The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

eBook ฮีต 12 คลองอีสาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by krisada r., 2023-07-07 10:49:22

ฮีต 12 คลองอีสาน

eBook ฮีต 12 คลองอีสาน

HEAT 12 ฮีต 12 ประเพณีอีสาน กฤษฎา ฤทธิ์นธิ์ายม


คําว่า ฮีตเป็นคำ ภาษาไทยอีสานหมายถึง จารีตประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลานานซึ่งฮีตนี้จะต้องปฏิบัติ เหมือนกันตั้งแต่ประชาชนธรรมดาจนถึงเจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์เมื่อถึง คราววาระ และเดือนที่จะต้องประกอบพิธีกรรมตามฮีตแห่งแต่ละแห่ง แต่ละชุมชนจะต้องปฏิบัติเหมือนกัน ซึ่งมีทั้งหมด 12 ฮีตด้วยกัน แต่ หากใครประพฤติฝ่าฝืนหรืองดเว้นไปไม่กระทําตามที่กําหนดไว้จะถือว่า ผิดเป็นชั่ว ฮีตสิบสองของชาวอีสานเป็นฮีตที่บริสุทธิ์เป็นเรื่องของความ เชื่อในพระพุทธศาสนาและ ประเพณีนิยม พื้นบ้านเป็นประเพณีที่ สมาชิกในสังคมจะได้มีโอกาสร่วมชุมชนกันทําบุญประจําทุกๆเดือนของ รอบปีผลที่ได้รับคือทุกคนจะได้มีเวลาเข้าวัดใกล้ชิดกับหลักธรรมทาง พระพุทธศาสนายิ่งขึ้นทําให้ได้มีโอกาสพบปะและรู้จักมักคุ้นกันรวมทั้ง เป็นจารีตบังคับให้ทุก ๆ คนเสียสละและมาทํางานร่วมกัน เมื่อว่างจากงานประจําแล้ว ดังนั้นประเพณีฮีตสิบสองก็คือ ประเพณี สิบสองเดือนจึงหมายถึง ประเพณีที่ประชาชนชาวอีสานได้ปฏิบัติสืบต่อ กันมาในโอกาสต่างๆ ทั้งสิบสองเดือนในแต่ละปี ประเพณีทั้งสิบสอง เดือนที่ชาวอีสานถือปฏิบัติกันมานั้นล้วนเป็นประเพณีที่ส่งเสริมให้คนใน ชุมชนได้ ออกมาร่วมกิจกรรมพบปะสังสรรค์กัน เพื่อความสนุกสนานรื่นเริงและเพื่อความสมานสามัคคีมีความ รักใคร่ กันของคนในท้องถิ่น ซึ่งเป็นการสืบทอดสิ่งที่ดีงามมาจวบจนปัจจุบัน What is Heat 12 ? ฮีต 12 คืออะไร ?


ฮีตที่ 1 บุญเข้ากรรม CONTENT สารบัญ ฮีตที่ 2 บุญคูณลาน ฮีตที่ 3 บุญข้าวจี่ ฮีตที่ 4 บุญเผวส ฮีตที่ 5 บุญสงกรานต์ 1 2 4 5 6


ฮีตที่ 6 บุญบั้ง บั้ ไฟ ฮีตที่ 7 บุญซำ ฮะ ฮีตที่ 8 บุญเข้า พรรษา ฮีตที่ 9 บุญข้าว ประดับดิน ฮีตที่ 10 บุญข้าวสาก 8 10 11 13 14


ฮีตที่ 11 บุญออก พรรษา ฮีตที่ 12 บุญกฐิน 16 18


ฮี ต ที่ 1 บุ ญ เ ข้ า ก ร ร ม บุญเข้า ข้ กรรม คือบุญที่ทำ ขึ้นขึ้ ในเดือนอ้าย (เดือนเจียจีง) ซึ่งซึ่เป็นเดือน แรกของปีที่ชาวอีสาน จะต้องประกอบพิธีพิบุธีบุญกัน จนเป็นประเพณีซึ่งซึ่อาจจะเป็นข้า ข้ งขึ้นขึ้หรือรืข้า ข้ งแรมก็ได้ พิธีพิบุธีบุญนี้จะเกี่ยวกับ พระโดยตรงซึ่งซึ่ความจริงริน่าจะเป็นเรื่อรื่งของ พระสงฆ์โฆ์ดยเฉพาะ แต่มีคมีวามเชื่อชื่กันว่า ว่ เมื่อมื่ทำ บุญกับพระ ที่ทำ พิธีพินี้ธี นี้ จะทำ ให้ไห้ ด้อานิสงส์มส์าก ญาติโยมจึงจึคิดวันวัทำ บุญเข้า ข้ กรรมขึ้นขึ้ บุญเข้า ข้ กรรมที่บอกว่า ว่ เป็นบุญสำ หรับรัพระโดยตรงนั้นนั้เพราะเป็น กิจกรรมที่ต้องทำ เพื่อพื่ ให้พ ห้ ระที่ต้องอาบัติบั ติสังสัฆาทิเสส (อาบัติบั ติหนักรองจาก ปาราชิกชิ ) ซึ่งซึ่ถือว่า ว่ เป็นครุกาบัติบั ติประเภทหนึ่งภิกษุเมื่อมื่ต้องอาบัติบั ตินี้แล้วจะ ต้องทำ พิธีพิที่ธี ที่ เรียรีกว่า ว่ วุฏฐานวิธีวิหธีรือรืพิธีพิเธีข้า ข้ กรรมตามที่ชาวพุทธทั่วทั่ ไปรู้จั รู้ กจักัน วุฏฐานวิธีวิแธีปลว่า ว่ ระเบียบีบอันเป็นเครื่อรื่งออกจากอาบัติบั ติซึ่งซึ่มีพิมีธีพิ ธี ปริวริาสมานัตต์ ปฏิกัสสนาและ อัพภาน อันเป็นขั้นขั้ตอนและพิธีพิกธีรรมเกี่ยว กับการอยู่ก ยู่ รรมของพระการเข้า ข้ กรรมจัดจั โดยพระสงฆ์เฆ์ข้า ข้ไปอยู่ใยู่ นเขตหรือรื ที่จำ กัดเพื่อพื่ทรมานร่า ร่ งกายให้ห ห้ ายจากกรรมหรือรืพ้น พ้ จากอาบัติบั ติที่ได้กระทำ และเป็นการชำ ระจิตจิ ใจให้ห ห้ ายจากมัวมัหมองด้วย บางแห่ง ห่ ถือกันว่า ว่ เมื่อมื่บวช แล้วจะแทนคุณ คุ มารดาได้ก็จะต้องอยู่ก ยู่ รรม เพราะมารดาท่านเคยอยู่ก ยู่ รรม มาแล้วซึ่งซึ่ชาวอีสานเวลาคลอดลูก ลู ใหม่จ ม่ ะต้องนอนผิงผิ ไฟ อาบ และดื่มน้ำ ร้อ ร้ นอยู่กิ ยู่ กินอย่า ย่ งคะลำ (ห้า ห้ มกินของแสลง) เป็นการทรมานร่า ร่ งกายอย่า ย่ ง หนึ่งเรียรีกว่า ว่ การอยู่ก ยู่ รรม มูลเหตุแ ตุ ละความเป็น ป็ มาที่พระภิกษุจะมีกมีารเข้า ข้ กรรมมีเมีรื่อรื่งเล่าว่า ว่ ครั้งรั้หนึ่งมีพมีระภิกษุรูปหนึ่งล่องเรือรืไปตามแม่น้ำ ม่ น้ำคงคาได้เอามือมื ไปจับจั ใบ ตะไคร่น้ำ ร่ น้ำขาดเข้า ข้ใจว่า ว่ เป็นอาบัติบั ติเพียพีงเล็กน้อยจึงจึมิไมิด้แสดงอาบัติบั ติต่อมา แม้ว่ ม้ า ว่ พระภิกษุรูปนั้นนั้จะปฏิบัติบั ติธรรมอยู่ใยู่ นป่า ป่ เป็นเวลานานก็ยังยัคงนึกอยู่ เสมอว่า ว่ ตนต้องอาบัติบั ติอยากจะใคร่ แสดงอาบัติบั ติแต่ไม่มี ม่ พมีระภิกษุรับรัแสดง ครั้นรั้เมื่อมื่พระภิกษุรูปที่กล่าวมรณะแล้วจึงจึไปเกิดเป็นนาคชื่อชื่เอรถปัต จาก เหตุเ ตุ พียพีงอาบัติบั ติเล็กน้อยเพียพีงเป็นอาบัติบั ติเบายังยักรรมติดตัวขนาดนี้ ถ้าเป็น อาบัติบั ติหนักก็คงจะบาปมากกว่า ว่ นี้ ดังนั้นนั้จึงจึจัดจั ให้มี ห้ กมีารอยู่ปยู่ ริวริาสกรรมเพื่อพื่ ให้พ้ ห้ น พ้ จากอาบัติบั ติชาวอีสานโบราณเชื่อชื่กันว่า ว่ พระภิกษุหากได้อยู่ก ยู่ รรมแล้ว ย่อ ย่ มจะออกจากอาบัติบั ติได้และทำ ให้บ ห้ รรลุม ลุ รรคผลดังปรารถนาถึงเดือนอ้าย จึงจึกำ หนดให้เ ห้ป็นเดือนเข้า ข้ กรรม เพื่อพื่ ให้พ ห้ ระสงฆ์อฆ์อกจากอาบัติบั ติ PAGE 1


