Muggle book guide
muggle studies 102
by sarena j.
สารบัญ
4 ปฐมบท
จุดเริ่มต้น
8 บทที่สอง
การเปลี่ยนแปลง
11 บทที่สาม
Nomophobia
14 บทที่สี่
หนังสือที่ควรอ่าน
16 บทที่ห้า
E-book คืออะไร
19 บทที่หก
อนาคตของหนังสือ
แด่พ่อมดแม่มดทุถคน
ที่รักการอ่าน
ปฐมบท
จุดเริ่มต้น
มักเกิ้ลอย่างฉันโตมากับหนังสือการ์ตูนเลยก็ว่าได้ ฉันคิด
ว่านั้นคือข้อดีที่เด็กในสมัยนี้อาจจะหาไม่ได้แบบแล้ว ฉันในวัย 9
ขวบ ประมาณประถมศึกษาตอนต้น เริ่มที่อยากจะหากิจกรรมทำ
ในโรงเรียน แต่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองนั้นชอบอะไร ซึ่งตอนนั้น
ได้คำแนะนำจากคุณแม่
“ถ้าไม่รู้ว่าชอบทำอะไร ก็ทำไปให้หมดทุกอย่างเลยสิ สิ่งไหนที่เรา
ทำทุกวันแล้วไม่เบื่อ นั้นอาจจะเป็นสิ่งที่เราชอบจริง ๆ ”
คุณแม่กล่าวไว้ พร้อมกับส่งรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นมาที่ฉัน หลัง
จากนั้นฉันก็เริ่มทำกิจกรรมทุกอย่างที่โรงเรียนไม่ว่าจะ ชมรม
ดนตรีไทย ชมรมวงโยธวาทิต ชมรมศิลปะ และต่าง ๆ อีก
มากมาย แต่ละชมรมนั้นมีสิ่งที่สนใจแตกต่างกัน แต่ก็ยังไม่ใช่สิที่
ฉันตอบที่สุดอยู่ดี หลังจากนั้นฉันตัดสินใจที่จะไปพบคุณครู
ประจำชั้นแล้วบอกว่าฉันไม่ขอเข้าร่วมชมรมไหนอีกแล้ว คุณครู
ก็ได้แต่ยิ้มและรับฟังฉันบ่นสิ่งต่าง ๆ ที่เจอมาตลอดสัปดาห์ของ
การเข้าชมรมต่าง ๆ คุณครูไม่ถามเหตุผลเลยว่าทำไม ท่านได้แต่
ยิ้ม
“พรุ่งนี้ตอนพักกลางวันหลังทานอาหารเสร็จไปหาครูที่ห้องสมุด
หน่อยนะจ๊ะ ”
ฉันตอบรับไปถึงแม้จะไม่เข้าใจเลยสักนิด
เที่ยงวันถัดมาหลังจากทานข้าวเสร็จ ฉันก็ไม่ลืมนัดที่ห้อง
สมุด ฉันปลีกตัวออกมาจากกลุ่มเพื่อนที่กำลังเล่นกระโดดยางอยู่
ใต้อาคารเรียน เมื่อเข้ามาในห้องสมุดสิ่งแรกที่ตกใจคือ หนังสือ
โรงเรียนเราเยอะขนาดนี้เลยหรอ ฉันเดินไปนั่งที่โต๊ะอ่านหนังสือที่
ติดอยู่กับประตูไม้สีน้ำตาลที่ดูเหมือนจะเก่าพอ ๆ กับห้องสมุด
และสิ่งที่น่าตกใจเป็นอย่างที่สองคือ ในชั้นวางหนังสือตรงหน้ามี
หนังสือการ์ตูนและนวนิยายเต็มไปหมด ฉันที่ไม่ยอมเข้าห้องสมุด
มานานเพราะคิดว่าในนี้มีแต่หนังสือเรียนน่าเบื่อ หลังจากนั้น
คุณครูประจำชั้นก็เดินมาพร้อมกับนักเรียนอีกสองคน
“ ซารีน่าจ้ะ สนใจมาเป็นบรรณารักษ์กับพี่ ๆ เขาไหม”
บรรณารักษ์เนี้ยนะ ฉันทำหน้ามึนงง แต่ก็คิดได้ว่าไหน ๆ เราก็ไป
ทุกชมรมแล้ว ลองอีกสักชมรมก็คงไม่เป็นอะไร ฉันก็เลยตัดสินใจ
ตอบตกลงไป สุดท้ายฉันก็ได้เป็นหนึ่งในสมาชิกบรรณารักษ์ พี่ ๆ
