มรสุสุม สุ ที่มีที่ อิ มี ท อิ ธิพ ธิ ลต่อ ต่ ม สุ ที่มีที่ อิ มี ท อิ ธิพ ธิ ลต่อ ต่ ประเทศไทย จัดทำ โดย นายพัทพัธพล อินทร์จัร์นจัทร์ มหาวิทวิยาลัยราชพฤกษ์
มรสุม (monsoon) มรสุม (monsoon) คือ ลมชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ลมประจำ ฤดู เป็นลมแน่ทิศและสม่ำ เสมอ สาเหตุ ใหญ่ๆ เกิดจากความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของ พื้นดินและพื้นน้ำ ในประเทศไทยมีลมมรสุมที่พัด ผ่านอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะพัดผ่านในช่วงเวลา ที่ต่างกัน นอกจากนี้ ลมมรสุมยังทำ ให้เกิดร่องมรสุม อันเป็นสาเหตุที่ทำ ให้เกิดฝนตกในฤดูต่างๆ
พัดเอาความ ชุ่มชื้นจาก ทะเลอันดามันและ มหาสมุทรอินเดียเข้าสู่ พื้นทวีป ทำ ให้เกิดฝน ตก บริเวณที่พัดผ่าน โดยจะพัดปกคลุม ประเทศไทยอยู่นาน 6 เดือน ระหว่างเดือน เมษายนถึงเดือน กันยายน ลมมรสุมตะวัน ตกเฉียงใต้
เป็นลมพัดจากใจกลางทวีปที่มี ความกดอากาศสูงไปสู่ทะเล หรือบริเวณที่มีความกดอากาศ ต่ำ จึงนำ ความหนาวเย็นและ ความแห้งแล้งจากซีกโลกเหนือ (จีน มองโกเลีย) โดยปกคลุม ระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือน กุมภาพันธ์ แต่อาจทำ ให้ภาค ใต้ฝั่งตะวันออกฝนตกได้ เนื่องจากพัดความชื้นจาก อ่าวไทยไป มรสุมตะวัน ออกเฉียงเหนือ ร่องมรสุม (หรือร่องความกดอากาศต่ำ ) ร่องมรสุม จะเกิดอยู่ใกล้ เส้นศูนย์สูตร แล้วเลื่อนขึ้น-ลง ตามการได้รับแสงจากดวง อาทิตย์ในแต่ละช่วงเดือน ทำ ให้ร่องมรสุมเปลี่ยนตำ แหน่ง ไปตามอุณหภูมิที่ เปลี่ยนแปลง
ร่องมรสุมเริ่มพาดผ่านประเทศไทย ในเดือนพฤษภาคม โดยร่องมรสุม กำ ลังอ่อนจะพาดผ่านภาคใต้ของ ประเทศไทยและเลื่อนขึ้นไปเป็น ลำ ดับ ประมาณปลาย เดือน มิถุนายน ถึงกลางเดือนกรกฏาคม ร่องมรสุมจะ เลื่อนขึ้นไปอยู่บริเวณ ตอนใต้ของประเทศจีน ทำ ให้เกิด ฝนทิ้งช่วง แล้วเลื่อนกลับมาพาดผ่าน ภาคเหนือของ ประเทศไทยอีกครั้ง ประมาณเดือนกันยายน และเลื่อนลง ไปทางเส้นศูนย์สูตรตามลำ ดับ ร่องมรสุม (หรือร่องความกดอากาศต่ำ )
ชนิดของฝน ในประเทศไทย 1.ฝนพาความร้้อน (Convectional Rain) 2.ฝนปะทะภููเขา (Orographic Rain) 3.ฝนพายุุหมุุน (Cyclonic Rain) 4.ฝนแนวปะทะ (Frontal Rain) 5.ฝนมรสุุม (Monsoon) 6.ฝนชะช่่อมะม่่วง (MANGO SHOWER) 7.ฝนฟา คะนอง (THUNDERY RAIN) 8.ฝนซูู่่ฟา คะนอง (THUNDERY SHOWER) 9.พายุุฝนฟา คะนอง (THUNDERSTORM) 10.ฝนตกเปน ครััง คราว (OCCASIONAL RAIN) 11.ฝนตกเป็น ระยะ (INTERMITTENT RAIN) 12.