คำนำ
เอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชาเลือก หริภุญชัยบ้านฉัน รหัสวิชา สค 03144 สาระการพัฒนา
สังคมตามหลักสตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ใช้ได้กับผู้เรียนทั้งสาม
รับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เอกสารเล่มน้ีประกอบด้วย
ความรู้เก่ียวกับ ประวัติความเป็นมา ประวัติความเป็นมา ประเพณีและวัฒนธรรมในจังหวัดลาพูน
โบราณสถาน โบราณวัตถุ สถาปัตยกรรม คุณค่าและแนวทางในการอนุรักษ์ โบราณสถาน โบราณวัตถุ
สถาปัตยกรรม วัฒนธรรมประเพณีท่ีเกี่ยวข้อง ซึ่งเน้ือหาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อ ให้ผู้เรียนมีความรู้ความ
เข้าใจ รักและตระถึงความสาคัญในความเป็นมาของนครหริภุญชัย ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์
ประเพณี วัฒนธรรม โบราณสถานโบราณวตั ถุ สถาปตั ยกรรม
เอกสารดังกล่าว สาเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ได้ด้วยความร่วมมือของคณะทางานทุกท่านที่ได้ให้
ความร่วมมือในการหาข้อมูลเบ้ืองต้น ผู้มีส่วนเก่ียวข้องท่ีให้ข้อคิดเห็นอันสาคัญที่เป็นประโยชน์อย่างย่ิง และ
หวงั เป็นอย่างย่งิ วา่ เอกสารประการเรียนรู้เล่มน้ี จะเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียน กศน.ต่อไป ในการนี้ คณะผู้จัดทา
นอ้ มรับคาแนะนาเพอ่ื พัฒนาเอกสารดังกล่าวใหส้ มบรณู ์ย่ิงๆขึ้นไป
กศน.อาเภอเมืองลาพนู
พฤษภาคม 2560
สารบญั หน้า
คานา 1
สารบญั 5
คาแนะนาการใช้เอกสารประกอบการเรยี นรู้ 9
โครงสร้างรายวชิ า
เรอ่ื งที่ 1 ประวัตคิ วามเปน็ มาของนครหริภญุ ชัย 12
14
การเมอื งการปกครอง 18
ประวตั วิ ดั พระธาตุหรภิ ุญชยั
เร่อื งท่ี 2 ภูมศิ าสตร์กายภาพ 23
ลักษณะทวั่ ไปของจังหวัดลาพนู 24
การประกอบอาชีพตามภูมิศาสตร์กายภาพชมุ ชน
ทรัพยากรธรรมชาติ 36
เรื่องที่ 3 ประเพณีและวฒั นธรรมในจังหวดั ลาพนู 45
ความหมายของประเพณีและวฒั นธรรม 47
ประเพณีและวัฒนธรรมจังหวัดลาพนู
เร่อื งท่ี 4 โบราณสถาน โบราณวตั ถุ สถาปัตยกรรม 53
โบราณวตั ถุ ความสาคญั และลกั ษณะ
โบราณสถานความสาคญั และลกั ษณะ 57
3.สถาปัตยกรรมความสาคัญและลกั ษณะ
เร่อื งท่ี 5 คุณค่าและแนวทางในการอนุรักษ์
คณุ คา่ โบราณสถาน โบราณวัตถุ สถาปตั ยกรรม วัฒนธรรมประเพณที ่ีเกี่ยวข้อง
แนวทางในการอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ สถาปตั ยกรรม
วฒั นธรรมประเพณีที่เก่ียวข้อง
*************
คำแนะนำกำรใช้เอกสำรประกอบกำรเรยี นรู้
เอกสารประกอบการเรียนรู้หลักสตู รรายวิชาเลอื กวิชา หรภิ ญุ ชัยบา้ นฉนั รหัสวชิ า สค03144
จานวน 3 หน่วยกติ (120 ชวั่ โมง)จัดทาข้ึนเพ่ือใช้สาหรับผูเ้ รยี นตามหลักสตู รการศกึ ษานอกระบบระดับ
การศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน ระดบั ประถมศกึ ษา มธั ยมศึกษาตอนตน้ มธั ยมศึกษาตอนปลาย
ในการศึกษาเอกสารประกอบการเรยี นรู้ ผเู้ รียนควรปฎิบตั ดิ งั นี้
1. ศึกษาโครงสรา้ งรายวิชาให้เข้าใจสาระสาคัญ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวงั ตวั ช้ีวดั และขอบข่าย
เนอื้ หาของรายวิชาเลือกน้นั ๆโดยละเอยี ด
2. ศกึ ษารายละเอยี ดเนื้อหาของแตล่ ะเรือ่ งอยา่ งละเอยี ด และทากิจกรรมตามท่ีกาหนดถา้ ผู้เรยี นยัง
ไม่เข้าใจควรกลับไปศึกษาและทาความเขา้ ในเนื้อหานั้นๆใหม่ให้เขา้ ใจก่อนที่จะศกึ ษาเร่ืองต่อไป
3. เอกสารประกอบการเรยี นรู้เล่มนี้ เนน้ การจัดการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกบั วิถีชวี ติ ของผ้เู รียน
4. เอกสารประกอบการเรียนรเู้ ล่มนี้ประกอบดว้ ย 5 เร่ือง
เรือ่ งที่ 1 ประวตั คิ วามเปน็ มาของนครหรภิ ญุ ชัย
เรอ่ื งที่ 2 ภมู ศิ าสตร์กายภาพ
เร่ืองที่ 3 ประเพณีและวฒั นธรรมในจังหวดั ลาพูน
เรื่องที่ 4 โบราณสถาน โบราณวัตถุ สถาปัตยกรรม
เรื่องท่ี 5 คุณค่าและแนวทางในการอนุรักษ์
หลกั สตู รรายวิชาเลอื ก
วิชา หรภิ ุญชัยบา้ นฉัน รหัสวิชา สค03144
จานวน 3 หนว่ ยกิต (120 ชว่ั โมง)ระดับประถมศกึ ษา มัธยมศึกษาตอนตน้ มัธยมศึกษาตอนปลาย
ความสาคญั
ประวัติศาสตร์ของชมุ ชนสังคมเป็นเร่อื งท่ีทกุ คนควรศึกษาเพือ่ สรา้ งความรักความตระหนักรักและหวง
แหน การศกึ ษาประวตั คิ วามเปน็ มาของนครหริภุญชยั วดั พระธาตุหรภิ ญุ ชัย ประเพณี วัฒนธรรม โบราณสถาน
โบราณวตั ถุ สถาปัตยกรรมตลอดจนการมสี ่วนร่วมในการอนุรกั ษ์
การพัฒนาหลักสูตรสาระการพัฒนาสังคม จัดทาข้ึนโดยทาการศึกษา เก่ียวกับภูมิศาสตร์
ประวัติศาสตร์เศรษฐศาสตร์ การเมืองการปกครองในท้องถิ่นประเทศต่างๆในโลกและนามาปรับใช้ในการ
ดาเนินชีวิต เพื่อความมั่นคง โดยการศึกษา สารวจ รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนในการจัด
กิจกรรมเพ่ือให้เกิดการพัฒนา จึงได้จัดทาหลักสูตรรายวิชาหริภุญชัยบ้านฉัน โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพ่ือให้
ผู้เรียน มีความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักเก่ียวกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเมือง การ
ปกครอง ของนครหริภุญชัย และนามาปรับใช้ในการดาเนินชีวิต ที่จะส่งผลต่อการพัฒนาสังคม และความ
มนั่ คงของชาติ
ปรชั ญาสานกั งานสง่ เสริมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย
ปรชั ญา “คิดเป็น” มีแนวคดิ ภายใตค้ วามเช่อื วา่ “คนเราสามารถพฒั นาการคิดการตัดสนิ ใจใหม้ ี
ประสิทธิภาพสงู ข้นึ ได้ ด้วยการฝึกทกั ษะการใชข้ ้อมูลท่หี ลากหลายท้งั ดา้ นตนเอง สังคม
และวชิ าการ มาวเิ คราะห์ เชอ่ื มโยง สมั พันธ์ สร้างสรรค์ เป็นแนวทาง วิธีการสาหรับตนเอง
แลว้ ประเมินคา่ ตัดสินใจเพื่อตนเอง และสงั คม ซ่ึงเป็นลักษณะของคน “คิดเป็น”
วิสัยทศั น์(Vision)สถานศกึ ษา
จัดและสง่ เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั ใหก้ ับกลุ่มเปา้ หมายมคี ุณธรรม ตาม
หลกั ปรชั ญาเศรษบกิจพอเพยี ง
วิสัยทศั น์(Vision)หลกั สตู ร
หลักสูตรรายวิชาหริภุญชัยบ้านฉัน มุ่งพัฒนาผู้เรียน มีความรู้ ความเข้าใจ ตะหนักเก่ียวกับ
ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง เก่ียวกับนครหริภุญชัยและนามาปรับใช้ใน
การดาเนินชีวติ ของตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน และสังคมไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
พันธกจิ (Mission) ของสถานศึกษา
๑. จัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ใหก้ ับกลมุ่ เป้าหมายที่อยูน่ อกโรงเรยี นตาม
ความต้องการและความจาเป็น
๒. วจิ ยั และพฒั นาคณุ ภาพหลักสูตร สอ่ื กระบวนการเรียนรู้และมาตรฐานการศึกษานอกระบบ
๓. ดาเนินการเทยี บโอนผลการเรยี น เทียบโอนความรแู้ ละประสบการณ์ กากับดูแลตรวจสอบนิเทศ
ติดตามประเมนิ ผลและรายงานผลการดาเนนิ งานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
๔. พฒั นาการเรียนรใู้ ห้กบั ให้กับกลมุ่ เป้าหมายเพอ่ื ให้มีความรคู้ คู่ ุณธรรมและมีทักษะการดารงชวี ติ
ตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
5.จัดส่งเสริมและสนบั สนนุ พัฒนาแหล่งเรียนรู้และภูมิปญั ญาทอ้ งถน่ิ
6.ส่งเสริมสนบั สนนุ ใหภ้ าคเี ครือข่ายมีส่วนร่วมในการจดั และพฒั นาการศึกษาระบบและการศึกษา
ตามอธั ยาศยั เพ่ือส่งเสริมการเรียนรตู้ ลอดชวี ติ
7.ระดมสรรพยากรเพื่อใช้ในการจดั และพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย
8.พฒั นาระบบการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภบิ าล
9.พัฒนาและสง่ เสริมการนาเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สารมาใชม้ าใช้ในการจดั การศึกษานอก
ระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั
10.พฒั นาครูและบุคลากรทางการศึกษา
11.ดาเนนิ การประกันคณุ ภาพภายในทส่ี อดคลอ้ งกบั ระบบ หลกั เกณฑ์ และวิธีการที่กาหนด
เปา้ ประสงค์
ผเู้ รียนทีล่ งทะเบียนเรียนในรายวชิ า หรภิ ุญชยั บ้านฉนั ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศัยอาเภอเมืองลาพูนผ่านเกณฑ์การวดั ผล ประเมนิ ผลรายวชิ าไม่ตา่ กว่าร้อยละ 80 ของ ผู้
ลงทะเบียนเรียนรายวชิ า หรภิ ุญชัยบ้านฉนั ท้งั หมด ผ้เู รยี นมคี วามพึงพอใจต่อกิจกรรมท่ีเขา้ รว่ ม ไดร้ ับ
การศกึ ษาและการเรียนรู้ตลอดชีวติ ทมี่ มี าตรฐาน มที ักษะในการคน้ คว้าหาความรู้ ตามท่ตี ้องการ จากสอ่ื ท่ี
หลากหลาย มคี วามรู้ มคี วามสามารถตามตวั ชี้วดั รายวิชา ไดร้ บั การอบรมและฝึกทักษะ สามารถนาความรู้ไป
ใช้ในชีวิตประจาวันพัฒนาตนเองและสงั คมให้อยู่รว่ มกันอย่างมคี วามสุข
หลักการ จดุ มุ่งหมายของหลักสตู ร
หลกั การ หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กาหนด
หลักการไว้ดังนี้
1. เป็นหลักสูตรท่ีมีโครงสร้างยืดหยุ่นด้านสาระการเรียนรู้ เวลาเรียน และการจัดการเรียนรู้ โดยเน้น
การบูรณาการเนือ้ หาให้สอดคล้องกบั วิถีชีวิต ความแตกตา่ งของบุคคล ชุมชน และสงั คม
2. ส่งเสริมให้มีการเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศยั
3. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตโดยตระหนักว่าผู้เรียน ความสาคัญ
สามารถพัฒนาตนเองไดต้ ามธรรมชาตแิ ละเตม็ ตามศกั ยภาพ
4. สง่ เสริมใหภ้ าคเี ครือขา่ ยมสี ว่ นร่วมในการจดั การศกึ ษา
จุดหมาย หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดับการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 มุ่งพัฒนา
ให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม มีสติปัญญา มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีศักยภาพในการประกอบอาชีพและการ
เรียนรูอ้ ยา่ งต่อเน่ืองซงึ่ เปน็ คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ทีต่ ้องการ จงึ กาหนดจุดหมายดงั ตอ่ ไปนี้
1. มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ มท่ดี งี ามและสามารถอยรู่ ว่ มกนั ในสังคมอย่างสนั ตสิ ขุ
2. มีความรูพ้ ืน้ ฐานสาหรบั การดารงชวี ิต และการเรยี นร้อู ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
3. มีความสามารถในการประกอบสัมมาอาชีพให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัด และตามทันความ
เปล่ยี นแปลงทางเศรษฐกจิ สงั คม และการเมือง
4. มีทักษะการดาเนินชีวิตท่ีดี และสามารถจัดการกับชีวิต ชุมชน สังคมได้ อย่างมีความสุขตาม
ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
5. มีความเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติไทย ภูมิใจในความเป็นไทย โดยเฉพาะภาษา ศิลปะ วัฒนธรรม
ประเพณี กีฬา ภูมิปัญญาไทย ความเป็นพลเมืองดี ปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนายึดม่ันในวิถีชีวิต และ
การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมุข
6. มีจติ จานกึ ในการอนรุ กั ษ์ และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อม
7. เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ มีทักษะในการแสวงหาความรู้ สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และบูรณาการ
ความรูม้ าใช้ในการพัฒนาตนเอง ครอบครวั ชุมชน สังคม และประเทศชาติ
กลมุ่ เป้าหมาย
กลมุ่ เป้าหมายเปน็ ประชาชนทไ่ี มไ่ ดอ้ ยใู่ นระบบโรงเรียน ซง่ึ เป็นไปตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติ
สง่ เสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พุทธศักราช 2551 ระบุว่า “ เพื่อประโยชน์ในการ
ส่งเสริม และสนับสนุนการศึกษาให้บุคคลได้รับการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างทั่วถึง
และมีคณุ ภาพตามกฎหมายว่าด้วยการศกึ ษาแห่งชาติโดยใหบ้ คุ คลซ่ึงได้รับการศึกษาขั้นพ้ืนฐานไปแล้วหรือไม่ก็
ตามมีสิทธิได้รับการศึกษาในรูปแบบการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาตามอัธยาศัยได้ แล้วแต่กรณี ท้ังนี้
ตามกระบวนการและการดาเนินการทีไ่ ดบ้ ญั ญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้”
คณุ ธรรม
จานวน 9 คณุ ธรรม แบ่งเปน็ 3 กลมุ่ คือ
กลุ่มที่ 1 คุณธรรมเพอ่ื การพัฒนาตน ประกอบดว้ ย
1. สะอาด 2.สภุ าพ 3. กตญั ญกู ตเวที
กลมุ่ ที่ 2 คุณธรรมเพอื่ การพัฒนาการทางาน ประกอบดว้ ย
1.ขยนั 2.ประหยัด 3.ซ่อื สัตย์
กลมุ่ ท่ี 3 คณุ ธรรมเพื่อการพัฒนาการอยู่ร่วมกนั ในสังคม ประกอบด้วย
1. สามคั คี 2.มีน้าใจ 3.มีวนิ ยั
ระดับการศกึ ษา
แบ่งระดับการศึกษาออกเป็น 3 ระดบั คอื ระดบั ประถมศกึ ษา ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น และระดบั
มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย โดยแต่ละระดบั ใชเ้ วลาเรยี น 4 ภาคเรียน ยกเว้นกรณีทีม่ ีการเทียบโอน ท้ังนีต้ ้อง
ลงทะเบียนเรียนในสถานศึกษาอย่างน้อย 1 ภาคเรียน
คาอธบิ ายรายวิชา สค 03144 สงั คมศกึ ษา 3 หนว่ ยกติ รายวิชาหรภิ ญุ ชยั บ้านฉนั
คาอธิบายรายวชิ า
ประวตั ศิ าสตร์ของชมุ ชนสังคมเป็นเรือ่ งที่ทุกคนควรศึกษาเพ่ือสร้างความรักความตระหนักรักและหวง
แหน การศกึ ษาประวัติความเปน็ มาของนครหริภุญชยั วัดพระธาตหุ ริภุญชัย ประเพณี วัฒนธรรม โบราณสถาน
โบราณวัตถุ สถาปตั ยกรรมตลอดจนการมีส่วนรว่ มในการอนุรกั ษ์
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐานที่ 5.1 มีความรู้ ความเข้าใจและตระหนกั ถึงความสาคัญเกยี่ วกับภูมิศาสตร์ ประวตั ิศาสตร์
เศรษฐกจิ การเมือง การปกครอง สามารถนามาปรับใช้ในการดารงชีวิต
มาตรฐาน 5.2 มีความรูค้ วามเขา้ ใจ เหน็ คุณคา่ และสืบทอดศาสนา วฒั นธรรม ประเพณี เพื่อการอยู่
รว่ มกนั อยา่ งมีความสุข
มาตรฐานการเรยี นรรู้ ะดับ
มาตรฐานที่ 5.1 มีความรู้ ความเข้าใจและตระหนกั ถึงความสาคัญเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ประวตั ศิ าสตร์ เศรษฐกิจ
การเมือง การปกครอง สามารถนามาปรับใช้ในการดารงชีวิต
ระดับประถมศึกษา ระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
มาตรฐานการ ผลการเรยี นรูท้ ี่ มาตรฐานการ ผลการเรยี นรทู้ ่ี มาตรฐานการ ผลการเรียนรทู้ ี่
เรยี นรู้ คาดหวงั เรียนรู้ คาดหวัง เรยี นรู้ คาดหวงั
มคี วามรคู้ วาม 1.อธบิ ายขอ้ มูล มีความรคู้ วาม 1.อธิบาย มคี วามรู้ ความ 1.อธบิ ายขอ้ มูล
เข้าใจตระหนัก เกย่ี วกบั เข้าใจตระหนัก เกีย่ วกับข้อมลู เขา้ ใจตระหนัก เกีย่ วกบั
เก่ยี วกับ ภมู ิศาสตร์ เกยี่ วกบั ภูมิศาสตร์ เก่ียวกบั ภมู ศิ าสตร์
ภูมศิ าสตร์ ประวัตศิ าสตร์ ภมู ศิ าสตร์ ประวัตศิ าสตร์ ภมู ิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์
ประวตั ิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ประวัตศิ าสตร์ เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การเมือง การ
เศรษฐศาสตร์ การเมืองการ เศรษฐศาสตร์ การเมือง การ การเมือง การ ปกครองท่ี
การเมืองการ ปกครองท่ี การเมือง การ ปกครองท่ี ปกครองในโลก เกีย่ วข้องกบั
ปกครองใน เกย่ี วกับตนเอง ปกครองในทวปี เกี่ยวขอ้ งกับ และนามาปรับ ประเทศต่างๆ
ทอ้ งถ่นิ ประเทศ ชมุ ชนท้องถ่ิน เอเชีย และ ประเทศในทวปี ใช้ในการดเนิน ในโลก
และนามาปรบั ประเทศไทย นามาปรบั ใชใ้ น เอเชยี ชวี ติ เพอื่ ความ 2.วเิ คราะห์
ใช้ในการดเนนิ 2.ระบสุ ภาพ การดาเนินชวี ิต 2.นาเสนอผล มั่นคงของชาติ เปรียบเทยี บ
ชวี ิต เพ่ือความ การ เพ่ือความมนั่ คง การ
สภาพ
