The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by namphetnplcs, 2021-08-17 06:30:59

บรรทัดฐาน(ทฤษฎี)

ºÃ÷Ѵ°Ò¹·Ò§Êѧ¤Á






(Social Norms)

คณะกรรมการศึกษาบรรทัดฐานทางสังคมชาวมอญ








1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สถิต จำเริญ ประธานกรรมการ


2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิทักษ์ชัย เดชอุดม รองประธานกรรมการ



3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สายยนต์ ชาวอุบล กรรมการ


4. ผู้ช่วยศาสตราจารย์เอกอมร ภัทรกิจพงศ์ กรรมการ



5. อาจารย์วลัยรัตน์ โพธิสาร กรรมการ


6. อาจารย์ฐิตารีย์ เปรมวิไลศักดิ์ บุญศักดิ์ กรรมการและเลขานุการ

บรรทัดฐานทางสังคม


(Social Norms)












มนุษย์เป็นสัตว์สังคม โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ไม่
สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่คนเดียวได้ จึงต้องรวมกันอยู่เป็นหมู่

เป็นพวก เป็นกลุ่มเป็นก้อน เริ่มจากหน่วยของสังคมขนาดเล็ก
สุดในระดับครอบครัว ต่อมาเมื่อมนุษย์มีจำนวนมากขึ้นก็รวม
กันเป็นเผ่าเป็นกลุ่มชนและสุดท้ายเผ่าที่มีสายพันธุ์เดียวกันก็

รวมเข้าด้วยกันกลายเป็นกลุ่มชนใหญ่ขึ้น จนกลายเป็นรัฐ เป็น
ประเทศ การที่มนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก จำเป็นที่
ต้องมีการติดต่อสัมพันธ์กัน เพื่อแลกเปลี่ยนปัจจัยในการดำรง

ชีวิต บางครั้งมนุษย์ก็มีความต้องการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดตามใจ
ตนเองจนบางครั้งการกระทำนั้นอาจเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นไม่

พอใจ จนเกิดความขัดแย้งวุ่นวายขึ้นมาได้ มนุษย์จึงต้องสร้าง
กฎเกณฑ์ต่างๆ ขึ้นเพื่อใช้ควบคุมความประพฤติของสมาชิกใน
สังคมให้เป็นไปในทำนองเดียวกัน เพื่อให้สังคมเป็นระเบียบ

เรียบร้อยสงบสุข กฎเกณฑ์ต่างๆ








เหล่านี้ เรียกว่า บรรทัดฐานทางสังคม (Social Norms)
หรือกฎเกณฑ์ควบคุมความประพฤติของมนุษย์ ได้แก่ ศาสนา
ศีลธรรม จารีตประเพณีและกฎหมาย และมีผู้ให้ความหมายไว้

ว่าบรรทัดฐานทางสังคมหรือปทัสถาน (Norms) หมายถึง
มาตรฐานที่คนส่วนใหญ่ในกลุ่มยึดถือ เป็นแนวทางในการ
ปฏิบัติ ได้แก่ กฎ ระเบียบ แบบแผนความประพฤติต่าง ๆ โดย

แบ่งประเภทของบรรทัดฐานทางสังคม เป็น 3 ประเภท
คือ ประเภทแรก คือวิถีประชาหรือวิถีชาวบ้าน

(Folkways) ประเภทที่สอง คือ กฎศีลธรรมหรือจารีต
(Morals) และประเภทที่สาม คือกฎหมาย (Laws)
(บ้านจอมยุทธ.ออนไลน์)

ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับศีลธรรม ศาสนา และจารีตประเพณี

มีหลายประการด้วยกัน แต่กฎหมายและจารีตประเพณีต่างก็เป็นกฎเกณฑ์ที่จัด
ระเบียบของสังคมเหมือนกัน มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สังคมมีความสงบสุข ซึ่ง

กฎหมายอาจมีลักษณะแตกต่างจากฎเกณฑ์อื่นเพราะกฎหมายมีการกำหนด
โทษไว้อย่างชัดเจนและเด็ดขาดกว่า สามารถนำมาบังคับใช้ให้เกิดผลที่เป็นรูป
ธรรมได้ดีกว่า นอกจากนั้นแล้วกฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ที่ไม่อาจสามารถเกิดขึ้น

