลด็ พันธุ์โดยรอบ รดน้าทกุ เชา้ และเยน็ เพ่ือรักษาความชมุ่ ช้นื หมุ้ เมล็ดพนั ธไ์ุ ว้นานประมาณ 30-48 ชั่วโมง
เมล็ดข้าวจะงอกขนาด “ต่มุ ตา” (มียอดและรากเล็กน้อยโดยรากจะยาวกว่ายอด) พร้อมทีจ่ ะนาไปหวา่ นได้
เมลด็ ข้าวหลังจากแช่และหุ้มแลว้ พร้อมทจ่ี ะนาไปหว่าน
ในการหมุ้ เมล็ดพนั ธน์ุ นั้ ควรวางเมลด็ พนั ธไ์ุ วใ้ นที่รม่ ไม่ถูกแสงแดดโดยตรง และขนาดของกองเมล็ดพนั ธุ์ต้องไม่โตมาก
เกนิ ไป หรอื บรรจุถงุ ขนาดใหญเ่ กนิ ไป เพอื่ ไม่ใหเ้ กิดความร้อนสูงในกองหรือถุงข้าว เพราะถ้าอุณหภมู สิ ูงเกนิ ไปเมล็ดพันธุ์
ข้าวจะตาย ถา้ อณุ หภูมิพอเหมาะข้าวจะงอกเร็ว และสม่าเสมอกนั ตลอดทง้ั กอง
- การตกกลา้ การตกกล้ามหี ลายวธิ กี าร ขึน้ อยกู่ ับสภาพแวดล้อมและวัตถุประสงค์ เชน่ การตกกลา้ บนดินเปยี ก (ทาเทอื ก)
การตกกล้าบนดนิ แหง้ และการตกกลา้ ใช้กับเครื่องปักดาข้าว
การตกกล้าในสภาพเปยี ก หรอื การตกกล้าเทือก เปน็ วิธที ช่ี าวนาคนุ้ เคยกันดี การตกกลา้ แบบน้จี ะต้องมีน้าหล่อเลย้ี งอยู่
เสมอ การดูแลรักษาไม่ยุง่ ยากและความสูญเสยี จากการทาลายของศตั รูข้าวมีน้อย มขี นั้ ตอนการปฏิบัติดังนี้
- การเตรยี มดิน ปฏิบตั เิ ชน่ เดียวกับแปลงปกั ดา แตเ่ พ่ิมความพถิ ีพถิ นั มากข้ัน ในการเก็บกาจัดวชั พชื และปรบั ระดบั เทือก
ให้ราบเรยี บสม่าเสมอ
28
- การเพาะเมล็ดพันธ์ุ ปฏบิ ตั ิตามข้ันตอนของการเตรยี มเมล็ดพนั ธุ์ การแช่และหุ้มเมล็ดพันธุ์ โดยใชอ้ ัตราเมล็ดพันธุ์ 50-60
กรมั ตอ่ ตารางเมตร หรือประมาณ 80-90 กิโลกรมั ต่อไร่ จะได้กลา้ สาหรบั ปักดาได้ประมาณ 15-20 ไร่
- การหว่านเมลด็ พนั ธุ์ ปล่อยน้าแปลงกลา้ ใหแ้ ห้ง ทาเทือกให้ราบเรยี บสมา่ เสมอ นาเมล็ดพันธทุ์ ่ีเพาะงอกดแี ล้วมาหวา่ นให้
กระจายสมา่ เสมอตลอดแปลง ควรหวา่ นเมลด็ พันธต์ุ อนบา่ ยหรอื ตอนเย็น เพ่ือหลีกเล่ียงแสงแดดตอนเทย่ี งซึง่ มคี วาม
รอ้ นแรงมาก อาจทาใหเ้ มลด็ ขา้ วตายได้
- การใหน้ า้ ถ้าตกกลา้ ไมม่ ากนัก หลังจากหว่านเมล็ดพนั ธแ์ุ ลว้ หนง่ึ วัน สาดน้ารดใหก้ ระจายท่ัวแปลง ประมาณ 3-5 วัน
กลา้ จะสงู พอที่ไขน้าเข้าทว่ มแปลงได้ แตถ่ า้ ตกกล้ามาก ไมส่ ามารถที่จะสาดนา้ รดได้ ให้ปลอ่ ยน้าหลอ่ เลี้ยงระหว่างแปลง
ยอ่ ย ประมาณ 3-5 วัน เมอ่ื ตน้ กล้าสงู จึงไขน้าเขา้ ท่วมแปลง และค่อยเพิ่มระดบั ขึน้ เร่อื ยๆ ตามความสงู ของต้นกลา้ จนนา้
ท่วมผวิ ดนิ ตลอด ให้หล่อเล้ียงไวใ้ นระดับลกึ ประมาณ 5-10 เซนตเิ มตร จนกวา่ จะถอนกล้าไปปักดา
- การใสป่ ยุ๋ เคมี ถ้าดนิ แปลงกล้ามคี วามอุดมสมบรู ณ์สงู กล้างามดีก็ไมจ่ าเป็นตอ้ งใสป่ ๋ยุ เพราะจะงามเกนิ ไป ใบจะยาว ตน้
ออ่ น ทาให้ถอนแลว้ ต้นขาดง่ายและตง้ั ตวั ได้ช้าเมื่อนาไปปักดา แต่ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ตา่ ให้ใส่ปุ๋ยเคมแี อมโมเนียม
ฟอสเฟต (16-20-0) อัตราประมาณ 25-40 กิโลกรมั ตอ่ ไร่ โดยใส่หลงั หว่านเมล็ดพนั ธ์ุแลว้ ประมาณ 7 วนั หรอื เม่อื สามารถ
ไขนา้ เขา้ ทว่ มแปลงได้แล้ว (ดูรายละเอียดในเร่ืองการใสป่ ยุ๋ แปลงกลา้ )
- การดูแลรักษา ใช้สารป้องกันกาจดั โรคแมลงศัตรูข้าวตามความจาเปน็
แปลงกลา้ ในสภาพเปียก
การตกกล้าในสภาพดนิ แห้ง การตกกลา้ โดยวิธีนี้ ควรกระทาเม่ือฝนไม่ตกตามปกติ และไมม่ นี า้ เพียงพอท่ีจะทาเทือกเพอ่ื
ตกกลา้ ได้ แตม่ ีน้าพอท่จี ะใช้รดแปลงกลา้ ได้ มีวิธกี ารปฏิบตั ิดังน้ี
- การเตรยี มดิน เลือกแปลงที่ดอนน้าไม่ท่วม มีการระบายน้าดี อยู่ใกลแ้ หล่งน้าที่จะนามารดแปลง ทาการไถดะตากดินให้
แห้ง แล้วไถแปร คราดดินใหแ้ ตกละเอียด เกบ็ วชั พืชออก ปรบั ระดับดนิ ใหร้ าบเรยี บ
- การตกกลา้ ทาได้ 4 แบบคือ
1. การหวา่ นขา้ วแหง้ หว่านเมล็ดพันธล์ุ งในแปลงโดยตรง โดยไม่ต้องเพาะเมลด็ ให้งอกก่อน ใช้อัตราเมล็ดพันธเ์ุ ชน่ เดียวกับ
การตกกล้าเทือก คือประมาณ 80-90 กโิ ลกรัมต่อไร่ แล้วคราดกลบเมลด็ พนั ธ์ใุ ห้จมดินพอประมาณ อยา่ ใหจ้ มมาก เพราะ
จะทาใหเ้ มลด็ งอกชา้ และโคนกลา้ อยู่ลึกทาใหถ้ อนยาก
29
2. การหวา่ นขา้ วงอก เพาะเมลด็ ใหง้ อกขนาดตุ่มตา (วิธกี ารเพาะเชน่ เดยี วกับการตกกล้าเทือก) อตั ราเมลด็ พันธุ์
เชน่ เดียวกบั การหว่านขา้ วแห้ง ควรหว่านตอนบา่ ยหรอื เย็น หวา่ นแล้วคราดกลบและรดน้าให้ชุ่มทนั ทีหลงั การหวา่ น
3. การตกกลา้ แบบกระทงุ้ หยอดขา้ วแห้ง หรือวธิ ีการซิมกลา้ เป็นวธิ กี ารทเ่ี หมาะสมกบั สภาพนาดอนอาศัยน้าฝน โดยการ
ไถพรวนดนิ ใหด้ ินรว่ น เพอ่ื กาจัดวัชพืชและสะดวกต่อการงอกของเมลด็ จากนน้ั ใชไ้ มก้ ระทงุ้ หยอดเมล็ดลงหลุม แล้วใช้
ดินหรือข้เี ถ้าแกลบกลบเมลด็ เพอื่ ป้องกนั สัตว์เลยี้ งหรือแมลง มาคยุ้ เขย่ี หลงั จากนนั้ จงึ ถอนกลา้ จากแปลงกลา้ น้ีไปปักดา
ในแปลงปักดา ซ่ึงคิดเป็นอตั ราเมลด็ พันธุท์ ี่ใชใ้ นการปักดาต่อพื้นท่ี 1 ไร่ ต้องใช้เมลด็ พนั ธ์ุประมาณ 12-15 กโิ ลกรมั ต่อไร่
4. การตกกล้าสาหรบั ใช้กบั เครอ่ื งปกั ดา
การตกกล้าใช้กบั เครอื่ งปักดาขา้ ว เนอ่ื งจากเครื่องปกั ดาข้าวมีหลากหลายยห่ี ้อ และมีกรรมวธิ ีรายละเอียดแตกต่างกัน
การตกกล้าเพื่อใช้กบั เครอื่ งเหลา่ นี้ สว่ นใหญ่จะมคี าแนะนามาพร้อมเครื่อง
1.3 การปกั ดา
การปักดาควรทาเปน็ แถวเป็นแนวซงึ่ จะทาให้ง่ายต่อการกาจัดวัชพชื การใสป่ ๋ยุ การพน่ ยากาจัดโรคแมลง และยังทาให้
ข้าวแต่ละกอมโี อกาสไดร้ ับอาหารและแสงแดดอย่างสมา่ เสมอกัน สาหรับระยะปักดานน้ั ขึน้ กบั ชนดิ และพันธุ์ขา้ ว ดังน้ี
- พนั ธุ์ข้าวไมไ่ วต่อชว่ งแสงหรือข้าวนาปรงั เช่นพันธ์ุ สพุ รรณบุรี1 ชัยนาท1 พษิ ณโุ ลก2 สันป่าตอง 1 ควรใชร้ ะยะปักดา
ระหว่างแถวและระหวา่ งกอ 20×20 เซนตเิ มตร หรือ 20×25 เซนตเิ มตร
- พันธขุ์ ้าวไวตอ่ ชว่ งแสงหรือข้าวนาปี เชน่ เหลืองประทิว123 ขาวดอกมะลิ105 กข15 กข6 ปทุมธานี60 ควรใช้ระยะปัก
ดา 25×25 เซนติเมตร
- ปกั ดาจับละ 3-5 ตน้ ปักดาลึกประมาณ 3-5 เซนตเิ มตร จะทาให้ข้าวแตกกอใหมไ่ ด้เต็มที่ การปักดาลกึ จะทาให้ขา้ ว
ต้ังตวั ไดช้ ้าและแตกกอได้น้อยไมค่ วรตดั ใบกลา้ เพราะการตัดใบกล้าจะทาใหเ้ กดิ แผลทใี่ บ จะทาใหโ้ รคเข้าทาลายได้ง่าย
ควรตดั ใบกรณีท่ีจาเปน็ จรงิ ๆ เชน่ ใช้กลา้ อายมุ าก มใี บยาว ตน้ สูง หรือมีลมแรง เม่อื ปักดาแลว้ จะทาให้ต้นข้าวล้มอายุ
กล้าการใชก้ ล้าอายุทเ่ี หมาะสม จะทาให้ข้าวตัง้ ตัวเรว็ แตกกอไดม้ าก และใหผ้ ลผลติ สงู อายกุ ลา้ ที่เหมาะสมสาหรบั ปักดา
ข้นึ อย่กู ับชนดิ และพันธ์ขุ า้ วดังนี้
- พนั ธขุ์ ้าวไมไ่ วต่อช่วงแสงหรือข้าวนาปรัง เช่นพนั ธ์ุ สพุ รรณบุรี1 ชัยนาท1 พษิ ณโุ ลก2 ควรใช้กลา้ ที่มีอายปุ ระมาณ
20-25 วัน
30
- พนั ธข์ุ ้าวไวตอ่ ชว่ งแสงหรือข้าวนาปี เชน่ เหลอื งประทวิ 123 ขาวดอกมะลิ105 กข15 กข6 ปทมุ ธานี60 ควรใชก้ ลา้ ที่มี
อายปุ ระมาณ 25-30 วันระดับน้าในการปักดา ควรมีระดบั นา้ ในนาน้อยทส่ี ดุ เพยี งแค่คลุมผวิ ดิน เพ่ือป้องกันวัชพืชและ
ประคองต้นขา้ วไว้ไม่ให้ล้ม การควบคมุ ระดับนา้ หลังปักดาก็เปน็ สง่ิ จาเปน็ อย่างย่ิง เพราะระดับนา้ ลึกจะทาให้ตน้ ข้าวแตก
กอน้อย ซง่ึ จะทาใหผ้ ลผลติ ตา่ ควรควบคุมให้อยใู่ นระดับลึกประมาณ 1 ฝ่ามอื (10 เซนตเิ มตร)
31
ใบงาน บทที่ 3
เรอื่ งขั้นตอนการทานา
1. การทานาดามีขน้ั ตอนการเตรียมดินก่ีข้นั ตอน จงอธิบาย
............................................................................................................................. ................................................................