ทั้งสองคนที่เดินมาพร้อมกับคุณครูก็พาฉันเดินชมห้องสมุด และ
เล่าให้ฟังว่าบรรณารักษ์ต้องทำอะไรบ้าง เราทั้งสามคนคุยกัน
ถูกคอจนลืมไปเลยว่าอีกไม่นานก็จะได้เวลาเรียนแล้ว กริ่งโรงเรียน
ดังขึ้นแสดงว่าเราทุกคนต้องแยกย้ายกันไปเรียน ก่อนไปคุณครูก็
ยื่นหนังสือมาให้ฉัน
“เล่มนี้ครูว่าเราน่าจะชอบนะ ลองหนีความวุ่นวายจากโลกความ
เป็นจริงแล้วเข้าไปโลกหนังสือดูสิจ๊ะ ครูว่าน่าช่วยได้เยอะเลย”
เมื่อกลับมาถึงบ้านฉันไม่ลังเลเลยที่จะหยิบหนังสือที่คุณครูให้มา
แต่พอเอาขึ้นมาก็เริ่มสงสัยว่าหนุ่มน้อยใส่แว่นขี่ไม้กวาดกำลังทำ
อะไร ฉันตัดสินใจที่จะไม่เปิดเนื้อเรื่องอ่าน จนกว่าจะเดาหน้าปก
ของหนังสือได้ เพราะในตอนนั้นฉันคิดว่าการเดาเนื้อเรื่องหนังสือ
ถูกก็คงเหมือนกันการเล่นเกมผ่านไปแล้วหนึ่งด่าน แต่ฉันก็สะดุด
อยู่ที่ชื่อของหนังสือ “แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ศิลาอาถรรพ์”1 มันจะเป็น
หนังสือแนวไหนกัน
แฮร์รี่ พอตเตอร์ ( Harry Potter) เป็นชุดนวนิยายแฟนตาซีจำนวนเจ็ดเล่ม ประพันธ์โดยนักเขียนชาว
อังกฤษชื่อว่า เจ. เค. โรว์ลิง เป็นเรื่องราวการผจญภัยของพ่อมดวัยรุ่น แฮร์รี่ พอตเตอร์
เมื่อกลับมาถึงบ้านฉันไม่ลังเลเลยที่จะหยิบหนังสือที่คุณครูให้มา
แต่พอเอาขึ้นมาก็เริ่มสงสัยว่าหนุ่มน้อยใส่แว่นขี่ไม้กวาดกำลังทำ
อะไร ฉันตัดสินใจที่จะไม่เปิดเนื้อเรื่องอ่าน จนกว่าจะเดาหน้าปกของ
หนังสือได้ เพราะในตอนนั้นฉันคิดว่าการเดาเนื้อเรื่องหนังสือถูกก็คง
เหมือนกันการเล่นเกมผ่านไปแล้วหนึ่งด่าน แต่ฉันก็สะดุดอยู่ที่ชื่อ
ของหนังสือ“แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ศิลาอาถรรพ์” มันจะเป็นหนังสือ
แบบไหนกันนะ เด็กน้อยใส่แว่นที่กำลังขี่ไม้กวาดต้องชื่อแฮร์รี่แน่ ๆ
แล้ว ศิลาอาถรรพ์ คืออะไร หน้าตามันเป็นแบบไหน ฉันส่ายหัวไปมา
พลางพูดในใจ
“เลิกคิดได้แล้ว หนังสืออยู่ในมือแล้วแท้ ๆ เราก็ควรที่จะเปิดอ่านมัน
เลยสิ”
หลังจากที่เริ่มอ่านไปสัก 10 หน้า 2
0 หน้า 50 หน้า 100 หน้า กลับ
วางหนังสือเล่มนี้ไม่ลงเลยแม้แต่น้อย เย็นวันนั้นฉันอยู่แต่ในห้องกับ
หนุ่มน้อยแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตลอดทั้งเย็นและเกือบตลอดทั้งคืน ฉันได้
มาศึกษาที่หลังว่าหนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกในตอนที่ฉันยังไม่ได้เกิด
เสียอีก และในตอนนั้นรู้แค่ว่ามันมีภาพยนตร์ เป็นที่นิยมมากในแถบ
ยุโรป หลาย ๆ ท่านอาจจะรู้จักหนังสือหรือภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น
