The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by fuangfacra, 2021-08-26 03:02:37

หน่วยที่ 1

วัตถุประสงค์การเรย นรู้
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์
1. อธบิ ายกลไกการเกิดภยันตรายต่อเซลล์ได้
2. อธบิ ายความหมายการปรบั ตัวและการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ได้
3. อธบิ ายความหมายและจาํ แนกความแตกต่างระหว่างเนื้องอกและมะเรง็ ได้ 4. อธบิ ายสาเหตุและปจจยั ของการเกิดมะเรง็ ได้
5. อธบิ ายกลไกการเกิดโรคมะเรง็ และการแพรก่ ระจายของมะเรง็ ได้
6. จาํแนกความรุนแรงของโรคมะเรง็ได้
7. อธบิ ายความผิดปกของโรคทางพันธุกรรมของโครโมโซม
8. อธบิ ายความผิดปกติของยนี เดี่ยว
เซลล์ (Cell)
เซลล์ คือ หน่วยชวี ต พื้นฐานของรา่ งกาย ในธรรมชาติมีเซลล์อยู่ 2 ประเภท คือ เซลล์ยูคารโ อต (Eukaryotic cells) และ เซลล์โปรคารโ อต (Prokaryotic cells) ความแตกต่างที่สําคัญของเซลล์ 2 ประเภทนี้ คือ การมีหรอ ปราศจากเยื่อหุ้มของสารพันธุกรรม (Deoxyribonucleic acid, DNA) ในเซลล์โปรคารโ อต สาร DNA จะกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในของเหลว ภายในเซลล์ (Cytoplasm, ไซโทพลาสซึม) ไม่มีเยื่อหุ้มเซลล์ เพื่อแบ่งแยก เปนสัดส่วน เหมือนในเซลล์ยูคารโ อต ซึ่ง DNA จะรวมกันอยู่เปนสัดส่วนตรงกลางเซลล์และมีเยื่อหุ้มล้อมรอบ นั่นคือส่วนที่เรย กว่า นิวเคลียส (Nucleus)
เซลล์เปนหน่วยชวี ต ที่เล็กที่สุดของรา่ งกายมีความสามารถอยู่ได้ด้วยตัวของมันเองอย่างเปน อิสระภาย ใต้ภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมที่เซลล์สามารถคงอยู่ได้อย่างอิสระเพราะมี
1. ยีน (Gene) หนึ่งชุดที่บรรจุข้อมูลที่จาํ เปนของเซลล์ ทําให้ให้เซลล์มามารถสังเคราะห์สาร โมเลกุลใหญ่ ทําให้เซลล์สามารถสังเคราะห์สารโมเลกุลขนาดใหญ่สําหรบั การทํางานต่าง ๆ ภายในเซลล์ และข้อมูลเหล่านี้สามารถถ่ายทอดไปยังเซลล์ที่เกิดใหม่ได
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 1
ปรมัตถ์ กิจจานุกิจวัฒนา คณิตราพร ประกอบกิจ


2. กลไกการถ่ายทอดพลังงานจากสารอาหารเพื่อนํามาใชใ้ นกระบวนการต่างๆที่จาํ เปนสําหรบั การเจรญ เติบโตการเคล่ือนไหวและการสืบพันธุเ์ปนต้น
3. เยื่อหุ้มเซลล์ (Cell membrane, Plasma membrane) เปนขอบเขตแบ่งแยก องค์ประกอบต่างๆ ของเซลล์ออกจากส่ิงแวดล้อม
กระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ จําแนกออกได้เปน 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ กระบวนการสังเคราะห์ (Synthesis) ซึ่งเปนกระบวนการที่สรา้ งสารโมเลกุลใหญ่ ๆ เช่น โปรตีน ไกลโคเจน และไลปด เพื่อใช้ภายในเซลล์ หรอ ส่งออกนอกเซลล์ และ กระบวนการสลาย (Degradation) ซึ่งเปนกระบวนการสลาย หรอ ย่อยสารโมเลกุล ใหญ่ ๆ ลง เพื่อให้ได้พลังงาน สําหรบั ใชใ้ นกระบวนการต่างๆ ต่อไป กระบวนการท้ังสองนี้เรย กรวมว่า เมแทบอลิซึม (Metabolism)
องค์ประกอบของเซลล์ แบ่งเปน 3 ส่วนดังนี้
1. เยื่อหุ้มเซลล์ (Cell membrane) ทําหน้าที่ชว่ ยให้เซลล์คงรูป ปองกันอันตรายที่จะเข้าสู่เซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ มีองค์ประกอบหลักคือ โปรตีน ไขมัน คารโ์ บไฮเดรต สัดส่วนขององค์ประกอบทั้งสามใน เซลล์จะแตกต่างกัน ปจจุบันเชื่อว่าโครงสร้างของเย่ือหุ้มเซลล์เปนแบบ ฟลูอิดโมซาอิค (Fluid – mosaic model) ตามแบบจําลองนี้ โครงสร้างหลักของ เย่ือหุ้มเซลล์ประกอบด้วย ไขมัน ซึ่งเรย งตัวกันเปนสองชั้น หันปลายด้านหาง ที่ประกอบด้วย กรดไขมันซึ่งไม่ชอบนาเข้าหากัน ส่วนด้านหัวซง่ึ ชอบนาหันออกคนละด้าน เรย กว่า ลิปดไบแลเยอร์ (Lipid bilayer)
2. นิวเคลียส (Nucleus) เซลล์ทุกเซลล์ของรา่ งกาย (ยกเว้นเซลล์เม็ดเลือดแดงของสัตว์เลี้ยงลูก ด้วยนม) จะมีนิวเคลียส ภายในนิวเคลียสประกอบด้วยโปรตีน DNA และ RNA (Ribonucleic acid) สําหรบั เซลล์ท่ีไม่ได้กําลังแบ่งตัว DNA จะรวมกับ โปรตีนและปรากฎให้เห็นเปนกลุ่มก้อน เรย กว่า โครมาติน (Chromatin) ส่วนเซลล์ที่กําลังแบ่งตัว DNA และโปรตีน จะมีการรวมตัวกันแน่นปรากฎให้ เห็นในรูปของ โครโมโซม (Chromosome) แต่ละโครโมโซม คือ 1 โมเลกุลของสารประกอบ เชงิ ซอ้ น DNA และ โปรตีน
3. ออรแ์ กเนลล์ (Organelles) คือ อนุภาคที่ทํางานได้ภายในเซลล์ ทุกเซลล์จะประกอบด้วย นา โปรตีน ไลปด คารโ์ บไฮเดรต และเกลือแร่ สารเคมีเหล่านี้เปนองค์ประกอบพื้นฐานของเซลล์และ ออรแ์ กนเนล โครงสรา้ งของเซลล์ ยูคารโ อต แบ่งเปน 2 ส่วน คือ นิวเคลียส และ ไซโทพลาสซมึ ในไซ โทพลาสซมึ จะประกอบด้วย ไซโทโซล (Cytosol, ของเหลวภายในเซลล)์
หน้าที่ของเซลล์
1.สรา้ งสารและพลงั งานเพื่อการดํารงค์ชวี ต โดยได้รบั สารอาหารจากการดูดซมึ ของสําไส้ทางระบบท างเดิน อาหารและออกซเิ จนจากการทํางานของระบบทางเดินหายใจ
2.ขับของเสียออกจากเซลล์ โดยการทํางานของ lysosome และกําจดั ออกจากรา่ งกายทางระบบ ขับถ่าย ระบบหายใจ และผิวหนัง
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 2


3. ควบคุมความสมดุลของสารชีวเคมีในรา่ งกายให้เหมาะแก่การใช้งาน โดยยอมให้สารผ่านเข้า ออกเซลล์ ตามเกณฑ์กําหนด
4. ตอบสนองต่อส่ิงกระตุ้น โดยการเปนตัวนําส่งข้อมูล อาจเปนในรูปของคลื่นสัญญาณ หรอ กระแสไฟฟา ผา่ นผนังเซลล์ไปยังเปาหมาย เซลล์ที่ทําหน้าที่นี้ส่วนใหญ่เปนเซลล์ประสาท
5. การสร้างเซลล์เพ่ิมหรอ ชดเชยส่วนที่ขาดหายไปจากสาเหตุต่างๆ โดยการแบ่งเซลล์ ซงึ่ เปนสิ่งจาํ เปนในการ ดํารงค์เผ่าพันธุ์
สาเหตุของภยันตรายที่เกิดกับเซลล์
สาเหตุที่ทําลายเซลล์แบ่งออกได้เปน 6 อย่าง คือ
1. เซลล์ขาดออกซิเจน เปนสาเหตุที่สําคัญและพบบ่อยที่สุดเกิดจากการขาดเลือด (Ischemia)
เนื่องจากการ อุดตันของหลอดเลือดหรอ เกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดแดงหรอ ภาวะขาด ออกซเิ จน เนื่องจากรา่ งกายได้รบั ออกซเิ จนไม่เพียงพอ จากโรคที่ทําให้มีพยาธสิ ภาพของปอดและหัวใจ 2. สาเหตุทางฟสิกส์และเคมี สาเหตุทางฟสิกส์ได้แก่ ความร้อน ความเย็นการได้รับรังสี
ที่เปนอันตราย ต่อเซลล์ ได้รบั บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ แรงกดแรงกระแทก การเปลี่ยนแปลงของภาวะ แวดล้อม เชน่ การเปลี่ยนแปลง ของความดัน บรรยากาศ เปนต้น ส่วนสารเคมีต่างๆ แม้ว่าบางอย่างจะ เปนสิ่งจาํ เปนแก่รา่ งกาย เช่น นาตาล และเกลือ ถ้าความเข้มข้น มากเกินไปจะเปนอันตรายต่อเซลล์ หรอ สารเคมีที่ใช้ในการเกษตรและ อุตสาหกรรม ที่มีพิษต่อรา่ งกายตลอดจนยาที่ใช้เพื่อการรกั ษาโรค บางอย่างก็มีฤทธท์ิ ําลายเซลล์ เชน่ ยาต้านเซลล์ มะเรง็ สารเคมีชนิดที่ทําลายเซลล์โดยตรง เชน่ ตะกั่ว ปรอท นอกจากนี้ก็มีแก๊สและกรดหรอ ด่าง
3. เชื้อโรคต่าง ๆ เชอื้ โรคที่ทําลายเซลล์ที่พบได้เสมอได้แก่ แบคทีเรย และ ไวรสั โดยเฉพาะไวรสั สามารถผ่าน ผนังเซลล์เข้าไปทําลายเซลล์ได้โดยตรง ส่วนแบคทีเรย จะมีขนาดใหญ่เข้าเซลล์ไม่ได้ แต่ พิษที่ปล่อยออกมามีฤทธ์ิ ทําลายเซลล์ได้ นอกจากเซลล์จะถูกทําลายจากเชอื้ โรคโดยตรงแล้ว ปฏิกรย า ทางอิมมูนท่ีเกิดข้ึนจากการที่รา่ งกาย พยายามขับหรอ ทําลายสิ่งบุกรุก ยังส่งเสรม ให้เกิดการทําลาย เซลล์เพม่ิ ขึ้น
4. ปฏิกรย าทางอิมมูน ปฏิกรย าทางอิมมูนนั้น นอกจากจะช่วยต่อสู้ปองกันตนเองแล้ว ใน ขณะเดียวกันผลที่ได้ ก็ทําให้เกิดผลเสียด้วย เปนเหตุให้เซลล์ในรา่ งกายถูกทําลาย เชน่ การเกิดโรค ภูมิแพ้ต่างๆ หรอ เกิดต่อต้าน ต่อเนื้อเยื่อตนเอง
5. ความผิดปกติทางพันธุกรรม จะเปนความผิดปกติของยีนหรอ โครโมโซมก็ตาม จะทําให้ได้ เซลล์ที่ไม่สมบูรณ์ ซงึ่ เปนผลให้เกิดความพิการหลงั คลอดหรอ เกิดเปนโรคทางพันธุก์ รรม เชน่ ถ้ามีความ ผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดแดง ที่เกิดจาก การสร้าง hemoglobin ผิดปกติทําให้เปนโรค Thalassemia
6. ความไม่สมดุลของสารอาหารในรา่ งกาย เซลล์จะสามารถให้พลังงานและสรา้ งเอนไซม์ต่างๆ ที่ ใชใ้ นการ ดํารงชวี ต ได้จาํ เปนต้องได้รบั สารอาหารอย่างเพียงพอ แต่บางครงั้ การรบั ประทานมากเกินไป หรอ การรบั ประทาน อาหารที่ได้รบั การปรุงแต่งด้วยสารเคมี อาหารรมควัน หมักดอง ก็อาจก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปกติ กลายเปนเซลล์มะเรง็ ได้
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 3


กลไกการเกิดภยันตรายต่อเซลล์
กลไกการเกิดภยันตรายต่อเซลล์ขึ้นอยู่กับสาเหตุ แต่ที่พบบ่อยแบ่งได้เปน 3 แบบดังนี้ 1. ภยันตรายที่เกิดจากภาวะขาดออกซิเจน (Hypoxic injury)
การขาดออกซิเจนมีผลทําให้เซลล์ขาดออกซิเจน รา่ งกายต้องใช้พลังงานจาก Anaerobic metabolism ทําให้ร่างกายเกิดภาวะเปนกรดหลั่ง Lysosomal enzyme (Hydrolase) ออกมาย่อยสลายตัวเองในที่สุดเซลล์จะถูกทําลายไป ในขณะท่ีเซลล์มีความสามารถในการ สร้างพลังงานลดลง (ขาด ATP) ทําให้เกิดความบกพร่องของ Sodium potassium pump ที่ต้องใช้พลังงาน จึงเกิดการคั่งของโซเดียมและนาทําให้เซลล์บวม และแตกในที่สุดทําให้สารต่างๆ ในเซลล์ที่ได้รบั ภยันตราย สามารถ ตรวจพบในเลือดได้ การที่นาเข้าเซลล์มากเกิดการบวมของ Endoplasmic reticulum ทําให้ Ribosom หยุดการสรา้ งโปรตีนหรอ สรา้ งได้น้อย ในขณะเดียวกันก็ เกิดการรวมตัวของไขมันเพ่ิม Fat vacuole ใน cytoplasmnเนื่องจากเกิดความบกพรอ่ งในการเผา ผลาญไขมันโดยเฉพาะในเซลล์ตับเมื่อได้รบั ภยันตรายจงึ พบปรม าณไขมัน อยู่มาก
2. ภยันตรายที่เกิดจากอนุมูลอิสระและออกซิเจนที่ก่อให้เกิดปฏิกรย า (Free radicals and reactive oxygen species induced injury) คําว่าอนุมูลอิสระ คือ อิเล็คตรอนที่ไม่มีคู่ ถ้าได้จากปฏิกรย าของออกซิเจน เรย กว่า Oxidant ปกติจากขบวนการ การทํางานของรา่ งกายจะมี อนุมูลอิสระเกิดขึ้นในรูปของ Hydrogen peroxide ซึ่งเปนอันตรายต่อเซลล์ รา่ งกายก็ได้รบั การปองกัน โดยเอนไซม์และวต ามิน ได้แก่ วต ามิน E, วต ามิน C, Glutathione, Peroxidase, Superoxide, Dismutase แ ล ะ C atalase ส า ร เ ห ล่ า นี้ เ ร ย ก ว่ า A ntioxidant ผลของอนุมลู อิสระสามารถทําลายโครงสรา้ งของเซลล์ ยับยั้งการทํางานของเอนไซม์และทําลาย DNA
3. ภยันตรายจากสารเคมี (Chemical injury) สารเคมีที่ทําลายเยื่อหุ้มเซลล์ทําให้เพิ่ม Permeability จะทําให้สารที่อยู่นอกเซลล์ผ่านเข้าเซลล์ได้ในปรม าณที่ผิดปกติทําให้เซลล์บวม โดยเฉพาะการเพิ่มความเข้มข้นของ Calcium ในเซลล์จะกระตุ้นให้มีการหลั่งเอนไซม์ Phospholipase, Protease, Endonuclease ทําให้เกิดการ ทําลายทั้งเยื่อหุ้มเซลล์ และนิวเคลียส
การปรบั ตัวและการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เมื่อได้รบั ภยันตราย
การปรบั ตัวจะเปนไปตามตัวกระตุ้นที่เปนสาเหตุ เปนการปรบั เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน แต่ในบางครงั้ ก็เปน โทษต่อรา่ งกายและเกิดพยาธสิ ภาพตามมาได้ การปรบั ตัวของเซลล์ มีดังนี้
1. การเพ่ิมขนาดของเซลล์ (Hypertrophy) ทําให้เซลล์มีขนาดใหญ่ขึ้นแต่ไม่เพ่ิมจาํ นวน ทําให้ อวัยวะส่วนนั้นมีขนาดโตขึ้น สาเหตุเนื่องจากมีการใช้งานมากขึ้น เช่น กล้ามเนื้อ ของนักกีฬา หรอนักเพาะกาย การเพ่ิม ขนาดของเซลล์ตับเมื่อเกิดการอักเสบ และการเพ่ิมขนาดของหัวใจในผู้ปวยที่เปนโรคความดันโลหิตสูง การเพ่ิม ขนาดของเซลล์ มีสาเหตุมาจากการกระตุ้นของฮอร์โมนก็ได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงขนาดของอวัยวะเพศ และเต้านมเมื่อเข้าสู่วัยรุน่
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 4


