The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ์Nittaya Konchum, 2022-06-09 06:05:37

การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

แผนการจัดการเรียนรู้

1

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 1 รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ 5
รหสั วชิ า ว23101 ภาคเรยี นที่ 1
ระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 3 เวลา 16 ชัว่ โมง
หนว่ ยการเรียนท่ี 2 การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรม เวลา 3 ชั่วโมง
เร่อื ง โครโมโซมและการค้นพบของเมนเดล
ชือ่ ผูส้ อน นางนิตยา คนชมุ

เปา้ หมายการเรียนรู้

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
สารพนั ธกุ รรม การเปลย่ี นแปลงทางพนั ธุกรรมทม่ี ผี ลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวัฒนาการ
ของสงิ่ มีชวี ิต รวมทงั้ นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

ตัวชีว้ ัด (สำหรับรายวิชาพนื้ ฐาน)
ว 1.3 ม.3/1 อธิบายความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งยีน ดเี อน็ เอ และโครโมโซม โดยใช้แบบจำลอง
ว 1.3 ม.3/2 อธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากการผสม โดยพิจารณาลักษณะเดียวที่
แอลลลี เดน่ ข่มแอลลีลดอ้ ยอยา่ งสมบรู ณ์

สาระสำคญั
ลักษณะทางพันธุกรรม คือ การถ่ายทอดลักษณะจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง การถ่ายทอดลักษณะ

ทางพันธุกรรมเกี่ยวขอ้ งกับดเี อ็นเอซึ่งเปน็ สารพันธุกรรมที่อยู่ในนวิ เคลียสของเซลล์ ดีเอ็นเอมีลักษณะเปน็ สาย
ยาวพันอยู่รอบโปรตีนที่มีลักษณะเป็นก้อนกลม สายของดีเอ็นเอและโปรตีนก่อนระยะการแบ่งเซลล์ จะมี
ลักษณะเป็นเสน้ ใยเล็ก ๆ ยาวพันกันอยู่ภายในนิวเคลียสของเซลล์ เรียกว่า โครมาทิน เมื่อเข้าสู่ระยะการแบ่ง
เซลล์ โครมาทินจะขดตวั สัน้ ลง เรียกว่า โครโมโซม สว่ นบางช่วงของสายดีเอ็นเอท่ีกำหนดลกั ษณะของ ส่ิงมีชวี ติ
เรียกว่า ยีน

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ (จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมเพ่อื ให้บรรลุตามตัวช้วี ัด)
ด้านพุทธิพสิ ัย
1. อธิบายความสัมพันธร์ ะหว่างยีน ดีเอ็นเอ และโครโมโซมโดยใช้แบบจำลอง
2. อธบิ ายความเก่ยี วข้องของหน่วยทีก่ ำหนด ลักษณะทางพนั ธกุ รรมกับลักษณะของสงิ่ มีชวี ติ
ดา้ นทกั ษะพิสยั
3. สังเกตโครงสรา้ งทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับการถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธุกรรม
ด้านจิตพิสัย
4. สามารถอภิปรายโครงสร้างที่เกยี่ วข้องกบั การถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม

2

สาระการเรียนรู้

ด้านความรู้ (Knowledge)

- ลกั ษณะทางพันธกุ รรม คอื การถา่ ยทอดลักษณะจากรุ่นหนง่ึ ไปยงั อีกรุ่นหนง่ึ

- ภายในนิวเคลยี สมโี ครโมโซม ซ่ึงเปน็ โครงสร้างท่ีเกยี่ วขอ้ งกบั การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

- โครโมโซม ประกอบด้วยสารพนั ธุกรรมหรอื ดเี อน็ เอพันอยู่รอบโปรตีนที่มีลกั ษณะเป็นก้อนกลม

- สงิ่ มชี วี ิตทมี่ ีโครโมโซมเปน็ คู่ ๆ แตล่ ะคู่จะมีรปู รา่ งลักษณะเหมอื นกันเรียกวา่ ฮอมอโลกัสโครโมโซม

ดา้ นทักษะ/กระบวนการ (Process)

- จำแนกโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

- เปรยี บเทียบลักษณะทางพันธกุ รรมทแ่ี ตกต่างกนั

ดา้ นคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (Attitude)

รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ อยู่อยา่ งพอเพยี ง ซือ่ สัตย์สุจรติ

 มุ่งม่ันในการทำงาน  มีวินยั รักความเปน็ ไทย

 ใฝเ่ รียนรู้ มีจติ สาธารณะ

ดา้ นสมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น

 ความสามารถในการสือ่ สาร : การสนทนาพดู คยุ แลกเปลยี่ นความคดิ เหน็ การสื่อสาร

 ความสามารถในการคิด : การใช้กระบวนคดิ ในการเรยี นรู้และการทำงาน

 ความสามารถในการแก้ปญั หา : การแกป้ ญั หาจากสถานการณ์ที่ครกู ำหนดและ

การแกป้ ญั หาเฉพาะหนา้

ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต : การใชค้ วามรไู้ ปใชใ้ นชีวิตอยา่ งเปน็ ประโยชน์

เพ่อื ความปลอดภยั

ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี : สบื ค้นข้อมลู จากแหล่งเรยี นรโู้ ดยใช้เทคโนโลยี

สารสนเทศ

ด้านคณุ ลกั ษณะของผ้เู รียนตามหลกั สูตรมาตรฐานสากล

เปน็ เลิศวิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหนา้ ทางความคิด

ผลติ งานอย่างสร้างสรรค์ รว่ มกนั รับผดิ ชอบต่อสงั คมโลก

บรู ณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ความพอประมาณ...(ไม่มาก ไมน่ ้อย ไม่เบียดเบียนตนเองและผูอ้ ่นื ).......................................................
ความมเี หตุผล...(มีเหตผุ ลของผลการกระทำท่คี าดวา่ จะได้รับอยา่ งรอบคอบ)........................................
มภี มู คิ ุม้ กันในตัวท่ดี .ี ..(เตรียมตัวรบั ผลกระทบ/การเปลี่ยนการในอนาคต)..............................................
ความร.ู้ ..(รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง)...................................................................................................
คณุ ธรรม..(ซ่อื สัตยส์ ุจริต ขยนั อดทน สตปิ ญั ญา แบ่งปัน )......................................................................

(หมายเหตุ ในแตล่ ะดา้ นไม่จำเป็นตอ้ งมีครบทุกข้อในทุกแผนการจดั การเรยี นรู้)

3

ด้านการอา่ น เขียน คดิ วเิ คราะห์
 การอ่าน : การอา่ นใบความรู้ ใบงาน การสืบคน้ ความรู้เพิม่ เตมิ

การคิดวิเคราะห์ : การคดิ แก้ปัญหา คิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมวี ิจารณญาณ คิดคล่อง คดิ ยืดหยุน่

การวเิ คราะห์นำความรไู้ ปใช้ในชวี ติ ประจำวนั
 การเขยี น : การทำแบบฝกึ หดั ใบงาน สรุปความรู้ที่ได้

การบูรณาการ

บูรณาการภายในกลุม่ สาระการเรียนรู้ กบั รายวชิ า........................................................................

บูรณาการข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ระบ.ุ .......................................................................................

บรู ณาการกับหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ดา้ น

3 หว่ งทางสายกลาง คือ พอประมาณ มเี หตผุ ล มภี ูมิคุ้มกันทีด่ ีในตนเอง

2 เงื่อนไข มีคณุ ธรรม  มคี วามรู้

บรู ณาการกับประชาคมอาเซียน ในสาระสำคัญ (Theme) ตอ่ ไปนี้

การรูจ้ ักอาเซยี น

การตระหนักถึงคุณคา่ ของอัตลกั ษณ์และความหลากหลาย

การเชอื่ มโยงโลกและท้องถิน่

การส่งเสริมความเสมอภาคและความยตุ ิธรรม

การทำงานร่วมกันเพือ่ อนาคตทย่ี ่งั ยนื

ชน้ิ งาน/ภาระงาน
- ใบกจิ กรรม

กจิ กรรมการเรียนการสอน
ขนั้ นำ

1) ครกู ระตนุ้ ความสนใจของนักเรยี น เพ่อื นำเข้าสหู่ น่วยการ เรียนรทู้ ่ี 2 เรอ่ื ง พนั ธุศาสตร์ โดยใช้ภาพ
นำหน่วย ซึ่งเป็นภาพรวงข้าว และใช้สื่ออื่น ๆ เช่น ตัวอย่างของจริง ภาพ หรือวีดิทัศน์ข้าวสายพันธุ์
ต่าง ๆ และครใู ช้คำถามว่าขา้ ว สายพนั ธ์ตุ ่าง ๆ เกิดขนึ้ มาไดอ้ ยา่ งไร เพอ่ื ให้นักเรยี นร่วมกันอภปิ ราย
2) ครูทบทวนความรู้เดมิ ของนักเรียน โดยการตงั้ ประเด็นคำถามโดยให้นกั เรียนดภู าพนำบทและอา่ น
เนื้อหานำบท จากน้นั ครแู ละนกั เรียนอภปิ รายรว่ มกนั โดยอาจใช้แนวคำถามต่อไปน้ี

- แม่แมวและลกู แมวมลี ักษณะเหมือนกันหรอื แตกต่างกันอยา่ งไร (นักเรียนตอบตามภาพท่ี
เหน็ เช่น แม่แมวกับลกู แมวมสี ขี นคล้ายกนั )
- เหตุใดลูกแมวจงึ มลี กั ษณะคล้ายคลงึ กับแม่แมว (เพราะลูกแมวได้รบั การถา่ ยทอดลักษณะ
ทางพนั ธุกรรมบางลักษณะ มาจากแมแ่ มว)

4

ขน้ั สอน

1) ขัน้ สรา้ งความสนใจ

1) ครูยกตัวอย่างลักษณะที่ถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรมให้นักเรียน เช่น ลักยิ้ม ตาสองชั้น และให้
นักเรยี นรว่ มอภปิ รายลกั ษณะที่ถา่ ยทอดทางพันธกุ รรม
2) ครูเชื่อมโยงลักษณะทางพันธุกรรมของนกพิราบว่ามีลักษณะโดยรวมเหมือนกันแต่มีรายละเอียด
ของลักษณะที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับคนก็มีลักษณะโดยรวมเหมือนกัน ลักษณะต่าง ๆ ที่สามารถ
ถ่ายทอดจากรนุ่ หน่ึงไปยังอีกรุ่นหนงึ่ เรียกว่า ลักษณะทางพนั ธกุ รรม ทบทวนความรูโ้ ดยใชค้ ำถาม

- นิวเคลียสมหี นา้ ท่ีอะไร (นิวเคลยี สควบคมุ การทำงานและกจิ กรรมต่าง ๆ ของเซลล)์
- นวิ เคลยี สเก่ยี วขอ้ งกบั สารพันธุกรรมอยา่ งไร (นิวเคลียสเป็นทอี่ ยู่ของสารพันธุกรรม)
- สารพนั ธกุ รรมมีหนา้ ที่อะไร (กำหนดลักษณะทางพนั ธุกรรมทส่ี ามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่
ไปยังลูกได้)
3) ครูตั้งประเด็นคำถามว่า “สารพันธุกรรมอยู่ในโครงสร้างใดของนิวเคลียสและโครงสร้างนั้นมี
ลักษณะอย่างไร (ภายในนิวเคลียสมีโครโมโซม ซ่ึงโครโมโซม ประกอบด้วยสารพันธุกรรมหรือ
ดีเอน็ เอพันอยรู่ อบโปรตีนที่มลี ักษณะเป็นก้อนกลม
2) ขนั้ สำรวจและค้นหา
1) ครูชีแ้ จงให้นักเรียนแบง่ กลมุ่ กล่มุ ละ 5 คน ปฏิบัติกจิ กรรมตามใบกจิ กรรมการทดลองที่ 2.1
เรอ่ื ง โครงสร้างทเ่ี กย่ี วข้องกับการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมมลี กั ษณะอยา่ งไร โดยมีวิธีการ ดงั นี้
- ให้นักเรียนสังเกตลักษณะของโครงสรา้ งภายในเซลล์ของปลายรากหอมจากสไลด์ถาวรโดย
ใช้กลอ้ งจลุ ทรรศนใ์ ช้แสง
- วาดภาพหรือถ่ายภาพเซลล์ และระบุโครงสรา้ งท่ีเหน็ ภายในเซลลข์ องปลายรากหอม
- ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มอภิปรายลักษณะโครงสร้างภายในเซลล์ของปลายรากหอมและ
ตอบคำถามท้ายกิจกรรม
2) ครูให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมตามใบกิจกรรมการทดลองที่ 2.2 เรื่อง หน่วยที่กำหนดลักษณะทาง
พนั ธกุ รรมบนสายดเี อน็ เอทำงานได้อย่างไร โดยมีวธิ กี าร ดงั น้ี
- ให้นกั เรยี นสงั เกตและเขยี นลกั ษณะตา่ ง ๆ ของตนเองลงในชอ่ งว่างที่กําหนดให้
และพิจารณาว่าลักษณะดงั กล่าวเหมือนบุคคลใดในครอบครัว
3) ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการทำกิจกรรม ตอบคำถามท้ายกิจกรรมและร่วมกันสรุปผล
ของกิจกรรม
3) ข้ันอธิบายและลงขอ้ สรปุ
1) นักเรยี นและครรู ่วมกันอภปิ รายและหาข้อสรุปจากการปฏิบตั ิกจิ กรรม โดยใชแ้ นวคำถามต่อไปนี้
- สังเกตที่ปลายรากหอม สิ่งที่นักเรียนเห็นมีลักษณะอย่างไร (เซลล์ของปลายรากหอมมี
โครงสร้างท่มี ลี ักษณะ เปน็ ท่อน เรยี กว่า โครโมโซม)
- โครมาทินและโครโมโซม เกี่ยวข้องกันอย่างไร (โครมาทินเป็นเส้นใยเล็ก ๆ ที่อยู่ภายใน
นิวเคลียสของเซลล์ แต่เมื่อเซลล์แบ่งตัวเส้นใยเหล่านี้จะมี การจำลองตัวเอง จาก 1 เส้น
เปน็ 2 เสน้ แล้วขดตัวส้ันลงเปน็ โครโมโซมทมี่ ี 2 โครมาทิด)
- ทำไมคนเราถึงมีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกัน (เกิดจากหน่วยทางพันธุกรรมที่แตกต่างกัน
แต่ละคนได้รับพนั ธกุ รรมมาจากพ่อและแม่)

5

- หน่วยพันธุกรรมที่เราเรียกว่ายีนทำหน้าที่อย่างไร (เป็นหน่วยควบคุมลักษณะของ
สิ่งมีชีวิต ยีนที่ควบคุมลักษณะเดียวกันอาจมีรูปแบบของยีนที่เหมือนกันหรือแตกต่างกัน
ข้ึนอยกู่ ับแอลลลี ทีไ่ ด้รับมาจากพอ่ และแม่)
4) ขน้ั ขยายความรู้
1) ครูเพิ่มเติมความรู้ให้นักเรียนเข้าใจว่า การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม จากรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูก
ลูกจะรับการถ่ายทอดได้จากทั้งพ่อและแม่ จะมีการข่มของยีนเด่นที่แสดงออกมา ส่วนที่ไม่ได้แสดง
ออกมาเรยี กวา่ ยนี ดอ้ ย
2) สัญลกั ษณ์ท่ีใช้แทนแอลลีลเด่นและแอลลลี ด้อยใช้อกั ษรภาษาองั กฤษตัวพิมพ์ใหญ่และเป็นตัวเอียง
แทน แอลลีลเดน่ และอักษรตัวพิมพเ์ ล็ก ตวั เอียง แทน แอลลลี ด้อย เช่น
-T แทนแอลลีลเด่นทคี่ วบคมุ ลักษณะตน้ สงู ของถัว่ ลนั เตา
- t เป็นแอลลลี ดอ้ ยท่ีควบคุมลักษณะตน้ เต้ยี ของถ่ัวลนั เตา
ดังนั้น TT แสดงลักษณะ ต้นสูง ส่วน Tt จะแสดงลักษณะต้นสูงเช่นเดียวกัน เพราะ T ข่ม t
ไม่ให้แสดงลักษณะออกมา การข่มในลักษณะนี้เรียกว่าการข่มอย่างสมบูรณ์ ส่วน tt แสดง
ลกั ษณะต้นเต้ียซึ่งเป็นลกั ษณะดอ้ ย เพราะต้องมแี อลลีลด้อยทั้งสองแอลลลี
5) ขั้นประเมนิ
1) ครูใหน้ กั เรยี นแต่ละคนพจิ ารณาวา่ จากหัวข้อที่เรยี นมาและการปฏิบตั ิกจิ กรรม มสี ว่ นใดบ้างที่ยังไม่
เขา้ ใจหรือยงั มีข้อสงสัย ถา้ มคี รชู ่วยอธบิ ายเพ่ิมเติมใหน้ กั เรียนเข้าใจ
2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบา้ ง
ข้นั สรปุ
1) ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรยี นโดยการให้ตอบคำถาม เช่น
- โครงสรา้ งการถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธุกรรมมลี ักษณะอยา่ งไร ใหอ้ ธบิ าย (เปน็ แทง่ โครโมโซม ที่มี
2 โครมาทิด ก่อนหดตัวเป็นโครโมโซมระยะแบ่งเซลลเ์ รียกวา่ โครมาทนิ )
- คนเราสามารถรับการถา่ ยทอดพันธกุ รรมจากใครได้บ้าง (พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย)
- ถ้ายีนของพ่อคือยนี เด่น มีผมสีดำ ยีนของแม่คือยีนด้อยมีผมสีน้ำตาล ลูกที่เกิดมาจะมีผมเป็นสีอะไร
(ผมสีดำ ตอ่ ผมสีน้ำตาล ในอตั ราสว่ น 3 : 1 )