อย่างดี และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นในการชื่นชอบแฮร์รี่ พอตเตอร์ และ
วรรณกรรมคลาสสิคอีกมากมาย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทำให้ฉัน
หลงใหลในการอ่านหนังสือมาจนถึงปัจจุบัน
บทที่สอง
การเปลี่ยนแปลง
ในตอนนั้นอินเทอร์เน็ตพึ่งเข้ามาใหม่ ๆ หลายโรงเรียนก็เริ่มนำ
อินเทอร์เน็ตมาสอนเด็ก แต่บางโรงเรียนก็ยังเข้าไม่ถึง แต่เราสามารถ
หาข้อมูลและเรียนรู้โลกภายนอกได้ผ่านห้องสมุดในนั้นจะมีทุก ๆ
อย่างที่เราอยากจะหา แต่อยู่ที่ว่าเรามีความพยายามมากพอที่จะ
ค้นคว้าข้อมูลที่เราต้องการไหม การเข้าห้องสมุดเหมือนทำให้เราได้
ฝึกฝนอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่น ฝึกสมาธิในการอ่าน ความอดทนใน
การหาหนังสือ แต่พอมาในปัจจุบันเข้าสู่โลก 4.0 เด็ก ๆ หลังจากรุ่น
ของฉันประมาณ 5-10 ปีให้หลัง เริ่มโตมาในยุคของดิจิตอล และ
เทคโนโลยีต่าง ๆ ทำให้การเข้าห้องสมุดหรือแม้แต่การอ่านหนังสือ
ทุก ๆ อย่างล้วนเป็นเทคโนโลยีหมด รวมถึงหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์
ที่เคยอ่านในหนังสือเล็มหนา ๆ เข้าไปอยู่ในสมาร์ตโฟนเครื่องเล็กได้
เด็กในสมัยนี้ก็คงจะชอบดูการ์ตูนมากกว่าการอ่านหนังสือเป็นแน่
เพราะในสมัยนี้มีการ์ตูนที่สนุกและน
่าสนใจมากกว่าหนังสือการ์ตูนอยู่
หลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น เหล่าฮีโร่ อเวนเจอร์ต่าง ๆ ที่เป็นที่ชื่อชอบของ
เด็กผู้ชาย ส่วนของเด็กผู้หญิงก็มักจะเป็นบาร์บี้หรือการ์ตูนน่ารักใส ๆ
อย่างเจ้าหญิงดิสนีย์ เป็นต้น ซึ่งถ้าหากนำสองรุ่นมาเปรียบเทียบกัน
ฉันคิดว่ามันก็ต่างมีข้อดีที่แตกต่างกันไป
หากอ่านเป็นหนังสือเราสามารถจินตนาการปลาโลมาเป็นสีชมพูหรือ
จินตนาการตัวเองเป็นตัวละครหลักในเรื่องใดสักเรื่องที่เราชื่อชอบ
ช่วยเสริมสร้างจินตนาการและฝึกการอ่านหนังสือไปในตัว
ส่วนการดูการ์ตูนหรือภาพยนตร์ ก็จะให้ความรู้สึกอีกแบบ ทำให้
เราเห็นภาพทุกสิ่งทุกสิ่งอย่างชัดเจนมากขึ้น ไม่ต้องจินตนาการ
แบบการอ่านหนังสือ ฝึกทักษะการฟังและภาษาไปในตัว หาก
การ์ตูนหรือภาพยนตร์นั้น ๆ ที่เราเปิดเป็นภาษาที่สาม เราก็สามารถ
เรียนรู้สำเนียงและคำศัพท์ใหม่ ๆ จากในนั้นได้เลย แต่ในตอนนี้
เทคโนโลยีก้าวกระโดดไปไกลอย่างเห็นได้ชัด เลยมักจะมีเด็กส่วน
น้อยที่จะรักการอ่าน แบบตัวฉันในวัยเด็ก อนาคตฉันคิดว่าหนังสือ
นิทาน หรือวรรรกรรมสำหรับเด็กคงจะไม่ใช่แค่หนังสือสำหรับเด็ก
