SAMAKKHI WITTHAYAKHOM SCHOOL
การ
มองเห็น
สีวัตถุ
ภายใต้
แสงสี
จัดทำโดย
นายปรายเมฆ โควิ 17 6.13
คำ นำ
E-book ฉบับนี้จัดทำเพื่อให้คนที่อยาก
ศึกษาเกี่ยวกับการมองเห็นสีของวัตถุ
ภายใต้แสงสีต่างๆ
ผู้จัดทำหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน
และหากมีข้อผิดพลาดประการใด
ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
น า ย ป ร า ย เ ม ฆ โ ค วิ เ ล ข ที่ 1 7 6 . 1 3
ห น้ า ก • คำ นำ
การมองเห็นสีวัตถุภายใต้
แสงสี
Table of Contents 01 บทนำ
02 ชนิดวัตถุ
ห น้ า ก • คำ นำ 03 แผ่นกรองแสงสี
04 การผสมสารสี
05 การผสมแสงสี&สีเติมเต็ม
06 ตา
07 การมองเห็นและสายตาแบบต่าง ๆ
08 การมองเห็นสี
09 บรรณานุกรม
10 ปกหลัง
ห น้ า ข • ส า ร บั ญ
บทนำ
ในชีวิตประจำวันของเรา เราจะเห็นวัตถุมี
สีต่าง ๆ กัน สีของวัตถุมีผลต่อจิตใจ
มนุษย์ ทำให้เกิดอารมณ์และความรู้สึก
ต่าง ๆ กัน เช่น สีแดงจะกระตุ้นให้เกิด
การตอบสนองอย่างรุนแรง สีเขียวทำให้
รู้สึกสงบ สีดำทำให้เกิดความเศร้า หดหู่
เป็นต้น การทำงานตลอดจนความเป็นอยู่
ในช่วงต่าง ๆ ของมนุษย์จึงควรจะมี
ความสัมพั นธ์กับสภาพแวดล้อมที่มีสีต่าง
ๆ กัน ตามความเหมาะสมด้วย การที่วัตถุ
ต่าง ๆ จะมีสีอย่างไรขึ้นอยู่กับคุณสมบัติ
สองประการ คือ ส่วนประกอบของเนื้อ
สารที่ประกอบกันเป็นวัตถุนั้น ๆ และแสง
สีที่มาตกกระทบ
ห น้ า 0 1 • บ ท นำ
ชนิดวัตถุ
ป ริ ม า ณ แ ส ง &
ก า ร ย อ ม ใ ห้ แ ส ง ผ่ า น
Transparent Object
วั ต ถุ ที่ ย อ ม ใ ห้ แ ส ง ผ่ า น ไ ป ไ ด้
เ กื อ บ ห ม ด อ ย่ า ง เ ป็ น ร ะ เ บี ย บ
และเราสามารถมองผ่านวัตถุนี้
ไ ป เ ห็น ต้ น กำ เ นิ ด แ ส ง อี ก ด้ า น ห นึ่ ง
ได้อย่างชัดเจน เช่น กระจกใส
น้ำ เป็นต้น
Translucent Object
วั ต ถุ ที่ ย อ ม ใ ห้ แ ส ง ผ่ า น ไ ป ไ ด้
อย่างไม่เป็นระเบียบโดยเราไม่
ส า ม า ร ถ ม อ ง ผ่ า น วั ต ถุ ไ ป เ ห็ น ต้ น
กำเนิดแสงได้ชัดเจน เช่น
กระจกฝ้า น้ำขุ่น เป็นต้น
OPAQUE OBJEC
วัตถุที่แสงผ่านไปไม่ได้เลย แสงจะถูกดูด
กลืนหรือสะท้อนกลับหมด และเราไม่
สามารถมองผ่านวัตถุชนิดนี้ไปยังอีกด้าน
หนึ่งได้ เช่น แผ่นโลหะ กระจกเงา แผ่นไม้
เป็นต้น
ห น้ า 0 2 • ช นิ ด วั ต ถุ
แผ่นกรองแสงสี
(colour filter)
เมื่อแสงสีขาวมาตกกระทบวัตถุ แสงที่ผ่านวัตถุหรือสะท้อนจากวัตถุ