ฝนตกต่่อเนืื่องกััน (CONTINOUS RAIN) 13.ฝนโคลน (MUD RAIN) 14.ฝนเลืือด (BLOOD RAIN) 15.ฝนสีีเหลืือง (SULPHUR RAIN) ฝนแนวปะทะอากาศ บริเวณอากาศกว้างๆ (อาจกว้างหรือยาวเป็น ๑,๐๐๐ กม. หรือมากกว่า) ซึ่งมีคุณสมบัติทางกายภาพคล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็น อุณหภูมิ ความชื้น ความแน่น และแหล่งเกิดของอากาศ มวลอากาศ(AIR MASS) แนวปะทะ(FRONT) บริเวณที่มวลอากาศอุ่นและมวลอากาศเย็นเคลื่อนที่เข้าหากันจะทำ ให้เกิดรอยต่อของ มวลอากาศที่มีอุณหภูมิแตกต่างกัน ซึ่งมักพบลักษณะความแปรปรวนของสภาพอากาศ สำ หรับประเทศไทยเราอาจไม่พบแนวปะทะอากาศโดยตรง เนื่องจากตั้งอยู่ตำ แหน่งใกล้ศูนย์สูตร ซึ่งมีลักษณะอากาศไม่แตกต่างกันมาก แต่อาจได้รับผลกระทบจากแนวปะทะอากาศบริเวณละติจูดสูงขึ้นไป
ชนิดของฝน ในประเทศไทย ชนิดของฝน ในประเทศไทย
R ชนิดนิ ของฝน ในประเทศไทย ain Storm 1) แนวปะทะมวลอากาศอุ่น (warm front) เป็น แนวรอยต่อที่เกิดจากการที่มวลอากาศอุ่นเคลื่อนที่ เข้าหามวล อากาศเย็น มวลอากาศเย็นซึ่งมีความหนา แน่นมากกว่าจะจม ตัวอยู่เบื้องล่าง มวลอากาศอุ่นจึง ยกตัวสูงขึ้นเหนือ อากาศเย็นตามแนวปะทะอากาศ เมฆที่พบตามแนวปะทะอากาศนี้ได้แก่ เมฆซีร์รัส ซีร์โรสเตรตัส อัลโตสเตรตัส สเตรตัส และนิมโบส เตรตัส ท าให้เกิดฝนตกกระจายเป็นบริเวณกว้าง ฝนตกไม่ หนักมากแต่ตกเป็น เวลานาน 2) แนวปะทะมวลอากาศเย็น (cold front) เกิดขึ้นเมื่อมวลอากาศเย็นเคลื่อนที่เข้าแทนที่ มวลอากาศอุ่น มวล อากาศเย็นจะดันให้มวลอากาศ อุ่นยกตัวสูงขึ้นตามแนวลาด เอียงของมวลอากาศ เย็น อากาศอุ่นที่ยกตัวสูงขึ้นอย่าง รวดเร็วทำ ให้เกิด เมฆก้อน ได้แก่ เมฆคิวมูลัส และคิวมูโลนิมบัส อาจทำ ให้ อากาศแปรปรวน เกิดฝนตกหนักใน บริเวณแคบๆ หรืออาจเกิดพายุฟ้าคะนองได้
R ชนิดนิ ของฝน ในประเทศไทย ain Storm 3) แนวปะทะมวลอากาศคงที่ (stationary front) คือ เป็นแนวปะทะอากาศที่เกิดจากการที่มวลอากาศอุ่น และ มวลอากาศเย็นเคลื่อนที่เข้าหากัน แต่ไม่มีการ เคลื่อนที่เข้าแทนที่ กัน ทำ ให้แนวปะทะอากาศไม่มี การเคลื่อนที่ใน ระยะเวลาหนึ่ง ในเวลาต่อมาหาก มวลอากาศใดมีแรงผลักที่มากขึ้น จะส่งผลทำ ให้เกิด แนวปะทะอากาศแบบอื่น ต่อไปได้ 4) แนวปะทะมวลอากาศซ้อนหรือแนวอากาศรวม (occluded front) เกิดขึ้นเมื่อมวลอากาศเย็นที่มี สมบัติต่างกันเคลื่อนที่เข้ามา ปะทะกันแล้วดัน มวลอากาศอุ่นให้ยกตัวสูงขึ้นซ้อนอยู่บนมวลอากาศ เย็น สภาวะนี้ท าให้เกิดเมฆคิวมูโลนิมบัสที่ ส่งผล ต่อการเกิดพายุฝนได้