The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ์Nittaya Konchum, 2022-06-10 05:02:19

คลื่นและแสง

แผนการจัดการเรียนรู้

1

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 6

รหัสวชิ า ว23101 รายวิชาวิทยาศาสตร์ 5
ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรยี นท่ี 1
หน่วยการเรยี นที่ 3 เวลา 22 ช่ัวโมง
เร่ือง คลน่ื กล เวลา 3 ชั่วโมง
ชอื่ ผูส้ อน นางนิตยา คนชุม

เปา้ หมายการเรยี นรู้

มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลยี่ นแปลงและการถ่ายโอนพลงั งาน
ปฏสิ ัมพนั ธร์ ะหวา่ งสสารและพลงั งาน พลังงานในชีวิตประจำวนั ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เก่ียวข้อง
กับเสียง แสง และคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า รวมท้ังนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตัวชีว้ ดั (สำหรับรายวิชาพ้นื ฐาน)
ว 2.3 ม.3/10 สรา้ งแบบจำลองท่ีอธิบายการเกดิ คล่นื และบรรยายสว่ นประกอบของคล่นื

สาระสำคญั
คลน่ื เกดิ จากการส่งผ่านพลังงานโดยอาศัยตัวกลางและไม่อาศัยตวั กลาง ในคลนื่ กล พลังงานจะถูกถ่าย

โอนผ่านตัวกลางโดยอนุภาคของตัวกลางไม่เคลื่อนที่ไปกับคลื่น คลื่นที่แผ่ออกมาจากแหล่งกำเนิดคลื่นอย่าง
ต่อเน่ืองและ มรี ปู แบบทซ่ี ้ำกนั บรรยายได้ด้วยความยาวคลน่ื ความถ่ี แอมพลจิ ดู

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ (จุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรมเพือ่ ให้บรรลุตามตวั ช้วี ดั )
ด้านพุทธิพิสยั
1. อธิบายการเกิดคล่นื กล และบรรยายสว่ นประกอบของคลื่นกล
ดา้ นทกั ษะพิสัย
2. สามารถสร้างแบบจำลองโดยการวาดแสดงลักษณะของคลืน่ กล
ดา้ นจติ พสิ ัย
3. นกั เรียนสามารถนำความรเู้ ร่ืองคล่นื กลไปใชใ้ นชวี ติ ประจำวันได้

2

สาระการเรียนรู้

ดา้ นความรู้ (Knowledge)

- คลน่ื กลเปน็ การสง่ ผ่านพลงั งาน โดยอาศยั ตวั กลางซ่งึ อนภุ าคของ ตัวกลางไม่เคลอื่ นทไี่ ปกับคลน่ื

- คล่นื มสี ว่ นประกอบ ไดแ้ ก่ สันคลื่น ท้องคลื่น แอมพลจิ ูด ความยาวคลนื่ ความถี่ โดยพลังงานของ

คลน่ื กลจะขึ้นอยกู่ ับแอมพลิจดู

ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (Process)

- สามารถสร้างแบบจำลองการเกดิ คล่ืนกลได้

- วาดภาพแสดงการเกดิ คล่ืนกล

ดา้ นคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (Attitude)

รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ อย่อู ย่างพอเพยี ง ซื่อสัตย์สจุ ริต

 มุง่ มนั่ ในการทำงาน  มีวนิ ัย รักความเปน็ ไทย

 ใฝ่เรียนรู้ มจี ติ สาธารณะ

ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น : การสนทนาพดู คยุ แลกเปล่ยี นความคิดเห็น การสื่อสาร
 ความสามารถในการสอ่ื สาร
 ความสามารถในการคดิ : การใชก้ ระบวนคิดในการเรยี นรูแ้ ละการทำงาน
 ความสามารถในการแกป้ ญั หา
: การแกป้ ญั หาจากสถานการณ์ที่ครูกำหนดและ
ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวติ การแกป้ ญั หาเฉพาะหนา้
: การใช้ความรู้ไปใช้ในชวี ิตอยา่ งเปน็ ประโยชน์
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เพ่อื ความปลอดภยั
: สบื ค้นข้อมลู จากแหล่งเรยี นรโู้ ดยใชเ้ ทคโนโลยี
สารสนเทศ

ด้านคณุ ลกั ษณะของผู้เรยี นตามหลกั สตู รมาตรฐานสากล

เปน็ เลิศวิชาการ สือ่ สารสองภาษา ลำ้ หน้าทางความคิด

ผลติ งานอย่างสร้างสรรค์ รว่ มกนั รบั ผิดชอบต่อสังคมโลก

บรู ณาการตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ความพอประมาณ...(ไมม่ าก ไม่น้อย ไม่เบียดเบยี นตนเองและผู้อน่ื ).......................................................
ความมเี หตุผล...(มีเหตผุ ลของผลการกระทำทคี่ าดวา่ จะไดร้ บั อยา่ งรอบคอบ)........................................
มภี มู คิ มุ้ กนั ในตวั ทดี่ .ี ..(เตรยี มตวั รับผลกระทบ/การเปลี่ยนการในอนาคต)..............................................
ความร.ู้ ..(รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง)...................................................................................................
คณุ ธรรม..(ซอื่ สตั ย์สุจรติ ขยันอดทน สตปิ ญั ญา แบ่งปัน )......................................................................

(หมายเหตุ ในแตล่ ะด้านไม่จำเป็นต้องมคี รบทุกข้อในทุกแผนการจดั การเรยี นรู้)

3

ด้านการอ่าน เขียน คิดวเิ คราะห์
 การอา่ น : การอา่ นใบความรู้ ใบงาน การสบื คน้ ความรเู้ พิม่ เติม

การคิดวเิ คราะห์ : การคดิ แก้ปัญหา คิดสรา้ งสรรค์ คดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ คิดคล่อง คิดยดื หยุ่น

การวเิ คราะห์นำความรไู้ ปใช้ในชวี ิตประจำวัน
 การเขียน : การทำแบบฝึกหัด ใบงาน สรุปความรูท้ ี่ได้

การบูรณาการ

บูรณาการภายในกลุม่ สาระการเรียนรู้ กับ รายวิชา........................................................................

บูรณาการข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ระบุ........................................................................................

บรู ณาการกบั หลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดา้ น

3 หว่ งทางสายกลาง คอื พอประมาณ มเี หตผุ ล มภี ูมิคุม้ กนั ที่ดีในตนเอง

2 เงอ่ื นไข มีคณุ ธรรม  มีความรู้

บูรณาการกับประชาคมอาเซยี น ในสาระสำคัญ (Theme) ต่อไปนี้

การรู้จักอาเซียน

การตระหนักถงึ คณุ ค่าของอัตลักษณ์และความหลากหลาย

การเชอื่ มโยงโลกและท้องถิน่

การส่งเสรมิ ความเสมอภาคและความยตุ ิธรรม

การทำงานรว่ มกนั เพอื่ อนาคตทย่ี ง่ั ยนื

ช้นิ งาน/ภาระงาน
- ใบกิจกรรม

กิจกรรมการเรียนการสอน
ข้นั นำ

1) ครูกระตุ้นความสนใจนกั เรียน เชื่อมโยงเขา้ สู่บทท่ี 1 เรื่อง คลื่น โดยให้นักเรียนสังเกตภาพนำบท
เกีย่ วกับคลน่ื นำ้ แล้วใชค้ ำถามต่อไปนี้
- สามารถทำใหเ้ กิดคล่ืนนำ้ ดังภาพได้อยา่ งไร (นกั เรยี นตอบตามความเข้าใจ เชน่ ปากอ้ น
หินลงในน้ำ ใช้กิ่งไม้กระทุง้ ผวิ น้ำ)

2) ให้นกั เรียนอ่านเน้ือหานำบทและรว่ มกันอภิปรายเก่ียวกับความเหมือน ความแตกต่างของคล่ืนน้ำ
และคล่ืนทีใ่ ชใ้ นโทรศพั ท์เคล่ือนท่ี ตามแนวคำถามดังตอ่ ไปนี้
- คลื่นที่ใช้สง่ สัญญาณในโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งเปน็ คลื่น แม่เหล็กไฟฟ้าช่วงหนึ่งเหมือนหรอื
แตกต่างจากคลื่นที่เรามองเห็นบนผิวน้ำอย่างไร (สมบัติที่เหมือนกันคือเป็นคลื่น
เหมือนกัน แต่สมบัติที่แตกต่างกันคือเราสามารถมองเห็นคลื่นบนผิวน้ำได้ แต่เราไม่
สามารถมองเหน็ คล่ืนจากโทรศพั ทเ์ คลอื่ นทไี่ ด้)
- นอกจากคลื่นน้ำและคลื่นที่ใช้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้ว นักเรียนรู้จักคลื่นอื่น ๆ อีกบ้าง
หรือไม่ (นกั เรียนตอบตาม ประสบการณ์เดิม เช่น รู้จักคลืน่ เสยี ง คลนื่ วิทย)ุ

4

ขัน้ สอน

1) ขัน้ สรา้ งความสนใจ

1) ครใู หน้ ักเรยี นสังเกตภาพนำเร่ือง อ่านเนื้อหานำเรื่องและร่วมกันอภปิ รายตามแนวคำถามดังนี้

- สึนามิคอื อะไร เกดิ ขน้ึ ไดอ้ ย่างไร (คล่ืนน้ำทะเลท่ีมคี วามสงู มาก เกดิ จากการยกตวั ของ

แผน่ ดนิ ขณะเกิดแผ่นดินไหวใตท้ ะเล หรอื อาจเกิดจากการตกของอกุ กาบาตขนาด

ใหญใ่ นนำ้ ทะเล)

2) ตรวจสอบความรเู้ ดิมของนกั เรยี นเก่ยี วกบั คล่นื โดยใหท้ ำกิจกรรมรู้อะไรบ้างกอ่ นเรยี น (หน้า 82)

2) ขนั้ สำรวจและค้นหา
1) ครใู ช้คำถามวา่ นักเรยี นเคยเห็นคลืน่ ในสปรงิ หรอื ไม่ เราจะทำให้เกิดคลืน่ ในสปรงิ ได้อยา่ งไร เพื่อ
เข้าสู่กิจกรรมที่ 3.1 เรือ่ ง คลื่นกลเกดิ ขึ้นได้อย่างไรและมีลักษณะอย่างไร
2) ครูมอบหมายให้นักเรียนแตล่ ะกลุ่ม ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมที่ 3.1 โดยมีวิธกี าร ดังนี้
- ให้นักเรยี นวางสปรงิ บนพน้ื ราบ ยดื สปริงใหย้ าวออกประมาณ 3 เมตร จับปลายด้านหนึง่
ของสปริงให้อย่นู ่ิง สะบัดปลายอกี ด้านหนงึ่ ของสปรงิ ไปทางซา้ ย-ขวาให้มชี ว่ งกว้างของ
การสะบดั แตกตา่ งกันหรือสะบดั ใหม้ คี วามถีแ่ ตกต่างกนั
- สงั เกตการเคล่ือนท่ีของรบิ บิ้นและการเปล่ยี นแปลงของสปริง พรอ้ มบันทกึ ผลการทดลอง
- ครแู ละนกั เรียนรว่ มอภิปรายผลการทดลอง

3) ข้ันอธิบายและลงขอ้ สรุป
1) นักเรยี นและครูรว่ มกันอภปิ รายและหาข้อสรปุ จากการปฏิบตั ิกจิ กรรม 3.1 ดงั น้ี
- คลื่นในสปริงเกิดขึ้นเมื่อเราออกแรงสะบัดปลายด้าน A ของสปริง โดยคลื่นจะเคลื่อนท่ี
จากปลายด้าน A ไปดา้ น B และขณะที่คลื่นเคล่ือนท่ีไปนั้นริบบิ้นไม่เคลื่อนที่ไปตามคล่ืน
แต่จะเคลื่อนที่แบบสั่นกลับไปมา ถ้าพิจารณา ทิศทางการเคลื่อนที่ของริบบิ้นกับทิศ
ทางการเคลื่อนที่ของคลน่ื ในสปริงจะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ การ เคลื่อนท่ี
ของริบบิน้ ทมี่ ที ศิ ทางต้ังฉากกบั ทิศทางการเคลื่อนที่ของคลืน่ กับการเคลื่อนที่ของริบบ้ินที่
มที ศิ ทางอย่ใู นแนว เดียวกับทศิ ทางการเคลื่อนท่ีของคลนื่
- คลื่นกลคือปรากฏการณ์การส่งผ่านพลังงานกลจากบริเวณหนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่งโดย
อนุภาคตวั กลางไมไ่ ด้ เคลือ่ นท่ีไปด้วย
- คลื่นตามขวางคือคลื่นที่อนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่ในแนวตั้งฉากกับทิศทางการ
เคลอ่ื นที่ของคลน่ื
- คลื่นตามยาวคือคลื่นที่อนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่กลับไปกลับมาในแนวเดียวกับทิศ
ทางการเคลื่อนที่ของคล่ืน

4) ขน้ั ขยายความรู้
1) ครูอธบิ ายเพม่ิ เตมิ เพื่อให้นักเรยี นเกดิ ความเขา้ ใจทถ่ี ูกต้อง
- คลื่นกลไม่ได้ทำให้สสารเคลื่อนที่ไปกับคลื่น เพราะคลื่นกลเป็นปรากฏการณ์การส่งผ่าน
พลังงานกลจากบริเวณหนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่งโดยอนุภาคตัวกลาง (สสาร) เคลื่อนที่
กลับไปมาอยู่กับท่ี ไม่ไดเ้ คล่อื นท่ไี ปกับคลื่นด้วย
- กระแสน้ำเกิดจากการเคลื่อนที่ของอนุภาคของน้ำแต่คลื่นน้ำเกิดจากการรบกวนน้ำโดย
อนภุ าคของนำ้ สั่นอยู่กับท่ี

5

5) ข้ันประเมิน
1) ครูใหน้ กั เรียนแต่ละคนพจิ ารณาวา่ จากหัวข้อที่เรยี นมาและการปฏิบตั ิกจิ กรรม มีส่วนใดบ้างที่ยังไม่
เขา้ ใจหรอื ยงั มขี อ้ สงสัย ถา้ มคี รชู ว่ ยอธิบายเพิม่ เตมิ ใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจ
2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใดและได้มีการแก้ไข
อยา่ งไรบ้าง

ขั้นสรปุ
1) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรยี น โดยใชค้ ำถาม เช่น

- มลี กู บอลชายหาดทลี่ อยอยู่บนน้ำทะเล พจิ ารณาแลว้ เป็นคลื่นแบบใด (คลืน่ ตามขวาง)
- ถ้าเราสะบดสปริงที่มีแอมพลิจดู สงู ขน้ึ ความถี่ของคล่นื จะเปลีย่ นแปลงหรอื ไมอ่ ยา่ งไร (ความถี่

ของคลืน่ จะมากขน้ึ ตามแอมพลิจูด)
- ถา้ นักเรยี นสะบัดสปริงอยา่ งต่อเน่ืองให้เกิดคลืน่ ตามขวาง เมอื่ เวลาผ่านไป 3 วนิ าที คลื่นมีจำนวน

ลูกคล่ืน 9 ลูก คลน่ื มีความถีเ่ ทา่ ใด (จำนวนรอบ/เวลา แทนค่า 9/3 = 3 รอบต่อวนิ าที)

สอื่ /วัสดุอปุ กรณ์/แหล่งเรียนรู้
1. หนังสือเรยี นรายวชิ าวิทยาศาสตร์พ้ืนฐาน ชนั้ ม.3 เล่ม 1 สสวท.
2. Power point เรือ่ ง คล่นื กลและคล่นื แม่เหล็กไฟฟา้
3. สปริง 5 ตวั
4. รบิ บ้ิน 5 เส้น

6

การวดั ผลและประเมนิ ผลการเรยี นรู้ สิง่ ที่วดั เครื่องมือ เกณฑก์ าร
ส่ิงที่ต้องการวัด ประเมนิ

พุทธิพิสยั : - อธิบายลักษณะการเกิด ใบกิจกรรมท่ี 3.1 ผ่านร้อยละ 60
ข้ันท่ี 1 ความรูความจำ คลื่นกล ขน้ึ ไป
ความสามารถทางสมองของผู้เรยี นใน
การรับรู้ หรือดา้ นความรู้ความคิด ผ่านรอ้ ยละ 60
ขึ้นไป
ขั้นที่ 2 ความเขา้ ใจ
ผา่ นรอ้ ยละ 60
ความสามารถทางสมองของผู้เรียนใน - ยกตวั อย่างการเกิดคล่ืน ใบกิจกรรมท่ี 3.1 ขึ้นไป

การเรยี นรู้ จำและสื่อสาร ความรู้นั้น กล ชนิดคล่นื ตามยาว

ออกมาไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง และตามขวาง

ทักษะพิสัย : ขั้นท่ี 4 การปฏบิ ตั ิงาน

ปฏิบตั ิงานได้ดว้ ยความเช่ือม่ันใน - คำนวณการเกดิ คลื่น แบบฝกึ หัดทา้ ย

ตนเอง ความถ่ี บท

จิตพิสยั : ขัน้ ที่ 2 การตอบสนอง

ความเตม็ ใจทจ่ี ะตอบสนองต่อส่งิ ที่ - บอกความแตกตา่ งของ ใบกิจกรรมที่ 3.1

รบั รู้ การเกดิ คลนื่ กลได้

7

บันทึกหลังการสอน
ผลการจดั การเรยี นการสอน
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ปญั หา/อุปสรรค
............................................................................................................................. .................................................
...................................................... ................................................................................................... .....................
............................................................................................................................. .................................................
แนวทางแกไ้ ข
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
.............................................................................................................. ................................................................