ม่นั คง เปลย่ี นแปลง ของชาติ เปรยี บเทยี บ ภมู ิศาสตร์
ประวัตศิ าสตร์
ทางภมู ิศาสตร์ สภาพ
ระดบั ประถมศึกษา ระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
มาตรฐานการ ผลการเรยี นรทู้ ่ี มาตรฐานการ ผลการเรียนรูท้ ่ี มาตรฐานการ ผลการเรยี นรู้ที่
เรยี นรู้ คาดหวัง เรยี นรู้ คาดหวงั เรยี นรู้ คาดหวงั
ประวตั ศิ าสตร์ ภมู ศิ าสตร์ เศรษฐศาสตร์
เศรษฐศาสตร์ ประวตั ิศาสตร์ การเมืองการ
การเมืองการ เศรษฐศาสตร์ ปกครอง ของ
ปกครองและกก การเมือง การ ประเทศตา่ งๆ
หมายที่มี ปกครองของ ในโลก
ผลกระทบต่อ ประเทศในทวปี 3.ตระหนกั และ
วิถชี ุมชน เอเชยี คาดคะเน
ทอ้ งถ่ินชวี ิตของ 3.ตระหนักและ สถานการณ์
ตน สังคม และ วิเคราะหถ์ ึงการ ระหวา่ ง
ประเทศไทย เปลยี่ นแปลงท่ี ทางดา้ น
3.เกิดความ เกดิ ขึ้นกับ ภมู ิศาสตร์
ตระหนกั และ ประเทศในทวีป ประวตั ิศาสตร์
สามารถนา เอเชียท่ีมี การเมือง การ
ความรูท้ างดา้ น ผลกระทบต่อ ปกครอง ทีม่ ี
ภูมศิ าสตร์ ประเทศไทย ผลกระทบต่อ
ประวัติศาสตร์ ประเทศไทย
เศรษฐศาสตร์ และโลกใน
การเมืองการ อนาคต
ปกครอง และ 4.เสนอแนะ
กกหมายไป แนวทางในการ
ประยกุ ต์ใชใ้ ห้ แกป้ ัญหา การ
ทนั ต่อการ ป้องกันและการ
เปลี่ยนแปลงกับ พัฒนาทางด้าน
สภาพ สังคม การเมืองการ
เพื่อความมั่นคง ปกครอง
ของชาติ เศรษฐกจิ และ
สงั คม ตาม
สภาพปัญหาท่ี
เกิดข้นึ เพื่อ
ความม่ันคง
เพอื่ ความม่นั คง
ของชาติ
มาตรฐาน 5.2 มคี วามรู้ความเข้าใจ เหน็ คณุ คา่ และสืบทอดศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี เพ่ือการอย่รู ่วมกัน
อยา่ งมีความสขุ
ระดบั ประถมศึกษา ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
มาตรฐานการ ผลการเรียนรู้ท่ี มาตรฐานการ ผลการเรยี นรูท้ ่ี มาตรฐานการ ผลการเรียนรทู้ ่ี
เรียนรู้ คาดหวัง เรยี นรู้ คาดหวัง เรียนรู้ คาดหวัง
มีความรคู้ วาม 1.อธิบาย มคี วามรู้ความ 1.อธิบาย มีความรูค้ วาม 1.อธิบาย
เขา้ ใจ เหน็ ประวตั ิ หลกั คา เขา้ ใจ เห็น ประวัติ หลกั คา เขา้ ใจ เห็น ประวัติ หลักคา
คณุ คา่ และสบื สอนและการ คุณค่าและสบื สอน ศาสนา คณุ ค่าและสบื สอน ศาสนา
ทอดศาสนา ปฏบิ ัตติ นตาม ทอดศาสนา วฒั นธรรม ทอดศาสนา วัฒนธรรม
วฒั นธรรม หลักศาสนาท่ี วัฒนธรรม ประเพณีของ วัฒนธรรม ประเพณขี อง
ประเพณีของ ตนนับถือ ประเพณขี อง ประเทศในทวีป ประเพณีของ ประเทศในโลก
ทอ้ งถนิ่ และ 2.ยอมรับและ
ประเทศไทย 2.เหน็ ประเทศในทวีป เอเชยี ประเทศใน ปฏบิ ัติตนเพอื่
ความสาคญั ของ เอเชีย 2.ยอมรบั และ สังคมโลก
วฒั นธรรม ปฏบิ ตั ติ นเพือ่ การอยู่ร่วมกัน
ประเพณี และมี การอย่รู ่วมกนั อยา่ งมีสนั ตสิ ขุ
สว่ นร่วมในการ อยา่ งมีสันตสิ ุข ในสงั คมที่มี
ปฏบิ ัตติ นตาม ในสังคมท่ีมี ความ
วัฒนธรรม ความ หลากหลายทาง
ประเพณี หลากหลายทาง ศาสนา
ท้องถิน่ ศาสนา วัฒนธรรม
3.ปฏิบัติตน วัฒนธรรม ประเพณี
ตามหลักธรรม ประเพณี 3.เลอื กรับปรับ
ทางศาสนา ใช้ วัฒนธรรม
วฒั นธรรม ประเพณี ที่
ประเพณี สอดคลอ้ งและ
4.ยอมรับและ เหมาะสมกบั
ปฏบิ ัตติ นเพื่อ สงั คมไทย
การอยู่รว่ มกัน
อยา่ งมีความสุข
ในสงั คม ทม่ี ี
ความ
หลากหลายทาง
ศาสนา
วฒั นธรรม
ประเพณี
ผลการเรยี นรู้ทคี่ าดหวงั
1.อธิบายประวัตคิ วามเปน็ มาของนครหริภุญชยั ได้
2.บอกลักษณะภมู ิประเทศของนครหรภิ ุญชยั ได้
3.อธิบายประวัติความเปน็ มาของโบราณวัตถุ โบราณสถาน สถาปัตยกรรม วัฒนธรรมและประเพณีที่
เก่ียวขอ้ งได้
4.มีสว่ นร่วมในการอนรุ กั ษ์และสืบสานโบราณวตั ถุ โบราณสถาน สถาปตั ยกรรม วฒั นธรรมและ
ประเพณที ่ีเกย่ี วขอ้ งได้
5.วเิ คราะหแ์ ละนาเสนอแนวทางในการการอนุรักษ์และสบื สานโบราณวัตถุ โบราณสถาน
สถาปัตยกรรม วัฒนธรรมและประเพณีท่เี กี่ยวข้องได้
ศึกษา/ฝกึ ทักษะ
1.ประวัตินครหรภิ ุญชัย
2.วัฒนธรรมประเพณที เี่ ก่ียวข้อง
3.โบราณสถานโบราณวตั ถุ สถาปตั ยกรรม นครหรภิ ญุ ชัย
4.ศึกษาและวิเคราะห์เก่ยี วกับแนวทางในการอนุรักษ์
การจัดประสบการณ์การเรียนรู้
สารวจสภาพภมู ิศาสตร์ กายภาพ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตรก์ ารเมือง การปกครองของชมุ ชน จดั
กลมุ่ อภิปรายแลกเปล่ียนเรยี นรู้ สืบค้นข้อมูลทางกายภาพจากแหลง่ เรียนรู้ภมู ปิ ญั ญา การศึกษาดงู าน ฟัง
บรรยายจากผู้รู้ และสรปุ ผลการเรียนรู้ นาเสนอในรูปแบบต่างๆ การจัดกจิ กรรมจากสภาพจริง การเลา่
ประสบการณ์ การแลกเปลย่ี นเรียนรู้ การค้นคว้าจากผรู้ ู้ แหล่งเรียนรู้ สอ่ื เทคโนโลยี
การวัดผลประเมนิ ผล
1.สังเกตการเข้าร่วมกจิ กรรมของผ้เู รียน
2.การตรวจผลงาน(ชนิ้ งาน/แบบสารวจ)
3.ประเมินรายงาน/โครงการ
4.ตรวจแบบฝกึ หัด
5.แบบทดสอบ
รายละเอียดคาอธิบายรายวชิ า สค 03144 หริภญุ ชัยบ้านฉัน 3 หน่วยกติ
มาตรฐานการเรียนรรู้ ะดับ
มีความรคู้ วามเขา้ ใจเหน็ คุณค่าและสบื ทอดศาสนา วฒั นธรรมประเพณขี องทอ้ งถน่ิ และประเทศไทย
คาอธบิ ายรายวชิ า
ประวัตศิ าสตร์ของชมุ ชนสังคมเปน็ เร่ืองท่ที ุกคนควรศึกษาเพ่ือสรา้ งความรกั ความตระหนักรกั และหวง
แหน การศึกษาประวัติความเป็นมาของนครหริภญุ ชัยวัดพระธาตหุ ริภญุ ชัย ประเพณี วัฒนธรรม โบราณสถาน
โบราณวตั ถุ สถาปัตยกรรมตลอดจนการมีสว่ นร่วมในการอนุรักษ์
หัวข้อ ตวั ชี้วดั เนื้อหา จานวน
ชัว่ โมง
1.ประวัตคิ วามเปน็ มา รู้และเขา้ ใจเก่ียวกบั 1.ประวัตคิ วามเปน็ มาของนครหริ 20
ประวตั คิ วามเป็นมาของ ภุญชัย
นครหริภุญชัยและวัดพระ - การเมืองการปกครอง
ธาตหุ ริภุญชยั - ศาสนา
- เศรษฐกิจหริภญุ ชยั
2.ประวตั วิ ัดพระธาตุหริภุญชัย
2.ลกั ษณะภูมิประเทศ บอกและอธบิ ายเกี่ยวกบั 1.ลักษณะภูมิศาสตร์ทางกายาภาพ 20
ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศของ - อาณาเขต – ภูมอิ ากาศ -ภมู ิ
จงั หวดั ลาพูนได้ ประเทศ
2. การประกอบอาชีพตาม
ภมู ิศาสตร์กายภาพชุมชน
3.ทรพั ยากรธรรมชาติในชมุ ชน
- ดนิ นา้ แร่ธาตุ
3.ประเพณีและวัฒนธรรม 1. อธบิ ายความเป็นมา 1.ประเพณแี ละวัฒนธรรม 30
ในจงั หวัดลาพูน ของประเพณแี ละ 2.ประเพณสี รงน้าพระธาตุ
วฒั นธรรมของลาพนู ได้ 3.ประเพณีสลากย้อม
2. ตระหนักและเหน็ 4.ประเพณีโคมลอยย่ีเปง็
คุณคา่ ของประเพณีและ 5.ประเพณสี ลากภัต
วัฒนธรรม 6.ประเพณีเลยี้ งผปี ู่ ย่า ตา ยาย
3.มีส่วนรว่ มและปฏิบัตติ น
ในการเขา้ รว่ มกจิ กรรม
ประเพณไี ด้อยา่ งถกู ต้อง
4.โบราณวัตถุ 1.อธบิ ายความสาคัญและ 1.โบราณสถานความสาคญั และ 20
โบราณสถาน ลกั ษณะของโบราณวัตถุ ลกั ษณะ
สถาปตั ยกรรม โบราณสถาน 2.โบราณวัตถุ ความสาคัญและ
สถาปตั ยกรรม ได้ ลกั ษณะ
3.สถาปัตยกรรมความสาคัญและ
หัวข้อ ตัวชวี้ ัด เน้ือหา จานวน
ชั่วโมง
5.คณุ คา่ และแนวทางใน 1.วเิ คราะห์และนาเสนอ ลกั ษณะ
การอนุรักษ์ แนวทางในการอนุรกั ษ์ 1.คุณค่าโบราณสถาน โบราณวัตถุ 30
โบราณวตั ถุ โบราณสถาน สถาปตั ยกรรม วฒั นธรรมประเพณี
สถาปัตยกรรม วฒั นธรรม ที่เกย่ี วข้อง
ประเพณีท่ีเก่ยี วขอ้ ง 2.แนวทางในการอนุรักษ์
โบราณสถาน โบราณวตั ถุ
สถาปตั ยกรรม วฒั นธรรมประเพณี
ที่เกยี่ วข้อง
3.การมสี ว่ นรว่ มในการอนรุ ักษ์
เรือ่ งที่ 1
ประวัตคิ วามเปน็ มาอาณาจักรหรภิ ญุ ชัย
อาณาจักรหรภิ ุญชัย
อาณาจักรหริภุญชัย (ประมาณ พ.ศ. 1206-1835) ตํานานจามเทวีโบราณไดบันทึกไววา ฤๅษี
วาสเุ ทพ เป็นผสู รา งเมืองหรภิ ญุ ชัยขน้ึ ในปี พ.ศ. 1204 แลวตอมาไดอัญเชิญพระนางจามเทวี ซึ่งเป็นพระราช
ธิดาของกษัตริยแขอมจากเมืองละโวขึ้นไปครองเมืองหริภุญชัย ในครั้งน้ันพระนางจามเทวี ไดนําพระสงฆแ
นักปราชญแ และชางศิลปะตาง ๆ ข้ึนไปดวยเป็นจํานวนมาก ราวหม่ืนคนพระนางไดทํานุบํารุงและกอสราง
บานเมือง ทาํ ให เมืองหรภิ ญุ ชยั (ลําพูน) นัน้ เปน็ แหลงศิลปวัฒนธรรมท่ีเจริญรุงเรืองยิ่ง ตอมาพระนางไดสราง
เขลางคแนคร (ลาํ ปาง) ขนึ้ อกี เมอื งหนึ่งใหเป็นเมอื งสาํ คญั สมยั น้ันปรากฏมีการใชภ าษามอญโบราณในศิลาจารึก
ของหรภิ ญุ ชัย มีหนังสือหมานซขู องจนี สมยั ราชวงศแถัง กลา วถึงนครหรภิ ญุ ชยั ไววา เปน็ “อาณาจักรกษัตริยแหญิง
นูหวางโกว” ตอมา พ.ศ. 1824 พระเจาเม็งรายมหาราช กษัตริยแผูสถาปนาอาณาจักรลานนา ไดยกกองทัพ
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภุญชยั บา้ นฉนั หนา้ ๑
เขายึดเอาเมืองหริภุญชัยจากพญาญีบาไดใน ตอจากน้ันอาณาจักรหริภุญชัยจึงส้ินสุดลงหลังจากรุงเรืองมา
618 ปี มีกษัตริยแครองเมอื ง 49 พระองคแ
สมัยผนวกเขา้ กบั อาณาจักรลา้ นนา
เมื่อพญามังรายตีเมืองลําพูนไดในประมาณ ปี พ.ศ.๑๘๓๕ ไดใหขุนฟูาครองเมืองหริภุญชัย สวน
พญามงั รายไปสรางเวียงกุมกาม เม่ือปี พ.ศ.๑๘๓๗ และไปสรางเมืองเชียงใหม เมื่อปี พ.ศ.๑๘๓๙ เพื่อใหเป็น
ศูนยแกลางของอาณาจกั รลา นนา โดยการผนวกแควน หรภิ ญุ ชยั และแควน โยนกเขา ดว ยกัน
ในขณะทพี่ ญามังรายครองเมืองเชยี งใหม พญาเบกิ โอรสพญาญีบา เจาเมืองเขลางคแนครไดยกกองทัพ
มาตเี มอื งเชียงใหม ไดยกทัพมาลอมเวียงกมุ กามไว แตขุนครามโอรสพญาเม็งรายเจาเมืองเชียงรายยกกําลังมา
ชว ยไวไ ด ตีกองทพั เมอื งเขลางคแนครแตกกลับไป พญาเบิกถูกจับไดท่ีตําบลแมตาน (ขุนตาน) และถูกปลงพระ
ชนมแ ณ ท่นี นั้ พญาญีบาอพยพหนีไปพ่ึงพระยาพิษณุโลกท่ีเมืองสองแคว ขุนครามยึดเมืองเขลางคแนครไดแลว
แตง ตงั้ ใหขุนเสนาครองเมอื งเขลางคนแ คร เป็นการขยายอาณาเขตของพญาเม็งรายไปในดินแดนลมุ แมนํา้ วัง
สําหรับเมืองลําพูน ซึ่งอยูใกลกับเมืองเชียงใหมมาก ไดใหขุนนางไปปกครองเชน ขุนฟูาในสมัย
พญามังราย หม่ืนละพนู ในสมัยพระนางจิรประภา และแสนลําพูนชัยในสมัยพระชัยเชษฐา แตในบางรัชกาลก็
ดแู ลเมอื งลําพูน
สมยั รัตนโกสนิ ทร์ตอนต้น
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภุญชัยบ้านฉนั หนา้ ๒
เม่ือพระเจากาวิละไดเขาไปตั้งมั่นที่เมืองเชียงใหมไดแลวใน ปี พ.ศ.๒๓๓๙ ในระยะแรกก็ไดไปเกลี้ย
กลอมผูคนจากเมืองเล็กเมืองนอย แถบแมน้ําสาละวินมาไวท่ีเวียงปุาซาง พระเจากาวิละไดไปเกล้ียกลอมเจา
ฟาู เมอื งยอง เมืองฝาง เมืองเชียงราย และเมืองสาด ใหตอตานพมา เจาเมืองยองยอมท้ิงเมืองพาผูคนมาอยูท่ี
เวียงปาุ ซาง
ในปี พ.ศ.๒๓๔๕ เจากาวิละเร่ิมตีเมืองเชียงตุง และเมืองสาดได และตีเมืองเชียงแสนได เมื่อปี พ.ศ.
๒๓๔๗ โดยกองกําลังผสมจาก เชียงใหม กรุงเทพ ฯ ลําปาง เวียงจันทนแ และเมืองนาน ต้ังแตปี พ.ศ.๒๓๔๘
กองทัพเชียงใหมไ ดย กข้ึนไปกวาดตอนผูค นตามเมืองท่อี ยทู างตอนเหนอื ของเมืองเชยี งแสนคอื เมืองยอง เมืองยู
เมืองหลวย เมืองเชียงตุง เมืองเชียงขาง เมืองวะ เมืองลอง เมืองกาย เมืองขัน เมืองหุน เมืองงาด เมืองงึม
เมืองเสยี้ ว สบิ สองปันนา เชียงรุง ฯลฯ
การปฏบิ ตั กิ ารดังกลาว เป็นการกวาดตอนผูคนครั้งใหญในประวัติศาสตรแลานนา ทําใหเกิดการต้ังถิ่น
ฐานกระจายอยูในเขตเมืองเชียงใหม และลําพูนของกลุมชาติพันธแุตาง ๆ ผูคนที่ถูกกวาดตอนมา หากเป็น
ชา งฝมี ือ และไพรชนั้ ดจี ะกําหนดใหอยูในเมือง เชน เขนิ ที่หายยา อพยพมาจากเชียงตุง เช่ียวชาญการทําเคร่ือง
เขนิ มาอยเู ชียงใหมร ะหวา งกาํ แพงเมืองชน้ั นอก และชั้นในทิศใต ยวนบา นฮอ มเช่ยี วชาญการทําดอกไมกระดาษ
กลุม ไต หรอื ไตใหญ เชี่ยวชาญดานการคา สวนไพรท่ีไรฝีมือจะใหไปตั้งถิ่นฐานอยูนอกเมืองเชนเขินที่สันทราย
ยองทลี่ าํ พนู
ผคู นท่ีถกู กวาดตอ นมาจะยกมาเป็นกลุมเมือง เม่ือมาต้ังถิ่นฐานใหมไดต้ังช่ือหมูบานตามช่ือบานเมือง
เดิมท่ีถูกกวาดตอนมา เชน บา นเมืองลวง บานเมืองแสน เมอื งวะ เมอื งสาด เมืองยู เมอื งหลวย เมืองพยาก เป็น
ตน บางแหงแตงตั้งตามทําเลใหม เชนบานชางกระดาษ สันปุาตอง บานปุาลาน บานสันกลาง เป็นตนเมือง
ลําพูนไดรับการจัดตั้งขึ้นใหม ภายหลังจากที่คนยอง ท่ีถูกกวาดตอนมาอยูลําพูนใน ปี พ.ศ. ๒๓๔๘ มี
พระยาบรุ รี ัตนแ (คําฝั้น) อนุชาพระเจากาวิละมาครองเมืองเป็นคนแรก มีเจาบุญมานองคนสุดทายของตระกูล
เจา เจ็ดตน เปน็ พระยาอปุ ราช เมอื งลาํ พนู มคี วามสําคญั รองลงมาจากเมืองเชียงใหม และเมืองลําปางตามลําดับ
คาดวา คนเมืองยองถูกกวาดตอนมาอยูท่ีลําพูน ประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน การแบงไพรพลยอง ท่ีตั้งถิ่นฐานอยูท่ี
เมืองลําพูน ใหพระยามหยังคบุรีเจาเมืองยอง และนองอีกสามคน ตั้งถ่ินฐานอยูที่ริมฝ่ังแมน้ํากวง ตรงขามกับ
เมืองลําพูน ท่ีบานเวียงยอง ใหผูคนที่อพยพจากเมืองยู เมืองหลวย ไปตั้งถิ่นฐานอยูนอกกําแพงเมืองดานทิศ
ตะวันออกเฉียงใต เพ่ือใหชุมชนเหลานี้ทอผาใหกับเจาเมืองลําพูน นอกจากนั้นการต้ังถิ่นฐานของชาวยองจะ
ขยายตัวไปตามแนวลําน้ํา หมูบานหลักในขณะนั้นในเขตลุมแมน้ํากวง มีบานเวียงยอง บานยู บานหลวย
บานตอง บานหล่ิวหา (ศรีบุญยืน) บานปิงหาง (หนองหมู) ตามลุมแมสาร มี บานปุาขาม บานสันปุาสัก
บา นสมั คะยอม ในเขตลมุ แมน ้ําปิง มี บา นริมปิง บา นประตูปุา บานหลุก บานบัว บานบาน ในเขตลุมนํ้าแมทา
มี บา นปาุ ซาง บา นสบทา บา นฉางขา วนอ ย บานแซม บานสะปุง บานหวาย อีกสวนหนึ่งไดขยายตัวจากที่ราบ
ปุาซางเขาสูเขตอําเภอบานโฮง และอําเภอลี้ ในลุมแมนํ้าล้ี มีชาวไตเขินจากเชียงตุง มาต้ังถิ่นฐานที่บานสัน
ดอนรอม นอกเขตกาํ แพงเมอื งทางดานทิศตะวันตกเฉียงใตท่ีบานแปูน ตําบลบานแปูน และกอนการเขามาต้ัง
ถิ่นฐานของชาวยอง ไดมีการกวาดตอนชาวไตใหญจากเมืองปุ เมืองป่ัน เมืองสาด เมืองนาย เมืองขวาด เมือง
แหน และกลุมคนท่เี รียกวา ยางคางหวั ตาด ยาวหัวดาน มาไวท่เี วยี งปาุ ซาง ภายหลังท่ีตัง้ เป็นเมอื งลําพูน เม่ือปี
พ.ศ.๒๓๔๘ ในฐานะเป็นหัวเมอื งประเทศราชข้นึ กับราชอาณาจักรสยามแลว ในปี พ.ศ.๒๓๕๑ พระเจากาวิละ
ไดเกณฑแกาํ ลงั พลชาวเมืองลําพูน ประมาณ ๑,๐๐๐ คนรวมกับกําลังจากเชียงใหม และลําปาง เขาตีเมืองยาง
ทถ่ี กู พมา ยดึ ไวแตไมส ําเรจ็ จงึ เทครัวอพยพชาวเมืองยองลงมาอยูท เ่ี ชียงแสน พระยาอปุ ราช (บุญมา) แหงเมือง
ลําพนู ผเู ป็นอนชุ าองคแเล็กของตระกูลเชื้อเจ็ดตน ไดรับแตงต้ังจากกรุงเทพ ฯ ใหเป็นเจาเมืองลําพูนองคแท่ีสอง
ระหวา งปี พ.ศ.๒๓๕๙ - ๒๓๗๐ พระบาทสมเดจ็ พระน่งั เกลา ฯ ไดโ ปรดเกลา ฯ ใหพ ระยาอปุ ราช (นอ ย อินทร)
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหรภิ ุญชัยบ้านฉัน หน้า ๓
เปน็ พระยาลําพูนองคแทส่ี าม ระหวางปี พ.ศ.๒๓๗๐ - ๒๓๘๑ เมืองลําพูนไดขยายตัวไปผูคนไปต้ังถ่ินฐานอยูใน
ลุมน้ําตาง ๆ อยางมีความมั่นคง เม่ือปี พ.ศ.๒๓๗๒ ดร.ริชารแดสัน ขาราชการชาวอังกฤษไดเขามาสํารวจ
เสนทาง และสภาพการคาในเขตเมอื งเชียงใหม ลาํ ปาง และลําพูน ไดบ นั ทึกไวว า ประชากรของเมืองลําพูนมีอยู
ประมาณ ๑๔,๐๐๐ คน
ในปี พ.ศ.๒๓๘๑ พระยาลาํ ปางชยั วงศแ เจาเมอื งลาํ ปางไดถ งึ แกพ ริ าลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลา ฯ
ไดโปรดเกลา ฯ ใหแตงต้ังพระยาอุปราช (นอ ย อนิ ทร) เจาเมืองลําพูนไปเป็นเจาเมืองลําปาง และโปรดเกลา ฯ
ใหพระยาอปุ ราช (คําตนั ) เป็นเจาเมืองลําพูน (องคแที่ส่ี) คนมอญและคนพมาในบังคับอังกฤษเริ่มเขามาดําเนิน
ธรุ กิจทาํ ไม ในปุาปลายแขนแขวงเมอื งตาก เมอื งเชียงใหม และเมืองลําพูน
พระยาอุปราช (คําตัน) เป็นเจาเมืองลําพูนถึง ปี พ.ศ. ๒๓๘๔ ก็พิราลัย พระยาบุรีรัตนแ
(เจานอยธรรมลังกา) บุตรเจาบุญมาไดรับโปรดเกลา ฯ ใหเป็นเจาเมืองลําพูน (องคแที่หา) ถึงปี พ.ศ.๒๓๘๖ ก็
พิราลัย เจาหนานชัยลังกาไดรับโปรดเกลาฯ เป็นเจาเมืองลําพูน (องคแที่หก) ตอมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกลาเจา อยหู ัว ไดรับขนานนามเปน็ เจาชยั ลงั กาพศิ าลโสภาคุณหริภญุ ชัย เป็นเจานครลําพูนถึง ปี พ.ศ.
