51
บทท่ี 4
ผลกำรวเิ ครำะห์ขอ้ มลู
การวิจัยครั้งนี้ วัตถุประสงค์เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรื่อง พ้ืนท่ีผิวและ
ปริมาตรของปริซึม หลังใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ CCR กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และเพื่อ
เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง พื้นที่ผิวและปริมาตรของปริซมึ ก่อนและหลังเรียนโดยใช้
การจดั กิจกรรมการเรียนร้แู บบ CCR ของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรยี นหาดใหญว่ ิทยาลัย ๒
อาเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล เพ่ือตอบวัตถุประสงค์ของ
การวิจยั รายละเอียดดงั น้ี
ตอนที่ 1 การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน เร่อื ง พืน้ ท่ผี วิ และปริมาตรของปริซึม หลงั
ใชก้ ารจัดกิจกรรมการเรยี นรู้แบบ CCR กับเกณฑร์ อ้ ยละ 70
ตอนท่ี 2 การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน เร่ือง พ้ืนทผ่ี วิ และปริมาตรของปริซึม กอ่ น
และหลงั เรียนโดยใชก้ ารจดั กิจกรรมการเรยี นรู้แบบ CCR
ตอนท่ี 1 กำรเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียน เรื่อง พ้ืนที่ผิวและปริมำตรของปริซึม หลังใช้
กำรจดั กจิ กรรมกำรเรียนรแู้ บบ CCR กบั เกณฑร์ อ้ ยละ 70
การเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นเร่ือง พืน้ ทีผ่ วิ และปริมาตรของปริซมึ หลังใชก้ ารจัด
กิจกรรมการเรียนรู้แบบ CCR ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/9 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ๒
อาเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กับเกณฑ์ร้อยละ 70 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ปรากฏดังแสดงในตารางที่
1
ตำรำงที่ 1 แสดงคะแนนหลังเรียนโดยใชก้ ารจดั กิจกรรมการเรียนรู้แบบ CCR เม่อื เทยี บกับเกณฑ์ร้อย
ละ 70
นกั เรยี นคนท่ี คะแนนหลังเรยี น เทยี บกับเกณฑร์ ้อยละ 70
(คะแนนเตม็ 10 คะแนน) (ผา่ นเกณฑ์ 7 คะแนน)
52
1 7 ผา่ น
2 7 ผา่ น
3 8 ผา่ น
4 10 ผา่ น
5 7 ผา่ น
6 10 ผา่ น
7 10 ผา่ น
8 9 ผา่ น
9 10 ผา่ น
10 9 ผา่ น
11 9 ผ่าน
12 8 ผา่ น
13 10 ผ่าน
14 10 ผ่าน
15 7 ผ่าน
16 9 ผ่าน
17 7 ผ่าน
18 9 ผ่าน
19 10 ผ่าน
20 7 ผ่าน
21 7 ผ่าน
53
22 8 ผ่าน
23 7 ผ่าน
24 10 ผ่าน
25 8 ผ่าน
26 10 ผา่ น
27 8 ผา่ น
28 8 ผา่ น
29 10 ผา่ น
30 10 ผา่ น
31 9 ผา่ น
32 8 ผา่ น
33 10 ผา่ น
34 9 ผ่าน
35 10 ผ่าน
36 10 ผ่าน
37 8 ผ่าน
38 9 ผ่าน
39 9 ผ่าน
40 10 ผา่ น
41 10 ผา่ น
42 9 ผ่าน
54
43 9 ผา่ น
44 7 ผา่ น
45 8 ผา่ น
X 8.97
จากตารางท่ี 1 จะเหน็ ได้วา่ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้แบบ CCR นักเรยี นมคี ะแนนเฉลี่ยรวม
สงู กวา่ เกณฑร์ อ้ ยละ 70 เม่อื พิจารณาคะแนนเป็นรายบคุ คลพบวา่ นักเรียนมีคะแนนสงู กว่าเกณฑ์ร้อย
ละ 70 จานวน 45 คน
ตอนที่ 2 กำรเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทำงกำรเรียน เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมำตรของปริซึม ก่อนแล
หลงั เรียนโดยใชก้ ำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้แบบ CCR
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นเร่อื ง พื้นที่ผิวและปรมิ าตรของปรซิ ึม ก่อนและหลัง
ใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ CCR ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/9 โรงเรียนหาดใหญ่
วิทยาลยั ๒ อาเภอหาดใหญ่ จงั หวดั สงขลา ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลปรากฏดงั แสดงในตารางที่ 2
ตำรำงที่ 2 แสดงคะแนน คา่ เฉลีย่ และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานของคะแนนกอ่ นและหลงั เรยี นด้วยการ
จดั กิจกรรมการเรยี นรแู้ บบ CCR
นักเรียนคนท่ี คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลงั เรยี น คะแนนท่เี พิม่ ขนึ้
(คะแนนเตม็ 10 คะแนน) (คะแนนเตม็ 10 คะแนน)
1 +5
2 2 7 +2
3 5 7 +4
4 4 8 +8
5 2 10 +5
6 2 7 +8
7 2 10 +8
2 10
86 55
95
10 3 9 +3
11 4 10 +5
12 5 9 +6
13 2 9 +5
14 4 8 +3
15 5 10 +8
16 3 10 +6
17 9 7 +2
18 3 9 +6
19 4 10 +1
20 5 9 +6
21 6 10 +6
22 4 7 +2
23 3 7 +1
24 5 8 +4
25 2 7 +4
26 4 10 +5
27 4 8 +6
28 2 10 +6
8 +4
8 +6
56
29 5 10 +5
30 3 10 +7
31 2 9 +7
32 4 8 +4
33 3 10 +8
34 2 9 +7
35 3 10 +7
36 3 10 +7
37 4 8 +4
38 8 9 +1
39 6 9 +3
40 2 10 +8
41 5 10 +5
42 7 9 +2
43 3 9 +6
44 4 7 +3
45 3 8 +5
X 4.08 8.97
S.D. 1.38 1.00
จากตารางท่ี 2 จะเห็นได้ว่า ก่อนเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ CCR นักเรียนทา
คะแนนสูงสุดได้ 9 คะแนน คะแนนต่าสุด 2 คะแนน คะแนนเฉล่ีย ( ̅X ) 4.08 คะแนน และส่วน
เบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) 1.67 และหลังเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนร้แู บบ CCR นักเรียนทา
57
คะแนนสูงสุดได้ 10 คะแนน คะแนนต่าสุด 7 คะแนน คะแนนเฉล่ีย ( ̅X ) 8.97 คะแนน และส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 1.15 แสดงให้เห็นว่า หลังเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ CCR
นกั เรียนมผี ลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นสงู กวา่ ก่อนเรียน
58
บทท่ี 5
สรุป อภปิ รำยผล และขอ้ เสนอแนะ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ือง พ้ืนท่ีผิวและ
ปริมาตรของปริซึม หลังใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ CCR กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และเพ่ือ
เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง พ้ืนท่ีผิวและ
ปริมาตรของปริซึม ก่อนและหลัง การใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ CCR ของนักเรียนช้ัน
มธั ยมศึกษาปีท่ี 2/9 โรงเรยี นหาดใหญว่ ิทยาลยั 2 อาเภอหาดใหญ่ จงั หวัดสงขลา
ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ เป็นนักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 2 ประจาปีการศึกษา 2563
โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลยั ๒ อาเภอหาดใหญ่ จังหวดั สงขลา จานวน 10 หอ้ ง คิดเปน็ จานวน 598 คน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ี เป็นนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2/9 ประจาปีการศึกษา
2563 โรงเรียนหาดใหญว่ ิทยาลยั ๒ อาเภอหาดใหญ่ จงั หวัดสงขลา จานวน 1 ห้อง คิดเป็นจานวน 45
คน ซึ่งไดม้ าโดยวธิ ีการเลือกแบบเจาะจง
เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยครัง้ นี้ ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้
คณติ ศาสตร์ เร่ือง พ้นื ทผี่ ิวและปรมิ าตรของปรซิ ึม ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 จานวน 1 แผน ได้แก่