2. การลดขนาดของเซลล์ (Atrophy) การลดขนาดของเซลล์มีผลทําให้อวัยวะมีขนาดลีบเล็กลง มีสาเหตุต่างๆ ดังนี้
2.1 ลดการใช้งานของอวัยวะนั้นๆ เช่น งดการใช้งานเนื่องจากอวัยวะนั้นได้รบั การบาดเจ็บ เช่น การเข้าเฝอกไว้นานๆ เมื่อถอดเฝอกออกกล้ามเนื้อบรเ วณนั้นจะลีบเล็กลง
2.2 ขาดเลือดและสารอาหาร ทําให้เซลล์สรา้ งโปรตีนไม่ได้
2.3 ขาดการกระตุ้นจากฮอร์โมน เช่น ในผู้ปวยที่ผ่าตัดต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) ทําให้การสรา้ ง ACTH (Adrenocorticotrophic hormone) ลดลง ต่อมหมวกไตจงึ มีขนาดเล็กลง
2.4 ความผิดปกติของระบบประสาท ในผู้ปวยที่ได้รบั อุบัติเหตุมีการทําลายของเส้นประสาท ทําให้ไม่สามารถเคลื่อนไหว อวัยวะส่วนต่างๆ เชน่ หลังหักทําให้รา่ งกายท่อนล่างเคลื่อนไหวไม่ได้ควบคุม ไม่ได้ทําให้กล้ามเนื้อลีบเล็กได้
2.5 การเปลี่ยนแปลงตามวัย ในผู้สูงอายุเซลล์จะเสื่อมตามวัย โดยเฉพาะเซลล์ที่ไม่มีการแบ่งตัว เชน่ เซลล์สมอง และกล้ามเนื้อหัวใจ
3. การเพิ่มจํานวนของเซลล์ (Hyperplasia) มักจะเกิดร่วมกับ Hypertrophy คือ เซลล์จะเพม่ิ ทั้ง ขนาดและจาํ นวน สาเหตุที่ทําให้เซลล์มีการแบ่งตัวเพิม่ ขึ้น ได้แก่
3.1 เพื่อเปนการซ่อมแซมหลังการเจ็บปวย เช่น การสรา้ งเน้ือเยื่อในการหายของแผล (Wound healing) การสรา้ งเม็ดเลือดแดงชดเชยเมื่อมีการเสียเลือด เปนต้น
3.2 อิทธพิ ลของฮอรโ์ มน เชน่ การเพ่ิมขนาดของต่อมไทรอยด์ในระยะตั้งครรภ์ การเพิ่มขนาดของ มดลูกเมื่อใกล้ มีประจาํ เดือนจากการกระตุ้นของ estrogen เปนต้น
4. การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์จากเซลล์ชนิดหนึ่งไปเปนเซลล์อีกชนิดหนึ่ง
(Metaplasia) เปนการปรับตัว ของเซลล์เมื่อได้รับอันตราย จากส่ิงที่มากระทบอย่างต่อเนื่อง (Persistant injury) เพื่อให้สามารถ ทนต่อสภาวะนั้นๆ ได้ และเซลล์จะปรบั เปลี่ยนเปนเซลล์ชนิดเดิม ได้เมื่อส่ิงที่มากระตุ้นหมดไป เช่น เซลล์เยื่อบุ หลอดลมของคนสูบบุหร่จ ะเปลี่ยนจาก ciliated columnar epithelium ไปเปน Stratified squamous epithelium ได้
5. เซลล์มีการปรับเปลี่ยนแปลงทั้งขนาด รูปร่างและการเรย งตัวไม่มีรูปแบบแน่นอน
(Dysplasia) เมื่อเซลล์ได้รบั การเสียดสีหรอ การกระตุ้นจากสารเคมีเปนเวลานานๆ ซงึ่ พบมากในเซลล์ เยื่อบุที่เปน squamous cell เช่น เยื่อบุช่องคลอด และหลอดลมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ บางครงั้ เรย กการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าเปน atypical hyperplasia เชอื่ ว่าต่อไปจะทําให้เปนเซลล์มะเรง็ ได้
สารสะสมในเซลล์
เมื่อการปรับตัวไม่สมบูรณ์ เซลล์ทําหน้าที่ได้ไม่ครบถ้วนทําให้เกิดสารสะสมในเซลล์ (Intracellular accumulation substances) ซงึ่ อาจเปนสารที่เซลล์มีอยู่แล้วโดยปกติหรอ รบั มาจาก ภายนอกเซลล์ ก็จะก่อให้เกิด อันตรายกับเซลล์ได้ การเกิดสารสะสมในเซลล์เกิดได้จากสาเหตุ ดังนี้
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 5


1. เซลล์ไม่สามารถจะเผาผลาญสารที่มีอยู่ได้หมดเชน่ เซลล์ที่พบว่ามีไขมันสะสมและก่อให้เกิดโรค ได้แก่ เซลล์ตับในผู้ปวยที่ดื่มสุราเปนประจํา (Alcoholism) สุราทําให้เกิดการสลายตัวของไขมัน ทําให้เกิด กรดไขมันอิสระ (Free fatty acid) สะสมอยู่ในเซลล์ตับ
2. เซลล์ไม่สามารถเผาผลาญสารต่างๆ ได้หมด เนื่องจากขาดเอนไซม์ เชน่ การขาด Lysosomal Glucosidase จะทําให้มีการสะสม glucose ในเซลล์มาก ทําให้เกิดโรคเรย กว่า Pompe’s disease
3. เซลล์ได้รบั สารบางอย่างที่ไม่สามารถจะย่อยหรอ กําจัดไปไได้ เช่น คารบ์ อน หรอ ซิลิคอน สารเหล่านี้เมื่อสะสม มากจะให้โทษแก่รา่ งกาย เชน่ คนทํางานเผาถ่านเนื้อเยื่อปอดจะเปลี่ยนเปนสีคลา กว่าคนปกติ
นอกจากนี้ เกลือแรใ่ นรา่ งกาย เชน่ แคลเซยี ม ฟอสฟอรสั แมกนเี ซยี ม จะเกาะติดกับเซลล์ของ เนื้อเยื่อ อวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะกรณีของแคลเซยี ม การเกาะของแคลเซยี มจะทําให้เกิดพยาธสิ ภาพแก่ อวัยวะนั้นๆ เช่น ถ้าเกาะที่ล้ินหัวใจ จะทําให้เกิดเปน calcific valvular disease หรอ การตกตะกอน ของแคลเซยี มจะทําให้เกิดเปน ก้อนนว่ิ ในอวัยวะต่างๆ เชน่ นว่ิ ในถุงนาดี นว่ิ ในไต เปนต้น
การเกิดเนื้อตาย แบ่งเปน 2 แบบ ดังนี้
1. Degeneration เปนการเปลี่ยนแปลงที่ cytoplasm การเปลี่ยนแปลงนี้
เซลล์สามารถฟ้นกลับ เปนเซลล์ปกติได้ (Reversible cell injury)การขาดออกซิเจนทําให้เซลล์ส่วน ไมโทคอนเดรย สร้างพลังงาน ATP (Adenosine triphosphate) ไม่ได้ การขาดพลังงาน ทําให้การขับแรธ่ าตุผ่านผนังเซลล์ผิดปกติ จะทําให้มีโซเดียม และแคลเซียมอยู่ภายในเซลล์มาก โซเดียมจะดึงนาเข้าเซลล์ทําให้เซลล์บวม ส่วนแคลเซียมจะค้างอยู่ใน ไมโทคอนเดรย ทําให้การสรา้ ง ATP ทําได้ยากขึ้น การสร้างพลังงาน จึงต้องใช้วธ ีที่ไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic glycolytic pathways) ทําให้ได้กรด lactic เพิ่ม ทําให้ Lysosomal enzyme มีประสิทธิภาพเพ่ิมขึ้น ภาวะนี้ถ้าดูจากกล้องเซลล์จะบวมเห็น cytoplasmic blebs และ ไมโทคอนเดรย มีขนาดใหญ่ขึ้น endoplasmic reticulum จะพองตัว และ ribosome จะหลุดกระจายออกมาใน nucleus และ lysosome ก็จะทําหน้าที่เปน autophage อย่างไรก็ตามเซลล์ยังอยู่ในสภาวะที่จะซ่อมแซมตัวเอง ได้ถ้าหยุดการทําลาย
2. Necrosis การเปลี่ยนแปลงชนิดนี้มีผลต่อ nucleus จงึ เปนการเปลี่ยนแปลงที่ถาวรเปน ภาวะ ที่เซลล์ไม่สามารถฟ้นกลับเปนเซลล์ที่ปกติได้ (Irreversible cell injury) จากภาวะ reversible ถ้าเซลล์ไม่ สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ หรอ ยังขาด ออกซิเจนต่อไปก็จะเข้าสู่ภาวะ irreversible คือ ไมโทคอนเดรย บวม cell membranec จะมีรอยแยก และ ออร์แกนเนล จะ สลายตัวหมดสภาพกลายเปน necrotic cell ทําให้เซลล์ ไม่สามารถคงสภาพอยู่ได้
เมื่อเซลล์ตายรา่ งกายจะเกิดปฏิกรย าตอบสนองเพื่อกําจดั ออกจากรา่ งกาย โดยใชก้ ลไกของระบบ ภูมิคุ้มกัน เนื้อเยื่อบรเ วณนั้นจะเกิดการอักเสบ (Inflammatory response) อาการที่พบ คือ มีไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว เบื่ออาหาร ชีพจรเต้นเร็ว และจํานวนเม็ดเลือดขาวเพ่ิมมากขึ้น การอักเสบที่บรเ วณผิวหนังจะทําให้ทราบว่าผู้ปวย มีไข้มาจากสาเหตุใด แต่ถ้าการอักเสบ
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 6


เกิดกับเนื้อเยื่อของอวัยวะภายในก็จะสามรถค้นหาได้โดยการตรวจหา เอนไซม์ของเนื้อเยื่อชนิดนั้น ซึ่งจะมีระดับสูงขึ้นเมื่อมีการอักเสบ เช่น ถ้าตับอ่อนอักเสบ ค่า serum amylase ก็จะสูงขึ้น แต่ถ้าเปนความผดิ ปกติของกล้ามเนื้อหัวใจค่า creatinine kinase จะสูง เปนต้น
ชนิดของเนื้อตาย
การแบ่งชนิดจะแบ่งตามลักษณะที่เห็นจากกล้องจุลทรรศน์ ดังนี้
1. Coagulative necrosis การเกิดเนื้อตายชนิดนี้ คือ เซลล์ขาดเลือดไปเลี้ยงอย่างเฉียบพลัน
โดยเฉพาะในอวัยวะสําคัญ เช่น ไต หัวใจ ลักษณะของเซลล์ที่ตรวจพบจะมองไม่เห็นนิวเคลียส แต่โครงสร้าง พื้นฐานที่มองเห็นยังคงเดิม เนื้อเยื่อที่ตายจากการขาดเลือดไปเลี้ยงจะกินพื้นที่ เปนรูปลิม่ ตามการเลยี้ งของเส้นเลือด ที่อุดตัน การเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้ เรย กว่า Infraction
3. Liquefactive necrosis ลักษณะเนื้อตายมีการย่อยสลายจาก hydrolytic enzyme เนื้อจะ ดูเละ พบเปนโพรงหนอง เปนลักษณะของเนื้อตายที่พบในเนื้อเยื่อของสมอง เมื่อเกิดการติดเชอื้ หรอ ขาดเลือดไปเลี้ยง โดยเฉพาะแบคทีเรย ทําให้เกิดการ รวมตัวของเม็ดเลือดขาวมากําจดั เซลล์ที่ตายแล้ว เกิดเปนหนอง และบางครงั้ เปนซีสท์ (Cyst) ที่มีชิ้นส่วนของเซลล์ที่ตาย (Debris) และของเหลว อยู่ข้างใน
3. Fat necrosis เปนการตายของเนื้อเยื่อไขมันเกิดจากเอนไซม์ย่อยไขมัน พบในโรคตับอ่อน อักเสบ การอักเสบจะทําให้ เอนไซม์รว่ั ออกมานอกเซลล์ตับอ่อนเมื่อสัมผัสกับเซลล์ไขมันที่คลุมรอบๆ ตับอ่อน เอนไซม์ phospholipase และ proteases จะย่อย cell membrane ของไขมันก่อน ต่อจากนั้น triglycerides ท่ีสะสม ไว้จะถูก lipase ย่อย ทําให้เกิดกรดไขมันอิสระ จํานวนมากซึ่งจะ รวมตัวกับแคลเซยี มทําให้ตกตะกอน มองเห็นเปน จุดทึบขาวในกล้องจุลทรรศ์
4. Caseous necrosis เปนเน้ือตายท่ีรวมลักษณะของ coagulation และ liquefactive necrosis เนื้อตายชนิดนี้ พบได้ในเนื้อเยื่อที่เกิด granulomatous inflammation จากการติดเชื้อ วัณโรค
Gangrene เปนคําที่นิยมใช้เรย กเนื้อตายที่เปนบรเ วณกว้าง เช่น ที่แขน หรอ ขา ลักษณะของ แผลจะ มีอาการแสดง ของการติดเชอื้ และขาดเลือดไปเลี้ยง คําว่า gangrene ไม่ได้บ่งบอกถึงความ แตกต่างของ necrosis แต่ละชนิดอย่างชดั เจน แต่การเรย กก็สามารถบอกลักษณะของเนื้อตายได้ดังนี้
1. Dry gangrene ลักษณะแผลจะค่อนไปทาง coagulotive necrosis คือ เนื้อเยื่อจะดํา แห้ง เปนมันแยกออก ได้ชดั เจนจากเนื้อเยื่อปกติ
2. Wet gangrene ลักษณะแผลจะค่อนไปทาง liquefactive necrosis แผลจะเน่าเหม็น สีคลา ชาเลือดชาหนอง เนื่องจากการติดเชอื้
3. Gas gangrene เปนแผลเนื้อตายที่มีฟองอากาศอยู่ด้วย การกดรอบๆ แผล จะได้ความรู้สึกมีฟอง อากาศอยู่ข้างใน หรอ ดูจาก x-ray จะเห็นฟองอากาศแทรกในเนื้อเยื่อ
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 7


