หน่วยที่ 9.3 ความไมส่ มดุลของฮอรโ์ มนในภาวะเครย ด
291
หน่วยที่ 9 ความไม่สมดุลของฮอรโ์ มน
หน่วยที่ 9.3 ความไม่สมดุลของฮอรโ์ มนในภาวะเครย ด
วไลวรรณ ทองเจรญ
จุดประสงค์การเรย นรู้
1. บอกคําจาํ กัดความของความเครย ด (stress)
2. บอกสาเหตุของความเครย ด (stressors)
3. อธบิ ายกลไกการตอบสนองต่อภาวะเครย ด (stress response)
4. อธบิ ายกลุ่มอาการทั่วไปในการปรบั ตัว (general adaptation syndrome)
5. อธบิ ายผลของการตอบสนองต่อภาวะเครย ด
6. อธบิ ายอาการและอาการแสดงทั้งทางด้านรา่ งกายและพฤติกรรมในภาวะเครย ด
7. อธบิ ายหลักการพยาบาลและข้อแนะนําสําหรบั ผู้ที่มีภาวะเครย ด
บทนํา
ความเครย ด จดั เปนปรากฏการณ์ทางด้านจติ สังคมและด้านสรร วท ยา (socio-psycho- physiological phenomenon) การตอบสนองต่อความเครย ดเปนการตอบสนองทางสรร วท ยา เพื่อ เปนการปองกันและปรบั ตัวให้รา่ งกายอยู่ในสภาวะสมดุล (homeostasis or steady state) การ ตอบสนองจะมากหรอ น้อยขึ้นอยู่กับความรุนแรง และระยะเวลาของความเครย ด การรบั รู้ ความเข้มแข็ง การประคับประคองจากภายในและภายนอก
ฮานส์ เชลเย (Hans Selye, 1984) ให้คําจํากัดความของคําว่า ความเครย ด (stress) ห ม า ย ถ ึ ง ก า ร ต อ บ ส น อ ง ท า ง ส ร ร ว ท ย า ข อ ง ร ่ า ง ก า ย โ ด ย ท ั ่ ว ไ ป แ บ บ ไ ม ่ จ ํ า เ พ า ะ ( n o n s p e c i f i c responses) ต่อสิ่งท่ีมากระตุ้น (stressors) ซงึ่ เชลเย เรย กการตอบสนองนี้ว่า กลุ่มอาการทวั่ ไปในการ ปรบั ตัว (General Adaptation Syndrome หรอ GAS) ดังนั้น มนุษย์จงึ ต้องมีความเครย ดระดับหนึ่ง เพื่อให้รา่ งกายอยู่รอดและทําหน้าที่ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ เพราะความเครย ดชว่ ยกระตุ้นรา่ งกาย และจิตใจให้มีปฏิกิรย าสนองตอบและปรบั ตัว รา่ งกายจึงมีความต้านทานต่อสิ่งที่มากระตุ้น และมี พัฒนาการในทางที่ดีขึ้น มีความสามารถและทักษะการแก้ปญหาชีวต ได้ดีขึ้น แต่ความเครย ดที่มาก เกินไปอาจทําให้เกิดพยาธสิ ภาพต่อรา่ งกายได้
มากขึ้น
หน่วยที่ 9.3 ความไมส่ มดุลของฮอรโ์ มนในภาวะเครย ด
292
สาเหตุของความเครย ด (Stressors)
สาเหตุของความเครย ด คือ ส่ิงท่ีมากระทบทางรา่ งกาย จติ ใจ และ/หรอ ความรูส้ ึก ซงึ่ อาจ มาจากภายในหรอ ภายนอกรา่ งกาย ทําให้รูส้ ึกกลัว ตื่นตระหนก ดีใจ เสียใจ หรอ สะเทือนด้านจติ ใจ แบ่ง ออกเปน 3 ด้าน ดังนี้
1. ด้านรา่ งกาย ได้แก่
1.1 การประสบอุบัติเหตุ ไฟไหม้
1.2 การทําผ่าตัด การได้รบั บาดเจบ็ ความเจบ็ ปวด การเคลื่อนไหวไม่ได้ 1.3 การติดเชอื้ ภาวะชอค ภาวะขาดออกซเิ จน ภาวะขาออาหาร/อดอาหาร
2. ด้านจติ ใจ ทําให้เกิดอารมณ์ กลัว โกรธ เกลียด กังวล ดีใจ หรอ ตื่นเต้น ได้แก่
2.1 การได้ทราบข่าวรา้ ยกะทันหันโดยไม่ตั้งใจ เช่น การผ่าตัด โรครา้ ย การได้รบั ข่าว