2) นวัตกรรมที่เลอื กใช้ จานวน 1 ชดุ /กจิ กรรม ได้แก่ ทาสีให้หนอ่ ยสิ่ 3) แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง พื้นทีผ่ ิวและปรมิ าตรของปริซึม เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนเรอื่ ง พืน้ ท่ผี วิ และปริมาตรของปริซึม ของนกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 2/9 ซ่งึ ใช้สาหรับ
ทดสอบนักเรียนก่อนและหลังใช้ เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ มี 4 ตัวเลือก จานวน 10 ข้อ
จานวน 45 ฉบับ
การวิเคราะห์ข้อมูล ทาได้โดยการวิเคราะห์หาค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean)
และสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน(Standard Deviation) ของคะแนนท่ีไดจ้ ากการทดสอบ
59
สรุปผลกำรวจิ ยั
ผลการวิจยั สรุปและนาเสนอตามลาดบั ดังนี้
1. หลังเรียนโดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ CCR นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยรวมสูงกว่า
เกณฑ์ร้อยละ 70 เมื่อพิจารณาคะแนนเป็นรายบุคคลพบว่า นักเรียนมคี ะแนนสูงกว่าเกณฑ์
ร้อยละ 70 จานวน 45 คน และนกั เรยี นมีคะแนนต่ากว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 จานวน 0 คน
2. ก่อนเรยี นดว้ ยกระบวนการจดั การเรียนรแู้ บบ CCR นักเรยี นทาคะแนนสงู สดุ ได้ 9 คะแนน
คะแนนต่าสุด 2 คะแนน ค่าเฉลย่ี 4.04 คะแนน และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน 1.67 และหลัง
เรียนด้วย นกั เรยี นทาคะแนนสูงสุดได้ 10 คะแนน คะแนนต่าสุด 7 คะแนน คะแนนเฉล่ยี
8.97 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.15 แสดงให้เห็นว่า หลังเรียนด้วย นักเรียนมี
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนสงู กว่ากอ่ นเรยี น
อภปิ รำยผล
จากผลการวิจยั สามารถอภปิ รายผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้
1. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเร่ืองพื้นท่ีผิวและปริมาตรของปริซึม หลังเรียน
โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนร้แู บบ CCR ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2/9 โรงเรียน
หาดใหญว่ ิทยาลัย 2 อาเภอหาดใหญ่ จงั หวดั สงขลา กับเกณฑร์ ้อยละ 70 พบว่า หลังเรียน
โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนร้แู บบ CCR นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเกณฑ์
ท้ังนี้อาจเป็นเพราะวา่ นักเรยี นได้มีส่วนรว่ มในการทากจิ กรรม เกิดความภาคภูมิใจที่งานของ
ตนเองประสบความสาเรจ็ อีกทงั้ แบบฝกึ หดั เป็นแบบงา่ ยไปยากตามลาดับจงึ ทาให้ผู้เรยี นเกิด
ความเช่ียวชาญในบทเรียน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ นิติกานต์ ศรีโมรา ได้ศึกษาการ
เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิและความคงทนในการเรียนรู้คาศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 6 ด้วยการสอนแบบใช้เกมและบัตรคาศัพท์ โดย การวิจัยครั้งนี้มี
วัตถุประสงค์เพื่อเปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิและความคงทนในการเรียนรู้คาศัพท์ ภาษาอังกฤษ
ของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 6 ด้วยการสอนแบบใช้เกมและบตั รคาศัพท์กลมุ่ ผลการวิจัย
พบว่า นักเรียนท่ีเรียนด้วยการสอนแบบใช้เกมและบัตรคาศัพท์ก่อนและหลังการ ทดลอง มี
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนไม่แตกต่างกัน และนักเรียนที่สอนด้วยเกมและบัตรคาศัพท์มีความ
คงทน ในการเรียนรู้คาศัพท์ภาษาอังกฤษไม่แตกต่างกัน สอดคล้องกับงานวิจัยของเจษฎา
บุญมาโฮม (2560 : 94-97) ได้ศึกษาผลของการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านร่วมกับการสอน
60
แบบ CCR เพอ่ื พฒั นาความสามารถการอ่านเชงิ วิเคราะห์ผลการวิจัยพบวา่ 1) ความสามารถ
การอ่านเชิงวิเคราะห์หลังการเรียนโดยใช้หนงั สือส่งเสริมการอ่านร่วมกบั การสอนแบบ CCR
สูงกว่ากอ่ นเรยี นอยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ิท่รี ะดับ .05 2) ความสามารถการอา่ นเชิงวิเคราะห์
หลังการเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านร่วมกับการสอนแบบ CCR สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ
80 อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .05 3) ความสามารถการอา่ นเชิงวิเคราะหห์ ลงั การเรียน
ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และสอดคล้องกับ
งานวจิ ยั ของ กฤษฎา นรนิ ทร์ (2561) ได้ศกึ ษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิและความคงทนใน
การเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่อื ง เลขยกกาลงั โดยใชก้ ารจัดการเรียนรู้ทเ่ี น้นมโนทัศน์ สาหรับ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนขยายโอกาสจังหวัดอุดรธานี ผลการวิจัยพบว่า 1)
ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนคณิตศาสตร์ เร่อื ง เลขยกกาลัง หลังการจัดการเรียนรทู้ ีเ่ น้นมโน ทัศน์
ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 แต่ไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 2) นักเรียนกลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน คณิตศาสตร์สูงกวา่ นักเรยี นกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .01
3) นักเรียนกลุ่มทดลองมี ความคงทนในการเรียนคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม
อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .01 คาสาคัญ: การจัดการเรียนรู้ที่เนน้ มโนทศั น์ ความคงทน
ในการเรยี น ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนคณติ ศาสตร์
2. ผลการเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นเรอ่ื งพนื้ ทีผ่ วิ และปริมาตรของปรซิ มึ ก่อนและ
หลงั เรยี นดว้ ยกระบวนการจดั การเรยี นรู้แบบ CCR ของนักเรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2/9
โรงเรียนหาดใหญว่ ทิ ยาลัย 2 อาเภอหาดใหญ่ จงั หวัดสงขลา พบว่า หลงั จากทน่ี กั เรยี นเรยี น
ด้วยกระบวนการจดั การเรยี นร้แู บบ CCR นักเรียนมีผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนกลุม่ สาระ
คณิตศาสตร์ เรือ่ งพ้นื ทผ่ี ิวและปริมาตรของปรซิ ึม สงู กว่าก่อนเรยี น ทั้งนีอ้ าจเปน็ เพราะวา่
การจดั กจิ กรรมทาใหน้ ักเรียนอยากรู้ อยากทดลองหากไม่ลงมือทาหรอื พยายามหาความรทู้ ี่
จะใชใ้ นการตอบคาถามก็จะไมส่ ามารถตอบคาถามได้ จงึ ส่งผลใหน้ กั เรยี นเกดิ การเรยี นรู้ใน
รปู แบบทตี่ นเองเขา้ ใจได้งา่ ยดว้ ยตนเอง ซ่ึงสอดคล้องกบั งานวิจยั ของ นิติกานต์ ศรโี มรา ได้
ศกึ ษาการเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธแ์ิ ละความคงทนในการเรียนรู้คาศพั ท์ภาษาองั กฤษของ