อาจมีสีต่าง ๆ กันได้ ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติในการดูดกลืนแสงของวัตถุ
เราเรียกสารที่ดูดกลืนแสงสีต่าง ๆ ในวัตถุว่าสารสี (pigment) ถ้าเป็น
วัตถุทึบแสงสารสีเหล่านี้จะดูดกลืนแสงสีบางส่วนไว้แล้วสะท้อนแสงสี
อื่นออกมา เช่น เราเห็นวัตถุเป็นสีแดงก็เพราะสารสีในวัตถุนั้นดูดกลืน
แสงสีอื่นไว้แล้วสะท้อนแสงสีแดงมาเข้าตาเรา ถ้าเป็นวัตถุที่ยอมให้แสง
สีบางแสงสีผ่านไปได้ เราเรียกวัตถุนั้นว่า แผ่นกรองแสงสี (colour
filter)
แผ่นกรองแสงสีมีประโยชน์อย่างยิ่งในเรื่องการพิมพ์ภาพสีต่าง ๆ
เพราะแผ่นกรองแสงสีจะช่วยแยกสีในการถ่ายภาพเพื่อทำแผ่นฟิล์ม
แต่ละสี ในการพิมพ์ภาพสีจะมีการพิมพ์ด้วยสีต่าง ๆ ทีละครั้ง เริ่มจากสี
เหลืองก่อนแล้วจึงพิมพ์สีแดง สีฟ้า และสีดำตามลำดับ ผลจากการ
พิมพ์ซ้อนกันลงไปทำให้เกิดการผสมของสารสีทำให้เราเห็นแสงสีตาม
ต้องการได้
ห น้ า 0 3 • แ ผ่ น ก ร อ ง แ ส ง สี
การผสมสารสี
การท่เี ราเห็นวัตถุเป็นสีต่าง ๆ เป็นเพราะ สารสีที่ไม่อาจสร้างขึ้นจากการผสมสารสี
วัตถุนั้นมีสารสีดูดกลืนแสงสีบางแสงสีไว้ อื่น ๆ เรียกว่า สีปฐมภูมิ มี 3 สีคือ สี
แล้วสะท้อนบางแสงสีออกมาทำให้เราเห็น เหลือง สีแดงม่วง และสีน้ำเงินเขียว สารสี
วัตถุตามสีที่สะท้อนออกมา การผสมสารนี้ เหลืองจะไม่ดูดกลืนแสงสีเหลืองจะดูด
เราอาจทดลองทำได้โดยใช้สีที่เราใช้ระบาย กลืนแสงสีอื่นแล้วสะท้อนแสงสีเหลือง
ในวิชาวาดเขียนมาทดลองผสมดูในถาด ออกมาสารสีแดงม่วงก็จะไม่ดูดกลืนแสงสี
ผสมสี ในช่วงสีแดง สารสีน้ำเงินเขียวก็จะไม่ดูด
กลืนแถบสีน้ำเงิน การผสมสีปฐมภูมิเหล่า
ถ้าสีปฐมภูมิผสมกันด้วยปริมาณที่เท่า ๆ นี้จะทำให้เกิดสีต่าง ๆ ขึ้นดังภาพ
กัน เราเรียกสารสีที่ไม่สะท้อนแสงนี้ว่า สาร
สีดำ สารสีปฐมภูมิเหล่านี้สามารถจะผสม
กัน ทำให้เกิดสารสีได้หลายสี ยกเว้นทำให้
เกิดสารสีขาว เพราะสารสีขาวสะท้อนสีทุก
สีหรือไม่ดูดกลืนแสงสีเลยย่อมเป็นคณ
สมบัติเฉพาะตัวของสารชนิดนั้นการผสม
สารสีปฐมภูมิทีละคู่เรียกว่า การผสมสีแบบ
ลบ (Colour Substraction) เพราะ
เป็นการดูดกลืนแสงสีจะได้สารสีทุติยภูมิ
คือสารสีน้ำเงิน สารสีเขียว และสารสีแดง
ออกมา
ห น้ า 0 4 • ก า ร ผ ส ม ส า ร สี
การผสมแสงสี
แสงสีปฐมภูมิ ประกอบด้วย แสงสีแดง แสงสีเขียว และแสงสีน้ำเงิน การ
ทดลองผสมแสงสีกระทำได้โดยการฉายแสงสีปฐมภูมิไปบนฉากสีขาว