6

สอ่ื /วัสดอุ ปุ กรณ์/แหลง่ เรยี นรู้
1. หนังสือเรียนรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์พน้ื ฐาน ช้ัน ม.3 เลม่ 1 สสวท.
2. Power point เรื่อง โครโมโซมและการคน้ พบของเมนเดล
3. สไลดถ์ าวรปลายรากหอม หรือภาพฉาย
4. ใบความร้ทู ี่ 1 เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

การวัดผลและประเมนิ ผลการเรียนรู้

สงิ่ ทตี่ ้องการวัด สิง่ ที่วดั เคร่ืองมือ เกณฑก์ าร
ประเมนิ
พุทธิพสิ ัย :
ผา่ นรอ้ ยละ 60
ข้นั ท่ี 1 ความรูความจำ ขนึ้ ไป

ความสามารถทางสมองของผู้เรียนใน - อธิบายโครงสรา้ งของ ใบกจิ กรรมท่ี 2.1 ผ่านร้อยละ 60
ขน้ึ ไป
การรบั รู้ หรอื ด้านความรู้ความคิด การถา่ ยทอดลกั ษณะ
ผ่านรอ้ ยละ 60
ทางพนั ธกุ รรม ขนึ้ ไป

ขั้นท่ี 2 ความเข้าใจ

ความสามารถทางสมองของผู้เรียนใน - อธบิ ายความสัมพนั ธ์

การเรียนรู้ จำและส่อื สาร ความรูน้ นั้ ระหวา่ งยีน ดเี อ็นเอ ใบกิจกรรมท่ี 2.1

ออกมาไดอ้ ย่างถูกต้อง และโครโมโซมโดยใช้

แบบจำลอง

ทกั ษะพิสยั : ข้ันที่ 4 การปฏิบัตงิ าน

ปฏิบัตงิ านได้ดว้ ยความเช่ือม่นั ใน - สังเกตลักษณะของ ใบกิจกรรมที่ 2.1
ตนเอง ปลายรากหอมและ ใบกิจกรรมท่ี 2.2
ลกั ษณะของตนเอง

จติ พิสยั : ข้นั ท่ี 2 การตอบสนอง

ความเตม็ ใจทจี่ ะตอบสนองตอ่ ส่งิ ท่ี - สามารถอภิปรายผลจาก ใบกจิ กรรมที่ 2.1

รบั รู้ การทดลองได้ ใบกจิ กรรมที่ 2.2

7

บันทึกหลังการสอน
ผลการจดั การเรยี นการสอน
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ปญั หา/อุปสรรค
............................................................................................................................. .................................................
...................................................... ................................................................................................... .....................
............................................................................................................................. .................................................
แนวทางแกไ้ ข
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
.............................................................................................................. ................................................................

ลงชื่อ (ผ้บู ันทกึ )
(นางนติ ยา คนชุม)

ความเหน็ หวั หนา้ กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ ความเหน็ รองฯฝา่ ยบรหิ ารงานวิชาการ
และเทคโนโลยี
……………………………......…….................…..…… ........................................................................
......................................................................... ........................................................................
......................................................................... ........................................................................

ลงช่ือ ลงชอ่ื
( นางสาวแสงเทยี น ศรที องสุข) (นายเฉลมิ พล คนชุม)

ความเห็นผู้อำนวยการ
........................................................................
........................................................................
........................................................................

ลงช่อื
(นายชาตรี อคั รสขุ บตุ ร)

ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองก่ีพิทยาคม

8

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 2 รายวชิ าวิทยาศาสตร์ 5
รหัสวชิ า ว23101 ภาคเรยี นที่ 1
ระดบั ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 เวลา 16 ชั่วโมง
หน่วยการเรียนที่ 2 การถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม เวลา 3 ชั่วโมง
เร่ือง โครโมโซมและการค้นพบของเมนเดล
ช่อื ผูส้ อน นางนติ ยา คนชมุ

เปา้ หมายการเรียนรู้

มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
สารพันธกุ รรม การเปลยี่ นแปลงทางพนั ธุกรรมท่มี ผี ลตอ่ ส่ิงมีชีวติ ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวัฒนาการ
ของส่ิงมชี ีวติ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตวั ช้วี ดั (สำหรับรายวิชาพนื้ ฐาน)
ว 1.3 ม.3/2 อธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากการผสม โดยพิจารณาลักษณะเดียวที่
แอลลลี เดน่ ข่มแอลลลี ดอ้ ยอยา่ งสมบูรณ์
ว 1.3 ม.3/3 อธิบายการเกดิ จีโนไทป์และฟีโนไทปข์ องลูก และคำนวณอัตราสว่ นการเกิดจโี นไทป์และ
ฟีโนไทป์ของรุน่ ลกู

สาระสำคัญ
แอลลีล คือ ยีนในตำแหน่งเดียวกันบนโฮโมโลกัสโครโมโซมแต่ละคู่ (Homologous chromosome)

จะควบคุมลักษณะเดียวกัน แอลลีลคือสิ่งที่ประกอบเป็นยีน และทำให้ยีนมีรูปแบบที่แตกต่างกันในแต่ละคน
ลักษณะทางพนั ธุกรรมท่ปี รากฏจะขนึ้ อยู่กบั แอลลลี ในแตล่ ะยีน

จุดประสงค์การเรียนรู้ (จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมเพ่ือให้บรรลตุ ามตัวชี้วดั )
ด้านพุทธิพสิ ัย
1. อธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม จากการผสมโดยพิจารณาลักษณะเดียวที่แอลลีลเด่น
ขม่ แอลลลี ดอ้ ยอยา่ งสมบูรณ์
2. อธิบายการเกดิ จโี นไทปแ์ ละฟีโนไทปข์ องลกู ที่แสดงออกมา
ด้านทกั ษะพิสัย
3. คำนวณอตั ราส่วนการเกดิ จโี นไทปแ์ ละ ฟโี นไทปข์ องรุ่นลกู
ดา้ นจติ พสิ ัย
4. ตอบสนองการเรยี นรู้ตามคำแนะนำของครู

9

สาระการเรียนรู้
ด้านความรู้ (Knowledge)

- แอลลลี คอื ยนี ในตำแหน่งเดยี วกนั บนโฮโมโลกสั โครโมโซมแต่ละคู่
- แอลลีลเด่น คือ ลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่จะปรากฏออกมาอย่างเด่นชัดทุกรุ่น และถูกควบคุมโดย

ยีนเดน่ (Dominant Gene) เชน่ AA , Aa , BB , Ba
- แอลลีลด้อย คือลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ค่อยจะปรากฎให้เห็นหรือแสดงออกได้น้อยจะถูก

ควบคมุ โดยยีนด้อย(Recessive Gene) เชน่ aa , bb
- จโี นไทป์ คอื ชดุ ของยีนในดีเอ็นเอของส่ิงมีชีวิตที่เป็นตวั กำหนดลักษณะทางพันธุกรรมใดลักษณะ

หนึ่งแต่ไม่แสดงปรากฏออกมาให้เหน็ เชน่ AA , Aa , aa
- ฟโี นไทป์ คอื ลกั ษณะทีป่ รากฏออกมา หรือลักษณะทแ่ี สดงออกมาใหเ้ ห็น เชน่ สูง เตีย้ ดำ ขาว

ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (Process)
- คำนวณอัตราส่วนการเกดิ จโี นไทป์และ ฟโี นไทปข์ องรนุ่ ลูก

ดา้ นคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (Attitude)

รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ อยู่อย่างพอเพียง ซื่อสัตย์สจุ ริต
รักความเป็นไทย
 ม่งุ มั่นในการทำงาน  มวี นิ ยั

 ใฝ่เรียนรู้ มจี ติ สาธารณะ

ดา้ นสมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น

 ความสามารถในการส่ือสาร : การสนทนาพูดคยุ แลกเปลยี่ นความคิดเห็น การส่อื สาร

 ความสามารถในการคดิ : การใช้กระบวนคิดในการเรียนรู้และการทำงาน

 ความสามารถในการแกป้ ญั หา : การแกป้ ญั หาจากสถานการณท์ ค่ี รูกำหนดและ

การแก้ปญั หาเฉพาะหน้า

ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต : การใชค้ วามรไู้ ปใช้ในชวี ิตอย่างเป็นประโยชน์

เพอ่ื ความปลอดภยั

ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี : สบื ค้นขอ้ มลู จากแหลง่ เรียนรู้โดยใชเ้ ทคโนโลยี

สารสนเทศ

ดา้ นคุณลกั ษณะของผู้เรยี นตามหลกั สตู รมาตรฐานสากล

เปน็ เลศิ วิชาการ สือ่ สารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด

ผลติ งานอย่างสร้างสรรค์ รว่ มกันรับผดิ ชอบต่อสงั คมโลก

บรู ณาการตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ความพอประมาณ...(ไมม่ าก ไม่น้อย ไมเ่ บียดเบยี นตนเองและผอู้ นื่ ).......................................................

ความมีเหตุผล...(มีเหตุผลของผลการกระทำท่คี าดว่าจะไดร้ ับอยา่ งรอบคอบ)........................................

มีภมู ิคุ้มกันในตวั ทด่ี ี...(เตรยี มตวั รับผลกระทบ/การเปลย่ี นการในอนาคต)..............................................

ความรู้...(รอบรู้ รอบคอบ ระมดั ระวัง)...................................................................................................

คุณธรรม..(ซือ่ สัตยส์ จุ ริต ขยนั อดทน สตปิ ัญญา แบ่งปนั )......................................................................

(หมายเหตุ ในแตล่ ะด้านไมจ่ ำเป็นต้องมีครบทุกข้อในทุกแผนการจัดการเรียนร)ู้

10

ดา้ นการอา่ น เขยี น คดิ วิเคราะห์
 การอา่ น : การอ่านใบความรู้ ใบงาน การสืบคน้ ความรูเ้ พมิ่ เตมิ

การคดิ วเิ คราะห์ : การคดิ แก้ปัญหา คดิ สร้างสรรค์ คดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ คิดคล่อง คดิ ยืดหยุ่น

การวิเคราะหน์ ำความรู้ไปใช้ในชีวติ ประจำวัน
 การเขยี น : การทำแบบฝกึ หัด ใบงาน สรุปความรทู้ ไ่ี ด้

การบรู ณาการ

บูรณาการภายในกล่มุ สาระการเรียนรู้ กับ รายวิชา........................................................................

บรู ณาการข้ามกลุ่มสาระการเรยี นรู้ ระบุ........................................................................................

บรู ณาการกับหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ดา้ น

3 หว่ งทางสายกลาง คือ พอประมาณ มเี หตุผล มภี ูมคิ มุ้ กนั ท่ีดีในตนเอง

2 เงือ่ นไข มีคุณธรรม  มีความรู้

บรู ณาการกับประชาคมอาเซยี น ในสาระสำคัญ (Theme) ต่อไปนี้

การรจู้ ักอาเซยี น

การตระหนกั ถงึ คุณค่าของอัตลกั ษณ์และความหลากหลาย

การเชื่อมโยงโลกและท้องถ่ิน

การสง่ เสรมิ ความเสมอภาคและความยตุ ิธรรม

การทำงานรว่ มกันเพือ่ อนาคตทยี่ ่ังยืน

ช้ินงาน/ภาระงาน
- ใบกจิ กรรม

กิจกรรมการเรยี นการสอน
ขน้ั นำ
1) ครกู ระต้นุ ความสนใจของนกั เรยี นโดยแสดงรูปโครโมโซมและใชค้ ำถามต่อไปนี้
- มนุษย์เรามโี ครโมโซมท้งั หมดกแี่ ท่ง (23 คู่ 46 แท่ง)
- สง่ิ ทก่ี ำหนดให้เรามีรูปร่างลกั ษณะที่แตกต่างกันคืออะไร (ยีน)
- บนยีนมีหนว่ ยท่กี ำหนดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมอยเู่ รยี กวา่ อะไร (แอลลีล เปน็ ตัวกำหนดยนี
ให้มลี ักษณะท่ีแตกตา่ งกนั ออกไป)
- นักเรยี นคดิ วา่ ยนี ของแตล่ ะคนเหมือนหรือแตกต่างกัน (แตกตา่ งกัน เพราะมีแอลลีลที่
กำหนดยีนต่างกนั ซ่งึ ไดร้ บั มาจากทั้งพ่อและแม่)

11

ข้ันสอน

1) ขั้นสรา้ งความสนใจ

1) ครยู กตวั อย่างจำนวนโครโมโซมของสิง่ มชี ีวติ ชนดิ ต่าง ๆ เช่น แมลงวนั ลงิ หนู นก
2) ครเู ช่ือมโยงโครโมโซมและยนี ดว้ ยการถามทบทวนความรโู้ ดยใชค้ ำถาม

- ความหมายของยนี คืออะไร (หนว่ ยพันธกุ รรมท่ีอยู่บนโครโมโซม มีลักษณะเรียงกนั
เหมอื นสร้อยลูกปัด ทำหนา้ ทีค่ วบคมุ ลักษณะต่างๆ ทางพนั ธกุ รรมจากพ่อแมไ่ ปยงั
ลกู หลาน)
- แอลลลี เดน่ ทำหนา้ ท่ีอย่างไรและมลี กั ษณะอยา่ งไร (แอลลีลเดน่ จะข่มแอลลีลด้อยด้วยยีน
เดน่ เพอ่ื ไมใ่ ห้ยนี ดอ้ ยแสดงออกมา เขียนแบบจีโนไทป์ เช่น AA Aa)
- แอลลีลดอ้ ย ทำหนา้ ที่อยา่ งไรและมลี ักษณะอยา่ งไร (แอลลลี ดอ้ ยถูกข่มดว้ ยแอลีลเด่น
ทำใหไ้ มส่ ามารถแสดงออกมาได้ แตจ่ ะสามารถแสดงออกมาได้ก็ตอ่ เม่ือไม่ถกู ข่มด้วยยีน
เดน่ เขยี นแบบจีโนไทป์ เชน่ aa)
- การเข้าคู่กนั ของแอลลลี เกิดจากอะไร (การปฏสิ นธริ ะหว่างเซลล์อสจุ ิกบั เซลลไ์ ข่)
2) ข้นั สำรวจและค้นหา
1) ครูมอบหมายให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำการทดลองหาคำตอบจากกิจกรรมที่ 2.3 เรื่อง โอกาสการ
เข้าคกู่ นั ของแอลลีลเปน็ เทา่ ใด โดยมีวิธกี าร ดงั น้ี
- ครูใส่ลูกปัดสีแดงและสีขาวอย่างละ 5 เม็ด ลงในกล่องพลาสติก 2 ใบ คนให้ทั่ว จากนั้นให้
นกั เรยี นหยิบลูกปดั จากกล่องทงั้ 2 ใบ ใบละ 1 เม็ดพรอ้ มกนั
- บันทึกรูปแบบของสีลูกปัดที่หยิบได้ในแต่ละครั้ง จากนั้นให้ใส่ลูกปัดกลับคืนลงในกล่อง
ทำให้ครบ 50 คร้งั
- คำนวณอัตราสว่ นจำนวนครง้ั ของรูปแบบของสลี ูกปัดที่หยบิ ได้ทง้ั 3 แบบ นำผลการทดลอง
ของทุกกลุ่มมารวมกันแล้วหาค่าเฉลี่ย คำนวณอัตราส่วนของจำนวนครั้งของรูปแบบของสี
ลกู ปัดที่หยิบไดข้ องท้งั หอ้ ง
- ครใู หน้ กั เรยี นแตล่ ะกลุ่มอภิปรายผลการคำนวณอตั ราส่วนของสลี ูกปัดท้ัง 3 แบบ และตอบ
คำถามทา้ ยกจิ กรรม
2) ครูมอบหมายให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำการทดลองหาคำตอบจากกิจกรรมที่ 2.4 เรื่อง จีโนไทป์
และฟโี นไทป์ โดยมีวิธกี ารดงั น้ี
- ครูอธิบายการเขียนเซลล์สืบพนั ธุ์ และการผสมพนั ธแ์ุ ลว้ ได้รุ่นลูกที่แสดงออกมา
- ให้นกั เรียนเขียนคำตอบลงในช่องวางในใบกจิ กรรมพร้อมครู และทำใบกจิ กรรมด้วยตนเอง
- ให้นักเรยี นแสดงการคำนวณจีโนไทปแ์ ละฟโี นไทป์ และหาอตั ราสว่ น
3) ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการทำกิจกรรม ตอบคำถามท้ายกิจกรรม และร่วมกันสรปุ ผล
ของกจิ กรรม

