The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nipa_chru, 2022-02-23 04:48:57

วิชาหริภุยชัยบ้านฉัน

วิชาเลือก

คำนำ

เอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชาเลือก หริภุญชัยบ้านฉัน รหัสวิชา สค 03144 สาระการพัฒนา
สังคมตามหลักสตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ใช้ได้กับผู้เรียนทั้งสาม
รับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เอกสารเล่มน้ีประกอบด้วย
ความรู้เก่ียวกับ ประวัติความเป็นมา ประวัติความเป็นมา ประเพณีและวัฒนธรรมในจังหวัดลาพูน
โบราณสถาน โบราณวัตถุ สถาปัตยกรรม คุณค่าและแนวทางในการอนุรักษ์ โบราณสถาน โบราณวัตถุ
สถาปัตยกรรม วัฒนธรรมประเพณีท่ีเกี่ยวข้อง ซึ่งเน้ือหาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อ ให้ผู้เรียนมีความรู้ความ
เข้าใจ รักและตระถึงความสาคัญในความเป็นมาของนครหริภุญชัย ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์
ประเพณี วัฒนธรรม โบราณสถานโบราณวตั ถุ สถาปตั ยกรรม

เอกสารดังกล่าว สาเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ได้ด้วยความร่วมมือของคณะทางานทุกท่านที่ได้ให้
ความร่วมมือในการหาข้อมูลเบ้ืองต้น ผู้มีส่วนเก่ียวข้องท่ีให้ข้อคิดเห็นอันสาคัญที่เป็นประโยชน์อย่างย่ิง และ
หวงั เป็นอย่างย่งิ วา่ เอกสารประการเรียนรู้เล่มน้ี จะเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียน กศน.ต่อไป ในการนี้ คณะผู้จัดทา
นอ้ มรับคาแนะนาเพอ่ื พัฒนาเอกสารดังกล่าวใหส้ มบรณู ์ย่ิงๆขึ้นไป

กศน.อาเภอเมืองลาพนู
พฤษภาคม 2560

สารบญั หน้า

คานา 1
สารบญั 5
คาแนะนาการใช้เอกสารประกอบการเรยี นรู้ 9
โครงสร้างรายวชิ า
เรอ่ื งที่ 1 ประวัตคิ วามเปน็ มาของนครหริภญุ ชัย 12
14
การเมอื งการปกครอง 18
ประวตั วิ ดั พระธาตุหรภิ ุญชยั
เร่อื งท่ี 2 ภูมศิ าสตร์กายภาพ 23
ลักษณะทวั่ ไปของจังหวัดลาพนู 24
การประกอบอาชีพตามภูมิศาสตร์กายภาพชมุ ชน
ทรัพยากรธรรมชาติ 36
เรื่องที่ 3 ประเพณีและวฒั นธรรมในจังหวดั ลาพนู 45
ความหมายของประเพณีและวฒั นธรรม 47
ประเพณีและวัฒนธรรมจังหวัดลาพนู
เร่อื งท่ี 4 โบราณสถาน โบราณวตั ถุ สถาปัตยกรรม 53
โบราณวตั ถุ ความสาคญั และลกั ษณะ
โบราณสถานความสาคญั และลกั ษณะ 57
3.สถาปัตยกรรมความสาคัญและลกั ษณะ
เร่อื งท่ี 5 คุณค่าและแนวทางในการอนุรักษ์
คณุ คา่ โบราณสถาน โบราณวัตถุ สถาปตั ยกรรม วัฒนธรรมประเพณที ่ีเกี่ยวข้อง
แนวทางในการอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ สถาปตั ยกรรม
วฒั นธรรมประเพณีที่เก่ียวข้อง

*************

คำแนะนำกำรใช้เอกสำรประกอบกำรเรยี นรู้

เอกสารประกอบการเรียนรู้หลักสตู รรายวิชาเลอื กวิชา หรภิ ญุ ชัยบา้ นฉนั รหัสวชิ า สค03144
จานวน 3 หน่วยกติ (120 ชวั่ โมง)จัดทาข้ึนเพ่ือใช้สาหรับผูเ้ รยี นตามหลักสตู รการศกึ ษานอกระบบระดับ
การศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน ระดบั ประถมศกึ ษา มธั ยมศึกษาตอนตน้ มธั ยมศึกษาตอนปลาย

ในการศึกษาเอกสารประกอบการเรยี นรู้ ผเู้ รียนควรปฎิบตั ดิ งั นี้
1. ศึกษาโครงสรา้ งรายวิชาให้เข้าใจสาระสาคัญ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวงั ตวั ช้ีวดั และขอบข่าย

เนอื้ หาของรายวิชาเลือกน้นั ๆโดยละเอยี ด
2. ศกึ ษารายละเอยี ดเนื้อหาของแตล่ ะเรือ่ งอยา่ งละเอยี ด และทากิจกรรมตามท่ีกาหนดถา้ ผู้เรยี นยัง

ไม่เข้าใจควรกลับไปศึกษาและทาความเขา้ ในเนื้อหานั้นๆใหม่ให้เขา้ ใจก่อนที่จะศกึ ษาเร่ืองต่อไป
3. เอกสารประกอบการเรยี นรู้เล่มนี้ เนน้ การจัดการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกบั วิถีชวี ติ ของผ้เู รียน
4. เอกสารประกอบการเรียนรเู้ ล่มนี้ประกอบดว้ ย 5 เร่ือง

เรือ่ งที่ 1 ประวตั คิ วามเปน็ มาของนครหรภิ ญุ ชัย
เรอ่ื งที่ 2 ภมู ศิ าสตร์กายภาพ
เร่ืองที่ 3 ประเพณีและวฒั นธรรมในจังหวดั ลาพูน
เรื่องที่ 4 โบราณสถาน โบราณวัตถุ สถาปัตยกรรม

เรื่องท่ี 5 คุณค่าและแนวทางในการอนุรักษ์

หลกั สตู รรายวิชาเลอื ก
วิชา หรภิ ุญชัยบา้ นฉัน รหัสวิชา สค03144
จานวน 3 หนว่ ยกิต (120 ชว่ั โมง)ระดับประถมศกึ ษา มัธยมศึกษาตอนตน้ มัธยมศึกษาตอนปลาย

ความสาคญั
ประวัติศาสตร์ของชมุ ชนสังคมเป็นเร่อื งท่ีทกุ คนควรศึกษาเพือ่ สรา้ งความรักความตระหนักรักและหวง

แหน การศกึ ษาประวตั คิ วามเปน็ มาของนครหริภุญชยั วดั พระธาตุหรภิ ญุ ชัย ประเพณี วัฒนธรรม โบราณสถาน
โบราณวตั ถุ สถาปัตยกรรมตลอดจนการมสี ่วนร่วมในการอนุรกั ษ์

การพัฒนาหลักสูตรสาระการพัฒนาสังคม จัดทาข้ึนโดยทาการศึกษา เก่ียวกับภูมิศาสตร์
ประวัติศาสตร์เศรษฐศาสตร์ การเมืองการปกครองในท้องถิ่นประเทศต่างๆในโลกและนามาปรับใช้ในการ
ดาเนินชีวิต เพื่อความมั่นคง โดยการศึกษา สารวจ รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนในการจัด
กิจกรรมเพ่ือให้เกิดการพัฒนา จึงได้จัดทาหลักสูตรรายวิชาหริภุญชัยบ้านฉัน โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพ่ือให้
ผู้เรียน มีความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักเก่ียวกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเมือง การ
ปกครอง ของนครหริภุญชัย และนามาปรับใช้ในการดาเนินชีวิต ที่จะส่งผลต่อการพัฒนาสังคม และความ
มนั่ คงของชาติ

ปรชั ญาสานกั งานสง่ เสริมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย
ปรชั ญา “คิดเป็น” มีแนวคดิ ภายใตค้ วามเช่อื วา่ “คนเราสามารถพฒั นาการคิดการตัดสนิ ใจใหม้ ี

ประสิทธิภาพสงู ข้นึ ได้ ด้วยการฝึกทกั ษะการใชข้ ้อมูลท่หี ลากหลายท้งั ดา้ นตนเอง สังคม
และวชิ าการ มาวเิ คราะห์ เชอ่ื มโยง สมั พันธ์ สร้างสรรค์ เป็นแนวทาง วิธีการสาหรับตนเอง
แลว้ ประเมินคา่ ตัดสินใจเพื่อตนเอง และสงั คม ซ่ึงเป็นลักษณะของคน “คิดเป็น”

วิสัยทศั น์(Vision)สถานศกึ ษา

จัดและสง่ เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั ใหก้ ับกลุ่มเปา้ หมายมคี ุณธรรม ตาม
หลกั ปรชั ญาเศรษบกิจพอเพยี ง

วิสัยทศั น์(Vision)หลกั สตู ร

หลักสูตรรายวิชาหริภุญชัยบ้านฉัน มุ่งพัฒนาผู้เรียน มีความรู้ ความเข้าใจ ตะหนักเก่ียวกับ
ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง เก่ียวกับนครหริภุญชัยและนามาปรับใช้ใน
การดาเนินชีวติ ของตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน และสังคมไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

พันธกจิ (Mission) ของสถานศึกษา

๑. จัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ใหก้ ับกลมุ่ เป้าหมายที่อยูน่ อกโรงเรยี นตาม
ความต้องการและความจาเป็น

๒. วจิ ยั และพฒั นาคณุ ภาพหลักสูตร สอ่ื กระบวนการเรียนรู้และมาตรฐานการศึกษานอกระบบ

๓. ดาเนินการเทยี บโอนผลการเรยี น เทียบโอนความรแู้ ละประสบการณ์ กากับดูแลตรวจสอบนิเทศ
ติดตามประเมนิ ผลและรายงานผลการดาเนนิ งานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

๔. พฒั นาการเรียนรใู้ ห้กบั ให้กับกลมุ่ เป้าหมายเพอ่ื ให้มีความรคู้ คู่ ุณธรรมและมีทักษะการดารงชวี ติ
ตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง

5.จัดส่งเสริมและสนบั สนนุ พัฒนาแหล่งเรียนรู้และภูมิปญั ญาทอ้ งถน่ิ

6.ส่งเสริมสนบั สนนุ ใหภ้ าคเี ครือข่ายมีส่วนร่วมในการจดั และพฒั นาการศึกษาระบบและการศึกษา
ตามอธั ยาศยั เพ่ือส่งเสริมการเรียนรตู้ ลอดชวี ติ

7.ระดมสรรพยากรเพื่อใช้ในการจดั และพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย

8.พฒั นาระบบการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภบิ าล

9.พัฒนาและสง่ เสริมการนาเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สารมาใชม้ าใช้ในการจดั การศึกษานอก
ระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั

10.พฒั นาครูและบุคลากรทางการศึกษา

11.ดาเนนิ การประกันคณุ ภาพภายในทส่ี อดคลอ้ งกบั ระบบ หลกั เกณฑ์ และวิธีการที่กาหนด

เปา้ ประสงค์

ผเู้ รียนทีล่ งทะเบียนเรียนในรายวชิ า หรภิ ุญชยั บ้านฉนั ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศัยอาเภอเมืองลาพูนผ่านเกณฑ์การวดั ผล ประเมนิ ผลรายวชิ าไม่ตา่ กว่าร้อยละ 80 ของ ผู้
ลงทะเบียนเรียนรายวชิ า หรภิ ุญชัยบ้านฉนั ท้งั หมด ผ้เู รยี นมคี วามพึงพอใจต่อกิจกรรมท่ีเขา้ รว่ ม ไดร้ ับ
การศกึ ษาและการเรียนรู้ตลอดชีวติ ทมี่ มี าตรฐาน มที ักษะในการคน้ คว้าหาความรู้ ตามท่ตี ้องการ จากสอ่ื ท่ี
หลากหลาย มคี วามรู้ มคี วามสามารถตามตวั ชี้วดั รายวิชา ไดร้ บั การอบรมและฝึกทักษะ สามารถนาความรู้ไป
ใช้ในชีวิตประจาวันพัฒนาตนเองและสงั คมให้อยู่รว่ มกันอย่างมคี วามสุข

หลักการ จดุ มุ่งหมายของหลักสตู ร

หลกั การ หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กาหนด
หลักการไว้ดังนี้

1. เป็นหลักสูตรท่ีมีโครงสร้างยืดหยุ่นด้านสาระการเรียนรู้ เวลาเรียน และการจัดการเรียนรู้ โดยเน้น
การบูรณาการเนือ้ หาให้สอดคล้องกบั วิถีชีวิต ความแตกตา่ งของบุคคล ชุมชน และสงั คม

2. ส่งเสริมให้มีการเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศยั

3. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตโดยตระหนักว่าผู้เรียน ความสาคัญ
สามารถพัฒนาตนเองไดต้ ามธรรมชาตแิ ละเตม็ ตามศกั ยภาพ

4. สง่ เสริมใหภ้ าคเี ครือขา่ ยมสี ว่ นร่วมในการจดั การศกึ ษา

จุดหมาย หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดับการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 มุ่งพัฒนา
ให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม มีสติปัญญา มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีศักยภาพในการประกอบอาชีพและการ
เรียนรูอ้ ยา่ งต่อเน่ืองซงึ่ เปน็ คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ทีต่ ้องการ จงึ กาหนดจุดหมายดงั ตอ่ ไปนี้

1. มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ มท่ดี งี ามและสามารถอยรู่ ว่ มกนั ในสังคมอย่างสนั ตสิ ขุ
2. มีความรูพ้ ืน้ ฐานสาหรบั การดารงชวี ิต และการเรยี นร้อู ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
3. มีความสามารถในการประกอบสัมมาอาชีพให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัด และตามทันความ
เปล่ยี นแปลงทางเศรษฐกจิ สงั คม และการเมือง
4. มีทักษะการดาเนินชีวิตท่ีดี และสามารถจัดการกับชีวิต ชุมชน สังคมได้ อย่างมีความสุขตาม
ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
5. มีความเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติไทย ภูมิใจในความเป็นไทย โดยเฉพาะภาษา ศิลปะ วัฒนธรรม
ประเพณี กีฬา ภูมิปัญญาไทย ความเป็นพลเมืองดี ปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนายึดม่ันในวิถีชีวิต และ
การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมุข
6. มีจติ จานกึ ในการอนรุ กั ษ์ และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อม
7. เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ มีทักษะในการแสวงหาความรู้ สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และบูรณาการ
ความรูม้ าใช้ในการพัฒนาตนเอง ครอบครวั ชุมชน สังคม และประเทศชาติ

กลมุ่ เป้าหมาย
กลมุ่ เป้าหมายเปน็ ประชาชนทไ่ี มไ่ ดอ้ ยใู่ นระบบโรงเรียน ซง่ึ เป็นไปตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติ

สง่ เสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พุทธศักราช 2551 ระบุว่า “ เพื่อประโยชน์ในการ
ส่งเสริม และสนับสนุนการศึกษาให้บุคคลได้รับการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างทั่วถึง
และมีคณุ ภาพตามกฎหมายว่าด้วยการศกึ ษาแห่งชาติโดยใหบ้ คุ คลซ่ึงได้รับการศึกษาขั้นพ้ืนฐานไปแล้วหรือไม่ก็
ตามมีสิทธิได้รับการศึกษาในรูปแบบการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาตามอัธยาศัยได้ แล้วแต่กรณี ท้ังนี้
ตามกระบวนการและการดาเนินการทีไ่ ดบ้ ญั ญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้”

คณุ ธรรม
จานวน 9 คณุ ธรรม แบ่งเปน็ 3 กลมุ่ คือ
กลุ่มที่ 1 คุณธรรมเพอ่ื การพัฒนาตน ประกอบดว้ ย

1. สะอาด 2.สภุ าพ 3. กตญั ญกู ตเวที
กลมุ่ ที่ 2 คุณธรรมเพอื่ การพัฒนาการทางาน ประกอบดว้ ย

1.ขยนั 2.ประหยัด 3.ซ่อื สัตย์
กลมุ่ ท่ี 3 คณุ ธรรมเพื่อการพัฒนาการอยู่ร่วมกนั ในสังคม ประกอบด้วย

1. สามคั คี 2.มีน้าใจ 3.มีวนิ ยั

ระดับการศกึ ษา
แบ่งระดับการศึกษาออกเป็น 3 ระดบั คอื ระดบั ประถมศกึ ษา ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น และระดบั
มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย โดยแต่ละระดบั ใชเ้ วลาเรยี น 4 ภาคเรียน ยกเว้นกรณีทีม่ ีการเทียบโอน ท้ังนีต้ ้อง
ลงทะเบียนเรียนในสถานศึกษาอย่างน้อย 1 ภาคเรียน

คาอธบิ ายรายวิชา สค 03144 สงั คมศกึ ษา 3 หนว่ ยกติ รายวิชาหรภิ ญุ ชยั บ้านฉนั

คาอธิบายรายวชิ า

ประวตั ศิ าสตร์ของชมุ ชนสังคมเป็นเรือ่ งที่ทุกคนควรศึกษาเพ่ือสร้างความรักความตระหนักรักและหวง

แหน การศกึ ษาประวัติความเปน็ มาของนครหริภุญชยั วัดพระธาตหุ ริภุญชัย ประเพณี วัฒนธรรม โบราณสถาน

โบราณวัตถุ สถาปตั ยกรรมตลอดจนการมีส่วนรว่ มในการอนุรกั ษ์

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐานที่ 5.1 มีความรู้ ความเข้าใจและตระหนกั ถึงความสาคัญเกยี่ วกับภูมิศาสตร์ ประวตั ิศาสตร์

เศรษฐกจิ การเมือง การปกครอง สามารถนามาปรับใช้ในการดารงชีวิต

มาตรฐาน 5.2 มีความรูค้ วามเขา้ ใจ เหน็ คุณคา่ และสืบทอดศาสนา วฒั นธรรม ประเพณี เพื่อการอยู่

รว่ มกนั อยา่ งมีความสุข

มาตรฐานการเรยี นรรู้ ะดับ

มาตรฐานที่ 5.1 มีความรู้ ความเข้าใจและตระหนกั ถึงความสาคัญเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ประวตั ศิ าสตร์ เศรษฐกิจ

การเมือง การปกครอง สามารถนามาปรับใช้ในการดารงชีวิต

ระดับประถมศึกษา ระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

มาตรฐานการ ผลการเรยี นรูท้ ี่ มาตรฐานการ ผลการเรยี นรทู้ ่ี มาตรฐานการ ผลการเรียนรทู้ ี่

เรยี นรู้ คาดหวงั เรียนรู้ คาดหวัง เรยี นรู้ คาดหวงั

มคี วามรคู้ วาม 1.อธบิ ายขอ้ มูล มีความรคู้ วาม 1.อธิบาย มคี วามรู้ ความ 1.อธบิ ายขอ้ มูล

เข้าใจตระหนัก เกย่ี วกบั เข้าใจตระหนัก เกีย่ วกับข้อมลู เขา้ ใจตระหนัก เกีย่ วกบั

เก่ยี วกับ ภมู ิศาสตร์ เกยี่ วกบั ภูมิศาสตร์ เก่ียวกบั ภมู ศิ าสตร์

ภูมศิ าสตร์ ประวัตศิ าสตร์ ภมู ศิ าสตร์ ประวัตศิ าสตร์ ภมู ิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์

ประวตั ิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ประวัตศิ าสตร์ เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การเมือง การ
เศรษฐศาสตร์ การเมืองการ เศรษฐศาสตร์ การเมือง การ การเมือง การ ปกครองท่ี

การเมืองการ ปกครองท่ี การเมือง การ ปกครองท่ี ปกครองในโลก เกีย่ วข้องกบั
ปกครองใน เกย่ี วกับตนเอง ปกครองในทวปี เกี่ยวขอ้ งกับ และนามาปรับ ประเทศต่างๆ
ทอ้ งถ่นิ ประเทศ ชมุ ชนท้องถ่ิน เอเชีย และ ประเทศในทวปี ใช้ในการดเนิน ในโลก

และนามาปรบั ประเทศไทย นามาปรบั ใชใ้ น เอเชยี ชวี ติ เพอื่ ความ 2.วเิ คราะห์
ใช้ในการดเนนิ 2.ระบสุ ภาพ การดาเนินชวี ิต 2.นาเสนอผล มั่นคงของชาติ เปรียบเทยี บ
ชวี ิต เพ่ือความ การ เพ่ือความมนั่ คง การ
สภาพ

ม่นั คง เปลย่ี นแปลง ของชาติ เปรยี บเทยี บ ภมู ิศาสตร์
ประวัตศิ าสตร์
ทางภมู ิศาสตร์ สภาพ

ระดบั ประถมศึกษา ระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

มาตรฐานการ ผลการเรยี นรทู้ ่ี มาตรฐานการ ผลการเรียนรูท้ ่ี มาตรฐานการ ผลการเรยี นรู้ที่

เรยี นรู้ คาดหวัง เรยี นรู้ คาดหวงั เรยี นรู้ คาดหวงั

ประวตั ศิ าสตร์ ภมู ศิ าสตร์ เศรษฐศาสตร์

เศรษฐศาสตร์ ประวตั ิศาสตร์ การเมืองการ

การเมืองการ เศรษฐศาสตร์ ปกครอง ของ

ปกครองและกก การเมือง การ ประเทศตา่ งๆ

หมายที่มี ปกครองของ ในโลก

ผลกระทบต่อ ประเทศในทวปี 3.ตระหนกั และ

วิถชี ุมชน เอเชยี คาดคะเน

ทอ้ งถ่ินชวี ิตของ 3.ตระหนักและ สถานการณ์

ตน สังคม และ วิเคราะหถ์ ึงการ ระหวา่ ง

ประเทศไทย เปลยี่ นแปลงท่ี ทางดา้ น

3.เกิดความ เกดิ ขึ้นกับ ภมู ิศาสตร์

ตระหนกั และ ประเทศในทวีป ประวตั ิศาสตร์

สามารถนา เอเชียท่ีมี การเมือง การ

ความรูท้ างดา้ น ผลกระทบต่อ ปกครอง ทีม่ ี

ภูมศิ าสตร์ ประเทศไทย ผลกระทบต่อ

ประวัติศาสตร์ ประเทศไทย

เศรษฐศาสตร์ และโลกใน

การเมืองการ อนาคต

ปกครอง และ 4.เสนอแนะ

กกหมายไป แนวทางในการ

ประยกุ ต์ใชใ้ ห้ แกป้ ัญหา การ

ทนั ต่อการ ป้องกันและการ

เปลี่ยนแปลงกับ พัฒนาทางด้าน

สภาพ สังคม การเมืองการ

เพื่อความมั่นคง ปกครอง

ของชาติ เศรษฐกจิ และ

สงั คม ตาม

สภาพปัญหาท่ี

เกิดข้นึ เพื่อ

ความม่ันคง

เพอื่ ความม่นั คง

ของชาติ

มาตรฐาน 5.2 มคี วามรู้ความเข้าใจ เหน็ คณุ คา่ และสืบทอดศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี เพ่ือการอย่รู ่วมกัน

อยา่ งมีความสขุ

ระดบั ประถมศึกษา ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

มาตรฐานการ ผลการเรียนรู้ท่ี มาตรฐานการ ผลการเรยี นรูท้ ่ี มาตรฐานการ ผลการเรียนรทู้ ่ี

เรียนรู้ คาดหวัง เรยี นรู้ คาดหวัง เรียนรู้ คาดหวัง

มีความรคู้ วาม 1.อธิบาย มคี วามรู้ความ 1.อธิบาย มีความรูค้ วาม 1.อธิบาย
เขา้ ใจ เหน็ ประวตั ิ หลกั คา เขา้ ใจ เห็น ประวัติ หลกั คา เขา้ ใจ เห็น ประวัติ หลักคา

คณุ คา่ และสบื สอนและการ คุณค่าและสบื สอน ศาสนา คณุ ค่าและสบื สอน ศาสนา
ทอดศาสนา ปฏบิ ัตติ นตาม ทอดศาสนา วฒั นธรรม ทอดศาสนา วัฒนธรรม
วฒั นธรรม หลักศาสนาท่ี วัฒนธรรม ประเพณีของ วัฒนธรรม ประเพณขี อง

ประเพณีของ ตนนับถือ ประเพณขี อง ประเทศในทวีป ประเพณีของ ประเทศในโลก
ทอ้ งถนิ่ และ 2.ยอมรับและ
ประเทศไทย 2.เหน็ ประเทศในทวีป เอเชยี ประเทศใน ปฏบิ ัติตนเพอื่

ความสาคญั ของ เอเชีย 2.ยอมรบั และ สังคมโลก

วฒั นธรรม ปฏบิ ตั ติ นเพือ่ การอยู่ร่วมกัน
ประเพณี และมี การอย่รู ่วมกนั อยา่ งมีสนั ตสิ ขุ
สว่ นร่วมในการ อยา่ งมีสันตสิ ุข ในสงั คมที่มี

ปฏบิ ัตติ นตาม ในสังคมท่ีมี ความ
วัฒนธรรม ความ หลากหลายทาง
ประเพณี หลากหลายทาง ศาสนา
ท้องถิน่ ศาสนา วัฒนธรรม
3.ปฏิบัติตน วัฒนธรรม ประเพณี

ตามหลักธรรม ประเพณี 3.เลอื กรับปรับ
ทางศาสนา ใช้ วัฒนธรรม
วฒั นธรรม ประเพณี ที่

ประเพณี สอดคลอ้ งและ
4.ยอมรับและ เหมาะสมกบั
ปฏบิ ัตติ นเพื่อ สงั คมไทย

การอยู่รว่ มกัน
อยา่ งมีความสุข
ในสงั คม ทม่ี ี

ความ
หลากหลายทาง
ศาสนา

วฒั นธรรม
ประเพณี

ผลการเรยี นรู้ทคี่ าดหวงั
1.อธิบายประวัตคิ วามเปน็ มาของนครหริภุญชยั ได้
2.บอกลักษณะภมู ิประเทศของนครหรภิ ุญชยั ได้
3.อธิบายประวัติความเปน็ มาของโบราณวัตถุ โบราณสถาน สถาปัตยกรรม วัฒนธรรมและประเพณีที่

