The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by SNCLibrary, 2023-05-31 04:24:36

ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี

วิรงค์รอง ชมภูมิ่ง

ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี Time Management of Nursing Students at Boromarajonani College of Nursing, Suphanburi วิรงค์รอง ชมภูมิ่ง พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี สถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ประจำปีงบประมาณ 2561


ก กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลงได้ด้วยความกรุณาของอาจารย์ ผศ.ดร. สุวิณี วิวัฒวานิช อาจารย์ที่ปรึกษา งานวิจัยและผู้ทรงคุณวุฒิตรวจเครื่องมือวิจัย ที่กรุณาให้ข้อคิด คำแนะนำ และชี้แนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนแก้ไขสิ่งบกพร่องต่างๆที่เป็นประโยชน์แก่ผู้วิจัยและขอขอบคุณ ดร.สุภาวดี นพรุจจินดา คุณนงลักษณ์ จิรประภาพงศ์ และอาจารย์สุภาพร ปรารมภ์ ที่กรุณารับเชิญมาเป็นผู้ทรงในการตรวจเครื่องมือวิจัย ผู้วิจัย ตั้งแต่เริ่มศึกษาค้นคว้า จนกระทั่งสำเร็จเป็นงานวิจัยที่สมบูรณ์ ผู้วิจัยขอขอบคุณผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการกลุ่มงานวิจัย วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่ให้ความอนุเคราะห์ในการเอื้ออำนวยความสะดวกในการทำวิจัยและให้ทุนสนับสนุนการ ดำเนินการวิจัยครั้งนี้ วิรงค์รอง ชมภูมิ่ง พฤศจิกายน 2561


ข ความสามารถ ในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research) เพื่อศึกษาระดับความสามารถและ เปรียบเทียบการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีในแต่ละชั้นปี กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ประจำปีการศึกษา 2560 จำนวน 413 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษา พยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ซึ่งแบ่งความสามารถในการบริหารเวลา เป็น 6 ด้านคือ ด้านการวิเคราะห์ ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลา ด้านการกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิตของตนเอง ด้านการวางแผนการใช้เวลา ด้านการดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ ด้านการประเมินผลการใช้เวลา ด้านปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไข กิจกรรมที่ทำให้เสียเวลา ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิและมีค่าความเที่ยงของ แบบสอบถามในแต่ละด้าน จากการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ครอนบาคเท่ากับ .715, .860, .875, .624, .866 และ .870 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน สถิติทดสอบที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า ระดับความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( µ = 3.48) โดยมีความสามารถในการบริหารเวลาด้านการกำหนด เป้าหมายการดำเนินชีวิตของตนเองมากที่สุด ( µ = 3.61) รองลงมาคือ ด้านการวางแผนการใช้เวลา ( µ = 3.56) ด้านการดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ ( µ = 3.50) ด้านการประเมินผลการใช้เวลา ( µ = 3.49) ด้าน ปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไขกิจกรรมที่ทำให้เสียเวลา ( µ = 3.36) และด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับ การใช้เวลา ( µ = 3.32) ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบตามระดับชั้นปี พบว่านักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่มีอายุต่างกัน และมีการศึกษาในชั้นปีที่สูงกว่า มีความสามารถในการบริหารเวลามากกว่า อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 จากผลการศึกษาครั้งนี้นักศึกษามีความสามารถในการบริหารเวลาในการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการ ใช้เวลาน้อยที่สุด สถานศึกษาสามารถนำไปเป็นข้อมูลเพื่อฝึกทักษะการบริหารเวลาหรือแนวทางในการจัด กิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาพยาบาลบริหารเวลาให้เกิดประโยชน์


ค Time Management of Nursing Students at Boromarajonani College of Nursing, Suphanburi Abstract The present study is a descriptive – cross-sectional design aimed to examine the ability of time management, and to compare the differences of time management among nursing students. The population and sample consisted of 413 nursing students of BCN, Suphanburi. Research instrument was the ability of time management. It was developed by Pim Lowkham (2550), and explored the following sub-dimensions including analysis of problems with time; the goal of their lifestyle; planning time; the implementation of the plan was placed; time evaluation and improve the plan; and spend time and fix timeconsuming activities. The questionnaire has acceptable reliability and validity, according to a recent evaluation. Data were analyzed using frequency, mean, standard deviation, t-test, and One-way ANOVA. Results showed the ability of time management of nursing students in BCN, SuphanBuri was at the medium level (µ= 3.48). The goal of their lifestyle was at the high level (µ = 3.61). Planning time; the implementation of the plan was placed; time evaluation and improve the plan; and spend time and fix time-consuming activities and analysis of problems with time were at the medium level (µ = 3.56, µ = 3.50, µ = 3.49, µ = 3.36, µ = 3.32, respectively). There was significant difference in age regarding the ability of time management (F= 1.784; p=.000) (ANOVA). Nursing students in higher years reported considerably greater ability in time management compared to nursing students in lower years counterpart. Findings of this study showed the nursing students have the ability to manage time to solve problems with minimal time spent. Also, nursing educational institutions can use the findings of the study as an empirical information to encourage time management skills among nursing students.


ง สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ ก บทคัดย่อภาษาไทย ข บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ฉ บทที่ 1. บทนำ ความสำคัญของปัญหา ............................................................................................... 1 วัตถุประสงค์การวิจัย ................................................................................................. 3 คำถามการวิจัย .......................................................................................................... 3 ขอบเขตของการวิจัย .................................................................................................. 3 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย .............................................................................. 3 ตัวแปรที่ศึกษา .............................................................................................. 3 นิยามศัพท์เฉพาะ ...................................................................................................... 4 สมมติฐานของการวิจัย .............................................................................................. 4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ……………………………………………………………………………….5 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ความหมายและความสำคัญของการบริหารเวลา..........................................................6 การบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล………………………………………………………………12 การจัดการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี…………………………………………………..14 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…………………………………………………………………………………………15 กรอบแนวคิดการวิจัย……………………………………………………………………………………..19 3. วิธีการดำเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง......................................................................................... 20 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล……………………………………….......................... 20 การเก็บรวบรวมข้อมูล.................................................................................................22 การพิทักษ์สิทธิของกลุ่มตัวอย่าง………………………………………………………………………..23 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล.................................................23


จ สารบัญ (ต่อ) หน้า 4. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................................................24 5. สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ วัตถุประสงค์การวิจัย......................................................................................................41 สมมติฐานของการวิจัย………………………………………………………………………………………41 วิธีการดำเนินการวิจัย....................................................................................................42 สรุปผลการวิจัย.............................................................................................................42 อภิปรายผล...................................................................................................................43 ข้อเสนอแนะสำหรับการนำผลการวิจัยไปใช้..................................................................46 ขอเสนอแนะในการวิจัยในอนาคต.................................................................................46 รายการอ้างอิง ....................................................................................................................................47 ภาคผนวก ภาคผนวก ก รายนามผู้ทรงคุณวุฒิ.............................................................................................51 ภาคผนวก ข หนังสือเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ……………………………………………………………………………..53 ภาคผนวก ค เอกสารการพิทักสิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง.........................................................................57 ภาคผนวก ง เอกสารขออนุญาตใช้เครื่องมือวิจัยและตัวอย่างเครื่องมือวิจัย..................................60 ประวัติย่อผู้วิจัย.....................................................................................................................................67


ฉ บัญชีตาราง ตารางที่ หน้า 1 จำนวนนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีประจำปีการศึกษา 2560…………………………………………………………………. 20 2 ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล บรมราชชนนี สุพรรณบุรี............................................................................................... 22 3 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความสามารถในการบริหารเวลาของ นักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีโดยรวม และรายด้าน………………………….. 25 4 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความสามารถในการบริหารเวลาของ นักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลา 26 5 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความสามารถในการบริหารเวลาของ นักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ด้านการกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิต.... 27 6 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความสามารถในการบริหารเวลาของ นักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ด้านการวางแผนการใช้เวลา………………… 28 7 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความสามารถในการบริหารเวลาของ นักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ด้านการดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้…….. 29 8 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความสามารถในการบริหารเวลาของ นักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ด้านการประเมินผลการใช้เวลา…………….. 30 9 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความสามารถในการบริหารเวลาของ นักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ด้านปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไข กิจกรรมที่ทำให้เสียเวลา…………………………………………………………………………………… 31 10 จำนวน และร้อยละของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีจำแนกตามข้อมูล ส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ชั้นปีการศึกษา และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 32 11 เปรียบเทียบความความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีรายด้าน จำแนกตามอายุ…………………………………………………………………… 33 12 เปรียบเทียบความความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีรายด้าน จำแนกตามเพศ………………………………………………………………….. 36 13 เปรียบเทียบความความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีรายด้าน จำแนกตามชั้นปีการศึกษา……………………………………………………. 37 14 เปรียบเทียบความความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีรายด้าน จำแนกตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน……………………………………….. 39


1 บทที่ 1 บทนำ ความสำคัญของปัญหา ทุกคนมีเวลาสำหรับการเรียนรู้และใช้ในการดำเนินชีวิตที่เท่าเทียมกันคือ 24 ชั่วโมงต่อวัน เวลาคือชีวิต ไม่มีวันย้อนกลับ ไม่มีอะไรมาทดแทนได้ การบริหารเวลานับเป็นการบริหารตนเอง การบริหารเวลาที่ดี จะ สามารถทำงานสำเร็จลุล่วงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สามารถวางแผนและกำหนดระยะเวลา ในการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม ทำให้บุคคลนั้นๆประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต การปล่อยให้เวลา เสียไปเปล่า ๆ เท่ากับเป็นการปล่อยให้ชีวิตเสียไปเปล่า ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นนักบริหารเท่านั้นที่จะ สามารถบริหารเวลา ทุกคนก็สามารถทำได้เพียงแต่ต้องรู้จักที่จะแบ่งเวลา โดยจัดสรรเวลาของตนเองให้ถูกต้อง และเหมาะสม (สถาบันดำรงราชานุภาพ, 2553) การบริหารเวลาเป็นการกำหนดและการควบคุมการปฏิบัติงานให้บรรลุผลตามเวลาและวัตถุประสงค์ที่ กำหนดหลักการเบื้องต้นในการบริหารเวลา คือ การเริ่มต้นที่ดี พิจารณาให้แน่นอนว่าอะไรสำคัญที่สุด การ ตั้งเป้าหมาย ให้มีจุดประสงค์ชัดเจน กำหนดเกณฑ์ในการใช้เวลาในการทำกิจกรรมแต่ละอย่าง วางแผน ประจำวัน ใช้ชีวิตอย่างสมดุล ทั้งในการพักผ่อนนอนหลับ มีเวลาให้กับตนเอง และ การพัฒนาจิตวิญญาณ จัดลำดับความสำคัญของงานให้ชัดเจน ลงมือทำงานที่ยากที่สุด การมอบหมายงาน การทำงานให้สำเร็จเป็นชิ้น เป็นอัน การออกกำลังกาย ตรวจสอบสิ่งที่ทำ ว่ามีความสำคัญหรือจำเป็นเพียงใด การวางแผนฉลอง ความสำเร็จ ฝึกการจดจำสิ่งต่างๆ (สถาบันดำรงราชานุภาพ, 2553) การเริ่มต้นวางแผนการใช้เวลาหรือบริหาร เวลาให้เกิดประโยชน์มีคุณค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินชีวิต ซึ่งจะส่งผลให้มีความสุขในชีวิตนั้น ผู้ ที่รู้คุณค่าของเวลา จึงจะสามารถดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้(อินทิรา หิรัญสาย, 2545) Smith S.F. and Smith C.M. (1990) ให้ความหมายว่า การบริหารเวลา หมายถึง การที่ตนเอง บริหารการใช้เวลา ซึ่งจะช่วยให้สามารถใช้เวลา ได้อย่างถูกต้อง เป็นประโยชน์ ลดความเครียดจากการเรียน และยังเป็นการวางแผนกําหนดระยะเวลาในการทํากิจกรรมต่างๆ ในชีวิตของนักศึกษาอย่างเหมาะสมและมี ประสิทธิภาพ การบริหารเวลาประกอบด้วย 1)การวิเคราะห์ปัญหาการใช้เวลา 2)การกำหนดเป้าหมายการ ดำเนินชีวิต 3) การวางแผนกำหนดระยะเวลาในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตได้อย่างเหมาะสมและมี ประสิทธิภาพ 4) การดำเนินงานตามแผนการใช้เวลาอย่างถูกต้อง 5) การติดตามประเมินผลการใช้เวลา 6) การปรับปรุงการใช้เวลาแก้ไขสิ่งที่ทำให้เสียเวลา“การบริหารเวลา” มักใช้กับผู้บริหาร เพราะผู้บริหารมีภารกิจ มากเกินกว่าที่จะสามารถทาทุกสิ่งทุกอย่างภายในเวลาที่มีอยู่ได้ จึงต้องมีการจัดสรรเวลา เพื่อให้งานลุล่วงอย่าง มีประสิทธิภาพและทันเวลา แต่นักศึกษาสามารถที่จะประยุกต์เทคนิคทางการบริหารเวลามาใช้เพื่อประโยชน์ ต่อการเล่าเรียนได้เช่นกัน นักศึกษาต้องมีการจัดสรรเวลาทั้งในด้านการเรียนและเรื่องส่วนตัวเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและมี ประสิทธิภาพที่สุด โดยเฉพาะนักศึกษาพยาบาล ที่ต้องใช้เวลาเรียนทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ นักศึกษา จะต้องเตรียมตัวและศึกษาหาความรู้ทั้งในสาขาพยาบาลและสาขาที่เกี่ยวข้อง การบริหารเวลาทำให้นักศึกษา รู้จักวางแผนและจัดสรรเวลาในการทำงานอย่างถูกต้องและเหมาะสม ตามวันและเวลาที่กำหนด (สถาบันดำรง ราชานุภาพ, 2553) ซึ่งการวางแผนการใช้เวลาเป็นการเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง เนื่องจากเวลาที่มีอยู่ อย่างจำกัด กิจกรรมที่มีความสำคัญที่แตกต่างกันและต้องการคุณภาพของเวลาที่แตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อให้การ


