ทฤษฎีดนตรี 101 ARROW MUSIC THEORY FROM K E Y S A N D S C A L E S TO RHYTHM AND MELODY, AND ESSENTIAL PRIMER ON THE BASICS OF MUSIC THEORY
ไบรอัน บูน และ มาร์ค เชินบรุน : เขียน สรัลดา เซียศิริวัฒนา : แปล จาก คีย์และบันไดเสียง สู่ ส่วนจังหวะและท�ำนอง หนังสือแบบเรียนเบื้องต้นที่จ�ำเป็นเกี่ยวกับ พื้นฐานของทฤษฎีดนตรี 101 ทฤษฎีดนตรี
ทฤษฎีดนตรี 101 MUSIC THEORY 101 ไบรอัน บูน และ มาร์ค เชินบรุน : เขียน สรัลดา เซียศิริวัฒนา : แปล จัดท�ำโดย สำ นักพิมพ์แอร์โรว์ ในเครือบริษัท แอร์โรว์ มัลติมีเดีย จำกัด เลขที่ 1 ถนนก�ำแพงเพชร 6 ซอย 5 แยก 6 (โกสุมนิเวศน์ ซ.2) แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0-2573-6584 Email : [email protected] Line ID : @arrow11 hompage : www.arrowmultimedia.co.th Copyright © 2016 by Simon & Schuster, Inc. Published by arrangement with Adams Media, an Imprint of Simon & Schuster, Inc., 1230 Avenue of the Americas, New York, NY 10020, USA. Thai Language Translation Copyright © 2023 by Arrow Multimedia Co.,Ltd. All rights reserved. © สงวนลิขสิทธิ์โดย บริษัท แอร์โรว์ มัลติมีเดีย จ�ำกัด ห้ามน�ำส่วนหนึ่งส่วนใดของหนังสือเล่มนี้ไปลอกเลียน ท�ำส�ำเนา ถ่ายเอกสาร หรือน�ำไปเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต หรือสื่อต่างๆ ไม่ว่าในรูปแบบใด นอกจากได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ไบรอัน บูน และ มาร์ค เชินบรุน. ทฤษฎีดนตรี 101—กรุงเทพฯ : แอร์โรว์, 2566. 312 หน้า. 1. ดนตรี I. สรัลดา เซียศิริวัฒนา , แปล II. ชื่อเรื่อง. ISBN 978-616-434-342-9 ข้อมูลทางบรรณานุกรม บรรณาธิการ : นิคม ชาวเรือ ผู้จัดการทั่วไป : เดือนนภา สุรามิตร ฝ่ายขาย : ณลินพรรณ เผ่าพันธุ์ขาว กองบรรณาธิการ : สุภาภรณ์ สว่างจันทร์, วลัยกร เต็มขันท์, ปวันรัตน์ เกียรติธีรชัย, ชญานี ขุนพิลึก พิสูจน์อักษร : อักษร สัมพันธ์ ศิลปกรรม : ชมพูนุช ขอดค�ำ จัดจ�ำหน่ายทั่วประเทศโดย บริษัท อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด 108 หมู่ที่ 2 ถ.บางกรวย-จงถนอม ต.มหาสวัสดิ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี 11130 โทรศัพท์ 0-2423-9999 โทรสาร 0-2449-9222, 0-2449-9500-6 hompage : www.naiin.com พิมพ์ที่ : บริษัท ไอดี ออล ดิจิตอลพริ้นท์ จำกัด 52 ซอยเอกชัย 69 ถนนเอกชัย แขวงบางบอน เขตบางบอน กทม. 10150 โทรศัพท์ 0-2899-5429-35 โทรสาร 0-2416-4097 ราคา 450 บาท