ฮี ต ที่ 2 คู ณ ล า น บุญคูณ คู ลาน ถือเป็นประเพณีที่มีคมีวามสำ คัญมากประเพณีหนึ่ง ของชาวอีสานเพราะเป็นบุญที่ ทำ ขึ้นขึ้เกี่ยวกับการแสดงออกถึงความเคารพบูชา ในสิ่งสิ่ที่เป็นปัจจัยจัยังยัชีพชีอันสำ คัญของผู้คผู้ นคือข้า ข้ วเพราะความจริงริของพิธีพินี้ธี นี้ ต้องการจะเน้นให้ผู้ ห้ คผู้ นลูก ลู หลานได้ทราบว่า ว่ กว่า ว่ ข้า ข้ วแต่ละเม็ด ม็ จะมากองอยู่ บนลานนั้นนั้มีคมีวามเป็นมายุ่ง ยุ่ ยากลำ บากเพียพีงใด และเป็นการแสดงให้เ ห้ ห็น ห็ ถึง ความปลื้มปีติยินยิดีที่แต่ละปีข้า ข้ วปลาอาหารมีคมีวามอุดมสมบูรณ์เพียพีงใด เพราะ หากกองข้า ข้ วอยู่บ ยู่ นลานบุญมีมมีากนั้นนั้แสดงว่า ว่ ปีนั้นนั้มี ความอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้า บ้ นได้ข้า ข้ วมากมายงานบุญในปีนั้นนั้ย่อ ย่ มมีแมีต่ความสดชื่นชื่เบิกบิบานตามมา ตามธรรมเนียมประเพณีของชาวอีสานหรือรื “ฮีตสิบสิสอง” เมื่อมื่ถึงเดือนยี่ หรือรื เดือนสองจะมีพิมีธีพิหธีรือรืมีบุมีบุญประเพณีเพื่อพื่เป็นสิริสิมริงคงคือ “บุญคูณ คู ลาน” ความ หมายของคำ ว่า ว่ “คูณ คู ลาน” หมายความว่า ว่ เพิ่มพิ่เข้า ข้ให้เ ห้ป็นทวีคูวีณ คู หรือรืทำ ให้ม ห้ าก ขึ้นขึ้ส่ว ส่ นคำ ว่า ว่ “ลาน” คือสถานที่สำ หรับรันวดข้า ข้ วการนำ ข้า ข้ วที่นวดแล้วกองขึ้นขึ้ ให้ สูง สู เรียรีกว่า ว่ “คูณ คู ลาน” การทำ ประเพณีบุญคูณ คู ลานกำ หนดเอาเดือนยี่ เป็นเวลาทำ เพราะกำ หนดเอาเดือนยี่นี่ ยี่ นี่ เองจึงจึเรียรีกอีกอย่า ย่ งหนึ่งว่า ว่ บุญเดือนยี่ ดังบรรพบุรุษได้ผูก ผู กลอนผญาอีสานสอนให้ช ห้ าวบ้า บ้ นเตรียรีมการก่อนทำ บุญไว้ว่ ว้ า ว่ “เถิงฤดูเ ดู ดือนยี่ม ยี่ าฮอดแล้ว ให้นิ ห้ นิมนต์พระสงฆ์อฆ์งค์เจ้า จ้ มาตั้งตั้สวดมงคล เอาบุญคูณ คู ข้า ข้ วเข้า ข้ป่า ป่ หาไม้เ ม้ ห็ด ห็ หลัว อย่า ย่ ได้หลงลืมทิ่มฮีตเก่าคองเดิมเฮาเด้อ” หมายความว่า ว่ เมื่อมื่ถึงฤดูเ ดู ดือนยี่ม ยี่ าถึงให้นิ ห้ นิมนต์พระสงฆ์มฆ์าสวดมงคล ทำ บุญคูณ คู ข้า ข้ ว ให้จั ห้ ดจัหาไม้ม ม้ าไว้ทำ ว้ ทำ ฟืนฟืสำ หรับรัใช้ใช้ นการหุง หุ ต้มประกอบอาหาร อย่า ย่ ได้หลงลืมประเพณีเก่าแก่แต่เดิมมาของเรา บุญคูณ คู ลานหากจะให้ค ห้ วาม หมายตามสาระพิธีพิแธีล้วก็คือ บุญที่ทำ ขึ้นขึ้เพื่อพื่ทำ ขวัญวัข้า ข้ วเพื่อพื่ ให้เ ห้ กิดสิริสิมริงคล แก่ชาวบ้า บ้ นและเป็นการบูชาขอบคุณ คุ สิ่งสิ่ศักดิ์สิทสิธิ์ทั้ธิ์ ทั้งทั้หลายที่มีส่มีว ส่ นเกี่ยวข้อ ข้ ง กับข้า ข้ ว ไม่ว่ ม่ า ว่ จะเป็นผีปู่ผีปู่ ต ปู่ า ผีตผีาแฮก หรือรืเจ้า จ้ แม่โม่ พสพเป็นต้น ที่ประทานข้า ข้ วมา อย่า ย่ งอุดมสมบูรณ์ มูลเหตุแ ตุ ละความเป็น ป็ มา ประเพณีทุก ทุ ประเพณีที่ชาวอีสานปฏิบัติบั ติาม ฮีตสิบสิสอง ครั้งรั้พระพุทธศาสนาของพระกัสสปมี ชายสองคนพี่น้ พี่ น้ องทำ นาในที่ เดียวกัน ข้า ข้ วออกรวงเป็นน้ำ นมน้องชายได้ชวนพี่ช พี่ ายทำ ข้า ข้ วมธุปายาส ถวาย พระสงฆ์ แต่พี่ช พี่ ายไม่เ ม่ ห็น ห็ ชอบด้วยทั้งทั้สองพี่น้ พี่ น้ องจึงจึแบ่ง บ่ นากันคนละส่ว ส่ นเมื่อมื่ น้องชายได้เป็น เจ้า จ้ ของพี่น พี่ าที่แบ่ง บ่ กันแล้ว จึงจึได้ถวายทานแด่พระสงฆ์ตฆ์าม ความพอใจ โดยทำ บุญเป็นระยะถึงเก้า ครั้งรั้นับแต่ข้า ข้ วเป็นน้ำ นมก็ทำ ข้า ข้ วมธุ ปายาสถวายหนึ่งครั้งรั้เวลาข้า ข้ วพอเม่า ม่ ก็ทำ ข้า ข้ วเม่า ม่ ถวายครั้งรั้หนึ่งเวลาจะลงเก็บ เกี่ยวข้า ข้ วก็ถวายทานครั้งรั้หนึ่ง เวลามัดมัข้า ข้ วทำ เป็นฟ่อ ฟ่ นก็ถวายทานครั้งรั้หนึ่ง เวลา ขนข้า ข้ วเข้า ข้ ลานก็ถวายทานครั้งรั้หนึ่ง เวลาทำ รอม (กองข้า ข้ ว) PAGE 2


เสร็จ ร็ ก็ถวายทานครั้งรั้หนึ่ง เวลานวดข้าวก็ถวายทานครั้งรั้หนึ่ง เวลาตวงข้าว ก็ถวายทานครั้งรั้หนึ่งและเวลาเก็บข้าวใส่ยุ้งฉางเสร็จ ร็ ก็ทำ บุญอีกครั้งรั้หนึ่ง และตั้งปณิธานปรารถนาให้สำ เร็จ ร็ เป็นพระอรหันต์ในอนาคตพอพุทธศาสนา สมณโคดมจึงได้เกิด เป็นโกณฑัญญะได้ออกบวชและสำ เร็จ ร็ เป็นพระ อรหันต์เป็นปฐมสาวกได้ชื่อว่า “อัญญาโกณฑัญญะ” ส่วนพี่ชายได้ทำ บุญ เพียงครั้งรั้เดียวเฉพาะตอนทำ นาเสร็จ ร็ แล้วเมื่อถึงศาสนาสมณโคดมได้เกิด เป็นสุ ภัททปริพริาชกได้สำ เร็จ ร็ อนาคามิผลเป็นพระอริยริบุคคลองค์สุดท้ายใน พุทธศาสนา เนื่องจากอานิสงส์ จากให้ข้าวเป็นทานน้อยกว่าน้องชายชาว อีสานเมื่อทราบอานิสงส์จากการทำ บุญดังกล่าวจึงได้นิยม ทำ บุญคูณลาน ต่อๆ กันมาจนปัจจุบัน ฮี ต ที่ 2 คู ณ ล า น PAGE 3


ฮี ต ที่ 3 บุ ญ ข้ า ว จี่ ข้า ข้ วจี่ คือ ข้า ข้ วเหนียวนึ่งให้สุ ห้ ก สุ แล้วนำ มาปั้นเป็นก้อนโตประมาณเท่าไข่ เป็ดขนาดใหญ่หรือรืผลมะตูม ตู ขนาดกลาง ปั่นให้แ ห้ น่นแล้วทาเกลือให้ทั่ ห้ ทั่วทั่เสียสีบไม้ ย่า ย่ งไฟหรือรืจะย่า ย่ งบนตะแกรงเหล็กก็ได้ ด้วยไฟถ่าน พลิกไปมาให้สุ ห้ ก สุ เหลือง พอดีจนทั่วทั่จึงจึเอาออกมาทานด้วยไข่ ซึ่งซึ่ไข่นั้ ข่ นั้นั้จะต้องตีให้ไห้ ข่ข ข่ าวและ ไข่แ ข่ ดงเข้า ข้ กันดีแล้วทาจนทั่วทั่ปั้นข้า ข้ วเอาไปย่า ย่ งไฟให้สุ ห้ ก สุ อีกทีหนึ่ง บางแห่ง ห่ นิยมใส่น้ำ ส่ น้ำอ้อย ด้วยอย่า ย่ งคำ โบราณที่ว่า ว่ “เดือนสามค้อยเจ้า จ้ หัวหัคอยปั้นข้า ข้ วจี่ ข้า ข้ วจี่บ่ จี่ มี บ่ น้ำมีน้ำอ้อยจัวจัน้อยเช็ด ช็ น้ำ ตา” มูลเหตุแ ตุ ละความเป็น ป็ มา เหตุที่ ตุ ที่ ทำ บุญข้า ข้ วจี่ใจี่ นเดือนสามเนื่องจากเป็น เวลาที่ชาวนาหมดภาระในการทำ นาและข้า ข้ วขึ้นขึ้ยุ้ง ยุ้ ฉางใหม่ จึงจึอยากร่ว ร่ มกันทำ บุญข้า ข้ วจี่ถ จี่ วายพระสงฆ์ มูลเหตุดั้ ตุดั้งดั้เดิมที่จะมีกมีารทำ บุญ ข้า ข้ วจี่มี จี่ เมีรื่อรื่งเล่าว่า ว่ ในกาลครั้งรั้หนึ่ง มีหมีญิงคนหนึ่งชื่อชื่นางปุณณทาสีเสีป็นคน ยากจนต้องไปเป็นทาสีรัสีบรัใช้ข ช้ องเศรษฐีคฐีนหนึ่งในกรุงราชคฤห์ วันวัหนึ่งเศรษฐี ให้น ห้ างไปซ้อ ซ้ มข้า ข้ ว นางซ้อ ซ้ มตลอดวันวัก็ไม่ห ม่ มดตกตอนเย็น ย็ นางก็จุดไฟซ้อ ซ้ ม ต่อไป ได้รับรัความเหน็ดเหนื่อยเป็นอันมาก พอถึงตอนเช้า ช้ มานางก็เอารำ ทำ เป็น แป้ง ป้ จี่ เผาไฟให้สุ ห้ ก สุ แล้วใส่ไส่ ว้ใว้ นผ้า ผ้ ของตนเดินไปตักน้ำ ปรารถนาจะบริโริภคด้วย ตนเอง ครั้นรั้ถึงกลางทางได้พบพระศาสดาเกิดความเลื่อมใส คิดว่า ว่ เราเป็นคน ยากจนในชาตินี้ ก็เพราะมิไมิด้ทำ บุญไว้แ ว้ ต่ปางก่อนและชาตินี้ เราก็ยังยัไม่เ ม่ คย ทำ บุญเลย เมื่อมื่คิดเช่น ช่ นั้นนั้แล้วนางก็น้อมเอาข้า ข้ วแป้ง ป้ จี่นั้ จี่ นั้นั้เข้า ข้ไปถวายแด่ พระศาสดา พระองค์ทรงรับรัแล้วและนางคิดอีกว่า ว่ พระศาสดาคงไม่เ ม่ สวย เพราะ อาหารเศร้า ร้ หมอง เมื่อมื่พระศาสดาทรงทราบวารจิตจิของนางเช่น ช่ นั้นนั้พระองค์จึงจึ ประทับเสวยต่อหน้าของนาง ครั้นรั้เสวยเสร็จ ร็ แล้วก็ตรัสรัอนุโมทนากถาโปรดนาง จนสำ เร็จ ร็โสดาปัตติผล เป็นอริยริบุคคลในพระพุทธศาสนา กาลํ กตฺวตฺา ครั้นรั้นาง ทำ กาลกิริยริาแล้วก็ได้ไปเกิดบนดาวดึงส์สส์วรรค์เสวยทิพย์สย์มบัติบั ติอยู่ใยู่ นวิมวิาน ทองอันผุด ผุ ผ่อ ผ่ งโสภา มีนมีางฟ้า ฟ้ แวดล้อมเป็นยศบริวริาร ดังนั้นนั้ชาวนาเมื่อมื่เก็บ เกี่ยวแล้วจึงจึพากันทำ บุญข้า ข้ วจี่ เพราะถือว่า ว่ การ ถวายข้า ข้ วจี่มี จี่ อมีานิสงฆ์มฆ์าก PAGE 4