เก่ียวขอ้ งได้
4.มีสว่ นร่วมในการอนรุ กั ษ์และสืบสานโบราณวตั ถุ โบราณสถาน สถาปตั ยกรรม วฒั นธรรมและ

ประเพณที ่ีเกย่ี วขอ้ งได้
5.วเิ คราะหแ์ ละนาเสนอแนวทางในการการอนุรักษ์และสบื สานโบราณวัตถุ โบราณสถาน

สถาปัตยกรรม วัฒนธรรมและประเพณีท่เี กี่ยวข้องได้

ศึกษา/ฝกึ ทักษะ
1.ประวัตินครหรภิ ุญชัย
2.วัฒนธรรมประเพณที เี่ ก่ียวข้อง
3.โบราณสถานโบราณวตั ถุ สถาปตั ยกรรม นครหรภิ ญุ ชัย
4.ศึกษาและวิเคราะห์เก่ยี วกับแนวทางในการอนุรักษ์

การจัดประสบการณ์การเรียนรู้
สารวจสภาพภมู ิศาสตร์ กายภาพ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตรก์ ารเมือง การปกครองของชมุ ชน จดั

กลมุ่ อภิปรายแลกเปล่ียนเรยี นรู้ สืบค้นข้อมูลทางกายภาพจากแหลง่ เรียนรู้ภมู ปิ ญั ญา การศึกษาดงู าน ฟัง
บรรยายจากผู้รู้ และสรปุ ผลการเรียนรู้ นาเสนอในรูปแบบต่างๆ การจัดกจิ กรรมจากสภาพจริง การเลา่
ประสบการณ์ การแลกเปลย่ี นเรียนรู้ การค้นคว้าจากผรู้ ู้ แหล่งเรียนรู้ สอ่ื เทคโนโลยี

การวัดผลประเมนิ ผล
1.สังเกตการเข้าร่วมกจิ กรรมของผ้เู รียน
2.การตรวจผลงาน(ชนิ้ งาน/แบบสารวจ)
3.ประเมินรายงาน/โครงการ
4.ตรวจแบบฝกึ หัด
5.แบบทดสอบ

รายละเอียดคาอธิบายรายวชิ า สค 03144 หริภญุ ชัยบ้านฉัน 3 หน่วยกติ

มาตรฐานการเรียนรรู้ ะดับ
มีความรคู้ วามเขา้ ใจเหน็ คุณค่าและสบื ทอดศาสนา วฒั นธรรมประเพณขี องทอ้ งถน่ิ และประเทศไทย

คาอธบิ ายรายวชิ า
ประวัตศิ าสตร์ของชมุ ชนสังคมเปน็ เร่ืองท่ที ุกคนควรศึกษาเพ่ือสรา้ งความรกั ความตระหนักรกั และหวง

แหน การศึกษาประวัติความเป็นมาของนครหริภญุ ชัยวัดพระธาตหุ ริภญุ ชัย ประเพณี วัฒนธรรม โบราณสถาน
โบราณวตั ถุ สถาปัตยกรรมตลอดจนการมีสว่ นร่วมในการอนุรักษ์

หัวข้อ ตวั ชี้วดั เนื้อหา จานวน

ชัว่ โมง

1.ประวัตคิ วามเปน็ มา รู้และเขา้ ใจเก่ียวกบั 1.ประวัตคิ วามเปน็ มาของนครหริ 20

ประวตั คิ วามเป็นมาของ ภุญชัย

นครหริภุญชัยและวัดพระ - การเมืองการปกครอง

ธาตหุ ริภุญชยั - ศาสนา

- เศรษฐกิจหริภญุ ชยั

2.ประวตั วิ ัดพระธาตุหริภุญชัย

2.ลกั ษณะภูมิประเทศ บอกและอธบิ ายเกี่ยวกบั 1.ลักษณะภูมิศาสตร์ทางกายาภาพ 20

ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศของ - อาณาเขต – ภูมอิ ากาศ -ภมู ิ

จงั หวดั ลาพูนได้ ประเทศ

2. การประกอบอาชีพตาม

ภมู ิศาสตร์กายภาพชุมชน

3.ทรพั ยากรธรรมชาติในชมุ ชน

- ดนิ นา้ แร่ธาตุ

3.ประเพณีและวัฒนธรรม 1. อธบิ ายความเป็นมา 1.ประเพณแี ละวัฒนธรรม 30

ในจงั หวัดลาพูน ของประเพณแี ละ 2.ประเพณสี รงน้าพระธาตุ

วฒั นธรรมของลาพนู ได้ 3.ประเพณีสลากย้อม

2. ตระหนักและเหน็ 4.ประเพณีโคมลอยย่ีเปง็

คุณคา่ ของประเพณีและ 5.ประเพณสี ลากภัต

วัฒนธรรม 6.ประเพณีเลยี้ งผปี ู่ ย่า ตา ยาย

3.มีส่วนรว่ มและปฏิบัตติ น

ในการเขา้ รว่ มกจิ กรรม

ประเพณไี ด้อยา่ งถกู ต้อง

4.โบราณวัตถุ 1.อธบิ ายความสาคัญและ 1.โบราณสถานความสาคญั และ 20

โบราณสถาน ลกั ษณะของโบราณวัตถุ ลกั ษณะ

สถาปตั ยกรรม โบราณสถาน 2.โบราณวัตถุ ความสาคัญและ

สถาปตั ยกรรม ได้ ลกั ษณะ

3.สถาปัตยกรรมความสาคัญและ

หัวข้อ ตัวชวี้ ัด เน้ือหา จานวน
ชั่วโมง
5.คณุ คา่ และแนวทางใน 1.วเิ คราะห์และนาเสนอ ลกั ษณะ
การอนุรักษ์ แนวทางในการอนุรกั ษ์ 1.คุณค่าโบราณสถาน โบราณวัตถุ 30
โบราณวตั ถุ โบราณสถาน สถาปตั ยกรรม วฒั นธรรมประเพณี
สถาปัตยกรรม วฒั นธรรม ที่เกย่ี วข้อง
ประเพณีท่ีเก่ยี วขอ้ ง 2.แนวทางในการอนุรักษ์
โบราณสถาน โบราณวตั ถุ
สถาปตั ยกรรม วฒั นธรรมประเพณี
ที่เกยี่ วข้อง
3.การมสี ว่ นรว่ มในการอนรุ ักษ์

เรือ่ งที่ 1

ประวัตคิ วามเปน็ มาอาณาจักรหรภิ ญุ ชัย

อาณาจักรหรภิ ุญชัย

อาณาจักรหริภุญชัย (ประมาณ พ.ศ. 1206-1835) ตํานานจามเทวีโบราณได฾บันทึกไว฾ว฽า ฤๅษี
วาสเุ ทพ เป็นผส฾ู รา฾ งเมืองหรภิ ญุ ชัยขน้ึ ในปี พ.ศ. 1204 แล฾วต฽อมาได฾อัญเชิญพระนางจามเทวี ซึ่งเป็นพระราช
ธิดาของกษัตริยแขอมจากเมืองละโว฾ขึ้นไปครองเมืองหริภุญชัย ในครั้งน้ันพระนางจามเทวี ได฾นําพระสงฆแ
นักปราชญแ และช฽างศิลปะต฽าง ๆ ข้ึนไปด฾วยเป็นจํานวนมาก ราวหม่ืนคนพระนางได฾ทํานุบํารุงและก฽อสร฾าง
บ฾านเมือง ทาํ ให฾ เมืองหรภิ ญุ ชยั (ลําพูน) นัน้ เปน็ แหล฽งศิลปวัฒนธรรมท่ีเจริญรุ฽งเรืองยิ่ง ต฽อมาพระนางได฾สร฾าง
เขลางคแนคร (ลาํ ปาง) ขนึ้ อกี เมอื งหนึ่งให฾เป็นเมอื งสาํ คญั สมยั น้ันปรากฏมีการใชภ฾ าษามอญโบราณในศิลาจารึก
ของหรภิ ญุ ชัย มีหนังสือหมานซขู องจนี สมยั ราชวงศแถัง กลา฽ วถึงนครหรภิ ญุ ชยั ไว฾วา฽ เปน็ “อาณาจักรกษัตริยแหญิง
นูหวางโก฽ว” ต฽อมา พ.ศ. 1824 พระเจ฾าเม็งรายมหาราช กษัตริยแผู฾สถาปนาอาณาจักรล฾านนา ได฾ยกกองทัพ

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภุญชยั บา้ นฉนั หนา้ ๑

เข฾ายึดเอาเมืองหริภุญชัยจากพญาญีบาได฾ใน ต฽อจากน้ันอาณาจักรหริภุญชัยจึงส้ินสุดลงหลังจากรุ฽งเรืองมา
618 ปี มีกษัตริยแครองเมอื ง 49 พระองคแ

สมัยผนวกเขา้ กบั อาณาจักรลา้ นนา
เมื่อพญามังรายตีเมืองลําพูนได฾ในประมาณ ปี พ.ศ.๑๘๓๕ ได฾ให฾ขุนฟูาครองเมืองหริภุญชัย ส฽วน

พญามงั รายไปสร฾างเวียงกุมกาม เม่ือปี พ.ศ.๑๘๓๗ และไปสร฾างเมืองเชียงใหม฽ เมื่อปี พ.ศ.๑๘๓๙ เพื่อให฾เป็น
ศูนยแกลางของอาณาจกั รลา฾ นนา โดยการผนวกแควน฾ หรภิ ญุ ชยั และแควน฾ โยนกเขา฾ ดว฾ ยกัน

ในขณะทพี่ ญามังรายครองเมืองเชยี งใหม฽ พญาเบกิ โอรสพญาญีบา เจ฾าเมืองเขลางคแนครได฾ยกกองทัพ
มาตเี มอื งเชียงใหม฽ ได฾ยกทัพมาล฾อมเวียงกมุ กามไว฾ แต฽ขุนครามโอรสพญาเม็งรายเจ฾าเมืองเชียงรายยกกําลังมา
ชว฽ ยไวไ฾ ด฾ ตีกองทพั เมอื งเขลางคแนครแตกกลับไป พญาเบิกถูกจับได฾ท่ีตําบลแม฽ตาน (ขุนตาน) และถูกปลงพระ
ชนมแ ณ ท่นี นั้ พญาญีบาอพยพหนีไปพ่ึงพระยาพิษณุโลกท่ีเมืองสองแคว ขุนครามยึดเมืองเขลางคแนครได฾แล฾ว
แตง฽ ตงั้ ให฾ขุนเสนาครองเมอื งเขลางคนแ คร เป็นการขยายอาณาเขตของพญาเม็งรายไปในดินแดนล฽มุ แม฽นํา้ วัง

สําหรับเมืองลําพูน ซึ่งอย฽ูใกล฾กับเมืองเชียงใหม฽มาก ได฾ให฾ขุนนางไปปกครองเช฽น ขุนฟูาในสมัย
พญามังราย หม่ืนละพนู ในสมัยพระนางจิรประภา และแสนลําพูนชัยในสมัยพระชัยเชษฐา แต฽ในบางรัชกาลก็
ดแู ลเมอื งลําพูน

สมยั รัตนโกสนิ ทร์ตอนต้น

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภุญชัยบ้านฉนั หนา้ ๒

เม่ือพระเจ฾ากาวิละได฾เข฾าไปตั้งมั่นที่เมืองเชียงใหม฽ได฾แล฾วใน ปี พ.ศ.๒๓๓๙ ในระยะแรกก็ได฾ไปเกลี้ย
กล฽อมผู฾คนจากเมืองเล็กเมืองน฾อย แถบแม฽น้ําสาละวินมาไว฾ท่ีเวียงปุาซาง พระเจ฾ากาวิละได฾ไปเกล้ียกล฽อมเจ฾า

ฟาู เมอื งยอง เมืองฝาง เมืองเชียงราย และเมืองสาด ให฾ต฽อต฾านพม฽า เจ฾าเมืองยองยอมท้ิงเมืองพาผู฾คนมาอย฽ูท่ี
เวียงปาุ ซาง

ในปี พ.ศ.๒๓๔๕ เจ฾ากาวิละเร่ิมตีเมืองเชียงตุง และเมืองสาดได฾ และตีเมืองเชียงแสนได฾ เมื่อปี พ.ศ.
๒๓๔๗ โดยกองกําลังผสมจาก เชียงใหม฽ กรุงเทพ ฯ ลําปาง เวียงจันทนแ และเมืองน฽าน ต้ังแต฽ปี พ.ศ.๒๓๔๘
กองทัพเชียงใหมไ฽ ดย฾ กข้ึนไปกวาดต฾อนผูค฾ นตามเมืองท่อี ยท฽ู างตอนเหนอื ของเมืองเชยี งแสนคอื เมืองยอง เมืองยู฾

เมืองหลวย เมืองเชียงตุง เมืองเชียงขาง เมืองวะ เมืองลอง เมืองกาย เมืองขัน เมืองหุน เมืองงาด เมืองงึม
เมืองเสยี้ ว สบิ สองปันนา เชียงร฽ุง ฯลฯ

การปฏบิ ตั กิ ารดังกล฽าว เป็นการกวาดต฾อนผู฾คนครั้งใหญ฽ในประวัติศาสตรแล฾านนา ทําให฾เกิดการต้ังถิ่น
ฐานกระจายอยู฽ในเขตเมืองเชียงใหม฽ และลําพูนของกล฽ุมชาติพันธแุต฽าง ๆ ผู฾คนที่ถูกกวาดต฾อนมา หากเป็น
ชา฽ งฝมี ือ และไพร฽ชนั้ ดจี ะกําหนดให฾อยู฽ในเมือง เช฽น เขนิ ที่หายยา อพยพมาจากเชียงตุง เช่ียวชาญการทําเคร่ือง

เขนิ มาอยเู฽ ชียงใหมร฽ ะหวา฽ งกาํ แพงเมืองชน้ั นอก และชั้นในทิศใต฾ ยวนบา฾ นฮอ฽ มเช่ยี วชาญการทําดอกไม฾กระดาษ
กลุม฽ ไต หรอื ไตใหญ฽ เชี่ยวชาญด฾านการค฾า ส฽วนไพร฽ท่ีไร฾ฝีมือจะให฾ไปตั้งถิ่นฐานอยู฽นอกเมืองเช฽นเขินที่สันทราย

ยองทลี่ าํ พนู
ผค฾ู นท่ีถกู กวาดตอ฾ นมาจะยกมาเป็นกลุ฽มเมือง เม่ือมาต้ังถิ่นฐานใหม฽ได฾ต้ังช่ือหม฽ูบ฾านตามช่ือบ฾านเมือง

เดิมท่ีถูกกวาดต฾อนมา เชน฽ บา฾ นเมืองลวง บ฾านเมืองแสน เมอื งวะ เมอื งสาด เมืองย฾ู เมอื งหลวย เมืองพยาก เป็น

ต฾น บางแห฽งแต฽งตั้งตามทําเลใหม฽ เช฽นบ฾านช฽างกระดาษ สันปุาตอง บ฾านปุาลาน บ฾านสันกลาง เป็นต฾นเมือง
ลําพูนได฾รับการจัดตั้งขึ้นใหม฽ ภายหลังจากที่คนยอง ท่ีถูกกวาดต฾อนมาอย฽ูลําพูนใน ปี พ.ศ. ๒๓๔๘ มี

พระยาบรุ รี ัตนแ (คําฝั้น) อนุชาพระเจ฾ากาวิละมาครองเมืองเป็นคนแรก มีเจ฾าบุญมาน฾องคนสุดท฾ายของตระกูล
เจา฾ เจ็ดตน เปน็ พระยาอปุ ราช เมอื งลาํ พนู มคี วามสําคญั รองลงมาจากเมืองเชียงใหม฽ และเมืองลําปางตามลําดับ
คาดวา฽ คนเมืองยองถูกกวาดต฾อนมาอยู฽ท่ีลําพูน ประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน การแบ฽งไพร฽พลยอง ท่ีตั้งถิ่นฐานอย฽ูท่ี

เมืองลําพูน ให฾พระยามหยังคบุรีเจ฾าเมืองยอง และน฾องอีกสามคน ตั้งถ่ินฐานอย฽ูที่ริมฝ่ังแม฽น้ํากวง ตรงข฾ามกับ
เมืองลําพูน ท่ีบ฾านเวียงยอง ให฾ผู฾คนที่อพยพจากเมืองยู฾ เมืองหลวย ไปตั้งถิ่นฐานอย฽ูนอกกําแพงเมืองด฾านทิศ

ตะวันออกเฉียงใต฾ เพ่ือให฾ชุมชนเหล฽านี้ทอผ฾าให฾กับเจ฾าเมืองลําพูน นอกจากนั้นการต้ังถิ่นฐานของชาวยองจะ
ขยายตัวไปตามแนวลําน้ํา หม฽ูบ฾านหลักในขณะนั้นในเขตลุ฽มแม฽น้ํากวง มีบ฾านเวียงยอง บ฾านย฾ู บ฾านหลวย
บ฾านตอง บ฾านหล่ิวห฾า (ศรีบุญยืน) บ฾านปิงห฽าง (หนองหมู) ตามล฽ุมแม฽สาร มี บ฾านปุาขาม บ฾านสันปุาสัก

บา฾ นสมั คะยอม ในเขตลม฽ุ แมน฽ ้ําปิง มี บา฾ นริมปิง บา฾ นประตูปุา บ฾านหลุก บ฾านบัว บ฾านบาน ในเขตลุ฽มนํ้าแม฽ทา
มี บา฾ นปาุ ซาง บา฾ นสบทา บา฾ นฉางขา฾ วนอ฾ ย บ฾านแซม บ฾านสะปุ฻ง บ฾านหวาย อีกส฽วนหนึ่งได฾ขยายตัวจากที่ราบ

ปุาซางเข฾าสู฽เขตอําเภอบ฾านโฮ฽ง และอําเภอลี้ ในล฽ุมแม฽นํ้าล้ี มีชาวไตเขินจากเชียงตุง มาต้ังถิ่นฐานที่บ฾านสัน
ดอนรอม นอกเขตกาํ แพงเมอื งทางด฾านทิศตะวันตกเฉียงใต฾ท่ีบ฾านแปูน ตําบลบ฾านแปูน และก฽อนการเข฾ามาต้ัง
ถิ่นฐานของชาวยอง ได฾มีการกวาดต฾อนชาวไตใหญ฽จากเมืองปุ เมืองป่ัน เมืองสาด เมืองนาย เมืองขวาด เมือง

แหน และกล฽ุมคนท่เี รียกวา฽ ยางค฾างหวั ตาด ยาวหัวด฽าน มาไว฾ท่เี วยี งปาุ ซาง ภายหลังท่ีตัง้ เป็นเมอื งลําพูน เม่ือปี
พ.ศ.๒๓๔๘ ในฐานะเป็นหัวเมอื งประเทศราชข้นึ กับราชอาณาจักรสยามแล฾ว ในปี พ.ศ.๒๓๕๑ พระเจ฾ากาวิละ

ได฾เกณฑแกาํ ลงั พลชาวเมืองลําพูน ประมาณ ๑,๐๐๐ คนรวมกับกําลังจากเชียงใหม฽ และลําปาง เข฾าตีเมืองยาง
ทถ่ี กู พมา฽ ยดึ ไว฾แต฽ไมส฽ ําเรจ็ จงึ เทครัวอพยพชาวเมืองยองลงมาอยูท฽ เ่ี ชียงแสน พระยาอปุ ราช (บุญมา) แห฽งเมือง
ลําพนู ผเ฾ู ป็นอนชุ าองคแเล็กของตระกูลเชื้อเจ็ดตน ได฾รับแต฽งต้ังจากกรุงเทพ ฯ ให฾เป็นเจ฾าเมืองลําพูนองคแท่ีสอง

ระหวา฽ งปี พ.ศ.๒๓๕๙ - ๒๓๗๐ พระบาทสมเดจ็ พระน่งั เกล฾า ฯ ไดโ฾ ปรดเกลา฾ ฯ ใหพ฾ ระยาอปุ ราช (นอ฾ ย อินทร)

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหรภิ ุญชัยบ้านฉัน หน้า ๓

เปน็ พระยาลําพูนองคแทส่ี าม ระหว฽างปี พ.ศ.๒๓๗๐ - ๒๓๘๑ เมืองลําพูนได฾ขยายตัวไปผู฾คนไปต้ังถ่ินฐานอยู฽ใน
ลุ฽มน้ําต฽าง ๆ อย฽างมีความมั่นคง เม่ือปี พ.ศ.๒๓๗๒ ดร.ริชารแดสัน ข฾าราชการชาวอังกฤษได฾เข฾ามาสํารวจ
เส฾นทาง และสภาพการค฾าในเขตเมอื งเชียงใหม฽ ลาํ ปาง และลําพูน ไดบ฾ นั ทึกไวว฾ า฽ ประชากรของเมืองลําพูนมีอยู฽
ประมาณ ๑๔,๐๐๐ คน

ในปี พ.ศ.๒๓๘๑ พระยาลาํ ปางชยั วงศแ เจ฾าเมอื งลาํ ปางไดถ฾ งึ แกพ฽ ริ าลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล฾า ฯ
ได฾โปรดเกลา฾ ฯ ให฾แต฽งต้ังพระยาอุปราช (นอ฾ ย อนิ ทร) เจ฾าเมืองลําพูนไปเป็นเจ฾าเมืองลําปาง และโปรดเกล฾า ฯ
ให฾พระยาอปุ ราช (คําตนั ) เป็นเจ฾าเมืองลําพูน (องคแที่ส่ี) คนมอญและคนพม฽าในบังคับอังกฤษเริ่มเข฾ามาดําเนิน
ธรุ กิจทาํ ไม฾ ในปุาปลายแขนแขวงเมอื งตาก เมอื งเชียงใหม฽ และเมืองลําพูน

พระยาอุปราช (คําตัน) เป็นเจ฾าเมืองลําพูนถึง ปี พ.ศ. ๒๓๘๔ ก็พิราลัย พระยาบุรีรัตนแ
(เจ฾าน฾อยธรรมลังกา) บุตรเจ฾าบุญมาได฾รับโปรดเกล฾า ฯ ให฾เป็นเจ฾าเมืองลําพูน (องคแที่ห฾า) ถึงปี พ.ศ.๒๓๘๖ ก็
พิราลัย เจ฾าหนานชัยลังกาได฾รับโปรดเกล฾าฯ เป็นเจ฾าเมืองลําพูน (องคแที่หก) ต฽อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล฾าเจา฾ อย฽หู ัว ได฾รับขนานนามเปน็ เจ฾าชยั ลงั กาพศิ าลโสภาคุณหริภญุ ชัย เป็นเจ฾านครลําพูนถึง ปี พ.ศ.
๒๔๑๔ จงึ ใหย฾ กเลิกตําแหนง฽ พระยาหัวเมอื งแก฾ว เปลย่ี นเปน็ ตําแหนง฽ เจ฾าบุรรี ตั นแ

ยคุ ปฏิรูปการปกครองแผน่ ดนิ
เจา฾ ราชวงศแดาวเรืองรักษาการเจ฾าเมืองลําพูน ตั้งแต฽ ปี พ.ศ.๒๔๑๔ - ๒๔๑๘ จึงได฾รับแต฽งตั้งให฾เป็น

เจา฾ ดาราดเิ รกไพโรจนแ เจา฾ นครลาํ พนู ชัย หลงั จากทม่ี กี ารทาํ สนธสิ ญั ญาเชียงใหม฽ (ฉบับที่ ๑) เม่ือปี พ.ศ.๒๔๑๖
ลงนามที่กัลกัดตาแลว฾ ทางกรุงเทพฯ ได฾ส฽งพระนรนิ ทรรแ าชเสนี (พมุ฽ ศรีชัยยันตแ) ปลัดบัญชีกรมพระกลาโหมไป
เปน็ ขา฾ หลวงสามหวั เมือง ประจาํ อยูท฽ เี่ ชยี งใหม฽ เพอื่ ควบคมุ ดูแลให฾เจ฾าหลวงเชียงใหม฽ ลําปาง และลําพูนปฏิบัติ
ตามสนธิสญั ญาเชยี งใหม฽ ทําหนา฾ ท่ปี ระสานงาน ระหวา฽ ง กรงุ เทพฯ กบั ล฾านนา แตก฽ ารปฏบิ ตั งิ านยังไม฽ได฾ผล จึง
ไดม฾ ีการแก฾ไข และทําสนธิสัญญาเชียงใหม฽ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ.๒๔๒๖ กําหนดให฾คนในบังคับอังกฤษต฾องขึ้นศาล
ต฽างประเทศทั้งคดแี พ฽ง และอาญา

ในปี พ.ศ.๒๔๓๑ เจา฾ ดาราดเิ รกรัตนไแ พโรจนแ พริ าลัย เกิดปัญหาแย฽งชิงอํานาจในหมู฽เจ฾านายและบุตร
หลาน ข฾าหลวงพิเศษมณฑลลาวเฉยี งไดม฾ อบให฾เจ฾านายเมืองลําพูน ปรกึ ษาหารอื กันในการจัดการปกครองเมือง
ลําพนู เสยี ใหม฽

เมื่อสน้ิ สมัยเจ฾าเหมพินธุไพจิตร (คําหยาด) เจ฾าผ฾ูครองนครลําพูน ลําดับท่ี ๘ (พ.ศ.๒๔๓๑ - ๒๔๓๘)
ทางกรุงเทพฯ มีนโยบายที่จะปฏิรูปการปกครอง เมืองลําพูนก฽อนเมืองเชียงใหม฽ และลําปาง เพราะเป็นเมือง
เล็ก แตก฽ ไ็ ด฾รบั การตอ฽ ตา฾ นจากเจ฾านายและบุตรหลาน