ประวัติผู้เขียน ไบรอัน บูน (BRIAN BOONE) เขียน หนังสือ I Love Rock ’n’ Roll (Except When I Hate It) และเป็นผู้เขียนร่วมใน หนังสือ American Inventions และมีส่วน ช่วยในการท�ำ How Stuff Works, Barnes & Noble Reads, McSweeney’s, Splitsider, Someecards, The Onion, Adult Swim, และ Funny or Die เขาอาศัยอยู่ที่ รัฐออริกอนกับครอบครัว มาร์ค เชินบรุน (MARC SCHONBURN) เป็นนักการศึกษา นักเขียน และผู้แสดงดนตรี ในบริเวณย่านอ่าวแซนแฟรนซิสโก ประวัติการ ท�ำงานด้านดนตรีของมาร์คมีตั้งแต่ดนตรี คลาสสิกไปจนถึงวงแจ๊สทริโอและคอนเสิร์ต ร็อก เขาเป็นวิทยากรที่บรรยายเรื่องกีตาร์และ เทคโนโลยีดนตรีอย่างสม�่ำเสมอ และเขามักจะ ออกทัวร์ทั่วประเทศเพื่อให้ความรู้แก่นักดนตรี และครูดนตรี เขาเป็นผู้เขียนหนังสือหลายเล่ม เกี่ยวกับดนตรีและใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองแซนโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย BRIAN BOONE MARC SCHONBURN
ค�ำน�ำส�ำนักพิมพ์ ดนตรีมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่คลาสสิกไปจนถึงฮาร์ดร็อก และแจ๊สไป จนถึงฮิปฮอป แต่พื้นฐานหลายอย่างยังคงเหมือนเดิม การเข้าใจพื้นฐานเหล่านี้เป็น กุญแจส�ำคัญในการเป็นนักดนตรีที่ประสบความส�ำเร็จ เป็นคนรักดนตรีที่รอบรู้ และ ผู้สนใจเรียนรู้พื้นฐานของทฤษฎีดนตรี โดยมีค�ำแนะน�ำที่ครอบคลุมและเข้าใจง่าย ทฤษฎีดนตรี 101 ครอบคลุมทุกสิ่งที่นักดนตรีมือใหม่และผู้เรียนรู้ตลอด ชีวิตจ�ำเป็นต้องรู้ รวมถึง : - วิธีอ่านโน้ตเพลง - ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างคอร์ดและสเกล - จังหวะที่ต่างกันและเครื่องหมายกำหนดจังหวะ - วิธีระบุและจัดระเบียบคีย์ หนังสือ ทฤษฎีดนตรี 101 (Music Theory 101) เขียนโดย ไบรอัน บูน และ มาร์ค เชินบรุน เต็มไปด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยทางดนตรี ประวัติดนตรี ค�ำแนะน�ำที่ครอบคลุม โสตทัศนูปกรณ์ของสเกล สัญลักษณ์ดนตรี และคอร์ด ซึ่ง เป็นคู่มือที่จ�ำเป็นส�ำหรับหลักสูตรเร่งรัดในทฤษฎีดนตรี ที่แม้แต่นักดนตรีมืออาชีพ ยังต้องอิจฉา ผู้อ่านจะได้เข้าใจว่าดนตรีท�ำงานอย่างไร และองค์ประกอบต่างๆ ของมัน ทั้งหมดเข้ากันได้อย่างไร โดยเนื้อหาเข้าใจง่ายส�ำหรับผู้เริ่มต้น และครอบคลุม ประเด็นส�ำคัญที่ผู้สนใจจ�ำเป็นต้องรู้ สำนักพิมพ์แอร์โรว์
สารบัญ บทน�ำ 11 บทที่1: พื้นฐานของดนตรี 13 ยุคสมัยของดนตรี “คลาสสิก” 14 ศัพท์ดนตรีน่ารู้ 18 อัตราจังหวะ (Time) 25 ส่วนจังหวะพื้นฐาน 28 อัตราจังหวะ (Meter) 35 บทที่2: ขั้นคู่ 39 ขั้นคู่ 40 ขั้นคู่จากบันไดเสียง 45 ขั้นคู่ธรรมดา 53 ขั้นคู่ขั้นสูง 58 ขั้นคู่พลิกกลับและขั้นคู่ขยาย 62 การฟังขั้นคู่ 65