......................................................................................................................................... ....................................................
.............................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
.................................................................................................................................................... .........................................
......................................................................................... ....................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
2.ข้อควรระวังในการเตรียมดินมีอะไรบ้างจงอธบิ าย
............................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................................................................. ................
................................................................................................................... ..........................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
........................................................... ............................................................................................................................. .....
............................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
.............................................................................................................................. ...............................................................
3. การตกกล้าทาได้ก่ีแบบจงอธิบาย
............................................................................................................................. ................................................................
.............................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
......................................................................................................................................... ....................................................
.............................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
.................................................................................................................................................. ...........................................
.............................................................................................................................................................................................
32
บทที่ 4
การทาบัญชตี น้ ทนุ
การทาบัญชคี อื การทาบันทึกรายการซ้ือ - ขาย ทกุ อย่างในการดาเนนิ ธุรกิจทส่ี ามารถคิดเปน็ ตัวเงนิ ได้ ไวเ้ ปน็ หลกั ฐาน
โดยบนั ทึกรายการรบั ไวด้ า้ นซ้ายมอื รายการจา่ ยไวข้ วามือ เหตผุ ลทวี่ ่าทาไมต้องทาบญั ชีเงนิ สด ก็เพื่อควบคุมการรบั -
จา่ ยเงินของกิจการให้อยู่ในระบบ เพื่อรู้ยอดรายรบั -รายจ่าย และหากาไรเบ้ืองต้น โดยการทา บญั ชเี งินสดประจาเดือนทกุ
ๆ เดือน และเพื่อทราบผลความเจริญกา้ วหนา้ ของกจิ การโดยวิธกี ารทาบญั ชีเงินสด ง่าย ๆ ดงั น้ี
การจดั ทาบัญชี
ต้นปงี บประมาณ
1. จัดเตรยี มสมดุ บญั ชแี ยกประเภทเลม่ ใหม่ เพ่อื ใชบ้ ันทกึ บัญชปี ีปจั จุบัน
2. ยกยอดคงเหลือจากงบทดลองหลังปิดบัญชีปีก่อนมาตั้งยอดในสมุดบัญชแี ยกประเภทท่เี ก่ยี วข้อง
3. ตรวจทานตัวเลขท่ยี กยอดใหถ้ ูกต้องตรงกันระหวา่ งปีกอ่ นและปปี จั จุบนั
4. เตรียมบนั ทึกความเคล่อื นไหวทางบญั ชตี ามเอกสารใบสาคญั ท่ีพงึ ไดร้ บั ในแตล่ ะวนั
การจัดทาบญั ชีประจาวนั
บันทึกรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีตามเอกสารใบสาคัญท่ไี ดร้ ับในแตล่ ะวัน โดย
- บนั ทึกรายการรับรู้เจ้าหนี้ใบสาคัญคา้ งจ่าย ตามเอกสารใบสาคัญท่มี ีการขอเบกิ ในแตล่ ะวนั
- บันทกึ บัญชกี ารรบั เงินจากธนาคารตามใบแจง้ เครดติ ของกรมบัญชกี ลาง
- บันทกึ บัญชีด้วยเอกสารใบสาคัญด้านรบั เงินและจา่ ยเงินท่ีพึงไดร้ บั จากฝา่ ยการเงนิ ในแต่ละวัน
- ปดิ บญั ชีประจาวันในสมุดรายวนั ดา้ นรบั ด้านจา่ ย ด้านท่ัวไป และตอ้ งตรวจสอบยอดดุลเดบิต เครดติ ของแต่ละ
ดา้ นใหเ้ ท่ากัน - ผา่ นรายการเงินสดและเงินฝากธนาคารเข้าบัญชีแยกประเภททัว่ ไปทุกวัน
- ปิดบญั ชีแยกประเภทเงินสดและธนาคารทุกวนั
- ยืนยนั ยอดเงนิ สดคงเหลอื กับฝา่ ยการเงิน เพ่ือใหย้ อดเงินสดตามสมดุ บญั ชแี ยกประเภททัว่ ไปเทา่ กบั เงนิ สดคงเหลือ
ตามรายงานเงนิ สดคงเหลือประจาวันของฝา่ ยการเงิน
- สง่ เอกสารการลงบญั ชีด้านรบั ดา้ นจ่าย ให้คณะกรรมการตรวจสอบประจาวัน
- ใบสาคญั ที่ผา่ นการตรวจสอบแล้วสง่ ใหเ้ จ้าหนา้ ทจี่ ัดทาทะเบยี นคมุ บนั ทกึ รายการทเี่ กี่ยวข้อง
การจัดทาบัญชแี ละรายงานเมื่อสิ้นเดือน
1. เมื่อสิน้ เดอื นต้องปดิ ยอดเงินคงเหลือในสมุดบัญชีแยกประเภททัว่ ไปทุกบญั ชแี ละปิดยอดเงินคงเหลือ ในทะเบียนคมุ ทกุ
ทะเบียน
2. ตอ้ งตรวจสอบยอดเงินคงเหลอื ในบญั ชแี ยกประเภททั่วไป กับทะเบียนคมุ ทกุ ทะเบยี นทเี่ กยี่ วข้องใหถ้ ูกต้องตรงกัน
3. จัดทาและสง่ พมิ พร์ ายงานการเงินประจาเดอื นให้แก่
33
- งบทดลองประจาเดือน
- รายงานรายได้และค่าใชจ้ า่ ยประจาเดอื น
- รายงานรายไดแ้ ผ่นดนิ ประจาเดอื น
- รายงานลูกหนี้เงินยืมราชการประจาเดือน
- รายงานลูกหนีเ้ งนิ บารุงประจาเดอื น
- รายงานฐานะเงินทดรองราชการประจาเดือน
- รายงานการรบั – จ่ายเงนิ นอกประจาเดือน
- งบประมาณประเภทเงินฝาก (แบบ 102)
4. รวบรวมรายงานทไ่ี ด้รับจากฝา่ ยงบประมาณ ไดแ้ ก่
- รายงานฐานะเงินงบประมาณ
- รายงานฐานะเงนิ งบประมาณรายจา่ ยปีก่อน
5. แบบรายงานของฝา่ ยงบประมาณรวมกบั รายงานของฝา่ ยบญั ชี
6. จัดทาและพิมพ์หนังสือถึงอธิบดกี รมบัญชีกลาง ผ้วู ่าการตรวจเงนิ แผ่นดนิ เพื่อสง่ รายงานการเงนิ ประจา เดือน
7. เสนออธบิ ดีกรมอนามัยหรือผทู้ ่ไี ดร้ บั มอบหมายลงนามในหนังสือ
8. เจา้ หน้าที่สารบัญของฝา่ ยจดั ส่งรายงานการเงินให้ฝ่ายบรหิ ารฯ ของกองคลงั ดาเนนิ การสง่ ใหก้ รมบัญชีกลาง , คตง.
9. สาเนารายงานการเงินประจาเดอื นให้หน่วยตรวจสอบภายใน
10. เก็บรวบรวมสาเนารายงานการเงนิ
การจัดทาบญั ชีและรายงานเม่ือสิ้นปงี บประมาณ
1. จัดทาหนงั สอื ถึงหน่วยงานส่วนกลาง (กองต่างๆ) กาหนดเวลา 1 – 2 เดอื นในการจดั สง่ ข้อมูลเพื่อ ให้การรายงาน
การเงนิ ประจาปีทนั ตามทรี่ ะเบยี บกาหนด ข้อมลู ทตี่ ้องประกอบการจดั ทารายงานได้แก่
- วสั ดคุ งเหลือประจาปี
- สนิ ทรพั ยท์ ่ีมที ้ังสิ้น
- คา่ เส่ือมราคาสินทรัพย์
- คา่ เสื่อมราคมสะสมสนิ ทรัพย์
2. จัดทาหนังสือเร่งรัดให้หนว่ ยงานในภมู ิภาคสง่ รายงานการเงนิ ประจาปีพรอ้ มหมายเหตุประกอบงบการเงิน
3. ปรบั ปรุงรายการบัญชีของส่วนกลาง ได้แก่
- บญั ชรี ายไดแ้ ผน่ ดนิ – บญั ชีวสั ดุคงเหลอื
- บัญชสี ินทรพั ย์(อาคาร,ครุภณั ฑ์,โปรแกรมคอมพวิ เตอร์)
- บญั ชีคา่ ใชจ้ า่ ยคา้ งจา่ ย (ค่าสาธารณปู โภค,ลกู หน้ีเงินยมื ราชการ)
- บญั ชีเงนิ กนั ไว้จ่ายเหล่อื มปีงบประมาณ
- บัญชรี ายได้งบประมาณค้างรบั (เงินกนั ,ค่าสาธารณปู โภค,ใบสาคัญเบิกเงนิ )
34
4. จัดทางบทดลองหลังปรบั ปรุงบัญชี
5. ปดิ บัญชรี ายได้และคา่ ใช้จ่ายประจาปีเข้าบัญชีรายได้สูง(ต่า) กว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ
6. ปิดบญั ชรี ายไดส้ ูง(ตา่ )กวา่ ค่าใช้จ่ายสทุ ธิเข้าบญั ชีรายได้สูง(ต่า)กวา่ ค่าใช้จ่ายสะสม
7. จดั ทางบทดลองหลังปดิ บัญชี
8. จดั ทารายงานประจาปีของสว่ นกลาง
9. รวมรวมและวเิ คราะห์รายงานการเงนิ ประจาปขี องหนว่ ยงานภมู ภิ าค
10. จัดทารายงานการเงนิ ประจาปใี นภาพรวมของกรมอนามัยและสง่ พมิ พไ์ ด้แก่ - งบแสดงฐานะการเงิน ณ วันท่ี
30 กันยายน - งบแสดงผลการดาเนนิ งานทางการเงนิ สาหรับรอบระยะเวลาบญั ชีสน้ิ สุด วนั ท่ี 30 กนั ยายน -
หมายเหตุประกอบงบการเงิน – งบกระแสเงินสด
11. จัดทาและสง่ พิมพ์หนงั สือถึงอธิบดีกรมบญั ชีกลาง ผวู้ ่าการตรวจเงินแผน่ ดนิ เพื่อสง่ รายงานการเงินประจาปี
12. นาเสนออธิบดีกรมอนามัยลงนามในหนังสอื ตามลาดับขนั้
13. เจา้ หน้าทสี่ ารบญั ของฝา่ ยบญั ชีส่งรายงานการเงินประจาใหฝ้ ่ายบรหิ ารท่วั ไป กองคลังดาเนินการจดั ส่งให้
กรมบญั ชีกลาง คตง.