การปฏิรูปการปกครองอย฽างจริงจัง มีข้ึนในสมัยเจ฾าอินทยศโชติ (เจ฾าน฾อยหมวก) เจ฾าเมืองลําพูน
ลาํ ดับที่ ๙ (พ.ศ.๒๔๓๘ - ๒๔๕๔) ในปี พ.ศ.๒๔๔๓ ได฾จัดราชการเมืองลําพูนใหม฽โดยการบริหารราชการระดับ
เมืองเปน็ หนา฾ ท่ีของคณะกรรมการบริหาร ท่ีเรียกว฽า เค฾าสนามหลวง เจ฾าผู฾ครองนคร ข฾าหลวงประจํานคร และ
ขา฾ หลวงผช฾ู ฽วย แบง฽ เขตการปกครองเมืองลําพูนออกเป็นสองแขวง คอื แขวงในเมือง นอกเมืองลําพูน และแขวง
เมืองล้ี มีนายแขวง (นายอําเภอ) ท่ีส฽วนกลางแต฽งต้ังมาปกครอง ในแต฽ละแขวง แบ฽งออกเป็นแคว฾น มีแคว฽น
(กาํ นัน) ปกครอง แขวงลําพูนแบ฽งออกเปน็ ๒๘ แคว฾น แขวงเมอื งล้ี แบง฽ ออกเปน็ ๕ แคว฾น จํานวนประชากรใน
ปี พ.ศ.๒๔๔๕ จากรายงานมี ประมาณ ๑๑๐,๐๐๐ คน แขวงลําพูนมีประมาณ ๙๒,๐๐๐ คน

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล฾าเจ฾าอยู฽หัว ได฾ดําเนินนโยบายยกเลิกตําแหน฽งเจ฾าเมืองโดย
เด็ดขาด นับต้ังแต฽ ปี พ.ศ.๒๔๖๙ เป็นต฾นไป หากเจ฾าเมืองใดว฽างลงจะไม฽โปรดเกล฾าฯ แต฽งตั้งขึ้นอีก เจ฾าเมือง

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหรภิ ญุ ชัยบ้านฉนั หนา้ ๔

ลําพูนองคแสุดท฾ายคือ นายพลตรี เจ฾าจักรคําขจรศักด์ิ (พ.ศ.๒๔๕๔ - ๒๔๘๖) ส฽วนเจ฾าเมืองท่ีมีชีวิตอยู฽ก็ได฾
เงนิ เดอื นไปจนกวา฽ จะถึงแก฽กรรม

การเมอื งการปกครอง

ลาดบั เจ้าผู้ครองนครลาพนู
๑. เจา฾ คาํ ฝน้ั (พ.ศ.๒๓๔๘ - ๒๓๕๙) เป็นอนุชาของพระเจา฾ กาวลิ ะ บตุ รลาํ ดบั ท่ี แปดของเจ฾าชายแกว฾
แห฽งเมอื งลําปาง เป็นแมท฽ พั คนหนึง่ ของเมอื งเชยี งใหม฽ในการขบั ไล฽อิทธิพลพม฽าออกไปจากลา฾ นนาที่เมืองเชยี ง
แสน
๒. เจ฾าบุญมา (พ.ศ.๒๓๕๙ - ๒๓๗๐) เป็นอนชุ าพระเจา฾ กาวิละ บุตรลาํ ดบั ท่ีสิบของเจ฾าชายแก฾วแห฽ง
เมอื งลาํ ปาง
๓. เจา฾ นอ฾ ยอินทร (พ.ศ.๒๓๗๐ - ๒๓๘๑) เปน็ บุตรเจา฾ คาํ สม เจ฾าเมอื งลําปางองคแแ รก และในปี พ.ศ.
๒๓๘๑ ไดร฾ ับแตง฽ ตง้ั ใหเ฾ ป็นเจ฾าเมืองลาํ ปาง
๔. เจา฾ น฾อยคาํ ตนั (พ.ศ.๒๓๘๑ - ๒๓๘๔) เป็นบตุ รเจ฾าบุญมา เจ฾าเมืองลาํ พูนองคทแ ่สี อง
๕. เจ฾านอ฾ ยธรรมลงั กา (พ.ศ.๒๓๘๔ - ๒๓๘๖) เปน็ บุตรเจ฾าบุญมา น฾องเจ฾านอ฾ ยคําตัน
๖. เจ฾าชยั ลงั กาพิศาลโสภาคณุ หริภุญชยั - เจา฾ หนานชยั ลังกา (พ.ศ.๒๓๘๖ - ๒๔๑๔) เป็นบุตรคนท่สี ี่
ของเจ฾าคําฝ้ัน เจ฾าเมืองลาํ พูนองคแที่หน่ึง
๗. เจ฾าดาราดิเรกรัตนไพโรจนแ (พ.ศ.๒๔๑๔ - ๒๔๓๑) เป็นบุตรลาํ ดบั ที่ หกของเจ฾าชัยลังกาฯ ในช฽วงน้ี
ทางกรงุ เทพฯ ไม฽ไดแ฾ ต฽งตง้ั เจา฾ เมืองลําพนู เป็นเวลาส่ีปี (พ.ศ.๒๔๑๔ - ๒๔๑๘) ในครั้งสงครามเชยี งตงุ เมอ่ื ปี
พ.ศ.๒๓๙๕ ไดเ฾ ปน็ แมท฽ พั คนหนึง่ ของกองทัพเมืองลําพนู
๘. เจ฾าเหมพันธุแไพจิตร เจ฾าคําหยาด (พ.ศ.๒๔๓๑ - ๒๔๓๘) เป็นบุตรเจ฾าชัยลังกาฯ
๙. เจ฾าอินทยงยศ - เจ฾าน฾อยหมวก (พ.ศ.๒๔๓๘ - ๒๔๕๔) เป็นบุตรเจ฾าดาราดิเรกรัตนแไพโรจนแ ได฾มี
การเปลยี่ นแปลงการปกครองเปน็ แบบมณฑลเทศาภิบาล
๑๐. นายพลตรเี จา฾ จักรคําขจรศักด์ิ (พ.ศ.๒๔๕๔ - ๒๔๘๖) เป็นบุตรเจ฾าอินทยงยศ ทางกรุงเทพฯ ให฾มี
การยกเลิกตาํ แหน฽งเจ฾าผ฾ูครองนคร ในฐานะหัวเมืองประเทศราช เปน็ เจา฾ ผคู฾ รองลาํ พนู องคสแ ุดท฾าย

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหรภิ ุญชัยบา้ นฉัน หนา้ ๕

ต้นไม้ประจาจงั หวดั ลาพูน

ต฾นไมป฾ ระจํา จังหวดั ลาํ พูน

ชื่อพันธไแุ ม฾ จามจรุ ี

ชื่อสามัญ Rain Tree, East Indian Walnut, Monkey Pod

ชอ่ื วิทยาศาสตรแ Samaneasaman (Jacq.) Merr.

วงศแ LEGUMINOSAE

ชื่ออืน่ ก฾ามกราม กา฾ มกงุ฾ กา฾ มปู จามจุรี (ภาคกลาง), ลัง สารสา สาํ สา (ภาคเหนอื ), ต฿ุดตู฽

(ตาก), เส฽คุ฽เสด฽ ู฽ (กะเหรี่ยง-แม฽ฮอ฽ งสอน)

ลักษณะทวั่ ไป เปน็ ไมย฾ ืนต฾นขนาดใหญ฽สูง 10–20 เมตร แผ฽พ฽ุมกว฾างคล฾ายร฽ม เป็นแบบขนนกสอง

ชนั้ ออกสลับ เปลือกต฾นสีดําเป็นเกล็ดโตแข็งสีเขียวเข฾ม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกคล฾ายใบแค ปลายใบมน

แกนกลางใบประกอบและก฾านใบประกอบแยกแขนงตรงข฾ามกนั บนแขนงมีใบย฽อยรปู ไข฽หรือรูปรี หรือคล฾ายรูป

สเ่ี หลี่ยมขนมเปยี กปูน ปลายใบมน ขอบใบเรียบ หลังใบเกล้ียง ออกดอกเป็นรวมเป็นกระจุก สีชมพูอ฽อน โคน

ดอกสขี าว ออกตามงา฽ มใบใกล฾ปลายกง่ิ วงนอกช฽อดอกมีขนาดเล็กกว฽าดอกวงใน ดอกวงนอกมีก฾านส้ัน ดอกวง

ใยไม฽มีก฾าน ส฽วนบนมีขนหนาแน฽น ปลายหลอดกลีบดอกแยกเป็น 5 แฉก ออกดอกช฽วงเดือนสิงหาคม-

กมุ ภาพันธแ ผลเป็นฝกั แบนยาว ฝักออ฽ นสเี ขยี ว ฝักแก฽สีน้ําตาล เน้อื ในนม่ิ สีดาํ รสหวาน เมลด็ สนี ้ําตาลเข฾ม

ขยายพันธุแ เพาะเมล็ด

สภาพทเี่ หมาะสม ดินทกุ ชนิด เปน็ ไมก฾ ลางแจ฾ง

ถิ่นกาํ เนิด อเมรกิ าใต฾เขตรอ฾ น

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหรภิ ุญชัยบา้ นฉัน หน้า ๖

ประวัติวดั พระธาตหุ รภิ ญุ ชยั วรมหาวิหาร

ประวัตวิ ดั พระธาตุหริภุญชยั วรมหาวหิ าร เดิมทเี ป็นพระราชวังของพระเจ฾าอาทิตยราช กษัตริยแผ฾ูครอง
นครหริภุญชัย องคแท่ี ๓๓ ต฽อจากพระนางจามเทวี ปฐมกษัตรียแนครหริภุญชัย บริเวณกําแพงพระราชวังของ
พระเจ฾าอาทิตยราชได฾แบ฽งออเป็น ๒ ช้ัน คือชั้นนอกและช้ันใน ในกาลต฽อมาภายหลัง พระเจ฾าอาทิตยราชได฾
ถวายพระราชวังของพระองคแให฾เป็นสังฆารามไว฾กับทางพระพุทธศาสนา เมื่อถวายเป็นสังฆารามแล฾ว ได฾ร้ือ
กําแพงชนั้ นอกออก แลว฾ ปั้นสงิ หคแ ฽ูหนงึ่ ไว฾ที่ซ฾มุ ประตูดา฾ นทศิ ตะวันออกเปน็ สงิ หขแ นาดใหญ฽ประดับเครื่องทรง ยืน
อ฾าปาก ประดิษฐานไว฾บนแท฽น ตามคติโบราณทางเหนือ ซ่งึ นิยมสรา฾ งสงิ หแเฝูาวัด

วัดพระธาตุหริภุญชัยจงึ มกี ําแพง ๒ ชัน้ ตามรูปลกั ษณะของพระราชวังเดิมของพระเจ฾าอาทิตยราช คือ
รอบบริเวณวัดช้ันนอกช้ันหนึ่ง และก฽อกําแพงเป็นศาลาบาตรรอบองคแพระธาตุหริภุชัยเป็นกําแพงชั้นในอีก
ชัน้ หนึ่งแพงวัด

บริเวณกาแพงวัดชนั้ ใน(เขตพทุ ธาวาส) ประกอบด฾วย
พระบรมธาตุหริภุญชัย เป็นพระเจดียแท่ีประดิษฐานพระบรมสาริกธาตุขององคแสมเด็จพระสัมมา

สัมพุทธเจ฾า ซึ่งเป็นส฽วนพระอัฏฐิเบ้ืองธารพระโมลี พระอัฎฐิเบ้ืองพระทรวงพระอัฎฐิพระองคุลี และพระธาตุ
องคแอื่นๆ อีกเต็มบาตรหนึ่ง จัดเป็นหนึ่งในจอมเจดียแ ๘ แห฽งของประเทศไทย ซ่ึงสมเด็จพระเจ฾าบรมวงศแเธอ
กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพทรงจัดไวว฾ ฽าเป็นปชู นยี สถานที่สําคญั ที่สุดของไทย ในแง฽ท่ีเป็นพระเจดียแที่สร฾างก฽อน
พระเจดยี อแ งคแอ่นื ในแควน฾ ลานนาไทย

ลกั ษณะทางศิลปกรรม
พระบรมธาตุหริภุญชัย เป็นพระเจดียแทรงกลมที่มีลักษณะผสมของศิลปะหลายสมัย เพราะได฾รับการ

บรู ณปฎสิ ังขรณตแ อ฽ เติมมาหลายคร้งั แตอ฽ าจกลา฽ วรวมว฽าเปน็ พระเจดยี แแ บบพืน้ เมือง หรือแบบล฾านนา
พระธาตุหรภิ ญุ ชัย หุ฾มด฾วยทองจังโก฾ (จงั โกเ หรือ จังโกฏ)ิ ตัง้ แต฽ฐานขึน้ ไปตลอดองคแเจดียแ ความสูงจาก

ฐานถงึ ยอด รวม ๒๕ วา ๒ ศอก
ฐาน เป็นพระเจดียแแบบล฾านนา มีลักษณะเป็นฐานสูงลดหลั่นสอบขึ้นไป ส฽วนฐานขององคแพระธาตุ

อาจแบง฽ ไดเ฾ ป็น ๓ ช฽วง ดงั น้ี
ฐานชว฽ งที่ ๑ ฐานช้นั ลา฽ งสุด เปน็ ฐานปัทมแทรงสี่เหลีย่ ม ตง้ั อยบู฽ นฐานเชียงเชียง ๔ ชน้ั กวา฾ งยาวด฾านละ

๑๖ วา ๒ ศอก ๑ คบื แตล฽ ะดา฾ นของฐานช฽วงนี้ย฽อเก็จท่ีริมข฾างละ ๓ แนว รวมทั้งส฽วนท่ีด฾านจรดกันทํามุมฉาก

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหริภุญชัยบ้านฉนั หนา้ ๗

อกี ๑ แนว รวมแล฾วมุมหนึ่งจะยอ฽ เก็จทีร่ มิ ข฾างละ ๓ แนว รวมทั้งส฽วนท่ีจรดกันทํามุมฉากอีก ๑ แนว รวมแล฾ว
มุมหนง่ึ จะย฽อเกจ็ ๗ แนว ส฽วนยอดของแต฽ละแนวประดบั กระดึงทอง รวมเป็นกระดงึ ทองท้งั สิ้น ๒๘ ใบ

ฐานชว฽ งที่ ๒ ถัดจากฐานช฽วงแรกข้ึนไปเป็นฐานหนา฾ กระดานทรงกลมเรียบ ๓ ชน้ั
ฐานชว฽ งที่ ๓ ถัดจากฐานทรงกลมเรียบเปน็ ฐานบัวบัวลูกแก฾วทรงกลมหรือที่แรกว฽ามาลัยลูกแก฾ว ซ฾อน
กนั ๓ ชนั้ แต฽ละชัน้ มีสว฽ นประกอบของฐานบัวควา่ํ บัวหงาย คือหนา฾ กระดาน ลวดบวั บัวคว่าํ บวั หงาย และท฾อง
ไม฾ เป็นจาํ นวนเท฽าเทียมกนั แตม฽ ีขนาดเลก็ ลดหลน่ั ตามรูปทรงของเจดียแที่สอบขึ้นไปจนถึงฐานองคแระฆัง ที่หน฾า
กระดานแต฽ละช้นั ประดบั กระดึงใบเล็กเรยี งรายโดยรอบ มาลัยลูกแก฾ว ๓ ชั้นนี้ นอกจากทําหน฾าท่ีเป็นฐานรอง
แล฾ว อาจตีความในอกี แง฽ว฽าเป็นลวดบัวทป่ี ระดับองครแ ะฆังหรือชุดฐานรองรับทรงระฆงั อกี ด฾วย
องครแ ะฆัง องครแ ะฆงั ซง่ึ เป็นครรภธาตุของเจดยี แ เป็นทรงกลม ส฽วนบนขององคแระฆังประดับลายประจํา
ยามเป็นระยะโดยรอบ ลายประจํายามที่องครแ ะฆงั น้มี ลี ักษณะเหมือนดอกบวั บาน
ส฽วนยอด ส฽วนยอดของพระธาตุหริภุญชัยประกอบด฾วย บัลลังกแเหล่ียมย฽อมุม โดยนําลักษณะของฐาน
บัวลกู แกว฾ มาใช฾
บัวถลารับปล฾องไฉน : เหนือระดับบัลลังกแก้ันฉัตรทองฉลุลาย ๑ ช้ัน ฉัตรน้ีห฾อยด฾วยกระดึงเป็นต฾ุงติ้ง
โดยรอบ ตามดว฾ ยฐานบัวคว่าํ
ปล฾องไฉน : ถัดจากชั้นฉัตรและฐานควํ่า เป็นปล฾องไฉน ซึ่งประกอบด฾วยชั้นลูกแก฾วหรือบัวลูกแก฾วถึง
๓๒ วง
ปลี : ปลยี อดพระเจดยี เแ ปน็ ลําเพรียวแหลมขน้ึ ไป
ฉัตร : มีฉัตรทองฉลุลาย ๙ ชั้น ทรวดทรงเรียวงาม ก้ันเหมือนปลียอดฉัตรน้ี ทําด฾วยทองคําบริสุทธ์ิ
หนกั ๔๓๓ บาท ๑ สลึง
ลูกแกว฾ : เหนือฉัตร ๙ ช้นั ประดับเปน็ ลกู แกว฾ เป็นจุดยอดสูงสุดขององคแพระธาตุ

รวั้ ล้อมพระธาตุหริภญุ ชัย
รอบองคพแ ระธาตุหริภุญชัยล฾อมรั้ว ๒ ช้ัน เรียก สัตติบัญชร เพราะซี่กรงรั้วหล฽อเป็นรูปหอก รั้วชั้นใน

เป็นรวั้ ทองเหลือง ชนั้ นอกเป็นรัว้ เหลก็ ฐานหินขัด สงวน โชติสขุ รตั นแ ได฾พรรณนาไวว฾ า฽
ร้ัวทองเหลืองชั้นในสูง ๕ ศอกคืบ กว฾างเล฽มละ ๒ น้ิว, ด฾านหน฾าทิศตะวันออกกว฾าง ๑๔ วา ๑ ศอก,

ดา฾ นเหนือกวา฾ ง ๑๔ วา ๑ ศอก รั้วทองเหลือง ๑๔ วา เสา ๙ เล฽ม, ด฾านใต฾กว฾าง ๑๔ วา ๒ ศอก ร้ังทองเหลือง
๑๔๙ เล฽ม, ประทีปโคมเหลืองด฾านละ ๑๙ ใบ ทั้ง ๔ ด฾าน, ร้ัวเหล็กช้ันนอกด฾านตะวันตกด฾านตะวันออกกว฾าง
๒๐ วา ๑ ศอก ดา฾ นเหนอื ดา฾ นใต฾ ๒๐ วาถ฾วน รวมเป็นรว้ั เหลก็ ๗๐๘ เล฽ม

กง่ึ กลางรว้ั เหล็กดา฾ นนอกแตล฽ ะดา฾ นก฽อฐานสงู ถงึ ครง่ึ รว้ั ตงั้ ซมุ฾ ศาลาทรงไทยขนาดเลก็ หลังคาลด ๒ ช้ัน
ชอ฽ ฟูาใบระกาหางหงสปแ ระดิษฐแเปน็ รปู พญานาค ลวดลายสลกั ลงรักปดิ ทองเรียก หอยอ ภายในประดษิ ฐาน
พระพทุ ธรูปนงั่ ผนิ พระพกั ตรอแ อก กง่ึ กลางรว้ั ช้ันในด฾านทศิ เหนอื และทิศใตป฾ ระดษิ ฐานรูปจําลองสําเภาทองบน
หัวเสาท่มี ุมทั้งสี่ของร้ัวชนั้ นอกกอ฽ อิฐถอื ปูนเปน็ ซม฾ุ จัตุรมุข ยอดปักฉตั รทองขนาดเล็ก ภายในตงั้ รปู กุมภัณฑเแ ป็น
ผคู฾ ุม฾ ครองดแู ลสถานที่ตามคตโิ บราณและทห่ี ัวเสามุมรว้ั ชัน้ ในประดิษฐานรปู จําลองวดั เลก็ น฾อย ก฽อต้ังโคมไฟปรุ
และต้ังราวเทยี นระยะโดยรอบทท่ี ้ังสต่ี รงกบั ซ฾มุ กมุ ภณั ฑแ ตัง้ ฉัตรทองขนาดใหญ฽ ลวดลายทาสแี ดงสลบั แดงสลับ
เหลอื ง ต้งั แตฐ฽ าน ตลอดด฾ามฉตั รจนถงึ ยอดระบายฉัตรเปน็ แผ฽นทองช้ันเดยี ว ฉลุลายห฾องตงุ฾ ตงิ้

ภายในบรเิ วณกาํ แพงวดั ชัน้ ใน นอกจากองคแพระธาตุหรภิ ุญชยั ซ่ึงประดิษฐานเป็นประธานอย฽ูก่ึงกลาง
แล฾ว ยังมีวหิ ารประจาํ ทั้ง ๔ ทิศ คือ

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหรภิ ญุ ชัยบา้ นฉัน หนา้ ๘

๑. พระวิหารหลวง
ตง้ั อยท฽ู างทิศตะวนั ออกขององคพแ ระธาตุ สร฾างขึน้ ในสมยั พระเมืองแกว฾ กษตั รยิ ผแ ค฾ู รองนครเชยี งใหม฽ ใน

ปี พ.ศ. 2057 เปน็ แบบพนื้ เมอื งทรงล฾านนาสวยงามมาก ต฽อมาวหิ ารได฾ถกู ลมพายุใหญพ฽ ดั ปรักหกั พงั อยา฽ ง
ยับเยนิ ในปี พ.ศ. 2458 ทา฽ นเจา฾ อาวาสพรอ฾ มดว฾ ยศรทั ธาประชาชนชาวเมอื งลําพนู ได฾ชว฽ ยกนั บูรณะขน้ึ มา

ใหม฽ ภายในวิหารหลวงเปน็ ทป่ี ระดษิ ฐานของพระแก฾วขาว พระเสตังคมณีศรีเมืองหรภิ ญุ ชยั ประทับน่งั อย฽เู หนือ
บษุ บกทแ่ี กะสลักลงรักปิดทอง อย฽างสวยงาม

๒. วิหารพระละโว้

ตั้งอยท฽ู างทศิ เหนือขององคแพระธาตุหรภิ ุญชัย ตัววิหารสร฾างใหม฽แทนหลังเกา฽ ภายในประดิษฐาน
พระพุทธรูปยืนขนาดใหญ฽ เรยี กวา฽ พระละโว฾

๓. วิหารพระพุทธ
ตงั้ อยู฽ทางทิศใต฾ขององคแพระธาตุหรภิ ุญชัยเปน็ วหิ ารทสี่ ร฾างใหม฽แทนหลงั เกา฽ เชน฽ กัน ภายในประดษิ ฐาน

พระพุทธรปู ประทบั นงั่ ปางมารวชิ ัย เป็นพระพุทธรปู ขนาดใหญ฽ก฽ออิฐถอื ปูน ลงรกั ปดิ ทองเรียกว฽า พระพทุ ธ

๔. วิหารพระทนั ใจ
ตั้งอยูท฽ างทิศตะวันตกขององคพแ ระธาตุหรภิ ุญชยั ภายในประดิษฐานพระทนั ใจ ซงึ่ เปน็ พระพุทธรูปยนื

ซง่ึ ถอื วา฽ เปน็ พระพทุ ธรูปศกั ด์สิ ิทธท์ิ ี่สามารถบนั ดาลให฾ผทู฾ กี่ ราบไหว฾สมหวังไดด฾ งั ใจ
นอกจากวหิ ารประจาํ ท้งั ส่ีทิศแลว฾ ภายในกาํ แพงช้ันในยงั มวี หิ ารขนาดเล็กอกี ๔ หลงั คือ

๑. วหิ ารพระบาทส่รี อย

ตง้ั อยู฽หลังวิหารพระพทุ ธ เป็นวหิ ารท่ีสร฾างใหม฽ และจําลองพระพทุ ธบาทสี่รอย จากอาํ เภอแมร฽ ิม
มาสรา฾ งไว฾

๒. วหิ ารพระกลักเกลือหรอื ตนแดง
อยูด฽ า฾ นเหนือของวิหารพระทนั ใจ ภายในประดษิ ฐานพระพทุ ธรปู ปางมารวิชยั เป็นพระพทุ ธรูปขนาด

ใหญ฽ ก฽ออฐิ ถอื ปนู ทาสีแดง

๓. วิหารพระพันตน
ตั้งอยู฽ด฾านหลงั วหิ ารพระละโวเ฾ ปน็ วิหารเลก็ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปจาํ นวนมาก

๔. วิหารพระไสยาสน์
ตั้งอยด฽ู า฾ นเหนอื ของวหิ ารพระละโว฾ เปน็ วหิ ารเล็กๆ ภายในประดิษฐานพระไสยาสนแ ก฽ออฐิ ถอื ปนู ลงรกั

ปดิ ทองนอกจากวิหารต฽างๆที่กลา฽ วมาแลว฾ ภายในบรเิ วณนี้ยังเปน็ ทตี่ ัง้ ของปูชนียสถานและโบราณวัตถุล้ําคา฽ คือ

1. พระสวุ รรณเจดยี ์
ต้งั อยท฽ู างทิศเหนอื ขององคแพระธาตุหริภุญชยั เป็นเจดยี ฐแ านสี่เหลยี่ ม องคเแ จดียแทรงส่ีเหลยี่ มซ฾อน ๆ กนั

ข้ึนไป ๕ ช้นั แต฽ละชน้ั เจาะซุม฾ ด฾านละ ๓ ซ฾มุ รวมชัน้ ละ ๑๒ ซุม฾ ภายในประดิษฐานพระพทุ ธรูปยืนเหลืออยู฽บา฾ ง
บางซมุ฾ ยอดพระเจดยี แห฾มุ ทองเหลอื ง ภายในฐานชน้ั ลา฽ งเปน็ กรบุ รรจพุ ระเปมิ ซ่ึงเปน็ พระพมิ พแแบบหนง่ึ ของ
หริภญุ ชัย

2. หอพระไตรปิฎก
อยู฽ทางทศิ ตะวันออกเฉียงใตข฾ องพระธาตุหริภุญชยั เป็นท่ีเก็บรักษาหนังสอื ใบลานจารกึ ดว฾ ยอักษร

พืน้ เมือง กลา฽ วถึงนิทานธรรมและประวตั ิของบา฾ นเมือง
3. เขาสิเนรุ หรอื เขาพระสเุ มรุ
เป็นรูปจําลองขนาดเล็ก ประดิษฐานอย฽ูหน฾าหอพระไตรปิฎก ชาวเมืองลําพูนนิยมบูชาว฽าเป็นเขาที่