๒๔๑๔ จงึ ใหย กเลิกตําแหนง พระยาหัวเมอื งแกว เปลย่ี นเปน็ ตําแหนง เจาบุรรี ตั นแ
ยคุ ปฏิรูปการปกครองแผน่ ดนิ
เจา ราชวงศแดาวเรืองรักษาการเจาเมืองลําพูน ตั้งแต ปี พ.ศ.๒๔๑๔ - ๒๔๑๘ จึงไดรับแตงตั้งใหเป็น
เจา ดาราดเิ รกไพโรจนแ เจา นครลาํ พนู ชัย หลงั จากทม่ี กี ารทาํ สนธสิ ญั ญาเชียงใหม (ฉบับที่ ๑) เม่ือปี พ.ศ.๒๔๑๖
ลงนามที่กัลกัดตาแลว ทางกรุงเทพฯ ไดสงพระนรนิ ทรรแ าชเสนี (พมุ ศรีชัยยันตแ) ปลัดบัญชีกรมพระกลาโหมไป
เปน็ ขา หลวงสามหวั เมือง ประจาํ อยูท เี่ ชยี งใหม เพอื่ ควบคมุ ดูแลใหเจาหลวงเชียงใหม ลําปาง และลําพูนปฏิบัติ
ตามสนธิสญั ญาเชยี งใหม ทําหนา ท่ปี ระสานงาน ระหวา ง กรงุ เทพฯ กบั ลานนา แตก ารปฏบิ ตั งิ านยังไมไดผล จึง
ไดม ีการแกไข และทําสนธิสัญญาเชียงใหม (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ.๒๔๒๖ กําหนดใหคนในบังคับอังกฤษตองขึ้นศาล
ตางประเทศทั้งคดแี พง และอาญา
ในปี พ.ศ.๒๔๓๑ เจา ดาราดเิ รกรัตนไแ พโรจนแ พริ าลัย เกิดปัญหาแยงชิงอํานาจในหมูเจานายและบุตร
หลาน ขาหลวงพิเศษมณฑลลาวเฉยี งไดม อบใหเจานายเมืองลําพูน ปรกึ ษาหารอื กันในการจัดการปกครองเมือง
ลําพนู เสยี ใหม
เมื่อสน้ิ สมัยเจาเหมพินธุไพจิตร (คําหยาด) เจาผูครองนครลําพูน ลําดับท่ี ๘ (พ.ศ.๒๔๓๑ - ๒๔๓๘)
ทางกรุงเทพฯ มีนโยบายที่จะปฏิรูปการปกครอง เมืองลําพูนกอนเมืองเชียงใหม และลําปาง เพราะเป็นเมือง
เล็ก แตก ไ็ ดรบั การตอ ตา นจากเจานายและบุตรหลาน
การปฏิรูปการปกครองอยางจริงจัง มีข้ึนในสมัยเจาอินทยศโชติ (เจานอยหมวก) เจาเมืองลําพูน
ลาํ ดับที่ ๙ (พ.ศ.๒๔๓๘ - ๒๔๕๔) ในปี พ.ศ.๒๔๔๓ ไดจัดราชการเมืองลําพูนใหมโดยการบริหารราชการระดับ
เมืองเปน็ หนา ท่ีของคณะกรรมการบริหาร ท่ีเรียกวา เคาสนามหลวง เจาผูครองนคร ขาหลวงประจํานคร และ
ขา หลวงผชู วย แบง เขตการปกครองเมืองลําพูนออกเป็นสองแขวง คอื แขวงในเมือง นอกเมืองลําพูน และแขวง
เมืองล้ี มีนายแขวง (นายอําเภอ) ท่ีสวนกลางแตงต้ังมาปกครอง ในแตละแขวง แบงออกเป็นแควน มีแควน
(กาํ นัน) ปกครอง แขวงลําพูนแบงออกเปน็ ๒๘ แควน แขวงเมอื งล้ี แบง ออกเปน็ ๕ แควน จํานวนประชากรใน
ปี พ.ศ.๒๔๔๕ จากรายงานมี ประมาณ ๑๑๐,๐๐๐ คน แขวงลําพูนมีประมาณ ๙๒,๐๐๐ คน
ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ไดดําเนินนโยบายยกเลิกตําแหนงเจาเมืองโดย
เด็ดขาด นับต้ังแต ปี พ.ศ.๒๔๖๙ เป็นตนไป หากเจาเมืองใดวางลงจะไมโปรดเกลาฯ แตงตั้งขึ้นอีก เจาเมือง
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหรภิ ญุ ชัยบ้านฉนั หนา้ ๔
ลําพูนองคแสุดทายคือ นายพลตรี เจาจักรคําขจรศักด์ิ (พ.ศ.๒๔๕๔ - ๒๔๘๖) สวนเจาเมืองท่ีมีชีวิตอยูก็ได
เงนิ เดอื นไปจนกวา จะถึงแกกรรม
การเมอื งการปกครอง
ลาดบั เจ้าผู้ครองนครลาพนู
๑. เจา คาํ ฝน้ั (พ.ศ.๒๓๔๘ - ๒๓๕๙) เป็นอนุชาของพระเจา กาวลิ ะ บตุ รลาํ ดบั ท่ี แปดของเจาชายแกว
แหงเมอื งลําปาง เป็นแมท พั คนหนึง่ ของเมอื งเชยี งใหมในการขบั ไลอิทธิพลพมาออกไปจากลา นนาที่เมืองเชยี ง
แสน
๒. เจาบุญมา (พ.ศ.๒๓๕๙ - ๒๓๗๐) เป็นอนชุ าพระเจา กาวิละ บุตรลาํ ดบั ท่ีสิบของเจาชายแกวแหง
เมอื งลาํ ปาง
๓. เจา นอ ยอินทร (พ.ศ.๒๓๗๐ - ๒๓๘๑) เปน็ บุตรเจา คาํ สม เจาเมอื งลําปางองคแแ รก และในปี พ.ศ.
๒๓๘๑ ไดร ับแตง ตง้ั ใหเ ป็นเจาเมืองลาํ ปาง
๔. เจา นอยคาํ ตนั (พ.ศ.๒๓๘๑ - ๒๓๘๔) เป็นบตุ รเจาบุญมา เจาเมืองลาํ พูนองคทแ ่สี อง
๕. เจานอ ยธรรมลงั กา (พ.ศ.๒๓๘๔ - ๒๓๘๖) เปน็ บุตรเจาบุญมา นองเจานอ ยคําตัน
๖. เจาชยั ลงั กาพิศาลโสภาคณุ หริภุญชยั - เจา หนานชยั ลังกา (พ.ศ.๒๓๘๖ - ๒๔๑๔) เป็นบุตรคนท่สี ี่
ของเจาคําฝ้ัน เจาเมืองลาํ พูนองคแที่หน่ึง
๗. เจาดาราดิเรกรัตนไพโรจนแ (พ.ศ.๒๔๑๔ - ๒๔๓๑) เป็นบุตรลาํ ดบั ที่ หกของเจาชัยลังกาฯ ในชวงน้ี
ทางกรงุ เทพฯ ไมไดแ ตงตง้ั เจา เมืองลําพนู เป็นเวลาส่ีปี (พ.ศ.๒๔๑๔ - ๒๔๑๘) ในครั้งสงครามเชยี งตงุ เมอ่ื ปี
พ.ศ.๒๓๙๕ ไดเ ปน็ แมท พั คนหนึง่ ของกองทัพเมืองลําพนู
๘. เจาเหมพันธุแไพจิตร เจาคําหยาด (พ.ศ.๒๔๓๑ - ๒๔๓๘) เป็นบุตรเจาชัยลังกาฯ
๙. เจาอินทยงยศ - เจานอยหมวก (พ.ศ.๒๔๓๘ - ๒๔๕๔) เป็นบุตรเจาดาราดิเรกรัตนแไพโรจนแ ไดมี
การเปลยี่ นแปลงการปกครองเปน็ แบบมณฑลเทศาภิบาล
๑๐. นายพลตรเี จา จักรคําขจรศักด์ิ (พ.ศ.๒๔๕๔ - ๒๔๘๖) เป็นบุตรเจาอินทยงยศ ทางกรุงเทพฯ ใหมี
การยกเลิกตาํ แหนงเจาผูครองนคร ในฐานะหัวเมืองประเทศราช เปน็ เจา ผคู รองลาํ พนู องคสแ ุดทาย
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหรภิ ุญชัยบา้ นฉัน หนา้ ๕
ต้นไม้ประจาจงั หวดั ลาพูน
ตนไมป ระจํา จังหวดั ลาํ พูน
ชื่อพันธไแุ ม จามจรุ ี
ชื่อสามัญ Rain Tree, East Indian Walnut, Monkey Pod
ชอ่ื วิทยาศาสตรแ Samaneasaman (Jacq.) Merr.
วงศแ LEGUMINOSAE
ชื่ออืน่ กามกราม กา มกงุ กา มปู จามจุรี (ภาคกลาง), ลัง สารสา สาํ สา (ภาคเหนอื ), ต฿ุดตู
(ตาก), เสคุเสด ู (กะเหรี่ยง-แมฮอ งสอน)
ลักษณะทวั่ ไป เปน็ ไมย ืนตนขนาดใหญสูง 10–20 เมตร แผพุมกวางคลายรม เป็นแบบขนนกสอง
ชนั้ ออกสลับ เปลือกตนสีดําเป็นเกล็ดโตแข็งสีเขียวเขม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกคลายใบแค ปลายใบมน
แกนกลางใบประกอบและกานใบประกอบแยกแขนงตรงขามกนั บนแขนงมีใบยอยรปู ไขหรือรูปรี หรือคลายรูป
สเ่ี หลี่ยมขนมเปยี กปูน ปลายใบมน ขอบใบเรียบ หลังใบเกล้ียง ออกดอกเป็นรวมเป็นกระจุก สีชมพูออน โคน
ดอกสขี าว ออกตามงา มใบใกลปลายกง่ิ วงนอกชอดอกมีขนาดเล็กกวาดอกวงใน ดอกวงนอกมีกานส้ัน ดอกวง
ใยไมมีกาน สวนบนมีขนหนาแนน ปลายหลอดกลีบดอกแยกเป็น 5 แฉก ออกดอกชวงเดือนสิงหาคม-
กมุ ภาพันธแ ผลเป็นฝกั แบนยาว ฝักออ นสเี ขยี ว ฝักแกสีน้ําตาล เน้อื ในนม่ิ สีดาํ รสหวาน เมลด็ สนี ้ําตาลเขม
ขยายพันธุแ เพาะเมล็ด
สภาพทเี่ หมาะสม ดินทกุ ชนิด เปน็ ไมก ลางแจง
ถิ่นกาํ เนิด อเมรกิ าใตเขตรอ น
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหรภิ ุญชัยบา้ นฉัน หน้า ๖
ประวัติวดั พระธาตหุ รภิ ญุ ชยั วรมหาวิหาร
ประวัตวิ ดั พระธาตุหริภุญชยั วรมหาวหิ าร เดิมทเี ป็นพระราชวังของพระเจาอาทิตยราช กษัตริยแผูครอง
นครหริภุญชัย องคแท่ี ๓๓ ตอจากพระนางจามเทวี ปฐมกษัตรียแนครหริภุญชัย บริเวณกําแพงพระราชวังของ
พระเจาอาทิตยราชไดแบงออเป็น ๒ ช้ัน คือชั้นนอกและช้ันใน ในกาลตอมาภายหลัง พระเจาอาทิตยราชได
ถวายพระราชวังของพระองคแใหเป็นสังฆารามไวกับทางพระพุทธศาสนา เมื่อถวายเป็นสังฆารามแลว ไดร้ือ
กําแพงชนั้ นอกออก แลว ปั้นสงิ หคแ ูหนงึ่ ไวที่ซมุ ประตูดา นทศิ ตะวันออกเปน็ สงิ หขแ นาดใหญประดับเครื่องทรง ยืน
อาปาก ประดิษฐานไวบนแทน ตามคติโบราณทางเหนือ ซ่งึ นิยมสรา งสงิ หแเฝูาวัด
วัดพระธาตุหริภุญชัยจงึ มกี ําแพง ๒ ชัน้ ตามรูปลกั ษณะของพระราชวังเดิมของพระเจาอาทิตยราช คือ
รอบบริเวณวัดช้ันนอกช้ันหนึ่ง และกอกําแพงเป็นศาลาบาตรรอบองคแพระธาตุหริภุชัยเป็นกําแพงชั้นในอีก
ชัน้ หนึ่งแพงวัด
บริเวณกาแพงวัดชนั้ ใน(เขตพทุ ธาวาส) ประกอบดวย
พระบรมธาตุหริภุญชัย เป็นพระเจดียแท่ีประดิษฐานพระบรมสาริกธาตุขององคแสมเด็จพระสัมมา
สัมพุทธเจา ซึ่งเป็นสวนพระอัฏฐิเบ้ืองธารพระโมลี พระอัฎฐิเบ้ืองพระทรวงพระอัฎฐิพระองคุลี และพระธาตุ
องคแอื่นๆ อีกเต็มบาตรหนึ่ง จัดเป็นหนึ่งในจอมเจดียแ ๘ แหงของประเทศไทย ซ่ึงสมเด็จพระเจาบรมวงศแเธอ
กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพทรงจัดไวว าเป็นปชู นยี สถานที่สําคญั ที่สุดของไทย ในแงท่ีเป็นพระเจดียแที่สรางกอน
พระเจดยี อแ งคแอ่นื ในแควน ลานนาไทย
ลกั ษณะทางศิลปกรรม
พระบรมธาตุหริภุญชัย เป็นพระเจดียแทรงกลมที่มีลักษณะผสมของศิลปะหลายสมัย เพราะไดรับการ
บรู ณปฎสิ ังขรณตแ อ เติมมาหลายคร้งั แตอ าจกลา วรวมวาเปน็ พระเจดยี แแ บบพืน้ เมือง หรือแบบลานนา
พระธาตุหรภิ ญุ ชัย หุมดวยทองจังโก (จงั โกเ หรือ จังโกฏ)ิ ตัง้ แตฐานขึน้ ไปตลอดองคแเจดียแ ความสูงจาก
ฐานถงึ ยอด รวม ๒๕ วา ๒ ศอก
ฐาน เป็นพระเจดียแแบบลานนา มีลักษณะเป็นฐานสูงลดหลั่นสอบขึ้นไป สวนฐานขององคแพระธาตุ
อาจแบง ไดเ ป็น ๓ ชวง ดงั น้ี
ฐานชว งที่ ๑ ฐานช้นั ลา งสุด เปน็ ฐานปัทมแทรงสี่เหลีย่ ม ตง้ั อยบู นฐานเชียงเชียง ๔ ชน้ั กวา งยาวดานละ
๑๖ วา ๒ ศอก ๑ คบื แตล ะดา นของฐานชวงนี้ยอเก็จท่ีริมขางละ ๓ แนว รวมทั้งสวนท่ีดานจรดกันทํามุมฉาก
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหริภุญชัยบ้านฉนั หนา้ ๗
อกี ๑ แนว รวมแลวมุมหนึ่งจะยอ เก็จทีร่ มิ ขางละ ๓ แนว รวมทั้งสวนท่ีจรดกันทํามุมฉากอีก ๑ แนว รวมแลว
มุมหนง่ึ จะยอเกจ็ ๗ แนว สวนยอดของแตละแนวประดบั กระดึงทอง รวมเป็นกระดงึ ทองท้งั สิ้น ๒๘ ใบ
ฐานชว งที่ ๒ ถัดจากฐานชวงแรกข้ึนไปเป็นฐานหนา กระดานทรงกลมเรียบ ๓ ชน้ั
ฐานชว งที่ ๓ ถัดจากฐานทรงกลมเรียบเปน็ ฐานบัวบัวลูกแกวทรงกลมหรือที่แรกวามาลัยลูกแกว ซอน
กนั ๓ ชนั้ แตละชัน้ มีสว นประกอบของฐานบัวควา่ํ บัวหงาย คือหนา กระดาน ลวดบวั บัวคว่าํ บวั หงาย และทอง
ไม เป็นจาํ นวนเทาเทียมกนั แตม ีขนาดเลก็ ลดหลน่ั ตามรูปทรงของเจดียแที่สอบขึ้นไปจนถึงฐานองคแระฆัง ที่หนา
กระดานแตละช้นั ประดบั กระดึงใบเล็กเรยี งรายโดยรอบ มาลัยลูกแกว ๓ ชั้นนี้ นอกจากทําหนาท่ีเป็นฐานรอง
แลว อาจตีความในอกี แงวาเป็นลวดบัวทป่ี ระดับองครแ ะฆังหรือชุดฐานรองรับทรงระฆงั อกี ดวย
องครแ ะฆัง องครแ ะฆงั ซง่ึ เป็นครรภธาตุของเจดยี แ เป็นทรงกลม สวนบนขององคแระฆังประดับลายประจํา
ยามเป็นระยะโดยรอบ ลายประจํายามที่องครแ ะฆงั น้มี ลี ักษณะเหมือนดอกบวั บาน
สวนยอด สวนยอดของพระธาตุหริภุญชัยประกอบดวย บัลลังกแเหล่ียมยอมุม โดยนําลักษณะของฐาน
บัวลกู แกว มาใช
บัวถลารับปลองไฉน : เหนือระดับบัลลังกแก้ันฉัตรทองฉลุลาย ๑ ช้ัน ฉัตรน้ีหอยดวยกระดึงเป็นตุงติ้ง
โดยรอบ ตามดว ยฐานบัวคว่าํ
ปลองไฉน : ถัดจากชั้นฉัตรและฐานควํ่า เป็นปลองไฉน ซึ่งประกอบดวยชั้นลูกแกวหรือบัวลูกแกวถึง
๓๒ วง
ปลี : ปลยี อดพระเจดยี เแ ปน็ ลําเพรียวแหลมขน้ึ ไป
ฉัตร : มีฉัตรทองฉลุลาย ๙ ชั้น ทรวดทรงเรียวงาม ก้ันเหมือนปลียอดฉัตรน้ี ทําดวยทองคําบริสุทธ์ิ
หนกั ๔๓๓ บาท ๑ สลึง
ลูกแกว : เหนือฉัตร ๙ ช้นั ประดับเปน็ ลกู แกว เป็นจุดยอดสูงสุดขององคแพระธาตุ
รวั้ ล้อมพระธาตุหริภญุ ชัย
รอบองคพแ ระธาตุหริภุญชัยลอมรั้ว ๒ ช้ัน เรียก สัตติบัญชร เพราะซี่กรงรั้วหลอเป็นรูปหอก รั้วชั้นใน
เป็นรวั้ ทองเหลือง ชนั้ นอกเป็นรัว้ เหลก็ ฐานหินขัด สงวน โชติสขุ รตั นแ ไดพรรณนาไวว า
ร้ัวทองเหลืองชั้นในสูง ๕ ศอกคืบ กวางเลมละ ๒ น้ิว, ดานหนาทิศตะวันออกกวาง ๑๔ วา ๑ ศอก,
ดา นเหนือกวา ง ๑๔ วา ๑ ศอก รั้วทองเหลือง ๑๔ วา เสา ๙ เลม, ดานใตกวาง ๑๔ วา ๒ ศอก ร้ังทองเหลือง
๑๔๙ เลม, ประทีปโคมเหลืองดานละ ๑๙ ใบ ทั้ง ๔ ดาน, ร้ัวเหล็กช้ันนอกดานตะวันตกดานตะวันออกกวาง
๒๐ วา ๑ ศอก ดา นเหนอื ดา นใต ๒๐ วาถวน รวมเป็นรว้ั เหลก็ ๗๐๘ เลม
กง่ึ กลางรว้ั เหล็กดา นนอกแตล ะดา นกอฐานสงู ถงึ ครง่ึ รว้ั ตงั้ ซมุ ศาลาทรงไทยขนาดเลก็ หลังคาลด ๒ ช้ัน
ชอ ฟูาใบระกาหางหงสปแ ระดิษฐแเปน็ รปู พญานาค ลวดลายสลกั ลงรักปดิ ทองเรียก หอยอ ภายในประดษิ ฐาน
พระพทุ ธรูปนงั่ ผนิ พระพกั ตรอแ อก กง่ึ กลางรว้ั ช้ันในดานทศิ เหนอื และทิศใตป ระดษิ ฐานรูปจําลองสําเภาทองบน
หัวเสาท่มี ุมทั้งสี่ของร้ัวชนั้ นอกกอ อิฐถอื ปูนเปน็ ซมุ จัตุรมุข ยอดปักฉตั รทองขนาดเล็ก ภายในตงั้ รปู กุมภัณฑเแ ป็น
ผคู ุม ครองดแู ลสถานที่ตามคตโิ บราณและทห่ี ัวเสามุมรว้ั ชัน้ ในประดิษฐานรปู จําลองวดั เลก็ นอย กอต้ังโคมไฟปรุ
และต้ังราวเทยี นระยะโดยรอบทท่ี ้ังสต่ี รงกบั ซมุ กมุ ภณั ฑแ ตัง้ ฉัตรทองขนาดใหญ ลวดลายทาสแี ดงสลบั แดงสลับ
เหลอื ง ต้งั แตฐ าน ตลอดดามฉตั รจนถงึ ยอดระบายฉัตรเปน็ แผนทองช้ันเดยี ว ฉลุลายหองตงุ ตงิ้
ภายในบรเิ วณกาํ แพงวดั ชัน้ ใน นอกจากองคแพระธาตุหรภิ ุญชยั ซ่ึงประดิษฐานเป็นประธานอยูก่ึงกลาง
แลว ยังมีวหิ ารประจาํ ทั้ง ๔ ทิศ คือ
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหรภิ ญุ ชัยบา้ นฉัน หนา้ ๘
๑. พระวิหารหลวง
ตง้ั อยทู างทิศตะวนั ออกขององคพแ ระธาตุ สรางขึน้ ในสมยั พระเมืองแกว กษตั รยิ ผแ คู รองนครเชยี งใหม ใน
ปี พ.ศ. 2057 เปน็ แบบพนื้ เมอื งทรงลานนาสวยงามมาก ตอมาวหิ ารไดถกู ลมพายุใหญพ ดั ปรักหกั พงั อยา ง
ยับเยนิ ในปี พ.ศ. 2458 ทา นเจา อาวาสพรอ มดว ยศรทั ธาประชาชนชาวเมอื งลําพนู ไดชว ยกนั บูรณะขน้ึ มา
ใหม ภายในวิหารหลวงเปน็ ทป่ี ระดษิ ฐานของพระแกวขาว พระเสตังคมณีศรีเมืองหรภิ ญุ ชยั ประทับน่งั อยเู หนือ
บษุ บกทแ่ี กะสลักลงรักปิดทอง อยางสวยงาม
๒. วิหารพระละโว้
ตั้งอยทู างทศิ เหนือขององคแพระธาตุหรภิ ุญชัย ตัววิหารสรางใหมแทนหลังเกา ภายในประดิษฐาน
พระพุทธรูปยืนขนาดใหญ เรยี กวา พระละโว
๓. วิหารพระพุทธ
ตงั้ อยูทางทิศใตขององคแพระธาตุหรภิ ุญชัยเปน็ วหิ ารทสี่ รางใหมแทนหลงั เกา เชน กัน ภายในประดษิ ฐาน
พระพุทธรปู ประทบั นงั่ ปางมารวชิ ัย เป็นพระพุทธรปู ขนาดใหญกออิฐถอื ปูน ลงรกั ปดิ ทองเรียกวา พระพทุ ธ
๔. วิหารพระทนั ใจ
ตั้งอยูท างทิศตะวันตกขององคพแ ระธาตุหรภิ ุญชยั ภายในประดิษฐานพระทนั ใจ ซงึ่ เปน็ พระพุทธรูปยนื
ซง่ึ ถอื วา เปน็ พระพทุ ธรูปศกั ด์สิ ิทธท์ิ ี่สามารถบนั ดาลใหผทู กี่ ราบไหวสมหวังไดด งั ใจ
นอกจากวหิ ารประจาํ ท้งั ส่ีทิศแลว ภายในกาํ แพงช้ันในยงั มวี หิ ารขนาดเล็กอกี ๔ หลงั คือ
๑. วหิ ารพระบาทส่รี อย
ตง้ั อยูหลังวิหารพระพทุ ธ เป็นวหิ ารท่ีสรางใหม และจําลองพระพทุ ธบาทสี่รอย จากอาํ เภอแมร ิม
มาสรา งไว
๒. วหิ ารพระกลักเกลือหรอื ตนแดง
อยูด า นเหนือของวิหารพระทนั ใจ ภายในประดษิ ฐานพระพทุ ธรปู ปางมารวิชยั เป็นพระพทุ ธรูปขนาด
ใหญ กออฐิ ถอื ปนู ทาสีแดง
๓. วิหารพระพันตน
ตั้งอยูดานหลงั วหิ ารพระละโวเ ปน็ วิหารเลก็ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปจาํ นวนมาก
๔. วิหารพระไสยาสน์
ตั้งอยดู า นเหนอื ของวหิ ารพระละโว เปน็ วหิ ารเล็กๆ ภายในประดิษฐานพระไสยาสนแ กออฐิ ถอื ปนู ลงรกั
ปดิ ทองนอกจากวิหารตางๆที่กลา วมาแลว ภายในบรเิ วณนี้ยังเปน็ ทตี่ ัง้ ของปูชนียสถานและโบราณวัตถุล้ําคา คือ
1. พระสวุ รรณเจดยี ์