เสียชวี ต ของคนในครอบครวั ญาติ เพื่อนสนิท
2.2 การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในแต่ละชว่ งอายุ เชน่ การจากบ้านไปโรงเรย น การมีน้อง
ใหม่ การทํางานที่ใหม่ การเปนหม้าย หย่ารา้ ง การตายของคนรกั การปลดเกษียณ การตกงาน
2.3 การแต่งงาน การเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหน่ง การจบการศึกษาใหม่ การตั้งครรภ์ การ
คลอดบุตร การศึกษาต่อต่างประเทศ การประสบความสําเรจ็ ทางหน้าที่การงาน
3. ด้านสังคม เช่น การอยู่รว่ มกันอย่างแออัด การไม่เข้าใจกัน การทะเลาะกัน การอิจฉา
รษ ยากัน การแก่งแย่ง การขาดเพื่อนต้องอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว เปนต้น
กลไกการตอบสนองต่อภาวะเครย ด
การตอบสนองต่อภาวะเครย ดเปนการตอบสนองรว่ มกันระหว่างระบบประสาท ระบบต่อม ไรท้ ่อ และระบบภูมิคุ้มกัน การตอบสนองของฮอรโ์ มนเปนการตอบสนองตามแนว hypothalamus pituitary adrenal axis (HPA axis) ระดับการตอบสนองต่อภาวะเครย ดในแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ตามอายุ เพศ เศรษฐกิจ แรงสนับสนุนทางสังคม ประสบการณ์ในอดีต อัตมโนทัศน์ พันธุกรรม และ ภาวะสุขภาพ
เมื่อมีสาเหตุของความเครย ด (stressors) เข้ามากระทบต่อรา่ งกาย จิตใจและ/หรอ ความรูส้ ึก รา่ งกายจะเกิดการตอบสนอง (stress response) โดยสมองจะเปนอวัยวะรบั การกระตุ้น จากสาเหตุของความเครย ด แล้วส่งสัญญาณประสาทไปยัง hypothalamus กระตุ้นให้มีการหลั่ง releasing hormone ออกมากระตุ้นการทํางานของอวัยวะหรอ ระบบต่างๆ เหล่านี้ ดังนี้ (รปที่ 9.3-1)
1. Sympathetic nervous system ทําให้มีการหลั่ง epinephrine จาก adrenal medulla และหลั่ง norepinephrine จากปลายประสาท sympathetic มากขึ้นอย่างทันทีทันใด เพื่อเตรย มพรอ้ มรา่ งกายในการตอบสนองต่อภาวะเครย ด ซงึ่ จะมีผลตามมา คือ
1.1 ตับ กล้ามเนื้อลาย และเนื้อเยื่อปลายทาง มีการสลายนาตาล โปรตีน และไขมัน
293
1.2 ตับอ่อน มีผลยับยั้งการหลั่ง insulin และกระตุ้นการหลั่ง glucagon ทําให้ ระดับนาตาลในเลือดเพิม่ ขึ้น และเพิม่ การสลายโปรตีนและไขมันออกจากเนื้อเยื่อมากขึ้น
1.3 กล้ามเนื้อเรย บของหลอดเลือดที่ผิวหนังและอวัยวะภายในเกิดการหดตัว (ผล ของ norepinephrine) เพ่ือส่งเลือดไปยังหลอดเลือดที่ขยายตัว (ผลของ epinephrine) ได้แก่ หลอดเลือดที่หัวใจ สมอง ปอด และกล้ามเนื้อลาย ซงึ่ จะชว่ ยให้อวัยวะเหล่านี้ได้รบั เลือดอย่างเพียงพอ การหดตัวของหลอดเลือดนี้มีผลให้ความดันโลหิตของรา่ งกายสูงขึ้น
1.4 หัวใจและปอดทํางานมากขึ้น ทําให้ cardiac output, heart rate และการ หายใจเพม่ิ ขึ้น หลอดลมขยายตัว เพื่อเพม่ิ ออกซเิ จนให้แก่เนื้อเยื่อ
1.5 กระเพาะอาหารและลําไส้มีการเคลื่อนไหวและทํางานลดลง