14. สาเนารายงานการเงินประจาปใี หห้ นว่ ยงานท่เี กี่ยวข้อง
15. เกบ็ รวบรวมสาเนารายงานการเงินประจาปี
35
ใบงาน บทท่ี 4
เรอ่ื งการทาบัญชีเงินสดเบอื้ งต้น
1. ใหน้ กั ศึกษาคน้ ควา้ การทาบัญชีรับ-จ่าย ประเภทต่างๆ แลว้ บันทึก
............................................................................................................................. ...................................................................
............................................................................................................................................................................................ ....
............................................................................................................................. ...................................................................
............................................................................................................................. .................................................................. .
............................................................................................................................. ...................................................................
2. ใหน้ กั ศกึ ษาอธิบายถึงการทาบญั ชีต้นทุนการผลติ ของการทานา
......................................................................................................... .................................................................................. ....
..................................................................... ...................................................................................................................... ...
......................................................................................................... .................................................................................. .....
............................................................................................................................. ...................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
...................................................................................................................................... .......................................................
........................................................................................................... ..................................................................................
3. ให้นกั ศึกษาอธิบายถงึ การทาบญั ชีรับ-จา่ ย ในครัวเรอื น
....................................................................................................................... ......................................................................…
……….......................................................................................................................... .............................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
............................................................................................................................................................................................ ....
............................................................................................................................. ...................................................................
............................................................................................................................. .................................................................. .
............................................................................................................................. .................................................................
4. ใบเสร็จคือใบแสดงถงึ อะไร อธิบาย
............................................................................................................................................................ ...................................
............................................................................................... .................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
............................................................................................................................. .......................................................... ........
5. ใบสงั่ ของคือใบอะไร อธบิ าย
................................................................................................................................ ................................................................
................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
.................................................................................... ................................................................................................ ............
36
บทที่ 5
การอนุรักษ์สง่ิ แวดลอ้ ม
การอนุรักษ์สง่ิ แวดล้อม หมายถึง การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่าง ฉลาด โดยใช้ใหน้ ้อย เพ่ือให้
เกิดประโยชนส์ งู สุด โดยคานงึ ถึงระยะเวลาในการใชใ้ หย้ าวนาน และก่อให้เกิดผลเสีย หายตอ่ สง่ิ แวดลอ้ มนอ้ ยทสี่ ุด รวมทั้ง
ตอ้ งมีการกระจายการใชท้ รัพยากรธรรมชาติอยา่ งทั่วถึง อย่างไรก็ตาม ใน สภาพปัจจบุ นั ทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดลอ้ มมีความเสื่อมโทรมมากขนึ้ ดังนน้ั การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิง่ แวดลอ้ มจึงมีความ หมายรวมไปถึง
การพฒั นาคุณภาพส่ิงแวดลอ้ มดว้ ย
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถกระทาได้หลายวิธที งั้ ทางตรงและทางอ้อม ดังนี้
1. การอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อมโดยทางตรง ซึ่งปฏิบัติไดใ้ นระดับบคุ คล องค์กร และ
ระดบั ประเทศ ท่ีสาคญั คือ
1) การใชอ้ ย่างประหยัด คอื การใช้เท่าท่ีมีความจาเป็น เพือ่ ให้มีทรัพยากรไวใ้ ชไ้ ด้นานและเกดิ ประโยชน์อย่าง
ค้มุ ค่ามากทสี่ ุด
2) การนากลบั มาใช้ซ้าอกี ส่ิงของบางอย่างเมื่อมกี ารใชแ้ ลว้ คร้ังหนึ่งสามารถทจี่ ะนามาใชซ้ ้าไดอ้ ีก เชน่ ถุงพลาสตกิ
กระดาษ เป็นตน้ หรอื สามารถทจี่ ะนามาใช้ได้ใหม่โดยผ่านกระบวนการต่างๆ เชน่ การนากระดาษที่ ใชแ้ ล้วไปผ่าน
กระบวนการต่างๆ เพ่ือทาเป็นกระดาษแข็ง เปน็ ต้น ซง่ึ เป็นการลดปริมาณการใช้ทรัพยากรและการ ทาลายส่ิงแวดลอ้ มได้
3) การบรู ณซ่อมแซม สง่ิ ของบางอย่างเม่ือใชเ้ ป็นเวลานานอาจเกิดการชารุดได้ เพราะฉะนน้ั ถา้ มีการ บรู ณะ
ซ่อมแซม ทาใหส้ ามารถยืดอายกุ ารใช้งานต่อไปได้อีก
4) การบาบัดและการฟ้ืนฟู เป็นวิธีการที่จะชว่ ยลดความเสอื่ มโทรมของทรัพยากรดว้ ยการบาบัดก่อน เช่น การ
บาบัดน้าเสียจากบา้ นเรือนหรือโรงงานอตุ สาหกรรม เปน็ ต้น ก่อนทจี่ ะปล่อยลงสู่แหลง่ น้าสาธารณะ สว่ น การฟ้นื ฟเู ป็น
การร้ือฟื้นธรรมชาติให้กลบั สู่สภาพเดิม เช่น การปลกู ปา่ ชายเลน เพื่อฟ้นื ฟูความ สมดุลของปา่ ชาย เลนให้กลับมาอุดม
สมบูรณเ์ ปน็ ตน้
5) การใชส้ งิ่ อื่นทดแทน เปน็ วธิ ีการทจี่ ะชว่ ยให้มกี ารใชท้ รพั ยากรธรรมชาติน้อยลงและไม่ทาลายสิ่ง แวดล้อม เช่น
การใช้ถงุ ผา้ แทนถงุ พลาสติก การใช้ใบตองแทนโฟม การใชพ้ ลงั งานแสงแดดแทนแรเ่ ชอื้ เพลงิ การ ใช้ปยุ๋ ชีวภาพแทน
ปยุ๋ เคมเี ป็นต้น
6) การเฝ้าระวังดแู ลและป้องกนั เปน็ วธิ กี ารท่ีจะไม่ใหท้ รัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ มถูกทาลาย เชน่ การเฝา้
ระวังการทิง้ ขยะ ส่งิ ปฏิกลู ลงแม่น้า คูคลอง การจัดทาแนวปอ้ งกนั ไฟปา่ เป็นต้น
2. การอนรุ กั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยทางอ้อม สามารถทาไดห้ ลายวิธดี งั น้ี
1) การพฒั นาคุณภาพประชาชน โดนสนับสนนุ การศกึ ษาด้านการอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อมที่
ถกู ต้องตามหลักวิชา ซึง่ สามารถทาได้ทกุ ระดบั อายุ ทัง้ ในระบบโรงเรยี นและสถาบันการศึกษาตา่ งๆ และนอกระบบ
โรงเรียนผ่านสอื่ สารมวลชนตา่ งๆ เพ่ือให้ประชาชนเกิดความตระหนักถึงความสาคญั และความ จาเป็นในการอนรุ กั ษเ์ กิด
ความรักความหวงแหน และใหค้ วามรว่ มมอื อย่างจริงจัง คู่มอื เรยี นสาระความรู้พืน้ ฐาน รายวชิ าการทานา ระดบั