ต้งั อยทู างทิศเหนอื ขององคแพระธาตุหริภุญชยั เป็นเจดยี ฐแ านสี่เหลยี่ ม องคเแ จดียแทรงส่ีเหลยี่ มซอน ๆ กนั
ข้ึนไป ๕ ช้นั แตละชน้ั เจาะซุม ดานละ ๓ ซมุ รวมชัน้ ละ ๑๒ ซุม ภายในประดิษฐานพระพทุ ธรูปยืนเหลืออยูบา ง
บางซมุ ยอดพระเจดยี แหมุ ทองเหลอื ง ภายในฐานชน้ั ลา งเปน็ กรบุ รรจพุ ระเปมิ ซ่ึงเปน็ พระพมิ พแแบบหนง่ึ ของ
หริภญุ ชัย
2. หอพระไตรปิฎก
อยูทางทศิ ตะวันออกเฉียงใตข องพระธาตุหริภุญชยั เป็นท่ีเก็บรักษาหนังสอื ใบลานจารกึ ดว ยอักษร
พืน้ เมือง กลา วถึงนิทานธรรมและประวตั ิของบา นเมือง
3. เขาสิเนรุ หรอื เขาพระสเุ มรุ
เป็นรูปจําลองขนาดเล็ก ประดิษฐานอยูหนาหอพระไตรปิฎก ชาวเมืองลําพูนนิยมบูชาวาเป็นเขาที่
เกี่ยวกับพทุ ธประวัติ
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหรภิ ุญชัยบา้ นฉนั หน้า ๙
4. พพิ ธิ ภณั ฑ์
วัดพระธาตุหริภญุ ชยั เปน็ สถานท่ีเก็บโบราณวัตถตุ า ง ๆ ของวัด ตัวอยางเชนพระพุทธรูปในสมัยตาง ๆ
ศลิ าจารึก เปน็ ตน
บริเวณกาแพงวดั ชนั้ นอก (เขตสังฆาวาส)
นอกกําแพง ช้ันในมีคณะสงฆแประจําทั้ง ๔ มุม เป็นคณะสงฆแประจําบํารุงพระอารามท่ีเป็นท่ี
ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ดังเชนพระธาตุเมืองนคร จังหวัดนครศรีธรรมราช มีคณะกาเดิม (ลังกาเดิม)
กาชาติ (ลงั กาชาติ) การแกว (ลังกาแกว) และการาม ประจําอยู ๔ นอกเมืองท้ัง ๔ ดานรอบวัดพระธาตุเมือง
นคร คณะสงฆปแ ระจาํ วัดพระธาตุหรภิ ญุ ชยั นีม้ ดี งั ตอไปนี้
๑. คณะเชียงยัน อยูทางมุมทิศอีสาน เดิมเรียกวัดเชียงยัน มีพระเจดียแเชียงยันเป็นหลักประจําคณะ
พระเจดยี แเชียงยนั เปน็ พระเจดียทแ รงปราสาท จัดเป็นพระเจดยี แแ บบหริภญุ ชยั อกี แบบหน่ึง ซึ่งไดรับความนิยมใน
ลา นนาในสมัยตอมา รวมท้ังปรากฏทีเ่ มอื งสโุ ขทัย ศรีสัชนาลัยดวย
๒. คณะหลวง อยูประจําทิศอาคเนยแ เดิมเรียกวัดหลวง มีวิหารพระนอนเป็นหลักประจําคณะ เป็น
วิหารขนาดธรรมดา ภายในประดิษฐานพระพุทธไสยาสนแ กออิฐถือปูนส่ิงท่ีนาชมของวิหารน้ีคือนาคทันตแ
ดานหนานําไมมาแกะสลักเป็นรูปลิงในทาตาง ๆ แขกเชิงชายวิหารไว นับเป็นงานศิลปะท่ีงามวิจิตรชิ้นหน่ึ ง
นอกจากน้ี คณะหลวงยังมีกุฏิท่ีพลตรีเจาจักรคําขจรศักด์ิ เจาผูครองนครลําพูนองคแสุดทาย(พ.ศ. ๒๔๕๔ -
๒๔๘๖) สรา งถวายเป็นอาคารตกึ ชั้นเดียว
๓. คณะสะดือเมอื ง ประจํามุมทศิ หรดี เดมิ เรยี กวัดสะดอื เมือง ถือวาสถานท่ีนี้เป็นใจกลางเมืองลําพูน
มีวหิ ารสะดอื เมอื งเป็นหลักประจาํ ภายในวิหารประดิษฐานพระพทุ ธรปู ศลิ ปะลานนา ๑๐ องคแ เป็นพระพุทธรูป
โลหะขนาดกลาง
๔. คณะอฏั ฐารส อยมู มุ ทศิ พายพั เดมิ เรยี กวดั อัฏฐารส มีวหิ ารพระอฏั ฐารสเป็นหลัก วิหารกอเป็นทรง
มณฑป ภายในประดิษฐานพระพทุ ธรปู ปางมารวิชัย สูง ๑๘ ศอก กออิฐถือปูน หนาวิหารเป็นท่ีตั้งโบสถแภิกขุนี
มาแตโ บราณ หนา โบสถภแ กิ ขุนมี วี หิ ารพระกัจจายนแ
โรงเรียนเมธวี ฒุ ิกรตงั้ อยูในบรเิ วณคณะเชียงยัน เปน็ โรงเรียนราษฎรแการกุศลของวัด เปิดทําการเรียน
การสอนเด็กนักเรยี นชายและพระภิกษสุ ามเณรในระดบั มัธยมศึกษา จดั ต้งั ข้ึนโดยพระเดชพระคุณหลวงพอพระ
สเุ มธมงั คลาจารยแ อดีตเจาอาวาสวดั พระธาตุหริภญุ ชยั วรมาหาวหิ าร เมอ่ื ปีพุทธศกั ราช ๒๔๘๙
โรงเรียนหอปริยัติศึกษา ตั้งอยูในบริเวณคณะสะดือเมือง เป็นโรงเรียนปริยัติธรรมสายสามัญ สังกัด
กรมการศาสนา เปดิ ทาํ การเรียนการสอนพระภิกษุสามเณรในระดับมัธยมศึกษา จัดต้ังขึ้นโดยพระเดชพระคุณ
หลวงพอ พระสุเมธมงั คลาจารยแ (อมร อมรปญโญป.ธ.๗) อดีตเจา อาวาสวดั พระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร เม่ือ
ปีพุทธศกั ราช ๒๕๑๔
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณร์ าชวทิ ยาลยั วิทยาลยั สงฆลแ าํ พนู เดิมทตี ง้ั อยูใ นบรเิ วณคณะสะดือเมือง
ปจั จบุ นั ยายไปตง้ั อยู ณ ตําบลตนธง อาํ เภอเมืองลาํ พนู มีบริเวณพ้นื ที่ประมารณ ๓๐ ไร โดยไดถ วายทีด่ ินจาก
คุณเจาดารารัตนแ ณ ลําพนู เปิดทาํ การเรยี นการสอนพระภิกษุสามเณรและฆราวาสทั่วไปในระดบั อดุ มศกึ ษา
สานกั ปฏบิ ตั ิธรรมสวนพุทธธรรม สาขาวดั พระธาตุหรภิ ุญชัย ต้ังอยู ณ ตาํ บลหนองหนาม อาํ เภอเมือง
ลําพูน มีบริเวณพื้นทป่ี ระมาณ ๑๒ ไรโดยไดร ับบรจิ าคท่ีดนิ จากนายอรรถวุฒ สยั เจรญิ พรอมดว ยบิดามารดา
และญาตพิ ่นี อ ง พรอมดว ยญาติธรรมทงั้ หลายเปดิ เป็นสาํ นกั ปฏบิ ัตธิ รรมของพระภกิ ษสุ งฆสแ ามเณรและอบุ าสก
อบุ าสิกาศรทั ธาสาธชุ นท่วั ไปจัดตงั้ ขึ้นโดยพระเดชพระคุณหลวงพอ พระเทพมหาเจตยิ าจารยแ (ไพบลู ยแ ภูริวปิ โุ ล)
เจาอาวาสวดั พระธาตุหรภิ ุญชัยวรมหาวิหาร องคแปัจจุบนั เมอื่ ปพี ุทธศกั ราช ๒๕๔
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหรภิ ญุ ชัยบา้ นฉนั หนา้ ๑๐
กิจกรรมท้าย เรอื่ งท่ี 1 ประวตั ิความเปน็ มาของนครหรภิ ญุ ชัย
คาชี้แจง ใหนักศึกษาเตมิ ขอ ในชอ งวา.................ใหมีความท่ีสัมพันธแกบั ขอความทกี่ ําหนดไวในแตล ะขอ
1. ผูกอต้งั นครหรภิ ุญชยั คือ .......................................
2. แควน หรภิ ุญชัยในอดตี อยูในแควน อะไร ...........................................
3. ฐานท่ตี ัง้ ของเจา เมอื งยองในอดตี อยูบริเวณ ……………………………………….
4. เจา เมอื งลําพูนองคแสุดทา ย คือ.................................................
5. อาณาจกั รหริภญุ ชยั ปัจจุบันชอ่ื วา ....................................................
6. นครลาํ พนู มกี ารปฎิรปู การปกครองอยา งจริงจงั ในสมัย....................................
7. ชมุ ชน/หมูบาน ที่มาจากการขยายตวั ของคนยอง คอื …………………………………..
8. ทีต่ ้ังวัดพระธาตุหรภิ ุญชัยเดิมเคยเป็น ....................................................
9. พระบรมธาตหุ รภิ ญุ ชัยต้งั อยูในบรเิ วณกาํ แพงวดั ชน้ั ............................................
10. ทองที่หอหุม พระบรมธาตหุ รภิ ญุ ชัย เรียกวา............................................................
11. ตน ไมป ระจาํ จงั หวัดลําพูน คอื .......................................................................
********************
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภญุ ชยั บา้ นฉัน หน้า ๑๑
เรื่องที่ 2
ภูมศิ าสตร์กายภาพ
ลักษณะทวั่ ไปของจงั หวัดลาพูน
1.1 ลักษณะทางภมู ศิ าสตร์
ทีต่ งั้
จงั หวดั ลาํ พูน ตงั้ อยูทางภาคเหนอื ตอนบนของประเทศไทย อยูหางจากกรุงเทพมหานคร ตามทางหลวง
แผนดินหมายเลข 11 (สายเอเชีย) เป็นระยะทาง 689 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผนดินสายพหลโยธิน
เป็นระยะทาง 724 กโิ ลเมตร และตามทางรถไฟ 729 กโิ ลเมตร ต้ังอยรู ะหวา งเสน รงุ ที่ 18 องศาเหนอื และเสนแวง
ท่ี 99 องศาตะวันออก อยูในกลุมจังหวัดภาคเหนือตอนบนท่ีเป็นพื้นท่ีที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนยแกลาง
ความเจริญของภาคเหนือและอนุภมู ภิ าคลมุ น้ําโขงหรือพืน้ ที่สีเ่ หลยี่ มเศรษฐกิจ
ขนาด
จังหวัดลําพูน เป็นจังหวัดที่มีขนาดเล็กท่ีสุดของภาคเหนือ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 4,505.882
ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2,816,176.25 ไร หรือคิดเป็นรอยละ 4.85 ของพื้นท่ีภาคเหนือตอนบน
บรเิ วณท่กี วางทสี่ ดุ ประมาณ 43 กิโลเมตรและยาวจากเหนือจดใต 136 กโิ ลเมตร
อาณาเขต ติดตอกับ อําเภอสารภี อําเภอสันกําแพง จงั หวัดเชียงใหม
ทศิ เหนอื ติดตอกับ อําเภอเถนิ จงั หวัดลําปาง และ อาํ เภอสามเงา จงั หวัดตาก
ทศิ ใต ติดตอกับ อาํ เภอหา งฉัตร อําเภอสบปราบ อาํ เภอเสริมงาม จงั หวดั ลําปาง
ติดตอกับ อําเภอฮอด อําเภอจอมทอง อาํ เภอหางดง อาํ เภอสันปาุ ตอง
ทศิ ตะวันออก
ทศิ ตะวันตก จังหวดั เชียงใหม
1.2 สภาพพืน้ ท่แี ละลักษณะภมู ปิ ระเทศ
ลกั ษณะภูมปิ ระเทศ ลกั ษณะภูมปิ ระเทศของจังหวดั ลําพนู มพี ้นื ทส่ี วนใหญเป็นปุาเขาสูงซับซอน และ
มที ่ีราบอยตู ามระหวางเขา และสองฝากฝ่งั ลําน้ําท่ีไหลผานพื้นท่ี ซ่ึงพอจะแบงลักษณะพ้ืนที่ไดเป็น 3 ลักษณะ
ดังนี้
1) พื้นท่ีราบเรียบและคอนขางราบเรียบ (Flat to nearly flat land) มีพ้ืนท่ีประมาณ 9 เปอรแเซ็นตแ
ของพ้ืนท่ีทั้งหมด มีลักษณะพื้นที่ราบเรียบหรือคอนขางราบเรียบ มีความลาดเอียงสวนใหญอยูระหวาง 0-2
เปอรแเซ็นตแ พบเป็นบริเวณกวา งทางตอนเหนอื ของจงั หวดั ลาํ พนู ทางฝัง่ ซา ยของแมนํ้าปงิ และบริเวณสองฝากฝ่ัง
แมน้ํากวง ต้ังแตทางตอนใตของบานสบทา เป็นแนวยาวขึ้นไปทางเหนือติดตอกับพื้นท่ีราบของหุบจังหวัด
เชียงใหม มีความสูงจากระดบั นํา้ ทะเลประมาณ 300 เมตร
2) พื้นท่ีลูกคลื่นลอนลาดและและลูกคลื่นลอนขน (undulating and rolling terrain) มีพื้นที่
ประมาณ 32 เปอรแเซ็นตแ ของพ้ืนทีท้ังหมด มีความสูงจากระดับนํ้าทะเล 350-600 เมตร มีสภาพพ้ืนท่ีเป็น
ลอนคลืน่ สงู ๆ ต่ําๆ มีความลาดเอียงสวนใหญอยูในระหวาง 2-16 เปอรแเซ็นตแ มีลักษณะเป็นลานตะพักลําน้ํา
เกาอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีหรือทางภูมิอากาศ ทําใหทางนํ้าไหลกัดเซาะลึกลงไปในแนวด่ิง ทิ้ง
บริเวณทเ่ี ป็นดนิ ตะกอนเหลานี้ใหอ ยูสูงกวา บริเวณท่รี าบดินตะกอนใหม
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหรภิ ุญชัยบ้านฉัน หนา้ ๑๒
3) บริเวณเนินเขาและภูเขาสูงสลับซับซอน (Hills and Mountains) เป็นลักษณะภูมิประเทศซ่ึงประกอบ
เป็นพ้นื ทีส่ วนใหญข องจงั หวดั ลําพูน มพี นื้ ที่ประมาณ 59 เปอรเแ ซ็นตแของพ้ืนทีทงั้ หมด สภาพพื้นที่โดยทว่ั ไปเป็น
เนนิ เขาและภูเขาสงู สลับซบั ซอ นตอ เนอื่ งกับไปจากทศิ ตะวนั ออกซ่ึงตดิ ตอกับเขตลําปาง เป็นแนวลงมาจนถึงทิศ
ใตของอําเภอล้ีติดตอกับจังหวัดตาก แลวเลาะแมนํ้าปิงขึ้นไปทิศเหนือจนจรดเขตจังหวัดเชียงใหม ทางทิศ
ตะวนั ตก สวนใหญของพืน้ ทม่ี คี วามลาดเอยี งมากวา 16 เปอรแเซ็นตแข้ึนไป มีความสูงจากระดับนํ้าทะเล 600-
1,000 เมตร
การใชป ระโยชนแท่ีดนิ จงั หวดั ลําพูนถึงแมจะเป็นจังหวัดเล็กแตนับวาเป็นแหลงผลิตผลทางการเกษตรที่
สําคัญจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือของประเทศไทย แตกอนน้ันการประกอบอาชีพในทางเกษตรกรรมเป็นไปเพ่ือ
การบริโภคในครัวเรือนเป็นสวนใหญ ภายหลังท่ีไดมีการพัฒนาการเกษตรกวางขวางเชนในปัจจุบัน การใช
ประโยชนแทด่ี นิ จึงไดเ ปล่ียนแปลงเพอื่ การคา มากขน้ึ
1.3 ลกั ษณะภูมิอากาศ
จังหวัดลําพูนต้ังอยูในภาคเหนือซ่ึงตามตําแหนงท่ีต้ังอยูในเขตรอนที่คอนไปทางเขตอากาศอบอุนในฤดู
หนาวจงึ มอี ากาศเยน็ คอ นขางหนาวแตเนือ่ งจากอยูลกึ เขา ไปในแผนดนิ หางไกลจากทะเลจึงมีฤดแู ลงที่ยาวนานและ
อากาศจะรอนถึงรอนจัดในฤดรู อนจงั หวดั ลาํ พูนมสี ภาพภูมิอากาศแตกตางกันอยางเดน ชดั 3 ชวงฤดูคือ
ฤดูหนาวชวงกลางเดอื นตุลาคม - กลางเดือนกมุ ภาพนั ธแ
ฤดูรอนชวงกลางเดอื นกมุ ภาพันธแ – กลางเดอื นพฤษภาคม
ฤดฝู นชว งกลางเดอื นพฤษภาคม - กลางเดือนตลุ าคม
1.4 การแบง่ เขตการปกครอง
จงั หวดั ลําพนู แบง เขตการปกครองออกเป็น 8 อําเภอ 51 ตาํ บล 575 หมูบาน 1 องคกแ ารบรหิ ารสว น
จงั หวดั 1 เทศบาลเมือง 38 เทศบาลตาํ บล 18 องคกแ ารบรหิ ารสว นตาํ บล
๑.๕ พื้นท่ปี า่ ไม้
จังหวดั ลําพูนมพี นื้ ที่ปุาไม จํานวน 2,725.49 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,703,429 ไรคิดเป็น รอยละ
60.49 ของพนื้ ท่ที งั้ หมด ปาุ ไมท ี่พบในบริเวณจังหวัดประกอบดว ยปุาไม 3 ประเภทคือ
1) ปาุ เตง็ รงั ปาุ แพะ ปุาแดง พบในทีแ่ หงแลง ดนิ ขาดความอุดมสมบรู ณมแ กี รวดปน
2) ปุาเบญจพรรณ หรอื ปาุ ผสมผลัดใบพบบริเวณที่มีดินคอนขางลึกตามเชิงเขาและพ้ืนที่ราบท่ีมีความ
ชมุ ชื้นมากโดยเฉพาะรมิ หว ยและหุบเขามักจะมไี มสักข้ึนปะปนทว่ั ไป
3) ปาุ ดบิ แลง พบบริเวณหุบเขา ริมลําหวย เหมือนปุาเบญจพรรณ แตบริเวณที่พบปุาประเภทน้ีจะมี
ดินลกึ กวา ความชุมชื้นมากกวา
เขตรักษาพันธสุ์ ัตว์ป่า จานวน 1 แหง่ คอื
เขตรกั ษาพันธแุสตั วแปุาดอยผาเมือง (ลาํ พูน - ลาํ ปาง)
วนอุทยาน จานวน 1 แหง่ คือ
วนอุทยานดอยเวยี งแกว อยูในทองทอ่ี ําเภอลี้ จงั หวดั ลําพูน
ทรพั ยากรสตั วป์ า่ และความหลากหลายทางชีวภาพ
แหลง สาํ คญั ท่ีมีทรพั ยากรสตั วปแ ุาและความหลากหลายทางชีวภาพจะมี อยู 3 แหลงใหญดวยกัน คือ
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภญุ ชยั บ้านฉัน หนา้ ๑๓
๑. อุทยานแห่งชาตแิ มป่ ิง สตั วปแ ุาทีอ่ าศยั อยูจะแตกตางกันตามลกั ษณะประเภทปาุ ดงั น้ี
ป่าเบญจพรรณ พบขึ้นไปทวั่ ทงั้ ในท่ีราบและตามลาดเขาในระดับความสูงจากน้ําทะเลระหวาง 450-
800 เมตร ชนิดไมที่สําคัญไดแก สัก แดงกระพี้เขาควาย มะกอกเกล้ือน กระพี้จ่ัน ประดู ตะครอ เก็ดแดง
ตนี นก ฯลฯ พืชพน้ื ลา งไดแก เส้ียวปาุ ไผร วก ไผซางนวล ไผห นาม เปูง กวาวเครอื ถัว่ ปอยาบ เป็นตน
ป่าดงดิบ ประกอบดวยปุาดิบแลงและปุาดิบชื้นพันธแุไมท่ีสําคัญไดแก ตะเคียนทอง มะคาโมง กระบก
มะกอก และสมอพิเภก เป็นตน เป็นท่ีอยูอ าศัยและแหลง หลบซอนตัวของหมีควาย กวางปุา วัวแดง ลิงลม ลิงวอก
ชะนีมือขาว กระรอก นกกาฮัง นกแก฿ก นกปรอดโองเมืองเหนือ และนกเขียวคราม ในบริเวณทุงหญา เชน
ทงุ ก๊กิ และทุงนางู ซ่งึ เปน็ ที่ราบบนเนินเขาสูงจากระดับน้ําทะเลประมาณ 550 เมตร ดินเป็นดินปนทรายหรือ
ลูกรัง มีความลึกพอสมควรมีไฟปุาเกิดเป็นประจํา มีไมยืนตนขนาดเล็กขึ้นกระจายอยูหางๆ ไดแก รักขาว รกฟูา
และสมอไทย สว นไมพ นื้ ลางไดแก เปูง หญา คา ถ่ัว และกระเจียว เป็นตน เป็นท่ีอยูอาศัยของสัตวแปุาขนาดเล็ก
ถึงขนาดกลาง เชน กระจอน กระแต อนเล็ก เกงหมูปุา เมนใหญแผงคอส้ัน ชะมด อีเห็น นกปรอดสวน
นกปรอดกนแดง นกกะติ๊ดขี้หมูเหยี่ยวขาว นกคุมอืด นกเขาใหญ นกกระปูดใหญ ก้ิงกาสวน จิ้งเหลนบาน
คางคกบา นเขยี ดหนอง อึ่งอ๊ีดตางๆ เปน็ ตน ตามบรเิ วณยอดเขา หลืบผา ถ้ํา และหนาผาหินปูนเป็นที่อาศัยของ
เลียงผา กวางผา เมน ใหญแผงคอสนั้ อน ใหญ ลิงวอก ชะมด อีเห็นกระรอก คางคาว และเป็นที่สรางรัง วางไข
ของเหยย่ี วชนดิ ตา งๆ และนางแอน ตะโพกแดงในบรเิ วณริมฝ่งั น้ํา พน้ื ท่ีชายนํ้าหรอื ในแหลง นํ้าเป็นถิ่นที่อยูอาศัย
และแหลงอาหารของนากใหญ พังพอนกนิ ปู เสือปลาเหี้ย นกอีลํ้า เป็ดแดง นกกระสานวล นกยางกรอกพันธุแจีน