2 บริหารเวลามีประสิทธิภาพสูงสุดจึงต้องมีการจัดเรียงความสำคัญของกิจกรรมต่างๆว่ากิจกรรมใดสำคัญและ จำเป็นต้องจัดทำก่อน กิจกรรมที่ไม่สำคัญสามารถตัดทิ้งหรือลดเวลาลงได้ ความสำคัญของกิจกรรมพิจารณา จากปัจจัยดังนี้คือ คุณค่าของงาน พิจารณาจากเป้าหมายของชีวิต ความรับผิดชอบประกอบกันไปรวมทั้งความ เร่งด่วน ขั้นตอนในการปฏิบัติงาน และการมอบหมายความรับผิดชอบ (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, 2543) หาก นักศึกษาสามารถมีพฤติกรรมในด้านต่างๆตามช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมย่อมมีส่วนช่วยส่งเสริมทำให้ประสบ ความสำเร็จทั้งในด้านการเรียนและการใช้ชีวิตส่วนตัวได้ การใช้เวลาว่างที่เป็นประโยชน์จึงมีความสำคัญเพราะ สามารถเพิ่มพูนศักยภาพหรือลดทอนประสิทธิภาพของนักศึกษา หากนักศึกษารู้จักการใช้เวลาว่างในการ ดำเนินชีวิตย่อมส่งผลต่อการบริหารเวลาที่มีประสิทธิภาพ (ศักดิภัทร์ เฉลิมพุฒิพงศ์, 2554 ) ดังนั้นการบริหาร เวลาจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่มีประโยชน์ในการทำงานประจำวันหรือแม้กระทั่งการทำงานในระยะยาวให้เสร็จ สมบูรณ์ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สุภาวดี, 2549) หากการบริหารเวลาไม่มีประสิทธิภาพอาจทำให้เกิดความเครียดได้ จากผลการศึกษาความเครียด การ จัดการความเครียดและความต้องการความช่วยเหลือของนักศึกษาพยาบาลในหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต สถาบันแห่งหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทย พบว่าครึ่งหนึ่งของนักศึกษาพยาบาลมีความเครียดอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 50.7)และสาเหตุของความเครียดมาจากกิจกรรมด้านการเรียนทั้งหมด (จิราภรณ์ สรรพวีรวงศ์, มัชฌิมา ดำมี, จันทร์จิรา นิ่มสุวรรณ, ชุติมา หมัดอะดัม, ศุภารัตน์ ละเอียดการ, สุชาวดี โสภณ, 2559) จาก การศึกษาแนวทางปฏิบัติของนักศึกษาพยาบาลเพื่อช่วยคลายความเครียดของ มาลีวัล เลิศสาครศิริ, (2558) สามารถทำได้ คือการออกกำลังกาย การพักผ่อน และการศึกษาปัจจัยภายในตัวบุคคลตามการรับรู้ของ นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา พบว่าเวลาในการพักผ่อนและการ ทำงานผิดพลาด ส่งผลต่อความเครียดมากที่สุด (สุจิตรา อู่รัตนมณี และคณะ, 2559) และจากการศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างระดับความเครียดกับสาเหตุของความเครียด และการจัดการความเครียดของนักศึกษา พยาบาลในวิทยาลัยพยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก ผลการวิจัยพบว่า สาเหตุของความเครียดทั้ง 8 ด้าน มีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางกับระดับความเครียดของนักศึกษาพยาบาล โดยด้านสาเหตุใน อนาคตมีความสัมพันธ์กับระดับความเครียดมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านการจัดสรรเวลา (วิไลพร ขำวงษ์, สุด คนึง ปลั่งพงษ์พันธ์, ทานตะวัน แย้มบุญเรือง, 2559) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี เป็นสถาบันการศึกษาสำหรับนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศา สตรบัณฑิต ซึ่งนักศึกษาทุกชั้นปีใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในวิทยาลัยเพื่อการเรียนในภาคทฤษฏี และอยู่ใน โรงพยาบาลเพื่อการฝึกภาคปฏิบัติ ซึ่งอาจมีปัญหาทั้งด้านการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม และ สถานการณ์ต่างๆ รวมทั้งหากมีการบริหารเวลาไม่เหมาะสมจะทำให้เกิดความเครียด หรือรู้สึกว่ามีเวลาไม่ เพียงพอ ทำให้การจัดการเรียนการสอนไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ นอกจากนี้นักศึกษาที่ไม่มีการบริหาร เวลาที่ดี อาจไม่มีความสุขในการเรียน (สิระยา สัมมาวาจา, 2541) ซึ่งมีศึกษาพบว่า การจัดสรรเวลามี ความสัมพันธ์กับระดับความเครียดของนักศึกษาพยาบาลในวิทยาลัยพยาบาลสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก (วิไลพร ขำวงษ์, สุดคนึง ปลั่งพงษ์พันธ์และทานตะวัน แย้มบุญเรือง, 2559) จากความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาระดับความสามารถใน การบริหารเวลาและเปรียบเทียบความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรม ราชชนนี สุพรรณบุรี ในแต่ละชั้นปี เพื่อได้ข้อมูลพื้นฐานในการฝึกทักษะการบริหารเวลาและเป็นข้อมูลหรือ แนวทางในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาพยาบาลบริหารเวลาให้เกิดประโยชน์ การบริหารเวลาถือ เป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จอย่างหนึ่งของชีวิต การเริ่มต้นฝึกการบริหารเวลาตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ จะเป็น ประโยชน์ เนื่องจากเป็นการฝึกกำหนดตนเอง พัฒนาตนเองให้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า


3 วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาระดับความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราช ชนนี สุพรรณบุรี 2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการบริหารเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ ของนักศึกษา พยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีในแต่ละชั้นปี คำถามการวิจัย 1. ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี อยู่ในระดับใด 2. นักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่มีข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุระดับชั้นปี และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน มีความสามารถในการบริหารเวลาแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร ขอบเขตของการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราช ชนนี สุพรรณบุรี เพศชายและเพศหญิง ชั้นปีที่ 1-4 ประจำปีการศึกษา 2560 จำนวน 413 คน ตัวแปรที่ศึกษา 1. ตัวแปรอิสระ ได้แก่ 1.1.1 เพศ คือ เพศชายและเพศหญิง 1.1.2 อายุ คือ อายุตั้งแต่ 18 ปี – 25 ปีนับจำนวนเวลาเป็นปี เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. เกิดจนถึง ปัจจุบันตามปฏิทินสากล 1.1.2 ชั้นปีที่ศึกษา คือ ชั้นปีที่ 1 ชั้นปีที่ 2 ชั้นปีที่ 3 และชั้นปีที่ 4 1.1.4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ ผลการเรียนคะแนนเฉลี่ยสะสมสุดท้าย (GPA) ของทุกวิชา นับตั้งแต่เริ่มเรียนจนถึงปีการศึกษา 2560 2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรม ราชชนนี สุพรรณบุรี ได้แก่ ด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลา ด้านการกำหนดเป้าหมายการดำเนิน ชีวิต ด้านการวางแผนการใช้เวลา ด้านการดำเนินการตามแผนที่วางไว้ด้านการประเมินผลการใช้เวลา และ ด้านการปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไขกิจกรรมที่ทำให้เสียเวลา นิยามศัพท์ที่ใช้ในการวิจัย นักศึกษาพยาบาล หมายถึง นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี เพศชายและเพศหญิง ชั้นปีที่ 1-4 ประจำปีการศึกษา 2560 จำนวน 413 คน เพศ คือ เพศชายและเพศหญิง อายุ คือ อายุตั้งแต่ 18 ปี – 25 ปี ชั้นปีที่ศึกษา คือ นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีชั้นปีที่ 1 ชั้นปีที่ 2 ชั้นปีที่ 3 และชั้นปีที่ 4


4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลการเรียนคะแนนเฉลี่ยสะสมสุดท้าย (GPA) ของทุกวิชานับตั้งแต่ เริ่มเรียนจนถึงปีการศึกษา 2560 โดยแบ่งเป็น 1.51-2.00 /2.01-2.50 /2.51-3.00 /3.01-3.50 /3.51-4.00 ความสามารถในการบริหารเวลา หมายถึง ความสามารถในการจัดสรรเวลาในการทำกิจกรรม ขณะ อยู่ในวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี สามารถจัดระบบการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุด เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงและมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งเป็น 6 ด้าน คือ - ด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลาของตน หมายถึง การจำแนกเกี่ยวกับปัญหาการใช้ เวลาของนักศึกษาเพื่อตระหนักถึงปัญหาเกี่ยวข้องกับการใช้เวลาในการทำกิจกรรมการเรียน กิจกรรมสังคม และกิจกรรมส่วนตัว - ด้านกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิตของตน หมายถึง การกำหนดเวลาในการทำกิจกรรมการ เรียน กิจกรรมสังคม และกิจกรรมส่วนตัว ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวที่เกี่ยวกับเป้าหมายชีวิตของตนเอง เพื่อให้บรรลุตามจุดประสงค์ที่วางไว้ - ด้านการวางแผนการใช้เวลา หมายถึง การวางแผนจัดลำดับความสำคัญในการใช้เวลาให้ตรง กับความต้องการของตนเอง - ด้านการกำหนดตามแผนที่วางไว้ หมายถึง การปฏิบัติเกี่ยวกับกิจกรรมตามตารางเวลาที่ได้ กำหนดไว้ โดยมีการกำหนดเวลาในการทำกิจกรรมการเรียน กิจกรรมสังคม และกิจกรรมส่วนตัวของตนเอง - ด้านการประเมินผลการใช้เวลา หมายถึง การติดตามผลการปฏิบัติกิจกรรมตามแผนการใช้ เวลาตามตารางกิจกรรมและงานที่ได้รับผิดชอบ - ด้านการปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไขกิจกรรมที่ทำให้เสียเวลา หมายถึง การดำเนินการ แก้ไขปรับปรุงพฤติกรรมที่ทำให้การบริหารเวลาไม่สำเร็จตามแผนที่วางไว้ สมมติฐานของการวิจัย 1. นักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่ศึกษาอยู่ในชั้นปีที่แตกต่างกัน มี ความสามารถในการบริหารเวลาโดยรวมและเป็นรายด้านหกด้านแตกต่างกัน 2. นักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่มีอายุแตกต่างกัน มีความสามารถ ในการบริหารเวลาโดยรวมและเป็นรายด้านหกด้านแตกต่างกัน 3. นักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่มีเพศแตกต่างกัน มีความสามารถ ในการบริหารเวลาโดยรวมและเป็นรายด้านหกด้านแตกต่างกัน 4. นักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่แตกต่าง กัน มีความสามารถในการบริหารเวลาโดยรวมและเป็นรายด้านหกด้านแตกต่างกัน ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้ข้อมูลพื้นฐานเพื่อฝึกทักษะการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราช ชนนี สุพรรณบุรี ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์อย่างเหมาะสม 2. เป็นข้อมูลหรือแนวทางในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาพยาบาลบริหารเวลาให้เกิด ประโยชน์


5


6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในการวิจัยครั้งนี้ มีดังนี้ - ความหมายและความสำคัญของการบริหารเวลา - การบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล - การจัดการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี - งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ความหมายและความสำคัญของการบริหารเวลา การบริหารเวลา หมายถึง การกำหนดและการควบคุมการปฏิบัติงานให้บรรลุผลตามเวลาและ วัตถุประสงค์ที่กำหนด เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพในงานหน้าที่ที่รับผิดชอบ การรู้จักวางแผนและจัดสรรเวลา ในการทำงานอย่างถูกต้อง เหมาะสม (สถาบันดำรงราชานุภาพ, 2553) การบริหารเวลา คือ การจัดการสิ่งต่างๆ ในเวลาที่มีอยู่ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และใช้เวลาน้อยที่สุด และมีประสิทธิภาพมากที่สุด (เปรมยุดา ตั้งเจริญสุข, 2555) การบริหารเวลา หมายถึง การที่ตนเองบริหารการใช้เวลาซึ่งจะช่วยให้สามารถใช้เวลาได้อย่างถูกต้อง เป็นประโยชน์ ลดความเครียดจากการเรียนและยังเป็นการวางแผนกำหนดระยะเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตของนักศึกษาอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ (Smith; & Smith.1990) การบริหารเวลา หมายถึง การใช้ความคิดว่าจะดำเนินงานอย่างไร และลงมือปฏิบัติเพื่อไปสู่ จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ในเวลาที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Hochheiser. 1998) การบริหารเวลา หมายถึง การจัดสรรเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยการรู้จักวางแผนและกำหนด เป้าหมายในการดำเนินการใช้เวลาในการปฏิบัติงานให้ผลตรงตามเป้าหมายมากที่สุด และสามารถจัดระบบ การใช้เวลาให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุด เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลต่อความก้าวหน้าใน ชีวิต (พิมพ์ โหล่คำ, 2550) สรุป การบริหารเวลา คือ การรู้จักวางแผนและจัดสรรเวลาในการทำงานให้เหมาะสม เพื่อเกิด ประสิทธิภาพในงานและหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่ ให้สำเร็จลุล่วงโดยใช้เวลาน้อยที่สุดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ความสำคัญของการบริหารเวลา เมื่อเรามีเวลามากพอ ที่เหลือจากการใช้เวลาอย่างคุ้มค่า จะทำให้เราสามารถทำกิจกรรมอื่นๆที่ชอบ และต้องการ ได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดผลดีต่อตนเองในเรื่องการลดความกังวล ลดความเครียด และลดภาระงาน ในอนาคต (เปรมยุดา ตั้งเจริญสุข, 2555) ระบบการบริหารเวลา (Time Management System) ควรดำเนินการตามลำดับ 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การกำหนดความสำคัญ (Set Priorities) วิธีการพิจารณาความสำคัญก่อนหลังนี้ อาจใช้วิธี A-B-C (A-B-C Strategy) ซึ่งผู้บริหารจะต้องระบุงาน หรือกิจกรรมที่จะต้องทำทั้งหมดในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ จากนั้นก็พิจารณาความสำคัญของกิจกรรมนั้นเป็น A,B หรือ C โดยมีความหมายดังนี้ A = มีความสำคัญมากต้องทำก่อน


