The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตัวอย่าง วิถีธรรมแห่งเซน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by arrowclassicbook, 2022-07-18 00:22:06

ตัวอย่าง วิถีธรรมแห่งเซน

ตัวอย่าง วิถีธรรมแห่งเซน





วถิ ธี รรม

แหง่ เซน

วิถีเซนฉบับสมบรู ณท์ ี่ทกุ คนเรียนร้แู ละปฏิบตั ไิ ด้



วถิ ธี รรม

แหง่ เซน

อ. นิโรธ จิตวสิ ุทธ์ิ : เรียบเรยี ง

วถิ ีธรรมแห่งเซน

อ. นโิ รธ จิตวิสุทธิ์

พมิ พ์ พ.ศ. 2565
จดั ทำ�โดย

สำ�นกั พิมพก์ ้าวแรก
ในเครอื บริษทั แอร์โรว์ มลั ตมิ ีเดยี จำ�กดั
เลขท่ี 1 ถนนก�ำ แพงเพชร 6 ซ.5 แยก 6 (โกสมุ นเิ วศน์ ซ.2)
แขวงทงุ่ สองหอ้ ง เขตหลกั ส่ี กรงุ เทพฯ 10210
โทรศพั ท์ 02-573-6584 , 065-403-7466 โทรสาร 02-573-6585
Email : [email protected] Line ID : @arrow11
www.arrowmultimedia.co.th
© สงวนลิขสิทธโ์ิ ดย บริษทั แอร์โรว์ มัลตมิ ีเดยี จำ�กดั
ห้ามน�ำ ส่วนหนงึ่ ส่วนใดของหนังสอื เล่มน้ีไปลอกเลียน ทำ�ส�ำ เนา ถา่ ยเอกสาร หรือน�ำ ไปเผยแพรใ่ น
อนิ เทอรเ์ น็ต หรอื ส่อื ตา่ งๆ ไมว่ ่าในรปู แบบใด นอกจากไดร้ บั อนญุ าตเป็นลายลกั ษณ์อกั ษรเท่านัน้

ข้อมลู ทางบรรณานกุ รม
อ.นโิ รธ จติ วิสุทธ.ิ์
วถิ ธี รรมแห่งเซน.—กรุงเทพฯ :  แอรโ์ รว,์ 2565.
224 หน้า.
1. ศาสนา-ปรชั ญา I. อ.นิโรธ จติ วิสทุ ธ์,ิ II. ชื่อเร่อื ง.
ISBN 978-616-434-299-6
บรรณาธกิ าร : นคิ ม ชาวเรอื
กองบรรณาธกิ าร : สุภาภรณ์ สว่างจนั ทร,์ วลัยกร เต็มขนั ท์, ปวันรัตน์ เกยี รตธิ รี ชยั ,
ชญานี ขนุ พิลกึ ออกแบบปก : ชมพูนชุ ขอดค�ำ รปู เลม่ : รจนา นครโสภา
พิสจู น์อกั ษร : หฤษฎ์ วรปรชั ญ์ ฝา่ ยขาย : ณลิณพรรณ เผ่าพันธ์ุขาว
ผจู้ ัดการท่วั ไป : เดอื นนภา สุรามิตร
จัดจ�ำ หนา่ ยทว่ั ประเทศโดย
บริษทั อมรินทร์ บุ๊ก เซ็นเตอร์ จำ�กดั
108 หมู่ท่ี 2 ถ.บางกรวย-จงถนอม ต.มหาสวสั ด์ิ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี 11130
โทรศัพท์ 02-423-9999 โทรสาร 02-449-9561-3
www.naiin.com
พิมพ์ท่ี : บรษิ ัท ไอดี ออล ดจิ ติ อลพรน้ิ ท์ จ�ำ กัด
52 ซอยเอกชยั 69 ถนนเอกชยั แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุงเทพฯ 10150
โทรศัพท์ 02-899-5429-35 โทรสาร 02-416-4097

ราคา 210 บาท



คำ�น�ำ ส�ำ นกั พมิ พ์

สำ� นกั พมิ พใ์ ครข่ อบอกกลา่ วทา่ นผอู้ า่ นวา่ ในการจดั พมิ พเ์ ผยแพร่

หนงั สอื หลกั ธรรมค�ำสอน ทางดา้ นโลกตุ รธรรม และพระสตู รบางพระ
สตู รของพทุ ธศาสนานกิ ายเซน (ฌานหรอื ธยานะ) ดงั ทที่ า่ นก�ำลงั อา่ น
อยใู่ นขณะน้ี กด็ ว้ ยความมงุ่ มาดปรารถนา ทจ่ี ะใหท้ า่ นผอู้ า่ น หรอื ทา่ น
ผสู้ นใจพทุ ธศาสนานิกายเซนไดร้ บั รู้ หรือเข้าใจอย่างละเอยี ดพิสดาร

อกี ทงั้ ส�ำนกั พมิ พห์ วงั วา่ เมอื่ ทา่ นผอู้ า่ นบงั เกดิ ความเขา้ ใจ ตอ่
หลักธรรมค�ำสอนของพุทธศาสนานิกายนี้อย่างลึกซ้ึงแล้ว ก็จะเป็น
เหตุปจั จัยใหบ้ รรลธุ รรมแบบเซนอย่างฉบั พลันในชว่ งชีวติ ปจั จุบัน

สารัตถะส�ำคัญของหนังสือเล่มน้ี อาจารย์นิโรธ จิตวิสุทธ์ิ
ยงั ไดศ้ กึ ษาคน้ ควา้ ความเปน็ มาของพทุ ธศาสนานกิ ายเซน (ฌานหรอื
ธยานะ) ในประเทศจนี และประเทศญปี่ นุ่ ยคุ โบราณ วา่ ไดร้ บั ความนยิ ม
อย่างกว้างขวางจากมหาประชาชน มากกวา่ พุทธศาสนานกิ ายอื่นๆ

เกย่ี วกบั หลกั ธรรมค�ำสอน และการปฏบิ ตั ธิ รรมของชาวพทุ ธ
นิกายเซน (ฌานหรือธยานะ) ตามท่ี อาจารยน์ ิโรธ จติ วสิ ทุ ธิ์ อธบิ าย
ไวใ้ นหนงั สอื เลม่ น้ี อาจจะท�ำใหช้ าวพทุ ธผมู้ งุ่ หวงั ทจี่ ะปฏบิ ตั ธิ รรม เพอื่
การพ้นทุกข์เข้าใจการพ้นทุกขอ์ ยา่ งถูกตอ้ งถอ่ งแท้

เฉพาะอยา่ งยงิ่ ผใู้ ดมงุ่ หวังจะไถ่ถอนตนเอง ออกจากกรงขงั
แห่งความทุกข์ หรือมีความปรารถนาท่ีจะปฏิบัติธรรมสู่การบรรลุ

ธรรม หรอื ปรารถนาทจ่ี ะรแู้ จง้ หรอื บรรลนุ พิ พานฉบั พลนั ในชว่ งชวี ติ
ปัจจุบนั มิใช่ส่งิ ท่ีเป็นไปไมไ่ ด้

ทางด้านการบรรลุธรรม หรือการบรรลุนิพพานแบบเซนน้ัน
อาจารย์นิโรธ จิตวสิ ทุ ธิ์ กล่าวว่าเพยี งเปลื้องตนออกจากความคดิ

ปรุงแต่ง ก็จะบรรลุหรือรู้แจ้ง ต่อสภาวธรรมแห่งธรรมชาติ
เดมิ แทข้ องจติ อยา่ งฉบั พลนั นน่ั กห็ มายความวา่ มนษุ ยท์ กุ คนมโี อกาส
บรรลุธรรมในช่วงชวี ติ ปจั จบุ ัน หรือในชาตินี้อย่างทัดเทียมกัน

นอกจากนี้การบรรลุธรรมแบบเซนน้ัน ไม่ยุ่งยากและซับ
ซ้อนแต่อย่างใด น่ันก็คือเพียงแต่ประจักษ์แจ้งต่อความคิดปรุงแต่ง
(สังขาร) และความไม่คิดปรุงแต่ง (วิสังขาร) ก็จะเข้าถึงพุทธภาวะ
หรือเข้าถึงจิตพุทธะอย่างฉับพลันในช่วงชีวิตปัจจุบัน อย่างเช่น
ปรมาจารย์เว่ยหล่าง (ฮุ่ยเหนิง) ไม่รู้หนังสือคืออ่านไม่ได้และเขียน
ไม่ได้ ก็บรรลธุ รรมหรอื ส�ำเร็จมรรคผลแบบเซนอยา่ งฉบั พลนั ขณะท่ี
มีอายุเพยี ง 24 ปเี ทา่ น้นั