เกี่ยวกับพทุ ธประวัติ

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหรภิ ุญชัยบา้ นฉนั หน้า ๙

4. พพิ ธิ ภณั ฑ์
วัดพระธาตุหริภญุ ชยั เปน็ สถานท่ีเก็บโบราณวัตถตุ า฽ ง ๆ ของวัด ตัวอย฽างเช฽นพระพุทธรูปในสมัยต฽าง ๆ
ศลิ าจารึก เปน็ ตน฾

บริเวณกาแพงวดั ชนั้ นอก (เขตสังฆาวาส)
นอกกําแพง ช้ันในมีคณะสงฆแประจําทั้ง ๔ มุม เป็นคณะสงฆแประจําบํารุงพระอารามท่ีเป็นท่ี

ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ดังเช฽นพระธาตุเมืองนคร จังหวัดนครศรีธรรมราช มีคณะกาเดิม (ลังกาเดิม)
กาชาติ (ลงั กาชาติ) การแก฾ว (ลังกาแก฾ว) และการาม ประจําอย฽ู ๔ นอกเมืองท้ัง ๔ ด฾านรอบวัดพระธาตุเมือง
นคร คณะสงฆปแ ระจาํ วัดพระธาตุหรภิ ญุ ชยั นีม้ ดี งั ต฽อไปนี้

๑. คณะเชียงยัน อย฽ูทางมุมทิศอีสาน เดิมเรียกวัดเชียงยัน มีพระเจดียแเชียงยันเป็นหลักประจําคณะ
พระเจดยี แเชียงยนั เปน็ พระเจดียทแ รงปราสาท จัดเป็นพระเจดยี แแ บบหริภญุ ชยั อกี แบบหน่ึง ซึ่งได฾รับความนิยมใน
ลา฾ นนาในสมัยต฽อมา รวมท้ังปรากฏทีเ่ มอื งสโุ ขทัย ศรีสัชนาลัยด฾วย

๒. คณะหลวง อย฽ูประจําทิศอาคเนยแ เดิมเรียกวัดหลวง มีวิหารพระนอนเป็นหลักประจําคณะ เป็น
วิหารขนาดธรรมดา ภายในประดิษฐานพระพุทธไสยาสนแ ก฽ออิฐถือปูนส่ิงท่ีน฽าชมของวิหารน้ีคือนาคทันตแ
ด฾านหน฾านําไม฾มาแกะสลักเป็นรูปลิงในท฽าต฽าง ๆ แขกเชิงชายวิหารไว฾ นับเป็นงานศิลปะท่ีงามวิจิตรชิ้นหน่ึ ง
นอกจากน้ี คณะหลวงยังมีกุฏิท่ีพลตรีเจ฾าจักรคําขจรศักด์ิ เจ฾าผ฾ูครองนครลําพูนองคแสุดท฾าย(พ.ศ. ๒๔๕๔ -
๒๔๘๖) สรา฾ งถวายเป็นอาคารตกึ ชั้นเดียว

๓. คณะสะดือเมอื ง ประจํามุมทศิ หรดี เดมิ เรยี กวัดสะดอื เมือง ถือว฽าสถานท่ีนี้เป็นใจกลางเมืองลําพูน
มีวหิ ารสะดอื เมอื งเป็นหลักประจาํ ภายในวิหารประดิษฐานพระพทุ ธรปู ศลิ ปะล฾านนา ๑๐ องคแ เป็นพระพุทธรูป
โลหะขนาดกลาง

๔. คณะอฏั ฐารส อย฽มู มุ ทศิ พายพั เดมิ เรยี กวดั อัฏฐารส มีวหิ ารพระอฏั ฐารสเป็นหลัก วิหารก฽อเป็นทรง
มณฑป ภายในประดิษฐานพระพทุ ธรปู ปางมารวิชัย สูง ๑๘ ศอก ก฽ออิฐถือปูน หน฾าวิหารเป็นท่ีตั้งโบสถแภิกขุนี
มาแตโ฽ บราณ หนา฾ โบสถภแ กิ ขุนมี วี หิ ารพระกัจจายนแ

โรงเรียนเมธวี ฒุ ิกรตงั้ อย฽ูในบรเิ วณคณะเชียงยัน เปน็ โรงเรียนราษฎรแการกุศลของวัด เปิดทําการเรียน
การสอนเด็กนักเรยี นชายและพระภิกษสุ ามเณรในระดบั มัธยมศึกษา จดั ต้งั ข้ึนโดยพระเดชพระคุณหลวงพ฽อพระ
สเุ มธมงั คลาจารยแ อดีตเจ฾าอาวาสวดั พระธาตุหริภญุ ชยั วรมาหาวหิ าร เมอ่ื ปีพุทธศกั ราช ๒๔๘๙

โรงเรียนหอปริยัติศึกษา ตั้งอย฽ูในบริเวณคณะสะดือเมือง เป็นโรงเรียนปริยัติธรรมสายสามัญ สังกัด
กรมการศาสนา เปดิ ทาํ การเรียนการสอนพระภิกษุสามเณรในระดับมัธยมศึกษา จัดต้ังขึ้นโดยพระเดชพระคุณ
หลวงพอ฽ พระสุเมธมงั คลาจารยแ (อมร อมรปญโญป.ธ.๗) อดีตเจา฾ อาวาสวดั พระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร เม่ือ
ปีพุทธศกั ราช ๒๕๑๔

มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณร์ าชวทิ ยาลยั วิทยาลยั สงฆลแ าํ พนู เดิมทตี ง้ั อยูใ฽ นบรเิ วณคณะสะดือเมือง
ปจั จบุ นั ย฾ายไปตง้ั อยู฽ ณ ตําบลต฾นธง อาํ เภอเมืองลาํ พนู มีบริเวณพ้นื ที่ประมารณ ๓๐ ไร฽ โดยไดถ฾ วายทีด่ ินจาก
คุณเจ฾าดารารัตนแ ณ ลําพนู เปิดทาํ การเรยี นการสอนพระภิกษุสามเณรและฆราวาสทั่วไปในระดบั อดุ มศกึ ษา

สานกั ปฏบิ ตั ิธรรมสวนพุทธธรรม สาขาวดั พระธาตุหรภิ ุญชัย ต้ังอยู฽ ณ ตาํ บลหนองหนาม อาํ เภอเมือง
ลําพูน มีบริเวณพื้นทป่ี ระมาณ ๑๒ ไร฽โดยไดร฾ ับบรจิ าคท่ีดนิ จากนายอรรถวุฒ สยั เจรญิ พร฾อมดว฾ ยบิดามารดา
และญาตพิ ่นี อ฾ ง พร฾อมดว฾ ยญาติธรรมทงั้ หลายเปดิ เป็นสาํ นกั ปฏบิ ัตธิ รรมของพระภกิ ษสุ งฆสแ ามเณรและอบุ าสก
อบุ าสิกาศรทั ธาสาธชุ นท่วั ไปจัดตงั้ ขึ้นโดยพระเดชพระคุณหลวงพอ฽ พระเทพมหาเจตยิ าจารยแ (ไพบลู ยแ ภูริวปิ โุ ล)
เจ฾าอาวาสวดั พระธาตุหรภิ ุญชัยวรมหาวิหาร องคแปัจจุบนั เมอื่ ปพี ุทธศกั ราช ๒๕๔

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหรภิ ญุ ชัยบา้ นฉนั หนา้ ๑๐

กิจกรรมท้าย เรอื่ งท่ี 1 ประวตั ิความเปน็ มาของนครหรภิ ญุ ชัย

คาชี้แจง ให฾นักศึกษาเตมิ ขอ฾ ในชอ฽ งว฽า.................ให฾มีความท่ีสัมพันธแกบั ข฾อความทกี่ ําหนดไว฾ในแตล฽ ะข฾อ

1. ผู฾ก฽อต้งั นครหรภิ ุญชยั คือ .......................................
2. แควน฾ หรภิ ุญชัยในอดตี อยู฽ในแคว฾น อะไร ...........................................
3. ฐานท่ตี ัง้ ของเจา฾ เมอื งยองในอดตี อยู฽บริเวณ ……………………………………….
4. เจา฾ เมอื งลําพูนองคแสุดทา฾ ย คือ.................................................
5. อาณาจกั รหริภญุ ชยั ปัจจุบันชอ่ื ว฽า ....................................................
6. นครลาํ พนู มกี ารปฎิรปู การปกครองอยา฽ งจริงจงั ในสมัย....................................
7. ชมุ ชน/หมู฽บ฾าน ที่มาจากการขยายตวั ของคนยอง คอื …………………………………..
8. ทีต่ ้ังวัดพระธาตุหรภิ ุญชัยเดิมเคยเป็น ....................................................
9. พระบรมธาตหุ รภิ ญุ ชัยต้งั อย฽ูในบรเิ วณกาํ แพงวดั ชน้ั ............................................
10. ทองที่ห฽อหุม฾ พระบรมธาตหุ รภิ ญุ ชัย เรียกว฽า............................................................
11. ตน฾ ไมป฾ ระจาํ จงั หวัดลําพูน คอื .......................................................................

********************

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภญุ ชยั บา้ นฉัน หน้า ๑๑

เรื่องที่ 2

ภูมศิ าสตร์กายภาพ

ลักษณะทวั่ ไปของจงั หวัดลาพูน

1.1 ลักษณะทางภมู ศิ าสตร์

ทีต่ งั้
จงั หวดั ลาํ พูน ตงั้ อย฽ูทางภาคเหนอื ตอนบนของประเทศไทย อยู฽ห฽างจากกรุงเทพมหานคร ตามทางหลวง
แผ฽นดินหมายเลข 11 (สายเอเชีย) เป็นระยะทาง 689 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ฽นดินสายพหลโยธิน

เป็นระยะทาง 724 กโิ ลเมตร และตามทางรถไฟ 729 กโิ ลเมตร ต้ังอยร฽ู ะหวา฽ งเสน฾ รงุ฾ ที่ 18 องศาเหนอื และเส฾นแวง
ท่ี 99 องศาตะวันออก อย฽ูในกล฽ุมจังหวัดภาคเหนือตอนบนท่ีเป็นพื้นท่ีที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนยแกลาง

ความเจริญของภาคเหนือและอนุภมู ภิ าคลม฽ุ น้ําโขงหรือพืน้ ที่สีเ่ หลยี่ มเศรษฐกิจ
ขนาด
จังหวัดลําพูน เป็นจังหวัดที่มีขนาดเล็กท่ีสุดของภาคเหนือ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 4,505.882

ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2,816,176.25 ไร฽ หรือคิดเป็นร฾อยละ 4.85 ของพื้นท่ีภาคเหนือตอนบน
บรเิ วณท่กี ว฾างทสี่ ดุ ประมาณ 43 กิโลเมตรและยาวจากเหนือจดใต฾ 136 กโิ ลเมตร

อาณาเขต ติดต฽อกับ อําเภอสารภี อําเภอสันกําแพง จงั หวัดเชียงใหม฽
ทศิ เหนอื ติดต฽อกับ อําเภอเถนิ จงั หวัดลําปาง และ อาํ เภอสามเงา จงั หวัดตาก
ทศิ ใต฾ ติดต฽อกับ อาํ เภอหา฾ งฉัตร อําเภอสบปราบ อาํ เภอเสริมงาม จงั หวดั ลําปาง
ติดต฽อกับ อําเภอฮอด อําเภอจอมทอง อาํ เภอหางดง อาํ เภอสันปาุ ตอง
ทศิ ตะวันออก
ทศิ ตะวันตก จังหวดั เชียงใหม฽

1.2 สภาพพืน้ ท่แี ละลักษณะภมู ปิ ระเทศ

ลกั ษณะภูมปิ ระเทศ ลกั ษณะภูมปิ ระเทศของจังหวดั ลําพนู มพี ้นื ทส่ี ฽วนใหญ฽เป็นปุาเขาสูงซับซ฾อน และ
มที ่ีราบอยตู฽ ามระหว฽างเขา และสองฝากฝ่งั ลําน้ําท่ีไหลผ฽านพื้นท่ี ซ่ึงพอจะแบ฽งลักษณะพ้ืนที่ได฾เป็น 3 ลักษณะ
ดังนี้

1) พื้นท่ีราบเรียบและค฽อนข฾างราบเรียบ (Flat to nearly flat land) มีพ้ืนท่ีประมาณ 9 เปอรแเซ็นตแ
ของพ้ืนท่ีทั้งหมด มีลักษณะพื้นที่ราบเรียบหรือค฽อนข฾างราบเรียบ มีความลาดเอียงส฽วนใหญ฽อย฽ูระหว฽าง 0-2

เปอรแเซ็นตแ พบเป็นบริเวณกวา฾ งทางตอนเหนอื ของจงั หวดั ลาํ พนู ทางฝัง่ ซา฾ ยของแม฽นํ้าปงิ และบริเวณสองฝากฝ่ัง
แม฽น้ํากวง ต้ังแต฽ทางตอนใต฾ของบ฾านสบทา เป็นแนวยาวขึ้นไปทางเหนือติดต฽อกับพื้นท่ีราบของหุบจังหวัด
เชียงใหม฽ มีความสูงจากระดบั นํา้ ทะเลประมาณ 300 เมตร

2) พื้นท่ีลูกคลื่นลอนลาดและและลูกคลื่นลอนข฾น (undulating and rolling terrain) มีพื้นที่
ประมาณ 32 เปอรแเซ็นตแ ของพ้ืนทีท้ังหมด มีความสูงจากระดับนํ้าทะเล 350-600 เมตร มีสภาพพ้ืนท่ีเป็น

ลอนคลืน่ สงู ๆ ต่ําๆ มีความลาดเอียงส฽วนใหญ฽อย฽ูในระหว฽าง 2-16 เปอรแเซ็นตแ มีลักษณะเป็นลานตะพักลําน้ํา
เก฽าอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีหรือทางภูมิอากาศ ทําให฾ทางนํ้าไหลกัดเซาะลึกลงไปในแนวด่ิง ทิ้ง
บริเวณทเ่ี ป็นดนิ ตะกอนเหล฽านี้ใหอ฾ ย฽ูสูงกวา฽ บริเวณท่รี าบดินตะกอนใหม฽

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหรภิ ุญชัยบ้านฉัน หนา้ ๑๒

3) บริเวณเนินเขาและภูเขาสูงสลับซับซ฾อน (Hills and Mountains) เป็นลักษณะภูมิประเทศซ่ึงประกอบ
เป็นพ้นื ทีส่ ฽วนใหญข฽ องจงั หวดั ลําพูน มพี นื้ ที่ประมาณ 59 เปอรเแ ซ็นตแของพ้ืนทีทงั้ หมด สภาพพื้นที่โดยทว่ั ไปเป็น
เนนิ เขาและภูเขาสงู สลับซบั ซอ฾ นตอ฽ เนอื่ งกับไปจากทศิ ตะวนั ออกซ่ึงตดิ ต฽อกับเขตลําปาง เป็นแนวลงมาจนถึงทิศ
ใต฾ของอําเภอล้ีติดต฽อกับจังหวัดตาก แล฾วเลาะแม฽นํ้าปิงขึ้นไปทิศเหนือจนจรดเขตจังหวัดเชียงใหม฽ ทางทิศ
ตะวนั ตก ส฽วนใหญ฽ของพืน้ ทม่ี คี วามลาดเอยี งมากว฽า 16 เปอรแเซ็นตแข้ึนไป มีความสูงจากระดับนํ้าทะเล 600-
1,000 เมตร

การใชป฾ ระโยชนแท่ีดนิ จงั หวดั ลําพูนถึงแม฾จะเป็นจังหวัดเล็กแต฽นับว฽าเป็นแหล฽งผลิตผลทางการเกษตรที่
สําคัญจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือของประเทศไทย แต฽ก฽อนน้ันการประกอบอาชีพในทางเกษตรกรรมเป็นไปเพ่ือ
การบริโภคในครัวเรือนเป็นส฽วนใหญ฽ ภายหลังท่ีได฾มีการพัฒนาการเกษตรกว฾างขวางเช฽นในปัจจุบัน การใช฾
ประโยชนแทด่ี นิ จึงไดเ฾ ปล่ียนแปลงเพอื่ การคา฾ มากขน้ึ

1.3 ลกั ษณะภูมิอากาศ
จังหวัดลําพูนต้ังอย฽ูในภาคเหนือซ่ึงตามตําแหน฽งท่ีต้ังอยู฽ในเขตร฾อนที่ค฽อนไปทางเขตอากาศอบอ฽ุนในฤดู

หนาวจงึ มอี ากาศเยน็ คอ฽ นข฾างหนาวแต฽เนือ่ งจากอย฽ูลกึ เขา฾ ไปในแผ฽นดนิ ห฽างไกลจากทะเลจึงมีฤดแู ล฾งที่ยาวนานและ
อากาศจะร฾อนถึงร฾อนจัดในฤดรู ฾อนจงั หวดั ลาํ พูนมสี ภาพภูมิอากาศแตกต฽างกันอย฽างเดน฽ ชดั 3 ช฽วงฤดูคือ

ฤดูหนาวช฽วงกลางเดอื นตุลาคม - กลางเดือนกมุ ภาพนั ธแ
ฤดูร฾อนช฽วงกลางเดอื นกมุ ภาพันธแ – กลางเดอื นพฤษภาคม
ฤดฝู นชว฽ งกลางเดอื นพฤษภาคม - กลางเดือนตลุ าคม

1.4 การแบง่ เขตการปกครอง
จงั หวดั ลําพนู แบง฽ เขตการปกครองออกเป็น 8 อําเภอ 51 ตาํ บล 575 หม฽ูบ฾าน 1 องคกแ ารบรหิ ารสว฽ น

จงั หวดั 1 เทศบาลเมือง 38 เทศบาลตาํ บล 18 องคกแ ารบรหิ ารสว฽ นตาํ บล

๑.๕ พื้นท่ปี า่ ไม้
จังหวดั ลําพูนมพี นื้ ที่ปุาไม฾ จํานวน 2,725.49 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,703,429 ไร฽คิดเป็น ร฾อยละ

60.49 ของพนื้ ท่ที งั้ หมด ปาุ ไมท฾ ี่พบในบริเวณจังหวัดประกอบดว฾ ยปุาไม฾ 3 ประเภทคือ
1) ปาุ เตง็ รงั ปาุ แพะ ปุาแดง พบในทีแ่ ห฾งแลง฾ ดนิ ขาดความอุดมสมบรู ณมแ กี รวดปน
2) ปุาเบญจพรรณ หรอื ปาุ ผสมผลัดใบพบบริเวณที่มีดินค฽อนข฾างลึกตามเชิงเขาและพ้ืนที่ราบท่ีมีความ

ชม฽ุ ชื้นมากโดยเฉพาะรมิ หว฾ ยและหุบเขามักจะมไี ม฾สักข้ึนปะปนทว่ั ไป
3) ปาุ ดบิ แลง฾ พบบริเวณหุบเขา ริมลําห฾วย เหมือนปุาเบญจพรรณ แต฽บริเวณที่พบปุาประเภทน้ีจะมี

ดินลกึ กวา฽ ความชุ฽มชื้นมากกวา฽

เขตรักษาพันธสุ์ ัตว์ป่า จานวน 1 แหง่ คอื
เขตรกั ษาพันธแุสตั วแปุาดอยผาเมือง (ลาํ พูน - ลาํ ปาง)

วนอุทยาน จานวน 1 แหง่ คือ
วนอุทยานดอยเวยี งแกว฾ อย฽ูในท฾องทอ่ี ําเภอลี้ จงั หวดั ลําพูน

ทรพั ยากรสตั วป์ า่ และความหลากหลายทางชีวภาพ

แหลง฽ สาํ คญั ท่ีมีทรพั ยากรสตั วปแ ุาและความหลากหลายทางชีวภาพจะมี อย฽ู 3 แหล฽งใหญ฽ด฾วยกัน คือ

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภญุ ชยั บ้านฉัน หนา้ ๑๓

๑. อุทยานแห่งชาตแิ มป่ ิง สตั วปแ ุาทีอ่ าศยั อย฽ูจะแตกต฽างกันตามลกั ษณะประเภทปาุ ดงั น้ี
ป่าเบญจพรรณ พบขึ้นไปทวั่ ทงั้ ในท่ีราบและตามลาดเขาในระดับความสูงจากน้ําทะเลระหว฽าง 450-
800 เมตร ชนิดไม฾ที่สําคัญได฾แก฽ สัก แดงกระพี้เขาควาย มะกอกเกล้ือน กระพี้จ่ัน ประด฽ู ตะคร฾อ เก็ดแดง
ตนี นก ฯลฯ พืชพน้ื ลา฽ งได฾แก฽ เส้ียวปาุ ไผร฽ วก ไผ฽ซางนวล ไผห฽ นาม เปูง กวาวเครอื ถัว่ ปอยาบ เป็นต฾น
ป่าดงดิบ ประกอบด฾วยปุาดิบแล฾งและปุาดิบชื้นพันธแุไม฾ท่ีสําคัญได฾แก฽ ตะเคียนทอง มะค฽าโมง กระบก
มะกอก และสมอพิเภก เป็นต฾น เป็นท่ีอยูอ฽ าศัยและแหลง฽ หลบซ฽อนตัวของหมีควาย กวางปุา วัวแดง ลิงลม ลิงวอก
ชะนีมือขาว กระรอก นกกาฮัง นกแก฿ก นกปรอดโอ฽งเมืองเหนือ และนกเขียวคราม ในบริเวณทุ฽งหญ฾า เช฽น
ทง฽ุ ก๊กิ และทุ฽งนางู ซ่งึ เปน็ ที่ราบบนเนินเขาสูงจากระดับน้ําทะเลประมาณ 550 เมตร ดินเป็นดินปนทรายหรือ
ลูกรัง มีความลึกพอสมควรมีไฟปุาเกิดเป็นประจํา มีไม฾ยืนต฾นขนาดเล็กขึ้นกระจายอยู฽ห฽างๆ ได฾แก฽ รักขาว รกฟูา
และสมอไทย สว฽ นไมพ฾ นื้ ล฽างได฾แก฽ เปูง หญา฾ คา ถ่ัว และกระเจียว เป็นต฾น เป็นท่ีอยู฽อาศัยของสัตวแปุาขนาดเล็ก
ถึงขนาดกลาง เช฽น กระจ฾อน กระแต อ฾นเล็ก เก฾งหมูปุา เม฽นใหญ฽แผงคอส้ัน ชะมด อีเห็น นกปรอดสวน
นกปรอดก฾นแดง นกกะติ๊ดขี้หมูเหยี่ยวขาว นกค฽ุมอืด นกเขาใหญ฽ นกกระปูดใหญ฽ ก้ิงก฽าสวน จิ้งเหลนบ฾าน
คางคกบา฾ นเขยี ดหนอง อึ่งอ๊ีดต฽างๆ เปน็ ตน฾ ตามบรเิ วณยอดเขา หลืบผา ถ้ํา และหน฾าผาหินปูนเป็นที่อาศัยของ
เลียงผา กวางผา เมน฽ ใหญ฽แผงคอสนั้ อน฾ ใหญ฽ ลิงวอก ชะมด อีเห็นกระรอก ค฾างคาว และเป็นที่สร฾างรัง วางไข฽
ของเหยย่ี วชนดิ ตา฽ งๆ และนางแอน฽ ตะโพกแดงในบรเิ วณริมฝ่งั น้ํา พน้ื ท่ีชายนํ้าหรอื ในแหลง฽ นํ้าเป็นถิ่นที่อยู฽อาศัย
และแหล฽งอาหารของนากใหญ฽ พังพอนกนิ ปู เสือปลาเหี้ย นกอีลํ้า เป็ดแดง นกกระสานวล นกยางกรอกพันธุแจีน
นกยางเขยี ว นกกวัก เตา฽ หวายตะพาบนา้ํ งูลายสอ เขียดหนอง เขยี ดหลังเขียว ปลารากกล฾วย ปลาก฾าง ปลาดุก
ปลาไหล เปน็ ตน฾
2. อุทยานแหง่ ชาติดอยขนุ ตาล สตั วปแ ุาท่ีอาศัยอยูใ฽ นบริเวณน้ีประกอบดว฾ ย เกง฾ หมูปุา ชะมดแผงหาง
ปล฾อง อ฾นเล็กกระแตเหนือ กระรอกท฾องแดง กระเล็นขนปลายหูส้ัน กระจ฾อน ค฾างคาวขอบหูขาวกลางหนู
ท฾องขาว ไกป฽ ุา นกยางกรอกพันธจแุ นี นกยางไฟหวั น้ําตาล นกค฽ุมอกลาย นกปากซ฽อมหางพัด นกชายเลนนํ้าจืด
นกเด฾าดนิ นกเขาไฟ นกอวี าบต๊ักแตนนกบัง้ รอกใหญ฽นกกระปูดใหญ฽ นกเค฾าก฽ู นกแอ฽นตาล นกกะเต็นน฾อย นก
จาบคาเล็ก นกตะขาบทุ฽ง นกตีทองนกเด฾าลมเหลือง นกเขนน฾อยปีกแถบขาว นกขม้ินน฾อยสวน นกเขียวก฾านตอง
ปีกสีฟาู นกปรอดเหลอื งหัวจุก นกไต฽ไม฾หน฾าผากกํามะหยี่ นกกินปลีอกเหลือง จ้ิงจกหางแบนกิ้งก฽าบินปีกสีส฾ม
จ้ิงเหลนหลากหลาย ตะกวด งูลายสอสวน งเู ขยี วหางไหม฾ทอ฾ งเขียวคางคกบ฾าน กบหนอง และอง่ึ ขา฾ งดาํ
3. เขตรักษาพนั ธส์ุ ัตว์ปา่ ดอยผาเมอื ง ทรัพยากรสัตวแปาุ ภายในพื้นท่ีของเขตรักษาพนั ธแุสัตวแปุาดอยผา
เมอื งมีสตั วแปุาอาศัยอยห฽ู ลายชนิด เชน฽ หมี เสอื เกง฾ ไก฽ปุา เหยีย่ ว นกเอย้ี งสาลิกา นกเขาลาย กิ้งก฽าบิน กระรอก
บินเล็ก ลน่ิ แลน บ฽าง หมูปุา ต฽ุน งูกะปะ งูเหลอื ม งเู ห฽า ฯลฯ