มัธยมศึกษาตอนตน้
37
2) การใช้มาตรการทางสงั คมและกฎหมาย การจดั ตั้งกล่มุ ชมุ ชน ชมรม สมาคม เพือ่ การอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อมตา่ งๆ ตลอดจนการใหค้ วามร่วมมอื ทั้งทางด้านพลงั กาย พลงั ใจ พลังความคิด ด้วย
จิตสานกึ ในความมคี ุณค่ของสิ่งแวดลอ้ มและทรัพยากรที่มตี ่อตัวเรา เชน่ กล่มุ ชมรมอนรุ ักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดลอ้ มของนักเรียน นกั ศึกษา ในโรงเรียนและสถาบนั การศกึ ษาตา่ งๆ มลู นิธคิ ุ้มครอง สตั ว์ป่าและพรรณพืชแห่ง
ประเทศไทย มลู นธิ สิ บื นาคะเสถียรมลู นธิ ิโลกสเี ขียว เปน็ ตน้
3) ส่งเสรมิ ให้ประชาชนในทอ้ งถนิ่ ได้มีสว่ นรว่ มในการอนุรักษ์ ช่วยกนั ดูแลรักษาให้คงสภาพเดมิ ไม่ ให้เกดิ ความ
เสอ่ื มโทรม เพื่อประโยชน์ในการดารงชีวติ ในทอ้ งถนิ่ ของตน การประสานงานเพื่อสรา้ งความรู้ความ เข้าใจ และความ
ตระหนกั ระหวา่ งหนว่ ยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถนิ่ กบั ประชาชน ให้มีบทบาทหนา้ ที่ ในการปกป้อง คุ้มครอง
ฟื้นฟูการใชท้ รัพยากรอยา่ งคุ้มคา่ และเกดิ ประโยชน์สูงสุด
4) ส่งเสรมิ การศกึ ษาวิจยั คน้ หาวธิ กี ารและพัฒนาเทคโนโลยมี าใช้ในการจดั การกับทรัพยากร ธรรมชาตแิ ละ
สิง่ แวดล้อมให้เกดิ ประโยชน์สงู สุด เชน่ การใช้ความร้ทู างเทคโนโลยสี ารสนเทศมาจดั การวางแผน พฒั นา การพัฒนา
อปุ กรณ์เคร่อื งมือเครื่องใช้ให้มกี ารประหยัดพลงั งานมากขึ้น การค้นควา้ วจิ ัยวิธกี ารจดั การ การ ปรับปรงุ พฒั นา
สิ่งแวดลอ้ มใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพและยงั่ ยืน เปน็ ตน้
5) การกาหนดนโยบายและวางแนวทางของรฐั บาล ในการอนรุ ักษ์และพฒั นาสิง่ แวดล้อมท้ังในระยะ สันและระยะ
ยาว เพ่ือเป็นหลกั การให้หน่วยงานและเจ้าหน้าทข่ี องรฐั ทเี่ กย่ี วขอ้ งยดึ ถอื และนาไปปฏบิ ัตริ วมท้ังการ เผยแพรข่ า่ วสารด้าน
การอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อม ทัง้ ทางตรงและทางอ้อม
ความหมายของทรัพยากรธรรมชาติ
ทรัพยากรธรรมชาต(ิ Natural resources) หมายถงึ สง่ิ ทปี่ รากฏอยู่ตามธรรมชาติหรือส่ิงทขี่ ึ้นเอง อานวย ประโยชน์
แกม่ นษุ ย์และธรรมชาติด้วยกันเอง (ทวที องสว่าง และทศั นียท์ องสว่าง,2523:4) ถ้าส่ิงน้ันยงั ไมใ่ หป้ ระ โยชน์ตอ่ มนุษยก์ ็ไม่
ถือวา่ เป็นทรัพยากรธรรมชาติ(เกษม จันทรแ์ ก้ว,2525:4) ความหมายของทรัพยากรธรรมชาติมกั จะมองในแง่ที่วา่ เป็นส่ิง
อานวยประโยชนแ์ กม่ นุษย์ทงั้ ทางตรงและ ทางออ้ ม หากไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรเลยกค็ งไมใ่ ชท่ รัพยากรธรรมชาตดิ ังน้ันจึงมี
การจัดประเภททรัพยากร ธรรมชาติไว้หลายประเภทด้วยกัน เชน่ ดิน นา้ ป่าไม้สตั ว์ปา่ แรธ่ าตฯุ ลฯ ซ่ึงเป็นทรัพยากรท่ีเปน็
แหลง่ พลงั งานสาคญั ประเภทของทรพั ยากรธรรมชาติ การแบง่ ประเภทของทรัพยากรธรรมชาตมิ ีการแบ่งกนั หลาย
ลกั ษณะ แต่ในทีน้ี แบ่งโดยใช้เกณฑ์ของ การนามาใช้แบง่ ออกเป็น 4 ประเภท ดังน้ี
1. ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ี่ใชแ้ ลว้ ไม่หมดส้ิน (Inexhaustible natural resources) เปน็ ทรพั ยากรธรรมชาติ ท่ี
เกิดข้นึ ก่อนทีจ่ ะมีมนษุ ยเ์ มอื่ มีมนษุ ย์เกดิ ขึน้ มาสงิ่ เหล่าน้ีก็มีความจาเป็นตอ่ การดารงชีวิตของมนุษยจ์ าแนกเปน็ 2 ประเภท
ได้แก่
1.1 ประเภททค่ี งสภาพเดมิ ไม่เปลีย่ นแปลง (Immutuable) ไดแ้ ก่ พลงั งานจากดวงอาทติ ยล์ ม อากาศ ฝุ่น แม้
กาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดกต็ ามสิ่งเหล่านี้ก็ยงั คงมีไมเ่ ปลี่ยนแปลง
1.2 ประเภทท่มี ีการเปลี่ยนแปลง (Mutuable) การเปลีย่ นแปลงที่เกดิ ข้ึนเน่อื งมาจากการใช้ประโยชน์ อย่างผดิ
วิธเี ชน่ การใชท้ ด่ี นิ การใชน้ าโดยวิธกี ารทไ่ี ม่ถูกต้อง ทาใหเ้ กิดการเปลีย่ นแปลงท้ังทางดา้ นกายภาพ และ ด้านคณุ ภาพ
คมู่ ือเรยี นสาระความรู้พ้นื ฐาน รายวชิ าการทานา ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้
38
2. ทรพั ยากรธรรมชาติท่ใี ช้แล้วทดแทนได้ (renewable natural resources) เป็นทรพั ยากรธรรมชาตทิ ่ีใช้ไป
แล้วสามารถเกดิ ข้นึ ทดแทนได้ ซง่ึ อาจจะเร็วหรือชา้ ขน้ึ อยู่กันชนดิ ของทรัพยากรธรรมชาตปิ ระเภทน้นั ทรัพยากรธรรมชาติ
ท่ีใชแ้ ล้วทดแทนได้เช่น พืช ปา่ ไม้สตั ว์ป่า มนษุ ย์ความสมบรู ณข์ องดนิ คุณภาพของนา้ และ ทศั นียภาพท่ีสวยงาม เป็นต้น
3. ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ส่ี ามารถนามาใชใ้ หมไ่ ด้ (Recycleable natural resources) เป็นทรัพยากร ธรรมชาติ
จาพวกแรธ่ าตุทีน่ ามาใชแ้ ล้วสามารถนาไปแปรรูปให้กลับไปส่สู ภาพเดมิ ได้แล้วนากลับมาใช้ใหม่อกี (อูแ่ ก้ว ประกอบไวยกจิ
เวอร์,2525:208) เช่น แรโ่ ลหะ แรอ่ โลหะ ไดแ้ ก่ เหล็ก ทองแดง อะลูมิเนียม แกว้ ฯลฯ
4. ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ีใ่ ช้แลว้ หมดส้ินไป (Exhausting natural resources) เป็นทรพั ยากรธรรมชาติท่ี
นามาใชแ้ ล้วจะหมดไปจากโลกนี้ หรอื สามารถเกิดข้ึนทดแทนได้แต่ต้องใช้เวลายาวนานมาก ทรัพยากรธรรมชาติ ประเภท
นไ้ี ด้แก่ น้ามนั ปิโตรเลียม กา๊ ซธรรมชาตแิ ละถ่านหิน เปน็ ต้น
ความสาคญั และผลกระทบของทรพั ยากรธรรมชาติ
ทรพั ยากรธรรมชาติมีความสาคัญต่อมนุษยม์ ากมายหลายด้านดงั น้ี
1. การดารงชวี ิต ทรัพยากรธรรมชาตเิ ปน็ ตน้ กาเนิดของปจั จัย 4 ในการดารงชีวิตของมนุษย์พบว่า มนุษย์ จะต้อง
พึ่งพาทรพั ยากรธรรมชาติเพื่อสนองความต้องการทางด้านปัจจยั สี่ คือ อาหาร เคร่ืองน่งุ ห่ม ท่ีอยู่อาศัย และ ยารกั ษาโรค
- อาหารท่ีมนษุ ยบ์ รโิ ภคแรกเร่ิมส่วนหนง่ึ ไดจ้ ากทรัพยากรธรรมชาตเิ ชน่ เผือก มัน ปลาน้าจืดและปลา น้าเค็ม
เปน็ ต้น
- เครื่องนงุ่ ห่ม แรกเรม่ิ มนุษยป์ ระดษิ ฐเ์ ครื่องนงุ่ ห่มจากทรัพยากรธรรมชาตเิ ช่น จากฝา้ ย ปา่ น ลินนิ ขนสัตวฯ์ ลฯ
ท่มี อี ย่ตู ามธรรมชาติตอ่ มาเมื่อจานวนประชากรเพิ่มขึน้ ความตอ้ งการเคร่ืองนุ่งห่มกเ็ พ่มิ ขนึ้ ดว้ ย จงึ จาเปน็ ต้องปลูกหรือ
เลี้ยงสตั วเ์ พื่อการทาเครื่องนงุ่ ห่มเอง และในทีส่ ุดกท็ าเปน็ อุตสาหกรรม
- ที่อยู่อาศัย การสรา้ งทีอ่ ยู่อาศัยของชนเผ่าตา่ ง ๆ จะพยายามหาทรัพยากรธรรมชาตทิ ม่ี ีอยู่ในท้องถิ่น มาเปน็
องค์ประกอบหลกั ในการก่อสร้างท่ีอยู่อาศัยขน้ึ มา ตวั อย่างเชน่ ในเขตทะเลทรายท่ีแห้งแล้ง บา้ นท่ีสร้างขน้ึ ในเขตภูเขาจะ
ทาด้วยดินเหนยี ว แตถ่ า้ เป็นบริเวณทีแ่ ห้งแล้ง และไร้พชื พรรณธรรมชาติบ้านที่สร้างขนึ้ อาจจะเจาะ เปน็ อุโมงค์เขา้ ไปตาม
หน้าผา บ้านคนไทยในชนบทสร้างดว้ ยไม้ไม้ไผ่ หลงั คามุงด้วยจากหรือหญา้ เปน็ ตน้
- ยารกั ษาโรค ต้งั แตส่ มยั โบราณมนษุ ยร์ ูจ้ ักนาพชื สมุนไพรมาใช้ในการรกั ษาโรค เช่น คนไทยใช้ฟ้า ทะลายโจร
รกั ษาโรคหวัด หอบ หืด หัวไพล ขม้ิน นา้ ผ้ึงใชบ้ ารุงผวิ
2. การต้ังถน่ิ ฐานและการประกอบอาชพี ทรัพยากรธรรมชาติเป็นปจั จัยพน้ื ฐานในการตัง้ ถิน่ ฐานและ ประกอบ
อาชพี ของมนษุ ยเ์ ชน่ แถบลมุ่ แม่นา้ หรอื ชายฝัง่ ทะเลที่อุดมสมบรู ณด์ ้วยพืชและสัตว์จะมีประชาชนเข้าไป ต้ังถ่นิ ฐานและ
ประกอบอาชีพทางการเกษตรกรรมประมง เปน็ ต้น
3. การพฒั นาทางเศรษฐกิจ จาเปน็ ต้องใชท้ รัพยากรธรรมชาติ
4. ความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยีการประดษิ ฐ์เคร่ืองมอื เครื่องใช้ เครื่องจกั ร เครอื่ งผ่อนแรง ต้องอาศัย
ทรัพยากรธรรมชาติ
5. การรักษาสมดุลธรรมชาติ ทรพั ยากรธรรมชาติเป็นปัจจัยในการรักษาสมดลุ ธรรมชาติ
39
สาเหตทุ ีม่ นุษย์ลาลายสิง่ แวดลอ้ มมหี ลายสาเหตุดังน้ี
1. การเพ่มิ ของประชากร การเพม่ิ ของประชากรโลก เปน็ ไปอย่างรวดเรว็ เนอ่ื งจากความเจริญ ทางดา้ น
การแพทย์ ช่วยลดอตั ราการตาย โดยการเพ่ิมประชากรนี้ก่อใหเ้ กดิ การบริโภคทรัพยากรมากขน้ึ มีของเสยี มากข้ึน
2. พฤติกรรมการบรโิ ภค อันเนื่องมาจาก ต้องการใหค้ ุณภาพชวี ติ ดีขนึ้ มคี วามสุขสบาย มากข้นึ มี
การนา ใช้ ทรัพยากรธรรมชาติอยา่ งส้ินเปลือง มขี ยะและของเสียมากขึ้น สง่ ผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมและตวั มนษุ ย์เอง
3. ความโลภของมนุษย์ โดยนาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อมมาใช้ เพ่อื ให้ตนเองมีความรา่ รวย มี ความ
สะดวกสบาย มีความเห็นแก่ตัว ขาดสตยิ ง้ั คดิ ถงึ สิง่ แวดลอ้ ม อันจะเปน็ ผลสง่ ใหเ้ กดิ ปญั หา ส่งิ แวดล้อม ทมี่ ากระทบ
ต่อมนษุ ย์เองในท่สี ุด
4. ความไมร่ ู้ สง่ิ ที่ทาใหม้ นษุ ยข์ าดการรู้เท่าทนั บนรากฐานแห่งความจริง อยา่ งลึกซึง้ ใน ส่งิ แวดลอ้ ม และ
ธรรมชาติส่งผลใหม้ นุษย์ขาดสตใิ นการใช้ทรัพยากรธรรมชาตมิ ีพฤตกิ รรมการบรโิ ภค อนั เป็นการทาลายสงิ่ แวดลอ้ ม โดย
ขาดการคาดการณผ์ ลทีจ่ ะเกดิ ตามมา จะสง่ ผลให้เกดิ ปญั หาสง่ิ แวดลอ้ ม และนาไปสคู่ วามเสียหาย ทัง้ ตนเองและ
ธรรมชาติ
แนวทางการอนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ
การเพ่ิมประชากรอย่างรวดเรว็ (Exponential) ทาให้มกี ารนาทรัพยากรธรรมชาตมิ าใชส้ นองความต้องการ