ฮี ต ที่ 4 บุ ญ บุ ญ เ ผ ว ส ห รื อ บุ ญ ม ห า ช า ติ บุญเผวสหรือรืพระเวสี คือคนที่ทําเกี่ยวกับเรื่อรื่งราวของพระเวสสันสัดร นิยมทํากันในวันวั ใดวันวัหนึ่งของเดือนสี่ จึงจึเรียรีกบุญเผวส หรือรืบุญเดือนสี่ เป็นบุญที่มีกมีารเทศมหาชาติหรือรืพระเวสสันสัดร ชาดก ซึ่งซึ่แสดงถึงจริยริวัตวัร ของพระพุทธเจ้า จ้ คราวพระองค์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันสัดร เป็นหนังสือสื เรื่อรื่งยาว 13 ผูก ผู (13 กัณฑ์) ภาคอีสานนั้นนั้ยึดยึถือเป็นประเพณีที่ทำ สืบสืต่อกัน มาตั้งตั้แต่โบราณ ถือได้ว่า ว่ เป็นบุญใหญ่ผู้ใผู้ดที่ได้ฟังฟัธรรม 13 กัณฑ์ ได้วันวัเดียว ให้ห ห้ มดผูก ผู จะได้ไปพบองค์เอกเจ้า จ้ ศรีอรีาริยริะทวยเทพ หรือรืพระศรีอรีาริยริะ เมตไตรทั้งทั้เมื่อมื่ ได้ฟังฟัแล้วจำ จือจืปฏิบัติบั ติศีลทานธรรมดั่งดั่พระองค์มีไมีว้ ก็สามารถ ที่จะไปสู่นิสู่ นิพพาน ไม่ต้ ม่ ต้ องมาเวียวีนว่า ว่ ยตายเกิดว่า ว่ อย่า ย่ งงั้นงั้เลยเป็นสาเหตุที่ ตุ ที่ มี บุญเดือนสี่ หรือรืบุญพระเวสสืบสืต่อกันเรื่อรื่ยมา แต่ถ้าถือเป็นเรื่อรื่งทานบุญ พระเวสถือเป็นประเพณีการบริจริาคทานครั้งรั้ยิ่งยิ่ใหญ่ ก็พอจะอนุมานได้ถึง สภาพทั่วทั่ ไป ของชาวอีสานว่า ว่ ดอกจิกจิดอกจาน บานราวต้นเดือน ๓ พุทธศาสนิกชนจะเก็บดอกไม้เ ม้ หล่านี้ มาร้อ ร้ ยเป็นมาลัยเพื่อพื่ตกแต่งศาลา การเปรียรีญสำ หรับรับุญมหาชาติ และในงานนี้ก็จะมีกมีารเทศน์มหาชาติ ซึ่งซึ่ ถือว่า ว่ เป็นงานอันศักดิ์สิทสิธิผู้ธิ ใผู้ดฟังฟัเทศน์มหาชาติจบภายในวันวัเดียว และ บำ เพ็ญ พ็ คุณ คุ งามความดี จะได้อานิสงส์ไส์ปเกิดในภพหน้า ก่อนจัดจังานชาวบ้า บ้ น และวัดวัจะมีกมีารปรึกรึษาหารือรืกันตกลงให้เ ห้ รียรีบร้อ ร้ ยก่อน ทางชาวบ้า บ้ นจะจัดจั เตรียรีมอาหารการกินเช่น ช่ ขนมข้า ข้ วต้ม และอาหารคาวหวานต่างๆ สำ หรับรั ถวายพระภิกษุ สามเณร และเลี้ยงแขกที่มาร่ว ร่ มงาน เตรียรีมจัดจัหาปัจจัยจั ไทยทานสำ หรับรัใส่กั ส่ กัณฑ์เทศน์ ส่ว ส่ นทางวัดวัก็แบ่ง บ่ หนังสือสืออกเป็นกัณฑ์ๆ หนังสือสืผูก ผู หนึ่งอาจแบ่ง บ่ เป็นหลายกัณฑ์ก็ไดเพื่อพื่ ให้ ชาวบ้า บ้ นได้รับรักัณฑ์โดย ทั่วทั่ถึงกัน มอบหนังสือสื ให้พ ห้ ระภิกษุสามเณรวัดวันั้นนั้เตรียรีมไว้เ ว้ ทศน์ นอกจากนั้นนั้ ยังยัมีกมีารนิมนต์พระวัดวัอื่นมาเทศน์ด้วยโดยมีสีมีกสีาไปนิมนต์ พร้อ ร้ มบอกชื่อชื่ กัณฑ์และบอกเชิญชิชวน ชาวบ้า บ้ นมาร่ว ร่ มทำ บุญด้วย มูลเหตุค ตุ วามเป็น ป็ มามีเมีล่าไว้ใว้ นเรื่อรื่งมาลัยหมื่นมื่มาลัยแสนว่า ว่ พระมาลัย ได้ขึ้นขึ้ ไปไหว้พ ว้ ระธาตุเ ตุ กศแก้วจุฬามณีในสวรรค์ชั้นชั้ดาวดึงส์พส์บพระ ศรีอรีริยริเมตไตรย พระองค์ได้ตรัสรัสั่งสั่กับพระมาลัยว่า ว่ ถ้ามนุษย์อย์ยากคบ พระองค์จงอย่า ย่ ได้ทำ บาป เช่น ช่ การฆ่า ฆ่ หรือรืข่ม ข่ เหงบิดบิามารดาสํา สํ นัก พราหมมณาจารย์ ทำ ร้า ร้ ยพระพุทธเจ้า จ้ และยุยงพระสงฆ์ใฆ์ห้แ ห้ ตกกัน ให้อุ ห้ อุ ตส่า ส่ ห์ ฟังฟัเรื่อรื่งราวมหาเวสสันสัดรชาดกให้จ ห้ บในวันวัเดียว ฟังฟัแล้วให้นำ ห้ นำ ไปปฏิบัติบั ติ จะได้พบกับพระศาสดาของพระองค์ เมื่อมื่พระมาลัยกลับมาถึงโลกมนุษย์จึย์งจึได้ บอกให้ม ห้ นุษย์ทย์ราบโดยเหตุนี้ ตุ นี้ ผู้ปผู้ รารถนาจะพบศาสนาพระศรีอรีริยริเมตไตรย จึงจึจะพากันทำ บุญเผวสสืบสืต่อกันมา PAGE 5


ฮี ต ที่ 5 บุ ญ ส ง ก า ร น ต์ คำ ว่า ว่ สงกรานต์ ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับบับัณบัฑิตยสถาน ฉบับบัพ.ศ. 2525 ให้ค ห้ วามหมายว่า ว่ เทศกาลเนื่องในวันวัขึ้นขึ้ ปีใหม่อ ม่ ย่า ย่ งเก่าซึ่งซึ่ กำ หนดตามสุริ สุ ยริคติตกวันวัที่ 13-14-15 เมษายน หากแปลตามรากศัพท์บาลีสันสั สฤตหมายถึงผ่า ผ่ น หรือรืเคลื่อนย้า ย้ ยเข้า ข้ไป ซึ่งซึ่ในที่นี้หมายถึงพระอาทิตย์ ผ่า ผ่ น หรือรืเคลื่อนย้า ย้ ยเข้า ข้ไปในจักจัรราศีหนึ่ง ก็เรียรีกว่า ว่ สงกรานต์ ปีหนึ่งมี 12 ราศี ราศีละเดือน แต่วันวัและเวลาที่พระอาทิตยกขึ้นขึ้สู่รสู่ าศีเมษ คือ ในเดือนเมษายน เราเรียรีกเป็นพิเพิศษว่า ว่ “มหาสงกรานต์” เพราะถือว่า ว่ เป็นวันวัและเวลาขึ้นขึ้ ปีใหม่ ตามคติโบราณ แต่โดยทั่วทั่ ไปเรียรีกว่า ว่ วันวัสงกรานต์เท่านั้นนั้ก็เป็นที่ เข้า ข้ใจกัน บุญสงกราต์หรือรืตรุษสงกรานต์ ของภาคอีสานกำ หนดทำ กันในเดือนห้า ห้ ปกติมี 3 วันวั โดยเริ่มริ่แต่วันวัที่ 13 เมษายน ถึงวันวัที่ 15 เมษายน เหมือมืนกับภาค กลางวันวัที่ 13 เป็นวันวัต้น คือวันวัมหาสงกรานต์ วันวัที่ 14 เมษายนคือวันวักลาง เป็นวันวัเนา และวันวัที่ 15 เมษายนเป็นวันวัวุดท้าย เป็นวันวัเถลิงศก ชาวอีสานถือ เป็นวันวัขึ้นขึ้ ปีใหม่ พิธีพิสธีงกรานต์ในท้องถิ่นหนึ่งๆอาจมีพิมีธีพิกธีรรมแตกต่างกันไป แต่ที่ ทำ เหมือมืนกันคือการสรงน้ำ พระพุทธรูปที่สำ หรับรัสรงน้ำ พระพุทธรูปมักมั เป็นที่ใดที่หนึ่งที่เห็น ห็ ว่า ว่ เหมาะสมซึ่งซึ่ตามปกติมักมั ใช้ศ ช้ าลากลางเปรียรีญ แต่บาง วันวัที่จัดจัสร้า ร้ งหอสรงขึ้นขึ้แล้วอัญเชิญชิพระพุทธรูป ไปประดิษฐานไว้ เพื่อพื่ทำ การ สรงในวันวัสงกรานต์ และในวันวัถัดจากวันวัสงกรานต์ มูลเหตุค ตุ วามเป็น ป็ มา มีเมีรื่อรื่งเล่าว่า ว่ เศรษฐีผู้ฐีหผู้ นึ่งอยู่กิ ยู่ กินกับภรรยามานาน แต่ไม่มี ม่ บุมีบุ ตรเศรษฐีผู้ฐีนั้ผู้ นั้นั้บ้า บ้ นอยู่ใยู่ กล้กับบ้า บ้ นนักเลงสุร สุ า นักเลงสุร สุ ามีบุมีบุ ตร 2 คนผิวผิเนื้อเหมือมืนทอง วันวัหนึ่งนักเลงสุร สุ าไปกล่าวคำ หยาบช้า ช้ ต่อเศรษฐี เศรษฐีจึฐีงจึถามว่า ว่ เหตุใ ตุ ดจึงจึมาหมิ่นมิ่ ประมาทต้นผู้มีผู้ สมีมบัติบั ติมาก นักเลงสุร สุ าจึงจึ ตอบว่า ว่ ถึงท่านมีสมีมบัติบั ติมากก็ ไม่มี ม่ บุมีบุ ตรตายแล้วสมบัติบั ติก็สูญสู เปล่าเรามีบุมีบุ ตรเห็น ห็ ว่า ว่ ประเสริฐริกว่า ว่ ท่าน เศรษฐีไฐีด้ยินยิดังนั้นนั้จึงจึมีคมีวาม ละอาย จึงจึทำ การบวงสรวง ตั้งตั้อธิษธิฐานขอบุตรต่อพระอาทิตย์แย์ละพระจันจัทร์ถึร์ ถึง 3 ปีแต่ไม่เ ม่ ป็นผล จึงจึไป ขอบุตรต่อต้นไทรซึ่งซึ่สิงสิสถิตอยู่ที่ ยู่ ที่ ต้นไทร เทวดาซึ่งซึ่สิงสิสถิตอยู่ที่ ยู่ ที่ ต้นไทรเกิด สงสาร ได้ไปอ้อนวอนขอบุตร ต่อพระอินทร์ใร์ห้เ ห้ ศรษฐี พระอินทร์จึร์งจึโปรดให้ ธรรมบาลเทพบุตรลงมาปฏิสนธิใธินครรภ์ภรรยาเศรษฐี เมื่อมื่ประสูติ สูติแล้ว เศรษฐีใฐีห้ชื่ ห้ ชื่อชื่ว่า ว่ ธรรมบาล ตามนามของเทวบุตรและปลูก ลู ปราสาทเจ็ด จ็ ชั้นชั้ ให้อ ห้ ยู่ ที่ใต้ต้น ไทรนั่นนั่ธรรมบาลเป็นเด็กฉลาดโตขึ้นขึ้อายุเพียพีง 7 ขวบก็สามารถ เรียรีนจบไตรเพท รู้ภ รู้ าษานกและมี ความเฉลียวฉลาดมาก ต่อมากบิลบิพรหม จากพรหมโลกได้ลงมาถามปัญหา 3 ข้อ ข้ กับธรรมบาล ปัญหามีว่มีา ว่ คนเราในวันวั หนึ่งๆเวลาเช้า ช้ ศรีอรียู่ที่ ยู่ ที่ไหน เวลาเที่ยงศรีอรียู่ที่ ยู่ ที่ไหน และเวลาเย็น ย็ ศรีอรียู่ที่ ยู่ ที่ไหน PAGE 6