12

3) ขั้นอธบิ ายและลงขอ้ สรุป
1) นกั เรยี นและครูรว่ มกนั อภิปรายและหาข้อสรปุ จากการปฏบิ ัติกจิ กรรม 2.3 โดยใช้คำถาม ดังนี้
- ถ้าการหยิบลูกปัดจากกล่องพลาสติกพร้อมกันแล้วนำลูกปัดมาเข้าคู่กันเปรียบเสมือนการ
เข้าคู่ของ แอลลีลในการปฏสิ นธิของเซลลส์ ืบพันธุ์ ต้นถั่วท่ีเกิดจากการผสมในกจิ กรรมนี้จะมี
ลักษณะเช่นใดบ้าง และมีอัตราส่วนอย่างต่ำของลักษณะที่ปรากฏเป็นเท่าใด (ต้นถั่วที่เกิด
จากการผสมพันธุ์ตามกิจกรรมมีทั้งต้นสูงและต้นเตี้ย เช่น เป็นต้นสูง 75 ต้น (23+52)
และตน้ เตย้ี 25 ตน้ ซง่ึ คดิ เปน็ อัตราส่วนระหว่างตน้ สงู : ตน้ เต้ีย เทา่ กบั 3 : 1)
- การสุ่มหยิบลกู ปัดแต่ละครง้ั เปรยี บเหมอื นการเข้าคกู่ ันของแอลลลี ในเซลลส์ บื พันธุเ์ ม่ือมีการ
ปฏิสนธริ ะหว่างเซลล์สบื พันธุ์เพศผ้แู ละเพศเมีย ซงึ่ มโี อกาสการเขา้ คกู่ ันได้กแ่ี บบ (3 แบบ คือ
สีแดง-แดง (TT) สีแดง-ขาว (Tt) สขี าว-ขาว (tt) จะได้อตั ราสว่ นประมาณ 1 : 2 : 1 ตน้
ถ่ัวท่ีเกดิ จากการผสมพนั ธุ์จงึ มีอัตราสว่ นระหว่างตน้ สูง และตน้ เตีย้ ประมาณ 3 : 1 )
2) นักเรยี นและครูร่วมกันอภิปรายและหาขอ้ สรุปจากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม 2.4 โดยใช้คำถาม ดงั น้ี
- ส่งิ ใดกำหนดฟีโนไทป์ทีแ่ สดงออกมาคืออะไร (จโี นไทป์ของแตล่ ะลักษณะ)
- การเข้าคู่กันของแอลลีลมีผลปรากฏอย่างไร (ทำให้เกิดจีโนไทป์แบบต่าง ๆ ที่กำหนด
ลักษณะทีแ่ สดงออกหรือฟโี นไทปท์ ีแ่ ตกตา่ งกนั เป็นผลให้รุ่นลูกมลี ักษณะแตกตา่ งกนั )

4) ขัน้ ขยายความรู้
1) ครเู พม่ิ เติมความรู้ให้นักเรียนเข้าใจว่าอัตราส่วนของจโี นไทป์และฟโี นไทป์จะไมเ่ ทา่ กัน คือ จีโนไทป์
จะมีอัตราส่วน 1 : 2 : 1 โดย 2 คืออัตราส่วนของยีนเด่นที่ข่มยีนด้อย ทำให้ฟีโนไทป์ที่แสดงออกมา
คือลกั ษณะเด่น อัตราส่วนของฟโี นไทปจ์ ะเทา่ กับ 3 : 1
2) ฟีโนป์ที่แสดงออกมา คือ ลักษณะของจีโนไทป์ ถ้ายีนเด่นข่มยีนด้อยลักษณะที่ปรากฏออกมาจะ
เป็นลักษณะเดน่

5) ขัน้ ประเมิน
1) ครใู หน้ ักเรยี นแตล่ ะคนพิจารณาวา่ จากหัวข้อท่ีเรยี นมาและการปฏิบตั ิกจิ กรรม มสี ว่ นใดบ้างท่ียังไม่
เข้าใจหรือยงั มีข้อสงสยั ถ้ามีครชู ว่ ยอธบิ ายเพิ่มเตมิ ให้นักเรยี นเขา้ ใจ
2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อยา่ งไรบ้าง

ขน้ั สรุป
1) ครูทดสอบความเขา้ ใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคำถาม เช่น

- ถ้าผสมต้นถั่วลันเตา ลักษณะเด่นคือดอกสีม่วง (PP) ลักษณะด้อยคือดอกสีขาว (ww) เมื่อนำพ่อ
ลกั ษณะเด่น ผสมกบั แมล่ ักษณะด้อย จีโนไทป์และฟโี นไทปท์ ี่แสดงออกมามีลักษณะอย่างไร (จีโนไทป์
คอื Pw ฟโี นไทป์ คือ ดอกสีม่วง)
- ถา้ นำดอกสีมว่ งพนั ทาง (Pw) ผสมกบั ดอกสีม่วงพนั ทาง (Pw) อัตราสว่ นของจโี นไทป์และฟีโนไทป์ท่ี
แสดงออกมามีลักษณะอย่างไร (อตั ราส่วนของจีโนไทป์ PP : Pw : ww เท่ากบั 1 : 2 : 1 อตั ราส่วน
ของฟโี นไทป์ ดอกสมี ่วง : ดอกสีขาว เท่ากับ 3 : 1)

13

ส่ือ/วสั ดุอปุ กรณ/์ แหลง่ เรียนรู้
1. ใบกจิ กรรมท่ี 2.3
2. ใบกิจกรรมท่ี 2.4
3. หนังสือเรยี นรายวิชาวิทยาศาสตร์พ้ืนฐาน ชนั้ ม.3 เลม่ 1 สสวท.
4. Power point เรื่อง โครโมโซมและการคน้ พบของเมนเดล
5. ลูกปดั สีแดง 50 เม็ด
6. ลูกปัดสีขาว 50 เม็ด
7. กลอ่ งพลาสติก 10 กลอ่ ง

การวัดผลและประเมินผลการเรยี นรู้

สงิ่ ทตี่ ้องการวดั ส่งิ ที่วัด เคร่ืองมือ เกณฑก์ าร
ประเมนิ
พทุ ธิพสิ ัย : - อธิบายการเข้าคกู่ ันของ ใบกิจกรรมท่ี 2.3
ข้นั ที่ 1 ความรูความจำ แอลลีล ผา่ นร้อยละ 60
ความสามารถทางสมองของผู้เรียนใน ขึน้ ไป
การรบั รู้ หรอื ดา้ นความรคู้ วามคิด
ผา่ นรอ้ ยละ 60
ขั้นท่ี 2 ความเข้าใจ ขน้ึ ไป

ความสามารถทางสมองของผู้เรียนใน - อธิบายความสมั พันธ์ ใบกจิ กรรมที่ 2.4 ผา่ นรอ้ ยละ 60
ขน้ึ ไป
การเรยี นรู้ จำและส่ือสาร ความรูน้ นั้ ของอัตราส่วนระหวา่ งจี

ออกมาได้อย่างถูกตอ้ ง โนไทป์และฟโี นไทป์

ทักษะพสิ ยั : ขั้นที่ 4 การปฏิบัตงิ าน

ปฏบิ ตั งิ านไดด้ ว้ ยความเช่ือมน่ั ใน - ทำใบงานกิจกรรมท่ี ใบกจิ กรรมที่ 2.3

ตนเอง มอบหมาย ใบกจิ กรรมท่ี 2.4

จติ พิสยั : ขัน้ ท่ี 2 การตอบสนอง

ความเตม็ ใจทจ่ี ะตอบสนองตอ่ สิง่ ท่ี - สามารถอภปิ รายผลจาก ใบกิจกรรมที่ 2.3

รับรู้ การทดลองได้

14

บันทกึ หลังการสอน
ผลการจดั การเรยี นการสอน
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ปญั หา/อุปสรรค
............................................................................................................................. .................................................
...................................................... ................................................................................................... .....................
............................................................................................................................. .................................................
แนวทางแก้ไข
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

ลงชอ่ื (ผบู้ นั ทกึ )
(นางนติ ยา คนชุม)

ความเหน็ หัวหน้ากล่มุ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ ความเหน็ รองฯฝา่ ยบริหารงานวิชาการ
และเทคโนโลยี
……………………………......…….................…..…… ........................................................................
......................................................................... ........................................................................
......................................................................... ........................................................................

ลงช่ือ ลงชอื่
( นางสาวแสงเทยี น ศรที องสขุ ) (นายเฉลมิ พล คนชุม)

ความเหน็ ผู้อำนวยการ
........................................................................
........................................................................
........................................................................

ลงช่ือ
(นายชาตรี อคั รสขุ บุตร)

ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองกี่พิทยาคม

15

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 3 รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ 5
รหัสวิชา ว23101 ภาคเรยี นท่ี 1
ระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 เวลา 16 ชั่วโมง
หนว่ ยการเรียนท่ี 2 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เวลา 3 ชวั่ โมง
เร่ือง โครโมโซมของมนุษยแ์ ละความผดิ ปกติทางพนั ธุกรรม
ชื่อผสู้ อน นางนติ ยา คนชุม

เปา้ หมายการเรยี นรู้

มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
สารพนั ธกุ รรม การเปลีย่ นแปลงทางพันธุกรรมทม่ี ผี ลต่อส่ิงมชี ีวิต ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวัฒนาการ
ของสิ่งมชี วี ติ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตัวชีว้ ดั (สำหรับรายวิชาพน้ื ฐาน)
ว 1.3 ม.3/1 อธบิ ายความสัมพันธ์ระหว่างยีน ดเี อน็ เอ และโครโมโซม โดยใช้แบบจำลอง
ว 1.3 ม.3/4 อธบิ ายความแตกต่างของการแบง่ เซลล์แบบไมโทซิสและไมโอซิส

สาระสำคัญ
โครโมโซมมีลักษณะเป็นเส้นใยบาง ๆ พันกันอยู่ แต่ละโครโมโซมจะมียนี ที่กำหนดลักษณะต่างๆ ของ

สิ่งมีชีวิตในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีจำนวนโครโมโซมแตกต่างกันออกไป โครโมโซมของร่างกายคนเรามีอยู่
46 โครโมโซม เมื่อนำมาจัดเป็นคู่ได้ 23 คู่ มีโครโมโซมอยู่ 22 คู่ ที่เหมือนกันทั้งเพศหญิงและเพศชาย
เรยี กว่า โครโมโซมรา่ งกาย (autosome) โครโมโซมคูท่ ี่ 23 เรยี กว่า โครโมโซมเพศ (sex chromosome )

การแบ่งเซลล์ของสิ่งมีชวี ติ มี 2 แบบคอื
- การแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซิส คอื การแบง่ นิวเคลียสของเซลลร์ า่ งกาย
- การแบ่งแบบไมโอซสิ คอื เปน็ การแบ่งเซลลเ์ พ่อื สร้างเซลล์สืบพนั ธ์ุ

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ (จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมเพอื่ ให้บรรลุตามตวั ชวี้ ดั )
ดา้ นพทุ ธิพิสัย
5. อธบิ ายลักษณะโครโมโซมของเพศชายและเพศหญิง
6. อธบิ ายความแตกต่างของการแบง่ เซลล์แบบไมโทซสิ และไมโอซิส
ดา้ นทักษะพิสยั
7. แยกความแตกต่างระหวา่ งโครโมโซมเพศชายและเพศหญิง
ดา้ นจติ พิสัย
8. นักเรียนสามารถนำความรเู้ รือ่ งโครโมโซมเพศไปใชใ้ นชีวิตประจำวันได้

16

สาระการเรียนรู้
ดา้ นความรู้ (Knowledge)

- โครโมโซมของมนุษย์มีทั้งหมด 46 แท่ง 23 คู่ แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ โครโมโซมร่างกายมี 22 คู่
และโครโมโซมเพศ มี 1 คู่ คอื คทู่ ่ี 23

- โครโมโซมของเพศชาย คอื XY โครโมโซมเพศหญิง คอื XX
- การแบ่งเซลล์ของสิ่งมีชวี ิตมี 2 แบบ คือ การแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซิส เป็นการแบ่งนิวเคลียสของ

เซลล์ร่างกาย โดยการแบ่งเซลล์เดิมออกเป็น 2 เซลล์ใหม่ และการแบ่งแบบไมโอซิส เป็นการ
แบง่ เซลลเ์ พอื่ สรา้ งเซลล์สืบพนั ธุ์ เปน็ การแบ่งนิวเคลียสของเซลล์ไข่และเซลลอ์ สจุ ิ

ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (Process)
- แยกความแตกตา่ งระหวา่ งโครโมโซมเพศชายและเพศหญิงได้
- เปรียบเทยี บความแตกต่างของการแบง่ เซลลแ์ บบไมโทซสิ และไมโอซิส

ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (Attitude)

รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ อยู่อย่างพอเพียง ซอื่ สตั ยส์ ุจรติ
รักความเป็นไทย
 มงุ่ ม่ันในการทำงาน  มีวินัย

 ใฝเ่ รียนรู้ มีจิตสาธารณะ

ด้านสมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น

 ความสามารถในการส่อื สาร : การสนทนาพูดคยุ แลกเปลีย่ นความคดิ เห็น การสือ่ สาร

 ความสามารถในการคดิ : การใชก้ ระบวนคดิ ในการเรียนรู้และการทำงาน

 ความสามารถในการแกป้ ญั หา : การแกป้ ญั หาจากสถานการณท์ ีค่ รูกำหนดและ

การแก้ปญั หาเฉพาะหน้า

ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต : การใชค้ วามรไู้ ปใชใ้ นชวี ติ อยา่ งเป็นประโยชน์

เพื่อความปลอดภัย

ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี : สืบคน้ ขอ้ มูลจากแหลง่ เรยี นรู้โดยใช้เทคโนโลยี

สารสนเทศ

ดา้ นคุณลกั ษณะของผ้เู รียนตามหลักสูตรมาตรฐานสากล

เป็นเลศิ วชิ าการ ส่อื สารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด

ผลติ งานอย่างสรา้ งสรรค์ รว่ มกนั รับผดิ ชอบต่อสงั คมโลก

บรู ณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
ความพอประมาณ...(ไม่มาก ไมน่ อ้ ย ไม่เบียดเบียนตนเองและผูอ้ น่ื ).......................................................
ความมเี หตุผล...(มีเหตุผลของผลการกระทำทค่ี าดวา่ จะได้รบั อย่างรอบคอบ)........................................
มภี มู ิคุ้มกันในตวั ท่ดี ี...(เตรียมตวั รบั ผลกระทบ/การเปลีย่ นการในอนาคต)..............................................
ความรู้...(รอบรู้ รอบคอบ ระมดั ระวงั )...................................................................................................
คุณธรรม..(ซือ่ สัตยส์ ุจริต ขยนั อดทน สตปิ ญั ญา แบ่งปนั )......................................................................

17

(หมายเหตุ ในแตล่ ะดา้ นไมจ่ ำเป็นต้องมคี รบทุกข้อในทุกแผนการจดั การเรียนร)ู้

ดา้ นการอ่าน เขียน คดิ วเิ คราะห์
 การอา่ น : การอา่ นใบความรู้ ใบงาน การสบื คน้ ความรเู้ พ่มิ เติม

การคดิ วิเคราะห์ : การคดิ แกป้ ญั หา คดิ สร้างสรรค์ คิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณ คิดคลอ่ ง คิดยดื หยนุ่

การวเิ คราะห์นำความรู้ไปใชใ้ นชวี ิตประจำวนั
 การเขยี น : การทำแบบฝึกหดั ใบงาน สรุปความรทู้ ไ่ี ด้

การบรู ณาการ

บูรณาการภายในกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ กับ รายวิชา........................................................................

บูรณาการข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ระบุ........................................................................................

บูรณาการกับหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ดา้ น

3 หว่ งทางสายกลาง คือ พอประมาณ มีเหตุผล มีภมู คิ ุม้ กันทีด่ ใี นตนเอง

2 เงอื่ นไข มีคณุ ธรรม  มคี วามรู้

บูรณาการกบั ประชาคมอาเซียน ในสาระสำคญั (Theme) ต่อไปนี้

การรู้จักอาเซยี น

การตระหนกั ถงึ คุณค่าของอัตลักษณ์และความหลากหลาย

การเชือ่ มโยงโลกและท้องถ่นิ

การสง่ เสริมความเสมอภาคและความยุติธรรม

การทำงานรว่ มกนั เพอ่ื อนาคตทยี่ ง่ั ยนื

ชน้ิ งาน/ภาระงาน
- ใบกจิ กรรม

กิจกรรมการเรียนการสอน
ข้ันนำ

1) ครทู บทวนความรู้นักเรียนโดยร่วมกันอภปิ รายเก่ียวกับโครโมโซมของมนุษย์และความผดิ ปกติทาง
พนั ธกุ รรม โดยใชค้ ำถามดงั นี้
- ส่งิ ใดเปน็ ตวั กำหนดลกั ษณะของส่งิ มีชวี ติ (ยีน)
- ยนี อยู่บนโครงสร้างใดในนวิ เคลยี ส (โครโมโซม)
- นักเรียนคิดว่าโครโมโซมเพศชายและเพศหญิงเหมือนหรือต่างกันหรือไม่ (ต่างกัน เพศชาย
โครโมโซมเปน็ XY เพศหญิงโครโมโซมเป็น XX)

ขัน้ สอน

1) ข้ันสรา้ งความสนใจ

1) ครเู ช่ือมโยงเขา้ เนือ้ หาโครโมโซมดว้ ยการถามทบทวนความร้โู ดยใชค้ ำถาม
- นกั เรยี นคดิ วา่ สง่ิ มีชวี ิตแตล่ ะชนดิ จะมโี ครโมโซมเท่ากันหรอื แตกต่างกัน (สิ่งมีชวี ติ ต่างชนิด
กันจะมจี ำนวนโครโมโซมแตกตา่ งกนั แต่สิง่ มีชวี ติ ชนิดเดียวกันจะมีจำนวน โครโมโซม
เทา่ กันเสมอและมจี ำนวนคงท่ใี นทกุ ๆ รนุ่ และจำนวนโครโมโซมไม่มคี วามสัมพนั ธก์ บั
ขนาดของส่ิงมีชีวิต)

