29
หลักปฏบิ ตั ใิ นการจดั แสดงสนิ ค้า
+
ในการจดั แสดงสนิ ค้า ผูจ้ ัดจะปฏบิ ตั ติ ามหลกั ในการจดั แสดงสินค้าดงั น้ี
1. มกี ารวางแผนการจดั แสดงสนิ คา้
เพ่ือใหผ้ ลของการจัดแสดงสินคา้ บรรลวุ ัตถุประสงค์ตามที่ต้ังไว้ และประหยัดเวลา จะต้องมีการวาง
แผนการจัดแสดงสนิ คา้ ลว่ งหน้า ซ่ึงในการวางแผนจะประกอบดว้ ยข้นั ตอนต่าง ๆ คือ
1.1 การกำหนดเวลาของการจดั แสดงสนิ ค้า
1.2 เลือกสินคา้ ทจี่ ะนำมาจดั แสดง
1.3 กำหนดตำแหน่งวางสินคา้
1.4 จดั พื้นผิวและพนื้ หลัง
1.5 การรา่ งภาพ
ซ่ึงรายละเอียดของการวางแผนได้เสนอแลว้ ในหน่วยท่ี 3
2. ตัวสนิ คา้ ทีน่ ำมาจัดแสดง
ผู้จัดแสดงจะต้องทราบรายละเอียดของสินค้าที่จะนำมาจัดแสดง ว่ามีรูปร่าง รูปทรง เป็นอย่างไร
สินค้าอยู่ในความสนใจของกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ หากไม่เป็นที่สนใจก็จะต้องปรับเปลี่ยน ให้เหมาะสม
และทส่ี ำคญั ผู้จัดจะตอ้ งทราบจุดเด่น จุดด้อย ประโยชน์ และการใช้งานของสนิ ค้านน้ั
3. ประสานงานกับฝ่ายขาย
ฝ่ายขายจะเป็นผู้ที่รู้จักสินค้าเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ของสินคา้ และการใชง้ าน ตลอดจน
ยังทราบอกี ว่า สินค้าชนิดใดทตี่ ้องการเพ่ิมยอดขาย ซึ่งขอ้ มูลเหล่าน้ีผู้จัดแสดงต้องทราบ เพื่อเป็นแนวทาง
ในการวางแผนการจดั แสดงสนิ ค้า
4. ความคิดรเิ ร่มิ สรา้ งสรรค์
ความคิดสร้างสรรค์ เป็นเรื่องสำคัญสำหรับการจัดแสดงสินค้า เพราะหากงานออกมาไม่มี
ความแปลกใหม่ หรือไม่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ที่ผ่านไปมาได้ จัดว่าการจัดแสดงสินค้า ครั้งนั้นไม่
ประสบผลสำเร็จ เสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ การจัดแสดงสินค้าที่ประสบผลสำเร็จ ต้องสามารถ
ทำให้ผู้ทีผ่ า่ นไปมาสนใจ หยุดมอง เดินเข้ามาในร้าน และเกิดการตัดสินใจซือ้ ในที่สุด ซึ่งการที่จะทำให้ผูท้ ี่
ผ่านไปมาเกิดพฤติกรรมเช่นนี้ การจัดแสดงสินค้าครั้งนั้นต้องน่าสนใจ และ การที่จะทำให้เกิดความ
น่าสนใจได้ ผู้จัดจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบการจัดแสดง ให้แปลกตา ไม่ซ้ำแบบใคร
และสวยงาม
อย่างไรก็ดี การที่จะทำให้งานจัดแสดงสินค้าออกมาแล้วสามารถดึงดูดความสนใจผู้ที่ผ่าน ไปมาได้
นั้น นอกจากจะต้องใช้ความคดิ สรา้ งสรรค์แล้ว ผจู้ ดั ยังตอ้ งนำหลกั ศลิ ปะ และเร่อื งของการใช้สี และแสงมา
ใช้ดว้ ย
30
ปจั จัยทตี่ ้องนำมาพิจารณาในหลกั การ ออกแบบการจดั แสดงสินค้า
ในการจดั แสดงสินคา้ นอกจากจะต้องปฏบิ ัติตามหลกั ของการจัดแสดงสนิ คา้ แล้ว ยังมสี ิง่ ท่ี จะต้อง
พจิ ารณาเพอ่ื ให้การจดั แสดงสินคา้ นน้ั มีความเหมาะสมมากยงิ่ ขนึ้ ปจั จัยท่ีจะต้องนำมาพิจารณา ไดแ้ ก่
1. นโยบาย (Policy) ก่อนการจัดแสดงสินค้า ผู้รับผิดชอบการจัดแสดงสินค้าจะต้องทราบ นโยบาย
ของกิจการอย่างชัดเจน โดยทั่วไปนโยบายการจัดแสดงสินค้าแบ่งออกเป็นนโยบายระยะสัน และนโยบาย
ระยะยาว
1.1 นโยบายระยะสั้น เวลาที่ใช้ในการจัดแสดงสินค้านั้นประมาณ 5-7 วัน อาจเป็น การจัดแสดง
สินค้าในช่วงเทศกาล เช่น เทศกาลวันแม่ เทศกาลวันแห่งความรัก เทศกาลตรุษจีน เป็นต้น การจัดแสดง
สินค้าในช่วงเทศกาลนี้ ร้านค้าต้องการกระตุ้นให้เกิดการสั่งซื้อให้เร็ว ในช่วง เวลาสั้นๆ หากนโยบายการ
จัดแสดงสินค้าเป็นนโยบายระยะสั้น ผู้จัดแสดงควรเลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ที่ไม่ต้องคำนงึ ถึงความคงทนมาก
นัก เชน่ อาจเลือกใชด้ อกไมส้ ด โฟม กระดาษ เปน็ ตน้
1.2 นโยบายระยะยาว เวลาที่ใช้ในการจัดแสดงสินค้านั้นประมาณ 3-4 สัปดาห์ อาจเป็นการจัด
แสดงสินค้าช่วงฤดูกาล เช่น เมษาพาเพลิน ท้ารับลมหนาว เป็นต้น หากนโยบาย การจัดแสดงสินค้าเป็น
นโยบายระยะยาว ผู้จัดแสดงควรเลือกใช้วัสดุที่คงทน ใช้ดอกไม้ประดิษฐ์ แทนดอกไม้สด ใช้โครงเหล็ก
หรอื ไม้ เปน็ ตน้
2. จุดมุ่งหมาย (Objective) ก่อนการจัดแสดงสินค้า ผู้ที่รับผิดชอบในการจัดแสดงสินค้า ครั้งน้ี
จะต้องทราบจุดมุ่งหมายของเจ้าของกิจการเสยี ก่อน ตัวอย่างจุดมุ่งหมาย เช่น เพื่อแสดง ภาพลักษณ์ของ
กิจการ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อสินค้า เป็นต้น การทราบจุดมุ่งหมาย จะทำให้ สามารถกำหนดแบบของ
การจดั แสดงไดส้ อดคลอ้ งกับจุดมงุ่ หมาย
3. แนวความคิดในการนำเสนอ (View Point of Presentation) แนวความคิดในการนำเสนอ มี 2
ลกั ษณะ ได้แก่
3.1 แนวความคดิ ในการนำเสนอสนิ ค้าโดยตรง คือ การออกแบบการจดั แสดง สินค้าทเี่ นน้ การเสนอ
ขายสินค้าให้ได้มากที่สุด การจัดแสดงจึงเน้นไปที่ตัวสินค้าให้มีความเด่น มากกว่าวัสดุ อุปกรณ์ที่นำมา
ประกอบ หรอื ทีน่ ำมาตกแตง่
3.2 แนวความคิดในการนำเสนอสินค้าทางอ้อม เป็นการออกแบบการจัดแสดงสินค้า โดยจำลอง
สถานการณ์ และเหตุการณ์ ซึ่งสามารถเรียกร้องความสนใจจากผู้ที่ผ่านไปมาได้ ดีกว่า เช่น ช่วงของการ
เปดิ เทอม ร้านขายชุดนกั เรียนอาจจำลองตู้โชว์หน้าร้านเปน็ บรรยากาศ ภายในโรงเรียน ช่วงเทศกาลวันแม่
อาจใชห้ ุน่ ทแี่ สดงถึงกจิ กรรมที่ลกู แสดงความกตญั ญูต่อแม่ เป็นต้น
4. ประเภทของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (Target Group) ผู้จัดแสดงจะต้องทราบถึงกลุ่มเป้าหมาย
วา่ เปน็ ใคร เชน่ เด็ก นักศึกษา วัยรุน่ แม่บ้าน พอ่ บ้าน ผู้ทอ่ี ยู่ในวัยทำงาน เปน็ ตน้ เนอื่ งจาก กลุ่มเปา้ หมาย
31
ท่แี ตกต่างกันย่อมมเี หตุผลในการตดั สินใจซื้อตา่ งกัน หรือมีความสนใจต่างกัน ผจู้ ดั แสดงจึงต้องหารูปแบบ
หรอื แนวการจดั แสดงสินคา้ ให้สอดคลอ้ งกับกลมุ่ เปา้ หมายน้ัน
5. ทำเลทต่ี ัง้ (Location) เป็นการพจิ ารณาว่าร้านค้าน้ันต้งั อยู่ในทำเลอย่างไร ในเมือง หรือชานเมือง
เพราะจะเกี่ยวข้องกับอำนาจซื้อของผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านนั้น ๆ ด้วย ย่านในเมืองมักจะ เป็นศูนย์รวมของผู้
อยอู่ าศยั หรือผทู้ ีม่ าเดินชมสินค้าท่มี ีอำนาจการซื้อสูง จงึ อาจใชร้ ูปแบบการ จัดแสดงสินคา้ ทห่ี รหู รา ทำให้
สินค้านั้นดูมีคุณค่า ในทางตรงกันข้าม ในย่านชานเมือง ผู้ที่อยู่อาศัย อาจมีรายได้ต่ำกว่า การจัดแสดง
สินค้าจึงไม่ต้องเน้นถึงความหรูหรามากนัก เพราะจะทำให้ดูว่า สินค้ามีราคาแพง ลูกค้าจึงไม่กล้าเข้ามา
แวะชม
6. คณุ สมบัตขิ องสินค้าท่ีนำมาจัดแสดง (Qualification of Goods) การทราบจุดเด่น ของสินค้าที่
จัดแสดง จะทำใหผ้ ้จู ัดแสดงสามารถนำจุดเดน่ ของสินค้ามาสร้างจุดสนใจ หรือจุดขาย เช่น เคร่ืองใช้ไฟฟ้า
ที่เน้นการประหยดั ไฟ โทรศัพท์มือถือที่เน้นรปู ลักษณท์ ่ีทนั สมัย กระเป๋าเดินทาง ที่เน้นความกว้าง ความจุ
เป็นต้น
7. ฤดูกาลและเหตุการณ์ (Season and Event) การจัดแสดงสินค้าให้สอดคล้องกับฤดูกาล
หรอื เหตกุ ารณ์ จะทำให้น่าสนใจและทันสมัย ดังน้นั บอนการจดั แสดงสินค้า ผู้จัดแสดงควรคำนึงถงึ ด้วยว่า
ขณะนน้ั เปน็ ช่วงฤดูกาลหรือเหตุการณ์ใดเพือ่ ออกแบบการจัดแสดงใหส้ อดคล้องกนั
8. สมัยนิยม (Fashion) สินค้าบางชนิดโดยเฉพาะเสื้อผ้า มักจะเปลี่ยนแปลงไปตาม สมัยนิยม
และรสนิยมของกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นในการจัดแสดงสินค้าจึงต้องนำเรื่องของสมัยนิยมมา พิจารณาด้วย
เพือ่ การเลือกสินค้าท่นี ำมาจัดแสดงให้ตรงและสอดคล้องกบั ความต้องการของลกู ค้า
หลักศลิ ปะกบั การจดั แสดงสนิ ค้า
การนำหลักศิลปะเข้ามาใช้ในการจัดแสดงสินค้าช่วยให้ผลงานที่ออกมาดูสวยงาม กลมกลืน
และสามารถสร้างความรู้สึกต่าง ๆ รวมทั้งสามารถสร้างความพึงพอใจ และโน้มน้าวจิตใจให้ ผู้ผ่านไปมา
เกดิ คล้อยตาม และเกิดการตดั สนิ ใจซ้ือในท่ีสดุ
องคป์ ระกอบของศลิ ปะที่นำมาใช้ในการออกแบบตกแต่ง
1. เส้น (Line) เป็นการเรยี งต่อกันของจุดไปในทิศทางใดทศิ ทางหนึ่ง เส้นที่ใช้ในการ จัดแสดงสนิ ค้ามี
หลายประเภท แตล่ ะประเภทใหค้ วามร้สู กึ และอารมณใ์ นลักษณะทแี่ ตกต่างกนั คอื
32
1.1 เส้นตรงแนวดิ่งหรือแนวตั้ง ให้ความรู้สึกมั่นคง สงบนิ่ง ความสูง แข็งแรง สง่างาม และความ
สมดลุ
1.2 เส้นตรงแนวนอนหรอื แนวราบ ใหค้ วามรู้สกึ สงบเงยี บ ความกวา้ ง ผอ่ นคลาย ราบรื่น
1.3 เส้นทแยงหรอื เสน้ เฉียง ให้ความรสู้ กึ เคลือ่ นไหว ความมีชวี ติ ชีวา ไมม่ ั่นคง
1.4 เสน้ โค้ง ให้ความรู้สกึ ออ่ นนอ้ ม อ่อนแอ ออ่ นโยน ร่าเริง มลี ีลาแห่งความเคลอ่ื นไหว
33
1.5 เส้นหยกั และเส้นซกิ แซก็ ใหค้ วามรู้สกึ ไม่หยุดนิง่ รุนแรง กา้ วร้าว สับสนวุ่นวาย
2. รปู รา่ ง (Shape) เปน็ การนำเส้นและทศิ ทางมาประกอบกัน ในลักษณะ 2 มิติ มี ส่วนกว้างและส่วน
ยาวเท่านนั้ ไม่มคี วามลกึ หรอื ความหนา ดังตวั อย่าง
3. รูปทรง (Form) เป็นการนำเส้นและทิศทางมาประกอบกัน ในลักษณะที่มองเห็น 3 มิติ คือ
มีสว่ นกวา้ ง สว่ นยาว ส่วนลึกและความหนา ดังตัวอย่าง
4. ขนาดและสัดส่วน (Size and Proportion) ขนาด หมายถึง ลักษณะใหญ่ เล็ก กว้าง ยาว ที่เรา
สามารถรบั รไู้ ด้ ขนาดเปน็ ความรสู้ ึกในการเปรยี บเทียบวตั ถุ 2 สงิ่ หรอื อาจจะมากกวา่ วา่ สง่ิ ใดมีขนาดใหญ่
เล็กกว่ากัน ขนาดเป็นตัวกำหนดสัดส่วนของวัตถุ สัดส่วน หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของส่วน
ต่าง ๆ ขนาดและสัดสว่ นมีความสัมพันธ์ตอ่ กนั หากจัดวาง ขนาดที่เหมาะสมก็หมายถึงสดั ส่วนท่เี หมาะสม
ดว้ ย
5. ลักษณะพื้นผิว (Texture) เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยตาและความรู้สึก ลักษณะของพื้นผิว ที่แตกต่าง
กันจะใหค้ วามร้สู ึกที่แตกต่างกัน เช่น ลกั ษณะพืน้ ผวิ ที่เรยี บใหค้ วามร้สู ึกละมุนละไม่ มองดูแลว้ รู้สึกว่าพ้ืนที่
ใหญ่กว่าความเป็นจริง ลักษณะพื้นผิวที่หยาบน้อยให้ความรูส้ กึ มัน่ คงและ แข็งแรง มองดูแล้วรู้สึกว่าพื้นท่ี
แคบกว่าความเป็นจริง ลักษณะพื้นผิวที่หยาบมากให้ความรู้สึกแข็งแรงมองดูแล้วรู้สึกว่าพื้นที่แคบกว่า
ความเป็นจริงมากกว่าพื้นผิวที่หยาบน้อย ลักษณะพื้นผิว ที่มันให้ ความรู้สึกที่สว่างหรูหรา มองดูแล้วรู้สึก
ว่าพ้นื ทใ่ี หญ่กวา่ ความเปน็ จริง เมอ่ื เปน็ เช่นนี้ ผ้จู ัดแสดงจึง ควรเลือกใช้ลักษณะของพ้ืนผิวให้เหมาะสมกับ
การจัดแสดงสินค้า น้ัน ๆ โดยจะตอ้ งคำนึงถึงลักษณะ ของพื้นผิวของสนิ คา้ ทน่ี ำมาจัดแสดงดว้ ย รวมไปถึง
การเลือกวัสดอุ ปุ กรณ์ประกอบทีม่ ีพนื้ ผวิ ไม่ เหมอื นกนั เชน่ กัน การทีจ่ ะเลอื กใช้พืน้ ผวิ อย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับ
เป้าหมายของการ จัดแสดงวา่ ผู้จัด ต้องการใหผ้ พู้ บเห็นเกดิ ความรู้สกึ เช่นใด
34
หลักศิลปะท่ีนำมาพจิ ารณาในการออกแบบการจัดแสดงสินค้า
การจัดแสดงสินค้าน้ัน นอกจากจะพิจารณาถงึ องค์ประกอบดา้ นศิลปะแลว้ ยงั ต้องพิจารณา สงิ่ ตอ่ ไปน้ี
1. ส่วนประธานและรองประธาน (Principal and Subordination)
การจัดแสดงสินค้าควรมีส่วนที่เป็นประธาน และรองประธาน ส่วนประธานคือ ส่วนที่มี ความเด่น
มีความสำคัญ หมายถึงตัวสินค้าที่ต้องการส่งเสริมการขาย โดยมีส่วนรองประธาน ซึ่งอาจเป็นสินค้าที่ใช้
ร่วมกัน หรือวสั ดตุ กแตง่ ชนดิ ที่ใช้ในการประดับมาเป็นสว่ นประกอบเพ่ือให้ ตวั ประธานมีความเด่นมากข้ึน
นอกจากนี้ยังมีวิธีการที่จะทําให้ส่วนประธานเด่นยิ่งขึ้น อาจทําได้ โดยใช้สีสัน รูปแบบ ขนาด จํานวน
หรอื การใชไ้ ฟสอ่ งตรงไปยงั ตวั ประธานนน้ั กไ็ ด้
2. ความเปน็ เอกภาพ (Unity)
เป็นการนําองค์ประกอบของการออกแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เส้น สี แสง รูปร่าง รูปทรง ฯลฯ
รวมไปถึงพื้นหลัง ฉาก แสง สี มาประกอบกันให้ดูเป็นอันหนึ่งอันเดยี วกัน ไม่กระจัด กระจายไปคนละทิศ
ละทาง ดังนั้นจึงจําเป็นอย่างยิ่งที่ผู้จัดแสดงจะต้องมีความรู้ด้านศิลปะ เพื่อที่จะ ทําให้ส่วนประกอบต่างๆ
ทจี่ ัดรวมกันน้ันมคี วามเปน็ เอกภาพใหไ้ ด้
3. ความสมดุล (Balance)
การจัดแสดงสินค้าให้มีความสมดุล คือ ต้องไม่ทําให้มองดูแล้วรู้สึกว่าน้ําหนักเอนเอียง ไปด้านใด
ดา้ นหนึ่ง ลักษณะของความสมดุลมี 2 ลักษณะ คอื
3.1 ความสมดุลแบบน้ำหนักซ้ายขวาเท่ากัน หรือที่เรียกว่า ความสมดุลที่เป็น ระเบียบ (Formal