แสงสีปฐมภูมิปริมาณเท่ากันรวมกันเป็นแสงสีขาว เราสามารถจะผสมแสง
สีเป็นสีต่าง ๆ มากมายยกเว้นแสงสีดำ เพราะแสงสีดำคือไม่มีแสงสีเลยย่อม
ไม่ใช่แสงสี เมื่อนำแสงสีปฐมภูมิผสมกันทีละคู่ เราเรียกว่าเป็นการผสมสีแบบ
บวก (addition of colored light) จะได้แสงสีทุติยภูมิออกมาคือแสงสี
เหลือง แดงม่วงและน้ำเงินเขียว
สีเติมเต็ม
สีเติมเต็มของแสงสี คือแสงสีสองแสงสีที่ผสมกันแล้วเห็นเป็นแสงขาว เช่น แสงสี
เหลืองเป็นสีเติมเต็มของแสงสีน้ำเงิน แสงสีน้ำเงินเป็นสีเติมเต็มของแสงสีเหลือง
แสงสีแดงม่วงเป็นสีเติมเต็มของแสงสีเขียว เป็นต้น
สีเติมเต็มของสารสี คือ สารสีปฐมภูมิที่นำไปผสมกับสารสีทุติยภูมิอย่างหนึ่งแล้ว
ได้สารสีดำ
ตัวอย่าง นักเรียนคนหนึ่ง สวมหมวกสีเขียว สวมเสื้อสีขาว ผูกผ้าพันคอสีม่วง
กระโปรงสีน้ำเงิน รองเท้าสีดำ เข้าไปในห้องที่มีไฟสีเหลือง จะทำให้สีเปลี่ยนแปลง
อย่างไร
ตอบ ไฟสีเหลืองประกอบไปด้วยแสงสีเขียวและแสงสีแดง หมวกสีเขียว จะดูดกลืน
แสงสีแดงสะท้อนสีเขียว ยังคงเป็นสีเขียว เสื้อสีขาว จะสะท้อนทุกสี ทำให้เราเห็นเป็นสี
เหลือง ผ้าพันคอสีม่วง ดูดกลืนแสงสีเขียวสะท้อนแสงสีแดง ทำให้เป็นสีแดง
กระโปรงสีน้ำเงิน ดูดกลืนสีเขียวและแดง ทำให้เห็นเป็นสีดำ รองเท้าสีดำ ดูดกลืนทุก
แสงสีทำให้ยังคงเป็นสีดำ
ห น้ า 0 5 • ก า ร ผ ส ม แ ส ง สี & สี เ ติ ม เ ต็ ม
ANATOMY OF EYE
ตา เป็นอวัยวะที่ ใช้รับแสงทำให้เกิ ด ส่วนประกอบที่ สำคั ญของนัยน์ตา
การมองเห็น ตาของสิ่งมีชีวิตมี
ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร รั บ แ ส ง สี ไ ม่ กระจกตา (Cornea)
เหมือนกั น เช่น ตาของแมลงจะมอง หนังตาชั้นนอก (Sclerotic
เ ห็ น แ ส ง สี ม่ ว ง ไ ด้ ม า ก ก ว่ า ต า ข อ ง ม coat)
นุ ษ ย์ จึ ง ถู ก ร บ เ ร้ า ด้ ว ย แ ส ง สี ม่ ว ง แ ล ะ หนังตาชั้นใน (Choroides)
รังสีเหนือม่วงได้ ทำให้เรานิยมล่ อ ข อ ง เ ห ล ว ใ น ช่ อ ง ห น้ า ก ร ะ บ อ ก ต า
แ ม ล ง ด้ ว ย ห ล อ ด ใ ห้ รั ง สี เ ห นื อ ม่ ว ง ที่ (Aqueous humour)
เรียกว่า แสงดำ จากการทดลองพบ ม่านตา (Iris)
ว่ า สั ต ว์ บ า ง ช นิ ด อ า จ เ ห็ น สี ไ ด้ เ พี ย ง สี รูม่านตา (Pupil)
เดียว บางชนิดอาจเห็นได้หลายสี เลนส์ตา (Crystalline lens)
สำ ห รั บ ต า ข อ ง ม นุ ษ ย์ โ ด ย ทั่ ว ไ ป กล้ ามเนื้ อตา (Ciliary muscle)