7 B = มีความหมายสำคัญเช่นกัน ถ้ามีเวลาก็ควรทำ C = ถ้าไม่ทำขณะนี้คงไม่เป็นไร เมื่อทำอย่างอื่นเสร็จแล้วจึงค่อยทำงาน หรือ หลักความสำคัญและความรีบด่วนของงาน งานสำคัญและรีบด่วน ต้องทำทันที งานสำคัญแต่ไม่รีบด่วน รีบทำ งานไม่สำคัญแต่รีบด่วน มอบหมายงาน งานไม่สำคัญและไม่รีบด่วน ไม่ต้องทำเอง 2. การวางแผน (Planning) ผู้บริหารจะต้องวางแผนที่จะปฏิบัติตามงานหรือกิจกรรมนั้น ๆ เพื่อให้ บรรลุตามเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. ลำดับงานที่จะทำ (The Sequence) หมายถึงการพิจารณางานที่มีความสำคัญ A ทั้งหมด ก่อนว่า จะทำงานใดก่อนและหลัง 2. ยึดหลัก 4W (The Who What Where and When) หมายถึงการระบุลำดับงาน ที่จะทำให้ชัดเจน 3. ทรัพยากรทางการบริหารที่ต้องการ (Resources Needed) หมายถึงการระบุทรัพยากร ทางการบริหารอันได้แก่ คน เงิน วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ 4. การติดตามผล (Follow – Up Required) การพิจารณาวิธีการติดตามผลเพื่อจะได้ทราบว่า งานที่กำหนดไว้ตามแผนนั้นได้ดำเนินไปตามแผนหรือไม่ 5. แผนสำรอง (Contingency Plans) หมายถึง การพิจารณาเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจจะ เกิดขึ้นได้ในระหว่างการดำเนินตามแผนแล้วกำหนดเป็นแผนสำรองไว้ 3. การปฏิบัติตามตารางเวลาที่กำหนด (Protecting Schedule Times) หมายถึง การปฏิบัติตาม ตารางการทำงานที่กำหนดไว้ในแผนซึ่งผู้บริหารจะต้องรู้จักใช้คำว่า “ไม่” หรือรู้จักการปฏิเสธงานเฉพาะหน้าที่ ไม่มีความจำเป็น เร่งด่วน เทคนิคการบริหารการใช้เวลาที่มีประสิทธิภาพ 1. จดบันทึกการใช้เวลาประจำวันไว้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์หาสาเหตุของการ สูญเสียเวลา 2. วิเคราะห์สาเหตุของการรบกวนเวลาหรือการสูญเสียเวลาไปโดยไม่จำเป็นจากข้อมูลที่ได้บันทึกไว้ใน แต่ละวัน เพื่อหาข้อบกพร่องและสาเหตุที่ทำให้เกิดการสูญเสียเวลาโดยไม่จำเป็น 3. ปรับปรุงข้อบกพร่องหรือสาเหตุที่ทำให้เสียเวลาตามที่วิเคราะห์ได้ โดย 3.1 ทำการวางแผนก่อนว่าจะทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร 3.2 จัดลำดับความสำคัญของงาน โดยพิจารณาตามหลักการ ABC ข้างต้นที่ได้กล่าวมา หรือ หลักความสำคัญและความรีบด่วนของงาน 3.3 ฝึกฝนตนเองให้มีสมาธิในการทำงาน ทำงานแต่ละชิ้นให้เสร็จก่อนเริ่มงานใหม่ ไม่ควรทำ ทิ้งไว้ครึ่งๆ กลาง ๆ 3.4 หลีกเลี่ยง การผลัดวันประกันพรุ่ง ควรรีบลงมือปฏิบัติงานทันที อย่ารอไว้ใกล้หมดเวลา แล้วค่อยทำ 3.5 จัดหาอุปกรณ์ หรือเครื่องทุ่นแรง เทคโนโลยี่ใหม่ ๆมาใช้เพื่อประหยัดเวลา 3.6 คิดทุกครั้งในการทำกิจกรรม ว่ากิจกรรมใดควรใช้เวลามากน้อยเท่าใด เช่น เวลาในการ โทรศัพท์ เวลาในการประชุม ฯลฯ


8 3.7 ดูแลตนเองให้มีสุขภาพแข็งแรง มีเวลาให้กับครอบครัวบ้าง หลักการเบื้องต้นในการบริหารเวลา (บุญชัย ปัญจรัตนากร ,2540) การบริหารเวลาที่ดี นอกจากสามารถทำงานของตนเองให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีแล้ว ยังสามารถ ทำงานเพื่อผู้อื่นได้ด้วยและยังได้รับความสุขจากการมีเวลาว่างของตน 1. การเริ่มต้นที่ดีมีความสำเร็จเกินกว่าครึ่ง ถ้าการเริ่มต้นของวันใหม่มีความสดชื่นแจ่มใสจึงควรค้นหา สิ่งที่ตนเองชื่นชอบสักอย่าง 2. พิจารณาให้แน่นอนว่าอะไรสำคัญที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นปล้นเวลา หรือปล้นสิ่งสำคัญๆใน ชีวิตไป และจงกล้าที่จะตอบปฏิเสธ เพียงกล่าวว่า "ไม่" สั้นๆ และง่ายๆ 3. ตั้งเป้าหมาย การมีเป้าหมายอาจมีได้หลายเป้าหมาย ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน การเขียน เป้าหมายเหล่านั้นออกมาจะช่วยให้จุดประสงค์ของมันชัดเจนขึ้น และช่วยกำหนดทิศทางการใช้เวลาในแต่ละ สัปดาห์ เดือน ปี ทศวรรษ และชั่วชีวิตได้ 4. กำหนดเกณฑ์ในการใช้เวลาในการทำกิจกรรมแต่ละอย่างเช่น การโทรศัพท์ การคุยกับแขก การ รับประทานอาหาร ตลอดจนเรื่องใช้จ่ายต่างๆ ควรกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าจะใช้เวลาเท่าไร 5. วางแผนประจำวัน ควรเขียนกิจกรรมต่างๆออกมาอย่างชัดเจน แล้ววางแผนการจัดทำเพื่อให้ บรรลุผล โดยจัดลำดับความสำคัญ 6. ใช้ชีวิตอย่างสมดุล ทั้งในการพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ มีเวลาหย่อนใจพอควร เวลาให้กับตนเอง และ การพัฒนาจิตวิญญาณ ตลอดจนเรื่องที่สนใจ 7. จัดลำดับความสำคัญของงานให้ชัดเจน โดยพิจารณาว่างานใดเร่งด่วน ที่ต้องดำเนินการโดยด่วน งานใดที่สามารถทำภายหลังได้ ไม่ต้องใช้สมองและเวลามากนัก ก็ทำภายหลังได้ 8. ลงมือทำงานที่ยากที่สุด เมื่อทำงานที่ยากสำเร็จจะช่วยให้เกิดความโล่งใจ และช่วยให้เกิด ความสำเร็จในการทำงาน 9 . มอบหมายงาน โดยพิจารณาว่าใครที่พอจะช่วยได้ เพื่อช่วยให้มีเวลาเพิ่มขึ้น 10. ทำงานให้สำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน อย่าทำงานด้วยความยืดยาด 11. ออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายกระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า การเดินเป็นการออกกำลังกายที่ ประหยัดที่สุดและง่ายที่สุด 12. ตรวจสอบสิ่งที่ทำ ว่ามีความสำคัญหรือจำเป็นเพียงใดหรือเป็นเพียงความเคยชิน สำรวจดูว่าถ้าตัด ออกจะช่วยให้มีเวลามากยิ่งขึ้นหรือไม่ 13. วางแผนฉลองความสำเร็จ เช่น ถ้างานชิ้นนี้เสร็จแล้วควรจะให้อะไรเป็นรางวัลให้สำหรับตัวเอง ซึ่ง อาจเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้เพื่อให้เป็นขวัญและกำลังใจตัวเอง 14. ใช้ความจำช่วยประหยัดเวลาในการทำงานสูง จงควรฝึกการจดจำสิ่งต่างๆ การจัดการเวลาให้เกิดประสิทธิภาพ (อนันท์งามสะอาด, 2550) ประกอบด้วย 1. การวางแผน เป็นหลักสำคัญของการเรียน การทำงาน จึงต้องกำหนดจุดหมายใช้เวลาที่ประหยัด และก่อให้เกิดงานที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ควรกำหนดแบบงานแต่ละปี เดือน สัปดาห์และวัน มีการฝึกใช้ปฏิทิน ในการวางแผนจนเป็นนิสัย แม้ว่าการวางแผนจะต้องสิ้นเปลืองเวลาในตอนเริ่มแรก แต่ในขั้นสุดท้าย การ วางแผนจะช่วยรักษาเวลาและให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า 2. การจัดเวลาให้เหมาะสมกับงาน เป็นการกำหนดและจัดลำดับความสำคัญของงานไว้ในแผนการ ทำงาน งานใดที่ไม่สำคัญหรือกิจกรรมใดที่ไม่เกิดประโยชน์ควรตัดทิ้งไปให้เวลาสำหรับงานที่สำคัญๆ เพื่อ


9 ก่อให้เกิดประสิทธิภาพของงานมากที่สุด โดยแยกประเภทของงานไว้ให้ชัดเจนแล้วจัดทำพร้อมกันเพื่อ ประหยัดเวลา ซึ่งต้องทำให้เสร็จเป็นอย่าง ๆ ไปอย่างมีระบบเสมอ 3. การจัดเวลาให้เหมาะสมกับคน ควรตัดเวลาที่เกี่ยวกับงานสังคมหรืองานประชุมที่ไม่จำเป็น การ ปฏิเสธบุคคลที่ขอติดต่อพบปะบ้าง เพราะทำให้การทำงานไม่ต่อเนื่องและให้บุคคลอื่นแบ่งภาระความ รับผิดชอบของงานตามสมควร มีการมอบหมายงาน กระจายงานให้บุคคลอื่น และเพื่อให้งานมีประสิทธิภาพ ต้องกำหนดวัตถุประสงค์ในการทำงานที่ชัดเจน และควรสร้างบรรยากาศการทำงานให้เกิดขึ้นเสมอ หา แนวทางให้รบกวนสมาธิการทำงานให้น้อย 4. การสั่งการ/ เตือนคนเสมอ เป็นการสร้างวิธีที่ฉลาดขึ้นแต่ไม่ใช่คลั่งการจัดระบบจนเกินไป ทำอะไร ให้ลุล่วงไปเป็นขั้นตอน แต่ไม่ใช่ใส่ใจแต่การจัดระบบแต่ไม่ทำอะไรเลยหรือทำอะไรมากเกินไปจนไม่เคย ประเมินคุณค่าที่แท้จริงของผลงาน จงทำงานวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวานนี้และทำวันพรุ่งนี้ให้ดีกว่าวันนี้ซึ่งการทำ อะไรอย่างสมบูรณ์ชนิดไม่มีดีนั้นเปลืองเวลาโดยใช่เหตุและฝึกฝนการตัดสินใจเพื่อทำงานตามที่เห็นว่า เหมาะสมให้ทันเวลา 5. การควบคุมการทำงานเพื่อการมีเวลาที่ดีกว่า โดยการรู้จักใช้เวลา คือ การรู้จักวิธีการทำงานที่ฉลาด นั้นแสดงว่าจะมีเวลาสำหรับตัวเอง ครอบครัว และสังคมมากขึ้น อย่าทำตนเป็นบุคคลที่แยกตนออกจากงาน ไม่ได้ในบางครั้งหยุดพักผ่อนตามสมควร การทำงานติดต่อกัน เป็นเวลานานอาจเกิดผลเสียได้ฝึกวินัยการ ทำงานไม่พลัดวันประกันพรุ่ง เพื่อการมีเวลาที่ดีกว่าการพบปะสังสรรค์ร่วมกิจกรรมสังคม จะต้องเป็นเรื่องที่ สร้างสรรค์ไม่เสียเวลากับเรื่องไร้สาระนำไปสู่ปัญหาไม่มีที่สิ้นสุด สิ้นเปลืองเวลาโดยใช่เหตุซึ่งคนที่รู้จักใช้เวลา “เป็น” เท่านั้น จึงจะมีเสรีภาพให้กับ “ชีวิต” ที่แท้จริง หลักการบริหารเวลาเพื่อความสำเร็จ (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์, 2543) ดังนี้ 1. ศึกษาทำความเข้าใจในงานที่รับผิดชอบ คือ เมื่อเราเข้าใจในตัวงานนั้นมากเท่าใดโอกาสที่เราจะ ทำงานนั้นให้สำเร็จอย่างสมบูรณ์ย่อมมีโอกาสมากขึ้นเท่านั้น หลายครั้งที่งานเราไม่ประสบความสำเร็จตามที่ ต้องการ หรือผิดพลาดล้มเหลวอย่างที่ไม่ควรจะเป็น เนื่องมาจากว่าเมื่อเรารับมอบหมายงานนั้นมา หรือคิด ริเริ่มโครงการของตนเองนั้น เราไม่ได้ใช้เวลาศึกษาทำความเข้าใจในสิ่งที่ต้องทำอย่างถ่องแท้เพียงพอ จึงทำให้ เกิดความเข้าใจผิด เบี่ยงเบนไปจากความเป็นจริง ขาดข้อมูลที่พรักพร้อม นำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด 1.1 วัตถุประสงค์ของงาน เป็นเสมือนกรอบความคิดในการทำสิ่งใด ๆ เป็นสิ่งที่ช่วยให้เรารู้ว่าเราควร จะคิด จะตัดสินใจ จะทำอะไรในสถานการณ์หนึ่ง ๆ หรือช่วยให้เราพิจารณาตรวจสอบได้ว่า สิ่งที่เราคิด ทำ หรือตัดสินใจนั้นถูกต้อง สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการหรือไม่ โดยนำสิ่งเหล่านั้นไปเทียบกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 1.2 เป้าหมายของงาน ลักษณะของเป้าหมายคือ จะต้องมีความชัดเจน ไม่คลุมเครือสามารถ ประเมินผลหรือวัดได้ว่างานที่เราทำนั้นสำเร็จตรงตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ เนื่องจากหัวหน้างานไม่ได้ กำหนดเป้าหมายของงานมาให้สำหรับบางงานนั้นนอกจากจะมีเป้าหมายใหญ่ของงานแล้ว เราอาจจำเป็นต้อง กำหนดเป้าหมายปลีกย่อยขึ้นมาเพื่อความสำเร็จที่สมบูรณ์แบบของงานด้วยเช่นกัน 1.3 ลักษณะของงาน เราควรที่จะใช้เวลาช่วงหนึ่งในการศึกษาทำความเข้าใจกันลักษณะของงานที่จะ ทำว่าเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะความสามรถพิเศษในด้านใด ต้องใช้เวลามากน้อยเท่าไร ต้องใช้ทรัพยากรอะไรบ้าง ต้องใช้ทีมงานมากน้อยเพียงไร ด้านใดบ้าง มีอุปสรรคปัญหาอะไรบ้างที่อาจเกิดขึ้น ต้องระมัดระวังเรื่องใดเป็น พิเศษ ต้องติดต่อขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นหรือไม่ ยิ่งเราเข้าใจลักษณะของงานที่จะทำมาก เราก็ยิ่งมี โอกาสที่จะวางแผนรายละเอียดการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