Balance) หมายถึง การนําสินค้าที่เป็นแบบเดียวกัน รูปทรง รูปร่างเดียวกัน มาจัดแสดง โดยให้สินค้าทั้ง
สองข้างห่างจากจุดศูนย์กลางในระยะทางเท่ากัน จะได้การจัดแสดงสินค้า ที่มีน้ําหนักซ้ายขวาเท่ากัน ซึ่ง
เปน็ วธิ ีท่งี ่ายและสะดวกตอ่ การจัด แตจ่ ะมจี ุดออ่ นคือ ขาดศิลปะ ทาํ ให้ ภาพท่ีออกมาดจู ืดชดื การจดั แสดง
สนิ คา้ ลักษณะน้ีกระทําไดง้ ่าย และสามารถใชไ้ ดก้ ับสนิ คา้ ทุกชนดิ เหมาะกับผ้จู ดั แสดงทเี่ พิ่งเร่มิ ต้นใหม่ๆ
3.2 ความสมดุลแบบน้ำหนักซ้ายขวาไม่เท่ากัน หรือที่เรียกว่า ความสมดุลที่ ไม่ เป็นระเบียบ
(Informal Balance) เป็นการนำสินค้าที่อาจแตกต่างกันด้วยขนาด สีสัน รูปร่าง รูปทรง มาจัดแสดงให้
เกิดความสมดุล โดยวางให้ห่างจากศูนย์กลางในระยะไม่เท่ากัน สินค้าที่มี ขนาดใหญ่กว่าหรือมองดูแล้วมี
น้ำหนักมากกว่าจะจัดวางไว้ใกล้จุดศูนย์กลางมากกว่าสินค้าที่มีขนาด เล็ก หรือมองดูแล้วมีน้ำห นักน้อย
กว่า จะจัดวางไว้ห่างจากจุดศูนย์กลางมากกว่า หรือใช้วิธีให้สินค้าทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ห่างจากจุด
ศูนย์กลางเท่ากัน แต่จะวางสินค้าขนาดเล็กจำนวนมากกว่า เช่น วางสินค้าขนาดใหญ่ทางขวามือ 1 ชิ้น
แล้ววางสินคา้ ขนาดเลก็ ทางซ้ายมือ 2 ชิ้น เป็นต้น
4. การเน้น (Emphasis)
การเน้นทำให้สินค้าที่ต้องการส่งเสริมการขายมีความน่าสนใจมากขึ้น ซึ่งวิธีการเน้นนั้น อาจจะเน
นด้วยรูปทรง รูปร่าง หรือขนาดของสินค้าหลักให้มีความแตกต่างไปจากสินค้า หรือวัสดุ ตกแต่งอัน
หรืออาจใช้วิธีการเน้นด้วยสี คือการให้สินค้าหลักมีสีที่แตกต่าง หรือตรงกันข้ามกับสี ของสินค้าหรือวัสดุ
ตกแตง่ อนื่ ท้งั การเน้นดว้ ยขนาดและเน้นด้วยสีสันนี้ ผลที่ออกมาคอื ทำใหก้ าร จัดแสดงสนิ คา้ มีจดุ เด่นและ
35
น่าสนใจมากยิ่งขึ้น แต่ก็มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรเน้นจุดเด่นหลายจุด จนเกินไป จะทำให้งานไม่มีจุดเด่น
หรือจดุ ท่นี า่ สนใจตามท่ีตอ้ งการ
5. การซำ้ กนั (Repetition)
การจัดแสดงสินค้าที่นำสินค้าที่มีรูปร่าง ลาย ขนาดเดียวกันมาวางซ้ำ ๆ กัน จะทำให้ งานออกมา
นา่ สนใจมากย่งิ ข้ึน ลกั ษณะการซ้ำกนั อาจเป็นการซ้ำกนั โดยแท้ คือ นำสินค้าชนดิ เดยี วกันมาวางเรียงซ้ำ
ๆ กันอย่างมีระเบียบ เหมาะกับการจัดแสดงที่มีสินค้าจำนวนมาก ๆ หรือเป็น ลักษณะการซ้ำกันบ้าง คือ
การนำสนิ คา้ หลายแบบ หลายลาย หลายขนาด มาวางซ้ำกนั เปน็ จังหวะ หรือมีการเวน้ ช่วงการบา้ ง ซึ่งกท็ ำ
ให้นา่ สนใจไปอกี แบบหน่งึ
6. ความกลมกลนื (Harmony)
บนการนาสว่ นประกอบตา่ ง ๆ มาจัดให้เข้ากนั และมีความสัมพันธก์ ัน ทำใหผ้ ้พู บเห็น มองดแู ล้วรู้สึก
สบายตา แล้วเกิดความประทับใจได้ ลักษณะของความกลมกลืนทำได้หลายลักษณะ ได้แก่ กลมกลืนกัน
ดว้ ยสี กลมกลนื กนั ด้วยเส้น กลมกลนื กนั ด้วยขนาด กลมกลนื กนั ด้วยรปู ร่าง และกลมกลนื กันดว้ ยทศิ ทาง
7. ความขัดแย้งกนั (Contrast)
การจัดแสดงสินค้าโดยใช้ลักษณะของความขัดแย้งเข้ามาช่วย ทำให้งานออกมาเด่น สะดุดตายิ่งขึน้
ลักษณะของความขัดแย้งน้ันอาจขดั แย้งกันดว้ ยเส้น สี รูปร่าง ขนาด และทิศทาง การใช้หลักความขัดแย้ง
นี้ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากเพราะหากออกแบบไม่ดีอาจทำให้งานที่ออกมา ขาดความสมดุล หรือขาด
ความเปน็ เอกภาพไปได้
8. จังหวะ (Rhythm)
หมายถึง ช่วงหรือระยะของการจัดวางสินค้า ละวัสดุตกแต่งที่มีการเว้นช่องในการ จัดวางที่
พอเหมาะ ไม่ชิดหรือห่างจนเกินไป การจัดแสดงที่มีการใช้จังหวะเข้ามาช่วย งานที่ออกมา จะดูมีความ
กลมกลืน สามารถสรา้ งความพึงพอใจแก่ผ้พู บเห็นได้
9. สดั สว่ น (Proportion)
สัดส่วน คือ ความสัมพันธ์กันของระยะ ขนาด รูปร่าง รูปทรง ของสิ่งที่นำมาจัดแสดง ให้มีความ
เหมาะสมกัน เพอ่ื ให้เกิดความสวยงาม เช่น สนิ ค้าขนาดใหญ่ควรจดั แสดงบนพืน้ ท่ี ขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน
วสั ดตุ กแตง่ พนื้ หลัง ปา้ ยราคา ป้ายสินค้า กต็ อ้ งมคี วามเหมาะสมกันด้วย
การจดั แสดงสนิ คา้ ทม่ี กี ารใชห้ ลักศลิ ปะในการออกแบบ
36
แบบของการจัดวาง
การจัดวางสินค้าทำได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ของผู้จัดแสดงว่าจะมี การออกแบบ
การจดั วางอย่างไรให้ผลงานออกมาน่าสนใจ และกระต้นุ ผู้ผ่านไปมาใหเ้ กิดการ ตัดสินใจซือ้ ได้ ซึ่งแบบของ
การจัดวางมีดงั น้ี
1. แบบกระจายรศั มี เปน็ ลักษณะของการจดั วางโดยใหส้ ินค้าท่ีมีขนาดใหญ่อยตู่ รงกลาง แล้วล้อมรอบ
ด้วยสนิ ค้าท่ีมีขนาดเลก็ กว่า เปน็ การสรา้ งความเดน่ ให้กบั สินคา้ ทีอ่ ยตู่ รงกลาง
การจดั วางแบบกระจายรศั มี
2. แบบพรี ะมิด เป็นการจัดวางสนิ คา้ เปน็ ฐานกอ่ น แล้วนำสินค้าวางซอ้ นข้ึนไปอีกใหม้ ีลักษณะเรียวเล็ก
คลา้ ยพีระมิด สนิ คา้ ที่เหมาะกบั การจดั วางแบบพรี ะมดิ
การจัดวางแบบพีระมิด
37
3. แบบขั้นบันได เป็นการนำสินค้ามาจัดวาง
ตามลำดับคลา้ ยบนั ได การจัดวาง ลกั ษณะนีจ้ ะทำให้สายตา
ของผพู้ บเห็นเคลื่อนทีไ่ ปตามลำาดับโดยไมร่ ้ตู วั
การจดั วางแบบข้ันบนั ได
4. แบบซิกแซ็ก เป็นการจัดวาง
สินค้าให้เลี้ยวไปเลี้ยวมาคล้ายสลับฟันปลา
เหมาะกับ การจัดแสดงสินค้าแบบเปิดตาม
ห้างสรรพสินค้า
การจดั วางแบบซิกแซ็ก
5. แบบซ้ำกัน เป็นการจัดวาง สินค้าที่มี
ลักษณะเหมือนกันทุกประการ จัดวางซ้ำ ๆ กัน
หลายๆ ครั้ง ทำให้สินค้า มองดูเป็นระเบียบ
มองเหน็ เปน็ จุดเด่นแต่ ไกล การจัดวางแบบซ้ำกัน
โดยแท้ อาจทำให้ดูน่าเบื่อจึงควรใช้แบบซ้ำกัน
บ้าง จะดนู า่ สนใจย่ิงขน้ึ
การจดั วางแบบซ้ำกนั
38
6. แบบเรียงลำดับ เป็นลักษณะของ การจัดวางสินค้าที่มีการเรียงลำดับกัน อาจจะ เรียงจากสินค้า
ขนาดใหญ่ไปหาสินค้าขนาดเล็ก หรือเรียงจากสินค้าที่มีสีแก่ไปหาสินค้าที่มีสี อ่อน ทำให้งานที่ออกมาดู
สวยงาม เหมอื นกบั ว่าสนิ คา้ มคี วามเคล่ือนไหว เรียกรอ้ งความสนใจได้มากขน้ึ
การจัดวางแบบเรียงลำดบั
7. แบบซ้อนกัน เป็นการจัดวางโดยนำสินค้าขนาดใหญ่ มีน้ำหนักมากไว้ด้านล่าง แล้ว นำสินค้าชิ้น
ตอ่ ไปมาวางเกยกัน ทำให้เกดิ เป็นสินค้ากลุ่มใหญ่ ผพู้ บเห็นสามารถมองเห็น สนิ ค้าได้ท้ังหมด
การจดั วางแบบซ้อนกนั
8. แบบเนน้ เป็นลกั ษณะการจัดวางใหส้ ินค้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุด หรือที่สเี ข้มท่สี ดุ หรอื สีสดใสท่ีสุด มา
จัดวางไวต้ รงกลาง เพ่อื ดงึ ดดู ความสนใจให้ผผู้ ่านไปมาหยุดมอง แลว้ อาจทำ ให้สนิ คา้ ทมี่ ีลกั ษณะรองลงมา
ได้รับความสนใจไปดว้ ย
การจัดวางแบบเน้น
39
สีกบั การจดั แสดงสนิ คา้
สี (Color) เป็นสภาพของคล่ืนแสงทสี่ ามารถสัมผสั ได้ด้วยตา อาจเป็นสีของธรรมชาติ เช่น สีของใบไม้
สีทอ้ งฟา้ เปน็ ต้น หรอื สีทม่ี นุษย์สรา้ งข้นึ คือ สีท่มี ีจำหน่ายในทอ้ งตลาด
สีแท้ (Hue) เป็นลกั ษณะของสแี ทๆ้ ท่ยี ังไม่ถกู สอี นื่ ผสมให้เขม้ ขนึ้ หรอื ออ่ นลง
สีอ่อนหรือสีจาง (Tint) เป็นสีแท้ที่ถูกผสมด้วยสีขาวให้มีลักษณะจางลง เช่น นำสีขาว มาผสมสีแดง
กลายเปน็ สีชมพู เป็นตน้
สีแก่ (Shade) เป็นสแี ทท้ ี่ถกู ผสมดว้ ยสีดำ ทำให้สแี ท้มคี วามเขม้ ขึ้น
สีคลำ้ (Tone) เป็นการนำสเี ทามาผสมลงในสีแทท้ ำให้เกิดสใี หม่ทีค่ ลำ้ ขน้ึ
ในการจัดแสดงสินค้า ผู้จัดแสดงสามารถเลือกใชส้ ีได้ตามที่ต้องการ หรือใกล้เคียงกับสีที่ ต้องการ โดย
การนำสีมาผสมกัน เพ่อื ให้ออ่ นลง เขม้ ขน้ึ หรอื เกิดเป็นสีใหมข่ ้ึนมา ตามรายละเอียด ดังตอ่ ไปน้ี
สขี น้ั ทหี่ น่งึ (Primary Color) หรือท่ีเรยี กวา่ สีขนั้ ปฐมภมู ิ เป็นสีทไี่ มส่ ามารถผสม ข้นึ ได้ มีอยู่ 3 สี คือ
สีแดง สเี หลอื ง และสีนำ้ เงิน หรอื ท่ีเรยี กว่า “แม่ส"ี
สีขั้นที่สอง (Secondary Color) หรือสีขั้น ทุติยภูมิ
เกิดจากการนำแมส่ ีทัง้ 3 มาผสมกันทีละคู่ จะได้สีขั้นทีส่ อง
ขึน้ มาอีก 3 สี ได้แก่
สสี ม้ เกิดจาก สีแดงผสมกบั สีเหลือง
สีเขียว เกิดจาก สนี ้ำเงนิ ผสมกับสีเหลือง
สมี ่วง เกิดจาก สีแดงผสมกับสนี ำ้ เงนิ
40
สขี ้นั ทีส่ าม (Tertiary Color) เป็นการนำสีขน้ั ทส่ี องมาผสมกับแม่สี จะไดส้ เี กิดขนึ้ ใหมอ่ กี 6 สี ดงั น้ี
สแี ดงผสมกบั สีสม้ เปน็ สีส้มแดง
สแี ดงผสมกบั สีมว่ ง เป็นสมี ว่ งแดง
สนี ำ้ เงนิ ผสมกับสมี ว่ ง เปน็ สมี ว่ งนำ้ เงนิ
สีน้ำเงินผสมกับสเี ขยี ว เป็นสเี ขียวน้ำเงิน
สเี หลอื งผสมกบั สเี ขียว เป็นสเี ขยี วเหลอื ง
สเี หลืองผสมกบั สีส้ม เป็นสสี ม้ เหลอื ง
จากการนำสีขั้นที่หนึ่ง ขั้นที่สอง และขันที่สาม มาผสมกันนี้ ทำให้ได้สีทั้งหมด 12 สี เกิด เป็นวงล้อสี
(The Colors Wheel) ดังนี้
จากวงลอ้ สี เราสามารถแบง่ ออกเปน็ 2 วรรณะ ได้แก่
สีร้อน (Warm Tone) เป็นสีที่มีสีแดงและสีเหลืองผสมอยู่ ได้แก่ สีเหลือง สีแดง สีส้ม สีส้มแดง สีส้ม
เหลือง และสมี ่วงแดง
สีเย็น (Cool Tone) เป็นสที ีม่ ีสเี ขียวและสีน้ำเงินผสมอยู่ ไดแ้ ก่ สีเขยี ว สนี ้ำเงิน สีม่วง สีม่วงน้ำเงิน สี
เขยี วน้ำเงิน และสเี ขียวเหลือง
สีตดั กนั คอื สีอยตู่ รงขา้ มกันในวงล้อสี ได้แก่
สีแดง ตัดกับสีเขียว สเี หลอื ง ตัดกบั สมี ่วง
สีนำ้ เงิน ตัดกบั สสี ้ม สมี ว่ งน้ำเงนิ ตัดกับสสี ้มเหลือง
สีเขยี วเหลือง ตัดกบั สีมว่ งแดง สีเขียวนำ้ เงนิ ตดั กบั สีส้มแดง
41
การใช้สีตัดกันในการจัดแสดงสินค้า จะทำให้งานที่ออกมาดูเด่นชัดขึ้น ซึ่งจะช่วยดึงดูด สายตาของผู้ที่
ผา่ นไปมาไดเ้ ป็นอยา่ งดี
น้ำหนกั สี หมายถงึ ลกั ษณะความออ่ น-แก่ของสีต่าง ๆ จะมีความเข้มหรอื อ่อนเพยี งใดกไ็ ด้
การนำสีมาจัดน้ำหนักอ่อน-แก่ ทำให้ภาพที่ออกมามีความสวยงามขึ้น และจะให้ความรู้สึก ที่แตกต่าง
กนั ออกไป และยังชว่ ยใหเ้ กดิ ความรู้สกึ ใกล้ไกล ความเคลือ่ นไหว และความรสู้ ึกหนกั เบา อกี ด้วย
วธิ ีการทำน้ำหนกั สี มีดังนี้
1. ใช้สีขาวผสม เป็นการใช้สีขาวผสมเข้ากับสีที่ต้องการทำน้ำหนัก โดยเพิ่มปริมาณสีขาว ขึ้นเรื่อย ๆ
จะทำให้สีนัน้ คอ่ ยๆ ออ่ นลง
2. ใช้สีใกล้เคียงผสม เป็นการใช้สีใกล้เคียงกันที่มีน้ำหนักอ่อนกว่าในวงล้อสีเข้ามาผสม เช่น การนำ
สีเหลอื งมาผสมกบั สเี ขยี ว จะทำใหไ้ ด้สที ่มี นี ำ้ หนักมากกวา่ สีเหลอื ง แต่น้อยกว่าสีเขียว เปน็ ต้น
3. ใชว้ ธิ เี ติมน้ำ การเตมิ นำ้ ทีละนอ้ ยจะทำใหเ้ กิดสีอ่อนลงไปเรอ่ื ย ๆ
อทิ ธพิ ลของสีต่อความรูส้ กึ ของคน
สีมีอิทธิพลต่อจิตใจของมนุษย์ หากผู้จัดแสดงต้องการให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกอย่างไร ก็ควรที่จะ
เลือกใช้สีให้เหมาะสม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการจัดแสดงในครั้งนั้น ๆ อิทธิพลของสี ต่อจิตใจของ
มนุษย์ มีดงั น้ี
1. สฟี า้ ใหค้ วามร้สู กึ กวา้ ง สว่าง
2. สีน้ำเงนิ ใหค้ วามรูส้ ึกขรึม สงบ สง่าผ่าเผย
3. สีเขยี ว ให้ความรู้สกึ สบาย เงียบสงบ
4. สีเขียวเข้ม ให้ความรู้สกึ สงบเสง่ียม
5. สเี ขียวอ่อน ให้ความรู้สกึ อ่อนแอ บอบบาง
6. สีเขยี วเหลอื ง ให้ความรู้สกึ เปน็ หน่มุ สาว มชี วี ิตชวี า
7. สแี ดงสด ใหค้ วามรู้สกึ ตื่นเตน้ เรา้ ใจ
8. สีแดงเข้ม ให้ความรสู้ ึกสง่าผ่าเผย อ่ิมเอิบ อุดมสมบรู ณ์
9. สีแดงเลือดหมู ให้ความรสู้ กึ ประณีต งดงาม
10. สีเหลอื ง ใหค้ วามรู้สกึ สดชน่ื ความรงุ่ โรจน์
11. สีม่วง ให้ความรสู้ กึ มีอำนาจ เร้นลับ
12, สเี ทา ให้ความรู้สกึ เงยี บขรมึ แก่ชรา
13. สีชมพู ใหค้ วามรู้สึกนุม่ นวล อ่อนหวาน เบาบาง
14. สที อง สีเงนิ และสที ี่เป็นมันวาว ให้ความรสู้ กึ ม่งั คั่ง
15. สนี ำ้ ตาล ให้ความรสู้ ึกแห้งแล้ง อบอุน่
16. สขี าว ใหค้ วามรสู้ ึกสะอาด บริสทุ ธ์ิ
17. สีส้ม ใหค้ วามรู้สึกรอ้ นแรง ตืน่ เตน้
18. สีดำมีกำลงั ให้ความรสู้ กึ เศร้าโศก หดหู ลึกลับ
42
เทคนคิ การใช้สใี นการจัดแสดงสินคา้
การใช้สีในการจัดแสดงสินค้า หากต้องการให้เกิดความงามนั้นควรจะตอ้ งจัดองค์ประกอบสี ให้เป็นไป
ตามหลักเกณฑ์สากลของการออกแบบ คือ สัดส่วน สมดุล จังหวะ จุดสนใจ และเอกภาพ ซึ่งหากผู้จัด
แสดงสามารถทำให้สีสันของสินค้าและร้านค้าโดดเด่น ก็จะช่วยในการส่งเสริมการขาย ได้เป็น อย่างดี
ซึ่งเทคนิคการใชแ้ สงในการจัดแสดงสนิ ค้ามดี ังนี้