นกั เรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 ดว้ ยการสอนแบบใชเ้ กมและบัตรคาศัพท์ โดย การวจิ ยั ครง้ั นี้
มวี ตั ถปุ ระสงค์เพอ่ื เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และความคงทนในการเรียนรคู้ าศพั ท์ ภาษาองั กฤษ
ของนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 ดว้ ยการสอนแบบใช้เกมและบัตรคาศัพท์กล่มุ ผลการวจิ ัย
พบว่า นักเรียนท่เี รียนด้วยการสอนแบบใช้เกมและบัตรคาศัพทก์ อ่ นและหลงั การ ทดลอง มี
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นไม่แตกตา่ งกนั และนักเรียนทีส่ อนดว้ ยเกมและบตั รคาศพั ทม์ คี วาม
61
คงทน ในการเรยี นรู้คาศพั ท์ภาษาองั กฤษไม่แตกต่างกัน สอดคลอ้ งกบั งานวิจยั ของเจษฎา
บุญมาโฮม (2560 : 94-97) ได้ศกึ ษาผลของการใชห้ นงั สือส่งเสริมการอา่ นรว่ มกบั การสอน
แบบ CCR เพอ่ื พัฒนาความสามารถการอา่ นเชงิ วิเคราะห์ผลการวจิ ัยพบวา่ 1) ความสามารถ
การอา่ นเชงิ วเิ คราะห์หลงั การเรียนโดยใชห้ นงั สอื ส่งเสรมิ การอา่ นรว่ มกับการสอนแบบ CCR
สงู กวา่ ก่อนเรยี นอย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ิท่รี ะดับ .05 2) ความสามารถการอา่ นเชิงวเิ คราะห์
หลังการเรียนโดยใช้หนงั สือสง่ เสริมการอ่านร่วมกับการสอนแบบ CCR สูงกวา่ เกณฑ์ร้อยละ
80 อย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ิท่รี ะดับ .05 3) ความสามารถการอ่านเชิงวิเคราะหห์ ลงั การเรียน
ของกล่มุ ทดลองสูงกวา่ กลุ่มควบคมุ อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ทิ ี่ระดบั .05 และสอดคล้องกบั
งานวจิ ยั ของ กฤษฎา นรินทร์ (2561) ไดศ้ ึกษาการเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธ์แิ ละความคงทนใน
การเรยี นวชิ าคณติ ศาสตร์ เรื่อง เลขยกกาลงั โดยใชก้ ารจดั การเรียนร้ทู ่ีเน้นมโนทัศน์ สาหรบั
นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรยี นขยายโอกาสจังหวดั อดุ รธานี ผลการวิจัยพบว่า 1)
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นคณิตศาสตร์ เรือ่ ง เลขยกกาลงั หลังการจัดการเรียนรทู้ เ่ี น้นมโน ทัศน์
ผ่านเกณฑร์ ้อยละ 50 แตไ่ ม่ผ่านเกณฑ์รอ้ ยละ 70 2) นกั เรียนกลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน คณติ ศาสตรส์ ูงกวา่ นักเรียนกลุ่มควบคุม อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิติที่ระดบั .01
3) นักเรียนกลมุ่ ทดลองมี ความคงทนในการเรียนคณติ ศาสตร์สูงกว่านกั เรียนกลมุ่ ควบคุม
อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถติ ิทร่ี ะดับ .01 คาสาคญั : การจัดการเรียนรู้ท่เี น้นมโนทัศน์ ความ
คงทนในการเรยี น ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนคณิตศาสตร์
ข้อเสนอแนะ
1. ขอ้ เสนอแนะจากการวจิ ัยในครั้งนี้
ครูผู้สอนช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 2 นารูปแบบกิจกกรรม ทาสีให้หน่อยส่ิ ไปใชใ้ นการสอน
ได้ เน่อื งจากผ้วู จิ ยั ไดส้ ังเกตนกั เรยี นพบว่า นักเรยี นทกุ คนมีสว่ นรว่ มในกิจกรรมด้วยความเตม็
ใจ และสนุกกับการการทากจิ กรรมร่วมกับเพื่อนรว่ มช้ันเรียน
2. ขอ้ เสนอแนะสาหรบั การวิจยั คร้ังตอ่ ไป
ในการวจิ ัยคร้ังตอ่ ไปควรมใี บงานหรือแบบฝกึ ทักษะเรอื่ งรปู เรขาคณิต 2 มิติ เพือ่
เป็นการทบทวนความรู้ของนักเรยี น ทาให้นักเรียนสามารถทากิจกรรมไดด้ ยี ิง่ ข้นึ
62
บรรณำนกุ รม
กาญจนา ทองบุญนาค. (2560).กำรวิจัยและพฒั นำระบบกระบวนกำรผลติ และพัฒนำครูรำยวชิ ำ
วิธีสอนคอมพิวเตอร์ศึกษำ โดยบูรณำกำรแนวคิดจิตปัญญำศึกษำกำรเรียนรู้โดยใช้วิจัย
เป็นฐำนและระบบพี่เลย้ี ง. เชยี งใหม่: มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎเชยี งใหม่
เคียงขวัญ ดงภักดี. (2558).กำรพัฒนำกำรจัดกำรเรียนรู้โดยผสำนแนวคิดกำรใช้วิจัยเป็นฐำน
ประกอบกลุ่มร่วมมือ วิชำประวัติศำสตร์ เพ่ือส่งเสริมคุณลักษณะ กำรน ำตนเองในกำร
เรียนรู้และกำรคิดอย่ำงมีวิจำรณญำณ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษำปีท่ี 3. มหาสารคาม:
มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม
เจษฎา บญุ มาโฮม และวริ ยิ า วิรยิ ารมั ภะ. (2560). รำยงำนกำรวิจัยเร่อื ง กำรพัฒนำผลสัมฤทธ์ิทำง
กำรเรียนควำมสำมำรถด้ำนกำรอ่ำนจับใจควำมส ำคัญ และกำรอ่ำนเชิงวิเครำะห์ของ
นักศึกษำ หลักสูตรครุศำสตรบัณฑิตสำขำภำษำไทยด้วยกำรจัดกำรเรียนรู้โดยบูรณำกำร
แนวคิดจิตตปัญญำ ศึกษำ กำรโค้ชและระบบพ่ีเล้ียง และกำรวิจัยเป็นฐำน. นครปฐม:
คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครปฐม.
เจษฎา บุญมาโฮม, วิริยา วิริยารัมภะ, ปวิชญา ส้ันทอง, ปรีชา เสือพิทักษ. (2562).ผลของกำรใช้
หนังสือส่งเสริมกำรอำ่ นร่วมกับกำรสอนแบบCCR เพื่อพัฒนำ ควำมสำมำรถกำรอำ่ นเชงิ
วิเครำะห์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษำปีที่ 3. วำรสำรสังคมศำสตร์วิจัย ปีท่ี 10 ฉบับที่ 1
(มกรำคม-มถิ ุนำยน 2562)
เทพพร โลมารักษ์ และบัญชา นวนสาย. (2561). กระบวนกำรพัฒนำครูที่บูรณำกำรแนวคิด
โครงงำนฐำนวิจัย ระบบพี่เล้ียง และจิตตปัญญำศึกษำ. บุรีรัมย์: มหาวิทยาลัยราชภัฏ
บุรีรมั ย์
63
บรรณำนกุ รม(ต่อ)
เบญจวรรณ นันตาดี, เบญจวรรณ ชัยปลัด และทองสิน สุขทรัพย์. (2560). กำรพัฒนำกิจกรรมกำร
เรยี นรู้ เร่อื ง เศษส่วน โดยใชก้ ำรจัดกำรเรียนรแู้ บบ CCR ของนักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษำ
ปราณี ออ่ นศรี. จิตตปัญญำศกึ ษำ : กำรศึกษำเพ่อื กำรพัฒนำมนุษยใ์ นศตวรรษที่ 21. [ออนไลน]์ .
เข้าถงึ ไดจ้ าก :
https://he01.tcithaijo.org/index.php/JRTAN/article/download/18422/16199/.
(วันทค่ี น้ ขอ้ มลู : 30 พฤศจิกายน 2563).
ปีท่ี 1. กาแพงเพชร: คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลยั ราชภฏั กาแพงเพชร
พนม เกตุมาน. Coaching and Mentoring for Teachers กำรโค้ชสำหรับครู. [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก : https://drpanom.wordpress.com/2019/07/21/coaching-and-
mentoring-for-teachers/. (วนั ที่ค้นขอ้ มลู : 30 พฤศจิกายน 2563).
รักษ์สิริ แพงป้อง. (2554). กำรศึกษำผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนและควำมคงทนในกำรเรียนรู้ เรื่อง
สิง่ มชี ีวติ กบั กระบวนกำรดำรงชีวิต ของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษำปีท่ี 5 ทมี่ คี วำมบกพร่อง
ทำงกำรได้ยินระดับหูหนวกจำกกำรสอนแบบ POSSE ร่วมกับส่ือวีดิทัศน์. กรุงเทพฯ :
มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. หลักสูตรกำรศึกษำข้ันพื้นฐำน พ.ศ. 2551
กลมุ่ สำระกำรเรยี นร้คู ณิตศำสตร์ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. 2560). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก
: https://drive.google.com/file/d/1F4_wAe-ZF13-WhvnEAupXNiWchvpcQKW/
view. (วนั ท่ีค้นข้อมลู : 25 พฤศจกิ ายน 2563).