เพียงอย่างเดียว เป็นหนังสือที่ทุกคนสามารถอ่านได้ ราคาจับต้อง
ได้ สนุกสนานและแฝงความคิดหรือคำสอนโดยที่ไม่ให้เด็กรู้ตัวว่า
เรากำลังถูกสอน และที่สำคัญจะต้องทำให้เด็กอยากอ่านหนังสือ
เพิ่มมากขึ้น เรื่องนี้อาจจะขอความร่วมมือกับผู้ปกครองช่วยส่ง
เสริมการอ่านให้เด็ก ๆ การอ่านหนังสือไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่
หนังสือสามารถเป็นได้ทั้งเพื่อนในยามเหงา อีกทั้งช่วยเสริมสร้าง
จินตนาการให้กับเด็ก ๆ ได้อีกด้วย
บทที่สาม
Nomophobia
ปัจจุบันสื่ออนไลน์ หรือเทคโนโลยี มีความจำเป็นต่อการดำรง
ชีวิตของเราเป็นอย่างมาก แทบจะเป็นครึ่งหนึ่งของชีวิตบางคนเลยก็
ว่าได้ โดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่น บางคนติดมากจนไม่สนใจโลกความ
เป็นจริง ไม่สนใจคนรอบข้าง ถ้าไม่ได้จับหรือเล่นเป็นเวลานาอาจจะ
ทำให้เกิดการะแวงได้ จนมีโรคเฉพาะที่เรียกว่า โรคติดมือถือ หรือคำ
ศัพท์ทางการแพทย์คือ Nomophobia (โนโมโฟเบีย) มาจากประ
โยคเต็มๆ ที่ว่า “no mobile phone phobia” เป็นศัพท์ที่
YouGov องค์การวิจัยของสหราชอาณาจักรบัญญัติขึ้นเมื่อปี 2008
เพื่อใช้เรียกอาการที่เกิดจากความหวาดกลัวจากการขาดโทรศัพท์มือ
ถือเพื่อติดต่อสื่อสาร และจัดเป็นโรคจิตเวชประเภทหนึ่ง ที่อยู่ในกลุ่ม
วิตกกังวล ความก้าวหน้าของยุคดิจิทัล ทำให้เกือบทั่วทุกมุมโลกต่างก็
ใช้สมาร์ตโฟน ในชีวิตประจำวัน ติดตัวตลอดราวกับเป็นอวัยวะส่วน
หนึ่งของร่างกาย ด้วยเหตุนี้ โรคนี้เลยอาจจะเกิดขึ้นกับเราโดยไม่รู้ตัว
แต่ถ้าหากเรารู้ตัวเราเองหรือมีคนรอบข้างมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง เพียง
แค่ปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวันของตัวเองหากิจกรรมอื่นๆ ทำนอก
เหนือจากการพักผ่อนด้วยการเล่นเกม ฟังเพลง ดูหนังในโทรศัพท์มือ
ถือ เช่น ออกไปวิ่งออกกำลังกายที่สวนสาธารณะ ไปดูหนังที่โรง
ภาพยนตร์ เป็นต้น
แต่เนื่องด้วยสถาณการ์โรคระบาด ทุก ๆ อย่างที่เราเคยทำต้อง
ปรับเปลี่ยนเป็นออนไลน์ทั้งหมด รวมถึงการศึกษาของเด็ก ๆ ใน
ทุกชั้นวัย การเรียนออนไลน์อาจจะไม่มีปัญหามากสำหรับเด็กที่
ช่วยตัวเองได้ตั้งแต่ 10 ขวบขึ้นไป เพราะในสมัยนี้เทคโนโลยีเข้า
ถึงทุกคนที่พร้อม ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้สูงอายุ ก็เริ่มหัดใช้เทคโนโลยี
ด้วยตนเองเนื่องจากสิ่งแวดล้อมและคนรอบข้าง ต่างจากฉันเมื่อ