1. การจัดแสดงสินค้าทีต่ อ้ งการความหรูหรา การจัดแสดงสินค้าที่ตอ้ งการความหรูหรานั้น จะต้องให้สี
ในแต่ละส่วน ได้แก่ พื้น ผนัง และเพดาน มีความต่อเนื่องกัน ต้องสร้างบรรยากาศให้ดู ขรึม และสง่างาม
จงึ ควรเลอื กใชส้ โี ทนเย็นจะเหมาะสมกว่า
2. การจัดแสดงสินค้าที่ต้องการความบอบบาง การจัดแสดงสินค้าที่ต้องการให้ดูบอบบาง อ่อนหวาน
ควรเลือกใช้สสี วา่ ง หรือสอี ่อนๆ หากเลอื กวสั ดปุ ระกอบท่ีมลี กั ษณะเขา้ กนั ไดจ้ ะดเู หมาะสม ยงิ่ ขึน้
3. การจัดแสดงสินค้าในเรื่องของวิวัฒนาการและความก้าวหน้า ควรเลือกสีที่ทันสมัย อย่างสีแดง
สีเหลือง สีน้ำเงิน สีขาวสลับดำ เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถเลือกใช้สีของโลหะมันวาว เช่น สีเงิน
สโี ครเมียม หรอื สีกลางๆ อยา่ งสีเทา ก็เป็นท่ีนิยมกัน
4. การจัดแสดงสนิ คา้ แฟชั่น ควรเลือกใช้สที องซดี ๆ สีเขียวเฟิร์น สีฟ้าอมเทา สีอ่อนๆ ถึงสีขาว หากไม่
เลือกใชส้ อี อ่ นก็อาจเลือกใช้สที รี่ ุนแรงไปเลย ทัง้ นข้ี ้นึ อยกู่ บั รูปแบบและแนวคดิ ของ สนิ คา้ และบรรยากาศ
ท่ตี ้องการ
การเลือกสีหรือกลุ่มสีเพ่ือใช้ในการจัดแสดงสนิ ค้าเปน็ เรื่องสำคัญพอๆ กับการจัดองค์ประกอบ การจัด
แสดงสินค้า เพราะงานจัดแสดงสินค้านั้นจะสามารถดึงดดู ความสนใจของผู้ที่ผา่ นไปมาได้ หรือไม่นั้น การ
เลือกใช้สีก็เป็นส่วนหนึ่ง ตัวสี (Hue) น้ำหนักสี (Value) และความสดของสี (Intensity)มีความเกี่ยวข้อง
กัน กล่าวคอื ตวั สชี ่วยสร้างบรรยากาศของการจดั แสดงสนิ ค้า นำ้ หนักสมั พันธก์ ับ ความมดื และความสว่าง
ความสดของสมี ผี ลด้านการสรา้ งความเข้าใจ และการสร้างชีวิตชีวาใหก้ ับ การจัดแสดงสนิ คา้
การเลือกใช้สีที่เป็นธรรมชาติจะช่วยให้สบายตา และสร้างบรรยากาศที่ดี หากต้องการ ความสดใสก็
สามารถนำสีสดๆ เข้ามาช่วย โดยพยายามจัดให้อยู่ในหมวดของสิง่ ของที่นำมาประกอบ ตกแต่ง สิ่งหนึ่งที่
นักจัดแสดงสินคา้ ควรจะคำนงึ ถึงอยู่เสมอ ได้แก่ ความต่อเนื่อง กล่าวคือ หากมี การเปลี่ยนแปลงสีควรให้
เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่กระโดดเป็นห้วงๆ โดยปกติแล้วในการจัดแสดง สินค้าแต่ละครั้งควรใช้สีไม่
เกนิ 3-4 สี แต่ทัง้ นี้ตอ้ งพจิ ารณาถึงความเหมาะสมของเรอ่ื งท่ีจดั ดว้ ย
43
แสงกบั การจัดแสดงสนิ คา้
แสง ในทนี่ ี้หมายถงึ แสงสวา่ งทนี่ ำมาใช้เพือ่ ใหเ้ กดิ ความสว่างแก่ตวั อาคารท้งั ภายในและ ภายนอก การ
เลอื กใช้แสงจะตอ้ งคำนึงถึงประโยชนด์ งั นี้
1. ตอ้ งสามารถทำให้มองเห็นรายละเอยี ดของสนิ คา้ ได้ หมายถึง แสงที่เลอื กใช้เม่ือส่อง ไปยังสินค้าแล้ว
ไม่วา่ สนิ ค้าจะมีสีใดก็ตาม จะสามารถมองเหน็ รายละเอียดของสนิ คา้ ไดช้ ดั เจน
2. ต้องชว่ ยสรา้ งอารมณ์ และเรา้ อารมณ์ให้ผู้คนสนใจ และเกดิ ความตอ้ งการสนิ ค้า
3. ต้องทำให้สนิ ค้าเดน่ สะดดุ ตาผู้คนท่ผี ่านไปมา
แสงประดิษฐ์
โดยปกติแล้ว เราจะอาศัยดวงอาทิตย์เป็นต้นกำเนดิ ของแสงสว่าง แตใ่ นยามคำ่ คนื เมือ่ แสงอาทิตย์หมด
ไปแล้ว เราต้องอาศัยแสงท่ีมนุษย์คดิ คน้ ขึ้น เราเรียกวา่ “แสงประดิษฐ์” ซึ่ง นอกจากให้ความสว่างในยาม
คํ่าคืนแล้ว ยังจะชว่ ยเพ่ิมประสิทธิภาพในการจดั แสดงสินค้าด้วย เพราะ แสงประดิษฐน์ ส้ี ามารถบังคับแสง
ให้มคี วามยืดหยนุ่ ได้ตามที่ต้องการ แสงประดษิ ฐ์ทน่ี ยิ มใช้ ได้แก่
1. แสงจากหลอดไฟฟ้าเรืองแสง (Fluorescent Lamps) หรือที่เรียกว่า หลอดนีออน ที่ให้ความ
สวา่ งทั่วไปในบรเิ วณร้านค้า ทน่ี ิยมมี 2 ขนาด คอื ขนาด 20 แรงเทยี น และ 40 แรงเทียน ในการจัดแสดง
สินค้า ผู้จัดแสดงมักนิยมใช้หลอดชนิดที่เรียกว่า Slim Lamps ซึ่งมีขนาดเล็กและ ยาวเพื่อให้ความสว่าง
แก่ตวั สินคา้
สีที่เกิดขึ้นในหลอดฟลูออเรสเซนตน์ ั้น เกิดจากการที่รงั สีอัลตราไวโอเลตวิ่งไปกระทบ กับสารเรืองแสง
ท่ฉี าบไว้ทผ่ี ิวด้านในของหลอดฟลอู อเรสเซนต์ และทําให้เกดิ การเปล่งแสงหรือ เรอื งแสงออกมา
สีท่อี อกจากหลอดฟลอู อเรสเซนตส์ ามารถจาํ แนกไดด้ ังน้ี
1.1 หลอดชนดิ แสดงกลางวัน (Daylight) หลอดไฟชนดิ น้ีเป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ ประเภทที่ให้
แสงสว่างออกมาใกล้เคียงแสงธรรมชาตมิ ากที่สดุ คือ สเปกตรัมของสีท่ีออกมาจาก หลอดไฟจะมีคลื่นของ
สีออกมาเกือบครบทุกย่านความถี่ที่ตามองเห็น และทําให้เกิดความรู้สึกซึ่ง ทําให้ระบบประสาทสามารถ
วิเคราะห์สีสันต่าง ๆ ของสิ่งของและวัตถุได้อย่างถูกต้อง และเป็นหลอด ที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน
โดยเฉพาะประเทศทม่ี ีอากาศร้อน
1.2 หลอดชนิดขาวอุ่น (Warm White) เป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ให้แสงสว่างของสี ออกมา
ค่อนข้างไปทางสีเหลืองแดง แสงสีในย่านสนี ํ้าเงินจะเข้มน้อยลง หลอดชนดิ นีจ้ ะมปี ระสทิ ธภิ าพ ของหลอด
ประมาณ 77 ลเู มนตอ่ วัตต์ เหมาะสําหรับประเทศทีม่ ีอากาศหนาวเยน็ เพื่อใชส้ ร้างความอบอุ่น
1.3 หลอดชนิดขาวเย็น (Cool White) เป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่จะให้แสงสว่าง กมสสน
ค่อนข้างจะใกล้เคียงกับสีธรรมชาติ แต่น้อยกว่าหลอดชนิดแสงกลางวัน (Daylight) คุณสมบัติ ของสีของ
แสงจะอยู่ระหว่างกึ่งกลางของหลอดชนิดแสงกลางวัน (Daylight) กับหลอดชนิดขาวอุ่น (Warm White)
และมปี ระสทิ ธิภาพของหลอดสงู กว่าหลอดทั้ง 2 ชนดิ ท่ีกลา่ วมาแล้ว
44
1.4 หลอดชนิดสะท้อนแสง (Reflector Tube) เป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ท่ีด้านหนึ่ง ของหลอด
ถกู เคลอื บด้วยสารสะท้อนแสงเพ่ือรวบรวมแสงที่ไดอ้ อกมาให้ออกไปในทิศทางตรงกันขา้ ม และมีการติดตั้ง
ในตําแหนง่ ทีแ่ น่นอน ประสิทธิภาพของหลอดชนิดนี้จะมคี ่าสูงมาก ส่วนใหญ่จะใช้ ติดตั้งในห้องโชว์ ตู้โชว์
เปน็ ตน้
1.5 หลอดสี เป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ให้แสงสีที่แตกต่างกัน เช่น สีขาว สีแดง สีเหลือง สีเขียว
สีชมพู สีน้ําเงิน เป็นต้น วัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการตกแต่งในงานต่างๆ หรือ สถานที่ต่างๆ เช่น ในตู้โชว์
เวทีละครเวทดี นตรี เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้วเน้นถึงเรือ่ งสขี องแสงสว่างที่จะใหอ้ อกมาเป็นหลักมากกว่าเรื่อง
ของความสว่าง
1.6 หลอดอัลตราไวโอเลต เป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ให้แสงสีที่ตามองเห็นได้ ออกมาส่วนหน่ึง
และแสงอลั ตราไวโอเลตท่ตี าเรามองไม่เห็นออกมาอีกส่วนหนึ่ง ซง่ึ ส่วนใหญ่แลว้ หลอดชนดิ น้ีจะนําไปใช้ใน
งานชีววิทยา คือ จะใช้ในการหยุดการเจริญเติบโตของเช้ือโรงบางชนิด ได้ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า หลอด
ฆ่าเชอื้
1.7 หลอดแสงสีดํา (Black Light) เป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ผิวของหลอดแก้ว เป็นสีดําทั่วทั้ง
หลอด เพื่อกันไม่ให้แสงที่ตาคนเรามองไม่เห็นเล็ดลอดออกมาได้ แต่จะยอมให้แสงอัลตราไวโอเลตผ่าน
ออกมาได้เท่าน้ัน และเมือ่ แสงอัลตราไวโอเลตไปกระทบกับวตั ถหุ รอื ฉากกจ็ ะ เกิดแสงขนึ้ ซงึ่ ส่วนใหญ่แล้ว
หลอดประเภทน้ีจะใชใ้ นสถานที่ทีต่ ้องการบรรยากาศที่แปลกออกไป จากบรรยากาศปกติ เชน่ ในไนต์คลับ
บาร์ หรอื สถานเริงรมยต์ ่างๆ เป็นต้น
2. แสงจากหลอดไฟฟ้าจุดไส้ (Incandescent Lamps) หรือที่เรียกว่า หลอดไฟธรรมดา แสงของ
หลอดไฟฟ้าจุดไส้จะทําให้สีของวัตถุดนุ่มนวลขึ้น สามารถควบคุมทิศทางของแสงได้ง่าย ลักษณะของ
หลอดไฟนี้ เป็นหลอดแก้วหุ้มไส้หลอด ให้แสงเป็นสีเหลืองอมส้มอ่อน ๆ เหมาะกับห้องที่ไม่ต้องการแสง
สว่างมากนัก ปัจจุบันมีหลอดไฟฟ้าแบบเดย์ไลต์ ที่ให้แสงสว่างนวลจ้า ให้ลำแสงที่ ชัดเจนและสามารถ
บังคับแสงให้ไปตามทิศทางที่กำหนดไว้ หรือที่เรียกว่า “ไฟสปอต” มีคุณสมบัติ เหมาะกับการส่องให้
ลำแสงตรงไปยังสินคา้ ท่ีตอ้ งการเน้น นบั วา่ สามารถสรา้ งความเดน่ ให้แก่สินค้า น้นั ได้เปน็ อย่างดี
การใช้แสงกบั การจดั แสดงสนิ ค้า
ลักษณะของแสงไฟทีน่ ำมาใช้ในการจดั แสดงสนิ คา้ มีดงั นี้
1. ไฟชนิดกระจายไปทั่วพื้นที่ของหน้าร้าน เป็นแสงสว่างหลักที่ใช้ทดแทนแสงสว่างจาก ธรรมชาติ
คือ ดวงอาทติ ย์ จะใช้ในยามค่ำคนื จะตดิ ต้งั ด้านหน้าร้าน ตามป้ายของชายคาทย่ี ืน ออกไป มกั ใช้หลอดไฟ
นอี อนหรือหลอดฟลูออเรสเซนต์ -
2. ไฟที่ซ่อนตัวอยู่ในตู้โชว์ จะส่องมายังจุดที่ควรส่อง จุดที่ไม่โดนแสงในยามค่ําคืน แสงสว่าง จะทําให้
ภายในตโู้ ชวล์ อยเด่นออกมา
3. ไฟทสี่ อ่ งข้างหลงั
3.1 ไฟที่ฉายไปที่ฉากหลังที่ต้องการเน้นให้มีสีสัน เพื่อให้วัตถุที่ต้องการจัดแสดง ด้านหน้าเด่น
ชดั เจนขึน้
45
3.2 ไฟที่ฉายไปยังของที่จะโชว์จากข้างหลังหรือข้างหน้า เพื่อให้เกิดรูปแบบสีสันที่ แปลกตา มักใช้
กบั สินคา้ ประเภทเครือ่ งแก้ว
4. ไฟราว คือ การใช้หลอดนีออนหลายๆ หลอดเรียงกันตลอดแถว ใช้เวลากลางวันท่ีมี แสงสว่างมาก
แสงสะท้อนจากด้านนอกเข้ามาทำให้มองเห็นตัวสินค้าได้ชัดเจน จึงใช้ไฟราวช่วย ลดแสงสะท้อนนัน้ ทาํ ให้
มองเหน็ สินคา้ ทต่ี ง้ั แสดงในหน้าตา่ งโชว์ได้
5. ไฟกะพริบ ให้แสงสว่างกะพริบ ร้านค้าปลีกสามารถใช้แสงไฟที่ส่องกะพริบสลับกัน ไปมาได้ เพื่อ
สร้างจุดเดน่ ใหก้ ับบริเวณทีจ่ ัดแสดงสนิ ค้า สว่ นมากใช้กบั การจัดแสดงหน้าต่างโชว์ หน้ารา้ นมากกว่าการใช้
บรเิ วณภายในรา้ นค้า เพราะจะสรา้ งความรำคาญแก่ลูกค้า เพราะแสงไฟที่ กะพริบตลอดทําให้สายตาพร่า
มัวมองเหน็ สินค้าไดไ้ มช่ ดั เจน
6. ไฟโคม อาจเป็นไปในลักษณะตั้งหรือแขวนก็ได้ โดยใช้เป็นแสงสว่างและเป็นเครื่อง ประดับได้ด้วย
เหมาะกบั การจดั แสดงสนิ ค้าท่ตี อ้ งการสรา้ งบรรยากาศโรแมนติก
วิธีการจัดแสง ทำได้ดงั นี้
1. แสงสว่างส่องเฉพาะจุด มักใช้ไฟสปอตส่องตรงไปยังตัวสินค้าที่ต้องการเน้นให้เด่น เหมาะสําห รับ
การจดั แสดงสนิ คา้ ในต้โู ชว์
2 แสงสวา่ งส่องกระจาย มกั ใช้หลอดไฟนอี อนหรือหลอดฟลูออเรสเซนตต์ ดิ ต้ังบนเพดาน เหมาะสําหรับ
สาํ นกั งานท่วั ไป
3. แสงสว่างเฉพาะจุดและกระจาย คือ ใช้ทั้งหลอดไฟสปอตส่องเฉพาะจุดและหลอดไฟ นีออนส่อง
กระจายท่วั ไป เหมาะสาํ หรับร้านค้า หา้ งสรรพสนิ ค้า ซเู ปอรม์ าเกต
ขอ้ มลู เพิ่มเติม
46
แบบฝึกหดั บทที่ 3
1. การกำหนดเวลาของการจัดแสดง เลือกสินค้า กำหนดตำแหน่งวางสินค้า จัดพื้นผิวและพื้นหลัง
ตลอดจนถึงการรา่ งภาพ เรียกว่าอะไร
2. ฝา่ ยท่ีร้จู ักสินคา้ เปน็ อย่างดี และทราบว่าต้องการเพิม่ ยอดขายสินค้าชนดิ ใด ไดแ้ กฝ่ า่ ยใด
3. การที่ผู้จัดแสดงสามารถจัดแสดงสินค้าแล้วทำให้ผู้ที่ผ่านไปมาสนใจ หยุดมอง เดินเข้ามาในร้านและ
ตดั สนิ ใจ ซอ้ื ได้ คุณสมบตั ทิ ผี่ จู้ ดั แสดงสนิ คา้ คนนั้นจะต้องมคี ืออะไร
4. เสน้ ที่ใหค้ วามรูส้ ึกม่นั คง สงบนิง่ แข็งแรง สง่างาม และความสมดลุ ได้แกเ่ ส้นแบบใด
5. เส้นที่ให้ความรู้สึกสงบเงียบ ความกว้าง ผ่อนคลาย และราบร่ืน ได้แก่เส้นแบบใด
6. เสน้ ท่ใี ห้ความรู้สกึ เคล่อื นไหว ความมีชวี ิตชวี า ไม่มนั่ คง ได้แกเ่ ส้นแบบใด
7. เสน้ ท่ีใหค้ วามรสู้ ึกอ่อนนอ้ ม อ่อนแอ ออ่ นโยน รา่ เริง ได้แกเ่ ส้นแบบใด
8. เส้นท่ใี ห้ความรูส้ กึ ไม่หยุดน่ิง รนุ แรง ก้าวร้าว สับสนวุ่นวาย ไดแ้ กเ่ สน้ แบบใด
9. การนำเสน้ และทิศทางมาประกอบกันในลักษณะ 2 มิติ เรยี กว่า
10. การนำเส้นและทศิ ทางมาประกอบกันในลักษณะ 3 มิติ เรยี กว่า
47
คำช้แี จง
จากภาพด้านลา่ ง จงบอกวา่ แต่ละภาพเปน็ การจัดวางสินค้าแบบใด มขี ้อสังเกตอย่างไร
เป็ นการจดั วางแบบ .....................................................
ข้อสังเกต .....................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
เป็ นการจัดวางแบบ .....................................................
ข้อสังเกต .....................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
เป็ นการจัดวางแบบ .....................................................
ข้อสังเกต .....................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................