18

- จำนวนโครโมโซมมีความสมั พันธก์ บั ขนาดของสิ่งมชี ีวติ หรือไม่ อยา่ งไร (ไม่มคี วามสัมพันธ์
กัน สง่ิ มีชีวิตขนาดเลก็ อาจมีจำนวนโครโมโซมมากกวา่ สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ เชน่ มนุษย์มี
โครโมโซม 46 แท่ง ส่วนปลาดุกดา้ นมโี ครโมโซม 104 แท่ง)
2) ขนั้ สำรวจและค้นหา
1) ครูมอบหมายใหน้ ักเรยี นแตล่ ะกลุ่มทำการทดลองหาคำตอบจากกจิ กรรมท่ี 2.5 เรื่อง โครโมโซมใน
เซลลร์ ่างกายของมนษุ ยเ์ ปน็ อยา่ งไร โดยมวี ิธกี าร ดังนี้
- ใหน้ กั เรียนแตล่ ะกลุม่ จบั คูเ่ หมือนของโครโมโซม แยกเพศชายและเพศหญงิ
- เปรียบเทียบลักษณะของ โครโมโซมเพศชายและหญิง แยกคู่โครโมโซมที่แตกต่างกันของ
เพศชายและหญิงมาวางเปน็ คู่สดุ ทา้ ย
- ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มอภิปรายผลการจับคู่ของโครโมโซมเพศชายและหญิง ว่ามีความ
แตกต่างกันอย่างไร
2) ครมู อบหมายใหน้ ักเรียนแต่ละกลมุ่ ทำการทดลองหาคำตอบจากกิจกรรมที่ 2.6 เรอื่ ง การแบง่ เซลล์
แต่ละแบบแตกตา่ งกันอย่างไร โดยมีวิธีการดงั นี้
- ใหน้ ักเรียนสงั เกตและเปรยี บเทียบแผนภาพการแบ่งเซลล์แบบที่ 1 (แบ่งแบบไมโทซิส) และ
แบบท่ี 2 (แบง่ แบบไมโอซิส)
- ให้นักเรียนวาดภาพจำนวนโครโมโซมของเซลล์ใหม่ที่เกิดจากการรวมกันของเซลล์ 2 เซลล์
ทไ่ี ดจ้ ากการแบง่ เซลลแ์ บบที่ 1 และ 2
- ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการทำกิจกรรมและอภิปรายว่าการแบ่งเซลล์แบบใด
เป็นการแบ่งเซลล์เพ่อื สรา้ งเซลลส์ ืบพันธุ์
3) ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการทำกิจกรรม ตอบคำถามท้ายกิจกรรมและร่วมกันสรุปผล
ของกจิ กรรม
3) ข้ันอธิบายและลงขอ้ สรปุ
1) นักเรียนและครูร่วมกนั อภิปรายและหาข้อสรปุ จากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม 2.5 โดยใช้คำถาม ดงั น้ี
- โครโมโซมในเซลล์ร่างกายของมนุษย์เพศชายและเพศหญิงมีจำนวนเท่ากันหรือไม่ อย่างไร
(มีจำนวนเทา่ กนั คือ 46 แทง่ หรือ 23 คู่)
- โครโมโซมในเซลล์ร่างกายของมนุษย์เพศชายและเพศหญิงเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
(โครโมโซมของมนุษย์เพศชายและเพศหญิงมีลักษณะที่เหมือนกัน 22 คู่ และมีลักษณะ
แตกต่างกัน 1 คู่ โดยคทู่ ี่ 23 ของเพศชายจะเป็น XY เพศหญงิ เปน็ XX)
2) นกั เรียนและครูรว่ มกันอภิปรายและหาขอ้ สรุปจากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม 2.6 โดยใช้คำถาม ดังนี้
- จำนวนเซลล์และโครโมโซมของเซลล์ใหม่ที่ได้จากการแบ่งเซลล์แบบที่ 1 และแบบที่ 2
แตกต่างกันอย่างไร (เซลล์ตั้งต้นมีโครโมโซม 2 แท่ง การแบ่งเซลล์แบบที่ 1 ได้เซลล์ใหม่
2 เซลลท์ ีม่ ีจำนวนโครโมโซม เปน็ 2 แทง่ เท่ากบั เซลล์ต้งั ตน้ แตก่ ารแบ่งเซลล์แบบท่ี 2 ได้
เซลล์ใหม่ 4 เซลลท์ มี่ จี ำนวนโครโมโซมเปน็ 1 แท่ง ลดลงเป็นครึง่ หนง่ึ ของเซลลต์ งั้ ต้น)
- การสบื พนั ธุ์แบบอาศัยเพศซึ่งมีการรวมกันของเซลลส์ บื พันธ์ุ ทำใหจ้ ำนวนโครโมโซมของลูก
เท่ากับ พ่อแม่ ควรมีการแบ่งเซลล์แบบใด เพราะเหตุใด (ควรมีการแบ่งเซลล์แบบที่ 2
กล่าวคือ เซลล์สืบพันธุ์มีจำนวนโครโมโซมลดลงครึ่งหนึ่ง เมื่อเซลล์ สืบพันธุ์ของพ่อและ
แม่มารวมตัวกนั จึงจะไดล้ ูกท่มี ีจำนวนโครโมโซมเท่ากับพ่อแม่)

19

4) ข้นั ขยายความรู้
1) ครูอธิบายความรู้เรื่องโครโมโซมเพิ่มเติม ฮอมอโลกัสโครโมโซม คือ โครโมโซมคู่เหมือน โดยเพศ
ชายมีฮอมอโลกัสโครโมโซมจำนวน 22 คู่ ได้แก่ คู่ที่ 1-22 ส่วนเพศหญิงมีฮอมอโลกัส โครโมโซม
จำนวน 23 คู่ ไดแ้ ก่ คูท่ ี่ 1-23

5) ข้ันประเมิน
1) ครใู ห้นักเรยี นแต่ละคนพิจารณาว่าจากหัวข้อท่ีเรยี นมาและการปฏิบตั ิกจิ กรรม มีส่วนใดบ้างท่ียังไม่
เข้าใจหรือยงั มขี อ้ สงสัย ถ้ามคี รชู ว่ ยอธบิ ายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ
2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใดและได้มีการแก้ไข
อยา่ งไรบ้าง

ข้ันสรปุ
1) ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรียน โดยใชค้ ำถาม เช่น

- พ่อสงู 175 เซนติเมตร ลูกสาวสูง 145 เซนตเิ มตร จะมจี ำนวนโครโมโซมเทา่ กนั หรอื ไม่ (เทา่ กนั
เพราะ จำนวนโครโมโซมของมนุษย์มีทัง้ หมด 46 แท่ง 23 คู่ ขนาดความสูงไม่มีผลต่อจำนวน
โครโมโซม)
- คนเราเมื่อเกดิ การปฏิสนธิกนั จะเป็นการแบง่ เซลลแ์ บบใด (แบ่งเซลล์แบบไมโอซสิ เพราะเซลล์มี
จำนวนครึ่งหนึง่ ของเซลล์พ่อแม่)
2) สรุปเนื้อหาการแบ่งเซลล์ มนุษย์มีการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสเพื่อสรา้ งเซลล์สืบพันธ์ุ ทำให้เซลล์สืบพนั ธุม์ ี
จำนวนโครโมโซมลดลงเป็นครึ่งหนึ่งของเซลล์ร่างกายคือ 23 แท่ง เมื่อมีการปฏิสนธิระหว่างอสุจิและ
เซลล์ไข่ จะเกิดเป็นไซโกตซึ่งมีจำนวนโครโมโซมเท่ากับพ่อและแม่คือ 46 แท่ง ได้รับโครโมโซมจากอสุจิ
23 แทง่ และเซลลไ์ ข่ 23 แทง่

สอ่ื /วสั ดุอปุ กรณ/์ แหล่งเรยี นรู้
1. หนงั สอื เรยี นรายวิชาวทิ ยาศาสตร์พ้นื ฐาน ชนั้ ม.3 เล่ม 1 สสวท.
2. Power point เรอื่ ง โครโมโซมมนษุ ย์และความผดิ ปกติทางพันธุกรรม
3. แผนภาพแสดงโครโมโซมเพศชายและหญิง 5 ชดุ
4. โครโมโซมเพศชายและหญงิ ทถ่ี ูกแยกออกจากกัน 5 ชดุ
5. แผนภาพแสดงการแบง่ เซลล์แบบไมโทซิสและไมโอซิส

20

การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้

ส่ิงทีต่ ้องการวดั สิง่ ที่วดั เครอ่ื งมอื เกณฑก์ าร
ประเมนิ
พทุ ธิพสิ ยั :
ผา่ นรอ้ ยละ 60
ขัน้ ที่ 1 ความรูความจำ ขึ้นไป

ความสามารถทางสมองของผู้เรยี นใน - อธิบายโครงสร้าง ใบกจิ กรรมที่ 2.5 ผ่านร้อยละ 60
ขน้ึ ไป
การรับรู้ หรือดา้ นความรูค้ วามคิด โครโมโซมของเพศชาย
ผา่ นรอ้ ยละ 60
และหญิง ขึ้นไป

ขนั้ ท่ี 2 ความเข้าใจ

ความสามารถทางสมองของผู้เรียนใน - อธบิ ายความแตกต่าง ใบกจิ กรรมที่ 2.6

การเรยี นรู้ จำและสอื่ สาร ความรูน้ ้ัน ระหวา่ งการแบ่งเซลล์

ออกมาได้อย่างถูกตอ้ ง แบบไมโทซิสและแบบ

ไมโอซสิ

ทักษะพสิ ัย : ขัน้ ที่ 4 การปฏบิ ัตงิ าน

ปฏิบัติงานได้ด้วยความเช่ือม่นั ใน - ทำใบงานกิจกรรมท่ี ใบกิจกรรมที่ 2.5

ตนเอง มอบหมาย ใบกิจกรรมท่ี 2.6

จิตพิสัย : ข้นั ท่ี 2 การตอบสนอง

ความเตม็ ใจทจ่ี ะตอบสนองตอ่ สง่ิ ท่ี - สามารถอภปิ รายผลจาก ใบกจิ กรรมท่ี 2.5

รับรู้ การปฏบิ ตั กิ จิ กรรมได้ ใบกิจกรรมที่ 2.6

21

บนั ทึกหลังการสอน
ผลการจดั การเรยี นการสอน
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
.......................................................................................................................... ....................................................
ปญั หา/อุปสรรค
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
แนวทางแก้ไข
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
........................................................ ................................................................................................. .....................

ลงชื่อ (ผูบ้ ันทกึ )
(นางนิตยา คนชุม)

ความเหน็ หวั หน้ากลุม่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ ความเห็นรองฯฝ่ายบริหารงานวิชาการ
และเทคโนโลยี
……………………………......…….................…..…… ........................................................................
......................................................................... ........................................................................
......................................................................... ........................................................................

ลงชอื่ ลงชือ่
( นางสาวแสงเทยี น ศรีทองสุข) (นายเฉลมิ พล คนชมุ )

ความเห็นผู้อำนวยการ
........................................................................
........................................................................
........................................................................

ลงชื่อ
(นายชาตรี อัครสุขบตุ ร)

ผอู้ ำนวยการโรงเรยี นหนองก่ีพทิ ยาคม

22

แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 4 รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ 5
รหสั วชิ า ว23101 ภาคเรยี นที่ 1
ระดบั ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 เวลา 16 ชว่ั โมง
หน่วยการเรียนท่ี 2 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เวลา 3 ช่ัวโมง
เร่ือง โครโมโซมของมนษุ ย์และความผิดปกตทิ างพนั ธกุ รรม
ช่อื ผสู้ อน นางนติ ยา คนชมุ

เปา้ หมายการเรยี นรู้

มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
สารพนั ธุกรรม การเปลย่ี นแปลงทางพันธุกรรมท่ีมผี ลต่อส่ิงมีชีวิต ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวัฒนาการ
ของส่งิ มชี ีวิต รวมทัง้ นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์

ตัวชวี้ ัด (สำหรับรายวิชาพ้นื ฐาน)
ว 1.3 ม.3/5 บอกไดว้ ่าการเปลยี่ นแปลงของยีนหรือโครโมโซมอาจทำให้เกิดโรคทางพันธกุ รรม พร้อม
ท้งั ยกตัวอยา่ งโรคทางพันธกุ รรม
ว 1.3 ม.3/6 ตระหนักถงึ ประโยชน์ของความรู้เรอ่ื งโรคทางพนั ธกุ รรมโดยรู้ว่ากอ่ นแต่งงานควรปรึกษา
แพทย์ เพ่ือตรวจและวินจิ ฉัยภาวะเสี่ยงของลกู ทอี่ าจเกิดโรคทางพันธุกรรม

สาระสำคัญ
โรคทางพันธุกรรม คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม หรือความผิดปกติของยีน

ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้สามารถถ่ายทอดไปสู่รุ่นลูกหลานได้ ได้แก่ ความผิดปกติของออโตโซม ความผิดปกติ
ของโครโมโซมเพศ ความผิดปกตขิ องยนี

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ (จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรมเพอ่ื ใหบ้ รรลุตามตัวชว้ี ดั )
ด้านพุทธิพสิ ยั
9. อธิบายการเปลี่ยนแปลงของยีนหรือโครโมโซมท่ผี ดิ ปกติ
10. อธิบายลกั ษณะโรคทางพันธกุ รรมทแี่ สดงออก
ด้านทักษะพิสัย
11. สามารถยกตวั อยา่ งโรคทางพนั ธุกรรม
ดา้ นจติ พิสยั
12. ตระหนกั ถึงประโยชน์ของความรู้เรอื่ งโรคทางพันธกุ รรม
13. นักเรยี นสามารถนำความร้เู รือ่ งความผิดปกติทางพนั ธุกรรมไปใชใ้ นชีวติ ประจำวนั ได้

23

สาระการเรียนรู้
ดา้ นความรู้ (Knowledge)

- โรคทางพันธุกรรม คอื โรคท่ีเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม หรือความผิดปกติของยีน
ซึ่งความผิดปกติเหลา่ นสี้ ามารถถ่ายทอดไปส่รู ุน่ ลูกหลานได้

- ความผดิ ปกติของออโตโซม แบ่งออกเป็น 2 ลกั ษณะ ดังนี้
1) การเพม่ิ จำนวนโครโมโซม เชน่ กลุม่ อาการดาวน์ โครโมโซมคทู่ ่ี 21 เกนิ มา 1 โครโมโซม
2) การขาดหายของโครโมโซม เชน่ กล่มุ อาการคริดชู าต์ โครโมโซมคทู่ ่ี 5 หายไป 1 โครโมโซม

- ความผิดปกตขิ องโครโมโซมเพศ แบง่ ออกเปน็ 2 ลักษณะ ดังนี้
1) การเพิ่มจำนวนโครโมโซม เช่น กลุ่มอาการไคลน์เฟลเตอร์ พบในเพศชายเกิดจากการมี
โครโมโซม X เกินมาจากปกติ เช่น XXY, XXXY
2) การลดจำนวนโครโมโซม ได้แก่ กลุ่มอาการเทอร์เนอร์ พบได้ในเพศหญิงเกิดจากการมี
โครโมโซมเพศเปน็ XO คอื โครโมโซม X หายไป 1 โครโมโซม

- ความผิดปกตขิ องยีน สามารถเกดิ ไดท้ ง้ั บนออโตโซมและบนโครโมโซมเพศ เชน่ โรคคนเผือก

ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (Process)
- สามารถบอกลักษณะเปลีย่ นแปลงของยนี หรอื โครโมโซมที่ทำให้เกิดโรคทางพันธกุ รรม
- ยกตวั อย่างโรคทางพันธุกรรมทผี่ ิดปกตขิ องโอโตโซม โครโมโซมเพศและยนี

ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (Attitude)

รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ อย่อู ย่างพอเพยี ง ซือ่ สัตย์สจุ ริต
รักความเปน็ ไทย
 มุง่ มนั่ ในการทำงาน  มวี ินัย

 ใฝเ่ รยี นรู้ มีจิตสาธารณะ

ดา้ นสมรรถนะสำคัญของผูเ้ รยี น : การสนทนาพูดคุยแลกเปล่ยี นความคิดเห็น การส่ือสาร
 ความสามารถในการสอ่ื สาร
 ความสามารถในการคดิ : การใชก้ ระบวนคดิ ในการเรยี นรู้และการทำงาน
 ความสามารถในการแกป้ ญั หา
: การแกป้ ญั หาจากสถานการณ์ที่ครูกำหนดและ
ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต การแก้ปญั หาเฉพาะหนา้
: การใชค้ วามรไู้ ปใช้ในชวี ิตอยา่ งเป็นประโยชน์
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เพือ่ ความปลอดภยั
: สืบคน้ ข้อมูลจากแหล่งเรียนร้โู ดยใชเ้ ทคโนโลยี
สารสนเทศ

ดา้ นคุณลักษณะของผูเ้ รยี นตามหลกั สูตรมาตรฐานสากล

เปน็ เลศิ วชิ าการ สอ่ื สารสองภาษา ลำ้ หนา้ ทางความคดิ

ผลติ งานอยา่ งสรา้ งสรรค์ รว่ มกนั รับผิดชอบตอ่ สังคมโลก

24

บูรณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ความพอประมาณ...(ไม่มาก ไม่น้อย ไม่เบียดเบยี นตนเองและผ้อู ืน่ ).......................................................
ความมเี หตุผล...(มเี หตผุ ลของผลการกระทำท่ีคาดวา่ จะไดร้ บั อย่างรอบคอบ)........................................
มีภมู ิคมุ้ กนั ในตัวที่ด.ี ..(เตรียมตัวรบั ผลกระทบ/การเปลีย่ นการในอนาคต)..............................................
ความร.ู้ ..(รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวงั )...................................................................................................
คุณธรรม..(ซ่ือสัตย์สจุ ริต ขยันอดทน สติปัญญา แบ่งปนั )......................................................................