โดยสัญญาว่าถ้าธรรมบาลแก้ได้กบิลพรหมจะตัดศีรษะของตนบูชาแต่ ถ้าธรรมบาลแก้ไม่ได้จะต้องตัดศีรษะธรรมบาลเสีย โดยผลัดให้เจ็ดวัน คราวแรกธรรมบาลนึกตอบปัญหานี้ไม่ได้พอถึงวันถ้วนหกธรรมบาล ไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่งจึงเดินเข้าไปในป่าพอดีไปแอบได้ยินนกอินทรีย์รี ย์ สองผัวเมียพูดกันอยู่บนต้นตาล โดยนกอินทรีย์รี ย์ตัวเมียปรารภกับนก อินทรีย์รี ย์ตัวผู้ซึ่งเป็นผัวว่าพรุ่ง รุ่ นี้ไม่ทราบว่าจะได้อาหารอะไรสู่ลูกกิน นกอินทรีย์รี ย์ตัวผู้จึงตอบว่าอาหารมีอยู่แล้วคือจะได้เนื้อธรรมบาล แล้วนกอินทรีย์รี ย์ตัวผู้ก็เล่าเรื่อรื่งราวที่จะ กบิลพรหมมาถามแัญหา ธรรมบาลให้เมียฟัง และคิดว่าธรรมบาลคงตอบปัญหาไม่ได้ กบิลพรหมก็ จะ ตัดศีรษะธรรมบาลตามที่พูดสัญญาไว้ ในขณะที่พูดกันนั้นนกอินทรีย์รี ย์ ตัวผู้และพูดคำ ตอบให้นกอินทรีย์รี ย์ผู้เป็นเมียฟังด้วย ธรรมบาลได้ยินนก พูดกันเช่นนั้น จึงสามารถแก้ปัญหาได้ คำ ตอบคือ เวลาเช้าศรีอรียู่ที่ หน้า คนจึงเอาน้ำ ล้างหน้าในตอนเช้า เวลากลางวันศรีอรียู่ที่อก คนจึงเอา เครื่อรื่งหอมประพรมที่หน้าอก ในเวลากลางวันและเวลาเย็นศรีอรียู่ที่เท้า คนจึงเอาน้ำ ล้างเท้าในเวลาเย็น เมื่อถึงวันถ้วมเจ็ดเท้ากบิล พรหมได้มาท วงถามปัญหาธรรมบาลเมื่อธรรมบาลตอบได้ (ตามที่ได้ยินนกพูดกัน) กบิลพรหมจึงตัด ศีรษะของตนบูชาธรรมบาลตามสัญญา แต่เนื่องจาก ศีรษะของกบิลพรหมศักดิ์สิทธิ์ถ้าตกลงบนแผ่นดิน จะเกิดไฟไหม้ ถ้าทิ้ง ไปในอากาศจะทำ ให้เกิดฝนแล้ง และถ้าทิ้งลงในมหาสมุทรน้ำ จะแห้ง ดัง นั้นเมื่อ กบิลพรหมจะตัดศีรษะของตน จึงให้ธิดาทั้ง 7 เอาพานมารองรับรั ศีรษะของตนไว้น้อยตัดศรีษรีะส่งให้ นางทุงษผู้ธิดาคนใหญ่แล้วธิดาทั้ง เจ็ดจึงแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุเป็นเวลา 60 นาที จึงนำ ศีรษะไป ประดิษฐานไว้ที่มณฑปในถ้ำ คันธุลีเขาไกรลาส บูชาด้วยเครื่อรื่งทิพย์ พระเวสสุกรรมก็เนรมิตลงแล้ว ด้วยแก้วเจ็ดประการให้เป็นที่ประชุม เทวดาพ่อครบหนึ่งปีธิดาทั้งเจ็ดสะพานเปลี่ยนกันมาอัญเชิญ เอาศีรษะ กบิลพรหมแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุธิดาทั้งเจ็กของกบิลพรหม มีชื่อดังนี้คือ ทุงษ โคราค รากษส มัณฑา กิรินีริ นีกิมิทาและมโหทร พิธีแห่ เศียรของกบิลพรหมนี้ ทำ ให้เกิดพิธีตรุษสงกรานต์ขึ้น ทุกๆปีและถือเป็น ประเพณีขึ้นปีใหม่ของชาวไทยโบราณต่อต่อกันมาด้วย (สาร สาระทัศนานันท์ 2530:24) ฮี ต ที่ 5 บุ ญ ส ง ก า ร น ต์ PAGE 7


ฮี ต ที่ 6 บุ ญ บั้ งบั้ ไ ฟ คำ ว่า ว่ “บั้งบั้ไฟ” ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับบัราชบัณบัฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ ความหมายว่า ว่ “น.บ้อ บ้ งไฟ” ซึ่งซึ่เป็นความหมายสั้นสั้ๆ แต่ก็ เป็นที่รู้กั รู้ กันว่า ว่ หมายถึงอะไร หากจะแยก คำ อธิบธิายก็จะได้ว่า ว่ “บั้งบั้” คือไม้ไม้ ผ่ที่ ผ่ ที่ ถูก ถู ตัดเป็นท่อนหรือรืกระบอกไม้ไม้ ผ่นั้ ผ่ นั้นั้เองส่ว ส่ นคำ ว่า ว่ ไฟคงไม่ต้ ม่ ต้ อง อธิบธิาย เพราะความหมายชัดชัเจนในตัวแล้ว แต่เมื่อมื่นำ คำ สองคำ นี้รวมกันเป็นบั้งบั้ไฟ จะหมายถึงกระบอก ไม้ไม้ ผ่ที่ ผ่ ที่ ข้า ข้ งในอัดแน่นด้วย “หมื่อมื่ ” ( ดินปืน คือดิน ประสิวสิคั่วคั่ผสมกับถ่านตำ ให้ล ห้ ะเอียดก่อนนำ ไปอัดให้ แน่นในกระบอกไม้ไม้ ผ่)ผ่ บั้งบั้ไฟที่นำ ไปจุดในบุญเดือนหกมีสมีองชนิดคือ บั้งบั้ไฟหาง คือบั้งบั้ไฟที่มี หางยาวซึ่งซึ่เป็นที่นิยม กันมากและมีกมีารพนันขันขัต่อเข้า ข้ไปเกี่ยวข้อ ข้ งด้วย และบั้งบั้ไฟก่องข้า ข้ ว บางแห่ง ห่ เรียรีกว่า ว่ บั้งบั้ไฟจรวด ซึ่งซึ่มี ลักษณะรูปร่า ร่ ง เหมือมืนก่องข้า ข้ วเหนียว แต่ไม่ใม่ ช่ก่ ช่ ก่ องข้า ข้ วเหนียวที่มีลัมี ลักษณะหัวหัท้ายตัด หาก แต่เป็น ลักษณะหัวหัแหลม ลำ ตัวยาว มีขมีาตั้งตั้สามขา ชาวอีสานกล่าวอย่า ย่ ง ภูมิ ภู ใมิจว่า ว่ ชาวฝรั่งรั่มาเห็น ห็ จึงจึนำ ไป ประดิษฐ์ดัฐ์ ดัแปลงเป็นจรวด เรียรีกว่า ว่ จรวด มีที่มี ที่ มาจากบั้งบั้ไฟก่องข้า ข้ วเหนียวของชาวอีสานนั่นนั่เอง บุญบั้งบั้ไฟมีคมีวาม สำ คัญต่อชาวอีสานมาก เพราะชาวอีสานส่ว ส่ นใหญ่เชื่อชื่ว่า ว่ บุญประเพณีนี้จะ นำ มาซึ่งซึ่ความอุดมสมบูรณ์ของฟ้า ฟ้ฝนข้า ข้ วปลาอาหาร พืชพืพรรณเจริญริ เติบโตงอกงามดี และนำ มาซึ่งซึ่ความสนุกสนานรื่นรื่เริงริทำ ให้เ ห้ กิดความหวังวั ในชีวิชีตวิเหมือมืนชีวิชีตวิมีที่มี ที่ พึ่งพึ่อยู่ใยู่ กล้สิ่งสิ่ศักดิ์สิทสิธิ์ เพราะบุญนี้มี ความเชื่อชื่เป็น พื้นพื้ฐานมาจากเรื่อรื่งของพญาแถน (เทวดาชาวอีสาน) ที่จะดลบันบัดาลความ อุดมสมบูรณ์ ให้ชี ห้ วิชีตวิความเป็นอยู่ข ยู่ องชาวนา บางหมู่บ้ มู่ า บ้ นจะเคร่ง ร่ ครัดรัมาก จะมีกมีารทำ บั้งบั้ไฟจุดไปบูชาพญาแถน และ บูชามเหศักดิ์หลักเมือมืงทุก ทุ ปี เพราะหากไม่ทำ ม่ ทำ เชื่อชื่กันว่า ว่ จะทำ ให้เ ห้ กิดเหตุเ ตุ ภทภัยต่างๆตามมา มีฝมีนฟ้า ฟ้ไม่ ตกถูก ถู ต้องตามฤดูก ดู าล เกิดโรคระบาดแก่หมู่สั มู่ ตสัว์เว์ป็นต้น PAGE 8


มูลเหตุความเป็นมาของบุญบั้งบั้ ไฟนั้นผู้เฒ่า ฒ่ ผู้แก่ได้เล่านิทาน ประกอบให้ลูกหลานฟังว่า “กาลครั้งรั้หนึ่งนานมา แล้วบ้านเมืองเกิด เดือดร้อ ร้ น เกิดยุคเข็ญข้าวยากหมากแพง เพราะฝนฟ้าไม่ตก ตาม ฤดูกาล บรรดาคน สัตว์ พืช ต่างได้รับรัความเดือดร้อ ร้ นไปตามๆกัน พื้นดินแห้งแล้งแตกระแหง น้ำ จะดืมใช้บริโริภคก็ยังไม่มี ยังมีพญา คันคาก (คางคก) ที่มีอิทธิฤทธิ์เป็นสัตว์วิเศษปกครองอยู่พื้นดิน ออกไปตรวจตราหาสาเหตุว่าทำ ไมฝนฟ้าจึงไม่ตกลงมาก็ได้รู้ค รู้ วาม จริงริว่าเป็นเพราะพญาแถน (เทวดา บนสวรรค์ผู้มีหน้าที่ทำ ฝน) ไม่ ส่งฝนลงมาให้โลกมนุษย์ พญาคันคากรู้อ รู้ ย่างนั้นจึงอาสาท้าต่อสู้ทำ สงครามกับพญาแถนโดยเอาฝนฟ้าเป็นเดิมพัน หาก พญาคันคากช นะพญาแถนจะต้องทำ ฝนส่งลงมาให้คน สัตว์บนโลก พญาคันคาก แล้วพญาแถนที่สู้รบ กัน ผลปรากฏว่าสู้พญาคันคากไม่ได้ พญา แถนจึงต้องทำ ฝนตามสัญญาแต่มีข้อแม้ว่าชาวโลกจะต้องทำ บั้งบั้ ไฟ จุดขึ้นไปบอกด้วยว่าต้องการผลเมื่อใด เวลาใด ช่วงไหน ดังนั้นเมื่อ ถึงฤดูการทำ นาชาวนาต้องการ ฝน ก็จะทำ บุญบั้งบั้ ไฟจุดขึ้นไปบอก พญาแถนเพื่อให้พญาแถนทำ ฝนลงมาให้ ด้วยความเชื่อตามนิทาน ดังกล่าวชาวอีสานจึงได้ทำ บุญบั้งบั้ ไฟจนปัจจุบัน” ฮี ต ที่ 6 บุ ญ บั้ งบั้ ไ ฟ PAGE 9