48
บทที่ 4 การวางแผนการจดั แสดงสนิ คา้
สาระสำคญั
การจัดแสดงสินค้าที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และไม่สิ้นเปลืองงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์
มักเป็นการจดั แสดงสนิ ค้าท่ีมีการวางแผนลว่ งหนา้ เป็นอย่างดี เพราะการวางแผนหมายถึงการที่ผู้จัดแสดง
ได้มีการเตรียมการล่วงหน้าในทุกด้าน ทำให้โอกาสผิดพลาดน้อยลง หรืออาจจะไม่มีเลย นอกจากน้ี
ประโยชน์ของการวางแผนอีกอย่างหนึ่งคือทำให้ผู้จัดมองเห็นภาพการจัดแสดงชัดเจนขึ้น หากยังมี
ขอ้ บกพรอ่ งหรอื ตอ้ งการแกไ้ ขส่ิงใดก็สามารถแก้ไขได้อย่างทันเวลา
เน้ือหา 1. ปจั จัยทคี่ วรพจิ ารณาในการวางแผนการจดั แสดงสนิ ค้า
2. การวางแผนการจัดแสดงสนิ ค้า
49
ปัจจัยท่คี วรพจิ ารณาในการวางแผน การจัดแสดงสินคา้
การจัดแสดงสินค้า เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของการส่งเสริมการขาย ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภค สนใจ
สินค้าและตัดสินใจซื้อ ผลที่ตามมาคือยอดขายของร้านค้าเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นในการจัดแสดง สินค้าแต่ละ
ครั้ง ผู้จัดจะต้องมีการวางแผนและเตรียมการเป็นอย่างดี เพื่อให้การจัดแสดงครั้งนั้น สัมฤทธิผลและคุ้ม
กับค่าใชจ้ ่ายท่จี ่ายไป การวางแผนการจดั แสดงสนิ ค้าจงึ ควรพิจารณาปจั จยั ต่าง ๆ ดงั น้ี
1. ศึกษากล่มุ ลกู คา้ เปา้ หมาย
ลูกค้าที่แตกต่างกันด้วยเพศ วัย การศึกษา ระดับรายได้ อาชีพ จะมี สิ่งเร้าให้เกิดการตัดสินใจซ้ือ
ทแ่ี ตกต่าง กันออกไป ดงั นั้นก่อนจัดแสดง ผู้จัด แสดงตอ้ งศกึ ษาลักษณะของกลุ่มลูกคา้ เป้าหมายเสยี กอ่ น
การจัดแสดงสินคา้ สำหรบั กลมุ่ เปา้ หมาย
2. ศึกษาลกั ษณะของสินค้า
ผู้จัดแสดงจะต้องศึกษาด้านรูปทรง รูปร่าง สีสัน คุณสมบัติ ประโยชน์ใช้สอย จุดเด่น ตลอดจน
ลักษณะการใช้งานของสนิ ค้าท่จี ะนํามา จดั แสดง เพอื่ ใชเ้ ป็นแนวทางในการออกแบบการ จดั แสดงได้อย่าง
เหมาะสมและสวยงาม เช่น การนํา ผลไม้ปลอมมาใช้เป็นวัสดุตกแต่ง การจัดแสดง น้ําหอมท่ีมีกลิ่นผลไม้
หรอื ส่วนผสมของผลไม้
การจดั แสดงสินคา้ ท่สี อดคลอ้ งกบั คณุ สมบตั ขิ องสินคา้
50
3. ชว่ งเวลาของการจดั แสดง
ช่วงเวลาเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ผู้จดั แสดง
ไม่ควรมองข้าม เพื่อจะได้วางรูปแบบการจัด
ให้สอดคล้องกับช่วงเวลานั้นๆ เป็นการเพ่ิม
ความน่าสนใจให้มากยิ่งขึ้น ช่วงเวลาในการ
จัดแสดง เช่น วันคริสต์มาส ปีใหม่ วันแห่ง
ความรัก ฉลองครบรอบปี ลดราคาประจําปี
ต้อนรับเปดิ เทอม เปน็ ต้น
การจดั แสดงสินค้าชว่ งลดราคาประจำปี
4. จดุ เด่นของการจัดแสดง
ผู้จัดแสดงจะต้องคํานึงอยู่เสมอว่า การแสดงสินค้านั้น
จะต้องมีจุดเด่นเพียงจุดเดียว นั่นก็คือตัวสินค้า ดังนั้นในการจัด
แสดงควรให้ ความสําคัญกับสินค้าเพียงประเภทเดียว ไม่นํา
สินค้ามากมายหลายประเภทมาจัดวางจน ผู้บริโภคไม่สามารถ
ทราบไดว้ ่าสนิ คา้ ท่ีต้องการ นาํ เสนอนั้นคือสินค้าประเภทใด
การจัดแสดงสินคา้ ต้องมีจดุ เด่นเพียงจดุ เดยี ว
5. ควรนําหลักศิลปะมาช่วยในการจัด
แสดงสนิ คา้
หลักศิลปะมีประโยชน์มากในการจัด
แสดงสินค้า การนําหลักศิลปะเข้ามาช่วย ทํา
ให้งานออกมาดูกลมกลืน สวยงาม น่ามอง
จนสามารถเรียกร้องความสนใจจากผู้บริโภค
ได้ หลักศิลปะ เช่น การใช้สี การตกแต่ง
รูปร่าง รูปทรง ขนาดและสัดส่วน การจัดวาง
เปน็ ตน้
การจดั แสดงสินค้าอย่างมศี ลิ ปะ
51
6. วัสดุอุปกรณ์ประกอบการจดั แสดง วสั ดทุ นี่ ำมาตกแตง่ ตอ้ งไม่เด่นกว่าสนิ ค้า
ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ในการ
จัดแสดงสินค้านั้นจุดเด่นจะมีเพียงจุดเดยี ว
คือ ตัวสินค้าที่ต้องการนําเสนอ ดังนั้นวัสดุ
ที่นํามาตกแต่งหรือประกอบการจัดแสดง
จะต้องไมม่ าก จนเกนิ ไป จนเรยี กร้องความ
สนใจไปจากตัวสนิ ค้า
7. เครื่องหมายการคา้ สัญลกั ษณ์ ป้ายราคา
บางครั้งการจัดแสดงสินค้า สามารถดึงดูดและกระตุ้น
ความสนใจของผ้บู ริโภคได้แลว้ แต่ ผูบ้ ริโภคยงั ลงั เลใจในการ
ตัดสินใจซื้อ อาจจะเนื่องจากขาดข้อมูลบางอย่าง สิ่งที่จะให้
ข้อมูล เกี่ยวกับสินค้าแก่ผู้บริโภคได้ ได้แก่ เครื่องหมาย
การค้า สัญลักษณ์ และป้ายราคา ถึงแม้ว่าจะ มองดูเป็นสิ่ง
เล็กน้อย แต่ก็สามารถช่วยให้ลูกค้าเกิดการตัดสินใจซื้อที่เร็ว
ขึ้น
การจัดแสดงสนิ คา้ ที่แจงข้อมูลจะชว่ ยใหผ้ บู้ รโิ ภคตดั สินใจซอ้ื เร็วขนึ้
8. ความสามารถในการจดั แสดง
เจา้ ของร้านบางรายขาดความรู้ ความสามารถด้านการจดั แสดงสนิ ค้า หากฝนื ทท้ังที่ ไม่มีคุณสมบัติ
ผลท่ีออกมาคือเสียงบประมาณแล้วยังไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย คือไม่สามารถ เรียกร้องความสนใจ
หรือไม่สามารถสร้างยอดขายให้เพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นหากเจ้าของร้านขาดความรู้ ความสามารถด้านการจัด
แสดง ก็ควรทจ่ี ะปรกึ ษามณั ฑนากร หรือผู้ออกแบบท่มี คี วามรู้จะคุ้มค่ากว่า
อย่างไรก็ดี เมอ่ื มกี ารจัดแสดงสนิ คา้ ที่สามารถดงึ ดดู และกระตนุ้ ความสนใจของ ผบู้ รโิ ภคไดแ้ ล้ว ก็ไม่
ควรลืมเร่อื งการจัดเตรียมสินค้าให้มีปริมาณเพียงพอกบั ความต้องการของ ลูกคา้ ทีจ่ ะมีเพ่ิมขึ้นมากกว่าเดิม
หลังจากมกี ารจดั แสดงสินคา้ แล้ว
52
การวางแผนการจดั แสดงสินคา้
การวางแผนการจดั แสดงสินค้า ประกอบด้วยขัน้ ตอนต่างๆ ดังน้ี
1. กาํ หนดปฏิทนิ การจัดแสดงสินค้า
การกาํ หนดปฏทิ ินการจัดแสดงสนิ ค้า คือการกาํ หนดช่วงเวลาท่ีจะทําการจดั แสดงสินคา้ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งการจัดแสดงสินค้าในหน้าต่างโชวห์ น้าร้าน จําเป็นอย่างยิ่งที่จะตอ้ งมีการกําหนด ช่วงเวลา เพราะ
การจัดแสดงในหน้าต่างโชว์หน้าร้านนั้นจะต้องทันสมัย เข้ากับเหตุการณ์จึงจะ สามารถเรียกร้องความ
สนใจได้ดี
ปฏิทินการจดั แสดงสินคา้ ประจำปี
53
2. เลือกสนิ ค้าทีจ่ ะใชใ้ นการจดั แสดง
การเลอื กสนคา้ เปน็ ข้ันตอนสาํ คญั ของการจดั แสดง เพราะการจัดแสดงสินค้าแต่ละครงั้ จะ มีการกาํ หนด
วัตถุประสงค์ เช่น เพื่อเพิ่มยอดขาย เพื่อสร้างค่านิยม เพื่อแสดงสินค้าที่มีขายในร้าน หากเลือกสินค้าไม่
เหมาะก็จะไมบ่ รรลุตามวัตถุประสงค์ทีต่ ั้งไว้ นอกจากจะต้องเลือกว่าสนิ ค้าใด เป็นสนิ คา้ หลัก สินค้าใดเป็น
สนิ ค้ารองแล้ว หลักท่วั ไปในการพจิ ารณาเลอื กสนิ คา้ ท่ใี ช้ในการจัดแสดง มีดงั นี้
1) เปน็ สนิ ค้าทเี่ ปน็ ที่ต้องการของผบู้ รโิ ภค
2) เป็นสินค้าที่อยู่ระหว่างการโฆษณา
3) เปน็ สินคา้ ท่มี ลี ักษณะแปลกใหม่ รูปแบบ สีสัน สะดุดตา
4) เปน็ สนิ ค้าที่ทันสมัย เข้ากับเหตุการณ์ปจั จบุ นั
5) เปน็ สินคา้ ทส่ี ร้างกําไรให้รา้ นคา้ สูง
6) เป็นสนิ ค้าที่เหมาะสมกับรา้ นค้า
7) เปน็ สนิ ค้าท่ีเหมาะกบั บรรยากาศในการจดั แสดงสินค้าคร้ังน้ัน
8) เปน็ สินค้าทต่ี ้องการแนะนําเข้าสตู่ ลาด
9) เปน็ สินค้าที่มีขายในรา้ นค้า และมปี ริมาณเพยี งพอสาํ หรบั ความต้องการของลูกคา้
3. กาํ หนดตาํ แหนง่ วางสนิ ค้า
หลงั จากเลือกสินค้าในการจัดแสดงสินค้าแลว้ ผ้จู ัดแสดงจะตอ้ งมีการออกแบบว่า สินคา้ ชนิดใดควร
จัดวางในแนวนอน สินค้าชนิดใดควรจัดวางในแนวตั้ง หรือควรจะจัดวางตรงจุดเด จะใช้วัสดุอุปกรณ์
ตกแตง่ ชนดิ ใด เช่น ถา้ เปน็ สนิ ค้าประเภทเสื้อผ้า วสั ดอุ ุปกรณค์ วรจะเป็นห้นุ เขว ท้งั ตวั คร่ึงตัว หรือเฉพาะ
สว่ น จงึ จะเหมาะสม
4. การเตรียมพน้ื ที่
เป็นการเตรียมพื้นที่สําหรับจัดวางสินค้า รวมไปถึงการออกแบบพื้นผิว พื้นหลัง การเลือกสีที่ใช้
ประกอบ และเลอื กลกั ษณะของแสง เป็นต้น
5. การร่างภาพ
เมื่อกําหนดแนวความคิดในการจัดแสดงสินค้าและเลือกสินค้าได้เหมาะสมแล้ว ขั้นตอน ต่อไปคือ
การรา่ งภาพ ซึ่งเปน็ การนาํ หลักการออกแบบ และหลักศิลปะมาประยุกตใ์ ช้ ประโยชนข์ อง การรา่ งภาพคือ
ผู้จัดแสดงสามารถทราบแนวในการจัดแสดงสินค้า หากเห็นว่าจุดใดยังไม่เหมาะสม ก็สามารถแก้ไขได้
กอ่ นท่จี ะลงมอื จัด อีกทัง้ ยงั เปน็ การชว่ ยประหยัดเวลาในการทาํ งาน เพราะเม่ือมี การรา่ งภาพผจู้ ดั จะทราบ
ว่าต้องใช้สินค้าใด วัสดุตกแต่งใด สีใด และส่วนประกอบอื่นใดอีกบ้าง จึงได้มีการจัดเตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้
ล่วงหน้าแล้ว หลังจากที่วางแผนการจัดแสดงสินค้าดังที่กล่าวมาแล้วจึงลงมือปฏิบัติ หรือลงมือจัดแสดง
สินค้า การวางแผนล่วงหนา้ ทาํ ให้กจิ กรรมการจดั แสดงรวดเรว็ ขึ้น เพราะการวางแผนก็เท่ากับว่า เป็นการ
เตรียมการลว่ งหน้าไว้แล้ว ไม่ว่าจะเปน็ ในด้านรูปแบบการจัดวางสินค้า หรอื อปุ กรณ์ตกแต่ง เพียงแต่นําส่ิง
เหล่านั้นมาจัดวางตามรูปแบบที่ร่างภาพไว้ เวลาในการจัดแสดงสินค้านั้นควรเป็น เวลาที่ไม่มีลูกค้า
ผ่านไปมา ซึ่งอาจจัดในช่วงเวลาที่ปิดร้านแล้ว หรือช่วงกลางคืน สิ่งที่ผู้จัดแสดง นิยมกระทํากันก็คือ
54
ระหว่างการจัดแสดงจะนําผ้ามาปิดบริเวณที่จัดแสดงไว้ก่อน จะเปิดออก ก็ต่อเมื่อการจัดแสดงสินค้าน้ัน
สมบรู ณ์แล้ว
การรา่ งภาพ
ขอ้ มลู เพิ่มเติม
55
แบบฝึกหดั บทท่ี 4
1. เหตใุ ดจึงตอ้ งศึกษากล่มุ ลูกค้าเป้าหมายก่อนการจดั แสดงสินค้า
2. เหตใุ ดจึงต้องศกึ ษาลกั ษณะของสนิ ค้ากอ่ นการจดั แสดงสนิ ค้า
3. เหตุใดจงึ ต้องคำนงึ ถงึ ช่วงเวลาของการจดั แสดงสนิ คา้
4. การจัดแสดงสินคา้ ทม่ี ีจุดเดน่ หลายๆ จุด กอ่ ให้เกดิ ผลเสียอย่างไร
5. การนำหลักศิลปะมาช่วยในการจดั แสดงสนิ คา้ กอ่ ใหเ้ กิดผลดอี ยา่ งไร
6. การใช้วสั ดอุ ุปกรณ์ประกอบการจดั แสดงสนิ ค้าท่ีมากเกินไป ก่อให้เกดิ ผลเสียอยา่ งไร
7. การกำหนดปฏิทนิ การจดั แสดงสินค้า หมายถงึ อะไร
8. การจัดแสดงสนิ ค้าชว่ งเทศกาลคริสต์มาส ควรนำสใี ดมาใช้ในการจัดแสดง
9. จงอธิบาย “การกำหนดตำแหน่งวางสินคา้ ” วา่ กระทำไดอ้ ยา่ งไร
10. การรา่ งภาพก่อนลงมอื จดั แสดงสนิ ค้า มปี ระโยชน์อยา่ งไร
56
คำช้แี จง
จงบอกขนั้ ตอนการวางแผนการจดั แสดงสนิ คา้ โดยเตมิ ลงในชอ่ งวา่ ง
ขนั้ ตอนการวางแผน
การจดั แสดงสินคา้
57
บทท่ี 5 การออกแบบผังร้านค้าและ
การออกแบบจดั แสงสินคา้
สาระสำคัญ
การจัดแสดงสนิ คา้ สามารถทำใหผ้ ้ทู ่ผี ่านไปมา เกิดความสะดุดตา สะดุดใจ และประทับใจ เข้ามา
ชมสินค้า และตัดสินใจซื้อในที่สุด สิ่งหนึ่งที่ช่วยจะช่วยสนับสนุนการจัดแสดงสินค้าคือการตกแต่งร้านค้า
ซึ่งกิจกรรมทั้งสองนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง การออกแบบตกแต่งร้านค้าเป็นกิจกรรมที่เกิดข้ึน
ตั้งแต่ตัดสินใจจะทำธุรกิจ ที่จะต้องพิจารณาสินค้าที่ขาย ทำเลที่ตั้ง ลักษณะของอาคาร Concept
ของรา้ น ฯลฯ เหล่านล้ี ้วนแล้วแต่จะต้องนำมาพิจารณาในการออกแบบทั้งส้ิน ซึง่ หากเจา้ ของกิจการมีการ
วางแผนเกี่ยวกับการจัดแสดงสินค้าและการออกแบบการตกแต่งร้านค้าที่มีประสิทธิภาพแล้ว โอกาสที่จะ
ประสบผลสำเร็จก็ยอ่ มมสี ูงข้ึนตามไปดว้ ย
เนอื้ หา 1. แนวทางการจดั แสดงสินคา้
2. การออกแบบตกแตง่ ร้านค้า
3. แนวความคดิ ในการออกแบบตกแตง่ รา้ นคา้
4. ทำเลกับการออกแบบร้านค้า
5. พ้นื ท่ีและอาคารกับการตกแตง่ รา้ นค้า
6. ลักษณะของพ้ืนท่ีรา้ นคา้ กบั การออกแบบตกแต่ง
7. แนวทางการตกแต่งรา้ นค้าใหป้ ระสบความสำเรจ็
58
แนวทางการจดั แสดงสินคา้
การจัดแสดงสินค้าของร้านค้า มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งกับความสำเร็จของกิจการ โดยเฉพาะกิจการ
ค้าปลีกขนาดเล็ก การนำหลักการจัดแสดงสินค้าเข้ามาช่วย มีการออกแบบทีเหมาะสมใช้แสงสี
ทีกลมกลืน ดงดูดความสนใจ ช่วยให้ร้านค้านั้นดูน่ามอง ผู้ทีผ่านไปมาย่อมเกิดความสนใจ เกิดความ
ต้องการที่จะเข้าไปสัมผัสภายใน ยิ่งถ้าหากว่าการจัดแสดงสินค้า นั้นสามารถสื่อสารกับ ผู้ที่ผ่านไปมาได้
โอกาสที่ลกู ค้าจะเขา้ มาชม และซอื้ สนิ ค้าหรอื ใช้บริการยอ่ มสูงไปด้วย
การตกแต่งร้านค้าก็เช่นเดียวกัน การตกแต่งร้านค้ามีความสัมพันธ์กับการจัดแสดงสินคา้ โดยตรง
หากวา่ มีการจัดแสดงสนิ คา้ ตามจดุ ตา่ ง ๆ เชน่ การจดั แสดงสนิ ค้าในหน้าต่างโชว์ การจัดแสดงสินค้าภายใน
รา้ น โดยไม่มกี ารตกแต่งในสว่ นอื่น ๆ เลย ร้านคา้ นั้นกจ็ ะดูมีความงามเปน็ จุด ๆ ทำให้ความประทับใจของ
ลกู คา้ ขาดหายไป
จากทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดแสดงสินค้าตามที่กล่าวมาแล้วในหน่วยการเรียนข้างตน สามารถนำมา
ประยุกต์ใช้กับการจัดแสดงสินคา้ และการออกแบบตกแต่งร้านค้าได้ดังนี้
1. การจัดแสดงสนิ คา้ ตอ้ งสอดคลอ้ งลับผลิตภณั ฑท์ ่จี ำหนา่ ย
เรื่องความสอดคล้องระหว่างการจัดแสดงสินค้ากบผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย เป็นเป็นเรื่องสำคัญอันดบั
ตน้ ๆ ของการออกแบบ ซ่ึงหากการออกแบบการจัดแสดงสินค้าไมส่ อดคล้องกับผลิตภัณฑ์ทจี่ ำหน่าย ก็จะ
ทำให้ลักษณะของร้านค้าดูไปคนละทิศละทางกับผลิตภัณฑ์ ลองนึกภาพร้านขายสินค้าประเภท
เครื่องสำอาง ที่ตกแต่งร้านในแนว Heavy
ใช้แสงสลัว ๆ ใช้สีเข้ม ๆ มีสัญลักษณ์หัว
ควายติดอยู่หน้าร้าน คงจะทำให้สินค้าดูด้อย
คา่ ลงไป หรือผ้ทู ผี่ า่ นไปมาเกิดความสับสนว่า
สินค้าที่ขายนั้นเป็นของจริงหรือของปลอม
ในกรณีตรงกันข้าม หากร้านจำหน่าย
เครื่องสำอาง ใช้แสงสว่างพอเหมาะ ใช้
กระจกเป็นวัสดุอปกรณ์การ ตกแต่ง นำมา
จัดแสดงไว้ในตูโชว์ขนาดพอเหมาะกับสินค้า
ก็จะทำให้รู้สกึ วา่ สินค้านนั้ มีค่ามากกวา่ การจดั แสดงสนิ ค้าตอ้ งสอดคล้องกับผลติ ภัณฑ์ทจี่ ำหนา่ ย
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าการจัดแสดงสินค้าที่สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย สามารถ
สื่อสารแก่ผู้ทีผ่ า่ นไปมาได้ว่า ร้านค้านี้จำหน่ายผลติ ภัณฑ์ประเภทใด นอกจากนี้ยังสามารถสร้างความรสู กึ
ทดี่ ไี ด้อีกดว้ ย
59
2. การจัดแสดงสนิ คา้ ท่ีดีตอ้ งค้านงถึงประโยชน์ใชส้ อย
การจัดแสดงสินค้าของร้านค้าบางแห่งคำนึงถึงแต่ความสวยงามสะดุดตา หรือ Concept "ของร้าน
มากเกินไปจนลืมค้านึงถึงประโยชน์ใช้สอย และความสะดวกในการปฏิบัติหน้าทีของพนักงานภายในร้าน
ตลอดจนความสะดวกของลูกค้าในการเลือก
ชมสินค้าในเรื่องของการสัญจร การเดินสวน
กันของลูกค้า ตัวอย่างเช่น ร้านขายสินค้า
ประเภทเครื่องสำอางมีการแบ่งพื้นที่ในการจัด
แสดงสินค้าที่สวยงาม และมุมสำหรับทดลอง
การแต่งหน้าได้อย่างเหมาะสม เพื่อความ
สะดวกในการปฏิบัติงานของพนักงานขาย ซึ่ง
การจัดแสดงสินค้าลักษณะนี้ จะได้งความ
สวยงามและประโยชนใ์ ชส้ อย การจัดแสดงสินค้าตอ้ งคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย
3. การจดั แสดงสินคา้ กบั สุนทรียภาพ
เกี่ยวกับเรื่องสุนทรียภาพและความงามของการจัดแสดงสินค้า คงจะต้องรวมไปถึงการออกแบบ
ตกแต่งภายในร้านดว้ ย ร้านคา้ บางประเภท เชน่ ร้านอาหาร บริเวณตา่ ง ๆ ที่ใช้ในการจัดแสดงสินค้าไม่ว่า
จะเปน็ หน้ารา้ น ภายในร้านคา้ รวมไปถึงการตกแต่งรา้ น นับเป็นส่งิ สำคญั ย่ิงสนุ ทรียภาพและความงามเป็น
ปัจจัยที่ช่วยให้ร้านค้ามีความพิเศษมากยิ่งขึ้น ส่วนหนึ่งของความประทับใจของลูกค้าที่เกิดแก่ร้านค้า ก็มี
ตน้ เหตมุ าจากสุนทรยี ภาพและความงามนน้ั เอง
เจ้าของรา้ นค้าพยายามจะจัดร้านคา้ ให้เกิดความสนุ ทรยี ภาพแต่ไมท่ ราบว่าจะทำอย่างไรเริ่มต้นที่ใด
และจะใช้วิธีการใด จงึ เปน็ ปญั หาขึ้นมการจดั แสดงสินค้ากบั สนุ ทรียภาพ เนื่องจากไมท่ ราบวิธีการ นกึ อะไร
ได้ หรอื เห็นวสั ดตุ กแตง่ แล้วเกิดความพอใจกซ็ ้ือมา แตพ่ อมาถึงรา้ นค้าแลว้ ปรากฏวา่ ไม่สามารถทำให้เกิด
ความงามได้ จึงมักมีคำถามว่าความ
สุนทรียภาพเกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบง่าย ๆ
คือ การจัดแสดงสินค้าและการตกแต่งร้านค้า
ที่ต้องการให้เกิดความงาม คือต้องยึดหลัก
ความกลมกลืน ความเป็นเอกภาพ
ความสัมพันธ์กันทั้งร้าน ทั้งสีและวัสดุ รวมไป
ถึงขนาด สัดส่วนที่เหมาะกับพื้นที่ เพียงเท่านี้
จุดเร่ิมตน้ ของความสนุ ทรยี ภาพ ของรา้ นคา้
การจดั แสดงสินคา้ กบั สุนทรียภาพ ก็เกดิ ขึ้นแลว้
ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เน้นหนักไปใน เรื่องของการจัดแสดงสินค้า ซึ่งการจัดแสดงสินค้านั้น
จะตอ้ งสัมพันธก์ บั การตกแตง่ ภายในรา้ นค้าด้วย
60
การออกแบบตกแต่งร้านคา้
การตกแต่งร้านค้าที่มีประสิทธิภาพ เป็นการส่งเสริมการขายให้กับร้านค้าได้วิธีหนึ่ง กล่าวคือ
หากร้านค้าได้รับการออกแบบที่สวยงาม สะดุดตา ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในเชิงบวก ช่วยให้
ลูกค้าได้รับความสะดวกสบาย มีความคล่องตัวในการใช้บริการ เช่นนี้ลูกค้าย่อมเกิดความ ประทับใจ
เลือกร้านค้านี้เป็นร้านค้าประจำ ถึงแม้ว่าจะอยู่ไกลจากที่พักร้านอื่น แต่ก็ยอมขับรถหรือ เดินทางมาซ้ือ
สินค้าหรอื ใช้บริการ
แนวทางในการออกแบบตกแตง่ ร้านค้าทด่ี ี มดี ังนี้
1. การออกแบบช่วยใหเ้ กิดเอกลักษณเ์ ฉพาะตัว
เอกลักษณ์เฉพาะตัวอันดับแรกที่ ควรคำนึงถึง ได้แก่ ชื่อร้าน สังเกตเห็นไดว้ า่ ปจั จบุ ันร้านค้าต่าง ๆ
มกี ารต้งั ชื่อรา้ นทค่ี ่อนขา้ งไปในแนวสร้างสรรค์ ใชถ้ ้อยคำเกๆ๋ น่าคน้ หา เม่ือไดย้ นิ แล้วกระตนุ้ ความตอ้ งการ
อยากเห็นด้วยตา ว่าร้านนั้นมีลกั ษณะเปน็ อย่างไร ตัวอยา่ งเช่น ร้านอาหารในอดีตมกั ขนึ้ ต้นดว้ ยช่ือเจ้าของ
ร้าน ตามดว้ ยคำว่า “โภชนา” เชน่ ส.โภชนา เปา โภชนา หรอื ตัง้ ตามสถานที่ เช่น ขาหมูบางรัก กว๋ ยเต๋ียว
เนื้อวัดดงมูลเหล็ก ครัวปทุมฯ เป็นต้น แต่ร้านอาหารปัจจุบันมีชื่อแปลกๆ เมื่อได้ยินแล้ว เกิดความสนใจ
เชน่ รา้ นหมอ้ ข้าวหมอ้ แกง รา้ นสดุ ทางรกั รา้ นบา้ นกบั ต้นไม้ ร้านสนั ตวา ร้านตน้ เคร่อื ง เปน็ ตน้
นอกจากเกี่ยวกับเรื่องชื่อร้านแล้วก็มาถึงการออกแบบ
ภายใน เร่มิ ตัง้ แต่ เคร่อื งเรอื น พ้นื ผนงั เพดาน ลว้ นแล้วแต่ต้อง
มีความสัมพันธ์กันอย่างกลมกลืน และยังต้องคำนึงถึงความ
แตกต่างจากร้านอื่น ๆ ด้วย เช่น ร้านอาหารบางร้านมีการ
ออกแบบร้านให้ดเู หมอื นว่ารา้ นนน้ั ต้ังอย่บู นต้นไม้ โดยการหล่อ
เสาขนาดใหญ่ขึ้นมา 1 ต้น ทาสี และตกแต่งให้เหมือนกับเป็น
ต้นไม้ ใหญ่ แลว้ สรา้ งร้านบนเสานัน้ ทำให้ดูเหมือนว่า เป็นร้านที่
อยู่บนต้นไม้ ทำให้น่าสนใจไปอีกแบบ หนึ่ง บางร้านนำรถไฟ
และรางขนาดเล็ก เข้ามา เป็นอุปกรณ์ในการช่วยเสิร์ฟอาหาร
หรือบางร้าน ใช้โบกีรถไฟมาตั้งให้ลูกค้าเข้าไปนั่งรับประทาน
การจดั รา้ นท่ีแสดงใหเ้ หน็ ถงึ เอกลักษณเ์ ฉพาะตวั อาหารภายใน
การจดั รา้ นทแี่ สดงให้เหน็ ถึงเอกลักษณเ์ ฉพาะตวั ทำใหด้ เู หมือนกบั นงั่ ทานอาหาร บนรถไฟ เปน็ ตน้
2. การออกแบบช่วยให้ระบบการจัดการมีประสิทธิภาพ
ระบบการจัดการของรา้ นที่ มีประสิทธภิ าพ คือ การแบ่งพ้นื ทีใ่ ช้สอยภายในรา้ ยให้ง่ายและ สะดวก
ต่อการใชง้ าน ได้แก่ การจดั วางเคร่ืองเรือน การกำหนดพ้ืนท่ีของสว่ นต่าง ๆ ภายในร้าน เช่น ตู้โชว์สินค้า
ชั้นวางสนิ ค้า เคานเ์ ตอรเ์ กบ็ เงนิ ควรจะอย่มู มุ ใด ลกั ษณะใด ๆ จงึ จะทำให้เกิดความคล่องตวั ต่อการทำงาน
61
ของ พนักงาน และการเดินชมสินค้า ร้านขายกิฟต์ช็อปบางร้านต้องการแสดงให้ลูกค้าเห็นว่ามีสินค้า
จำหน่ายเป็นจำนวนมาก จึงนำสินค้าเหล่านั้นออกมาจัดแสดงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จนแทบจะไม่มี
ทางเดิน หรือเมื่อลูกค้าเดินเข้าไปแล้ว แม้แต่กลับตัวยังทำได้ลำบาก เช่นนี้จัดว่าร้านค้านั้นไม่มีการ
ออกแบบใหร้ ะบบ การจัดการกายในรา้ นมปี ระสทิ ธภิ าพเลย
การแบง่ พืน้ ท่ใี ช้สอยภายในรา้ น ทำให้ระบบจัดการมปี ระสทิ ธภิ าพมากข้นึ
3. การออกแบบช่วยแกป้ ัญหาของสถานท่ี
สถานที่ของร้านค้าแต่ละร้านแตกต่างกัน ไปตามแต่ละทำเล บางร้านหน้าแคบ บางร้านหน้ากว้าง
บางร้านใหญ่เกนิ ความจำเป็น หรอื บางรา้ น เลก็ เกินไป บางร้านเพดานเตี้ย เหล่านล้ี ้วนแลว้ แตเ่ ป็นปัญหาที่
จะต้องใชห้ ลักการออกแบบเขา้ มา ชว่ ยแกป้ ญั หาทั้งสิ้น
รา้ นคา้ ท่มี ีขนาดใหญอ่ าจใชอ้ ุปกรณห์ รือเครื่องเรือนบางอย่างให้มขี นาดใหญ่ตามไปด้วย เพือ่ จะได้
ดูเต็มพ้นื ที่ รา้ นค้าท่ีมีเนือ้ ที่คับแคบอาจติดอุปกรณ์เครื่องเรือนบางอย่างออกไป การจดั แสดงสินค้า อาจใช้
บนผนัง หรือใช้แบบแขวน แต่จะต้องระวังเรื่องรกรุงรังด้วย ร้านอาหารบางร้าน ที่อยู่ในตัวเมือง พื้นที่
จํากัด อาจใช้โต๊ะอาหารที่มีขนาดเล็กลงมา มีจำนวนโต๊ะไม่มากนัก ซึ่งอาจจะส่งผลดีแก่ ร้านค้าได้
เนือ่ งจากมีจำนวนโต๊ะไม่มากจงึ ทำให้เห็นว่ารา้ นค้านี้มลี ูกคา้ เต็มร้านตลอดเวลา
4. การออกแบบช่วยควบคุมงบประมาณ
ขั้นตอนแรกของการออกแบบตกแต่งร้านค้า คือ การร่างหรือวางแผนบนแผ่นกระดาษ ซึ่งการ
วางแผนบนแผน่ กระดาษนี้จะทำให้เจา้ ของร้านทราบว่า ในการตกแตง่ ครั้งนีใ้ ชว้ สั ดุ อปุ กรณ์ประเภทใด ซ่ึง
สิ่งที่จะต้องทราบตามมาคือ ราคาของสิ่งเหล่านั้นและงบประมาณในการตกแต่งทั้งหมด หากเกินกว่า
งบประมาณที่กำหนด อาจมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมก็สามารถกระทำได้ ดังนั้นหากร้านค้ามีการ
ออกแบบก่อนท่ีจะตกแตง่ จรงิ คำว่า “บานปลาย” จะไม่เกิดขนึ้ อยา่ งแนน่ อน
5. การออกแบบทำให้เกดิ การประหยัดและทนทาน
การประหยัดงบประมาณและ ความทนทานของวัสดุที่ใช้จะเกิดขึ้นจากการออกแบบที่ดี การ
เลือกใช้วัสดุภายในร้านไม่จำเป็นต้อง ใช้ของแพงเสมอไป บางครั้งวัสดุราคาถกู แตห่ ากจัดวางไว้อย่างถูกที่
และเหมาะสมก็จะทำให้ร้านค้า นั้นดูดีได้ การจะทำให้เกิดการประหยัดและทนทานนั้นสามารถกระทำได้
โดยผตู้ กแตง่ จะต้องศึกษา คณุ สมบัติของวสั ดุแตล่ ะประเภท วสั ดทุ ่ีจะวางไว้ใกล้นำ้ หรือจะต้องโดนน้ำขณะ
62
ใช้งาน ก็ต้องเลือกที่ทนทานต่อน้ำ สิ่งที่จะต้องใช้งานแล้วต้องมีการกระแทกก็จะต้องเลือกวัสดุที่ทนทาน
แข็งแรงหรือสิ่งใดที่จะต้องอยู่ใกล้ความร้อนก็จะต้องทนความร้อนได้ หากมีการคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ในการ
ออกแบบ อายุของวัสดุทเ่ี ลือกใชก้ ็จะยาวนานไมต่ อ้ งเปลยี่ นกนั บ่อยๆ ซง่ึ เป็นการประหยดั งบประมาณดว้ ย
6. การออกแบบทำให้ลูกค้าตดั สนิ ใจซอื้ ผลติ ภณั ฑภ์ ายในร้าน
รา้ นคา้ ท่อี ยใู่ นย่านเดียวกัน มกั ขายผลติ ภัณฑป์ ระเภทเดียวกัน การตกแต่งร้านจึงเป็นส่ิงสำคัญท่ีจะ
ช่วยลูกค้าตัดสินใจว่าจะเดิน เข้าร้านใดดี การจะออกแบบร้านค้าให้ชนะใจลูกค้าได้น้ัน ผู้ออกแบบจะต้อง
ศึกษาถึงการตกแต่ง ของร้านค้าอ่ืน ๆ ทีต่ ัง้ ข้นึ มาก่อนดว้ ยว่ารา้ นค้าใดตกแต่งได้อย่างเหมาะสมจนประสบ
ความสำเรจ็ หรอื รา้ นใดท่ีประสบความล้มเหลว เพอ่ื นำขอ้ มลู เหล่าน้มี าวิเคราะห์หาจุดบกพร่องและจุดเด่น
เพ่อื เป็นกรณศี กึ ษาตอ่ ไป
ตัวอย่าง ร้านขายกิฟต์ชอปแห่งหนึ่งจัดแสดงสินค้าได้อย่างดเี ยี่ยมแต่ประสบความล้มเหลว ในการ
ขาย เจา้ ของร้านเองก็แปลกใจทง้ั ที่ราคาสินค้าท่ีขายไม่ได้แพงไปกว่าร้านอ่ืนเลย จงึ พยายาม ค้นหาสาเหตุ
ของความล้มเหลวนั้น จากการเก็บข้อมูลโดยการออกแบบสอบถามกลุ่มลูกค้าเป้าหมายถึงสาเหตุที่ไม่เข้า
ไปซ้ือสินคา้ ในร้าน ก็ไดค้ ำตอบว่า ตกแตง่ ร้านหรูหรามากเกินกว่าที่รา้ นกิฟต์ช็อปควรจะเป็น จึงไม่กล้าเข้า
เพราะเกรงว่าราคาของสนิ ค้าจะแพง
นอกจากในเรื่องของการจัดแสดงสินค้าและแนวทางการออกแบบร้านค้าที่ดีแล้ว ส่วนประกอบ
อนื่ ๆ ท่ีจะทำให้ร้านคา้ สมบูรณย์ ิ่งข้ึน ได้แก่
1. โลโกรา้ น
2. การบรรจภุ ัณฑข์ องสินค้า
3. ของท่ีระลึก หรอื ของแถม
4. ชุดทพ่ี นกั งานในร้านสวมใส่
แนวความคดิ ในการออกแบบตกแตง่ รา้ นค้า
งานของนักออกแบบที่ออกมาแตล่ ะครั้ง จะมาจากแนวความคิดของนักออกแบบแตล่ ะคน ทสี่ รา้ งสรรค์
กันขึ้นมา แนวความคดิ เหลา่ นน้ั มที มี่ าจากส่ิงเหลา่ นี้
1. ธรรมชาติ นักออกแบบสามารถนำสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ มาเป็นแนวคิดในการ
ออกแบบตกแต่งร้านค้าอย่างง่ายๆ ธรรมชาติที่ว่านี้ ได้แก่ น้ำ หิน ต้นไม้ ดวงดาว ท้องฟ้า ทะเล เป็นต้น
ตัวอย่างของ การนำธรรมชาติมาใช้ในการออกแบบ เช่น ร้าน ขายชุดว่ายน้ำอาจใช้สีฟ้าเข้ามาในการ
ตกแต่ง ผสานเข้ากบั บรรยากาศภายใต้ท้องทะเล รา้ นอาหารอาจนำความร่มรื่นของต้นไม้ นำ้ ตก เข้ามาใช้
ในการตกแตง่ ทำให้ดเู หมอื นัง่ รบั ประทานอาหารอยทู่ ่ามกลางธรรมชาติ เป็นต้น
63
การจดั รา้ นโดยใช้แนวคิดธรรมชาติ
2. เอกลักษณ์ของเจ้าของร้าน เจ้าของ
ร้านมีสิทธิเต็มที่ที่จะเป็นผู้ออกแบบตกแต่ง
ร้านค้าของตนเอง ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยหาก
เจ้าของร้านจะตกแต่งร้านค้าของตนเองด้วย