การประกอบอาชีพตามภมู ิศาสตรก์ ายภาพชมุ ชน

การเกษตรกรรม

พืชเศรษฐกิจ
พชื เศรษฐกจิ ท่สี าํ คญั ของจังหวัดลาํ พูน ทีท่ าํ รายไดห฾ ลักให฾เกษตรกร คือ ลําไย หอมแดง และกระเทียม
รองลงไปได฾แก฽ พืชผกั ข฾าวโพดเลยี้ งสตั วแ สาํ หรับขา฾ วน้นั สว฽ นใหญป฽ ลกู เพอื่ การบรโิ ภคในจังหวัด ซึ่งยังต฾องมีการ
นํามาจากตา฽ งจงั หวดั เพิ่มขึน้ ด฾วยเนอ่ื งจากมีประชากรแฝงทเ่ี ขา฾ มาทาํ งานในเขตนคิ มอุตสาหกรรม

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภุญชยั บา้ นฉนั หน้า ๑๔

ลาไย

ลําไยมีเน้ือท่ีปลูกทุกอําเภอ ในปี 2557 มีเนื้อท่ีปลูกประมาณ 271,416 ไร฽ ผลผลิตประมาณ
236,185 ตนั แหล฽งผลิตที่สําคัญที่ให฾ผลผลิตมากในปีนี้ได฾แก฽ อําเภอล้ี อําเภอปุาซาง อําเภอเมืองลําพูน และ
อาํ เภอบา฾ นโฮง฽

กระเทยี ม

ภาวะการผลิตกระเทียมในฤดูกาลผลิตปี 2557 มีเนื้อท่ีเก็บเก่ียวรวม 3,316 ไร฽ ผลผลิตแห฾งมัดจุก
รวม 2,729 ตัน เกษตรกรเพาะปลกู ชว฽ งเดอื นพฤศจิกายน – ธนั วาคม 2556 แหล฽งผลิตท่ีสําคัญ ได฾แก฽ อําเภอ
ลี้และอําเภอบ฾านโฮง฽

หอมแดง

ภาวะการผลิตหอมแดง ฤดกู าลผลติ ปี 2557 จะมีการเพาะปลูกประมาณ 3 ครั้ง คือ ต฾นฤดูฝน ปลาย
ฤดูฝน และฤดูแล฾ง ช฽วงต฾นฤดูฝนจะมีการเพาะปลูกน฾อย ฤดูแล฾งช฽วงเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคมจะมีการ
เพาะปลกู มาก มีเน้ือทีเ่ กบ็ เกีย่ วแลว฾ รวม 5,983 ไร฽ ผลผลิตแห฾งมัดจุกรวม 11,598 ตัน (ผลผลิตจากการปลูก
ฤดูแล฾งช฽วงเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม 2556 และต฾นฤดูฝนปี 2557) แหล฽งผลิตที่สําคัญได฾แก฽อําเภอ
บา฾ นโฮ฽งและอาํ เภอปาุ ซาง

ขา้ วโพดเล้ียงสัตว์

ภาวะการผลิตข฾าวโพดเล้ียงสัตวแ ฤดูการผลิตปี 2557 มีเนื้อท่ีเก็บเก่ียว ประมาณ 113,465 ไร฽
ผลผลติ 99,119 ตนั แหล฽งผลิตที่สาํ คัญได฾แก฽ อําเภอล้ี และอาํ เภอทงุ฽ หัวชา฾ ง

พืชผกั รวม

ภาวะการผลิตพืชผักรวมทุกชนิด มีเน้ือที่เก็บเก่ียว 15,561 ไร฽ ผลผลิต 16,567 ตัน พืชผักเป็นพืชท่ีมี
โอกาสทางการตลาด เนื่องจากลําพูนมีโรงงานอุตสาหกรรมรองรับผลผลิต โดยเฉพาะพืชผักนั้น ลําพูนเป็นศูนยแกลางการ
ซอ้ื ขายพชื ผกั ทม่ี พี อ฽ ค฾ามารบั ซ้ือไปส฽งยงั ต฽างจงั หวัดหลายๆจังหวดั รวมทง้ั กรงุ เทพฯ

ยางพารา

เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม฽ท่ีมีการส฽งเสริมตามนโยบายรัฐบาล ขยายพื้นท่ีการปลูกจากภาคใต฾ไปสู฽ภาค
อื่นๆของประเทศไทย ซึ่งทางภาคเหนือได฾เริ่มส฽งเสริมการปลูกยาง เม่ือปี 2547 เป็นต฾นมา โดยส฽งเสริมการ
ปลูกยางเพ่ือยกระดับรายได฾และความมั่นคงให฾กับเกษตรกรในแหล฽งปลูกยางใหม฽ระยะท่ี ๑ ติดตามดูแลและ
ถ฽ายทอดความร฾ใู นการปลกู สร฾างสวนยางแก฽เกษตรกรผู฾เขา฾ ร฽วมโครงการ

การปศุสัตว์

การเล้ียงโคนม
จงั หวดั ลาํ พนู เป็นจงั หวดั ทมี่ กี ารเลยี้ งโคนมหนาแน฽นเปน็ อันดบั ที่ 2 ของภาคเหนือตอนบน มกี าร
เจริญเติบโตทางด฾านเศรษฐกิจเพม่ิ ขึ้นเลยี้ งมากทอี่ าํ เภอบา฾ นธิ อาํ เภอแม฽ทาและอาํ เภอบ฾านโฮง฽ ผลิตนา้ํ นมดบิ สง฽ ศูนยแ
รับนํ้านมดิบ 5 สหกรณแ 2 บริษทั เฉลยี่ วันละ 102 ตนั ราคาท่เี กษตรกรขายไดเ฾ ฉล่ยี 16.50 บาทตอ฽ กโิ ลกรัม
คดิ เปน็ มลู คา฽ ไมน฽ อ฾ ยกว฽า ๑,๖๘๐,๐๐๐ บาท ในขณะทีต่ น฾ ทุนการผลติ อย฽ูท่ี 14.35 บาท นับเปน็ รายได฾หลกั ของ

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภุญชยั บ้านฉัน หน้า ๑๕

เกษตรกรในจงั หวัดในสาขาอาชีพการเลี้ยงสตั วแ สร฾างมลู ค฽าเพมิ่ ใหแ฾ ก฽ GDP ของจงั หวัด มากกวา฽ ๖๐๐ ล฾านบาท
ตอ฽ ปี ปญั หาของเกษตรกรส฽วนใหญ฽ คอื ตน฾ ทนุ การผลติ สูง ประสิทธภิ าพการให฾นมและการสบื พนั ธุแต่ํา โคนมมี
สุขภาพไม฽ดี อาหารสัตวแมรี าคาสูงขนึ้ เกษตรกรส฽วนใหญย฽ ังพง่ึ อาหารหยาบจากนอกฟารมแ การเลยี้ งโคนมใน
ขณะน้ีความต฾องการของตลาดมีมากกว฽าน้ํานมที่ผลติ ไดแ฾ ต฽ผู฾เล้ียงจะตอ฾ งเลยี้ งกันเปน็ กลม฽ุ มพี น้ื ทอี่ ยใู฽ กล฾แหลง฽ รบั
ซอื้ นมดบิ และตอ฾ งมีความอดทน ขยันขนั แข็งสงู

การเล้ียงโคเน้อื
มีเล้ียงมากในอําเภอลี้ อาํ เภอแมท฽ า และอําเภอเมืองลําพูน พันธโแุ คสว฽ นใหญเ฽ ปน็ พนั ธุโแ คพ้นื เมอื งและโค
ลกู ผสมบราหแมัน มีตลาดนัดซื้อขายทห่ี มู฽ที่ 6 ตําบลวังผาง อาํ เภอเวียงหนองลอ฽ ง การเลย้ี งโคเนือ้ มแี นวโน฾ม
ลดลงถงึ แมว฾ ฽าราคาโคจะสงู ข้นึ เนอ่ื งจากพ้นื ทีเ่ ล้ยี งโคลดลง และขาดแคลนโคทดแทนทําใหป฾ ริมาณโคเน้ือลดลง
อย฽างต฽อเนอื่ ง นอกจากนย้ี งั มีการเลย้ี งโคพันธุแขาวลําพูน ซง่ึ เปน็ โคที่มีลักษณะพเิ ศษท่ีสมควรอนรุ ักษแไวเ฾ พราะ
ปัจจบุ นั มีจํานวนลดลงไม฽ถึง 200 ตวั สภาพปัญหา ฤดูแล฾งบางพื้นที่มปี ัญหาขาดแคลนพชื อาหารสัตวแ
การเลีย้ งกระบอื เลีย้ งมากในพ้นื ทอ่ี าํ เภอแมท฽ าและอําเภอล้ี จากสถิติท่ีผา฽ นมามีแนวโน฾ม ลดลง
เน่อื งจากการบรโิ ภคกระบอื (ค฽านิยมในท฾องถิ่น) สูงกว฽าอัตราการเกิดของกระบอื
การเลย้ี งสุกร
จังหวัดลําพนู เป็นแหล฽งผลติ สุกรขนุ สว฽ นใหญจ฽ ะเล้ยี งที่อําเภอแม฽ทา อาํ เภอเมือง อําเภอลี้และอาํ เภอ
บา฾ นธิ เปน็ การเลย้ี งในระบบฟารมแ เปน็ สว฽ นใหญ฽ ในลกั ษณะการเลย้ี งแบบพันธะสัญญา สุกรพื้นเมอื งจะเล้ียงกนั
เฉพาะในพื้นท่ีชมุ ชนชาวไทยภูเขาในเขตอําเภอลี้ อาํ เภอทุ฽งหัวช฾าง อาํ เภอแม฽ทา และอําเภอบ฾านโฮง฽ ผลผลติ ทั้ง
ลกู สุกรและสุกรขนุ จะเคลื่อนยา฾ ยออกจากจังหวดั เพอื่ การจาํ หนา฽ ยในพ้นื ทีแ่ ละนอกพ้ืนท่ีโดยเฉพาะจงั หวดั ใหญ฽
ที่อยใู฽ กลเ฾ คียง เชน฽ เชียงใหม฽ เชยี งราย ลําปาง เป็นต฾น
การเลย้ี งไก่เน้ือและไกไ่ ข่
การเล้ียงไก฽เนือ้ และไกไ฽ ข฽เลี้ยงมากในพนื้ ทอี่ ําเภอปาุ ซาง อาํ เภอเมอื งลาํ พนู และอําเภอ บา฾ นโฮง฽ เป็น
การเล้ียงแบบฟารมแ ใหญข฽ องบริษัทเอกชนและเกษตรกรรายย฽อยในแบบพนั ธะสัญญา เพอ่ื ใช฾บริโภคในจงั หวัดและ
สง฽ ขายจงั หวัดใกล฾เคียง
การเลี้ยงไก่พน้ื เมือง
การเล้ียงไก฽พนั ธพุแ นื้ เมอื งมีการเลี้ยงแบบครวั เรอื นเพอ่ื บรโิ ภคและใชใ฾ นวิถปี ระเพณี พิธีกรรม สําหรบั
ไก฽พื้นเมือง(ไก฽ชน) สามารถเสรมิ รายได฾ให฾ครอบครัว ได฾เป็นอย฽างดี โดยสายพันธลุแ าํ พนู นบั เปน็ ทตี่ ฾องการของผ฾ู
นยิ มไกช฽ นท่ัวประเทศแต฽เกษตรกรยังต฾องพัฒนาการเลย้ี งเพือ่ ให฾มคี วามปลอดภยั ต฽อการเกิดโรคต฽างๆ
ดา้ นอาหารสตั ว์
จังหวัดลาํ พนู มีโรงงานผลิตอาหารสัตวแ โดยเฉพาะอาหารสุกรไก฽ จาํ นวน 10 แห฽ง ทีอ่ าํ เภอเมืองลาํ พูน
มวี ัตถดุ บิ อาหารสตั วแที่สําคัญไดแ฾ ก฽ ข฾าวโพด และกากถ่วั เหลือง ส฽วนการปลกู พชื อาหารสตั วแสําหรับ โค–กระบือ
ยงั มกี ารปลกู กันนอ฾ ยเนื่องจากพนื้ ท่ีมจี าํ กัด แตย฽ งั มีการปลูกหญา฾ แพงโกลา฽ ในพ้นื ทอี่ าํ เภอบา฾ นโฮ฽งจาํ หน฽ายให฾แก฽
ฟารมแ โคเนือ้ ฟารมแ โคนม สวนสตั วแ ฟารแมแพะ ฟารแมมา฾ ในจงั หวดั ลําพูนและเชียงใหม฽

การอุตสาหกรรม

จังหวดั ลาพูนมจี านวนโรงงานอุตสาหกรรมรวมทั้งสิ้นประมาณ 924 โรงงาน (อาจเปล่ียนแปลง
ตามกาล) เงินลงทนุ รวม 104,604 ลา้ นบาท การจา้ งงานรวม 71,216 คน จาแนกเปน็

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหริภญุ ชยั บ้านฉนั หนา้ ๑๖

1. โรงงานนอกเขตนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จํานวน 847 โรงงาน จํานวนเงินลงทุน 32,177
ล฾านบาท คนงานรวม 26,554คน (รวมบริษัทที่ตั้งในพื้นที่สวนอุตสาหกรร มในเครือบริษัท
สหพัฒนาอินเตอรแโฮลดิ้งจํากัด จํานวนท้ังส้ิน 16แห฽ง เงินลงทุน7,197ล฾านบาท คนงาน 6,862 คน)

2. โรงงานที่ตั้งอย฽ูในเขตนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือที่เปิดดําเนินการ 77 โรงงาน เงินลงทุน
72,427 ล฾านบาท และมแี รงงานประมาณ 44,662 คน

สภาวการณล์ งทุนอุตสาหกรรมของจังหวดั ลาพูน
การลงทุนด฾านอุตสาหกรรมนอกเขตนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ โดยพิจารณาจากจํานวนโรงงาน
อุตสาหกรรม จาํ นวนเงนิ ลงทุน และจาํ นวนแรงงานมดี ังนี้

สนิ คา้ ทีส่ าคญั ของจังหวดั

สนิ ค้าเกษตร
ลาไย
จังหวัดลําพูน เป็นจังหวัดท่ีมีประชากรส฽วนใหญ฽ร฾อยละ ๗๐ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดย

“ลําไย”ถือเป็นพืชเศรษฐกิจท่ีสําคัญที่สร฾างรายได฾หลักให฾แก฽เกษตรกรในจังหวัดสูงสุดพน้ื ที่เพาะปลูกกระจาย
อยู฽ทกุ อําเภอของจังหวัด

กระเทียม
จังหวัดลําพูนถือว฽าเป็นพ้ืนท่ีแหล฽งผลิตกระเทียมพันธุแดีที่สําคัญท่ีสุดของภาคเหนือ ซ่ึงถือว฽าเป็นทั้ง
แหลง฽ เพาะปลูก และศนู ยแกลางการส฽งออกระเทียมทีส่ ําคญั จังหวัดหนงึ่ พื้นท่ีการเพาะปลูกกระเทียม เป็นพื้นท่ี
เดียวกับการเพาะปลูกข฾าว โดยกระเทียมจะมีการปลูกหลังจากการเก็บเก่ียวข฾าวนาปี และใช฾ระยะเวลาปลูก
ประมาณ ๔ เดอื น จงึ จะเร่มิ มีการเกบ็ เกี่ยวและนาํ ออกส฽ตู ลาด
หอมแดง
จังหวัดลําพูน ถอื ว฽าเป็นพน้ื ท่ีแหล฽งผลติ หอมแดงพันธแดุ ี ทสี่ าํ คญั ท่ีสดุ ของภาคเหนอื ซึ่งถอื ว฽าเป็นทั้ง
แหลง฽ เพาะปลกู และศูนยแกลางการส฽งออกหอมแดงทส่ี าํ คญั โดยส฽วนใหญจ฽ ะส฽งออกไปยงั ประเทศอินโดนเี ซยี
จงั หวดั ลําพูนมีการเพาะปลูกหอมแดง 3 ฤดู คือ ฤดแู ล฾ง ฤดูฝน และนอกฤดู
ข้าว
ขา฾ วเป็นพืชเศรษฐกจิ ทีส่ าํ คญั ของจงั หวดั ลาํ พูนโดยมพี ้ืนทเ่ี พาะปลกู ข฾าวท้ังข฾าวเจ฾าและข฾าวเหนียว ซ่ึงมี
การเพาะปลูกท้ังนาปีและนาปรงั และขา฾ วเหนียวขา฾ วไร฽
ขา้ วโพดเลี้ยงสัตว์
จงั หวดั ลาํ พนู มพี นื้ ที่ปลูกข฾าวโพดเล้ียงสตั วแ พ้ืนทก่ี ารเพาะปลูกส฽วนใหญ฽อย฽ูในอําเภอล้ี และอําเภอท฽ุงหัว
ชา฾ ง ผลผลิตออกส฽ูตลาดในช฽วงเดอื นตุลาคม – ธนั วาคม โดยเดือนตลุ าคม
มนั สาปะหลงั
ในปีการผลิต 2556/57 จังหวัดลําพูนมีพ้ืนที่เพาะปลูกมันสําปะหลัง ประมาณ 4,569 ไร฽ ผลผลิต
ประมาณ 16,349.80 ตนั ชว฽ งเวลาเพาะปลกู เดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม

สนิ คา้ หัตถกรรม
ผ้าฝา้ ยทอมอื
ผ฾าฝูายทอมือ มีจุดเริม่ มาจากชาวยองทอี่ พยพมาจากเมอื งเชยี งรุ฾งของแควน฾ สบิ สองปนั นาในจนี ตอนใต฾

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภุญชัยบ้านฉัน หนา้ ๑๗

ท่คี ฾าวัวค฾าควายมากอ฽ นต฽อมาในสมัยพระเจา฾ กาวิละได฾กวาดตอ฾ นผค฾ู นจากเมืองยองประเทศพม฽าเขา฾ มาตงั้
บ฾านเรอื นในเขตเมืองลาํ พนู ต้ังบ฾านเรอื น"เก็บฮอมตอมไพร"฽ เพอื่ บูรณะฟ้นื ฟเู มอื งหลังจากรกรา฾ งจากการทํา
สงครามกับพมา฽ ชาวยองเข฾ามาตง้ั บ฾านเรอื นอยู฽ ณ บา฾ นดอนหลวงและบา฾ นหนองเงือก อําเภอปาุ ซางในปจั จุบนั
แต฽ละบา฾ นจะทอผ฾าจากฝูายที่ปลูกเองแล฾วนาํ มาผ฽านกระบวนการปนั่ ฝูายให฾เป็นเส฾นดา฾ ยจากนั้นย฾อมสเี สน฾ ด฾าย
ด฾วยวัสดุจากธรรมชาติทไ่ี มเ฽ ป็นอันตรายตอ฽ ชีวติ จากนน้ั จึงนาํ มาขึน้ ก่ีทมี่ ีอยใ฽ู ตถ฾ นุ บ฾านแทบจะทุกหลังคาเรือนเพือ่
ทาํ การถกั ทอเป็นผ฾าผนื ตามขนาดที่ต฾องการโดยผ฾าท่ีนิยมทอกนั ในสมัยนัน้ จะเป็นผ฾าสพี น้ื จากนั้นนํามาตดั เย็บ
เพื่อใช฾เป็นเครอ่ื งน฽ุงห฽มและข฾าวของเครอ่ื งใช฾ในชีวิตประจาํ วันตอ฽ ไป

ผ้าไหมยกดอกลาพนู (Lamphun Brocade Thai Silk)
เปน็ ผ฾าไหมทีท่ อยกลวดลายใหส฾ ูงกว฽าผืนผ฾าโดยการเลือกยกบางเสน฾ ข฽มบางเสน฾ เพ่ือใหเ฾ กดิ ลวดลาย โดย
ใชต฾ ะกอลอย และใช฾เส฾นไหมตีเกลยี วเป็นทัง้ เสน฾ ยืนและเสน฾ พุ฽ง รวมท้ังมีเสน฾ ไหมพเิ ศษในการทอยกให฾เกิด
ลวดลาย ตามกรรมวิธีทปี่ ระณตี ทีเ่ ปน็ มรดกทางหัตถกรรมที่ถา฽ ยทอดสบื กันมา
ไม้แกะสลกั แมท่ า
ไม฾แกะสลกั แม฽ทา เป็นผลงานศิลปกรรมอนั ทรงคณุ คา฽ เกดิ จากภูมิปัญญาทกั ษะ และความละเอียด
ประณีตของช฽างแกะสลกั มาสร฾างสรรคแเปน็ ไม฾แกะสลกั ที่งดงาม เปน็ เอกลักษณแเฉพาะของอาํ เภอแมท฽ า จงั หวดั
ลําพูนจนกลายเปน็ แหล฽งแกะสลักไมท฾ ี่ใหญท฽ สี่ ุดในโลก

ทรพั ยากรธรรมชาติ

ทรพั ยากรทางธรรมชาติ หมายถงึ
ส่ิงท่ีเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ มนุษยแสามารถนํามาใช฾ประโยชนแเพื่อการดํารงชีวิตได฾โดยอาศัยการ

ดดั แปลง แปลรปู หรือการเปลย่ี นแปลงให฾เหมาะสมตามความต฾องการของมนุษยแ เช฽น พืช ดิน น้ํา แร฽ธาตุต฽างๆ
เป็นตน฾

1. ทรัพยากรดนิ
เนอื่ งจากพ้นื ทีส่ ฽วนใหญ฽ของจังหวัดลําพูนเป็นภูเขา จึงมีดินซึ่งเกิดจากการผุพังสลายตัวของหินต฾นกํา

เนินชนิดตา฽ ง ๆ อยูม฽ าก ส฽วนบริเวณที่ราบสองฟากฝ่งั ลาํ น้ําสว฽ นใหญเ฽ ปน็ ดินซ่ึงเกดิ จากตะกอน ที่ลําน้ําพัดพามา
ทบั ถมไวใ฾ นชว฽ งธรณีกาลตา฽ ง ๆ กนั ซงึ่ พอจะสรุปลกั ษณะของดินจังหวดั ลาํ พนู ไดด฾ งั นค้ี อื

บริเวณทรี่ าบดนิ ตะกอนใหม่ ส฽วนใหญเ฽ ป็นบริเวณที่ราบลุ฽ม ซ่ึงต฽อเน่ืองมาจากท่ีราบของหุบเชียงใหม฽
ในบรเิ วณทีร่ าบน้าํ ท฽วมถงึ เป็นดินในกล฽ุม Alluvial Soils และ Hydromorphic Alluvial soils ซ่ึงเป็นดินใหม฽
การเจริญตัวของช้ันดินยังไม฽เด฽นชัด บางแห฽งแสดงการทับถมเป็นชั้น ๆ เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณแอยู฽ใน
เกณฑแปานกลางถึงคอ฽ นข฾างดีเน่ืองจากไดร฾ ับแร฽ธาตอุ าหารพชื เพ่ิมเติมจากตะกอนลํานํ้าท่มี าทบั ถมอยู฽เสมอ

บริเวณที่ลาดลอนคลื่นดินตะกอนเก่า ส฽วนใหญ฽มีพ้ืนท่ีสูง ๆ ตํ่า ๆ เป็นลอนคลื่น มีความลาดเอียง
ตง้ั แต฽ 2-16 เปอรเแ ซน็ ตแ แต฽ในสว฽ นต่ําของพ้ืนทีบ่ ริเวณนี้ซ่งึ มีพ้นื ท่ไี ม฽มากนักมีลักษณะเป็นที่ค฽อนข฾างราบติดต฽อ
กับบริเวณท่ีราบดินตะกอนใหม฽ เป็นดินกลุ฽ม Low Humic Gley soils และ Hydromorphic Regosols ซ่ึง
ส฽วนใหญ฽เป็นดินทราย หรือดินร฽วนปนทรายใช฾ทํานาเป็นหลักและปลูกพืชหลังฤดูการทํานาในบางแห฽งมีนํ้า
เพียงพอ ส฽วนบริเวณที่สูงข้ึนไปมีลักษณะเป็นลอนคลื่นต้ังแต฽ลอนลาด ถึงลอนชัน ประกอบไปด฾วยกล฽ุมดิน
Regosols , Gray podzolic soils , Red Yellow Podzolic soils และ Reddish Brown Lateritic soils

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหรภิ ุญชัยบา้ นฉัน หน้า ๑๘

ตามลาํ ดับ ซงึ่ ใชป฾ ระโยชนใแ นการทําสวน ทาํ ไร฽ เปน็ ทต่ี งั้ เรอื น และบางส฽วนยังคงสภาพเป็นปุาตามธรรมชาติอย฽ู
ดนิ เหลา฽ น้เี ปน็ ตะกอนเกา฽ ซึง่ ลํานํ้าพดั พามาทับถมไวน฾ านแล฾ว ปรมิ าณแร฽ธาตุอาหารพืชตา฽ ง ๆ ถูกชะล฾างออกไป
จากดนิ เป็นจาํ นวนมาก

บริเวณท่ีลาดลอนคล่ืนชายเขาและตามเนินเขาต฽าง ๆ เป็นดินซึ่งเกิดจากการผุพังสลายตัวของหินต฾น
กาํ เนดิ หลายชนดิ สว฽ นใหญ฽เป็นดนิ ในกลุม฽ Red Yellow Podzolic soils และ Reddish Brown Lateritic soils
ลักษณะและคุณสมบัติของดินแต฽ละชนิดแตกต฽างกันตามชนิดของหินต฾นกําเนิด บางแห฽งเป็นดินทรายบางแห฽งเป็น
ดินเหนียว บางแหง฽ เปน็ ดินต้ืน บางแห฽งเปน็ ดนิ ลกึ บางแหง฽ เป็นดนิ ปนกรวดปนหนิ และบางแห฽งมหี ินโผลก฽ ระจัด
กระจายอยทู฽ ั่วไป