ฮี ต ที่ 7 บุ ญ ซำ ฮ ะ คำ ว่า ว่ “ซำ ฮะ” เป็นภาษาไทยอีสานตรงกับคำ ไทยภาคกลางว่า ว่ “ชำ ระ” ซึ่งซึ่ในพจนานุกรมฉบับบัราชบัณบัฑิตสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ค ห้ วามหมายไว้ว่ ว้ า ว่ “ชำ ระ ก.ชะล้างให้ส ห้ ะอาด เช่น ช่ ชำ ระร่า ร่ งกาย สะสาง ปรับรั ปรุงให้ดี ห้ ดีขึ้นขึ้เช่น ช่ ชำ ระ พระไตรปิฎก พิจพิารณาตัดสินสิเช่น ช่ ชำ ระความ ใช้ใช้ นคำ ว่า ว่ ชำ ระหนี้” ความหมาย ของคำ ว่า ว่ ซำ ฮะ ซึ่งซึ่เป็นภาษาไทยอีสานก็มีคมีวามหมายเช่น ช่ เดียวกันกับในคำ ว่า ว่ ชำ ระของพจนานุกรมไทย เช่น ช่ ในหนังสือสืพจนานุกรมภาษาถิ่นภาคตะวันวัออก เฉียงเหนือ โดยสำ นักงาน คณะกรรมการวัฒวันธรรมแห่ง ห่ ชาติได้ให้ค ห้ วามหมาย ไว้ว่ ว้ า ว่ “ซำ ฮะ ก.ชำ ระ,สะสางทำ ให้ดี ห้ ดีเช่น ช่ อาบน้ำ ชำ ระกาย, พิจพิารณาตัดสินสิ ให้, ห้ เช่น ช่ ชำ ระความ, ปัดรังรัควาน, เช่น ช่ สูต สู รซำ ฮะ เป็นต้น” บุญซำ ฮะจึงจึอาจสรุปความหมายได้ว่า ว่ คือบุญที่จัดจัทำ ขึ้นขึ้เพื่อพื่ทำ พิธีพิปัธี ปัด รังรัควาน ขับขั ไล่ความเสนียดจังจัไรภูต ภู ผีปีผี ปีศาจออกจากหมู่บ้ มู่ า บ้ น บางแห่ง ห่ เรียรีกว่า ว่ “บุญเบิกบิบ้า บ้ น” บางแห่ง ห่ เรียรีกว่า ว่ ”บุญบ้า บ้ น” เฉยๆบางบ้า บ้ นที่เป็นหมู่บ้ มู่ า บ้ นใหญ่อาจ แบ่ง บ่ กันทำ เป็นคุ้ม คุ้ ไป จึงจึเรียรีกว่า ว่ “บุญคุ้ม คุ้ ” ก็มี แม้จ ม้ ะเรียรีกต่างกัน แต่ก็มีจุมีจุ ด ประสงค์เดียวกัน คือขับขั ไล่สิ่งสิ่ไม่ดี ม่ ดีออกจากหมู่บ้ มู่ า บ้ นนั่นนั่เอง สำ หรับรัความสำ คัญ ของบุญนี้นั้นนั้ชาวอีสานถือว่า ว่ สำ คัญมากจะเรียรีกว่า ว่ มากกว่า ว่ ฮีตอื่นๆ ก็ว่า ว่ ได้ เพ ราะฮีตหรือรืบุญนี้แต่ละหมู่บ้ มู่ า บ้ นจะทำ กันมิไมิด้ขาด ถือว่า ว่ เป็นบุญที่เกี่ยวกับภูต ภู ผี ปีศาจ สิ่งสิ่ศักดิ์สิทสิธิ์ที่ธิ์ ที่ มี ประจำ หมู่บ้ มู่ า บ้ นมีผีมี ปู่ผีปู่ ต ปู่ าผีตผีา ผีตผีาแฮก มเหศักดิ์หลักเมือมืง ที่คอยคุ้ม คุ้ ครองหมู่บ้ มู่ า บ้ นเป็นต้น บุญนี้จะเลี้ยง ทั้งทั้หมดที่กล่าวมาซึ่งซึ่ชาวบ้า บ้ น ถือว่า ว่ เป็นผีที่ผี ที่ใกล้ตัวมาก เพราะเป็นที่รวมของผีอผีาฮักหรือรือารักรัษ์ ที่ผี บรรพบุรุษรวมอยู่ด้ ยู่ ด้ วย บรรดาผีดัผี ดังกล่าวจะช่ว ช่ ยดลบันบัดาลให้ช ห้ าวบ้า บ้ นอยู่เ ยู่ ย็น ย็ เป็นสุข สุ มูลเหตุแ ตุ ละความเป็น ป็ มามีเมีรื่อรื่งเล่าไว้ใว้ นคัมภีร์ธร์รรมบทว่า ว่ ครั้งรั้หนึ่ง เมือมืงไพสาลีเกิดภาวะข้า ข้ วยาก หมากแพง ประชาชนขาดแคลนอาหารซึ่งซึ่เรียรีกว่า ว่ “ทุพ ทุ ภิกขภัย” เพราะฝนแล้ง สัตสัว์เว์ลี้ยงต่างๆ ล้มตายเพราะ ความหิวหิเป็น จำ นวนมาก ซ้ำ ร้า ร้ ยอหิวหิาตกโรค หรือรืชาวบ้า บ้ นเรียรีกว่า ว่ “โรคห่า ห่ ” ก็ระบาดทำ ให้ ผู้คผู้ นล้ม ตายกันมากมาย ชาวเมือมืงกลุ่ม ลุ่ หนึ่งจึงจึพากันเดินทางไปนิมนต์ พระพุทธเจ้า จ้ให้ม ห้ าปัดเป่า ป่ ภัยพิบัพิติบั ติครั้งรั้นี้ พระพุทธเจ้า จ้ได้เสด็จจากกรุงราชคฤห์ พร้อ ร้ มด้วยภิกษุ 500 รูป โดยมาทางเรือรืใช้เ ช้ วลาเดินทาง 7 วันวัจึงจึถึงเมือมืงไพ สาลี ครั้นรั้พระพุทธเจ้า จ้ เสด็จถึงเมือมืงไพสาลีก็เกิดฝน “ห่า ห่ แก้ว” ตกลงมาอย่า ย่ ง หนัก จนน้ำ ฝน ท่วมแผ่น ผ่ ดินสูง สู ถึงหัวหัเข่า ข่ และน้ำ ฝน ก็ได้พัดพัพาเอาซากศพของ ผู้คผู้ นและสัตสัว์ต่ว์ ต่ างๆไหลล่องลอยลงแม่น้ำ ม่ น้ำไปจนหมดสิ้นสิ้พระพุทธเจ้า จ้ ทรงทำ น้ำ พระพุทธมนต์ ใส่บ ส่ าตรแล้วมอบให้พ ห้ ระอานนท์นำ ไปประพรมทั่วทั่เมือมืง โรคภัย ไข้เ ข้ จ็บ จ็ ก็สูญสู สิ้นสิ้ ไปด้วยเดชะพระพุทธานุภาพ ดังนั้นนั้คนลาวโบราณรวมทั้งทั้ ไทย อีสานจึงจึทำ บุญซำ ฮะขึ้นขึ้ ในเดือน 7 ของทุก ทุ ปี (บุญเกิด พิมพิพ์วพ์รเมธากุล กุ ,2539:22) PAGE 10


ฮี ต ที่ 8 บุ ญ เ ข้ า พ ร ร ษ า คำ ว่า ว่ “พรรษา” ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับบัราชบัณบัฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ ความหมายไว้ว่ ว้ า ว่ ฤดูฝ ดู น, ฝน, ปี บุญนี้ชาวอีสานโบราณจะ ออกสำ เนียงว่า ว่ “บุญเข้า ข้ วัดวัสา” คำ ว่า ว่ “วัดวัสา” ก็คือพรรษานั่นนั่เอง เพราะคำ ว่า ว่ สาหรือรืวัดวัสา เป็นภาษาบาลี พรรษา เป็นภาษาสันสัสกฤตส่ว ส่ นไทย ปัจจุบันบั รวมทั้งทั้คนไทยอีสานด้วยนิยมใช้คำ ช้ คำ ว่า ว่ “พรรษา” ฮีตหรือรืบุญนี้ถือเป็นบุญที่มี ความสำ คัญมากต่อชาวอีสานและชาวไทยพุทธทั่วทั่ๆไป เพราะเป็น ช่ว ช่ งที่ พระภิกษุสงฆ์จฆ์ะต้องเข้า ข้ จำ พรรษาเป็นโอกาสที่พระจะต้องพักพัผ่อ ผ่ นศึกษา ธรรมะ ไม่เ ม่ ดินทาง สัญสัจรไปพักพัค้างที่คืนที่ไหน ชาวอีสานเชื่อชื่กันว่า ว่ การ ทำ บุญในวันวัเข้า ข้ พรรษาจะได้กุศ กุ ลมากเหมือมืนการ ทำ บุญวันวัออกพรรษา เพราะถือว่า ว่ พระที่จะเข้า ข้ พรรษาคือพระที่มีเมีจตนาสร้า ร้ งบุญ สะสมบารมี มีจิมีตจิ ใจ แน่วแน่มั่นมั่คงในคำ สอนหากไม่มั่ ม่ นมั่คงไม่ศ ม่ รัทรัธาจริงริจะต้องสิกสิขาไปก่อนแล้ว การทำ บุญกับพระที่มี เจตนาดีจึงจึถือว่า ว่ ได้อานิสงส์มส์าก ด้วยฮีตประเพณีนี้ เชื่อชื่กันว่า ว่ มีมมีาตั้งตั้แต่สมัยมัครั้งรั้พุทธกาล ชาวอีสานจึงจึให้ค ห้ วามสำ คัญมาก ดังจะเห็น ห็ จากลูก ลู หลานแม้ไม้ปทำ งานอยู่ต่ ยู่ ต่ างถิ่นห่า ห่ งไกลเมื่อมื่ถึงฤดูทำ ดู ทำ บุญนี้ ก็จะต้องกลับบ้า บ้ นเพื่อพื่ร่ว ร่ มพิธีพิทำธี ทำ บุญ เป็นการมาปวารณาตนเองต่อพระและ ญาติพี่น้ พี่ น้ องว่า ว่ เข้า ข้ พรรษานี้จะทำ อะไรที่ดีมีปมีระโยชน์บ้า บ้ ง โดยไป ร่ว ร่ มทำ บุญที่ วัดวัและตั้งตั้ปรารถนา - ปวารณาในสถานที่เป็นบุญคือวัดวัแต่บางคนก็ไม่มี ม่ กมีาร ปวารณาหรือรืตั้งตั้ตบะ เพียพีงกลับบ้า บ้ นมาทำ บุญร่ว ร่ มกันญาติ ๆ เฉย ๆ นอกจากจะทำ บุญ ตั้งตั้ตบะมาเพื่อพื่สร้า ร้ งบุญกุศ กุ ลให้ตั ห้ ตัวเองแล้ว บางแห่ง ห่ ยังยัมี การนำ ดอกไม้ ธูป เทียน น้ำ ใส่ขั ส่ นขั ไปเคารพบุคคลที่ตนเองนับถือ ชาวอีสาน เรียรีกว่า ว่ “พ่อ พ่ ทำ ธรรม” บ้า บ้ ง “พ่อ พ่ ฮักษา” บ้า บ้ ง เป็นเหมือมืนตัวแทนขอสิ่งสิ่ ศักดิ์สิทสิธิ์ เทวดา อาฮัก ชาวบ้า บ้ นที่นำ ดอกไม้ ธูปเทียน ไปเคารพเรียรีกว่า ว่ “ขึ้นขึ้ต่อ” หรือรืลูก ลู เผิ่งผิ่ลูก ลู เทียน” ใครเป็นลูก ลู เผิ่งผิ่ลูก ลู เทียนของใครก็จะต้องนำ สิ่งสิ่ของดังกล่าวไปเคารพผู้นั้ผู้ นั้นั้แล้วให้ท่ ห้ ท่ านผูก ผู ข้อ ข้ มือมืประพรมน้ำ มนต์บอก กล่าวฝากฝังสิ่งสิ่ศักดิ์สิทสิธิ์ใธิ์ห้ลู ห้ ก ลู หลาน (ลูก ลู เผิ่งผิ่ลูก ลู เทียน) อยู่ เย็น ย็ เป็นสุข สุ ครั้นรั้ ถึงฤดูอ ดู อกพรรษาก็จะกลับมาขอออกพรรษากับพ่อ พ่ ธรรมหรือรืพอหาฮักษา อีกที มูลเหตุค ตุ วามเป็น ป็ มา การจำ พรรษาของพระภิกษุมีมมีาตั้งตั้แต่สมัยมั พุทธกาล แต่ก่อนหน้าที่จะมีกมีารจำ พรรษานั้นนั้มี เรื่อรื่งเล่าว่า ว่ สมัยมัก่อนโลก ยังยัไม่เ ม่ จริญริการไปไหนมาไหนต้องเดินทางด้วยเท้าเปล่า เส้น ส้ ทางเดิน ยังยัไม่ตั ม่ ตัดไปมาสะดวก เวลาพระภิษุจะเดินทางไปโปรดญาติโยม หรือรืทำ ภารกิจ ใดๆก็ต้องเดินลัดทุ่ง ทุ่ นาบ้า บ้ งป่า ป่ เขาลำ เนาไพรบ้า บ้ งและดูเ ดู หมือมืนพระภิษุสมัยมั นั้นนั้จะชอบเดินไปเรื่อรื่ยๆด้วย เพื่อพื่แสวงหาที่ศึกษาเล่าเรียรีน จากครูอาจารย์ บ้า บ้ ง ปฏิบัติบั ติธรรมตามสำ นักต่างๆบ้า บ้ ง PAGE 11