ลงชื่อ (ผ้บู ันทกึ )
(นางนติ ยา คนชุม)

ความเหน็ หวั หนา้ กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ ความเหน็ รองฯฝา่ ยบรหิ ารงานวิชาการ
และเทคโนโลยี
……………………………......…….................…..…… ........................................................................
......................................................................... ........................................................................
......................................................................... ........................................................................

ลงช่ือ ลงชอ่ื
( นางสาวแสงเทยี น ศรที องสุข) (นายเฉลมิ พล คนชุม)

ความเห็นผู้อำนวยการ
........................................................................
........................................................................
........................................................................

ลงช่อื
(นายชาตรี อคั รสขุ บตุ ร)

ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองก่ีพิทยาคม

8

แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 7

รหสั วิชา ว23101 รายวชิ าวิทยาศาสตร์ 5
ระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรียนท่ี 1
หนว่ ยการเรียนท่ี 3 คลืน่ และแสง เวลา 22 ชว่ั โมง
เรอื่ ง คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ เวลา 3 ชั่วโมง
ชอื่ ผู้สอน นางนิตยา คนชมุ

เปา้ หมายการเรียนรู้

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ว 2.3 เขา้ ใจความหมายของพลงั งาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลงั งาน
ปฏสิ ัมพันธ์ระหวา่ งสสารและพลงั งาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาตขิ องคล่ืน ปรากฏการณท์ ีเ่ กยี่ วข้อง
กับเสยี ง แสง และคลนื่ แม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตวั ชี้วัด (สำหรับรายวิชาพน้ื ฐาน)
ว 2.3 ม.3/11 อธบิ ายคลืน่ แม่เหล็กไฟฟา้ และสเปกตรมั คลนื่ แม่เหล็กไฟฟา้ จากข้อมูลทรี่ วบรวมได้
ว 2.3 ม.3/12 ตระหนักถึงประโยชน์และอันตรายจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโดยนำเสนอการใช้
ประโยชน์ในดา้ น ตา่ ง ๆ และอนั ตรายจากคลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้าในชวี ิตประจำวัน

สาระสำคญั
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นคลื่นที่ไม่อาศัยตัวกลางในการเคลื่อนท่ี มีความถี่ต่อเน่ืองเป็นช่วงกว้างมาก

เคลื่อนที่ในสุญญากาศด้วยอัตราเร็วเท่ากัน แต่จะเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วต่างกันในตัวกลางอ่ืน
คลืน่ แม่เหล็กไฟฟา้ แบ่งออกเป็นช่วงความถี่ต่าง ๆ เรียกว่า สเปกตรมั ของคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า แต่ละช่วงความถ่ี
มีชื่อเรียกต่างกัน ได้แก่ คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ อินฟราเรด แสงที่มองเห็น อัตราไวโอเลต รังสีเอกซ์และรังสี
แกมมา ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ และยังมีโทษต่อมนุษย์ด้วย เช่น ถ้ามนุษย์ได้รับรังสีอัลตราไวโอเล็ต
มากเกินไป อาจจะทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง หรือถ้าได้รังสีแกมมาซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีพลังงานสูงอาจ
ทำลายเนื้อเยือ่ หรอื อาจทำใหเ้ สียชีวติ ได้ เม่อื ไดร้ ับรังสีแกมมาในปริมาณสูง

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ (จุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรมเพ่อื ให้บรรลตุ ามตวั ชว้ี ัด)
ด้านพุทธิพิสัย
4. อธบิ ายความหมายของคล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าและสเปกตรัมของคลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟ้า
ดา้ นทักษะพิสัย
5. นักเรยี นสามารถแยกชนิดของคล่นื แม่เหล็กไฟฟ้า
ด้านจิตพิสยั
6. นกั เรยี นสามารถนำความรเู้ รอ่ื งคล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟา้ ไปใช้ประโยชน์ได้ในชวี ิตประจำวัน

9

สาระการเรียนรู้
ด้านความรู้ (Knowledge)

- คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ( electromagnetic wave ) คือ คลื่นชนิดหนึ่งที่เคลื่อนที่โดยไม่อาศัย
ตัวกลาง โดยอาศัยการเหนี่ยวนำกันระหว่างสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าซึ่งเปลี่ยนแปลง
ตลอดเวลา ทิศของสนามทง้ั สองต้งั ฉากกนั และตั้งฉากกับทิศการเคล่ือนที่

ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (Process)
- สามารถแยกคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ต่างกัน ได้แก่ คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ รังสีอินฟราเรด
แสงท่ีตามองเห็น รงั สีอลั ตราไวโอเลต รงั สีเอกซ์ และรงั สีแกมมา
- สบื คน้ ข้อมูลและบอกประโยชนข์ องคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า

ด้านคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (Attitude)

รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ อยู่อยา่ งพอเพยี ง ซือ่ สตั ยส์ จุ ริต
รกั ความเปน็ ไทย
 มุง่ มน่ั ในการทำงาน  มีวนิ ยั

 ใฝเ่ รียนรู้ มีจติ สาธารณะ

ด้านสมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน : การสนทนาพดู คุยแลกเปล่ยี นความคิดเหน็ การสอ่ื สาร
 ความสามารถในการส่ือสาร
 ความสามารถในการคดิ : การใชก้ ระบวนคิดในการเรยี นรู้และการทำงาน
 ความสามารถในการแก้ปัญหา
: การแกป้ ญั หาจากสถานการณ์ทค่ี รกู ำหนดและ
ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ การแกป้ ัญหาเฉพาะหนา้
: การใชค้ วามรู้ไปใช้ในชวี ิตอย่างเปน็ ประโยชน์
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เพ่อื ความปลอดภัย
: สืบค้นขอ้ มลู จากแหลง่ เรยี นรู้โดยใชเ้ ทคโนโลยี
สารสนเทศ

ดา้ นคณุ ลักษณะของผู้เรยี นตามหลกั สตู รมาตรฐานสากล

เป็นเลศิ วชิ าการ สือ่ สารสองภาษา ล้ำหนา้ ทางความคิด

ผลิตงานอย่างสรา้ งสรรค์ ร่วมกนั รบั ผดิ ชอบตอ่ สังคมโลก

บรู ณาการตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ความพอประมาณ...(ไม่มาก ไมน่ ้อย ไม่เบยี ดเบียนตนเองและผูอ้ นื่ ).......................................................
ความมีเหตุผล...(มเี หตุผลของผลการกระทำท่คี าดวา่ จะได้รับอยา่ งรอบคอบ)........................................
มีภูมคิ ุ้มกนั ในตวั ทดี่ ี...(เตรียมตัวรบั ผลกระทบ/การเปล่ียนการในอนาคต)..............................................
ความรู้...(รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวงั )...................................................................................................
คณุ ธรรม..(ซอ่ื สตั ยส์ ุจรติ ขยนั อดทน สตปิ ญั ญา แบ่งปัน )......................................................................

(หมายเหตุ ในแตล่ ะด้านไมจ่ ำเปน็ ต้องมีครบทุกข้อในทุกแผนการจดั การเรยี นรู้)

10

ด้านการอ่าน เขียน คิดวเิ คราะห์
 การอ่าน : การอา่ นใบความรู้ ใบงาน การสืบคน้ ความร้เู พ่ิมเติม

การคดิ วเิ คราะห์ : การคดิ แก้ปัญหา คิดสร้างสรรค์ คิดอยา่ งมวี จิ ารณญาณ คดิ คล่อง คดิ ยดื หยุ่น

การวเิ คราะห์นำความรูไ้ ปใช้ในชีวติ ประจำวัน
 การเขียน : การทำแบบฝกึ หดั ใบงาน สรุปความรู้ทีไ่ ด้

การบรู ณาการ

บรู ณาการภายในกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ กับ รายวิชา........................................................................

บรู ณาการข้ามกลุ่มสาระการเรยี นรู้ ระบ.ุ .......................................................................................

บูรณาการกับหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ดา้ น

3 หว่ งทางสายกลาง คือ พอประมาณ มีเหตุผล มภี มู คิ ุม้ กันท่ีดใี นตนเอง

2 เงอื่ นไข มคี ุณธรรม  มคี วามรู้

บูรณาการกบั ประชาคมอาเซียน ในสาระสำคัญ (Theme) ตอ่ ไปนี้

การรจู้ ักอาเซยี น

การตระหนักถงึ คณุ ค่าของอัตลักษณ์และความหลากหลาย

การเชื่อมโยงโลกและทอ้ งถ่ิน

การส่งเสรมิ ความเสมอภาคและความยตุ ธิ รรม

การทำงานรว่ มกันเพื่ออนาคตที่ยั่งยนื

ชนิ้ งาน/ภาระงาน
- ใบกจิ กรรม

กิจกรรมการเรียนการสอน
ขั้นนำ

3) ครทู บทวนความรู้เดมิ ของนกั เรียน เรอื่ ง คลน่ื กล โดยใช้คำถาม ดังนี้
- คลื่นกล คืออะไร (การส่งผ่านพลังงานกลจากบริเวณหนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่งโดย
อนภุ าคตวั กลางไม่ได้เคลอื่ นทไ่ี ปด้วย)
- คล่ืนกลแบ่งออกเปน็ กชี่ นิด (2 ชนิด คอื คล่นื ตามขวางและคลื่นตามยาว)

4) ครเู ขา้ สูบ่ ทเรยี น เร่อื ง คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้า ร่วมอภปิ รายกับนักเรยี นและใช้คำถาม ดังนี้
- ในระบบรักษาความปลอดภัยของสนามบิน การตรวจสอบสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในกระเป๋าของ
นักทอ่ งเท่ยี วโดย ไม่ต้องเปดิ กระเปา๋ ทำไดอ้ ยา่ งไร (ใชเ้ ครอ่ื งเอกซ์เรย)์
- นักเรียนทราบหรือไม่ว่ารังสีเอกซ์คืออะไร มีประโยชน์และอันตรายต่อมนุษย์อย่างไร
(นักเรยี นตอบตามความ เขา้ ใจของตนเอง)

11

ข้นั สอน

1) ขั้นสรา้ งความสนใจ

2) ครกู ระตุ้นความสนใจของนักเรียน ให้นกั เรียนรว่ มกันอภิปรายเกี่ยวกับสถานการณต์ ่อไปน้ี

- ถ้านำกระดงิ่ ไฟฟ้าที่กำลังส่งเสยี งดงั และหลอดไฟฟ้าทีก่ ำลังใหแ้ สงสว่างไปไวใ้ นครอบ

แกว้ ใส จากน้นั สูบอากาศออก จนหมด นกั เรียนคิดวา่ จะยังคงได้ยินเสยี งกระดิ่งและเห็น

แสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าหรือไม่ เพราะเหตุใด (ตอบตามความเข้าใจของตนเอง)

2) ขั้นสำรวจและคน้ หา
3) ครูใช้คำถามว่าคลนื่ แสงทีเ่ ปน็ คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า มีการสง่ ผา่ นพลังงานต่างจากคลน่ื เสยี งทเี่ ป็น
คลน่ื กลอย่างไร และมีคลน่ื อะไรอีกบา้ งทเ่ี ปน็ คล่นื แมเ่ หล็กไฟฟา้ เพอื่ เขา้ สูก่ จิ กรรมท่ี 3.2 เรอื่ ง
คลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟ้าคืออะไร
4) ครมู อบหมายให้นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ ปฏบิ ัติกจิ กรรมที่ 3.2 โดยมวี ธิ กี าร ดังนี้
- ใหน้ กั เรียนสบื ค้นข้อมูลเกยี่ วกับความหมายของคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟา้ สเปกตรมั ของคลนื่
แม่เหลก็ ไฟฟ้า การใชป้ ระโยชนแ์ ละอันตรายจากคลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้
- ให้นกั เรียนวิเคราะห์ จดั กระทำและนำเสนอขอ้ มูลในรูปแบบของ Mind mapping
- ใหต้ วั แทนแตล่ ะกลุ่มออกมานำเสนอผลงาน การสบื คน้ ขอ้ มูล

3) ขัน้ อธบิ ายและลงขอ้ สรุป
1) นักเรียนและครรู ว่ มกนั อภิปรายและหาขอ้ สรปุ จากการปฏิบัติกจิ กรรม 3.2 ดงั น้ี
- คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าคือคลื่นประเภทหนึ่งที่ไม่ต้องอาศัยตัวกลางในการส่งผ่านพลังงาน
โดยจะอาศัยการเหนยี่ วนำสนามแมเ่ หล็กและสนามไฟฟ้าตอ่ เน่ืองกันไป
- สเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าคือช่วงความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ออกมาจาก
แหล่งกำเนิดคลื่น เช่น ดวงอาทิตย์ โดยแต่ละช่วงความถี่มีชื่อเรียกต่างกัน ได้แก่
คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ อนิ ฟราเรด แสง อัลตราไวโอเลต รงั สเี อกซ์ และรังสแี กมมา
- คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้านำมาใช้ประโยชน์ได้แตกต่างกันตามช่วงความถ่ี เช่น การใช้คลื่นวิทยุ
ส่งสัญญาณวิทยุ การใช้คลื่นไมโครเวฟสำหรบั การสื่อสารโทรทัศนแ์ ละโทรศัพท์เคล่อื นท่ี
และยังสามารถใช้อุ่นอาหารหรือทำให้อาหารสุก การถา่ ยภาพด้วยกล้องอินฟราเรดท่ีใช้
ประโยชน์ทางการทหาร ทางการแพทย์ และอุตสาหกรรม การใช้แสงเลเซอร์สำหรับส่ง
สารสนเทศผ่านเส้นใยนำแสง การใช้เส้นใยนำแสงติดกล้องถ่ายรูปเข้าไปสำรวจภายใน
รา่ งกาย การใช้รังสเี อกซ์ศกึ ษาโครงสร้างกระดกู ภายในรา่ งกายมนุษย์ เปน็ ต้น
- อันตรายของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น รังสีอัลตราไวโอเลตอาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง
รังสีแกมมาสามารถทะลุผ่าน เซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะได้ อาจทำให้เกิดความเสียหาย
ต่อเน้อื เยื่อหรอื อาจทำใหเ้ สยี ชวี ิตได้หากได้รบั รังสีแกมมา ในปริมาณสูง

4) ขัน้ ขยายความรู้
1) ครอู ธิบายเพ่ิมเตมิ เพ่ือใหน้ กั เรียนเกิดความเข้าใจทถ่ี ูกต้อง
- คลื่นวิทยุไมใ่ ช่คลืน่ เสียง เพราะคลื่นวิทยเุ ป็นชว่ งความถี่หนึง่ ของคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้าท่ไี ม่
ต้องอาศัยตัวกลางในการส่งผ่านพลังงาน ส่วนคลื่นเสียงเป็นคลื่นกลที่ต้องอาศัยตัวกลาง
ในการสง่ ผ่านพลังงาน

12

5) ขั้นประเมิน
1) ครูให้นกั เรยี นแตล่ ะคนพิจารณาว่าจากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มสี ว่ นใดบ้างที่ยังไม่
เข้าใจหรือยงั มขี ้อสงสยั ถา้ มคี รูชว่ ยอธิบายเพม่ิ เตมิ ใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจ
2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใดและได้มีการแก้ไข
อยา่ งไรบ้าง

ขนั้ สรปุ
2) ครสู รปุ ความเข้าใจเนื้อหาจากกิจกรรมที่ 3.2

- คลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าเกิดจากการเหน่ยี วนำสนามแม่เหลก็ และสนามไฟฟ้าในการสง่ ผา่ นพลังงานไป
โดยไม่อาศยั ตวั กลาง คล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้ามีหลายช่วงความถ่ี เรยี กวา่ สเปกตรัมของคลนื่
แม่เหลก็ ไฟฟา้ ซงึ่ แต่ละชว่ งความถี่มีชอ่ื เรียกต่างกัน มที ง้ั ประโยชนแ์ ละอันตรายต่างกัน พลงั งาน
ของคล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ขึน้ อยู่กับความถ่ีโดยคลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ทมี่ คี วามถ่ี สงู จะมีพลงั งานมาก
และคลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ ทมี่ ีความถ่ีสงู จะมีความยาวคลื่นสนั้

3) ครูทดสอบความเข้าใจนกั เรยี น โดยใช้คำถาม ดังน้ี
- ความถ่ี ความยาวคลนื่ และพลงั งานของคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟ้ามีความสมั พันธก์ ันอย่างไร (ความถ่ี
ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟา้ จะแปรผกผนั กบั ความยาวคลนื่ โดยคลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟา้ ท่ีมีความถี่สงู
จะมีความยาวคลืน่ สั้น ส่วนพลงั งานของคล่นื แมเ่ หล็กไฟฟา้ จะแปรผันตรงกับความถี่ โดยคลืน่
แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าที่มีความถี่สูงหรือความยาวคลืน่ ส้ันจะมีพลงั งานสงู )
- เสยี งทไ่ี ดย้ ินจากเครื่องรบั วทิ ยุเป็นคลื่นกลหรอื คลื่นแม่เหล็กไฟฟา้ เพราะเหตใุ ด (เสยี งท่ไี ดย้ นิ
จากเครื่องรบั วิทยเุ ปน็ คล่ืนกลเพราะเสยี งต้องอาศัยตัวกลางซง่ึ เป็นอากาศในการส่งผ่าน
พลังงาน)