ในการ ดารงชีวิตมากย่งิ ขนึ้ ทัง้ ทางดา้ นปรมิ าณและคุณภาพ ซึ่งบางคร้งั เกินความจาเป็น จนทาใหร้ ะบบนเิ วศต่าง ๆ
เสียสมดุล ทรัพยากรธรรมชาตบิ างอย่างเสือ่ มโทรม ร่อยหรอหรือเกิดการ เปลยี่ นแปลงจนไมส่ ามารถเอ้ือประโยชน์ ได้
เช่นเดิม จงึ มคี วามจาเปน็ อย่างยิ่งทีจ่ ะต้องหาวธิ กี าร หรอื มาตรการในการ ใชท้ รัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม และ
มเี หตุผลเพียงพอ ทั้งน้รี วมไปถึงการควบคมุ ขนาดประชากรโลกใหม้ ีความ เหมาะสมกับทรพั ยากรของโลก ขณะเดียวกัน
กต็ ้องอนรุ กั ษส์ ่งิ แวดล้อมควบคไู่ ปด้วย ในการอนุรกั ษท์ รัพยากรธรรมชาติ ตามหวั ขอ้ ที่ 3.1.3 น้นั ควร เน้น
ทรพั ยากรธรรมชาตปิ ระเภทท่ี 1 และ2 โดยมมี าตรการท่ที าใหส้ ามารถใช้ประโยชนไ์ ด้ ตลอดไปท้ังด้านปริมาณ และ
คุณภาพ ส่วนทรพั ยากรธรรมชาติประเภทที่ 3 และ 4 ควรใชก้ นั อย่างประหยดั และ เหมาะสมทรัพยากร ธรรมชาติท่ี
ใชแ้ ล้วหมดสน้ิ ไปควรใชอ้ ยา่ งประหยัดทีส่ ุด
แนวทางการพฒั นาทรัพยากรมนุษยเ์ พอ่ื สิ่งแวดล้อมควรมดี ังนี้
1. การใหก้ ารศึกษาเกีย่ วกบั ส่งิ แวดล้อม โดยเนน้ ใหผ้ เู้ รียน ไดร้ ู้จกั ธรรมชาตทิ อ่ี ยู่รอบตวั มนุษย์
อย่าง แทจ้ รงิ โดยให้มีการศึกษาถึง นเิ วศวทิ ยา และความสัมพันธ์ระหวา่ งมนุษย์และส่งิ แวดลอ้ ม เพ่ือให้มีความรู้จริง
ในการดารงชวี ติ ใหผ้ สมกลมกลืน กบั ธรรมชาตทิ อ่ี ยู่โดยรอบ ไดม้ งุ่ สอน โดยยึดหลักศาสนา โดยสอนใหค้ นมี ชีวิต ความ
เปน็ อยู่อยา่ งเรยี บง่าย ไมท่ าลายชีวิตอ่นื ๆ ทอ่ี ยูใ่ นธรรมชาตดิ ้วยกัน พิจารณาถึง ความเป็นไปตาม ธรรมชาตทิ เี่ ปน็ อยู่
ยอมรบั ความเป็นจรงิ ของธรรมชาตแิ ละยอมรบั ความจริงน้ัน โดยไม่ฝืนธรรมชาติใช้ ประโยชน์จากธรรมชาตอิ ยา่ ง
ส้นิ เปลืองนอ้ ยท่สี ดุ ทาใหเ้ กิดทรพั ยากรมนุษย์ ที่มคี ุณภาพเป็นทตี่ อ้ งการ ของสงั คม และประเทศชาติในการพัฒนา
40
2. การสรา้ งจิตสานึกแห่งการอนรุ ักษ์ส่งิ แวดล้อม เปน็ การทาให้บุคคล เหน็ คุณค่าและตระหนัก ในสง่ิ แวดลอ้ ม
และธรรมชาตริ วมทงั้ ผลกระทบ จากการทากจิ กรรม ท่สี ่งผลต่อสิง่ แวดล้อม สร้างความรู้สึก รบั ผดิ ชอบ ต่อปัญหาท่ีเกิดขึน้
ระหว่างสิง่ แวดล้อม และการพฒั นา การสร้างจิตสานึก โดยการใหก้ ารศึกษา เก่ียวกบั สง่ิ แวดลอ้ ม จะเป็นพนื้ ฐานในการ
พัฒนาจติ ใจ ของบุคคล และยังมีผลต่อ พฤติกรรม ของบุคคล ให้มกี าร เปลี่ยนแปลง การดาเนินชีวิต ได้อยา่ งเหมาะสม
สอดคลอ้ งกลมกลนื กบั ธรรมชาติ คู่มอื เรียนสาระความรู้พื้นฐาน รายวิชาการทานา ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน้
3. การสง่ เสรมิ ให้มีการปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมโดยให้เออ้ื ตอ่ ส่งิ แวดล้อม ดารงชวี ติ โดยสอดคล้องกับ ธรรมชาตซิ ่ึง
การปรับเปลีย่ น พฤตกิ รรม ที่เออื้ ต่อสง่ิ แวดล้อมนี้จะเปน็ สิ่งทเ่ี กดิ ตามมา จากการให้การศึกษา และการสรา้ งจติ สานึก ทา
ใหม้ กี ารดารงชีวิต โดยไมเ่ บยี ดเบียนธรรมชาติ
ความหมายและความสาคัญของการอนรุ ักษท์ รพั ยากรธรรมชาติ
การอนรุ กั ษ์ทรัพยากรธรรมชาต(ิ Natural resources conservation) หมายถึงการใชท้ รพั ยากรธรรมชาตดิ ้วย
วธิ กี ารฉลาดเหมาะสม โดยใช้อย่างประหยดั ใหเ้ กิดประโยชน์และเกดิ คณุ ค่ามากทีส่ ุด รวมท้งั การปรบั ปรงุ ของเสีย ใหน้ า
กลบั มาใช้ใหม่ เพือ่ ใหเ้ กดิ การสญู เสียนอ้ ยที่สุด(ทวที องสว่าง และทัศนีย์ทองสวา่ ง,2523:1)การอนุรักษ์ ทรพั ยากรธรรมชาติ
หมายถงึ การรูจ้ ักใชท้ รัพยากรธรรมชาตอิ ยา่ งชาญฉลาดให้เปน็ ประโยชนต์ อ่ มหาชนมากทส่ี ุด และใชเ้ ป็นเวลานานท่ีสุด
ทั้งนีต้ อ้ งใหส้ ญู เสยี ทรัพยากรธรรมชาติโดยเปลา่ ประโยชน์นอ้ ยท่สี ดุ และจะต้องกระจาย การใช้ประโยชน์โดยท่ัวถงึ กันดว้ ย
(สรุ ภีโรจน์อารยานนท์,2526:9)
จากความหมายดังกลา่ วของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาตจิ ะมลี ักษณะของการจัดการใชท้ รัพยากร ธรรมชาติ
แต่ละประเภทอย่างฉลาด ทรัพยากรธรรมชาตชิ นิดใดหาอยาก หรือลดจานวนน้อยลง ถ้านามาใช้ ประโยชน์อาจทาให้
เกิดผลเสียหายไดใ้ นสภาพน้จี ะต้องนาหลักของการสงวนมาใช้และในการใช้อย่างประหยัด และพยายามเพิ่มปรมิ าณให้
เพียงพอกอ่ นที่จะนาไปใชใ้ นอนาคตสิง่ ทีส่ าคัญ คือ ควรหาวธิ ีการที่จะทาให้มี ทรัพยากรธรรมชาตไิ ว้ใช้ตลอดไป
หลักการอนุรกั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ
ในการอนรุ กั ษ์และจัดการทรพั ยากรธรรมชาตใิ ห้เหมาะสมและได้รบั ประโยชน์สงู สุด ควรคานงึ ถงึ หลกั ต่อ ไปนี้
1. การอนรุ ักษ์และการจดั การทรพั ยากรธรรมชาตติ อ้ งคานึงถึงทรัพยากรธรรมชาตอิ ่ืนควบคู่กนั ไป เพราะ
ทรพั ยากรธรรมชาตติ ่างก็มคี วามเกย่ี วข้องสมั พันธแ์ ละส่งผลต่อกนั อยา่ งแยกไม่ได้
2. การวางแผนการจดั การทรพั ยากรธรรมชาติอยา่ งชาญฉลาด ตอ้ งเชือ่ มโยงกับการพัฒนา สงั คม เศรษฐกิจ
การเมือง และคุณภาพชวี ิตอย่างกลมกลนื ตลอดจนรกั ษาไว้ซ่งึ ความสมดุลของระบบนเิ วศควบคกู่ นั ไป
3. การอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาติต้องรว่ มมือกันทุกฝ่าย ทงั้ ประชาชนในเมอื ง ในชนบท และผูบ้ รหิ าร ทุกคน
ควรตระหนกั ถึงความสาคญั ของทรัพยากรและสิ่งแวดลอ้ มตลอดเวลาโดนเริม่ ตน้ ท่ีตนเองและท้องถ่ินของตน ร่วมมือกันทง้ั
ภายในประเทศและทงั้ โลก
4. ความสาเร็จของการพฒั นาประเทศขึน้ อยู่กบั ความอดุ มสมบรู ณ์และความปลอดภยั ของทรพั ยากร ธรรมชาติ
ดังนั้นการทาลายทรัพยากรธรรมชาติจึงเปน็ การทาลายมรดกและอนาคตของชาตดิ ้วย
5. ประเทศมหาอานาจท่เี จริญทางด้านอตุ สาหกรรม มคี วามต้องการทรพั ยากรธรรมชาติเปน็ จานวนมาก เพื่อใช้
ปอ้ นโรงงานอตุ สาหกรรมในประเทศของตน ดงั น้ันประเทศทีก่ าลังพัฒนาทง้ั หลายจึงต้องช่วยกนั ป้องกนั การ แสวงหา
ผลประโยชน์ของประเทศมหาอานาจ
41
6. มนุษยส์ ามารถนาเทคโนโลยีตา่ ง ๆ มาชว่ ยในการจัดการทรัพยากรธรรมชาตไิ ด้แตก่ ารจดั การนนั้ ไม
ควรมงุ่ เพียงเพ่ือการอยดู่ กี ินดีเทา่ นนั้ ต้องคานงึ ถงึ ผลดที างด้านจิตใจด้วย
7. การใชท้ รัพยากรธรรมชาตใิ นสงิ่ แวดล้อมแตล่ ะแห่งนน้ั จาเปน็ ต้องมีความรูใ้ นการรกั ษาทรพั ยากร ธรรมชาติ
ที่จะให้ประโยชน์แก่มนษุ ย์ทกุ แง่ทุกมุม ทง้ั ข้อดีและขอ้ เสยี โดยคานึงถึงการสูญเปล่าอนั เกิดจากการใช้ ทรพั ยากรธรรมชาติ
ดว้ ย
8. รกั ษาทรัพยากรธรรมชาติที่จาเป็นและหายากด้วยความระมดั ระวังพร้อมทั้งประโยชน์และการทาให้อยู่ ใน
สภาพท่ีเพ่ิมทง้ั ทางด้านกายภาพและเศรษฐกิจเทา่ ที่ทาได้รวมทง้ั จะต้องตระหนักเสมอว่า การใชท้ รัพยากรธรรม ชาตทิ ่ีมาก
เกนิ ไปจะไม่เปน็ การปลอดภัยต่อสงิ่ แวดลอ้ ม
9. ต้องรักษาทรัพยากรทที่ ดแทนได้โดยใหม้ ีอัตราการผลิตเท่ากับอตั ราการใช้หรืออัตราการเกิดเทา่ กบั อตั รา
การตายเปน้ อย่างน้อย
10. หาทาวปรบั ปรุงวธิ กี ารใหม่ ๆ ในการผลิต และการใชท้ รัพยากรธรรมชาติอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ อีกท้ัง
พยายามค้นควา้ สิ่งใหม่มาใชท้ ดแทน
11. ให้การศึกษาเพ่ือให้ประชาชนเข้าใจถึงความสาคญั ในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
วธิ กี ารในการอนุรกั ษท์ รัพยากรธรรมชาติมีดังนี้
1. การถนอม เปน็ การรกั ษาทรัพยากรธรรมชาติทั้งปรมิ าณและคุณภาพให้มีอยู่นานท่ีสดุ โดยพยายามใช้
ทรัพยากรธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพ เชน่ การเลอื กจับปลาท่มี ขี นาดโตมาใช้ในการบริโภค ไมจ่ บั ปลาทมี่ ีขนาด เล็กเกินไป
เพื่อให้ปลาเหลา่ น้ันได้มโี อกาสโตขึ้นมาแทนปลาท่ีถูกจบั ไปบริโภคแล้ว
2. การบูรณะซอ่ มแซม เป็นการบุรณะซ่อมแวมทรัพยากรธรรมชาตทิ เ่ี กิดความเสยี หายให้มสี ภาพเหมือน เดิม
หรือเกือบเท่าเดิม บางครั้งอาจเรยี กวา่ พัฒนาก็ไดเ้ ชน่ ปา่ ไม้ถูกทาลายหมดไป ควรมีการปลูกปา่ ขนึ้ มาทดแทน จะทาให้มี
พน้ื ท่บี ริเวณนั้นกลบั คืนเป็นป่าไม้อกี ครั้งหนงึ่
3. การปรบั ปรุงและการใช้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ เช่นการนาแร่โลหะประเภทต่าง ๆ มาถลุงแล้วนาไปสร้าง
เคร่อื งจักรกล เคร่ืองยนต์หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ซง่ึ จะใหป้ ระโยชน์แก่มนษุ ยเ์ รามากยงิ่ ข้นึ
4. การนามาใชใ้ หม่ เปน็ การนาทรพั ยากรธรรมชาตทิ ีใ่ ช้แลว้ มาใช้ใหม่ เชน่ เศษเหลก็ สามารถนากลบั มา
หลอมแล้วแปรสภาพสาหรบั การใชป้ ระโยชนใ์ หม่ได้
5. การใช้สิง่ อ่ืนทดแทน เป็นการนาเอาทรัพยากรอย่างอ่นื ท่ีมีมากกวา่ หรือหาง่ายกว่า มาใชท้ ดแทน
ทรพั ยากรธรรมชาติทีห่ ายากหรือกาลังขาดแคลนเชน่ นาพลาสตกิ มาใช้แทนโลหะในบางสว่ นของเคร่ืองจักรหรือ
ยานพาหนะ
6. การสารวจหาแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ เพ่ือเตรียมไวใ้ ช้ประโยชน์ในอนาคต เช่น การสารวจ แหล่งน้ามันใน
อา่ วไทยทาใหค้ ้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาตเิ ป็นจานวนมากสามารถนามาใช้ประโยชนท์ ัง้ ในระยะสน้ั และในระยะยาวอีกทั้ง
ช่วยลดปรมิ าณการนาเขา้ กา๊ ซธรรมชาติจากตา่ ง
7. การประดิษฐข์ องเทยี มขึ้นมาใช้เพ่ือหลกี เล่ยี งหรือลดปริมาณในการใช้ทรัพยากรธรรมชาตชิ นิดอ่ืน ๆ ท่ีนยิ ม