บทที่3: บันไดเสียงเมเจอร์และไมเนอร์ 69 ค�ำจ�ำกัดความของบันไดเสียง 70 การสะกดบันไดเสียง 73 ล�ำดับโน้ตต่างๆ ในบันไดเสียง 77 วิธีการสร้างบันไดเสียงไมเนอร์แบบใช้สูตร และแบบรับมาจากบันไดเสียงเมเจอร์ 80 ล�ำดับขั้นของโน้ตในบันไดเสียงไมเนอร์ 86 บทที่4: กุญแจเสียงทางดนตรีและเครื่องหมายประจ�ำกุญแจเสียง 91 กุญแจเสียงทางดนตรี 92 ทุกเรื่องเกี่ยวกับเครื่องหมายประจ�ำกุญแจเสียง 97 กุญแจเสียงไมเนอร์ร่วม 102 กุญแจเสียงไมเนอร์บนกระดาษ 107 บทที่5: โมดและบันไดเสียงอื่นๆ 111 โมด 112 บันไดเสียงอิงโมด 115 บันไดเสียงส�ำคัญอื่นๆ 122 บทที่6: คอร์ด 129 คอร์ด 130 ทรัยแอด/คอร์ดเมเจอร์ 133
ทรัยแอด/คอร์ดไมเนอร์ 136 ทรัยแอดอื่นๆ 139 คอร์ดต่างๆ ในบันไดเสียง 144 คอร์ดทบเจ็ดแบบต่างๆ 150 การสร้างคอร์ดทบเจ็ด 153 บทที่7: การพลิกกลับคอร์ดและการด�ำเนินคอร์ด 171 ทรัยแอดพลิกกลับ 172 คอร์ดทบเจ็ดพลิกกลับ 176 การด�ำเนินคอร์ด 180 การด�ำเนินคอร์ดไดอะทอนิกและเสียงประสาน ที่มีศูนย์กลางเสียงเป็นดวงอาทิตย์ 184 เสียงประสานที่มีศูนย์กลางเสียงเป็นดวงอาทิตย์ 190 บันไดคอร์ด 193 บทที่8: ส�ำรวจเสียงประสาน 199 ท�ำนอง 200 โน้ตในคอร์ดและโน้ตนอกคอร์ด 204 การใส่เสียงประสานจริงให้ท�ำนอง 209 เสียงประสานแนวเดียว 214 ดนตรีแจ๊สและเสียงประสานทางแจ๊ส 216 การด�ำเนินคอร์ดทางแจ๊ส 223 โครงสร้างและเสียงประสานของดนตรีบลูส์ 230
บทที่9: การอ่านดนตรี 235 อัตราความเร็ว (Tempo) 236 อัตราความดัง (Dynamics) 242 การน�ำทางในโน้ตเพลง 246 บทที่10: เครื่องหมายก�ำหนดอารมณ์และสัญลักษณ์อื่นๆ 255 เครื่องหมายก�ำหนดอารมณ์ 256 สัญลักษณ์ควบคุมความยาว 260 สัญลักษณ์ควบคุมความแรง 263 สัญลักษณ์ก�ำกับการแสดง 267 เครื่องหมายออกเทฟ 270 สัญลักษณ์เบ็ดเตล็ด 273 บทที่11: การน�ำความรู้ทฤษฎีดนตรีไปใช้ 279 ประเภทของเครื่องดนตรีที่แตกต่างกัน 280 เครื่องดนตรีและช่วงเสียง 283 การย้ายระดับเสียงของดนตรี 290 ฝึกหูของคุณ 297 นี่ฉันก�ำลังฟังอะไรอยู่? 299 สอบปลายภาค: การวิเคราะห์เพลง 303