หากถามว่าพุทธภาวะ หรือจิตพุทธะนั้นคืออะไร ถ้าจะให้
ตอบแบบชาวพุทธเซน หรือตอบตามข้อเขียนของอาจารย์นิโรธ
จิตวิสทุ ธ์ิ ในหนงั สือเล่มนี้ ก็ต้องตอบว่าคอื “พทุ ธภาวะ” หรอื “จิต
พทุ ธะ” ซึ่งหมายถงึ สภาวธรรมแห่งธรรมชาตเิ ดิมแท้ของจติ ทีม่ ีอยู่
แล้วในจิตทุกคน น่ันเอง

เหนืออ่ืนใดชาวพุทธเซนเห็นว่า ท้ังความสุขและความทุกข์
บุญหรือบาป นรกหรือสวรรค์ การรกั ษาศลี และการท�ำบุญสุนทาน
ล้วนแต่เกิดจากความคิดนึกปรุงแต่ง หรือเป็นส่ิงที่มนุษย์สมมติ
ให้ค่าให้ความหมาย หรือสมมติให้มีให้เป็น หรือไม่ให้มีไม่ให้เป็น
เชน่ นนั้ หรือไม่เปน็ เช่นน้ัน

อ. นิโรธ จิตวิสทุ ธิ์ 7

แทจ้ ริงแลว้ มิได้มสี ่ิงใดมสี ภาวะและลกั ษณะ ที่บง่ บอกว่าคอื
ขันธ์ 5 หรือรูปนาม มไิ ดม้ ลี ักษณะ และสภาวะใดทจ่ี ะบ่งบอกวา่ คือ
ชีวิต วา่ คอื ตวั ตน บุคคล และสัตว์โลก หมายความวา่ ชีวติ น้นั ก็ไมใ่ ช่
ชีวิต และกายกไ็ ม่ใช่กาย จิตก็ไม่ใชจ่ ิต อีกทัง้ ความว่างก็ไมใ่ ช่ความ
วา่ งอยา่ งแทจ้ รงิ เพยี งแตย่ มื ภาษามาเปน็ สอื่ เพอื่ รบั รชู้ วั ขณะเทา่ นน้ั

ส�ำนักพิมพ์หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จากเนื้อหาสาระในหนังสือ
เล่มน้ี คงจะท�ำให้ท่านผู้อ่านทั้งที่เป็นชาวพุทธ และไม่ใช่ชาวพุทธ
บงั เกิดความเขา้ ใจอยา่ งถูกต้อง (สมั มาทฐิ )ิ หมายถึงความเข้าใจตอ่
สภาวธรรมแห่งธรรมชาติสรรพส่ิงบนโลกใบนี้ ว่าการที่สรรพส่ิงบน
โลกมีลักษณะ และมีสภาวะเช่นนั้นเช่นน้ี หรือไม่เป็นเช่นน้ันไม่เป็น
เช่นนี้ ล้วนเกิดจากความคิดปรุงแต่งท้ังสิ้น และด้วยเหตุนี้ทุกสิ่งที่
มนษุ ยส์ มมติ หรอื อุปโลกน์ขน้ึ มาจึงเป็นมายาภาพทัง้ สิน้

แนน่ อนผทู้ ส่ี ามารถเขา้ ใจอยา่ งถกู ตอ้ งตอ่ สภาวะ และลกั ษณะ
ทั้งปวงแห่งสรรพสิ่ง หมายถึงผู้น้ันบังเกิดความเข้าใจ ว่าสรรพสิ่ง
ลว้ นแต่ไรส้ ภาวะ และลกั ษณะใดๆ ทัง้ สิน้ ผู้ทป่ี ระจกั ษ์แจง้ ตอ่ สภาวะ
และลักษณะของสรรพสิ่งดังกล่าว ย่อมประจักษ์แจ้งว่า สรรพสิ่งบน
โลกล้วนเป็นมายา

ส�ำนกั พมิ พข์ อขอบพระคณุ อาจารยน์ โิ รธ จติ วสิ ทุ ธ์ิ ทไ่ี ด้
มอบหนังสือธรรมะเล่มน้ีพิมพ์เผยแพร่ต่อสาธารณชนในอันท่ี
จะเปน็ แสงสว่างแหง่ ปัญญา และเปน็ อุปกรณ์ หรือเปน็ พาหนะ
ในการน�ำพาผคู้ นกา้ วเดนิ สฝู่ ง่ั โลกตุ รธรรม หรอื บรรลธุ รรมเขา้
ส่นู ิพพานอยา่ งฉับพลนั ตามแบบชาวพุทธนิกายเซน (ธยานะ
หรือฌาน) ในชว่ งชวี ิตปจั จุบัน

ส�ำนกั พมิ พก์ า้ วแรก

8 วถิ ธี รรมแห่งเซน

ค�ำ นำ�ผู้เรียบเรียง

ก่อนอ่ืนผู้เรียบเรียง หรือผู้เขียนขอทำ�ความเข้าใจกับท่านผู้อ่าน

ว่าการที่ผู้เรียบเรียงได้ประมวลหลักธรรมคำ�สอนของชาวพุทธนิกาย
เซน (ฌานหรอื ธยานะ) มาเสนอต่อทา่ นผู้อา่ น ก็ดว้ ยความมงุ่ หมาย
ทสี่ ำ�คัญ ดงั ต่อไปนี้

ประการแรก มุ่งหมายทจ่ี ะใช้ภาษาเขยี นเปน็ เครื่องมอื หรอื
อปุ กรณ์เบอ้ื งตน้ ในการนำ�พาทา่ นผ้อู า่ น สูค่ วามเข้าใจอย่างแจม่ แจง้
หรือสู่ความเข้าใจอันสมบูรณ์ ต่อสรรพส่ิงบนโลกว่าไร้สภาวะและ
ไรล้ ักษณะใดๆ

ประการทส่ี อง มงุ่ หมายทจ่ี ะใชภ้ าษาเขยี นน�ำ พาทา่ นผอู้ า่ นสู่
ฝากฝงั่ โลกุตรธรรม หรือฝง่ั นพิ พานในช่วงชวี ิตปัจจบุ นั

อย่างไรก็ตามผู้เรียบเรียงขอเรียนเพ่ิมเติมต่อท่านผู้อ่าน ว่า
ขอใหท้ า่ นผอู้ า่ นอยา่ ยดึ ตดิ อยกู่ บั ถอ้ ยค�ำ ภาษา หรอื ตวั หนงั สอื เนอื่ ง
เพราะภาษาและถ้อยคำ� รวมท้ังตัวหนังสือไม่ว่าจะเป็นภาษา หรือ
ถอ้ ยค�ำ ของชนชาตใิ ด ไม่ว่าอย่ใู นหนงั สือเลม่ นี้หรือเล่มใด

นั่นก็หมายความว่า ท้ังถ้อยคำ�และภาษาก็เป็นเพียงเคร่ือง
มือหรืออุปกรณ์ ที่ใช้เป็นสื่อความหมาย ในการนำ�พาความคิดของ
ทา่ น สคู่ วามเหน็ ประจกั ษแ์ จง้ ตอ่ สรรพสงิ่ บนโลก วา่ ลว้ นแตไ่ รส้ ภาวะ
และลกั ษณะแห่งความเป็นตัวตน บุคคล สัตว์ และชีวติ ใดๆ ท้ังสิน้

อีกด้านหน่ึงผู้เรียบเรียงใคร่ขอเรียนต่อท่านผู้อ่านว่า หลัก
ธรรมค�ำ สอนโลกตุ รธรรม ทผี่ เู้ รยี บเรยี งศกึ ษาคน้ ควา้ น�ำ มาเปน็ ขอ้ มลู
พน้ื ฐานในหนงั สอื เลม่ น้ี ลว้ นแตเ่ ปน็ หลกั ธรรมค�ำ สอนโลกตุ รธรรมของ
พระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ตรัสไว้ใน “วัชรเฉทิกปรัชญาปารมิตา
สูตร” หรอื “วชั รสตู ร” โดยสรุปก็คอื สรรพส่งิ บนโลกล้วนว่างจาก
ลักษณะและสภาวะ หรอื ไร้ลกั ษณะและไร้สภาวะใดๆ ทง้ั สนิ้