10 2. การวางแผนดำเนินงาน หมายถึงภายหลังการใช้เวลาในการพิจารณาวัตถุประสงค์เป้าหมาย และ ลักษณะของงานอย่างละเอียดทุกด้าน ทุกแง่มุม รวมทั้งศึกษาเสาะหาข้อมูลเพิ่มเติมจนเกิดความมั่นใจแล้ว เรา จึงนำสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดมาใช้ในการวางแผนเกี่ยวกับ วิธีการ ยุทธวิธีที่จะใช้ทรัพยากรที่จำเป็น บุคคลากร ทีมงาน การจัดโครงสร้างและรูปแบบการทำงาน การจัดตารางเวลาดำเนินงาน วิธีแก้ปัญหาอุปสรรคที่อาจ เกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานซึ่งจะเกิดขึ้นต่อไปนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นและคืบหน้าไปสู่ความสพเร็จตาม เป้าหมายอย่างสมบูรณ์ที่สุด 3. ลงมือดำเนินการ สิ่งสำคัญในขั้นตอนนี้คือ ตารางเวลาดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถควบคุม ตนเอง หรือทีมงานให้ทำงานคืบหน้าไปตามกำหนดเวลาที่วางไว้ได้อย่างดีไม่เสียเวลากับขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง มากเกินพอดีจนส่งผลให้เกิดความล่าช้าในภาพรวมของงานทั้งหมด งานใดที่เราสามารถทำให้เสร็จได้ภายใน 1 ชั่วโมงก็ต้องควบคุมให้เสร็จภายใน 1 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น หรืองานชิ้นใดที่สามารถทำให้เสร็จภายใน 5 นาที ก็อย่ายืดเยื้อออกไปเป็น 10 นาทีอย่าใช้เวลาในการทำงานตามกฎของพาร์กินสัน (Parkinson’s Law) ซึ่งกล่าว ว่า “การใช้เวลาทำงานชิ้นหนึ่งจะขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ เท่าเวลาที่มีอยู่” หากไม่มีกำหนดเส้นตาย เราจะ ทำงานเรื่อย ๆจนเวลาหมดไป ซึ่งนับเป็นการสิ้นเปลืองเวลาในการทำงานที่มากเกินความจำเป็น 4. ประเมินผลการดำเนินการ เพราะการประเมินผลจะทำให้เรารู้ว่าแผนการดำเนินงานทั้งหมดที่เรา ทำมานั้นเป็นแผนงานที่ดี มีประสิทธิภาพหรือไม่ มีข้อบกพร่องผิดพลาดในจุดใดบ้างและควรจะมีการปรับปรุง แก้ไขอย่างไรบ้างในการวางแผนการดำเนินการครั้งต่อไป โดยมีแนวทางในการประเมินดังนี้ 4.1 ประชุมสรุปปัญหาและหาแนวทางแก้ไขปัญหา เป็นการประเมินผลการทำงานโดยหัวหน้างาน พร้อมกับทีมงานทุกคนในช่วงสัปดาห์หรือเดือนที่ผ่านมาหรือเมือทำงานเสร็จไปชิ้นหนึ่ง โดยร่วมกันพิจารณาถึง ความสำเร็จหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้น แนวทางที่ดีที่ควรยึดถือหรือพัฒนาขึ้น ปัญหาที่ทำให้งานเกิดความ ผิดพลาด และแนวทางในการแก้ปัญหานั้น ๆ เป็นต้น 4.2 เสนอแนวทางและวิธีการที่สร้างสรรค์ วาระการประชุมจึงไม่ควรมีเพียงการประเมินผลการทำงาน และการแก้ไขปัญหา แต่ควรมีวาระของการเสนอความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆด้วยเช่นกัน แม้บางความคิดอาจะ ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในเวลานั้น แต่อาจเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคตก็เป็นได้ 4.3 จัดทำคู่มือในการทำงาน เพื่อให้บุคคลที่มารับช่วงต่อภายหลังสามารถเข้าใจงานและปัญหา ทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้ภายในระยะเวลาอันสั้น หรือแม้กระทั้งตัวเราเองที่อาจต้องรับผิดชอบงานชิ้นนั้นอีกใน อนาคต เพื่อเราจะไม่ต้องเสียเวลามานั่งคิดเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด เป้าหมายในการบริหารเวลา ยงยุทธ เกษสาคร (2541) บุคคลควรกำหนดเป้าหมายในการทำสิ่งต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้บุคคลมีพลังกระตุ้นและกำลังใจในการไป ให้ถึงจุดหมาย โดยเป้าหมายดังกล่าวจะต้องเป็นเป้าหมายที่ถูกต้อง สร้างสรรค์ และมีจริยธรรม ไม่เป็น เป้าหมายที่นาไปสู่ความเสื่อมเสีย ดังนั้น การบริหารเวลาจึงควรมีเป้าหมายดังต่อไปนี้ 1. กำหนดเป้าหมายในชีวิต ในชีวิตหนึ่งบุคคลควรมีเป้าหมายและมีความตั้งใจที่จะทำให้ เป้าหมายนั้น สำเร็จ ด้วยการบริหารเวลาอย่างต่อเนื่อง หากบุคคลมุ่งหน้าเดินเข้าสู่เป้าหมายอย่างไม่ท้อถอยหรือไม่ประมาท ก็จะทำให้บุคคลไปถึงความสำเร็จในชีวิตได้ 2. มุ่งมั่นประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริง ผู้ที่ต้องการประสบความสาเร็จในชีวิต อย่างแท้จริง ได้นั้น ต้องตระหนักและเอาใจใส่ในการบริหารเวลาอย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน และวางแผนสู่ เป้าหมายนั้นอย่างละเอียดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว จัดตารางเวลาในแต่ละวันหรือแต่ละสัปดาห์ว่าควรจะ ทำอะไรในช่วงเวลาใด จึงจะบรรลุเป้าหมายได้มากที่สุด


11 3. สามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ การที่บุคคลจะทำงานให้มีคุณภาพสูงสุดและมี ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีที่สุดนั้น สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่บุคคลจำเป็นต้องมีคือ การบริหารเวลาที่ดี เพราะการ บริหารเวลาที่ดีจะทำให้มีเวลามากพอในการวางแผนการทำงานอย่างละเอียดรอบคอบทั้งการใช้เวลา ทรัพยากร วิธีการดำเนินการบุคลากรให้มีประสิทธิภาพ และ รวมถึงมีเวลาในการปรับปรุงแก้ไขงานให้ออกมาดี ที่สุดเท่าที่จะทำได้อีกด้วย แนวคิดสำหรับการบริหารเวลาให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพสามารถแยกย่อยได้ ดังนี้ 3.1 ทำงานให้ได้มากที่สุดในเวลาที่มีอยู่ 3.2 ทำงานได้ดีที่สุดในเวลาที่มีอยู่ 3.3 ทำงานที่จำเป็นต้องทำให้ครบถ้วน อุปสรรคในการบริหารเวลา (ชัยชาญ วงศ์สามัญ, 2549) สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการบริหารเวลามีหลายประการ ซึ่งจะทำให้การทำงานไม่ประสบ ความสำเร็จตามที่วางแผนไว้ อุปสรรคดังกล่าว มีดังนี้ 1. การผัดวันประกันพรุ่ง ทำให้ไม่มีการดาเนินงานตามที่ควรจะเป็น นอกจากงานจะไม่เสร็จแล้ว ยัง จะเกิดความเสียหายแก่งานและองค์กรได้ 2. การทำงานหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ซึ่งมักจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความสับสนวุ่นวาย และ สมาธิในการทำงานลดลง นอกจากนั้น ยังจะมีผลต่อการจัดลำดับความสำคัญของงานและเกิดปัญหาในการ ประสานงานกับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย 3. การกลัวความล้มเหลว ทำให้ไม่กล้าตัดสินใจที่จะลงมือปฏิบัติงาน ทั้งนี้เพราะไม่ต้องการที่จะต้อง รับผิดชอบต่อผลที่จะเกิดขึ้นจากการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่มีความมั่นใจว่างานที่ทำไปจะเกิดผลดี หรือผลเสียอย่างไร ทำให้ไม่กล้าลงมือปฏิบัติ เป็นผลให้งานไม่เสร็จ 4. การคาดหวังความสมบูรณ์แบบ การเป็นคนละเอียดลออและคิดว่าทุกอย่างที่ทำลงไปต้องประสบ ความสำเร็จอย่างสมบูรณ์เท่านั้น โดยมุ่งที่จะป้องกันความผิดพลาดมากจนเกินไป ซึ่งจะทำให้ทั้งตนเองและ ผู้เกี่ยวข้องจะเกิดความอึดอัดใจ เป็นผลให้ไม่ยอมลงมือทำงาน งานจึงไม่เสร็จ จึงมักเกิดความล่าช้าและ เสียหายต่องาน 5. ความไม่พึงพอใจในงานที่ทำ การไม่พึงพอใจหรือไม่มี "ฉันทะ" ในงานที่ทำจะทำให้ไม่มีความสุขใน การทำงาน มองไม่ค่อยเห็นประโยชน์และคุณค่าของงานตนเอง เป็นผลให้งานไม่เสร็จหรือได้รับผลงานที่ไม่ดี 6. การขาดความอดทน งานแทบทุกอย่างมักต้องใช้ความอดทนในการดำเนินการงานนั้นจึงจะสำเร็จ ลงได้ หากผู้ปฏิบัติงานขาดความอดทนแล้วก็เป็นการยากที่จะทำงานให้เสร็จ การบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล การวิเคราะห์ปัญหาการใช้เวลา ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้เวลาของนักศึกษาบางคน คือ การขาดความรู้และทักษะในการใช้เวลาว่าง ให้เกิดประโยชน์(ศักดิภัทร์ เฉลิมพุฒิพงศ์, 2552) ศุทธฤทัย เชิญขวัญมา, กัลยา ซาพวง, เอกพันธ์ ฤทธา, เริงศักดิ์บุญบรรดาลชัย (2546) ศึกษา พฤติกรรมการใช้เวลาว่างในการทำกิจกรรมนันทนาการ และการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนปลาย ในโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า นักเรียนมีพฤติกรรม การใช้เวลาว่างที่ไม่เหมาะสม กล่าวคือนอกจากจะใช้เวลาไปในการเล่นเกมแล้ว นักเรียนส่วนใหญ่จะใช้เวลา ว่างในการเดินเล่นตามศูนย์การค้า หรือไม่ก็คุยโทรศัพท์กับเพื่อนหรือแฟน ซึ่งเป็นเรื่องไร้สาระ และเป็นการ