1.6 ไต มีผลกระตุ้นการหลั่ง renin มากขึ้น ซงึ่ จะทําให้มีการหลั่ง aldosterone จาก ต่อมหมวกไตส่วนนอกเพม่ิ ขนึ้
1.7 จิตใจ norepinephrine มีผลกระตุ้นสมอง และจิตใจให้ตื่นตัว (mental alertness)
1.8 ต่อมมีท่อ (exocrine glands) ทํางานมากขึ้น เช่น ต่อมเหง่อ ทําให้มีการขับ เหง่อ ออกทางผิวหนังมากขึ้น
Anterior pituitary gland กระตุ้นให้มีการหลั่ง ACTH (adrenocorticotropic hormone) ไปกระตุ้นต่อมหมวกไตส่วนนอกให้หลั่ง cortisol เพิ่มขึ้น (จาํ นวนมาก) และหลั่ง aldosterone เพิ่มขึ้น(จาํ นวนน้อย) cortisol ที่หลั่งเพิ่มนี้จะชว่ ยเสรม ฤทธ์ิ (permission) ข อ ง glucagon แ ล ะ catecholamine (epinephrine แ ล ะ norepinephrine) และ growth
2.hormone ในการสลายนาตาลจากตับ ทําให้ระดับนาตาลในเลือดเพ่ิมขึ้น เพื่อใช้เปน แหล่งพลังงานของเนื้อเยอื่ ต่างๆ และระบบประสาท นอกจากนั้นยังเพม่ิ การสลายโปรตีนและไขมันด้วย ส่วน aldosterone ที่เพม่ิ ขึ้น (จาํ นวนน้อย) จะมีผลเพม่ิ การดูดกลับโซเดียมที่หลอดฝอยไตส่วนต้นและ ท่อรวบรวมปสสาวะ (distal และ collecting tubule) ทําให้เกิดการคั่งของเกลือและนาในรา่ งกาย
นอกจาก anterior pituitary gland จะถูกกระตุ้นให้หลั่ง ACTH เพ่ิมขึ้นแล้ว ยังหล่ัง ฮอรโ์ มนเหล่านี้เพม่ิ ขึ้น คือ
2.1β-Lipotropinหรอβ-endorphin(β-LPH)เปนฮอรโ์มนที่ชว่ยทําให้รา่งกายทน ต่อภาวะความเจบ็ ปวดได้มากขึ้น (เพิ่ม pain threshold) ชว่ ยเพิ่มความรูส้ ึกต่ืนเต้น ทําให้รา่ งกายสด ชนื่
2.2 growth hormone (GH) ออกฤทธก์ิ ระตุ้นตับให้มีการสลายกลัยโคเจน โปรตีน และไขมันเพม่ิ ขึ้น
2.3 prolactin ทําให้มกี ารเจรญ ของเต้านม และเกิดการหลั่งนานมได้
2.4 thyroid stimulating hormone มีผลกระตุ้นต่อมธัยรอยด์ให้หลั่ง thyroid hormone (T3, T4) เพิม่ ข้ึน ซง่ึ จะออกฤทธเ์ิ พิม่ การสลายนาตาล เพ่ือนําไปใชเ้ ปนแหล่งของพลังงา
หน่วยที่ 9.3 ความไมส่ มดุลของฮอรโ์ มนในภาวะเครย ด
หน่วยที่ 9.3 ความไมส่ มดุลของฮอรโ์ มนในภาวะเครย ด
294
Stressors
(ทั้งดานบวกและดา นลบ)
Central nervous system
Hypothalamus
Anterior pituitary
ADH Aldosterone
Na and water retention
Alarm reaction
รูปท่ี 9.3-1 กลไกการตอบสนองของรา่ งกายเม่ือเกิดภาวะเครย ด
3. Posterior pituitary gland กระตุ้นให้มีการหลั่ง vasopressin หรอ ADH (antidiuretic hormone) ซึ่งจะออกฤทธเ์ิ พิ่มการดูดกลับนาที่หลอดฝอยไตส่วนต้นและท่อรวบรวม ปสสาวะ (distal และ collecting tubule) ทําให้มีการคั่งของนาในรา่ งกาย
กลุ่มอาการทั่วไปในการปรบั ตัว (General Adaptation Syndrome; GAS)
ฮานส์ เชลเย (Hans Selye, 1984) ได้ให้คําอธบิ ายเกี่ยวกับภาวะเครย ดเปนคนแรกในป 1930 อธบิ ายว่า การตอบสนองเพ่ือปองกันผลกระทบของภาวะเครย ด เรย กว่า กลุ่มอาการทั่วไปในการ ปรบั ตัว (General Adaptation Syndrome) เปนการตอบสนองแบบไม่จําเพาะเจาะจงต่อสิ่งที่มา กระตุ้นให้เกิดความเครย ด แบ่งออกเปน 3 ระยะ คือ