เฉพาะอย่างยิ่งสารัตถะแห่งหลักธรรมคำ�สอนของพระพุทธ
องคน์ ้ัน สรุปว่าสรรพสิง่ และปรากฏการณท์ งั้ หลาย ลว้ นแต่เป็นส่ิงที่
มนุษย์สมมติ หรืออุปโลกน์ข้ึนมาท้ังส้ิน ดังน้ัน สรรพสิ่งและ
ปรากฏการณท์ ้งั หลายบนโลกจงึ เป็นมายา

สรรพส่ิงบนโลกท้ังรูปธรรมและนามธรรม หรือท้ังส่ิงมีชีวิต
และไม่มีชีวิต ล้วนแต่ว่างจากสภาวะและว่างจากลักษณะใดๆ ด้วย
เหตุน้ีพระพุทธองค์จึงตรัสว่า สรรพส่ิงไร้ลักษณะและสภาวะ ดังน้ัน
สรรพสงิ่ บนโลกจึงเปน็ ประดุจด่งั พรายน�ำ้ พยบั แดด ภตู หิ ลอน ความ
ฝัน เงาของรูป และไม่เป็นทง้ั ส่งิ มีอยู่ หรือไม่มอี ย่กู ม็ ิใชแ่ ต่อยา่ งใด

ดงั ทีป่ รชั ญาปารมติ าหฤทัยสูตรกล่าวว่า รปู คอื ศนู ยตา และ
ศูนยตาคือรปู ดังน้นั จึงไมม่ ที ั้งรูปและนาม หรือไม่มที ั้งกายและจติ
หรือปราศจากขันธ์ 5 เม่ือเปน็ เช่นน้ีจึงปราศจากรูป รส กลนิ่ เสียง
สมั ผสั ตลอดถึงไรส้ ภาวะแหง่ ความสุข และไรส้ ภาวะแห่งความทุกข์
ใดๆ ไม่มที ้งั บุญและบาป ไมม่ ีทงั้ นรกและสวรรค์ ไม่มที ั้งความดี และ
ความเลวรา้ ย รวมทัง้ ไม่มที งั้ ความจรงิ และความเท็จแตอ่ ย่างใด

เพอ่ื ความเขา้ ใจอยา่ งถกู ตอ้ งและสมบรู ณ์ ตอ่ สภาวธรรมแหง่
ธรรมชาติสรรพสิ่งบนโลก ขอให้ท่านผู้อ่านศึกษาจากพระสูตรสอง
พระสูตร คือ “ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร” และ “วัชรเฉทิก

10 วิถีธรรมแห่งเซน

ปรชั ญาปารมติ าสูตร”
ผู้เขียนขอทำ�ความเข้าใจกับท่านผู้อ่านอีกประการหน่ึง ว่า

มรรควิธถี า่ ยทอดธรรมทีโ่ ดดเดน่ ของพทุ ธศาสนานกิ ายเซน (ธยานะ
หรอื ฌาน) กค็ อื การใหค้ วามส�ำ คญั กบั อาจารยผ์ สู้ อน ดงั จะเหน็ ไดจ้ าก
ชื่อเรยี กของนกิ ายนอี้ ีกชื่อหน่ึงว่า “นกิ ายอาจาริยวาท”

หมายถงึ การท่ศี ิษยข์ องส�ำ นักธยานะ (ฌานหรือเซน) ยึดถอื
วัตรปฏิบัติของผู้เป็นอาจารย์ เป็นแนวทางในการปฏิบัติธรรม ส่วน
หลักธรรมคำ�สอนของอาจารย์นั้น ผู้เป็นอาจารย์อาจจะอ้างพระสูตร
บางพระสูตร หรืออาจจะไม่อ้างหลักธรรมคำ�สอนในพระสูตร ก็มิใช่
สาระสำ�คญั แตอ่ ยา่ งใด

เหนอื อนื่ ใดบางครงั้ ผเู้ ปน็ อาจารยอ์ าจจะใหผ้ เู้ ปน็ ศษิ ยป์ ฏบิ ตั ิ
ธรรม ด้วยการขบคิดโกอานหรือปริศนาธรรม หรือบางคร้ังผู้เป็น
อาจารย์อาจจะแสดงอากัปกิริยา โดยไม่ใช้คำ�พูดหรือถ้อยคำ�ใดๆ
เลย เพอ่ื ปลกุ จติ ของผเู้ ปน็ ศษิ ยใ์ หล้ กุ โพลง จนกระทง่ั จติ ของสานศุ ษิ ย์
ตื่นรู้ และเบิกบานดว้ ยตนเอง

สิ่งที่ควรกล่าวอีกด้านหน่ึงก็คือ ชาวพุทธเซนนี้ เน้นการ
ถ่ายทอดและการสบื ทอดธรรม ดว้ ยมรรควธิ ี “จากจติ อาจารย์สู่จติ
ของศิษย”์ หมายถึงรูปแบบในการสบื ทอด หรือการถา่ ยทอดธรรม
ของนิกายนี้ มุ่งเน้นการสืบทอดธรรม และถ่ายทอดธรรมแบบตัว
ต่อตัว ดว้ ยมรรควธิ ี “ช้ตี รงสจู่ ติ ”

ทงั้ น้ี เพอื่ กระตกุ จติ กระชากใจของผเู้ ปน็ ศษิ ย์ โดยมเี ปา้ หมาย
ให้จิตของผู้เป็นศิษย์ลุกโพลงอย่างฉับพลัน ด้วยถ้อยคำ�หรือคำ�สอน
ลดั สน้ั ของผเู้ ปน็ อาจารย์ ขณะทบี่ างครงั้ อาจารยผ์ สู้ อน กห็ บุ ปากเงยี บ
โดยไมส่ อนอะไรเลย

อ. นโิ รธ จิตวิสุทธ์ิ 11

วา่ ไปแลว้ ในการถา่ ยทอดหลกั ธรรมค�ำ สอน หรอื การสบื ทอด
หลกั ธรรมคำ�สอนแบบเซน นอกจากอาจารย์เซนผถู้ า่ ยทอดตอ่ ผเู้ ป็น
ศิษย์โดยไม่ใช้ถ้อยคำ� ภาษา หรือการบรรยายธรรมแต่อย่างใดแล้ว
บางครัง้ ผู้เปน็ อาจารย์กส็ อนธรรมงา่ ยๆ ด้วยการกระทำ� หรือปฏบิ ตั ิ
ให้ดูเป็นแบบอย่าง เฉพาะอย่างยิ่งในการอธิบายสารัตถะแห่งหลัก
ธรรมคำ�สอน ก็จะมีการยกอุปมาอุปมัยประกอบคำ�อธิบายเพียง
เลก็ น้อย

เก่ียวกับสารัตถะแห่งหลักธรรมคำ�สอน ของพุทธศาสนา
นิกายธยานะ (ฌานหรือเซน) หรือทีบ่ างคนเรยี กนิกายนว้ี ่า “นกิ าย
อาจาริยวาท” ท่ีมีความแตกต่างกับพุทธศาสนาอีกนิกายหน่ึงคือ
“นกิ ายเถรวาท” ดังทผี่ ู้เขยี นไดส้ รุปสารัตถะโดยสังเขป ในบทเกริ่น
นำ�ของหนงั สือเล่มนี้

ผเู้ รยี บเรยี งขออนโุ มทนา และขอขอบพระคณุ ในกศุ ลเจตนา
ของผมู้ จี ติ ศรทั ธาบรจิ าคทรพั ย์ เพอื่ เปน็ กองทนุ เผยแพรห่ นงั สอื เกย่ี ว
กับหลักธรรมคำ�สอนและปรัชญาโลกุตรธรรม ซึ่งเป็นหลักธรรม
คำ�สอนของพระสมั มาสัมพุทธเจา้ ตลอดถึงเผยแผห่ ลกั ธรรมค�ำ สอน
ของพระสงั ฆปรณิ ายกนกิ ายเซน ในประเทศจนี ยคุ โบราณ หรอื เผยแผ่
ค�ำ สอนของนักปรัชญา ผู้มชี ือ่ ระบอื ไกลทั้งหลายในโลกอีกดว้ ย