เองได้เหมือนกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ฝนตก
ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า






























แต่กฎหมายมีจุดกำเนิดหรือที่มาของกฎหมายจากศีลธรรม
ศาสนา และจารีตประเพณี ในเรื่องของศีลธรรมมีการนำมาใช้เป็น

ที่มาของกฎหมาย เช่น การที่สามีภริยาไม่มีความซื่อสัตย์ต่อกัน โดย
ภริยาไปมีชู้ซึ่งเป็นเรื่องผิดศีลธรรม กฎหมายจึงบัญญัติให้การมีชู้เป็น
เหตุให้สามีฟ้องหย่าจากภริยาได้ เป็นต้น สำหรับศาสนานั้นก็อาจจะมี

ข้อห้ามของศาสนาที่นำเอามาบัญญัติไว้ในกฎหมาย เช่น ศาสนาพุทธ
การห้ามฆ่าผู้อื่นก็อยู่ในศีลข้อที่ 1 หรือการห้ามลักทรัพย์ที่มีอยู่ในศีล
ข้อ 2 ก็นำมาบัญญัติไว้เป็นกฎหมายได้

1. ศาสนา









ศาสนา หมายถึง กฎข้อบังคับหรือคำสอนที่ได้กำหนดไว้เพื่อให้มนุษย์

ประพฤติในทางที่ควรค่าแห่งคุณงามความดี ศาสนาเป็นคำสอนของศาสดาที่
สอนให้เป็นคนดีละเว้นความชั่วและเป็นเรื่องของความเชื่อ ซึ่งข้อบังคับหรือคำ
สอนอาจไม่สามารถจะบัญญัติเป็นกฎหมายได้ เช่น คำสั่งสอนให้รักเพื่อน

มนุษย์ด้วยกัน ศาสนาย่อมกำหนดข้อห้ามจิตใจของมนุษย์ เช่น ห้ามมิให้มนุษย์
คิดร้ายต่อผู้อื่น หากบุคคลใดฝ่าฝืนคำสอนของศาสนา จะไม่ถูกลงโทษในภพนี้

แต่จะทำให้เกิดความความรู้สึกว่าจะถูกลงโทษในภพหน้าหรือชาติหน้า ซึ่งทุก
ศาสนาล้วนแต่มีหลักธรรมคำสอนที่คอยควบคุมความประพฤติของมนุษย์ให้
อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข โดยการปฏิบัติตนเป็นคนดี ละเว้นไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น









จะเห็นได้ว่าศาสนาเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันในการควบคุมความประพฤติของ
มนุษย์ แต่กฎหมายจะบังคับกับสิ่งที่มนุษย์มีการกระทำหรืองดเว้นการกระทำตามที่
กฎหมายกำหนด หากไม่มีการกระทำโดยการแสดงออกซึ่งเจตนาในจิตใจ ย่อมไม่

ถือว่าผิดกฎหมาย เช่น การคิดร้ายต่อผู้อื่น แต่ไม่ได้ลงมือทำความผิดต่อผู้ที่ตนคิดจะ
ทำร้าย ย่อมไม่มีความผิดตามกฎหมาย แต่ศาสนาย่อมกำหนดห้ามภายในจิตใจด้วย
โดยมีหลักธรรมคำสอนตั้งแต่ห้ามมิให้มีจิตคิดอคติ อาฆาตพยาบาทผู้อื่น แม้ยังไม่

ลงมือทำ ศาสนาก็ห้ามเอาไว้แล้วว่าอย่าคิดเพราะตนเองนั้นเองที่จะเป็นทุกข์ (สมยศ
เชื้อไทย. 2552 : 39) รวมทั้งในทางกฎหมายนั้น ถ้าผู้ใดฝ่าฝืนก็จะมีสภาพบังคับ

(Sanction) เกิดขึ้นทันที เช่น ถ้าฆ่าคนตายก็จะถูกจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต
เป็นต้น ส่วนทางด้านศาสนานั้นไม่มีสภาพบังคับไว้แน่นอน แต่หากผู้ใดฝ่าฝืนข้อ
บังคับทางศาสนามักจะถูกสังคมที่นับถือศาสนานั้นๆ รังเกียจไม่คบหาสมาคมด้วย