ไอเดียของ ตนเอง บางคนชอบสะสมขวดหรือ
กระป๋องน้ำอัดลมก็นำมาตกแต่งร้าน บางคน
ชอบสะสมโปสเตอร์ ภาพยนตร์เก่าๆ ก็นำ
โปสเตอร์ภาพยนตร์ที่สะสมไว้นั้นมาตกแต่ง
รา้ น เชน่ ร้านอาหารบา้ นหนงั ไทย เป็นตน้
แนวความคดิ การจดั ร้านคา้ จากเอกลัฏษณข์ องเจ้าของร้าน
3. ทำเลที่ตั้งและสิ่งแวดล้อม แนวความคิดนี้ได้รับอิทธิพลมาจากที่ตั้งของร้านค้า และสิ่งแวดล้อมใน
ยา่ นนน้ั ๆ หมายถงึ ว่า ในชมุ ชนน้ันมีลักษณะเป็นอย่างไร นยิ มช่นื ชอบแบบไหน แนวไหน เชน่ หากร้านค้า
ตั้งอยู่ในแหล่งที่เป็นที่อยู่ของคนไทยเชื้อสายจีน การตกแต่งร้านค้าก็ต้อง เป็นแบบจีน เป็นต้น แต่ทั้งนี้
จะตอ้ งไม่ลืมพจิ ารณาเรอื่ งความสอดคล้องของผลิตภัณฑ์ด้วย
4. เทคโนโลยี เทคนิค วัสดุ บางรา้ นค้าต้องการแสดงให้เห็นถงึ ความทนั สมัย Hi-Technology ซ่ึงอาจ
ตกแต่งร้านค้าด้วยลูกเล่นของเทคโนโลยีให้ดู
สมัยใหม่ ล้ำอนาคต หรือหวา ทั้งแสง สี เสียง มีทีวี
จอยักษ์อยูใ่ นร้านคา้ เปน็ ต้น
5. สไตล์ เปน็ สงิ่ ทน่ี ยิ มในแตล่ ะยุค แต่ละประเทศ
ซึ่งหากนักตกแต่งประทับใจในสไตล์โด ก็สามารถ
นำภสไตล์นั้นมาเป็นแนวคิดในการออกแบบตกแต่ง
เช่น สไตลค์ ลาสสกิ สไตล์อเมริกัน สไตลอ์ ยี ิปต์ สไตล์
อเมรกิ ัน สไตลศ์ ลิ ปะ สไตลไ์ ทยสไตล์ เปน็ ตน้ แนวความคิดสไตลไ์ ทยสไตล์
64
6. ศิลปะ สี และองค์ประกอบศิลป์ เป็นการตกแต่งร้านค้าโดยนำหลักศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของ
ความกลมกลืน ความขัดแยง้ จังหวะ ตลอดจนการนำสเี ข้ามาช่วยในการตกแตง่ ให้เหมาะสม
ทำเลเกี่ยวกับการออกแบบรา้ นคา้
ทำเลที่ตั้งของร้านค้า เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึง่ ซึง่ ผู้ออกแบบจะต้องคำนึงถึง การออกแบบ ร้านค้าให้
สอดคล้องกบั ทำเลทตี่ ง้ั ของรา้ นค้า จะสามารถสรา้ งจดุ เดน่ ใหแ้ กร่ ้านคา้ ได้ดังนี้
1. รา้ นค้าท่อี ยใู่ จกลางเมอื ง ใจกลางเมอื งเปน็ ทำเลท่ีอยูใ่ นย่านธรุ กิจ มีผ้คู นพลุกพล่าน จงึ เปน็ ทำเลท่ีมี
คแู่ ข่งขนั มากกว่าในทำเลอ่ืน ดังนั้นสิ่งที่จะสร้างความสนใจดงึ ดดู ใหผ้ ู้ทีผ่ า่ นไปมา เข้ามาชมสินค้าในร้านได้
ต้องใช้การจัดแสดงสินค้าเข้ามาช่วย คือจะต้องมีการจัดแสดงสินค้าที่ สะดุดตาให้เด่นกว่าคู่แข่งขันให้ได้
อาจใช้ Concept ในการจัดแสดงสินค้าที่เหนอื ความจรงิ ใช้สีโดดเด่น หรือใช้วิธีการใดก็ตามทีส่ ร้างความ
แตกต่างจากคแู่ ข่งขันให้มากที่สดุ
2. รา้ นคา้ ท่ีอยูช่ านเมอื ง รา้ นค้าที่อยูช่ านเมืองจะแตกตา่ งจากร้านค้าในเมือง ตรงทีม่ ีบรเิ วณจึงสามารถ
นำทวิ ทศั น์รอบ ๆ มาสร้างบรรยากาศใหเ้ กิดความประทับใจให้กับรา้ นค้าได้ จงึ ไมต่ ้องเน้นเรื่องของการจัด
แสดงสินค้าใหม้ ากเทา่ กับรา้ นคา้ ใจกลางเมือง
3. ร้านค้าที่อยู่ริมน้ำ ร้านค้าที่เลือกทำเลริมน้ำ มักจะเป็นร้านอาหาร เจ้าของกิจการ เชื่อว่าการทาน
อาหารริมน้ำหรือริมทะเลจะช่วยให้รสชาติอาหารอร่อยยิ่งขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง ในการออกแบบ
รา้ นค้าที่อยรู่ ิมนำ้ คือต้องพยายามทำใหท้ กุ มุมของทีน่ ั่งมองเห็นบรรยากาศรอบ ๆ ใหม้ ากทสี่ ดุ
4. ร้านค้าที่อยู่ในสถานที่ท่องเที่ยว ร้านค้าที่อยู่ในสถานที่ท่องเที่ยว สามารถดึง ลักษณะเด่นของ
สถานที่ท่องเที่ยวนั้น ๆ มาเป็น Concept ของร้านค้าได้ ร้านอาหารที่อยู่ใกล้กับ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ
อาจเลือกใชภ้ าชนะเป็นรูปสัตว์น้ำชนดิ ใดชนิดหนึ่ง เชน่ ปลา ปู รา้ นขาย ของเด็กเล่น หรือร้านเกมในสวน
สนกุ อาจใหพ้ นักงานแตง่ กายเลยี นแบบสัตว์ชนดิ ใดชนิดหนึ่ง ที่เป็นตัวเอกของสวนสตั วน์ ั้น เปน็ ตน้
5. รา้ นค้าในทำเลธรรมชาติอ่ืน ๆ ธรรมชาตอิ นื่ ๆ ที่ไม่ได้กล่าวข้างตน้ อย่างในป่าหรือ ในสวน มีหลัก
สำคัญคือจะต้องตกแต่งร้านคา้ ให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม เชน่ ในทำเลท่ีถกู ล้อม ดว้ ยตน้ ไผ่ อาจนำต้น
ไผน่ ัน้ มาเปน็ วสั ดุในการตกแต่ง เปน็ ต้น
พน้ื ท่ีและอาคารกับการตกแต่งร้านค้า
1. ร้านค้าอาคารพาณิชย์ ธุรกิจขนาดเล็กในอดีตมักประกอบการในอาคารพาณิชย์ เมื่อเติบโตขยาย
กิจการออกไปจึงมีการเปลี่ยนพื้นที่หรืออาคารที่ใช้ในการประกอบการ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการให้บริการ
เก่ยี วกบั ท่จี อดรถด้วย แต่ในปัจจุบันการประกอบการในอาคารพาณชิ ย์กย็ ังคง อาคารประเภทอ่ืนใช้กันอยู่
โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงย่านใจกลางเมอื งพ้ืนที่มีจํากัด อาคารพาณิชย์จึงนา่ จะเหมาะสมกว่าอาคารประเภทอ่ืน
65
การตกแต่งร้านค้าประเภทอาคารพาณิชย์ ควรให้ความสำคัญตั้งแต่ด้านนอกของตัวอาคารเป็นต้นไป
จะต้องตกแต่งให้โดดเด่นเพื่อสร้างจุดดึงดูดด้านสายตา ในขณะเดียวกัน ทางเข้าร้านก็จะต้องสร้างความ
น่าสนใจจนถงึ เขา้ ไปดา้ นในด้วย ทุกส่วนนีจ้ ะตอ้ งสมั พันธก์ นั อยา่ งตอ่ เน่ืองและมีความโดดเดน่ ไมแ่ พ้กัน
2. ร้านค้าอาคารเดียว กิจการที่เหมาะกับอาคารเดียว ควรจะเป็นร้านอาหาร ร้านเฟอร์นิเจอร์ ร้าน
ขายของตกแต่งบ้าน การตกแต่งร้านค้าอาคารเดี่ยวจะต้องให้ความสำคัญกับการจัดบรรยากาศ ที่จอดรถ
สะดวกสบาย การจดั แสดงสินค้าเน้นไปทก่ี ารจดั แสดงสนิ ค้าในร้านค้า ไปในแนวการจัดแบบสถาปัตยกรรม
(โดยเฉพาะร้านเฟอร์นิเจอร์และร้านขายของตกแต่งบ้าน) แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมเกี่ยวกับการสัญจรไปมาของ
บคุ คลที่เข้ามาเก่ยี วข้องกับรา้ นค้า ได้แก่
- ลกู คา้ จะตอ้ งจดั การภายในท่อี านวยความสะดวกแก่ลกู คา้ อนั ไดแ้ ก่ การสญั จร ทางเขา้ การเดินชม
สนิ คา้ จดุ บรกิ ารตา่ ง ๆ รวมไปถงึ หอ้ งนา้ ดว้ ย
- พนกั งาน การทางานของพนกั งานขายจะตอ้ งพยายามไมใ่ หท้ บั เสน้ กนั กบั การสญั จรของลกู คา้
3. รา้ นคา้ ในห้างสรรพสินคา้ ห้างสรรพสินคา้ เปน็ สถานทร่ี วมความบันเทิงหลาย ๆ อย่างเข้าไว้ด้วยกัน
บรรยากาศภายในไดร้ บั การออกแบบมาแล้วเป็นอย่างดี สงิ่ ทีเ่ จ้าของร้านจะต้องพิจารณาก่อนเร่ืองของการ
ตกแต่งร้าน คือการเลือกตำแหน่งที่ตั้งของร้าน บางมุมอาจเป็นจุดบอดไม่ค่อยมีผู้ที่ผ่านไปมามากนัก บาง
มมุ อาจเปน็ จุดสำคัญของการสญั จร เชน่ ใกล้กบั บันไดเล่ือนเปน็ ทางเขา้ -ออกทจี่ อดรถ เปน็ ต้น
การตกแต่งร้านค้าในห้างสรรพสินค้า จะต้องเป็นไปในทางสร้างสรรค์ แนวความคิดที่โดดเด่นทำให้ผ้ทู ่ี
ผ่านไปมาเกดิ ความประทับใจ กระตนุ้ ความรู้สึกให้อยากท่ีจะเข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศภายในให้ได้ ดงั นั้น
การตกแต่งจะตอ้ งเนน้ การโชวบ์ รรยากาศภายในทจ่ี ะต้องสวยงาม ผสมผสาน และกลมกลืน
ลักษณะของพน้ื ท่รี า้ นคา้ กับการออกแบบตกแต่ง
1. พื้นที่เล็ก ร้านค้าที่มีพื้นที่เล็กช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เหมาะกับเจ้าของร้านค้าที่มีงบประมาณน้อย
การออกแบบตกแต่งร้านค้าขนาดเล็กต้องให้เกิดประโยชน์ใช้สอย เมื่อร้านค้ามีพื้นที่น้อย เฟอร์นิเจอร์ที่
เลอื กใชจ้ งึ ควรมขี นาดเลก็ พบั เกบ็ ง่าย เคานเ์ ตอรส์ ำหรับเกบ็ ของและเก็บเงิน ควรออกแบบในลักษณะของ
การเลน่ ระดับ รปู แบบของการตกแตง่ ควรใช้พ้ืนท่ตี รงเพดาน เขา้ มาช่วย โดยแขวนโมบายเกๆ๋ ไว้ แตต่ อ้ งมี
ขนาดไมใ่ หญ่นกั และจะตอ้ งไม่มีจำนวนมากจนดู แลว้ รกรุงรงั ทำใหร้ า้ นดแู คบลงไปอีก
2. พื้นที่หน้ากว้างหลังแคบ พื้นที่หน้ากว้างหลังแคบ จะทำให้วางเครื่องเรือนภายใน ได้ไม่เต็มที่
เพราะพื้นที่ส่วนใหญเ่ ป็นหน้าร้านไปเสียหมด ดังนั้นการตกแต่ง การจัดแสดงสินค้าหรอื แสดงกิจกรรมตา่ ง
ๆ จึงต้องทำกันบริเวณหน้าร้านนั้น เช่น ร้านอาหารอาจโชว์การปรุงอาหารบาง ชนิดบริเวณหน้าร้านเพื่อ
เป็นการเรียกรอ้ งความสนใจ เป็นต้น ร้านค้าที่เหมาะกบั พ้ืนที่ลักษณะนี้ ได้แก่ ร้านอาหาร ร้านขายเส้อื ผา้
เป็นตน้
3. พื้นที่หน้าแคบหลังกว้าง ลักษณะของพื้นที่หน้าแคบหลังกว้างนี้ มีลักษณะเป็นถุงมีข้อดีตรงที่ว่า
ลูกคา้ เดินเขา้ มาเริม่ ต้นจากจดุ แคบมายังจดุ กวา้ งขนึ้ ซ่งึ ให้ความรู้สกึ ทด่ี ี ดว้ ยการท่ี พน้ื ทีห่ นา้ ร้านแคบจึงทำ
66
ให้มีปัญหาเกี่ยวกับการจัดแสดงสินค้า ดังนั้นการตกแต่งร้านค้าที่มีพื้นที่เช่นนี้ จะต้องเน้นการสร้าง
บรรยากาศภายใน หน้าร้านควรเป็นกระจกใส เพื่อทำให้ผู้ที่ผ่านไปมามองเห็นบรรยากาศภายในอย่าง
ชัดเจน
4. พน้ื ทส่ี เี่ หลีย่ มผนื ผา้ ส่วนใหญเ่ ปน็ พนื้ ท่ที ่ีต้งั อยู่ในเขตพ้นื ท่ีราคาแพง อาจเป็นพน้ื ท่ี ชอ่ งตึก ช่องว่าง
ระหว่างร้านใหญ่ในห้างสรรพสินค้า ข้อจํากัดของพื้นที่คือแคบและอึดอัด ลักษณะของการตกแต่งควรใช้
กระจกเข้ามาช่วย ใช้แสงไฟที่ซ่อนไว้ตามฝาผนัง โดยออกแบบผนังให้เกิดมิติ ไม่ควรตกแต่งในแนวยาว
ให้ทางสัญจรหักเหบ้างตามจังหวะของพ้ืนท่ี
5. พืน้ ทีท่ ีม่ ีรูปทรงไม่เป็นมาตรฐาน พน้ื ท่ีทมี่ ีรปู ทรงไม่เป็นมาตรฐานนี้อาจมีลักษณะโค้งตามตัวอาคาร
หรือเปน็ รปู ทรงท่ีไม่ตายตัวตามรปู ทรงเรขาคณิต วิธีการตกแตง่ ร้านค้าทีม่ ลี ักษณะเช่นน้ีท่ีง่ายท่ีสุด คือการ
ตกแต่งให้กลมกลืนไปกับอาคาร พื้นเอียงก็เอียงตามโค้งก็โค้งตามหรือนักออกแบบบางคนอาจใช้วิธีการ
ตกแต่งแบบขัดแย้งกับพื้นท่ี ซึ่งกระทำได้ยากกว่าต้องวางแผนให้ดี และสร้างบรรยากาศให้กลมกลืนจึงจะ
สามารถเรยี กร้องความสนใจได้
6. พื้นที่ที่เพดานเตี้ย สาเหตุที่เพดานเตี้ยอาจเนื่องมาจากร้านค้านี้อยู่ภายในอาคารที่มีขนาดใหญ่
ที่ต้องการจำนวนชั้นในอาคารมาก หรือบางครั้งอาจเกิดจากการวางแผนเกี่ยวกับระบบภายในอาคารไม่ดี
พอ ทำให้ท่อแอร์ ทอ่ รอ้ ยสายไฟ อีกท้งั ท่อประปา เกะกะไมส่ วยงาม จงึ ต้องใช้ฝา้ เขา้ ชว่ ยปกปดิ ท่อเหล่านั้น
ส่งผลใหเ้ พดานเตย้ี ลงมา การตกแตง่ ร้านค้าทีม่ ีเพดานเตี้ยเช่นน้ี จะต้องใชว้ ธิ กี ารสรา้ งเพดานให้มีมิติ มีการ
ซ้อนไฟตามจดุ ตา่ ง ๆ แต่ทั้งนีก้ ็ต้องคำนงึ ถึง Concept ของรา้ นด้วยหรือบางรา้ นอาจตกแต่งดว้ ยกระจกเงา
ทองแดง ทองเหลอื ง สแตนเลส เพื่อสะท้อนให้ดูลกึ ไปข้างบน
7. พื้นที่สูงโล่ง ร้านค้าในห้างสรรพสินค้า หรือในศูนย์แสดงสินค้าขนาดใหญ่ เพดานสูงมากการ
ออกแบบตกแต่งร้านคา้ ทีจ่ ะช่วยแก้ปญั หาเหลา่ น้ีไดค้ ือ การทำชน้ั ลอยขึน้ มาเพื่อจะได้ประโยชน์ใช้สอยเพิ่ม
มากขน้ึ บางร้านใช้โคมไฟขนาดใหญ่หอ้ ยใหต้ ำ่ ลงมา หรอื อาจใช้โมบายเข้ามาช่วยในการตกแต่งกไ็ ด้
8. พื้นที่ที่มีเสามาก พื้นที่ที่มีเสามาก จัดว่าเป็นปัญหาพอสมควรสำหรับร้านค้าเพราะบางครั้งทำให้มี
เนื้อที่สำหรับประโยชน์ใช้สอยน้อยลงไป การแก้ปัญหาของนักออกแบบนั้นกระทำโดยใช้เสาที่มีจำนวน
มากมายนั้นเป็นจุดเด่นของร้านไปเสียเลย ด้วยการออกแบบตกแต่งเสานั้นให้สวยงาม ซึ่งก็น่าสนใจไปอีก
แบบหรอื บางร้านอาจเพิ่มจำนวนเสาข้ึนมาอกี ให้เปน็ จังหวะ ชว่ งระหวา่ งเสาอาจมีชน้ั วางผลิตภัณฑ์เพื่อนำ
ผลติ ภัณฑใ์ นร้านมาวางโชวก์ ไ็ ด้
แนวทางการตกแตง่ รา้ นคา้ ให้ประสบความสำเร็จ
ปญั หาของผู้ประกอบการคา้ ปัจจุบันต้องเผชิญกันอย่างมากคือ ปญั หาดา้ นการแข่งขนั การเป็นแพหรือ
ผู้ชนะนั่นหมายถึง ความสำเร็จของการประกอบการเลยทีเดียว หมายถึงว่า ทานประกอบการอยู่ในฝ่าย
67
ของผู้ได้เปรียบด้านการแข่งขันคือ กิจการสามารถอยู่รอดได้ ในทาง ตรงกันข้าม หากกิจกา รของคู่แข่ง
ไมไ่ ด้ โอกาสในการประสบความสำเรจ็ กม็ ีน้อย
การจะไดเ้ ปรยี บด้านการแข่งขัน ต้องใชก้ ลยทุ ธ์ทางการตลาดหลายๆ ประการเขา้ มาขาย ในการจัดการ
ร้านค้า การออกแบบตกแต่ง ที่เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่จะช่วยให้ร้านค้าเป็นที่สนใจของ ลูกค้าได้ ดังตัวอย่าง
ตอ่ ไปนี้
รา้ นกาแฟ
สถานทท่ี ี่นยิ มเปดิ ร้านกาแฟที่เหน็ ในปัจจุบนั น้มี ีทงั้ ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ โรงภาพยนตร์ และ
ปั้มน้ำมัน การตกแต่งร้านกาแฟต้องออกแบบให้มี Concept เป็นเอกลักษณ์ เฉพาะตัวเพื่อให้เกิดความ
แตกตา่ งจากร้านอ่นื ๆ แนวทางในการออกแบบมีดงั นี้
1. ชุดกาแฟ อันประกอบดว้ ยถว้ ยและจานรอง การเลือกหรอื ออกแบบชดุ กาแฟส่วนใหญ่ จะเป็นไป
ตาม Concept ของร้าน เช่น ร้านที่เน้นธรรมชาติ ชุดกาแฟอาจเป็นสีเดียวกับเมล็ดกาแฟ มีลวดลายของ