ผู้เรียบเรียงขอขอบพระคุณ ผู้ที่สนใจหลักธรรมคำ�สอน
โลกุตรธรรม หรอื ปรชั ญาธรรมทงั้ หลายของพุทธศาสนา และใครข่ อ
เรยี นเชญิ ทา่ นผอู้ า่ นมารว่ มกนั ในอนั ทจ่ี ะเผยแพรห่ นงั สอื ธรรมะหลาก
หลาย เพ่ือใหแ้ พรห่ ลายทง้ั ในประเทศไทยและนานาประเทศ

ส�ำ หรบั ในการรวบรวมเรยี บเรยี ง และจดั พมิ พเ์ ผยแพรห่ นงั สอื
เล่มที่ท่านกำ�ลังอ่านอยู่นี้ และหนังสือธรรมะทุกเล่มของผู้เรียบเรียง

12 วถิ ธี รรมแหง่ เซน

ท่ีมีการตีพิมพ์เผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้น ผู้เรียบเรียงได้รับการ
สนับสนุนทางการเงินจาก คุณนพมาลย์ ประคองธรรม และ
ทนั ตแพทย์หญงิ กรณุ า พุธวัฒนะ ผู้เปน็ บดิ ามารดาของ นายบุญ
วฒั น์ พุธวฒั นะ (น้องวนิ ) อยา่ งสม่ำ�เสมอตลอดมา

ผเู้ รยี บเรยี งขอตงั้ จติ อธษิ ฐานใหค้ ณุ งามความดี ในการบรจิ าค
ทรัพย์ เพ่ือเผยแพร่ธรรมะเป็นธรรมทาน ของกัลยาณมิตรผู้เป็น
กัลยาณธรรมทั้งสองทา่ นนี้ จงบังเกิดพลานสิ งสแ์ ก่ดวงวิญญาณของ
นายบญุ วัฒน์ พธุ วัฒนะ (นอ้ งวนิ ) ผู้เปน็ บุตรชาย ซ่งึ บัดน้ีไดเ้ สยี
ชีวิตแล้ว และขอให้ดวงวิญญาณบงั เกดิ สนั ติสุขในสมั ปรายภพ ตาม
คตวิ สิ ัยของโลกสมมติ

เหนืออ่ืนใดผู้เรียบเรียงขอขอบพระคุณกัลยาณมิตร หรือ
สหายธรรมของผเู้ รยี บเรยี ง ทโี่ ทรศพั ทม์ าสนทนาธรรมกบั ผเู้ รยี บเรยี ง
เป็นจำ�นวนมาก หวังว่าหนังสือธรรมะโลกุตร รวมท้ังหนังสือพุทธ
ศาสนานกิ ายเซน (ธยานะหรอื ฌาน) หรือนกิ ายอาจาริยวาท ทกุ เลม่
ของผเู้ รยี บเรยี ง จะกอ่ ใหเ้ กดิ แรงบนั ดาลใจ และบงั เกดิ ภมู ปิ ญั ญาหรอื
บังเกดิ ภูมิธรรม

รวมทงั้ เปน็ ธรรมยานหรอื เปน็ พาหนะแหง่ ธรรม ทจ่ี ะน�ำ ทา่ น
ผอู้ ่านสกู่ ารประจกั ษ์แจง้ ตอ่ พุทธภาวะหรือธรรมชาติแหง่ พทุ ธะ ซงึ่
ก็คือสภาวธรรมแหง่ ธรรมชาติเดิมแทข้ องจติ ท่เี วไนยสตั ว์มีอยู่แลว้
ในทกุ ๆ ชวี ติ

ท้ายสุดน้ีหวังเป็นอย่างย่ิงว่า หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ท่าน
ผู้อา่ นเกิดพลานสิ งส์ จนบังเกิดปัญญาบารมี และบงั เกิดปัญญาญาณ
เห็นประจักษ์แจ้ง ต่อพุทธภาวะหรือธรรมชาติแห่งพุทธะ ที่ตนมีอยู่
พรอ้ มแลว้ เฉพาะอยา่ งยงิ่ หวงั วา่ เวไนยสตั วส์ ามารถบรรลถุ งึ โลกตุ ร-
ธรรม ด้วยโลกุตรปัญญาหรือปญั ญาญาณในชว่ งชีวติ ปัจจบุ ัน

อ. นโิ รธ จติ วสิ ทุ ธิ์ 13

อนึ่ง สำ�หรับท่านผู้อ่านท่านใด มีความสงสัยหรือไม่
เขา้ ใจในเนื้อสาระของหนังสือธรรมะ หรอื ต้องการแสดงความ
คิดความเหน็ หรือตอ้ งการสนทนากับผ้เู ขียน เกีย่ วกบั ปรชั ญา
แหง่ พทุ ธศาสนา หรอื เรอื่ งราวอนื่ ใดของพทุ ธศาสนานกิ ายเซน
(ธยานะหรือฌาน) และลัทธิเต๋า กรุณาโทรไปสนทนา หรือ
สอบถาม หรือแสดงความคิดเห็น กับผู้เขียนได้ท่ีโทรศัพท์
08-9126-0689, 02-513-3279, 02-939-7466

อาจารยน์ ิโรธ จติ วสิ ุทธ์ิ

14 วถิ ธี รรมแห่งเซน

อ. นโิ รธ จติ วิสทุ ธิ์ 15

สารบัญ

เกร่ินน�ำ 18
1. พุทธแบบเซน (1) 37

เร่มิ ต้นในอินเดยี และเจริญเตบิ โตในจนี
หย่ังรากลกึ และรงุ่ เรอื งเฟอ่ื งฟูในญีป่ ุ่น

2. พทุ ธแบบเซน (2) 53

เร่มิ ตน้ ในอนิ เดยี และเจรญิ เตบิ โตในจีน
หย่งั รากลกึ และรุ่งเรอื งเฟื่องฟูในญป่ี ุ่น

3. บรรลุธรรมแบบเซน 65

เพยี งรแู้ จ้งวา่ สรรพสง่ิ ลว้ นแตเ่ ปน็ มายา
และร้แู จง้ ว่าไมม่ อี ะไรทต่ี ้องบรรลุถึงอะไร

4. จิตหนึง่ หรือจติ เดิมแท้ (1) 85

ศกึ ษาหลกั ธรรมคำ�สอนของปรมาจารย์ฮวงโป
วา่ ดว้ ยสภาวธรรมแหง่ ธรรมชาติเดิมแทข้ องจติ

5. จติ หนึ่งหรือจิตเดมิ แท้ (2) 101

ศึกษาหลักธรรมคำ�สอนของปรมาจารยฮ์ วงโป
วา่ ด้วยสภาวธรรมแหง่ ธรรมชาตเิ ดมิ แท้ของจิต

6. สรรพชีวติ ลว้ นมีพุทธะ 115

หนึ่งในพทุ ธธรรมที่พระพทุ ธเจ้าตรัสรู้
คอื สรรพชีวติ ล้วนมพี ทุ ธภาวะอยู่แลว้

7. รู้แจง้ ต่อจิตเดมิ แท ้ 135

รแู้ จง้ ตอ่ ธรรมชาติเดิมแทข้ องจติ
ร้แู จ้งวา่ ภาษาและถอ้ ยค�ำ คอื สิ่งสมมต ิ

8. เอกลกั ษณ์แห่งคำ�สอนเซน 151

ใชม้ รรควธิ ีปลกุ จติ ให้ตนื่ รูด้ ้วย “ปรศิ นาธรรม”
บรรลุธรรมแบบเซนไม่เกย่ี วกบั ถอ้ ยค�ำ และภาษา

9. การสบื ทอดธรรมแบบเซน 167
วถิ ีการสืบทอดต�ำ แหน่งสังฆปริณายก

ต�ำ นานพุทธศาสนาแบบเซนโดยสังเขป

10. วถิ ปี ฏบิ ตั ิธรรมแบบเซน 177

การนำ�พาเวไนยสตั วส์ ูก่ ารบรรลถุ งึ นิพพาน
คอื บรรลุถึงจิตทอ่ี สิ ระไรภ้ าวะผูกพันกับสง่ิ ใด

บทสง่ ทา้ ย 198

พทุ ธศาสนาแบบเซนไรค้ ัมภีร์และคำ�สอน
ธรรมปฏบิ ัติแบบเซนไรป้ ฏิบตั ทิ ุกรปู แบบ

เก่ยี วกับผู้เรยี บเรยี ง 221

เกรนิ่ นำ�

หลักธรรมคำ�สอนของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดาของพุทธศาสนา

มีความแตกต่างกับหลักธรรมคำ�สอนของบรรดาศาสดา และจอม
ปราชญ์ทั้งหลายในโลกเกือบจะส้ินเชิง นั่นเป็นเพราะหลักธรรม
ค�ำ สอนของพระพทุ ธเจา้ นอกจากไมม่ งุ่ หมายใหผ้ คู้ นยดึ ตดิ กบั ถอ้ ยค�ำ
และภาษาที่พระองค์นำ�มาเปน็ ส่อื ความหมายแลว้

ทว่าสารัตถะแห่งหลกั ธรรมคำ�สอนของพระองค์ ยังมุ่งหมาย
ท่จี ะปลุกจิตของเวไนยสัตว์ (สตั วโ์ ลกและมนุษยท์ ้งั หลาย) ใหต้ ่นื ข้นึ
จากความมดื บอดทางปญั ญา ดว้ ยเปา้ หมายทจ่ี ะใหจ้ ติ ของเวไนยสตั ว์
(สัตว์โลกและมนุษย์ทั้งหลาย) เกิดปัญญาญาณ หรือเกิดโลกุตร
ปญั ญาอยา่ งฉบั พลนั ในชว่ งชวี ติ ปจั จบุ นั หมายถงึ การหยง่ั ลงสกู่ ระแส
ธรรมอนั ลกึ ซง้ึ จนประจกั ษแ์ จง้ ตอ่ สภาวธรรมแหง่ ธรรมชาตขิ องขนั ธ์
5 ว่าไร้สภาวะและไร้ลักษณะแห่งความเปน็ ขันธ์ 5

เม่ือใดเวไนยสัตว์ (สัตว์โลกและมนุษย์ทั้งหลาย) บังเกิด
ปญั ญาญาณ หรอื เกิดโลกตุ รปัญญารูแ้ จ้งดงั กลา่ ว จติ ของเวไนยสัตว์
ทั้งหลายเหล่าน้ัน ก็ถูกสมมติว่าบรรลุถึงความเป็นอิสระ หรือสำ�เร็จ
นพิ พานไดว้ มิ ตุ ิ กลายเปน็ “โพธสิ ตั ว”์ หรอื “มหาสตั ว”์ หรอื “องค์
พทุ ธะ” คอื บรรลอุ นุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เชน่ เดยี วกับพระพุทธเจา้
ทั้งหลาย (หมายถึงเวไนยสัตว์กจ็ ะกลายเป็นพทุ ธะองคห์ นง่ึ ) นน่ั เอง

นั่นก็หมายความว่าพระพุทธเจ้าทรงมีพระมหากรุณาอัน
ยงิ่ ใหญ่ ในการส่งั สอนเวไนยสัตวท์ ั้งหลาย เพอื่ ให้จิตของเวไนยสัตว์
พ้นจากความมืดบอดทางปัญญา หรอื พน้ จากความหลงต่อความคิด
ปรงุ แตง่ ของตน เฉพาะอยา่ งยงิ่ พระพทุ ธเจา้ ทรงมคี วามเมตตากรณุ า
ท่ีจะช่วยเหลือเวไนยสัตว์อย่างทัดเทียมกัน ไม่เลือกสั่งสอนเฉพาะ
มนษุ ย์ หรอื สตั วโ์ ลกเหลา่ ใดเหล่าหนึ่งเพียงเหลา่ เดียว

นอกจากน้ีพระพุทธองค์ทรงชี้แนะแก่เวไนยสัตว์ให้เข้าใจ
ต่อสภาวธรรมแห่งธรรมชาติเดิมแท้ของสรรพสิ่งบนโลก ว่าล้วนแต่
ไรล้ กั ษณะ และไร้สภาวะแห่งความเปน็ ตวั ตน บุคคล สตั ว์ และชีวิต
เฉพาะอยา่ งยง่ิ สภาวะและลกั ษณะของสรรพสง่ิ บนโลก ไมอ่ าจอธบิ าย
ด้วยคำ�พูดและภาษาใดๆ เฉกเช่นสภาวธรรมแห่งธรรมชาติเดิมแท้
ของจิต หรอื จติ พุทธะหรอื พทุ ธภาวะแหง่ จิต ก็มอิ าจเขา้ ใจไดด้ ้วยคำ�
อธบิ าย หรอื ด้วยค�ำ พดู และภาษาใดๆ

หากแตเ่ มอ่ื ใดเราหยดุ พดู หรอื ตดั ขาดจากค�ำ พดู และตดั ขาด
ซงึ่ ความคดิ นกึ ตรกึ ตรองไดแ้ ลว้ เมอื่ นนั้ กจ็ ะบรรลถุ งึ หรอื เขา้ ใจอยา่ ง
ถ่องแท้ต่อสภาวธรรมแห่งธรรมชาติเดิมแท้ของจิต เป็นความเข้าใจ
โดยไมต่ อ้ งองิ อาศยั สมมตบิ ญั ญตั ิ ตลอดถงึ ไมต่ อ้ งองิ อาศยั ภาษา หรอื
องิ อาศยั ค�ำ พดู แตอ่ ยา่ งใด หมายถงึ ผทู้ ม่ี ปี ญั ญาญาณกส็ ามารถเขา้ ใจ
หรอื บรรลุถึงไดใ้ นช่วงชีวิตปัจจุบนั

พงึ เขา้ ใจสภาวธรรมแหง่ ธรรมชาตขิ องสรรพสง่ิ อยา่ งถกู ตอ้ ง
ว่า มิได้หมายความว่าสภาวธรรมแห่งธรรมชาติของสรรพสิ่ง และ
ปรากฏการณ์ท้ังหลายบนโลก ดำ�รงสภาวะหรือเป็นเช่นนั้นเช่นน้ีอยู่
ก่อนแล้ว เราเพยี งเอาสมมตไิ ปสวมทับก็มิใช่

อ. นโิ รธ จติ วสิ ทุ ธิ์ 19

ทกี่ ลา่ วเชน่ น้ี เนอ่ื งเพราะพระพทุ ธเจา้ ตรสั วา่ สรรพสง่ิ บนโลก
มิได้มีลักษณะและสภาวะใดๆ หรือมิได้มีหรือเป็นอะไรแต่อย่างใด
ขอย้ำ�ว่าสรรพส่ิงและปรากฏการณ์บนโลกเป็นสุญญตา คือว่างจาก
ลักษณะและสภาวะใดๆ หรือเป็นสูญโดยสภาวะ

นอกจากนสี้ รรพสง่ิ และปรากฏการณเ์ กดิ จากการสมมติ หรอื
อุปโลกน์ท้ังสิ้น เช่นมนุษย์สมมติคำ�พูดว่านำ้�มีรสหวาน เปรี้ยว จืด
หรอื สมมตคิ วามรสู้ กึ วา่ หวิ และอม่ิ กเ็ พยี งเพอ่ื สอื่ สารบอกกลา่ วซง่ึ กนั
เพอ่ื ความเขา้ ใจต่อกนั เทา่ นั้น

แท้จรงิ แลว้ ทั้งผดู้ ม่ื นำ้�และน้ำ� รวมทัง้ รสชาตขิ องน้ำ� กม็ ิไดม้ ี
อยจู่ รงิ หรอื มอี ยจู่ รงิ กม็ ใิ ชเ่ ชน่ นนั้ ดงั นน้ั ในการอธบิ ายเรอ่ื งใด จงึ เปน็
แตเ่ พยี งยมื ภาษาสมมติ เพอื่ ท�ำ ความเขา้ ใจต่อกนั ชว่ั ขณะเท่านนั้

หมายความว่าภาษาและถ้อยคำ� ท่ีมนุษย์เปล่งเสียงออกมา
จากปากน้ัน เป็นสัญลักษณ์ที่ชุมชนหรือสังคมรับรู้ร่วมกัน และเป็น
แต่เพียงสิ่งท่ีมนุษย์สมมติหรืออุปโลกน์ เพ่ือสื่อความหมายต่อกัน
เท่านั้น มิได้หมายความว่ามีสรรพสิ่งหรือไม่มีสรรพส่ิง รวมท้ังมี
ปรากฏการณ์ หรือไม่มปี รากฏการณท์ ง้ั หลายแตอ่ ยา่ งใด