สมรัตน์ บุญม่ัน, เบญจวรรณ ชัยปลัด และประชาเล็ต เฉยเทิบ. (2560). ผลกำรจัดกิจกรรมกำร
เรียนรู้แบบ CCR เร่ือง พหุนำม ท่ีมีต่อผลสัมฤทธิท์ ำงกำรเรียน ทักษะกำรแก้ปัญหำ และ
เจตคตติ อ่ วชิ ำคณติ ศำสตร์ ของนักเรียน ชนั้ มัธยมศึกษำปีท่ี 1/1 โรงเรียนชำกังรำววิทยำ
(อินทร์-ชุ่ม ดีสำรอปุ ถมั ภ)์ . กาแพงเพชร: คณะครุศาสตรม์ หาวทิ ยาลยั ราชภัฏกาแพงเพชร
64
ภำคผนวก
ภาคผนวก ก รายนามผู้เช่ยี วชาญ
ภาคผนวก ข ผลการหาคา่ ดชั นคี วามสอดคล้องของผเู้ ช่ยี วชาญ (IOC)
ภาคผนวก ค แผนการจัดการเรยี นรู้ กลุม่ สาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์
ภาคผนวก ง แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนวิชา คณติ ศาสตร์
ภาคผนวก จ ตัวอย่างนวตั กรรมท่ใี ช้
65
ภำคผนวก ก
รำยนำมผู้เชย่ี วชำญ
66
รำยช่ือผู้เช่ยี วชำญตรวจแบบทดสอบเรือ่ ง ประพจน์
นางรตั นา ชนะศรี โรงเรียนหาดใหญ่วทิ ยาลยั ๒
อาเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
นางสาวอุบลพรรณ สวุ รรณเกลา้ โรงเรยี นหาดใหญ่วทิ ยาลยั ๒
อาเภอหาดใหญ่ จงั หวัดสงขลา
นางสาวชนัญญา สตกิ รกุล โรงเรยี นหาดใหญ่วิทยาลยั ๒
อาเภอหาดใหญ่ จังหวดั สงขลา
67
ภำคผนวก ข
ผลกำรหำคำ่ ดชั นีควำมสอดคลอ้ งของผเู้ ชยี่ วชำญ (IOC)
68
ผลการประเมนิ ค่า IOC ของแแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นกลมุ่ สาระการเรยี นรู้
คณติ ศาสตร์ เรอ่ื ง พน้ื ทีผ่ ิวและปรมิ าตรของปริซมึ วิชาคณติ ศาสตร์ 2 (ค22101) ระดับชนั้
มัธยมศึกษาปที ี่ 2
ผู้ออกแบบทดสอบ นำยณบั พงษ์ ภกั ดี
ขอ้ ผเู้ ชย่ี วชำญ ผูเ้ ชี่ยวชำญ ผู้เช่ียวชำญ คำ่ เฉล่ีย
นางรัตนา ชนะศรี นางสาวอบุ ลพรรณ สุวรรณเกล้า นางสาวชนญั ญา สตกิ รกลุ ของ IOC
1 +ขา1ว โ++ช11ติ +1 +1
2 +1 +1 +1
3 +1 +1 +1 +1
4 +1 +1 +1 +1
5 +1 +1 +1 +1
6 +1 +1 +1 +1
7 +1 +1 +1 +1
8 +1 +1 +1 +1
9 +1 +1 +1 +1
10 +1 +1 +1 +1
จากตารางค่า IOC ของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นกลมุ่ สาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ เรอ่ื ง ประพจน์ จานวน 10 ขอ้ ทุกข้อมีดัชนีความสอดคล้องกับตวั ชี้วัดทีย่ อมรบั ได้
หมายเหตุ สตู ร IOC = ∑R
N
เมอ่ื IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหวา่ งข้อสอบกบั จุดประสงค์
∑R แทน ผลรวมของคะแนนความคดิ เหน็ ของผู้เช่ียวชาญ
N แทน จานวนผเู้ ชีย่ วชาญทั้งหมด
ดชั นคี วามสอดคล้องทย่ี อมรับไดต้ อ้ งมคี ่าตัง้ แต่ 0.50 ข้ึนไป
69
ภำคผนวก ค
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ กลมุ่ สำระคณติ ศำสตร์
70
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 3 แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 13 จานวน 4 คาบ
รายวิชา คณติ ศาสตร์ 3 เร่ือง พนื้ ท่ผี ิวและปริมาตรของปริซมึ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์
ระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 รหสั วชิ า ค 22101
ภาคเรียนท่ี 1 ครผู สู้ อน นายณัฐพงษ์ ภกั ดี
1. มาตรฐานท่ี ค 2.1 เขา้ ใจพืน้ ฐานเก่ียวกบั การวดั วัดและคาดคะเนขนาดของส่งิ ท่ีตอ้ งการวดั และนาไปใช้
2. ตัวชว้ี ดั ที่/ผลการเรยี นรู้
ค 2.1 ม.2/1 ประยุกต์ใช้ความรู้เร่ืองพื้นผิวของปริซึมและทรงกระบอกในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์
และปญั หาในชวี ิตจริง
ค 2.1 ม.2/2 ประยุกต์ใช้ความรู้เรื่องปริมาตรของปริซึมและทรงกระบอกในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์
และปัญหาในชีวิตจริง
3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ (ผเู้ รยี นรอู้ ะไร/ทาอะไรได)้
ความรู้ (K) นักเรียนสามารถ
1) จาแนกรปู เรขาคณติ สามมิตทิ ่ีเป็นปริซมึ และทไี่ ม่เป็นปรซิ มึ
2) อธบิ ายลักษณะและสมบตั ิของปริซึม
3) หาพืน้ ทผี่ ิวของปรซิ ึมและนาความรไู้ ปใชใ้ นการแกป้ ัญหา
4) ระหนักถงึ ความสมเหตสุ มผลของคาตอบทีไ่ ด้
4. สาระสาคญั
ความคดิ รวบยอดและหลักการสาคญั
1) พ้ืนที่ผิวของปริซึม ได้แก่ ผลรวมของพื้นท่ีผิวทุกด้านของปริซึมนั้น น่ันคือ พื้นท่ีของด้านข้าง
ทั้งหมดรวมกับพนื้ ท่ฐี านทั้งสอง
พนื้ ที่ผิวของปรซิ ึม = พน้ื ทผี่ ิวขา้ ง + พ้นื ทีฐ่ านทง้ั สอง
5. สาระการเรียนรู้
5.1 ความรู้
1) หาพื้นท่ีผวิ ของปรซิ ึมและทรงกระบอก และนาความร้ไู ปใช้แก้ปัญหาในสถานการณต์ า่ ง ๆ ได้
2) หาปริมาตรของปริซมึ และนาความรไู้ ปใชแ้ กป้ ญั หาในสถานการณต์ ่าง ๆ ได้
5.2 กระบวนการ
71
1) นักเรียนมคี วามสามารถใชว้ ิธกี ารท่หี ลากหลายแกป้ ัญหา
2) นกั เรยี นสามารถสื่อสาร สอื่ ความหมายทางคณิตศาสตรไ์ ดอ้ ยา่ งถกู ต้อ ชดั เจน
3) นกั เรียนมคี วามสามารถให้เหตผุ ลประกอบการตดั สินใจและสรปุ ผลได้อยา่ งเหมาะสม
5.3 คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
1) มีวนิ ัย
2) ใฝ่เรยี นรู้
3) มุ่งม่ันในการทางาน
6. สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รียน
6.1 ความสามารถในการคดิ
6.2 ความสามารถในการส่อื สาร
6.3 ความสามารถในการแกป้ ญั หา
7. ชนิ้ งาน/ภาระงาน
7.1 สมดุ งานวชิ าคณติ ศาสตร์
7.2 แบบฝกึ หดั 3.1 ข จากหนงั สอื เรยี นวชิ าคณิตศาสตร์
7.3 ใบงานท่ี 3.1 และใบงานที่ 3.2
8. การวัดผลและการประเมนิ ผล
เรือ่ งที่วดั วิธกี ำรวัด เครอื่ งมือ เกณฑผ์ ำ่ นกำรประเมิน
ด้ำนควำมรู้-ควำมเขำ้ ใจ (K)
1) หาพื้นทผ่ี ิวของปริซึมและ -ตรวจแบบฝกึ ทักษะ เร่ือง -แบบฝกึ ทกั ษะ เร่อื ง ผา่ นเกณฑ์ร้อยละ 70