แสดงว่าแผลมีการติดเชื้อแบคทีเรย ไม่ต้องการออกซิเจน (Anaerobic bacteria) เช่น เชื้อ clostridium
ทั้ง wet และ gas gangrene เปนแผลที่เกิดอันตรายกับคนไข้ได้ถึงชีวต เนื่องจากพิษของ แบคทีเรย จะทําลาย เนื้อเยื่อได้รวดเรว็ พิษจะเข้าสู่กระแสเลือด ทําให้เกิดภาวะชอ็ คจากการติดเชอื้ ได้
เนื้องอกและมะเรง็ (Neoplasm and Cancer)
มะเรง็ เปนโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ โดยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างซบั ซอ้ น เรม่ ต้นจาก ก า ร เ ป ล ี ่ ย น แ ป ล ง แ ล ะ ก า ร ป ร บั ต ั ว ข อ ง เ ซ ล ล ์ ต ่ อ ส ภ า ว ะ แ ว ด ล ้ อ ม ท ี ่ เ ผ ช ญิ จ น ก ร ะ ท ั ่ ง ม ี ก า ร เ ป ล ยี ่ น แ ป ล ง ใ น ระดับของ ดีเอ็นเอ (DNA) จนเกิดเปนความผิดปกติ ของยีนและเกิดการกลายพันธุ์ และยีนที่เกิดการ กลายพันธุน์ ั้น ถูกถ่ายทอดจนเกิดความผิดปกติของเซลล์ ที่เรย กว่าเซลล์มะเรง็ ลักษณะของเซลล์มะเรง็ มีความแตกต่างจากเซลล์ เนื้องอกปกติ ลักษณะที่จาํ เพาะของเซลล์มะเรง็ คือ มีการแพรก่ ระจายไปยัง อวัยวะอื่นในรา่ งกาย ซงึ่ ไม่สามารถ ควบคุมการเจรญ เติบโตของเซลล์ได้ การรกั ษาโรคมะเรง็ ในปจจุบัน เปนวธ กี ารรกั ษา โดยการทําลายเซลล์มะเรง็ โดยการใช้ยาเคมีบําบัด การผ่าตัด และรงั สีรกั ษา ซึ่งผล ของการรกั ษานั้นขึ้นอยู่กับชนิดของมะเรง็ และสภาพ รา่ งกายของผู้ปวย
ความหมาย
เนื้องอก (Neoplasm) คือ กลุ่มเซลล์หรอ เนื้อเยื่อที่เกิดขึ้นใหม่ในทุกๆ อวัยวะโดยไม่มี ความสัมพันธ์ กับเนื้อเยื่อปกติ ซึ่งมีการเจรญ เติบโตเรว็ กว่าเนื้อเยื่อปกติ เปนการเปลี่ยนแปลงของ เซลล์ที่เกิดขึ้นนอกเหนือ การควบคุมของร่างกายโดยปกติ และไม่มีการปรับเปลี่ยนรูปรา่ งให้ เหมาะสมกับหน้าที่ที่เฉพาะเจาะจง (Undifferentiation) ซงึ่ เนื้องอกแบ่งออกเปน 2 ประเภท คือ เนื้อ งอกธรรมดา (Benign neoplasia หรอ tumor) และเนื้องอกร้ายแรงหรอ มะเร็ง (Malignant neoplasiaหรอ tumor)
ความแตกต่างระหว่างเนื้องอกธรรมดากับมะเรง็
เนื้องอกธรรมดา (Benign neoplasia หรอ tumor) และเน้ืองอกร้ายแรงหรอ มะเร็ง (Malignant neoplasia หรอ tumor) มีความแตกต่างกันอย่างชดั เจน 3 ประการ ได้แก่ ลักษณะ รูปรา่ งของเซลล์ หรอ ก้อนเน้ืองอก อัตราการเจรญ เติบโต และผลกระทบต่อรา่ งกาย ดังแสดงใน ตารางที่ 1
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 8


หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 9 ตารางที่ 1 รายละเอียดความแตกต่างระหว่าง Benign และ Malignant
ความแตก Benign
ต่าง
Differentiation ค่อนข้างมาก และเซลล์ มีลักษณะ
คล้ายเซลล์เนื้อเยื่อ ต้นกําเนิด
Rate of growth ก้อนโตชา้ ๆ ลดขนาด หรอ หยุดโต ได้ ไม่ค่อยพบ mitosis
Malignant
มีน้อย เซลล์ทั่วๆไปมีลักษณะเปนเซลล์ ตัวอ่อน โครงสรา้ งไม่มีรูปแบบแน่นอน
โตเรว็ mitosis มากและผิดปกติ
ก้อนโตออกไม่เปนระเบียบแทรกไปใน เนื้อเยื่อรอบๆขอบขรุขระ ไม่มี capsule หุ้ม
พบมาก มีผลมาก
พบได้เสมอ
Mode growth
Vascular
Systemic effect
Metastasis
of
ก้อนโตขยายจากจุดกําเนิดผิวเรยบ มี capsule หุ้ม
พบน้อย
มีผลน้อย ยกเว้นชนิดที่เปน secreting endocrine tumor
ไม่มี
การเรย กชื่อของเนื้องอก (Tumor nomenclature)
จากความแตกต่างของเนื้องอกทั้ง 2 ชนิดนี้ การเรย กชื่อจึงแตกต่างกันไป กล่าวคือ ถ้าเปน benign tumor ให้เรย กชื่อตามต้นกําเนิดแล้วเติม “–oma” เข้าไป เช่น อะดีโนมา (Adenoma), พาพิลโลมา (Papilloma) เปนต้น แต่ถ้าเปน Malignant tumor จะเรย กชื่อตามเนื้อเยื่อต้นกําเนิด แล้วเติม “-sarcoma” ต่อท้ายชอื่ ของเซลล์หรอ เนื้อเยื่อที่มีต้นกําเนิดมาจากเน้ือเยื่อเกี่ยวพัน และจะมี การเติมคําว่า “-carcinoma” ต่อท้ายชอื่ เซลล์หรอ เนื้อเยื่อต้นกําเนิดของเซลล์มะเรง็ ที่เจรญ มาจากเยื่อ บุ (Epithelium) ซง่ึ สามารถจาํ แนก ออกเปน 4 ประเภท ดังแสดงในตารางท่ี 2


หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 10 ตารางที่ 2 แสดงตัวอย่างการเรย กชอ่ื เนื้องอกชนิดรา้ ยแรงและไม่รา้ ยแรง
จุดกําเนิด
เยื่อบุ (Epithelium)
เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Mesenchyme)
เน้ือเย่ือกล้ามเนื้อ (Muscular)
เนื้อเยื่อประสาท (Nervous)
การเรย กชื่อ เนื้องอกไม่รา้ ยแรง (benign tumors) Adenoma Papilloma
Lipoma Fibroma Hemangioma
Rhabdomyoma Leiomyoma
Neuroma Meningioma
เนื้องอกรา้ ยแรง (Malignant tumors) Adenocarcinoma Papillary carcinoma
Liposarcoma Fibrosarcoma Hemangiosacoma
Rhabdomyosarcoma Leiomyosarcoma
Neurosarcoma Meningeal sarcoma
โดยสรุปการเรย กชื่อ เนื้องอกธรรมดา เรย กชอื่ เนื้อเยื่อแล้วต่อท้ายด้วย “–oma” ส่วนมะเรง็ ของเซลล์ บุผิวจะต่อท้ายด้วย “–carcinoma” และเซลล์อื่นๆจะต่อท้ายด้วย “–sarcoma”
เครอ่ งหมายบอกชนิดของมะเรง็ (Tumor cell markers)
เซลล์มะเรง็ สามารถผลิตสารเฉพาะของมะเรง็ แต่ละชนิดและสารนี้สามารถตรวจพบได้ด้วยวธ ี ทางห้องปฏิบัติการ ทําให้ทราบว่าผู้ปวยเปนมะเรง็ ชนิดใด และยังเปนตัวช่วยยืนยันและติดตาม ผลการรกั ษา และบาง ครงั้ ใชใ้ นการคัดรองผู้ปวย ซึ่งเราเรย กสารเหล่าน้ีว่า Tumor cell markers หรอ biologic markers สารกลุ่มนี้อาจเปนฮอร์โมน แอนติเจนหรอ แอนติบอดีก็ได้ tumor markers ที่ควรทราบ ดังแสดงในตารางที่ 3


ตารางที่ 3 Tumor markers ที่ควรทราบ
Marker
Alpha-fetoprotein
CA-125 glycoprotein Carcinoembryonic antigen
คําย่อ
โรคมะเรง็ ที่เกี่ยวข้อง
Liver, Testis
Ovary
Colon, Lung, Breast
Liver, Gastrointestinal tumors, Lung cancer
Trophoblastic tumors, Germ cell tumors, Multiple myeloma
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 11
Gamma-glutamyl transferase Human gonadotropin
chorionic
Neuron-specific enolase Prostate-specific antigen
AFP
CA – 125
CEA
GGT HCG
NSE PSA
Small cell carcinoma Neuroblastoma, other tumors
Adenocarcinoma of prostate
(lung),
สาเหตุและปจจัยของการเกิดมะเรง็ (Cause and Factors of tumor)
จากความก้าวหน้าของวท ยาศาสตรก์ ารแพทย์ทําให้เราทราบว่ามะเรง็ เกิดจากการเปลี่ยนแปลง ของ เซลล์ในระดับโมเลกุล ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ซงึ่ มีผลต่อการแบ่งตังของเซลล์ เมื่อมีความ ผิดปกติของเซลล์จาํ นวนมาก ในที่สุดอวัยวะนั้นๆ ก็จะเสียหน้าที่ไป ปจจยั ที่เกี่ยวข้องกับ การเกิดเซลล์มะเรง็ ได้แก่ ระบบอิมมูน ส่ิงแวดล้อม ไวรสั ก่อมะเรง็ สารก่อมะเรง็ เชน่ สารเคมี รงั สี ต่างๆ อาหารบางชนิด เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมคือมีการเปลี่ยนแปลงของ gene code ทําให้รูปรา่ งและคุณสมบัติ ของเซลล์เปลยี่ นไป การเปลี่ยนแปลงจะเกิดเปนขั้นตอนจนในที่สุดกลายเปน เซลล์มะเร็ง เชื่อว่าการแบ่งตัว ของเซลล์อย่างผิดปกตินี้เปนผลเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลง (Mutation) ของยีนหลายนิด แต่ที่สําคัญมี 2 ชนิด คือ Proto-oncogene ที่ทําหน้าที่กระตุ้นให้ เซลล์แบ่งตัว อีกชนิดหนึ่งได้แก่ ยีนต้านมะเรง็ (tumor suppressor gene) ยีนทั้ง 2 ชนิดนี้จะ ทํางานประสานกันในการควบคุมการแบ่งตัว ของเซลล์ให้อยู่ใน ภาวะปกติ นอกจากนี้ยังมียีนอื่นๆ ที่ เกี่ยวข้อง ได้แก่ ยีนที่เกี่ยวข้องกับการซอ่ มแซมดีเอ็นเอ (DNA mismatch repair gene) และยีนที่ เกี่ยวข้องกับการตายของเซลล์ (Apoptosis) ซงึ่ รวมเรย กยีนที่ทําให้เกิด มะเรง็ เหล่านี้ว่า ยีนก่อมะเรง็ (Oncogenes) ตัวอย่างของ Oncogenes และ tumor suppressor gene ดังแสดงในตารางท่ี 5


หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 12 ตารางที่ 5 ตัวอย่างของ Oncogenes และ tumor suppressor gene
Oncogenes
PDGF
Ki-ras
MDM2
Tumor suppressor gene
NF1 หรอ Neurofibromin 1 รหัสโปรตีนท่ี ควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ เก่ียวข้องกับการ เ กิ ด jurenile myelomonocytic leukemaia และ neurofibroma
RB รหัสโปรตีนท่ียับยั้งการแบ่งเซลล์ เก่ียวข้องกับการเกิด retinoblastoma และ มะเรง็ ของกระดูก กระเพาะปสสาวะ และเต้า นม
BRCA1 รหัสของโปรตีนท่ียังไม่ทราบ บทบาท ชดั เจน แต่มีส่วนเกี่ยวขอ้ งกับมะเรง็ รงั ไข่และ มะเรง็ เต้านม
รหัสของโปรตีน ที่เปน platelet- derived growth factor เกี่ยวข้องกับ การเกิดมะเรง็ ในสมอง
รหัสของโปรตีนที่มีในส่วน Stimulatory signaling pathway เกี่ยวข้องกับการ เกิดมะเรง็ ของปอด รงั ไข่ ลําไส้ใหญ่ และ ตับอ่อน
รหัสของโปรตีนที่มีหน้าที่ยับยั้งการทํางาน ของ tumor-suppressor genes ที่ชื่อ p53 เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งของ เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
การเกิดมะเรง็ มีความสัมพันธก์ ับปจจยั เสี่ยงหลายประการ สามารถแบ่งปจจยั เสี่ยงออกเปน 2 กลุ่มใหญ่ได้ดังนี้
1. ปจจัยภายในตัวผู้ปวย (Patient factors) 1.1 พันธุกรรม (Genetic)
พบว่ามีมะเรง็ ประมาณ 50 ชนิด ที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เช่น มะเรง็ เต้านม (Breast cancer) โดยพบว่าถ้ามีญาติพี่น้องในครอบครวั เปนมะเรง็ เต้านม โดยเฉพาะญาติสายตรง จะ พบว่า มีโอกาสสูงที่คนอื่นๆในครอบครวั จะเปนโรคมะเรง็ เต้านมตามมา tumor suppressor genes 2 ชนิด ได้แก่ BRCA1 (Breast carcinoma1) และ BRCA2 (Breast carcinoma2) เชื่อว่าเกี่ยวพันธุ์ กับมะเร็งเต้านม มะเร็งหลายชนิดเกิดการถ่ายทอดลักษณะเด่นแบบออโตโซม (Autosomal dominant inheritance) โดยพบการกลายพันธุ์เกิดขึ้นในบางตําแหน่งของ Allele ของ tumor suppressor genes มีการถ่ายทอด ของยีนจะยังไม่เปนมะเรง็ แต่ถ้ามีปจจัยมากระตุ้นก็จะเกิดการ กลายพันธุข์ องยีนอย่างสมบูรณ์ และทําให้เกิด มะเรง็ ในที่สุด เชน่ Retinoblastoma เปนโรคมะเรง็ ที่ กระจกตาที่พบในเด็ก