Autonomic nervous system
Posterior pituitary TSH
β-LPH
PRL
Sympathetic system
หล่ัง Norepinephrine (NE)
GH
-)
และ Epinephrine (E)
Exocrine gland
-
- Vascular smooth muscle
- Cardiopulmonary
ACTH
Cortisol
- Contraction of vascular smooth muscle
- HR, R, CO เพิ่มขึ้น
- Airway dilation
- Liver
- Pancreas (หลั่ง Insulin ลดลง Glucagon เพิ่มขึ้น)
- Peripheral tissues
- Blood glucose เพิ่มขึ้น
- Protein and fat catabolism
Resistance reaction
295
1. ระยะตกใจ (alarm reaction phase หรอ fight or flight) คือ ระยะที่มีการ กระตุ้นการทํางานของระบบประสาทซมิ พาเทติค และต่อมใต้สมอง ทําให้มีการหลั่ง norepinephrine, epinephrine และ cortisol เพื่อกระตุ้นให้รา่ งกายรบั รูแ้ ละเกิดกลไกปองกันตนเอง ระยะนี้จะมีผลทํา ให้หัวใจเต้นเรว็ และบีบตัวแรงขึ้น การหายใจเรว็ ขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น ระดับนาตาลในเลือดเพ่ิมขึ้น เหง่อ ออกมากขึ้น
2. ระยะต่อต้าน (resistance หรอ adaptation phase) เปนระยะที่รา่ งกายปรบั ตัว เพื่อเข้าสู่ภาวะสมดุล (homeostasis) ระยะนี้ระบบประสาทซิมพาเทติคจะทํางานลดลง ขณะที่ระดับ ฮอรโ์ มน cortisol และ aldosterone หลั่งมากขึ้น ส่งผลให้รา่ งกายค่อยๆ ปรบั ตัว เพื่อรกั ษาสภาพ รา่ งกายให้เปนปกติ ทําให้มีระดับนาตาลในเลือดสูงขึ้น มีการคั่งเกลือและนาในรา่ งกาย ช่วยลดอาการ อักเสบและอาการเนื่องจากความเครย ด จัดเปนการปรบั ตัวทางสรร วท ยา โดยใช้พลังงานสะสมใน รา่ งกายเพื่อต่อต้านความเครย ด
3. ระยะหมดแรง (exhaustion phase) เปนระยะปรับตัวเมื่อพลังงานสะสมลดลง รา่งกายไมส่ามารถปรบัตัวเพื่อต่อต้านความเครยดที่เกิดขึ้นได้ทําให้เกิดโรคของการปรบัตัว(diseases of adaptation) หัวใจ ไต และระบบภูมิคุ้มกันทํางานล้มเหลว ซงึ่ จะนําไปสู่การเกิดโรคหรอ การตายได้ เมื่อคนเราเข้าสู่ระยะนี้ รา่ งกายจะไม่สามารถฟ้นคืนสภาพจากภาวะเครย ดได้เอง ต้องพึ่งพาแพทย์หรอ พยาบาลเพื่อชว่ยในการแก้ปญหาที่เกิดขึ้น
ผลของการตอบสนองต่อภาวะเครย ด
1. ในภาวะเครย ด ระบบประสาท ระบบต่อมไรท้ ่อ และระบบภูมิคุ้มกัน จะรว่ มกันควบคุม การทํางานของเซลลท์ ั้งโดยทางตรงและทางอ้อม
2. ในคนซึ่ง hypothalamic pituitary adrenal axis (HPA axis) ไม่ถูกกระตุ้น เช่น คนที่มี adrenal gland หรอ pituitary gland ไม่ทํางานหรอ ถูกตัดท้ิงไป จะมีความสามารถในการ ตอบสนองต่อความเครย ดลดลง
3. คนที่มี physiological reserve ลดลง เชน่ เด็กคลอดก่อนกําหนด คนสูงอายุ หรอ คน ที่มีอุบัติเหตุหลายแห่ง หรอ มีโรคหลายโรค จะมีการตอบสนองต่อความเครย ดลดลง