นกยางเขยี ว นกกวัก เตา หวายตะพาบนา้ํ งูลายสอ เขียดหนอง เขยี ดหลังเขียว ปลารากกลวย ปลากาง ปลาดุก
ปลาไหล เปน็ ตน
2. อุทยานแหง่ ชาติดอยขนุ ตาล สตั วปแ ุาท่ีอาศัยอยูใ นบริเวณน้ีประกอบดว ย เกง หมูปุา ชะมดแผงหาง
ปลอง อนเล็กกระแตเหนือ กระรอกทองแดง กระเล็นขนปลายหูส้ัน กระจอน คางคาวขอบหูขาวกลางหนู
ทองขาว ไกป ุา นกยางกรอกพันธจแุ นี นกยางไฟหวั น้ําตาล นกคุมอกลาย นกปากซอมหางพัด นกชายเลนนํ้าจืด
นกเดาดนิ นกเขาไฟ นกอวี าบต๊ักแตนนกบัง้ รอกใหญนกกระปูดใหญ นกเคากู นกแอนตาล นกกะเต็นนอย นก
จาบคาเล็ก นกตะขาบทุง นกตีทองนกเดาลมเหลือง นกเขนนอยปีกแถบขาว นกขม้ินนอยสวน นกเขียวกานตอง
ปีกสีฟาู นกปรอดเหลอื งหัวจุก นกไตไมหนาผากกํามะหยี่ นกกินปลีอกเหลือง จ้ิงจกหางแบนกิ้งกาบินปีกสีสม
จ้ิงเหลนหลากหลาย ตะกวด งูลายสอสวน งเู ขยี วหางไหมทอ งเขียวคางคกบาน กบหนอง และอง่ึ ขา งดาํ
3. เขตรักษาพนั ธส์ุ ัตว์ปา่ ดอยผาเมอื ง ทรัพยากรสัตวแปาุ ภายในพื้นท่ีของเขตรักษาพนั ธแุสัตวแปุาดอยผา
เมอื งมีสตั วแปุาอาศัยอยหู ลายชนิด เชน หมี เสอื เกง ไกปุา เหยีย่ ว นกเอย้ี งสาลิกา นกเขาลาย กิ้งกาบิน กระรอก
บินเล็ก ลน่ิ แลน บาง หมูปุา ตุน งูกะปะ งูเหลอื ม งเู หา ฯลฯ
การประกอบอาชีพตามภมู ิศาสตรก์ ายภาพชมุ ชน
การเกษตรกรรม
พืชเศรษฐกิจ
พชื เศรษฐกจิ ท่สี าํ คญั ของจังหวัดลาํ พูน ทีท่ าํ รายไดห ลักใหเกษตรกร คือ ลําไย หอมแดง และกระเทียม
รองลงไปไดแก พืชผกั ขาวโพดเลยี้ งสตั วแ สาํ หรับขา วน้นั สว นใหญป ลกู เพอื่ การบรโิ ภคในจังหวัด ซึ่งยังตองมีการ
นํามาจากตา งจงั หวดั เพิ่มขึน้ ดวยเนอ่ื งจากมีประชากรแฝงทเ่ี ขา มาทาํ งานในเขตนคิ มอุตสาหกรรม
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภุญชยั บา้ นฉนั หน้า ๑๔
ลาไย
ลําไยมีเน้ือท่ีปลูกทุกอําเภอ ในปี 2557 มีเนื้อท่ีปลูกประมาณ 271,416 ไร ผลผลิตประมาณ
236,185 ตนั แหลงผลิตที่สําคัญที่ใหผลผลิตมากในปีนี้ไดแก อําเภอล้ี อําเภอปุาซาง อําเภอเมืองลําพูน และ
อาํ เภอบา นโฮง
กระเทยี ม
ภาวะการผลิตกระเทียมในฤดูกาลผลิตปี 2557 มีเนื้อท่ีเก็บเก่ียวรวม 3,316 ไร ผลผลิตแหงมัดจุก
รวม 2,729 ตัน เกษตรกรเพาะปลกู ชว งเดอื นพฤศจิกายน – ธนั วาคม 2556 แหลงผลิตท่ีสําคัญ ไดแก อําเภอ
ลี้และอําเภอบานโฮง
หอมแดง
ภาวะการผลิตหอมแดง ฤดกู าลผลติ ปี 2557 จะมีการเพาะปลูกประมาณ 3 ครั้ง คือ ตนฤดูฝน ปลาย
ฤดูฝน และฤดูแลง ชวงตนฤดูฝนจะมีการเพาะปลูกนอย ฤดูแลงชวงเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคมจะมีการ
เพาะปลกู มาก มีเน้ือทีเ่ กบ็ เกีย่ วแลว รวม 5,983 ไร ผลผลิตแหงมัดจุกรวม 11,598 ตัน (ผลผลิตจากการปลูก
ฤดูแลงชวงเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม 2556 และตนฤดูฝนปี 2557) แหลงผลิตที่สําคัญไดแกอําเภอ
บา นโฮงและอาํ เภอปาุ ซาง
ขา้ วโพดเล้ียงสัตว์
ภาวะการผลิตขาวโพดเล้ียงสัตวแ ฤดูการผลิตปี 2557 มีเนื้อท่ีเก็บเก่ียว ประมาณ 113,465 ไร
ผลผลติ 99,119 ตนั แหลงผลิตที่สาํ คัญไดแก อําเภอล้ี และอาํ เภอทงุ หัวชา ง
พืชผกั รวม
ภาวะการผลิตพืชผักรวมทุกชนิด มีเน้ือที่เก็บเก่ียว 15,561 ไร ผลผลิต 16,567 ตัน พืชผักเป็นพืชท่ีมี
โอกาสทางการตลาด เนื่องจากลําพูนมีโรงงานอุตสาหกรรมรองรับผลผลิต โดยเฉพาะพืชผักนั้น ลําพูนเป็นศูนยแกลางการ
ซอ้ื ขายพชื ผกั ทม่ี พี อ คามารบั ซ้ือไปสงยงั ตางจงั หวัดหลายๆจังหวดั รวมทง้ั กรงุ เทพฯ
ยางพารา
เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหมท่ีมีการสงเสริมตามนโยบายรัฐบาล ขยายพื้นท่ีการปลูกจากภาคใตไปสูภาค
อื่นๆของประเทศไทย ซึ่งทางภาคเหนือไดเริ่มสงเสริมการปลูกยาง เม่ือปี 2547 เป็นตนมา โดยสงเสริมการ
ปลูกยางเพ่ือยกระดับรายไดและความมั่นคงใหกับเกษตรกรในแหลงปลูกยางใหมระยะท่ี ๑ ติดตามดูแลและ
ถายทอดความรใู นการปลกู สรางสวนยางแกเกษตรกรผูเขา รวมโครงการ
การปศุสัตว์
การเล้ียงโคนม
จงั หวดั ลาํ พนู เป็นจงั หวดั ทมี่ กี ารเลยี้ งโคนมหนาแนนเปน็ อันดบั ที่ 2 ของภาคเหนือตอนบน มกี าร
เจริญเติบโตทางดานเศรษฐกิจเพม่ิ ขึ้นเลยี้ งมากทอี่ าํ เภอบา นธิ อาํ เภอแมทาและอาํ เภอบานโฮง ผลิตนา้ํ นมดบิ สง ศูนยแ
รับนํ้านมดิบ 5 สหกรณแ 2 บริษทั เฉลยี่ วันละ 102 ตนั ราคาท่เี กษตรกรขายไดเ ฉล่ยี 16.50 บาทตอ กโิ ลกรัม
คดิ เปน็ มลู คา ไมน อ ยกวา ๑,๖๘๐,๐๐๐ บาท ในขณะทีต่ น ทุนการผลติ อยูท่ี 14.35 บาท นับเปน็ รายไดหลกั ของ
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภุญชยั บ้านฉัน หน้า ๑๕
เกษตรกรในจงั หวัดในสาขาอาชีพการเลี้ยงสตั วแ สรางมลู คาเพมิ่ ใหแ ก GDP ของจงั หวัด มากกวา ๖๐๐ ลานบาท
ตอ ปี ปญั หาของเกษตรกรสวนใหญ คอื ตน ทนุ การผลติ สูง ประสิทธภิ าพการใหนมและการสบื พนั ธุแต่ํา โคนมมี
สุขภาพไมดี อาหารสัตวแมรี าคาสูงขนึ้ เกษตรกรสวนใหญย ังพง่ึ อาหารหยาบจากนอกฟารมแ การเลยี้ งโคนมใน
ขณะน้ีความตองการของตลาดมีมากกวาน้ํานมที่ผลติ ไดแ ตผูเล้ียงจะตอ งเลยี้ งกันเปน็ กลมุ มพี น้ื ทอี่ ยใู กลแหลง รบั
ซอื้ นมดบิ และตอ งมีความอดทน ขยันขนั แข็งสงู
การเล้ียงโคเน้อื
มีเล้ียงมากในอําเภอลี้ อาํ เภอแมท า และอําเภอเมืองลําพูน พันธโแุ คสว นใหญเ ปน็ พนั ธุโแ คพ้นื เมอื งและโค
ลกู ผสมบราหแมัน มีตลาดนัดซื้อขายทห่ี มูที่ 6 ตําบลวังผาง อาํ เภอเวียงหนองลอ ง การเลย้ี งโคเนือ้ มแี นวโนม
ลดลงถงึ แมว าราคาโคจะสงู ข้นึ เนอ่ื งจากพ้นื ทีเ่ ล้ยี งโคลดลง และขาดแคลนโคทดแทนทําใหป ริมาณโคเน้ือลดลง
อยางตอเนอื่ ง นอกจากนย้ี งั มีการเลย้ี งโคพันธุแขาวลําพูน ซง่ึ เปน็ โคที่มีลักษณะพเิ ศษท่ีสมควรอนรุ ักษแไวเ พราะ
ปัจจบุ นั มีจํานวนลดลงไมถึง 200 ตวั สภาพปัญหา ฤดูแลงบางพื้นที่มปี ัญหาขาดแคลนพชื อาหารสัตวแ
การเลีย้ งกระบอื เลีย้ งมากในพ้นื ทอ่ี าํ เภอแมท าและอําเภอล้ี จากสถิติท่ีผา นมามีแนวโนม ลดลง
เน่อื งจากการบรโิ ภคกระบอื (คานิยมในทองถิ่น) สูงกวาอัตราการเกิดของกระบอื
การเลย้ี งสุกร
จังหวัดลําพนู เป็นแหลงผลติ สุกรขนุ สว นใหญจ ะเล้ยี งที่อําเภอแมทา อาํ เภอเมือง อําเภอลี้และอาํ เภอ
บา นธิ เปน็ การเลย้ี งในระบบฟารมแ เปน็ สว นใหญ ในลกั ษณะการเลย้ี งแบบพันธะสัญญา สุกรพื้นเมอื งจะเล้ียงกนั
เฉพาะในพื้นท่ีชมุ ชนชาวไทยภูเขาในเขตอําเภอลี้ อาํ เภอทุงหัวชาง อาํ เภอแมทา และอําเภอบานโฮง ผลผลติ ทั้ง
ลกู สุกรและสุกรขนุ จะเคลื่อนยา ยออกจากจังหวดั เพอื่ การจาํ หนา ยในพ้นื ทีแ่ ละนอกพ้ืนท่ีโดยเฉพาะจงั หวดั ใหญ
ที่อยใู กลเ คียง เชน เชียงใหม เชยี งราย ลําปาง เป็นตน
การเลย้ี งไก่เน้ือและไกไ่ ข่
การเล้ียงไกเนือ้ และไกไ ขเลี้ยงมากในพนื้ ทอี่ ําเภอปาุ ซาง อาํ เภอเมอื งลาํ พนู และอําเภอ บา นโฮง เป็น
การเล้ียงแบบฟารมแ ใหญข องบริษัทเอกชนและเกษตรกรรายยอยในแบบพนั ธะสัญญา เพอ่ื ใชบริโภคในจงั หวัดและ
สง ขายจงั หวัดใกลเคียง
การเลี้ยงไก่พน้ื เมือง
การเล้ียงไกพนั ธพุแ นื้ เมอื งมีการเลี้ยงแบบครวั เรอื นเพอ่ื บรโิ ภคและใชใ นวิถปี ระเพณี พิธีกรรม สําหรบั
ไกพื้นเมือง(ไกชน) สามารถเสรมิ รายไดใหครอบครัว ไดเป็นอยางดี โดยสายพันธลุแ าํ พนู นบั เปน็ ทตี่ องการของผู
นยิ มไกช นท่ัวประเทศแตเกษตรกรยังตองพัฒนาการเลย้ี งเพือ่ ใหมคี วามปลอดภยั ตอการเกิดโรคตางๆ
ดา้ นอาหารสตั ว์
จังหวัดลาํ พนู มีโรงงานผลิตอาหารสัตวแ โดยเฉพาะอาหารสุกรไก จาํ นวน 10 แหง ทีอ่ าํ เภอเมืองลาํ พูน
มวี ัตถดุ บิ อาหารสตั วแที่สําคัญไดแ ก ขาวโพด และกากถ่วั เหลือง สวนการปลกู พชื อาหารสตั วแสําหรับ โค–กระบือ
ยงั มกี ารปลกู กันนอ ยเนื่องจากพนื้ ท่ีมจี าํ กัด แตย งั มีการปลูกหญา แพงโกลา ในพ้นื ทอี่ าํ เภอบา นโฮงจาํ หนายใหแก
ฟารมแ โคเนือ้ ฟารมแ โคนม สวนสตั วแ ฟารแมแพะ ฟารแมมา ในจงั หวดั ลําพูนและเชียงใหม
การอุตสาหกรรม
จังหวดั ลาพูนมจี านวนโรงงานอุตสาหกรรมรวมทั้งสิ้นประมาณ 924 โรงงาน (อาจเปล่ียนแปลง
ตามกาล) เงินลงทนุ รวม 104,604 ลา้ นบาท การจา้ งงานรวม 71,216 คน จาแนกเปน็
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหริภญุ ชยั บ้านฉนั หนา้ ๑๖
1. โรงงานนอกเขตนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จํานวน 847 โรงงาน จํานวนเงินลงทุน 32,177
ลานบาท คนงานรวม 26,554คน (รวมบริษัทที่ตั้งในพื้นที่สวนอุตสาหกรร มในเครือบริษัท
สหพัฒนาอินเตอรแโฮลดิ้งจํากัด จํานวนท้ังส้ิน 16แหง เงินลงทุน7,197ลานบาท คนงาน 6,862 คน)
2. โรงงานที่ตั้งอยูในเขตนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือที่เปิดดําเนินการ 77 โรงงาน เงินลงทุน
72,427 ลานบาท และมแี รงงานประมาณ 44,662 คน
สภาวการณล์ งทุนอุตสาหกรรมของจังหวดั ลาพูน
การลงทุนดานอุตสาหกรรมนอกเขตนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ โดยพิจารณาจากจํานวนโรงงาน
อุตสาหกรรม จาํ นวนเงนิ ลงทุน และจาํ นวนแรงงานมดี ังนี้
สนิ คา้ ทีส่ าคญั ของจังหวดั
สนิ ค้าเกษตร
ลาไย
จังหวัดลําพูน เป็นจังหวัดท่ีมีประชากรสวนใหญรอยละ ๗๐ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดย
“ลําไย”ถือเป็นพืชเศรษฐกิจท่ีสําคัญที่สรางรายไดหลักใหแกเกษตรกรในจังหวัดสูงสุดพน้ื ที่เพาะปลูกกระจาย
อยูทกุ อําเภอของจังหวัด
กระเทียม
จังหวัดลําพูนถือวาเป็นพ้ืนท่ีแหลงผลิตกระเทียมพันธุแดีที่สําคัญท่ีสุดของภาคเหนือ ซ่ึงถือวาเป็นทั้ง
แหลง เพาะปลูก และศนู ยแกลางการสงออกระเทียมทีส่ ําคญั จังหวัดหนงึ่ พื้นท่ีการเพาะปลูกกระเทียม เป็นพื้นท่ี
เดียวกับการเพาะปลูกขาว โดยกระเทียมจะมีการปลูกหลังจากการเก็บเก่ียวขาวนาปี และใชระยะเวลาปลูก
ประมาณ ๔ เดอื น จงึ จะเร่มิ มีการเกบ็ เกี่ยวและนาํ ออกสตู ลาด
หอมแดง
จังหวัดลําพูน ถอื วาเป็นพน้ื ท่ีแหลงผลติ หอมแดงพันธแดุ ี ทสี่ าํ คญั ท่ีสดุ ของภาคเหนอื ซึ่งถอื วาเป็นทั้ง
แหลง เพาะปลกู และศูนยแกลางการสงออกหอมแดงทส่ี าํ คญั โดยสวนใหญจ ะสงออกไปยงั ประเทศอินโดนเี ซยี
จงั หวดั ลําพูนมีการเพาะปลูกหอมแดง 3 ฤดู คือ ฤดแู ลง ฤดูฝน และนอกฤดู
ข้าว
ขา วเป็นพืชเศรษฐกจิ ทีส่ าํ คญั ของจงั หวดั ลาํ พูนโดยมพี ้ืนทเ่ี พาะปลกู ขาวท้ังขาวเจาและขาวเหนียว ซ่ึงมี
การเพาะปลูกท้ังนาปีและนาปรงั และขา วเหนียวขา วไร
ขา้ วโพดเลี้ยงสัตว์
จงั หวดั ลาํ พนู มพี นื้ ที่ปลูกขาวโพดเล้ียงสตั วแ พ้ืนทก่ี ารเพาะปลูกสวนใหญอยูในอําเภอล้ี และอําเภอทุงหัว
ชา ง ผลผลิตออกสูตลาดในชวงเดอื นตุลาคม – ธนั วาคม โดยเดือนตลุ าคม
มนั สาปะหลงั
ในปีการผลิต 2556/57 จังหวัดลําพูนมีพ้ืนที่เพาะปลูกมันสําปะหลัง ประมาณ 4,569 ไร ผลผลิต
ประมาณ 16,349.80 ตนั ชว งเวลาเพาะปลกู เดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม
สนิ คา้ หัตถกรรม
ผ้าฝา้ ยทอมอื
ผาฝูายทอมือ มีจุดเริม่ มาจากชาวยองทอี่ พยพมาจากเมอื งเชยี งรุงของแควน สบิ สองปนั นาในจนี ตอนใต
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภุญชัยบ้านฉัน หนา้ ๑๗
ท่คี าวัวคาควายมากอ นตอมาในสมัยพระเจา กาวิละไดกวาดตอ นผคู นจากเมืองยองประเทศพมาเขา มาตงั้
บานเรอื นในเขตเมืองลาํ พนู ต้ังบานเรอื น"เก็บฮอมตอมไพร" เพอื่ บูรณะฟ้นื ฟเู มอื งหลังจากรกรา งจากการทํา
สงครามกับพมา ชาวยองเขามาตง้ั บานเรอื นอยู ณ บา นดอนหลวงและบา นหนองเงือก อําเภอปาุ ซางในปจั จุบนั
แตละบา นจะทอผาจากฝูายที่ปลูกเองแลวนาํ มาผานกระบวนการปนั่ ฝูายใหเป็นเสนดา ยจากนั้นยอมสเี สน ดาย
ดวยวัสดุจากธรรมชาติทไ่ี มเ ป็นอันตรายตอ ชีวติ จากนน้ั จึงนาํ มาขึน้ ก่ีทมี่ ีอยใู ตถ นุ บานแทบจะทุกหลังคาเรือนเพือ่
ทาํ การถกั ทอเป็นผาผนื ตามขนาดที่ตองการโดยผาท่ีนิยมทอกนั ในสมัยนัน้ จะเป็นผาสพี น้ื จากนั้นนํามาตดั เย็บ
เพื่อใชเป็นเครอ่ื งนุงหมและขาวของเครอ่ื งใชในชีวิตประจาํ วันตอ ไป
ผ้าไหมยกดอกลาพนู (Lamphun Brocade Thai Silk)
เปน็ ผาไหมทีท่ อยกลวดลายใหส ูงกวาผืนผาโดยการเลือกยกบางเสน ขมบางเสน เพ่ือใหเ กดิ ลวดลาย โดย
ใชต ะกอลอย และใชเสนไหมตีเกลยี วเป็นทัง้ เสน ยืนและเสน พุง รวมท้ังมีเสน ไหมพเิ ศษในการทอยกใหเกิด
ลวดลาย ตามกรรมวิธีทปี่ ระณตี ทีเ่ ปน็ มรดกทางหัตถกรรมที่ถา ยทอดสบื กันมา
ไม้แกะสลกั แมท่ า
ไมแกะสลกั แมทา เป็นผลงานศิลปกรรมอนั ทรงคณุ คา เกดิ จากภูมิปัญญาทกั ษะ และความละเอียด
ประณีตของชางแกะสลกั มาสรางสรรคแเปน็ ไมแกะสลกั ที่งดงาม เปน็ เอกลักษณแเฉพาะของอาํ เภอแมท า จงั หวดั
ลําพูนจนกลายเปน็ แหลงแกะสลักไมท ี่ใหญท สี่ ุดในโลก
ทรพั ยากรธรรมชาติ
ทรพั ยากรทางธรรมชาติ หมายถงึ
ส่ิงท่ีเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ มนุษยแสามารถนํามาใชประโยชนแเพื่อการดํารงชีวิตไดโดยอาศัยการ
ดดั แปลง แปลรปู หรือการเปลย่ี นแปลงใหเหมาะสมตามความตองการของมนุษยแ เชน พืช ดิน น้ํา แรธาตุตางๆ
เป็นตน
1. ทรัพยากรดนิ
เนอื่ งจากพ้นื ทีส่ วนใหญของจังหวัดลําพูนเป็นภูเขา จึงมีดินซึ่งเกิดจากการผุพังสลายตัวของหินตนกํา
เนินชนิดตา ง ๆ อยูม าก สวนบริเวณที่ราบสองฟากฝ่งั ลาํ น้ําสว นใหญเ ปน็ ดินซ่ึงเกดิ จากตะกอน ที่ลําน้ําพัดพามา
ทบั ถมไวใ นชว งธรณีกาลตา ง ๆ กนั ซงึ่ พอจะสรุปลกั ษณะของดินจังหวดั ลาํ พนู ไดด งั นค้ี อื
บริเวณทรี่ าบดนิ ตะกอนใหม่ สวนใหญเ ป็นบริเวณที่ราบลุม ซ่ึงตอเน่ืองมาจากท่ีราบของหุบเชียงใหม
ในบรเิ วณทีร่ าบน้าํ ทวมถงึ เป็นดินในกลุม Alluvial Soils และ Hydromorphic Alluvial soils ซ่ึงเป็นดินใหม
การเจริญตัวของช้ันดินยังไมเดนชัด บางแหงแสดงการทับถมเป็นชั้น ๆ เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณแอยูใน
เกณฑแปานกลางถึงคอ นขางดีเน่ืองจากไดร ับแรธาตอุ าหารพชื เพ่ิมเติมจากตะกอนลํานํ้าท่มี าทบั ถมอยูเสมอ
บริเวณที่ลาดลอนคลื่นดินตะกอนเก่า สวนใหญมีพ้ืนท่ีสูง ๆ ตํ่า ๆ เป็นลอนคลื่น มีความลาดเอียง
ตง้ั แต 2-16 เปอรเแ ซน็ ตแ แตในสว นต่ําของพ้ืนทีบ่ ริเวณนี้ซ่งึ มีพ้นื ท่ไี มมากนักมีลักษณะเป็นที่คอนขางราบติดตอ
กับบริเวณท่ีราบดินตะกอนใหม เป็นดินกลุม Low Humic Gley soils และ Hydromorphic Regosols ซ่ึง
สวนใหญเป็นดินทราย หรือดินรวนปนทรายใชทํานาเป็นหลักและปลูกพืชหลังฤดูการทํานาในบางแหงมีนํ้า
เพียงพอ สวนบริเวณที่สูงข้ึนไปมีลักษณะเป็นลอนคลื่นต้ังแตลอนลาด ถึงลอนชัน ประกอบไปดวยกลุมดิน