1.2 ฮอรโ์ มน (Hormone)
ฮอรโ์ มน มีความสัมพันธก์ ับการเกิดโรคมะเรง็ บางชนิด เช่น มะเรง็ ต่อมลูกหมาก มะเรง็ ลูกอัณฑะ มะเรง็ เต้านม มะเรง็ รงั ไข่ เปนต้น ซึ่งมะเรง็ เหล่านี้มีความสัมพันธก์ ับฮอรโ์ มนเอสโตรเจน (Estrogen) และเทสทอสเตอโรน (Testosterone)
1.3 ระบบภูมิคุ้มกันของรา่ งกาย (Immune mechanism)
โดยปกติรา่ งกายมีระบบภูมิคุ้มกันในการต่อต้านการเกิดมะเรง็ โดยมีกลไกการดักจับ จําแนกและประเมินการดําเนินของโรคมะเรง็ นั้นๆ เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่มีหน้าท่ี ในการกําจัด เซลล์มะเร็ง ที่สําคัญคือ T- lymphocyte ทําหน้าท่ีในการควบคุมไม่ให้มีการเจรญ เติบโตของ เซลล์มะเรง็ แต่ถ้าเกิดความ ล้มเหลวของการทําหน้าที่ปกปองตนเองของระบบภูมิคุ้มกัน (Immune surveillance failure) เนื่องจาก รา่ งกายของคนเราไม่ได้แข็งแรงตลอดเวลาจากปจจยั ของอายุ การ เจ็บปวย ความเครย ด ทําให้ภูมิคุ้มกัน ของรา่ งกายมีประสิทธภิ าพลดลง เซลล์มะเรง็ จึงแบ่งตัวและ แพรก่ ระจายได้ง่าย
1.4 ปจจัยทางเพศ
พฤติกรรมทางเพศหลายอย่างที่เพ่ิมความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเรง็ จากการศึกษาพบว่า หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อยๆและเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ จะมีโอกาสเปนมะเรง็ ปากมดลูก ได้ มากกว่าหญิงโสด ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธแ์ ละหญิงที่ไม่เคยมีบุตร รวมถึงผู้หญิงที่มีประจาํ เดือนตั้งแต่อายุ น้อยๆแต่หมดชา้มีโอกาสเปนมะเรง็เต้านมได้สูงกว่าปกติส่วนในเพศชายที่มีรกัรว่มเพศมีโอกาสสูงที่จะ เกิดมะเรง็ ชนิด Kaposi’s sarcoma
1.5 พฤติกรรมทาสุขภาพ
การรบั ประทานอาหารที่มีกากใยมาก ทําให้ลดอุบัติการณ์ของมะเรง็ ลําไส้และมะเรง็ เต้านม คนที่ดื่มสุราวันละประมาณ 180-200 cc ทุกวันจะมีโอกาสเกิดมะเรง็ ของหลอดอาหารมากกวา่ คนปกติ 2-3 เท่า และยังมีโอกาสเปนมะเรง็ และลําไส้ใหญ่มากกว่าคนที่ไม่ดื่มสุราด้วย และในคนสูบบุหรว่ ันละ 10 มวนขึ้นไป ก็มีโอกาสเปนมะเรง็ ปอดมากกวา่ คนปกติประมาณ 4 เท่า
2. ปจจัยทางสิ่งแวดล้อม (Environment factors)
2.1 ปจจัยและสาเหตุทางกายภาพ (Physical) เช่น แรงกระแทกที่เกิดขึ้นอย่าง
เฉียบพลัน หรอ เกิดซาบ่อยครงั้ เช่น Precancerous lesion การเปล่ียนแปลงบางอย่างของ เน้ือเย่ือท่ีเปนสัญญาณ เตือนว่าบรเ วณนั้นอาจจะกลายเปนมะเรง็ ได้ ในอนาคต เช่น epithelial polyps ของลําไส้ใหญ่ ถ้าปล่อยไว้มีโอกาสเปนมะเรง็ ลําไส้ได้ fibrocystic disease ของเต้านมมี โอกาสเปนมะเรง็ เต้านม รวมถึง รอยด่างขาว (Leukoplakia) ของเยื่อบุช่องปากหรอ อวัยวะเพศ ถ้าปล่อยทง้ิ ไว้ก็มีโอกาสเปลี่ยนแปลง เปนเนื้อรา้ ยได้
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 13


2.2 สารเคมีที่ก่อมะเรง็ (Chemical carcinogen) แบ่งออกเปน
2 . 2 . 1 ส า ร อ ิ น ท ร ย ์ ส า ร เ ห ล ่ า น ี ้ ม ี ค ุ ณ ส ม บ ั ต ิ เ ป น e l e c t r o p h i l i c ร บั ก ั บ อ ิ เ ล ็ ค ต ร อ น ไ ด ้ ด ี จ ึ ง สามารถรวมตัวกับ DNA กับ RNA ทําให้ยีนสามารถกลายพันธุ์ สารบางชนิดจะรวมตัวได้เลย คือเปน direct-acting agents แต่บางชนิดจะรวมตัวกับ DNA ได้ ต้องผ่านขบวนการเปลี่ยนสภาพใน รา่ งกายก่อน เราเรย กสารพวกนี้ว่า Procarcinogens ซงึ่ ถ้าถูก metabolized หรอ สะสมก่อนขับ ออกจากรา่ งกาย ที่อวัยวะใดมักจะก่อให้เกิดมะเรง็ กับอวัยวะนั้นๆ เชน่ aromatic amines จะถูกขับ ออกทางปสสาวะ ผู้ที่ได้รบั สารนี้ก็จะมีอัตราเสี่ยงต่อการเปนมะเรง็ ของกระเพาะปสสาวะได้สูง เปนต้น
2.2.2 สารอนินทรย ์ มีทั้งเปนโลหะ สารประกอบโลหะ และพลาสติกสารพวกนี้รบกวน การทํางานของเอ็นไซม์ที่สังเคราะห์ DNA ทําให้โครโมโซมผิดปกติกลายพันธุ์ ดังนั้นการฉีดสาร บางอย่าง เข้ารา่ งกายเพื่อการเสรม ความงามเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกได้ ซงึ่ รายละเอียดของสารก่อ มะเรง็ ดังแสดงในตารางที่ 6
ตารางที่ 6 รายละเอียดของสารเคมีที่ก่อมะเรง็
สารเคมีก่อมะเรง็
Polycyclic aromatic amines
Aromatic amines
Alkylating agents Nitrosocompround และ Nitrosamine
Aflatoxin
Vinyl asbestos
แหล่ง
อวัยวะเสี่ยง
มะเร็งช่องปาก, ศีรษะ คอ และ กล่องเสียง, ปอด, กระเพาะ ปสสาวะ
กระเพาะปสสาวะ
กล่องเสียง, ปอด, กระเพาะ ปสสาวะ, ระบบโลหิต กระเพาะอาหาร
ต ั บ , ช อ่ ง ป า ก
ตับ, ปอด, สมอง, ระบบนาเหลือง, กระเพาะอาหาร
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 14
เขม่า นํามันดิบ ควันบุหร่
สีย้อมผ้า, สีผสมอาหาร
Nitrogen mustard and mustard gas, ยาได้แก่ cyclophosphamide, อาหารที่ใส่ดินประสิว เช่น ไส้กรอก กุนเชยี ง
เชื้อรา aspergillus flavus ปนเป้อน มากับธัญพืช เช่น ถั่วลิสง ข้าว ข้าวโพด
ภาชนะบรรจุอาหารพลาสติก แผ่นกัน ความรอ้ น
chloride


2.3 จุลชีพ (Microorganism)
ได้แก่ พยาธแิ ละไวรสั เชน่ พยาธใิ บในตับ (Opisthorchis viverrini) ในปลา ปู หอย เมื่อ นํามารบั ประทานดิบๆ ทําให้เกิดมะเรง็ เซลล์บุท่อนาดี (Cholangio carcinoma) เปนต้น ส่วนไวรสั เอง เข้าสู่ รา่ งกายและเข้าไปอยู่ในเซลล์ปกติจะสารมารถทําให้เกิดการกลายพันธุ์ คือ RNA หรอ DNA ของ ไวรสั จะเข้าไปแทรกในโครโมโซม และเม่ือเกิดการแบ่งเซลล์ก็จะได้เซลล์ที่ผิดปกติ การแทรกของ ไวรสั เข้าไป ในโครโมโซม สามารถอธบิ ายได้ดังนี้ ถ้าเปน DNA ไวรสั จะแทรกเข้าไปใน host cell ได้ เลย แต่ถ้าเปน RNA ส่วนที่เปน RNA ของไวรสั จะเปนแม่แบบในการสรา้ ง DNA โดยมีเอนไซม์ Reverse transcriptase เปนตัวชว่ ยจงึ จะได้ DNA ไปแทรกโครโมโซมชอง host cell ได้ ซง่ึ ไวรสั ท่ี เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเรง็ ในคน ดังแสดงในตารางที่ 7
ตารางที่7ไวรสัที่ก่อมะเรง็ ไวรสั
C type RNA
B type RNA Herpes II Epstein – Barr HIV
Hepatitis B virus
2.3 รงั สีต่างๆ (Radiation)
โรคมะเรง็
Leukemia
Breast cancer
Cancer of Cervix
Burkitt’s lymphoma, nasopharyngeal cancer
Kaposi’s sarcoma Hepatocellular carcinoma
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 15
รงั สีเปน Ionizing radiation เช่น รงั สีแกรมมา รงั สีเอกซ์ และรงั สีอัลตราไวโอเลต สามารถทําให้เกิดการกลายพันธุไ์ ด้โดยจะทําลาย DNA การได้รบั รงั สีเปนเวลานานได้รบั ซาหลายๆ ครงั้ หรอ ได้รบั จํานวน มากในเวลาเดียวกัน เช่น ในสงครามโลกครงั้ ที่ 2 ที่ญี่ปุนได้รบั รงั สีจาก Atomic bomb หลังจากนั้นพบว่า ประชากรของญี่ปุนมีอุบัติการณ์ของโรค leukemia มากขึ้นกว่าเดิม ประมาณ 30 เท่า


2.5 สารในอาหารก่อมะเรง็
จากงานวจ ยั ทั่วโลกพบว่า สารหลายชนิดที่ใส่เพื่อถนอมอาหารหรอ ให้มีสีสันน่ารบั ประทาน เชน่ ดินประสิว อาหารดองเค็ม ตากแห้ง หรอ รมควัน ทําให้มีโอกาสเกิดโรคมะเรง็ ของกระเพาะอาหาร สูงขึ้น อาหารที่ขึ้นรา สารพิษจากเชอื้ ราสามารถก่อให้เกิดมะเรง็ ตับได้
กลไกการเกิดโรคมะเร็ง และการแพร่กระจายของมะเร็ง (Mechanism of tumor and metastasis)
กลไกการเกิดมะเรง็
กลไกหรอ กระบวนการเกิดโรคมะเรง็ ปจจุบันเชอื่ ว่า ขั้นตอนแรกเกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่ ระดับ พันธุกรรม อาจถ่ายทอดจากพ่อแม่ หรอ เกิดขึ้นเองจากการสัมผัสสารก่อมะเรง็ ในสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การเกิด มะเรง็ คือพันธุกรรมกับสิ่งแวดล้อมรว่ มกัน ทําให้ยีนปกติเปลี่ยนเปนยีนมะเรง็ หลังจากนั้นจงึ เกิดการแบ่ง เซลลม์ ะเรง็ เพิม่ ขึ้น และลุกลามต่อไป กลไกการเกิดมะเรง็ จงึ ประกอบไปด้วย
กลุ่มยีนที่เกี่ยวข้องกับกลไกการเกิดมะเรง็ และ ขั้นตอนการเกิดมะเรง็ มีดังนี้
1. กลุ่มยีนที่เกี่ยวข้องกับกลไกการเกิดมะเรง็ ได้แก่ ยีนควบคุม และยีนถ่ายทอดลักษณะ มะเรง็
1.1 ยีนควบคุม (Regulatory gene)
คือยีนที่ทําหน้าที่เหมือนหัวหน้ายีนถ่ายทอดลักษณะที่อยู่ในความควบคุมรา่ งกาย ประกอบ ด้วยยีนควบคุม 2 ชนิด คือ
1.1.1 ยีนสนับสนุนการแสดงออก (Promoter gene) คือ ยีนที่ควบคุม การทํา หน้าที่กระตุ้นยีนถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่อยู่ในความควบคุมให้แสดงลักษณะนั้นๆออกมา เชน่ แบ่งเซลล์ เพอื่ การเจรญ เติบโต เพ่ิมการสรา้ งเอนไซม์ตามความต้องการของรา่ งกาย และเพม่ิ การสรา้ ง ฮอรโ์ มน เพื่อความ สมดุลของรา่ งกาย เปนต้น
1.1.2 ยีนกดการแสดงออก (Suppressor gene) คือ ยีนที่ควบคุมการทําหน้าที่ กดหรอ ปดกั้นการถ่ายทอดลักษณะของยีนถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่อยู่ในการควบคุม ให้หยุด ทํางาน หนา้ ที่ปกติของยีนกดการแสดงออกมี 3 ประการ คือ
(ก) ปองกันการถ่ายทอดลักษณะที่ไม่เหมาะสมจาก DNA ที่ผิดปกติ
(ข) ยับยั้งการทําหน้าที่ของยีนในความควบคุม
(ค) ควบคุมจาํ นวนเซลล์ให้มีจาํ นวนท่ีเหมาะสม คือ มีการแก่และตายของเซลล์ตาม
อายุขัย (Apoptosis)
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 16


1.2 ยีนถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม (structural gene) ที่ทําหน้าที่ถ่ายทอด ลักษณะที่เก็บ
ไว้ในยีนออกมาเปนโครงสรา้ งและการทําหน้าที่ของรา่ งกาย ในการศึกษาเกี่ยวกับมะเรง็ แบ่งยีน ถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรมเปน 2 ชนิด คือ
1.2.1 โปรโต-ออนโตยีน (Proto-oncogene) คือ ยีนปกติ ซงึ่ มีหน้าที่ส่งเสรม ให้ เซลล์มีการเจรญ เติบโตและปรบั เปลี่ยนรูปรา่ งให้เหมาะสมกับหน้าที่เฉพาะเจาะจงของเซลล์ปกติ คือ สังเคราะห์ โปรตีนเพื่อทําหน้าที่ต่างๆ เชน่ เปนเม็ดเลือดแดง เปนเอ็นไซม์ เปนต้น
1.2.2 ยีนมะเรง็ (Oncogene) คือ ยีนผิดปกติหรอ ยีนมะเรง็ ที่สามารถผลิตโปรตีน มะเรง็ (Oncoprotein) ทําให้เกิดเซลล์มะเรง็ ตามมา จาํ แนกโปรตีนมะเรง็ ตามหน้าที่ได้ 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มที่หนึ่ง ทําหน้าท่ีเกี่ยวกับการเพ่ิมปรม าณสารพันธุกรรมและการแบ่งเซลล์ เช่น โปรตีน จับดีเอ็นเอ (DNA-binding protein) เมื่อโปรตีนเหล่านี้ทําหน้าที่ ยีนมะเรง็ จะแบ่งนิวเคลียส เพิม่ ขึ้น ด้วยกลไก หลากหลายวธ ี ซงึ่ พอสรุปได้ดังนี้
• สรา้ ง DNA เรว็ กว่าการแบ่งเซลล์ ภายในในนิวเคลียสของเซลล์มะเรง็ จงึ มีปรม าณ DNA มากกว่าเซลล์ปกติ หากยีนที่เพิม่ ขึ้นเปนยีนมะเรง็ จะสรา้ งโปรตีนมะเรง็ มากขนึ้ ทําให้เกิดโรคมะเรง็
• โยกย้ายยีน (Gene translocation) โดนเฉพาะการย้ายยีนมะเรง็ จากยีนกดการ แสดงออกไปยังยีนสนับสนุนการแสดงออก ยีนมะเรง็ จงึ สามารถแสดงผลทําให้เกิดเซลล์มะเรง็ ขึ้น
• ให้ยีนสนับสนุนการแสดงออกแก่ยีนมะเรง็ (ปกติยีนมะเรง็ จะไม่แสดงลักษณะ มะเรง็ เนื่องจากถูกควบคุมด้วยยีนกดการแสดงออก) เชน่ การได้รบั rouse sarcoma virus ทําให้ยีน มะเรง็ ทํางานได้ จงึ แบ่งเซลล์มากขนึ้ และเกิดเปนมะเรง็ ตามมา
กลุ่มที่สอง ทําหน้าที่เกี่ยวกับการเจรญ เติบโตของเซลล์ โดยทําหน้าที่เปนระบบสื่อสาร โดยผ่านเยื้อหุ้มเซลล์โดยการรบั ปจจยั การเติบโต (Growth factor) จากภายนอก หรอ กระตุ้นตัวเอง (Auto stimulation) เช่น ตัวรบั เอนไซม์ไคเนสชนิดไทโรซีนสเปคซิฟคไคเนส (Tyrosine specific kinase receptor) หรอ โปรตีนจีบจีทีพี (GTP-binding protein) เปนต้น โปรตีนกลุ่มนี้ทําให้เกิด การเติบโตของเซลล์ ดังนี้
• กระตุ้นการทํางานของ จ-ี โปรตีน (G-protein : guanine nucleotide binding protein) ที่เยื่อหุ้มเซลล์ ทําให้สรา้ ง GDP (Guanosine nucleotide diphosphate) ซึ่งจะกระตุ้น ให้เซลล์ เติบโตมากกว่าปกติ
• เพิ่มกลุ่มฟอสเฟต (Phosphorylation) ให้กรดอะมิโนที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อ ระหว่างเซลล์ เชน่ ไทโรซนี (tyrosine) หรอ ทรโ อนิน (Threonine) ทําให้เกิดลักษณะมะเรง็ ตามมา
• ทําหน้าที่เปนตัวรับปจจัยการเติบโต (Growth factor receptors) เซลล์จึง เติบโตอย่างรวดเรว็
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 17