หรือเชื่อว่าจะได้รับผลกรรมในชาติหน้าซึ่งเป็นเรื่องความเชื่อทางศาสนาในเรื่อง
สังสารวัตร คือการเวียนว่ายตายเกิด

ตัวอย่างคำสอนในพุทธศาสนาก็คือ ศีล 5
หรือเบญจศีล 5 หมายถึงหลักคำสั่งสอนของ

พระพุทธเจ้าที่มอบไว้เป็นหลักธรรมและคุณธรรม
พื้นฐาน 5 ข้อ ให้พุทธศาสนิกชน ฆราวาส และพระ
ภิกษุ ยึดถือปฏิบัติตาม ดังนี้ (ไทยรัฐ. ออนไลน์)






































ศีลข้อที่ 1 ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ แปลว่า เราจะถือศีล โดยเว้น
จากฆ่าสัตว์ และการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น




ศีลข้อที่ 2 อทินฺนาทานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ แปลว่าเราจะถือศีล โดยเว้น
จากการลักทรัพย์ ลักขโมย และเอาสิ่งของผู้อื่นมาครอบครองอย่างไม่ถูกต้อง




ศีลข้อที่ 3 กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ แปลว่า เราจะถือศีล
โดยเว้นจากการประพฤติไม่เหมาะสมทางเพศ ไม่ประพฤติผิดในกาม



ศีลข้อที่ 4 มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ แปลว่า เราจะถือศีล โดยเว้น

จากการพูดโกหก และกล่าวเท็จ



ศีลข้อที่ 5 สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ แปลว่าเราจะ
ถือศีล โดยเว้นจากการดื่มสุรายาเมา อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

2. ศีลธรรม
















ศีลธรรม หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ว่าการกระทำอย่างไรเป็นการ

กระทำที่ชอบที่ควร การกระทำอย่างไรเป็นการกระทำที่ไม่ชอบไม่ควร เป็นความรู้สึก
ภายในของมนุษย์ มุ่งหมายที่จะทำให้มนุษย์พร้อมบริบูรณ์ไปด้วยความดีทั้งในทาง
ร่างกายและจิตใจ ศีลธรรมนั้นมนุษย์จะปฏิบัติหรือไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกนึกคิดเป็น

คนๆ ไป การฝ่าฝืนย่อมมีผลกระทบเพียงจิตใจของผู้ฝ่าฝืนเองมากบ้างหรือน้อยบ้าง
แล้วแต่ความรู้สึกในศีลธรรมของแต่ละบุคคล ศีลธรรมจึงเป็นความรู้สึกผิดชอบชั่วดี

ของมนุษย์ รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด รู้ว่าอะไรชอบอะไรไม่ชอบ ซึ่งศีล
ธรรมของคนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการอบรมเลี้ยงดู การศึกษา และสันดานของ
แต่ละบุคคล ดังนั้นสภาพแวดล้อมทางสังคมจะช่วยขัดเกลาความสำนึกผิดชอบชั่วดี

ภายในจิตใจของคน เช่น คนที่ไม่มีบิดามารดาค่อยสั่งสอนย่อมมีความยับยั้งชั่งใจน้อย
เมื่อทำผิดศีลธรรมแล้วจะไม่รู้สึกผิดหรือสำนึกในสิ่งที่ทำไป เป็นต้น ซึ่งหากคนในสังคม

มีศีลธรรมสูงย่อมทำให้สังคมนั้นอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเพราะต่างคนต่างรู้จักยับยั้ง
ชั่งใจในการที่จะทำสิ่งที่ผิดศีลธรรม เช่น สามีการแอบนอกใจภริยา ซึ่งบทลงโทษของ
ผู้ทำผิดศีลธรรมก็คือความทุกข์ภายในจิตใจ เป็นการลงโทษตนเองเพราะกลัวว่าภริยา

จะรู้หรือจับได้ว่าตนเองแอบนอกใจไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่น

แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างศีลธรรม

กับกฎหมายในสมัยโบราณถือว่าเป็นเรื่อง

เดียวกัน แต่ปัจจุบันแยกออกเป็นคนละ
เรื่องกัน แต่กฎหมายที่บัญญัติขึ้นก็ยังนำ

ศีลธรรมมาบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษร























เช่น ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 151 การใดเป็นการแตก

ต่างกับบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้ามิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย
หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นไม่เป็นโมฆะ บางครั้งศีลธรรมมีลักษณะที่