Regosols , Gray podzolic soils , Red Yellow Podzolic soils และ Reddish Brown Lateritic soils
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหรภิ ุญชัยบา้ นฉัน หน้า ๑๘
ตามลาํ ดับ ซงึ่ ใชป ระโยชนใแ นการทําสวน ทาํ ไร เปน็ ทต่ี งั้ เรอื น และบางสวนยังคงสภาพเป็นปุาตามธรรมชาติอยู
ดนิ เหลา น้เี ปน็ ตะกอนเกา ซึง่ ลํานํ้าพดั พามาทับถมไวน านแลว ปรมิ าณแรธาตุอาหารพืชตา ง ๆ ถูกชะลางออกไป
จากดนิ เป็นจาํ นวนมาก
บริเวณท่ีลาดลอนคล่ืนชายเขาและตามเนินเขาตาง ๆ เป็นดินซึ่งเกิดจากการผุพังสลายตัวของหินตน
กาํ เนดิ หลายชนดิ สว นใหญเป็นดนิ ในกลุม Red Yellow Podzolic soils และ Reddish Brown Lateritic soils
ลักษณะและคุณสมบัติของดินแตละชนิดแตกตางกันตามชนิดของหินตนกําเนิด บางแหงเป็นดินทรายบางแหงเป็น
ดินเหนียว บางแหง เปน็ ดินต้ืน บางแหงเปน็ ดนิ ลกึ บางแหง เป็นดนิ ปนกรวดปนหนิ และบางแหงมหี ินโผลก ระจัด
กระจายอยทู ั่วไป
ปญั หาของทรพั ยากรดนิ ของจงั หวัดลาพนู
ปัญหาเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของดิน จากผลการวิเคราะหแดินชุดตาง ๆ ท่ีสํารวจพบในจังหวัด
ลําพูนปรากฏวาดินสวนใหญเป็นดินท่ีมีความอุดมสมบูรณแอยูในเกณฑแต่ํา โดยเฉพาะอยายิ่งดินดอน หรือดิน
บรเิ วณพน้ื ท่ีลกู คลืน่ ลอนลาด และลอนชัน ซ่ึงเป็นดินเกามีปริมาณอินทรียวัตถุตํ่า และคุณสมบัติทางกายภาพ
ของดนิ ไมดี นอกจากนั้นดินท่ีบุกเบิกปุานํามาใชประโยชนแแลวจะมีแนวโนมที่เสื่อมโทรมลงอยางรวดเร็วทําให
พืน้ ท่ปี ลกู ไมเจริญงอกงามเทา ทคี่ วร และใหผ ลผลติ ตา่ํ
ปัญหาเก่ียวกับดนิ ต้ืน จากการสํารวจปรากฏวา ในบริเวณพ้ืนท่ีลกู คล่นื ลอนลาดและลอนชัน มีอยู
หลายบริเวณและบางแหงมพี ้นื ท่ีคอนขา งกวางขวาง มีความลาดเอียงของพน้ื ทไ่ี มส ูงเกินไปนกั แตเ ปน็ ดนิ ตนื้
หรอื เป็นดินทีม่ ีกอ นกรวดกอ นหินปะปนอยูในเนื้อดนิ มาก หรือมีการกระจดั กระจายอยูทั่วไปตามผิวดิน
โดยเฉพาะอยางยง่ิ บรเิ วณดินชดุ ทา ยาง ดนิ ชดุ แมร ิม และบริเวณพนื้ ที่หินโผล มคี วามอุดมสมบรู ณแอยูในเกณฑแ
ตาํ่ ไมเหมาะทจี่ ะนาํ มาใชเปน็ พ้ืนทปี่ ระกอบกสกิ รรมอยาง
ปัญหาเกี่ยวกับการชะลา้ งพังทลายของดิน การชะลางพังทลายของดินเกิดข้ึนอยูทั่วไปในภาคเหนือ
ของประเทศไทย ซ่ึงเป็นปัญหาสําคัญท่ีทําใหดินใชประโยชนแในการเกษตรเส่ือมคุณภาพ โดยเฉพาะความอุดม
สมบูรณแของดินจะลดลงอยา มาก บริเวณเหลา นี้มีเน้ือดินบนสวนใหญเป็นดนิ รวนปนทราย ประกอบกับมีการบุก
รกุ เปดิ ปาุ เพือ่ ใชเพาะปลกู และทําไรนาเลอ่ื นลอยอยทู วั่ ไปตามพื้นที่ลาดเอียงเหลานี้ จึงเป็นการเอื้ออํานวยให
เกดิ การชะลา งพังทลายของดินไดโดยงา ย ควรทจี่ ะไดเ รงดาํ เนินการแกไขปัญหานี้ดวยวิธีการอนุรักษแดินและนํ้า
เป็นเบอื้ งตน อันประกอบดวยการควบคุมโดยใชพืชพรรณ ซึ่งจําทําใหการใชเทคโนโลยีดานอื่น ๆ เชน การใช
พชื พรรณทใ่ี หผ ลผลตสิ งู การใชปุย และการชลประทานประกอบกันสามารถเพมิ่ ผลผลิตทางการเกษตรไดอยาง
เตม็ ที่
2. ทรพั ยากรน้าในจังหวดั ลาพนู มีแม่นา้ ท่ีสาคญั 4 สาย ดังน้ี
1. แม่นา้ ปิง เป็นแมนาํ้ สายสําคญั ทไ่ี หลอยูในหุบเขา ระหวางทวิ เขาถนนธงชัยกลาง กับทิวเขา ผีปันนํ้า
ตะวนั ตก มีตนนา้ํ อยทู ดี่ อยถวย ในเทือกเขาแดนลาว เขตตาํ บลเมืองนะ อําเภอเชยี งดาว จังหวดั เชียงใหมจากตน
กําเนิดแมน้ําปิงไหลลงมาทิศใตผานเมืองเชียงใหม ลําพูนและไหลเขาเขตจังหวัดตากไปบรรจบกับแมน้ําวังท่ี
อาํ เภอบานตาก จังหวดั ตาก แลว ไหลตอ ลงไปทางใตผา นอาํ เภอเมืองกําแพงเพชร บรรจบกับแมน้ํานานท่ีจังหวัด
นครสวรรคแรวมเป็นแมนํ้าเจาพระยา โดยมีความยาวท้ังส้ินประมาณ 715 กิโลเมตร ระยะทางที่แมน้ําปิงไหล
ผานพ้ืนท่ใี นเขตจงั หวัดเชยี งใหมม ีความยาวประมาณ 335 กโิ ลเมตร
2. น้าแม่กวง มีตนน้าํ อยทู ด่ี อยผปี ันนา้ํ (หรือดอยนางแกว) ดอยมด แลวไหลไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต
ลงสูที่ราบเชียงใหม-ลําพูน ผานอําเภอดอยสะเก็ด อําเภอสันทราย และไหลตอลงไปทางใตผานอําเภอเมือง
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภุญชยั บ้านฉัน หน้า ๑๙
ลําพูน แลวบรรจบกับแมนํ้าปิงท่ีบานสบทา อําเภอปุาซาง จังหวัดลําพูนนํ้าแมกวงมีความยาวประมาณ 110
กโิ ลเมตร น้าํ แมกวงเป็นแมน้ําที่สําคัญอีกสายหนึ่งใน บริเวณที่ราบเชียงใหม - ลําพูน มีลําน้ําสาขาท่ีสําคัญ คือ
นาํ้ แมทาและหว ยแมส ะแงะ นาํ้ แมกวงมพี ื้นทีร่ ับนํ้า (CATCHMENT AREA) ประมาณ 1,740 ตารางกโิ ลเมตร
3. น้าแม่ทา น้ําแมทามีตนนํ้าอยูที่ดอยขุนทาในเทือกเขาผีปันนํ้าตะวันตก กิ่งอําเภอแมออน จังหวัด
เชยี งใหม ไหลผา นทร่ี าบซ่งึ ขนาบไปดว ยภูเขา ไปสูอ ําเภอแมท าทางทิศใต แลวไหลวกข้ึนไปทางเหนือผานที่ราบ
เชียงใหม-ลําพนู ผา นอาํ เภอปุาซาง แลวบรรจบกับแมนํ้ากวงท่ีบานสบทา เขตตอระหวางอําเภอเมืองลําพูนกับ
อําเภอปุาซาง นอกจากน้ีน้ําแมทายังไดหลอเลี้ยงพื้นท่ีทําการเกษตรของชุมชนหลายตําบลในอําเภอแมออน
อาํ เภอสันกาํ แพง จังหวดั เชียงใหม และอําเภอแมท า จงั หวัดลาํ พูน นํ้าแมทามีความยาวประมาณ 90 กโิ ลเมตร
4. แม่นา้ ลี้ แมน ํ้าลตี้ นนาํ้ อยูทด่ี อยสบเทิม อาํ เภอทงุ หวั ชาง จังหวัดลําพูน ไหลลงไปทางใตจนถึงบริเวณใกล
อําเภอล้ี จึงคอยไหลวกกลับไปทางเหนือเป็นรูปตัวยู ผานอําเภอล้ี อําเภอบานโฮง แลวไหลตอไปทางทิศตะวันตก
เฉียงเหนือ บรรจบกับแมนํ้าปิงท่ีบานวังสะแกง กิ่งอําเภอเวียงหนองลอง จังหวัดลําพูน แมน้ําลี้มีความยาว
ประมาณ 180 กิโลเมตร แมน ํา้ ลี้มีพน้ื ทีร่ บั นาํ้ (CATCHMENT AREA) ประมาณ 315 ตารางกโิ ลเมตร
นอกจากลําน้ําสําคัญท่ีกลาวถึงแลว ยังมีแมน้ําสาขา ลําธาร ลําหวย จํานวนมากที่ไหลผาน ตาม
อําเภอตางๆ ไดแก
1. น้ําสาน ไหลผา นอาํ เภอเมืองลําพูน
2. น้ําเย็น ไหลผานอาํ เภอบา นโฮง
3. น้ําแมธิ ไหลผา นอําเภอบานธิ
4. นํ้าขนาด ไหลผา นอาํ เภอแมทา
5. นาํ้ แวน ไหลผานอําเภอลี้
6. น้ําเมย ไหลผา นอําเภอแมทา
7. นาํ้ กอ ไหลผานอาํ เภอลี้
8. น้ําแมสะปวฺ ด ไหลผา นอําเภอแมท า
9. นาํ้ ออบ ไหลผา นอําเภอบานโฮง
10. นํา้ แมต ด฿ุ ไหลผานอาํ เภอแมท า
3. ทรัพยากรแรธ่ าตุ
ในเขตทองท่ีจังหวัดลําพูนมีชนิดแรท่ีสํารวจพบในปัจจุบัน จํานวน 17 ชนิด ไดแก แรถานหิน
แรฟลูออไรตแแรมังกานีส แรพลวง แรเฟลดแสปารแ แรดินขาว แรบอลเคลยแ แรตะก่ัว แรสังกะสี แรดีบุก
แรแบไรตแ แรแคลไซตแ แรฟอสเฟต แรทองคํา หินออน หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมกอสราง
และหนิ ประดบั ชนดิ หินปูน โดยแหลงแรแตละชนิดมกี ารสํารวจพบในพ้ืนท่ีตา ง ๆ ของจังหวัดลําพนู ดังน้ี
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหริภุญชัยบ้านฉนั หน้า ๒๐
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหริภญุ ชยั บา้ นฉนั หนา้ ๒๑
กจิ กรรมทา้ ยเรอ่ื งท่ี 2 ภมู ศิ าสตร์กายภาพ
คาช้แี จง ใหนักศึกษา วิเคราะหแ สภาพภมู ิศาสตรแกายภาพของชุมชนทนี่ ักศกึ ษาอาศัยอยูในจังหวดั ลาํ พูนและ
วิเคราะหแความรูความสามารถพน้ื ฐานของตนเอง แลวนักศกึ ษาคดิ วา จะตัดสินใจประกอบอาชีพอะไร พรอม
เหตผุ ลในการตดั สินใจในคร้งั น้ี
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหริภุญชัยบ้านฉัน หนา้ ๒๒
เร่อื งท่ี 3
ประเพณีและวัฒนธรรมในจังหวัดลาพนู
วิถชี ีวิต คือ วฒั นธรรม คือ วิถีชีวิตเปนสิ่งที่มนุษยสรางขึ้นในรูปแบบของการดําเนินชีวิตของผูคน ใน
สงั คม ซง่ึ ยดึ ถือและปฏิบตั ิสบื ทอดตอๆ กนั มา
วถิ ชี ีวติ ของคนลําพูนในอดตี มกั จะเปน็ กลุม ชาตพิ ันธุเแ ดยี วกนั และมีความสมั พนั ธเแ ชงิ เครือญาติท้ังท่ีเป็น
เครอื ญาติแทจรงิ หรือเครือญาตสิ มมติกต็ าม ผคู นดํารงชีวิตอยโู ดยการทําเกษตรกรรมเพื่อยังชีพโดยมีครอบครัว
เป็นหนวยการผลิตขั้นพ้ืนฐาน บานเรือนเป็นเรือนเคร่ืองผูก ฝาเรือนทําจากไมไผหลังคามุงดวยหญาคาคือ
ใบตองตึงโดยคนในชุมชนลงแรงรวมกันสวนอาคารประเภทหองแถวผูสรางเรียกวาสลาอาจมีการแลกเปลี่ยน
สนิ คา หรอื การคา อยบู างแตไมใชกิจกรรมหลักของคนกลุมใดกลุมหน่ึงในบาน แตทวางานชาง งานศิลปะ หรือ
งานที่ตอ งการความชํานาญเฉพาะดา น เชน หมอยา สลา หรอื การคา มักเป็นกจิ กรรมท่ีทาํ เสริมไปกับการเกษตร
กรรมในชวงนอกฤดูการทํานา
ชมุ ชนหมบู านยังสัมพันธแกับความเป็นเมืองมาอยางตอเน่ือง โครงสรางทางสังคมประกอบดวยชนชั้นปกครอง
คือกษัตริยแ เจานาย เจาเมือง ลําดับรองลงมา คือ ขุนนางและราชการ และผูถูกปกครองมีไพร ทาส
นอกจากนัน้ ยังมีพระสงฆแและกลมุ พอคา หรอื อาชพี ช้นั สูงดว ย สถาบันทางสังคมนี้ลวนโยงใยสัมพันธแกันในฐาน
อาํ นาจเศรษฐกิจ การเมือง และยงั เปน็ รากฐานของชุมชนท่ีสืบทอดมาจนกระทั่งปัจจุบัน“ประเพณี” หมายถึง
ระเบียบแบบแผนทีก่ ําหนดพฤติกรรมในสถานการณแตา งๆ ท่คี นในสงั คมยึดถอื ปฏบิ ัตสิ บื กนั มา ถาคนใดในสังคม
น้ันๆ ฝุาฝนื มักถกู ตําหนจิ ากสงั คม ลกั ษณะประเพณใี นสังคมระดับประเทศชาติ มีทั้งประสมกลมกลืนเป็นอยาง
เดยี วกัน และมีผิดแปลกกันไปบางตามความนิยมเฉพาะทองถิ่น โดยมากยอมมีจุดประสงคแ และวิธีการปฏิบัติ
เปน็ อนั หน่งึ อันเดยี วกนั มเี ฉพาะสว นปลีกยอยท่ีเสริมเติมแตงหรือตัดทอนไปในแตละทองถิ่น สําหรับประเพณี
ไทยมักมีความเกี่ยวของกบั ความเชื่อในพระพุทธศาสนาและพราหมณแมาแตโบราณ
“วัฒนธรรม” หมายถึง แบบอยาง แนวทางปฏิบัติ วิถีดําเนินชีวิตและการอยูรวมกันของคนในชุมชน
แตละชุมชน ที่บงบอกถึงเอกลักษณแเฉพาะตัวของชุมชนหรือสังคมนั้นๆ ซ่ึงเกิดจากการสั่งสมประสบการณแ
ภมู ิปญั ญาของคนรุนกอน ทสี่ งตอ มาสคู นรนุ หลัง และสะทอ นถงึ ตวั ตนท่ีชัดเจน เชน เอกลักษณแประจําชาติของ
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหรภิ ุญชัยบ้านฉัน หนา้ ๒๓
คนไทยทม่ี ลี กั ษณะเฉพาะตัว ทงั้ การใชภาษา อปุ นิสัยใจคอท่ีย้มิ แยมแจม ใส กิริยามารยาทที่ออนหวาน นุมนวล
มีน้ําใจชวยเหลือเกื้อกูลกัน ซ่ึงวัฒนธรรมแตละชุมชนก็จะมีความแตกตางกันไปข้ึนอยูกับขอจํากัดทาง
สภาพแวดลอ ม ภมู ศิ าสตรแแ ละทรัพยากรในทอ งถิน่ หรอื ชมุ ชนนนั้ ๆ
ความเป็นมาของประเพณี
ประเพณมี บี อ เกิดมาจากสภาพสังคม ธรรมชาติ ทัศนคติ เอกลักษณแ คานิยม โดยความเชื่อของคนใน
สงั คมตอสิง่ ที่มอี าํ นาจเหนือมนุษยนแ น้ั ๆ เชน อาํ นาจของดนิ ฟาู อากาศและเหตกุ ารณแทีเ่ กิดข้นึ โดยไมท ราบสาเหตุ
ตางๆ ฉะนนั้ เมือ่ เวลาเกดิ ภยั พบิ ตั ิขน้ึ มนษุ ยจแ ึงตองออ นวอนรองขอในส่ิงที่ตนคิดวาจะชวยไดพอภัยนั้นผานพน
ไปแลว มนุษยแก็แสดงความรูคุณตอส่ิงน้ันๆดวยการทําพิธีบูชา เพ่ือเป็นสิริมงคลแกตน ตามความเช่ือ ความรู
ของตน เมอื่ ความประพฤติน้ันคนสว นรวมสังคมยึดถอื ปฏบิ ตั ิเป็นธรรมเนยี ม หรือเปน็ ระเบียบแบบแผน และทํา
จนเป็นพิมพแเดยี วกนั สืบตอ ๆกันจนกลายเปน็ ประเพณขี องสังคมนน้ั ๆ
ประเพณแี ละวฒั นธรรม เมื่อวาโดยเนื้อความกเ็ ปน็ สง่ิ อยางเดียวกนั คอื เป็นสง่ิ ทไ่ี มใชมีอยูในธรรมชาติ
โดยตรง แตเป็นส่ิงที่สังคมหรือคนในสวนรวมรวมกันสรางใหมีข้ึน แลวถายทอดใหแกกันไดดวยลักษณะและ
วิธีการตางๆวาโดยเน้ือหาของประเพณีและวัฒนธรรมที่อยูในจิตใจของประชาชนเก่ียวกับเร่ื องความคิดเห็น
ความรสู กึ ความเชอื่ ซึ่งสะสมและสืบตอรว มกนั มานานในสว นรวม จนเกดิ ความเคยชนิ เรียกวา นิสัยสังคมหรือ
ประเพณี
ประเพณีและวฒั นธรรมของจงั หวัดลาพนู
ประเพณีสรงนา้ วดั พระธาตุหรภิ ุญชยั (วันแปดเป็ง)
งานสรงนํ้าพระธาตุฯ จัดมีข้ึนเป็นประจําทุกปี ในวันเดือน 8 เหนือเพ็ญ ตรงกับเดือน 6 ใตเพ็ญ
นับวาเปน็ งานใหญประจําปีของจังหวดั ลาํ พูนทีเดียว สว นมากเริ่มงานต้ังแตวันขึ้น 9 ค่ําเดือน 8 เหนือ เป็นตน
ไป แตจ ะทําพิธีสรงน้ําพระธาตุฯ ในวันเดือน 8 เหนือเพ็ญ นํ้าท่ีนํามาสรงพระธาตุน้ัน เป็นนํ้าทิพยแนํามาจาก
ยอดดอยขะมอ อยใู นตาํ บลมะเขอื แจ อําเภอเมอื งลาํ พูน จงั หวดั ลาํ พูน น้ําน้ีเกดิ ขนึ้ ทบี่ นยอด ภูเขาสงู ที่ยอดเขา
นน้ั เป็นบอ ลกึ เขา ไปในภเู ขา ไมทราบวาจะลึกสักเทา ใด เพราะหย่ังไมถงึ นอกจากนํ้าทิพยแจากดอยขะมอแลว ก็
มีน้ําสรงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวรวมอยูดวย นอกนั้นเป็นสุคันโธทกะของศรัทธา
ประชาชน ทหี่ ลง่ั ไหลมาจากทุกทิศ โดยเฉพาะคนเกิดปีระกา โบราณาจารยแถือวา พระธาตุเจาหริภุญชัยเป็น
พระธาตุประจําปเี กดิ ของคนเกิดปีน้ี ตองหาโอกาสมานมัสการสรงน้ําพระธาตุเจาหริภุญชัยจนได เพราะถือวา
เป็นสริ มิ งคลแกคนเกิดปีระกาอยางยงิ่ ใหญท ีเดยี ว
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหรภิ ุญชัยบ้านฉนั หนา้ ๒๔
ประเพณีสรงนํ้าพระบรมธาตุหริภุญชัย พระบรมธาตุหริภุญชัย เป็นปูชนียสถานอันสําคัญย่ิงของ
จงั หวดั ลําพูน เป็นจอมเจดียแองคแหน่ึงในจํานวน ๘ แหงของประเทศไทย เป็นเจดียแท่ีเกาแกท่ีสรางในสมัยพระ
เจา อาทิตยราชพระบรมธาตุหริภุญชัยเป็นศูนยแรวมความศรัทธาของประชาชนโดยท่ัวไป ประเพณีสรงนํ้าธาตุ
เป็นประเพณีที่ย่ิงใหญ เป็นที่สนใจของพุทธศาสนิกชนในจังหวัดลําพูนและจังหวัดใกลเคียง ประเพณีนี้ยึดถือ
และปฏบิ ัติมาเปน็ ประจําทกุ ปี วตั ถปุ ระสงคแของประเพณีสรงนา้ํ พระธาตหุ ริภญุ ชัย มดี งั น้ี
๑. เพื่อเปน็ การสกั การะพระบรมธาตุ ซ่ึงเป็นปูชนียสถานท่ีเกาแกของวัดพระบรมธาตุหริภุญชัยและ
นับเปน็ โบราณสถานสาํ คัญทางประวัตศิ าสตรขแ องชาวลําพูนและชาวพุทธทั่วไป
๒. เพื่อสักการะพระบรมอฐั ธิ าตขุ องพระสมั มาสมั พทุ ธเจา
๓. เพ่ือเป็นการบูชาเสาหลักเมือง ท้ังน้ีเพราะประชาชนลาํ พูนถือวา เจดียพแ ระบรมธาตหุ รภิ ญุ ชยั เป็นเสา
หลักเมืองทําพธิ ีสรงนํา้ พระบรมธาตุหรภิ ญุ ชัยจงึ ไดทําบุญเสาหลักเมืองลําพูนดวยกิจกรรมสําคัญ ประเพณีสรง
น้ําพระบรมธาตุหริภญุ ชยั กาํ หนดจัดข้ึน ณ วัดพระบรมธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร อําเภอเมือง จังหวัดลําพูน
ในวันขน้ึ ๑๕ คาํ่ เดอื น ๘ เหนือ หรือท่ีชาวเหนือเรยี กวา “วนั แปดเป็ง” (ระหวางเดอื นพฤษภาคม ซึง่ ตรงกับวัน
ข้ึน ๑๕ คํ่า เดือน ๖ ของภาคกลาง) หรือ “วันวิสาขบูชา” กิจกรรมที่จัดข้ึน มีทั้งพิธีราษฎรแและพิธีหลวง มี
รายละเอียดโดยสงั เขปดังนี้
พิธรี าษฎร์
เรม่ิ เวลาประมาณ ๐๗.๐๐ น. คณะศรัทธาประชาชนรวมประกอบพิธีทําบุญตักบาตรเวลา ๑๑.๐๐ น.