ใบกาแฟสกรนี อยู่ หรืออาจส่งั ทำถว้ ยกาแฟท่ีมีลักษณะเป็นเมลด็ กาแฟเสยี เลยกไ็ ด้
2. บรรยากาศภายใน คนที่เข้ามาดืม่ กาแฟ คือคนที่ชอบกาแฟ ดังนั้นบรรยากาศ ภายในร้านก็ควร
นําเรื่องราว สีสันของกาแฟเข้ามาช่วย เช่น โทนสีที่ใช้ ควรเป็นสีน้ำตาล นำรูปภาพ ของเมล็ดกาแฟ ใบ
กาแฟ หรอื อาจเปน็ ของจริงเลยก็ได้ เขา้ มาตกแต่ง เฟอรน์ ิเจอร์ควรเปน็ รูปทรง เรขาคณติ งา่ ยๆ การจัดวาง
ให้มองดแู ล้วสบายตา
3. วัสดุที่ใช้ในการตกแต่ง ที่เข้า
กับร้านกาแฟมากที่สุดควรเป็นสีเข้ม
หากจะนำ ไม้มาใช้ตกแต่งอาจใช้ไม้สัก
หรือไม้เชอรรี ผนังอาจเพนต์เทคนิคต่าง
ๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ กาแฟ
นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มลูกเล่นบริเวณอื่น
ๆ อีกเช่น เคานเ์ ตอรเ์ ก็บเงิน หรอื สถานที่
ท่ีจัดวาง ปา้ ยราคา เป็นตน้ ร้านกาแฟ
รา้ นขายของชำ (ร้านโชวห์ ว่ ย)
ร้านขายของชำหรือร้านโชว์ห่วยในปัจจุบันต้องเลิกกิจการไปจำนวนมาก เนื่องจาก มีร้านค้าขนาด
ใหญแ่ ละร้านค้าที่เปิดตลอด 24 ชวั่ โมง มาเปิดกจิ การเปน็ จำนวนมาก ประกอบกบั ร้านค้าเหล่าน้ีมีบริการ
ทีด่ ีกวา่ ลูกคา้ จงึ หนั ไปใช้บรกิ ารร้านสะดวกซอ้ื ทีเ่ ปิดใหม่เหลา่ นน้ั กนั เปน็ ส่วนมาก
เมือ่ เป็นเช่นน้ี เจา้ ของรา้ นโชวห์ ว่ ยจงึ ตอ้ งปรบั ปรงุ ในหลายๆ ด้าน เพือ่ จะสามารถ ชักจงใจลูกค้ากลับมาใช้
บริการอีกครั้งหนึ่ง การออกแบบร้านค้าให้ดูดี สะอาด สินค้าถูก จัดเป็น หมวดหมู่และเป็นระเบียบ เม่ือ
ลกู คา้ เดินผ่านไปมากอ็ ดไมไ่ ด้ท่จี ะต้องเขา้ มาชมสนิ คา้ ภายในร้าน แนวทางการออกแบบร้านโชวห์ ว่ ยมดี งั นี้
68
1. คน้ หาจุดเดน่ ภายในรา้ น เพือ่ จะไดน้ ำจุดเดน่ น้ันมาตั้งเป็นชอ่ื ร้านและโลโก โดยชื่อร้านและโลโก
ของร้านนจี้ ะต้องเก๋และจำได้ง่าย และนา่ สนใจ พยายามใหส้ น้ั เพื่อใช้ประโยชน์ ในการทำเป็นสต๊ิกเกอร์ติด
กล่องสินคา้ หรือบรรจุถุงสนิ ค้า
2. ผนงั รา้ นคา้ ควรเป็นกระจก เพอื่ จะได้เหน็ สินคา้ ท่ีอยู่ภายในรา้ นอย่างชัดเจน เม่ือมองเห็นภายใน
อย่างชดั เจนแล้ว ตอ้ งไม่ลืมเรื่องแสงสวา่ งของไฟ ที่จะตอ้ งสอ่ งให้เหน็ สินคา้ ได้ อยา่ งชดั เจนดว้ ย
3. การจัดวางเฟอรน์ เิ จอรภ์ ายในร้าน จากภายนอกเขา้ ไปภายในร้านต้องพบกับ ความเปน็ ระเบียบ
ไม่มสี ่ิงใดมากีดขวางทางเดิน ชน้ั วางสนิ ค้าไม่สูงจนเกินไป จดั วางสินค้าให้ หางา่ ยดว้ ยการจดั วางสินค้าเป็น
หมวดหมู่ ภายในร้านต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจ อาจเป็น การนำวัสดุภายในท้องถิ่นเข้ามา
ตกแต่ง หรืออาจเป็นวัสดุที่เกิดจาก Idea ของผู้ตกแต่งเอง เฟอร์นิเจอร์ที่เลือกใช้ภายในร้านควรเลือก
รปู ทรงท่ถี อดประกอบได้ เคลือ่ นยา้ ยง่าย และทำ ความสะอาดงา่ ย
4. สีที่เลือกใช้ภายในร้านควรเป็นสีที่ดูสะอาดตา อาจมีการเน้นให้เข้มเป็นบางจุดก็ได้ แต่จะเป็น
โทนสีใดนั้นขึ้นอยู่กับการกำหนด
แนวความคิดของร้าน ที่สำคัญต้องไม่ให้
หลากหลายสีจนดลายตามากจนเกินไป
5. การให้แสงสว่างภายในร้าน การ
จดั แสดงสว่างภายในรา้ นโชวห์ ่วย ควรให้ แสง
สว่างทั่วทั้งร้าน เห็นสินค้าได้ชัดเจนไม่ต้องมี
มุมมืด แตก่ ไ็ มใ่ ชส่ ขี าวโพลนทงั้ ร้าน
ร้านขายของชำ ควรทำให้เกิด มติ ิบา้ ง
ร้านขายหนงั สือ
รา้ นขายหนังสอื หลายรา้ นไม่ได้ให้ความสำคัญเร่ืองการตกแต่งร้านมากนกั เพยี งแต่เน้นให้ มีหนังสือ
จำหน่ายอยา่ งครบครนั และมจี ำนวนมากเพียงพอตอ่ การจำหนา่ ยเท่านั้น การออกแบบ ร้านที่ดีจะสามารถ
จงู ใจใหผ้ ู้ทร่ี ักการอา่ นแรงจูงใจทีจ่ ะเขา้ มาในร้านและนำไปส่กู ารซ้ือในท่สี ุด
แนวทางในการตกแต่งร้านหนังสอื มดี ังนี้
1. ควรแบ่งหนังสือเป็นหมวดหมู่ตามประเภทของหนังสือ โดยมีการสร้างบรรยากาศ ของแต่ละ
มุม เช่น มุมหนังสือรัก อาจมีดอกไม้หรือโปสเตอร์ติดไว้บริเวณผนัง มุมหนังสือวิชาการ หาแนวคิดในการ
ตกแต่งยาก ก็อาจเลือกใช้ชั้นวางที่น่าสนใจ และไม่ควรยัดเยียดจำนวนหนังสือไว้ มากเกินไป การจัดวาง
ควรให้หนงั สือทมี่ ีเน้อื หาใกลเ้ คียงกนั อยู่ใกล้กนั เพื่อใหล้ กู ค้าเกิดความ เพลิดเพลนิ ในการเลอื ก
2. ชั้นวางหนงั สือต้องอยู่ในลักษณะที่สะดวกต่อการหยิบ โดยช้นั หนังสอื นนั้ อาจแบ่งเป็น 3 ระยะ
ระยะที่ 1 ด้านล่าง ระยะที่ 2 ตรงกลาง และระยะที่ 3 คือ ด้านบน ซึ่งจะต้องอยู่ใน แนวที่ลูกค้าสามารถ
เออ้ื มถึงได้ ความสงู ของช้ันหนงั สอื ไมค่ วรเกนิ 2.00 เมตร
3. แสงสว่างภายในรา้ นต้องไม่มีดสลัว เพราะจะทำให้ไม่สะดวกตอ่ การอา่ นและการเลอื กหนังสือ
69
4. โทนสีต้องไม่ฉดู ฉาด เนื่องจากปกหนังสือนั้นมีสสี ันหลากหลายอยู่แล้ว จะทำให้ เลอะเทอะไปกันใหญ่
ดงั นั้นจงึ ควรเลอื กโทนสขี าว สีครีม สเี ทา หรอื สีออ่ นๆ จะเหมาะสมกว่า
5. วัสดุที่ใช้ต้องอยู่ได้นาน วัสดุที่ใช้ในร้านทั้งวัสดุที่ใช้งานและวัสดุที่ใช้ในการตกแต่ง ควรเลือกชนิดที่มี
ความทนทาน อยู่ได้นาน มองดแู ลว้ ใหมอ่ ยู่เสมอ เลือกที่มสี สี วา่ งจะดดู ีกวา่ สีเข้ม วสั ดปุ ระเภทแสตนเลสไม่เข้ากับ
รา้ นหนังสือ หากจะใชค้ วรอยูใ่ นปรมิ าณท่ีพอเหมาะโดยใชผ้ สม กบั งานไมจ้ ะไดล้ ูกเลน่ ทส่ี วยงามกวา่
6. การจัดวางหนังสือควรมีทั้ง หันหน้าปกออกและหันสันหนังสือออก จัดวางให้เป็นจังหวะ นอกจาก
จะทำให้ได้ความสวยงามแล้ว ยังประหยัด
เนื้อท่ีและยังได้โชว์ทง้ั ปกหนงั สอื และสันดว้ ย
7. หาลูกเล่นมาใช้ หากภายใน ร้าน
จัดวางหนังสือเพียงอย่างเดียวก็จะชินตา
เหมือนกับ ร้านหนังสอื ทั่ว ๆ ไป จึงควรสร้าง
ความแตกต่างด้วยการหาลูกเล่นมาเพื่อใช้
สร้างความน่าสนใจ และ ควรจัดมุมหนังสือ
สำหรับ นั่งอ่านหนังสือบ้าง จัดวางสิ่งต่าง ๆ
ใหด้ ูแลว้ สบายตาท่ีสุด
รา้ นขายหนงั สือ
รา้ นไอศกรีม
ลูกคา้ ของร้านไอศกรีมนน้ั มีหลากหลายตง้ั แตเ่ ด็ก ผู้ใหญว่ ัยทำงาน ไปจนถงึ คนสงู อายุ แตห่ ากจะพิจารณาให้ดี
ลกู คา้ หลักๆ นน้ั เป็นวยั ร่นุ เสียส่วนใหญ่ ดงั น้นั ในการออกแบบจงึ ตอ้ ง คำนึงถงึ ความพอใจของกลุ่มวัยรุ่นว่าชอบไปใน
แนวใด ท่นี ัง่ ต้องนัง่ สบายในระดับหนึง่ เพราะถ้า สบายมากเกินไปจะทำให้ลกู ค้านั่งนาน ทำใหล้ ูกคา้ ที่จะเข้ามาน่ัง
ไม่มที ีน่ ั่งจึงเป็นการเสยี โอกาสไป บุคลกิ ของรา้ นไอศกรมี ควรเปน็ ความสดช่นื สดใส เขา้ กบั แนวของวยั รุ่น แต่ก็ต้องไม่
ลืมบรรยากาศ ความอบอุ่นด้วย เพราะบางครั้งลูกค้าที่กำลังหดหูหรือผิดหวังในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมา ก็แวะพักพิงท่ี
ร้านไอศกรีมเช่นเดียวกัน รายละเอียดที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ แสง สี รูปทรง วัสดุที่ใช้ในการตกแต่ง เช่น ต้นไม้
ดอกไม้ จาน ถว้ ย ฯลฯ ล้วนแล้วแตจ่ ะต้องเลือกสรรอยา่ งประณีต มีความ ผสมผสานกันเปน็ อย่างดี สีโทนร้อนจะช่วย
สรา้ งความสดช่ืนไปพร้อม ๆ กบั สร้างความเจริญอาหาร สีฟ้าออ่ น สีขาว หรือสที ีส่ รา้ งความรสู้ กึ เฉอื่ ยชา งว่ งเหงา ไม่
ควรเลอื กมาใชใ้ นร้านไอศกรีม
ไอศกรมี เปน็ สนิ คา้ ทีส่ ามารถสร้างความโดด
เด่นได้ด้วยตัวของมันเอง คือมีสีสันน่ารับประทาน
ดึงดูดใจวัยรุ่น หากเจ้าของร้านมีการนำ
ส่วนประกอบอื่นเขา้ มาตกแต่ง หรือเรียงสลบั สขี อง
ไอศกรีม ให้มีความแตกต่างกันจะทำให้ดูโดดเด่น
มากยิ่งขึ้น สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอีกอย่างหนึ่งคือใน
เรื่องของ ความสะอาดทั่ว ๆ ไป และความคงทน
ของภาชนะ เพราะหากวัสดุที่ขาดความคงทน มี
รอยขีดข่วน สีซีด ก็จะทำให้ความสดใสและความ
น่ารับประทานหมดไป รา้ นไอศกรมี
70
รา้ นเสื้อผา้
เจ้าของกิจการร้านเสื้อผ้ามักให้ความสำคญั กับการตกแต่งรา้ นค้าเป็นอยา่ งมาก เนื่องจากว่า การจัด
หน้าร้านที่สวยงามน่าสนใจจะช่วยจูงใจให้ลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน ดังนั้นกิจการร้านเสื้อผ้า นอกจากจะ
แขง่ ขนั กันเรื่องแบบ ราคา และรายการส่งเสริมการขายแลว้ การตกแต่งร้านค้าก็ถูก นำมาเปน็ เคร่ืองมือใน
การแขง่ ขันอย่างหนึง่ การออกแบบรา้ นเสือ้ ผา้ มแี นวทางดงั นี้
1. วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย ก่อนการออกแบบจะต้องมีการวิเคราะห์เกี่ยวกับ กลุ่มเป้าหมายของ
ร้านค้าเสียก่อน เนื่องจากว่าเสื้อผ้านั้นแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น เสื้อผ้าวัยรุ่น เสื้อผ้าสำหรับวัย
ทำงาน เสื้อผ้าสำหรับออกงานกลางคืน เป็นต้น การออกแบบนอกจากจะ คำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายแล้วยัง
ตอ้ งคำนงึ ถึงจดุ ขายของร้าน นโยบายของร้าน และลกั ษณะของ ผลิตภัณฑด์ ้วย
2. การออกแบบตกแต่งภายในร้านจะต้องส่งเสริมผลิตภัณฑ์ หมายถึงว่า จะออกแบบ อย่างไรจึง
ทำให้เสื้อผ้าดเู ดน่ ข้นึ มาได้ ซึ่งจะตอ้ งพิจารณากันอย่างถี่ถว้ น ตั้งแต่ช้นั วางไปจนถึง รูปแบบของการจัดวาง
เลยทีเดียว
3. สีสันภายในร้าน ขึ้นอยู่กับ Concept ของร้านและลักษณะของเสื้อผ้า โดยสิ่งสำคัญ คือจะต้อง
เลอื กสที จี่ ะทำใหเ้ ส้อื ผา้ นน้ั ดูเด่นข้ึน
4. การแบง่ พื้นทภ่ี ายในรา้ น พ้ืนทีห่ ลกั ๆ ภายในร้านทีจ่ ะต้องมี ได้แก่
▪ พื้นที่หน้าร้านสำหรับจัดแสดงสินค้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะดึงดูดสายตาลูกค้า ให้สนใจ
และเข้ามาในรา้ น
▪ ห้องลองเป็นพื้นที่อีกส่วนหนึ่ง ที่หลายร้านมองข้ามไป ภายในห้องลองจะต้อง มีราว
สำหรับแขวนเสื้อผ้า กระจก และชั้นวาง ของสำหรับให้ลูกค้าไว้ใช้วางกระเป๋าหรือของ
อนื่ ๆ ท่ีถอื ติดมือมา
▪ ท่พี กั คอย อาจเปน็ เกา้ อห้ี รือ โซฟาที่เน้นความหรอื หวาสะดุดตา เคานเ์ ตอร์ เกบ็ เงินควรมี
ขนาดพอดีทีเ่ ออ้ื ประโยชนใ์ ชส้ อยสำหรับพนกั งาน
ร้ายเสอ้ื ผา้
71
รา้ นขายยา
กิจการร้านขายยามักไม่ได้รับความสนใจในการตกแต่งเท่าไรนัก เพียงแต่มีตู้ใส่ยา ใช้หลัก การจัด
แบบง่ายๆ ให้หยิบหางา่ ย สะดวก ไม่ผิดพลาดเท่านัน้ เอง ซึ่งในความจริงแล้วร้าน ขายยาก็จะต้องการการ
จัดแต่งด้วยเพื่อให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ และเลือกเป็นร้านประจำของ เขา การออกแบบตกแต่งร้าน
ขายยาควรเป็นลักษณะดงั น้ี
1. สร้างสัญลักษณป์ ระจำร้าน เพือ่ จะไดน้ ำมากำหนดช่อื ร้านและโลโกรา้ น ซง่ึ ชอื่ รา้ น ควรเป็นชอ่ื ท่ี
เรยี บงา่ ย จำง่าย มคี วามหมายส่ือถึงจดุ เด่นของร้าน ชือ่ ร้าน โลโกร้าน และรปู แบบ ของเฟอร์นิเจอร์ควรมี
ความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง มีการคิดสัญลักษณ์ของร้านเพื่อให้เกิดการจดจำ เช่น ในรูปแบบเดิมใช้
กระจกสี่เหลี่ยมสำหรับใส่ยา ก็อาจมีการเปลี่ยนเป็นรูปทรงอื่น เช่น แคปซูลยา หรือเม็ดยาดูบ้าง แต่ทั้งน้ี
ต้องดดั แปลงให้เข้ากับเฟอร์นิเจอรด์ ้วย
2. การจดั วางเครอ่ื งเรอื นภายในรา้ น ควรจัดให้เปน็ สัดส่วนแบ่งตามประเภทของยา การวางตู้ยาไม่
ควรให้ดูทึบเพราะจะทำให้รู้สกึ อึดอัด ดังนั้นการจัดวางเครือ่ งเรือนควรมีการเปิดโล่งบ้างหน้าร้านควรเป็น
กระจกใสให้เห็นถึงด้านในอย่างชัดเจน และกระจกหน้าร้านนั้นไม่ควรติดป้ายหรือตัวหนังสือขนาดใหญ่
เพราะจะทำให้เกะกะ และรกเกนิ ไป
3. สีของร้านขายยาควรเป็นสีสะอาด สีโทนเย็น หลีกเลี่ยงสีทึบตัว และสีที่สดเกินไป ร้านขายยา
สว่ นใหญ่มกั เลอื กใช้สีเทา สฟี ้า แลว้ อาจตกแต่งด้วยแจกนั สเี หลืองสดกไ็ ด้
4. แสงสว่างที่ใชภ้ ายในรา้ นจะต้องเลือกที่ไม่ทำให้สขี องยาเพี้ยนไป โดยเฉพาะไฟที่มีแสงสีส้มไม่
ควรเลือกใช้เพราะจะทำให้ยาหรือขวดยาที่มีสีขาวเพี้ยน ควรจะเลือกใช้ไฟที่ดูลักษณะเรืองแสงจะทำให้ดู
น่าสนใจดีกว่า
5. ต้องเน้นเรื่องความสะอาด ร้านขายยาต้องเน้นเรื่องความสะอาดเป็นสำคัญจึงต้องเลือกวัสดุที่
ดูแลรกั ษาง่าย ไมเ่ กบ็ ฝุ่น ไม่สะสมเชอ้ื โรค พ้นื อาจเลอื กหนิ แกรนติ หรือกระเบ้ืองที่มีรอยต่อน้อยท่ีสุด หรือ
เลอื กใช้ หนิ ขัดเพราะไม่มีรอยต่อเลย ผนังควรเลือกชนดิ กง่ึ ดา้ นกึง่ มนั เพราะทำความสะอาดง่าย ฝ้าเพดาน
ควรเปน็ แบบฉาบเรียบจะเหมาะสมกวา่ ลักษณะท่เี ป็นตาราง
รา้ นขายยา
72
ร้านเสรมิ สวย
ร้านเสริมสวยนอกจากจะแข่งขันกันเรื่องฝีมือในการดัดและออกแบบทรงผมแล้ว ล้าของกิจการ
ยงั ใหค้ วามสำคัญกบั การตกแตง่ ภายในดว้ ย หลักการออกแบบร้านเสริมสวยมีดงั น้ี .