บังคับให้ปฏิบัติตามมากกว่ากฎหมาย เช่น การพยามฆ่าตัวตาย การคิดร้ายผู้อื่น ซึ่ง
ผิดศีลธรรมแต่ไม่ผิดกฎหมาย แต่กฎหมายบางครั้งก็เอาผิดต่อการกระทำที่ไม่ผิดศีล
ธรรมด้วย เช่น ขายสินค้าราคาแพ่งเกินอัตรา รถยนต์ไม่มีป้ายทะเบียน เป็นต้น

เรียกว่า ความผิดทางเทคนิค (Mala cum prohibita) แต่กฎหมายกับศีลธรรมก็ยังมี
ความเกี่ยวข้องกัน (สมยศ เชื้อไทย. 2552 : 39)

3. จารีตประเพณี









จารีตประเพณี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์ประพฤติ
ปฏิบัติติดต่อกันมานมนานและยอมรับว่าสิ่งที่ประพฤติ

ปฏิบัติอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องจนกลายเป็นจารีต
ประเพณี ซึ่งจารีตประเพณีมุ่งถึงสิ่งภายนอกของ
มนุษย์เท่านั้น เช่น การแต่งกาย ภาษา วิธีพูดและวิธี

ติดต่อกับบุคคลอื่น รวมถึงวัฒนธรรมด้วย จารีต
ประเพณีย่อมเป็นของเฉพาะตัวที่มีอยู่ในสังคมใด
สังคมหนึ่ง เช่น จารีตประเพณีในการค้าขาย จารีตประเพณีในการทูต เป็นต้น และ

จารีตประเพณีอาจแตกต่างกันได้ตามกาลเทศะ (สมยศ เชื้อไทย. 2552 : 41) นอกจากนี้
ยังมีจารีตประเพณีทางศาสนา จารีตประเพณีวัฒนธรรมของชนชาติไทย จารีตประเพณี





จารีตประเพณีนั้นก็อาจจะนำมาบัญญัติไว้เป็นกฎหมายใน
ภายหลังก็ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจจะมีการโต้แย้งทะเลาะวิวาท
กันในเรื่องของจารีตประเพณี รัฐก็อาจจะเข้ามาควบคุม

เช่น อาจจะมีการไปแย่งชิงลูกเมียหรือทรัพย์สินของผู้อื่น
ผู้ที่ได้รับความเสียหายก็อาจจะมีความรู้สึกรุนแรง โกรธแค้น ก็

อาจจะใช้กำลังเข้าไปต่อสู้เพื่อป้องกันช่วยเหลือตัวเอง ซึ่งอาจจะ
เป็นเรื่องที่เกิดความสับสนยุ่งยาก ดังนั้นรัฐก็อาจจะเข้าไปแก้ไข
โดยการที่จะไปดำเนินการเอากับผู้กระทำความผิดนั้นเอง เอาตัว

มาลงโทษอาจจะมีการจำคุก กักขัง ประหารชีวิต หรืออาจจะขับ
ออกไปจากสังคม คือ เนรเทศออกไปก็ได้ ดังนั้นการที่รัฐเข้ามา

ดำเนินการกับผู้ที่กระทำความผิดตามจารีตประเพณีเช่นนี้ก็คือ
ว่าเป็นการเริ่มต้นการใช้อำนาจของสังคมเข้ามาบังคับตาม
ประเพณี ซึ่งเรียกว่าเป็นกฎหมายประเพณีก็ได้ กฎหมาย

ประเพณีเกิดขึ้นในระยะแรกๆ เป็นกฎเกณฑ์ความประพฤติที่รู้
กันในบรรดาสมาชิกของสังคมว่าจะต้องไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับลูกเมีย
ของคนอื่น ไม่ไปทำร้ายร่างกายของคนอื่น ไม่ไปแย่งชิงทรัพย์สิน

ของอื่น หรือจะแต่งงานกับคู่รักก็ต้องปฏิบัติตามประเพณีโดย
ต้องไปสู่ขอกับบิดามารดาของหญิงสิ่งเหล่านี้ก็ประพฤติปฏิบัติ
กันมาเป็นเวลานานและก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนยากที่จะจดจำจารีต