ย้อนกลับไป 5 - 10 ปีที่แล้ว ที่ยังไม่เข้าใจว่าอินเทอร์เน็ตคืออะไร
และไม่สนใจที่จะหัดใช้มัน เพราะสิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับเด็ก ๆ
สมัยนั้นคือหนังสือการ์ตูนและการเล่นสนุกกับเพื่อนเท่านั้น แต่พอ
ในปัจจุบันสภาพแวดล้อมบังคับให้ทุกคนใช้เทคโนโลยี รวมถึงเด็ก
ๆ อนุบาล วัยที่กำลังเริ่มหัดเรียนรู้ทุกอย่าง น่าสงสารที่การเรียน
ต้องมาเกิดขึ้นเพียงแค่ในจอโทรศัพท์ หรือ คอมพิวเตอร์ บาง
ครอบครัวนั่งเรียนออนไลน์ไปพร้อมกันกับเด็กขณะที่เด็กเรียนก็
คอยสอนควบคู่ไปพร้อม ๆ กันไป บางครอบครัวแค่เปิดสื่อการ
สอนทิ้งไว้แล้วไม่สนใจว่าเด็กจะเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองเรียนหรือไม่
พอเรียนเสร็จเด็กก็หาเกมเล่น หรือหาการ์ตูนดูต่อโดยที่ไม่ลุก
ออกจากที่นั่งเป็นเวลานาน
นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กไทยสมัยนี้ติดเทคโนโลยีมากขึ้น
เพราะไม่มีครอบครัวคอยกำกับ อายุของเด็กที่เริ่มหัดใช้โทรศัพท์
มือถือกำลังลดลงเรื่อย ๆ และจำนวนวัยรุ่นที่ใช้โทรศัพท์มือถือ
กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดนี้เกิดจากการสนับสนุนของพ่อ
แม่ด้วย
บทที่สี่
หนังสือที่ควรอ่าน
สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์เล็งเห็นความสำคัญปัญหาดังกล่าวและ
ปรารถนาจะเป็นเพื่อนคู่คิดและช่วยนำทางคุณพ่อคุณแม่ในการเลี้ยง
ลูกยุคนี้ จึงจัดพิมพ์หนังสือ คู่มือเข้าใจลูกยุคดิจิทัล ที่รวบรวม
บทความของ นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จาก V-
Magazine นิตยสารราย 3 เดือนมาเป็น “แนวคิดรวบยอดฉบับหมอ
ประเสริฐเพื่อพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดูลูกในยุคดิจิทัล” ขนาดกะทัดรัดเล่ม
นี้ หากเอ่ยชื่อ "นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์" เชื่อว่าทุกคน
คงรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดีในหมู่คุณพ่อคุณแม่ยุคนี้ เพราะท่าน
เป็นจิตแพทย์เด็กและวั ยรุ่นชื่อดัง คำแนะนำเรื่องพัฒนาการเด็กและ
วิธีเลี้ยงลูกของคุณหมอไม่เพียงทันยุคทันสมัยเท่านั้น แต่ยังเข้าใจง่าย
ทำได้จริง และเกิดผลจริงหนังสือ “คู่มือเข้าใจลูกยุคดิจิทัล” เล่มนี้
สรุปรวมข้อมูล ข้อคิด และคำแนะนำจากคุณหมอเอาไว้อย่างครบ
ถ้วน เช่น Trust your child, บัญญัติ 10 ประการในเลี้ยงลูก,
ทักษะชีวิต, เพราะอะไรเด็กชอบอยู่ในมือถือ, สุขบัญญัติการอ่าน
นิทาน, เซลฟ์เอสตีม, สายสัมพันธ์เป็นหางเสือ หัวเรือเป็น EF เป็นต้น
จึงเหมาะจะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ หรือใครก็ตาม
ที่ตั้งใจอยากเลี้ยงเด็กสักคนให้มีทักษะพร้อมรับมือกับศตวรรษที่ 21
บทที่ห้า
E-book คืออะไร
ถ้าหากจะพูดถึงเรื่องหนังสือนิทาน นวนิยาย วรรณกรรมต่าง
ๆ และสื่อการเรียนการสอน ณ เวลานี้ก็ล้วนมาในรูปแบบฉบับของ
E-book (อีบุ๊ค) E-Book ย่อมาจากคำว่า Electronic Book
หมายถึง หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็น
เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่าน
เอกสารผ่านทางหน้า จอคอมพิวเตอร์ ทั้งในระบบออฟไลน์ และ
ออนไลน์ ทุก ๆ อย่างมีข้อดี และก็ต้องมีข้อเสียเช่นกัน ข้อดีสำหรับอี
บุ๊คคือ การพกพาไปไหนมาไหนสะดวกยิ่งขึ้นเพียงแค่คุณมีสมาร์ต
โฟนหรือแท็บเล็ต คุณสามารถอ่านหนังสือได้เป็นร้อย ๆ เล่มได้จากใน
นั้น คุณลักษณะพิเศษกว่าหนังสือกระดาษหลายประการ อาทิ แสดง
ผลด้วย ภาพ ข้อความ เสียงภาพเคลื่อนไหว ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่เป็น
อย่างมาก ส่วนข้อเสียที่ตามมาก็คือ ต้องอาศัยพลังงานในการอ่าน
ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่ เสียสุขภาพสายตา จาก
การได้รับแสงจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่มี
ผลการวิจัยใหม่บอกว่า ให้เด็กอ่าน E-book ดีกว่าอ่านหนังสือเล่ม
การอ่านเป็นทักษะสำคัญสำหรับเด็กเล็กสำหรับการฝึกภาษาและ
พัฒนาด้านการอ่านออกเขียนได้ในระยะเริ่มต้น แต่อ่านอะไรจะให้ผล
ดีกว่าระหว่าง E-books หรือหนังสือเล่มจากผลการศึกษาทางด้าน
จิตวิทยาบอกว่า E-books เหมาะสมสำหรับเด็กอายุสามปีขึ้นไป
อย่างมาก ด้วยคุณลักษณะพิเศษที่หนังสือกระดาษไม่สามารถทำได้
เช่น การมีพจนานุกรมในตัว หรือภาพเคลื่อนไหว
จากการวิเคราะห์เชิงสถิติบอกว่า E-books ช่วยทำให้เด็กเข้าใจ
เรื่องของคำศัพท์มากขึ้นอีกด้วย สำหรับงานวิจัยชิ้นใหม่ของ
มหาวิทยาลัย South Dakota และ มหาวิทยาลัย Toronto ได้เก็บ
ภาพวิดีโอเด็ก 102 คนที่มีอายุระหว่าง 17-26 เดือน ที่กำลังฝึกอ่าน
หนังสือกับผู้ปกครองของพวกเขา ด้วยการเลือกสุ่มหนังสือสองเล่ม
มาอ่านเป็นจำนวน 10 หน้า ทั้งรูปแบบ E-book และหนังสือกระดาษ
โดยมีเนื้อหาเรื่องเดียวกัน (ในที่นี้เลือกเรื่องเกี่ยวกับสัตว์) โดยผู้
ปกครองจะอ่านออกเสียงให้เด็กฟังสำหรับหนังสือเล่ม ในขณะที่ E-
books จะมีเสียงอ่านแบบอัตโนมัติ เมื่อนำวิดีโอมาวิเคราะห์ พวกเขา