สอื่ /วสั ดุอุปกรณ/์ แหลง่ เรียนรู้
5. ใบความรู้ที่ 7
6. หนงั สือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน ชน้ั ม.3 เล่ม 1 สสวท.
7. Power point เรอ่ื ง คล่นื แมเ่ หล็กไฟฟา้
8. กระดาษบรู๊ฟ 5 แผ่น
9. ปากกาเมจคิ 5 กลอ่ ง
10. เทปกาว 1 ม้วน

13

การวัดผลและประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ส่ิงท่ีวัด เคร่อื งมือ เกณฑก์ าร
ส่ิงท่ีต้องการวัด ประเมนิ

พทุ ธิพิสยั : ผ่านรอ้ ยละ 60
ข้ันท่ี 1 ความรูความจำ ขึ้นไป
ความสามารถทางสมองของผู้เรยี นใน - อธิบายลักษณะของคลน่ื ใบกจิ กรรมที่ 3.2
การรบั รู้ หรือด้านความรู้ความคิด แมเ่ หล็กไฟฟ้า ผา่ นรอ้ ยละ 60
ข้นึ ไป
ขั้นที่ 2 ความเขา้ ใจ
ผ่านร้อยละ 60
ความสามารถทางสมองของผู้เรียนใน - บอกประโยชน์และ ใบกจิ กรรมที่ 3.2 ข้นึ ไป

การเรียนรู้ จำและสือ่ สาร ความรนู้ ัน้ อนั ตรายของคลืน่

ออกมาได้อย่างถูกต้อง แมเ่ หล็กไฟฟา้

ทกั ษะพสิ ยั : ข้ันที่ 4 การปฏบิ ัตงิ าน

ปฏบิ ตั งิ านได้ด้วยความเชื่อมน่ั ใน - การสบื ค้นหาข้อมูลคล่ืน ใบกิจกรรมท่ี 3.2

ตนเอง แม่เหลก็ ไฟฟ้า

จติ พสิ ยั : ข้ันท่ี 2 การตอบสนอง

ความเตม็ ใจทจี่ ะตอบสนองตอ่ สง่ิ ท่ี - บอกความแตกตา่ งของ คำถามท้ายบท

รับรู้ คล่นื กลและคล่นื

แมเ่ หล็กไฟฟา้

14

บันทึกหลังการสอน
ผลการจดั การเรียนการสอน
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ปญั หา/อุปสรรค
............................................................................................................................. .................................................
...................................................... ................................................................................................... .....................
............................................................................................................................. .................................................
แนวทางแก้ไข
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
.............................................................................................................. ................................................................

ลงช่อื (ผบู้ ันทึก)
(นางนิตยา คนชุม)

ความเห็นหัวหนา้ กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ ความเหน็ รองฯฝา่ ยบริหารงานวชิ าการ
และเทคโนโลยี
……………………………......…….................…..…… ........................................................................
......................................................................... ........................................................................
......................................................................... ........................................................................

ลงชอื่ ลงชอ่ื
( นางสาวแสงเทียน ศรที องสขุ ) (นายเฉลมิ พล คนชุม)

ความเห็นผู้อำนวยการ
........................................................................
........................................................................
........................................................................

ลงชอ่ื
(นายชาตรี อคั รสขุ บุตร)

ผูอ้ ำนวยการโรงเรียนหนองก่ีพิทยาคม

15

แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 8

รหสั วิชา ว23101 รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ 5
ระดับชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 ภาคเรียนท่ี 1
หนว่ ยการเรยี นท่ี 3 คลืน่ และแสง เวลา 22 ช่ัวโมง
เร่ือง การสะท้อนของแสง เวลา 3 ชั่วโมง
ช่อื ผ้สู อน นางนิตยา คนชุม

เป้าหมายการเรียนรู้

มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลงั งาน การเปล่ยี นแปลงและการถา่ ยโอนพลังงาน
ปฏสิ มั พันธ์ระหว่างสสารและพลงั งาน พลงั งานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาตขิ องคลืน่ ปรากฏการณ์ทีเ่ ก่ยี วข้อง
กับเสยี ง แสง และคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมท้ังนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตัวช้วี ดั (สำหรับรายวิชาพืน้ ฐาน)
ว 2.3 ม.3/13 ออกแบบการทดลองและดำเนินการทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบายกฎการ
สะทอ้ นของแสง
ว 2.3 ม.3/14 เขียนแผนภาพการเคล่อื นทีข่ องแสงแสดงการเกดิ ภาพจากกระจกเงา

สาระสำคญั
เมื่อแสงตกกระทบวัตถุจะเกิดการสะท้อนซึ่งเป็นไปตามกฎการสะท้อนของแสง โดยรังสีตกกระทบ

เสน้ แนวฉาก รังสีสะท้อนอยู่ในระนาบเดียวกันและมุมตกกระทบเทา่ กับมุมสะท้อน ภาพจากกระจกเงาเกิดจาก
รังสี สะท้อนตัดกันหรือต่อแนวรังสีสะท้อนให้ตัดกันโดยถ้ารังสีสะท้อนตัดกนั จริงจะเกิดภาพจรงิ แต่ถ้าต่อแนว
รังสี สะทอ้ นให้ไปตดั กนั จะเกิดภาพเสมอื น

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ (จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมเพ่ือใหบ้ รรลตุ ามตัวชีว้ ัด)
ด้านพทุ ธิพสิ ัย
7. อธบิ ายกฎการสะท้อนของแสง
8. อธิบายการเกดิ ภาพท่เี กิดจากกระจกเงาราบและกระจกเงาโค้ง
ด้านทักษะพสิ ยั
9. นักเรียนสามารถออกแบบการทดลอง และอธบิ ายกฎการสะท้อนของแสง
ดา้ นจติ พสิ ัย
10. นักเรยี นสามารถบอกการประยกุ ตใ์ ช้กระจกเงาราบและกระจกเงาโค้งในชีวิตประจำวัน

16

สาระการเรียนรู้
ดา้ นความรู้ (Knowledge)

- แสงเป็นคลื่นความถี่ช่วงหนึ่งของ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเมื่อแสงตกกระทบวัตถุจะเกิด การสะท้อน
เรียกเส้นที่ลากตั้งฉากกับผิวสะท้อน ณ จุดที่เกิดการสะท้อนว่าเส้นแนวฉาก มุมที่รังสีตกกระทบ
ทำกับเส้นแนวฉากเรียกว่า มุมตกกระทบ และมุมที่รังสีสะท้อนทำกับเส้นแนวฉากเรียกว่า มุม
สะทอ้ น

- แสงเคลื่อนที่จากวัตถุทุกทิศทางเมื่อตกกระทบกระจกเงาราบจะเกิดการสะท้อน และถ้าต่อแนว
รงั สีสะทอ้ นให้เสมือนตัดกนั หลงั กระจกจะเกิดภาพเสมือน

ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (Process)
- ระบรุ ังสตี กกระทบ รงั สีสะท้อน เส้นแนวฉาก มมุ ตกกระทบ และมุมสะท้อนการสะทอ้ นของแสง
- ออกแบบการทดลองการสะท้อนของแสง
- เขยี นแผนภาพรังสขี อง แสงแสดงการเกดิ ภาพของกระจกเงาราบ

ดา้ นคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ (Attitude)

รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง ซือ่ สัตยส์ ุจริต
รกั ความเปน็ ไทย
 มงุ่ ม่นั ในการทำงาน  มีวนิ ยั

 ใฝ่เรยี นรู้ มีจติ สาธารณะ

ด้านสมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น : การสนทนาพดู คุยแลกเปล่ียนความคิดเหน็ การส่ือสาร
 ความสามารถในการสื่อสาร
 ความสามารถในการคิด : การใชก้ ระบวนคดิ ในการเรยี นรู้และการทำงาน
 ความสามารถในการแกป้ ญั หา
: การแก้ปญั หาจากสถานการณท์ ค่ี รกู ำหนดและ
ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ติ การแกป้ ัญหาเฉพาะหน้า
: การใช้ความรไู้ ปใช้ในชีวติ อย่างเปน็ ประโยชน์
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เพ่อื ความปลอดภัย
: สบื คน้ ขอ้ มลู จากแหล่งเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศ

ด้านคณุ ลกั ษณะของผูเ้ รียนตามหลกั สูตรมาตรฐานสากล

เป็นเลศิ วิชาการ สอื่ สารสองภาษา ลำ้ หน้าทางความคิด

ผลติ งานอย่างสรา้ งสรรค์ รว่ มกันรบั ผิดชอบตอ่ สังคมโลก

17

บรู ณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ความพอประมาณ...(ไมม่ าก ไม่นอ้ ย ไม่เบียดเบยี นตนเองและผอู้ ืน่ ).......................................................
ความมเี หตผุ ล...(มีเหตผุ ลของผลการกระทำทคี่ าดว่าจะไดร้ ับอย่างรอบคอบ)........................................
มีภูมิคุม้ กันในตวั ท่ีด.ี ..(เตรยี มตัวรับผลกระทบ/การเปลี่ยนการในอนาคต)..............................................
ความรู้...(รอบรู้ รอบคอบ ระมดั ระวงั )...................................................................................................
คณุ ธรรม..(ซอ่ื สัตยส์ จุ รติ ขยันอดทน สติปญั ญา แบ่งปนั )......................................................................

(หมายเหตุ ในแต่ละดา้ นไมจ่ ำเป็นต้องมีครบทุกข้อในทุกแผนการจดั การเรยี นรู้)

ด้านการอา่ น เขยี น คิดวเิ คราะห์
 การอา่ น : การอา่ นใบความรู้ ใบงาน การสบื ค้นความรู้เพ่มิ เตมิ

การคดิ วเิ คราะห์ : การคดิ แก้ปัญหา คดิ สร้างสรรค์ คิดอย่างมีวจิ ารณญาณ คิดคลอ่ ง คิดยดื หยุ่น

การวเิ คราะห์นำความรูไ้ ปใช้ในชวี ิตประจำวนั
 การเขียน : การทำแบบฝึกหดั ใบงาน สรุปความร้ทู ไ่ี ด้

การบรู ณาการ

บูรณาการภายในกลมุ่ สาระการเรียนรู้ กบั รายวชิ า........................................................................

บรู ณาการข้ามกลุ่มสาระการเรยี นรู้ ระบ.ุ .......................................................................................

บูรณาการกับหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ดา้ น

3 หว่ งทางสายกลาง คอื พอประมาณ มเี หตผุ ล มีภูมิคมุ้ กันท่ีดใี นตนเอง

2 เงื่อนไข มีคณุ ธรรม  มคี วามรู้

บรู ณาการกับประชาคมอาเซยี น ในสาระสำคญั (Theme) ตอ่ ไปนี้

การรจู้ กั อาเซียน

การตระหนักถึงคณุ คา่ ของอัตลักษณแ์ ละความหลากหลาย

การเชือ่ มโยงโลกและท้องถ่นิ

การสง่ เสรมิ ความเสมอภาคและความยตุ ธิ รรม

การทำงานรว่ มกนั เพอื่ อนาคตท่ยี ัง่ ยืน

ชิ้นงาน/ภาระงาน
- ใบกจิ กรรม

กิจกรรมการเรียนการสอน
ขนั้ นำ

5) ครแู ละนักเรยี นดูภาพในบทเรียน และรว่ มกนั อภปิ รายตอบคำถามกอ่ นเขา้ บทเรียน
6) ครตู รวจสอบความรู้เดมิ ของนักเรยี นเร่ือง แสง ตามความเข้าใจของนกั เรยี น

18

ขนั้ สอน
1) ข้นั สรา้ งความสนใจ

3) ครกู ระต้นุ ความสนใจของนักเรียน โดยสาธิตการสะทอ้ นของแสงโดยจัดห้องให้มดื แล้วฉายแสง
จากชดุ กลอ่ งแสงหรอื ปากกาเลเซอร์ท่ีฉายแสงผ่านแท่งแก้วคน สารให้ตกกระทบกระจกเงาราบ

4) ใหน้ ักเรียนอา่ นเนอ้ื หาในหนังสอื เรียนหนา้ 106-107 เพ่ือใหน้ กั เรียน สงั เกตการสะท้อนของแสง
เมือ่ แสงตกกระทบกระจกเงาราบ ให้นักเรยี นรู้จักรังสตี กกระทบ เส้นแนวฉาก รังสสี ะท้อน มุมตก
กระทบ และมุมสะท้อน

2) ขนั้ สำรวจและคน้ หา
5) ครูใชค้ ำถามกระต้นุ ความสนใจของนักเรยี นเขา้ สู่กิจกรรมที่ 3.3 เรอื่ ง ความสัมพันธร์ ะหว่างมุมตก
กระทบและมุมสะท้อนเปน็ อย่างไร โดยใชค้ ำถาม ดงั น้ี
- นักเรยี นคดิ วา่ ถ้าแสงตกกระทบตงั้ ฉากกับผิวสัมผสั แนวของรงั สีตกกระทบ เสน้ แนวฉาก
และรังสีสะท้อนเปน็ อย่างไร
- ถ้ามุมตกกระทบเปลย่ี นไป มุมสะท้อนจะเปลยี่ นแปลงหรือไม่ มมุ สะท้อนมคี วามสมั พันธ์
กบั มมุ ตกกระทบอย่างไร
6) ครมู อบหมายให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม ปฏิบตั กิ จิ กรรมที่ 3.3 โดยมวี ิธีการ ดังน้ี
- ใหน้ กั เรียนใชด้ นิ สอขีดเสน้ บนกระดาษขาวเปน็ แนวการวางกระจกเงาราบและขดี
เส้นประให้ตง้ั ฉากกบั แนวการวาง กระจกที่จดุ A ดังภาพ

- ขดี เสน้ ตรงใหท้ ำมมุ กับเส้นตง้ั ฉาก 30 45 และ 60 องศาตามลำดับ
- วางกระจกเงาราบตามแนวท่ีขดี เสน้ ไวใ้ นข้อ 1
- จดั กลอ่ งแสงใหแ้ นวแสงตกกระทบตรงกบั แนวเส้นทีข่ ีดไว้ โดยทำมุมตกกระทบเทา่ กบั

60 องศา แลว้ ลากเสน้ ตามแนวรังสสี ะทอ้ น วดั มมุ สะท้อน
- ทำซำ้ โดยเปลย่ี นมุมตกกระทบเป็น 45 และ 30 องศา
- ให้นกั เรยี นออกแบบตารางบันทกึ ผลการทดลอง
- ครูให้นกั เรียนแต่ละกลุ่มอธบิ ายความสัมพันธ์ระหวา่ งมุมตกกระทบและมุมสะท้อนของ

การสะท้อนของแสง
7) ครใู ช้คำถามกระตนุ้ ความสนใจของนักเรยี นเข้าสู่กิจกรรมท่ี 3.4 เร่อื ง ภาพท่ีเกดิ จากแผน่ สะท้อน

แสงผวิ ราบมลี ักษณะอย่างไร โดยใชค้ ำถาม ดงั นี้
- การที่เรามองเห็นส่ิงตา่ ง ๆ ที่ไมใ่ ช่แหลง่ กำเนดิ แสงได้ จะต้องมแี สงตกกระทบท่ีวัตถนุ นั้
แลว้ สะท้อนออกจากผิววัตถุนั้น ๆ เข้าสู่ตา ซง่ึ การสะท้อนจะเป็นไปตามกฎการสะท้อน
ของแสงเสมอ การท่เี ราส่องกระจกเงาราบแลว้ มองเหน็ ภาพสะท้อนของตวั เราเองใน
กระจกเงาราบนัน้ เป็นไปตามกฎการสะท้อนของแสงหรือไม่ อยา่ งไร

19

8) ครูมอบหมายให้นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ ปฏิบัติกจิ กรรมท่ี 3.4 โดยมวี ิธีการ ดงั นี้
- ให้นักเรียนวางเข็มหมดุ บนตารางของชุดศกึ ษาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งระยะวตั ถุ กับระยะ
ภาพด้านใดด้านหนึ่ง
- วางเขม็ หมุดตัวที่ 2 ด้านหลงั แผ่นพลาสตกิ สะท้อนแสงผวิ ราบ โดยให้เขม็ หมุด ตัวท่ี 2
ซอ้ นทบั กบั ภาพของเขม็ หมุดตวั ที่ 1 ในแผน่ พลาสติก
- วดั ระยะห่างจากแผ่นพลาสติกสะท้อนแสงผิวราบถงึ เข็มหมุดตวั ท่ี 1 และตัวที่ 2
- ใหน้ กั เรียนสงั เกตระยะห่างของวตั ถแุ ละขนาดของภาพ พร้อมบนั ทกึ ผล
- ครใู หน้ ักเรยี นแต่ละกล่มุ อภิปรายผลการทดลองหน้าชน้ั เรยี น