(หมายเหตุ ในแตล่ ะดา้ นไม่จำเปน็ ตอ้ งมคี รบทุกข้อในทุกแผนการจดั การเรียนร)ู้

ด้านการอา่ น เขียน คดิ วเิ คราะห์
 การอ่าน : การอา่ นใบความรู้ ใบงาน การสบื คน้ ความร้เู พม่ิ เตมิ

การคดิ วิเคราะห์ : การคดิ แกป้ ญั หา คดิ สร้างสรรค์ คิดอย่างมวี จิ ารณญาณ คดิ คลอ่ ง คดิ ยดื หยุ่น

การวเิ คราะหน์ ำความรไู้ ปใช้ในชวี ิตประจำวัน
 การเขียน : การทำแบบฝกึ หัด ใบงาน สรปุ ความรูท้ ีไ่ ด้

การบรู ณาการ

บูรณาการภายในกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ กับ รายวิชา........................................................................

บรู ณาการข้ามกลุ่มสาระการเรยี นรู้ ระบ.ุ .......................................................................................

บูรณาการกับหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ดา้ น

3 หว่ งทางสายกลาง คือ พอประมาณ มเี หตผุ ล มภี ูมคิ ้มุ กนั ทด่ี ใี นตนเอง

2 เงือ่ นไข มคี ุณธรรม  มคี วามรู้

บูรณาการกับประชาคมอาเซยี น ในสาระสำคญั (Theme) ต่อไปนี้

การรู้จักอาเซียน

การตระหนักถงึ คุณค่าของอัตลักษณ์และความหลากหลาย

การเชอ่ื มโยงโลกและทอ้ งถนิ่

การสง่ เสรมิ ความเสมอภาคและความยตุ ธิ รรม

การทำงานร่วมกันเพอื่ อนาคตทีย่ ่ังยนื

ชน้ิ งาน/ภาระงาน
- ใบกจิ กรรม

25

กิจกรรมการเรยี นการสอน

ขัน้ นำ
2) ครูทบทวนความรู้นักเรยี นโดยร่วมกันอภปิ รายเกีย่ วกบั โครโมโซมของมนุษย์และความผิดปกติทาง
พันธุกรรม โดยใช้คำถามดังนี้
- มนุษยม์ โี ครโมโซมทง้ั หมดกแ่ี ทง (46 แท่ง)
- นักเรียนคิดว่ามนุษย์หากมีโครโมโซมที่ขาดหรือเกินจะเป็นอย่างไร (ตอบตามความ

เขา้ ใจของนกั เรยี น)

ขั้นสอน

1) ขั้นสรา้ งความสนใจ

1) ครเู ชอื่ มโยงเขา้ เน้อื หาความผิดปกทางพันธกุ รรมด้วยการถามทบทวนความร้โู ดยใช้คำถามต่อไปน้ี
- ถา้ กระบวนการ แบง่ เซลล์เกิดความผดิ ปกติ และทำให้เซลล์ใหมม่ ีจำนวนโครโมโซม
ผดิ ปกติ จะส่งผลต่อส่งิ มีชีวิตอย่างไร (โครโมโซมร่างกายจะผดิ ปกตทิ ำใหเ้ กิดโรคทาง
พันธกุ รรม)
- นักเรยี นเคยสงั เกตเห็นอาการผดิ ปกตทิ างพันธุกรรม อาการใดบา้ ง (จมกู แบน ลนิ้ จุก

ปาก ตาช้ขี ้นึ บน น้ิวส้นั )
2) ขัน้ สำรวจและค้นหา

1) ครูมอบหมายให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำการทดลองหาคำตอบจากกิจกรรมที่ 2.7 เรื่อง โครโมโซม

ของทารกในครรภ์เป็นปกติหรือไม่ โดยมีวิธกี าร ดังน้ี
- ให้นักเรียนอ่านสถานการณ์และสังเกตโครโมโซมของทารกจากแผนภาพ เปรียบเทียบกับ
จำนวนโครโมโซมของคนปกติ

- สงั เกตจำนวนโครโมโซมของทารกและเปรยี บเทียบกับโครโมโซมของคนปกติ
- รวบรวมข้อมลู เก่ยี วกบั ความผดิ ปกตขิ องทารกท่ีมโี ครโมโซมตามแผนภาพ
- ครแู ละนักเรยี นรว่ มอภิปรายความผดิ ปกติของโครโมโซม

2) ครมู อบหมายใหน้ กั เรียนแตล่ ะกลุ่มทำการทดลองหาคำตอบจากกิจกรรมท่ี 2.8 เรื่อวางแผนอย่างไร
กอ่ นแต่งงานเพือ่ ลดความเส่ียงทจ่ี ะมบี ุตรท่ีเปน็ โรคทางพันธกุ รรม โดยมีวธิ กี ารดงั นี้

- ครูเขียนแผนภาพแสดงการผสมจโี นไทปข์ องชายหญงิ แตล่ ะคู่จากตารางที่กำหนดให้

- ให้นักเรียนคำนวณอัตราส่วนของความผิดปกติที่เกิดขึ้น จากการจับคู่กันของจีโนไทป์ท่ี
โจทยก์ ำหนดให้
- ให้นักเรียนรวบรวมข้อมูลของแผนภาพการผสมจีโนไทป์ และนำมาวิเคราะห์เพื่ออภิปราย

ความเสย่ี งของการเกิดโรคธาลัสซีเมยี ในลูก
- ครใู หน้ ักเรยี นแต่ละกลุ่มอภปรายผลของการเกิดโรคธาลัสซเี มียกลุ่มละ 1 คู่
3) ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการทำกิจกรรม ตอบคำถามท้ายกิจกรรมและร่วมกันสรุปผล

ของกิจกรรม

26

3) ขัน้ อธบิ ายและลงข้อสรปุ
1) นกั เรียนและครูรว่ มกันอภิปรายและหาขอ้ สรุปจากการปฏิบัติกจิ กรรม 2.7 โดยใช้คำถาม ดังน้ี
- จากการเปรียบเทียบโครโมโซม นักเรียนพบความผดิ ปกตอิ ย่างไรบ้าง (มีโครโมโซมบาง
คูท่ เ่ี กินจำนวน ทำใหโ้ ครโมโซมท้งั หมดมคี วามผิดปกติ)
- ทารกที่มีจำนวนโครโมโซมจำนวน 47 แท่ง โดยมี โครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่ง
อาการที่แสดงออกมามีลักษณะอย่างไร (ทำให้ทารกเป็นกลุ่มอาการดาวน์ ซึ่งมีอาการ
ผดิ ปกติทางรา่ งกาย เชน่ ตาชี้ข้ึน ลิ้นจุกปาก ลิ้นแตกเป็นร่อง ด้งั จมกู แบน น้ิวมือส้ัน
ปอ้ ม และมีพฒั นาการทางสมองชา้ )
- อายุของมารดาที่ตั้งครรภ์มีผลต่อความผิดปกติของโครโมโซมหรือไม่ (มารดาที่มีอายุ
มากจะมีความเสยี่ งสูงทจ่ี ะ ให้กำเนิดบตุ รท่ีเป็นกลุม่ อาการดาวน์)
2) นกั เรยี นและครรู ว่ มกันอภปิ รายและหาขอ้ สรปุ จากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม 2.8 โดยใช้คำถาม ดังน้ี
- นักเรียนคิดว่าการวางแผนก่อนแต่งงานและก่อนมีบุตรมีความสำคัญอย่างไร (เพราะถ้า
ฝา่ ยใดฝา่ ยหนึง่ เปน็ โรคทางพันธกุ รรมหรือพาหะของโรค จะทำใหล้ กู ทเ่ี กดิ มามีโอกาส
เป็นโรค หรือพาหะของโรคทางพนั ธุกรรมได้)
- การลดความเสี่ยงที่จะมีบุตรซึง่ ป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมียทำได้อย่างไร (ชายและหญิงก่อน
แตง่ งานควรไปพบแพทยเ์ พื่อตรวจภาวะเสีย่ งทจี่ ะเปน็ โรคธาลัสซเี มยี )

4) ขน้ั ขยายความรู้
1) ครูอธิบายความรู้เรื่องลักษณะตาบอดสีและโรคธาลัสซีเมียมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของยีน
สว่ นกลุ่มอาการดาวน์ เกิดจากความผิดปกตขิ องจำนวนโครโมโซม
2) ลูกคนแรกมีโอกาส 1 ใน 4 ที่จะเป็นโรคทางพันธุกรรม ลูกคนต่อไปยังมีโอกาส 1 ใน 4 ที่จะเป็น
โรคทางพันธุกรรม เช่นเดียวกันกับลูกคนแรก เช่น ถ้าลูกคนแรกเป็นโรคธาลัสซีเมีย ลูกคนต่อไปก็มี
โอกาสเป็นโรคธาลัสซเี มียได้ โดยมีโอกาส 1 ใน 4 หรือลูกคนแรกอาจไม่เปน็ โรคธาลัสซีเมยี แต่ลูกคน
ทสี่ องหรอื ลูกคนต่อไปมีโอกาส 1 ใน 4 ทจ่ี ะเปน็ โรคธาลสั ซเี มียได้

5) ขัน้ ประเมิน
1) ครูใหน้ กั เรยี นแต่ละคนพจิ ารณาวา่ จากหัวข้อท่ีเรียนมาและการปฏิบตั ิกิจกรรม มีส่วนใดบ้างที่ยังไม่
เขา้ ใจหรือยงั มขี อ้ สงสัย ถ้ามีครชู ่วยอธิบายเพิ่มเติมใหน้ ักเรยี นเข้าใจ
2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใดและได้มีการแก้ไข
อย่างไรบา้ ง

ขั้นสรุป
3) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนักเรยี น โดยใช้คำถาม เชน่

- ให้นักเรียนยกตัวอย่างโรคทเี่ กิดจากความผดิ ปกตขิ องโครโมโซมและลักษณะของอาการ
- ถา้ พ่อปกติแต่งงานกบั แมท่ ่เี ป็นพาหะโรคธาลสั ซเี มีย ลูกมีโอกาสทจ่ี ะเปน็ ธาลสั ซีเมยี หรือไม่ (ลูกมี

โอกาสเปน็ พาหะของโรคธาลัสซีเมยี )

27

สอ่ื /วัสดุอุปกรณ/์ แหล่งเรียนรู้
1. ใบความรทู้ ่ี 1
2. หนังสือเรียนรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์พน้ื ฐาน ชั้น ม.3 เลม่ 1 สสวท.
3. Power point เรอื่ ง โครโมโซมมนุษยแ์ ละความผิดปกตทิ างพันธุกรรม

การวดั ผลและประเมินผลการเรยี นรู้

สิ่งท่ีต้องการวดั สิง่ ที่วัด เคร่ืองมอื เกณฑก์ าร
ประเมนิ
พุทธิพสิ ยั :
ขั้นท่ี 1 ความรูความจำ ผ่านรอ้ ยละ 60
ความสามารถทางสมองของผู้เรยี นใน - อธิบายการเปลย่ี นแปลง ใบกจิ กรรมท่ี 2.7 ข้นึ ไป
การรับรู้ หรือดา้ นความรูค้ วามคิด หรอื โครโมโซมท่ีผดิ ปกติ
ผ่านรอ้ ยละ 60
ข้ันท่ี 2 ความเข้าใจ ใบกิจกรรมที่ 2.8 ขน้ึ ไป
ความสามารถทางสมองของผู้เรียนใน - อธิบายความผดิ ปกติ
การเรียนรู้ จำและสอ่ื สาร ความร้นู ้นั ของโครโมโซมและยีน ใบกิจกรรมท่ี 2.7 ผา่ นรอ้ ยละ 60
ออกมาได้อย่างถูกต้อง ใบกจิ กรรมท่ี 2.8 ขึน้ ไป

ทกั ษะพิสัย : ขนั้ ที่ 4 การปฏิบตั ิงาน ใบกิจกรรมที่ 2.7
ปฏบิ ัตงิ านได้ดว้ ยความเชื่อมนั่ ใน - ทำใบงานกิจกรรมท่ี ใบกิจกรรมที่ 2.8
ตนเอง มอบหมาย

จิตพสิ ัย : ขัน้ ท่ี 2 การตอบสนอง
ความเตม็ ใจทจี่ ะตอบสนองตอ่ ส่งิ ที่ - สามารถนำความรู้
รับรู้ เรื่องความผดิ ปกตขิ อง

โครโมโซมไปใช้ใน
ชวี ติ ประจำวันได้

28

แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 2 รายวชิ าวิทยาศาสตร์ 5
รหสั วิชา ว23101 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกษา 2563
ระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 เวลา 16 ชว่ั โมง
หน่วยการเรียนที่ 2 การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม เวลา 3 ช่ัวโมง
เร่ือง โครโมโซมและการค้นพบของเมนเดล
ชื่อผู้สอน นางนติ ยา คนชุม

เปา้ หมายการเรียนรู้

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
สารพนั ธกุ รรม การเปลยี่ นแปลงทางพนั ธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมชี ีวติ ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวัฒนาการ
ของส่งิ มชี ีวติ รวมทง้ั นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ตัวช้ีวดั (สำหรับรายวิชาพื้นฐาน)
ว 1.3 ม.3/2 อธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากการผสม โดยพิจารณาลักษณะเดียวที่
แอลลลี เด่นขม่ แอลลีลด้อยอย่างสมบูรณ์
ว 1.3 ม.3/3 อธิบายการเกิดจโี นไทปแ์ ละฟโี นไทป์ของลูก และคำนวณอัตราสว่ นการเกิดจโี นไทป์และ
ฟโี นไทป์ของรนุ่ ลูก

สาระสำคัญ
แอลลีล คือ ยีนในตำแหน่งเดียวกันบนโฮโมโลกัสโครโมโซมแต่ละคู่ (Homologous chromosome)

จะควบคุมลักษณะเดียวกัน แอลลีลคือสิ่งที่ประกอบเป็นยีน และทำให้ยีนมีรูปแบบที่แตกต่างกันในแต่ละคน
ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมทปี่ รากฏจะข้ึนอยู่กับแอลลีลในแตล่ ะยีน

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ (จดุ ประสงค์เชิงพฤตกิ รรมเพ่ือใหบ้ รรลตุ ามตัวชว้ี ัด)
ดา้ นพุทธิพสิ ยั
14. อธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม จากการผสมโดยพิจารณาลักษณะเดียวที่แอลลีลเด่น
ขม่ แอลลลี ด้อยอยา่ งสมบูรณ์
15. อธิบายการเกดิ จโี นไทป์และฟีโนไทปข์ องลกู ทแ่ี สดงออกมา
ดา้ นทกั ษะพิสยั
16. คำนวณอตั ราสว่ นการเกิดจโี นไทป์และ ฟโี นไทป์ของรุ่นลกู
ด้านจติ พสิ ัย
17. ตอบสนองการเรยี นรูต้ ามคำแนะนำของครู

29

สาระการเรียนรู้
ด้านความรู้ (Knowledge)

- แอลลีล คอื ยนี ในตำแหน่งเดียวกนั บนโฮโมโลกสั โครโมโซมแต่ละคู่
- แอลลีลเด่น คือ ลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่จะปรากฏออกมาอย่างเด่นชัดทุกรุ่น และถูกควบคุมโดย

ยนี เดน่ (Dominant Gene) เช่น AA , Aa , BB , Ba
- แอลลีลด้อย คือลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ค่อยจะปรากฎให้เห็นหรือแสดงออกได้น้อยจะถูก

ควบคุมโดยยีนด้อย(Recessive Gene) เชน่ aa , bb
- จีโนไทป์ คอื ชุดของยีนในดีเอ็นเอของส่ิงมีชีวติ ท่ีเป็นตัวกำหนดลักษณะทางพันธุกรรมใดลักษณะ

หน่ึงแต่ไม่แสดงปรากฏออกมาให้เห็น เช่น AA , Aa , aa
- ฟีโนไทป์ คือ ลักษณะที่ปรากฏออกมา หรือลักษณะทแี่ สดงออกมาให้เหน็ เช่น สงู เต้ีย ดำ ขาว

ดา้ นทักษะ/กระบวนการ (Process)
- คำนวณอตั ราสว่ นการเกดิ จโี นไทปแ์ ละ ฟีโนไทป์ของร่นุ ลูก

ดา้ นคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (Attitude)

รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ อยู่อย่างพอเพียง ซอื่ สัตย์สจุ รติ
รกั ความเปน็ ไทย
 มุง่ มัน่ ในการทำงาน  มีวนิ ัย

 ใฝเ่ รียนรู้ มจี ติ สาธารณะ

ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน

 ความสามารถในการส่ือสาร : การสนทนาพูดคยุ แลกเปลี่ยนความคดิ เหน็ การสอ่ื สาร

 ความสามารถในการคดิ : การใช้กระบวนคิดในการเรียนรู้และการทำงาน

 ความสามารถในการแก้ปญั หา : การแก้ปัญหาจากสถานการณ์ท่ีครกู ำหนดและ

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ : การใช้ความรไู้ ปใชใ้ นชวี ติ อย่างเปน็ ประโยชน์

เพ่ือความปลอดภยั

ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี : สืบค้นข้อมลู จากแหลง่ เรยี นรโู้ ดยใช้เทคโนโลยี

สารสนเทศ

ด้านคณุ ลกั ษณะของผูเ้ รยี นตามหลกั สูตรมาตรฐานสากล

เป็นเลิศวชิ าการ สื่อสารสองภาษา ลำ้ หนา้ ทางความคิด

ผลิตงานอยา่ งสรา้ งสรรค์ รว่ มกนั รับผิดชอบต่อสงั คมโลก

บูรณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

ความพอประมาณ...(ไม่มาก ไมน่ อ้ ย ไมเ่ บียดเบยี นตนเองและผอู้ ื่น).......................................................

ความมีเหตุผล...(มีเหตุผลของผลการกระทำทีค่ าดวา่ จะไดร้ บั อย่างรอบคอบ)........................................

มภี ูมคิ มุ้ กนั ในตัวทด่ี ี...(เตรียมตวั รับผลกระทบ/การเปล่ียนการในอนาคต)..............................................