ปญั หาของทรพั ยากรดนิ ของจงั หวัดลาพนู

ปัญหาเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของดิน จากผลการวิเคราะหแดินชุดต฽าง ๆ ท่ีสํารวจพบในจังหวัด
ลําพูนปรากฏว฽าดินส฽วนใหญ฽เป็นดินท่ีมีความอุดมสมบูรณแอย฽ูในเกณฑแต่ํา โดยเฉพาะอย฽ายิ่งดินดอน หรือดิน
บรเิ วณพน้ื ท่ีลกู คลืน่ ลอนลาด และลอนชัน ซ่ึงเป็นดินเก฽ามีปริมาณอินทรียวัตถุตํ่า และคุณสมบัติทางกายภาพ
ของดนิ ไม฽ดี นอกจากนั้นดินท่ีบุกเบิกปุานํามาใช฾ประโยชนแแล฾วจะมีแนวโน฾มที่เสื่อมโทรมลงอย฽างรวดเร็วทําให฾
พืน้ ท่ปี ลกู ไม฽เจริญงอกงามเทา฽ ทคี่ วร และใหผ฾ ลผลติ ตา่ํ

ปัญหาเก่ียวกับดนิ ต้ืน จากการสํารวจปรากฏวา฽ ในบริเวณพ้ืนท่ีลกู คล่นื ลอนลาดและลอนชัน มีอยู฽
หลายบริเวณและบางแห฽งมพี ้นื ท่ีค฽อนขา฾ งกว฾างขวาง มีความลาดเอียงของพน้ื ทไ่ี มส฽ ูงเกินไปนกั แตเ฽ ปน็ ดนิ ตนื้
หรอื เป็นดินทีม่ ีกอ฾ นกรวดกอ฾ นหินปะปนอย฽ูในเนื้อดนิ มาก หรือมีการกระจดั กระจายอยู฽ทั่วไปตามผิวดิน
โดยเฉพาะอย฽างยง่ิ บรเิ วณดินชดุ ทา฽ ยาง ดนิ ชดุ แมร฽ ิม และบริเวณพนื้ ที่หินโผล฽ มคี วามอุดมสมบรู ณแอยู฽ในเกณฑแ
ตาํ่ ไม฽เหมาะทจี่ ะนาํ มาใช฾เปน็ พ้ืนทปี่ ระกอบกสกิ รรมอย฽าง

ปัญหาเกี่ยวกับการชะลา้ งพังทลายของดิน การชะล฾างพังทลายของดินเกิดข้ึนอย฽ูทั่วไปในภาคเหนือ
ของประเทศไทย ซ่ึงเป็นปัญหาสําคัญท่ีทําให฾ดินใช฾ประโยชนแในการเกษตรเส่ือมคุณภาพ โดยเฉพาะความอุดม
สมบูรณแของดินจะลดลงอยา฽ มาก บริเวณเหลา฽ นี้มีเน้ือดินบนส฽วนใหญ฽เป็นดนิ ร฽วนปนทราย ประกอบกับมีการบุก
รกุ เปดิ ปาุ เพือ่ ใช฾เพาะปลกู และทําไร฽นาเลอ่ื นลอยอย฽ทู วั่ ไปตามพื้นที่ลาดเอียงเหล฽านี้ จึงเป็นการเอื้ออํานวยให฾
เกดิ การชะลา฾ งพังทลายของดินได฾โดยงา฽ ย ควรทจี่ ะไดเ฾ ร฽งดาํ เนินการแก฾ไขปัญหานี้ด฾วยวิธีการอนุรักษแดินและนํ้า
เป็นเบอื้ งต฾น อันประกอบด฾วยการควบคุมโดยใช฾พืชพรรณ ซึ่งจําทําให฾การใช฾เทคโนโลยีด฾านอื่น ๆ เช฽น การใช฾
พชื พรรณทใ่ี หผ฾ ลผลตสิ งู การใช฾ปุ฻ย และการชลประทานประกอบกันสามารถเพมิ่ ผลผลิตทางการเกษตรได฾อย฽าง
เตม็ ที่

2. ทรพั ยากรน้าในจังหวดั ลาพนู มีแม่นา้ ท่ีสาคญั 4 สาย ดังน้ี
1. แม่นา้ ปิง เป็นแม฽นาํ้ สายสําคญั ทไ่ี หลอย฽ูในหุบเขา ระหว฽างทวิ เขาถนนธงชัยกลาง กับทิวเขา ผีปันนํ้า

ตะวนั ตก มีต฾นนา้ํ อยท฽ู ดี่ อยถ฾วย ในเทือกเขาแดนลาว เขตตาํ บลเมืองนะ อําเภอเชยี งดาว จังหวดั เชียงใหม฽จากต฾น
กําเนิดแม฽น้ําปิงไหลลงมาทิศใต฾ผ฽านเมืองเชียงใหม฽ ลําพูนและไหลเข฾าเขตจังหวัดตากไปบรรจบกับแม฽น้ําวังท่ี
อาํ เภอบ฾านตาก จังหวดั ตาก แลว฾ ไหลตอ฽ ลงไปทางใต฾ผา฽ นอาํ เภอเมืองกําแพงเพชร บรรจบกับแม฽น้ําน฽านท่ีจังหวัด
นครสวรรคแรวมเป็นแม฽นํ้าเจ฾าพระยา โดยมีความยาวท้ังส้ินประมาณ 715 กิโลเมตร ระยะทางที่แม฽น้ําปิงไหล
ผ฽านพ้ืนท่ใี นเขตจงั หวัดเชยี งใหมม฽ ีความยาวประมาณ 335 กโิ ลเมตร

2. น้าแม่กวง มีต฾นน้าํ อย฽ทู ด่ี อยผปี ันนา้ํ (หรือดอยนางแก฾ว) ดอยมด แล฾วไหลไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต฾
ลงส฽ูที่ราบเชียงใหม฽-ลําพูน ผ฽านอําเภอดอยสะเก็ด อําเภอสันทราย และไหลต฽อลงไปทางใต฾ผ฽านอําเภอเมือง

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภุญชยั บ้านฉัน หน้า ๑๙

ลําพูน แล฾วบรรจบกับแม฽นํ้าปิงท่ีบ฾านสบทา อําเภอปุาซาง จังหวัดลําพูนนํ้าแม฽กวงมีความยาวประมาณ 110
กโิ ลเมตร น้าํ แม฽กวงเป็นแม฽น้ําที่สําคัญอีกสายหนึ่งใน บริเวณที่ราบเชียงใหม฽ - ลําพูน มีลําน้ําสาขาท่ีสําคัญ คือ

นาํ้ แม฽ทาและหว฾ ยแมส฽ ะแงะ นาํ้ แม฽กวงมพี ื้นทีร่ ับนํ้า (CATCHMENT AREA) ประมาณ 1,740 ตารางกโิ ลเมตร
3. น้าแม่ทา น้ําแม฽ทามีต฾นนํ้าอย฽ูที่ดอยขุนทาในเทือกเขาผีปันนํ้าตะวันตก กิ่งอําเภอแม฽ออน จังหวัด

เชยี งใหม฽ ไหลผา฽ นทร่ี าบซ่งึ ขนาบไปดว฾ ยภูเขา ไปสูอ฽ ําเภอแมท฽ าทางทิศใต฾ แล฾วไหลวกข้ึนไปทางเหนือผ฽านที่ราบ
เชียงใหม฽-ลําพนู ผา฽ นอาํ เภอปุาซาง แล฾วบรรจบกับแม฽นํ้ากวงท่ีบ฾านสบทา เขตต฽อระหว฽างอําเภอเมืองลําพูนกับ
อําเภอปุาซาง นอกจากน้ีน้ําแม฽ทายังได฾หล฽อเลี้ยงพื้นท่ีทําการเกษตรของชุมชนหลายตําบลในอําเภอแม฽ออน

อาํ เภอสันกาํ แพง จังหวดั เชียงใหม฽ และอําเภอแมท฽ า จงั หวัดลาํ พูน นํ้าแม฽ทามีความยาวประมาณ 90 กโิ ลเมตร
4. แม่นา้ ลี้ แมน฽ ํ้าลตี้ ฾นนาํ้ อย฽ูทด่ี อยสบเทิม อาํ เภอท฽งุ หวั ช฾าง จังหวัดลําพูน ไหลลงไปทางใต฾จนถึงบริเวณใกล฾

อําเภอล้ี จึงค฽อยไหลวกกลับไปทางเหนือเป็นรูปตัวยู ผ฽านอําเภอล้ี อําเภอบ฾านโฮ฽ง แล฾วไหลต฽อไปทางทิศตะวันตก
เฉียงเหนือ บรรจบกับแม฽นํ้าปิงท่ีบ฾านวังสะแกง กิ่งอําเภอเวียงหนองล฽อง จังหวัดลําพูน แม฽น้ําลี้มีความยาว
ประมาณ 180 กิโลเมตร แมน฽ ํา้ ลี้มีพน้ื ทีร่ บั นาํ้ (CATCHMENT AREA) ประมาณ 315 ตารางกโิ ลเมตร

นอกจากลําน้ําสําคัญท่ีกล฽าวถึงแล฾ว ยังมีแม฽น้ําสาขา ลําธาร ลําห฾วย จํานวนมากที่ไหลผ฽าน ตาม
อําเภอต฽างๆ ได฾แก฽

1. น้ําสาน ไหลผา฽ นอาํ เภอเมืองลําพูน
2. น้ําเย็น ไหลผ฽านอาํ เภอบา฾ นโฮ฽ง
3. น้ําแม฽ธิ ไหลผา฽ นอําเภอบ฾านธิ

4. นํ้าขนาด ไหลผา฽ นอาํ เภอแม฽ทา
5. นาํ้ แวน ไหลผ฽านอําเภอลี้

6. น้ําเมย ไหลผา฽ นอําเภอแม฽ทา
7. นาํ้ ก฾อ ไหลผ฽านอาํ เภอลี้
8. น้ําแม฽สะปวฺ ด ไหลผา฽ นอําเภอแมท฽ า

9. นาํ้ ออบ ไหลผา฽ นอําเภอบ฾านโฮ฽ง
10. นํา้ แมต฽ ด฿ุ ไหลผ฽านอาํ เภอแมท฽ า

3. ทรัพยากรแรธ่ าตุ
ในเขตท฾องท่ีจังหวัดลําพูนมีชนิดแร฽ท่ีสํารวจพบในปัจจุบัน จํานวน 17 ชนิด ได฾แก฽ แร฽ถ฽านหิน

แร฽ฟลูออไรตแแร฽มังกานีส แร฽พลวง แร฽เฟลดแสปารแ แร฽ดินขาว แร฽บอลเคลยแ แร฽ตะก่ัว แร฽สังกะสี แร฽ดีบุก

แร฽แบไรตแ แร฽แคลไซตแ แร฽ฟอสเฟต แร฽ทองคํา หินอ฽อน หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก฽อสร฾าง
และหนิ ประดบั ชนดิ หินปูน โดยแหล฽งแร฽แต฽ละชนิดมกี ารสํารวจพบในพ้ืนท่ีตา฽ ง ๆ ของจังหวัดลําพนู ดังน้ี

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหริภุญชัยบ้านฉนั หน้า ๒๐

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหริภญุ ชยั บา้ นฉนั หนา้ ๒๑

กจิ กรรมทา้ ยเรอ่ื งท่ี 2 ภมู ศิ าสตร์กายภาพ

คาช้แี จง ให฾นักศึกษา วิเคราะหแ สภาพภมู ิศาสตรแกายภาพของชุมชนทนี่ ักศกึ ษาอาศัยอยู฽ในจังหวดั ลาํ พูนและ
วิเคราะหแความรู฾ความสามารถพน้ื ฐานของตนเอง แล฾วนักศกึ ษาคดิ วา฽ จะตัดสินใจประกอบอาชีพอะไร พร฾อม
เหตผุ ลในการตดั สินใจในคร้งั น้ี
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหริภุญชัยบ้านฉัน หนา้ ๒๒

เร่อื งท่ี 3

ประเพณีและวัฒนธรรมในจังหวัดลาพนู

วิถชี ีวิต คือ วฒั นธรรม คือ วิถีชีวิตเปนสิ่งที่มนุษยสรางขึ้นในรูปแบบของการดําเนินชีวิตของผูคน ใน
สงั คม ซง่ึ ยดึ ถือและปฏิบตั ิสบื ทอดตอๆ กนั มา

วถิ ชี ีวติ ของคนลําพูนในอดตี มกั จะเปน็ กลุม฽ ชาตพิ ันธุเแ ดยี วกนั และมีความสมั พนั ธเแ ชงิ เครือญาติท้ังท่ีเป็น
เครอื ญาติแท฾จรงิ หรือเครือญาตสิ มมติกต็ าม ผ฾คู นดํารงชีวิตอยโ฽ู ดยการทําเกษตรกรรมเพื่อยังชีพโดยมีครอบครัว

เป็นหน฽วยการผลิตขั้นพ้ืนฐาน บ฾านเรือนเป็นเรือนเคร่ืองผูก ฝาเรือนทําจากไม฾ไผ฽หลังคามุงด฾วยหญ฾าคาคือ
ใบตองตึงโดยคนในชุมชนลงแรงร฽วมกันส฽วนอาคารประเภทห฾องแถวผ฾ูสร฾างเรียกว฽าสล฽าอาจมีการแลกเปลี่ยน
สนิ คา฾ หรอื การคา฾ อยบู฽ ฾างแต฽ไม฽ใช฽กิจกรรมหลักของคนกลุ฽มใดกลุ฽มหน่ึงในบ฾าน แต฽ทว฽างานช฽าง งานศิลปะ หรือ

งานที่ตอ฾ งการความชํานาญเฉพาะดา฾ น เช฽น หมอยา สล฽า หรอื การคา฾ มักเป็นกจิ กรรมท่ีทาํ เสริมไปกับการเกษตร
กรรมในช฽วงนอกฤดูการทํานา

ชมุ ชนหมบ฽ู ฾านยังสัมพันธแกับความเป็นเมืองมาอย฽างต฽อเน่ือง โครงสร฾างทางสังคมประกอบด฾วยชนชั้นปกครอง
คือกษัตริยแ เจ฾านาย เจ฾าเมือง ลําดับรองลงมา คือ ขุนนางและราชการ และผู฾ถูกปกครองมีไพร฽ ทาส
นอกจากนัน้ ยังมีพระสงฆแและกลมุ฽ พ฽อค฾า หรอื อาชพี ช้นั สูงดว฾ ย สถาบันทางสังคมนี้ล฾วนโยงใยสัมพันธแกันในฐาน

อาํ นาจเศรษฐกิจ การเมือง และยงั เปน็ รากฐานของชุมชนท่ีสืบทอดมาจนกระทั่งปัจจุบัน“ประเพณี” หมายถึง
ระเบียบแบบแผนทีก่ ําหนดพฤติกรรมในสถานการณแตา฽ งๆ ท่คี นในสงั คมยึดถอื ปฏบิ ัตสิ บื กนั มา ถ฾าคนใดในสังคม

น้ันๆ ฝุาฝนื มักถกู ตําหนจิ ากสงั คม ลกั ษณะประเพณใี นสังคมระดับประเทศชาติ มีทั้งประสมกลมกลืนเป็นอย฽าง
เดยี วกัน และมีผิดแปลกกันไปบ฾างตามความนิยมเฉพาะท฾องถิ่น โดยมากย฽อมมีจุดประสงคแ และวิธีการปฏิบัติ
เปน็ อนั หน่งึ อันเดยี วกนั มเี ฉพาะสว฽ นปลีกย฽อยท่ีเสริมเติมแต฽งหรือตัดทอนไปในแต฽ละท฾องถิ่น สําหรับประเพณี

ไทยมักมีความเกี่ยวข฾องกบั ความเชื่อในพระพุทธศาสนาและพราหมณแมาแต฽โบราณ
“วัฒนธรรม” หมายถึง แบบอย฽าง แนวทางปฏิบัติ วิถีดําเนินชีวิตและการอยู฽ร฽วมกันของคนในชุมชน

แต฽ละชุมชน ที่บ฽งบอกถึงเอกลักษณแเฉพาะตัวของชุมชนหรือสังคมนั้นๆ ซ่ึงเกิดจากการสั่งสมประสบการณแ
ภมู ิปญั ญาของคนร฽ุนก฽อน ทสี่ ฽งตอ฽ มาสค฽ู นร฽นุ หลัง และสะทอ฾ นถงึ ตวั ตนท่ีชัดเจน เช฽น เอกลักษณแประจําชาติของ

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหรภิ ุญชัยบ้านฉัน หนา้ ๒๓

คนไทยทม่ี ลี กั ษณะเฉพาะตัว ทงั้ การใช฾ภาษา อปุ นิสัยใจคอท่ีย้มิ แย฾มแจม฽ ใส กิริยามารยาทที่อ฽อนหวาน นุ฽มนวล
มีน้ําใจช฽วยเหลือเกื้อกูลกัน ซ่ึงวัฒนธรรมแต฽ละชุมชนก็จะมีความแตกต฽างกันไปข้ึนอย฽ูกับข฾อจํากัดทาง
สภาพแวดลอ฾ ม ภมู ศิ าสตรแแ ละทรัพยากรในทอ฾ งถิน่ หรอื ชมุ ชนนนั้ ๆ

ความเป็นมาของประเพณี

ประเพณมี บี อ฽ เกิดมาจากสภาพสังคม ธรรมชาติ ทัศนคติ เอกลักษณแ ค฽านิยม โดยความเชื่อของคนใน
สงั คมต฽อสิง่ ที่มอี าํ นาจเหนือมนุษยนแ น้ั ๆ เชน฽ อาํ นาจของดนิ ฟาู อากาศและเหตกุ ารณแทีเ่ กิดข้นึ โดยไมท฽ ราบสาเหตุ
ต฽างๆ ฉะนนั้ เมือ่ เวลาเกดิ ภยั พบิ ตั ิขน้ึ มนษุ ยจแ ึงต฾องออ฾ นวอนร฾องขอในส่ิงที่ตนคิดว฽าจะช฽วยได฾พอภัยนั้นผ฽านพ฾น
ไปแล฾ว มนุษยแก็แสดงความร฾ูคุณต฽อส่ิงน้ันๆด฾วยการทําพิธีบูชา เพ่ือเป็นสิริมงคลแก฽ตน ตามความเช่ือ ความรู฾
ของตน เมอื่ ความประพฤติน้ันคนสว฽ นรวมสังคมยึดถอื ปฏบิ ตั ิเป็นธรรมเนยี ม หรือเปน็ ระเบียบแบบแผน และทํา
จนเป็นพิมพแเดยี วกนั สืบตอ฽ ๆกันจนกลายเปน็ ประเพณขี องสังคมนน้ั ๆ

ประเพณแี ละวฒั นธรรม เมื่อว฽าโดยเนื้อความกเ็ ปน็ สง่ิ อย฽างเดียวกนั คอื เป็นสง่ิ ทไ่ี ม฽ใช฽มีอยู฽ในธรรมชาติ
โดยตรง แต฽เป็นส่ิงที่สังคมหรือคนในส฽วนรวมร฽วมกันสร฾างให฾มีข้ึน แล฾วถ฽ายทอดให฾แก฽กันได฾ด฾วยลักษณะและ
วิธีการต฽างๆว฽าโดยเน้ือหาของประเพณีและวัฒนธรรมที่อยู฽ในจิตใจของประชาชนเก่ียวกับเร่ื องความคิดเห็น
ความร฾สู กึ ความเชอื่ ซึ่งสะสมและสืบต฽อรว฽ มกนั มานานในสว฽ นรวม จนเกดิ ความเคยชนิ เรียกว฽า นิสัยสังคมหรือ
ประเพณี

ประเพณีและวฒั นธรรมของจงั หวัดลาพนู

ประเพณีสรงนา้ วดั พระธาตุหรภิ ุญชยั (วันแปดเป็ง)

งานสรงนํ้าพระธาตุฯ จัดมีข้ึนเป็นประจําทุกปี ในวันเดือน 8 เหนือเพ็ญ ตรงกับเดือน 6 ใต฾เพ็ญ
นับว฽าเปน็ งานใหญ฽ประจําปีของจังหวดั ลาํ พูนทีเดียว สว฽ นมากเริ่มงานต้ังแต฽วันขึ้น 9 ค่ําเดือน 8 เหนือ เป็นต฾น

ไป แตจ฽ ะทําพิธีสรงน้ําพระธาตุฯ ในวันเดือน 8 เหนือเพ็ญ นํ้าท่ีนํามาสรงพระธาตุน้ัน เป็นนํ้าทิพยแนํามาจาก
ยอดดอยขะม฾อ อยใ฽ู นตาํ บลมะเขอื แจ฾ อําเภอเมอื งลาํ พูน จงั หวดั ลาํ พูน น้ําน้ีเกดิ ขนึ้ ทบี่ นยอด ภูเขาสงู ที่ยอดเขา

นน้ั เป็นบอ฽ ลกึ เขา฾ ไปในภเู ขา ไม฽ทราบว฽าจะลึกสักเทา฽ ใด เพราะหย่ังไม฽ถงึ นอกจากนํ้าทิพยแจากดอยขะม฾อแล฾ว ก็
มีน้ําสรงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ฾าอยู฽หัวรวมอย฽ูด฾วย นอกนั้นเป็นสุคันโธทกะของศรัทธา
ประชาชน ทหี่ ลง่ั ไหลมาจากทุกทิศ โดยเฉพาะคนเกิดปีระกา โบราณาจารยแถือว฽า พระธาตุเจ฾าหริภุญชัยเป็น

พระธาตุประจําปเี กดิ ของคนเกิดปีน้ี ต฾องหาโอกาสมานมัสการสรงน้ําพระธาตุเจ฾าหริภุญชัยจนได฾ เพราะถือว฽า
เป็นสริ มิ งคลแก฽คนเกิดปีระกาอย฽างยงิ่ ใหญท฽ ีเดยี ว

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหรภิ ุญชัยบ้านฉนั หนา้ ๒๔

ประเพณีสรงนํ้าพระบรมธาตุหริภุญชัย พระบรมธาตุหริภุญชัย เป็นปูชนียสถานอันสําคัญย่ิงของ
จงั หวดั ลําพูน เป็นจอมเจดียแองคแหน่ึงในจํานวน ๘ แห฽งของประเทศไทย เป็นเจดียแท่ีเก฽าแก฽ท่ีสร฾างในสมัยพระ
เจา฾ อาทิตยราชพระบรมธาตุหริภุญชัยเป็นศูนยแรวมความศรัทธาของประชาชนโดยท่ัวไป ประเพณีสรงนํ้าธาตุ
เป็นประเพณีที่ย่ิงใหญ฽ เป็นที่สนใจของพุทธศาสนิกชนในจังหวัดลําพูนและจังหวัดใกล฾เคียง ประเพณีนี้ยึดถือ
และปฏบิ ัติมาเปน็ ประจําทกุ ปี วตั ถปุ ระสงคแของประเพณีสรงนา้ํ พระธาตหุ ริภญุ ชัย มดี งั น้ี

๑. เพื่อเปน็ การสกั การะพระบรมธาตุ ซ่ึงเป็นปูชนียสถานท่ีเก฽าแก฽ของวัดพระบรมธาตุหริภุญชัยและ
นับเปน็ โบราณสถานสาํ คัญทางประวัตศิ าสตรขแ องชาวลําพูนและชาวพุทธทั่วไป

๒. เพื่อสักการะพระบรมอฐั ธิ าตขุ องพระสมั มาสมั พทุ ธเจา฾
๓. เพ่ือเป็นการบูชาเสาหลักเมือง ท้ังน้ีเพราะประชาชนลาํ พูนถือวา฽ เจดียพแ ระบรมธาตหุ รภิ ญุ ชยั เป็นเสา
หลักเมืองทําพธิ ีสรงนํา้ พระบรมธาตุหรภิ ญุ ชัยจงึ ได฾ทําบุญเสาหลักเมืองลําพูนด฾วยกิจกรรมสําคัญ ประเพณีสรง
น้ําพระบรมธาตุหริภญุ ชยั กาํ หนดจัดข้ึน ณ วัดพระบรมธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร อําเภอเมือง จังหวัดลําพูน
ในวันขน้ึ ๑๕ คาํ่ เดอื น ๘ เหนือ หรือท่ีชาวเหนือเรยี กว฽า “วนั แปดเป็ง” (ระหว฽างเดอื นพฤษภาคม ซึง่ ตรงกับวัน
ข้ึน ๑๕ คํ่า เดือน ๖ ของภาคกลาง) หรือ “วันวิสาขบูชา” กิจกรรมที่จัดข้ึน มีทั้งพิธีราษฎรแและพิธีหลวง มี
รายละเอียดโดยสงั เขปดังนี้

พิธรี าษฎร์
เรม่ิ เวลาประมาณ ๐๗.๐๐ น. คณะศรัทธาประชาชนร฽วมประกอบพิธีทําบุญตักบาตรเวลา ๑๑.๐๐ น.
ถวายภัตตาหารเพลแด฽พระสงฆปแ ระจําวิหารท้ังสี่ทิศ คือ พระวหิ ารหลวง วิหารพระละโว฾ วหิ ารพระเจ฾าทันใจ
และวิหารพระพทุ ธ พระสงฆแอนโุ มทนาเป็นเสรจ็ พิธรี าษฎรแ

พธิ ีหลวง
เริ่มเวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น. คณะข฾าราชการในจังหวัดลําพูนนําโดยผู฾ว฽าราชการจังหวัดลําพูน นํา
ขบวนแห฽น้ําสรงพระราชทาน เครื่องสักการะ ดอกไม฾เงิน ดอกไม฾ทอง ธูปเทียนของหลวง ผ฾าห฽ม
พระธาตุสีแดง ยาวประมาณ ๑ เมตร และนํ้าศักดิ์บนดอยขะม฾อ เร่ิมขบวนแห฽จากศาลากลางจังหวัดเข฾าส฽ูวัด
พระบรมธาตุหริภุญชัยการประกอบพิธีสรงน้ําพระบรมธาตุเร่ิมพิธีทางศาสนาอัญเชิญนํ้าสรงพระราชทาน น้ํา
ศักดิ์สิทธิ์จากดอยขะม฾อชักรอกขึ้นสรงนํ้าพระบรมธาตุ พระสงฆแทรงสมณศักดิ์เจริญชัยมงคลคาถา โดยมี
พราหมณแ ๘ คน ประจําอย฽ูบนเจดียแพระบรมธาตุ หลังจากนั้นจึงเปิดโอกาสให฾พุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปนํานํ้า
ขมนิ้ ส฾มปอุ ยขน้ึ สรงน้าํ โดยวธิ ีชกั รอบเช฽นกัน เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. เป็นเสร็จพิธหี ลวง