ประเพณีนั้นได้อย่างครบถ้วน

จึงได้มีการนำเอาจารีตประเพณีนั้นมาบันทึกไว้เป็นตัวอักษรหรือตัวหนังสือก็ได้

เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 บัญญัติว่า
“กฎหมายนั้น ต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่ง
กฎหมายตามตัวอักษร หรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ

เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตามจารีตประเพณี
แห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่

ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และถ้าบทกฎหมายเช่นนั้นก็ไม่มีด้วย ให้วินิจฉัยตามหลัก
กฎหมายทั่วไป”

4. กฎหมาย









จากคำกล่าวที่ว่า ที่ไหนมีสังคมที่นั่นมีกฎหมาย (Ubi societas, Ibi jus) เมื่อ
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ไม่อาจอยู่ตามลำพังได้ กฎหมายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับมนุษย์ในอันที่จะมีกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ หรือแบบแผนความประพฤติของ
มนุษย์ให้อยู่ด้วยกันเป็นสังคมได้อย่างปกติสุข ดังนั้นกฎหมายจึงมีลักษณะเป็นกฎ

เกณฑ์แบบแผนความประพฤติของมนุษย์ในสังคมซึ่งมีกระบวนการบังคับที่เป็น
กิจจะลักษณะ (Organized Sanction) ทั้งกระบวนการในการตรากฎหมาย และ
กระบวนการในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งกฎหมายเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นและ

กฎหมายเป็นเหตุผลที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ ซึ่งนับเป็นข้อโต้แย้งทางวิชาการสอง
แนวทาง (ปรีดี เกษมทรัพย์. 2526 : 270) คือ แนวหนึ่งคิดว่ากฎหมายคือกฎ

เกณฑ์ความประพฤติของมนุษย์ เกิดจากมนุษย์หรือพระผู้เป็นเจ้าจงใจกำหนดขึ้น
ส่วนอีกแนวหนึ่งเห็นว่า กฎหมาย คือสิ่งที่ก่อตัวขึ้นเองในสังคมมนุษย์ แล้วค่อยๆ
คลี่คลายวิวัฒนาการเรื่อยๆ โดยมิได้เริ่มต้นหรือเกิดขึ้นเพราะถูกสร้างขึ้นด้วยความ

จงใจของมนุษย์คนใดคนหนึ่ง ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะที่แท้จริงของ
กฎหมายตามเนื้อความและตามแบบพิธี ดังนั้น กฎหมายจึงหมายถึงกฎเกณฑ์ที่เป็น
แบบแผน (Norm) ความประพฤติของมนุษย์ในสังคมซึ่งมีกระบวนการบังคับที่เป็น

กิจจะลักษณะ (Organized Sanction) (สมยศ เชื้อไทย. 2550 : 71) ส่วนกฎหมาย
ตามแบบพิธี หมายความถึงกฎหมายที่ออกมาโดยวิธีบัญญัติกฎหมาย โดยไม่ต้อง
คำนึงว่ากฎหมายนั้นจะเป็นกฎหมายตามเนื้อความหรือไม่ เช่น พระราชบัญญัติงบ

ประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ตัวอย่างของกฎหมายตามแบบ
พิธี ได้แก่ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง และข้อ

บัญญัติท้องถิ่น (สมยศ เชื้อไทย. 2552. 43)

สามารถจำแนกลักษณะของกฎหมายได้ 4 ประการ ดังนี้




1. กฎหมายต้องมีลักษณะเป็นเกณฑ์ (norm) นั้น กล่าวคือ กฎหมายต้องเป็นข้อ
บังคับที่ใช้วัดและใช้กำหนดความประพฤติของสมาชิกของสังคมได้ว่าถูกหรือผิด ให้

กระทำการได้หรือห้ามกระทำการ ในกรณีให้กระทำการ เช่น ผู้มีเงินได้พึงประเมินถึง
เกณฑ์ก็ต้องเสียภาษีเงินได้ให้แก่รัฐบาล หรือชายไทยที่มีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ต้องไป