4. ระดับ catecholamine เพิ่มขึ้น เพื่อชว่ ยเตรย มรา่ งกายให้พรอ้ มต่อภาวะเครย ด ส่วน ระดับcortisolที่เพิม่ขึ้นจะชว่ยเตรยมพลังงานสําหรบัเนื้อเยื่อ
5. การตอบสนองต่อภาวะเครย ด จะเกิดผลที่สําคัญ คือ นาตาลในเลือดสูง (hyperglycemia) มี catabolism ของสารอาหารโปรตีนและไขมันเพิ่มขึ้น มีปรม าณเลือดที่ออกจาก หัวใจ อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ และความดันโลหิตเพิม่ ขึ้น
6. Glucocorticoid (cortisol) มีอิทธพิ ลอย่างมากในการตอบสนองต่อภาวะเครย ด เพื่อ เสรม การทํางานของ catecholamine และ glucagon ทําให้ blood glucose เพิ่มข้ึน นอกจากนั้น ยังมีผลทําให้การตอบสนองของ vascular smooth muscle ต่อ catecholamine เกิดได้นานขึ้น ด้วย ซึ่งการหลั่ง cortisol นี้จัดเปนกลไกการปองกันตัว เพื่อช่วยปองกันไม่ให้เกิดการตอบสนองต่อ
หน่วยที่ 9.3 ความไมส่ มดุลของฮอรโ์ มนในภาวะเครย ด
296
ภาวะเครย ดนานเกินไป และช่วยให้รา่ งกายเกิดภาวะสมดุล (homeostasis) ได้เรว็ ขึ้น เพราะถ้าเกิด การตอบสนองต่อภาวะเครย ดนานเกินไป จะทาํ ให้รา่ งกายถูกทําลายและเกิดอันตรายถึงชวี ต ได้ง่าย
7. การเกิดภาวะเครย ดนานๆ จะทําให้เกิดกลุ่มอาการทั่วไปในการปรบั ตัว (general adaptation syndrome) ทั้ง 3 ระยะ ร่างกายต้องปรับตัวมากขึ้น สร้างสารต่างๆ มากขึ้น เพื่อ พยายามทําให้รา่ งกายกลับสู่ภาวะสมดุล ในกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขได้ จนรา่ งกายเข้าสู่ระยะหมดแรง อาจทําให้เกิดความล้มเหลวในการปรบั ตัวและตายได้
8. หลังภาวะเครย ดนานๆ จะพบต่อมหมวกไตมีขนาดใหญ่ขึ้น และผลจากการหลั่ง CRF เพิม่ ขึ้น ทําให้มีระดับ cortisol มากขึ้น ซงึ่ จะก่อให้เกิดผลเสียตามมาดังนี้ คือ
8.1 ทาํ ให้ระบบภูมิค้มุ กันของรา่ งกายลดลง เนื่องจาก cortisol ออกฤทธกิ์ ดการสรา้ ง การหลั่ง และกดปฏิกิรย าของ intracellular mediator ต่างๆ เช่น interleukin 1 ทําให้ monocytes, macrophages, T-cells, B-cells, NK cells, eosinophil และ basophil ทํางาน ลดลง นอกจากนั้นยังลดการทํางานของเม็ดเลือดขาวในบรเ วณที่มีการอักเสบ ทําให้แผลหายชา้
8.2 ทําให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลําไส้ เนื่องจาก cortisol ออกฤทธกิ์ ระตุ้น การหลั่งกรดเกลือและ pepsin
8 . 3 ใ น เ ด ็ ก ก ร ะ ด ู ก ห ย ุ ด ก า ร เ จ ร ญ เ ต ิ บ โ ต โ ด ย c o r t i s o l อ อ ก ฤ ท ธ ข์ ิ ั ด ข ว า ง ก า ร เ จ ร ญ ของกระดูกอ่อน และทําให้ epiphyseal plate บางลง ในผู้ใหญ่ มีผลทําให้เกิดภาวะกระดูกผุ มีการ สลายของกระดูกมากขึ้น โดย cortisol ออกฤทธติ์ ้านวต ามินดี ทําให้แคลเซยี มถูกดูดซึมจากทางเดิน อาหารได้น้อยลง และเพม่ิ การขับถ่ายแคลเซยี มทางไต
8.4 ลดระดับ testosterone ทําให้ความต้องการทางเพศลดลง