9) ครแู ละนกั เรียนร่วมอภิปรายผลการทดลองและตอบคำถามทา้ ยการทดลอง

3) ข้นั อธบิ ายและลงข้อสรปุ
1) นกั เรียนและครรู ว่ มกนั อภิปรายและหาขอ้ สรปุ จากการปฏิบัตกิ ิจกรรม 3.3 ดงั นี้
- เม่ือแสงตกกระทบกระจกเงาราบจะเกดิ การสะทอ้ นของแสงทีผ่ วิ ของกระจกเงาราบน้นั
- ถ้าขนาดของมุมตกกระทบเพิ่มขึ้น ขนาดของมุมสะท้อนก็จะเพิ่มขึ้นด้วย โดยขนาดของ
มุมตกกระทบจะ เท่ากับขนาดของมมุ สะทอ้ นเสมอ
2) นกั เรียนและครรู ว่ มกนั อภปิ รายและหาข้อสรุปจากการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม 3.4 ดงั นี้
- เมื่อวางวัตถุไว้หน้าแผ่นพลาสติกสะท้อนแสงผิวราบจะเกิดภาพในแผ่น พลาสติกสะท้อน
แสงผิวราบนั้น โดยเมื่อเปลี่ยนตำแหน่งของวัตถุหน้าแผ่นพลาสติกสะท้อนแสงผิวราบ
ตำแหนง่ ของ ภาพก็จะเปล่ียนแปลงไปโดยระยะภาพจะเท่ากับระยะวัตถุ
- ภาพที่เกิดจากการสะท้อนแสงของแผ่นพลาสติก สะท้อนแสงผิวราบจะมีขนาดของภาพ
เทา่ กบั ขนาดของวัตถุเสมอ

4) ข้นั ขยายความรู้
1) ครูอธิบายเพิ่มเตมิ เพอื่ ให้นักเรยี นเกดิ ความเขา้ ใจทีถ่ ูกต้องหากนกั เรียนมขี ้อสงสยั

5) ข้นั ประเมนิ
1) ครูใหน้ ักเรยี นแตล่ ะคนพิจารณาว่าจากหัวขอ้ ทีเ่ รียนมาและการปฏิบัตกิ ิจกรรม มีส่วนใดบา้ งที่ยังไม่
เข้าใจหรือยังมีข้อสงสยั ถา้ มีครชู ่วยอธิบายเพ่มิ เตมิ ให้นักเรยี นเขา้ ใจ
2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใดและได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง

ขัน้ สรปุ
4) ครสู รุปความเขา้ ใจเน้อื หาจากกจิ กรรมท่ี 3.3

- เม่ือมุมตกกระทบมีค่าเพิ่มข้ึน มมุ สะท้อนจะมคี ่าเพม่ิ ขน้ึ เมื่อฉายแสงตกกระทบกระจกเงาราบจะ
เกิดการสะท้อนของแสง มุมตกกระทบและ มุมสะท้อนมีความสมั พันธ์กนั โดยมุมตกกระทบ
เทา่ กับมุมสะท้อนเสมอ

- การสะท้อนของแสงจะเกิดข้นึ บนพืน้ ผิวของวัตถุทุกชนิดท้งั ทเี่ รยี บ มนั วาว หรือขรุขระ โดยการ
สะทอ้ นของแสงจะ เป็นไปตามกฎการสะทอ้ นของแสงที่กล่าวว่า 1. รงั สตี กกระทบ เสน้ แนวฉาก
และรงั สีสะท้อนอยูใ่ นระนาบเดียวกัน 2. มมุ ตกกระทบเท่ากบั มุมสะท้อน ณ ตำแหนง่ ทแี่ สงตก
กระทบ

20

5) ครสู รปุ ความเขา้ ใจเนื้อหาจากกิจกรรมที่ 3.4
- เมอื่ วางวตั ถุไวห้ น้าแผ่นสะท้อนแสงผวิ ราบ เช่น กระจกเงาราบ จะเกิดภาพในแผน่ สะท้อนแสงผิว
ราบนัน้ โดยระยะภาพเท่ากับระยะวตั ถุและขนาดภาพเท่ากับขนาดวตั ถุ แสงตกกระทบจะเกิดการ
สะทอ้ น ได้รังสสี ะทอ้ น และถ้าต่อแนวรงั สีสะทอ้ นใหต้ ัดกันจะเกิดภาพในกระจกเงาราบ ภาพที่
เกิดขึน้ ในกระจกเงาราบเป็น ภาพเสมอื น

6) ครทู ดสอบความเข้าใจนกั เรียนเพ่ิมเติม จากการเล่นเกมยิงเป้า
- โดยตดิ เป้าหมายไว้บนผนังดา้ นหนึ่งของห้องและ ติดกระจกเงาราบขนาดเล็ก (15 x 15 ซม.) ไวบ้ น
ผนงั อกี ดา้ นหนึ่ง
- ให้นักเรียนสอ่ งแสงเลเซอร์กระทบกระจกเงาราบทต่ี ิดไวเ้ พ่ือให้สะทอ้ นไปยังเป้าหมายโดยไม่มีการ
เคล่ือนมือ ดงั ภาพ

สื่อ/วสั ดุอปุ กรณ/์ แหล่งเรียนรู้
11. หนังสือเรียนรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์พ้ืนฐาน ชนั้ ม.3 เลม่ 1 สสวท.
12. Power point เรอื่ ง การสะทอ้ นของแสง
13. หม้อแปลงไฟฟา้ โวลต์ตำ่ 5 ตวั
14. กล่องแสงพรอ้ มหลอดไฟฟ้า 5 กลอ่ ง
15. แผ่นชอ่ งแสง 5 ช่อง 1 แผน่
16. สายไฟฟา้ 10 เสน้
17. กระจกเงาราบ 5 บาน
18. กระดาษขาว 5 แผ่น
19. ดนิ น้ำมนั 2 ก้อน
20. ไมบ้ รรทัดวดั มมุ 5 อนั
21. อปุ กรณอ์ นื่ ๆ ตามทไ่ี ด้ออกแบบไว้ เช่น แหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์ 5 อนั
22. ชุดศึกษาความสมั พนั ธ์ระหว่างระยะวตั ถกุ ับระยะภาพ 5 ชุด
23. เขม็ หมุด 10 ตวั

21

การวดั ผลและประเมนิ ผลการเรียนรู้ ส่ิงที่วัด เคร่ืองมอื เกณฑก์ าร
ส่งิ ท่ีต้องการวัด ประเมนิ

พุทธิพิสัย : - อธิบายการสะท้อนและ ใบกิจกรรมที่ 3.3 ผา่ นรอ้ ยละ 60
ขั้นท่ี 1 ความรูความจำ ตกกระทบของแสง ใบกจิ กรรมที่ 3.4 ขึ้นไป
ความสามารถทางสมองของผู้เรยี นใน
การรับรู้ หรอื ดา้ นความรู้ความคดิ

ขน้ั ที่ 2 ความเขา้ ใจ

ความสามารถทางสมองของผู้เรยี นใน - บอกขนาดของมุมท่ตี ก ใบกจิ กรรมที่ 3.3
ใบกิจกรรมที่ 3.4
การเรยี นรู้ จำและสือ่ สาร ความรู้นนั้ กระทบและระยะของ

ออกมาไดอ้ ย่างถูกต้อง ภาพที่สะท้อน

ทกั ษะพิสัย : ขน้ั ท่ี 4 การปฏิบตั ิงาน ใบกิจกรรมที่ 3.3 ผ่านร้อยละ 60
ปฏิบตั ิงานได้ด้วยความเชื่อม่นั ใน - ออกแบบตางบนั ทึกผล ขน้ึ ไป
ตนเอง การทดลอง
ใบกิจกรรมที่ 3.3
จติ พสิ ัย : ขัน้ ท่ี 2 การตอบสนอง ใบกจิ กรรมท่ี 3.4 ผา่ นร้อยละ 60
ความเตม็ ใจทจ่ี ะตอบสนองต่อสิ่งท่ี - สามารถบอกการ
รับรู้ ประยุกตใ์ ช้กระจกเงา ข้นึ ไป

ราบและการสะท้อน
ของแสง

22

บันทึกหลังการสอน
ผลการจดั การเรียนการสอน
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ปญั หา/อุปสรรค
............................................................................................................................. .................................................
...................................................... ................................................................................................... .....................
............................................................................................................................. .................................................
แนวทางแก้ไข
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
.............................................................................................................. ................................................................

ลงช่อื (ผบู้ ันทึก)
(นางนิตยา คนชุม)

ความเห็นหัวหนา้ กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ ความเหน็ รองฯฝา่ ยบริหารงานวชิ าการ
และเทคโนโลยี
……………………………......…….................…..…… ........................................................................
......................................................................... ........................................................................
......................................................................... ........................................................................

ลงชอื่ ลงชอ่ื
( นางสาวแสงเทียน ศรที องสขุ ) (นายเฉลมิ พล คนชุม)

ความเห็นผู้อำนวยการ
........................................................................
........................................................................
........................................................................

ลงชอ่ื
(นายชาตรี อคั รสขุ บุตร)

ผูอ้ ำนวยการโรงเรียนหนองก่ีพิทยาคม

23

แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 9

รหสั วชิ า ว23101 รายวชิ าวิทยาศาสตร์ 5
ระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรียนที่ 1
หน่วยการเรียนที่ 3 คลนื่ และแสง เวลา 22 ชวั่ โมง
เรอ่ื ง การสะท้อนของแสง เวลา 3 ช่ัวโมง
ชอ่ื ผู้สอน นางนิตยา คนชมุ

เป้าหมายการเรยี นรู้

มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลงั งาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏสิ มั พนั ธ์ระหวา่ งสสารและพลังงาน พลงั งานในชวี ิตประจำวนั ธรรมชาติของคล่นื ปรากฏการณ์ท่เี กย่ี วข้อง
กับเสียง แสง และคล่นื แมเ่ หล็กไฟฟ้า รวมท้ังนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตวั ชว้ี ัด (สำหรับรายวิชาพนื้ ฐาน)
ว 2.3 ม.3/14 เขียนแผนภาพการเคลื่อนท่ีของแสงแสดงการเกดิ ภาพจากกระจกเงา

สาระสำคญั
เมื่อแสงตกกระทบวัตถุจะเกิดการสะท้อนซึ่งเป็นไปตามกฎการสะท้อนของแสง โดยรังสีตกกระทบ

เส้นแนวฉาก รงั สีสะท้อนอยู่ในระนาบเดียวกันและมุมตกกระทบเทา่ กบั มุมสะท้อน ภาพจากกระจกเงาเกิดจาก
รังสี สะท้อนตัดกันหรือต่อแนวรังสีสะท้อนให้ตัดกันโดยถ้ารงั สีสะท้อนตัดกันจรงิ จะเกิดภาพจริง แต่ถ้าต่อแนว
รงั สี สะทอ้ นให้ไปตัดกันจะเกดิ ภาพเสมือน

จดุ ประสงค์การเรียนรู้ (จดุ ประสงค์เชงิ พฤตกิ รรมเพือ่ ใหบ้ รรลตุ ามตัวช้วี ดั )
ด้านพทุ ธิพิสยั
11. อธิบายกฎการสะท้อนของแสง
12. อธิบายการเกดิ ภาพท่เี กิดจากกระจกเงาราบและกระจกเงาโคง้
ดา้ นทกั ษะพิสยั
13. นักเรียนสามารถเปรียบเทียบแนวการสะท้อนของแสงจากแผ่นสะท้อนแสงผิวโค้งนูนและแผ่น
สะท้อนแสงผิวโคง้ เว้า
ดา้ นจิตพสิ ยั
14. นักเรยี นสามารถบอกการประยกุ ต์ใชก้ ระจกเงาราบและกระจกเงาโค้งในชวี ติ ประจำวัน

24

สาระการเรยี นรู้
ดา้ นความรู้ (Knowledge)

- ภาพ (image) เกิดจากการตัดกันหรือเสมือนตัดกันของรังสีของแสงที่สะท้อนมาจากกระจกหรือ
หักเหผา่ นเลนส์ แบง่ ได้เปน็ 2 ประเภท คอื กระจกเวา้ และกระจกนนู

- ภาพจรงิ (real image) เกดิ จากรงั สขี องแสงตัดกันจรงิ (เกิดภาพดา้ นหนา้ กระจกและหลงั เลนส)์
ต้องมีฉากมารับจึงจะเห็นภาพ ลักษณะภาพหัวกลับกับวัตถุมีทั้งขนาดใหญ่กว่าวัตถุ เท่ากับวัตถุ
และเล็กกว่าวัตถุ ซงึ่ ขนาดภาพจะสมั พนั ธก์ บั ระยะวัตถุ เช่น ภาพที่ปรากฏบนจอภาพยนตร์

- ภาพเสมือน (virtual image) เกดิ จากรังสขี องแสงเสมอื นตดั กนั (เกิดภาพด้านหลังกระจกหรอื
หน้าเลนส์) มองเหน็ ภาพไดโ้ ดยไม่ต้องใช้ฉากรับภาพ ภาพมลี กั ษณะหวั ตั้งเหมือนวตั ถุ เช่น ภาพท่ี
เกดิ จากแว่นขยาย

ด้านทักษะ/กระบวนการ (Process)
- นกั เรียนเปรียบเทียบแนวการสะท้อนของแสงจากแผ่นสะท้อนแสงผวิ โคง้ นนู และแผ่นสะท้อนแสง
ผวิ โคง้ เวา้
- เขียนแผนภาพรงั สขี องแสงแสดงการเกิดภาพของกระจกเงาโคง้
- บอกตำแนง่ ของภาพทีเ่ กิดขึน้ ของการสะท้อนกระจกเงาโคง้

ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (Attitude)

รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ อยอู่ ย่างพอเพยี ง ซ่ือสตั ยส์ ุจรติ
รกั ความเป็นไทย
 มงุ่ ม่ันในการทำงาน  มวี นิ ยั

 ใฝเ่ รียนรู้ มจี ิตสาธารณะ

ด้านสมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น : การสนทนาพดู คุยแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ การสอ่ื สาร
 ความสามารถในการสื่อสาร
 ความสามารถในการคิด : การใชก้ ระบวนคดิ ในการเรียนร้แู ละการทำงาน
 ความสามารถในการแก้ปญั หา
: การแกป้ ัญหาจากสถานการณท์ ่คี รกู ำหนดและ
ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
: การใช้ความรู้ไปใชใ้ นชวี ิตอยา่ งเป็นประโยชน์
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เพ่ือความปลอดภยั
: สบื ค้นข้อมูลจากแหลง่ เรยี นรู้โดยใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศ

ดา้ นคณุ ลักษณะของผเู้ รยี นตามหลักสตู รมาตรฐานสากล

เป็นเลิศวชิ าการ สื่อสารสองภาษา ลำ้ หน้าทางความคิด

ผลิตงานอยา่ งสร้างสรรค์ ร่วมกันรบั ผิดชอบตอ่ สังคมโลก

25

บูรณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ความพอประมาณ...(ไมม่ าก ไม่นอ้ ย ไมเ่ บียดเบยี นตนเองและผ้อู น่ื ).......................................................
ความมีเหตุผล...(มเี หตุผลของผลการกระทำทคี่ าดว่าจะไดร้ ับอยา่ งรอบคอบ)........................................
มภี ูมคิ มุ้ กนั ในตัวทดี่ ี...(เตรียมตวั รบั ผลกระทบ/การเปลีย่ นการในอนาคต)..............................................
ความร้.ู ..(รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวงั )...................................................................................................
คณุ ธรรม..(ซอื่ สัตยส์ จุ รติ ขยันอดทน สติปญั ญา แบ่งปนั )......................................................................

(หมายเหตุ ในแตล่ ะด้านไม่จำเป็นต้องมีครบทกุ ข้อในทุกแผนการจัดการเรยี นรู้)

ด้านการอ่าน เขยี น คิดวิเคราะห์
 การอ่าน : การอา่ นใบความรู้ ใบงาน การสืบค้นความร้เู พ่ิมเติม

การคดิ วิเคราะห์ : การคดิ แกป้ ัญหา คดิ สรา้ งสรรค์ คดิ อย่างมีวจิ ารณญาณ คิดคล่อง คดิ ยดื หยุน่

การวิเคราะหน์ ำความร้ไู ปใช้ในชวี ติ ประจำวนั
 การเขียน : การทำแบบฝกึ หดั ใบงาน สรุปความรู้ทไี่ ด้

การบรู ณาการ

บรู ณาการภายในกลุ่มสาระการเรยี นรู้ กับ รายวชิ า........................................................................

บรู ณาการข้ามกลุ่มสาระการเรยี นรู้ ระบุ........................................................................................

บูรณาการกับหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ดา้ น

3 หว่ งทางสายกลาง คือ พอประมาณ มีเหตผุ ล มีภมู คิ ุ้มกนั ทด่ี ีในตนเอง

2 เงื่อนไข มีคณุ ธรรม  มคี วามรู้

บรู ณาการกับประชาคมอาเซียน ในสาระสำคัญ (Theme) ต่อไปน้ี

การร้จู กั อาเซยี น

การตระหนักถึงคณุ ค่าของอัตลกั ษณ์และความหลากหลาย

การเชอ่ื มโยงโลกและทอ้ งถิ่น

การส่งเสริมความเสมอภาคและความยตุ ธิ รรม

การทำงานรว่ มกนั เพือ่ อนาคตทยี่ ่งั ยืน

ชนิ้ งาน/ภาระงาน
- ใบกจิ กรรม

กิจกรรมการเรียนการสอน
ขน้ั นำ

7) ครแู ละนักเรยี นดูภาพในบทเรยี น และร่วมกนั อภปิ รายตอบคำถามกอ่ นเขา้ บทเรียน
8) ครูตรวจสอบความรู้เดิมของนักเรียนเรื่อง กระจกเงาโค้ง การเกิดภาพสะท้อน ตามความเข้าใจ

ของนักเรียน

26

ขนั้ สอน

1) ข้นั สรา้ งความสนใจ

5) ครกู ระต้นุ ความสนใจของนักเรียนโดยใช้คำถาม ดังต่อไปนี้

- ครูลองให้นักเรียนส่องกระจก และสอ่ งใบหน้าตนเองกับวัตถุทส่ี ามารถสะท้อนได้ และให้
นกั เรยี นลองบอกวา่ ภาพท่เี กดิ ขึ้นมีลักษณะอย่างไร

- ในบางคร้งั นักเรยี นอาจเคยได้ยินว่ากระจกที่ใชใ้ นการแต่งตัวบางบานทำใหเ้ หน็ ภาพของ

ตนเองผอมลง อว้ นขน้ึ เตย้ี ลง หรือสูงขน้ึ นักเรยี นคิดวา่ เหตกุ ารณ์ดงั กลา่ วเปน็ ไปได้

หรือไม่ (ให้นักเรียนช่วยกนั แสดงความคดิ เห็น)

- นักเรยี นเคยสงั เกตไหมว่าเวลาที่เราสอ่ งไฟฉายออกไป แสงของไฟฉายจะมกี ารกระจาย

ตัวของแสงท่มี ากกว่ากระบอกไฟฉาย นักเรียนคิดว่าเกยี่ วข้องกับการใชก้ ระจกเวา้

กระจกนนู หรือไม่ อย่างไร (ใหน้ กั เรยี นชว่ ยกนั แสดงความคดิ เหน็ )

2) ขั้นสำรวจและค้นหา

10) ครูใชค้ ำถามกระตุ้นความสนใจของนักเรยี นเข้าสู่กจิ กรรมที่ 3.5 เรื่อง การสะทอ้ นของแสงจาก
แผน่ สะท้อนแสงผวิ โค้งเปน็ อย่างไร โดยใชค้ ำถาม ดงั นี้
- ถ้าเราฉายแสงไปท่ีกระจกเว้าและกระจกนูน แสงท่ีสะท้อนออกมาจะมคี วามแตกตา่ งกนั
หรือไม่ อยา่ งไร

11) ครูมอบหมายใหน้ กั เรยี นแต่ละกล่มุ ปฏิบัตกิ ิจกรรมท่ี 3.5 โดยมีวิธกี าร ดงั นี้
- ใหน้ ักเรยี นฉายลำแสงขนาน 3 ลำแสงให้ตกกระทบกับผวิ โค้งเวา้ และผิวโค้งนนู
- จากนัน้ สังเกตการสะทอ้ นของแสงที่เกดิ ขึน้
- ลงข้อสรปุ และอภิปรายลกั ษณะของแสงท่ีสงั เกตได้

12) ครใู ช้คำถามกระต้นุ ความสนใจของนักเรยี นเข้าสู่กิจกรรมท่ี 3.6 เรอ่ื ง ภาพท่ีเกิดจากกระจกเงา
โคง้ เปน็ อย่างไร โดยมีวิธีการ ดงั นี้
- ใหน้ ักเรียนใช้แผน่ พลาสติกสะทอ้ นแสง ผวิ ราบหรือแผน่ โลหะสะท้อนแสงผิวราบสอ่ งดู
ภาพใบหนา้ ของตนเอง จากน้ันบิดแผน่ พลาสตกิ หรือแผน่ โลหะให้โค้งงอเล็กน้อย สงั เกต
ภาพที่เกดิ ข้ึน พร้อมใช้คำถามกระตุ้นความสนใจ

13) ครมู อบหมายใหน้ กั เรียนแตล่ ะกลุม่ ปฏิบตั กิ ิจกรรมที่ 3.6 โดยมวี ิธีการ ดงั นี้
- ให้นกั เรยี นนำกระจกเงาเวา้ สอ่ งดใู บหนา้ ของตนเอง จากน้ันวางเทยี นไขไว้หนา้
กระจกเงาเว้าทร่ี ะยะตา่ ง ๆ สังเกตภาพทเี่ กิดข้ึนในกระจกและบนฉาก
- ใหน้ กั เรยี นนำกระจกเงาเวา้ ส่องดใู บหนา้ ของตนเอง จากนั้นวางเทียนไขไวห้ น้า
กระจกนนู ทร่ี ะยะตา่ ง ๆ สังเกตภาพที่เกิดขน้ึ ในกระจกและบนฉาก
- บันทกึ ผลการทดลอง

27

3) ขัน้ อธิบายและลงข้อสรุป
3) นกั เรยี นและครรู ว่ มกันอภปิ รายและหาข้อสรปุ จากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม 3.5 ดงั น้ี
- เมื่อฉายแสงขนานให้ตกกระทบแผ่นสะท้อนแสงผวิ โค้งเวา้ แสงสะท้อนจะไปรวมกันท่ีจุด
จุดหนึ่ง ในขณะที่เมื่อฉายแสงขนานใหต้ กกระทบผิวโคง้ นนู แสงสะท้อนจะกระจายออก
แต่เมื่อต่อแนวแสง สะท้อนออกไปด้านหลังแผ่นสะท้อนแสงผิวโค้งนูนแนวแสงที่ต่อ
ออกไปจะไปรวมกันท่จี ดุ จดุ หนง่ึ
- กระจกเงาเว้าเป็นกระจกเงาที่ใช้ผิวโค้งเว้าเป็นผิวสะท้อนแสง ส่วนกระจกเงานูนเป็น
กระจกเงาทใ่ี ชผ้ ิวโคง้ นูนเปน็ ผวิ สะท้อนแสง
- ถ้าลำแสงขนานกับแกนมขุ สำคัญตกกระทบกระจกเงาเว้า แสงสะท้อนจะไปรวมกันท่จี ุด
จดุ หน่งึ เรียกวา่ จดุ โฟกัส
- ถ้าลำแสงขนานตกกระทบกระจกเงานูน แสงสะท้อนจะกระจายออก โดยแนวของแสง
สะทอ้ นท่ีต่อ ออกไปด้านหลงั ของกระจกจะตดั กันที่จุดจดุ หน่งึ เรียกว่าจดุ โฟกสั เสมอื น
4) นกั เรยี นและครรู ว่ มกันอภิปรายและหาขอ้ สรปุ จากการปฏิบัติกิจกรรม 3.6 ดงั น้ี
- เมื่อวางวัตถุไว้หน้ากระจกเงาเว้าและกระจกเงานูน ภาพของวัตถุจะ เปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับ
ตำแหน่งของวัตถุ โดยภาพของวัตถุจากกระจกเงาเว้ามีทั้งภาพหัวตั้งและหัวกลับ ขนาด
ใหญ่กว่า เท่ากับ หรือเลก็ กว่าวัตถุ และมที ง้ั ท่ปี รากฏบนฉากและไม่ปรากฏบนฉาก
- ส่วนภาพจากกระจกเงานูนเป็นภาพหัวตั้งใน กระจกซึ่งมีขนาดเล็กกว่าวัตถุเสมอและไม่
ปรากฏบนฉาก

4) ข้นั ขยายความรู้
2) ครอู ธิบายการเกิดภาพของกระจกเวา้ และกระจกนนู
3) ครูอธบิ ายเพ่มิ เตมิ เพ่อื ให้นกั เรยี นเกิดความเข้าใจท่ีถูกตอ้ งหากนักเรียนมขี ้อสงสยั

5) ขนั้ ประเมนิ
3) ครใู หน้ กั เรียนแตล่ ะคนพจิ ารณาวา่ จากหวั ขอ้ ทีเ่ รยี นมาและการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม มสี ว่ นใดบา้ งท่ียังไม่
เขา้ ใจหรือยังมีข้อสงสยั ถ้ามคี รชู ่วยอธบิ ายเพิม่ เตมิ ให้นกั เรยี นเข้าใจ
4) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใดและได้มีการแก้ไข
อยา่ งไรบ้าง

ขั้นสรปุ
7) ครสู รุปความเข้าใจเนือ้ หาจากกจิ กรรมท่ี 3.5

- กระจกเงาเว้าเป็นกระจกเงาที่ใช้ผวิ โค้งเว้าเป็นผิวสะท้อนแสง สว่ นกระจกเงานนู เปน็
กระจกเงาที่ใชผ้ ิวโคง้ นนู เป็นผิว สะท้อนแสง ถา้ ลำแสงขนานกับแกนมขุ สำคัญตก
กระทบกระจกเงาเวา้ แสงสะท้อนจะไปรวมกันที่จดุ จดุ หน่งึ เรียกว่า จุดโฟกัส และถ้า
ลำแสงขนานตกกระทบกระจกเงานูน แสงสะท้อนจะกระจายออก โดยแนวของแสง
สะทอ้ นทตี่ ่อ ออกไปดา้ นหลังของกระจกจะตดั กันท่จี ุดจุดหนึ่ง เรียกวา่ จุดโฟกัสเสมือน

8) ครสู รปุ ความเขา้ ใจเนือ้ หาจากกิจกรรมที่ 3.6
- ภาพของวัตถจุ ากกระจกเงาเว้ามีทง้ั ภาพหัวตงั้ และหัวกลบั ขนาดใหญ่กว่า เท่ากบั หรือ
เล็กกว่าวตั ถุ และมีทง้ั ทป่ี รากฏบนฉาก และไมป่ รากฏบนฉาก ท้งั นขี้ น้ึ อยู่กับตำแหน่ง
ของวตั ถุ ส่วนภาพจากกระจกเงานนู เป็นภาพหัวตั้งในกระจกซ่ึงมีขนาด

28

สื่อ/วสั ดุอปุ กรณ์/แหล่งเรียนรู้
24. ใบความรู้ที่ 9
25. หนงั สือเรียนรายวชิ าวิทยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน ชนั้ ม.3 เล่ม 1 สสวท.
26. Power point เร่อื ง การสะท้อนของแสง
27. แผน่ สะท้อนแสงผิวโค้ง 9 แผน่
28. หม้อแปลงไฟฟ้าโวลต์ตา่ํ 9 หมอ้
29. กลอ่ งแสงพรอ้ มหลอดไฟฟ้า 9 กลอ่ ง
30. สายไฟฟา้ 18 เสน้
31. แผ่นช่องแสง 3 ช่อง 9 แผ่น
32. กระจกเงาเว้า ความยาวโฟกสั 10 cm 9 บาน
33. กระจกเงานนู ความยาวโฟกสั 10 cm 9 บาน
34. เทียนไข 18 เล่ม
35. ไม้ขดี ไฟ 1 กลอ่ ง
36. ดินนำ้ มนั 2 กอ้ น
37. ฉากขาว เช่น กระดาษ A4 กระดาษไข 9 แผ่น

การวดั ผลและประเมินผลการเรียนรู้ สิ่งที่วัด เครื่องมอื เกณฑก์ าร
สง่ิ ทต่ี ้องการวดั ประเมนิ

พทุ ธิพิสยั : ผา่ นรอ้ ยละ 60
ข้นึ ไป
ขนั้ ที่ 1 ความรูความจำ - อธบิ ายสมบตั ิของ ใบกจิ กรรมท่ี 3.5
ใบกิจกรรมท่ี 3.6 ผา่ นร้อยละ 60
ความสามารถทางสมองของผู้เรยี นใน กระจกเงาเวา้ และ ขน้ึ ไป

การรบั รู้ หรือดา้ นความรู้ความคดิ กระจกเงานนู ผ่านรอ้ ยละ 60
ขน้ึ ไป
ขั้นท่ี 2 ความเข้าใจ

ความสามารถทางสมองของผู้เรียนใน - อธิบายลักษณะของการ ใบกจิ กรรมที่ 3.6

การเรยี นรู้ จำและส่ือสาร ความรูน้ ัน้ เกดิ ภาพและ

ออกมาได้อย่างถูกตอ้ ง เปรยี บเทียบขนาด

ทกั ษะพิสยั : ขัน้ ที่ 4 การปฏบิ ัติงาน

ปฏบิ ัติงานไดด้ ว้ ยความเชื่อมั่นใน - เขียนแสดงภาพทเี่ กิดข้นึ ใบกจิ กรรมที่ 3.6

ตนเอง ของกระจกเงาเวา้ และ

กระจกเงานูน

จติ พสิ ยั : ข้ันที่ 2 การตอบสนอง

ความเตม็ ใจทจี่ ะตอบสนองต่อส่ิงที่ - สามารถบอกการ ใบกิจกรรมที่ 3.5

รับรู้ ประยกุ ต์ใช้กระจกเงา

เว้าและกระจกเงานูน

29

บันทึกหลังการสอน
ผลการจดั การเรียนการสอน
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ปญั หา/อุปสรรค
............................................................................................................................. .................................................
...................................................... ................................................................................................... .....................
............................................................................................................................. .................................................
แนวทางแก้ไข
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
.............................................................................................................. ................................................................

ลงช่อื (ผบู้ ันทึก)
(นางนิตยา คนชุม)

ความเห็นหัวหนา้ กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ ความเหน็ รองฯฝา่ ยบริหารงานวชิ าการ
และเทคโนโลยี
……………………………......…….................…..…… ........................................................................
......................................................................... ........................................................................
......................................................................... ........................................................................

ลงชอื่ ลงชอ่ื
( นางสาวแสงเทียน ศรที องสขุ ) (นายเฉลมิ พล คนชุม)

ความเห็นผู้อำนวยการ
........................................................................
........................................................................
........................................................................

ลงชอ่ื
(นายชาตรี อคั รสขุ บุตร)

ผูอ้ ำนวยการโรงเรียนหนองก่ีพิทยาคม

30

แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 10

รหสั วิชา ว23101 รายวิชาวิทยาศาสตร์ 5
ระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 1
หนว่ ยการเรียนที่ 3 คลื่นและแสง เวลา 22 ชว่ั โมง
เร่ือง การหกั เหของแสง เวลา 3 ช่ัวโมง
ช่ือผูส้ อน นางนิตยา คนชุม

เปา้ หมายการเรียนรู้

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลงั งาน การเปลี่ยนแปลงและการถา่ ยโอนพลังงาน
ปฏิสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณท์ ่ีเก่ยี วข้อง
กับเสยี ง แสง และคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟ้า รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตวั ช้วี ัด (สำหรับรายวิชาพ้ืนฐาน)
ว 2.3 ม.3/15 อธิบายการหกั เหของแสงเม่ือผ่านตัวกลางโปรง่ ใสทแ่ี ตกต่างกัน และอธิบายการ
กระจายแสงของแสงขาวเมื่อผา่ นปรซิ ึมจากหลกั ฐานเชิงประจักษ์

สาระสำคญั
การหักเหของแสง (Refraction) เกิดจากการท่แี สงเคลอ่ื นท่ีผ่านตวั กลางที่มคี วามหนาแน่นตา่ งกัน

เป็นผลทำใหท้ ศิ ทางของแสงเปลย่ี นแปลงไปดว้ ย ซง่ึ ในขณะทีแ่ สงเกิดการหักเหก็จะเกิดการสะท้อนของแสงขน้ึ
พรอ้ ม ๆ กนั เมื่อแสงเดินทางผ่านวตั ถุหรอื ตัวกลางโปร่งใส เชน่ อากาศ แก้ว น้ำ พลาสติกใส แสงจะสามารถ
เดินทางผ่านได้เกือบหมด เมื่อแสงเดินทางผ่านตัวกลางชนิดเดยี วกัน แสงจะเดนิ ทางเป็นเสน้ ตรงเสมอ แต่ถา้
แสงเดนิ ทางผา่ นตัวกลางหลายตัวกลางแสงจะเกิดการหกั เห

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ (จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมเพื่อให้บรรลุตามตวั ชีว้ ดั )
ดา้ นพทุ ธิพสิ ัย
15. อธิบายกฎการหักเหของแสง
16. อธิบายความสมั พนั ธ์ระหว่างมุมตกกระทบและมุมหกั เห
17. อธิบายการกระจายแสงขาวเมือ่ ผ่านปริซมึ
ดา้ นทกั ษะพิสัย
18. สังเกตภาพการหกั เหของแสงเมื่อแสงผ่านตัวกลางชนิดต่าง ๆ
ดา้ นจิตพิสัย
19. นักเรียนสามารถบอกการประยกุ ต์ใช้การหกั เหของแสงได้

31

สาระการเรียนรู้

ด้านความรู้ (Knowledge)

- เม่ือแสงเดินทางผา่ นวัตถุหรือตัวกลางโปร่งใส เช่น อากาศ แกว้ น้ำ พลาสตกิ ใส แสงจะสามารถ

เดินทางผ่านได้เกือบหมด เมื่อแสงเดนิ ทางผา่ นตัวกลางชนดิ เดยี วกนั แสงจะเดินทางเป็นเสน้ ตรง