12 เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งสอดคล้องกับทัศนคติของอาจารย์ที่คิดว่านักเรียนใช้เวลาในการเล่นเกมส์มาก เกินไป แบ่งเวลาไม่ถูก และขาดความรับผิดชอบ ไม่สนใจการเรียนเท่าที่ควร แต่คอมพิวเตอร์มีประโยชน์ต่อ นักเรียนในแง่ของการฝึกสมอง การได้รับความรู้จากการค้นคว้าข้อมูล และมีความคิดสร้างสรรค์ ช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพในการเรียน รวมทั้งช่วยประหยัดเวลาในการทำงาน ตลอดจนช่วยพัฒนาทักษะด้าน IT ของ นักเรียนอีกด้วย การกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิต บุคคลควรกำหนดเป้าหมายในการทำสิ่งต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้บุคคลมีพลังกระตุ้นและกำลังใจในการไป ให้ถึงจุดหมาย โดยเป้าหมายดังกล่าวจะต้องเป็นเป้าหมายที่ถูกต้อง สร้างสรรค์ และมีจริยธรรม ไม่เป็น เป้าหมายที่นำไปสู่ความเสื่อมเสีย ดังนั้น การบริหารเวลาจึงควรมีเป้าหมายดังต่อไปนี้ (ยงยุทธ เกษสาคร, 2541) 1. กำหนดเป้าหมายในชีวิต ในชีวิตหนึ่งบุคคลควรมีเป้าหมายและมีความตั้งใจที่จะทำให้ เป้าหมายนั้น สำเร็จด้วยการบริหารเวลาอย่างต่อเนื่อง หากบุคคลมุ่งหน้าเดินเข้าสู่เป้าหมายอย่างไม่ ท้อถอยหรือไม่ประมาท ก็จะทำให้บุคคลไปถึงความสำเร็จในชีวิตได้ 2. มุ่งมั่นประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริง ผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต อย่างแท้จริง ได้นั้น ต้องตระหนักและเอาใจใส่ในการบริหารเวลาอย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน และวางแผนสู่ เป้าหมายนั้นอย่างละเอียดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว จัดตารางเวลาในแต่ละวันหรือแต่ละสัปดาห์ว่าควรจะ ทำอะไรในช่วงเวลาใด จึงจะบรรลุเป้าหมายได้มากที่สุด 3. สามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ การที่บุคคลจะทำงานให้มีคุณภาพสูงสุด และมี ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีที่สุดนั้น สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่บุคคลจำเป็นต้องมีคือ การบริหารเวลาที่ดี เพราะการ บริหารเวลาที่ดีจะทำให้มีเวลามากพอในการวางแผนการทางานอย่างละเอียดรอบคอบทั้งการใช้เวลา ทรัพยากร วิธีการดำเนินการบุคลากรให้มีประสิทธิภาพและรวมถึงมีเวลาในการปรับปรุงแก้ไขงานให้ออกมาดี ที่สุดเท่าที่จะทำได้อีกด้วย การวางแผนการใช้เวลา การวางแผน คือการตัดสินใจล่วงหน้าถึงแผนงานและการกระทำที่จะให้บรรลุตามจุดมุ่งหมาย การ วางแผนเป็นเครื่องมือที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในกระบวนการบริหาร การวางแผนการใช้เวลาเป็นการเรียงลำดับ ความสำคัญก่อนหลัง เนื่องจากเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นเพื่อให้การบริหารเวลามีประสิทธิภาพสูงสุดจึงต้อง มีการจัดเรียงความสำคัญของกิจกรรมต่างๆว่ากิจกรรมใดสำคัญและจำเป็นต้องจัดทำก่อน กิจกรรมที่ไม่สำคัญ สามารถตัดทิ้งหรือลดเวลาลงได้ ความสำคัญของกิจกรรมพิจารณาจากปัจจัยดังนี้คือ คุณค่าของงาน พิจารณา จากเป้าหมายของชีวิต ความรับผิดชอบประกอบกันไป รวมทั้งความเร่งด่วน ขั้นตอนในการปฏิบัติงาน และ การมอบหมายความรับผิดชอบ (เกรียงศักดิ์เจริญวงศ์ศักดิ์, 2543) การดำเนินงานตามแผน การวางแผนที่ดีสามารถสร้างระเบียบในการดำเนินชีวิตรวมทั้งสามารถปฏิบัติตามตารางเวลา ประจำวันของตนเองได้ และสามารถควบคุมเวลาที่ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดจนแบ่งเวลาได้อย่าง เหมาะสม (พิมพ์ โหล่คำ, 2550) เอมอร กฤษณะรังสรรค์(2555) ศึกษาพฤติกรรมการบริหารเวลาของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนสุนันทา พบว่าด้านการวางแผนการใช้เวลา พฤติกรรมการใช้เวลาของนักศึกษาอยู่ในระดับมาก และเมื่อ พิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า พฤติกรรมการใช้เวลาของนักศึกษาด้านปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลา อยู่ในระดับมาก ทุกข้อ ยกเว้น รายข้อข้าพเจ้ามีการกำหนดตารางเวลาการทำกิจกรรมประจำภาคการศึกษา รายข้อข้าพเจ้ามี


13 สมุดบันทึกเพื่อเตือนความทรงจำ รายข้อข้าพเจ้าจดบันทึกงานที่ได้รับมอบหมายทุกครั้ง รายข้อมีการวาง แผนการใช้เวลาโดยแบ่งเวลาสำหรับเรียนส่วนตัวและกิจกรรมเสริม รายข้อข้าพเจ้าไม่เสียเวลากับการกำหนด ตารางเวลาในการทำกิจกรรม และรายข้อข้าพเจ้ามีการกำหนดขอบเขตของงานที่จะทำอย่างชัดเจน นักศึกษา ได้ปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง และพบว่า นักศึกษาแต่ละชั้นปี มีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ เวลา องค์ประกอบด้านการดาเนินการตามแผนตามที่วางไว้ โดยภาพรวมมีความแตกต่างกัน การประเมินผลการใช้เวลา การประเมินผลการใช้เวลา ควรตระหนักถึงการวางแผน การวิเคราะห์ผลการดำเนินการว่าสามารถ ปฏิบัติตามแผนที่กำหนดไว้หรือมีอุปสรรคในขั้นตอนใด เพื่อพัฒนาทักษะในการบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องประเมินผลอย่างซื่อสัตย์ต่อตนเอง (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, 2543) ปาริชาต สืบศักดิ์วงศ์ (2550) ศึกษาพฤติกรรมการใช้เวลาว่างของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏ จันทรเกษม ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีต่อการใช้เวลาว่างของนักศึกษามากที่สุดคือ การใช้เวลาว่างในการ พักผ่อน การใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือ การใช้เวลาว่างอยู่กับครอบครัว ตามลำดับ การปรับปรุงการใช้เวลาแก้ไขสิ่งที่ทำให้เสียเวลา การขจัดการสูญเสียเวลา เป็นการบริหารเวลาโดยใช้ทรัพยากรเวลาให้มีค่ามากที่สุด ดังนั้นผู้ที่สามารถ สร้างความสำเร็จให้บรรลุผลได้ย่อมหมายถึง บุคคลนั้นบริหารเวลาหรือมีกลวิธีจัดการเกี่ยวกับเวลาอย่างมี ประสิทธิภาพซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการจัดสรรเวลาได้อย่างเหมาะสมในการดำเนินชีวิต เช่นผู้ที่เป็นนิสิตนักศึกษา ควรให้ความสำคัญในการบริหารเวลาในการศึกษาเล่าเรียนอันดับแรกและจะต้องกำหนดเป้าหมายชีวิตไว้ ชัดเจน รู้จักใช้เวลาให้สอดคล้องกับการทำงาน นิสิตนักศึกษาจะต้องเป็นตัวจักรสำคัญของการบริหารเวลาเพื่อ ประสิทธิภาพรวมทั้งเข้าใจชีวิตและปรับปรุงตนเองในการดำเนินการแก้ไขปรับปรุงพฤติกรรมที่ทำให้การ บริหารเวลาล้มเหลว และสร้างระเบียบวินัยในการดำรงชีวิต (พิมพ์ โหล่คำ, 2550) สอดคล้องกับการศึกษาของ อภินันท์ สิริรัตนจิตต์(2557) ที่ศึกษาพฤติกรรมการใช้เวลาว่างกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาระดับ ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการใช้เวลาว่างของนักศึกษา โดยรวมอยู่ใน ระดับปานกลาง เมื่อพิจาณารายด้านพบว่า อยู่ในระดับปานกลาง 3 ด้าน คือ ด้านกิจกรรมการเรียน ด้าน กิจกรรมการพักผ่อน และด้านกิจกรรมปฏิสัมพันธ์ ส่วนด้านกิจกรรมสุขภาพอยู่ในระดับน้อย การจัดระบบการศึกษาของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ระบบการจัดการศึกษาเป็นระบบทวิภาคโดยแต่ละปีการศึกษา แบ่งออกเป็น 2 ภาคการศึกษาปกติ คือ ภาคการศึกษาต้น และภาคการศึกษาปลาย และ1 ภาคการศึกษาฤดูร้อน ภาคการศึกษาปกติมีระยะเวลา ศึกษาไม่น้อยกว่า 15 สัปดาห์ ภาคการศึกษาฤดูร้อนใช้เวลาไม่น้อยกว่า 8 สัปดาห์ ระยะเวลาการศึกษาเต็ม เวลา 4 ปี และจะสำเร็จการศึกษาได้ไม่ก่อน 8 ภาคการศึกษาปกติ ไม่เกิน 8 ปีการศึกษา โดยกำหนดเวลาการ คิดหน่วยกิต ดังนี้ 1) ภาคทฤษฎี ใช้เวลาบรรยาย/อภิปรายปัญหา ไม่น้อยกว่า 15 ชั่วโมง ต่อภาคการศึกษาปกติมีค่า เท่ากับ 1 หน่วยกิต 2) ภาคปฏิบัติ/ภาคทดลอง ใช้เวลาภาคปฏิบัติหรือทดลองไม่น้อยกว่า 30 ชั่วโมง ต่อภาคการศึกษา ปกติมีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3) การฝึกงานหรือฝึกภาคสนาม ใช้เวลาฝึกงานหรือฝึกภาคสนามหรือค้นคว้าอิสระไม่น้อยกว่า60 ชั่วโมง ต่อภาคการศึกษาปกติ มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2555)


14 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เอมอร กฤษณะรังสรรค์(2555) ที่ศึกษาพฤติกรรมการใช้เวลาของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวน สุนันทา พบว่าความคิดเห็นของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ถึง ชั้นปีที่ 4 ต่อพฤติกรรมการใช้เวลาของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในด้านปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลา ด้านการกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิต ด้านการวางแผนการใช้เวลา ด้านการดำเนินการตามแผนที่วางไว้ด้านการประเมินผลการใช้เวลา และด้านการ ปรับปรุงแผนการใช้เวลาโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน ยกเว้นด้านการดำการตามแผนการใช้เวลา มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก - ด้านปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลา โดยภาพรวม พบว่า พฤติกรรมการใช้เวลาของนักศึกษาอยู่ในระดับ ปานกลาง และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า พฤติกรรมการใช้เวลาของนักศึกษาด้านปัญหาเกี่ยวกับการใช้ เวลา อยู่ในระดับปานกลางทุกข้อ - ด้านการกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิต โดยภาพรวม พบว่า พฤติกรรมการใช้เวลาของนักศึกษา อยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า พฤติกรรมการใช้เวลาของนักศึกษาด้านการกำหนด เป้าหมายการดำเนินชีวิต อยู่ในระดับปานกลางทุกข้อ ยกเว้น รายข้อข้าพเจ้ามีการกำหนดเป้าหมายชีวิตระยะ ยาว รายข้อปรึกษาพ่อแม่และเพื่อนในการกำหนดเป้าหมาย - การดำเนินชีวิต รายข้อเชื่อว่าถ้าบรรลุเป้าหมายชีวิตระยะสั้นได้ก็จะทำให้บรรลุเป้าหมายชีวิตระยะ ยาวได้ รายข้อมีการประเมินเป้าหมายชีวิตระยะสั้นและแก้ไขให้ดีขึ้นเพื่อจะได้บรรลุเป้าหมายชีวิตระยะยาว รายข้อการที่จะบรรลุเป้าหมายชีวิตได้ข้าพเจ้าต้องทุ่มเทพลังอย่างมาก และรายข้อข้าพเจ้าได้กำหนดเป้าหมาย ชีวิตไว้ชัดเจนจึงมีความอุตสาหะในการเรียน นักศึกษาได้ปฏิบัติอยู่ในระดับมาก - ด้านการวางแผนการใช้เวลา โดยภาพรวม พบว่า พฤติกรรมการใช้เวลาของนักศึกษาอยู่ในระดับ มาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า พฤติกรรมการใช้เวลาของนักศึกษาด้านปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลา อยู่ในระดับมากทุกข้อ ยกเว้น รายข้อข้าพเจ้ามีการกำหนดตารางเวลาการทำกิจกรรมประจำภาคการศึกษา รายข้อข้าพเจ้ามีสมุดบันทึกเพื่อเตือนความทรงจา รายข้อข้าพเจ้าจดบันทึกงานที่ได้รับมอบหมายทุกครั้ง ราย ข้อมีการวางแผนการใช้เวลาโดยแบ่งเวลาสำหรับเรียนส่วนตัวและกิจกรรมเสริม รายข้อข้าพเจ้าไม่เสียเวลากับ การกำหนดตารางเวลาในการทำกิจกรรม และรายข้อข้าพเจ้ามีการกำหนดขอบเขตของงานที่จะทำอย่าง ชัดเจน นักศึกษาได้ปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง - ด้านการดำเนินการตามแผนที่วางไว้ โดยภาพรวม พบว่า พฤติกรรมการใช้เวลาของนักศึกษาอยู่ใน ระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า พฤติกรรมการใช้เวลาของด้านการดำเนินการตามแผนที่ วางไว้ อยู่ในระดับปานกลางทุกข้อ ยกเว้น การดำเนินการตามแผนเป็นการสร้างวินัยในการทำงาน นักศึกษาได้ ปฏิบัติอยู่ในระดับมาก - ด้านการประเมินผลการใช้เวลา โดยภาพรวม พบว่า พฤติกรรมการใช้เวลาของนักศึกษาอยู่ในระดับ ปานกลาง และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า พฤติกรรมการใช้เวลาของด้านการประเมินผลการใช้เวลา อยู่ใน ระดับปานกลางทุกข้อ ยกเว้น การวางแผนการใช้เวลาทาให้ข้าพเจ้าตรงต่อเวลานัดหมาย นักศึกษาได้ปฏิบัติ อยู่ในระดับมาก