ทรงกระบอก และนาความรู้ไป พื้นท่ีผวิ ของปริซึมและ พ้ืนทผ่ี ิวของปริซึม
ใช้แกป้ ญั หาในสถานการณ์ตา่ ง ทรงกระบอก และทรงกระบอก
ๆ ได้ -ตรวจแบบทดสอบวัดผล -แบบทดสอบวดั
สมั ฤทธ์ิ เรอ่ื ง พ้นื ท่ีผิวของ ผลสัมฤทธิ์ เรอื่ ง
ปรซิ มึ และทรงกระบอก พน้ื ทผี่ ิวของปรซิ ึม
และทรงกระบอก
72
เร่ืองทว่ี ัด วธิ ีกำรวัด เครอ่ื งมือ เกณฑผ์ ำ่ นกำรประเมิน
-แบบฝึกทักษะ เรื่อง ผา่ นเกณฑ์รอ้ ยละ 70
2) หาปริมาตรของปรซิ ึมและนา -ตรวจแบบฝึกทกั ษะ เรื่อง ปริมาตรของปรซิ ึม
-แบบทดสอบวดั
ความร้ไู ปใชแ้ ก้ปญั หาใน ปริมาตรของปริซึม ผลสมั ฤทธ์ิ เร่ือง
ปริมาตรของปริซมึ
สถานการณ์ต่าง ๆ ได้ -ตรวจแบบทดสอบวัดผล
สัมฤทธ์ิ เรอื่ ง ปริมาตรของ
ปริซมึ
ดำ้ นทักษะกระบวนกำร (P) -ตรวจแบบฝกึ ทักษะ เร่อื ง -แบบฝกึ ทกั ษะ เรอ่ื ง ผา่ นเกณฑ์รอ้ ยละ 70
1) นกั เรียนมีความสามารถใช้ พนื้ ที่ผวิ และปริมาตรของ พน้ื ทผ่ี ิวและปริมาตร ผ่านเกณฑ์รอ้ ยละ 70
วธิ ีการทหี่ ลากหลายแก้ปัญหา ปรซิ มึ ของปรซิ ึม ผ่านเกณฑร์ อ้ ยละ 70
-ตรวจแบบทดสอบวัดผล -แบบทดสอบวดั
2) นกั เรยี นมีความสามารถใช้ สัมฤทธิ์ เรอื่ ง พ้นื ทผ่ี วิ และ ผลสัมฤทธิ์ เรื่อง
วธิ กี ารทหี่ ลากหลายแก้ปัญหา ปริมาตรของปริซมึ พนื้ ที่ผิวและปริมาตร
ของปรซิ ึม
3) นักเรียนมคี วามสามารถให้ -ตรวจแบบฝกึ ทกั ษะ เรอ่ื ง -แบบฝกึ ทักษะ เร่ือง
เหตุผลประกอบการตดั สนิ ใจ พื้นที่ผวิ และปริมาตรของ พ้ืนที่ผวิ และปรมิ าตร
และสรุปผลได้อยา่ งเหมาะสม ปรซิ มึ ของปรซิ ึม
-ตรวจแบบทดสอบวัดผล -แบบทดสอบวัด
สมั ฤทธิ์ เร่อื ง พ้นื ที่ผิวและ ผลสมั ฤทธ์ิ เรื่อง
ปรมิ าตรของปริซึม พน้ื ท่ผี ิวและปรมิ าตร
ของปริซมึ
-ตรวจแบบฝึกทักษะ เรอื่ ง -แบบฝกึ ทกั ษะ เรอื่ ง
พน้ื ทผ่ี วิ และปรมิ าตรของ พื้นทผ่ี วิ และปรมิ าตร
ปรซิ มึ ของปรซิ ึม
-ตรวจแบบทดสอบวัดผล -แบบทดสอบวดั
สัมฤทธ์ิ เรือ่ ง พ้ืนทีผ่ ิวและ ผลสัมฤทธ์ิ เร่อื ง
ปริมาตรของปริซมึ
73
เรอ่ื งท่ีวัด วิธีกำรวดั เคร่อื งมอื เกณฑ์ผำ่ นกำรประเมนิ
พนื้ ที่ผวิ และปริมาตร ผา่ นเกณฑ์รอ้ ยละ 70
ด้ำนคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ (A) ของปรซิ มึ
1) มวี ินยั -ตรวจแบบฝกึ ทกั ษะ เร่อื ง -แบบฝกึ ทักษะ เรอ่ื ง
2) ใฝ่เรียนรู้ พ้ืนทผ่ี วิ และปรมิ าตรของ พ้ืนทผ่ี วิ และปริมาตร
3) มงุ่ มัน่ ในการทางาน ปริซึม ของปรซิ ึม
-แบบสังเกต
- สังเกตพุ ฤติกรรมการเรยี น พฤตกิ รรมการเรยี น
เกณฑ์การประเมนิ ผลจากการทาแบบฝกึ ทกั ษะหรือแบบฝกึ หดั ใช้เกณฑ์ดงั นี้
80% ขึน้ ไป หมายถึง ดมี าก
70 – 79% หมายถึง ดี
60 – 69% หมายถึง ปานกลาง
50 – 59% หมายถึง ผ่าน
ต่ากวา่ 50% หมายถงึ ปรับปรงุ
เกณฑ์การประเมนิ แบบสงั เกตพฤติกรรมการทางานของนักเรยี น โดยใชเ้ กณฑ์ดังน้ี
คะแนนรวม 8 – 10 คะแนน อยใู่ น ระดับดีมาก
คะแนนรวม 6 – 7 คะแนน อย่ใู น ระดับดี
คะแนนรวม 4 – 5 คะแนน อย่ใู น ระดับปานกลาง
คะแนนรวม 1 – 3 คะแนน อยใู่ น ระดบั พอใช้
9. การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
กิจกรรมกำรจัดกำรเรยี นรชู้ วั่ โมงที่ 1
ขนั้ ท่ี 1 Engagement : สรำ้ งควำมสนใจ
1.1 Learning to contemplation : สรา้ งการเรียนร้ใู คร่ครวญ
1. ครูให้นักเรียนเตรียมความพรอ้ มก่อนการเรยี น โดยใช้กระบวนการจินตปัญญา พร้อมทัง้ ตรวจสอบ
รายชอ่ื ของนกั เรียน ดังน้ี
ทา่ โปง้ -ก้อย
1) ยกมอื ทัง้ สองข้างโดยมือขวาทาท่าโป้งกามอื และยกหวั แมม่ อื ขน้ึ มา สว่ นมอื ซ้ายทาท่าก้อย
กามอื และเหยียดนวิ้ กอ้ ยช้ีออกมา
74
2) เปลยี่ นมาเป็นโป้งด้วยมอื ซา้ ยและก้อยด้วยมือขวา
3) ทาสลบั กนั ไปมา 10 คร้งั
2. นักเรียนและครูร่วมกันทบทวนความรู้เก่ียวกับการหาพ้ืนที่ของรูปเรขาคณิตสองมิติโดยแสดงรูป
เรขาคณิตสองมิติ ดังน้ี
พื้นที่รปู สามเหล่ียม = 1 x ฐาน x สงู พืน้ ท่ีรูปสี่เหล่ยี มจัตรุ สั = ดา้ น x ด้าน
2
พื้นที่รปู ส่ีเหลยี่ มผืนผ้า = กว้าง x ยาว พื้นทร่ี ปู ส่ีเหลี่ยมคางหมู = 1 x ผลบวกของด้านคูข่ นาน x สงู
2
3. ครูใหน้ ักเรยี นสงั เกตลกั ษณะของกลอ่ งทั้ง 3 แบบ ดังน้ี
75
นักเรยี น : กล่องทั้งสามใบ มีรปู สเ่ี หลีย่ มผืนผา้ ทเ่ี หมอื นกนั
ใบท่ี 1 มลี ักษณะ : มีรูปสี่เหลีย่ มผืนผา้ สามดา้ น มีรปู สามเหล่ยี มด้านเท่าสองดา้ น
ใบที่ 2 มีลักษณะ : มรี ปู ส่เี หล่ยี มผนื ผ้าสดี่ า้ น มรี ปู ส่ีเหล่ยี มจตั ุรัสสองดา้ น
ใบที่ 3 มีลกั ษณะ : มรี ูปสเ่ี หลยี่ มผนื ผา้ หา้ ด้าน มรี ูปหา้ เหลยี่ มสองด้าน
ครูให้นกั เรียนพจิ ารณาด้านขา้ งของกลอ่ งแตล่ ะแบบ
นักเรยี น : ด้านขา้ งของกล่องเปน็ รูปสเี่ หลี่ยมมุมฉาก, รปู สเี่ หล่ียมผืนผา้ , รูปสเ่ี หลีย่ มจัตรุ สั
ครูใหน้ กั เรียนพิจารณาจากลักษณะทีค่ ลา้ ยกันขา้ งต้น สามารถเรียกกลอ่ งแตล่ ะใบอย่างไร
นักเรยี น : ปรซิ ึม
ครใู ห้นกั เรียนคน้ ควา้ หาความหมายของปริซึมจากแหลง่ ตา่ ง ๆ
นักเรียน : รูปเรขาคณิตสามมิติที่มีฐานท้ังสองเปน็ รูปหลายเหลย่ี มท่ีเทา่ กนั ทุกประการ ฐานท้งั สองอยู่
บนระนาบทขี่ นานกัน และด้านข้างแต่ละดา้ นเป็นรูปส่ีเหลย่ี มดา้ นขนาน เรยี กวา่ ปริซึม
4. นักเรยี นและครูร่วมกนั อภิปรายความหมายของปริซมึ ดงั น้ี
รปู เรขาคณิตสามมิตทิ ่ีมีฐานทัง้ สองเปน็ รูปหลายเหลยี่ มทเ่ี ท่ากันทกุ ประการ ฐานทง้ั สองอยู่
บนระนาบทข่ี นานกัน และด้านขา้ งแตล่ ะด้านเป็นรูปสเ่ี หล่ียมด้านขนาน เรียกว่า ปรซิ มึ