ใช้กนั ของเทยี มทผ่ี ลติ ขึน้ มา เช่น ยางเทยี ม ผา้ เทียม และผา้ ไหมเทยี ม เปน็ ตน้
42
8. การเผยแพร่ความรเู้ ปน็ การเผยแพร่ความรคู้ วามเขา้ ใจในเรื่องทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อมเพ่ือที่
จะไดร้ บั ความรว่ มมืออย่างเต็มท่ีและรฐั ควรมีบทบาทในการอนุรักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อมโดยการ วางแผน
จดั ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ มอย่างรัดกุม
9. การจัดตง้ั สมาคม เป็นการจัดตั้งสมาคมหรอื ชมรมในการอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ ม
การอนุรักษท์ รพั ยากรนา้
ดงั ไดก้ ลา่ วมาแล้วจะเห็นว่า น้ามีความสาคญั และมปี ระโยชนม์ ากมายมหาศาล เราจึงควรชว่ ยกันอนุรกั ษ์
ทรพั ยากรน้าดงั นี้
1. การใชน้ า้ อย่างประหยัด นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายเกีย่ วกับค่าน้าลงไดแ้ ล้ว ยงั ทาให้ปรมิ าณนา้ เสียที่ จะทิ้ง
ลงแหลง่ นา้ ลดลงและป้องกนั การขาดแคลนน้าได้ด้วย
2. การสงวนนา้ ไวใ้ ช้ในบางฤดูหรือในสภาวะทม่ี ีนา้ มากเหลอื ใชค้ วรมกี ารเก็บน้าไว้ใช้ เช่น การทาบอ่ เกบ็ น้า
การสร้างโอ่งนา้ การขุดลอกแหล่งน้า รวมทั้งการสรา้ งอ่างเกบ็ น้าไว้ใช้เพื่อการเกษตร และพลงั งานแลว้ ยงั ชว่ ยป้องกันการ
เกิดอุทกภัย ป้องกันการไหลชะล้างหน้าดินที่อุดมสมบูรณแ์ ละใช้เปน็ ทพ่ี ักผ่อนหย่อนใจ
3. การพฒั นาแหลง่ นา้ ในบางพ้ืนที่ขาดแคลนน้า จาเป็นท่ีจะต้องหาแหล่งน้าเพม่ิ เติม เพ่ือใหม้ ีน้าไว้ใช้ทั้ง ใน
ครัวเรือนและในการเกษตรได้อย่างเพยี งพอ ปัจจบุ นั การนานา้ บาดาลข้นึ มาใชก้ าลงั แพรห่ ลายมาก แต่อาจมี ปญั หาเรื่อง
แผน่ ดินทรดุ เช่นในบริเวณกรุงเทพ ฯ ทาให้เกดิ ดินทรุดได้จึงควรมมี าตรการกาหนดว่าเขตใดควรใช้นา้ ใตด้ ินไดม้ ากน้อย
เพียงใด
4. การป้องกนั น้าเสีย การไม่ทง้ิ ขยะ ส่ิงปฏิกลู และสารพิษลงในแหล่งนา้ นา้ เสยี ที่เกิดจากโรงงาน อุตสาหกรรม
โรงพยาบาล ควรมกี ารบาบัดและขจดั สารพษิ กอ่ นทจ่ี ะปล่อยลงสูแ่ หล่งนา้ การวางท่อระบายนา้ จาก บ้านเรือนการวางฝงั
การก่อสรา้ งโดยไม่ให้นา้ สกปรกไหลลงสูแ่ มน่ า้ ลาคลอง
5. การนานา้ เสยี กลับไปใช้ น้าทไ่ี มส่ ามารถใชไ้ ด้ในกจิ การหน่งึ เชน่ น้าทง้ิ จากการล้างภาชนะอาหาร สามารถ
นาไปรดตน้ ไม้โรงงานบางแหง่ อาจนานา้ ทงิ้ มาทาให้สะอาดแล้วนากลับมาใชใ้ หม่
การอนุรักษท์ รพั ยากรดิน
ปัญหาทเ่ี กิดข้นึ จากการพังทลายหรือการสญู เสียความอุดมสมบูรณ์ของหน้าดินนนั้ จะทาให้เกดิ ปญั หา อนื่ ๆ
ติดตามมา เช่น ดินขาดความอดุ มสมบูรณ์ ทาให้เกษตรต้องซ้อื ปยุ๋ เคมมี าบารุงดนิ เสยี ค่าใชจ้ า่ ยมหาศาล ตะกอนดินท่ถี ูก
ชะล้างทาใหแ้ มน่ า้ และปากแมน่ า้ ต้ืนเขิน ต้องขุดลอกใช้เงินเปน็ จานวนมาก เราจึงควรป้องกนั ไมใ่ ห้ ดนิ พังทลายหรือ
เสอ่ื มโทรม ซ่งึ สามารถทาได้โดยการอนรุ ักษ์ดนิ ดังน้ี
1. การใชด้ ินอยา่ งถูกต้องเหมาะสม การปลูกพืชควรคานึงถึงชนิดของพืชที่เหมาะสมกบั คุณสมบัติของดิน การ
ปลกู พชื และการไถพรวนตามแนวระดับเพื่อป้องกันการชะลา้ งพงั ทลายของหน้าดนิ
2. การปรบั ปรุงบารุงดนิ การเพ่ิมธาตอุ าหารใหแ้ ก่ดิน เชน่ การใส่ปยุ๋ พชื สด ปยุ๋ คอก การปลูกพืชตระกลู ถั่ว การ
ใสป่ ูนขาวในดินทเ่ี ป็นกรด การแก้ไขพน้ื ท่ีดนิ เค็มดว้ ยการระบายน้าเข้าท่ีดิน เปน็ ต้น
3. การป้องกันการเส่ือมโทรมของดนิ ไดแ้ ก่ การปลูกพชื คลุมดิน การปลูกพืชหมนุ เวียน การปลกู พืช บังลม
การไถพรวนตามแนวระดับ การทาคนั ดนิ ป้องกนั การไหลชะลา้ งหน้าดนิ รวมท้งั การไม่เผาปา่ หรอื การทาไร่ เล่ือนลอย
43
4. การให้ความชุม่ ชน้ื แก่ดิน การระบายน้าในดินท่ีมนี ้าขังออก การจดั ส่งน้าเขา้ สู่ทดี่ นิ และการใชว้ สั ดุเชน่ หญา้
หรอื ฟางคลุมหนา้ ดนิ จะช่วยให้ดนิ มคี วามอุดมสมบูรณ์
44
ใบงาน บทที่ 5
เร่ืองการอนุรกั ษ์สงิ่ แวดล้อม
1. ให้อธบิ ายถงึ การอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมมาพอเขา้ ใจ
............................................................................................................................. ...................................................................
............................................................................................................................................. .............................................
................................................................................................................................................................. ...............................
................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................... ........................................................... ............................
............................................................................................................................. ................................................................
2. ให้อธบิ ายถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางตรงและทางอ้อมในความแตกตา่ งกันอย่างไร
............................................................................................................................. ...................................................................
............................................................................................................................................. ...................................................
.............................................................................................................................................................................. ..................
................................................................................................................. ...............................................................................
............................................................................................................................. ..................................................................
............................................................................................................................. ................................................................
3. ปจั จัย 4 อยา่ งของมนษุ ย์เรามอี ะไรบ้าง อธิบาย
................................................................................................................................ ................................................................
................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
............................................................................................................................. ..................................................................
................................................................................................................................ ................................................................
4. มนษุ ย์เราสมยั โบราณจะตง้ั ถิน่ ฐานอยูท่ ่ใี ด เขาจะสงั เกตอะไรเป็นเบ้ืองตน้ ก่อนการตัดสินใจตั้งถ่นิ ฐาน ใหอ้ ธบิ าย
............................................................................................................................. ...................................................................
.................................................................................................................................................. ..............................................
................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
5.วธิ ีการอนุรกั ษ์ทรัพยากรธรรมชาตมิ ีกขี่ ้ออะไรบา้ ง.
............................................................................................................................. ...................................................................
.............................................................................................................................................................. ..................................
................................................................................................. ...............................................................................................