15 - ด้านการปรับปรุงแผนการใช้เวลา โดยภาพรวม พบว่า พฤติกรรมการใช้เวลาของนักศึกษาอยู่ใน ระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า พฤติกรรมการใช้เวลาของด้านการปรับปรุงแผนการใช้ เวลา อยู่ในระดับปานกลางทุกข้อ ยกเว้น ข้าพเจ้าปรับการใช้เวลาเพื่อให้มีเวลาว่างพอสำหรับทางานที่ค้างจน เสร็จ นักศึกษาได้ปฏิบัติอยู่ในระดับมาก งามพันธุ์ สัยศรี ,สุวิมล ว่องวาณิช (2555) ศึกษาการวิเคราะห์สภาพของนักเรียนด้านการจัดการเวลา พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่เห็นคุณค่าด้านการจัดการเวลาอยู่ในระดับสูง (3.74) ส่วนผลการวิเคราะห์ทักษะการ จัดการเวลาของนักเรียนจำแนกรายด้านจะพบว่า ที่นักเรียนส่วนใหญ่มีทักษะด้านการจัดระบบงานอย่างมี ประสิทธิภาพมากที่สุด รองลงมาคือการวางแผนและกลไกการจัดการเวลา (3.29, 2.92และ 1.99 ตามลำดับ) และถึงแม้ว่านักเรียนส่วนใหญ่จะเห็นคุณค่าด้านการจัดการเวลาในระดับสูงแต่ในด้านของประสิทธิผลของ ทักษะการจัดการเวลาผลการวิเคราะห์ของนักเรียนอยู่ในระดับปานกลาง (2.95) ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์ปัญหาที่ เกิดขึ้นกับนักเรียนเมื่อจัดการเวลาไม่ได้ส่วนใหญ่พบว่าปัญหาคือ ทำงานไม่เสร็จตามเวลา (ร้อยละ 81.7) รองลงมาคือ ทำงานอื่นในเวลาเรียน (ร้อยละ 51.5)และพักผ่อนไม่เพียงพออ่อนเพลียหรือหลับในเวลาเรียน (ร้อยละ 38.8) สาเหตุที่เป็นอุปสรรคในการจัดการเวลาของนักเรียนส่วนใหญ่การจากการเล่นอินเทอร์เนต (ร้อยละ 53.1) รองลงมาคือ งานหรือการบ้านที่ครูสั่งมีจำนวนมาก (ร้อยละ 46.5) และ ใช้เวลาส่วนใหญ่ดู โทรทัศน์ (ร้อยละ 44.8) กิตติมาพร โลกาวิทย์ (2554) ศึกษาความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยปทุมธานีผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล โดยรวมทั้ง 6 ด้านอยู่ในระดับปานกลาง หากพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิตของตนเอง อยู่ในระดับมาก ส่วนด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลาของตนเอง ด้านการวางแผนการใช้เวลาของ ตนเอง ด้านการดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ ด้านการประเมินผลการใช้เวลา และด้านการปรับปรุงแผนการ ใช้เวลาและแก้ไขกิจกรรมที่ทำให้เสียเวลา อยู่ในระดับ ปานกลางตามลำดับ การทดสอบสมมติฐาน พบว่า ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยปทุมธานี จำแนกตามชั้นปีที่ศึกษา มี ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 ทุกด้าน พิมพ์ โหล่คำ (2550) ศึกษาความสามารถในการบริหารเวลาของนิสิตระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒนิสิต พบว่ามีความสามารถในการบริหารเวลาโดยรวมและเป็นรายด้านทั้งหกด้านอยู่ในระดับ ปานกลาง และการเปรียบเทียบความสามารถในการบริหารเวลาโดยรวมและเป็นรายด้านหกด้าน จำแนกตาม ตัวแปรเพศ ชั้นปีที่ศึกษา กลุ่มสาขาวิชาวิธีการอบรมเลี้ยงดู และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สรุปได้ดังนี้ - นิสิตชายและนิสิตหญิง มีความสามารถในการบริหารเวลาโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ.05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นิสิตชายและนิสิตหญิงมีความสามารถในการบริหารเวลาด้านการ กำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิต และด้านการปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไขกิจกรรมที่ทำให้เสียเวลา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


16 - นิสิตที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ต่างกัน มีความสามารถในการบริหารเวลาโดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อ พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นิสิตที่ศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 3 มีความสามารถในการบริหารเวลาด้านประเมินผล การใช้เวลาแตกต่างกับนิสิตที่ศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 4และสูงกว่า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 - นิสิตที่ศึกษาในกลุ่มสาขาวิชาต่างกัน มีความสามารถในการบริหารเวลาโดยรวมและเป็นรายด้านทั้ง หกด้านไม่แตกต่างกัน - นิสิตที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูด้วยวิธีการที่ต่างกันมีความสามารถในการบริหารเวลาโดยรวมและเป็น รายด้านทั้งหกด้านไม่แตกต่างกัน - นิสิตที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน มีความสามารถในการบริหารเวลาโดยรวมแตกต่างกัน อย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นิสิตที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำมี ความสามารถในการบริหารเวลาในด้านกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิตแตกต่างกับนิสิตที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อภินันท์ สิริรัตนจิตต์(2558) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้เวลาว่างกับรูปแบบการ เรียนรู้ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ผลการวิจัยพบว่าพฤติกรรมการใช้เวลาว่างกับ รูปแบบการเรียนรู้มีความสัมพันธ์กันในทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และระดับ.01 โดย พฤติกรรมการใช้เวลาว่างด้านกิจกรรมการเรียน กิจกรรมพักผ่อน และกิจกรรมปฏิสัมพันธ์มีความสัมพันธ์กับ รูปแบบการเรียนรู้แบบอิสระ แบบร่วมมือ แบบพึ่งพา แบบแข่งขัน และแบบมีส่วนร่วม ยกเว้นด้านกิจกรรม สุขภาพที่มีความสัมพันธ์กับรูปแบบการเรียนรู้แบบหลีกเลี่ยงเพียงด้านเดียว พรรณวดี สมกิตติกานนท์, ผ่องพรรณ เกิดพิทักษ์, ประสาร มาลากุล อยุธยา (2560) ศึกษาการพัฒนา รูปแบบการให้การปรึกษากลุ่มแบบบูรณาการเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะของความสำเร็จในการบริหารเวลา ของนักศึกษาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ คะแนนค่าเฉลี่ยของคุณลักษณะของความสำเร็จใน การบริหารเวลาโดยรวมอยู่ในระดับมาก และมีคะแนนคุณลักษณะของความสำเร็จในการบริหารเวลารายด้าน ได้แก่ด้านการควบคุมเวลา ด้านการมีวินัยในตนเอง ด้านการมีแรงจูงใจเป้าหมาย ด้านการตระหนักรู้ตนเองใน การบริหารเวลา ด้านการป้องกันปัญหา และด้านการควบคุมเวลาอยู่ในระดับ ส่วนด้านการวางแผนในการ บริหารเวลาอยู่ระดับปานกลาง Abdülkadir PEHLİVAN (2013) ศึกษาทักษะการบริหารเวลาของนักเรียนที่เข้ารับการอบรมหลักสูตร บัญชีการเงิน จากมหาวิทยาลัยเทคนิค Karadeniz ผลการวิจัยสรุปได้ว่านักศึกษามีคะแนนการจัดการเวลา "ปานกลาง" เมื่อการวิเคราะห์เกี่ยวกับตัวแปรทางเพศพบว่านักเรียนหญิงมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่านักเรียนชาย ชวนนท์ จันทร์สุข, นฤมล จันทร์สุข, นิจวรรณ วีรวัฒโนดม (2560) ศึกษาความสามารถในการบริหาร เวลาของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชัยนาท ผลการวิจัย พบว่า ความสามารถในการ บริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อเปรียบเทียบความสามารถใน การบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลชั้น ปี ที่ 1 -4 พบว่า ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษา พยาบาลทั้ง 4 ชั้นปีไม่มีความแตกต่างกัน กิตติศักดิ์ เผ่าพันธุ์ (2560) ศึกษาสภาพการจัดการเวลาของนิสิตคณะสังคมศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยนเรศวรพบว่า สภาพการจัดการเวลาของนิสิตในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณา


17 ตามอัตลักษณ์รายด้าน พบว่า ระดับการจัดการเวลาของนิสิตสูงสุดคือ ด้านเก่งครองชีวิต เมื่อเปรียบเทียบ สภาพการจัดการเวลาของนิสิต โดยภาพรวมและรายด้านพบว่า ค่าเฉลี่ยของเพศชายและเพศหญิง อยู่ในระดับ ที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนระหว่างภาควิชา กับสภาพการจัดการเวลาของนิสิต โดยภาพรวมและรายด้าน พบว่าภาควิชาต่างกันมีสภาพการจัดการเวลาของ นิสิตในระดับที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 บุญเจือ โกเมน (2553) ศึกษาการใช้เวลาว่างและกิจกรรมที่ต้องการของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ จันทรเกษม ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาใช้เวลาว่างในการพบปะพูดคุยกันทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย รวมทั้ง การฟังเพลง สื่อมีผลต่อการใช้เวลาว่างได้แก่สื่ออินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ และโทรศัพท์มือถือ ส่วนความต้องการ กิจกรรมของนักศึกษาทั้ง 5 ด้านในภาพรวมอยู่ระดับมากคือกิจกรรมด้านบำเพ็ญประโยชน์และสิ่งแวดล้อม กิจกรรมกีฬาและสุขภาพ กิจกรรมวิชาการ กิจกรรมนันทนาการและกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม กรอบแนวคิดการวิจัย ข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคล - เพศ - อายุ - ระดับชั้นปี - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล - ด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลาของตน - ด้านกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิตของตน - ด้านการวางแผนการใช้เวลา - ด้านการกำหนดตามแผนที่วางไว้ - ด้านการประเมินผลการใช้เวลา - ด้านการปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไขกิจกรรมที่ทำให้เสียเวลา


20 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Resarch) เพื่อศึกษาความสามารถในการ บริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี จำแนกตามเพศ อายุระดับชั้นปี และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีลำดับขั้นตอนดำเนินการวิจัย ดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี เพศชายและเพศหญิง ประจำปีการศึกษา 2560 จำนวน 413 คน จำแนกตามชั้นปี ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 จำนวนนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีประจำปีการศึกษา 2560 ชั้นปีที่ จำนวนนักศึกษา (คน) 1 125 2 117 3 80 4 91 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในงานวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถามความสามารถในการบริหาร เวลา ของ พิมพ์ โหล่คำ (2550) แบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 2 ตอนดังนี้ ตอนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ตอนที่ 2 แบบสอบถามความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ขั้นตอนการสร้างแบบสอบถาม ขั้นตอนการสรางแบบสอบถามความสามารถในการบริหารเวลา มีดังนี้ คือ 1. ศึกษาคนควาจากหนังสือ วารสาร ตํารา และงานวิจัยที่เกี่ยวกับความสามารถในการบริหารเวลา ทั้งในและตางประเทศ 2. ทำหนังสือขออนุญาตใช้เครื่องมือการวิจัยจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ


21 3. นำแบบสอบถามมาปรับให้เหมาะสมกับกลุ่มตัวอย่าง โดย แบบสอบถามตอนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของนักศึกษา ประกอบด้วยข้อคำถาม เกี่ยวกับ อายุ เพศ ระดับชั้นปีการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีลักษณะเป็นข้อคำถามแบบเลือกตอบและ เติมคำ แบบสอบถามตอนที่ 2 แบบสอบถามความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล บรมราชชนนี สุพรรณบุรีประกอบด้วยข้อคำถามเกี่ยวกับความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษา พยาบาล - ด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลาของตน ประกอบด้วยข้อคำถาม 11 ข้อ - ด้านกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิตของตน ประกอบด้วยข้อคำถาม 12 ข้อ - ด้านการวางแผนการใช้เวลา ประกอบด้วยข้อคำถาม 11 ข้อ - ด้านการกำหนดตามแผนที่วางไว้ประกอบด้วยข้อคำถาม 6 ข้อ - ด้านการประเมินผลการใช้เวลา ประกอบด้วยข้อคำถาม 9 ข้อ - ด้านการปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไขกิจกรรมที่ทำให้เสียเวลา ประกอบด้วยข้อ คำถาม 9 ข้อ ลักษณะของแบบสอบถามเป็นแบบสอบถามที่ใช้เป็นแบบประมาณค่า (Rating Scale) ทั้งหมด ใช้การ ประเมินความต้องการการพยาบาล เป็น 5 อันดับ และนำคำตอบอันดับมาให้เป็นคะแนน ดังนี้ จริงมากที่สุด หมายถึง ปฏิบัติเช่นนั้นบ่อยครั้งมาก จริงมาก หมายถึง ปฏิบัติเช่นนั้นเกือบทุกครั้ง จริงบางครั้ง หมายถึง ปฏิบัติเช่นนั้นเป็นบางครั้ง จริงน้อย หมายถึง ปฏิบัติเช่นนั้นนานๆครั้ง จริงน้อยที่สุด หมายถึง ไม่เคยปฏิบัติเช่นนั้นเลย เกณฑ์การแปลความหมาย ค่าคะแนนเฉลี่ย ผู้วิจัยกำหนดเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้ ค่าคะแนนเฉลี่ย 4.50 – 5.00 หมายถึง มีความสามารถในการบริหารเวลาในระดับมากที่สุด ค่าคะแนนเฉลี่ย 3.50 – 4.49 หมายถึง มีความสามารถในการบริหารเวลาในระดับมาก ค่าคะแนนเฉลี่ย 2.50 – 3.49 หมายถึง มีความสามารถในการบริหารเวลาในระดับปานกลาง ค่าคะแนนเฉลี่ย 1.50 – 2.49 หมายถึง มีความสามารถในการบริหารเวลาในระดับน้อย ค่าคะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.49 หมายถึง มีความสามารถในการบริหารเวลาในระดับน้อยที่สุด การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ การหาค่าความเที่ยงของแบบสอบถาม (Reliability) ผู้วิจัยนำแบบสอบถาม ไปทดสอบกับนักศึกษา พยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 30 ราย ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายกับกลุ่มตัวอย่าง จากนั้นนำ ข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าความสอดคล้องภายใน (Internal Consistency) ด้วยวิธีการคำนวณค่าความเที่ยง โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สำเร็จรูป โดยมีเกณฑ์พิจารณาค่าความเที่ยงที่ยอมรับได้เท่ากับ .80 ซึ่งจากการหาความเที่ยงของเครื่องมือได้ ค่าดังแสดงไว้ในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราช ชนนี สุพรรณบุรี


