ประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย หลงัจากมีการสถาปนาอาณาจกัรสุโขทยัข้ึ นเป็ นราชธานีและมีพอ่ขนุศรีอินทรา ทิตย ์ เป็ นปฐมกษตัริยแ ์ ลว ้ พระองคท ์ รงดูแลพระราชอาณาจกัรและบา รุงราษฏรเป็ นอยา่ง ดีพระมหากษตัริยพ ์ ระองคท ์ ี่สาม พอ่ขนุรามคา แหงมหาราช ทรงพระปรีชาสามารถท้งัใน ด้านนิรุกติศาสตร์ การปกครองกฎหมายวิศวกรรม ศาสนาความสมัพนัธ ์ ระหวา่ง ประเทศ เป็ นต้น ผลงานของพระองค์ที่ปรากฏให้เห็น อาทิ ศิลาจารึกที่ค้นพบในสมัยของ พระบาทสมเดจ ็ พระนงั่เกลา ้ เจา ้ อยหู่วัที่อธิบายถ ึ งความเป็ นมาลีลาชีวิตของชาวสุโขทยั โบราณ น้า พระทยัของพระมหากษตัริย ์ การพิพากษาอรรถคดีฯลฯ นอกจากน้ียงัมีผลงาน ทางวิศวกรรมชลประทาน คือ เขื่อนสรีดภงค์ที่เป็ นการกกัเกบ ็ น้า ไวใ้ ชใ้ นยามแลง ้ มีการทา ท่อส่งน้า จากตวัเข ื่อนมาใชใ้ นเม ื อง พระมหากษัตริย์ที่ทรงท านุบ ารุงศาสนามากที่สุดคือ พระเจ้าลิไท ในรัชสมัยของ พระองค์มีการสร้างวัดมากที่สุด กษัตริย์พระองค์สุดท้ายในฐานะรัฐอิสระ คือ พระมหา ธรรมราชาที่4 (บรมปาล) ต่อจากน้นัอาณาจกัรไดถ ู้กแบ่งส่วนออกเป็ นของอาณาจกัร
อยธุยาและอาณาจกัรลา ้ นนาจนในที่สุด อาณาจกัรท้งัหมด กถ ็ูกรวมศูนย ์ เขา ้ เป็ นดินแดน สวนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา เนื้อหา • 1ความเจริญรุ่งเร ื อง o 1.1ดา ้ นเศรษฐกิจ o 1.2ด้านสังคม ความเชื่อ และศาสนา o 1.3ด้านความเชื่อและศาสนา o 1.4ด้านการปกครอง ▪ 1.4.1ในแนวราบ ▪ 1.4.2ในแนวดิ่ง o 1.5ความสมัพนัธ ์ กบัต่างชาติ ▪ 1.5.1จักรวรรดิมองโกล • 2อ้างอิง • 3สารบัญ ความเจริญรุ่งเร ื อง[แกไ้ ข | แกไ้ ขตน ้ ฉบบั ] ด้านเศรษฐกิจ[แกไ้ ข | แกไ้ ขตน ้ ฉบบั ] สภาพเศรษฐกิจสมยัสุโขทยัเป็ นระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ดงัขอ ้ ความปรากฏใน หลักศิลาจารึกหลักที่ 1 "…ใครจกัใคร่คา ้ ชา ้ งคา ้ ใครจกัใคร่คา ้ มา ้ คา ้ ใครจกัใคร่คา ้ เงินคา ้ ทองค้า…" และ"...เม ื องสุโขทยัน้ีดีในน้า มีปลาในนามีขา ้ ว..." ประชาชนประกอบ
อาชีพเกษตรกรรมด้วยระบบการเกษตรแบบพ่ึ งพาธรรมชาติเช่นสงัคมไทยส่วนใหญ่ใน ชนบทปัจจุบัน ด้านสังคม ความเชื่อ และศาสนา[แกไ้ ข | แกไ้ ขตน ้ ฉบบั ] การใชช ้ีวิตของผคู้ นในสมยัสุโขทยัมีความอิสระเสรีมีเสรีภาพอยา่งมากเน ื่องจาก ผปู้ กครองรัฐใหอ ้ิสระแก่ไพร่ฟ้ าและปกครองผใู้ ตป้ กครองแบบพอ่กบัลูก ดงัปรากฏ หลกัฐานในศิลาจาร ึ กวา่"…ด้วยเสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลื่อน เสียงขับ ใครจักมกัเล่น เล่น ใครจกัมกัหวัหวั ใครจกัมกัเล ื่อน เล ื่อน…" ด้านความเชื่อและศาสนา[แกไ้ ข | แกไ้ ขตน ้ ฉบบั ] สงัคมยคุสุโขทยัประชาชนมีความเช ื่อท้งัเร ื่องวิญญาณนิยม (Animism) ไสย ศาสตร์ ศาสนาพราหมณ์ฮินดู และพุทธศาสนา ดังปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกหลักที่ 1 ดา ้ นที่3วา่"…เบ้ื องหวันอนเม ื องสุโขทยัน้ีมีกฎุิวิหารปู่ครูอยู่มีสรีดภงส ์ มีป่าพร ้ าว ป่า ลาง ป่าม่วง ป่าขาม มีน้า โคก มีพระขระพงุผีเทพยาดาในเขาอนัน้นัเป็ นใหญ่กวา่ทุกผใีน เม ื องน้ีขนุผใู้ ดถ ื อเม ื องสุโขทยัน้ีแลว ้ ไหวด ้ีพลีถูกเม ื องน้ีเที่ยวเม ื องน้ีดีผไิหวบ ้ ่ดีพลีบ่ถูก ผใีนเขาอนัน้นับ่คุม ้ บ่เกรง เม ื องน้ีหาย…"
ส่วนดา ้ นศาสนาไดร ้ับอิทธิพลจากพทุธศาสนานิกายเถรวาทแบบลงักาวงศ์จาก นครศรีธรรมราช ในวนัพระจะมีภิกษุเทศนาสงั่สอน ณ ลานธรรมในสวนตาล โดย ใช้ พระแท่นมนงัคศิลาอาสน ์เป็ นอาสนะสงฆ์ ในการบรรยายธรรมให้ประชาชนฟัง ยงัผลใหป้ ระชาชนในยคุน้ีนิยมปฏิบตัิตนอยใู่นศีลธรรม มีการถ ื อศีลโอยทานกนัเป็ นปกติ วิสัย ท าให้สังคมโดยรวมมีความสงบสุขร่มเยน ็ ด้านการปกครอง[แกไ้ ข | แกไ้ ขตน ้ ฉบบั ] ดา ้ นการปกครองสามารถแยกกล่าวเป็ น 2แนว ดงัน้ี ในแนวราบ[แกไ้ ข | แกไ้ ขตน ้ ฉบบั ] จดัการปกครองแบบพอ่ ปกครองลูกกล่าวค ื อผปู้ กครองจะมีความใกลช ้ิดกบั ประชาชน ให้ความเป็ นกนัเองและความยตุิธรรมกบั ประชาชนเป็ นอยา่งมากเม ื่อ ประชาชนเกิดความเด ื อดร ้ อนไม่ไดร ้ับความเป็ นธรรม สามารถร ้ องเรียนกบัพอ่ขนุ โดยตรงได ้โดยไปสนั่กระดิ่งที่แขวนไวท ้ี่หนาประตูที่ประทับ ดังข้อความในศิลาจารึก ้ ปรากฏวา่"…ในปากประตูมีกระดิ่งอนัหน่ึ งไวห ้้นั ไพร่ฟ้ าหน้าใส…" นนั่ค ื อเปิด โอกาสใหป้ ระชาชนสามารถมาสนั่กระดิ่งเพ ื่อแจง ้ ขอ ้ ร ้ องเรียนได ้ ในแนวดิ่ง[แกไ้ ข | แกไ้ ขตน ้ ฉบบั ] ไดม ้ีการจดัระบบการปกครองข้ึ นเป็ น 4 ชนช้นัค ื อ พอ่ขนุเป็ นชนช้นัผปู้ กครองอาจเรียกช ื่ออยา่งอ ื่น เช่น เจา ้ เม ื อง พระมหาธรรมราชา หากมีโอรสกจ ็ ะเรียก"ลูกเจา ้" ลุกขุน เป็ นขา ้ ราชบริพารขา ้ ราชการที่มีตา แหน่งหนา ้ ที่ช่วงปกครองเม ื องหลวง หวั เม ื องใหญ่นอ ้ ยและภายในราชสา นกัเป็ นกลุ่มคนที่ใกลช ้ิดและไดร ้ับการไวว ้ างใจจากเจา ้ เม ื องใหป้ ฏิบตัิหนา ้ ที่บา บดัทุกขบ ์ า รุงสุขแก่ไพร่ฟ้ า