45
บทที่ 6
คณุ ธรรม จริยธรรม ในการประกอบอาชีพการทานา
จรยิ ธรรม คอื กฎเกณฑค์ วามประพฤติของมนษุ ย์ซง่ึ เกิดขน้ึ จากธรรมชาตขิ องมนุษยเ์ อง ความเปน็ ผู้มี ปรีชาญาณ
(ปญั ญา และ เหตุผล) ทาให้มนุษยม์ มี โนธรรม รู้จกั แยกแยะความดถี ูก ผิด ควร ไมค่ วร
จรยิ ธรรมมลี ักษณะ 4 ประการ คือ
1. การตัดสินทางจริยธรรม (moral judgment) บคุ คลจะมหี ลักการของตนเองเพื่อตัดสินการกระทา ของผู้อื่น
2. หลักการของจรยิ ธรรมและการตดั สนิ ตกลงใจเป็นความสัมพันธ์ท่ีเกิดข้นึ ในตวั บุคคล ก่อนที่จะ ปฏิบตั ิการ
ต่าง ๆ ลงไป
3. หลักการทางจริยธรรมเปน็ หลกั การสากลทีบ่ ุคคลใชต้ ัดสนิ ใจในการการะทาส่งิ ตา่ ง ๆ
4. ทัศนะเกย่ี วกับจริยธรรมไดม้ าจากความคิดของบุคคลหรอื อดุ มคตขิ องสงั คมจนเกดิ เปน็ ทัศนะในการ ดารงชวี ิต
ของตน และของสงั คมที่ตนอาศัยอยู่
คุณธรรม คอื หลักความจรงิ หลักการปฏบิ ตั ิ
1. จริยธรรมมี 2 ความหมาย คอื
1.1. ความประพฤตดิ ีงาม เพื่อประโยชน์สุขแก่ตนและสงั คม ซึ่งมีพ้นื ฐานมาจากหลักศลี ธรรมทาง ศาสนา ค่านิยม
ทางวฒั นธรรม ประเพณีหลักกฎหมาย จรรยาบรรณวิชาชพี
1.2. การรจู้ ักไตร่ตรองว่าอะไรควร ไม่ควรทา
2. จรรยา (etiquette) หมายถึงความประพฤติกริ ิยาท่ีควรประพฤตซิ ่ึงสงั คมแตล่ ะสังคม กาหนดข้นึ สอดคลอ้ งกับ
วฒั นธรรม ในแตล่ ะวิชาชพี ก็อาจกาหนดบุคลกิ ภาพ กิรยิ า วาจาท่บี คุ คลในวชิ าชพี พงึ ประพฤติ ปฏิบตั เิ ช่น ครแู พทย์
พยาบาล ย่อมเปน็ ผู้ท่ีพึงสารวมในกิริยา วาจา ท่าทางท่ีแสดงออก
3. จรรยาบรรณวิชาชีพ (professional code of ethics) หมายถึง ประมวลความประพฤติทผี่ ู้ ประกอบอาชพี การ
งาน แตล่ ะอยา่ งกาหนดขนึ้ เพอื่ รักษาและสง่ เสริมเกียรตคิ ุณ ช่อื เสียงและฐานะของสมาชกิ ทาใหไ้ ดร้ ับความเช่อื ถอื จาก
สังคม อาจเขียนเป็นลายลักษณอ์ ักษรหรือไม่กไ็ ด้ทเช่น จรรยาบรรณของแพทยก์ ็คอื ประมวลความ ประพฤติที่วงการ
แพทย์กาหนดข้ึน เพือ่ เป็นแนวทางสาหรับผู้เปน็ แพทย์ยึดถือปฏิบัติ
4. ศีลธรรม (moral) คาวา่ ศีลธรรม ถา้ พิจารณาจากรากศัพท์ภาษาละติน Moralis หมายถึงหลกั ความประพฤติท่ีดี
สาหรบั บุคคลพงึ ปฏิบัติภาษาไทย ศีลธรรมเป็นศัพท์พระพุทธศาสนา หมายถึงความ ประพฤตทิ ี่ดีที่ชอบหรือธรรมในระดบั
ศลี
5. คณุ ธรรม (virtue) หมายถึง สภาพคุณงามความดีทางความประพฤติและจติ ใจ เชน่ ความเป็นผไู้ ม่ กล่าวเทจ็ โดย
หวังประโยชน์ส่วนตน เปน็ คุณธรรมประการหน่ึง อาจกล่าวไดว้ า่ คณุ ธรรมคือจรยิ ธรรมแตล่ ะข้อที่ นามาปฏิบตั จิ นเปน็ นิสัย
เชน่ เป็นคนซ่อื สัตย์เสียสละ อดทน มีความรบั ผดิ ชอบ ฯลฯ
6. มโนธรรม (conscience) หมายถึงความรสู้ ึกผิดชอบชั่วดีความรู้สึกว่าอะไรควรทาไมค่ วรทา นกั จรยิ ศาสตรเ์ ชือ่ วา่
มนษุ ยท์ ุกคนมีมโนธรรม เนื่องจากบางขณะเราจะเกิดความรสู้ ึกขัดแย้งในใจระหวา่ ง ความรู้สกึ ต้องการสิ่งหน่งึ และรวู้ า่
ควรทาอีกสิ่งหนง่ึ เช่น ต้องหนง่ึ การไปดูภาพยนตร์กับเพื่อน แต่ก็รูว้ ่าควรอยู่ เป็นเพื่อนคณุ แม่ซึ่งไมค่ ่อยสบาย
46
7. มารยาท มรรยาท กริ ิยาวาจา ท่สี งั คมกาหนดและยอมรับวา่ เรียบรอ้ ย เช่น สงั คมไทยให้เกยี รติ เคารพผ้ใู หญผ่ ้นู ้อย
ยอ่ มสารวมกริ ยิ าเมื่ออยตู่ ่อหนา้ ผูใ้ หญ่ การระมัดระวังคาพูดโดยใช้ใหเ้ หมาะกับบคุ คลตาม กาลเทศะ
ทฤษฎตี ้นไม้จรยิ ธรรมสาหรับคนไทย
เปน็ ทฤษฎีทางจิตวิทยาทฤษฎีแรกของนักศกึ ษาไทยที่สร้างขึน้ บุคคลผู้รวบรวมเขยี นเป็นทฤษฎี คอื ศาสตราจารย์
ดร.ดวงเดอื น พนั ธมุ นาวนิ กรอบแนวคดิ ที่เป็นจุดเดน่ ของทฤษฎีนี้มคี วามวา่ ลักษณะพนื้ ฐานและ องค์ประกอบทางจิตใจ
ซ่งึ จะนาไปสู่พฤตกิ รรมทพ่ี งึ ปรารถนา เพ่ือสง่ เสริมให้บุคคลเปน็ คนดีและ คนเก่งซึ่งได้ทาการศกึ ษาวจิ ยั ถึงสาเหตุพฤติกรรม
ของคนดแี ละคนเก่ง โดยไดท้ าการประมวลผลการวิจยั ที่เกี่ยวข้องกับ การศึกษา สาเหตุของพฤติกรรมตา่ ง ๆ คนไทยทั้ง
เด็กและผู้ใหญ่ อายุต้ังแต่ 6-60 ปวี ่าพฤติกรรมเหล่าน้ันมี สาเหตุทางจิตใจอะไรบ้าง และได้นามาประยุกตเ์ ปน็ ทฤษฎีต้นไม้
จริยธรรมสาหรับคนไทย โดยแบ่งตน้ ไม้ จรยิ ธรรม ออกเป็น 3 สว่ น ดงั น้ี
ส่วนท่ีหนง่ึ ได้แก่ ดอกและผลไม้บนตน้ ท่ีแสดงถึงพฤติกรรมการทาดีละเว้นชั่วและพฤติทางานอย่าง ขยนั ขันแขง็
เพือ่ ส่วนรวม ซึ่งล้วนแตเ่ ปน็ พฤตกิ รรมของพลเมืองดีพฤติกรรมทเี่ อ้ือเฟื้อต่อการพฒั นา ประเทศ
ส่วนทส่ี อง ได้แก่สวนลาตน้ ของต้นไม้แสดงถึงพฤติกรรมการทางานอาชีพอยา่ งขยันขันแข็ง ซงึ่ ประกอบดว้ ยจิต
ลักษณะ 5 ดา้ น คอื
2.1 เหตุผลเชงิ จรยิ ธรรม
2.2 ม่งุ อนาคตและการควบคุมตนเอง
2.3 ความเชื่ออานาจในตน
2.4 แรงจงู ใจใฝ่สัมฤทธ์ิ
2.5 ทัศนคติคณุ ธรรมและค่านยิ ม
ส่วนที่สาม ไดแ้ ก่ รากของต้นไมท้ แี่ สดงถงึ พฤติกรรมการทางานอาชีพอยา่ งขยนั ขันแข็งซ่ึง ประกอบด้วยจิต
ลักษณะ 3 ด้าน คือ
3.1 สตปิ ญั ญา
3.2 ประสบการณ์ทางสงั คม
3.3 สขุ ภาพจติ
จิตลักษณะท้ังสามนอี้ าจใชเ้ ปน็ สาเหตุของการพฒั นาจติ ลกั ษณะ 5 ประการที่ลาต้นของต้นไม้กไ็ ด้ กลา่ วคอื บุคคล
จะต้องมีลักษณะพน้ื ฐานทางจิตใจ 3 ดา้ นในปริมาณทสี่ ูงพอเหมาะกบั อายุจงึ จะเป็นผู้ท่ีมีความ พร้อมทีจ่ ะพฒั นาจิต
ลกั ษณะ 5 ประการทีล่ าต้นของตน้ ไม้โดยท่จี ติ ลักษณะท้งั 5 น้จี ะพฒั นาไปเอง โดย อตั โนมัติถา้ บุคคลทีม่ ีความพรอ้ มทาง
จิตใจ 3 ด้านดงั กล่าวและอยูใ่ นสภาพแวดล้อมทางบ้าน ทางโรงเรียนและ สังคมท่ีเหมาะสม นอกจากนน้ั บคุ คลยงั มีความ
พร้อมทจี่ ะรับการพัฒนาจติ ลักษณะบางประการ 5 ดา้ นน้ีโดย วธิ กี ารอนื่ ๆ ด้วยฉะน้ันจิตลกั ษณะพื้นฐาน 3 ประการ จึง
เป็นสาเหตุของพฤตกิ รรมของคนดีและของคนเก่ง น่ันเอง นอกจากนี้จติ ลกั ษณะพ้ืนฐาน 3 ประการทรี่ ากนอ้ี าจเปน็ สาเหตุ
รว่ มกับจิตลกั ษณะ 5 ประการทีล่ าต้น
ทฤษฎีต้นไม้จริยธรรมนี้เกดิ จากผลการวจิ ัยพฤติกรรมและจิตลกั ษณะของคนไทย โดยเมอ่ื สร้างข้ึน แลว้ ทฤษฎนี ้ีก็
ไดช้ ้ีแนวทางการต้ังสมมตฐิ านการวจิ ัยเพอ่ื หาหลักฐานใหม่ๆมาเพ่ือเตมิ ในทฤษฎีนอี้ กี เช่นการ วิจัยท่ีเก่ยี วกับจติ ลักษณะ
พืน้ ฐาน 3 ประการท่ีสามารถจาแนกคนเปน็ 4 ประเภท เหมอื นบัวสเี่ หล่า กับ ความสามารถในการใชเ้ หตผุ ลเชงิ จริยธรรม
47
ของบุคคล โดยพบว่าคนท่เี ป็นบวั เหนือน้าเท่าน้ัน (มีจติ ลักษณะ พื้นฐาน 3 ดา้ นนีใ้ นปริมาณสงู เหมาะสมกับอาย)ุ เปน็ ผู้ที่
จะสามารถรับการพัฒนาเหตุผลเชิงจริยธรรมไดอ้ ยา่ ง เหมาะสมกับอายตุ ามทฤษฎขี อง Kohlberg
การสอน “คณุ ธรรม/จรยิ ธรรม” เปน็ ความตอ้ งการทีค่ นรุ่นหน่ึงจะชน้ี าคนอีกรุ่นหนง่ึ โดยผ้สู อนมคี วามเชอ่ื ว่า
ประสบการณ์ของตนอาจสร้างความเขา้ ใจเรื่อง คุณธรรม/จริยธรรม (หรอื ความดีความถูกต้อง ความเหมาะสม) อย่างถ่อง
แทใ้ นระดับหนึ่ง และต้องการให้เยาวชนเช่อื ดี และเหมาะสมกับเยาวชนการยึด หลกั คุณธรรม/จริยธรรม ทาให้มนษุ ย์มี
ความสุข ความสวย และความงาม โดยที่ความสุขน้ันควรเป็นความสุขแบบเรียบง่ายและยง่ั ยนื
คณุ สมบัตอิ นั เปน็ ความพรอ้ มทีจ่ ะพัฒนาจรยิ ธรรมของบุคคล ประกอบดว้ ย
1. ความรู้เกย่ี วกบั ธรรมชาติของชวี ติ และหลักจริยธรรม ทกุ คนไดม้ ีโอกาสเรยี นร้มู าต้งั แต่วัยต้นของ ชวี ติ จาก
การเลี้ยงดกู ารศกึ ษาอบรม และจากประสบการณ์ในการปฏบิ ตั ิงาน โดยอาจเป็นในวถิ ีทางทตี่ ่างกนั ซึง่ เปน็ ผลให้บุคคลมี
พฒั นาการทางจรยิ ธรรมตา่ งกัน จากกฎเกณฑ์การตัดสนิ ทต่ี ่างกัน
2. ความใฝธ่ รรม มนุษย์มธี รรมชาติของการแสวงหาความถูกตอ้ งเปน็ ธรรมหรือความดีงามต้ังแต่วยั ทารก
คณุ สมบตั นิ ้ีทาใหบ้ คุ คลนิยมคนดีชอบสังคมทม่ี ีคุณธรรมจรยิ ธรรม ตอ้ งการทจี่ ะพัฒนาตนเองให้เปน็ คนดี อยา่ งไรก็ตาม
ประสบการณ์ในชีวิตจากการเล้ียงดูและเจริญเตบิ โตในสภาพแวดลอ้ มทส่ี ง่ เสริมคุณธรรม เป็น ปัจจยั สาคญั ให้บคุ คลพร้อม
ท่จี ะพัฒนาตนเองให้มจี ริยธรรมสงู กว่า
3. ความรจู้ ักตนเองของบุคคลนัน้
ความรู้จกั ตนเองของบุคคล คือ สร้างความสามารถในการพิจารณาใหร้ ูอ้ ทิ ธิพลของความดแี ละ ความไม่ดีของตน
ใหช้ ัดเจน ซ่ึงจะชว่ ยให้บคุ คลสามารถเสรมิ สรา้ งความดีของตนให้มพี ลงั เขม็ แขง็ ในลกั ษณะท่ี ตนเองและสังคมยอมรับได้
ความรูจ้ ักตนเองนี้จะทาให้บุคคลมีความมัน่ ใจ มพี ลงั และพร้อมทจี่ ะขจดั ความไม่ดี ของตนและพัฒนาตนเองอย่างถูกต้อง
ดขี ้ึน
วิถีทางพฒั นาจรยิ ธรรม
1. การศึกษาเรยี นร้กู ระทาได้หลายวธิ ีดังนี้
1.1 การศกึ ษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ดว้ ยการหาความรจู้ ากการอา่ นหนงั สือเกยี่ วกับปรชั ญาศาสนา วรรณคดที ่ีมี
คุณคา่ หนงั สือเกี่ยวกบั จริยธรรมทั่วไปและ จริยธรรมวชิ าชพี
1.2 การเขา้ รว่ มประชมุ สัมมนา เพ่ือแลกเปล่ยี นความรคู้ วามคิดเห็นและประสบการณเ์ กย่ี วกบั คุณธรรม
จริยธรรม และการคบหาบัณฑิตผูใ้ สใ่ จดา้ น จริยธรรม
1.3 การเรียนรจู้ ากประสบการณ์ชีวิตและจากประสบการณ์ในสถานที่ปฏบิ ัตงิ าน ประสบการณ์จรงิ เป็น
โอกาสอนั ประเสริฐในการเรียนรจู้ ริยธรรมแหง่ ชีวติ ทชี่ ว่ ยให้ผู้เรยี นรู้ไดอ้ ย่างลึกซง้ึ ทั้งด้าน เจตคตแิ ละทักษะการแก้ปัญหา
เชิง จรยิ ธรรม อยา่ งไรก็ตามข้ึนอยกู่ บั ความพร้อมของบุคคล ผู้มีความพร้อมน้อยอาจจะไม่ไดป้ ระโยชน์จากการเรยี นร้อู ันมี
ค่านี้เลย
2. การวเิ คราะหต์ นเอง บคุ คลผู้มีความพร้อมจะพฒั นามคี วามตั้งใจและเห็นความสาคัญของการ วิเคราะห์
ตนเองเพือ่ ทาความรู้จักในตวั ตนเองด้วยการพจิ ารณาเก่ยี วกบั ความรสู้ กึ นึกคิดและพฤติกรรมการ แสดงออกของตนเอง จะ
ชว่ ยให้บคุ คลตระหนกั รู้คณุ ลักษณะของตนเอง รู้จดุ ดีจุดด้อยของตน รวู้ ่าควรคง ลกั ษณะใดไว้
48
การวิเคราะหต์ นเอง กระทาไดด้ ้วยหลักการตอ่ ไปนี้
2.1 การรับฟงั ความคิดเห็นเชิงวิพากษ์จากคาพูดและอากปั กิริยาจากบุคคลรอบข้าง เช่น จาก ผู้บงั คบั บัญชา
จากเพ่ือนรว่ มงาน จากผู้ใกลช้ ดิ หรือบุคคลในครอบครัว
2.2 วิเคราะหต์ นเองเก่ยี วกับความคดิ ความต้องการเจตคติการกระทาและผลการกระทา ท้งั ใน อดตี และ
ปจั จุบนั
2.3 คน้ หาความรู้จากแหล่งความร้ๆู เชน่ จากตารา บทความ รายงานการวิจัยด้านพฤติกรรม ศาสตร์หรอื
ศาสตร์อ่ืน ๆ ทเ่ี กี่ยวขอ้ งเพ่ือนามาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะหแ์ ละพัฒนาตนอยา่ งถ่องแท้
2.4 เขา้ รบั การอบรมเพื่อพัฒนาจิตใจ (จิตใจและพฤติกรรมมนุษยเ์ ป็นสิ่งที่เปลย่ี นแปลงและพัฒนา ได้
เช่นเดยี วกบั สรรพสงิ่ ทั้งหลายในโลก)ทาให้จิตใจได้เกิดการเปล่ียนแปลงเกดิ ปญั ญารับรตู้ นเองอย่างลึกซ้งึ และแทจ้ รงิ
3. การฝึกตน เปน็ วิธกี ารพัฒนาด้านคณุ ธรรมจรยิ ธรรมด้วยตนเองขั้นสูงสุดเพราะเป็นการพฒั นา ความสามารถ
ของบุคคลในการ ควบคุมการประพฤติปฏบิ ตั ิของตนให้อยู่ในกรอบของพฤติกรรมท่ีพงึ ปรารถถนา ของสงั คม ท้งั ใน
สภาพการณ์ปกตแิ ละเมื่อเผชญิ ปญั หาหรอื ขัดแยง้
การฝึกตนเปน็ วิธกี ารพัฒนาดา้ นคุณธรรมจริยธรรมด้วยตนเองขนั้ สูงสดุ เพราะเปน็ การพัฒนา ความสามารถของ
บคุ คลในการควบคมุ การประพฤติปฏิบัติของตนใหอ้ ยู่ในกรอบของพฤตกิ รรมทัง้ ทพี่ ึง ปรารถนาของสงั คม ท้งั ใน
สภาพการณป์ กตแิ ละเมื่อเผชิญปัญหาหรือขัดแย้ง