สามารถจะเห็นแสงสีได้ตั้งแต่ แสงสี ของเหลวใสในกระบอกตา
ม่วง (400 นาโนเมตร) ไปจนถึ ง (Vitreous humour)
แสงสีแดง (700 นาโนเมตร) ผู้ที่ ไม่ เรติ นา (Retina)
สามารถเห็นแสงสีเหล่ านี้ได้หมด จุ ดสีเหลื อง (Yellow spot)
เ รี ย ก ว่ า เ ป็ น ผู้ มี ต า บ อ ด สี โฟเวีย (Fovea)
ประสาทตา (Optic nerves)
จุ ดบอด (Blind spot)
ห น้ า 0 6 • ต า
การมองเห็นและสายตาแบบต่าง
ๆ
การมองเห็นจะเกิดได้อย่างสมบูรณ์จะต้องประกอบไปด้วยความสมบูรณ์ของอวัยวะ 3 ส่วนคือ ลูก
นัยน์ตา ประสาทตา และสมองส่วนท้ายทอย ลูกนัยน์ตาที่มีลักษณะปกติจะทำให้เกิดการเห็นภาพชัดเจนส่ง
ผ่านประสาทตาไปยังสมอง สมองส่วนท้ายทอยจะทำหน้าที่รวมภาพที่เห็นจากตาทั้งสองข้าง ทำให้เกิดภาพมี
รูปทรงแบบสามมิติ ทำให้เกิดความรู้สึกไกลใกล้หรือตื้ นลึกหนาบางได้ถ้ามีส่วนใดส่วนหนึ่งของอวัยวะดัง
ก ล่ า ว ผิ ด ป ก ติ ก็ จ ะ ทำ ใ ห้เ กิ ด ค ว า ม บ ก พ ร่อ ง ใ น ก า ร ม อ ง เ ห็น ขึ้ น เ รีย ก ว่ า
สายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง สายตาคนชรา เป็นต้น
คนที่มีสายตาสั้น (Myopia) คือคนที่มีความสามารถในการมองเห็นวัตถุที่อยู่ไกล ๆ ไม่ชัด จุดไกลมีค่าไม่ถึง
ระยะอนันต์ โดยทั่วไประยะชัดใกล้หรือจุดใกล้ของคนสายตาสั้นจะมีค่าน้อยกว่า 25 เซนติเมตร สาเหตุที่ทำให้
เกิดสายตาสั้นอาจเกิดจากกระบอกตายาวกว่าปกติหรือผิวหน้าของเลนส์ตามีความโค้งมากกว่าปกติหรืออาจ
จะเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้ อตาทำให้ภาพของวัตถุที่อยู่ไกล ๆ ไม่ตกที่บริเวณจดเหลืองพอดี ทำให้
ภาพไม่ชัด
การแก้ไขการเกิดสายตาสั้น อาจจะใช้วิธีผ่าตัดหรือสวมแว่นตาที่ทำด้วยเลนส์เว้า เพื่ อให้เลนส์เว้าช่วย
กระจายแสงทำให้ภาพของวัตถุไกล ๆ ตกไกลออกไปอีกจนถึงบริเวณจุดเหลืองได้
คนที่มีสายตายาว คือคนที่มีคสามารถในการมองเห็นวัตถุที่อยู่ห่างจากตา 25 เซนติเมตร ไม่ชัดเจนหรือ
กล่าวได้ว่าเป็นผู้ที่มีจุดใกล้ยาวกว่า 25 เซนติเมตร ส่วนระยะชัดไกลหรือจุดไกลอยู่ที่อนันต์ สาเหตุที่ทำให้เกิด
สายตายาวอาจเกิดจากกระบอกตาสั้นเกินไปหรือเลนส์มีผิวโค้งน้อยเกินไปหรือเกิดจากความผิดปกติของ
กล้ามเนื้ อตาทำให้ภาพตกที่ตำแหน่งเลยบริเวณจุดเหลืองไป
การแก้ไขการเกิดสายตายาว ทำได้โดยใช้แว่นตาที่ทำด้วยเลนส์นูนช่วยรวมแสงทำให้ลู่เข้าไปตกที่
บริเวณจุดเหลืองพอดี