เสมอแต่ถ้าแสงเดินทางผา่ นตัวกลางหลายตวั กลางแสงจะเกดิ การหักเห

- มุมตกกระทบ คือ มมุ ระหว่างรงั สีตกกระทบกับเสน้ ปกติทลี่ ากผา่ นจุดตกกระทบบนผิววัตถุ

- มุมหกั เห คือ มุมระหว่างรังสีหักเหกบั เส้นปกติท่ีลากผา่ นจุดตกกระทบบนผวิ วตั ถุ

ดา้ นทักษะ/กระบวนการ (Process)

- สงั เกตและวัดมมุ ตกกระทบและมมุ หักเห

- สังเกตการณ์สะท้อนกลบั หมดของแสง

- สังเกตการกระจายของแสงผา่ นปรซิ มึ

ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude)

รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ อยอู่ ย่างพอเพยี ง ซ่ือสัตย์สจุ รติ

 มงุ่ มนั่ ในการทำงาน  มีวินัย รกั ความเปน็ ไทย

 ใฝ่เรยี นรู้ มจี ิตสาธารณะ

ดา้ นสมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน : การสนทนาพดู คุยแลกเปลยี่ นความคดิ เห็น การส่ือสาร
 ความสามารถในการส่ือสาร
 ความสามารถในการคดิ : การใช้กระบวนคิดในการเรยี นรแู้ ละการทำงาน
 ความสามารถในการแกป้ ัญหา
: การแกป้ ัญหาจากสถานการณ์ทค่ี รูกำหนดและ
ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต การแกป้ ญั หาเฉพาะหน้า
: การใชค้ วามรู้ไปใชใ้ นชีวิตอย่างเปน็ ประโยชน์
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เพื่อความปลอดภยั
: สืบค้นข้อมูลจากแหลง่ เรียนรโู้ ดยใชเ้ ทคโนโลยี
สารสนเทศ

ดา้ นคณุ ลกั ษณะของผ้เู รียนตามหลกั สูตรมาตรฐานสากล

เป็นเลิศวิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด

ผลิตงานอยา่ งสร้างสรรค์ ร่วมกันรบั ผิดชอบต่อสังคมโลก

บูรณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ความพอประมาณ...(ไมม่ าก ไม่น้อย ไมเ่ บยี ดเบยี นตนเองและผู้อ่นื ).......................................................
ความมเี หตผุ ล...(มีเหตุผลของผลการกระทำที่คาดวา่ จะได้รับอย่างรอบคอบ)........................................
มภี ูมิคมุ้ กันในตวั ที่ด.ี ..(เตรียมตัวรบั ผลกระทบ/การเปล่ียนการในอนาคต)..............................................
ความรู้...(รอบรู้ รอบคอบ ระมดั ระวงั )...................................................................................................
คุณธรรม..(ซอ่ื สตั ย์สุจริต ขยนั อดทน สตปิ ัญญา แบ่งปัน )......................................................................

(หมายเหตุ ในแตล่ ะด้านไม่จำเป็นตอ้ งมคี รบทุกข้อในทุกแผนการจัดการเรยี นรู้)

32

ดา้ นการอา่ น เขยี น คดิ วิเคราะห์
 การอา่ น : การอ่านใบความรู้ ใบงาน การสบื คน้ ความรู้เพม่ิ เตมิ

การคิดวิเคราะห์ : การคิดแก้ปัญหา คิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมวี จิ ารณญาณ คิดคลอ่ ง คิดยดื หยุ่น

การวเิ คราะห์นำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวนั
 การเขยี น : การทำแบบฝกึ หดั ใบงาน สรุปความรทู้ ่ไี ด้

การบรู ณาการ

บรู ณาการภายในกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ กบั รายวิชา........................................................................

บูรณาการข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ระบุ........................................................................................

บูรณาการกบั หลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดา้ น

3 หว่ งทางสายกลาง คือ พอประมาณ มีเหตผุ ล มภี ูมคิ ุ้มกันท่ดี ีในตนเอง

2 เงื่อนไข มีคณุ ธรรม  มีความรู้

บรู ณาการกบั ประชาคมอาเซยี น ในสาระสำคญั (Theme) ต่อไปนี้

การรู้จกั อาเซียน

การตระหนักถงึ คุณคา่ ของอัตลกั ษณ์และความหลากหลาย

การเช่อื มโยงโลกและทอ้ งถ่นิ

การสง่ เสรมิ ความเสมอภาคและความยตุ ิธรรม

การทำงานร่วมกนั เพ่อื อนาคตที่ยงั่ ยนื

ชนิ้ งาน/ภาระงาน
- ใบกิจกรรม

กิจกรรมการเรียนการสอน
ขั้นนำ

9) ครแู ละนักเรียนดภู าพในบทเรยี น และร่วมกนั อภิปรายตอบคำถามก่อนเข้าบทเรียน
10) ครสู าธติ กิจกรรมการมองเห็นภาพลูกศรทเ่ี ปลี่ยนไปเมื่อมองผ่านน้ำและแกว้ นำ้ จากนนั้ ใหน้ ักเรียน

อ่านเนื้อหานำ เรื่อง นักเรียนร่วมกันอภิปรายโดยใช้คำถามในหนังสือเรียน (นักเรียนตอบตาม
ความเขา้ ใจ)
11) ครทู บทวนความรเู้ ดิมของนักเรยี นเร่อื ง ตวั กลางโปรง่ ใส ตัวกลางโปรง่ แสง วัตถทุ ึบแสง

33

ขน้ั สอน

1) ขั้นสร้างความสนใจ

6) ครกู ระตุ้นความสนใจของนักเรยี นโดยวธิ ีการ ดงั ตอ่ ไปน้ี

- ครสู าธิตการหกั เหของแสงโดยฉายแสงใหเ้ คล่ือนทผี่ ่านจากอากาศเข้าไปใน แท่งพลาสติก
ให้นักเรยี นสงั เกตแนวการเคล่ือนทขี่ องแสง จากน้นั ให้ นกั เรยี นอ่านเนื้อหาในหนังสอื
เรยี นหนา้ 134 เพื่อใหน้ ักเรียนรู้จกั รังสี ตกกระทบ เส้นแนวฉาก รงั สหี ักเห มุมตก
กระทบ และมุมหักเห

2) ข้นั สำรวจและค้นหา
14) ครูใช้คำถามกระตุ้นความสนใจของนักเรยี นเข้าสู่กิจกรรมท่ี 3.7 เรื่อง มมุ หักเหมีความสมั พันธ์กับ
มุมตกกระทบ อย่างไร โดยอาจใชค้ ำถามกระตุ้นความสนใจ ดังนี้
- นกั เรียนคิดว่าเม่ือแสงเกิดการหักเห มมุ ตกกระทบและมมุ หักเหทีเ่ กิดขึน้ มีความสัมพันธ์
กันหรือไม่อย่างไร
- นกั เรียนคดิ ว่าปัจจัยใดทำให้เกิดการหักเหของแสง
15) ครมู อบหมายใหน้ กั เรยี นแต่ละกลุม่ ปฏิบัตกิ จิ กรรมท่ี 3.7 โดยมีวธิ กี าร ดงั น้ี
- ใหน้ กั เรียนฉายแสงให้ตกกระทบแทง่ พลาสติกสี่เหล่ยี ม วัดมมุ ตกกระทบและมุมหักเห
เม่อื แสงเคลื่อนทีจ่ ากอากาศเข้าสูแ่ ทง่ พลาสติกและจากแท่งพลาสติกออกส่อู ากาศ
- ให้นักเรยี นออกแบบการทดลอง ออกแบบตารางบนั ทึกผลการทดลอง ระบุตวั แปรที่
เก่ยี วข้อง และดำเนินการทดลองเพื่ออธบิ ายความสัมพนั ธ์ระหวา่ งมุมตกกระทบและมมุ
หักเหของการหักเหของแสง
16) ครูใช้คำถามกระตุ้นความสนใจของนักเรียนเข้าสู่กิจกรรมที่ 3.8 เรือ่ ง การสะทอ้ นกลับหมดของ
แสงเปน็ อยา่ งไร โดยใช้คำถาม ดงั นี้
- เมอ่ื แสงเคลอื่ นท่จี ากตวั กลางที่มอี ัตราเรว็ แสงนอ้ ยไปยังตวั กลางทม่ี ีอตั ราเร็วแสงมาก
รังสีหักเหจะเบนออกจากเส้นแนวฉากทำให้ มุมหักเหมีค่ามากกว่ามุมตกกระทบ
นกั เรยี นคดิ ว่าจะเกิดอะไรขึน้ ถ้าเพิ่มขนาดของมุมตกกระทบใหม้ ากข้นึ เรื่อย ๆ
17) ครูมอบหมายใหน้ กั เรยี นแตล่ ะกลุม่ ปฏิบัติกจิ กรรมที่ 3.8 โดยมวี ิธกี าร ดังนี้
- ใหน้ ักเรียนฉายแสงให้ตกกระทบจดุ ศนู ย์กลางความโค้งของแทง่ พลาสติกคร่งึ วงกลม
เพิ่มขนาดของมุมตกกระทบจนมมุ หกั เหมีขนาด 90 องศา จากน้นั เพ่ิมขนาดของมมุ ตก
กระทบให้มากขนึ้ อกี
- ใหน้ กั เรียนบนั ทึกผลการทดลองที่สังเกตมมุ ตกกระทบและมมุ หักเห
18) ครูใชค้ ำถามกระตนุ้ ความสนใจของนักเรยี นเขา้ สู่กิจกรรมท่ี 3.9 เรื่อง การกระจายของแสงเป็น
อยา่ งไร ดังนี้
- เมอ่ื แสงเกิดการ หกั เหบริเวณรอยต่อระหวา่ งตวั กลาง 2 ชนิด ทำใหเ้ หน็ แนวการ
เคลื่อนท่ีของแสงเบนไปจากแนวการเคล่อื นทเ่ี ดิม นกั เรียนคิดวา่ แสงสตี ่างกันทมี่ คี วาม
ยาวคลน่ื แตกต่างกนั จะเกิดการหักเหเหมอื นหรือแตกตา่ งกันหรือไม่
19) ครมู อบหมายให้นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่ม ปฏิบตั ิกจิ กรรมท่ี 3.9 โดยมวี ธิ ีการ ดงั นี้
- ฉายแสงใหต้ กกระทบปริซึมสามเหลี่ยม สังเกตการหกั เหของแสงทเี่ กดิ ข้ึนและบนั ทึกผล

34

3) ขัน้ อธิบายและลงข้อสรุป
5) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรปุ จากการปฏิบตั ิกจิ กรรม 3.7 ดงั นี้
- เมือ่ แสงผา่ นจากอากาศเขา้ สแู่ ทง่ พลาสติกหรอื ผ่านออกจากแท่งพลาสติกสู่อากาศจะเกิด
การหักเหบริเวณรอยต่อระหว่าง อากาศและแท่งพลาสติก โดยเมื่อแสงเคลื่อนที่จาก
อากาศผ่านแท่งพลาสติก แสงจะเบนเข้าหาเส้นแนวฉากทำให้มุม หักเหมีค่าน้อยกว่ามุม
ตกกระทบ และเมื่อแสงเคลื่อนที่จากแท่งพลาสติกออกสู่อากาศ แสงจะเบนออกจาก
เส้นแนวฉากทำให้มุมหักเหมีค่ามากกว่ามุมตกกระทบ กล่าวคือเมื่อมุมตกกระทบมีค่า
เพิ่มข้นึ มมุ หกั เหจะมีค่าเพ่มิ ขนึ้
6) นกั เรียนและครูร่วมกนั อภิปรายและหาขอ้ สรุปจากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม 3.8 ดังน้ี
- เมอ่ื ฉายแสงใหเ้ คล่อื นท่ีจากแทง่ พลาสติกไปยังอากาศจะเกดิ การหกั เหโดย มุมหักเหจะมี
ค่ามากกว่ามุมตกกระทบ เมื่อเพิ่มขนาดของมุมตกกระทบให้มากขึ้น มุมหักเหก็จะ
เพิ่มขึ้นด้วย จนกระทั่งมุมตกกระทบมีค่าค่าหนึ่งที่ทำให้มุมหักเหมีค่าเท่ากับ 90 องศา
และถ้าเพิ่มมุมตกกระทบให้มากขึ้นอีก แสงจะไม่หักเหออกสู่อากาศแต่จะสะท้อนกลับ
ในแท่งพลาสตกิ ครึง่ วงกลมน้นั
7) นักเรยี นและครูรว่ มกนั อภิปรายและหาข้อสรุปจากการปฏบิ ัติกจิ กรรม 3.9 ดังนี้
- เมอื่ ฉายแสงเข้าสปู่ รซิ ึมแสงจะเกดิ การหักเห 2 คร้งั โดยครัง้ แรกเกิดเมอ่ื แสงเคลอื่ นที่จาก
อากาศ เข้าส่ปู รซิ มึ และครั้งท่ีสองเม่ือแสงเคลื่อนที่จากปริซึมออกสู่อากาศ ทำให้เกิดการ
กระจายของแสงเป็นแสงสีต่าง ๆ เรียกว่าสเปกตรัมของแสง เนื่องจากแสงแต่ละสี
เคลื่อนที่ในปริซึมด้วยอัตราเร็วที่แตกต่างกันจึงหักเหไม่เท่ากันจนแยก ออกจากกัน เรา
สามารถใชค้ วามรู้เร่อื งการกระจายแสงไปอธบิ ายปรากฏการณท์ างธรรมชาติได้ เช่น การ
เกดิ ร้งุ

4) ขัน้ ขยายความรู้
4) ครูอธบิ ายเพิ่มเตมิ เพอ่ื ใหน้ ักเรยี นเกดิ ความเขา้ ใจท่ถี กู ตอ้ งหากนักเรียนมขี ้อสงสยั

5) ข้ันประเมิน
5) ครูใหน้ กั เรยี นแตล่ ะคนพิจารณาวา่ จากหัวข้อท่เี รียนมาและการปฏิบัตกิ จิ กรรม มสี ่วนใดบา้ งที่ยังไม่
เขา้ ใจหรือยงั มีขอ้ สงสยั ถ้ามคี รูชว่ ยอธิบายเพิ่มเตมิ ใหน้ กั เรียนเขา้ ใจ
6) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใดและได้มีการแก้ไข
อยา่ งไรบ้าง

35

สือ่ /วสั ดุอุปกรณ์/แหลง่ เรียนรู้

38. หนังสือเรยี นรายวชิ าวิทยาศาสตรพ์ ื้นฐาน ชน้ั ม.3 เล่ม 1 สสวท.
39. Power point เร่ือง การหักเหของแสง
40. หมอ้ แปลงไฟฟา้ โวลตต์ าํ่ 1 หมอ้
41. กล่องแสงพรอ้ มหลอดไฟฟ้า 1 กลอ่ ง
42. สายไฟฟา้ 2 เส้น
43. แผน่ ช่องแสง 1 ชอ่ ง 1 แผน่
44. แท่งพลาสตกิ รปู ส่เี หลี่ยม 1 อัน
45. แท่งพลาสตกิ รูปครึ่งวงกลม 1 แท่ง
46. ปริซึมสามเหลี่ยม 1 อนั
47. กระดาษขาว 1 แผ่น
48. ไม้บรรทัด 1 อัน
49. ไม้บรรทัดวัดมมุ 1 อนั

การวดั ผลและประเมินผลการเรียนรู้

สงิ่ ทีต่ ้องการวดั ส่งิ ท่ีวัด เคร่อื งมือ เกณฑก์ าร

ประเมนิ

พทุ ธิพสิ ัย :

ข้ันที่ 1 ความรูความจำ - อธิบายความสัมพันธ์ ใบกิจกรรมที่ 3.7

ความสามารถทางสมองของผู้เรยี นใน ระหว่างมมุ ตกกระทบ

การรับรู้ หรอื ด้านความรู้ความคิด และมมุ หักเห ผา่ นรอ้ ยละ 60

ขน้ั ท่ี 2 ความเข้าใจ ขน้ึ ไป

ความสามารถทางสมองของผู้เรียนใน - อธบิ ายลักษณะของการ ใบกจิ กรรมที่ 3.8

การเรียนรู้ จำและสอ่ื สาร ความร้นู ัน้ สะท้อนกลับของแสง

ออกมาไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง

ทักษะพิสยั : ขั้นที่ 4 การปฏบิ ัตงิ าน

ปฏิบตั ิงานไดด้ ้วยความเชื่อมน่ั ใน - วัดมมุ ตกกระทบและมมุ ใบกจิ กรรมท่ี 3.7 ผา่ นรอ้ ยละ 60

ตนเอง หักเห ใบกิจกรรมที่ 3.8 ข้ึนไป

จิตพิสัย : ขัน้ ที่ 2 การตอบสนอง

ความเตม็ ใจทจ่ี ะตอบสนองต่อสิ่งที่ - นกั เรยี นรับรู้เรยี นรู้ ใบกิจกรรมท่ี 3.9

รบั รู้ เกี่ยวกับการกระจาย ผ่านรอ้ ยละ 60

ของแสงเม่ือแสงเกิดการ ข้นึ ไป

หักเหผ่านปรซิ มึ

36

บันทึกหลังการสอน
ผลการจดั การเรียนการสอน
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ปญั หา/อุปสรรค
............................................................................................................................. .................................................
...................................................... ................................................................................................... .....................
............................................................................................................................. .................................................
แนวทางแก้ไข
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
.............................................................................................................. ................................................................