3.1 การฝึกวนิ ัยขั้นพ้ืนฐาน เชน่ ความขยันหมัน่ เพียรการพง่ึ ตนเอง ความตรงต่อเวลา ความรับ ผดิ ชอบ การรู้จกั
ประหยดั และออม ความซื่อสัตย์ความมีสมั มาคารวะ ความรักชาตฯิ
3.2 การรกั ษาศลี ตามความเชื่อในศาสนาของตน ศลี เปน็ ตัวกาหนดท่จี ะทาให้งดเวน้ ในการทีจ่ ะ กระทาชัว่ รา้ ยใด
ๆ อย่ใู นจิตใจ สง่ ผลให้บุคคลมพี ลงั จติ ที่เขม้ แข็งร้เู ท่าทันความคิดสามารถควบคุมตนได้
3.3 การทาสมาธิเป็นการฝกึ ให้เกิดการตั้งมนั่ ของจิตใจทาให้เกิดภาวะมีอารมณ์หนึ่งเดียวของจิต กศุ ลเปน็ จติ ใจท่ี
สงบผ่องใสบริสทุ ธิ์เปน็ จติ ท่ีเข้มแข็งมนั่ คงแนว่ แน่ทาใหเ้ กิดปัญญาสามารถพิจารณาเห็นทกุ อย่างตรงตามสภาพความเปน็
จรงิ
3.4 ฝกึ การเปน็ ผใู้ หเ้ ช่น การรจู้ ักให้อภัย รูจ้ กั แบ่งปนั ความรู้ความดีความชอบ บรจิ าคเพื่อ สาธารณะประโยชน์
อุทศิ แรงกายแรงใจช่วยงานสาธารณะประโยชนโ์ ดยไมห่ วังผลตอบแทนใด ๆ
สรปุ ได้วา่ การพฒั นาจริยธรรมด้วยวธิ พี ฒั นาตนเองตามข้นั ตอนดงั กล่าว เป็นธรรมภาระทบ่ี คุ คล สามารถปฏิบัติ
ไดค้ วบคู่กบั การดาเนินชีวติ ประจาวันแต่มใิ ช่เป็นการกระทาในลกั ษณะเสรจ็ สน้ิ ตอ้ งกระทาอย่าง ตอ่ เน่ืองจน เป็นนสิ ยั
เพราะจติ ใจของมนุษย์เปล่ียนแปลงได้ตลอดเวลา เฉกเชน่ กระแสสังคมทีเ่ ปลีย่ นแปลง ตลอดเวลา
49
ใบงาน บทท่ี 6
คณุ ธรรมจริยธรรมในการประกอบอาชีพ
1. จรยิ ธรรม 4 ประการ มลี ักษณะอย่างไรบ้าง
............................................................................................................................. ...................................................................
....................................................................................................................................................................... .........................
.......................................................................................................... ......................................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
..................................................................................................................................................................... ...........................
....................................................................................................... .........................................................................................
............................................................. .......................................................................................................... .........................
2. จริยธรรม มี 2 ความหมาย ใหอ้ ธิบาย
1. ความประพฤติดี
..................................................................................................................... ...........................................................................
.................................................................................................................... ................................................................. ...........
............................................................................................................................. .................................................................. .
................................................................................................................................................................................. ...............
2. การรจู้ กั ไตร่ตรอง
.................................................................................. ..............................................................................................................
...................................................................................................................... ..........................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
............................................................................................................................................... .................................................
3. จรรยา หมายถงึ อะไร จงอธบิ าย
................................................................................................................................................................ ................................
................................................................................................................. ...............................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
4. จรรยาบรรณวชิ าชพี หมายถึงอะไร
............................................................................................................................................ ....................................................
................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
................................................................................................................... .............................................................................
........................................................................................................................................... .....................................................
50
5. ศลี ธรรม หมายถึงอะไร
............................................................................................................................. ...................................................................
......................................................................................................................................................................... .......................
............................................................................................................ ....................................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
6. คณุ ธรรม หมายถงึ อะไร
............................................................................................................................. ...................................................................
...................................................................................................................................... ..........................................................
................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
7. มโนธรรม หมายถงึ อะไร
..................................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................... .........................
......................................................................................................... .......................................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
8. มารยาท กริยาวาจา หมายถงึ อะไร
............................................................................................................................. ...................................................................
...................................................................................................................................... ..........................................................
................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
9. ท่านคดิ วา่ ท่านเปน็ คนดหี รือไม่อยา่ งไร อธิบาย
...................................................................................................................... ..........................................................................
...................................................................................................................................................... ..........................................
......................................................................................... .......................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
..................................................................................................................................................... ...........................................
................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
............................................................................................................................. ...................................................................
..................................................................................................................................................... ...........................................
51
แบบทดสอบหลังเรียน
1. การทานา หมายถึง
ก. การเล้ียงปลาในนาขา้ ว ข. การใช้สารเคมใี นนาขา้ ว
ค. การนาพชื ปลกู ในนาขา้ ว ง. การปลกู และดแู ลขา้ วในนา
2. การทานา ในประเทศไทยมีปัจจัยหลัก คอื อะไร
ก. รายได้ ข. ทิศทางลม
ค. ความรอ้ น ง. สภาพพืน้ ที่
3. ฤดทู านาปีอยู่ในช่วงเดือนใด
ก. ตลอดปี ข. มีนาคมถึงเมษายน
ค. พฤษภาคมถึงกรกฎาคม ง. สงิ หาคมถงึ ตุลาคม
4. ข้อใดคือขั้นตอนการทานา
ก. การเตรียมดิน ข. การปลกู
ค. การเกบ็ เกยี่ ว ง. ถูกทกุ ขอ้
5. การไถครงั้ แรกตามแนวยาวของพืน้ ทก่ี ระทงนา หมายถงึ
ก. การไถดะ ข. การไถแปร
ค. การคราด ง. การกลับดิน
6. . การไถครัง้ ท่ีสองเพอื่ พลกิ ดินท่กี ลบข้นึ มาอีกคร้งั หมายถงึ
ก. การไถดะ ข. การไถแปร
ค. การคราด ง. การกลับดนิ
7.. การเอาเศษวชั พชื ออกจากกระทงนาและย่อยดนิ ให้มขี นาดเลก็ ลงอีก หมายถึง
ก. การไถดะ ข. การไถแปร
ค. การคราด ง. การกลบั ดิน
8. การไถดะ มีจดุ ประสงคเ์ พ่อื
ก. ทาลายสัตว์ท่ีไมม่ ีประโยชนใ์ นดนิ
ข. ทาลายวชั พืชท่ขี ้นึ ใหม่ ย่อยดนิ ใหเ้ ลก็ ลง
ค. เอาเศษวชั พชื ออกจากนา ยอ่ ยดินใหม้ ีขนาดเลก็ ลงอีก
ง. พลิกดินชนั้ ล่างให้ขน้ึ มาสมั ผสั อากาศ ทาลายวชั พืช โรคพืช
52