ถวายภัตตาหารเพลแดพระสงฆปแ ระจําวิหารท้ังสี่ทิศ คือ พระวหิ ารหลวง วิหารพระละโว วหิ ารพระเจาทันใจ
และวิหารพระพทุ ธ พระสงฆแอนโุ มทนาเป็นเสรจ็ พิธรี าษฎรแ
พธิ ีหลวง
เริ่มเวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น. คณะขาราชการในจังหวัดลําพูนนําโดยผูวาราชการจังหวัดลําพูน นํา
ขบวนแหน้ําสรงพระราชทาน เครื่องสักการะ ดอกไมเงิน ดอกไมทอง ธูปเทียนของหลวง ผาหม
พระธาตุสีแดง ยาวประมาณ ๑ เมตร และนํ้าศักดิ์บนดอยขะมอ เร่ิมขบวนแหจากศาลากลางจังหวัดเขาสูวัด
พระบรมธาตุหริภุญชัยการประกอบพิธีสรงน้ําพระบรมธาตุเร่ิมพิธีทางศาสนาอัญเชิญนํ้าสรงพระราชทาน น้ํา
ศักดิ์สิทธิ์จากดอยขะมอชักรอกขึ้นสรงนํ้าพระบรมธาตุ พระสงฆแทรงสมณศักดิ์เจริญชัยมงคลคาถา โดยมี
พราหมณแ ๘ คน ประจําอยูบนเจดียแพระบรมธาตุ หลังจากนั้นจึงเปิดโอกาสใหพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปนํานํ้า
ขมนิ้ สมปอุ ยขน้ึ สรงน้าํ โดยวธิ ีชกั รอบเชนกัน เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. เป็นเสร็จพิธหี ลวง
คาบชู าพระบรมธาตหุ รภิ ญุ ชัย
สุวัณณะเจติยัง หะริภุญชะยัฏฐัง วะระโมลีธารัง อุรัฏฐิเสฏฐรัง สะทะอังคุลีฏฐัง กัจจายะเนนตินะ
ปตั ตะปรู ัง สเี สนะมัยหงั ปาณะมามธิ าตงุ อะหังวนั ทามสิ ัพพะทา
ขาพเจา ขอเอาเศียรเกลา ของขาพเจา นอบนอมพระธาตุ อนั เปน็ เจดียแทอง ซึ่งตั้งอยูในเมือง หริภุญชัย
คือ พระอัฏฐิเบ้ืองพระทรวงอันประเสริฐ กับทั้งพระอัฏฐิพระองคุลี และพระธาตุยอยเต็มบาตรหนึ่ง
อนั พระกัจจายะนะนํามา ขา พเจา ขอวันทาในกาละทกุ เมื่อแล
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหรภิ ุญชยั บา้ นฉนั หน้า ๒๕
ประเพณสี ลากย้อม
สลากยอม เป็นพิธีทานสลากพิเศษของชาวไทยอง สลากยอมน้ีจะประดิษฐแจากตนไมหรือ ก่ิงไมสูง
ประมาณ 4-5 วา มรี มกางที่ปลายยอด ลาํ ตนของสลากจะมีฟางมัดเป็นกําๆ สําหรับปักไมไผที่ผูกแขวนเคร่ือง
ปัจจัยไทยทาน ซึ่งเคร่ืองไทยทานน้ันจะเป็นเคร่ืองประดับ ของมีคา เครื่องใชในชีวิตประจําวัน ซ่ึงทําใหเห็น
ความเชอ่ื ทีว่ า ผูทีถ่ วายทานสลากยอมน้ีมเี คร่อื งใชในการครองเรือนและมีคุณสมบัติครบถวนแกการครองเรือน
แลว นน่ั เอง ทัง้ นีส้ ลากยอ มดงั กลาว เมื่อทาํ พธิ ถี วายแกพ ระสงฆแแลว เจาตัวก็จะรีบบูชากลับคืนไป และจากการ
สังเกตจากสํานวนคําร่ําสลากยอมแลว พบวามีการเรียกสลากชนิดนี้วา “กัปปรุกขา” หรือตนกัลปพฤกษแ ซึ่ง
เป็นตนไมในนิยายทีอ่ าจบนั ดาลส่ิงตา ง ๆ ตามความประสงคแของผขู อได
หากวัดใดจะมีการทานสลากภัตในปีใด ก็จะปุาวประกาศใหศรัทธาของตนทราบลวงหนาเป็นปี เพื่อให
เวลาในการตระเตรียมสําหรับผูท่ีจะทานสลากยอม เพราะตองใชระยะเวลาในการตระเตรียมขาวของเป็น
เวลานาน การทานสลากจะเริม่ ตนตัง่ แตว ันเพญ็ เดอื นสิบ (เดอื น 12 เหนือขน้ึ 15 คํ่า) ตามธรรมเนียมจะใหวัด
ท่ีสรางขึ้นเป็นแหงแรกของจังหวัด หรือวัดหลวง จัดงานทานสลากภัตกอน ในจังหวัดลําพูนคือ
วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวหิ าร จากนัน้ วัดอ่ืน ๆ ก็จัดงานทานสลากภัตเร่ือยไป จนถึงวันแรม 14 คํ่า เดือน
11 (เดือนเกยี๋ งเหนอื แรม 14 คา่ํ หรอื เดอื นเกย๋ี งดบั ) เมือ่ ทราบวาทางวัดจะจัดใหมีการทานสลาก หญิงสาวท่ี
มีความพรอ ม มีกําลังทรัพยพแ อท่ีจะทานสลากยอม อาจจะมีพียง 4-5 ราย หรือมากกวานั้นก็แลวแต ตางก็จะ
เริม่ จัดทาํ และซื้อของตระเตรียมไวท ีละเลก็ ละนอ ย เชน สรอยคอทองคํา เข็มขดั เงนิ และเครือ่ งเรอื นตา ง ๆ
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหรภิ ญุ ชัยบ้านฉนั หน้า ๒๖
เมือ่ อดีตประมาณ 50-60 ปมี าแลว การทานสลากยอ มเปน็ ท่นี ยิ มกันมาก เพราะถือวาเป็นประเพณีที่
มีความสําคัญและยึดถือปฏิบัติสืบตอกันมา เช่ือวาการทานสลากยอมเป็นการทําบุญท่ีไดอานิสงสแมาก ดัง
เอกสารที่กลา วถึงอานิสงสแของการถวายทานสลากภตั มีปรากฏอยอู ยางมากมายตามวดั ตาง ๆ ในภาคเหนือ แต
ในปจั จุบนั ความเจรญิ ทางสงั คมและเศรษฐกิจเปน็ ตัวแปรในการพัฒนา ปรับเปลี่ยน สงผลประเพณีวัฒนธรรม
ท่มี ีมาแตด่งั เดมิ สูญหาย ลดนอ งลงหรือแมก ระทั่งแปรเปลยี่ นไปตามกาลเวลา การทาํ มาหากินก็เปลีย่ นจาก
สังคมเกษตรกรรมเป็นสังคมอุตสาหกรรม ผูหญิงมีการศึกษาที่สูงขึ้น หรือบางสวนท่ีไมไดเรียนหนังสือก็นิยม
แตงงานเมือ่ อายุยังนอย ซึ่งทาํ ใหผคู นไมเ ครงครดั ในขนบธรรมเนียมประเพณเี หมือนแตเดมิ
ประเพณีโคมลอยยเ่ี ปง็
ในภาษาคําเมอื งของทางเหนอื "ย่"ี แปลวา สอง และคําวา "เป็ง" หมายถึง เพญ็ หรือพระจนั ทรเแ ตม็ ดวง
ดังนนั้ จงึ หมายถึง ประเพณีพระจนั ทรแเตม็ ดวงในเดือนสอง โดยในพงศาวดารโยนกและจามเทวี มีบันทึกวาคร้ัง
หนึ่งไดเกิดอหิวาตกโรคข้ึนในแควนหริภุญชัย (หรือหริภุญชัย) ทําใหชาวเมืองตองอพยพไปอยูเมืองหงสาวดี
นานถึง 6 ปี จึงจะเดนิ ทางกลับมายงั บา นเมืองเดิมได เมอื่ เวลาเวยี นมาถึงวันท่ีจากบานจากเมืองไป จึงไดมีการ
ทาํ กระถางใสเคร่อื งสักการบูชา ธูปเทียนลอย ลอยตามน้าํ เพอื่ ใหไปถึงญาติพ่ีนองที่ลวงลับไป เรียกวา การลอย
โขมด หรือลอยไฟ
โคมลอย นิยมลอยกันในเทศกาลลอยกระทง ทางภาคเหนือเรียกวาประเพณี ยี่เป็ง เป็นประ เพณี
ลอยกระทงของชาวลานนา ซ่ึงหมายถึงวันเพ็ญเดือน 2 เป็นการนับเดือนตามจันทรคติ โดยคําวา ยี่เป็ง เป็น
ภาษาเหนอื ยี่ แปลวา สอง และคําวา เป็ง ตรงกับคําวา เพ็ง หรือ เพ็ญ หมายถึงพระจันทรแเต็มดวง คือวันข้ึน
15 ค่าํ เดือน 2 นน่ั เอง
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหริภญุ ชัยบ้านฉนั หนา้ ๒๗
โคมลอย ที่คนทองถิน่ ลานนาสวนใหญเ รียกติดปากวา วาว สามารถแบงยอ ยไดส องประเภท ไดแก โคมลอย
กลางวัน (วาวโฮม-วาวควัน) กับ โคมลอยกลางคืน (วาวไฟ) นอกจากน้ียังมีโคมแขวน ท่ีจัดเป็นโคมอีกชนิด
เชนกันเพยี งแตใชแขวนตามบานเรือนไมไดใชลอยโดยโคมที่ใชลอยกลางวันน้ัน จะใชกระดาษที่มีสีสันจํานวน
หลายสิบแผนในการทํา เพื่อใหเห็นในระยะทางไกลแมจะอยูบนทองฟูา จะมีการตกแตงดวยการใสหาง หรือ
ขณะท่ที ําการปลอ ยมักใสลูกเลนตา งๆเขา ไปดวย เชน ใสประทดั ควนั สี เครื่องบนิ เล็ก ตกุ฿ ตากระโดดรม เป็นตน
บางทองทนี่ ิยมใสเงินลอยขนึ้ ไปอีกดว ย วิธีการปลอยจะตอ งใชการรมควันใหเ ตม็ โคม เมื่อไดที่แลวจงึ ปลอย
ประเพณสี ลากภัต
ประเพณีสลากภัตรหรือประเพณีตานกเวยสลาก หมายถึง ประเพณีถวายทานสลากภัต เป็นวิธีการ
ถวายเคร่ืองไทยทานแกพระสงฆแวิธีหนึ่ง อันเป็นท่ีนิยมของชาวเหนือ โดยทั่วไปจะเริ่มใน วันเพ็ญ เดือน 12
เหนอื (กันยายน) ถงึ แรม 1 ค่าํ เดือนเกยี๋ งดบั (พฤศจิกายน) เมอ่ื ทางวัดและชาวบานตกลงกันวาจะจัดใหมีการ
กนิ สลากกอนวันตานกเวยสลาก ชาวบานจะจดั ทาํ พธิ ีเตรยี มสง่ิ ของเคร่ืองไทยทาน 1 วัน เรียกวันที่เตรียมของน้ี
วา “วันดา” ชาวบานจะจัดเครื่องไทยทานลงใน “กเวย” เป็นตระกราหรือชะลอมขนาดเล็กท่ีสานดวยไมไผ
เรยี กวา “กเวยสลาก”
ประวัติความเป็นมาของประเพณตี านก๋วยสลาก
เรอ่ื งราวความเป็นมาของการทานสลากนน้ั มมี าตั้งแตครนั้ พทุ ธกาล เรอ่ื งมีอยวู า “คร้ังนั้นพระพทุ ธเจา
เสดจ็ ประทบั ณ พระเชตวันมหาวหิ าร วันหน่ึงมีนางกุมารีผูหน่ึงไดหอบลูกนอย หนีนางยักขิณี ผูซ่ึงมีเวรกรรม
ตอกัน ว่ิงเขาไปในวัดขณะที่พระพุทธองคแกําลังแสดงธรรมอยูนั้น นางกุมารีไดเขาไปขอความชวยเหลือ พระ
พุทธองคกแ ็ตรสั วา “เวร ยอมระงับดวยการไมจองเวร” แลวก็เทศนาแกท้ังคู ใหนางยักขิณีรับศีล 5 นางยักขิณี
น้ัน ก็ถามวา “เมื่อใหร ับศีล ปฏบิ ัติธรรมจะใหท ําอะไรกิน” นางกุมารีนางน้ันก็ขันอาสาใหไปอยูดวย นางกุมารี
ไดอปุ การะนางยักขณิ ี ชวยกนั ทาํ มาหากนิ นางยกั ขิณีซาบซึ้ง จึงตอบแทนโดยเป็นผูพยากรณแ แกนางกุมารี วา
ใหทํานาปีที่นํ้าเยอะ ทํานาท่ีลุมปีท่ีแลง ทํานาบนดอนปีท่ีน้ําหลาก จนนางกุมารีมีฐานะมั่งค่ังข้ึน จนชาวบาน
ทวั่ ไปเหน็ กแ็ ปลกใจ จงึ ไดไปถามนางกมุ ารี นางก็บอกไปตามความจริง ฉะนั้นชาวบานเวลาจะทําอะไรก็ตองไป
ถามนางยกั ขณิ ี เสยี กอน จนผคู นมฐี านะดขี ้ึนกันถว นหนา เมอ่ื ผคู นมฐี านะดีข้นึ จึงนาํ ของมาตอบแทนนางยักขิณี
จนมีขา วของมากมาย นางยกั ขิณจี ึงนาํ ของเหลาน้ันถวายพระ แตไ มร วู า จะเอาอะไรถวายพระสงฆแรูปไหน จึงทํา
เป็นสลากภัตร(กเวยสลาก) ข้ึน ใหพระจับเบอรแดวยการอุปโลกนกรรม พระสงฆแรูปไหนจะไดของอะไรจะมีคา
มากนอยแคไหนก็ข้ึนกับโชคของตัวเอง”การทําสลากภัตรของนางยักขิณีน้ี นับเป็นการทานสลากครั้งแรกใน
พระพุทธศาสนา
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภญุ ชยั บ้านฉัน หน้า ๒๘
ความสาคัญของประเพณตี านกว๋ ยสลาก
ประเพณีตานกวเ ยสลาก เปน็ ประเพณใี นพทุ ธศาสนาทสี่ าํ คญั อยา งหนึง่ ในลา นนาไทยซงึ่ สืบเนอื่ งมาจาก
คา นิยมท่สี บื ทอดมาชา นาน คือ
๑. ประชาชนวา งจากภารกจิ การทาํ นา
๒. ประชาชนหยดุ พกั ไมเ ดินทางไกลเพราะเป็นฤดูฝน
๓. พระสงฆจแ ําพรรษาอยอู ยางพรักพรอม
๔. ผลไมมากและกาํ ลังสกุ เชน สมโอ สม เกลี้ยง กลว ย ออ ยฯลฯ
๕. ไดโอกาสสงเคราะหแคนยากจน เปน็ สงั ฆทาน
๖. ถือวามีอานสิ งสแแ รง คนทาํ บุญจะมีโชคลาภ
๗. มีโอกาสหาเงนิ และวัสดุบํารงุ วัด
พิธีกรรมในประเพณีตานก๋วยสลาก
เมื่อถึงวันทกี่ ําหนดชาวบานเจา ของกณั ฑสแ ลาก จะจัดขบวนแหเครื่องไทยทานเขาวัดโดยขบวนแหจะ
ประกอบดวยตน สลาก ขบวนรถกเวยสลาก แตล ะขบวนแหจะมีการฟูอนรําของศรัทธาชาวบานซ่ึงจะมากันเป็น
หมูบาน เรียกวา ศรัทธาของหมูบานท้ังหมูบานท่ีจัดประเพณีนี้ข้ึน และศรัทธาหมูบานอ่ืนที่มารวมงาน
กณั ฑแสลากแตล ะกณั ฑแจะมีเสนสลาก เขียนขอความอุทิศสวนบุญสวนกุศลไปใหผูที่ลวงลับและเทวดาทั้งหลาย
และมชี ่อื เจา ของกัณฑแ เสน สลากทเี่ ขียนจะเขียนลงในแผน ใบตาล หรือใบลาน หรือกระดาษแขง็ เทาจํานวนของ
เคร่ืองไทยทาน และนําเสนสลากไปกองรวมกันยังท่ีกําหนดไว ซ่ึงสวนใหญเป็นวิหารหนาพระประธาน
กรรมการจะจดั แบงสลากออกเปน็ กอง ๆ ตาจาํ นวนที่ พระภกิ ษุ สามเณร ที่นมิ นตแมารวมพิธีและจัดแบงใหพระ
ประธานดวย ถอื วา เป็นตัวแทนของ พระพุทธเจาถามีสลากจํานวนมาก พระภิกษุจะไดรับ 20 เสน สามเณรได
10 เสน เสน ท่เี หลือสมทบถวายพระประธาน เมือ่ เสรจ็ จากการแบงเสนสลาก คณะกรรมการจะนําเสนสลากที่
แบงแลวจํานวน 1 มัด ไปประเคนพระผูอาวุโส ซ่ึงเป็นประธานในพิธี ตอจากน้ันกรรมการจึงนําเสนสลากไป
ถวายพระเณรตามลําดับเม่ือพระสงฆแอนุโมทนาจบแลว ชาวบานตางแยกยายกันไปน่ัง ณ ท่ีจัดไวใหชาวบาน
เจาของกัณฑสแ ลากตา งพากันตามหาเสนสลากของตนท่ีอยูในมือของพระภิกษุสามเณร เมื่อพบแลว พระภิกษุ
สามเณรอานเสน สลากแลวจึงถวายของ เมื่อรบั พรเสรจ็ รบั เสนสลากของตนไปเผา แลว กรวดนา้ํ อุทิศสวนกุศลไป
หาผูที่ตายเป็นเสร็จพิธีสําหรับเคร่ืองไทยทานท่ีจัดทําเป็นตนกัลปพฤกษแ เจาของตองนิมนตแพระภิกษุหรือ
สามเณรท่ีไดเสนสลากไปยังที่ต้ังของเครื่องไทยทานเพ่ือถวายบางคร้ังกัณฑแสลากจัดทําเป็นหุนรูปสัตวแตาง ๆ
เชน ชา ง มา วัว ควาย ขนาดใกลเคียงของจริงทําดวยหุนโครงไมไผหุมดวยผา ทาสีสันใหเหมือนสัตวแจริง การ
ถวายมีลักษณะเชนเดียวกับกัณฑแสลากอื่น ๆการกินสลากนิยมจัดหลังจากการออกพรรษา ประเพณี
ตานกเวยสลากบางหมูบานจะจัดมีทุกปี บางหมูบานอาจจัดเวนปี หรือ 3 ปี จัดคร้ังหนึ่ง หรือ 4 ปี หรือ 5 ปี
ตอ ครัง้ เพราะเนื่องจากตองเสยี คาใชจายสงู ในการจดั ทํากณั ฑแสลาก
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหรภิ ุญชัยบา้ นฉัน หนา้ ๒๙
คาถวายตานก๋วยสลากภัตดว้ ยภาษาบาลี
มานิ มะยงั ภนั เต สะลากะภตั ตานิ สะปะริวารานิ อุสกุ ัฏฐาเน ฐะปิตานิ ภิกขสุ ัง-ฆัสสะ โอโณชะยามะ
สาธุ โน ภนั เต ภิกขสุ ังโฆ เอตานิ สะลากะภัตตานิ สะปะรวิ ารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัญเจวะ มาตาปิตอุ า
ทีนัญจะ ปิยะชะนานงั ฑีฆะรตั ตงั หิตายะ สขุ ายะ
ขา แตพ ระสงฆผแ ูเจรญิ ขา พเจาทงั้ หลาย ขอนอ มถวาย สลากภตั ตาหารพรอมทั้งของอนั เป็นบริวาร
ท้งั หลายซึ่งตง้ั ไว ณ ทโ่ี นนเหลา น้นั ของขา พเจาทั้งหลาย เพอ่ื ประโยชนแแ ละความสุขแกข า พเจา ท้ังหลายดวย
แกป ิยชนท้ังหลายมบี ิดามารดาเป็นตน ดวย ส้ินกาลนาน เทอญ
ประเพณปี อยหลวง
คําวา “ปอย” เป็นภาษาพมาแปลวา “งานท่ีมีคนชุมกัน” ถามีคนชุมนุมกันนอยเราเรียกวา “ปอย
นอย” ถามีคนชุมนุมกันมากเราเรียกวา “ปอยหลวง” ในที่น้ีคําวา “ปอยหลวง” จึงไดแก “งานมหกรรม”
นัน่ เอง
ลานนาไทยมปี ระเพณที ่ีปฏิบัติสืบตอกันมาแตโบราณวา เม่ือสรางส่ิงเป็นสาธารณะประโยชนแขึ้นเสร็จ
แลว หรอื สิง่ ทเี่ ป็นวตั ถุถวายพระภกิ ษสุ งฆเแ สรจ็ แลว จะจดั ใหม งี านฉลองส่ิงนน้ั อีกครง้ั หน่งึ เรียกวา “ปอยหลวง”
สงิ่ ทเี่ ราจะตอ้ งจัดปอยหลวง
1. อโุ บสถ
2. วหิ าร
3. ศาลา
4. กําแพง
5. กุฎิ (โบราณไมปอยหลวง)
6. หอธรรม (หอไตร)
7. ตอนหลงั เพ่มิ สิง่ ที่เป็นสาธารณะประโยชนเแ ขา มาดวย เชน โรงเรียนถนนหนทาง
การทานสงั ฆ์
เมือ่ พดู ถงึ เร่ืองน้ีกอ็ ยากจะอธิบายใหทราบถึงเรื่องการ “การทานสังฆแ” ใหเป็นท่ีเขาใจกัน “สังฆแ” คือ
อะไร คนภาคอืน่ อาจเขา ใจเป็น “พระสงฆแ” ความจริง “สังฆแ” ในท่ีนี้หมายความถึง “ไทยธรรมท่ีจะถวายทาน
แกส งฆแ” การทานสังฆแก็คอื การถวายทานไทยธรรมแกส งฆแนน่ั เอง
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภญุ ชัยบา้ นฉัน หน้า ๓๐
งานปอยหลวง
สว นงานปอยหลวงน้นั เป็นงานใหญเ รยี กวาเป็นงานมหกรรมทีเดียว มีประเพณีสืบตอกันมาแตโบราณ
เขาใจวาจะยดึ เอาแบบอยา งของนางวิสาขามหาอุบาสกิ า ซงึ่ สรางวดั ช่อื “บพุ พาราม” ถวายพระพทุ ธเจาในสมัย
พทุ ะกาล ตามตํานานกลา ววา วัดน้ันวิจิตงดงามเหลือหลาย เมื่อสรางเสร็จแลวจัดใหมีงานฉลองเป็นท่ีครึกครื้น
สวนนางวิสาขาเองเกดิ ปีตพิ าลูกหลานฟอู นรอบพระวหิ าร
การแหพ่ ระมหาอปุ คตุ ต์
ในสมุดขอยหรือพับลั่นตําราเรียนธรรมของลานนาไทย ทานกลาวไววา พระอรหันตแที่ยังมีชีวิตอยู 4
องคแ คือ พระอุปคุตคแอยูในโลหปราสาท ในมรสุมทิศเหนือ 1 พระสารมัตตะอยูในปราสาททิศเหนือ 1 พระ
สกโสสาระอยูในปราสาทสมุททรทิศตะวันออก 1 พระเมธาระอยูในโลหะปราสาทสมุทรทิศตะวันตก 1 และ
กลาวถงึ พระอรหันตทแ ่ีนพิ พานไปแลว แตรางกายไมเนาเปื่อย อีก 4 องคแ คือ พระมหากัสสปะอยูในเขาเวภาร