สายตาคนชรา ผู้ที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ขึ้นไปมักพบว่าจดใกล้มีค่ามากกว่า 25 เซนติเมตร เนื่ องจาก
กล้ามเนื้ อตาอ่อนล้า ทำให้ไม่สามารถบีบเลนส์ตาให้ป่องมาก ๆ ได้ ทำให้มีลักษณะเหมือนเป็นคนสายตายาว
นอกจากสายตายาวแล้วบางคนก็ไม่สามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ไกล ๆ ได้ ทำให้มีลักษณะเป็นทั้งคนที่มี
ลักษณะเป็นทั้งคนที่มีสายตาสั้นและสายตายาวพร้อม ๆ กันได้ แว่นตาของคนชราจึงมักทำเป็นแว่น 2 ชั้น ที่
เรียกว่า แว่นวงพระจันทร์เสี้ยว
ห น้ า 0 7 • ก า ร ม อ ง เ ห็ น แ ล ะ ส า ย ต า แ บ บ ต่ า ง ๆ
ก า ร ม อ ง เ ห็ น สี
ตามที่กล่าวมาข้างต้น เรตินาของนัยน์ตาประกอบไปด้วยเซลล์รูปแท่ง
และเซลล์รูปกรวย โดยเซลล์รูปแท่งจะไวต่อแสงที่มีความเข้มน้อยส่วน
เซลล์รูปกรวยจะไวต่อแสงที่มีความเข้มสูงและสามารถจำแนกแสงสี
แต่ละสี เซลล์รูปกรวยมี 3 ชนิด คือชนิดหนึ่งไวสูงสุดต่อแสงสีน้ำเงิน
ชนิดที่สองมีความไวสูงสุดต่อแสงสีเขียวชนิดที่สามมีความไวสูงต่อแสง
สีแดง เมื่อแสงผ่านเข้ามากระทบเรตินาในลูกตา เซลล์รูปกรวยที่ไวต่อ
แสงสีน้ำเงินก็จะถูกกระตุ้นแล้วส่งสัญญาณที่เกิดขึ้นผ่านประสาทตาไป
ยังสมองเพื่อแปลความหมายออกมาเป็นความรู้สึกของการเห็นสีนั้น ๆ
ถ้าเซลล์รูปกรวยมากกว่า 1 ชนิด ถูกกระตุ้นพร้อมกันก็จะเกิด
การกระตุ้นส่งสัญญาณไปยังสมองเป็นสีผสมของแสงสีนั้น ๆ ถ้าเซลล์
รูปกรวยชนิดใดชนิดหนึ่งเกิดความบกพร่องก็จะทำให้การเห็นสีของผู้นั้น
แตกต่างไปจากความจริงเรียกว่า เกิดการบอดสีขึ้น เช่น ถ้าเซลล์รูป
กรวยสำหรับแสงสีแดงบกพร่องก็จะเห็นสีแดงเป็นสีเทา (ไม่มีแสงสี ) ถ้า
เซลล์รูปกรวยสำหรับแสงสีเขียวและน้ำเงินยังดีอยู่ เขาก็จะเห็นสีเหลือง
เป็นสีเขียวเห็นสีม่วงเป็นสีน้ำเงิน ถ้าเซลล์รูปกรวยสำหรับแสงสีอื่น
บกพร่องก็จะเกิดผลในลักษณะเดียวกัน
ห น้ า 0 8 • ก า ร ม อ ง เ ห็ น สี
บรรณานุกรม
References https://www.scimath.org/lesson-
physics/item/9776-2019-02-21-06-15-
23
https://www.laservisionthai.com/health-
corner/องค์ประกอบของตา-anatomy-eye
สายตาหลอกกันไม่ได้
http://www.kkwschool.com/sci3/wp-
content/uploads/2020/03/แผนที่-5-การ
ผสมแสงสี-การมองเห็นสีและการนำไปใช้.pptx
ห น้ า 0 9 • บ ร ร น า นุ ก ร ม
การบ้านเป็นแสน
คะแนนเป็นศูนย์
ห น้ า 1 0 • ป ก ห ลั ง