ไพร่หร ื อสามญัชน ไดแ ้ ก่ราษฎรทวั่ ไปที่อยใู่นราชอาณาจกัร(ไพร่ฟ้ า) ทาส ไดแ ้ ก่ชนช้นัที่ไม่มีอิสระในการดา รงชีวิตอยา่งสามญัชนหร ื อไพร่ (อยา่งไรก ็ ตามประเด ็ นทาสน้ียงัคงถกเถียงกนัอยวู่า่มีหร ื อไม่) ความสัมพันธ์กับต่างชาติ[แกไ้ ข | แกไ้ ขตน ้ ฉบบั ] จักรวรรดิมองโกล[แกไ้ ข | แกไ้ ขตน ้ ฉบบั ] กองทพัจกัรวรรดิมองโกลแผแ่สนยานุภาพโดดเด่นที่สุดเป็ นช่วงเดียวกบัการต้งักรุง สุโขทยั ในปีค.ศ. 1257 ซ่ึ งเป็ นอาณาจกัรของตนอยา่งแทจ ้ ริงเป็ นคร้ังแรก หลกัฐานสา คญั ในพงศาวดารหงวนฉบบัเก่า เล่มที่2แปลเร ื่องราวการติดต่อระหวา่ง อาณาจกัรสุโขทยักบัราชวงศม ์ องโกลไดส้ รุปไวว ้ า่กบุไลข่านทรงปร ึ กษาขนุนาง ขา ้ ราชการระดบัสูงเกี่ยวกบัการเตรียมทพัไปปราบปรามแควน ้ ต่างๆ ทางใต ้ มีสุโขทยั ละโว ้สุมาตราและอ ื่นๆ เป็ นเม ื องข้ึ น ปรากฏวา่ขนุนางช ื่อเจี่ย หลู่น่าต ๋ าไม่เห ็ นดว ้ ยและ ได้กราบบังคมทูลเสนอแนะให้ทรงชักชวนให้ผู้น าดินแดนต่างๆ อ่อนนอ ้ มยอมสนบัสนุน ก่อน หากไม่ยอมจ ึ งยกกองทพัไปโจมตีนี่ค ื อเหตุผลประการหน่ึ งที่กบุไลข่านทรงส่งคณะ ทูตไปเจริญสมัพนัธไมตรีและขอใหส้ ่งเคร ื่องราชบรรณาการไปยงัราชสา นกัมองโกล เพ ื่อแสดงความจงรักภกัดีต่ออาณาจกัรมองโกล ปราฏวา่มีอาณาจกัรในดินแดนต่างๆ กวา่ 20อาณาจกัรยอมรับขอ ้ เสนอรวมท้งัอาณาจกัรสุโขทยัดว ้ ย(ช่วงระหวา่งประมาณ ค.ศ. 1282 พงศาวดารหงวนฉบบัเก่า เล่มที่12 เป็ นหลกัฐานสา คญัที่กล่าวถ ึ งคณะทูตชุดแรก จากอาณาจกัรมองโกลในสมยักบุไลข่าน เดินทางมายงัอาณาจกัรสุโขทยัในเด ื อน พฤศจิกายนปีค.ศ. 1282 ทูตคณะน้ีนา โดยเหอจีจี่นายทหารระดบัสูงเป็ นหวัหนา ้ คณะแต่ ขณะนงั่เร ื อแล่นผา่นฝั่งทะเลอาณาจกัรจามปาไดถ ู้กจบักมุและถูกประหารชีวิต ผลจาก
คณะทูตน้ีถูกประหารชีวิตก่อนจะเดินทางไปยงัอาณาจกัรสุโขทยัทา ใหอ ้ าณาจกัรสุโขทยั ไม่ทราบวา่มองโกลพยายามส่งทูตมาติดต่อ พงศาวดารหงวนฉบบัเก่า เล่มที่17กล่าวถ ึ งคณะทูตมองโกลชุดที่สองเดินทางมายงั อาณาจกัรสุโขทยัในปีค.ศ. 1292 ภายหลงัจากขา ้ หลวงใหญ่ฝ่ายรักษาความสงบเรียบร ้ อย ของมณฑลกวางตุง ้ ไดส้ ่งคนอญัเชิญพระราชสาส ์ นอกัษรทองคา ของกษตัริยแ ์ ห่ง อาณาจกัรสุโขทยัไปยงันครหลวงข่านมาลิก(ตา ้ ตูหร ื อปักกิ่งปัจจุบนั )คณะทูตมองโก ลชุดที่สองได้อัญเชิญพระบรมราชโองการของกบุไลข่านใหพ ้ อ่ขนุรามคา แหงเสร ็ จไปเฝ้ า พระบรมราชโองการน้ีแสดงใหเ ้ ห ็ นนโยบายของอาณาจกัรมองโกลเรียกร ้ องใหผ ้ นู้ า ของ อาณาจกัรต่างๆ ไปเฝ้ ากบุไลข่าน แต่มิไดบ ้ งัคบัใหเ ้ป็ นไปตามน้ีซ่ึ งจะเห ็ นไดว ้ า่พอ่ขนุ รามคา แหงกม ็ิไดป้ ฏิบตัิตามแต่ประการใด พงศาวดารหงวนฉบบัเก่า เล่มที่18 กบุไลข่านไดส้ ่งคณะทูตชุดที่สามมา สุโขทัย โดยไดอ ้ ญัเชิญพระบรมราชโองการใหพ ้ อ่ขนุรามคา แหงเสดจ ็ไปเฝ้ า หากมี เหตุขดัขอ ้ งใหส้ ่งโอรสหร ื อพระอนุชาและอา มาตยผ ์ใู้ หญ่เป็ นตวัประกนั ซ่ึ งปรากฏวา่ พอ่ขนุรามคา แหงกม ็ิไดป้ ฏิบตัิตาม แต่ส่งคณะทูตนา เคร ื่องราชบรรณาการไปแทน[1]