ไม่ว่าฤดูกาลใดก็ไม่มีการพักผ่อนเลยโดยเฉพาะ พระพวกหนึ่งคือพวก “ฉัพพัคคีย์” ยิ่งไม่ชอบอยู่กับที่จะมีการเที่ยวภิกขาจารไปเรื่อรื่ยๆ การเที่ยวภิกขาจารไปเรื่อรื่ย ๆ และบ่อย ๆ ของพระตามฤดูกาลต่าง ๆ เมื่อถึงฤดูฝนต้องลุย โคลน น้ำ ทำ ให้เปียกชุ่มไม่น่าดู ที่ทำ ให้เกิดความ เดือดร้อ ร้ นแก่คนอื่นด้วยคือการไปเหยียบย่ำ ข้าวกล้า พืชพรรณที่ชาว บ้านปลูกไว้เป็นที่ติเตียน ว่ากล่าวของประชาชนทั่วไป เพราะฤดูฝนนั้น แม้แต่สัตว์บาง ชนิดยังอยู่เฉพาะถิ่นไม่เร่ร่ ร่ อ ร่ นไปไหน นกแจวแวว จะ หยุดส่งเสียงร้อ ร้ ง เมื่อเข้าพรรษาและไม่ออกไปหา กินไกล จะส่งเสียง ร้อ ร้ งก็ต่อเมื่อออกพรรษาแล้วเท่านั้น บรรดาเดียรถีย์ปริพริาชกนักบวช นอกศาสนาเขาก็พากันหยุด เหตุใดพุทธสาวกจึงเที่ยวจาริกริทำ ให้ชาว บ้านเดือดร้อ ร้ น ครั้งรั้ที่พุทธศาสนิกชนร้อ ร้ งเรียรีนนั้นพระพุทธองค์เสด็จ ประทับอยู่ที่เวฬุวัน กลั่นทกะนิวาปะ สถาน กรุงราชคฤห์ มีพระภิษุนำ ความขึ้นกราบทูลพระองค์ พระองค์จึงทรงพุทธานุญาตให้พระสงฆ์จำ พรรษาคืออยู่พักที่เดิมเป็นเวลา 3 เดือนตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือนแปด ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนสิบเอ็ด ซึ่งเรียรีกว่า พรรษาแรก หากภิกษุใดมีเหตุ จำ เป็นไม่สามารถเข้าจำ พรรษาได้ในช่วงแรก ก็อาจ เข้าพรรษาหลัง ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือนเก้า เป็นต้นไปจนครบไตรมาส (3 เดือน) เช่น กันได้ เรียรีกว่า พรรษาหลัง ในระหว่างเข้าพรรษาหรือรืจำ พรรษาจะให้ ภิกษุอยู่ในวัดแห่งเดียวไม่ทรงอนุญาตให้ไปพักแรม ที่อื่นเป็นเวลา 3 เดือน ถ้ามีการอธิษฐานพรรษาหรือรืกล่าวคำ จำ พรรษา แล้ว หากอยู่ครบ 3 เดือนไม่ได้ จะถูกปรับรัอาบัติทุกกฏเว้นแต่มีเหตุ จำ เป็น ได้แก่ 1. สหธรรมิก (เพื่อนร่ว ร่ มทางธรรม) หรือรืมารดาบิดาป่วย ไปเพื่อรักรัษาพยาบาล 2. สหธรรมิกกระสันจะสึก ไปเพื่อระงับ 3.มีกิจสงฆ์เกิดขึ้น เช่น วิหารชำ รุด ไปเพื่อปฏิสังขรณ์ 4.ทายกบำ เพ็ญกุศล ส่งมานิมนต์ ไปเพื่อบำ รุงศรัทรัธา อาจมีธุระอื่นนอกจากกล่าวข้างต้นที่เป็นกิจจะลักษณะอนุโลมตามนี้อาจ ไปค้างคืนที่อื่นได้ และการไป ในกรณีดังกล่าวต้องกลับภายใน 7 วันคือ อยู่พักค้างได้ไม่เกิน 7 วัน ฮี ต ที่ 8 บุ ญ เ ข้ า พ ร ร ษ า PAGE 12


ฮี ต ที่ 9 บุ ญ ข้ า ว ป ร ะ ดั บ ดิ น คำ ว่า ว่ “ข้า ข้ วประดับดิน” ความหมายตามพจนานุกรมฉบับบัราชบัญบัฑิตย สถาน พ.ศ. 2525 พิมพิพ์คพ์รั้งรั้ที่ 5 พ.ศ. 2538 ได้ให้ค ห้ วามหมายไว้ว่ ว้ า ว่ “ข้า ข้ ว ประดับดิน (ถิ่นอีสาน) น. ของเล็ก ๆ น้อยๆ ที่เอาไปบูชาตามต้นโพและพระ เจดีย์เย์วลาเช้า ช้ มืดมืเดือน 9” ความหมายตามพจนานุกรมภาษาถิ่นภาคตะวันวั ออกเฉียงเหนือของสำ นักงานคณะกรรมการ วัฒวันธรรมแห่ง ห่ ชาติ ฉบับบัพิมพิพ์ ครั้งรั้ที่ 2 พ.ศ. 2537 ได้ให้ค ห้ วามหมายไว้ว่ ว้ า ว่ “ข้า ข้ วประดับดิน น. ชื่อชื่งาน บุญสิ้นสิ้ เดือน 9 บุญข้า ข้ วสากน้อยก็เรียรีก : ชื่อชื่อาหารคาวหวาน หมากพลูบุ ลู บุ หรี่ที่ รี่ ที่ จัดจั ใส่ กระทงหรือรืภาชนะ อื่นๆ วางไว้ต ว้ ามพื้นพื้ดินหรือรืโคนต้นไม้เ ม้ พื่อพื่เป็นการเซ่น ซ่ ดวง วิญวิญาณของบรรพบุรุษ บุญนี้มีคมีวามสำ คัญต่อชาวอีสานมากเพราะชาว อีสานจะมีคมีวามเชื่อชื่เดิมเกี่ยวกับผีมผีาตั้งตั้แต่ โบราณกาลและฝังรากลึกจนเป็น อันหนึ่งอันเดียวกันกับวิถีวิ ถีชีวิชีตวิของชาวอีสาน บุญประเพณีนี้จึงจึได้รับรัการ ปฎิบัติบั ติสืบสืทอดมาไม่ข ม่ าดระยะ ชาวอีสานจะมีคมีวามเชื่อชื่เกี่ยวกับฮีตนี้คล้าย ๆ กับฮีตที่ 10 คือบุญ ข้า ข้ วสากที่จะต้องส่ง ส่ ส่ว ส่ ยให้ผี ห้ อผีาฮักและผีบผีรรพบุรุษ เพื่อพื่ ให้ผี ห้ ดัผี ดังกล่าวช่ว ช่ ยดลบันบัดาลให้ชี ห้ วิชีตวิความ เป็นอยู่ ทรัพรัย์สิ่ย์งสิ่ของ ข้า ข้ วปลา อาหารอุดมสมบูรณ์ไม่มี ม่ ภัมี ภัยร้า ร้ ยใด ๆ มาเยือยืน มูลเหตุค ตุ วามเป็น ป็ มาเนื่องจากคนลาวและไทยอีสานมีคมีวามเชื่อชื่ สืบสืต่อกันมาแต่โบราณกาลแล้ว ว่า ว่ กลางคืนของ เดือนเก้าดับ (วันวัแรมสิบสิสี่ ค่ำ เดือนเก้า) เป็นวันวัที่ประตูน ตู รกเปิด ยมบาลจะปล่อยให้ผี ห้ นผีรกออกมาเยี่ย ยี่ ม ญาติในโลกมนุษย์ใย์นคืนนี้คืนเดียวเท่านั้นนั้ ในรอบปี ดังนั้นนั้จึงจึพากันจัดจัหอข้า ข้ ว ไว้ใว้ ห้แ ห้ ก่ญาติพี่น้ พี่ น้ องที่ตาย ไปแล้ว ถือว่า ว่ เป็นบุญเพื่อพื่อุทิศส่ว ส่ นบุญส่ว ส่ นกุศ กุ ลให้ แก่ญาติพี่น้ พี่ น้ อง ผู้ล่ผู้ ล่ วงลับไปแล้ว (บุญเกิด พิมพิพ์วพ์รเมธากุล กุ : 2539 : 26) ส่ว ส่ นสาร สาระทัศนานันท์ และปราชญ์อีสานอื่นๆ อ้างคัมภีร์ทร์าง ศาสนาพุทธเกี่ยวกับเรื่อรื่ง เปรตของพระเจ้า จ้ พิมพิพิสพิารว่า ว่ ครั้งรั้พุทธกาลบรรดา ญาติของพระเจ้า จ้ พิมพิพิสพิารกินของสงฆ์ ตายแล้วไป เกิดเป็นเปรต เมื่อมื่พระ เจ้า จ้ พิมพิพิศพิารถวายทานแด่พระพุทธเจ้า จ้ และพระภิกษุสงฆ์แฆ์ล้ว มิไมิด้ทรงอุทิศ ส่ว ส่ น กุศ กุ ลผลบุญไปให้บ ห้ รรดาเปรตที่เป็นญาติเหล่านั้นนั้เมื่อมื่เปรตมิไมิด้รับรัผล บุญถึงเวลากลางคืนพากันมาส่ง ส่ เสียสีงน่ากลัวเพื่อพื่ขอส่ว ส่ นบุญอยู่ใยู่ กล้ ๆ กับ พระราชนิเวศน์ พระเจ้า จ้ พิมพิพิสพิารทรงได้ยินยิเช่น ช่ นั้นนั้พอรุ่ง รุ่ เช้า ช้ จึงจึเสด็จไปทูล ทู ถามสาเหตุจ ตุ ากพระพุทธเจ้า จ้ พระพุทธเจ้า จ้ จึงจึทรงแจ้ง จ้ สาเหตุใ ตุ ห้พ ห้ ระเจ้า จ้ พิมพิพิ สารทรง ทราบ เมื่อมื่พระเจ้า จ้ พิมพิพิสพิารนั้นนั้ทรงทราบแล้ว จึงจึถวายทานแล้วอุทิศ ส่ว ส่ นกุศ กุ ล ซึ่งซึ่ได้ทำ ไปให้เ ห้ปรต ตั้งตั้แต่นั้นนั้มาบรรดาเปรตเหล่านั้นนั้ก็ไม่ม ม่ ารบกวน อีก เพราะเปรตที่เป็นญาติได้รับรัผลบุญแล้ว ชาวอีสาน จึงจึถือเอามูลเหตุนี้ ตุ นี้ ทำ บุญข้า ข้ วประเับดินติดต่อกันมา (สาร สาระทัศนานันท์, 2530 : 57) PAGE 13


ฮี ต ที่ 1 0 บุ ญ ข้ า ว ส า ก คำ ว่า ว่ “ข้า ข้ วสาก” ตามความหมายในพจนานุกรมภาษาถิ่นภาค ตะวันวัออกเฉียงเหนือ ของสำ นักงานคณะกรรมการวัฒวันธรรมแห่ง ห่ ชาติ ฉบับบัพิมพิพ์คพ์รั้งรั้ที่ 2 พ.ศ.2537 ได้ให้ค ห้ วามหมายไว้ว่ ว้ า ว่ ข้า ข้ วสาก น. ชื่อชื่งาน บุญกลางเดือนสิบสิ , สลากภัตถวายสงฆ์ หรือรืห่อ ห่ อาหารคาวหวาน หมาก พลู บุหรี่ ที่นำ ไปเซ่น ซ่ วิญวิญาณบรรพบุรุษ” หากจะแยกคำ 2คำ ก็จะได้ว่า ว่ “ข้า ข้ ว” คือเมล็ดของพืชพืพวกหญ้าชนิดหนึ่งใช้เ ช้ป็นอาหารสำ คัญ ปลูก ลู กัน ในประเทศร้อ ร้ นโดยมาก มีชมีนิดใหญ่ 2 ชนิด คือ ข้า ข้ วจ้า จ้ ว และข้า ข้ วเหนียว ส่ว ส่ นคำ ว่า ว่ “สาก” คือเครื่อรื่งมือมืสำ หรับรัทำ อย่า ย่ งหนึ่งคู่กั คู่กับครก แต่สากใน ที่นี้น่าจะกร่อ ร่ นมาจากคำ ว่า ว่ สลากเพราะบุญนี้จะ เกี่ยวกับการใช้ส ช้ ลาก (จะได้กล่าวในขั้นขั้ดำ เนินการ) และยังยัมีบมีางแห่ง ห่ ที่ยังยัเรียรีกว่า ว่ บุญข้า ข้ ว สลาก บุญข้า ข้ วสากเป็นบุญที่ทำ เพื่อพื่อุทิศให้แ ห้ ก่ผู้ตผู้ ายหรือรืเปรต เป็นการ ทำ บุญอุทิศให้เ ห้ปรตอีกครั้งรั้หนึ่ง โดยมีเมีวลาห่า ห่ งจากเวลาของบุญข้า ข้ ว ประดับดินเพียพีง 15 วันวัซึ่งซึ่เป็นระยะเวลาที่เปรตต้องกลับไป ที่อยู่ข ยู่ องตน บุญทั้งทั้ 2 บุญนี้มีลัมี ลักษณะคล้ายกันคือการทำ ข้า ข้ วห่อ ห่ ส่ง ส่ ให้เ ห้ปรต ซึ่งซึ่รวม ถึงบรรพบุรุษญาติพี่ น้องของผู้ทำผู้ ทำ บุญ และเปรตไม่มี ม่ ญมีาติด้วย ด้วย เหตุเ ตุ ป็นบุญที่ทำ เพื่อพื่คนนับถือนี้เองชาวอีสานจึงจึทำ บุญ ต่อเนื่องไม่เ ม่ คย ขาดแม้แ ม้ ต่ปีเดียว และทุก ทุ คนจะให้ค ห้ วามสำ คัญเกี่ยวกับบุญมีมมีาก จะพา กันทำ อย่า ย่ ง กระตือรือรืร้น ร้ เพราะเชื่อชื่กันว่า ว่ ผีบผีรรพบุรุษจะมีคมีวามหิวหิกำ ลัง รอส่ว ส่ นบุญจากนานี้ เมื่อมื่ถึงงานบุญจึงจึพา กันทำ อย่า ย่ งศรัทรัธา ที่สำ คัญของงานนี้คือญาติพี่น้ พี่ น้ อง แม้จ ม้ ะอยู่ต่ ยู่ ต่ างถิ่นก็ต้องกลับบ้า บ้ นไป เยี่ย ยี่ มเยียยีนกัน ลูก ลู หลานไป เยี่ย ยี่ มพ่อ พ่ แม่ ปู่ย่ ปู่ า ย่ ตายาย โดยนำ ผลไม้ ข้า ข้ ว หมาก พลูบุ ลู บุ หรี่ ไปฝากด้วย ส่ว ส่ น พ่อ พ่ แม่ ปู่ย่ ปู่ า ย่ ตายาย ก็จะ ตอบแทนด้วย สิ่งสิ่ของลักษณะคล้ายกัน แต่บางแห่ง ห่ นิยมให้เ ห้ งินแก่ละหลาน ๆ จึงจึทำ ให้ บรรดาหลาน ๆ อาสาพ่อ พ่ แม่ไม่ ปเยี่ย ยี่ มปู่ย่ ปู่ า ย่ ตายาย เพราะได้เงินตอบแทน และสิ่งสิ่ที่เกือบทุก ทุ ท้องที่มีเมีหมือมืนกันคือข้า ข้ วตอก และเข้า ข้ พอง ลูก ลู หลาน เมื่อมื่ ไปเยี่ย ยี่ ม พ่อ พ่ แม่ ปู่ย่ ปู่ า ย่ มักมัจะได้สิ่งสิ่ดังกล่าวเสมอ PAGE 14