ความร้.ู ..(รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวงั )...................................................................................................

คุณธรรม..(ซื่อสตั ยส์ จุ ริต ขยนั อดทน สตปิ ญั ญา แบ่งปัน )......................................................................

(หมายเหตุ ในแตล่ ะด้านไม่จำเป็นตอ้ งมคี รบทุกข้อในทุกแผนการจดั การเรียนรู้)

30

ดา้ นการอา่ น เขยี น คดิ วิเคราะห์
 การอา่ น : การอ่านใบความรู้ ใบงาน การสืบคน้ ความรูเ้ พมิ่ เตมิ

การคดิ วเิ คราะห์ : การคดิ แก้ปัญหา คดิ สร้างสรรค์ คดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ คิดคล่อง คดิ ยืดหยุ่น

การวิเคราะหน์ ำความรู้ไปใช้ในชีวติ ประจำวัน
 การเขยี น : การทำแบบฝกึ หัด ใบงาน สรุปความรทู้ ไ่ี ด้

การบรู ณาการ

บูรณาการภายในกล่มุ สาระการเรียนรู้ กับ รายวิชา........................................................................

บรู ณาการข้ามกลุ่มสาระการเรยี นรู้ ระบุ........................................................................................

บรู ณาการกับหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ดา้ น

3 หว่ งทางสายกลาง คือ พอประมาณ มเี หตุผล มภี ูมคิ มุ้ กนั ท่ีดีในตนเอง

2 เงือ่ นไข มีคุณธรรม  มีความรู้

บรู ณาการกับประชาคมอาเซยี น ในสาระสำคัญ (Theme) ต่อไปนี้

การรจู้ ักอาเซยี น

การตระหนกั ถงึ คุณค่าของอัตลกั ษณ์และความหลากหลาย

การเชื่อมโยงโลกและท้องถ่ิน

การสง่ เสรมิ ความเสมอภาคและความยตุ ิธรรม

การทำงานรว่ มกันเพือ่ อนาคตทยี่ ่ังยืน

ช้ินงาน/ภาระงาน
- ใบกจิ กรรม

กิจกรรมการเรยี นการสอน
ขน้ั นำ
1) ครกู ระต้นุ ความสนใจของนกั เรยี นโดยแสดงรูปโครโมโซมและใชค้ ำถามต่อไปนี้
- มนุษย์เรามโี ครโมโซมท้งั หมดกแี่ ท่ง (23 คู่ 46 แท่ง)
- สง่ิ ทก่ี ำหนดให้เรามีรูปร่างลกั ษณะที่แตกต่างกันคืออะไร (ยีน)
- บนยีนมีหนว่ ยท่กี ำหนดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมอยเู่ รยี กวา่ อะไร (แอลลีล เปน็ ตัวกำหนดยนี
ให้มลี ักษณะท่ีแตกตา่ งกนั ออกไป)
- นักเรยี นคดิ วา่ ยนี ของแตล่ ะคนเหมือนหรือแตกต่างกัน (แตกตา่ งกัน เพราะมีแอลลีลท่ี
กำหนดยีนต่างกนั ซ่งึ ไดร้ บั มาจากทั้งพ่อและแม่)

31

ข้ันสอน

1) ขั้นสรา้ งความสนใจ

1) ครยู กตวั อย่างจำนวนโครโมโซมของสิง่ มชี ีวติ ชนดิ ต่าง ๆ เช่น แมลงวนั ลงิ หนู นก
2) ครเู ช่ือมโยงโครโมโซมและยนี ดว้ ยการถามทบทวนความรโู้ ดยใชค้ ำถาม

- ความหมายของยีนคืออะไร (หนว่ ยพันธกุ รรมท่ีอยู่บนโครโมโซม มีลักษณะเรียงกนั
เหมอื นสร้อยลูกปัด ทำหนา้ ทีค่ วบคุมลักษณะต่างๆ ทางพนั ธกุ รรมจากพอ่ แมไ่ ปยัง
ลกู หลาน)
- แอลลลี เดน่ ทำหนา้ ท่ีอย่างไรและมีลกั ษณะอยา่ งไร (แอลลีลเดน่ จะข่มแอลลีลด้อยด้วยยีน
เดน่ เพอ่ื ไมใ่ ห้ยนี ด้อยแสดงออกมา เขียนแบบจีโนไทป์ เช่น AA Aa)
- แอลลีลดอ้ ย ทำหนา้ ที่อยา่ งไรและมลี ักษณะอยา่ งไร (แอลลลี ดอ้ ยถูกข่มด้วยแอลีลเด่น
ทำใหไ้ มส่ ามารถแสดงออกมาได้ แตจ่ ะสามารถแสดงออกมาได้ก็ตอ่ เมื่อไม่ถูกข่มด้วยยีน
เดน่ เขยี นแบบจีโนไทป์ เชน่ aa)
- การเข้าคู่กนั ของแอลลลี เกิดจากอะไร (การปฏสิ นธริ ะหว่างเซลล์อสจุ กิ ับเซลลไ์ ข่)
2) ข้นั สำรวจและค้นหา
1) ครูมอบหมายให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำการทดลองหาคำตอบจากกิจกรรมที่ 2.3 เรื่อง โอกาสการ
เข้าคกู่ นั ของแอลลีลเปน็ เท่าใด โดยมีวิธกี าร ดงั น้ี
- ครูใส่ลูกปัดสีแดงและสีขาวอย่างละ 5 เม็ด ลงในกล่องพลาสติก 2 ใบ คนให้ทั่ว จากนั้นให้
นกั เรยี นหยิบลูกปัดจากกล่องทงั้ 2 ใบ ใบละ 1 เม็ดพรอ้ มกนั
- บันทึกรูปแบบของสีลูกปัดที่หยิบได้ในแต่ละครั้ง จากนั้นให้ใส่ลูกปัดกลับคืนลงในกล่อง
ทำให้ครบ 50 ครงั้
- คำนวณอัตราส่วนจำนวนครงั้ ของรปู แบบของสลี ูกปัดที่หยิบได้ทง้ั 3 แบบ นำผลการทดลอง
ของทุกกลุ่มมารวมกันแล้วหาค่าเฉลี่ย คำนวณอัตราส่วนของจำนวนครั้งของรูปแบบของสี
ลกู ปัดที่หยิบไดข้ องท้งั หอ้ ง
- ครใู หน้ กั เรยี นแต่ละกลุ่มอภิปรายผลการคำนวณอตั ราส่วนของสลี ูกปัดทั้ง 3 แบบ และตอบ
คำถามทา้ ยกจิ กรรม
2) ครูมอบหมายให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำการทดลองหาคำตอบจากกิจกรรมที่ 2.4 เรื่อง จีโนไทป์
และฟโี นไทป์ โดยมีวิธกี ารดังน้ี
- ครูอธิบายการเขยี นเซลล์สืบพนั ธุ์ และการผสมพนั ธแ์ุ ลว้ ได้รุ่นลูกที่แสดงออกมา
- ให้นกั เรียนเขียนคำตอบลงในช่องวางในใบกจิ กรรมพร้อมครู และทำใบกิจกรรมด้วยตนเอง
- ให้นักเรยี นแสดงการคำนวณจีโนไทปแ์ ละฟโี นไทป์ และหาอตั ราสว่ น
3) ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการทำกิจกรรม ตอบคำถามท้ายกิจกรรม และร่วมกันสรุปผล
ของกจิ กรรม

32

3) ขั้นอธบิ ายและลงขอ้ สรปุ
1) นกั เรยี นและครูรว่ มกนั อภิปรายและหาข้อสรปุ จากการปฏบิ ัติกจิ กรรม 2.3 โดยใช้คำถาม ดังนี้
- ถ้าการหยิบลูกปัดจากกล่องพลาสติกพร้อมกันแล้วนำลูกปัดมาเข้าคู่กันเปรียบเสมือนการ
เข้าคู่ของ แอลลีลในการปฏสิ นธิของเซลลส์ ืบพันธุ์ ต้นถั่วท่ีเกิดจากการผสมในกจิ กรรมนี้จะมี
ลักษณะเช่นใดบ้าง และมีอัตราส่วนอย่างต่ำของลักษณะที่ปรากฏเป็นเท่าใด (ต้นถั่วที่เกิด
จากการผสมพันธุ์ตามกิจกรรมมีทั้งต้นสูงและต้นเตี้ย เช่น เป็นต้นสูง 75 ต้น (23+52)
และตน้ เตี้ย 25 ตน้ ซง่ึ คดิ เปน็ อัตราส่วนระหว่างตน้ สงู : ตน้ เต้ีย เท่ากบั 3 : 1)
- การสุม่ หยิบลกู ปัดแต่ละครง้ั เปรยี บเหมอื นการเข้าคกู่ ันของแอลลลี ในเซลลส์ ืบพันธุเ์ ม่ือมีการ
ปฏิสนธริ ะหว่างเซลล์สบื พันธุ์เพศผ้แู ละเพศเมีย ซงึ่ มโี อกาสการเขา้ คกู่ นั ได้กแ่ี บบ (3 แบบ คือ
สีแดง-แดง (TT) สีแดง-ขาว (Tt) สขี าว-ขาว (tt) จะได้อตั ราสว่ นประมาณ 1 : 2 : 1 ตน้
ถ่ัวท่ีเกดิ จากการผสมพนั ธุ์จงึ มีอัตราสว่ นระหว่างตน้ สูง และตน้ เตีย้ ประมาณ 3 : 1 )
2) นักเรยี นและครรู ่วมกันอภิปรายและหาขอ้ สรุปจากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม 2.4 โดยใชค้ ำถาม ดงั น้ี
- ส่งิ ใดกำหนดฟีโนไทป์ทีแ่ สดงออกมาคืออะไร (จโี นไทปข์ องแตล่ ะลักษณะ)
- การเข้าคู่กันของแอลลีลมีผลปรากฏอย่างไร (ทำให้เกิดจีโนไทป์แบบต่าง ๆ ที่กำหนด
ลักษณะท่ีแสดงออกหรือฟโี นไทปท์ ีแ่ ตกตา่ งกนั เป็นผลให้รุ่นลูกมลี ักษณะแตกตา่ งกนั )

4) ขัน้ ขยายความรู้
1) ครเู พม่ิ เติมความรู้ให้นักเรียนเข้าใจว่าอัตราส่วนของจโี นไทป์และฟโี นไทป์จะไมเ่ ท่ากัน คือ จีโนไทป์
จะมีอัตราส่วน 1 : 2 : 1 โดย 2 คืออัตราส่วนของยีนเด่นที่ข่มยีนด้อย ทำให้ฟีโนไทป์ที่แสดงออกมา
คือลกั ษณะเด่น อัตราส่วนของฟโี นไทปจ์ ะเทา่ กับ 3 : 1
2) ฟีโนป์ที่แสดงออกมา คือ ลักษณะของจีโนไทป์ ถ้ายีนเด่นข่มยีนด้อยลักษณะที่ปรากฏออกมาจะ
เป็นลักษณะเดน่

5) ขัน้ ประเมิน
1) ครใู หน้ ักเรยี นแตล่ ะคนพิจารณาวา่ จากหัวข้อท่ีเรยี นมาและการปฏิบตั ิกจิ กรรม มีสว่ นใดบ้างท่ียังไม่
เข้าใจหรือยงั มีขอ้ สงสยั ถ้ามีครชู ว่ ยอธบิ ายเพิ่มเตมิ ให้นักเรยี นเข้าใจ
2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อยา่ งไรบ้าง

ขน้ั สรุป
1) ครูทดสอบความเขา้ ใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคำถาม เช่น

- ถ้าผสมต้นถั่วลันเตา ลักษณะเด่นคือดอกสีม่วง (PP) ลักษณะด้อยคือดอกสีขาว (ww) เมื่อนำพ่อ
ลกั ษณะเด่น ผสมกบั แมล่ ักษณะด้อย จีโนไทป์และฟโี นไทปท์ ี่แสดงออกมามีลักษณะอย่างไร (จีโนไทป์
คอื Pw ฟโี นไทป์ คือ ดอกสีม่วง)
- ถา้ นำดอกสีมว่ งพนั ทาง (Pw) ผสมกบั ดอกสีม่วงพนั ทาง (Pw) อัตราสว่ นของจีโนไทป์และฟีโนไทป์ท่ี
แสดงออกมามีลักษณะอย่างไร (อตั ราส่วนของจีโนไทป์ PP : Pw : ww เท่ากบั 1 : 2 : 1 อตั ราส่วน
ของฟโี นไทป์ ดอกสมี ่วง : ดอกสีขาว เท่ากับ 3 : 1)

33

ส่ือ/วสั ดอุ ุปกรณ/์ แหลง่ เรียนรู้
8. ใบกิจกรรมที่ 2.3
9. ใบกิจกรรมท่ี 2.4
10. หนังสอื เรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พ้ืนฐาน ชั้น ม.3 เลม่ 1 สสวท.
11. Power point เรื่อง โครโมโซมและการคน้ พบของเมนเดล
12. ลูกปดั สีแดง 50 เมด็
13. ลกู ปดั สีขาว 50 เม็ด
14. กล่องพลาสตกิ 10 กล่อง

การวดั ผลและประเมนิ ผลการเรียนรู้

สิ่งท่ตี ้องการวดั สงิ่ ท่ีวดั เครื่องมือ เกณฑก์ าร
ประเมนิ
พทุ ธิพสิ ยั : - อธิบายการเข้าคกู่ ันของ ใบกิจกรรมที่ 2.3
ข้นั ท่ี 1 ความรูความจำ แอลลลี ผา่ นรอ้ ยละ 60
ความสามารถทางสมองของผู้เรยี นใน ขึ้นไป
การรบั รู้ หรอื ด้านความร้คู วามคิด
ผ่านรอ้ ยละ 60
ขั้นที่ 2 ความเขา้ ใจ ขน้ึ ไป

ความสามารถทางสมองของผู้เรยี นใน - อธิบายความสัมพันธ์ ใบกจิ กรรมที่ 2.4 ผา่ นรอ้ ยละ 60
ขน้ึ ไป
การเรียนรู้ จำและสอ่ื สาร ความรูน้ ั้น ของอัตราสว่ นระหว่างจี

ออกมาได้อย่างถูกต้อง โนไทปแ์ ละฟีโนไทป์

ทักษะพสิ ยั : ขนั้ ที่ 4 การปฏบิ ัตงิ าน

ปฏบิ ัติงานได้ด้วยความเช่ือมน่ั ใน - ทำใบงานกจิ กรรมท่ี ใบกจิ กรรมท่ี 2.3

ตนเอง มอบหมาย ใบกิจกรรมที่ 2.4

จติ พสิ ยั : ขั้นท่ี 2 การตอบสนอง

ความเตม็ ใจทจี่ ะตอบสนองต่อสง่ิ ท่ี - สามารถอภปิ รายผลจาก ใบกจิ กรรมที่ 2.3

รับรู้ การทดลองได้

34

บันทกึ หลังการสอน
ผลการจดั การเรยี นการสอน
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ปญั หา/อุปสรรค
............................................................................................................................. .................................................
...................................................... ................................................................................................... .....................
............................................................................................................................. .................................................
แนวทางแก้ไข
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

ลงชอ่ื (ผบู้ นั ทกึ )
(นางนิตยา คนชุม)

ความเหน็ หัวหน้ากล่มุ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ ความเหน็ รองฯฝา่ ยบริหารงานวิชาการ
และเทคโนโลยี
……………………………......…….................…..…… ........................................................................
......................................................................... ........................................................................
......................................................................... ........................................................................

ลงช่ือ ลงชื่อ
( นางสาวแสงเทยี น ศรที องสขุ ) (นายเฉลมิ พล คนชุม)

ความเหน็ ผู้อำนวยการ
........................................................................
........................................................................
........................................................................

ลงชอื่
(นายชาตรี อคั รสขุ บุตร)

ผอู้ ำนวยการโรงเรียนหนองกี่พิทยาคม

35

แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 5 รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ 5
รหัสวชิ า ว23101 ภาคเรียนท่ี 1
ระดับชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 เวลา 16 ชั่วโมง
หน่วยการเรียนท่ี 2 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เวลา 3 ชั่วโมง
เร่ือง สง่ิ มีชีวติ ดัดแปรพนั ธกุ รรม
ช่อื ผ้สู อน นางนติ ยา คนชุม

เปา้ หมายการเรียนรู้

มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
สารพันธกุ รรม การเปล่ียนแปลงทางพนั ธุกรรมที่มผี ลตอ่ ส่ิงมชี ีวติ ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการ
ของสิง่ มชี ีวติ รวมทงั้ นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

ตวั ชวี้ ดั (สำหรับรายวิชาพ้ืนฐาน)
ว 1.3 ม.3/7 อธิบายการใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตดดั แปรพันธุกรรมและผลกระทบที่อาจมีต่อมนุษย์
และสิ่งแวดล้อม โดยใชข้ อ้ มลู ท่รี วบรวมได้
ว 1.3 ม.3/8 ตระหนักถึงประโยชน์และผลกระทบของสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมที่อาจมีต่อมนุษย์
และส่งิ แวดลอ้ ม โดยการเผยแพร่ความรูท้ ่ีไดจ้ ากการโต้แย้งทางวทิ ยาศาสตรซ์ งึ่ มีข้อมลู สนับสนุน

สาระสำคัญ
พันธุวิศวกรรม หรือการดัดแปรพันธุกรรม เป็นเทคโนโลยชี ีวภาพท่ีมีการตดั ต่อยีนเพ่ือสร้างส่ิงมีชีวิตที่

แตกต่างไปจากพันธุ์ที่มีในธรรมชาติ เราสามารถนำความรู้ทางพันธุศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ และ
เทคโนโลยีชีวภาพมีประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งด้านการแพทย์ ด้านการเกษตร ด้านอุตสาหกรรม ด้านสิ่งแวดล้อม
และด้านนติ วิ ิทยาศาสตร์

จุดประสงค์การเรียนรู้ (จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมเพอ่ื ให้บรรลุตามตัวชว้ี ดั )
ด้านพุทธิพสิ ยั
18. อธิบายการใช้ประโยชนจ์ ากสิ่งมีชีวติ ดดั แปรพันธุกรรม
19. อธบิ ายผลกระทบทอี่ าจมีตอ่ มนษุ ย์และสงิ่ แวดล้อม
ดา้ นทักษะพสิ ัย
20. สามารถค้นพบข้อมูลเกี่ยวกับการนำความรู้ทางด้านพันธุศาสตร์ไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ
ตลอดจนความก้าวหน้าของเทคโนโลยที ่ีเก่ยี วข้องได้
ดา้ นจิตพิสัย
21. ตระหนกั ถึงประโยชนแ์ ละผลกระทบของสงิ่ มชี ีวติ ดัดแปรพนั ธุกรรม

สาระการเรยี นรู้
ดา้ นความรู้ (Knowledge)

36

- เราสามารถนำความรู้ทางพันธุศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันด้านต่าง ๆ และนำผลของ
เทคโนโลยีชีวภาพ มีประโยชน์ต่อมนุษย์ ทั้งด้านการแพทย์ ด้านการเกษตร ด้านอุตสาหกรรม
ด้านสิง่ แวดลอ้ มและดา้ นนิตวิ ทิ ยาศาสตร์ มาใชป้ ระโยชน์

ด้านทักษะ/กระบวนการ (Process)
- ยกตัวอยา่ งความก้าวหน้าและอธบิ ายการนำความร้ดู า้ นพันธุศาสตร์ไปใชป้ ระโยชน์ได้

ด้านคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (Attitude)

รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ อย่อู ยา่ งพอเพยี ง ซ่อื สตั ย์สจุ ริต
รกั ความเปน็ ไทย
 มุง่ มน่ั ในการทำงาน  มวี นิ ัย

 ใฝ่เรียนรู้ มีจิตสาธารณะ

ด้านสมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น : การสนทนาพดู คุยแลกเปล่ียนความคิดเหน็ การสอื่ สาร
 ความสามารถในการสอ่ื สาร
 ความสามารถในการคิด : การใช้กระบวนคิดในการเรยี นรู้และการทำงาน
 ความสามารถในการแกป้ ญั หา
: การแกป้ ญั หาจากสถานการณท์ ่ีครกู ำหนดและ
ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ติ การแก้ปญั หาเฉพาะหน้า
: การใชค้ วามรู้ไปใชใ้ นชีวติ อย่างเป็นประโยชน์
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เพื่อความปลอดภัย
: สืบคน้ ขอ้ มูลจากแหล่งเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศ

ด้านคณุ ลกั ษณะของผูเ้ รียนตามหลักสตู รมาตรฐานสากล

เป็นเลศิ วชิ าการ ส่อื สารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคดิ

ผลิตงานอยา่ งสรา้ งสรรค์ รว่ มกันรับผิดชอบตอ่ สงั คมโลก

บูรณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ความพอประมาณ...(ไมม่ าก ไม่นอ้ ย ไม่เบยี ดเบยี นตนเองและผ้อู ื่น).......................................................
ความมเี หตุผล...(มเี หตผุ ลของผลการกระทำทคี่ าดว่าจะได้รับอยา่ งรอบคอบ)........................................
มภี ูมคิ ้มุ กนั ในตัวทดี่ .ี ..(เตรียมตัวรับผลกระทบ/การเปลยี่ นการในอนาคต)..............................................
ความรู้...(รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง)...................................................................................................
คณุ ธรรม..(ซอื่ สตั ย์สุจริต ขยันอดทน สตปิ ญั ญา แบ่งปัน )......................................................................

(หมายเหตุ ในแต่ละดา้ นไม่จำเปน็ ต้องมีครบทุกข้อในทุกแผนการจดั การเรียนรู้)

37

ดา้ นการอ่าน เขยี น คิดวิเคราะห์
 การอ่าน : การอา่ นใบความรู้ ใบงาน การสบื คน้ ความรู้เพม่ิ เตมิ

การคิดวเิ คราะห์ : การคดิ แกป้ ญั หา คดิ สร้างสรรค์ คดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ คดิ คลอ่ ง คิดยดื หยุ่น

การวเิ คราะหน์ ำความรู้ไปใช้ในชวี ิตประจำวัน
 การเขียน : การทำแบบฝกึ หัด ใบงาน สรุปความรูท้ ี่ได้

การบรู ณาการ

บรู ณาการภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้ กบั รายวชิ า........................................................................

บูรณาการข้ามกลุ่มสาระการเรยี นรู้ ระบุ........................................................................................

บรู ณาการกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ดา้ น

3 หว่ งทางสายกลาง คอื พอประมาณ มีเหตุผล มีภมู ิคุม้ กนั ท่ดี ีในตนเอง

2 เงอ่ื นไข มคี ุณธรรม  มคี วามรู้

บรู ณาการกับประชาคมอาเซยี น ในสาระสำคัญ (Theme) ต่อไปน้ี

การรจู้ กั อาเซียน

การตระหนกั ถงึ คณุ คา่ ของอัตลกั ษณ์และความหลากหลาย

การเช่อื มโยงโลกและทอ้ งถิ่น

การสง่ เสรมิ ความเสมอภาคและความยุตธิ รรม

การทำงานรว่ มกนั เพ่ืออนาคตทยี่ ง่ั ยืน

ชิน้ งาน/ภาระงาน
- ใบกจิ กรรม

กจิ กรรมการเรยี นการสอน

ขั้นนำ

1) ครทู บทวนความรู้เดิมของนักเรียน และร่วมอภิปรายเรอื่ งพันธุกรรม โดยใชค้ ำถาม ดังน้ี

- ความผดิ ปกตทิ างพนั ธุกรรมเกดิ จากอะไร (ความผิดปกตขิ องโครโมโซมและยีน)

- บ้านของนักเรยี นคนใดทำการเกษตรบา้ ง และมีพืชพนั ธท์ุ ต่ี า่ งกนั หรือไม่

- ถ้าเราตอ้ งการทำใหผ้ ลผลติ มีความแขง็ แรงมากขึ้น นกั เรียนคดิ วา่ มวี ธิ ีการทำอยา่ งไร

ขั้นสอน

1) ขน้ั สร้างความสนใจ

1) ครสู นทนากบั นกั เรยี นเก่ียวกบั การผสมพันธพ์ุ ืชและสัตวเ์ พื่อการดำรงชีวติ ของมนุษย์ในอดตี
โดยครูต้งั ประเด็นคำถามดังน้ี

- ในอดตี มนุษย์มีวธิ กี ารคดั เลือกและผสมพันธุ์พืชและสัตว์ดว้ ยวิธีใด
(ผสมพนั ธุพ์ ืชหรอื สตั วก์ อ่ นแล้วจึงคัดเลือกพันธท์ุ ่ีมลี กั ษณะตามทต่ี ้องการภายหลัง)
- วธิ ีการดังกล่าวมคี วามยงุ่ ยากหรือไม่ ลักษณะใด (มคี วามยุ่งยาก
เนอ่ื งจากเป็นวธิ ีท่ตี อ้ งใชเ้ วลานานและใหผ้ ลผลิตไมแ่ น่นอน)

38

- นักเรียนคิดวา่ มวี ิธีการใดอีกหรอื ไม่ท่ีจะชว่ ยให้เราสามารถผลิตผลผลิตทีม่ ีคุณภาพตามที่
เราตอ้ งการไดภ้ ายในเวลาอนั จำกัด (ใช้เครือ่ งมอื ท่ที นั สมยั )

2) ครูนำขา่ วความกา้ วหนา้ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการผลิตผลผลิตทางด้านการเกษตร เช่น
ขา้ ว ข้าวโพด ผกั และผลไม้ มาเล่าใหน้ ักเรยี นฟงั
2) ขนั้ สำรวจและคน้ หา
1) นักเรียนศึกษาประโยชน์ของความรู้ด้านพันธศุ าสตร์จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วย
อธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่าปัจจุบันความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในด้านพันธุศาสตร์มี
ความก้าวหน้าไปมาก นักวิทยาศาสตร์ได้นำความรู้ทีเ่ รยี กว่า เทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาช่วยในการผลติ
ผลิตภณั ฑเ์ พื่อตอบสนองความตอ้ งการของมนุษย์ในดา้ นต่าง ๆ มากมาย
2) ครูมอบหมายให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำการทดลองหาคำตอบจากกิจกรรมที่ 2.9 เรื่อง ประโยชน์
และผลกระทบของส่ิงมีชวี ติ ดดั แปรพนั ธุกรรมเป็นอยา่ งไร โดยมีวิธีการ ดงั นี้

- ให้นักเรียนเลือกสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมและสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปร
พนั ธกุ รรมที่เลือก

- อภิปรายและให้เหตุผลในการตัดสินใจยอมรับหรือไม่ยอมรับการใช้ประโยชน์จาก
สง่ิ มีชวี ติ ดัดแปรพันธุกรรม

3) ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการทำกิจกรรม ตอบคำถามท้ายกิจกรรมและร่วมกันสรุปผล
ของกจิ กรรม
3) ข้นั อธิบายและลงขอ้ สรปุ
1) นกั เรยี นและครรู ว่ มกนั อภิปรายและหาข้อสรุปจากการปฏบิ ัติกจิ กรรม โดยใช้แนวคำถามตอ่ ไปน้ี

- พืชที่นักเรียนเลือกมานำเสนอคือพืชชนิดใด นักเรียนยอมรับการดัดแปรพันธุกรรม
หรอื ไม่ เพราะเหตใุ ดพรอ้ มทั้งให้บอกเหตุผลท่สี นับสนนุ

2) ครูอภิปรายสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมว่ามีประโยชน์และผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
อยา่ งไร เพ่ือเปน็ การสรปุ เนอ้ื หาการดดั แปรพันธุกรรม
4) ข้ันขยายความรู้
1) ครอู ธิบายเพม่ิ เติมเกี่ยวกับความหมายของพันธุวิศวกรรมพนั ธวุ ศิ วกรรม หมายถงึ
กระบวนการที่เก่ียวขอ้ งกบั การตดั ต่อยนี จากสิ่งมีชีวติ ชนิดหนงึ่ เข้ากบั ยนี ของส่ิงมชี วี ติ อีกชนดิ หนึง่
เพือ่ ให้ได้ยนี ท่มี คี ุณสมบตั ิตามต้องการ และส่งิ มชี วี ิตทไ่ี ด้จากกระบวนการทางพันธวุ ศิ วกรรมเรยี กวา่
สง่ิ มีชีวิตดดั แปรพนั ธกุ รรม ตัวอยา่ งส่งิ มชี ีวติ ท่ไี ด้จากกระบวนการพนั ธวุ ศิ วกรรม ได้แก่ ฝ้าย ถั่วเหลือง
พริก และมะละกอ
5) ขั้นประเมนิ
1) ครใู หน้ กั เรยี นแตล่ ะคนพจิ ารณาวา่ จากหัวข้อท่ีเรยี นมาและการปฏิบัติกิจกรรม มสี ว่ นใดบ้างที่ยังไม่
เขา้ ใจหรือยงั มขี อ้ สงสยั ถา้ มคี รูช่วยอธิบายเพมิ่ เตมิ ใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจ
2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใดและได้มีการแก้ไข
อยา่ งไรบา้ ง
ข้ันสรปุ
4) ครทู ดสอบความเข้าใจของนักเรียน โดยใช้คำถาม เช่น

- การดัดแปรพันธกุ รรมมีประโยชนแ์ ละผลกระทบอย่างไรบา้ ง
- หากมนุษย์เราดัดแปรพันธุกรรมไม่ตระหนกั ถึงผลกระทบจะเป็นอย่างไร

39

สอื่ /วสั ดุอปุ กรณ์/แหลง่ เรียนรู้
1. ใบความรู้ที่ 5
2. หนังสือเรยี นรายวชิ าวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชัน้ ม.3 เลม่ 1 สสวท.
3. Power point เรื่อง สงิ่ มชี วี ิตดดั แปรพัรธุกรรม

การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้

สง่ิ ทีต่ ้องการวัด ส่ิงที่วดั เครอ่ื งมอื เกณฑก์ าร
ประเมนิ
พทุ ธิพสิ ัย : ใบกจิ กรรมท่ี 2.9
ข้นั ท่ี 1 ความรูความจำ ผา่ นร้อยละ 60
ความสามารถทางสมองของผู้เรียนใน - อธบิ ายการดัดแปร ขึ้นไป
การรบั รู้ หรือด้านความร้คู วามคดิ พันธุกรรม
ผา่ นร้อยละ 60
ขั้นท่ี 2 ความเขา้ ใจ - ยกตวั อย่างพชื ทด่ี ดั แปร ใบกจิ กรรมที่ 2.9 ขึ้นไป
ความสามารถทางสมองของผู้เรยี นใน พนั ธุกรรม ใบกจิ กรรมที่ 2.9
การเรียนรู้ จำและสือ่ สาร ความรนู้ นั้ ใบกิจกรรมท่ี 2.9 ผา่ นร้อยละ 60
ออกมาไดอ้ ย่างถูกต้อง - ทำใบงานกิจกรรมที่ ข้ึนไป
มอบหมาย
ทกั ษะพิสัย : ข้ันที่ 4 การปฏบิ ตั งิ าน
ปฏิบัตงิ านได้ดว้ ยความเช่ือมั่นใน - บอกประโยชนแ์ ละ
ตนเอง ผลกระทบของการดัด
แปรพันธุกรรม
จิตพสิ ัย : ขั้นที่ 2 การตอบสนอง
ความเตม็ ใจทจ่ี ะตอบสนองตอ่ ส่งิ ที่
รับรู้

40

แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 2 รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ 5
รหสั วิชา ว23101 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกษา 2563
ระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 เวลา 16 ช่ัวโมง
หน่วยการเรียนที่ 2 การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม เวลา 3 ช่ัวโมง
เร่ือง โครโมโซมและการค้นพบของเมนเดล
ชื่อผู้สอน นางนติ ยา คนชุม

เปา้ หมายการเรียนรู้

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
สารพนั ธกุ รรม การเปลยี่ นแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมชี วี ติ ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวัฒนาการ
ของส่งิ มชี ีวติ รวมทง้ั นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ตัวช้ีวดั (สำหรับรายวิชาพนื้ ฐาน)
ว 1.3 ม.3/2 อธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากการผสม โดยพิจารณาลักษณะเดียวท่ี
แอลลลี เด่นขม่ แอลลีลด้อยอยา่ งสมบูรณ์
ว 1.3 ม.3/3 อธิบายการเกดิ จีโนไทปแ์ ละฟโี นไทปข์ องลูก และคำนวณอัตราส่วนการเกิดจีโนไทป์และ
ฟโี นไทป์ของรนุ่ ลูก

สาระสำคัญ
แอลลีล คือ ยีนในตำแหน่งเดียวกันบนโฮโมโลกัสโครโมโซมแต่ละคู่ (Homologous chromosome)

จะควบคุมลักษณะเดียวกัน แอลลีลคือสิ่งที่ประกอบเป็นยีน และทำให้ยีนมีรูปแบบที่แตกต่างกันในแต่ละคน
ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมทปี่ รากฏจะข้ึนอยู่กับแอลลีลในแต่ละยนี

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ (จดุ ประสงค์เชงิ พฤตกิ รรมเพ่ือใหบ้ รรลุตามตวั ช้วี ัด)
ดา้ นพุทธิพสิ ยั
22. อธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม จากการผสมโดยพิจารณาลกั ษณะเดียวที่แอลลีลเดน่
ขม่ แอลลลี ด้อยอยา่ งสมบรู ณ์
23. อธิบายการเกดิ จโี นไทป์และฟีโนไทปข์ องลกู ที่แสดงออกมา
ดา้ นทกั ษะพิสยั
24. คำนวณอตั ราสว่ นการเกดิ จโี นไทป์และ ฟโี นไทป์ของรุน่ ลูก
ด้านจติ พสิ ัย
25. ตอบสนองการเรยี นรูต้ ามคำแนะนำของครู

41

สาระการเรียนรู้
ด้านความรู้ (Knowledge)

- แอลลีล คอื ยนี ในตำแหน่งเดียวกนั บนโฮโมโลกสั โครโมโซมแต่ละคู่
- แอลลีลเด่น คือ ลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่จะปรากฏออกมาอย่างเด่นชัดทุกรุ่น และถูกควบคุมโดย

ยนี เดน่ (Dominant Gene) เช่น AA , Aa , BB , Ba
- แอลลีลด้อย คือลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ค่อยจะปรากฎให้เห็นหรือแสดงออกได้น้อยจะถูก

ควบคุมโดยยีนด้อย(Recessive Gene) เชน่ aa , bb
- จีโนไทป์ คอื ชุดของยีนในดีเอ็นเอของส่ิงมชี ีวิตท่ีเป็นตัวกำหนดลักษณะทางพันธุกรรมใดลักษณะ

หน่ึงแต่ไม่แสดงปรากฏออกมาให้เห็น เช่น AA , Aa , aa
- ฟีโนไทป์ คือ ลักษณะที่ปรากฏออกมา หรือลักษณะทแ่ี สดงออกมาให้เหน็ เช่น สูง เต้ีย ดำ ขาว

ดา้ นทักษะ/กระบวนการ (Process)
- คำนวณอตั ราสว่ นการเกดิ จโี นไทปแ์ ละ ฟีโนไทป์ของรนุ่ ลูก

ดา้ นคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (Attitude)

รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ อยู่อย่างพอเพียง ซอื่ สัตย์สจุ ริต
รกั ความเป็นไทย
 มุง่ มัน่ ในการทำงาน  มีวนิ ัย

 ใฝเ่ รียนรู้ มีจติ สาธารณะ

ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น

 ความสามารถในการส่ือสาร : การสนทนาพดู คยุ แลกเปลี่ยนความคิดเหน็ การสอ่ื สาร

 ความสามารถในการคดิ : การใช้กระบวนคดิ ในการเรียนรู้และการทำงาน

 ความสามารถในการแก้ปญั หา : การแก้ปัญหาจากสถานการณ์ท่ีครกู ำหนดและ

การแก้ปัญหาเฉพาะหนา้

ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ : การใช้ความรู้ไปใชใ้ นชีวติ อย่างเปน็ ประโยชน์

เพ่ือความปลอดภยั

ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี : สืบค้นข้อมูลจากแหล่งเรยี นรโู้ ดยใช้เทคโนโลยี

สารสนเทศ

ด้านคณุ ลกั ษณะของผูเ้ รยี นตามหลกั สูตรมาตรฐานสากล

เป็นเลิศวชิ าการ สื่อสารสองภาษา ลำ้ หนา้ ทางความคดิ

ผลิตงานอยา่ งสรา้ งสรรค์ รว่ มกนั รับผิดชอบต่อสงั คมโลก

บูรณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ความพอประมาณ...(ไมม่ าก ไมน่ อ้ ย ไมเ่ บยี ดเบยี นตนเองและผูอ้ ่นื ).......................................................