2. ขั้นตอนการเกิดมะเรง็
การเกิดมะเรง็ เปนกระบวนการที่มีความซบั ซ้อน เกิดขึ้นในระหว่างที่มีการสูญเสียการควบคุม การแบ่งเซลล์ (Cellular regulation) เปนกระบวนการเปลี่ยนแปลงจากเซลล์ปกติเปนเซลล์มะเรง็ (Carcinogen- esis) โดยกระบวนการที่เกิดขึ้นสามารถอธบิ ายด้วยทฤษฎี Initiation- Promotion- Progression Theory ซงึ่ มีรายละเอียดแต่ละขั้นตอนดังนี้
ขั้นที่ 1 ขั้นกําเนิด (Initiation stage)
ขั้นกําเนิด เปนกลไกแรกของการเกิดมะเรง็ ประกอบด้วยกลไกการทําลายยีนแต่ไม่ทําลาย เซลล์ (Nonlethal genetic damage) เกิดเมื่อสารก่อมะเรง็ เข้าสู่เซลล์และทําปฏิกิรย าจนเกิดเปนสาร ที่มีประจุ (electrophilic molecule) ซงึ่ ส่วนใหญ่เปนประจุบวก จงึ ทําปฏิกิรย ากับยีนที่มีประจุลบ ทํา ให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงที่ยีนอย่างถาวร (หากขั้นกําเนิดนี้ไม่ได้รบั การกระตุ้นต่อไปหรอ กําจดั สาเหตุ ได้ เชอื่ ว่าจะไม่ เกิดมะเรง็ ) พบได้ 2 ลักษณะ คือ การเปลี่ยนแปลงที่ยีนถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม และ การเปลี่ยน แปลงที่ยีนควบคุม ดังนี้
1.การสรา้ งและกระตุ้นยีนถ่ายทอดลักษณะมะเรง็ ให้ทําหน้าที่ (Oncogene activation) คือ การ เปลี่ยนแปลงโครงสรา้ งโปรโต-ออนโคยีนเปนยีนมะเรง็ และการทําให้ยีนมะเรง็ เพิ่มจาํ นวน ด้วย กลไกต่างๆ เชน่
-การย้ายที่ระหว่างโครโมโซม (chromosomal translocation) เช่นการย้ายที่ระหว่าง โครโมโซมคู่ที่ 9 และ 22 ทําให้เกิดมะเรง็ เม็ดเลือดขาว (Chronic myelogenous leukemia) หรอ การย้าย ท่ียีนของรโ ทร-ไวรสั (Retro-virus) บางชนิด เช่น ไวรสั ฟลายลิวคีเมีย (Feline leukemia viruses) เข้าสู่โครโมโซมทําให้เกิดมะเรง็
-การเปลี่ยนตําแหน่งของยีนบนโครโมโซม (Transforming) ทําให้โปรโต-ออนโค ยีนเปลี่ยนเปนยีนมะเรง็ ไวรสั (Viral oncogene)
-การสอดแทรกยีน (Insertion) เชน่ ยีนของไวรสั สอดแทรกเข้าสู่โครงสรา้ งของ โปรโต-ออนโคยีนทําให้เกิดยีนมะเรง็ เปนต้น
2.การสูญเสียยีนกดการแสดงออก (Loss of tumor suppressor gene function) ทําให้ ยีนมะเรง็ สรา้ งโปรตีนอย่างรวดเรว็ จงึ เกิดเปนเซลล์มะเรง็ ไม่ตายตามอายุขัยของเซลล์ปกติ ด้วยกลไก ต่างๆ เชน่
• การสูญเสียยีนควบคุม (gene loss) โดยเฉพาะยีนกดการแสดงออก
• การขาดหายไปของโครโมโซม (Chromosome deletion)
• การผ่าแหล่า (mutation)
ขั้นที่ 2 ขั้นส่งเสรม (Promotion stage)
เปนขั้นตอนที่เซลล์มะเรง็ ได้รบั การกระตุ้นจากสารต่างๆที่รา่ งกายได้รบั เข้ามาหรอ มีสะสมอยู่ แล้วในรา่ งกาย เมื่อเซลล์มะเรง็ ได้รบั สารส่งเสรม ภายในรา่ งกาย ฮอรโ์ มนต่างๆ เชน่ เอสโตรเจน โปรแล คติน โปรเจสเตอโรน ฯลฯ ส่งเสรม ให้เซลล์ปกติมีการแบ่งตัวและเจรญ เติบโตอย่างรวดเรว็ โดยไม่มี
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 18


การปรบั เปลี่ยน รูปรา่ งให้เหมาะสมกับหน้าที่ที่เฉพาะเจาะจง ซงึ่ จะอยู่ระหว่างขั้นตอน initiation ไป จนถึงการเกิดเปน ก้อนมะเรง็ จะใช้ระยะเวลานานอาจเปนเดือนหรอ ป เรย กช่วงเวลานี้ว่า Latency period
ขั้นที่ 3 ขั้นลุกลาม (Progression stage)
เปนขั้นตอนการพัฒนาของเซลล์มะเรง็ เมื่อเซลล์เนื้องอกได้รบั สารกระตุ้นจากภายใน/ภายนอก รา่ งกายอย่างต่อเนื่อง เซลล์จะมีการสะสมความผิดปกติของยีนเพิม่ ขึ้นเรอ่ ยๆ และมีการเพม่ิ จาํ นวนของ เซลล์ ที่มีความผิดปกติของ DNA อย่างรวดเรว็ และเกิดเปนก้อนเนื้องอกมะเรง็ ในที่สุด ขนาดก้อน สามารถคลําพบ ได้ประมาณ 1 เซนติเมตร โดยในระยะแรกเซลล์มะเรง็ จะเติบโตอย่างรวดเรว็ จาก สารอาหารและออกซิเจน ที่ถูกลําเลียงมาตามหลอดเลือดที่สรา้ งขึ้นโดยกลไกการยับยั้งการทําหน้าที่ ของทรอมโบสพอนดิน (Thrombo- spondin) ซงึ่ มีหน้าที่ระงับการเติบโตของหลอดเลือดสู่เซลล์ปกติ และมีการสรา้ งสาร VEGF (Vascular endothelial growth factor) ไปกระตุ้นเส้นเลือดฝอยที่อยู่ บรเวณรอบๆก้อนเนื้องอกให้เจรญ เติบโตและให้มีการสรา้งเส้นเลือดฝอยเส้นใหม่ไปยังก้อนเน้ืองอก เพื่อเปนเส้นทางนําสารอาหาร และออกซิเจน ไปเลี้ยงก้อนเนื้องอกนั้นเอง ขณะที่ก้อนเนื้องอกมะเรง็ ขยายขนาดขึ้น เซลล์มะเรง็ รอบนอกที่มีตัวรบั ลามินิน (Laminin receptor) จาํ นวนมาก จะจับกับลา มินิน หลังจากนั้นเนื้องอกมะเรง็ จะหลั่งเอมไซม์ ย่อยสลายโปรตีน (Proteolytic enzyme) และ/หรอ กระตุ้นให้เซลล์ปกติหลั่งเอมไซม์ย่อยสลาย โปรตีนออกมา เพอื่ ย่อยสลายเนื้อเยื่อรอบๆ ทําให้ก้อนเนื้อ งอกมะเรง็ ลุกลามออกจากจุดกําเนิดกระจาย ออกคล้ายน้ิวมือ (Pseudopodia) หรอ ขาปู ซึ่งเรย กว่า การแพรก่ ระจาย (Petastasis) ของเซลล์มะเรง็
การแพรก่ ระจายของมะเรง็ (Metastasis) ของเซลล์มะเรง็
จากกระบวนการการเกิดก้อนมะเรง็ จุดกําเนิดของก้อนมะเรง็ เรย กว่า Primary tumor โดย ปกติจะระบุตามก้อนมะเรง็ มีการเจรญ มา เชน่ มะเรง็ เต้านม มะเรง็ ปอด เปนต้น ปกติมะเรง็ ที่อยู่เฉพาะ จุดกําเนิด จะไม่ส่งผลให้ผู้ที่เปนมะเรง็ ชวี ต แต่เมื่อใดก็ตามมีการแพรก่ ระจายของมะเรง็ จากจุดกําเนิด ไปยังอวัยวะอื่นๆ ที่สําคัญต่อรา่ งกายก็จะทําให้ผู้ปวยเสียชวี ต ได้
เนื้องอกชนิดรา้ ยแรงส่วนใหญ่เรม่ แพรก่ ระจายเมื่อขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร แต่บางชนิด ก็แพรก่ ระจายได้เรว็ มาก เนื่องจากเซลล์มะเรง็ แต่ละเซลล์จะเกาะกันอย่างหลวมๆ จงึ สามารถเคลื่อนตัว ออกไป ยังเนื้อเยื่อรอบๆ หรอ หลุดออกจากก้อนเนื้องอกเข้าสู่หลอดเลือดและท่อนาเหลือง เพื่อไปเกิด เพิม่ จาํ นวนเซลล์ มะเรง็ ที่อวัยวะอื่นๆ ซงึ่ อยู่ไกลออกไปตามปจจยั สนับสนุน 2 ปจจยั ได้แก่
1. ความสามารถในการจบั กัน (Affinity) ระหว่างเซลล์มะเรง็ กับอวัยวะเปาหมาย 2. การตอบสนองของเซลล์มะเรง็ ต่อปจจยั การเติบโตของอวัยวะเปาหมาย
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 19


วธ กี ารแพรก่ ระจายมีดังนี้
1. การแพรก่ ระจายโดยตรง เนื่องจากเนื้อเยื่อส่วนใหญ่ไม่มีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหุ้ม จึง สามารถลุกลามเข้าสู่เนื้อเยื่อของอวัยวะที่เกิดเนื้องอก แล้วแพรก่ ระจายไปยังเนื้อเยื่อใกล้เคียงต่อไป และพบว่า ในระยะท้ายของโรคมะเรง็ จะมีการแพรก่ ระจายโดยตรงสู่ชอ่ งท้อง ชอ่ งปอด หรอ พื้นผิวอื่นๆ โดยเฉพาะ การแพรก่ ระจายเข้าชอ่ งท้อง (Peritoneal metastasis) พบได้ในมะเรง็ แทบทุกชนิด ของ อวัยวะภายใน ชอ่ งท้องและอวัยวะสืบพันธุ์ โดยเซลล์มะเรง็ จะแพรเ่ ปนก้อนเล็กๆ ตามพื้นผิวชอ่ งท้องโอ เมนตัม (Omentum) และผิวด้านนอก (Serosa) ของอวัยวะต่างๆ ร่วมกับการซึมของของเหลว (Transudation) และการผ่าน ของเหลว (Exudation) เข้าสู่ช่องท้อง ทําให้เกิดภาวะท้องมาน (Ascites) เปนต้น
2. การแพร่กระจายของท่อนาเหลือง เปนวธ ีการแพร่กระจายที่พบบ่อยที่สุด เมื่อ เซลล์มะเรง็ แพรเ่ ข้าสู่ท่อนาเหลือง จะกระตุ้นให้ต่อมนาเหลืองเพ่ิมจาํ นวนเม็ดเลือดขาว เกิดการสรา้ ง แอนติบอดี ต้านเซลล์ มะเรง็ ต่อมนาเหลืองจงึ มีขนาดใหญ่ขึ้น
3. การแพรก่ ระจายทางหลอดเลอื ด มักพบในมะเรง็ ชนิดซารโ์ คมา และระยะท้ายของมะเรง็ ชนิดคารซ์ โิ นมา เปนการแพรก่ ระจายที่ทําให้เซลล์มะเรง็ แพรก่ ระจายไปทั่วรา่ งกาย อวัยวะที่พบว่าเ กิด มะเรง็ จากการแพรก่ ระจายวธ นี ี้ ได้แก่ ตับ ปอด กระดูก และสมอง เปนต้น
4. การแพรก่ ระจายตามนาไขสันหลังของมะเรง็ เนื้อสมอง
5. การแพรก่ ระจายวธ อี ื่นๆ เชน่ การแพรจ่ ากเซลล์มะเรง็ จากเนื้องอก โดยติดไปกับใบมีด ผ่าตัดหรอ เข็มจะตรวจต่างๆ ซึ่งเปนการแพรก่ ระจายที่สามารถปองกันได้ จากการทําความสะอาด เครอ่ งมือ โดยวธ ปี ราศจากเชอื้ ที่ถูกต้อง
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 20


ตัวอย่างการแพรก่ ระจายของมะเรง็ ที่พบได้บ่อย ดังแสดงในตารางที่ 8 ตารางที่ 8 การแพรก่ ระจายของมะเรง็
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 21
จุดเรม่ ต้น
ศีรษะและคอ ปอด
เต้านม ลําไส้ใหญ่
รงั ไข่
แพรก่ ระจาย
อวัยวะเปาหมาย
ท่อนาเหลือง, ตับ, กระดูก อวัยวะต่างๆ รวมถึงสมอง กระดูก ปอด
ตับ ปอด
เยื่อบุช่องท้อง ตับ กระบังลม Omentum
แพรก่ ระจายโดยตรง
Pulmonary vein, Left ventricle ท่อนาเหลือง, Superior vena cava
ท่อนาเหลือง, Portal vein, Inferior vena cava
Right ventricle, Pulmonary artery
แ พ ร่ ก ร ะ จ า ย โ ด ย ต ร ง , Omentum, Mesenteric vein
การจัดแบ่งขั้นความรุนแรงของโรคมะเรง็ (Grading and staging of tumor)
การจดั แบ่งระดับความรุนแรงของโรค เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันในการบอกระดับ ขอบเขต การ ลุกลาม การแพรก่ ระจาย และระยะทางคลินิกของมะเรง็ เพื่อช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่ เกี่ยวข้องเข้าใจ ตรงกัน สามารถนําไปใชใ้ นการพยากรณ์โรค การวางแผนการรกั ษา วางแผนการดูแล และให้คําแนะนํา กับผู้ปวยได้อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป ซงึ่ การจดั แบ่งความรุนแรงของมะเรง็ ที่นิยม ใชม้ ี 2 แบบ คือ การแบ่งระดับความรุนแรงของมะเรง็ (Grading of malignant neoplasms) และ ขอบเขตการลุกลาม และการแพรก่ ระจายของมะเรง็ (Stage of malignant neoplasms)
1. การแบ่งระดับความรุนแรงของมะเรง็ (Grading of malignant neoplasms)
พิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงของนิวเคลียสและการแบ่งเซลล์มะเรง็ ที่แตกต่างจากเซลล์ ปกติการ grading แบ่งออกเปน 5 ระดับ โดยแบ่งตามความรุนแรง ดังแสดงในตารางท่ี 9