รับหมายเลือกทหารกองเกิน ในกรณีที่ห้ามมิให้กระทำการ เช่น ห้ามบุกรุกเข้าไปใน
เคหะสถานของผู้อื่นหรือเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยไม่อนุญาต ซึ่งหากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ยอม
ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ถือเป็นสิ่งที่ผิดและจะต้องได้รับโทษ ดังนั้น สิ่งใดที่ไม่มี

ลักษณะเป็นกฎเกณฑ์ที่เป็นข้อบังคับความประพฤติของมนุษย์ในสังคม สิ่งนั้นก็ไม่ใช่
กฎหมาย เช่น ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเชิญชวนคนไทยปลูกต้นไม้เนื่องในโอกาส

พิเศษ หรือคำเชิญชวนของนายกรัฐมนตรีที่ขอให้คนไทยช่วยกันประหยัดพลังเพื่อลด
ปัญหาโลกร้อน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ข้อกำหนดที่มีลักษณะบ่งบอกว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก
จึงไม่ใช่กฎหมาย







2. กฎหมายต้องกำหนดความประพฤติของบุคคล ซึ่งคำว่าความประพฤติ
(behavior) ในที่นี้ได้แก่การเคลื่อนไหวหรือไม่เคลื่อนไหวร่างกายภายใต้การควบคุมของ
จิตใจ รวมไปถึงกระทำการหรืองดเว้นกระทำอย่างใดที่ต้องอาศัยร่างกายเคลื่อนไหว เช่น

นายมานะอยากให้นายวีระได้รับบาดเจ็บจึงใช้มีดฟันแขนของนายวีระโดยรู้อยู่ว่าการใช้
มีดฟันนายวีระเช่นนี้ จะทำให้นายวีระได้รับอันตรายแก่กายได้ เรียกการกระทำนี้ว่านาย
มานะมีเจตนาทำร้ายร่างกายของนายวีระการที่นายมานะเงื้อมมีดขึ้นฟันแขนของนาย

วีระเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายภายใต้การบังคับของจิตใจ แต่นายอัคนีนอนอยู่แล้วหลับ
ฝันละเมอเดินมาที่ห้องครัวหยิบมีดขึ้นไปที่ห้องนอนแล้วใช้มีดแทงนางฟ้าภริยาจนถึงแก่

ความตาย แม้นายอัคนีจะมีการเคลื่อนไหวร่างกาย แต่เป็นการเคลื่อนไหวนอกเหนือการ
ควบคุมของจิตใจ ฉะนั้น กรณีนี้กฎหมายจึงไม่เข้ามาควบคุมการเคลื่อนไหวเช่นนี้ เมื่อ
กฎหมายต้องกำหนดถึงความประพฤติของมนุษย์ ถ้าเป็นสัตว์กระทำให้มนุษย์เสียหาย

กฎหมายไม่ลงโทษสัตว์ แต่อาจลงโทษมนุษย์ผู้เป็นเจ้าของสัตว์นั้น เช่น ประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 433 กรณีสัตว์ก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้เป็นเจ้าของ

หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหาย

3. กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ กล่าวคือกฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ที่กำหนดความ
ประพฤติของมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์จำต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ จึงจำเป็นต้องมีสภาพ
บังคับในกรณีที่มีการฝ่าฝืนกฎเกณฑ์กฎหมายใดไม่มีสภาพบังคับ ไม่เรียกว่าเป็น

กฎหมาย ซึ่งสภาพบังคับ (Sanction) ของกฎหมายก็คือโทษต่างๆ ในกฎหมายอาญา
ได้แก่ การประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน ส่วนสภาพบังคับของกฎหมาย
แพ่ง ได้แก่ การกำหนดให้การกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายนั้นตกเป็นโมฆะหรือโมฆียะ ค่า

เสียหายฐานผิดสัญญา ค่าสินไหมทดแทน การคืนทรัพย์สิน และการชดใช้ราคา





4. กฎหมายต้องมีกระบวนการบังคับที่เป็นกิจจะลักษณะ (Organized

sanction or organized enforcement) (ปรีดี เกษมทรัพย์. 2526 : 273) ทั้งนี้สภาพ
บังคับของกฎหมายนั้นจะต้องมีกระบวนการที่แน่นอนโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในอดีต

การบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายบางครั้งใช้ระบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ทำให้ผู้อื่น
ถึงแก่ความตาย คนทำให้เขาตายก็ต้องตายตกไปตามกัน แต่ในการปกครองสมัยใหม่
นี้เป็นการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจไว้ กล่าวคือรัฐเป็นศูนย์รวมอำนาจ ทั้งการออก

กฎหมายก็จะออกมาจากรัฐ การบังคับใช้กฎหมายก็ต้องกระทำโดยรัฐหรือเจ้าหน้าที่
ของรัฐ รัฐสมัยใหม่จะไม่ยอมให้มีการบังคับกฎหมายโดยประชาชน เพราะจะทำให้คน

ที่แข็งแรงกว่าใช้กำลังบังคับคนที่อ่อนแอกว่า ซึ่งจะทำให้สังคมวุ่นวาย และเนื่องจาก
กฎหมายมีกระบวนการบังคับที่เป็นกิจจะลักษณะเช่นนี้จึงทำให้กฎหมายมีลักษณะเป็น
กฎเกณฑ์ควบคุมความประพฤติของมนุษย์ซึ่งแตกต่างจากศีลธรรม ศาสนา หรือจารีต

ประเพณี กระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่รวมศูนย์อยู่ที่รัฐนี้กระทำโดยผ่านองค์กร
ต่างๆ เช่น ตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ เป็นต้นเช่นถ้าใครกระทำผิดกฎหมายก็จะมี
ตำรวจคอยจับกุม มีอัยการทำหน้าที่ฟ้องผู้นั้นต่อศาล ศาลจะเป็นผู้พิจารณาลงโทษ

และเมื่อศาลตัดสินลงโทษแล้วก็จะส่งไปจำคุกโดยอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่
ราชทัณฑ์ต่อไป







ดังนั้น ศาสนา ศีลธรรม จารีตประเพณี และกฎหมาย ต่างเป็นเครื่องมือในการควบคุม

ความประพฤติของมนุษย์ในสังคมให้อยู่กันอย่างสงบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบัน
การดำเนินชีวิตในสังคมไม่อาจจะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือควบคุมความประพฤติของมนุษย์
ได้เพียงอย่างเดียว จากลักษณะของมนุษย์เป็นสัตว์สังคมอยู่รวมกันเป็นกลุ่มทำให้มนุษย์ไม่

อาจจะอยู่ตามลำพังได้ ต่างต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เป็น
ความจำเป็นทางธรรมชาติของสังคม ดังนั้นกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติจะเข้ามาควบคุมความ
ประพฤติของมนุษย์ด้วย เช่น ศีลธรรม จารีตประเพณี รวมทั้งความเชื่อทางศาสนา ซึ่งกฎ

เกณฑ์หรือแบบแผนเหล่านี้มีความอ่อนไหวส่งผลทางด้านภายในจิตใจของมนุษย์ ส่วน
กฎหมายเป็นเรื่องภายนอกจิตใจของมนุษย์ที่เกิดจากความต้องการจำเป็นจะควบคุมความ

ประพฤติของมนุษย์ให้บังเกิดผลอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยใน
สังคม ลดความขัดแย้งในสังคมทำให้สังคมอยู่กันอย่างมีความสุขมากขึ้น

เอกสารอ้างอิง


ไทยรัฐ. (2564). ศีล 5 ข้อ หลักคุณธรรมพื้นฐานของชาวพุทธ มีอะไรบ้าง? . [ออนไลน์]. แหล่งที่มา :
https://www.thairath.co.th/horoscope/belief/2077740 [27 เมษายน 2564].
บ้านจอมยุทธ. (2543). องค์ประกอบของการจัดระเบียบสังคม. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา :
https://www.baanjomyut.com/library_3/extension-
5/social_organization/01.html [8 สิงหาคม 2564].
ปรีดี เกษมทรัพย์. (2526). กฎหมายแพ่ง : หลักทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : คณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
สมยศ เชื้อไทย. (2550). หลักกฎหมายมหาชนเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: วิญญูชน.
_________. (2552). ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 17. กรุงเทพฯ :
สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
หยุด แสงอุทัย. (2538). ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป. กรุงเทพฯ : ประกายพรึก .


Click to View FlipBook Version