ความมีเหตุผล...(มีเหตุผลของผลการกระทำทีค่ าดวา่ จะไดร้ บั อย่างรอบคอบ)........................................

มภี ูมคิ มุ้ กนั ในตัวทด่ี ี...(เตรียมตวั รับผลกระทบ/การเปล่ียนการในอนาคต)..............................................

ความร้.ู ..(รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวงั )...................................................................................................

คุณธรรม..(ซื่อสตั ยส์ ุจริต ขยนั อดทน สตปิ ญั ญา แบ่งปัน )......................................................................

(หมายเหตุ ในแตล่ ะด้านไม่จำเป็นตอ้ งมคี รบทุกข้อในทุกแผนการจดั การเรียนรู้)

42

ดา้ นการอา่ น เขยี น คดิ วิเคราะห์
 การอา่ น : การอ่านใบความรู้ ใบงาน การสืบคน้ ความรูเ้ พมิ่ เตมิ

การคดิ วเิ คราะห์ : การคดิ แก้ปัญหา คดิ สร้างสรรค์ คดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ คิดคล่อง คดิ ยืดหยุ่น

การวิเคราะหน์ ำความรู้ไปใช้ในชีวติ ประจำวัน
 การเขยี น : การทำแบบฝกึ หัด ใบงาน สรุปความรทู้ ไ่ี ด้

การบรู ณาการ

บูรณาการภายในกล่มุ สาระการเรียนรู้ กับ รายวิชา........................................................................

บรู ณาการข้ามกลุ่มสาระการเรยี นรู้ ระบุ........................................................................................

บรู ณาการกับหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ดา้ น

3 หว่ งทางสายกลาง คือ พอประมาณ มเี หตุผล มภี ูมคิ มุ้ กนั ท่ีดีในตนเอง

2 เงือ่ นไข มีคุณธรรม  มีความรู้

บรู ณาการกับประชาคมอาเซยี น ในสาระสำคัญ (Theme) ต่อไปนี้

การรจู้ ักอาเซยี น

การตระหนกั ถงึ คุณค่าของอัตลกั ษณ์และความหลากหลาย

การเชื่อมโยงโลกและท้องถ่ิน

การสง่ เสรมิ ความเสมอภาคและความยตุ ิธรรม

การทำงานรว่ มกันเพือ่ อนาคตทยี่ ่ังยืน

ช้ินงาน/ภาระงาน
- ใบกจิ กรรม

กิจกรรมการเรยี นการสอน
ขน้ั นำ
1) ครกู ระต้นุ ความสนใจของนกั เรยี นโดยแสดงรูปโครโมโซมและใชค้ ำถามต่อไปนี้
- มนุษย์เรามโี ครโมโซมท้งั หมดกแี่ ท่ง (23 คู่ 46 แท่ง)
- สง่ิ ทก่ี ำหนดให้เรามีรูปร่างลกั ษณะที่แตกต่างกันคืออะไร (ยีน)
- บนยีนมีหนว่ ยท่กี ำหนดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมอยเู่ รยี กวา่ อะไร (แอลลีล เปน็ ตัวกำหนดยนี
ให้มลี ักษณะท่ีแตกตา่ งกนั ออกไป)
- นักเรยี นคดิ วา่ ยนี ของแตล่ ะคนเหมือนหรือแตกต่างกัน (แตกตา่ งกัน เพราะมีแอลลีลที่
กำหนดยีนต่างกนั ซ่งึ ไดร้ บั มาจากทั้งพ่อและแม่)

43

ข้ันสอน

1) ขั้นสรา้ งความสนใจ

1) ครยู กตวั อย่างจำนวนโครโมโซมของสิง่ มชี ีวติ ชนดิ ต่าง ๆ เช่น แมลงวนั ลงิ หนู นก
2) ครเู ช่ือมโยงโครโมโซมและยนี ดว้ ยการถามทบทวนความรโู้ ดยใชค้ ำถาม

- ความหมายของยีนคืออะไร (หนว่ ยพันธกุ รรมท่ีอยู่บนโครโมโซม มีลักษณะเรียงกนั
เหมอื นสร้อยลูกปัด ทำหนา้ ทีค่ วบคุมลักษณะต่างๆ ทางพนั ธกุ รรมจากพอ่ แมไ่ ปยัง
ลกู หลาน)
- แอลลลี เดน่ ทำหนา้ ท่ีอย่างไรและมีลกั ษณะอยา่ งไร (แอลลีลเดน่ จะข่มแอลลีลด้อยด้วยยีน
เดน่ เพอ่ื ไมใ่ ห้ยนี ด้อยแสดงออกมา เขียนแบบจีโนไทป์ เช่น AA Aa)
- แอลลีลดอ้ ย ทำหนา้ ที่อยา่ งไรและมลี ักษณะอยา่ งไร (แอลลลี ดอ้ ยถูกข่มด้วยแอลีลเด่น
ทำใหไ้ มส่ ามารถแสดงออกมาได้ แตจ่ ะสามารถแสดงออกมาได้ก็ตอ่ เมื่อไม่ถูกข่มด้วยยีน
เดน่ เขยี นแบบจีโนไทป์ เชน่ aa)
- การเข้าคู่กนั ของแอลลลี เกิดจากอะไร (การปฏสิ นธริ ะหว่างเซลล์อสจุ กิ ับเซลลไ์ ข่)
2) ข้นั สำรวจและค้นหา
1) ครูมอบหมายให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำการทดลองหาคำตอบจากกิจกรรมที่ 2.3 เรื่อง โอกาสการ
เข้าคกู่ นั ของแอลลีลเปน็ เท่าใด โดยมีวิธกี าร ดงั น้ี
- ครูใส่ลูกปัดสีแดงและสีขาวอย่างละ 5 เม็ด ลงในกล่องพลาสติก 2 ใบ คนให้ทั่ว จากนั้นให้
นกั เรยี นหยิบลูกปัดจากกล่องทงั้ 2 ใบ ใบละ 1 เม็ดพรอ้ มกนั
- บันทึกรูปแบบของสีลูกปัดที่หยิบได้ในแต่ละครั้ง จากนั้นให้ใส่ลูกปัดกลับคืนลงในกล่อง
ทำให้ครบ 50 ครงั้
- คำนวณอัตราส่วนจำนวนครงั้ ของรปู แบบของสลี ูกปัดที่หยิบได้ทง้ั 3 แบบ นำผลการทดลอง
ของทุกกลุ่มมารวมกันแล้วหาค่าเฉลี่ย คำนวณอัตราส่วนของจำนวนครั้งของรูปแบบของสี
ลกู ปัดที่หยิบไดข้ องท้งั หอ้ ง
- ครใู หน้ กั เรยี นแต่ละกลุ่มอภิปรายผลการคำนวณอตั ราส่วนของสลี ูกปัดทั้ง 3 แบบ และตอบ
คำถามทา้ ยกจิ กรรม
2) ครูมอบหมายให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำการทดลองหาคำตอบจากกิจกรรมที่ 2.4 เรื่อง จีโนไทป์
และฟโี นไทป์ โดยมีวิธกี ารดังน้ี
- ครูอธิบายการเขยี นเซลล์สืบพนั ธุ์ และการผสมพนั ธแ์ุ ลว้ ได้รุ่นลูกที่แสดงออกมา
- ให้นกั เรียนเขียนคำตอบลงในช่องวางในใบกจิ กรรมพร้อมครู และทำใบกิจกรรมด้วยตนเอง
- ให้นักเรยี นแสดงการคำนวณจีโนไทปแ์ ละฟโี นไทป์ และหาอตั ราสว่ น
3) ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการทำกิจกรรม ตอบคำถามท้ายกิจกรรม และร่วมกันสรุปผล
ของกจิ กรรม

44

3) ขั้นอธบิ ายและลงขอ้ สรปุ
1) นกั เรยี นและครูรว่ มกนั อภิปรายและหาข้อสรปุ จากการปฏบิ ัติกจิ กรรม 2.3 โดยใช้คำถาม ดังนี้
- ถ้าการหยิบลูกปัดจากกล่องพลาสติกพร้อมกันแล้วนำลูกปัดมาเข้าคู่กันเปรียบเสมือนการ
เข้าคู่ของ แอลลีลในการปฏสิ นธิของเซลลส์ ืบพันธุ์ ต้นถั่วท่ีเกิดจากการผสมในกจิ กรรมนี้จะมี
ลักษณะเช่นใดบ้าง และมีอัตราส่วนอย่างต่ำของลักษณะที่ปรากฏเป็นเท่าใด (ต้นถั่วที่เกิด
จากการผสมพันธุ์ตามกิจกรรมมีทั้งต้นสูงและต้นเตี้ย เช่น เป็นต้นสูง 75 ต้น (23+52)
และตน้ เตี้ย 25 ตน้ ซง่ึ คดิ เปน็ อัตราส่วนระหว่างตน้ สงู : ตน้ เต้ีย เท่ากบั 3 : 1)
- การสุม่ หยิบลกู ปัดแต่ละครง้ั เปรยี บเหมอื นการเข้าคกู่ ันของแอลลลี ในเซลลส์ ืบพันธุเ์ ม่ือมีการ
ปฏิสนธริ ะหว่างเซลล์สบื พันธุ์เพศผ้แู ละเพศเมีย ซงึ่ มโี อกาสการเขา้ คกู่ นั ได้กแ่ี บบ (3 แบบ คือ
สีแดง-แดง (TT) สีแดง-ขาว (Tt) สขี าว-ขาว (tt) จะได้อตั ราสว่ นประมาณ 1 : 2 : 1 ตน้
ถ่ัวท่ีเกดิ จากการผสมพนั ธุ์จงึ มีอัตราสว่ นระหว่างตน้ สูง และตน้ เตีย้ ประมาณ 3 : 1 )
2) นักเรยี นและครรู ่วมกันอภิปรายและหาขอ้ สรุปจากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม 2.4 โดยใชค้ ำถาม ดงั น้ี
- ส่งิ ใดกำหนดฟีโนไทป์ทีแ่ สดงออกมาคืออะไร (จโี นไทปข์ องแตล่ ะลักษณะ)
- การเข้าคู่กันของแอลลีลมีผลปรากฏอย่างไร (ทำให้เกิดจีโนไทป์แบบต่าง ๆ ที่กำหนด
ลักษณะท่ีแสดงออกหรือฟโี นไทปท์ ีแ่ ตกตา่ งกนั เป็นผลให้รุ่นลูกมลี ักษณะแตกตา่ งกนั )

4) ขัน้ ขยายความรู้
1) ครเู พม่ิ เติมความรู้ให้นักเรียนเข้าใจว่าอัตราส่วนของจโี นไทป์และฟโี นไทป์จะไมเ่ ท่ากัน คือ จีโนไทป์
จะมีอัตราส่วน 1 : 2 : 1 โดย 2 คืออัตราส่วนของยีนเด่นที่ข่มยีนด้อย ทำให้ฟีโนไทป์ที่แสดงออกมา
คือลกั ษณะเด่น อัตราส่วนของฟโี นไทปจ์ ะเทา่ กับ 3 : 1
2) ฟีโนป์ที่แสดงออกมา คือ ลักษณะของจีโนไทป์ ถ้ายีนเด่นข่มยีนด้อยลักษณะที่ปรากฏออกมาจะ
เป็นลักษณะเดน่

5) ขัน้ ประเมิน
1) ครใู หน้ ักเรยี นแตล่ ะคนพิจารณาวา่ จากหัวข้อท่ีเรยี นมาและการปฏิบตั ิกจิ กรรม มีสว่ นใดบ้างท่ียังไม่
เข้าใจหรือยงั มีขอ้ สงสยั ถ้ามีครชู ว่ ยอธบิ ายเพิ่มเตมิ ให้นักเรยี นเข้าใจ
2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อยา่ งไรบ้าง

ขน้ั สรุป
1) ครูทดสอบความเขา้ ใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคำถาม เช่น

- ถ้าผสมต้นถั่วลันเตา ลักษณะเด่นคือดอกสีม่วง (PP) ลักษณะด้อยคือดอกสีขาว (ww) เมื่อนำพ่อ
ลกั ษณะเด่น ผสมกบั แมล่ ักษณะด้อย จีโนไทป์และฟโี นไทปท์ ี่แสดงออกมามีลักษณะอย่างไร (จีโนไทป์
คอื Pw ฟโี นไทป์ คือ ดอกสีม่วง)
- ถา้ นำดอกสีมว่ งพนั ทาง (Pw) ผสมกบั ดอกสีม่วงพนั ทาง (Pw) อัตราสว่ นของจีโนไทป์และฟีโนไทป์ท่ี
แสดงออกมามีลักษณะอย่างไร (อตั ราส่วนของจีโนไทป์ PP : Pw : ww เท่ากบั 1 : 2 : 1 อตั ราส่วน
ของฟโี นไทป์ ดอกสมี ่วง : ดอกสีขาว เท่ากับ 3 : 1)

45

สอื่ /วัสดอุ ุปกรณ์/แหล่งเรียนรู้
15. ใบกจิ กรรมท่ี 2.3
16. ใบกิจกรรมที่ 2.4
17. หนงั สอื เรียนรายวชิ าวทิ ยาศาสตรพ์ ื้นฐาน ช้ัน ม.3 เล่ม 1 สสวท.
18. Power point เรอื่ ง โครโมโซมและการค้นพบของเมนเดล
19. ลกู ปัดสแี ดง 50 เม็ด
20. ลูกปัดสีขาว 50 เมด็
21. กล่องพลาสติก 10 กลอ่ ง

การวดั ผลและประเมินผลการเรียนรู้

ส่ิงทต่ี ้องการวดั สง่ิ ที่วดั เครื่องมือ เกณฑก์ าร
ประเมนิ
พุทธิพสิ ยั : - อธบิ ายการเข้าคกู่ ันของ ใบกิจกรรมที่ 2.3
ขั้นที่ 1 ความรูความจำ แอลลีล ผ่านรอ้ ยละ 60
ความสามารถทางสมองของผู้เรียนใน ขึ้นไป
การรบั รู้ หรือดา้ นความรู้ความคิด
ผา่ นรอ้ ยละ 60
ข้ันท่ี 2 ความเขา้ ใจ ขน้ึ ไป

ความสามารถทางสมองของผู้เรียนใน - อธิบายความสมั พนั ธ์ ใบกจิ กรรมที่ 2.4 ผา่ นร้อยละ 60
ขน้ึ ไป
การเรียนรู้ จำและสอ่ื สาร ความรูน้ น้ั ของอัตราส่วนระหว่างจี

ออกมาได้อย่างถูกตอ้ ง โนไทปแ์ ละฟีโนไทป์

ทักษะพิสยั : ข้ันท่ี 4 การปฏิบัติงาน

ปฏบิ ตั งิ านได้ด้วยความเช่ือม่นั ใน - ทำใบงานกิจกรรมท่ี ใบกิจกรรมที่ 2.3

ตนเอง มอบหมาย ใบกิจกรรมที่ 2.4

จิตพสิ ัย : ข้นั ที่ 2 การตอบสนอง

ความเตม็ ใจทจ่ี ะตอบสนองตอ่ ส่ิงที่ - สามารถอภิปรายผลจาก ใบกจิ กรรมท่ี 2.3

รบั รู้ การทดลองได้

46

บันทกึ หลังการสอน
ผลการจดั การเรยี นการสอน
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ปญั หา/อุปสรรค
............................................................................................................................. .................................................
...................................................... ................................................................................................... .....................
............................................................................................................................. .................................................
แนวทางแก้ไข
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

ลงชอ่ื (ผบู้ นั ทกึ )
(นางนิตยา คนชุม)

ความเหน็ หัวหน้ากล่มุ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ ความเหน็ รองฯฝา่ ยบริหารงานวิชาการ
และเทคโนโลยี
……………………………......…….................…..…… ........................................................................
......................................................................... ........................................................................
......................................................................... ........................................................................

ลงช่ือ ลงชื่อ
( นางสาวแสงเทยี น ศรที องสขุ ) (นายเฉลมิ พล คนชุม)

ความเหน็ ผู้อำนวยการ
........................................................................
........................................................................
........................................................................

ลงชอื่
(นายชาตรี อคั รสขุ บุตร)

ผอู้ ำนวยการโรงเรียนหนองกี่พิทยาคม


Click to View FlipBook Version