ตารางท่ี 9 การแบ่งความรุนแรงแบบ Grading
ร ะ ดั บ (Grade ลักษณะของเซลล์ (Cellular characteristics)
level)
Gx Cannot be determined ไม่สามารถแบ่งเกรดโรคมะเรง็ ได้
GI Well differentiated รูปรา่ งเซลล์มะเรง็ และการทําหน้าที่เหมือนกับเซลล์ ปกติหรอ เซลล์ต้นกําเนิด (เซลล์มะเรง็ ทั้งหมดหรอ เกือบทั้งหมดพัฒนาจนคล้าย
เซลล์เนื้อเยื่อปกติ)
GII Moderately differentiated รูปรา่ งเซลล์มะเรง็ และการทําหน้าที่คล้ายคลึง กับเซลล์ปกติหรอ เซลล์ต้นกําเนิด (เซลล์มะเรง็ 3 ใน 4 มีการพัฒนาจนคล้าย
เซลล์เน้ือเยื่อปกติ
GIII Poorly differentiated รูปรา่ งเซลล์มะเรง็ และการทําหน้าที่คล้ายคลึงกับ เซลล์ปกติหรอ เซลล์ต้นกําเนิดน้อยมาก (เซลล์มะเรง็ ครง่ หน่ึง มีการพัฒนาจน
คล้ายเซลล์เน้ือเยื่อปกติ
GIV Undifferentiated รูปรา่ งเซลล์มะเรง็ และการทําหน้าที่ไม่มีความคล้ายคลึง กับเซลล์ต้นกําเนิดทําได้ยากมากหรอ ไม่สามารถทําได้เลย (เซลล์มะเรง็ 1 ใน 4
เท่านั้นที่สามารถพัฒนาจนคล้ายเซลล์เนื้อเยื่อปกติ
2. ขอบเขตการลุกลามและการแพร่กระจายของมะเร็ง (stage of malignant neoplasms)
การแบ่งระยะของมะเรง็ โดยยึดตามขนาดก้อนมะเรง็ ที่แหล่งกําเนิด (Tumor : T) การลุกลาม ไปสู่ ต่อมนาเหลือง (Lymph nodes : N) และการกระจายของมะเรง็ ไปยังอวัยวะอื่นที่อยู่ไกลออกไป (Metastasis : M) หรอ เรย กว่า TNM Classification ดังแสดงในตารางท่ี 10
ตารางที่ 10 การแบ่งขั้นความรุนแรงตาม TMN system
ขนาดก้อนมะเรง็ ที่จุดกําเนิด (Primary tumor)
Tx Tumor cannot be assessed (ไม่สามารถประเมินขนาดก้อนมะเรง็ ณ จุด T0 กําเนิดได้
TIS No evident of primary tumor (ไม่พบจุดกําเนิดของก้อนมะเรง็ )
T1 Carcinoma in situ (พบมะเรง็ ที่ยังไม่มีการแพรก่ ระจาย)
หน่วยท่ี 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 22


ขนาดก้อนมะเรง็ ที่จุดกําเนิด (Primary tumor)
Progressive increase in tumor size and involvement in
T2 submucosa (ก้อนมะเรง็ ลุกลามเข้าไปยังชนั้ ใต้เยื่อเมือก)
Progressive increase in tumor size and involvement in muscularis
T3 propria (ก้อนมะเรง็ ลุกลามเข้าไปยังชนั้ กล้ามเน้ือ)
Progressive increase in tumor size and involvement in subserosa
T4 (ก้อนมะเรง็ ลุกลามเข้าไปยังชนั้ กล้ามเนื้อ เข้าไปยังชน้ั subserosa) Progressive increase in other organs (ก้อนมะเรง็ ลุกลามเข้าไปยังอวัยวะ
อื่นๆ)
การลุกลามของมะเรง็ ไปยังต่อมนาเหลืองบรเ วณใกล้เคียง (Regional Lymph nodes : N)
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 23
Nx
N0
N1 - N3
Regional lymph nodes cannot be assessed clinically (ไม่สามารถประเมินได้ว่ามีการกระจายไปยังต่อมนาเหลืองบรเ วณใกล้เคียง) Regional lymph nodes not demonstrably abnormal (ไม่มีการกระจายไปยังต่อมนาเหลืองบรเ วณใกล้เคียง)
Increasing degrees of demonstrable abnormality of regional lymph nodes (มีการกระจายไปยังต่อมนาเหลืองบรเ วณใกล้เคียง)
การแพรก่ ระจายของมะเรง็ ไปยังอวัยวะอื่นๆที่อยู่ไกลออกไป (Distant metastasis : M)
Mx Cannot be assessed (ไม่สามารถประเมินได้)
M0 No evident of distance metastasis (ไม่มีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะ
อื่นๆที่อยู่ไกลออกไป)
M1 Ascending degrees of distant metastasis, including metastasis to
distant lymph nodes (มีการแพรก่ ระจายไปยังอวัยวะอ่ืนๆที่อยู่ไกลออกไป)


หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 24 นอกจากนี้ยังมีการแบ่งระยะทางคลินิก (Clinical stage grouping) แบ่งได้ 4 ระยะ (stage)
ดังแสดงตารางที่ 11
ตารางที่ 11 การแบ่งระยะทางคลินิก (Clinical stage grouping)
ระยะทางคลินิก
Stage I
Stage II Stage III Stage IV
ความหมาย
ระยะท่ีเซลล์มะเรง็ อยู่เฉพาะบรเ วณที่เกิดภายในอวัยวะหรอ เนื้อเยื่อนั้น ยังไม่มี การลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง
ระยะที่เซลล์มะเรง็ลุกลามเข้าสู่เนื้อเยื่อใกล้เคียง ระยะที่เซลล์มะเรง็ แพรก่ ระจายสู่ต่อมนาเหลือง ระยะที่เซลล์มะเรง็ แพรก่ ระจายสู่อวัยวะต่างๆ
สรุปว่า มะเรง็ เปนเนื้องอกชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยลักษณะจาํ เพาะที่แตกต่างจากเนื้อเยื่อปกติ 4 ประการ คือ
1. เรม่ ความผิดปกติจากพันธุกรรม หรอ DNA ทําให้เซลล์นั้นๆ มีความสามารถในการเพิ่ม จาํ นวน จงึ เกิดเปนกลุ่มหรอ ก้อนเนื้องอกที่มีพันธุกรรมที่ผิดปกติ
2. มีการแบ่งเซลล์และการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา แบบอิสระไม่สัมพันธก์ ับเนื้อเยื่อ ปกติ และถูกควบคุมให้ตายตามอายุขัยตามกลไกของเซลล์เหมือนเซลล์ปกติ (Apoptosis)
3. ขาดคุณสมบัติการปรับเปลี่ยนรูปร่างให้เหมาะสมกับหน้าที่เฉพาะเจาะจง (Differentiation)
4. สามารถแพรก่ ระจาย (Metastasis) ไปยังส่วนอื่นๆของรา่ งกายได้
อาการและอาการแสดงของมะเรง็ (Clinical manifestation)
มะเรง็ ทําให้เกิดอาการ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มอาการเนื่องจากมะเรง็ โดยตรง และกลุ่มอาการ เนื่องจากมะเรง็ โดยอ้อม ซงึ่ มีรายละเอียดดังนี้
1. กลุ่มอาการเนื่องจากมะเร็งโดยตรง หมายถึง อาการต่างๆที่เกิดจากก้อนมะเรง็ ภายในอวัยวะนั้น หรอ การลุกลามของมะเรง็ สู่อวัยวะข้างเคียงโดยตรง ได้แก่
1.1 การอุดกั้น (Obstruction) เกิดจากการขยายขนาดของก้อนมะเรง็ ในอวัยวะที่เปน ชอ่ งทางผ่านต่างๆในรา่ งกาย เช่น มะเรง็ ปอดที่มีผลอุดกั้นทางเดินหายใจ มะเรง็ กระเพาะอาหารและ ลําไส้ที่มีผลขัด ขวางทางผ่านของอาหาร เปนต้น


1.2 การกดทับ (Compression) เกิดจากการขยายขนาดของมะเรง็ ส่งผลต่อการกด หรอ เบียดอวัยวะที่อยู่ติดกัน เช่น มะเรง็ ของต่อมไทรอยด์ที่มีขนาดใหญ่จึงกดหลอดลม และ/หรอ หลอดอาหาร ทําให้หายใจสะดวก และ/หรอ กลืนไม่ได้ตามมา
1.3 การทะลุ (Perforation) เกิดจากเซลล์มะเรง็ ทําลายเซลล์รอบๆ ด้วยเอนไซม์ย่อย สลายโปรตีน ทําให้อวัยวะบางทะลุหรอ แตก เชน่ มะเรง็ ทําให้กระเพาะอาหารหรอ ลําไส้บางหรอ แตกทะลุ ได้
1.4 การเปลี่ยนแปลงหรอ การลดการทําหน้าที่ของอวัยวะที่เปนมะเรง็ เน่ืองจากมะเรง็ ทําลายเนื้อเยื่อพาเรนไคมา (Parenchyma) ของอวัยวะที่เกิดมะเร็งหรอ อวัยวะที่เซลล์มะเร็ง แพรก่ ระจาย ไปถึงก็จะทําให้อวัยวะนั้นสูญเสียหน้าที่ เช่น มะเรง็ ปอดทําให้เซลล์ปอดเสียสภาพการ แลกเปลี่ยนก๊าซ เปนต้น
1.5 การมีเลือดออก (Bleeding) เกิดจากเซลล์มะเรง็ ยับยั้งการทํางานของทรอมโบสพอน ดิน (Thrombospondin) เมื่อมะเรง็ ลุกลามขยายไปกดเบียดหรอ ทับหลอดเลือดจนเกิดการฉีกขาด ก็ จะทําให้ มีการเสียเลือดออกมาในปรม าณที่มากเนื่องจากสูญเสียการทําหน้าที่ของ thrombospondin เชน่ ภาวะ ประจาํ เดือนมามากวา่ ปกติ จากมะเรง็ ปากมดลูก
1.6 เกิดบาดแผล (Ulceration) และการติดเช้ือ (Infection) เช่น มะเรง็ ในช่องปากที่ ถูกเสียดสีจากอาหารจนเปนแผลเปด และ/หรอ ทําให้มีการติดเชอื้ รว่ มด้วย เปนต้น
1.7 การสรา้ งฮอรโ์ มนที่ผิดปกติ ทั้งเนื้องอกและมะเรง็ ที่กดการทํางานของต่อมใต้สมอง (Pituitary grand) หรอ เนื้องอกของต่อมไรท้ ่อ ทําให้การสรา้ และระดับฮอรโ์ มนผิดปกติ เชน่ เนื้องอก ของตับอ่อน ทําให้สร้างอินซูลิน (Insulin) เพิ่มข้ึน ส่งผลให้เกิดภาวะนาตาลในเลือดตา (Hypoglycemia) เปนต้น
1.8 การเพ่ิมข้ึนของความดันในสมอง (increased intracranial pressure) เน่ืองจากเกิดมะเรง็ ที่บรเ วณทางผ่านของนาหล่อสมอง (Cerebrospinal fluid) หรอ มะเรง็ ลุกลามเข้า สู่สมอง เกิดการ ขัดขวางการไหลเวย นของนาหล่อสมอง ทําให้ความดันในสมองเพิ่มขึ้น ผู้ปวยจึงมี อาการชกั ปวดศีรษะ อาเจยี นพุ่ง และ/หรอ เสียชวี ต ได้
1.9 การค่ังของนาเหลือง (Lymphatic obstruction) เกิดจากก้อนเน้ือหรอ ก้อนมะเรง็ ขัดขวางการไหลเวย นของนาเหลือง ส่งผลให้มีอาการบวมกดไม่บุ๋ม (Non pitting edema) ของ รา่ งกายส่วนที่อยู่ถัดอออกไปจากบรเ วณที่เกิดพยาธสิ ภาพ เชน่ มะเรง็ เต้านมข้างซ้ายท่ีมีการขัดขวาง การไหลเวย นของนาเหลือง ทําให้แขนข้างซา้ ยบวม เปนต้น
1.10 อาการปวด (pain) อาการปวดในผู้ปวยแบ่งออกเปน 2 แบบ คือ
1.10.1 กลุ่มอาการปวดท่ีเกิดจากเซลล์มะเรง็ โดยตรง เช่น การแพรก่ ระจายของ มะเรง็ ไปที่กระดูก ทําให้เกิดอาการปวดบรเ วณกระดูก หากมะเรง็ แพรก่ ระจายไปที่เส้นประสาท ก็จะทํา ให้ผู้ปวยมีอาการ ปวดแสบปวดรอ้ นรว่ มกับการสูญเสียความรูส้ ึกของรา่ งกายในส่วนที่เลี้ยงโดย
เส้นประสาทนัน้
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 25