1. ต้องสร้างจุดเด่นให้รา้ น การเริ่มต้นหาจุดเด่นนั้นให้วิเคราะห์จากจุดขายของร้าน ได้แก่ ชื่อร้าน
กลุ่มเป้าหมาย เป็นตน้ ลูกค้าที่เป็นวยั รุ่นมกั จะชอบสีสนั ที่สดใส ชอบวสั ดุประเภทไม้ โลหะ กระจก
2 ต้องคำนึงถึงพฤติกรรมของลูกคา้ พฤติกรรมของลูกค้าที่เข้ามาในร้านเสริมสวย คือเข้ามาทำผม
ซงึ่ ใชเ้ วลาประมาณ 30-60 นาที ระหว่างนอี้ าจมีเวลาว่างอยู่ด้วย เมอื่ มีเวลาวา่ ง ลูกค้าทำอะไร คำตอบคือ
อ่านหนังสือ คุยกับช่าง และดูทีวี ดังนั้นในแต่ละที่นั่งของลูกค้าจะต้องออกแบบให้มองเห็นทีวีด้วย เมื่อ
ลูกค้าอยู่ที่เดียงสระผม สายตาจะต้องมองที่เพดาน ตรงนี้จะต้อง ระวังเกี่ยวกับเรื่องแสงไฟที่จะต้องอยู่ใน
ตำแหน่งท่ีไม่แยงตาลูกค้า ฝ้าเพดานสีเขยี ว ชว่ ยให้ลูกค้า สบายตาขนึ้
3. แสงสว่างภายในร้าน ควรออกแบบให้มีแสงสว่างเพียงพอ ไม่ควรให้แสงสว่างจ้าเกินไป แสงท่ี
เหมาะสมสำหรบั รา้ นเสรมิ สวยคอื แสงท่ีมลี กั ษณะนวลตา จะทำใหล้ ูกค้าดสู วยหรอื หล่อกว่า ความเป็นจริง
ตอ้ งสัมพันธก์ ับการเลอื กกระจกเงาด้วย
4. การเลือกสีสันภายในร้าน สีที่เหมาะสมกับร้านเสริมสวยมากที่สุด คือสีอ่อน เพราะ จะทำให้ดู
สบายตา สะอาด ซึ่งถ้ามีการแบ่งน้ำหนักของสีด้วยจะเป็นการดี หลีกเล่ียงการใช้สีสด เช่น เหลืองสด ส้ม
และแดง แตถ่ ้าจะนำมาเปน็ ส่วนประกอบบา้ งกไ็ ด้
5 วัสดุท่ีนำมาใช้ ควรเป็นชนดิ ทไี่ มเ่ ก็บฝ่นุ ไม่มรี อ่ ง ถ้าเปน็ กระเบอ้ื งควรเปน็ ชนิด แผ่นใหญ่ เพราะ
หากเป็นแผน่ ขนาดเลก็ จะมีร่องยาแนวมากตามไปด้วย ร่องยาแนวนี้หากอยู่นาน ไปจะเกิดคราบดำ ๆ ไม่
สวย และควรหลีกเลี่ยงการป พื้นด้วยพรม เก้าอี้โซฟาควรเป็นหนังเพราะจะง่าย ต่อการทำความสะอาด
และสง่ิ ท่ขี าดไม่ได้สำหรบั ร้านเสริมสวยคอื กระจก ซง่ึ จะเป็นรปู แบบใดขน้ึ อยู่ กับ Concept ของร้าน
นอกจากที่กล่าวมาทั้งหมด สิ่งที่จะต้อง คำนึงถึงอีกอย่างหนึ่งคือระบบปรับอากาศและ 1 ระบายอากาศ
ร้านเสริมสวยควรติดตั้งพัดลม ระบายอากาศ เพื่อระบายกลิ่นน้ำยา กลิ่นสเปรย์ ฯลฯ ซึ่งจะเป็นอันตราย
ตอ่ สุขภาพ
รา้ นเสรมิ สวย
73
รา้ นอาหาร
รา้ นอาหารปัจจุบนั หากสังเกตดใู ห้ดี บางร้านคนแนน่ จนต้องเขา้ ควิ จองโต๊ะกัน บางรา้ น ก็ไม่มีลูกค้า
เข้าเลย จนเจ้าของร้านต้องเกณฑ์พนักงานออกมาเชื้อเชิญลูกค้าถึงภายนอกร้าน ที่เป็นเช่นนี้ก็มีหลาย
สาเหตุด้วยกัน เชน่ รสชาตอิ าหาร การบริการ การจดั บรรยากาศภายในร้าน เปน็ ต้น ดงั น้นั จึงจัดได้ว่าการ
สรา้ งบรรยากาศจงึ เปน็ กลยทุ ธ์อยา่ งหนง่ึ ของรา้ นอาหาร ซงึ่ แนวทาง ในการตกแต่งร้านอาหารมดี งั นี้
1. ร้านอาหารต้องมีจุดขาย จุดขายนั้นมาจากการตั้งชื่อร้าน การออกแบบโลโก การเลือกภาชนะ
เมนอู าหาร รวมไปถงึ ชุดของพนักงานทส่ี วมใส่ ซ่งึ ท้ังหมดนี้ต้องมีความสมั พันธก์ ัน
2. เฟอร์นิเจอรภ์ ายในรา้ น จะเป็นไปในรูปแบบใดนั้นต้องคำนึงถงึ ประเภทของอาหาร เช่น อาหาร
ไทยเหมาะกบั ไมส้ ัก ถ้าเปน็ ก๋วยเตีย๋ วเหมาะกับเฟอรน์ เิ จอร์ทมี่ รี ูปทรงทันสมยั อาหาร ประเภท Fast Food
เหมาะกบั เกา้ อท้ี ี่มีรูปทรงโคง้ มน เป็นตน้
3. สที ีเ่ หมาะกบั รา้ นอาหาร คอื สขี าว สีครมี สเี หลือง และสีนำ้ ตาลอ่อน สำหรับสที ่ไี มค่ วร นำมาใช้
ในร้านอาหาร คือ สีม่วงเข้ม สีน้ำเงิน แต่ทั้งนี้การนำสีใดมาใช้ก็แล้วแต่ จะต้องให้สัมพันธ์ กันตั้งแต่สีของ
เฟอรน์ เิ จอร์ สีของภาชนะทใ่ี ช้ สีของวัสดุตกแต่ง เชน่ แจกัน ดอกไม้ และแมก้ ระทัง่ สีของเมนดู ว้ ย
4. แสงสว่างของร้าน ขึ้นอยู่กับ Concept ของร้านที่ได้ว่าต้องการบรรยากาศแบบใด แสงนวลตา
จะทำใหส้ ขี องอาหารน่ารับประทานมากกวา่ แสงของหลอดฟลูออเรสเซนต์ หากต้องการ ความโรแมนติกก็
อาจใชโ้ คมไฟแขวนตามผนงั หรือ แขวนตามตำแหน่งของโตะ๊ อาหาร
5. การเลือกโต๊ะเก้าอ้ี โต๊ะเก้าอี้สำหรับ 1 ร้านอาหาร ควรเป็นขนาดที่ได้มาตรฐานตามสรีระของ
มนุษย์ ความสูงของเก้าอี้จากพื้นถึงเบาะรองนั่ง ประมาณ 45 ซม. โต๊ะรับประทานอาหารสูงจากพื้น ถึง
สว่ นบนสุดประมาณ 75 ซม. จัดวางใหไ้ ด้รบั ความ สะดวกในการเสริ ์ฟอาหาร การสัญจร การนั่ง และ การ
ลกุ เดิน
ขนาดของโตะ๊ อาหารข้ึนอยูก่ ับประเภทของ อาหาร อาหารประเภท Fast Food จะใชพ้ น้ื ท่ีน้อยกว่า
กว่าการรับประทานอาหารประเภทอื่น โดยเฉพาะถ้าเป็นอาหารโตะ๊ จีนจะต้องใช้โต๊ะขนาดใหญเ่ ป็นพิเศษ
เพราะอาหารจีน มีจำนวนมากและสว่ นใหญจ่ ะมาเปน็ หมู่คณะ
การจดั โต๊ะอาหารควรคำนงึ ถึงการนำมาต่อกันได้ หากจำนวนลูกคา้ ท่ีเขา้ มาเปน็ กลมุ่ ใหญ่ เช่น เดิม
จัดไว้ 4 ที่นั่ง หากลูกค้ามามากกว่านั้น อาจเป็น 6 คน หรือ 8 คน ก็จะสามารถนำโต๊ะ บริเวณเดียวกันมา
ต่อให้โตะ๊ มีขนาดใหญ่ขึ้น
รา้ นอาหาร ขอ้ มลู เพิม่ เติม
74
แบบฝึกหดั บทที่ 5
1. ร้านกาแฟมีแนวทางในการออกแบบตกแตง่ อยา่ งไร จงอธบิ าย
2. การจัดวางเฟอรน์ เิ จอร์ในรา้ นขายของชำ ควรเป็นไปในลักษณะใด
3. จงอธิบายการให้แสงสวา่ งภายในร้านขายของชำ
4. สที ีใ่ ชภ้ ายในร้านไอศกรีม ควรเป็นสีใด เพราะเหตุใด
5. สใี ดไม่ควรใช้ในร้านไอศกรีม เพราะเหตุใด
6. โทนสขี องรา้ นขายหนังสอื ควรเปน็ โทนใด เพราะเหตุใด
7. พืน้ ทใี่ ช้สอยภายในรา้ นเส้ือผ้ามอี ะไรบ้าง จงอธิบาย
8. การออกแบบตกแต่งรา้ นขายยาควรเนน้ เร่ืองใดเปน็ สำคญั
9. แสงสวา่ งภายในร้านเสรมิ สวยควรเป็นลกั ษณะใด เพราะเหตุใด
10. จงอธิบายลักษณะของโต๊ะที่ควรเลือกใชส้ ำหรบั อาหารประเภทต่างๆ ดังนี้
75
5
ขั้นตอนการปฏบิ ัติกิจกรรม
จงตอบคำถาม โดยพิจารณาจากภาพด้านลา่ ง
1. ลักษณะการตกแต่งร้านน่าสนใจหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
2. ร้านกาแฟในภาพ มจี ุดเด่นอย่างไร
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
3. หากนกั เรยี นเปน็ เจ้าของรา้ นกาแฟ นักเรียนจะตกแต่งรา้ นค้าเชน่ น้ีหรือไม่ เพราะเหตใุ ด
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................... ................................
76
บทที่ 6 งบประมาณการจดั แสดงสนิ คา้
สาระสำคัญ
การจัดแสดงสินค้า เป็นกิจกรรมที่กระทำแล้วก่อให้เกิดผลที่ตามมาคือยอดขายมักเพิ่มขึ้น
แต่ในขณะเดียว การจัดแสดงสินค้าก็จะต้องมีค่าใช้จ่าย หากค่าใช้จ่ายในการจัดแสดงสินค้าสูงมากเกินไป
จนทำให้กิจการมีกำไรนอ้ ยหรือขาดทนุ กิจการอาจไม่สามารถคงอยู่ตอ่ ไปได้ ดังนั้นเจ้าของกิจการจึงควร
กำหนดงบประมาณคา่ ใช้จา่ ยให้เหมาะสม และสัมพันธก์ บั รายไดข้ องกิจการดว้ ย
เนื้อหา 1. การประมาณคา่ ใช้จา่ ยในการจดั แสดงสนิ คา้
2. ปจั จยั ท่ใี ช้ในการพิจารณาการจัดทำงบประมาณการใชจ้ า่ ยประจำปี
3. ประเภทของคา่ ใชจ้ า่ ยในงบประมาณการจัดแสดงสินคา้
4. วิธกี ารกำหนดคา่ ใชจ้ า่ ยในการจัดแสดงสินค้า
77
การประมาณค่าใช้จ่ายในการจดั แสดงสนิ คา้
การจัดแสดงสินค้าเป็นกิจกรรมการส่งเสริมการขายที่สำคัญ และจะขาดเสียไม่ได้สำหรับ ร้านค้าปลีก
เพราะนอกจากจะช่วยในด้านยอดขายแล้ว ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์และค่านิยม ให้แก่ร้านค้าด้วย ในการ
จัดแสดงสินค้าแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ค่าใช้จ่ายใน การจัดแสดงสินค้าส่วนใหญ่
กำหนดใหอ้ ยู่ในงบประมาณการส่งเสรมิ การขาย หลังจากทีฝ่ ่ายบริหาร กำหนดงบประมาณในการส่งเสริม
การขายแล้ว ฝ่ายจัดแสดงสินค้าจะทำโครงการจัดแสดงสินค้า ประจำปีนั้น ๆ เพื่อเสนอฝ่ายบริหาร
เห็นชอบและดำเนินการต่อไป
อย่างไรก็ตาม งบประมาณในการส่งเสริมการขายนั้นไม่ควรกำหนดเป็นจำนวนที่ตายตัว เพราะ
สภาวการณ์ทางการตลาดเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนและอาจมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง เช่น
คู่แข่งขัน สภาวะเศรษฐกิจ สังคม มีการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน จึงต้องมีการปรับกลยุทธ์ ในการจัด
แสดงสนิ ค้าให้สอดคล้องกับการเปลยี่ นแปลงนนั้ ๆ
ปัจจัยทใ่ี ชใ้ นการพิจารณาการจัดทำงบประมาณการใช้จา่ ยประจำปี
ปัจจัยทีใ่ ชใ้ นการพิจารณาจัดทำงบประมาณค่าใชจ้ า่ ยสำหรับการจัดแสดงสินค้าจะสงู หรอื ต่ำ มีดงั นี้
1. ลักษณะการดำเนินงานของกิจการ
แต่ละกิจการจะมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแตกต่างกันออกไป บางกิจการมุ่งขายสินค้า ให้กับลูกค้าที่มี
รายได้สูง บางกิจการมุ่งขายสินค้าให้กับผู้ที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง ร้านค้าที่มี กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ที่มี
รายไดส้ งู ยอ่ มต้องใชง้ บประมาณในการจดั แสดงสินค้าสูงตามไปดว้ ย เนื่องจาก ต้องเลือกใช้วัสดุตกแต่งที่ดู
ดี มีราคา เพื่อจะสามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ สำหรับร้านค้า ที่มีกลุ่มลูกค้าเป้าห มายเป็นผู้ที่มี
รายไดต้ ่ำถึงปานกลางอาจใช้งบประมาณในการจัดแสดงที่นอ้ ยลงมา โดยเลือกใชว้ ัสดตุ กแตง่ ไม่หรูหรามาก
นกั เพ่อื ผลงานที่ออกมาจะทำใหล้ ูกคา้ คิดวา่ ร้านค้านี้เหมาะ กับฐานะทางเศรษฐกิจอยา่ งตน
2. ระยะเวลาของการดำเนนิ กิจการ
ร้านค้าที่เปิดดำเนินกิจการมานานจนเป็นที่รู้จักของลูกค้าแล้ว อาจใช้งบประมาณ ในการจัดแสดง
น้อยกว่าร้านค้าที่เพิ่งเปิดกิจการ เนื่องจากร้านค้าเปิดใหม่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ต้องอาศัย การจัดแสดงสินค้า
ชว่ ยสรา้ งภาพลักษณ์ และค่านิยมใหก้ ับร้าน จึงใช้งบประมาณในการจัดแสดงสนิ คา้ สงู กวา่
3. ขนาดของร้านค้า
ร้านค้าขนาดใหญ่ มีพื้นที่มาก ย่อมใช้งบประมาณในการจัดแสดงสูงกว่าร้านค้าขนาดเล็ก ที่มีพื้นที่
น้อยกว่า ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของร้านค้าด้วย เช่น ร้านค้าขนาด กลุ่มเป้าหมายเป็นลูกค้าระดับสูง
78
อาจใช้งบประมาณการจัดแสดงสนิ ค้าสูงกวา่ ร้านคา้ ขนาดใหญ่ ที่เป็นรา้ นค้าปลีกแบบให้ส่วนลด จึงไม่เน้น
การจัดแสดงสนิ ค้าภายในร้านมากนัก
4. ทำเลทตี่ ัง้ ของกิจการ
ร้านคา้ ท่ตี ง้ั อยใู่ นทำเลท่ีเป็นยา่ นการคา้ ชัน้ นำ มกี ารแข่งขันกนั สงู ย่อมตอ้ งมกี าร จดั แสดงสนิ ค้าเพ่ือ
ดงึ ดดู ความสนใจให้ผูผ้ า่ นไปมาสนใจรา้ นคา้ ของตนมากกว่าของคแู่ ข่งขนั งบประมาณการจดั แสดงสินค้าจึง
สงู กว่าร้านคา้ ทต่ี ัง้ อย่ยู า่ นชานเมอื งหรือยา่ นท่มี คี วามเจรญิ น้อยกวา่
5. สภาพของกิจการ
กิจการที่อยู่ในช่วงเจริญเติบโตต้องการเพิ่มยอดขาย จะมีการตั้งงบประมาณในการจัด แสดงสินค้า
สูงกว่ากิจการที่กำลังอยู่ในระยะถดถอย ซึ่งจะต้องมีการลดค่าใช้จ่ายลงมาบ้างเพื่อ ความอยู่รอดของ
กจิ การ
6. สภาพการแข่งขัน
ปัจจุบันร้านค้าปลีกมีการแข่งขันสูงมาก การจัดแสดงสินค้าถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ในการ
แข่งขัน ยิ่งมีการแข่งขันมากเท่าใด แต่ละกิจการย่อมต้องใช้งบประมาณในการจัดแสดงมากขึ้น เท่านั้น
ในทางตรงกันขา้ ม หากสภาพการแข่งขนั มีไม่มากนัก งบประมาณท่ีใชก้ จ็ ะน้อยลงตามไปด้วย
7. ประสบการณ์ในอดตี
เป็นการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่ผ่านมาว่าประสบผลสำเร็จมากน้อยแค่ไหน งบประมาณ
เหมาะสมหรือไม่ หากทำารูปแบบเดมิ แลว้ ประสบผลสำเร็จก็ควรปฏบิ ตั ติ ามรูปแบบเดิม โดยอาจมกี ารปรบั
ให้เข้ากับสถานการณป์ จั จบุ ันด้วย
ประเภทของค่าใชจ้ ่ายในงบประมาณการจดั แสดงสินคา้
1. เงินเดอื นประจำของพนกั งานจดั แสดงสินค้า
กิจการขนาดใหญ่จะมีฝ่ายที่รับผิดชอบหน้าที่ในการจัดแสดงสินค้า หรือที่เรียกว่า ฝ่ายจัดแสดง
สินค้า ซึ่งจะต้องมีพนักงานประจำ เช่น ผู้จัดการฝ่าย ฝ่ายศิลป์ ฝ่ายจัดแสดง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจึงเป็น
เงินเดือนของพนักงานเหล่านี้ สำหรับกิจการขนาดเล็ก หน้าที่ในการ จัดแสดงสินค้าอาจเป็นของเจ้าของ
รา้ นจงึ ไม่ต้องเสียคา่ ใช้จา่ ยในเรอื่ งของเงนิ เดือนพนักงาน
2. คา่ จ้าง
สำหรับกิจการทีไ่ ม่มีฝ่ายจดั แสดงสินค้า และเจ้าของร้านก็ไม่มีความชำนาญด้านนี้ มกนิยมจ้างผู้จดั
แสดงสินค้าที่มีความชำนาญมาเป็นผู้ดำเนินการให้ ดังนั้นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าจ้างนี้ ถือเป็นรายจ่ายที่
เกดิ ขึน้ เม่อื มีการว่าจ้าง ไม่จดั เปน็ คา่ ใชจ้ ่ายประจำ