ลงช่อื (ผบู้ ันทึก)
(นางนิตยา คนชุม)

ความเห็นหัวหนา้ กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ ความเหน็ รองฯฝา่ ยบริหารงานวชิ าการ
และเทคโนโลยี
……………………………......…….................…..…… ........................................................................
......................................................................... ........................................................................
......................................................................... ........................................................................

ลงชอื่ ลงชอ่ื
( นางสาวแสงเทียน ศรที องสขุ ) (นายเฉลมิ พล คนชุม)

ความเห็นผู้อำนวยการ
........................................................................
........................................................................
........................................................................

ลงชอ่ื
(นายชาตรี อคั รสขุ บุตร)

ผูอ้ ำนวยการโรงเรียนหนองก่ีพิทยาคม

37

แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 11

รหสั วชิ า ว23101 รายวิชาวิทยาศาสตร์ 5
ระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรยี นที่ 1
หนว่ ยการเรียนที่ 3 คลืน่ และแสง เวลา 22 ช่วั โมง
เร่ือง การหักเหของแสง เวลา 3 ชัว่ โมง
ชื่อผู้สอน นางนติ ยา คนชมุ

เปา้ หมายการเรยี นรู้

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ยี นแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสมั พันธร์ ะหวา่ งสสารและพลงั งาน พลังงานในชวี ิตประจำวนั ธรรมชาตขิ องคลนื่ ปรากฏการณท์ เ่ี กย่ี วข้อง
กบั เสยี ง แสง และคล่นื แม่เหล็กไฟฟา้ รวมท้ังนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตัวช้ีวัด (สำหรับรายวิชาพ้นื ฐาน)
ว 2.3 ม.3/16 เขยี นแผนภาพการเคลอื่ นทีข่ องแสงแสดงการเกดิ ภาพจากเลนส์บาง

สาระสำคญั
เลนส์บาง คือ ตัวกลางโปร่งแสง สามารถให้แสงผ่านไปได้ สามารถรวมแสงหรือกระจายแสงได้โดย

หลักการหกั เหของแสง มีผิวหน้าเป็นผวิ โค้ง เปน็ เลนส์ทมี่ ีความหนาน้อยเมอื่ เทยี บกบั ระยะวัตถุ ระยะภาพ และ
รัศมีความโค้งของทรงกลม เลนส์แบง่ ออกเปน็ สองชนดิ คือ เลนส์นูน (Convex lens) กับเลนส์เวา้ (Concave
lens)

จุดประสงค์การเรียนรู้ (จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรมเพอ่ื ให้บรรลุตามตวั ชี้วดั )
ดา้ นพุทธิพสิ ยั
20. อธิบายการหกั เหของแสงขนานทีผ่ า่ นเลนสน์ นู และเลนสเ์ วา้
ดา้ นทกั ษะพสิ ยั
21. สังเกตและบรรยายภาพท่ีเกดิ จากเลนส์นนู
ดา้ นจิตพสิ ยั
22. นักเรียนสามารถบอกการประยกุ ต์การใช้เลนส์นนู และเลนส์เว้าในชวี ิตประจำวันได้

38

สาระการเรียนรู้

ด้านความรู้ (Knowledge)

- เลนสน์ นู คอื เลนสท์ ่ีมีตรงกลางหนากว่าตรงขอบเสมอ เมื่อลำแสงส่องขนานเขา้ หาเลนส์จะทำให้

รงั สตี บี เขา้ หากัน และตดั กัน ทจ่ี ดุ โฟกัสจรงิ (Real focus)

- เลนส์เว้า คอื เลนสท์ ีม่ ีตรงกลางบางกว่าตรงขอบเสมอ เมื่อลำแสงสอ่ งขนานเขา้ หาเลนส์ทำใหร้ ังสี

ถ่างออกจากกนั ละจะไปตดั กันที่จดุ โฟกสั เสมือน (Virtual focus)

ด้านทักษะ/กระบวนการ (Process)

- สงั เกตและบรรยายภาพทีเ่ กิดจากเลนส์นูน

ดา้ นคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude)

รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ อยู่อยา่ งพอเพยี ง ซื่อสัตยส์ ุจรติ

 มงุ่ มนั่ ในการทำงาน  มีวินัย รักความเป็นไทย

 ใฝเ่ รียนรู้ มจี ติ สาธารณะ

ด้านสมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน : การสนทนาพูดคุยแลกเปลยี่ นความคิดเหน็ การสื่อสาร
 ความสามารถในการส่ือสาร
 ความสามารถในการคดิ : การใช้กระบวนคิดในการเรียนร้แู ละการทำงาน
 ความสามารถในการแกป้ ญั หา
: การแก้ปัญหาจากสถานการณท์ ่คี รกู ำหนดและ
ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ การแกป้ ญั หาเฉพาะหนา้
: การใช้ความรูไ้ ปใชใ้ นชวี ิตอยา่ งเปน็ ประโยชน์
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เพอื่ ความปลอดภัย
: สืบค้นข้อมูลจากแหลง่ เรียนร้โู ดยใชเ้ ทคโนโลยี
สารสนเทศ

ดา้ นคณุ ลกั ษณะของผเู้ รียนตามหลกั สูตรมาตรฐานสากล

เปน็ เลศิ วิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคดิ

ผลติ งานอย่างสร้างสรรค์ รว่ มกนั รับผดิ ชอบต่อสงั คมโลก

บูรณาการตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ความพอประมาณ...(ไมม่ าก ไมน่ ้อย ไม่เบยี ดเบยี นตนเองและผู้อน่ื ).......................................................
ความมีเหตผุ ล...(มเี หตุผลของผลการกระทำทค่ี าดว่าจะได้รบั อยา่ งรอบคอบ)........................................
มภี มู ิคมุ้ กนั ในตัวที่ด.ี ..(เตรยี มตวั รับผลกระทบ/การเปลยี่ นการในอนาคต)..............................................
ความรู.้ ..(รอบรู้ รอบคอบ ระมดั ระวงั )...................................................................................................
คุณธรรม..(ซื่อสัตยส์ ุจรติ ขยนั อดทน สตปิ ัญญา แบ่งปนั )......................................................................

(หมายเหตุ ในแต่ละด้านไม่จำเป็นตอ้ งมีครบทุกข้อในทุกแผนการจัดการเรยี นรู้)

39

ด้านการอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์
 การอา่ น : การอา่ นใบความรู้ ใบงาน การสบื ค้นความรเู้ พิ่มเติม

การคดิ วิเคราะห์ : การคิดแกป้ ัญหา คดิ สรา้ งสรรค์ คิดอยา่ งมวี จิ ารณญาณ คิดคลอ่ ง คดิ ยืดหยนุ่

การวเิ คราะห์นำความรู้ไปใชใ้ นชวี ิตประจำวนั
 การเขียน : การทำแบบฝึกหดั ใบงาน สรุปความรู้ทไี่ ด้

การบูรณาการ

บูรณาการภายในกลุม่ สาระการเรียนรู้ กับ รายวิชา........................................................................

บูรณาการข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ระบุ........................................................................................

บูรณาการกับหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ดา้ น

3 หว่ งทางสายกลาง คอื พอประมาณ มีเหตผุ ล มีภูมิคุ้มกนั ทดี่ ีในตนเอง

2 เงอื่ นไข มคี ุณธรรม  มคี วามรู้

บูรณาการกบั ประชาคมอาเซยี น ในสาระสำคัญ (Theme) ตอ่ ไปนี้

การร้จู กั อาเซียน

การตระหนักถงึ คณุ คา่ ของอัตลกั ษณแ์ ละความหลากหลาย

การเชอื่ มโยงโลกและทอ้ งถ่นิ

การสง่ เสริมความเสมอภาคและความยุติธรรม

การทำงานร่วมกันเพื่ออนาคตที่ยง่ั ยืน

ชน้ิ งาน/ภาระงาน
- ใบกิจกรรม

กิจกรรมการเรียนการสอน
ขนั้ นำ

12) ครแู ละนักเรียนดูภาพในบทเรยี น และรว่ มกนั อภิปรายตอบคำถามก่อนเขา้ บทเรียน
13) ครูทบทวนความรู้เดิมของนักเรียนเรื่อง การเดินทางของแสงผ่านกระจก หลังจากนั้นนำเข้าสู่

บทเรียนเรือ่ ง เลนสน์ นู และเลนส์เว้า

ข้นั สอน

1) ข้นั สร้างความสนใจ

7) ครกู ระตุ้นความสนใจของนักเรียนโดยวิธีการ ดังตอ่ ไปน้ี

- ครใู หน้ ักเรียนสงั เกตและทำความรจู้ ักกับเลนสน์ ูนและเลนส์เวา้ ของจรงิ พร้อมทั้งอ่าน
หนงั สอื เรยี นในหนา้ 150

- จากนนั้ ใชค้ ำถามกระต้นุ ความสนใจวา่ การหักเหของแสงผ่านเลนส์นูนและเลนส์เว้าจะมี
ลักษณะอยา่ งไร

40

2) ข้นั สำรวจและคน้ หา
20) ครใู ช้คำถามกระตุ้นความสนใจของนักเรยี นเขา้ สู่กิจกรรมที่ 3.10 เร่ือง การหักเหของแสงขนาน
เมอื่ ผ่านเลนสเ์ ปน็ อย่างไร โดยอาจใช้คำถามกระตนุ้ ความสนใจ ดงั นี้
- นกั เรยี นคดิ ว่าแสงของเลนส์นูนกบั เลนสเ์ ว้า มีความแตกตา่ งกันหรือไม่อยา่ งไร
- เมื่อแสงเดนิ ทางผา่ นเลนสแ์ ละกระจก จะมีความเหมือนหรือแตกต่างกนั หรือไม่อย่างไร
21) ครมู อบหมายให้นักเรียนแตล่ ะกลุม่ ปฏิบัติกิจกรรมที่ 3.10 โดยมีวธิ กี าร ดงั น้ี
- ใหน้ กั เรียนฉายแสงขนานใหต้ กกระทบเลนส์นูนและเลนส์เว้า สงั เกตการหักเหของแสงที่
เกิดขน้ึ พร้อมจดบันทึกผลการทดลอง
22) ครูใช้คำถามกระตนุ้ ความสนใจของนักเรียนเข้าสู่กจิ กรรมที่ 3.11 เรอื่ ง ภาพทีเ่ กดิ จากเลนส์นนู
เป็นอย่างไร โดยใชค้ ำถาม ดังน้ี
- ใหน้ ักเรียนใชแ้ วน่ ขยายส่องดูเสน้ ลายมอื ของ ตนเอง เลอื่ นแวน่ ขยายเขา้ และออกจากมือ
แล้วสงั เกตภาพทเ่ี กดิ ขน้ึ
- แวน่ ขยายเปน็ เลนส์นูนหรือเลนสเ์ วา้ ภาพเสน้ ลายมอื เม่ือมองผา่ นแวน่ ขยายแตกต่างจาก
เสน้ ลายมอื จริงอย่างไร

3) ขัน้ อธิบายและลงข้อสรุป
8) นกั เรยี นและครูร่วมกันอภิปรายและหาขอ้ สรุปจากการปฏิบัตกิ จิ กรรม 3.10 ดงั นี้
- เมื่อฉายแสงขนานกับเส้นตรงเส้นที่ 2 ให้ตกกระทบเลนส์นูน แสงจะหักเห ไปรวมกันที่
จุดจุดหนึ่งบนเส้นตรงที่ 2 หลังเลนส์ แต่ถ้าฉายแสงขนานกับเส้นตรงเส้นที่ 2 ให้ตก
กระทบเลนส์เว้า แสงหักเหกระจายออกจากกัน เมื่อต่อแนวรังสีหักเหจากเลนส์เว้า
แนวรงั สที ี่ตอ่ ออกไปจะตดั กันทตี่ ำแหน่งหน่ึงบน เส้นตรงที่ 2 หน้าเลนส์
9) นักเรียนและครูร่วมกนั อภิปรายและหาขอ้ สรุปจากการปฏิบตั ิกิจกรรม 3.11 ดังนี้
- เมอ่ื วางเทยี นไขไวท้ ต่ี ำแหนง่ ต่าง ๆ หน้าเลนสน์ นู ลักษณะของภาพเทียนไข ทม่ี องเหน็ จะ
ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเทียนไข ซึ่งอาจเป็นภาพหัวกลับที่ปรากฏบนฉากรับภาพที่มีทั้ง
ภาพขนาดใหญ่กว่า หรือเล็กกว่าเทียนไข หรืออาจเป็นภาพหัวตั้ง ขนาดใหญ่ซึ่งไม่
สามารถเกดิ บนฉากได้

4) ขน้ั ขยายความรู้
5) ครูอธิบายเพิ่มเตมิ เพือ่ ให้นกั เรยี นเกิดความเขา้ ใจทีถ่ ูกตอ้ งหากนกั เรียนมขี ้อสงสัย

5) ขั้นประเมิน
7) ครใู หน้ ักเรยี นแต่ละคนพจิ ารณาว่าจากหัวขอ้ ทเี่ รยี นมาและการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม มสี ่วนใดบ้างท่ียังไม่
เขา้ ใจหรือยังมีข้อสงสัย ถา้ มคี รชู ่วยอธิบายเพม่ิ เติมให้นักเรียนเข้าใจ
8) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใดและได้มีการแก้ไข
อยา่ งไรบา้ ง

41

ขัน้ สรุป

1. เลนสน์ นู มีลักษณะหนาบริเวณตรงกลางของเลนสแ์ ละบางตรงบรเิ วณขอบ เลนส์นูนทำหน้าทีร่ วมแสง
2. เลนส์เวา้ มลี กั ษณะบางตรงกลางของเลนส์และหนาตรงขอบ เลนสเ์ วา้ ทำหนา้ ที่กระจายแสง
3. ภาพจากเลนสเ์ กิดจากรังสหี กั เหตัดกันหรือต่อแนวรังสีให้ตัดกัน โดยถา้ รังสหี กั เหตดั กันจริงจะเกดิ

ภาพจริง แตถ่ ้าต่อแนวรังสหี กั เหให้ตัดกันจะเกิดภาพเสมอื น

สอ่ื /วสั ดุอุปกรณ/์ แหลง่ เรียนรู้

50. หนังสือเรยี นรายวิชาวทิ ยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน ชั้น ม.3 เลม่ 1 สสวท.
51. Power point เร่อื ง การหักเหของแสง
52. หมอ้ แปลงไฟฟา้ โวลต์ตํ่า 1 หม้อ
53. กล่องแสงพร้อมหลอดไฟฟา้ 1 กลอ่ ง
54. สายไฟฟา้ 2 เส้น
55. แผ่นชอ่ งแสง 3 ชอ่ ง 1 แผ่น
56. เลนส์นนู 1 อนั
57. เลนส์เวา้ 1 อนั
58. กระดาษขาว 1 แผ่น

การวดั ผลและประเมนิ ผลการเรยี นรู้ สิ่งที่วดั เคร่ืองมอื เกณฑก์ าร
สิง่ ทต่ี ้องการวัด ประเมิน
- อธบิ ายการหักเหของ
พุทธิพสิ ัย : แสงขนานทีผ่ ่านเลนส์ ใบกจิ กรรมท่ี 3.10 ผา่ นร้อยละ 60
ขั้นที่ 1 ความรูความจำ ข้ึนไป
ความสามารถทางสมองของผู้เรียนใน นนู และเลนส์เวา้
การรับรู้ หรอื ดา้ นความรู้ความคดิ

ทักษะพิสัย : ขั้นที่ 4 การปฏบิ ัติงาน - สังเกตภาพท่ีไดจ้ าก ใบกิจกรรมท่ี 3.11 ผ่านร้อยละ 60
ปฏบิ ตั ิงานได้ด้วยความเช่ือม่ันใน เลนส์นูน ข้ึนไป
ตนเอง
- สามารถนำความรู้ไป ใบกิจกรรมที่ 3.11 ผ่านร้อยละ 60
จติ พิสัย : ขั้นที่ 2 การตอบสนอง ใช้ไดใ้ นชวี ติ ประจำวนั ข้ึนไป
ความเตม็ ใจทจ่ี ะตอบสนองตอ่ ส่งิ ที่
รบั รู้

42

บันทึกหลังการสอน
ผลการจดั การเรียนการสอน
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ปญั หา/อุปสรรค
............................................................................................................................. .................................................
...................................................... ................................................................................................... .....................
............................................................................................................................. .................................................
แนวทางแก้ไข
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
.............................................................................................................. ................................................................

ลงช่อื (ผบู้ ันทึก)
(นางนิตยา คนชุม)

ความเห็นหัวหนา้ กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ ความเหน็ รองฯฝา่ ยบริหารงานวชิ าการ
และเทคโนโลยี
……………………………......…….................…..…… ........................................................................
......................................................................... ........................................................................
......................................................................... ........................................................................

ลงชอื่ ลงชอ่ื
( นางสาวแสงเทียน ศรที องสขุ ) (นายเฉลมิ พล คนชุม)

ความเห็นผู้อำนวยการ
........................................................................
........................................................................
........................................................................