5. ครูใหน้ ักเรียนศกึ ษาสว่ นประกอบตา่ ง ๆ ของปริซึมตรงและปรซิ ึมเอียง พร้อมท้ังการเรยี กชอ่ื ปริซึม
ในหนังสือเรียน โดยพิจารณาจากฐานของปริซึมเพอ่ื บอกความแตกตา่ งในหนงั สือเรียน ดังน้ี
76
6. ครแู จกใบความรู้สว่ นประกอบของปริซมึ จากนนั้ ใหน้ ักเรียนศกึ ษาสว่ นประกอบตา่ ง ๆ ของปรซิ ึมที่
แสดงให้เห็นในขา้ งต้น เราเรยี กช่ือปริซมึ ตามหนา้ ตัดหรือฐานของปรซิ มึ นัน้ ๆ เชน่
ปริซึมสามเหลี่ยมดา้ นเทา่ ปริซมึ สเี่ หลย่ี มจตั ุรัส
ปริซมึ ส่เี หลย่ี มผนื ผ้า ปริซึมห้าเหลีย่ ม
ปรซิ มึ หกเหลยี่ ม ทรงลูกบาศก์
1.2 Learning to Question : สรา้ งการเรียนรู้ตั้งคาถาม
ครยู กตัวอยา่ งสถานการณ์พรอ้ มสื่อการสอนประกอบ ดงั นี้
สถานการณ์ท่ี 1 ครูมีกล่องส่ีเหล่ียมอยู่หน่ึงกล่อง ครูต้องการให้กล่องใบนี้มีสีแดง ครูให้
นกั เรียนทกุ คนในห้องเปน็ ชา่ ง โดยชา่ งสามารถมาขอกระดาษสแี ดงจากครไู ดเ้ พียงหน่งึ คร้ังเทา่ นัน้ ซ่งึ ขนาดของ
77
กระดาษสีแดงที่ขอไปต้องพอดีกับขนาดของกล่องสี่เหลี่ยม ห้ามมิให้สีขาดหรือเกิน โดยมีข้อแม้ว่า กล่องจะ
ต้ังอยทู่ โี่ ต๊ะครูเท่านั้น หา้ มนากระดาษมาสแี ดงมาวดั แตว่ ดั กับสิ่งอ่ืนได้
สถานการณ์ท่ี 2 ครูนาปริซึม 2 ใบท่ีแตกต่างกัน ให้นักเรียนดู พร้อมถามว่า นักเรียนคิดว่า
ปริซึม 2 ใบน้ี ใบไหนสามารถใส่เม็ดโฟมได้มากกว่ากัน ให้นักเรียนช่วยกันหาวิธคี ิด โดยให้นักเรียนนาอุปกรณ์
มาวดั ได้
ครู : นกั เรยี นมีข้อสงสัยอะไรบา้ ง จากงานทค่ี รูสงั่
นกั เรยี นเกิดข้อสงสยั ต่าง ๆ เช่น จะทราบไดอ้ ย่างไรวา่ กระดาษทข่ี อจะพอดกี บั กลอ่ ง
นักเรยี น : ตอ้ งคานวณพน้ื ทแ่ี ต่ละดา้ นของกลอ่ งสเ่ี หลยี่ ม
1.3 Learning to Search : สร้างการเรียนรแู้ สวงหาสารสนเทศ
6. ครูให้นักเรียนร่วมกันศึกษาค้นคว้าหาความรู้ เรื่อง พ้ืนที่ผิวและปริมาตรของปริซึมจากแหล่งการ
เรยี นรู้ต่าง ๆ จากน้นั ครูและนักเรียนชว่ ยกันสรุปความรู้โดยใชค้ าถาม ดังน้ี
ครู : จากการศึกษาค้นควา้ มา เราสามารถหาพน้ื ที่ของปรซิ มึ ได้อย่างไร
นักเรยี น : การหาพื้นที่ผวิ ของปริซมึ คอื การหาพน้ื ที่ของด้านข้างทั้งหมดรวมกับพื้นที่ของฐานทั้งสอง
ครู : จากการศกึ ษาคน้ ควา้ มา เราสามารถหาปรมิ าตรของปรซิ มึ ไดอ้ ยา่ งไร
นกั เรียน : การหาปรมิ าตรของปริซมึ คือ พน้ื ท่ีฐาน × ความสูง
7. ครูแนะนานกั เรียนเพ่มิ เติมว่าในการหาพื้นที่ผิวของปรซิ ึมนน้ั จะใช้การนกึ ภาพหรือวาดภาพรูปคล่ี
ของปรซิ ึม เพื่อเปน็ แนวทางหน่งึ ท่ีจะช่วยให้เหน็ ภาพของพนื้ ผวิ ทงั้ หมด และช่วยใหส้ ามารถหาพื้นทแ่ี ต่ละส่วน
ของผิวปรซิ มึ ได้
8. ครูใหน้ ักเรียนส่งตัวแทน 2 – 4 คน นาเสนอวธิ ีการหาพนื้ ท่ผี ิวและปรมิ าตรของปรซิ ึม
9. ครูให้นักเรียนทาแบบฝึกทักษะที่ 3.1 เรื่องมารู้จักปริซึมกันเถอะ พร้อมท้ังอภิปรายและสรุปเกี่ยวกับ
ปรซิ ึม ดังน้ี
กำรหำพ้ืนผิวทั้งหมดของวัตถุหรือพื้นท่ีผิว คือ การหาพื้นท่ีของด้านข้างทั้งหมดรวมกับพ้ืนที่ของ
ฐานทงั้ สอง
พื้นท่ผี วิ ของปรซิ มึ = พ้ืนทผ่ี ิวขา้ ง + พื้นท่ีฐานทง้ั สอง
78
กำรหำปรมิ ำตรของปรซิ มึ สามารถหาได้จากผลคณู ของพื้นทีฐ่ านกบั ความสงู
ปรมิ าตรของปรซิ ึม = พื้นทฐ่ี าน × ความสงู
กิจกรรมกำรจัดกำรเรยี นรชู้ ่วั โมงที่ 2
1. ครูให้นักเรียนเตรียมความพร้อมก่อนการเรียน พร้อมทั้งตรวจสอบรายช่ือของนักเรียน โดยใช้
กระบวนการจินตปัญญา โดยท่าโปง้ -กอ้ ย โดยทาสลับกนั ไปมา 10 คร้งั
2. ครทู บทวนการหาพ้นื ที่ผิวและปรมิ าตรของปริซึม ดงั นี้
พืน้ ทผ่ี วิ ของปรซิ มึ คือ พน้ื ที่ผิวข้าง + พ้นื ทฐี่ านทัง้ สอง
ปรมิ าตรของปรซิ มึ คือ พนื้ ที่ฐาน × ความสูง
ข้ันท่ี 2 Do & Development : สกู่ ำรปฏบิ ตั แิ ละพฒั นำ
2.1 Learning to Construct : สรา้ งการเรียนรู้เพือ่ สร้างองค์ความรู้
3. นกั เรียนและครูร่วมกันอภิปราย พรอ้ มทงั้ ยกตัวอยา่ งการหาพน้ื ทีผ่ วิ ของปรซิ มึ ดังนี้
ตวั อยำ่ งท่ี 1 จงหาพ้ืนทผี่ ิวของปริซมึ สามเหลี่ยม
วิธีทำ พื้นท่ีผวิ ของปริซึม = พ้นื ท่ฐี านทงั้ สอง + พ้ืนท่ีผวิ ขา้ ง
พื้นทฐ่ี าน = 2( 1 x ฐาน x สูง)
2
= 2( 1 x 12 x 5) ตารางหนว่ ย
2
= 2 x 30 ตารางหน่วย
= 60 ตารางหนว่ ย
พื้นทีผ่ วิ ข้าง = (6 x 12) + (6 x 13) + (5 x 6) ตารางหนว่ ย
= 72 + 78 + 30 ตารางหนว่ ย
= 180 ตารางหนว่ ย
79
พน้ื ทผ่ี ิวของปริซึม = พื้นทฐ่ี านทง้ั สอง + พน้ื ที่ผิวข้าง
= 60 + 180 ตารางหนว่ ย
= 240 ตารางหน่วย
ตอบ พน้ื ที่ผวิ ของปรซิ ึม เทา่ กบั 240 ตารางหน่วย
ตัวอยำ่ งที่ 2 จงหาพืน้ ทีผ่ วิ ของปรซิ มึ
วธิ ีทำ พืน้ ทผ่ี ิวของปรซิ มึ = พ้ืนทีฐ่ านท้ังสอง + พ้นื ที่ผิวขา้ ง
= พ้ืนท่ีฐานท้งั สอง + (ความยาวรอบฐาน x สงู )
พนื้ ที่ฐาน = 2(กว้าง x ยาว)
= 2(2 x 4) ตารางเมตร
=2x8 ตารางเมตร
= 16 ตารางเมตร
พื้นที่ผิวขา้ ง = (3 x4) + (3 x 2) + (3 x 4) + (3 x 2) ตารางเมตร
= 12 + 6 + 12 + 6 ตารางเมตร
= 36 ตารางเมตร
พนื้ ท่ผี ิวของปรซิ มึ = พ้นื ท่ีฐานทัง้ สอง + พ้ืนท่ผี ิวข้าง
= 16 + 36 ตารางเมตร
= 52 ตารางเมตร
ตอบ พน้ื ท่ีผวิ ของปริซมึ เท่ากับ 52 ตารางเมตร
7. นักเรยี นและครูรว่ มกันอภปิ ราย พรอ้ มทัง้ ยกตัวอยา่ งการหาปรมิ าตรของปรซิ ึม ดงั นี้
80
ตัวอย่ำงท่ี 3 จงหาปริมาตรของปริซมึ ส่เี หลยี่ ม
วิธที ำ ปรมิ าตรของปรซิ ึม = พน้ื ที่ฐาน x สงู
พ้นื ทฐี่ านสี่เหล่ยี ม = กว้าง x ยาว
= 2 x 3 ตารางเซนติเมตร
= 6 ตารางเซนตเิ มตร
ดังนน้ั ปรมิ าตรของปรซิ ึม = พน้ื ทีฐ่ าน x สงู