บรรพต 1 พระมหาสุภระอยูใ นเขตอตุ มะ 1 พระอุปักขายะ อยูในเขามะกุระ 1 พระธรรมสาระอยูในเขามิสส
กะ 1 ในพระอรหันตแ 4 องคทแ ี่ยงั มีชีวิตอยูชาวลา นนาไทยคุนเคยกับพระมหาอปุ คตุ ตแมาก แมแตเด็กๆ ก็รูจักช่ือ
ทาน เพราะวนั ใดก็เปน็ วนั เดือนเพ็ญตรงกบั วันพทุ ธ ทา นวา “พระมหาอปุ คุตตแจะออกบณิ ฑบาต ผูใดไดใสบาตร
ทา น จะประสบโชคดีในวันนน้ั ทเี ดยี ว” ทางจังหวัดลําพูนยังถือปฏิบัติกันอยูในปัจจุบันนี้ เรื่องของทานมหาอุป
คุตตแเลื่องลือมาก ก็ตอนท่ีพระเจาอโศกมหาราชฉลองพระธาตุแปดหม่ืนส่ีพันหลังอโศกมหาราชไดนิมนตแพระ
มหาอุปคุตตมแ าชวยเหลอื โดยทา นไดมาชวยมัดพระยามารไว ไมใหออกไปรบกวนงานฉลองครั้งน้ันจึงดําเนินไป
อยา งสงบ
การตานตุง
กอนจะถงึ งานสัก 2-3 วนั จะเป็นการนดั ตานตงุ (ตงุ คอื ธงแผนผา) โดยศรัทธาของวัดนั้นเป็นผูสราง
ตุงถวายใครจะถวายก็ไดไมถวายก็ได แตสวนมากมักจะถวายกันเมื่อมีงานฉลองวันตานตุงน้ีทําตอนเชามีพิธี
ทาํ บญุ ตกั บาตรแลว ก็เวนตานตุง เมอ่ื เสร็จแลว ตึงของใครของมนั เขาจะนาํ มาฝังคางสูง 3-4 วา ฝังเป็นระเบียบ
เป็นแนวจากหนาวัดออกไปสูสองฟากถนนท่ีจะเขามาหาวัด บางคนตานตุงมาก จะปักฝังออกมาไกลจากวัด
เราขร่ี ถผานตุงนีม้ ีทไ่ี หน กร็ ูว า วัดแถวนี้จะมงี านปอยหลวง
หมายเหตุ
ประเพณีปอยหลวงทเี่ ลามาน้ี เป็นแบบทีป่ ฏิบตั อิ ยใู นจงั หวดั ลาํ พนู จังหวัดเชียงใหม สวนการปฏิบัติใน
จังหวดั อนื่ ๆ ในภาคเหนอื มีผิดแผกแตกตา งกนั ไปบาง เชนจังหวดั เชียงรายนายอาํ เภอครวั ทานของศรัทธาวัดนั้น
แหเขากอนหมด ตอจากน้ันจึงเป็นครัวทานของหัววัดตางๆในวันตอมา เขาแหครัวทานเขาถึงตอนกลางคืน
ทางวดั ทมี่ ีงานเลีย้ งขาวเย็นขาวค่ําแกศ รัทธาวดั ท้ังหลายท่นี าํ ครัวทานเขาในคํา่ วนั น้จี นท่ัวถงึ
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภุญชยั บ้านฉนั หนา้ ๓๑
การเลย้ี งผี ปู่ ย่า ตา ยาย
ผี ปูุ ยา ตา ยาย หมายถึง ผีประจําตระกูล หรือท่ีเรียกวา ผีบรรพบุรุษ กลาวคือถา ปูุ ยา ตา ยาย
ลว งลบั ไปแลว พวกลูกหลานก็จะสรา งหอไวท างเบือ้ งทิศหวั นอน หรือมรสถานท่ีทเ่ี ห็นสมควร บนหอจะมีหิ้งวาง
เคร่อื งบูชา เชน พานดอกไม ธปู เทยี น นา้ํ ตน (คนโท) วางเอาไว ในปัจจุบันคําวา “ผี ปูุ ยา ตา ยาย” กรอนลง
มาเหลือเพียงคําวา “ผีปูุยา” ซ่ึงเพอ่ื เป็นการสะดวกในการเรยี กจะไดไ มยาวนานเกนิ ไป
การนับถือ ผี ปุู ยา ตา ยาย ก็มีเรื่องเลาสืบกันมาวา เวลาพอแมตายลงไป ในสมัยกอนลูกหลานไมได
กินไดทานอุทิศสวนกุศลใหดังเชนสมัยนี้ สาเหตุเพราะวาอาจจะไมมีวัดหรือไมก็อยูหางไกลวัดก็อาจเป็นได
ลกู หลานมคี วามรกั เอน็ ดหู วงใยพอ แม จึงสรางศาลสูงเพียงตาขึ้น แลวมีดอกไม ธูปเทียน อาหารหวานคาว ลูก
สมของหวาน บวงสรวงอัญเชิญดวงวิญญาณของพอแมใหมาอยใู นศาล เพอ่ื พิทกั ษรแ ักษาลูกหลานตลอดจนเครือ
ญาติจะตองถือ ผี ปุู ยา ตา ยาย อันเดียวกันแลวหามแตง งานในวงศแทีถ่ อื ผอี นั เดียวกัน
ผี ปุู ยา ตา ยาย จะอยูกบั ลูกผูหญงิ ตลอดไป โดยมากจะอยูกับผูหญิงคนหัวปี และจะตองทําศาลใหถา
ลกู คนหวั ปีตายหรือหนไี ปอยทู ่ีอนื่ ก็จะอยูกับลกู ผูหญิงคนถดั ไปในเครอื ญาติที่เป็นปึกแผน การเล้ียง ผี ปุู ยา ตา
ยาย ในสมนั กอนนนั้ จะมีการสงอาหารใหท กุ มือ้ เมอื่ มกี ารกนิ อาหาร ตอมาเหน็ วา เปน็ การลําบากตอลกู หลานซ่ึง
จะตองทาํ มาหากิน ขอสง วนั ละครั้ง เดอื นละคร้ัง จนตอ มาปจั จบุ นั เป็นปลี ะครง้ั
ประโยชนข์ องการเลี้ยงผี ปู่ ยา่ ตา ยาย
1. เป็นที่พ่ึงทางใจ เพราะตามธรรมเนียมแลวคนทางเหนือชอบนับถือยกยองญาติผูใหญมาก ในเมื่อ
ญาติผูใหญลวงลับไปแลว ก็สรางศาลเอาไวเป็นตัวแทน เท่ือตนประสบปัญหาก็ไปกราบไหวบอกกลาวให
ชวยเหลอื
2. เปน็ การรวมญาตทิ ่ีอยหู างไกลกันไดม าพบปะซกั ถามสารทกุ ขสแ ขุ ดิบตอ กนั
3. เปน็ การแนะนําผทู ีม่ าเป็นเขยใหรูจ ักญาตพิ ่นี องของฝาุ ยหญงิ
ขอ้ ห้ามของผปี ู่ ย่า
1. ในสว นดีเฉพาะลูกผหู ญงิ ผปี ูุ ยา วางขอหามไวดงั นี้ ถาผชู ายลว งเกินจบั มอื ถือแขนไมว าในที่ลับหรือ
ที่แจง พอใจหรือไมพ อใจ จะตอ งเสยี ผี
2. หา มหวีผมในเวลากลางคนื และหามสองกระจกดหู นาในเวลากลางคืน
3. หา มชายหนง่ึ ชายใด ที่มใิ ชวงศแญาตถิ อื ผีเดียวกันเขาไปเกินธรณีประตูหอ งนอน ถา เขา ไปถือวาผิด
4. คผู วั เมีย เกิดทะเลาะววิ าทหยารา งกันไปกลบั มาคนื ดีกนั ใหม จะตอ งผิดผีเสยี ผี
5. ในวงศญแ าตเิ ดียวกนั ถาทะเลาะววิ าทกันกจ็ ะผดิ ผี
6. ผูห ญิงถามีชายอ่นื ชายใดมาทาํ ใหท องจะตองผดิ ผี
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหริภญุ ชัยบ้านฉนั หนา้ ๓๒
การกาหนดระยะเวลาในการเลย้ี ง
การเลีย้ งผปี ุู ยา จะกระทําในโอกาสตอไปนี้
1. เม่อื ครบกําหนดปี เดอื น วนั ที่สมควรทาํ พธิ ี เชน วนั สงกรานตแ หรือกําหนดวันเล้ียงผี ซึ่งมักจะเล้ียง
กันระหวางเดอื น 7, 8, 9 (เมษายน พฤษภาคม มถิ นุ ายน)
2. ในงานมงคลตางๆ เชน งานแตงงาน ขน้ึ บานใหม บวชพระ
3. มคี นในตระกูลเจบ็ ปุวยและไดบนบานเอาไว เมอื่ หายจากเจบ็ ปุวยก็ทาํ พิธแี กบ น
การเล้ียงผี เสยี ผี
การเลี้ยงผหี รือการเลย้ี งตามประเพณีจะเล้ียงปีละครั้ง ของที่ใชเลี้ยงผี เชน บวงสรวง จะเป็นอะไรน้ัน
แลวแตผีจะกินอะไร บางผกี ็กนิ หมู บางผีกก็ ินเป็ดกินไก บางผกี ก็ นิ ววั กินควาย สวนสรุ าน้นั ต้ังแตห นึ่งขวดถึงหา
ขวด เวลาบนบานโดยมากจะเป็นหมู ววั ควาย ถา เลีย้ งตามปกตปิ ระเพณีกเ็ ล้ยี งไก หวั หมกู ับสรุ าเทาน้นั
สวนการเสยี ผีนั้นไมมีกําหนด ผิดผีเม่ือไรเสียเม่ือน้ัน การเสียผีโดยมากจะเป็นหมูทั้งตัวหรือเฉพาะหัว
หมู การเลย้ี งแกบ นกท็ ําแบบเดียวกัน เชน สมมุติวา ลกู หลานจะไปเปน็ ทหารตอสกู บั ขาศึกก็จะบนหมูเอาไวหนึ่ง
ตัวเหลา ขาวหาขวด เม่อื คลาดแคลว กลบั มาบา นโดยไมเ จบ็ ปวุ ยหรอื ตาย ก็จะเลีย้ งแกบน
การนบั ถือผีปูุ ยา ดังกลาวนี้ ปัจจุบันมิไดหมายถึงวาจะนับถือกันทุกคน หรือทุกครอบครัว ผูที่นับถือ
ศาสนาพุทธอยางแทจริงโดยไมมีการถือผี เขาก็จะไมนับถือ ตามบานนอกก็เชนเดียวกัน แตก็ยังมีการถือผีกัน
เปน็ สว นใหญ และสวนมากก็จะเปน็ การนับถือศาสนาพุทธปนกันกับไสยศาสตรแเพราะพิธีกรรมทางไสยศาสตรแ
มักจะมีศาสนาพทุ ธเขา ไปเก่ียวขอ งดวยเสมอ ยากท่ีจะแยกได
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหรภิ ุญชัยบา้ นฉนั หนา้ ๓๓
กจิ กรรมท้ายเรอ่ื งท่ี3 ประเพณแี ละวฒั นธรรม
คาชแี้ จง ใหน ักศกึ ษาจงเลือกคําตอบท่ีถกู ที่สดุ เขียนเคร่อื งหมาย X ลงในกระดาษคําตอบ
1. วัฒนธรรม หมายถึงขอใด
ก. ความเจริญของสงั คม
ข. กฎเกณฑขแ องสังคมในอดีต
ค. แบบแผนการดําเนนิ ชีวติ ของมนุษยแ
ง. สิง่ ทท่ี กุ คนยอมรบั ปฏิบัตดิ วยความสมัครใจ
2. ประเพณีในขอใดท่ีมคี วามสัมพันธกแ บั วถิ ชี วี ติ คนลาํ พูนนอยทีส่ ดุ
ก. ประเพณถี ือศลี กินเจ
ข. ประเพณีสลากยอม
ค. ประเพณีโคมลอยยี่เปง็
ง. ประเพณีสรงนา้ํ วดั พระธาตุหรภิ ญุ ชัย
3. คําวา “วัฒนธรรม” มีความหมายตรงกบั ขอใดมากทีส่ ุด
ก. เปน็ พฤติกรรมของบุคคลทีเ่ ปลีย่ นแปลงลงไดและ
สืบทอดได
ข. แบบแผนความประพฤติทีส่ ่ังสมมาแตบ รรพบรุ ุษ
เปลีย่ นแปลงยาก
ค. ลกั ษณะนิสัยของคนในสงั คมที่ไดร ับการพัฒนาให
เจรญิ งอกงามเป็นสําคัญ
ง. ขนบธรรมเนยี มประเพณขี องคนกลุมใดกลุมหนง่ึ ท่ี
ไดร บั การประยุกตแใหเ ขากบั สภาพการณทแ างสงั คม
4. ประเพณที ี่ทีจะเริ่มตง้ั แตว ันเพญ็ เดือนสบิ (เดือน12เหนือขน้ึ 15 คา่ํ ) จนถงึ วันแรม14 ค่ําเดือน 11 (เดือน
เกี๋ยงเหนือ แรม 14 คา่ํ )
ก. ประเพณีสลากยอ ม
ข. ประเพณีสลากยอม
ค. ประเพณโี คมลอยย่เี ป็ง
ง. ประเพณีเล้ียงผีปูุ ยา ตา ยาย
5. ประเพณสี รงน้าํ พระธาตุ ไดนํา”นา้ํ ศกั ดส์ิ ทิ ธแ ของดี
บริสทุ ธแ” นาํ มาจากสถานท่ีแหงใด
ก. ดอยอนิ ทนนทแ
ข. ดอยขะมอ
ค. ดอยตุง
ง. ดอยสเุ ทพ
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหรภิ ุญชยั บา้ นฉนั หนา้ ๓๔
6. ประเพณีสรงน้ําพระธาตหุ ริภุญชยั เปน็ ประเพณเี กา แกม ี หนา้ ๓๕
ข้ึนในวันเพญ็ เดือนหกทีเ่ รียกวา วันแปดเปง็ มขี นึ้ ท่ี
จงั หวัดใด?
ก. เชียงใหม
ข. ลําพูน
ค. เชยี งราย
ง. ลําปาง
7. เครือ่ งประดบั ตกแตง สลากยอ มตน ใหญมีชื่อเรยี กวา อกี
อยางหนึ่งวา อะไร
ก. สํารับ
ข. กปั ปรกุ ขา
ค. สลากโชค
ง. จาตอง
8. สลากกวเ ยใหญ เรียกอกี ชอ่ื หนึ่งวา สลากอะไร
ก. สลากยอ ม
ข. สลากกวเ ยสํารบั
ค. สลากโชค
ง. กวเ ยซอง
9. คาํ วา “ปอย” เป็นภาษาพมา แปลวา
ก. งานทมี่ คี นชมุ กนั
ข. ประเพณลี อยกระทง
ค. ประเพณีสงกรานตแ
ง. ประเพณีสรงน้ําพระธาตุ
10. ขอใดไมใ ชป ระโยชนขแ องการเล้ยี งผปี ูุ ยา ตา ยาย
ก. เปน็ ทีพ่ ่ึงทางใจ
ข. เปน็ การแนะนําผูท มี่ าเปน็ เขยใหร ูจกั ญาตพิ ีน่ องของ
ฝาุ ยหญิง
ค. เปน็ การแนะนาํ ผูท ี่มาเป็นสะใภใหรจู กั ญาติพี่นอ งของ
ฝาุ ยชาย
ง. เป็นการรวมญาติที่อยหู างไกลกันไดมาพบปะซักถาม
สารทกุ ขสแ ุขดบิ ตอกนั
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหรภิ ญุ ชยั บา้ นฉนั
เรื่องที่ 4
โบราณวตั ถุ โบราณสถาน สถาปตั ยกรรม ของจงั หวัดลาพนู
โบราณวตั ถุ
ความหมายของโบราณวัตถุ
คําวา “โบราณวัตถุ” ถือไดวาเป็นคําที่อยูควบคูกับคําวาโบราณสถานเสมอ ตามพจนานุกรม ฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๔๙๓ ไดใหความหมายของคําวาโบราณวัตถุ ไววาหมายถึง “ของโบราณ”
แตความหมายดังกลาวก็เปล่ียนไปตามที่ปรากฏในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ไดให
ความหมายไววา “ส่งิ ของโบราณที่เคลื่อนท่ีได เชน พระพุทธรูป เทวรูป ศิลาจารึก มีอายุเกากวา ๑๐๐ ปี ขึ้น
ไป” พรอมทั้งใหความหมายทางกฎหมายไวด วยวา “สังหาริมทรัพยแที่เป็นของโบราณ ไมวาจะเป็นสิ่งประดิษฐแ
หรอื เป็นส่งิ ทเี่ กิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือท่เี ป็นสวนหนง่ึ สว นใดของโบราณสถาน ซากมนษุ ยแ หรอื ซากสัตวแ ซึ่งโดย
อายหุ รอื โดยลักษณะแหงการประดิษฐแ หรือโดยหลักฐานเก่ียวกับประวัติของสังหาริมทรัพยแน้ันเป็นประโยชนแ
ในทางศิลปะ ประวัติศาสตรแ หรือโบราณคดี” ซึ่งความหมายดังกลาวก็ยังใชอยูในพจนานุกรม ฉบับ
ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒
ความสาคญั ของโบราณวตั ถุ
โบราณวัตถุมคี วามสาํ คญั เป็นอยา งยิ่งในการใชศึกษาถึงเรื่องราวและพฤติกรรมของคนในอดีตเราอาจ
ทราบถงึ วิถชี ีวติ และความเป็นอยูของคนในอดีตไดจากส่ิงของเหลานี้น่ันหมายความวาโบราณวัตถุสามารถเลา
เรือ่ งราวทางประวตั ศิ าสตรอแ ันยาวไกลของผูคนในอดตี (ต้ังแตก อนทจี่ ะมีการบันทึกเลาเรื่องราวเป็นลายลักษณแ
อักษร) ใหเราไดร ูตวั อยา งเชนเศษเคร่อื งป้นั ดนิ เผาสามารถเลา เรือ่ งราวของมนุษยแในอดีตไดมากต้ังแตการแสดง
ใหเ หน็ ถงึ ความสามารถทางเทคโนโลยีในการผลิตรูปแบบภาชนะซึ่งอาจแสดงใหเห็นถึงความนิยมในกลุมชนท่ี
แตกตา งกันแมกระท่งั สามารถบอกถึงการติดตอสัมพันธแของคนในทอ งถิน่ ตางๆและบอกเสน ทางการคาหรือการ
คมนาคมกับดินแดนอ่นื ๆไดอ ีกดว ย
ประเภทของโบราณวัตถุ
การแบงประเภทโบราณวตั ถุนั้นตามหลักวชิ าการโบราณคดอี าจแบง ไดเปน็ ๒ประเภทใหญคอื
(๑) โบราณศิลปวัตถุหรือโบราณวัตถุท่ีมนุษยแสรางข้ึน (Artifacts) ไดแกสิ่งของเคร่ืองมือเครื่องใชที่
มนษุ ยสแ รางขนึ้ ดว ยวัสดุประเภทตางๆเชนเครื่องมือหินเคร่ืองปั้นดินเผาเคร่ืองประดับประติมากรรมจิตรกรรม
จารกึ เปน็ ตน
(๒) นิเวศวัตถุหรือโบราณวัตถุท่ีเป็นของตามธรรมชาติหรือสภาพแวดลอม (Ecofacts) ที่ไมใชส่ิงที่
มนุษยสแ รา งหรอื ประดษิ ฐแข้ึนโดยตรงแตเ กย่ี วของกับมนุษยแแ ละสามารถสะทอ นใหเ หน็ ถึงพฤติกรรมของมนุษยใแ น
อดีตหรือมรี อ งรอยทแ่ี สดงใหเหน็ ถงึ กจิ กรรมของมนษุ ยแเชน กระดกู สตั วเแ มลด็ พชื ซงึ่ เราสามารถนําไปศกึ ษาถึง
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาหริภุญชยั บ้านฉัน หน้า ๓๖
ศิลาจารกึ อนั จัดตัง้ ทพ่ี พิ ธิ ภัณฑสถานแหง ชาติ หรภิ ุญชยั จังหวดั ลําพูน ทัง้ หมดมี ๒๓ หลัก อาจจะแบง
ออกไดต ามสมยั เปน็ ๒ ระยะ คอื
๑. ศิลาจารึกสมัยหรภิ ุญชยั ราวพทุ ธศตวรรษที่ ๑๗ จํานวน ๗ หลกั
จารึกดว ยอักษรมอญโบราณ และจารกึ เป็นภาษามอญโบราณก็มี บางทีขึ้นตนจารึกเป็นภาษาบาลีแลว
แปลเป็นภาษามอญ หรือบางหลักจารึกท้ังภาษามอญและภาษาบาลีรวมกันไป ลักษณะอักษรจารึกจากศิลา
จารกึ ๗หลกั ในพพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง ชาติ หริภญุ ชยั เปน็ รูปแบบตัวอกั ษรเหมือนกับตัวอักษรซึ่งจารึกอยูในศิลา
จารึก "มรเจดียแ" ( Mayazedi) ของพระเจากยันจิตซา กษัตริยแพมาผูครองกรุงพุกามทรงกระทําขึ้นเม่ือ พ.ศ.
๑๖๒๘ และ ๑๖๓๐
ศลิ าจารกึ ภาษามอญโบราณสมยั หริภญุ ชัยท่พี บในจงั หวัดลําพูน จํานวน ๗ หลัก คือ
๑. จารกึ วดั ดอนแกว ๑
๒. จารึกวดั ดอนแกว ๒
๓. จารึกวดั มหาวัน
๔. จารกึ วัดบานหลวย
๕. จารกึ วัดแสนขาวหอ
๖. จารกึ วดั กกู ดุ ๑
๗. จารกึ วดั กูกุด ๒
๒. ศลิ าจารึกสมัยลา้ นนา ตง้ั แตพ ทุ ธศตวรรษท่ี ๒๐ จาํ นวน ๑๖ หลัก
ในจงั หวดั ลําพนู ไดพบหลักฐานศลิ าจารึกอักษรไทย ภาษาไทยลานนาท่ีเกาท่สี ดุ เพียงแคพุทธศตวรรษที่
๒๐คือศิลาจารึกวัดพระยืน พ.ศ.๑๙๑๓จากการวิเคราะหแขอมูลทางโบราณคดีประวัติศาสตรแ จารึก ตํานาน
พงศาวดารตางๆ สรุปไดอยางกวางวา ในดินแดนแถบลุมแมน้ําปิงและน้ําวัง บริเวณจังหวัดลําพูน ลําปางใน
ปัจจุบันมีกลุมชนซึ่งใชอักษรมอญโบราณตั้งถิ่นฐานบานเรือนอยูอยางเป็นอิสระ เจริญรุงเรืองดวยอารยธรรม
ทางพระพุทธศาสนาท่ใี ชัภาษาบาลี เมอ่ื พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๓มกี ารสรา งเมืองหริภญุ ชยั อารยธรรมรอบแรกน้ันรับ
ขึ้นมาจากบรเิ วณที่ราบภาคกลางซง่ึ ขณะนน้ั มีเมืองละโวเป็นเมืองสําคญั ตอ มามีการติดตอสัมพันธแกับเมืองใหญ
ในสหภาพพมา เชนหงสาวดี และพุกาม จนถงึ พทุ ธศตวรรษที่ ๑๙ พญายีบากษัตริยแองคแสุดทายเสียอํานาจการ
ปกครองแกพญามงั ราย แวนแควนทางการปกครองของหรภิ ุญชยั จึงสนิ้ สดุ ลงต้งั แตน้นั เป็นตน มา
เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวชิ าหริภญุ ชยั บา้ นฉัน หนา้ ๓๗