มูลเหตุความเป็นมา มีเรื่อรื่งเล่าไว้ในธรรมบทว่า มีบุตรชายกฎุมพีผู้หนึ่ง เมื่อพ่อสิ้นชีวิตแล้วแม่ได้หาหญิงผู้มีอายุ และตระกูลเสมอกันมาเป็น ภรรยา แต่อยู่ด้วยกันหลายปีไม่มีบุตรแม่จึงหาหญิงอื่นมาเป็นภรรยาอีก ต่อมาเมียน้อยมีลูก เมียหลวงอิจฉาจึงคิดฆ่าทั้งแม่และลูกเสีย ฝ่ายเมีย น้อยเมื่อก่อนจะตายก็คิดอาฆาต เมียหลวงไว้ชาติต่อมาฝ่ายหนึ่งไปเกิด เป็นแมวอีกฝ่ายหนึ่งไปเกิดเป็นไก่แมวจึงกินไก่และไข่ ชาติต่อมา ฝ่าย หนึ่งไปเกิดเป็นเสือ อีกฝ่ายหนึ่งไปเกิดเป็นกวาง เสือจึงกินกวางและลูก สุดท้ายฝ่ายหนึ่งไปเกิด เป็นคน อีกฝ่ายหนึ่งไปเกิดเป็นยักษิณี พอฝ่าย ไปเกิดเป็นคนแต่งงานและคลอดลูกนางยักษิณีจองเวรได้ ตามไปกินลูก ถึงสองครั้งรั้ต่อมาพอมีครรภ์ครั้งรั้ที่สาม นางได้หนีไปอยู่กับพ่อแม่ของ ตนพร้อ ร้ มกับสามีเมื่อคลอดลูกเห็นว่า ปลอดภัยแล้วจึงพาสามีพร้อ ร้ มลูก กลับบ้าน พอดีนางยักษิณีมาพบเข้าจึงไล่นาง สามีและลูกนางแม่จึง พา ลูกกับสามีเข้าไปยังเขตวัดมหาวิหาร ซึ่งพอดีกับพระพุทธเจ้ากำ ลังทรง แสดงพระธรรมเทศนาอยู่ นางและสามีจึงนำ ลูกน้อยไปถวายขอชีวิตไว้ นางยักษ์จะตามเข้าไปในเขตวัดมหาวิหารไม่ได้ เพราะถูก เทวดากางกั้นไว้ พระพุทธเจ้าจึงโปรดให้พระอานนท์ไปเรียรีกนางยักษ์เข้ามาฟังพระธรรม เทศนา พระองค์ทรงสั่งสั่สอนไม่ให้พยาบาทจองเวรกัน แล้วจึงโปรดให้ นางยักษ์ไปอยู่ตามหัวไร่ปร่ ลายนา นาง ยักษ์ตนนี้มีความรู้เ รู้ กณฑ์เกี่ยวกับ ฝนและน้ำ ดี ปีไหนฝนจะตกดีหรือรื ไม่ดีจะแจ้งให้ชาวเมืองได้ทราบ ชาว เมืองให้ความนับถือมาก จึงได้นำ อาหารไปส่งนางยักษ์อย่างบริบูริบู รณ์โดย สม่ำ เสมอ นางยักษ์จึงได้ เอาอาหารเหล่านั้นไปถวายเป็นสลากภัตแด่พระ ภิกษุสงฆ์วันละแปดที่เป็นประจำ ชาวอีสานจึงถือเอา การถวายสลากภัต หรือรืบุญข้าวสากนี้เป็นประเพณีสืบมาและเมื่อถึงวันทำ บุญข้าวสาก นอกจากนำ ข้าว สากไปถวายพระภิกษุสงฆ์และวางไว้บริเริวณวัด เพื่ออุทิศ ส่วนกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว ชาวนาจะ เอาอาหารไปเลี้ยงนางยักษ์ หรือรืนางผีเสื้อนาในบริเริวณนาของตนแต่เปลี่ยนเรียรีกนางยักษ์ว่า “ตาแฮก” ฮี ต ที่ 1 0 บุ ญ ข้ า ว ส า ก PAGE 15


ฮี ต ที่ 1 1 บุ ญ อ อ ก พ ร ร ษ า คำ ว่า ว่ “ออกพรรษา” ในหนังสือสืพจนานุกรมฉบับบัราชบัณบัฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ได้ให้ ความหมายไว้ว่ ว้ า ว่ “ออกพรรษา น. เรียรีกวันวัที่สิ้นสิ้การจำ พรรษาแห่ง ห่ พระ สงฆ์คืฆ์ คือวันวัขึ้นขึ้ 15 ค่ำ เดือน 11 ว่า ว่ วันวัออกพรรษา, วันวั ปวารณา หรือรืวันวัมหา ปวารณาก็เรียรีก” จากความหมายที่ให้ไห้ ว้ข้ ว้ า ข้ งบนนั้นนั้มีคมีวามชัดชัเจนมาก เมื่อมื่ดู พจนานุกรมภาษาถิ่นภาคอีสาน ของสำ นักงานวัฒวันธรรมแห่ง ห่ ชาติ และของ พจนานุกรมของประเทศสาธารณรัฐรัประชาธิปธิ ไตย ประชาชนลาวก็มีคมีวาม หมายเช่น ช่ เดียวกัน ส่ว ส่ นความสำ คัญนั้นนั้ย่อ ย่ มแน่นอนที่สุด สุ เพราะเป็นพิธีพิที่ธี ที่ ค่อน ข้า ข้ งจะสมบูรณ์ที่สุด สุ ที่เป็นของพุทธ แต่มีพิมีธีพิกธีรรมบางอย่า ย่ งที่เป็นของ พราหมณ์มาแฝงเท่านั้นนั้ดังนั้นนั้พระและญาติโยมจึงจึเห็น ห็ ความสำ คัญ และให้ ความสำ คัญ โดยเฉพาะด้านญาติโยมจะรอวันวันี้กันมาก เพราะเชื่อชื่กันว่า ว่ พระ สงฆ์ไฆ์ด้อยู่จำ ยู่ จำ พรรษาเป็นเวลาไตรมาส( 3 เดือน)ย่อ ย่ มมีคมีวามบริสุริท สุ ธิ์ผุธิ์ด ผุ ผ่อ ผ่ งมี จริยริวัตวัรงดงามจะนำ มาซึ่งซึ่บุญ หากได้ ทำ บุญกับพระในวันวัออกพรรษาจะได้ บุญมาก ชาวอีสานสอนว่า ว่ เหมือมืนได้บุญกับพระที่กำ ลังออกจาก นิโรธสมาบัติบั ติ (การออกจากการพักพัผ่อ ผ่ นของพระอรหันหัต์) ย่อ ย่ มได้ผลานิสงส์มส์ากดังนั้นนั้ลูก ลู หลานที่ไป ทำ งานต่างถิ่นก็จะกลับคืนบ้า บ้ นเกิดเพื่อพื่มาทำ บุญนี้ และจะได้ไปออก พรรษาจาก “พ่อ พ่ ธรรม” หรือรื “ของฮักษา” ที่ตนเองได้ไปบอกกล่าวเข้า ข้ พรรษา ไว้แ ว้ ล้วด้วย มูลเหตุค ตุ วามเป็น ป็ มาความเป็นมาของประเพณีนี้อาจแยกกล่าวได้เป็น 2 นัย คือในส่ว ส่ นที่เกี่ยวกับพิธีพิขธีองสงฆ์โฆ์ดยตรงและพิธีพิทธีางฆาราวาส พิธีพิทธีาง สงฆ์นั้ฆ์ นั้นั้ดูเ ดู หมือมืนจะเป็นงานโดยตรงมากกว่า ว่ ของพระเพราะการออกพรรษาได้ มีมมีา ตั้งตั้แต่ครั้งรั้พุทธกาล โดยพระพุทธเจ้า จ้ ทรงมีพุมีพุ ทธานุญาตให้ภิ ห้ ภิกษุสงฆ์ที่ฆ์ ที่ จำ พรรษาครบไตรมาสสามารถ จาริกริ ไปในที่ต่างๆได้ตามต้องการ เพราะใน ระหว่า ว่ งเป็นช่ว ช่ งที่จะหมดฤดูฝ ดู นแล้ว การเดินทางย่อ ย่ มมี ความสะดวก ข้า ข้ วกล้า ก็แก่ออกล่วงจะเก็บเกี่ยวกันแล้ว ไม่เ ม่ ป็นอุปสรรคในการจาริกริพระจะไปโปรด ญาติโยมแสวงหาสักสัการะใด ๆ ย่อ ย่ มได้ง่าย แต่ที่สำ คัญที่สุด สุ ที่เป็นหัวหัใจของ การออกพรรษาคือ พระภิกษุเมื่อมื่อยู่ด้ ยู่ ด้ วยกันในที่แห่ง ห่ เดียวกัน เป็นเวลานาน ๆ โอกาสที่จะกระทบกระทั่งทั่กันไม่พ ม่ อใจกัน ทำ ให้เ ห้ กิดความขุ่น ขุ่ เคืองแก่การย่อ ย่ มมี เป็น ของธรรมดา พระองค์จึงจึทรงถือเอาวันวัออกพรรษาเป็นมหาปวารณา เพื่อพื่ ให้พ ห้ ระสงฆ์ไฆ์ด้ปวารณา ตนเอง คือบอกแก่เพื่อพื่นสหธรรมิกมิ (เพื่อพื่นนักบวช) ด้วยกันว่า ว่ ต่อไปนี้หากฉันทำ ผิดผิพลาดอะไร บกพร่อ ร่ งตรงไหน ไม่ดี ม่ ดีอย่า ย่ งไรขอ โปรดบอกกล่าวชี้แ ชี้ นะ (พระท่านเรียรีกว่า ว่ ชี้ขุ ชี้ ขุ มทรัพรัย์)ย์ ให้ฉั ห้ ฉันด้วย ฉัน จะได้รู้ตั รู้ ตัว เอง จะได้ปรับรั ปรุงแก้ไขตัวเอง ดังนั้นนั้คำ กล่าวออกพรรษาจึงจึมีว่มีา ว่ “สงฺฆมฺภนฺ เต ปวาเรมิ ทิฏ เฐนวา สุเ สุ ตน วา…” ซึ่งซึ่ความหมายคือออกพรรษานี้ขอให้ห ห้ มู่ 2 บอกกล่าวตักเตือนกันได้นั้นนั้เอง PAGE 16