สรุปว่าสรรพส่ิงบนโลกทั้งรูปธรรมและนามธรรม ท่ีชาวโลก
เขา้ ใจว่าเป็นเช่นนนั้ หรือไมเ่ ปน็ เชน่ น้ัน มิได้มอี ย่หู รอื ไมม่ ีอย่กู ่อนท่ี
มนษุ ยชาตอิ บุ ตั ขิ น้ึ จากนนั้ เมอื่ มนษุ ยอ์ บุ ตั ขิ น้ึ กค็ ดิ ภาษาสวมทบั หรอื
เป็นการนำ�ภาษา และคำ�พูดสมมติบอกกันในภายหลัง ก็หาใช่เช่น
นั้นไม่

ในการแสดงความหมายต่อสิง่ ใด หรอื ในการส่ือความหมาย
สงิ่ ใดให้ผ้อู ื่นรบั รู้นน้ั บางครง้ั หรือบางเวลาผูแ้ สดง อาจจะแสดงโดย
ไม่ใช้ภาษา หรือไม่ใช้คำ�พูดใดๆ ก็ได้ กล่าวกันว่าในสมัยพุทธกาล
พระพุทธเจ้าเพียงแต่แสดงอาการอย่างหน่ึงอย่างใด ผเู้ ปน็ สาวกหรอื

20 วิถธี รรมแห่งเซน

พุทธบรษิ ทั 4 กส็ ามารถรับรู้ความหมาย ทพี่ ระองคท์ รงแสดงไดด้ ้วย
จิตของตน

ดงั เชน่ ในสมยั พุทธกาล เม่อื พระพทุ ธเจา้ ทรงถา่ ยทอดหลกั
ธรรมคำ�สอน ซ่ึงเป็นหลักธรรมคำ�สอนอันสำ�คัญยิ่งแก่พุทธสาวก
บางครั้งพระองค์ไม่ได้ใช้ภาษา หรือถ้อยคำ�ใดๆ อีกทั้งไม่อ้างอิง
คมั ภรี ห์ รอื พระสตู รใดๆ หากแตพ่ ระองคใ์ ชก้ รยิ าอาการทางกายเปน็
สอ่ื ความหมาย พทุ ธสาวกกบ็ ังเกิดจิตตื่นรู้ หรือบังเกดิ จิตลุกโพลง
และประจักษ์แจ้งได้อย่างฉับพลัน ถึงความหมายท่ีพระพุทธองค์
ทรงแสดง

ตวั อยา่ งการถา่ ยทอดหลกั ธรรมค�ำ สอนในครงั้ พทุ ธกาล กค็ อื
การถา่ ยทอดหลกั ธรรมค�ำ สอนนอกพระสตู รและนอกคมั ภรี ์ โดยไมใ่ ช้
ภาษาและถ้อยคำ� โดยชี้ตรงสู่ธรรมชาติเดิมแท้ของจิต ท่ีมีการ
กล่าวอา้ งกนั เสมอ ว่าคือการถ่ายทอดธรรม “จากจิตสู่จติ ” นั่นเอง

น่ันก็คือสมัยหนึ่งเม่ือพระพุทธเจ้าทรงประทับ ณ ภูเขา
คิชฌกูฏ ท้าวมหาพรหมน้อมถวายดอกไม้ (บางตำ�นานกล่าวว่าคือ
ดอกบัว) เป็นพุทธบูชา แล้วกราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์ให้ทรง
แสดงธรรม

ในการแสดงธรรม ณ ลานธรรมบริเวณเขาอีแร้งหรือเขา
คิชฌกูฏ ท่ามกลางท่ีประชุมสงฆ์ 1,250 รูปครั้งนี้น้ัน กล่าวกันว่า
พระพทุ ธองคม์ ไิ ดเ้ ปลง่ เสยี งบอกกลา่ ว หรอื ถา่ ยทอดหลกั ธรรมค�ำ สอน
ใดๆ แกพ่ ทุ ธสาวกทง้ั หลาย พระพทุ ธองคเ์ พยี งชดู อกไม้ (คอื ดอกบวั )
ในมือของพระองค์ขึ้น พร้อมกับส่งรอยย้ิมเพียงเล็กน้อยเป็นปริศนา
ธรรม

ในสถานท่ีประชุมคร้ังน้ีไม่มีพุทธสาวกคนใด บังเกิดความ
เข้าใจต่อสัญลักษณ์ที่พระองค์ทรงแสดง มีแต่พระมหากัสสปะเพียง

อ. นิโรธ จติ วสิ ุทธ์ิ 21

รูปเดียว ที่จิตรับรู้หรือเข้าใจในความหมาย ที่พระพุทธองค์ทรง
ถา่ ยทอดหรอื แสดงธรรม

การถ่ายทอดและการสืบทอดธรรมโดยไม่ใช้ภาษา และไม่
อาศัยถ้อยคำ�ดังกล่าว มีการดำ�เนินเร่ือยมา กระทั่งถึงสมัยพระสังฆ
ปรณิ ายกองคท์ ่ี 28 แหง่ ชมพูทวปี (อนิ เดีย) คือ “พระโพธธิ รรม”
หรือ “ปรมาจารย์ตั๊กม้อ” นั่นก็คือพระโพธิธรรมใช้ความเพียร
พยายามอย่างยิ่ง ในการเดินทางจากประเทศอินเดีย เพื่อถ่ายทอด
ธรรม และเพอื่ เผยแผ่หลกั ธรรมคำ�สอนแหง่ นิกายธยานะ (ฌานหรอื
เซน) ในประเทศจนี

ทั้งนี้ การถ่ายทอดและการสืบทอดธรรมของพระโพธิธรรม
เปน็ การใชม้ รรควธิ ี “จากจติ สจู่ ติ ” เพอ่ื พลกิ จติ สพู่ ทุ ธภาวะ ดว้ ยการ
ใช้ภาษาเพียงเล็กนอ้ ย หรือใช้อากัปกิรยิ า เพื่อกระตกุ จิตกระชากใจ
ใหจ้ ติ ลกุ โพลง จนจติ เกดิ ปญั ญาญาณ และโพลง่ ออกมาอยา่ งฉบั พลนั
สู่การรูแ้ จง้ ต่อสภาวธรรมแหง่ ธรรมชาตเิ ดิมแทข้ องสรรพสงิ่

นบั ตัง้ แตว่ ันที่ “พระโพธธิ รรม” ผู้เป็นปฐมปรมาจารยแ์ ห่ง
นกิ ายเซนในจนี เดินทางจากอนิ เดียสู่ประเทศจีน ท่านก็พดู ถงึ “จิต
เดมิ แท”้ หรอื “จติ หนง่ึ ” มไิ ดพ้ ดู ถงึ สภาวธรรมอน่ื ใด นอกจากกลา่ ว
เฉพาะสภาวธรรมแหง่ จติ เดมิ แท้ หรอื ความไมค่ ดิ ปรงุ แตง่ (วสิ งั ขาร)
เท่าน้นั

นนั่ กห็ มายความวา่ ทา่ นโพธธิ รรมไดถ้ า่ ยทอด และไดส้ บื ทอด
หลักธรรมคำ�สอนแห่งนิกายเซน แกพ่ ุทธศาสนิกชนชาวจีน ด้วยการ
ชต้ี รงสู่สภาวธรรมแห่ง “จิตเดิมแท้”

สรุปว่าในการอธิบายถึงสภาวธรรมแห่ง “จิตเดิมแท้” นั้น
ทา่ นโพธธิ รรมมไิ ดใ้ ชถ้ อ้ ยค�ำ และภาษาใดๆ ใหม้ ากความ เนอื่ งเพราะ

22 วถิ ธี รรมแหง่ เซน

ไมอ่ าจจะใชถ้ อ้ ยค�ำ ใดๆ หรอื ไมม่ วี ถิ ที างใด ทจี่ ะอธบิ ายใหเ้ ขา้ ใจอยา่ ง
ถอ่ งแท้ ต่อสภาวธรรมแห่งธรรมชาติเดิมแทข้ องจติ