1.10.2กลุ่มอาการปวดที่เกิดรว่มกับการรกัษาการรกัษาด้วยการฉายรงัสีเชน่อาการ ปวดรว่ มกับการเกิดพังผืดและการทําลายเนื้อเยื่อและหลอดเลือดบรเ วณ brachial plexus หรอ บรเ วณ lumbosacral plexus การลดปวด (Chemotherapy infusion pain syndrome) จากยา เคมีบําบัดทําลายหลอดเลือดทําให้เส้นประสาทที่หล่อเลี้ยงโดยหลอดเลือดนั้นตาย ทําลาย Intercostobrachial nerve ทําให้ผู้ปวยหลังการผ่าตัดมะเรง็ เต้านมเกิดอาการปวดแบบรดั แน่น ปวด แสบปวดรอ้ นบรเ วณด้านหลังของแขน รกั แร้ และอก และปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหว ผู้ปวยจงึ ไม่ ขยับแขน ทําให้เกิดภาวะข้อไหล่ติด (Frozen shoulder) ตามมา การผ่าตัดรกั ษามะเรง็ เช่น การ ผ่าตัดเต้านม (Mastectomy)
2. กลุ่มอาการเนื่องจากมะเรง็ โดยอ้อม หมายถึง อาการต่างๆท่ีเกิดจากมะเรง็ และ ผลผลิตของมะเรง็ เชน่ ภูมิต้านทาน ฮอรโ์ มน ตัวรบั ฮอรโ์ มนที่ผิดปกติ จงึ ขัดขวางและเพม่ิ กลไกการทํา หน้าที่ ของฮอรโ์ มนชนิดนั้นๆ ผลของมะเรง็ และผลผลิตเหล่านี้ทําให้เกิดอาการผิดปกติทั่วรา่ งกาย
2.1 อาการผิดปกติของฮอรโ์ มน
2.1.1 กลุ่มอาการคุชชงิ่ (Cushing’s syndrome) มะเรง็ ทําให้เกิดการกระตุ้นให้มีกลไกการ สรา้ งและการหลั่งฮอรโ์ มน ACTH (Adrenocorticotropin) เข้าสู่กระแสเลือด จึงทําให้ระดับ ACTH ในเลือดสูงกว่า 200 พิโคกรมั ต่อมิลลิลิตร และในปสสาวะสูงกว่า 100 ไมโครกรมั /วัน ผู้ปวยมะเรง็ จึง เกิดลักษณะและอาการ เช่นเดียวกับผู้ปวยกลุ่มอาการคุชช่ิง ได้แก่ ภาวะ hypokalemia, hyperglycemia, central obesity, cutaneous striae, moon face, buffalo hump, pigmentation เปนต้น
2.1.2 กลุ่มอาการหลั่ง ADH ไม่เหมาะสม (syndrome of inappropriate secretion of antidiuretic hormone : SIADH) จากการที่มะเรง็ แพรก่ ระจายไปยังสมองทําให้มีการหลั่ง ADH มากกว่า ปกติ ผู้ปวยจงึ เกิดอาการผิดปกติต่างๆ เนื่องจากภาวะนาเกิน (Water intoxication) และผล ท่ีตามมา คือ ระดับโซเดียมในเลือดตา (Hyponatremia) แต่ระดับโซเดียมในปสสาวะเพ่ิมขึ้น ความ เข้มข้นของปสสาวะ สูงขึ้น ส่งผลให้การรบั รูล้ ดลง ซมึ สับสน ชกั หมดสติ หรอ อาจถึงขั้นเสียชวี ต ได้
2.1.3 ภาวะแคลเซียมในเลือดตา (Hypocalcaemia) มะเรง็ จะกระตุ้นให้เกิดการสรา้ ง และการหลั่งแคลซิโตนิน (Calcitonin) มากกว่าปกติ ซึ่งแคลซิโตนินทําหน้าที่ขัดขวางการสลายจาก กระดูก และเพ่ิม การขับแคลเซียมออกจากรา่ งกายทางปสสาวะ ทําให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดตา ผู้ปวยมะเรง็ จงึ เกิดอาการ มือจบี หรอ เกรง็ อยู่บ่อยๆ (Tetany) เปนต้น
2.1.4 โกนาโดโทรฟนเกิน (Elevation of gonadotrophin) มะเรง็ จะกระตุ้นให้เกิดการ สรา้ งและการหลั่งฮอรโ์ มนกลุ่มโกนาโดโทรฟน ได้แก่ FSH (Follicle stimulating hormone), LH (Luteinzing hormone) และ HCG (Human chorionic gonadotropin) เพ่ิมขึ้น ทําให้ผู้ปวย มะเรง็ เพศหญิงวัยเจรญ พันธุ์ มีประจาํ เดือนลดลง (Oligomenorrhea) เพศชายเต้านมโต และผู้ปวย เด็กเปนหนุ่มสาวเรว็กว่าปกติเปนต้น
2.1.5 โกรทฮอรโ์ มนปรม าณสูงเกิน (elevation of growth hormone) ในมะเรง็ ปอดและ มะเรง็ กระเพาะอาหารจะมีการหลั่ง GH-RH (growth hormone releasing hormone) ทําให้ระดับ
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 26


โกรท ฮอร์โมนสูงกว่าปกติ ผู้ปวยจะเกิดภาวะอะโครมีกาลี (acromegaly) เช่น รูปหน้าเปลี่ยน เนื่องจากขากรรไกร ขยาย หน้าผากยื่น จมูกและรม ฝปากหนา มือและเท้าใหญ่ เปนต้น
2.1.6 การเกินของโปรแลคติน (Elevation prolactin) มะเรง็ สมอง ปอด และไต จะกระตุ้น ให้เกิดการสรา้ งและการหลั่งโปรแลคตินมากกว่าปกติ ผู้ปวยจงึ หลั่งนานมได้แม้ไม่มีการตั้งครรภ์ เปน ต้น
2.2 กลุ่มอาการทางประสาท
2.2.1 การเสื่อมของสมองน้อยแบบกึ่งเฉียบพลัน (Sub acute cerebellar degeneration) มะเรง็ ปอด และโรคฮอดกินส์ (Hodgkin’s disease) ทําให้เกิดปฏิกิรย า ของ ระบบภูมิคุ้มกัน ของรา่ งกาย ที่ผิดปกติและ การทําลายของเซลล์สมองอย่างชา้ ๆ โดยเฉพาะสมองน้อย รว่ มกับการตรวจพบโปรตีน และลิมโฟไซด์ (Lymphocyte) ในนาไขสันหลังมากกว่าปกติ การเสื่อมของ สมอง น้อย ทําให้ผู้ปวยมะเรง็ มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Hypotonia) เดินเซ (ataxia) และสูญเสีย การควบคุม การทรงตัว (Pendular reflexes) เปนต้น
2.2.2 สมองเสื่อม (Dementia) มะเรง็ ปอดจะสรา้ งสารกระตุ้นทําให้เยื่อบุหลอดเลือด เพิ่มจาํ นวนเซลล์อย่างรวดเรว็ จนหลอดเลือดตีบ ทําให้เน้ือสมองบรเ วณที่หลอดเลือดเหล่านั้นไปหล่อ เลี้ยงบวม และตายเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง คลื่นไฟฟาสมอง (Electroencephalograhy, EEG) ชา้ ลง รว่ มกับการตรวจพบเซลล์ในนาไขสันหลังมากกว่าปกติ ผู้ปวยจึงมีอาการเหมือนผู้ปวยโรคสมอง เสื่อม เชน่ หลงลืม ความสามารถในการปฏิบัติตัวลดลง เปนต้น
2.2.3 การอักเสบของลิมบิค (Limbic encephalitis) มะเรง็ ปอด มะเรง็ อัณฑะ และโรค ฮอดกินส์ ทําให้เกิดการอักเสบและเสื่อมสภาพของสมองส่วนฮิปโปแคมปส (hippocampus) และอะ มิกดาลอย (Amygdaloid nuclei) ผู้ปวยมะเรง็ จงึ มีอาการสมองเสื่อมอย่างรุนแรงละรวดเรว็
2.2.4 จอประสาทตาเสื่อมสภาพ (Visual retinopathy หรอ optic neuritis) มะเรง็ ปอด ที่ได้รับการรักษาโดยการกดภูมิคุ้มกันส่งผลให้เกิดแอนติบอดีต่อกระจกตา ทําให้จอตาบวม (Papilledema) เส้นประสาทเสื่อม (Demyelination) ทําให้ผู้ปวยมองเห็นจุดดํา (Scotoma) ลาน สายตาแบบวงแหวน (Ring scotoma) และความสามารถในการมองเห็นลดลง รว่ มกับมีอาการตาสู้ แสงไม่ได้
2.2.5 การกลอกตาผิดปกติรว่ มกับมีอาการเซ (posoclonus and ataxia) พบบ่อยจาก มะเรง็ เต้านมและมะเรง็ สตร เกิดจาก anti-RI ซงึ่ แอนติบอดี้นี้ทําให้ผู้ปวยมีการกลอกตาแบบไรท้ ิศทาง แบบไม่ได้ตั้งใจ รว่ มกับอาการเดินเซ
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 27


2.3 ความผิดปกติที่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด
2.3.1 หลอดเลือดดําอุดตัน (Thrombosis) หลอดเลือดดําอักเสบ (Thrombophlebitis) พบบ่อยในผู้ปวยที่เปนมะเรง็ ในระบบทางเดินอาหาร เกิดการอุดกั้นและการอักเสบของหลอดเลือด ดํา ชนั้ ตื้นที่ อยู่ใต้ผิวหนังมากกว่าหลอดเลือดดําชนั้ ลึก มักเกิดเปนซาๆหากกําจดั สาเหตุยังไม่ได้
2.3.2 การเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดทั่วร่างกาย (Disseminated intravascular coagulation) พบมากในผู้ปวยมะเรง็ เม็ดเลือดขาว เกิดจากกลไกการเพ่ิมของไฟบรน (Fibrin) การ เกิด DIC ที่หลอดเลือด ไปเลี้ยงปอด ทําให้เกิดกลุ่มอาการหายใจลําบาก และ/หรอ เลือดออกในปอด ถ้าเกิดภาวะ DIC ที่หลอดเลือด ที่ไปเลี้ยงไต ก็จะทําให้ไตขาดเลือดไปเลี้ยงและเกิดภาวะไตวายได้ ถ้า เกิดภาวะ DIC ที่สมองก็จะทําให้เกิด หลอดเลือดสมองอุดกั้น และ/หรอ เลือดออกในสมอง เปนต้น
2.3.3 ภาวะเกล็ดเลือดสูง มะเรง็ ต่อมนาเหลือง มะเรง็ ปอด การตัดม้าม และการได้รบั ยา เคมีบําบัด ก็จะกระตุ้นให้เกิดการสรา้ งเกล็ดเลือดมากกว่า 400,000 เซลล์/ไมโคลิตร
2.3.4 ภาวะเกล็ดเลือดตา มะเรง็ ปอด มะเรง็ เต้านม มะเรง็ ถุงนาดี มะเรง็ ลําไส้ใหญ่ มะเรง็ อัณฑะ มะเรง็ เม็ดเลือดขาว และการรกั ษาด้วยยาเคมีบําบัดหรอ รงั สีรกั ษา ก็จะทําให้เกล็ดเลือดตากว่า 140,000 เซลล์/ไมโคลิตร ผู้ปวยอาจจะมีจุดเลือดตามตัว (Petechiae) มีภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก
2.4 ความผิดปกติของเม็ดเลือด
2.4.1 ภาวะซดี (Anemia) เปนภาวะที่พบบ่อยในผู้ปวยมะเรง็ แทบทุกชนิด ซงึ่ เกิดจาก
- การเสียเลือดส่วนหนึ่งไปหล่อเลี้ยงเซลล์มะเรง็ อย่างเรอ้ รงั
- การรบั ประทานอาหารลดลง
- มะเรง็ กระจายไปที่กระดูก การรกั ษาดูรงั สีหรอ เคมีบําบัด มีผลกดการทํางานของไข
กระดูก ทําให้ไขกระดูกสรา้ งเม็ดเลอื ดแดงลดลง
- การแตกของเม็ดเลือดแดงจากการแพ้ภูมิตัวเองทําให้ซดี เชอื่ ว่ากลไกนเี้ กิดจากรา่ งกาย
สรา้ งภูมิคุ้มกันต่อแอนติเจน ซงึ่ มีลักษณะคล้ายกับเม็ดเลือดแดง
- เม็ดเลือดแดงมีลักษณะกลม ทําให้แตกง่าย อายุของเม็ดเลือดแดงสั้นลง จนเกิดภาวะซดี
2.4.2 ภาวะเม็ดเลือดแดงมาก (Erythrocytosis) มะเรง็ ไต ตับ สมอง ทําให้ระดับของอิรโ ธ รพอยอีติน (erythropoietin) สูงกว่าปกติ จากเซลล์มะเรง็ หลั่งสารกระตุ้นการหลั่งอิรโ ธรพอยอีติน (Erythropoietin) เชน่ โพรสตาแกรนดิน (Prostagrandins) ส่วนมะเรง็ ต่อมหมวกไตและมะเรง็ รงั ไข่ จะหลั่งฮอรโ์ มนเพศชาย เพื่อกระตุ้นไขกระดูกให้สรา้ งเม็ดเลือดแดงเพิม่ ขึ้น
2.4.3 ภาวะเม็ดเลือดขาวมาก (eukocytosis) ภาวะเม็ดเลือดมากกว่า 20,000 เซลล์/ ไมโครลิตร ซึ่งไม่ใช่มะเรง็ เม็ดเลือดขาว มักเกิดจากมะเรง็ กระเพาะอาหาร มะเรง็ ตับอ่อน มะเรง็ ปอด มะเรง็ สมอง มะเรง็ ผิวหนัง และมะเรง็ ต่อมนาเหลือง จะเพ่ิมปรม าณเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟว เนื่องจากการเพม่ิ ของ ปจจยั กระตุ้นเซลล์ (Colony stimulating factors) เชน่ อินเตอลิวคิน 1 และ 3 (interleukin-1 and interleukin-3)
2.4.4 ภาวะเม็ดเลือดขาวน้อย (Leukopenia) เกิดจากการรกั ษามะเรง็ ด้วยเคมีบําบัดและ รงั สีรกั ษา
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 28


2.5 ภาวะนาในเยื่อหุ้มหัวใจขัดขวางการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ (Pericardial effusion and neoplastic temponade) ผู้ปวยมะเรง็ ปอด มะเรง็ เต้านม มะเรง็ หลอดอาหาร ฯลฯ มักมีการ แพรก่ ระจายของมะเรง็ ไปสู่เยื่อหุ้มหัวใจโดย และ/หรอ ทางหลอดเลือด ทําให้เกิดมะเรง็ ทั้ง บรเ วณเยื่อ หุ้มหัวใจช้ันนอก (Parietal pericardium) นาในช่องเยื่อหุ้มหัวใจที่เพ่ิมขึ้นอย่างรวดเรว็ รว่ มกับ เข้มงวดใจที่เพ่ิมขึ้นอย่างรวดเรว็ รว่ มกับการหนาตัวเพ่ิมข้ึน ของเย่ือหุ้มหัวใจ ทําให้ความดันระหว่าง เยื่อหุ้มหัวใจสูงขึ้น จงึ ขัดขวางการบีบตัวและขยายตัวของกลา้ มเนื้อหัวใจ ลดปรม าณเลือดไหลกลับหัวใจ (Stroke volume) และความดันเลือดลดลง รา่ งกาย เพื่อชดเชยเพื่อการเพ่ิมอัตราการเต้นของหัวใจ ทําให้พบอาการหัวใจเต้นเรว็ เหนื่อย นอนราบไม่ได้ เขียวคลาจากการขาดออกซเิ จน (Cyanosis) เจ็บ หน้าอกบรเ วณหลังกระดูกหน้าอก (Sternum) ซงึ่ อาการเจบ็ จะทุเลาลง เมื่อผู้ปวยนั่งโน้มตัวไปด้านหน้า หากปรม าณเลือดไปหล่อเล้ียงสมองไม่เพียงพอผู้ปวยจากมีอาการมึนงง สับสน หากการปรบั ตัวชดเชย ของ หัวใจเกินขีดความสามารถจะเกิดภาวะหัวใจวายและเสียชวี ต
2.6 ภาวะนาในเยื่อหุ้มปอด (pleural effusion) ปกติระหว่างชั้นเยื่อหุ้มปอดจะมีนา ที่ ปราศจาก โปรตีนประมาณ 5 มิลลิลิตร เพ่ือลดการเสียดทานในการขยายตัวและหดตัวของปอด ขณะ หายใจเข้าและออก เมื่อเกิดพยาธสิ รร ภาพจากมะเรง็ ปอด มะเรง็ เต้านม มะเรง็ รงั ไข่ และมะเรง็ ต่อม นาเหลือง ฯลฯ ที่แพรก่ ระจายสู่เยื่อหุ้มปอดทําให้หลอดเลือดฝอยท่ีเย่ือบุช่องปอดแตก นาในเยื่อหุ้ม ปอดจึง เพ่ิมข้ึนและ มีเลือดปน (hemorrhagic effusion) หากมะเร็งมีขนาดใหญ่จะอุดก้ันท่อ นาเหลือง ทําให้นาในเย่ือปอด ท่ีเพิ่มข้ึน ไม่ถูกดูดซมึ ไป ผู้ปวยมะเรง็ จงึ มีอาการเหนื่อย มอนราบไม่ได้ รว่ มกับไอแห้งๆ ฯลฯ
2.7 ความผิดปกติของระบบขับถ่ายปสสาวะ ผู้ปวยโรคฮอดกินส์ (Hodgkin’s disease) มัก มีการทําลายโครงสรา้ งของโกลเมอรูลัส (Glomerulus) ภายในหน่วยไต (Nephron) ทําให้ตรวจพบ โปรตีนในปสสาวะ (proteinuria) มะเรง็ ต่อมนาเหลืองด้วยยาเคมีบําบัดหรอ รงั สีรกั ษา ทําให้ เซลล์ จาํ นวน มากถูกทําลาย เกิดกระบวนการย่อยสลายพิงรน (Purine) เพิ่มขึ้น ปรม าณกรดยูรก ในเลือดจงึ สูงขึ้น (Hyperuricemia) อย่างรวดเรว็ หากปสสาวะเปนกรดจะเกิดผลึกยูรก ในหลอดฝอยไต ทําให้ เกิดนว่ิที่หลอดไต(uretericstone)และไตวายเฉียบพลัน(Acuterenalfailure)
2.8 อาการผอมแห้งแรงน้อย (cachexia) หมายถึง อาการอ่อนเพลีย หมดเรย่ วแรง เบื่อ อาหาร และผอมลงมากจนผิดสังเกต เนื่องจาก
- เซลล์มะเรง็ สรา้ งสาร TNF (tumor necrotic factor) ซึ่งเปนสารท่ีรบกวนเซลล์ปกติ ของ รา่ งกายในการเจรญ เติบโตและทําหนา้ ที่ต่างๆ
- การเติบโตของเซลล์มะเรง็ อย่างรวดเรว็ จงึ มีการสรา้ ง DNA และ RNA เพ่ิมมากขึ้น จงึ มีกรด ยูรก ในเลือดสูง (Hyperuricemia) กรดยูรก ที่เพ่ิมขึ้นทําให้เกิดอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้และ อาเจยี น รบั ประทานอาหารไม่เพียงพอ รา่ งกายจงึ ขาดสารอาหารที่จะนํามาซอ่ มแซมส่วนที่สึกหรอ และสรา้ งภูมิ ต้าน ทานลดลง ระยะท้ายของมะเรง็ จงึ มักพบว่าผู้ปวยติดเชอื้ ง่าย
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 29