ก็พบว่า ผู้ปกครองที่อ่านออกเสียงจากหนังสือเล่มมักจะต้องชี้นิ้วไปที่
หน้ากระดาษมากกว่าผู้ปกครองทีอ่านจาก E-books ในมุมของเด็ก
เราค้นพบว่า พวกเขาให้ความสนใจในเนื้อหาจาก E-book มากกว่า
และปรารถนาที่จะเปิดเนื้อหาไปยังหน้าต่อไปด้วยตนเองอีกด้วย
ผลสรุปก็คือ เด็กที่ได้อ่านจาก E-book สามารถระบุชนิดสัตว์ที่
ไม่คุ้นเคยได้มากขึ้นได้ดีกว่าเดิม และนั่นชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่ว่า E-
books ส่งผลเกี่ยวกับการเรียนรู้และให้ผลที่ดีกว่าหนังสือเล่ม
เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า E-books มีคุณสมบัติและฟังก์ชัน
มากมายที่ดึงดูดเด็กได้ดีกว่านั่นเองแน่นอนว่ายังมีผลการวิจัยใน
ลักษณะเดียวกับเด็กโต ซึ่งพบว่าไม่ได้มีข้อแตกต่างที่ชัดเจนนัก และ
E-books ก็ไม่ได้นำไปสู่ผลการเรียนรู้ที่ดีขึ้นเสมอไป
บทที่หก
อนาคตของหนังสือ
อนาคตอันใกล้นี้ หนังสือเล่มจะยังคงอยู่ ไม่ถูกแทนที่ด้วย
E-book อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะยังคงมีคนจำนวนหนึ่งที่
ยังคงชื่นชอบการอ่านหนังสือเล่มมากกว่า อีกทั้ง การอ่าน
หนังสือเล่มยังมีข้อดีอื่น ๆ เช่น สบายตา พลิกกลับไปมาได้
สะดวก และสามารถเก็บไว้เป็นของสะสมที่มีคุณค่าได้ ยุค สื่อ
กระดาษ กำลังถูกแทนที่ด้วย ยุค สื่อดิจิตอล คงปฏิเสธไม่ได้
ว่า ปัจจุบันคนเลือกที่จะใช้การอ่านสื่อต่าง ๆ ผ่านสื่อดิจิตอล
มากขึ้น เพราะนอกจากสะดวก รวดเร็ว อ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
แล้ว ยังประหยัดกว่าการซื้อเป็นเล่มเหมือนในอดีต ในมุมมอง
ของฉัน สิ่งพิมพ์ต้องยอมรับในอนาคตจะหมดไป หรือ ไม่มี
ใครลงทุนพิมพ์จำหน่ายอีก เพราะนอกจากลงทุนสูงแล้ว ยัง
ไม่มีคนซื้อและไม่มีใครมาลงโฆษณาด้วย ได้แก่ หนังสือพิมพ์
นิตยสาร วารสารต่าง ๆ ฯลฯ โดยจะปรับตัวมาสู่การทำ
ออนไลน์แบบเต็มรูปแบบ และนำเสนอผ่านช่องทางโซเชียลมี
เดีย ซึ่งต้นทุนต่ำกว่าและเข้าถึงได้รวดเร็วกว่า ส่วนธุรกิจ
สำนักพิมพ์และร้านหนังสือ คาดว่าจะยังคงไปต่อได้ แต่ต้อง
ปรับตัวให้สอดคล้องกับยุคสมัย ที่สำคัญ หากสังคมไทยส่ง
เสริมให้คนไทยรักการอ่านได้สำเร็จ คนกลุ่มต่าง ๆ ชอบใช้
เวลาว่างในการอ่าน รู้จักเลือกหนังสืออ่าน มีสมาธิและจดจ่อ
ในการอ่าน มีพื้นที่ในการอ่าน และมีโอกาสเข้าสมาคมและร่วม
กิจกรรมดี ๆ ร่วมกับเพื่อน ๆ ถ้าคนส่วนใหญ่ในสังคมเป็นเช่น
นี้ ย่อมมั่นใจว่า สำนักพิมพ์และร้านหนังสือยังคงเดินหน้าไป
ได้เรื่อย ๆ แม้จะไม่เฟื่ องฟูเหมือนในอดีตก็ตาม