ผทู้ ป่ี ระจกั ษแ์ จง้ ตอ่ ธรรมชาตเิ ดมิ แทข้ องจติ ดงั กลา่ ว สามารถ
ตรัสรู้หรือหย่ังรู้ได้ โดยไม่ต้องอาศัยความคิดปรุงแต่ง และไม่ต้อง
เปลง่ เสยี ง หรอื ใชถ้ อ้ ยค�ำ แมค้ �ำ เดยี ว รวมทงั้ ไมต่ อ้ งอาศยั บนั ทกึ หรอื
ไมต่ อ้ งจารกึ ไวเ้ ปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษรแตอ่ ยา่ งใด เพยี งแตท่ งั้ ผสู้ บื ทอด
และผูถ้ า่ ยทอดอรยิ สัจธรรมดังกล่าว ใช้มรรควธิ ี “จากจิตสจู่ ิต” คอื
การชตี้ รงสูธ่ รรมชาตเิ ดมิ แทข้ องจติ เท่านน้ั

เหนืออ่ืนใดพึงเข้าใจว่าจิตของเวไนยสัตว์ (มนุษย์และสัตว์
โลกทั้งหลาย) ทุกคน ล้วนมีพุทธภาวะหรือมีพุทธะอยู่แล้ว จึงไม่มี
สภาวธรรมใด ท่ีใครต้องแสวงหาหรือต้องบรรลุถึงอีก เฉกเช่นเดียว
กับไมม่ ีมรรควิธปี ฏิบตั ิธรรม เพือ่ การพน้ ทุกขส์ ู่สขุ และไม่มมี รรควธิ ี
ท่จี ะท�ำ ให้บรรลธุ รรมแต่อยา่ งใด

ว่าไปแล้วการตระหนักรู้ หรือการตรัสรู้ ต่อสภาวธรรมแห่ง
ธรรมชาติเดิมแท้ของจิต คือการท่ีจิตลุกโพลงต่อจิตเดิมแท้ และ
หนทางแห่งการตรัสรนู้ น้ั ไม่ได้เป็นผลผลิตของการปฏิบตั ิธรรมใดๆ
วิธีที่ฉลาดเพ่ือบรรลุธรรม หรือการตรัสรู้ธรรม ก็คือต้องบ่มเพาะให้
พทุ ธะจติ ผลอิ อกมา จนกระทง่ั กลายเปน็ ผรู้ ู้ ผตู้ น่ื และเบกิ บานในธรรม

หมายถึงการท่ีจิตประจักษ์แจ้งต่อสภาวธรรมแห่งธรรมชาติ
ของสรรพส่งิ บนโลก วา่ ปราศจากการมอี ยู่ หรือปราศจากการไม่มีอยู่
ผ้ใู ดเขา้ ใจความจรงิ หรอื สัจธรรมน้ี คงไมต่ ้องพร่�ำ สอนถึงมรรควิธดี ับ
ทุกข์ และไมต่ ้องปฏบิ ตั ิเพอ่ื การบรรลุธรรมอกี ตอ่ ไป

นอกจากนี้พึงเข้าใจอย่างท่องแท้ ว่าสารัตถะแห่งหลักธรรม
คำ�สอนของพุทธศาสนา ท่ีอธิบายให้เข้าใจยากที่สุด หรือยากที่สุด

อ. นโิ รธ จติ วิสุทธิ์ 23

ที่จะเข้าใจ อีกทั้งยังเข้าใจผิดได้ง่าย และยากแก่การตีความ ก็คือ
พระสตู รหรือคำ�สอน ทเี่ กี่ยวกับ “ความว่าง” หรือความเป็นสญู โดย
สภาวะ ที่สมมตเิ รียกว่า “สุญญตา” หรือ “ศนู ยตา” ซงึ่ กล่าวกนั วา่
คอื หลักธรรมค�ำ สอนแบบ “โลกุตรธรรม”

พระสตู รทเ่ี ปน็ แกน่ คำ�สอนสำ�คัญ ซง่ึ เปน็ ที่ยอมรับของพุทธ
สาวกชาวพทุ ธมหายาน และชาวพุทธนกิ ายธยานะ (ฌานหรือเซน)
อกี ทง้ั ใหค้ วามสนใจศกึ ษา และใชเ้ ปน็ แนวทางในการปฏบิ ตั ธิ รรม ตาม
หลักธรรมคำ�สอนแบบโลกุตรธรรม คือพระสูตรที่ชื่อ “วัชรเฉทิก
ปรชั ญาปารมติ าสตู ร” หรอื “วชั รสตู ร” และพระสตู รทช่ี อื่ “ปรชั ญา
ปารมิตาหฤทัยสูตร” ซง่ึ พระสตู รท้งั สองดังกลา่ วน้ี ว่าดว้ ยสรรพสิง่
ท้ังรูปธรรมและนามธรรม ล้วนแต่เป็นส่ิงท่ีมนุษย์กำ�หนด หรือ
อุปโลกนห์ รอื สมมตบิ ัญญตั ทิ ้งั ส้ิน และสภาวะทุกสภาวะของสรรพสิง่
ไมเ่ ปน็ ภาวะใด สมมตเิ รยี กว่า “อนัตตา”
บทสรุปรวบยอดท้ังมวลแห่งธรรมคำ�สอน ของพุทธศาสนา
นิกายเซน (ธยานะหรือฌาน) ซ่ึงเป็นสารัตถะสำ�คัญแห่งพระสูตร
ทช่ี อื่ “ปรัชญาปารมติ าหฤทัยสูตร” และ “วชั รสูตร” โดยย่อ ดังน้ี

“สภาวธรรมแหง่ ธรรมชาตขิ องสรรพสงิ่ ลว้ นมลี ักษณะ
และมีสภาวะแห่งความวา่ ง (ศูนยตา) นน่ั ก็คอื สภาวธรรมแหง่
ธรรมชาตเิ ดมิ แทข้ องสรรพสง่ิ ไรล้ กั ษณะและไรส้ ภาวะใดๆ หรอื
วา่ งจากลกั ษณะและสภาวะใดท้ังส้นิ

“สภาวธรรมแห่งธรรมชาตขิ องสรรพส่ิง ไม่มจี ดุ เริม่ ตน้
และจุดจบ ไม่มีผู้ใดสร้างข้ึน และไม่มีผู้ใดทำ�ลายได้ อีกท้ังไร้
สภาวะแห่งการเกิดขึ้น ต้ังอยู่ และดับไป มิอาจทำ�ให้บริสุทธ์ิ
มอิ าจทำ�ให้มัวหมอง หรอื มอิ าจท�ำ ให้ไร้มลทนิ ไร้ความบรบิ รู ณ์

24 วิถธี รรมแห่งเซน

และไรค้ วามไม่บรบิ ูรณ์
“ในสภาวธรรมแห่งธรรมชาติของความว่าง หรือใน

ศนู ยตาวหิ ารธรรม จงึ ไมม่ ขี นั ธ์ 5 นนั่ กค็ อื ไมม่ รี ปู ไมม่ นี าม หรอื
ไม่มรี ปู เวทนา สัญญา สังขาร และวญิ ญาณ ไม่มีธาตุใดๆ ไมม่ ี
ความรู้ ไม่มคี วามไม่รู้ ไรต้ า ไรห้ ู ไร้จมูก ไรล้ นิ้ ไรร้ ่างกาย ไร้
จติ ไรเ้ สยี ง ไรก้ ลน่ิ ไรร้ ส ไรส้ มั ผสั ทางกาย ไมม่ อี วชิ ชา ไมม่ กี าร
ดับไปแห่งอวิชชา ไม่มีการเกิด การแก่ การเจ็บและการตาย
ไมม่ อี รยิ สจั 4 คอื ไมม่ ที กุ ข์ ไมม่ เี หตเุ กดิ แหง่ ทกุ ข์ ไมม่ คี วามดบั
ทกุ ข์ และไมม่ ที างแหง่ การดบั ทุกข์ ไม่มกี ารบรรลุ และไม่มีการ
ไม่บรรลุถึงสภาวะแห่งนิรวาร (นิพพาน) ไม่มีมรรค ไม่มีการ
เกิดและการดับ ไม่มีญาณ ไม่มีความเขา้ ใจ อกี ทงั้ ไม่มีความไม่
เขา้ ใจ ตลอดถึงไม่มีการได้รบั สิ่งใด หรอื ไม่มีอะไร และไม่มใี คร
ได้รบั สิ่งใด”

เพราะเหตทุ ่สี รรพส่งิ ไร้สภาวะและไรล้ ักษณะ ดงั นน้ั ผู้ใดเขา้
ถงึ ซง่ึ ปรชั ญาปารมติ าหฤทยั สตู ร ยอ่ มกา้ วขา้ มพน้ ไปจากเครอ่ื งขวาง
ก้ันใดๆ ด้วยเหตุนี้จิตของผู้นั้น ก็จะเป็นอิสระจากส่ิงพันธนาการจิต
ทั้งปวง และไม่มีสิง่ คา้ งคาอยู่ในจิตอีกตอ่ ไป