2.9 ความวต กกังวล หวาดกลัว โศกเศรา้ ตั้งแต่ทราบว่าเปนเน้ืองอก รอการวน ิจฉัยว่า จะใช่ มะเร็ง หรอ ไม่ และจะเพิ่มความ หวาดกลัวมากขึ้นเมื่อได้รับการวน ิจฉัยว่าเปนมะเร็ง กลไกการ เปลี่ยนแปลง เนื่องจากความกดดันทาง จติ ใจจะมีผลกระทบต่อการทําหน้าที่ของรา่ งกายอีกหลายระบบ
ความผิดปกติทางพันธุกรรม (Genetic disorder)
ลักษณะทางพันธุกรรมจะถ่ายทอดจากบรรพบุรุษไปยังลูกหลานโดยมียีนเปนตัวควบคุม ลักษณะบาง อย่างที่ถ่ายทอดมา ถือเปนความพิการโรคทางพันธุกรรม โรคที่เปนความผิดปกติทาง พันธุกรรมบางโรค อาจเกิดขึ้นได้เองในระหว่างที่อยู่ในครรภ์มารดา เนื่องจากการได้รบั สารพิษบางอย่าง คนมี Chromosome 23 คู่ เปน autosome 22 คู่ และ sex chromosome 1 คู่ ในหญิงปกติ sex chromosome เปน XX ส่วนในชายปกติเปน XY ที่เปนคู่กัน จะมีลักษณะรูปรา่่ งเหมือนกันทุกประการ เรย กว่า homologous โรคที่แสดงออกเมื่อมียีนผิดปกติยีนเดียวเรย ก dominant ส่วนโรคที่ แสดงออกเมื่อมียีนผิดปกติ 2 ยีน เรย กว่า Recessive โดยผู้ที่มียีนผิดปกติยีนเดียวไม่เปนโรคแต่เปน พาหะ (Carrier) และถ่ายทอดโรคต่อไปได้
การถ่ายทอดทางพันธุกรรม
ลักษณะทางพันธุกรรมจะถ่ายทอดจากบรรพบุรุษไปยังลูกหลาน โดยมียีนส์เปนตัวควบคุม ลักษณะ บางอย่างที่ถ่ายทอดมาถือเปน ความพิการเปนโรคทางพันธุกรรม โรคที่เปนความผิดปกติทางพันธุกรรม บางโรคอาจเกิดขึ้นได้เองในระหว่างที่อยู่ในครรภ์ มารดาเนื่องจากการได้รบั สารพิษบางอย่าง
ปจจัยที่ส่งผลต่อการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
1.Genetic factors ปจจยั ทางพันธุกรรมจากรุน่ พ่อแม่ 2.Exogenous teratogens ได้แก่
-Physical teratogens -Chemical teratogens -Microbial teratogens
Physical teratogens
ปจจัยทางด้านกายภาพ ท่ีส่งผลต่อการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ได้แก่ รงั สี เช่น รงั สี x-ray หากมารดาตั้งครรภ์และได้รบั รงั สี นี้จะมีผลต่อการถ่ายทอดทาง พันธุกรรมของทารกในครรภ์ได้ Chemical teratogens
ปจจัยด้านสารเคมี มีผลต่อ fetal malformation เช่น การดื่มเครอ่ งดื่มที่มีแอลกอฮอล์ มีผลทําให้ทารกในครรภ์ มีภาวะที่เรย กว่า fetal alcohol syndrome ทําให้ทารกที่เกิดมานั้นมีลักษณะ
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 30


ใบหน้าที่มีความผิดปกติ คือ ช่องตาสั้น รม ฝปากบนเรย บ หนังตาคลุมหัวตาบนมาก จมูกแบน ปลายจมูกเชดิ ขึ้น
Microbail teratogens
ปจจยั ด้านเชอื้ โรค การติดเชอื้ เปนสาเหตุหนึ่งที่ส่งผล ต่อความพิการของทารกในครรภ์ได้ เชน่ การติดเชอื้ ไวรสั ได้แก่ toxoplasma rubella, cytomegalovirus, herpes virus
ความผิดปกติทางพันธุกรรม แบ่งออกเปน
1. Chromosomal abnormalities ความผิดปกติของโครโมโซม 2. Single gene disorder ความผิดปกติของยีนเดี่ยว
3. Multifactorial inheritance ความผิดปกติของยีนหลายยีน
Chromosomal abnormalities
ความผิดปกติของโครโมโซม จะเกิดขึ้นเมื่อแบ่งตัวเพื่อเพม่ิ จาํ นวนเซลล์ แบ่งออกเปน 2 กลุ่มคือ
1. ความผิดปกติของจาํ นวนโครโมโซม ปกติโครโมโซมมี 46 เมื่อมีจาํ นวนขาดหรอ เกินเรย กว่า aneuploidy (47 or 44) แต่ถ้ามากกว่าปกติเรย กว่า polyploidy (69 or 92) aneuploidy
ถ้าเกินมา 1 เรย กว่า trisomy เชน่ คู่ที่ 21 แต่ถ้าขาดไป 1 จะเรย กว่า monosomy
2.ความผิดปกติในโครงสรา้ งหรอ รูปรา่ งเกิดขึ้นในขณะที่เซลล์มีการแบ่งตัวอาจมีการเปลี่ยนแป ลง เกิดขึ้นกับโครโมโซมได้หลายแบบ เช่น โครโมโซมหายไปบางส่วน, โครโมโซมบางส่วนเพิ่มขึ้น, หรอ บางส่วน มีการเรย งตัวผิดปกติ
โรคที่เกิดจาก chromosomal abnormalities ได้แก่
Down’s syndrome เปนความผิดปกติของโครโมโซมรา่ งกายคู่ที่ 21 ส่งผลให้เด็กมีภาวะ ปญญาอ่อน พัฒนาการช้า มีความผิดปกติทางร่างกาย มีความพิการของหัวใจแต่กําเนิด มีลักษณะใบหน้า ที่มีความจาํ เพาะ คือ จมูกเล็ก ลน้ิ คับปาก ใบหูเล็ก ตาห่าง หางตาชขี้ ึ้น ตัวเตี้ย นว้ิ สั้น มีเส้นขวางที่ฝามือ
Turner’s syndrome เปนความผิดปกติของโครโมโซมเพศ คือ มีโครโมโซม 45X เปนกลุ่มอาการที่หญิงมี x chromosome บางส่วนหรอ ทั้งอันขาดหายไป ลักษณะสําคัญคือ มีรูปรา่ งอ้วนเตี้ย ไม่มีประจาํ เดือน มดลูก รงั ไข่มีขนาดเล็ก คอสั้นเปนปก ปญญาอ่อน
Klinefelter’s syndrome กลุ่มอาการชายที่มี x chrom osom e เกิน 47xxy จะมีลักษณะคล้าย เพศหญิง มีเต้านม อวัยวะเพศเล็ก สูงอ้วน ปญญาอ่อน
Single – gene Disorder
ความผิดปกติของยีนเด่ียว เกิดจากความไม่สมบูรณ์หรอ การเปล่ียนแปลงของยีนหนึ่งยีน และความผิด ปกตินั้นมีการถ่ายทอดตามกฎของ Mendel คือถ่ายทอดจากพ่อแม่ให้ลูก ความผิดปกติของยีนเดี่ยวแบ่งเปน 4 แบบคือ
Autosomal dominant เปนความผิดปกติจากพ่อหรอ แม่มียีนที่ผิดปกติ 1 ยีน
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 31


Autosomal recessive เปนความผิดปกติที่พ่อและแม่เปนพาหะของความผิดปกตินั้นๆ และถ่ายทอดให้บุตรได้ทั้งสองเพศ
X-linked dominant พ่อจะเปนผู้ถ่ายทอดความผิดปกติให้บุตรสาวทุกคน ผู้ชายไม่เปนไร แต่ถ้าแม่ผิดปกติจะถ่ายทอดให้บุตรทั้งสองเพศ
X-linked recessive แม่จะเปนผู้ถ่ายทอดความผิดปกติของ chromosome X โดยบุตรชาย ที่เกิดกับหญิงที่เปนพาหะจะมีโอกาศเปนโรค 50 % และบุตรสาวมีโอกาสเปนพาหะ 50% แต่ถ้าพ่อเปนโรค แม่ปกติ บุตรสาวทุกคนจะเปนพาหะ
โรคที่เกิดจาก Single-gene disorder ได้แก่
• Autosomal Dominant Disorder -Marfan’s syndrome
• Autosomal Recessive Disorder
-Cystic fibrosis
-Anemia: Sickle cell anemia, Thalassemia -Lysosomal storage disease -Phenylketonuria (PKU)
• X-linked Recessive Disorder -Hemophilia
-G-6-PD Deficiency
-Muscular dystrophy
-Fragile X syndrome (mental retard)
• X-linked Dominant Disorder
-Hypophosphatemic rickets (Vitamin D resistant rickets)
Multifactorial inheritance
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่เกิดเนื่องจากความผิดปกติของยีนหลายยีนมีปจจยั ที่เกี่ย วข้องหลายอย่าง รวมทั้งปจจัยสิ่งแวดล้อม ทําให้เกิดความผิดปกติ เช่น โรคหัวใจพิการแต่กําเนิด ปากแหว่ง เพดานโหว่ มารดาได้รบั อันตรายในชว่ งสัปดาห์ที่ 3-9 ของอายุครรภ์ซงึ่ เปนชว่ งของรา่ งกาย กําลงั เจรญ พัฒนาเปนรูปรา่ ง
• Anencephaly
• Diabetes meallitus
การตรวจวน ิจฉัยก่อนคลอด
1.การตรวจนาครา (Amniocentesis) ทําเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 16-17 สัปดาห์ นํานาครา ไปตรวจหาเอ็นไซม์ ตรวจวเ คราะห์ DNA และนําไปเพาะเลี้ยงเซลล์เพื่อตรวจโครโมโซม ใช้เวลา 2-3 สัปดาห์จงึ จะทราบผล
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 32


2.การตรวจชน้ิ ส่วนของรก (Chorionic villus sampling) ทําเมื่ออายุครรภ์ 8-12 สัปดาห์ ได้ เลยโดยไม่ต้องเพาะเลี้ยง โดยการเจาะผ่านทางช่องคลอดหรอหน้าท้อง ชน้ิ รกที่ได้นํามาตรวจโครโมโซมและการตรวจ DNA หรอ เอ็นไซม์ ก็ใชเ้ วลาประมาณ 1-2 สัปดาห์
3.การเจาะเลือดจากสายสะดือ (Cordocentesis) ตรวจเมื่ออายุครรภ์เกิน 16 สัปดาห์ โดยการดูดเลือดจากสายสะดือมาตรวจ การตรวจวธ นี ี้สามารถตรวจหาความผิดปกติของระบบโลหิตได้ และสามารถตรวจโรคติเชอื้ ได้ จากการตรวจ IgM antibody หรอ นําเลือดไปเพาะเชอื้
การรกั ษาโรคทางพันธุกรรม
การรักษาโรคทางพันธุกรรมได้มีการประยุกต์เทคโนโลยีทางอณูชีววท ยา (Molecular biology) พันธุวศ วกรรม (Genetic engeneering) และเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ทําให้เกิดความรูเ้ รอ่ งโครงสรา้ งของโปรตีนจนสามารถสังเคราะห์ยีนขึ้นได้ โดยการใส่ยีนใหม่ (Gene theraphy)
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 33


บรรณานุกรม
ลิวรรณ อุนนาภิรกั ษ์ และคณะ. พยาธสิ รร วท ยาทางการพยาบาล.คณะพยาบาลศาสตร์ มหาลัยมหิดล; 2555
สุจนิ ดา รม ศรท อง และคณะ. พยาธสิ รร วท ยาทางการพยาบาล คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธบิ ดี; 2555 Williams and Wilkins. Pathophysiology made Incredibly visual. 2nd Edition. Lippincott; 2012
Albert B. Molecular biology of the cell. 5th Edition. New york; 2008
Allison, J. P. Immune checkpoint blockade in cancer therapy. The Journal of the
American Medical Association. 2015; 314(11), 1113-1114.
Boonpipattanapong, T. Role of chemopreventive agents in colorectal cancer. Songklanagarind Medical Journa. 2005; 23(5), 383-396.
Braun, C. A. & Anderson, C. M. Applied pathophysiology: A conceptual approach to the mechanisms of disease (3rd Ed.). Philadelphia: Wolters Kluwer; 2017.
Friedman, J. R., Richbart, S. D., Merritt, J. C., Brown, K. C., Nicholas A. Nolan, N. A., Akers, A. T., Dasgupta, P. (in press). Acetylcholine signaling system in progression of lung cancers.Pharmacology & Therapeutics, 1-33.
Fukuhara, H., Ino, Y., & Todo, T. Oncolytic virus therapy: A new era of cancer treatment at dawn. Cancer Science. 2016; 107(10), 1373-1379.
Ignatavicius, D. D., & Workman, M. L. Medical-surgical nursing: Patient-centered collaborative care (8th Ed.). (Vol.1). St. Louis, MO: Elsevier; 2016
Tawinwung, S. Cancer Immunotherapy: The Potential of Adoptive T cell Therapy for Cancer. Thai Journal of Pharmacology. 2017; 39 (2), 49-61.
Porth, C. M., & Matfin, G. Pathophysiology: Concepts of altered health states (8th Ed.). Philadelphia: Wolters Kluwer l Lippincott Williams & Wikins; 2009.
Sunpaweravong, P. Tyrosine kinase receptor inhibitor as a molecularly targeted therapy for solid tumors. Songklanagarind Medical Journal. 2006; 24(1), 43-52.
หน่วยที่ 1 พยาธสิ รร วท ยาของเซลล์ 34


Click to View FlipBook Version