= 6 x 5 ลกู บาศก์เซนตเิ มตร
= 30 ลกู บาศก์เซนติเมตร
ตอบ ปริมาตรของปริซมึ ส่เี หลี่ยม 30 ลกู บาศก์เซนตเิ มตร
ตวั อย่ำงที่ 4 จงหาปริมาตรของปริซึมสามเหล่ยี ม
วธิ ีทำ ปริมาตรของปริซึม = พื้นท่ฐี าน x สงู
พ้ืนท่ีฐานสามเหล่ียม = 1 x ฐาน x สงู
2
= 1 x 4 x 3 ตารางหน่วย
2
= 6 ตารางหนว่ ย
ดังน้ัน ปริมาตรของปริซึม = พื้นทฐี่ าน x สงู
= 6 x 12 ลูกบาศก์หนว่ ย
= 72 ลูกบาศก์หนว่ ย
ตอบ ปรมิ าตรของปรซิ มึ สามเหล่ียม 72 ลกู บาศก์หนว่ ย
2.2 Learning to Communicate : สร้างการเรียนร้เู พอื่ การส่ือสาร
81
5. ครูให้นักเรียนทาแบบฝึกทักษะท่ี 3.2 เรื่องการหาพ้ืนที่ผิวและปริมาตรของปริซึม พร้อมทั้งอภิปราย
เกยี่ วกบั การหาพ้ืนท่ีผวิ และปรมิ าตรของปรซิ ึม ดังน้ี
กำรหำพ้ืนผิวทั้งหมดของวัตถุหรือพ้ืนท่ีผิว คือ การหาพ้ืนที่ของด้านข้างท้ังหมดรวมกับพื้นที่ของ
ฐานทงั้ สอง
พ้ืนทีผ่ วิ ของปริซมึ = พื้นทผี่ วิ ข้าง + พื้นท่ฐี านทงั้ สอง
กำรหำปรมิ ำตรของปริซมึ สามารถหาได้จากผลคูณของพน้ื ทฐ่ี านกับความสูง
ปรมิ าตรของปรซิ ึม = พืน้ ทฐ่ี าน × ความสูง
กจิ กรรมกำรจัดกำรเรยี นรู้ชั่วโมงท่ี 3
1. ครูให้นักเรียนเตรียมความพร้อมก่อนการเรียน พร้อมทั้งตรวจสอบรายช่ือของนักเรียน โดยใช้
กระบวนการจินตปญั ญา ทา่ โปง้ -กอ้ ยทาสลับกนั ไปมา 10 ครั้ง
2. นักเรียนและครรู ว่ มกนั ทบทวนเกย่ี วกับปรซิ ึมชนดิ ตา่ ง ๆ และทบทวนการหาพ้นื ที่ผวิ ของปริซึม
ปริซึมสามเหลีย่ มด้านเท่า ปริซึมสี่เหลี่ยมจตั ุรสั
82
ปริซึมสเี่ หล่ยี มผนื ผ้า ปริซึมห้าเหลยี่ ม
ปรซิ ึมหกเหล่ยี ม ทรงลูกบาศก์
กำรหำพื้นท่ีผวิ ของวัตถุ คือ การหาพ้นื ที่ของพ้นื ผิวทั้งหมดของวัตถุ (การหาพ้ืนทข่ี องด้านขา้ งทั้งหมด
รวมกบั พนื้ ท่ีของฐานทง้ั สอง)
พ้นื ทผ่ี วิ ของปริซมึ = พื้นทีผ่ วิ ข้าง + พ้นื ที่ฐานทง้ั สอง
ปรมิ าตรของปริซึม = พื้นท่ฐี าน × ความสงู
ข้ันที่ 3 Utilization : สร้ำงสรรค์คณุ ค่ำเพื่อสงั คม
3.1 Learning to Create : สร้างการเรยี นรเู้ พ่อื สรา้ งสรรคน์ วัตกรรม
3. ครูใหน้ ักเรยี นแบ่งกลุ่ม กลมุ่ ละ 4-5 คน ซง่ึ มอี ุปกรณ์ และขน้ั ตอนการดาเนินการ ดังน้ี
3.1.อปุ กรณ์ ดงั นี้
- กระดาษสแี บบแขง็ และกระดาษสีต่าง ๆ
- กาว กรรไกร
- รูปนักเรียน
- สี
3.2. ข้ันตอนการดาเนินการ ดงั นี้
3.2.1) ครแู จกกระดาษสแี บบแข็งให้นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่
83
3.2.2) ครูใหน้ กั เรยี นออกแบบและสร้างกล่องใส่ดนิ สอโดยใช้ความรู้ เรอื่ งปริซึม โดยสร้างให้
มขี นาดพอดีกบั อปุ กรณ์การเรยี นท่ีนามาใส่ ไมแ่ คบหรือกวา้ งเกนิ ไป
3.2.3) ครูใหน้ กั เรียนเขยี นความรู้ทไ่ี ด้จากการเรยี น เร่อื ง พนื้ ที่ผวิ และปริมาตรของปริซมึ ลง
ในแตล่ ะด้านของปรซิ มึ พรอ้ มติดรปู ตนเอง และนาสแี ละกระดาษสีตา่ ง ๆ ตกแต่งใหส้ วยงาม
3.2 Learning to Service : สรา้ งการเรียนรเู้ พอื่ ตอบแทนสงั คม
4. เมอื่ นกั เรยี นสรา้ งสรรค์ชนิ้ งานกล่องใสด่ นิ สอเรียบร้อยแล้ว ใหน้ าชิ้นงานไปตกแตง่ ที่หอ้ งกลุ่มสาระ
คณิตศาสตรเ์ พ่ือเป็นการเผยแพรค่ วามรูใ้ หแ้ ก่ผูท้ ตี่ ้องการศกึ ษา
5. ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั สรปุ ความรเู้ ร่อื ง พ้นื ท่ผี ิวของปรซิ มึ และปริมาตรของปรซิ ึม ดังน้ี
กำรหำพื้นผิวท้ังหมดของวัตถุหรือพ้ืนท่ีผิว คือ การหาพ้ืนที่ของด้านข้างท้ังหมดรวมกับพ้ืนที่ของ
ฐานทง้ั สอง
พนื้ ท่ีผวิ ของปริซึม = พน้ื ทีผ่ ิวขา้ ง + พ้ืนทฐ่ี านทง้ั สอง
กำรหำปริมำตรของปรซิ ึม สามารถหาไดจ้ ากผลคณู ของพืน้ ทฐ่ี านกบั ความสงู
ปริมาตรของปรซิ ึม = พื้นท่ฐี าน × ความสูง
9.2 ครูใชค้ าถามทดสอบความรูใ้ นประเดน็ ท่คี ดิ วา่ นักเรยี นยังไม่เขา้ ใจ
10. สอ่ื และแหลง่ เรยี นรู้
10.1 สือ่ / อปุ กรณ์
1) หนงั สอื เรียนรายวชิ าพื้นฐานคณิตศาสตร์ ม.2 เล่ม 2 ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธกิ าร
2) ใบงานที่ 3.1 และใบงานที่ 3.2 และแบบฝกึ หดั 3.1 ก
3) ปริซมึ ทรงตา่ ง ๆ
10.2 แหลง่ การเรยี นรู้
1) หอ้ งสมุดคณติ ศาสตร์
84
2) ห้องสมุดโรงเรยี น
ลงช่ือ .......................................................... ครผู ู้สอน
( นางรตั นา ชนะศรี )
วันท่ี ............. เดอื น ............................... พ.ศ. .................
ลงช่อื ............................................................ ผ้นู เิ ทศ
( นางสาวอบุ ลพรรณ สวุ รรณเกลา้ )
วนั ที่ ............. เดอื น ............................... พ.ศ. .................
ลงช่ือ ..............................................หวั หน้ากลุ่มสาระฯ
(นางจริ พัฒน์ เก้ือกูล)
วนั ท่ี ............. เดือน ............................... พ.ศ. ...............
85
11. บันทึกผลการจดั การเรียนรู้
ผลการจดั การเรียนรู้ (ระบรุ ายชื่อนกั เรยี นท่ีไม่บรรลุผล/ตวั ช้วี ดั )
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
อุปสรรค/ปัญหา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
การแก้ไขปรับปรงุ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ผลการแกไ้ ขปรบั ปรงุ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ลงช่อื ..................................................... ครูผสู้ อน
(นางรตั นา ชนะศรี)
วันท่ี ............. เดอื น ............................... พ.ศ. ................