ว่าไปแล้วหลักธรรมคำ�สอนของชาวพุทธนิกายเซน (ฌาน
หรอื ธยานะ) นัน้ กค็ ือหลกั ธรรมคำ�สอนทวี่ า่ ด้วยอนตั ตาและสุญญตา
ดังนนั้ ครูบาอาจารย์ของนิกายน้ี จึงสอนผเู้ ปน็ ศิษย์ว่า ผ้ใู ดท�ำ ใหจ้ ิต
หลดุ พน้ จากสง่ิ สมมตบิ ญั ญตั ิ จติ ของผนู้ น้ั กจ็ ะไมถ่ กู สงิ่ ใดพนั ธนาการ
หรอื ร้อยรัดจิต (สงั โยชน์) อีกต่อไป

นั่นก็หมายถึงจิตไม่เป็นทาส ท้ังส่ิงท่ีเป็นรูปธรรมและ
นามธรรม เรียกสภาวธรรมดังกล่าวว่า “จิตวิมุตติ” คือพ้นจากส่ิง

อ. นโิ รธ จติ วสิ ุทธ์ิ 25

รอ้ ยรดั จติ หรอื จติ พน้ จากสงิ่ พนั ธนาการทงั้ ปวง สง่ ผลใหส้ ามารถกา้ ว
ขา้ มความสขุ และความทกุ ข์

ทัง้ น้ี การบรรลธุ รรมตามแบบของชาวพทุ ธเซนน้ัน ขอยำ้�ว่า
ไม่มีวิธีการท่ีแน่นอน และไม่มีรูปแบบแต่อย่างใด อีกทั้งมรรควิธีท้ัง
หลายกเ็ พยี งเพอื่ ปลกุ จติ ใหต้ น่ื รู้ เพอื่ ใหจ้ ติ พน้ จากความไมร่ ู้ (อวชิ ชา)
หรือท�ำ ให้จิตบงั เกดิ พทุ ธปิ ญั ญา จนจติ ต่นื รูแ้ ละเบกิ บานฉบั พลัน

กลา่ วส�ำ หรบั ผทู้ จ่ี ติ คดิ ปรงุ แตง่ ตามสงิ่ สมมตขิ องชาวโลกนนั้
หมายถึงจติ คดิ ปรุงแตง่ ตอ่ สภาวธรรม หรือตอ่ สภาวะธรรมชาติ หรอื
ปรากฏการณท์ ง้ั หลาย วา่ เป็นเชน่ นั้นหรอื ไม่เป็นเชน่ นนั้ ตามความ
เขา้ ใจ หรือความจดจำ�ของตน เฉพาะอยา่ งยิง่ จติ จะปรงุ แต่งเปน็ ส่ิงคู่
ท่เี รยี กวา่ “ทวลิ กั ษณ์” หรอื “ทวนิ ิยม”

เชน่ พอใจ ไมพ่ อใจ ชอบ ไม่ชอบ ยอมรบั ปฏิเสธ บุญ บาป
ดี ช่ัว ความกังวลใจ ความไมก่ งั วลใจ ความลงั เลสงสยั และความไม่
ลงั เลสงสยั ความเขา้ ใจ และความไมเ่ ขา้ ใจ ความกลวั ความกลา้ ความ
สขุ ความทกุ ข์ เปน็ ตน้ ซง่ึ ลว้ นแตเ่ กดิ จากจติ ทชี่ อบคดิ ปรงุ แตง่ ทงั้ สนิ้
ส่งผลให้มนุษย์ต้องตกอยู่ในกับดักของความคิดปรุงแต่งอย่างมิอาจ
หลีกเล่ยี งได้

สรุปวา่ เพราะความคดิ ปรงุ แต่งของเราเอง จงึ ท�ำ ใหช้ ีวิตของ
เราตอ้ งตกอยใู่ นวฏั สงสาร แหง่ ความมคี วามเปน็ ความไมม่ ี หรอื ความ
ไมเ่ ปน็ อยา่ งไมจ่ บสน้ิ และหากเมอ่ื ใดสามารถปลดเปลอ้ื งความคดิ ปรงุ
แต่งออกจากจิตได้แล้ว ผู้น้ันก็ได้ช่ือว่าเป็นวิญญูชนหรืออริยบุคคล
ส่งผลให้ผู้นั้นไม่ตกเป็นทาสของความคิดปรุงแต่ง หรือไม่ตกอยู่ใน
วัฏสงสารของความคิดปรงุ แตง่ อีกต่อไป

26 วิถีธรรมแห่งเซน

กระนั้นก็พึงเข้าใจว่า แม้จิตจะคิดปรุงแต่งเช่นไร จิตพุทธะ
หรือจิตเดิมแท้ก็ยังดำ�รงสภาวะแห่งความว่างตามธรรมชาติของจิต
มันมิอาจถูกสิ่งใดๆ ทำ�ให้มันสูญเสียความบริสุทธ์ิ หรือมิอาจถูก
สิ่งใดทำ�ให้สูญเสียความไม่บริสุทธ์ิ และมิอาจจะเพ่ิมหรือลด หรือ
มอิ าจก�ำ หนดให้มันเป็นสภาวธรรมอยา่ งหนง่ึ อยา่ งใดได้

ขอย�้ำ วา่ ความไมค่ ดิ ปรงุ แตง่ หรอื จติ เดมิ แท้ หรอื จติ หนงึ่ หรอื
พทุ ธภาวะ ลว้ นเปน็ การใชภ้ าษาหรอื ถอ้ ยค�ำ เชน่ เดยี วกบั ค�ำ กลา่ ววา่
มนั เปรยี บเสมอื น “ความวา่ ง” หรือเปน็ สูญโดยสภาวะ ซง่ึ ก็คอื การ
ยืมภาษามาอธิบายวา่ สรรพสง่ิ บนโลก มิได้เป็นทัง้ สง่ิ ทม่ี ีอยู่หรอื ไม่มี
อยู่ หรือไม่มีทัง้ สิ่งทเ่ี ป็นเชน่ นน้ั จรงิ หรอื ไม่จรงิ แต่ประการใด

ส่วนจิตท่ีคิดปรุงแต่งน้ัน ก็สมมติว่ามันปรุงแต่งต่อสรรพส่ิง
และปรากฏการณ์ตามธรรมชาติของจิต เช่น จิตปรุงแต่งว่ามีความ
ฟงุ้ ซา่ นของจติ จิตมีความหวาดกลัว จติ มคี วามวติ กกงั วล จิตมีความ
สุข ความทกุ ข์ ความรกั ความเกลยี ดชงั เป็นตน้

ทง้ั หลายทงั้ ปวงลว้ นเกดิ จากจติ คดิ เอาเอง และเกดิ จากความ
จำ�ได้หมายรู้ ทีพ่ ดู จาหรอื บอกกล่าวต่อกัน หรือให้ค่าให้ความหมาย
ว่า จิตมีสภาวธรรมเช่นนั้น หรือไม่เป็นเช่นน้ัน ตามที่ตนเข้าใจหรือ
จดจ�ำ มา โดยไมร่ วู้ า่ ค�ำ พดู หรอื ภาษาทก่ี ลา่ วมาทง้ั หมดนน้ั เปน็ เพยี ง
สื่อความหมาย เพ่ือความเข้าใจอะไรบางอย่างเท่าน้ัน แท้จริงแล้ว
ธรรมชาติของกายและจิต ก็มิไดเ้ ป็นท้ังมอี ยู่ หรือไมม่ อี ยู่แต่อย่างใด

ดว้ ยเหตนุ จ้ี งึ กลา่ ววา่ การทจ่ี ติ คดิ นกึ ปรงุ แตง่ ตอ่ สรรพสง่ิ และ
ปรากฏการณ์ ว่าเป็นเช่นน้ันหรือไม่เป็นเช่นน้ัน ล้วนเป็นมายาหรือ
เปน็ สง่ิ หลอกลวง และมใิ ชเ่ ปน็ ความจรงิ แท้ หรอื ไมใ่ ชค่ วามไมจ่ รงิ แท้
แต่อยา่ งใด

อ. นิโรธ จติ วิสทุ ธิ์ 27


Click to View FlipBook Version