บทน�ำ ทฤษฎีดนตรีคือการศึกษาดนตรี—มันพยายามถอดรหัสว่าท�ำไมรูปแบบ ในดนตรีเป็นเช่นนั้น พวกมันเป็นอะไร และสิ่งเหล่านั้นท�ำให้ดนตรีท�ำงาน อย่างไร ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ดนตรีเป็นรูปแบบศิลปะที่มีโครงสร้างและความ ซับซ้อนสูงซึ่งเกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และอะคูสติกอย่าง มาก และมันก็จริงที่การท�ำความเข้าใจดนตรีต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่การเรียนรู้เกี่ยวกับดนตรีที่คุณรักมากขึ้นไม่จ�ำเป็นต้องเป็นสิ่งท้าทาย เลย! คู่มือเล่มนี้จะช่วยให้คุณมีความช�ำนาญในเครื่องมือต่างๆ ที่ต้องการ เพื่อจะอ่าน เล่น และท�ำความเข้าใจดนตรี หนังสือเล่มนี้แตกต่างจากหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีดนตรีเล่มอื่นๆ ที่ คุณอาจเคยซื้อ หนังสือทฤษฎีจ�ำนวนมากเหมาะกับนักดนตรีที่มีประสบการณ์แล้วและเต็มไปด้วยศัพท์และข้อสมมติฐานที่ซับซ้อนมากเกินไปที่ สามารถท�ำให้ผู้อ่านทั่วไปรู้สึกงงงวยได้ หนังสือเหล่านี้มีแนวโน้มมุ่งเน้นไป ที่ดนตรีคลาสสิกและมักจะละเลยดนตรีประเภทอื่นไปด้วย เมื่อเปรียบเทียบ กันแล้ว ทฤษฎีดนตรี 101 น�ำเสนอเนื้อหาอย่างชัดเจน ในรูปแบบเข้าใจง่าย ที่ครอบคลุมส�ำหรับดนตรีหลายแนวและเครื่องดนตรีหลายชนิด ไม่ว่าคุณจะเล่นดนตรีหรือแค่อยากรู้จักดนตรีมากขึ้น หนังสือเล่มนี้ จะช่วยคุณให้เข้าใจว่าดนตรีท�ำงานอย่างไรและองค์ประกอบต่างๆ ของมัน ทั้งหมดเข้ากันได้อย่างไร ทฤษฎีดนตรีน�ำ เสียง ของดนตรีมาแปลให้เป็น ค�ำ มันพิจารณาดูว่าดนตรีมีวิวัฒนาการผ่านกาลเวลามาอย่างไร และส�ำรวจ ว่าเราสามารถเรียนรู้อะไรจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้บ้าง
หนังสือเล่มนี้ครอบคลุมประเด็นส�ำคัญที่คุณจ�ำเป็นต้องรู้ เช่น: ● วิธีท�ำความเข้าใจส่วนจังหวะและเครื่องหมายประจ�ำจังหวะ ● วิธีสร้างคอร์ดและบันไดเสียงต่างๆ ● วิธีเขียนและท�ำความเข้าใจเสียงประสานตามแบบแผน ● วิธีระบุคีย์และคีย์ต่างๆ มีการจัดระเบียบอย่างไร ● วิธีท�ำความเข้าใจสัญลักษณ์ควบคุมลักษณะเสียงและโน้ตประดับ บนโน้ตเพลง ● วิธีใช้โมดต่างๆ เพื่อขยายเสียงประสาน ทฤษฎีดนตรีไม่จ�ำเป็นต้องเป็นเรื่องน่าสับสนหรือซับซ้อนเกินไป แม้ว่าการเรียนทฤษฎีดนตรีไม่ใช่งานง่ายๆ หนังสือเล่มนี้จะน�ำทางคุณผ่าน กระบวนการเหล่านั้นด้วยความมั่นใจและความชัดเจน ดังนั้น มาส�ำรวจ (และท�ำความเข้าใจ) โลกที่น่าทึ่งของทฤษฎีดนตรีกันเถอะ
บทที่ 1 พื้นฐานของดนตรี (The Basics of Music) ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่เพิ่งเริ่มศึกษาดนตรี หรือชำนาญในการอ่านและเล่น ดนตรี คุณจำเป็นต้องมีความสามารถในการเข้าใจพื้นฐานดนตรีอย่างทะลุ ปรุโปร่ง และมีความซาบซึ้งในประวัติศาสตร์อันรุ่มรวยของการประพันธ์ ดนตรีเพื่อจะเข้าใจทฤษฎีดนตรี โดยคำนึงถึงสิ่งเหล่านั้น หนังสือบทนี้จึงนำ เสนอคำอธิบายคร่าวๆ ของพื้นฐานศัพท์ดนตรีและแนวคิดต่างๆ ที่ประกอบ ขึ้นเป็นทฤษฎีดนตรี เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ของแนวดนตรีต่างๆ โดย สังเขป