ลงชอ่ื
(นายชาตรี อคั รสขุ บุตร)

ผูอ้ ำนวยการโรงเรียนหนองก่ีพิทยาคม

43

แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี 12

รหสั วชิ า ว23101 รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ 5
ระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นท่ี 1
หน่วยการเรยี นท่ี 3 คล่ืนและแสง เวลา 22 ช่วั โมง
เรื่อง ความสว่าง เวลา 3 ชั่วโมง
ชื่อผู้สอน นางนิตยา คนชมุ

เปา้ หมายการเรียนรู้

มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลงั งาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลงั งาน
ปฏสิ มั พันธ์ระหวา่ งสสารและพลังงาน พลังงานในชวี ติ ประจำวัน ธรรมชาติของคล่นื ปรากฏการณ์ทเ่ี กย่ี วข้อง
กบั เสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมท้ังนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตวั ช้ีวัด (สำหรับรายวิชาพื้นฐาน)

ว. 2.3 ม.3/17 อธิบายปรากฏการณ์ทเ่ี ก่ียวกับแสง และการทำงานของทัศนอปุ กรณ์จากขอ้ มูลท่ี
รวบรวมได้

ว 2.3 ม.3/19 อธิบายผลของความสว่างท่ีมีต่อดวงตาจากขอ้ มลู ที่ได้จากการสบื ค้น
ว. 2.3 ม.3/20 วดั ความสวา่ งของแสงโดยใช้อปุ กรณว์ ัดความสวา่ งของแสง
ว. 2.3 ม.3/21 ตระหนักในคุณค่าของความรู้เรื่องความสว่างของแสงที่มีต่อดวงตาโดยวิเคราะห์
สถานการณ์ปัญหาและเสนอแนะการจัดความสว่างให้เหมาะสมในการทำกจิ กรรมตา่ ง ๆ
สาระสำคัญ
แสงเป็นพลังงานรูปหนึ่ง และทำให้เกิดความสว่างบนพื้นที่ที่แสงตกกระทบ วัตถุที่ผลิตแสงได้ด้วย
ตัวเอง เรียกว่า แหล่งกำเนิดแสง เช่น ดวงอาทิตย์ เทียนไข และหลอดไฟฟ้า และปริมาณพลังงานแสงที่ส่อง
ออกมาจากแหล่งกำเนิดแสงใดๆ ต่อ หนึ่งหน่วยเวลา เรียกว่า อัตราการให้พลังงานแสงของแหล่งกำเนิดแสง
มีหนว่ ยเปน็ ลเู มน (lumen ; lm)
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ (จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรมเพอ่ื ใหบ้ รรลตุ ามตัวช้วี ดั )
ดา้ นพุทธิพิสยั
23. อธิบายปรากฏการณ์ทีเ่ ก่ยี วกับแสงและการทำงานของทัศนอุปกรณ์
24. อธบิ ายผลของความสว่างที่มีต่อดวงตา
ดา้ นทักษะพสิ ัย
25. นกั เรยี นสำรวจคา่ ความสวา่ งทเี่ หมาะสมตอ่ ดวงตา
26. นักเรยี นสามารถวดั ความสวา่ งของแสงโดยใชอ้ ุปกรณ์วดั ความสวา่ งของแสง
ดา้ นจติ พิสัย
27. นกั เรยี นตระหนกั ในคุณคา่ ของความร้เู ร่อื งความสว่างของแสงทมี่ ตี ่อดวงตา

44

สาระการเรยี นรู้
ด้านความรู้ (Knowledge)

- แสงเป็นพลังงานรปู หน่ึง และทำใหเ้ กดิ ความสว่างบนพืน้ ท่ีท่ีแสงตกกระทบ วตั ถทุ ีผ่ ลติ แสงไดด้ ้วย
ตัวเอง เรียกวา่ แหล่งกำเนิดแสง เชน่ ดวงอาทติ ย์ เทยี นไข และหลอดไฟฟา้

- ปรมิ าณพลงั งานแสงทสี่ ่องออกมาจากแหลง่ กำเนิดแสงใดๆ ตอ่ หนงึ่ หนว่ ยเวลา เรยี กวา่ อัตรา
การใหพ้ ลังงานแสงของแหลง่ กำเนดิ แสง มีหน่วยเป็น ลเู มน(lumen ; lm)

ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (Process)
- นกั เรียนสำรวจคา่ ความสว่างที่เหมาะสมตอ่ ดวงตา
- นกั เรยี นสามารถวัดความสว่างของแสงโดยใช้อุปกรณ์วดั ความสว่างของแสง

ดา้ นคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ (Attitude)

รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่อู ยา่ งพอเพียง ซอ่ื สัตย์สจุ รติ
รกั ความเป็นไทย
 มุ่งมัน่ ในการทำงาน  มวี นิ ัย

 ใฝ่เรยี นรู้ มีจิตสาธารณะ

ดา้ นสมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รยี น : การสนทนาพูดคุยแลกเปลย่ี นความคิดเห็น การสอื่ สาร
 ความสามารถในการสอ่ื สาร
 ความสามารถในการคิด : การใช้กระบวนคดิ ในการเรยี นรแู้ ละการทำงาน
 ความสามารถในการแก้ปัญหา
: การแก้ปญั หาจากสถานการณ์ท่ีครกู ำหนดและ
ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ การแกป้ ัญหาเฉพาะหน้า
: การใช้ความรู้ไปใชใ้ นชีวติ อย่างเป็นประโยชน์
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เพอ่ื ความปลอดภยั
: สืบคน้ ข้อมลู จากแหลง่ เรยี นรโู้ ดยใชเ้ ทคโนโลยี
สารสนเทศ

ดา้ นคณุ ลักษณะของผูเ้ รียนตามหลกั สูตรมาตรฐานสากล

เปน็ เลิศวิชาการ สอ่ื สารสองภาษา ลำ้ หน้าทางความคิด

ผลติ งานอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมโลก

45

บูรณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ความพอประมาณ...(ไม่มาก ไม่น้อย ไม่เบียดเบยี นตนเองและผู้อน่ื ).......................................................
ความมเี หตุผล...(มเี หตผุ ลของผลการกระทำท่ีคาดวา่ จะไดร้ บั อย่างรอบคอบ)........................................
มีภมู ิคมุ้ กันในตัวที่ด.ี ..(เตรียมตัวรบั ผลกระทบ/การเปลีย่ นการในอนาคต)..............................................
ความร.ู้ ..(รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวงั )...................................................................................................
คุณธรรม..(ซ่ือสัตย์สจุ ริต ขยันอดทน สติปัญญา แบ่งปนั )......................................................................

(หมายเหตุ ในแตล่ ะดา้ นไม่จำเปน็ ตอ้ งมคี รบทุกข้อในทุกแผนการจดั การเรียนรู้)

ด้านการอา่ น เขยี น คดิ วเิ คราะห์
 การอ่าน : การอา่ นใบความรู้ ใบงาน การสบื คน้ ความร้เู พ่ิมเติม

การคดิ วิเคราะห์ : การคดิ แกป้ ญั หา คดิ สร้างสรรค์ คิดอย่างมวี จิ ารณญาณ คดิ คลอ่ ง คดิ ยดื หยุ่น

การวเิ คราะหน์ ำความรไู้ ปใช้ในชวี ิตประจำวัน
 การเขียน : การทำแบบฝกึ หัด ใบงาน สรปุ ความรูท้ ีไ่ ด้

การบรู ณาการ

บูรณาการภายในกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ กับ รายวิชา........................................................................

บรู ณาการข้ามกลุ่มสาระการเรยี นรู้ ระบ.ุ .......................................................................................

บูรณาการกบั หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ดา้ น

3 หว่ งทางสายกลาง คือ พอประมาณ มเี หตผุ ล มีภมู คิ ้มุ กนั ทด่ี ใี นตนเอง

2 เงื่อนไข มคี ุณธรรม  มคี วามรู้

บูรณาการกบั ประชาคมอาเซยี น ในสาระสำคญั (Theme) ตอ่ ไปน้ี

การรู้จักอาเซียน

การตระหนักถงึ คุณค่าของอัตลักษณ์และความหลากหลาย

การเชอ่ื มโยงโลกและทอ้ งถนิ่

การสง่ เสรมิ ความเสมอภาคและความยตุ ธิ รรม

การทำงานร่วมกันเพอื่ อนาคตทีย่ ่ังยนื

ชน้ิ งาน/ภาระงาน
- ใบกจิ กรรม

46

กจิ กรรมการเรยี นการสอน
ขนั้ นำ

14) ครูให้นักเรียนสังเกตภาพนำเรื่อง อ่านเนื้อหานำเรื่อง และ ร่วมกันอภิปรายตามแนวใช้คำถาม
ดังตอ่ ไปนี้
- ลักซเ์ ป็นหน่วยวัดปรมิ าณใด (ความสว่างของพ้นื ผิวท่ี แสงตกกระทบ)
- โคมไฟที่ใช้ในห้องผ่าตัดควรเป็นโคมไฟที่ให้ความสว่างที่ พื้นผิวมากกว่าหรือน้อยกว่า
โคมไฟที่ใช้อ่านหนังสือ เพราะเหตุใด (โคมไฟที่ใช้ในห้องผ่าตัดควรทำให้เกิด ความ
สว่างที่พื้นผิวมากกว่าเพราะแพทย์จำเป็นต้องใช้ ความสว่างที่มากจนสามารถเห็น
รายละเอยี ดส่ิงทีจ่ ะ ผา่ ตัดไดช้ ัดเจน)

15) ครูควรทบทวนหรอื แก้ไขความเขา้ ใจผดิ ของนักเรียน เพื่อให้ นักเรียนมคี วามรู้พืน้ ฐานท่ีถกู ต้อง
และเพียงพอที่จะเรยี นเร่อื ง ความสวา่ งต่อไป

ขั้นสอน
1) ขัน้ สร้างความสนใจ

8) ครกู ระต้นุ ความสนใจของนักเรยี นโดยวธิ กี าร ดังตอ่ ไปนี้
- ครใู หน้ กั เรยี นดาวน์โหลดและลองใช้แอปพลเิ คชนั วดั ความสว่างในสมาร์ตโฟน
- จากน้นั ใช้คำถามกระตุ้นความสนใจ เช่น เมอื่ อา่ นหนงั สือในห้องที่ ปริมาณแสงไม่
เพยี งพอเปน็ เวลานาน ๆ นักเรยี นจะร้สู กึ อย่างไร การจัดความสว่างของสถานทใ่ี ห้
เหมาะกบั กิจกรรม ของสถานท่ีน้ัน ๆ จะทำให้เรามองเห็นสง่ิ ต่าง ๆ รอบตัวได้อย่าง
ชดั เจน เกิดความสบายตา

2) ขนั้ สำรวจและคน้ หา
23) ครูใชค้ ำถามกระตุ้นความสนใจของนักเรียนเข้าสู่กิจกรรมที่ 3.12 เรอ่ื ง ความสวา่ งทเี่ หมาะสมกับ
กจิ กรรมตา่ ง ๆ ควรมคี ่าเทา่ ใด โดยอาจใชค้ ำถามกระตุน้ ความสนใจ ดงั น้ี
- นกั เรยี นทราบหรอื ไม่ว่าความสวา่ งทเี่ หมาะกบั กจิ กรรมในแตล่ ะสถานที่ควรมีคา่ เทา่ ใด
(ตอบตามความเข้าใจของนักเรียน)
- ในชวี ิตประจำวนั ของนักเรียนมีกจิ กรรมใดบ้างท่คี ดิ วา่ ใช้แสงสวา่ งไม่เพียงพอ และมี
ผลกระทบอย่างไรตอ่ ตัวนักเรยี น
24) ครมู อบหมายใหน้ กั เรียนแตล่ ะกลุม่ ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมที่ 3.12 โดยมีวธิ ีการ ดังน้ี
- ใหน้ กั เรยี นสืบคน้ ข้อมลู ความสวา่ งทเี่ หมาะสมกับกิจกรรมในสถานทตี่ ่าง ๆ สำรวจความ
สวา่ งของสถานทต่ี า่ ง ๆ เช่น โรงเรียน บ้าน และนำเสนอแนวทางการจดั ความสว่างให้
เหมาะสม
- ใหน้ ักเรยี นแต่ละกล่มุ ออกมาอภปิ รายหนา้ ชั้นเรยี นเรือ่ ง ความสวา่ งที่เหมาะสม
25) ครใู หน้ ักเรียนทำกิจกรรมท้ายบท และตอบคำถามท้ายกิจกรรม

47

3) ข้นั อธิบายและลงข้อสรุป
10) นักเรียนและครูร่วมกนั อภิปรายและหาขอ้ สรปุ จากการปฏิบตั กิ ิจกรรม 3.12 ดงั น้ี
- ในชีวิตประจำวัน เราทำกจิ กรรมท่ีหลากหลายในสถานท่ีต่าง ๆ ซึง่ ตอ้ ง อาศัยความสว่าง
ที่เหมาะสมแตกต่างกัน ดังนั้นการจัดความสว่างให้เหมาะกับกิจกรรมจึงมีความสำคัญ
อย่างยง่ิ

4) ขน้ั ขยายความรู้
6) ครอู ธิบายเพ่มิ เตมิ เพ่อื ให้นักเรยี นเกิดความเขา้ ใจที่ถูกตอ้ งหากนกั เรียนมขี ้อสงสยั

5) ขั้นประเมิน
9) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาวา่ จากหวั ข้อท่เี รยี นมาและการปฏบิ ัติกจิ กรรม มสี ว่ นใดบา้ งที่ยังไม่
เข้าใจหรอื ยงั มีข้อสงสัย ถา้ มคี รชู ่วยอธบิ ายเพิม่ เตมิ ใหน้ กั เรียนเข้าใจ
10) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใดและได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง

ขั้นสรปุ
4. ในชวี ิตประจำวนั เราทำกจิ กรรมท่หี ลากหลายในสถานท่ีต่าง ๆ ซง่ึ แตล่ ะสถานที่ต้องมีปริมาณ แสงที่
ทำให้เกิดความสวา่ งบนพนื้ ที่เหมาะสมกับการทำกจิ กรรมน้ัน ๆ ถ้าความสว่างไมเ่ หมาะสมก็จะส่งผล
ตอ่ การทำงานของดวงตาของเราได้

สื่อ/วัสดุอปุ กรณ/์ แหลง่ เรียนรู้

59. หนังสือเรยี นรายวชิ าวทิ ยาศาสตรพ์ ื้นฐาน ชั้น ม.3 เล่ม 1 สสวท.
60. Power point เรอ่ื ง ความสวา่ ง
61. ลักซ์มิเตอร์หรอื แอปพลิเคชนั วัดความสวา่ งในสมารต์ โฟน

48

การวัดผลและประเมนิ ผลการเรียนรู้

สิ่งที่ต้องการวัด ส่งิ ท่ีวัด เครอ่ื งมือ เกณฑก์ าร
ประเมิน
พุทธิพิสยั :
ผ่านรอ้ ยละ 60
ข้นั ที่ 1 ความรูความจำ - อธบิ ายปรากฏการณท์ ่ี Mind mapping ขน้ึ ไป

ความสามารถทางสมองของผู้เรียนใน เก่ียวกบั แสง และการ

การรบั รู้ หรอื ด้านความรู้ความคิด ทำงานของทัศน

อปุ กรณ์

ทกั ษะพิสยั : ขนั้ ที่ 4 การปฏิบัติงาน ผา่ นรอ้ ยละ 60
ปฏบิ ัติงานไดด้ ว้ ยความเชื่อม่ันใน - วัดความสว่างของแสง กิจกรรมท้ายบท ขน้ึ ไป
ตนเอง โดยใช้อุปกรณว์ ัดความ

สว่างของแสง

จิตพสิ ัย : ข้ันท่ี 2 การตอบสนอง - สามารถนำความรู้ไป ใบกจิ กรรมที่ 3.12 ผ่านร้อยละ 60
ความเตม็ ใจทจ่ี ะตอบสนองตอ่ ส่ิงท่ี
รับรู้ ใชไ้ ดใ้ นชีวิตประจำวนั ขึ้นไป

49

บันทึกหลังการสอน
ผลการจดั การเรียนการสอน
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ปญั หา/อุปสรรค
............................................................................................................................. .................................................
...................................................... ................................................................................................... .....................
............................................................................................................................. .................................................
แนวทางแก้ไข
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
.............................................................................................................. ................................................................

ลงช่อื (ผบู้ ันทึก)
(นางนิตยา คนชุม)

ความเห็นหัวหนา้ กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ ความเหน็ รองฯฝา่ ยบริหารงานวชิ าการ
และเทคโนโลยี
……………………………......…….................…..…… ........................................................................
......................................................................... ........................................................................
......................................................................... ........................................................................

ลงชอื่ ลงชอ่ื
( นางสาวแสงเทียน ศรที องสขุ ) (นายเฉลมิ พล คนชุม)

ความเห็นผู้อำนวยการ
........................................................................
........................................................................
........................................................................

ลงชอ่ื
(นายชาตรี อคั รสขุ บุตร)

ผูอ้ ำนวยการโรงเรียนหนองก่ีพิทยาคม


Click to View FlipBook Version