22 แบบสอบถาม ค่าความเที่ยง จากการทดลอง (n = 30 คน) ค่าความเที่ยงของ กลุ่มตัวอย่าง (n = 413 คน) 1. ด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลาของ ตน .752 .715 2. ด้านกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิตของตน .874 .860 3. ด้านการวางแผนการใช้เวลา .848 .875 4. ด้านการกำหนดตามแผนที่วางไว้ .646 .624 5. ด้านการประเมินผลการใช้เวลา .823 .866 6. ด้านการปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไขกิจกรรม ที่ทำให้เสียเวลา .913 .870 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. ผู้วิจัยขอความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่1-4 ปีการศึกษา 2560 โดยการแจ้งให้ทราบในชั้นเรียน อธิบายวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อขอความร่วมมือใน การวิจัย และสอบถามความสมัครใจที่จะเข้าร่วมในการวิจัย 2. ผู้วิจัยเก็บข้อมูล โดยการส่งเอกสารแสดงความยินยอม และแบบสอบถามทางอินเตอร์เน็ตเข้า เครื่องมือสื่อสารของนักศึกษา โดยเวลาที่ใช้ในการสอบถาม ประมาณ 20 นาที 3. ระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยพบปัญหาได้แก่ นักศึกษาบางรายตอบกลับช้าเนื่องจาก เกิดความขัดข้องของสัญญาณอินเตอร์เน็ต 4. ผู้วิจัยได้แบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์และสามารถนำมาวิเคราะห์ได้รวมจำนวนทั้งสิ้น 413 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100 ของจำนวนแบบสอบถามทั้งหมด การพิทักษ์สิทธิของกลุ่มตัวอย่าง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้พิทักษ์สิทธิของกลุ่มตัวอย่าง และป้องกันผลกระทบทางด้านจริยธรรมที่อาจ เกิดขึ้นกับนักศึกษา และสถาบัน โดยการชี้แจงวัตถุประสงค์และประโยชน์ที่ได้จากการวิจัยให้กลุ่มตัวอย่าง รับทราบ และดำเนินการเก็บข้อมูลเฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่ยินยอมเข้าร่วมโครงการวิจัยเท่านั้น กลุ่มตัวอย่างมี สิทธิที่จะหยุดหรือปฏิเสธการเข้าร่วมโครงการวิจัยได้ทุกเวลา โดยการปฏิเสธนี้จะไม่มีผลใดๆต่อกลุ่มตัวอย่าง ทั้งสิ้น กลุ่มตัวอย่างไม่ต้องระบุชื่อ-นามสกุล และสามารถแสดงความคิดเห็นในการตอบแบบสอบถามได้ตาม ความเป็นจริง หากข้อคำถามใดที่กลุ่มตัวอย่างรู้สึกลำบากใจในการให้ข้อมูลก็มีสิทธิที่จะตอบคำถามบางข้อได้ ข้อมูลดิบที่ได้จากแบบสอบถาม ผู้วิจัยจะเก็บเป็นความลับและอยู่ในที่ปลอดภัย เมื่อสิ้นสุดการทำวิจัยและ


23 สรุปผลการทำวิจัยเป็นรูปเล่มแล้ว จะทำลายแบบสอบถามทั้งหมด ส่วนการรายงานผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยจะเสนอเป็นภาพรวมไม่สามารถเชื่อมโยงถึงตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ สำหรับการป้องกันผลกระทบทางลบต่อภาพลักษณ์ของวิทยาลัย ผู้วิจัยได้เสนอโครงการวิจัย และผ่าน การพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีโดยข้อมูลที่ได้ไม่มีการอ้างอิงถึงตัวบุคคล และนำเสนอผลการวิจัยเป็นแบบภาพรวมเท่านั้น การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้นำข้อมูลที่ตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์มาวิเคราะห์ตามระเบียบวิธีทางสถิติ โดยใช้ โปรแกรมสำเร็จรูป และรายงานผลเป็นค่าสถิติเชิงพรรณนา ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 1. การวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล โดยนำมาแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ 2. การวิเคราะห์ข้อมูลด้านความสามารถในการบริหารเวลา ทำการวิเคราะห์โดยรวม รายด้าน และราย ข้อ โดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3. เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างประชากร 2 กลุ่มโดยใช้สถิติ t-test และความแตกต่างระหว่าง ประชากรมากกว่า 2 กลุ่ม โดยวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One way ANOVA)


24 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Resarch) เพื่อศึกษาระดับความสามารถใน การบริหารเวลา และเปรียบเทียบความสามารถในการบริหารเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ ของนักศึกษา พยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีในแต่ละชั้นปีโดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม ซึ่งได้จากการศึกษาในกลุ่มของนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีจำนวน 413 คน ได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป มีผลการวิเคราะหขอมูลนำเสนอตามลำดับดังนี้ ตอนที่ 1 ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี (ตารางที่ 3-9) ตอนที่ 2 เปรียบเทียบความสามารถในการบริหารเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ ของนักศึกษา พยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคล (ตารางที่ 10) ส่วนที่ 2 ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลรายด้าน จำแนกตาม ข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ชั้นปีการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ตารางที่ 11-14)


25 ตอนที่ 1 ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี(ตารางที่ 3-9) ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษา พยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีโดยรวม และรายด้าน ความสามารถในการบริหารเวลา µ SD ระดับ ความสามารถในการบริหารเวลาโดยรวม 3.48 .395 ปานกลาง รายด้าน ด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลา ด้านการกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิตของตนเอง ด้านการวางแผนการใช้เวลา ด้านการดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ ด้านการประเมินผลการใช้เวลา ด้านปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไขกิจกรรมที่ทำให้เสียเวลา 3.32 3.61 3.56 3.50 3.49 3.36 .459 .513 .519 .443 .515 .526 ปานกลาง มาก มาก มาก ปานกลาง ปานกลาง จากตารางที่ 3 พบว่า ระดับความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางและรายด้านอยู่ในระดับมาก และปานกลาง กล่าวคือ คะแนน ค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 3.48 (SD = .395) และค่าเฉลี่ยรายด้านคือ ด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลา ด้านการกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิตของตนเอง ด้านการวางแผนการใช้เวลา ด้านการดำเนินการตามแผน ที่ได้วางไว้ ด้านการประเมินผลการใช้เวลา ด้านปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไขกิจกรรมที่ทำให้เสียเวลา โดยมีค่าเฉลี่ยคือ µ = 3.32, SD = .459; µ = 3.61, SD = .513; µ = 3.56, SD = .519; µ = 3.50, SD =.443; µ = 3.49, SD = .515 และ µ = 3.36, SD = .562 ตามลำดับ


26 ตารางที่ 4 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษา พยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลา ด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลา µ SD ระดับ ข้าพเจ้าใช้เวลาส่วนใหญ่การโทรศัพท์หรือพูดคุยกับเพื่อน 3.65 .749 มาก ข้าพเจ้าประเมินตนเองอยู่เสมอเพื่อให้ทราบ ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลา 3.53 .728 มาก ข้าพเจ้ามีนิสัยชอบผัดวันประกันพรุ่ง 2.79 .961 ปานกลาง ข้าพเจ้าวิเคราะห์ความสำคัญของการทำกิจกรรม 3.70 .710 มาก ข้าพเจ้าแบ่งเวลาสำหรับการออกกำลังกาย 3.06 .924 ปานกลาง ปัญหาในการเรียนของข้าพเจ้าเกิดจากการใช้เวลาไม่เหมาะสม 3.22 .890 ปานกลาง ข้าพเจ้าแบ่งเวลาในการทำกิจกรรมการเรียน กิจกรรมสังคมและ กิจกรรมส่วนตัวไว้ชัดเจน 3.38 .716 ปานกลาง ข้าพเจ้ามีเวลาพักผ่อนน้อยเกินไป 3.84 1.059 มาก ข้าพเจ้าอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบไม่ทัน 3.51 .891 มาก ข้าพเจ้ารู้สึกว่างานของข้าพเจ้ามีมากจนมีเวลาไม่พอที่จะทำได้ 3.46 .930 ปานกลาง ข้าพเจ้าทำงานที่อาจารย์มอบหมายเสร็จไม่ทันกำหนด 2.36 1.208 น้อย จากตารางที่ 4 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความสามารถในการบริหารเวลาของ นักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลา จำแนกตามรายข้อ พบว่านักศึกษามีความความสามารถในการบริหารเวลา ด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลาในระดับ มากมี 5 เรื่อง เรียงจากการมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลามากที่สุดมีลำดับดังนี้ คือ การมีเวลาพักผ่อนน้อยเกินไป การวิเคราะห์ความสำคัญของการทำกิจกรรม การใช้เวลาส่วนใหญ่การโทรศัพท์หรือพูดคุยกับเพื่อน การ ประเมินตนเองอยู่เสมอเพื่อให้ทราบปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลา และการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบไม่ทัน โดย มีค่าเฉลี่ยคือ µ = 3.84, SD = 1.059; µ = 3.70, SD = .710; µ = 3.65, SD= .749; µ = 3.53, SD= .728 และ µ = 3.51, SD= .891 ตามลำดับ มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลาปานกลาง 5 เรื่อง คือ การรู้สึกว่างานมีมาก จนมีเวลาไม่พอที่จะทำได้การแบ่งเวลาในการทำกิจกรรมการเรียน กิจกรรมสังคมและกิจกรรมส่วนตัวไว้ ชัดเจน ปัญหาในการเรียนเกิดจากการใช้เวลาไม่เหมาะสม การแบ่งเวลาสำหรับการออกกำลังกายและการมี นิสัยชอบผัดวันประกันพรุ่ง โดยมีค่าเฉลี่ยคือ µ = 3.46, SD = .930; µ = 3.38, SD = .716; µ = 3.22, SD= .890; µ = 3.06, SD= .924 และ µ = 2.79, SD= .961 ตามลำดับ และมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลาน้อยใน เรื่องการทำงานที่อาจารย์มอบหมายเสร็จไม่ทันกำหนด (µ = 2.36, SD = 1.208)


27 ตารางที่ 5 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษา พยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีด้านการกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิต ด้านการกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิต µ SD ระดับ ข้าพเจ้ากำหนดเป้าหมายชีวิตด้านการเรียนในระยะสั้นตามปฏิทิน กิจกรรมของปีการศึกษา 3.67 .721 มาก ข้าพเจ้ากำหนดเป้าหมายชีวิตด้านการเรียนในระยะยาวตามที่หลักสูตร กำหนดไว้ 3.74 .821 มาก ข้าพเจ้าปรึกษาเพื่อนเพื่อการกำหนดเป้าหมายในการดำเนินชีวิต 3.39 .811 ปานกลาง ข้าพเจ้าปรึกษาอาจารย์เพื่อกำหนดเป้าหมายในการดำเนินชีวิต 2.99 .964 ปานกลาง ข้าพเจ้าปรึกษาพ่อ แม่ เพื่อกำหนดเป้าหมายในการดำเนินชีวิต 3.86 .941 มาก ข้าพเจ้าไม่เปลี่ยนแปลงเป้าหมายชีวิตที่ได้กำหนดไว้ 3.40 .918 ปานกลาง ข้าพเจ้ามีเป้าหมายการเรียนที่ชัดเจนและปฏิบัติได้ 3.76 .751 มาก ข้าพเจ้าเชื่อว่าถ้าบรรลุเป้าหมายการดำเนินชีวิตระยะสั้นได้ก็จะบรรลุ เป้าหมายระยะยาวได้ 3.94 .757 มาก การที่ข้าพเจ้ามีเป้าหมายการดำเนินชีวิตทำ ให้ทราบว่าควรจะทำอะไร ก่อน - หลัง 3.94 .731 มาก การกำหนดเป้าหมายในการดำเนินชีวิตทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเหน็ดเหนื่อย 3.17 .889 ปานกลาง ข้าพเจ้าประเมินเป้าหมายชีวิตระยะสั้นและแก้ไขให้ดีขึ้นเพื่อให้บรรลุ เป้าหมายชีวิตระยะยาว 3.61 .768 มาก การที่จะบรรลุเป้าหมายชีวิตได้ข้าพเจ้าต้องทุ่มเทพลังอย่างมาก 3.83 .728 มาก จากตารางที่ 5 พบว่าระดับความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ด้านการกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิต นักศึกษามีความสามารถในการกำหนดเป้าหมายการ ดำเนินชีวิตในระดับมาก 8 เรื่อง โดยการเชื่อว่าถ้าบรรลุเป้าหมายการดำเนินชีวิตระยะสั้นได้ก็จะบรรลุ เป้าหมายระยะยาวได้และการมีเป้าหมายการดำเนินชีวิตทำให้ทราบว่าควรจะทำอะไร ก่อน - หลังมากที่สุด และมีการกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิตน้อยที่สุดในเรื่องการปรึกษาอาจารย์เพื่อกำหนดเป้าหมายในการ ดำเนินชีวิต โดยมีค่าเฉลี่ยคือ µ = 3.94, SD = .757; µ = 3.94, SD = .731 และ µ = 2.99, SD = .964 ตามลำดับ