ตามนัยที่ 2 ในส่วนของฆราวาสญาติโยมนั้น เหตุที่ทำ บุญ ประเพณีและทำ กันอย่างต่อเนื่องให้ความสำ คัญและใหญ่โตด้วยเพราะ ต่างพากันเชื่อว่าทำ บุญกับพระที่ออกพรรษาแล้วจะได้บุญกุศลมาก เพราะ เข้าใจว่าพระที่อยู่จำ พรรษาจนครบถ้วนไตรมาสได้ย่อมไม่ใช่พระธรรมดา แน่ย่อมมีความมั่นมั่คง ในธรรมปฏิบัติดีได้ระดับหนึ่ง การทำ บุญกับพระ ปฏิบัติได้ดีย่อมมีบุญมากตามความเชื่อ เพื่อให้เหมาะสมกับการออกจาก นิโรธสมาบัติของพระพุทธเจ้าจึงได้พากันจัดทำ บุญตักบาตรเทโวขึ้นใน วันออกพรรษาด้วย ทำ ให้งานดูมีความขลัง ศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น ในแต่ละ แห่งจะมีการทำ บุญ ออกพรรษาและตักบาตรเทโวกันอย่างน่าชื่นชมและ ดูจะเป็นงานบุญจริงริๆ เพราะงานนี้จะเน้นที่การ ทำ บุญทำ ทานเป็นส่วน ใหญ่ไม่มีการละเล่นสนุกสนานมหรสพอะไรแต่ก็มีบางแห่งที่มีการจัดงาน ลอย กระทงบ้างแห่ปราสาทผึ้งบ้างไหลเรือรื ไฟบ้างแต่ก็เป็นบางท้องถิ่น เท่านั้นส่วนใหญ่แล้วจะเน้นที่การ ทำ บุญทำ ทานและตักบาตรเทโว เหตุที่ ต้องทำ บุญตักบาตรเทโวในวันออกพรรษานั้น ทะเลาะถือเอาเหตุการณ์ เสด็จลงจากสวรรค์ของพระพุทธเจ้า ซึ่งตำ นานเล่าว่า ครั้งรั้หนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงมีความต้องการไปโปรดพระมารดา (โยมแม่) ที่สวรรน คตไปอยู่เมืองสวรรค์แล้วและทรงไปจำ พรรษาอยู่ที่นั่นจนครบไตรมาส พอออก พรรษาแล้วจึงกลับเมืองมนุษย์ ขณะเสด็จกลับก็จะมี พุทธศาสนิกชนไปคอยต้อนรับรัและรอใส่บาตรมากมาย ด้วยมีทั้งพระภิษุ ประชาชนที่โปรดใส่บาตรมาก ผู้ที่ไม่สามารถเข้าใกล้แต่อยากใส่บาตรจึง โยน ข้าว ผลไม้เข้าใส่บาตรพระพุทธเจ้าและสาวกเป็นเหตุให้เกิดเป็น ประเพณีการตักบาตรเทโวและการ โยนเครื่อรื่งไทยทานตามมา ฮี ต ที่ 1 1 บุ ญ อ อ ก พ ร ร ษ า PAGE 17


ฮี ต ที่ 1 2 บุ ญ ก ฐิ น คำ ว่า ว่ “ กฐินฐิ ” เป็นคำ ภาษาบาลีหมายถึง “ ไม้ส ม้ ะดึง” คือไม้ที่ ม้ ที่ ทำ เป็นกรอบสำ หรับรัขึงขึผ้า ผ้ เวลาจะเย็บ ย็ ผ้า ผ้ (สมัยมัก่อน) ช่ว ช่ ยให้เ ห้ ย็บ ย็ ผ้า ผ้ได้ สะดวกขึ้นขึ้เพราะสมัยมัก่อนการจะทำ จีวจีรหรือรืผ้า ผ้ นุ่งของพระ จะต้องนำ ผ้า ผ้ เป็นชิ้นชิ้ๆ มาเย็บ ย็ เป็นตา ๆ จำ เป็นต้องใช้ไช้ ม้ส ม้ ะดึงเพื่อพื่ขึงขึผ้า ผ้ให้ตึ ห้ ตึงจะได้ เย็บ ย็ ง่ายดังกล่าว ดังนั้นนั้ผ้า ผ้ กฐินฐิคือผ้า ผ้ สบง จีวจีร หรือรืผ้า ผ้ นุ่งหุ่ม หุ่ ที่จะนำ ไป ถวายพระนั้นนั้เอง บุญกฐินฐิจึงจึคือบุญที่ต้องนำ เข้า ข้ ไปถวายพระเป็น สำ คัญ บุญกฐินฐิคือเป็นฮีตที่ 12หรือรืประเพณีสุด สุ ท้ายของฮีตสิบสิสองของ ชาวอีสาน ที่ผู้นัผู้ นับถือ พระพุทธศาสนาจะพึงพึกระทำ ในการกำ หนดหรือรื หมายรู้กั รู้ กันว่า ว่ จีวจีรที่ต้องนำ ไปถวายตามวัดวันั้นนั้ๆ ใน กาลกำ หนดเพราะ เหตุที่ ตุ ที่ การทอดกฐินฐิต้องทำ ในกาลและเวลากำ หนดเช่น ช่ นี้ เมื่อมื่ถึงกาลนั้นนั้ หรือรืถึงฤดูนั้ ดูนั้นั้ถึงหน้านั้นนั้เราจึงจึเรียรีกกันว่า ว่ เทศกาลกฐินฐิการทำ เช่น ช่ นั้นนั้ จึงจึกลายเป็นประเพณีขึ้นขึ้ถ้าเป็นของพระสงฆ์ ก็หมายถึงว่า ว่ วินัวิ นัยกรรม อย่า ย่ งหนึ่งซึ่งซึ่เป็นกิจของสงฆ์อัฆ์ อันต้องทำ ในจีวจีรกาล ดังนั้นนั้จึงจึมีกำมี กำ หนด ของการ ทอดกฐินฐิ ในระหว่า ว่ งข้า ข้ งขึ้นขึ้เดือน 12 บุญกฐินฐินับเป็นบุญที่มีคมีวามสำ คัญมากกว่า ว่ ชาวอีสาน เนื่องจากชาวอีสานถือว่า ว่ เป็นบุญที่จะให้อ ห้ านิสงส์แส์ก่ผู้ทำผู้ ทำ บุญอย่า ย่ งมาก เพราะมีคมีวามเชื่อชื่ว่า ว่ จะได้ทำ บุญกับพระที่อยู่จำ ยู่ จำพรรษาครบไตรมาสคือ ว่า ว่ จะได้ถวายจีวจีรหรือรืกฐินฐิ ให้พ ห้ ระที่มีคมีวามเพียพีรอดทนอยู่จำ ยู่ จำพรรษา และ บุญกฐินฐิถือเป็นบุญที่อยู่ ในช่ว ช่ งข้า ข้ วใหม่ปม่ ลามันมัชาวบ้า บ้ นส่ว ส่ นหนึ่งได้ เก็บเกี่ยวผลผลิตมีคมีวามภูมิ ภู ใมิจกับจุดประสงค์ของตนเอง โดยเฉพาะได้ นำ เข้า ข้ใหม่ม ม่ าร่ว ร่ มทำ บุญจึงจึถึงว่า ว่ การทำ บุญในเดือนนี้ได้ผลานิสงค์มาก มูลเหตุแ ตุ ละความเป็น ป็ มา ในสมัยมัพุทธกาลมีพมีระภิกษุชาวเมือมืง ปาฐาจำ นวน 30 รูป พากันเดินทางจะไปเฝ้า พระพุทธเจ้า จ้ ซึ่งซึ่เสด็จ ประทับอยู่ที่ ยู่ ที่ พระเซตวัดวัมหาวิหวิารแต่เนื่องจากการเดินทางเป็นวัดวัที่จวน ใกล้ กำ หนดเข้า ข้ พรรษาทั้งทั้หนทางระยะไกลและลำ บากมากพระภิกษุเหล่า นั้นนั้จึงจึไม่ส ม่ ามารถไปให้ถึ ห้ ถึงพระเช ตวัดวัมหาวิหวิารได้ก็พอดีถึงกำ หนดวันวั เข้า ข้ พรรษาเสียสีก่อนพระภิกษุ 30 รูป จึงจึต้องหยุดจำ พรรษาอยู่ที่ ยู่ ที่ เมือมืง สาเกต ออกพรรษาแล้วจึงจึพากันรีบรี ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า จ้ แต่โดยเหตุที่ ตุ ที่ หนทางไกลดังกล่าวและพอดีฝน ตกจึงจึทำ ให้ผ้ ห้ า ผ้ จีวจีรของพระภิกษุเหล่า นั้นนั้เปียกน้ำ และเปียกโคลนมาก พอไปถึงพระเชตวัดวัมหาวิหวิารก็ พากัน ตรงเข้า ข้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า จ้ ทันที พระพุทธเจ้า จ้ ทรงเห็น ห็ พระภิกษุที่มาเฝ้า นุ่งห่ม ห่ จีวจีรเพื่อพื่นเกลอและ จีวจีรที่ใช้ผ ช้ ลัดเปลี่ยนก็ไม่มี ม่ มีเมื่อมื่พระองค์ทรง เห็น ห็ ความลำ บากของพระภิกษุเช่น ช่ นั้นนั้จึงจึมีพุมีพุ ทธบัญบัญัติให้ พระภิกษุสงฆ์ แสวงหาผ้า ผ้ และรับรัผ้า ผ้ กฐินฐิ ได้มีกำมี กำ หนด 1 เดือนนับตั้งตั้แต่วันวัแรม 1 ค่ำ เดือนสิบสิเอ็ด ถึงวันวัเพ็ญ พ็ เดือนสิบสิสอง PAGE 18


จึงมีประเพณีทอดกฐินกันต่อ ๆ มา โดยความเป็นจริงริแล้วเรื่อรื่งผ้ากฐิน นั้นเป็นเรื่อรื่งของพระภิกษุสงฆ์อย่างเดียวในการทำ ผ้า เมื่อ พระภิกษุไปได้ผ้ามาจากที่ต่าง ๆ แล้วนำ มารวมกันเย็บให้เป็นผืนเดียวแล้ว ตกลงกันว่าจะมอบจีวรชุดนี้ ใหแ้ กพ่ ระภิกษุรูปใด (ซึ่งในสมัยพุทธกาล นั้นผ้าส่วนใหญ่เป็นผ้าบังสุกุล หรือรืผ้าที่พิจารณามาจากผ้าห่อ ศพ ผ้าจึง มีจำ นวนน้อยและหายากการจะทำ เป็นจีวรจึงทำ ได้เพียงผืนเดียว) และ ยอมมอบผ้าที่ทำ เป็น จีวรนั้นให้แก่พระภิกษุที่มีผ้าเก่าที่สุดนำ ไปใช้นุ่งห่ม พระภิษุที่สามารถจำ พรรษาได้ครบไตรมาสและได้กรานกฐินแล้วย่อมได้ อานิสงส์ 5 ประการดังนี้ 1. อนามันตจาโร เที่ยวไปในตระกูลไม่ต้องอำ ลา คือไม่เป็นอาบัติด้วย จารีตรีสิกขาบท 2. อสมาทานจาโร เที่ยวไปโดยไม่ต้องเอาไตรจีวรไปด้วยก็ได้ไม่เป็นอาบัติ 3. คณโภชน์ ฉันคณะโภชน์ได้ไม่เป็นอาบัติด้วยคณะโภชนะสิกขาบท 4. ยาวทัตถจีวร จีวรตามต้องการเพียงไร คือเก็บอดิเรกจีวรไว้ไม่มีกัปป์ ไม่อธิษฐานเกิน 10 วัน ได้ไม่เป็นอาบัติ 5. โย จตตฺถ จีวรุปฺปาโท โส เนสํ ภวิสฺสุติ จีวรลาภใดที่เป็นแก่สงฆ์ใน โอกาสนั้น จีวรลาภที่ เกิดขึ้นนั้น จักเป็นของของ ๆ ภิกษุทั้งหลาย ฮี ต ที่ 1 2 บุ ญ ก ฐิ น PAGE 19


บรรณานุกรม สวิง บุญเจิม. มรดกอีสาน. (2539). ฮีตสิบสองคลองสิบสี่. อุบลราชธานี. พิมพ์ครั้ง รั้ ที่ 4.


T H A N K Y O U นายกฤษฎา ฤทธิ์นธิ์ายม รหัส หั 6240110102 หมู่เ มู่ รีย รี น ค.6205


Click to View FlipBook Version