8.5 ผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทําให้เกิดอารมณ์แปรปรวน ซมึ เศรา้ นอนไม่หลับ ทําให้เกิดโรคจติ ได้ เนื่องจาก cortisol มีฤทธเิ์ พมิ่ excitability ของสมอง
9. การตอบสนองต่อภาวะเครย ดมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันโดยผ่านทางระบบต่อมไรท้ ่อ และระบบประสาท เนื่องจาก CRF (corticotropin releasing hormone) ซึ่งหลั่งจาก hypothalamus มีผลกดการทํางานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันโดยผ่านทาง cortisol นอกจากนั้น เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน ยังมี receptor ต่อฮอร์โมนเหล่านี้ คือ ACTH, CRF, endrophin, norepinephrine, growth hormone และ cortisol จึงเชื่อว่าการทํางานของเซลล์ในระบบ ภูมิคุ้มกัน น่าจะมีอิทธพิ ลมาจากฮอรโ์ มนเหล่าน้ีด้วย สําหรบั ระบบประสาทอัตบาล จะมีผลโดยตรงต่อ lymphoid tissue คือ ต่อมธัยมัส ม้าม ต่อมนาเหลืองและไขกระดูก การเปลี่ยนแปลงของระบบ ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากภาวะเครย ดนี้ จะมีผลทําให้เกิดโรคหรอ ความเจบ็ ปวยตามมาได้
10. ภาวะเครย ดมีผลทําให้ร่างกายเกิดความผิดปกติหรอ โรคในระบบต่างๆ เช่น migraine, headache, peptic and duodenal ulcer, obesity, drug and alcohol abuse, immune-competence, cardiovascular problem, angina, hypertension, rheumatoid arthritis, asthma, autoimmune disease, depression, diabetes mellitus ฯลฯ
หน่วยที่ 9.3 ความไมส่ มดุลของฮอรโ์ มนในภาวะเครย ด
หน่วยที่ 9.3 ความไมส่ มดุลของฮอรโ์ มนในภาวะเครย ด
297
อาการและอาการแสดง ทางด้านรา่ งกาย
1. อ่อนเพลีย นาหนักลด ความดันโลหิตสูง ใจสั่น เหง่อ ออกที่ฝามือ มือเท้าเย็น มือสั่น
2. การหายใจลําบาก หายใจไม่สุด เจบ็ หน้าอก หลอดลมขยาย รูม่านตาขยาย
3. ปวดท้อง รูส้ ึกไม่สบายในท้อง เนื่องจากนาย่อยจากกระเพาะอาหารหลั่งมากขึ้น มีภาวะ
กรดไหลย้อน อาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเสียหรอ ท้องผูก
4. กล้ามเนื้อหดตัวและมีความตึงตัวมากขึ้น ทําให้เกิดอาการคอแข็ง ปวดหลัง ปวดศีรษะ
เจบ็ ขากรรไกร และมีปญหาเกี่ยวกับเอ็นตามกล้ามเนื้อได้ 5. ระดับนาตาลในเลือดสูงในระยะแรก
6. การขับถ่าย nitrogen ทางปสสาวะเพิม่ ขึ้น เพราะมีการสลายของโปรตีนเพิม่ ข้ึน
7. ระดับ ACTH, cortisol, epinephrine และ norepinephrine ในพลาสมาเพิม่ ขึ้น 8. ระดับ VMA (vanillyl mandelic acid) ซึ่งเปน metabolite ของ catecholamine
ในพลาสมาและปสสาวะเพิม่ ขึ้น
9. ระดับ 17-OHCS (17-hydroxycorticosteroid) ซึ่งเปน metabolite ของ cortisol
ในพลาสมาและปสสาวะเพิม่ ขึ้น
10. อัตราส่วนของ Na+/K+ ในปสสาวะลดลง ซงึ่ เปนผลจากการเพิ่มระดับ aldosterone
แต่เนื่องจากระดับการขับถ่าย Na+ มีอิทธิพลจากปจจัยอ่ืนด้วย เช่น blood volume และ GFR (glomerular filtration rate) ดังนัน้ จงึ ควรตรวจหาระดับ creatinine ในปสสาวะด้วย
11. ระดับ prolactin และ β-endrophin ในพลาสมาเพม่ิ ขึ้น ถือเปนตัวบ่งชที้ างอ้อมของ ภาวะเครย ด
ทางด้านพฤติกรรม อารมณ์และความรูส้ ึก
1. วต กกังวล ฟุงซา่ น ซมึ เศรา้ อารมณ์แปรปรวนง่าย โกรธ และอาละวาดง่าย
2. ไม่มีสมาธิ หมดแรงจูงใจในการทําส่ิงต่างๆ ไม่เข้าสังคม ไม่สนใจส่ิงแวดล้อม
3. พฤติกรรมเปลี่ยน เชน่ อาการสั่น ใชน้ ว้ิ เคาะโต๊ะ ใชข้ าแกว่งไปมา นั่งขอบเก้าอี้ กําหมัด
หรอ มีการเกรง็ ของกล้ามเน้ือส่วนใดส่วนหนึ่ง พูดเสียงสูง รอ้ งไห้ เดินยาอยู่กับที่ ทํากิจกรรมหรอ เคลื่อนไหวน้อยลง หิวตลอดเวลา รบั ประทานอาหารมากขึ้นหรอ น้อยลง สูบบุหร่ดื่มเหล้า หรอ ติดสาร เสพติด ฯลฯ
สรุปลักษณะการตอบสนองต่อภาวะเครย ด
1. การตอบสนองต่อภาวะเครย ดเปนกลไกธรรมชาติ เพื่อการปองกันและการปรบั ตัวของ รา่ งกาย
2. เมื่อมีส่ิงกระตุ้นทําให้เกิดภาวะเครย ด รา่ งกายจะตอบสนองต่อภาวะเครย ดทุกครงั้ และ ทําให้มีการหลั่ง catecholamine และ cortisol เพิม่ ขึ้น ทําให้เกิดอันตรายจากภาวะเครย ดได้
298
3. ภาวะเครย ดที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุทางด้านรา่ งกายหรอ ทางจติ ใจ มีผลกระตุ้น ให้รา่ งกายเกิดกลไกการตอบสนองในลักษณะเดียวกัน แต่ขนาดและระยะเวลาอาจแตกต่างกัน
4. มีความจาํ กัดในการตอบสนองต่อภาวะเครย ด ขึ้นอยู่กับพลังงานสะสมที่อยู่ในรา่ งกาย และระบบภูมิคุ้มกันของรา่ งกาย
5. ความแรงและระยะเวลาของการตอบสนองต่อภาวะเครย ดอาจมากเกินไป จนทําให้ กลไกในการปรบั ตัวล้มเหลวและเกิดความตายได้ เพราะเกิดกลุ่มอาการทั่วไปในการปรบั ตัวในระยะ หมดแรง
6. ภาวะเครย ดที่เกิดขึ้นกับรา่ งกายและจิตใจซาๆ จะมีผลทําให้กลไกการตอบสนองต่อ ภาวะเครย ดมีความรุนแรงลดลง เนื่องจากรา่ งกายมีการปรบั ตัว ทําให้สาเหตุของภาวะเครย ดมีผลต่อ hypothalamus น้อยลง
7. การตอบสนองต่อภาวะเครย ดของแต่ละคนจะแตกต่างกัน เนื่องจากสาเหตุของ ความเครย ดเดียวกัน อาจมีความรุนแรงหรอ การรบั รูใ้ นแต่ละคนไม่เท่ากัน
หลักการพยาบาล
1. พยาบาลควรระลึกไว้เสมอว่า ภาวะเครย ดเปนกลไกของรา่ งกายที่สามารถเกิดขึ้นได้ ตลอดเวลา และผู้ปวยเปนบุคคลหนึ่งซ่ึงเกิดภาวะเครย ดได้มาก อันเปนผลกระทบมาจากสาเหตุทั้ง ทางด้านรา่ งกายและจติ ใจ ได้แก่ อาการของโรค การตรวจต่างๆ การดูแลรกั ษาผู้ปวย ฯลฯ ดังนั้น ใน การให้การพยาบาล พยาบาลควรให้การพยาบาลด้วยความเข้าใจ เห็นใจ ช่วยเหลือและรบั ฟงปญหา รวมทั้งให้การพยาบาลอย่างถกู ต้อง เพื่อชว่ ยลดสาเหตุของภาวะเครย ด ชว่ ยให้ผู้ปวยมีสุขภาพแข็งแรง หายจากความเจบ็ปวยเรว็ขึ้น
2.เมื่อเกิดภาวะเครยดวธกีารทดี่ีเพื่อชว่ยลดภาวะเครยดควรปฏิบัติดังนี้
2.1 ค้นหาปญหาและสาเหตุที่แทจ้ รง ของภาวะเครย ด และพยายามแก้ไขให้ตรงตาม