ความเห็น/ข้อเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ลงช่ือ .................................................หัวหน้ากลุ่มสาระฯ
(นางจิรพัฒน์ เกื้อกูล)
วนั ท่ี ............. เดือน ............................... พ.ศ. .................
86
แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานของนักเรียน
วนั ท่ี : …………………………………………… ชน้ั ม.…./…. เวลา……………….
วันท่ี : …………………………………………… ช้ัน ม.…./…. เวลา……………….
ช่อื กิจกรรม : พื้นท่ีผิวและปรมิ าตรของปรซิ ึม จะได้ คะแนน 2 คะแนน
การใหค้ ะแนน : ถ้าแสดงพฤตกิ รรมให้เหน็ อย่างเด่นชัด จะได้ คะแนน 1 คะแนน
จะได้ คะแนน 0 คะแนน
ถา้ แสดงพฤติกรรมใหเ้ หน็ เพียงเล็กน้อย
ถา้ ไม่แสดงพฤตกิ รรมเลย
พฤติกรรมทีต่ อ้ งการ นักเรยี น ม. …./…. เลขท่ี นักเรยี น ม. …./…. เลขท่ี
วดั และประเมินผล
1 มีความกระตือรือร้นในการทางานท่ี
มอบหมาย
2 มีความรับผิดชอบในการทางานท่ีได้รับ
มอบหมาย
3 มสี ่วนร่วมในการทางาน
4 มีความรบั ผิดชอบในการทางาน
5 มีสว่ นรว่ มในการอภิปรายของช้นั เรียน
รวมคะแนน
หมายเหตุ อาจสังเกตนักเรยี นได้มากกวา่ 6 คนได้ ท้งั นข้ี ้นึ อยู่กับความตอ้ งการของครูผู้สอน
87
ใบงานท่ี 3.1
เร่ือง ปรซิ ึม วิชา คณติ ศาสตร์ 3 รหสั วิชา ค22101
ช่อื -สกลุ ...........................................................................ชนั้ ..............................เลขท.ี่ ........................
คาชีแ้ จง ให้นกั เรยี นตอบคาถามต่อไปนี้
1.รปู ในแตล่ ะข้อตอ่ ไปนี้ เป็นรูปของปรซิ ึมหรือไม่
1. 1 1.2
…………………………………………………………… ……………………………………………………………
1. 3 1.4
…………………………………………………………… ……………………………………………………………
2 . รปู ในแตล่ ะขอ้ ต่อไปนีเ้ ป็นรปู ของปริซมึ ให้นักเรยี นแรเงาฐานท้ังสองของปริซมึ
2.1 ED 2.2 HG
EF
FC
DC
A A
J B
2.3 F I IF
GH 2.4 H K G E D
E
J
LC
AD AB
3. กาหนดรปู คลตี่ อ่ ไปนี้เป็นรูปปริซึมชนิดใด 3.2 88
3.1 C
…………………………………………………………. ……………………………………………………………
3.3 3.4
…………………………………………………………… ……………………………………………………………..
3.5 3.6
……………………………………………………………. ……………………………………………………………
89
ภำคผนวก ง
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ ำงกำรเรียนวิชำคณติ ศำสตร์
90
แบบทดสอบประจำหน่วยกำรเรียนรูท้ ี่ 3
คำช้ีแจง แบบปรนัยชนิดเลือกตอบจำนวน 10 ขอ้ ขอ้ ละ 1 คะแนน
ให้นักเรียนทาเครือ่ งหมายกากบาท x คาตอบท่ถี กู ตอ้ งท่สี ุดลงในกระดาษคาตอบ
1. ข้อความใดตอ่ ไปนเี้ ปน็ เท็จ
1. รปู เรขาคณติ สองมิตเิ ป็นรูปทีม่ คี วามกว้างและความยาว
2. รูปเรขาคณติ สามมติ เิ ป็นรูปท่ีมีความกว้าง ความยาว และความหนา
3. รปู คลี่ของรปู เรขาคณติ สามมิติ คอื พน้ื ทผี่ วิ ของรปู เรขาคณติ สามมติ ิ
4. ภาพที่ได้จากการมองดา้ นขา้ งของรูปเรขาคณิตสามมิติเปน็ รปู สามมิติ
2. จากรูป เป็นรปู คลี่ของรปู เรขาคณติ สามมิติชนิดใด
1. กรวย 2. พีระมิด
3. ปรซิ มึ ส่เี หลี่ยม 4. ปรซิ ึมสามเหล่ียม
3. ปรซิ ึมสามเหล่ียมสงู 8 เซนตเิ มตร มีเส้นรอบรปู ฐานยาว 3 เซนตเิ มตร 4 เซนตเิ มตร และ 5
เซนตเิ มตร พ้นื ที่ผิวของปริซึมเทา่ กบั ก่ีตารางเซนติเมตร
1. 96 ตารางเซนตเิ มตร 2. 102 ตารางเซนติเมตร
3. 104 ตารางเซนตเิ มตร 4. 108 ตารางเซนติเมตร
ทรงกระบอกอนั หนึ่งมีรัศมขี องฐานยาว 7 เซนตเิ มตร และสว่ นสงู 10 เซนติเมตร จะมพี นื้ ทผี่ ิว
เท่าใด
1. 308 ตารางเซนติเมตร 2. 341 ตารางเซนติเมตร
3. 748 ตารางเซนตเิ มตร 4. 836 ตารางเซนติเมตร
91
5. จากรปู พ้นื ท่ีผิวข้างของปรซิ มึ เทา่ กับกตี่ ารางเซนติเมตร
12 ซม. 20 ซม.
5 ซม.
1. 600 ตารางเซนตเิ มตร 2. 650 ตารางเซนติเมตร
3. 690 ตารางเซนติเมตร 4. 720 ตารางเซนติเมตร
6. จากรปู ปริมาตรของปรซิ มึ มีค่าเป็นกล่ี ูกบาศก์หน่วย
ก. 200 12
ข. 220
ค. 240 4
ง. 260
5
7. จากรูปในขอ้ 6 พน้ื ที่ผิวของปริซึม มีค่ากต่ี ารางเซนตเิ มตร
ก. 216
ข. 236
ค. 246
ง. 256
8. ถงั เกบ็ น้าทรงกระบอกมีเส้นผา่ นศนู ยก์ ลางท่ฐี านยาว 14 ฟุต วัดสว่ นวสูงได้ 20 ฟตุ จงหาถงั เกบ็ น้า
น้จี นุ า้ ไดก้ ีล่ ูกบาศกห์ น่วย (กาหนด π = 22)
7
ก. 3,050
ข. 3,060
92
ค. 3,080
ง. 3,100
9. ปริซึมรปู ส่เี หล่ยี มผนื ผา้ มีความกวา้ ง 3 หนว่ ย ความยาว 4 หนว่ ย และความสูง 12 หนว่ ย ปริซึมนี้
มีพ้ืนทผ่ี ิวกี่ตารางเซนติเมตร
ก. 100
ข. 132
ค. 144
ง. 192
10. ปรซิ มึ รปู สเ่ี หลี่ยมผนื ผา้ มีความกว้าง 3 หนว่ ย ความยาว 4 หน่วย และความสูง 12 หนว่ ย ปรซิ ึมนี้
มีปริมาตรกี่ลูกบาศกเ์ ซนติเมตร
ก. 100
ข. 132
ค. 144
ง. 156
93
ภำคผนวก จ
ตวั อย่ำงนวตั กรรมทใ่ี ช้
94
ภาพท่ี 1 การสอนโดยใช้การจดั กิจกรรมการเรยี นร้แู บบ CCR
ภาพที่ 2 การสอนโดยใชก้ ารจัดกิจกรรมการเรียนร้แู บบ CCR
95
ภาพท่ี 3 การสอนโดยใช้การจดั กิจกรรมการเรยี นร้แู บบ CCR
ภาพที่ 4 การสอนโดยใชก้ ารจัดกิจกรรมการเรียนร้แู บบ CCR
96
ภาพที่ 5 การสอนโดยใชก้ ารจดั กิจกรรมการเรียนรู้แบบ CCR
97
ประวัตผิ วู้ จิ ยั
นายณัฐพงษ์ ภักดี เกิดวนั ที่ 30 เดอื นกรกฎาคม พ.ศ. 2539
เชื้อชาตไิ ทย สัญชาตไิ ทย ศาสนาพทุ ธ
ที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ 58 ถนนราษฎร์พัฒนา ซอย 2 ตาบลบ้านพรุ อาเภอหาดใหญ่
จังหวัดสงขลา 90250
สาเร็จการศกึ ษา ระดบั ประถมศึกษา โรงเรียนมานติ านเุ คราะห์
ระดับมธั ยมศกึ ษา โรงเรียนสรุ าษฎร์ธานี
ปัจจุบันกาลงั ศกึ ษา สาขาวชิ าคณติ ศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา