ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี ๓
บทพากย์เอราวณั
ตัวช้ีวัด
• สรปุ เนอ้ื หาวรรณคดี วรรณกรรมและวรรณกรรมทอ้ งถ่นิ ในระดับท่ยี ากข้ึน
• วเิ คราะหว์ ิถไี ทยและคุณคา่ จากวรรณคดีและวรรณกรรมทอี่ ่าน
• สรุปความร้แู ละขอ้ คิดจากการอ่านเพ่อื นาไปประยกุ ตใ์ ช้ในชวี ิตจริง
• ทอ่ งจาและบอกคุณค่าบทอาขยานตามท่กี าหนด
ส่วนฉันคงเชอื่ วา่ พระอนิ ทร์และ
เหลา่ เทวดา นางฟา้ เสด็จมาจริง
ไมน่ า่ จะเปน็ กลลวงคะ่
แลว้ นกั เรียนคิดว่า “เป็นเรื่องจรงิ ” หรอื “กลลวง”
ความเปน็ มา
บทพากยเ์ อราวณั
เปน็ พระราชนพิ นธ์ จดั พมิ พ์รวมอยูใ่ น
ในพระบาทสมเด็จ รามเกยี รตคิ์ าพากย์
พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ฉบบั หอพระสมดุ วชริ ญาณ
พิมพ์คร้งั แรกเมอ่ื พ.ศ.๒๔๖๑
(รัชกาลท่ี ๒)
ความเปน็ มา
บทพากย์เอราวัณ
ไดน้ ามาจดั พิมพ์ข้นึ ใหมเ่ ปน็ หนงั สือใหม่ชอื่ “กาพยคดี” ประกอบด้วยเรื่อง
๑. พชิ ยั สงครามคาฉันท์
๒. ตาราช้างคาฉันท์
๓. บณุ โณวาทคาฉันท์ ช้ัน ม.๓ เรยี นเร่ืองน้ี
๔. รามเกียรต์ิคาพากย์ (คัดมาจาก หนังสอื กาพยคดี หน้า ๑๓๑-๑๓๓)
๕. ลาดบั กษตั รยิ ค์ าฉันท์
พระราชประวตั ผิ ้ทู รงพระราชนพิ นธ์
พระราชกรณยี กจิ ด้านวรรณกรรม
พระราชนิพนธต์ ่าง ๆ ละครนอก
เสภา
คากลอน กาพย์
ละครใน ลลิ ติ
นิราศ โคลงด้ัน
ฉนั ท์
โคลงสภุ าพ
พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หลา้ นภาลัย อีกทง้ั พระองคย์ ังทรงปรบั ปรุงกระบวนทา่ เนอื้ ร้อง ทานองเพลง
(รชั กาลท่ี ๒) และการรา่ ยราอกี ด้วย
พระราชนพิ นธท์ ส่ี าคญั เสภาขนุ ชา้ งขนุ แผน
บทพากย์โขน (สันนิษฐานว่า
บทละคร ตอนพรหมาสตร์ นาคบาศ ตอนขึน้ เรือนขนุ ช้าง)
เรื่องสังข์ทอง นางลอย และเอราวณั
บทละคร บทละคร
บทละคร เรื่องอเิ หนา เรือ่ งมณพี ชิ ัย
บทละคร เรื่องไชยเชษฐ์ กาพยเ์ หเ่ รือ
เรอื่ งไกรทอง บทละคร บทเหช่ มเครอื่ งคาวหวาน
บทละคร
เร่ืองคาวี เร่ืองรามเกยี รติ์
ลกั ษณะคาประพนั ธ์ บทพากยเ์ อราวัณ
กาพย์ฉบงั ๑๖
๑ บท มี ๑๖ คา
มี ๓ วรรค คือ วรรคสดบั วรรครบั และวรรคสง่
วรรคแรก (วรรคสดับ) มี ๖ คา
วรรคท่ี ๒ (วรรครับ) มี ๔ คา
และวรรคสุดท้าย (วรรคสง่ ) มี ๖ คา
ลักษณะคาประพันธ์ บทพากยเ์ อราวณั
แผนผังกาพย์ฉบงั ๑๖
(บทท่ี ๑)
(บทท่ี ๒)
เร่อื งยอ่
รณพักตรไ์ ด้ศกึ ษาศิลปวทิ ยากบั พระฤๅษโี คบุตร บาเพญ็ ตบะนานถึง ๗ ปี
จงึ ได้ศร ๓ เล่ม จากพระผู้เปน็ เจา้ ทงั้ ๓ พระองค์ คือ ศรพรหมาสตร์ จากพระ
อิศวร ศรนาคบาศจากพระพรหม และศรวษิ ณปุ าณัมจากพระนารายณ์ เมื่อไปรบ
กบั พระอนิ ทรไ์ ด้รับชยั ชนะและไดจ้ กั รแก้วของพระอินทรก์ ลบั มายงั กรงุ ลงกา
ทศกัณฐท์ รงพอพระทัยจงึ พระราชทานพระนามใหม่แก่รณพักตรว์ า่ “อินทรชิต”
ในเรือ่ งรามเกียรติ์ซง่ึ เปน็ สงครามแยง่ ชิงนางสดี า ทศกัณฐท์ รงให้พระญาตวิ งศ์
พงศาออกรบแตก่ ลบั พา่ ยแพท้ ั้งหมด จึงโปรดให้อนิ ทรชิตออกรบถึง ๔ ครงั้ ดังน้ี
เรอื่ งยอ่
คร้งั แรก อนิ ทรชิตถูกศรพลายวาตของพระลกั ษมณ์ จนตอ้ งหนกี ลับเขา้ เมอื ง
ครัง้ ท่ี ๒ อินทรชิตรบกบั พระลกั ษมณ์ อนิ ทรชติ ใชศ้ รพรหมาสตร์แต่ไม่สาเรจ็
ครงั้ ที่ ๓ อินทรชิตแปลงกายเปน็ พระอินทรข์ ชี่ ้างเอราวณั ออกมารบกบั พระลักษมณ์
คร้ังสดุ ทา้ ย อินทรชิตรา่ ลาลูกเมยี แลว้ ออกไปรบจนถูกพระรามแผลงศรตัดคอ
ชัน้ ม.๓ เรยี นเพียงบางส่วนในการออกรบคร้งั ท่ี ๓ ของอนิ ทรชิตท่ีใช้พระเวทแปลงกายเป็นพระอนิ ทร์
เหล่ายักษ์แปลงกายเปน็ เทวดา และการุณราชแปลงกายเปน็ ชา้ งเอราวณั
พระลกั ษมณแ์ ละไพรพ่ ลวานรหลงเช่ือ จงึ เผลอชมความงาม
ทาให้เป็นโอกาสของอินทรชติ แผลงศรพรหมาสตร์ใสพ่ ระลักษมณจ์ นสลบไป
เนื้อเรอ่ื ง
ตวั ละคร
อนิ ทรชิต หนมุ าน
พระลักษมณ์
เปน็ พระโอรสของ อนิ ทรชติ
ทศกัณฐ์กบั นางมณโฑ
ชื่อเดมิ วา่ รณพักตร์
มีความเกง่ กล้ามาก
สามารถรบชนะพระอนิ ทรไ์ ด้ มชี ายาช่ือ
สวุ รรณกนั ยมุ า
มศี รนาคบาศ ศรพรหมาสตร์
และศรวษิ ณุปาฌมั เป็นอาวธุ มโี อรส ๒ พระองค์ คือ
ยามลิวันและกนั ยเุ วก
สามารถแปลงกาย พระพรหมเคยประทานพรใหว้ า่ เวลาจะตายต้องตายบนอากาศ
เป็นพระอนิ ทรไ์ ด้ และอยา่ ใหศ้ ีรษะขาดตกถงึ พน้ื
มฉิ ะนั้น จะกลายเปน็ ไฟบรรลัยกัลปล์ า้ งโลก
พระลักษมณ์
เป็นพระโอรสของท้าวทศรถ มพี ระอนุชารว่ มพระมารดา
กบั นางสมุทรเทวี คอื พระสตรุต
มคี วามจงรกั ภักดี ในบทพากยเ์ อราวัณนี้
ตอ่ พระรามมาก ถกู ศรพรหมาสตร์แลว้ สลบไป
มพี ระวรกายสที อง
หนมุ าน
เปน็ ลงิ เผือก เปน็ บุตรของพระพาย
(กายสีขาว) และนางสวาหะ
สามารถแผลงฤทธิ์ เปน็ ทหารเอกของพระราม
ให้มี ๔ หน้า ๘ มือ มคี วามเกง่ กลา้
และหาวเปน็ ดาวเปน็ เดือนได้
แปลงกายและหายตวั ได้
แมถ้ กู อาวธุ ของศตั รจู นตาย
แต่เมือ่ มีลมพดั มากจ็ ะฟนื้ ข้ึน มตี รเี พชร (สามง่าม)
เป็นอาวุธประจาตวั
อนิ ทรชิตบิดเบือนกายนิ เหมอื นองค์อมรินทร์
ทรงคชเอราวัณ
ชา้ งนิรมิตฤทธิแรงแขง็ ขัน เผือกผ่องผวิ พรรณ
สสี งั ขส์ ะอาดโอฬาร์
สามสบิ สามเศียรโสภา เศียรหน่งึ เจด็ งา
ดงั เพชรรัตนร์ จู ี
งาหนึง่ เจ็ดโบกขรณี สระหนึง่ ยอ่ มมี
เจด็ กออุบลบนั ดาล
กอหนึง่ เจ็ดดอกดวงมาลย์ ดอกหนงึ่ แบง่ บาน
มกี ลบี ได้เจด็ กลบี ผกา
กลบี หนง่ึ มีเทพธิดา เจด็ องคโ์ สภา
แนง่ นอ้ ยลาเพานงพาล
นางหนึ่งย่อมมบี ริวาร อีกเจ็ดเยาวมาลย์
ลว้ นรปู นริ มิตมายา
จบั ระบาราร่ายสา่ ยหา ชาเลอื งหางตา
ทาทีดงั เทพอัปสร
มวี มิ านแกว้ งามบวร ทกุ เกศกญุ ชร
ดังเวไชยันต์อมรนิ ทร์
เครื่องประดับเกา้ แก้วโกมิน ซองหางกระวนิ
สรอ้ ยสายชนักถกั ทอง
ตาข่ายเพชรรัตนร์ ้อยกรอง ผา้ ทิพยป์ กตระพอง
หอ้ ยพู่ทกุ หคู ชสาร
โลทันสารถีขุนมาร เป็นเทพบตุ รควาญ
ขบั ทา้ ยทนี่ งั่ ชา้ งทรง
บรรดาโยธาจตั รุ งค์ เปลี่ยนแปลงกายคง
เปน็ เทพไทเทวัญ
ทัพหน้าอารักษ์ไพรสัณฑ์ ทัพหลังสุบรรณ
กนิ นรนาคนาคา
ปีกซ้ายฤๅษิตวิทยา คนธรรพ์ปกี ขวา
ต้งั ตามตารบั ทพั ชัย
ล้วนถอื อาวุธเกรียงไกร โตมรศรชัย
พระขรรคค์ ทาถว้ นตน
ลอยฟ้ามาในเวหน รบี เร่งร้ีพล
มาถงึ สมรภมู ิชัย
ฯ เจรจา ฯ
อนิ ทรชติ สถติ เหนือเอรา วณั ทอดทศั นา
เหน็ องค์พระลกั ษมณ์ฤทธริ งค์
เคลบิ เคลิ้มหฤทยั ใหลหลง จงึ จบั ศรทรง
พรหมาสตร์อันเรอื งเดชา
ทนู เหนอื เศียรเกลา้ ยกั ษา หมายองคพ์ ระอนชุ า
กแ็ ผลงสาแดงฤทธริ ณ
อากาศก้องโกลาหล โลกล่ันองึ อล
อานาจสะท้านธรณี
อากาศก้องโกลาหล โลกล่ันองึ อล
อานาจสะท้านธรณี
ศรเตม็ ไปทวั่ ราศี ตอ้ งองคอ์ ินทรยี ์
พระลักษมณ์กก็ ล้งิ กลางพล
ฯ เจรจา อินทรชิตกลบั ทัพ ฯ
ฯลฯ
คาศัพท์ คาศพั ท์
กง ความหมาย
กบ่ี ส่วนทเ่ี ปน็ วงรอบของลอ้ รถ “กงรถไม่จดธรณินทร์” หมายความว่า ลอยเลือ่ น
กระวิน ไปในอากาศ ลอ้ รถไมส่ มั ผสั กับพ้นื
กายิน ลิง ในท่ีนี้ คือ พลวานรในกองทัพของพระราม
กินนร หว่ งที่เก่ียวกนั สาหรับทน่ี ัง่ บนหลงั ชา้ ง
เกา้ แก้ว กาย
เปน็ อมนษุ ยท์ ่มี รี ูปรา่ งคร่ึงคนนก ถ้าเปน็ หญิงเรียกว่า กินรี
แกว้ เกา้ อย่าง หรือเรยี กวา่ นพรตั น์ ไดแ้ ก่ เพชร ทับทิม มรกต บษุ ราคมั โกเมน นลิ
มุกดา เพทาย และไพฑรู ย์
คาศัพท์ คาศัพท์
คนธรรพ์ ความหมาย
จันทรี ชาวสวรรคพ์ วกหนง่ึ เปน็ บริวารของทา้ วธตรฐ มีความชานาญในวิชาดนตรี
จับระบา และขับร้อง
ฉิมพลี พระจนั ทร์ ซงึ่ เปน็ เทพองคห์ นงึ่ ในทนี่ ี้ใช้ จนั ทรี เพ่อื ใหส้ มั ผสั กับ “สุรีย์ศรี”
เร่มิ ฟ้อนรา
ซองหาง ตน้ งิว้ ตามเรอ่ื งเล่าจากไตรภูมิพระรว่ ง ท่เี ชงิ เขาพระสุเมรุ มีปา่ ตน้ ง้วิ อยรู่ อบสระฉิมพลี
เป็นที่อาศัยของฝงู ครฑุ
เคร่อื งคล้องโคนหางชา้ ง ทาดว้ ยเชือกเป็นปมหรือหว่ งหอ้ ยพาดลงมา
เพอ่ื ใหค้ นท่ขี คี่ อใช้หวั แม่เท้าคีบกนั ตก
คาศัพท์ คาศัพท์
ดวงมาลย์ ความหมาย
ตระพอง
ตาขา่ ยเพชรรตั น์ ดอกไม้
โตมร สว่ นท่ีนูนเป็นปุ่ม ๒ ข้างท่ีศีรษะชา้ ง
ธรณนิ ทร์ ตาข่ายรอ้ ยโดยเพชรสาหรบั แตง่ หวั ช้าง
อาวุธสาหรับซัด หอกซดั สามง่ามทม่ี ปี ลอกรปู ใบโพสวมอยู่
นงพาล ในท่ีนใ้ี ช้เพื่อความไพเราะของบทประพันธ์ มีความหมายอย่างเดยี วกบั ธรณี
นมิ ิต หมายถงึ แผ่นดนิ
นางรุน่ สาว
สรา้ ง แปลง ทา
คาศพั ท์ คาศพั ท์
บิดเบือนกายิน ความหมาย
พระจักรี
แปลงกาย
มยรุ ฉตั ร ผถู้ อื จักร คอื พระนารายณ์ ในท่นี ห้ี มายถึง พระรามผเู้ ป็นอวตารปางหน่งึ
มาตลี ของพระนารายณ์
แย่งยล เคร่อื งสงู สาหรบั แสดงอิสรยิ ยศ เปน็ เคร่อื งกน้ั กาบงั เปน็ ชนั้ ๆ ทาดว้ ยหางนกยงู
โยธาจัตุรงค์ เปน็ ช่อื สารถีของพระอินทร์ มาขบั รถทรงใหพ้ ระราม
รถแกว้ โกสยี ์ มองดู
กองทัพ ๔ เหลา่ ไดแ้ ก่ เหล่าช้าง เหล่ามา้ เหล่ารถ และเหล่าราบ
รถทรงที่พระอนิ ทร์ (โกสีย)์ ประทานให้พระรามพรอ้ มสารถชี อื่ มาตลี
คาศพั ท์ คาศพั ท์
ราพณ์ ความหมาย
ราศี
ทศกณั ฑ์
เวไชยันต์ ในทน่ี ห้ี มายถึง ทั่วไป “ศรเต็มท่ัวราศ”ี หมายความวา่ ศรท่อี นิ ทรชิตแผลงไปน้นั
กระจายไปท่วั ในท้องฟ้า
สหสั นัยน์ เปน็ ชื่อวมิ านและรถทรงของพระอินทร์ เม่ือพระอนิ ทรป์ รารถนาจะเสดจ็ ไปทใ่ี ด
สัตภณั ฑ์ วมิ านน้ีก็จะเปลี่ยนเป็นพาหนะทรง
พนั ตา หมายถึง พระอินทร์
ชื่อหมเู่ ขา ๗ ช้นั ที่ลอ้ มรอบเขาพระสเุ มรุ ได้แก่ ยคุ นธร อสิ ินธร กรวิก สทุ สั นะ
เนมินธร วินตกะ และอสั กณั
คาศัพท์ คาศพั ท์
สบุ รรณ ความหมาย
อมรนิ ทร์
เอราวัณ ครุฑ เปน็ พาหนะของพระนารายณ์
พระอนิ ทร์ กายมสี ีเขยี ว เปน็ เทพสูงสุดบนสวรรค์ชนั้ ดาวดึงส์
เปน็ เทพบตุ รองค์หน่งึ จะเนรมติ เป็นชา้ งทรง เมื่อพระอนิ ทรเ์ สดจ็
บทวเิ คราะห์
คุณคา่ ด้านเนื้อหา
วรรณคดเี รือ่ งน้แี ม้ไมเ่ ดน่ ดา้ นเน้อื เรอื่ ง แต่ทรงคุณค่าในประวตั คิ วามเป็นมา
ซ่งึ บทพากย์เอราวัณเปน็ ตอนหนึ่งของรามเกยี รตท์ิ ีม่ ปี ระวตั ิความเปน็ มาอนั
ยาวนาน ทาใหเ้ ห็นได้ว่ามกี ารสานตอ่ วรรณคดีเรือ่ งน้ีในฐานะท่ีเปน็ ราชูปโภค
ของกษัตริย์ กษตั รยิ ไ์ ทยทรงใช้วรรณคดใี นการสรา้ งเอกลักษณ์ความเปน็ ชาติ
คณุ คา่ ด้านวรรณศิลป์
๑. การใชโ้ วหาร มีความโดดเด่นในเร่อื งการใช้ถอ้ ยคาพรรณนาเพอ่ื ใหผ้ ู้อ่านเกดิ จนิ ตภาพ เชน่
บรรดาโยธาจัตุรงค์ เปลย่ี นแปลงกายคง
เปน็ เทพไทเทวัญ
ทพั หน้าอารกั ษไ์ พรสณั ฑ์ ทัพหลังสุบรรณ
กินนรนาคนาคา คนธรรพ์ปกี ขวา
ปีกซา้ ยฤๅษติ วิทยา
ต้งั ตามตารับทพั ชยั
ล้วนถอื อาวุธเกรียงไกร โตมรศรชยั
พระขรรค์คทาถว้ นตน รีบเรง่ รพ้ี ล
ลอยฟ้ามาในเวหน
มาถึงสมรภูมชิ ยั ฯ เจรจา ฯ
(ผู้ทรงพระราชนพิ นธ์เลือกใชถ้ อ้ ยคาพรรณนา เพอ่ื ใหผ้ อู้ ่านมองเหน็ ภาพของกองทัพของทย่ี ง่ิ ใหญข่ องอนิ ทรชิต)
คณุ คา่ ด้านวรรณศลิ ป์
๒. การใชภ้ าพพจน์ ได้ปรากฏลกั ษณะการใช้ภาพพจน์เพอื่ สรา้ งจนิ ตนาการใหผ้ อู้ า่ น ดังน้ี
อติพจน์ คือ การกลา่ วเกินจรงิ เช่น
เสียงพลโหร่ ้องเอาชัย เลือ่ นลั่นสนน่ั ใน
พภิ พเพียงทาลาย
(เปน็ การกลา่ วเกินจริงวา่ เสยี งโหร่ ้องของกองทพั ในครัง้ น้ีเกิดเสยี งดงั ราวกับโลกจะถกู ทาลายใหพ้ นิ าศยอ่ ยยบั )
บคุ คลวัต คือ การสมมติใหส้ ง่ิ ไม่มีชีวิตสามารถแสดงอากปั กริ ิยาได้เชน่ เดียวกบั สิง่ มชี วี ติ เชน่
สัตภณั ฑ์บรรพตทง้ั หลาย ออ่ นเอียงเพยี งปลาย
ประนอมประนมชมชัย
(ผทู้ รงพระราชนิพนธ์ได้สมมติให้ภูเขาทง้ั หลายแสดงอากัปกิรยิ าคล้ายมนษุ ย์ คอื พนมมือไหว้)
๓. การเล่นเสียง คณุ คา่ ดา้ นวรรณศลิ ป์
ผู้ทรงพระราชนิพนธท์ าใหบ้ ทพากยม์ คี วามไพเราะมากข้ึน โดยการใช้เสยี งสมั ผสั
ซึ่งปรากฏทงั้ สัมผัสอกั ษรและสมั ผัสสระ เชน่
“อนิ ทรชติ บดิ เบือนกายิน” สมั ผสั สระ คอื ชติ -บดิ สมั ผสั อกั ษร คอื บดิ -เบือน
“ชา้ งนมิ ิตฤทธแิ รงแข็งขนั ” สัมผัสสระ คอื มติ -ฤทธ์ิ สมั ผัสอกั ษร คอื ฤทธิ-แรง
ใหน้ กั เรยี นยกตวั อย่างการเล่นเสยี งเพ่มิ เติม จากทีย่ กตัวอยา่ งขา้ งต้น
คุณคา่ ด้านสงั คมและสะทอ้ นวถิ ีไทย
๑. ความเช่อื ในเรอ่ื งเทพเจา้
เรื่องราวในบทพากย์เอราวัณลว้ นมีความเกี่ยวขอ้ งกบั พระอศิ วร พระพรหม
พระนารายณ์ และพระอนิ ทร์ ซึ่งเปน็ เทพเจา้ ในศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู โดยได้
เขา้ มามีอิทธพิ ลต่อความเชื่อของสังคมไทย จนสะท้อนออกมาในรปู แบบของ
ศลิ ปกรรม ดนตรี นาฏศลิ ป์ และวรรณกรรม
นอกจากเรอื่ งบทพากย์เอราวณั แลว้ นักเรยี นเคยเรยี นวรรณคดี
หรือวรรณกรรมเร่อื งไหน ท่ีมคี วามเช่อื ในเรื่องเทพเจ้าอีกบ้าง
คุณค่าด้านสังคมและสะทอ้ นวถิ ไี ทย
๒. ความเชอื่ ในเรื่องโชคลาง
ไดส้ ะทอ้ นให้เห็นความเช่ือในบางประการท่มี คี วามเก่ยี วโยงกับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
กลา่ วคือ เมอื่ กองทัพของพระลักษมณ์จะส้รู บกับกองทพั ของอนิ ทรชติ ไดม้ กี ารเป่า
แตรและสงั ข์ พร้อมกบั ใหท้ หารโหร่ อ้ งเอาชยั เช่น
องึ อนิ ทเภรตี ีระงม แตรสังขเ์ สยี งประสม
ประสานเสนาะในไพร
เสียงพลโหร่ ้องเอาชัย เลอ่ื นลนั่ สนัน่ ใน
พิภพเพียงทาลาย
(ซง่ึ ตามธรรมเนียมการเปา่ สงั ขถ์ ือเป็นสิริมงคลและเป็นของศกั ด์สิ ิทธ์ิ)