สาเหตุ ปญหาที่ใหญ่มากแก้ไขไม่ได้ ให้แบ่งเปนปญหาเล็ก ๆ และแก้ไขทีละปญหา
2.2 พยายามลดภาวะเครย ดตั้งแต่ระยะแรก เพื่อปองกันไม่ให้ภาวะเครย ดเกิดมาก
เกินไปจนรา่ งกายปรบั ไม่ได้
2.3 วธ รี ะบายภาวะเครย ดที่ดี คือ การพูดถึงความรูส้ ึกที่มีต่อปญหานั้นๆ ทั้งทางบวก
และลบ เพื่อลดความคับข้องใจที่มีอยู่ การศึกษาหาความรู้ ในด้านต่างๆ การออกกําลังกาย การผ่อน คลายกล้ามเนื้อ และการทําสมาธิ จะชว่ ยให้เกิดความสมดุลทางจติ ใจ สามารถเผชญิ กับภาวะเครย ดได้
................................................
หน่วยที่ 9.3 ความไมส่ มดุลของฮอรโ์ มนในภาวะเครย ด
หน่วยที่ 9.3 ความไมส่ มดุลของฮอรโ์ มนในภาวะเครย ด
299
บรรณานุกรม
วไ ลวรรณ ทองเจรญ . ความไม่สมดุลของฮอรโ์ มน. ใน พัสมณฑ์ คุ้มทวพ ร, จันทนา รณฤทธวิ ช ยั , วไ ล วรรณ ทองเจรญ , วน ัส ลีฬหกุล. พยาธิสรร ทางการพยาบาล. กรุงเทพมหานคร: ทีเอสบี โปร ดักส์; 2558. หน้า 183-93.
Braun, CA, Anderson, CM. Applied pathophysiology: A conceptual approach to the mechanisms of disease. 3th ed. Philadelphia: Wolters Kluwer; 2017.
Brashers VL. Clinical applications of pathophysiology: An evidence-based approach. St. Louis: Mosby; 2006.
Brashers VL, Huether SE. Mechanisms of hormonal regulation. In: Huether SE, McCance KL, editors. Understanding pathophysiology. 6th ed. St. Louis: Elsevier Mosby; 2017. p. 439-59.
Brashers VL, Jones RE, Huether SE. Alterations of hormonal regulation. In: Huether SE, McCance KL, editors. Understanding pathophysiology. 6th ed. St. Louis: Elsevier Mosby; 2017. p. 460-89.
Clayton MF, McCance KL. Stress and disease. In: McCance KL, Huether SE, Brashers VL, Rote, NS, editors. Pathophysiology: The biologic basis for disease in adults and children. 7th ed. St. Louis: Elsevier Mosby; 2014. p. 338-62.
Grossman L. Stress and adaptation. In: Norris TL, editor. Porth’s Pathophysiology: Concepts of altered health states. 10th ed. Philadelphia: Wolters Kluwer; 2019. p. 142-57.
Jansen DA, Emerson RJ. Homeostasis allostasis and adaptive responses to stressors. In: Copstead LE, Banasik J. editors. Pathophysiology. 6th ed. St. Louis: Elsevier Saunders; 2019. p. 12-25.
Kunert, MP. Stress and adaptation. In : Porth CM, editor. Essentials of Pathophysiology: Concepts of altered health states. 4th ed. Philadelphia: Wolters Kluwer; 2015. 206-22.
Selye H. The stress of life. New York: McGraw-Hill; 1984.
Story L. Pathophysiology: A practical approach. 3rd ed. Sudbury, MA: Jones & Bartlett
Learning; 2017.