คาบชู าพระบรมธาตหุ รภิ ญุ ชัย
สุวัณณะเจติยัง หะริภุญชะยัฏฐัง วะระโมลีธารัง อุรัฏฐิเสฏฐรัง สะทะอังคุลีฏฐัง กัจจายะเนนตินะ
ปตั ตะปรู ัง สเี สนะมัยหงั ปาณะมามธิ าตงุ อะหังวนั ทามสิ ัพพะทา
ข฾าพเจ฾า ขอเอาเศียรเกลา฾ ของข฾าพเจ฾า นอบน฾อมพระธาตุ อนั เปน็ เจดียแทอง ซึ่งตั้งอยู฽ในเมือง หริภุญชัย
คือ พระอัฏฐิเบ้ืองพระทรวงอันประเสริฐ กับทั้งพระอัฏฐิพระองคุลี และพระธาตุย฽อยเต็มบาตรหนึ่ง
อนั พระกัจจายะนะนํามา ขา฾ พเจา฾ ขอวันทาในกาละทกุ เมื่อแล

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหรภิ ุญชยั บา้ นฉนั หน้า ๒๕

ประเพณสี ลากย้อม

สลากย฾อม เป็นพิธีทานสลากพิเศษของชาวไทยอง สลากย฾อมน้ีจะประดิษฐแจากต฾นไม฾หรือ ก่ิงไม฾สูง
ประมาณ 4-5 วา มรี ฽มกางที่ปลายยอด ลาํ ต฾นของสลากจะมีฟางมัดเป็นกําๆ สําหรับปักไม฾ไผ฽ที่ผูกแขวนเคร่ือง
ปัจจัยไทยทาน ซึ่งเคร่ืองไทยทานน้ันจะเป็นเคร่ืองประดับ ของมีค฽า เครื่องใช฾ในชีวิตประจําวัน ซ่ึงทําให฾เห็น
ความเชอ่ื ทีว่ ฽า ผู฾ทีถ่ วายทานสลากย฾อมน้ีมเี คร่อื งใช฾ในการครองเรือนและมีคุณสมบัติครบถ฾วนแก฽การครองเรือน
แลว฾ นน่ั เอง ทัง้ นีส้ ลากยอ฾ มดงั กล฽าว เมื่อทาํ พธิ ถี วายแกพ฽ ระสงฆแแล฾ว เจ฾าตัวก็จะรีบบูชากลับคืนไป และจากการ
สังเกตจากสํานวนคําร่ําสลากย฾อมแล฾ว พบว฽ามีการเรียกสลากชนิดนี้ว฽า “กัปปรุกขา” หรือต฾นกัลปพฤกษแ ซึ่ง
เป็นต฾นไม฾ในนิยายทีอ่ าจบนั ดาลส่ิงตา฽ ง ๆ ตามความประสงคแของผขู฾ อได฾

หากวัดใดจะมีการทานสลากภัตในปีใด ก็จะปุาวประกาศให฾ศรัทธาของตนทราบล฽วงหน฾าเป็นปี เพื่อให฾
เวลาในการตระเตรียมสําหรับผ฾ูท่ีจะทานสลากย฾อม เพราะต฾องใช฾ระยะเวลาในการตระเตรียมข฾าวของเป็น
เวลานาน การทานสลากจะเริม่ ต฾นตัง่ แตว฽ ันเพญ็ เดอื นสิบ (เดอื น 12 เหนือขน้ึ 15 คํ่า) ตามธรรมเนียมจะให฾วัด
ท่ีสร฾างขึ้นเป็นแห฽งแรกของจังหวัด หรือวัดหลวง จัดงานทานสลากภัตก฽อน ในจังหวัดลําพูนคือ
วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวหิ าร จากนัน้ วัดอ่ืน ๆ ก็จัดงานทานสลากภัตเร่ือยไป จนถึงวันแรม 14 คํ่า เดือน
11 (เดือนเกยี๋ งเหนอื แรม 14 คา่ํ หรอื เดอื นเกย๋ี งดบั ) เมือ่ ทราบว฽าทางวัดจะจัดให฾มีการทานสลาก หญิงสาวท่ี
มีความพรอ฾ ม มีกําลังทรัพยพแ อท่ีจะทานสลากย฾อม อาจจะมีพียง 4-5 ราย หรือมากกว฽านั้นก็แล฾วแต฽ ต฽างก็จะ
เริม่ จัดทาํ และซื้อของตระเตรียมไวท฾ ีละเลก็ ละนอ฾ ย เช฽น สร฾อยคอทองคํา เข็มขดั เงนิ และเครือ่ งเรอื นตา฽ ง ๆ

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหรภิ ญุ ชัยบ้านฉนั หน้า ๒๖

เมือ่ อดีตประมาณ 50-60 ปมี าแลว฾ การทานสลากยอ฾ มเปน็ ท่นี ยิ มกันมาก เพราะถือว฽าเป็นประเพณีที่
มีความสําคัญและยึดถือปฏิบัติสืบต฽อกันมา เช่ือว฽าการทานสลากย฾อมเป็นการทําบุญท่ีได฾อานิสงสแมาก ดัง
เอกสารที่กลา฽ วถึงอานิสงสแของการถวายทานสลากภตั มีปรากฏอยอ฽ู ย฽างมากมายตามวดั ต฽าง ๆ ในภาคเหนือ แต฽
ในปจั จุบนั ความเจรญิ ทางสงั คมและเศรษฐกิจเปน็ ตัวแปรในการพัฒนา ปรับเปลี่ยน ส฽งผลประเพณีวัฒนธรรม
ท่มี ีมาแต฽ด่งั เดมิ สูญหาย ลดนอ฾ งลงหรือแมก฾ ระทั่งแปรเปลยี่ นไปตามกาลเวลา การทาํ มาหากินก็เปลีย่ นจาก
สังคมเกษตรกรรมเป็นสังคมอุตสาหกรรม ผ฾ูหญิงมีการศึกษาที่สูงขึ้น หรือบางส฽วนท่ีไม฽ได฾เรียนหนังสือก็นิยม
แต฽งงานเมือ่ อายุยังน฾อย ซึ่งทาํ ให฾ผ฾คู นไมเ฽ คร฽งครดั ในขนบธรรมเนียมประเพณเี หมือนแต฽เดมิ

ประเพณีโคมลอยยเ่ี ปง็
ในภาษาคําเมอื งของทางเหนอื "ย่"ี แปลวา฽ สอง และคําว฽า "เป็ง" หมายถึง เพญ็ หรือพระจนั ทรเแ ตม็ ดวง

ดังนนั้ จงึ หมายถึง ประเพณีพระจนั ทรแเตม็ ดวงในเดือนสอง โดยในพงศาวดารโยนกและจามเทวี มีบันทึกว฽าคร้ัง
หนึ่งได฾เกิดอหิวาตกโรคข้ึนในแคว฾นหริภุญชัย (หรือหริภุญชัย) ทําให฾ชาวเมืองต฾องอพยพไปอย฽ูเมืองหงสาวดี
นานถึง 6 ปี จึงจะเดนิ ทางกลับมายงั บา฾ นเมืองเดิมได฾ เมอื่ เวลาเวยี นมาถึงวันท่ีจากบ฾านจากเมืองไป จึงได฾มีการ
ทาํ กระถางใส฽เคร่อื งสักการบูชา ธูปเทียนลอย ลอยตามน้าํ เพอื่ ให฾ไปถึงญาติพ่ีน฾องที่ล฽วงลับไป เรียกว฽า การลอย
โขมด หรือลอยไฟ

โคมลอย นิยมลอยกันในเทศกาลลอยกระทง ทางภาคเหนือเรียกว฽าประเพณี ยี่เป็ง เป็นประ เพณี
ลอยกระทงของชาวล฾านนา ซ่ึงหมายถึงวันเพ็ญเดือน 2 เป็นการนับเดือนตามจันทรคติ โดยคําว฽า ยี่เป็ง เป็น
ภาษาเหนอื ยี่ แปลว฽า สอง และคําว฽า เป็ง ตรงกับคําว฽า เพ็ง หรือ เพ็ญ หมายถึงพระจันทรแเต็มดวง คือวันข้ึน

15 ค่าํ เดือน 2 นน่ั เอง

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหริภญุ ชัยบ้านฉนั หนา้ ๒๗

โคมลอย ที่คนท฾องถิน่ ล฾านนาส฽วนใหญเ฽ รียกติดปากว฽า ว฽าว สามารถแบ฽งยอ฽ ยไดส฾ องประเภท ได฾แก฽ โคมลอย
กลางวัน (ว฽าวโฮม-ว฽าวควัน) กับ โคมลอยกลางคืน (ว฽าวไฟ) นอกจากน้ียังมีโคมแขวน ท่ีจัดเป็นโคมอีกชนิด

เช฽นกันเพยี งแต฽ใช฾แขวนตามบ฾านเรือนไม฽ได฾ใช฾ลอยโดยโคมที่ใช฾ลอยกลางวันน้ัน จะใช฾กระดาษที่มีสีสันจํานวน
หลายสิบแผ฽นในการทํา เพื่อให฾เห็นในระยะทางไกลแม฾จะอย฽ูบนท฾องฟูา จะมีการตกแต฽งด฾วยการใส฽หาง หรือ

ขณะท่ที ําการปลอ฽ ยมักใส฽ลูกเล฽นตา฽ งๆเขา฾ ไปด฾วย เชน฽ ใส฽ประทดั ควนั สี เครื่องบนิ เล็ก ตกุ฿ ตากระโดดร฽ม เป็นต฾น
บางท฾องทนี่ ิยมใส฽เงินลอยขนึ้ ไปอีกดว฾ ย วิธีการปล฽อยจะตอ฾ งใช฾การรมควันใหเ฾ ตม็ โคม เมื่อได฾ที่แล฾วจงึ ปล฽อย

ประเพณสี ลากภัต
ประเพณีสลากภัตรหรือประเพณีตานกเวยสลาก หมายถึง ประเพณีถวายทานสลากภัต เป็นวิธีการ

ถวายเคร่ืองไทยทานแก฽พระสงฆแวิธีหนึ่ง อันเป็นท่ีนิยมของชาวเหนือ โดยทั่วไปจะเริ่มใน วันเพ็ญ เดือน 12
เหนอื (กันยายน) ถงึ แรม 1 ค่าํ เดือนเกยี๋ งดบั (พฤศจิกายน) เมอ่ื ทางวัดและชาวบ฾านตกลงกันว฽าจะจัดให฾มีการ
กนิ สลากก฽อนวันตานกเวยสลาก ชาวบ฾านจะจดั ทาํ พธิ ีเตรยี มสง่ิ ของเคร่ืองไทยทาน 1 วัน เรียกวันที่เตรียมของน้ี
ว฽า “วันดา” ชาวบ฾านจะจัดเครื่องไทยทานลงใน “กเวย” เป็นตระกร฾าหรือชะลอมขนาดเล็กท่ีสานด฾วยไม฾ไผ฽
เรยี กวา฽ “กเวยสลาก”

ประวัติความเป็นมาของประเพณตี านก๋วยสลาก
เรอ่ื งราวความเป็นมาของการทานสลากนน้ั มมี าตั้งแต฽ครนั้ พทุ ธกาล เรอ่ื งมีอยวู฽ ฽า “คร้ังนั้นพระพทุ ธเจ฾า

เสดจ็ ประทบั ณ พระเชตวันมหาวหิ าร วันหน่ึงมีนางกุมารีผู฾หน่ึงได฾หอบลูกน฾อย หนีนางยักขิณี ผู฾ซ่ึงมีเวรกรรม
ต฽อกัน ว่ิงเข฾าไปในวัดขณะที่พระพุทธองคแกําลังแสดงธรรมอยู฽นั้น นางกุมารีได฾เข฾าไปขอความช฽วยเหลือ พระ
พุทธองคกแ ็ตรสั ว฽า “เวร ย฽อมระงับด฾วยการไม฽จองเวร” แล฾วก็เทศนาแก฽ท้ังค฽ู ให฾นางยักขิณีรับศีล 5 นางยักขิณี
น้ัน ก็ถามวา฽ “เมื่อใหร฾ ับศีล ปฏบิ ัติธรรมจะใหท฾ ําอะไรกิน” นางกุมารีนางน้ันก็ขันอาสาให฾ไปอยู฽ด฾วย นางกุมารี
ได฾อปุ การะนางยักขณิ ี ช฽วยกนั ทาํ มาหากนิ นางยกั ขิณีซาบซึ้ง จึงตอบแทนโดยเป็นผ฾ูพยากรณแ แก฽นางกุมารี ว฽า
ให฾ทํานาปีที่นํ้าเยอะ ทํานาท่ีล฽ุมปีท่ีแล฾ง ทํานาบนดอนปีท่ีน้ําหลาก จนนางกุมารีมีฐานะมั่งค่ังข้ึน จนชาวบ฾าน
ทวั่ ไปเหน็ กแ็ ปลกใจ จงึ ได฾ไปถามนางกมุ ารี นางก็บอกไปตามความจริง ฉะนั้นชาวบ฾านเวลาจะทําอะไรก็ต฾องไป
ถามนางยกั ขณิ ี เสยี ก฽อน จนผคู฾ นมฐี านะดขี ้ึนกันถว฾ นหนา฾ เมอ่ื ผ฾คู นมฐี านะดีข้นึ จึงนาํ ของมาตอบแทนนางยักขิณี
จนมีขา฾ วของมากมาย นางยกั ขิณจี ึงนาํ ของเหล฽าน้ันถวายพระ แตไ฽ มร฽ ว฾ู า฽ จะเอาอะไรถวายพระสงฆแรูปไหน จึงทํา
เป็นสลากภัตร(กเวยสลาก) ข้ึน ให฾พระจับเบอรแด฾วยการอุปโลกนกรรม พระสงฆแรูปไหนจะได฾ของอะไรจะมีค฽า
มากน฾อยแค฽ไหนก็ข้ึนกับโชคของตัวเอง”การทําสลากภัตรของนางยักขิณีน้ี นับเป็นการทานสลากครั้งแรกใน
พระพุทธศาสนา

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภญุ ชยั บ้านฉัน หน้า ๒๘

ความสาคัญของประเพณตี านกว๋ ยสลาก
ประเพณีตานกวเ ยสลาก เปน็ ประเพณใี นพทุ ธศาสนาทสี่ าํ คญั อยา฽ งหนึง่ ในลา฾ นนาไทยซงึ่ สืบเนอื่ งมาจาก

คา฽ นิยมท่สี บื ทอดมาชา฾ นาน คือ
๑. ประชาชนวา฽ งจากภารกจิ การทาํ นา
๒. ประชาชนหยดุ พกั ไมเ฽ ดินทางไกลเพราะเป็นฤดูฝน
๓. พระสงฆจแ ําพรรษาอยอ฽ู ย฽างพรักพร฾อม
๔. ผลไม฾มากและกาํ ลังสกุ เชน฽ ส฾มโอ สม฾ เกลี้ยง กลว฾ ย ออ฾ ยฯลฯ
๕. ได฾โอกาสสงเคราะหแคนยากจน เปน็ สงั ฆทาน
๖. ถือว฽ามีอานสิ งสแแ รง คนทาํ บุญจะมีโชคลาภ
๗. มีโอกาสหาเงนิ และวัสดุบํารงุ วัด

พิธีกรรมในประเพณีตานก๋วยสลาก

เมื่อถึงวันทกี่ ําหนดชาวบ฾านเจา฾ ของกณั ฑสแ ลาก จะจัดขบวนแห฽เครื่องไทยทานเข฾าวัดโดยขบวนแห฽จะ
ประกอบด฾วยตน฾ สลาก ขบวนรถกเวยสลาก แตล฽ ะขบวนแห฽จะมีการฟูอนรําของศรัทธาชาวบ฾านซ่ึงจะมากันเป็น
หมู฽บ฾าน เรียกว฽า ศรัทธาของหม฽ูบ฾านท้ังหม฽ูบ฾านท่ีจัดประเพณีนี้ข้ึน และศรัทธาหมู฽บ฾านอ่ืนที่มาร฽วมงาน
กณั ฑแสลากแตล฽ ะกณั ฑแจะมีเส฾นสลาก เขียนข฾อความอุทิศส฽วนบุญส฽วนกุศลไปให฾ผู฾ที่ล฽วงลับและเทวดาทั้งหลาย
และมชี ่อื เจา฾ ของกัณฑแ เสน฾ สลากทเี่ ขียนจะเขียนลงในแผน฽ ใบตาล หรือใบลาน หรือกระดาษแขง็ เท฽าจํานวนของ
เคร่ืองไทยทาน และนําเส฾นสลากไปกองรวมกันยังท่ีกําหนดไว฾ ซ่ึงส฽วนใหญ฽เป็นวิหารหน฾าพระประธาน
กรรมการจะจดั แบ฽งสลากออกเปน็ กอง ๆ ตาจาํ นวนที่ พระภกิ ษุ สามเณร ที่นมิ นตแมาร฽วมพิธีและจัดแบ฽งให฾พระ
ประธานด฾วย ถอื วา฽ เป็นตัวแทนของ พระพุทธเจ฾าถ฾ามีสลากจํานวนมาก พระภิกษุจะได฾รับ 20 เส฾น สามเณรได฾
10 เส฾น เสน฾ ท่เี หลือสมทบถวายพระประธาน เมือ่ เสรจ็ จากการแบ฽งเส฾นสลาก คณะกรรมการจะนําเส฾นสลากที่
แบ฽งแล฾วจํานวน 1 มัด ไปประเคนพระผ฾ูอาวุโส ซ่ึงเป็นประธานในพิธี ต฽อจากน้ันกรรมการจึงนําเส฾นสลากไป
ถวายพระเณรตามลําดับเม่ือพระสงฆแอนุโมทนาจบแล฾ว ชาวบ฾านต฽างแยกย฾ายกันไปน่ัง ณ ท่ีจัดไว฾ให฾ชาวบ฾าน
เจ฾าของกัณฑสแ ลากตา฽ งพากันตามหาเส฾นสลากของตนท่ีอยู฽ในมือของพระภิกษุสามเณร เมื่อพบแล฾ว พระภิกษุ
สามเณรอ฽านเสน฾ สลากแล฾วจึงถวายของ เมื่อรบั พรเสรจ็ รบั เส฾นสลากของตนไปเผา แลว฾ กรวดนา้ํ อุทิศส฽วนกุศลไป
หาผ฾ูที่ตายเป็นเสร็จพิธีสําหรับเคร่ืองไทยทานท่ีจัดทําเป็นต฾นกัลปพฤกษแ เจ฾าของต฾องนิมนตแพระภิกษุหรือ
สามเณรท่ีได฾เส฾นสลากไปยังที่ต้ังของเครื่องไทยทานเพ่ือถวายบางคร้ังกัณฑแสลากจัดทําเป็นห฽ุนรูปสัตวแต฽าง ๆ
เช฽น ชา฾ ง ม฾า วัว ควาย ขนาดใกล฾เคียงของจริงทําด฾วยห฽ุนโครงไม฾ไผ฽ห฾ุมด฾วยผ฾า ทาสีสันให฾เหมือนสัตวแจริง การ
ถวายมีลักษณะเช฽นเดียวกับกัณฑแสลากอื่น ๆการกินสลากนิยมจัดหลังจากการออกพรรษา ประเพณี
ตานกเวยสลากบางหมู฽บ฾านจะจัดมีทุกปี บางหมู฽บ฾านอาจจัดเว฾นปี หรือ 3 ปี จัดคร้ังหนึ่ง หรือ 4 ปี หรือ 5 ปี
ตอ฽ ครัง้ เพราะเนื่องจากต฾องเสยี ค฽าใช฾จ฽ายสงู ในการจดั ทํากณั ฑแสลาก

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหรภิ ุญชัยบา้ นฉัน หนา้ ๒๙

คาถวายตานก๋วยสลากภัตดว้ ยภาษาบาลี

มานิ มะยงั ภนั เต สะลากะภตั ตานิ สะปะริวารานิ อุสกุ ัฏฐาเน ฐะปิตานิ ภิกขสุ ัง-ฆัสสะ โอโณชะยามะ
สาธุ โน ภนั เต ภิกขสุ ังโฆ เอตานิ สะลากะภัตตานิ สะปะรวิ ารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัญเจวะ มาตาปิตอุ า
ทีนัญจะ ปิยะชะนานงั ฑีฆะรตั ตงั หิตายะ สขุ ายะ

ขา฾ แตพ฽ ระสงฆผแ ู฾เจรญิ ขา฾ พเจ฾าทงั้ หลาย ขอนอ฾ มถวาย สลากภตั ตาหารพร฾อมทั้งของอนั เป็นบริวาร
ท้งั หลายซึ่งตง้ั ไว฾ ณ ทโ่ี น฾นเหลา฽ น้นั ของขา฾ พเจ฾าทั้งหลาย เพอ่ื ประโยชนแแ ละความสุขแกข฽ า฾ พเจา฾ ท้ังหลายด฾วย
แกป฽ ิยชนท้ังหลายมบี ิดามารดาเป็นตน฾ ด฾วย ส้ินกาลนาน เทอญ

ประเพณปี อยหลวง
คําว฽า “ปอย” เป็นภาษาพม฽าแปลว฽า “งานท่ีมีคนชุมกัน” ถ฾ามีคนชุมนุมกันน฾อยเราเรียกว฽า “ปอย

น฾อย” ถ฾ามีคนชุมนุมกันมากเราเรียกว฽า “ปอยหลวง” ในที่น้ีคําว฽า “ปอยหลวง” จึงได฾แก฽ “งานมหกรรม”
นัน่ เอง

ล฾านนาไทยมปี ระเพณที ่ีปฏิบัติสืบต฽อกันมาแต฽โบราณว฽า เม่ือสร฾างส่ิงเป็นสาธารณะประโยชนแขึ้นเสร็จ
แล฾ว หรอื สิง่ ทเี่ ป็นวตั ถุถวายพระภกิ ษสุ งฆเแ สรจ็ แล฾ว จะจดั ใหม฾ งี านฉลองส่ิงนน้ั อีกครง้ั หน่งึ เรียกวา฽ “ปอยหลวง”

สงิ่ ทเี่ ราจะตอ้ งจัดปอยหลวง
1. อโุ บสถ
2. วหิ าร
3. ศาลา
4. กําแพง
5. กุฎิ (โบราณไม฽ปอยหลวง)
6. หอธรรม (หอไตร)
7. ตอนหลงั เพ่มิ สิง่ ที่เป็นสาธารณะประโยชนเแ ขา฾ มาด฾วย เช฽น โรงเรียนถนนหนทาง

การทานสงั ฆ์
เมือ่ พดู ถงึ เร่ืองน้ีกอ็ ยากจะอธิบายให฾ทราบถึงเรื่องการ “การทานสังฆแ” ให฾เป็นท่ีเข฾าใจกัน “สังฆแ” คือ

อะไร คนภาคอืน่ อาจเขา฾ ใจเป็น “พระสงฆแ” ความจริง “สังฆแ” ในท่ีนี้หมายความถึง “ไทยธรรมท่ีจะถวายทาน

แกส฽ งฆแ” การทานสังฆแก็คอื การถวายทานไทยธรรมแกส฽ งฆแนน่ั เอง

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภญุ ชัยบา้ นฉัน หน้า ๓๐

งานปอยหลวง
สว฽ นงานปอยหลวงน้นั เป็นงานใหญเ฽ รยี กว฽าเป็นงานมหกรรมทีเดียว มีประเพณีสืบต฽อกันมาแต฽โบราณ

เข฾าใจว฽าจะยดึ เอาแบบอยา฽ งของนางวิสาขามหาอุบาสกิ า ซงึ่ สร฾างวดั ช่อื “บพุ พาราม” ถวายพระพทุ ธเจ฾าในสมัย
พทุ ะกาล ตามตํานานกลา฽ ววา฽ วัดน้ันวิจิตงดงามเหลือหลาย เมื่อสร฾างเสร็จแล฾วจัดให฾มีงานฉลองเป็นท่ีครึกครื้น
ส฽วนนางวิสาขาเองเกดิ ปีตพิ าลูกหลานฟอู นรอบพระวหิ าร

การแหพ่ ระมหาอปุ คตุ ต์
ในสมุดข฽อยหรือพับลั่นตําราเรียนธรรมของล฾านนาไทย ท฽านกล฽าวไว฾ว฽า พระอรหันตแที่ยังมีชีวิตอย฽ู 4

องคแ คือ พระอุปคุตคแอย฽ูในโลหปราสาท ในมรสุมทิศเหนือ 1 พระสารมัตตะอยู฽ในปราสาททิศเหนือ 1 พระ
สกโสสาระอยู฽ในปราสาทสมุททรทิศตะวันออก 1 พระเมธาระอยู฽ในโลหะปราสาทสมุทรทิศตะวันตก 1 และ
กล฽าวถงึ พระอรหันตทแ ่ีนพิ พานไปแล฾ว แต฽ร฽างกายไม฽เน฽าเปื่อย อีก 4 องคแ คือ พระมหากัสสปะอยู฽ในเขาเวภาร
บรรพต 1 พระมหาสุภระอยูใ฽ นเขตอตุ มะ 1 พระอุปักขายะ อยู฽ในเขามะกุระ 1 พระธรรมสาระอยู฽ในเขามิสส
กะ 1 ในพระอรหันตแ 4 องคทแ ี่ยงั มีชีวิตอย฽ูชาวลา฾ นนาไทยคุ฾นเคยกับพระมหาอปุ คตุ ตแมาก แม฾แต฽เด็กๆ ก็รู฾จักช่ือ
ท฽าน เพราะวนั ใดก็เปน็ วนั เดือนเพ็ญตรงกบั วันพทุ ธ ทา฽ นว฽า “พระมหาอปุ คุตตแจะออกบณิ ฑบาต ผ฾ูใดได฾ใส฽บาตร
ทา฽ น จะประสบโชคดีในวันนน้ั ทเี ดยี ว” ทางจังหวัดลําพูนยังถือปฏิบัติกันอย฽ูในปัจจุบันนี้ เรื่องของท฽านมหาอุป
คุตตแเลื่องลือมาก ก็ตอนท่ีพระเจ฾าอโศกมหาราชฉลองพระธาตุแปดหม่ืนส่ีพันหลังอโศกมหาราชได฾นิมนตแพระ
มหาอุปคุตตมแ าช฽วยเหลอื โดยทา฽ นได฾มาช฽วยมัดพระยามารไว฾ ไม฽ให฾ออกไปรบกวนงานฉลองครั้งน้ันจึงดําเนินไป
อยา฽ งสงบ

การตานตุง
ก฽อนจะถงึ งานสัก 2-3 วนั จะเป็นการนดั ตานตงุ (ตงุ คอื ธงแผ฽นผ฾า) โดยศรัทธาของวัดนั้นเป็นผู฾สร฾าง

ตุงถวายใครจะถวายก็ได฾ไม฽ถวายก็ได฾ แต฽ส฽วนมากมักจะถวายกันเมื่อมีงานฉลองวันตานตุงน้ีทําตอนเช฾ามีพิธี
ทาํ บญุ ตกั บาตรแลว฾ ก็เวนตานตุง เมอ่ื เสร็จแลว฾ ตึงของใครของมนั เขาจะนาํ มาฝังค฾างสูง 3-4 วา ฝังเป็นระเบียบ
เป็นแนวจากหน฾าวัดออกไปสู฽สองฟากถนนท่ีจะเข฾ามาหาวัด บางคนตานตุงมาก จะปักฝังออกมาไกลจากวัด
เราขร่ี ถผ฽านตุงนีม้ ีทไ่ี หน กร็ ูว฾ า฽ วัดแถวนี้จะมงี านปอยหลวง

หมายเหตุ
ประเพณีปอยหลวงทเี่ ล฽ามาน้ี เป็นแบบทีป่ ฏิบตั อิ ย฽ใู นจงั หวดั ลาํ พนู จังหวัดเชียงใหม฽ ส฽วนการปฏิบัติใน

จังหวดั อนื่ ๆ ในภาคเหนอื มีผิดแผกแตกตา฽ งกนั ไปบ฾าง เช฽นจังหวดั เชียงรายนายอาํ เภอครวั ทานของศรัทธาวัดนั้น
แห฽เข฾าก฽อนหมด ต฽อจากน้ันจึงเป็นครัวทานของหัววัดต฽างๆในวันต฽อมา เขาแห฽ครัวทานเข฾าถึงตอนกลางคืน
ทางวดั ทมี่ ีงานเลีย้ งข฾าวเย็นข฾าวค่ําแกศ฽ รัทธาวดั ท้ังหลายท่นี าํ ครัวทานเข฾าในคํา่ วนั น้จี นท่ัวถงึ

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภุญชยั บ้านฉนั หนา้ ๓๑

การเลย้ี งผี ปู่ ย่า ตา ยาย

ผี ปูุ ย฽า ตา ยาย หมายถึง ผีประจําตระกูล หรือท่ีเรียกว฽า ผีบรรพบุรุษ กล฽าวคือถ฾า ปูุ ย฽า ตา ยาย
ลว฽ งลบั ไปแลว฾ พวกลูกหลานก็จะสรา฾ งหอไวท฾ างเบือ้ งทิศหวั นอน หรือมรสถานท่ีทเ่ี ห็นสมควร บนหอจะมีหิ้งวาง
เคร่อื งบูชา เชน฽ พานดอกไม฾ ธปู เทยี น นา้ํ ต฾น (คนโท) วางเอาไว฾ ในปัจจุบันคําว฽า “ผี ปูุ ย฽า ตา ยาย” กร฽อนลง
มาเหลือเพียงคําวา฽ “ผีปูุย฽า” ซ่ึงเพอ่ื เป็นการสะดวกในการเรยี กจะไดไ฾ ม฽ยาวนานเกนิ ไป

การนับถือ ผี ปุู ย฽า ตา ยาย ก็มีเรื่องเล฽าสืบกันมาว฽า เวลาพ฽อแม฽ตายลงไป ในสมัยก฽อนลูกหลานไม฽ได฾
กินได฾ทานอุทิศส฽วนกุศลให฾ดังเช฽นสมัยนี้ สาเหตุเพราะว฽าอาจจะไม฽มีวัดหรือไม฽ก็อย฽ูห฽างไกลวัดก็อาจเป็นได฾
ลกู หลานมคี วามรกั เอน็ ดหู ฽วงใยพอ฽ แม฽ จึงสร฾างศาลสูงเพียงตาขึ้น แล฾วมีดอกไม฾ ธูปเทียน อาหารหวานคาว ลูก
ส฾มของหวาน บวงสรวงอัญเชิญดวงวิญญาณของพ฽อแม฽ให฾มาอย฽ใู นศาล เพอ่ื พิทกั ษรแ ักษาลูกหลานตลอดจนเครือ
ญาติจะต฾องถือ ผี ปุู ยา฽ ตา ยาย อันเดียวกันแล฾วห฾ามแตง฽ งานในวงศแทีถ่ อื ผอี นั เดียวกัน

ผี ปุู ย฽า ตา ยาย จะอยู฽กบั ลูกผ฾ูหญงิ ตลอดไป โดยมากจะอยู฽กับผ฾ูหญิงคนหัวปี และจะต฾องทําศาลให฾ถ฾า
ลกู คนหวั ปีตายหรือหนไี ปอย฽ทู ่ีอนื่ ก็จะอย฽ูกับลกู ผ฾ูหญิงคนถดั ไปในเครอื ญาติที่เป็นปึกแผ฽น การเล้ียง ผี ปุู ย฽า ตา
ยาย ในสมนั ก฽อนนนั้ จะมีการส฽งอาหารใหท฾ กุ มือ้ เมอื่ มกี ารกนิ อาหาร ต฽อมาเหน็ วา฽ เปน็ การลําบากต฽อลกู หลานซ่ึง
จะต฾องทาํ มาหากิน ขอสง฽ วนั ละครั้ง เดอื นละคร้ัง จนตอ฽ มาปจั จบุ นั เป็นปลี ะครง้ั

ประโยชนข์ องการเลี้ยงผี ปู่ ยา่ ตา ยาย
1. เป็นที่พ่ึงทางใจ เพราะตามธรรมเนียมแล฾วคนทางเหนือชอบนับถือยกย฽องญาติผ฾ูใหญ฽มาก ในเมื่อ

ญาติผู฾ใหญ฽ล฽วงลับไปแล฾ว ก็สร฾างศาลเอาไว฾เป็นตัวแทน เท่ือตนประสบปัญหาก็ไปกราบไหว฾บอกกล฽าวให฾
ช฽วยเหลอื

2. เปน็ การรวมญาตทิ ่ีอยห฽ู ฽างไกลกันไดม฾ าพบปะซกั ถามสารทกุ ขสแ ขุ ดิบตอ฽ กนั
3. เปน็ การแนะนําผท฾ู ีม่ าเป็นเขยให฾รูจ฾ ักญาตพิ ่นี ฾องของฝาุ ยหญงิ

ขอ้ ห้ามของผปี ู่ ย่า
1. ในสว฽ นดีเฉพาะลูกผ฾หู ญงิ ผปี ูุ ย฽า วางข฾อห฾ามไว฾ดงั นี้ ถ฾าผช฾ู ายลว฽ งเกินจบั มอื ถือแขนไมว฽ ฽าในที่ลับหรือ

ที่แจ฾ง พอใจหรือไมพ฽ อใจ จะตอ฾ งเสยี ผี
2. หา฾ มหวีผมในเวลากลางคนื และห฾ามส฽องกระจกดหู น฾าในเวลากลางคืน
3. หา฾ มชายหนง่ึ ชายใด ที่มใิ ช฽วงศแญาตถิ อื ผีเดียวกันเข฾าไปเกินธรณีประตูหอ฾ งนอน ถา฾ เขา฾ ไปถือว฽าผิด
4. คผ฽ู วั เมีย เกิดทะเลาะววิ าทหย฽ารา฾ งกันไปกลบั มาคนื ดีกนั ใหม฽ จะตอ฾ งผิดผีเสยี ผี
5. ในวงศญแ าตเิ ดียวกนั ถ฾าทะเลาะววิ าทกันกจ็ ะผดิ ผี
6. ผูห฾ ญิงถ฾ามีชายอ่นื ชายใดมาทาํ ใหท฾ ฾องจะต฾องผดิ ผี

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหริภญุ ชัยบ้านฉนั หนา้ ๓๒

การกาหนดระยะเวลาในการเลย้ี ง
การเลีย้ งผปี ุู ยา฽ จะกระทําในโอกาสต฽อไปนี้
1. เม่อื ครบกําหนดปี เดอื น วนั ที่สมควรทาํ พธิ ี เช฽น วนั สงกรานตแ หรือกําหนดวันเล้ียงผี ซึ่งมักจะเล้ียง

กันระหว฽างเดอื น 7, 8, 9 (เมษายน พฤษภาคม มถิ นุ ายน)
2. ในงานมงคลต฽างๆ เชน฽ งานแต฽งงาน ขน้ึ บ฾านใหม฽ บวชพระ
3. มคี นในตระกูลเจบ็ ปุวยและได฾บนบานเอาไว฾ เมอื่ หายจากเจบ็ ปุวยก็ทาํ พิธแี กบ฾ น

การเล้ียงผี เสยี ผี
การเลี้ยงผหี รือการเลย้ี งตามประเพณีจะเล้ียงปีละครั้ง ของที่ใช฾เลี้ยงผี เช฽น บวงสรวง จะเป็นอะไรน้ัน

แล฾วแต฽ผีจะกินอะไร บางผกี ็กนิ หมู บางผีกก็ ินเป็ดกินไก฽ บางผกี ก็ นิ ววั กินควาย ส฽วนสรุ าน้นั ต้ังแตห฽ นึ่งขวดถึงห฾า
ขวด เวลาบนบานโดยมากจะเป็นหมู ววั ควาย ถา฾ เลีย้ งตามปกตปิ ระเพณีกเ็ ล้ยี งไก฽ หวั หมกู ับสรุ าเท฽าน้นั

ส฽วนการเสยี ผีนั้นไม฽มีกําหนด ผิดผีเม่ือไรเสียเม่ือน้ัน การเสียผีโดยมากจะเป็นหมูทั้งตัวหรือเฉพาะหัว
หมู การเลย้ี งแกบ฾ นกท็ ําแบบเดียวกัน เชน฽ สมมุติวา฽ ลกู หลานจะไปเปน็ ทหารต฽อสก฽ู บั ข฾าศึกก็จะบนหมูเอาไว฾หนึ่ง
ตัวเหลา฾ ขาวห฾าขวด เม่อื คลาดแคลว฾ กลบั มาบา฾ นโดยไมเ฽ จบ็ ปวุ ยหรอื ตาย ก็จะเลีย้ งแก฾บน

การนบั ถือผีปูุ ย฽า ดังกล฽าวนี้ ปัจจุบันมิได฾หมายถึงว฽าจะนับถือกันทุกคน หรือทุกครอบครัว ผ฾ูที่นับถือ
ศาสนาพุทธอย฽างแท฾จริงโดยไม฽มีการถือผี เขาก็จะไม฽นับถือ ตามบ฾านนอกก็เช฽นเดียวกัน แต฽ก็ยังมีการถือผีกัน
เปน็ สว฽ นใหญ฽ และส฽วนมากก็จะเปน็ การนับถือศาสนาพุทธปนกันกับไสยศาสตรแเพราะพิธีกรรมทางไสยศาสตรแ
มักจะมีศาสนาพทุ ธเขา฾ ไปเก่ียวขอ฾ งด฾วยเสมอ ยากท่ีจะแยกได฾

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหรภิ ุญชัยบา้ นฉนั หนา้ ๓๓

กจิ กรรมท้ายเรอ่ื งท่ี3 ประเพณแี ละวฒั นธรรม

คาชแี้ จง ใหน฾ ักศกึ ษาจงเลือกคําตอบท่ีถกู ที่สดุ เขียนเคร่อื งหมาย X ลงในกระดาษคําตอบ

1. วัฒนธรรม หมายถึงข฾อใด
ก. ความเจริญของสงั คม
ข. กฎเกณฑขแ องสังคมในอดีต
ค. แบบแผนการดําเนนิ ชีวติ ของมนุษยแ
ง. สิง่ ทท่ี กุ คนยอมรบั ปฏิบัตดิ ฾วยความสมัครใจ

2. ประเพณีในข฾อใดท่ีมคี วามสัมพันธกแ บั วถิ ชี วี ติ คนลาํ พูนน฾อยทีส่ ดุ
ก. ประเพณถี ือศลี กินเจ
ข. ประเพณีสลากย฾อม
ค. ประเพณีโคมลอยยี่เปง็
ง. ประเพณีสรงนา้ํ วดั พระธาตุหรภิ ญุ ชัย

3. คําว฽า “วัฒนธรรม” มีความหมายตรงกบั ข฾อใดมากทีส่ ุด
ก. เปน็ พฤติกรรมของบุคคลทีเ่ ปลีย่ นแปลงลงได฾และ
สืบทอดได฾
ข. แบบแผนความประพฤติทีส่ ่ังสมมาแตบ฽ รรพบรุ ุษ
เปลีย่ นแปลงยาก
ค. ลกั ษณะนิสัยของคนในสงั คมที่ไดร฾ ับการพัฒนาให฾
เจรญิ งอกงามเป็นสําคัญ
ง. ขนบธรรมเนยี มประเพณขี องคนกล฽ุมใดกล฽ุมหนง่ึ ท่ี
ไดร฾ บั การประยุกตแใหเ฾ ข฾ากบั สภาพการณทแ างสงั คม

4. ประเพณที ี่ทีจะเริ่มตง้ั แตว฽ ันเพญ็ เดือนสบิ (เดือน12เหนือขน้ึ 15 คา่ํ ) จนถงึ วันแรม14 ค่ําเดือน 11 (เดือน
เกี๋ยงเหนือ แรม 14 คา่ํ )

ก. ประเพณีสลากยอ฾ ม
ข. ประเพณีสลากย฾อม
ค. ประเพณโี คมลอยย่เี ป็ง
ง. ประเพณีเล้ียงผีปูุ ย฽า ตา ยาย

5. ประเพณสี รงน้าํ พระธาตุ ได฾นํา”นา้ํ ศกั ดส์ิ ทิ ธแ ของดี
บริสทุ ธแ” นาํ มาจากสถานท่ีแห฽งใด
ก. ดอยอนิ ทนนทแ
ข. ดอยขะม฾อ
ค. ดอยตุง
ง. ดอยสเุ ทพ

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหรภิ ุญชยั บา้ นฉนั หนา้ ๓๔

6. ประเพณีสรงน้ําพระธาตหุ ริภุญชยั เปน็ ประเพณเี กา฽ แกม฽ ี หนา้ ๓๕
ข้ึนในวันเพญ็ เดือนหกทีเ่ รียกวา฽ วันแปดเปง็ มขี นึ้ ท่ี
จงั หวัดใด?
ก. เชียงใหม฽
ข. ลําพูน
ค. เชยี งราย
ง. ลําปาง

7. เครือ่ งประดบั ตกแต฽ง สลากยอ฾ มตน฾ ใหญ฽มีชื่อเรยี กวา฽ อกี
อย฽างหนึ่งวา฽ อะไร
ก. สํารับ
ข. กปั ปรกุ ขา
ค. สลากโชค
ง. จ฽าตอง

8. สลากกวเ ยใหญ฽ เรียกอกี ชอ่ื หนึ่งวา฽ สลากอะไร
ก. สลากยอ฾ ม
ข. สลากกวเ ยสํารบั
ค. สลากโชค
ง. กวเ ยซอง

9. คาํ วา฽ “ปอย” เป็นภาษาพมา฽ แปลว฽า
ก. งานทมี่ คี นชมุ กนั
ข. ประเพณลี อยกระทง
ค. ประเพณีสงกรานตแ
ง. ประเพณีสรงน้ําพระธาตุ

10. ข฾อใดไมใ฽ ชป฽ ระโยชนขแ องการเล้ยี งผปี ูุ ยา฽ ตา ยาย
ก. เปน็ ทีพ่ ่ึงทางใจ
ข. เปน็ การแนะนําผูท฾ มี่ าเปน็ เขยใหร฾ ู฾จกั ญาตพิ ีน่ ฾องของ
ฝาุ ยหญิง
ค. เปน็ การแนะนาํ ผูท฾ ี่มาเป็นสะใภ฾ให฾รจ฾ู กั ญาติพี่นอ฾ งของ
ฝาุ ยชาย
ง. เป็นการรวมญาติที่อยห฽ู ฽างไกลกันได฾มาพบปะซักถาม
สารทกุ ขสแ ุขดบิ ต฽อกนั

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหรภิ ญุ ชยั บา้ นฉนั

เรื่องที่ 4
โบราณวตั ถุ โบราณสถาน สถาปตั ยกรรม ของจงั หวัดลาพนู

โบราณวตั ถุ

ความหมายของโบราณวัตถุ
คําว฽า “โบราณวัตถุ” ถือได฾ว฽าเป็นคําที่อยู฽ควบค฽ูกับคําว฽าโบราณสถานเสมอ ตามพจนานุกรม ฉบับ

ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๔๙๓ ได฾ให฾ความหมายของคําว฽าโบราณวัตถุ ไว฾ว฽าหมายถึง “ของโบราณ”
แต฽ความหมายดังกล฽าวก็เปล่ียนไปตามที่ปรากฏในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ได฾ให฾
ความหมายไว฾วา฽ “ส่งิ ของโบราณที่เคลื่อนท่ีได฾ เช฽น พระพุทธรูป เทวรูป ศิลาจารึก มีอายุเก฽ากว฽า ๑๐๐ ปี ขึ้น
ไป” พร฾อมทั้งให฾ความหมายทางกฎหมายไวด฾ ฾วยว฽า “สังหาริมทรัพยแที่เป็นของโบราณ ไม฽ว฽าจะเป็นสิ่งประดิษฐแ
หรอื เป็นส่งิ ทเี่ กิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือท่เี ป็นส฽วนหนง่ึ สว฽ นใดของโบราณสถาน ซากมนษุ ยแ หรอื ซากสัตวแ ซึ่งโดย
อายหุ รอื โดยลักษณะแห฽งการประดิษฐแ หรือโดยหลักฐานเก่ียวกับประวัติของสังหาริมทรัพยแน้ันเป็นประโยชนแ
ในทางศิลปะ ประวัติศาสตรแ หรือโบราณคดี” ซึ่งความหมายดังกล฽าวก็ยังใช฾อยู฽ในพจนานุกรม ฉบับ
ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒

ความสาคญั ของโบราณวตั ถุ
โบราณวัตถุมคี วามสาํ คญั เป็นอยา฽ งยิ่งในการใช฾ศึกษาถึงเรื่องราวและพฤติกรรมของคนในอดีตเราอาจ

ทราบถงึ วิถชี ีวติ และความเป็นอย฽ูของคนในอดีตได฾จากส่ิงของเหล฽านี้น่ันหมายความว฽าโบราณวัตถุสามารถเล฽า
เรือ่ งราวทางประวตั ศิ าสตรอแ ันยาวไกลของผ฾ูคนในอดตี (ต้ังแตก฽ ฽อนทจี่ ะมีการบันทึกเล฽าเรื่องราวเป็นลายลักษณแ
อักษร) ให฾เราไดร฾ ู฾ตวั อยา฽ งเช฽นเศษเคร่อื งป้นั ดนิ เผาสามารถเลา฽ เรือ่ งราวของมนุษยแในอดีตได฾มากต้ังแต฽การแสดง
ใหเ฾ หน็ ถงึ ความสามารถทางเทคโนโลยีในการผลิตรูปแบบภาชนะซึ่งอาจแสดงให฾เห็นถึงความนิยมในกลุ฽มชนท่ี
แตกตา฽ งกันแม฾กระท่งั สามารถบอกถึงการติดต฽อสัมพันธแของคนในทอ฾ งถิน่ ต฽างๆและบอกเสน฾ ทางการค฾าหรือการ
คมนาคมกับดินแดนอ่นื ๆไดอ฾ ีกดว฾ ย

ประเภทของโบราณวัตถุ
การแบ฽งประเภทโบราณวตั ถุนั้นตามหลักวชิ าการโบราณคดอี าจแบง฽ ได฾เปน็ ๒ประเภทใหญ฽คอื
(๑) โบราณศิลปวัตถุหรือโบราณวัตถุท่ีมนุษยแสร฾างข้ึน (Artifacts) ได฾แก฽สิ่งของเคร่ืองมือเครื่องใช฾ที่

มนษุ ยสแ ร฾างขนึ้ ดว฾ ยวัสดุประเภทต฽างๆเช฽นเครื่องมือหินเคร่ืองปั้นดินเผาเคร่ืองประดับประติมากรรมจิตรกรรม
จารกึ เปน็ ตน฾

(๒) นิเวศวัตถุหรือโบราณวัตถุท่ีเป็นของตามธรรมชาติหรือสภาพแวดล฾อม (Ecofacts) ที่ไม฽ใช฽ส่ิงที่
มนุษยสแ รา฾ งหรอื ประดษิ ฐแข้ึนโดยตรงแตเ฽ กย่ี วข฾องกับมนุษยแแ ละสามารถสะทอ฾ นใหเ฾ หน็ ถึงพฤติกรรมของมนุษยใแ น
อดีตหรือมรี อ฽ งรอยทแ่ี สดงให฾เหน็ ถงึ กจิ กรรมของมนษุ ยแเชน฽ กระดกู สตั วเแ มลด็ พชื ซงึ่ เราสามารถนําไปศกึ ษาถึง

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภุญชยั บ้านฉัน หน้า ๓๖

ศิลาจารกึ อนั จัดตัง้ ทพ่ี พิ ธิ ภัณฑสถานแหง฽ ชาติ หรภิ ุญชยั จังหวดั ลําพูน ทัง้ หมดมี ๒๓ หลัก อาจจะแบ฽ง
ออกไดต฾ ามสมยั เปน็ ๒ ระยะ คอื

๑. ศิลาจารึกสมัยหรภิ ุญชยั ราวพทุ ธศตวรรษที่ ๑๗ จํานวน ๗ หลกั
จารึกดว฾ ยอักษรมอญโบราณ และจารกึ เป็นภาษามอญโบราณก็มี บางทีขึ้นต฾นจารึกเป็นภาษาบาลีแล฾ว
แปลเป็นภาษามอญ หรือบางหลักจารึกท้ังภาษามอญและภาษาบาลีรวมกันไป ลักษณะอักษรจารึกจากศิลา
จารกึ ๗หลกั ในพพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง฽ ชาติ หริภญุ ชยั เปน็ รูปแบบตัวอกั ษรเหมือนกับตัวอักษรซึ่งจารึกอยู฽ในศิลา
จารึก "มรเจดียแ" ( Mayazedi) ของพระเจ฾ากยันจิตซา กษัตริยแพม฽าผ฾ูครองกรุงพุกามทรงกระทําขึ้นเม่ือ พ.ศ.
๑๖๒๘ และ ๑๖๓๐

ศลิ าจารกึ ภาษามอญโบราณสมยั หริภญุ ชัยท่พี บในจงั หวัดลําพูน จํานวน ๗ หลัก คือ
๑. จารกึ วดั ดอนแก฾ว ๑
๒. จารึกวดั ดอนแกว฾ ๒
๓. จารึกวดั มหาวัน
๔. จารกึ วัดบ฾านหลวย
๕. จารกึ วัดแสนข฾าวห฽อ
๖. จารกึ วดั กก฽ู ดุ ๑
๗. จารกึ วดั กู฽กุด ๒

๒. ศลิ าจารึกสมัยลา้ นนา ตง้ั แตพ฽ ทุ ธศตวรรษท่ี ๒๐ จาํ นวน ๑๖ หลัก
ในจงั หวดั ลําพนู ได฾พบหลักฐานศลิ าจารึกอักษรไทย ภาษาไทยล฾านนาท่ีเก฽าท่สี ดุ เพียงแค฽พุทธศตวรรษที่
๒๐คือศิลาจารึกวัดพระยืน พ.ศ.๑๙๑๓จากการวิเคราะหแข฾อมูลทางโบราณคดีประวัติศาสตรแ จารึก ตํานาน
พงศาวดารต฽างๆ สรุปได฾อย฽างกว฾างว฽า ในดินแดนแถบล฽ุมแม฽น้ําปิงและน้ําวัง บริเวณจังหวัดลําพูน ลําปางใน
ปัจจุบันมีกล฽ุมชนซึ่งใช฾อักษรมอญโบราณตั้งถิ่นฐานบ฾านเรือนอย฽ูอย฽างเป็นอิสระ เจริญร฽ุงเรืองด฾วยอารยธรรม
ทางพระพุทธศาสนาท่ใี ชัภาษาบาลี เมอ่ื พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๓มกี ารสรา฾ งเมืองหริภญุ ชยั อารยธรรมรอบแรกน้ันรับ
ขึ้นมาจากบรเิ วณที่ราบภาคกลางซง่ึ ขณะนน้ั มีเมืองละโว฾เป็นเมืองสําคญั ตอ฽ มามีการติดต฽อสัมพันธแกับเมืองใหญ฽
ในสหภาพพมา฽ เช฽นหงสาวดี และพุกาม จนถงึ พทุ ธศตวรรษที่ ๑๙ พญายีบากษัตริยแองคแสุดท฾ายเสียอํานาจการ
ปกครองแก฽พญามงั ราย แว฽นแคว฾นทางการปกครองของหรภิ ุญชยั จึงสนิ้ สดุ ลงต้งั แต฽น้นั เป็นตน฾ มา

เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหริภญุ ชยั บา้ นฉัน หนา้ ๓๗


Click to View FlipBook Version