14 MUSIC THEORY 101 ยุคสมัยของดนตรี “คลาสสิก” THE PERIODS OF "CLASSICAL" MUSIC ประวัติศาสตร์ของแนวดนตรีต่างๆ ในขณะที่เรามีประเภทของดนตรีมากกว่าพื้นที่ในการเขียนถึง ยังไม่รวมแนวดนตรี ปลีกย่อยของประเภททั้งหมดนั้น มีลักษณะดนตรีสำคัญจำนวนหนึ่งที่ดนตรีส่วน ใหญ่สามารถถูกจัดประเภทให้อยู่ในหมวดหมู่เหล่านี้ได้ แม้แนวดนตรีไม่มากก็น้อย ทั้งหมดประพันธ์ขึ้นตามกฎเกณฑ์และโครงสร้างต่างๆ ของทฤษฎีดนตรีตะวันตก ดนตรีประเภทต่อไปนี้มีแนวคิดในการประพันธ์ รายละเอียด และธรรมเนียมปฏิบัติ ที่เป็นที่จดจำได้สูงและมีความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่อย่างมากเช่นกัน นี่คือ ประวัติศาสตร์ของแนวดนตรีซิมโฟนีและออร์เคสตราโดยสังเขป บาโรก (ค.ศ. 1600-1760) ดนตรีบาโรกนั้นซับซ้อน พุ่งทะยาน ถูกประดับประดาอย่างหนัก และยิ่งใหญ่อย่าง ปฏิเสธไม่ได้ และเป็นรากฐานส�ำหรับดนตรีคลาสสิกและดนตรีซิมโฟนีที่ตามมา ยุค บาโรกสร้างคีตกวีจ�ำนวนหนึ่งที่บุกเบิกแนวการประพันธ์ดนตรีใหม่มากที่สุดอย่าง โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach) อันโตนีโอ วิวัลดี (Antonio Vivaldi) และจอร์จ แฮนเดิล (George Handel)
ทฤษฎีดนตรี 101 15 คลาสสิก (ค.ศ. 1760-1820) แม้คุณจะได้ยินค�ำว่า คลาสสิก บ่อย ในการกล่าวถึงประเภทของดนตรีใดก็ตามที่ เกี่ยวข้องกับวงขนาดใหญ่ที่มีเครื่องดนตรีหลายชนิดบรรเลงบทประพันธ์ที่ซับซ้อน และไม่มีเนื้อร้อง อย่างไรก็ตาม ศัพท์นี้จะถูกต้องแม่นย�ำกว่าหากน�ำไปใช้กับยุคสมัย ในดนตรียุโรปที่แน่นอน และแม้ว่าดนตรี “คลาสสิก” จะดูหรูหราและสง่างาม จริงๆ แล้ว คีตกวียุคคลาสสิกหลายท่านพยายามจะถอดอาภรณ์ของดนตรีบาโรกออก ให้เหลือแต่พื้นฐานของมัน และมีองค์ประกอบสวยงามที่สุดด้วยท�ำนองชัดเจน และแข็งแรง คีตกวีซึ่งรู้จักมากที่สุดจ�ำนวนหนึ่งมาจากยุคคลาสสิก เช่น วอล์ฟกัง อามาเดอุส โมซาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart) ลุดวิก ฟาน เบโทเฟน (Ludwig van Beethoven) และฟรันซ์ โยเซฟ ไฮเดิน (Franz Joseph Haydn) โรแมนติก (ค.ศ. 1780-1900) ในยุคโรแมนติก คีตกวีหลายท่านพยายามจะท�ำให้เกิดความรู้สึกเฉพาะและบอกเล่า เรื่องราวต่างๆ พร้อมกับอารมณ์ และเป็นบทประพันธ์ชิ้นเล็กๆ ที่ไม่เป็นทางการ พวกเขายกย่องธรรมชาติ ความรัก จิตวิญญาณ และประเทศต่างแดนให้เป็นอุดมคติ ในรูปแบบคล้ายการเล่าเรื่องในรูปแบบอื่น เช่น โอเปราและบัลเลต์ คีตกวียุค โรแมนติกคนส�ำคัญประกอบด้วย โยฮันเนส บรามส์ (Johannes Brahms) ปิออตร์ อิลยิช ไชคอฟสกี (Pyotr Ilyich Tchaikovsky หรือรู้จักกันในชื่อ Peter Ilich Tchaikovsky) และริชาร์ด วากเนอร์ (Richard Wagner) โมเดิร์น (ค.ศ. 1900-1975) ด้วยธรรมเนียมปฏิบัติทางดนตรีต่างๆ ย้อนกลับไปหลายร้อยปี ทางเลือกหนึ่งส�ำหรับ คีตกวียุคโมเดิร์นคือปฏิเสธประวัติศาสตร์และกฎเกณฑ์ของมันและท�ำการทดลอง แทน ท่วงท�ำนอง เสียงประสาน และส่วนจังหวะที่สม�่ำเสมอและน่าพอใจมักถูก
16 MUSIC THEORY 101 ขัดจังหวะการบรรเลงด้วยเสียงไม่กลมกลืน การใช้บันไดเสียงไมเนอร์อย่างหนัก อัตราจังหวะแปลก แม้กระทั่งการสุ่มใช้เสียงต่างๆ อย่างไร้แบบแผน คีตกวีที่โดดเด่น ผู้เปลี่ยนแปลงดนตรีให้มีสีสันขึ้นจ�ำนวนหนึ่งในยุคนี้ มีทั้ง ริชาร์ด ชเตราส์ (Richard Strauss) โกลด เดอบูซี (Claude Debussy) อีกอร์ สตราวินสกี (Igor Stravinsky) และเอริก ซาตี (Erik Satie) หมายเหตุ ดนตรีตะวันตกเติบโตจากธรรมเนียมปฏิบัติทางดนตรีต่างๆ ของยุโรป ธรรมเนียม ปฏิบัติเหล่านั้นเริ่มต้นด้วยเพลงสวดโมโนโฟนี (หรือ เสียงแนวเดียว) ที่เรียบง่าย ใช้ขับร้องเป็นแบบแผนในการนมัสการพระเจ้าโดยนักบวช นี่เป็นดนตรีประเภทที่ นิยมปฏิบัติกันมากที่สุดตั้งแต่ประมาณ ค.ศ. 350-1050 ซึ่งหมายความว่ามันใช้ เวลากว่า 700 ปีเลยทีเดียวกว่าจะพัฒนาเป็นดนตรีพิธีกรรมแบบโพลีโฟนี (เสียง ร้องหลายแนวที่ร้องไม่เหมือนกันในเวลาเดียวกัน) ดนตรีโพลีโฟนียึดครอง ประวัติศาสตร์ตั้งแต่ประมาณ ค.ศ. 1050-1300 จนกระทั่งมีบทประพันธ์ซับซ้อน กว่าและเครื่องดนตรีเริ่มถือก�ำเนิดขึ้น ดนตรีซิมโฟนีร่วมสมัย (ค.ศ. 1975-ปัจจุบัน) ประวัติศาสตร์ที่ถูกปฏิเสธโดยคีตกวียุคโมเดิร์นมาโดยตลอดได้ย้อนกลับไปหาสิ่ง เดิมอีกครั้ง นักดนตรีจ�ำนวนมากมองย้อนกลับไปยังยุคทองของศตวรรษที่สิบเจ็ด และสิบแปดเพื่อหาแรงบันดาลใจและสร้างซิมโฟนีหลากหลายบทที่มีความอุดม สมบูรณ์ มีองค์ประกอบหลายชั้น และมีท่วงท�ำนองโดดเด่นไพเราะจดจ�ำง่าย แต่มี คีตกวีท่านอื่นๆ อีกมากพอกันที่ยังคงทดลองกับดนตรีต่อไปจนสุดขอบของความ คิดและสิ่งที่สามารถเรียกว่าดนตรีได้อย่างมีเหตุผล ซึ่งด�ำเนินต่อไปในงานล�้ำยุคของ
ทฤษฎีดนตรี 101 17 ต้นศตวรรษที่ยี่สิบ นอกจากนี้ยังมีลัทธิมินิมัลลิสม์ หรือจุลนิยม (Minimalism) ศิลปินมินิมัลลิสม์ที่ได้รับอิทธิพลจากดนตรีร็อกแอนด์โรลชอบใช้การเรียบเรียงเครื่อง ดนตรีให้บางเบาเพื่อปล่อยให้ท�ำนองสั้นๆ ได้รับการบรรเลงซ�้ำและพัฒนาไปสู่ความ ซับซ้อน ผู้มีชื่อเสียงส�ำคัญในสี่สิบปีสุดท้ายของคีตนิพนธ์นี้มี ฟิลิป กราสส์ (Philip Glass) จอห์น แอดัมส์ (John Adams) และทอมัส อาเดส (Thomas Adès) รวม อยู่ด้วย หมายเหตุ ดนตรีทั้งหมดที่บรรยายมาก่อนหน้านี้คือดนตรีตะวันตก หมายความว่ามันเกิด จากสิ่งที่ถูกเรียกทางประวัติศาสตร์ว่าตะวันตก ได้แก่ ยุโรป และอเมริกาตามมา ในภายหลัง เอเชีย แอฟริกา อเมริกา และชนพื้นเมืองทั่วโลกต่างมีประวัติศาสตร์ ทางดนตรีที่รุ่มรวยของตน—ทั้งหมดนั้นสามารถน�ำมาเขียนหนังสือได้เป็นเล่มๆ หนังสือเล่มนี้มุ่งเน้นไปที่องค์ประกอบและระบบต่างๆ ของดนตรีตะวันตกเกือบ ทั้งหมด
18 MUSIC THEORY 101 ศัพท์ดนตรีน่ารู้ TERMS TO KNOW รู้จักกับดนตรีทีละส่วน ทฤษฎีดนตรีส�ำรวจสิ่งที่เคยท�ำมาก่อนแล้วในดนตรีเพื่อให้เกิดความเข้าใจโดยรวม มากขึ้น เนื่องจากคุณจะได้เห็นภาษาของดนตรีแบบที่เป็นการเขียนตลอดทั้งหนังสือ เล่มนี้ คุณต้องสามารถอ่านมันได้ คุณจะต้องอ่านโน้ตในหลายกุญแจ เนื่องจากระบบ การบันทึกโน้ตมาตรฐานใช้กุญแจซอลและฟาอย่างต�่ำ และบ่อยครั้งก็โยนเข้าไปใน กุญแจโดด้วย นี่เป็นการทบทวนขั้นพื้นฐานเพื่อช่วยให้คุณเข้าใจในสิ่งที่ก�ำลังอ่าน และมีการทบทวนส่วนจังหวะต่างๆ ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างมากด้วย เพราะมัน อาจเป็นแนวคิดที่เข้าใจยาก แม้คุณจะรู้วิธีถอดรหัสโน้ตต่างๆ บนบรรทัดห้าเส้นแล้ว แต่คุณอาจจะยังคงนับจังหวะได้ไม่ง่ายนัก ถ้าบทนี้ท�ำให้คุณกลัวแล้ว คุณสามารถ ข้ามไปดูการสอนการอ่านดนตรีอย่างรวบรัดในบทที่ 9 และ 10 ของหนังสือเล่มนี้ได้ ก่อน หรือคุณอาจต้องการหาหนังสือที่สอนเกี่ยวกับการอ่านดนตรีอย่างจริงจังมา และเก็บมันไว้ใกล้ๆ ตัว มันจะช่วยให้คุณเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างมากเลย! โน้ต (Note) อะไรจะดีไปกว่าการเริ่มต้นด้วยโน้ต? นี่เป็นตัวอย่างของดนตรีที่สั้น ลองพยายาม วิเคราะห์ว่าก�ำลังเกิดอะไรขึ้น และดูว่าคุณมีข้อมูลทั้งหมดที่ต้องการหรือไม่
ทฤษฎีดนตรี 101 19 ตามที่คุณสามารถเห็นได้จากภาพนี้ นี่เป็นช่วงตัดตอนสั้นๆ จากบทเพลง ส�ำหรับการเดี่ยวเปียโน นี่คือสิ่งที่คุณก�ำลังมองเห็น: 1. มีโน้ตหลายตัวถูกจัดวางลงบนเส้นบันทึกโน้ตทางดนตรีสองบรรทัด บรรทัด หนึ่งเป็นกุญแจซอล และอีกบรรทัดเป็นกุญแจฟา 2. บรรทัดทั้งสองถูกก�ำหนดเสริมโดยกุญแจต่างๆ 3. โน้ตต่างๆ สามารถระบุได้โดยการใช้กุญแจเท่านั้น ไม่เช่นนั้นพวกมันจะ เป็นเพียงจุดบนเส้นและช่อง ถ้าคุณอยากจะพูดถึงตัวโน้ต คุณต้องพูดถึงกุญแจก่อน เพราะจริงๆ แล้ว กุญแจต่างๆ ท�ำหน้าที่ก�ำหนดชื่อของโน้ตในบรรทัดห้าเส้น กุญแจ (Clef) กุญแจเป็นสัญลักษณ์ที่นั่งอยู่ตรงต้นของบรรทัดดนตรีทุกบรรทัด บรรทัดหนึ่งมีห้า เส้นและสี่ช่อง คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าโน้ต A หรือ C อยู่ตรงไหน? องค์ประกอบที่หาย ไปคือกุญแจที่ระบุว่าโน้ตอะไรจะด�ำเนินไปทางไหน และมีหน้าที่เหมือนกับแผนที่ อย่างมาก การวางกุญแจซอลไว้ที่จุดเริ่มต้นของบรรทัดจะก�ำหนดเส้นและช่องด้วย ชื่อต่างๆ ของโน้ต ภาพต่อไปนี้แสดงโน้ตของบรรทัดที่มีกุญแจซอล
20 MUSIC THEORY 101 หัวกุญแจเทรเบิล หรือกุญแจซอล (treble clef) วงวนรอบโน้ตตัวซอล (G) นี่คือเหตุผลที่มันถูกเรียกว่ากุญแจซอล (G clef) มีรูปแบบส�ำคัญส�ำหรับโน้ตต่างๆ ดูที่เส้นล่างสุดซึ่งถูกก�ำหนดให้เป็นโน้ตตัว E ไล่ตามตัวอักษรทางดนตรีเพื่อหาว่า โน้ตถัดไปอยู่ที่ไหน F อยู่ในช่องเหนือตัว E บรรทัดเรียงขึ้นในรูปแบบนี้ —เส้น ตาม ด้วยช่อง จากนั้นก็เส้น—ดังวงจรของมันตามตัวอักษรทางดนตรี (A-B-C-D-EF-G) กุญแจเบส หรือกุญแจฟา (bass clef) เป็นกุญแจที่ต่างจากกุญแจซอล ไม่ เพียงก�ำหนดชื่อโน้ตที่ต่างออกไป แต่ยังรวมถึงเป็นโน้ตในช่วงเสียงที่ต�่ำกว่าด้วย กุญแจฟาใช้ส�ำหรับเครื่องดนตรีที่มีระดับเสียงต�่ำ เช่นกีตาร์เบส แม้ว่ากุญแจฟาจะ นั่งอยู่บนบรรทัดห้าเส้นเหมือนกัน แต่มันก�ำหนดชื่อโน้ตที่แตกต่างไปอย่างมาก นักดนตรีหลายคนสามารถอ่านกุญแจซอลได้เพราะมันเป็นกุญแจที่ถูกใช้บ่อยที่สุด อย่างไรก็ตาม ส�ำหรับนักดนตรีหลายคน การอ่านกุญแจฟาถือเป็นเรื่องยากกว่า เพื่อ จะท�ำให้ความเข้าใจทฤษฎีดนตรีมีความก้าวหน้า คุณจ�ำเป็นต้องช�ำนาญการอ่าน กุญแจทั้งหมด ภาพต่อไปแสดงโน้ตต่างๆ ของบรรทัดที่มีกุญแจฟา
ทฤษฎีดนตรี 101 21 หมายเหตุ แม้ว่าคุณอาจจะเข้าใจโน้ตต่างๆ บนกุญแจทั้งสอง แต่วิธีเดียวที่จะช�ำนาญการอ่าน โน้ตคือพยายามอ่านกุญแจอื่นๆ ให้บ่อยมากที่สุดเท่าที่คุณจะท�ำได้ เพียงแค่จัด เวลาไม่กี่นาทีต่อวันมาอ่านกุญแจอื่นๆ คุณก็สามารถระบุโน้ตต่างๆ ได้คล่อง เนื่องจากกุญแจเป็นตัวก�ำหนดโน้ต ให้คิดว่าการอ่านโน้ตได้หลายกุญแจเป็นความ สามารถในการอ่านออกเขียนได้ทางดนตรีอย่างหนึ่ง บรรทัดห้าเส้นคู่และ C กลาง (Grand Staff and Middle C) การรวมกุญแจฟากับกุญแจซอลเข้าด้วยกันท�ำให้เกิดบรรทัดห้าเส้นคู่ (grand staff) บรรทัดห้าเส้นคู่ใช้ในการเขียนโน้ตเปียโน การสร้างบรรทัดห้าเส้นคู่ท�ำได้โดยการ เชื่อมบรรทัดห้าเส้นของกุญแจซอลและฟาด้วยเครื่องหมายปีกกา ดังตัวอย่างที่แสดง ในภาพต่อไปนี้ ปีกกา บรรทัดห้าเส้นคู่แสดงให้เห็นโน้ตตัวที่ส�ำคัญมาก นั่นคือ C กลาง (Middle C) ภาพต่อไปนี้คือ C กลาง