28 ตารางที่ 6 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษา พยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ด้านการวางแผนการใช้เวลา ด้านการวางแผนการใช้เวลา µ SD ระดับ ข้าพเจ้าจัดลำดับความสำคัญว่าสิ่งใดควรทำก่อน-หลัง 3.89 .621 มาก ข้าพเจ้ากำหนดตารางเวลาในการทำกิจกรรมประจำภาคเรียน 3.35 .807 ปานกลาง ข้าพเจ้ากำหนดตารางเวลาในการทำกิจกรรมประจำสัปดาห์ 3.36 .824 ปานกลาง ข้าพเจ้าวางแผนก่อนทำงานทุกครั้ง 3.67 .745 มาก ข้าพเจ้าบันทึกกิจกรรมประจำวันที่จะทำเพื่อเตือนความจำ 3.31 .973 ปานกลาง ข้าพเจ้าจดบันทึกงานที่ได้รับมอบหมายทุกครั้ง 3.69 .836 มาก ข้าพเจ้าวางแผนการใช้เวลาโดยแบ่งเวลาสำหรับการเรียนส่วนตัวและ กิจกรรมเสริม 3.53 .761 มาก ข้าพเจ้าจัดลำดับกิจกรรมสำคัญและรีบด่วนที่จะต้องทำ 3.80 .710 มาก ข้าพเจ้าจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมส่วนรวมก่อนส่วนตัว 3.78 .675 มาก ข้าพเจ้าจะไม่เสียเวลากับการกำหนดตารางเวลาในการทำกิจกรรม 3.18 .878 ปานกลาง ข้าพเจ้ากำหนดขอบเขตของงานที่จะทำให้ พอเหมาะกับเวลา 3.59 .670 มาก จากตารางที่ 6 พบว่าระดับความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ด้านการวางแผนการใช้เวลา นักศึกษาความสามารถในการวางแผนการใช้เวลาในระดับมาก โดยมี การจัดลำดับความสำคัญว่าสิ่งใดควรทำก่อน-หลังมากที่สุด รองลงมาได้แก่ การจัดลำดับกิจกรรมสำคัญและ รีบด่วนที่จะต้องทำ การจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมส่วนรวมก่อนส่วนตัวและมีการวางแผนการใช้เวลา น้อยที่สุดในเรื่องการกำหนดตารางเวลาในการทำกิจกรรม โดยมีค่าเฉลี่ยคือ µ = 3.89, SD = .621; µ = 3.80, SD = .710; µ = 3.78, SD = .675 และ µ = 3.18, SD = .878 ตามลำดับ


29 ตารางที่ 7 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษา พยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ด้านการดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ ด้านการดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ µ SD ระดับ ข้าพเจ้าดำเนินการตามแผนการใช้เวลาที่ได้วางไว้สำเร็จ 3.64 .636 มาก ข้าพเจ้าจะเข้าร่วมกิจกรรมถ้ามีคนชักชวน 3.62 .662 มาก ก่อนเริ่มกิจกรรมประจำวันข้าพเจ้าจะเปิดตารางกำหนดเวลาดูก่อน 3.20 .853 ปานกลาง ข้าพเจ้าไม่สามารถปฏิบัติตามตารางเวลาประจำวันได้ 3.00 .879 ปานกลาง แม้ไม่มีการกำหนดแผนข้าพเจ้าก็สามารถทำงานได้สำเร็จตามเวลา 3.72 .717 มาก แม้ว่าจะมีงานมากแต่เมือดำเนินงานตามแผนที่ได้วางไว้งานข้าพเจ้าก็ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี 3.79 .709 มาก จากตารางที่ 7 พบว่าระดับความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีด้านการดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้นักศึกษาความสามารถในการการดำเนินการตามแผนที่ได้ วางไว้ในระดับมาก 4 เรื่อง ได้แก่ แม้ว่าจะมีงานมากแต่เมื่อดำเนินงานตามแผนที่ได้วางไว้งานก็สำเร็จลุล่วงไป ด้วยดีแม้ไม่มีการกำหนดแผนก็สามารถทำงานได้สำเร็จตามเวลา การดำเนินการตามแผนการใช้เวลาที่ได้วาง ไว้สำเร็จการเข้าร่วมกิจกรรมถ้ามีคนชักชวน โดยมีค่าเฉลี่ยคือ µ = 3.79, SD = .709; µ = 3.72, SD = .717; µ = 3.64, SD = .636 และ µ = 3.62, SD = .662 ตามลำดับ


30 ตารางที่ 8 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษา พยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ด้านการประเมินผลการใช้เวลา ด้านการประเมินผลการใช้เวลา µ SD ระดับ การวางแผนการใช้เวลาทำให้ข้าพเจ้ามีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น 3.68 .695 มาก การวางแผนการใช้เวลาทำให้ข้าพเจ้ามีเวลาพักผ่อนมากขึ้น 3.62 .752 มาก การวางแผนการใช้เวลาทำให้ข้าพเจ้ามีเวลาร่วมกิจกรรมมากขึ้น 3.59 .719 มาก การวางแผนการใช้เวลาทำให้ข้าพเจ้าตรงต่อเวลานัดหมาย 3.81 .671 มาก ข้าพเจ้าประเมินผลการใช้เวลาในแผนระยะสั้น 3.48 .702 ปานกลาง ข้าพเจ้าประเมินผลการใช้เวลาในแผนระยะยาว 3.49 .726 ปานกลาง ข้าพเจ้าวางแผนใช้เวลาในแต่ละกิจกรรมที่จะต้องทำน้อยเกินไป 3.26 .709 ปานกลาง ข้าพเจ้าไม่สามารถจัดการกับงานที่เข้ามาพร้อมๆ กันหลายๆ งานได้ 3.14 .904 ปานกลาง ข้าพเจ้าตรวจสอบการใช้เวลาตามตารางกำหนดกิจกรรมกับการทำจริง ในแต่ละวัน 3.36 .775 ปานกลาง จากตารางที่ 8 พบว่าระดับความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีด้านการประเมินผลการใช้เวลา นักศึกษาความสามารถในการประเมินผลการใช้เวลาในระดับมาก โดยทำให้การตรงต่อเวลานัดหมายมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ทำให้มีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น ทำให้มีเวลา พักผ่อนมากขึ้นและความสามารถในการประเมินผลการใช้เวลาน้อยที่สุดในเรื่อง ไม่สามารถจัดการกับงานที่ เข้ามาพร้อมๆ กันหลายๆ งานได้โดยมีค่าเฉลี่ยคือ µ = 3.81, SD = .671; µ = 3.68, SD = .695; µ = 3.62, SD = .752 และ µ = 3.14, SD = .904 ตามลำดับ


31 ตารางที่ 9 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษา พยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ด้านปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไข กิจกรรมที่ทำให้ เสียเวลา ด้านปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไข กิจกรรมที่ทำให้เสียเวลา µ SD ระดับ ข้าพเจ้าทำกิจกรรมอื่นขณะคอยกิจกรรมที่อยู่ในแผน 3.40 .729 ปานกลาง ข้าพเจ้าปรับแก้ไขตารางเวลาทุกสัปดาห์เพื่อให้มีเวลาทำงานมากขึ้น 3.36 .802 ปานกลาง ข้าพเจ้าสามารถปฏิเสธกิจกรรมที่ไม่สำคัญได้ 3.20 .959 ปานกลาง ข้าพเจ้าปรับแก้ไขตารางเวลาทุกวันเพื่อใช้เวลาให้เกิดประโยชน์มากที่สุด 3.33 .816 ปานกลาง ข้าพเจ้าพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เสียเวลา เช่น การคุยโทรศัพท์นานๆ การเดิน เล่นตามห้างสรรพสินค้า 3.35 .822 ปานกลาง เมื่อมีเวลาว่างข้าพเจ้าจะพยายามทำงานที่ค้างจนเสร็จ 3.73 .678 มาก ข้าพเจ้าทบทวนสิ่งที่ได้เรียนมาทุกวันเพื่อให้อ่านหนังสือสอบทัน 3.25 .794 ปานกลาง ข้าพเจ้าปรับการใช้เวลากับกิจกรรมส่วนตัวให้น้อยลง 3.30 .753 ปานกลาง ข้าพเจ้าปรับการใช้เวลาของตนเองให้มีการออกกำลังกาย 3.30 .840 ปานกลาง จากตารางที่ 9 พบว่าระดับความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีด้านปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไข กิจกรรมที่ทำให้เสียเวลาอยู่ในระดับปานกลาง โดยเมื่อมี เวลาว่างจะพยายามทำงานที่ค้างจนเสร็จมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ทำกิจกรรมอื่นขณะคอยกิจกรรมที่อยู่ใน แผนและมีการปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไข กิจกรรมที่ทำให้เสียเวลาน้อยที่สุดในเรื่องการสามารถปฏิเสธ กิจกรรมที่ไม่สำคัญได้โดยมีค่าเฉลี่ยคือ µ = 3.73, SD = .678; µ = 3.40, SD = .729 และ µ = 3.20, SD = .959 ตามลำดับ


32 ตอนที่ 2 เปรียบเทียบความความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี จำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล (ตารางที่ 10) ส่วนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคล (ตารางที่ 10) ตารางที่10 จำนวน และร้อยละของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ชั้นปีการศึกษา และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล จำนวน (N=401) ร้อยละ เพศ ชาย หญิง 24 389 5.8 94.2 อายุ 18 19 20 21 22 23 24 >25 12 86 125 88 85 15 0 2 2.9 20.8 30.3 21.3 20.6 3.6 0 0.5 ชั้นปีการศึกษา ชั้นปีที่ 1 ชั้นปีที่ 2 ชั้นปีที่ 3 ชั้นปีที่ 4 125 117 80 91 30.3 28.3 19.4 22 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1.51-2.00 2.01-2.50 2.51-3.00 3.01-3.50 3.51-4.00 0 28 225 149 11 0 6.8 54.5 36.1 2.7 จากตารางที่ 10 พบว่า นักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีจำนวน 413 คน เป็นเพศชาย 24 คน คิดเป็นร้อยละ 5.8 เพศหญิง 389 คน คิดเป็นร้อยละ 94.2 ส่วนใหญ่อายุ20 ปี คิดเป็นร้อยละ 30.3 มี แบ่งเป็นชั้นปีที่ 1 จำนวน 125 คน คิดเป็นร้อยละ 30.3 ชั้นปีที่ 2 จำนวน 117 คน คิดเป็นร้อยละ 28.3 ชั้นปีที่ 3 จำนวน 80 คน คิดเป็นร้อยละ 19.4 และชั้นปีที่ 4 จำนวน 91 คน คิดเป็นร้อยละ 22 โดยส่วนใหญ่มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่าง 2.51-3.00 คิดเป็นร้อยละ 54.5


33 ส่วนที่ 2 เปรียบเทียบความความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี รายด้าน จำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ เพศ ชั้นปีการศึกษา และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ตารางที่ 11-14) ตารางที่ 11 เปรียบเทียบความความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีรายด้าน จำแนกตามอายุ อายุ ความความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษา พยาบาล N µ SD F-test p-value ด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลา 18 12 2.96 .151 4.104 .001 19 86 3.18 .347 20 125 3.42 .457 21 88 3.39 .474 22 85 3.29 .518 23 15 3.28 .479 24 0 0 0 >25 2 3.45 .000 ด้านการกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิตของ ตนเอง 18 12 3.34 .756 1.971 .069 19 86 3.59 .530 20 125 3.56 .513 21 88 3.61 .511 22 85 3.70 .450 23 15 3.86 .393 24 0 0 0 >25 2 3.33 .824 ด้านการวางแผนการใช้เวลา 18 12 3.37 .335 3.077 .006 19 86 3.42 .501 20 125 3.56 .537 21 88 3.56 .503 22 85 3.71 .505 23 15 3.69 .401 24 0 0 0 >25 2 3.04 1.478


34 อายุ ความความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษา พยาบาล N µ SD F-test p-value ด้านการดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ 18 12 3.47 .273 2.816. .011 19 86 3.39 .417 20 125 3.45 .441 21 88 3.51 .471 22 85 3.64 .457 23 15 3.60 .258 24 0 0 0 >25 2 3.33 .000 ด้านการประเมินผลการใช้เวลา 18 12 3.40 .495 2.596 .018 19 86 3.46 .446 20 125 3.39 .564 21 88 3.52 .557 22 85 3.66 .449 23 15 3.54 .406 24 0 0 0 >25 2 3.16 .078 ด้านปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไข กิจกรรมที่ทำให้เสียเวลา 18 12 2.94 .458 4.453 .000 19 86 3.21 .574 20 125 3.32 .538 21 88 3.41 .587 22 85 3.56 .526 23 15 3.45 .406 24 0 0 0 >25 2 3.38 .549 จากตารางที่ 11 เมื่อวิเคราะห์ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีจำแนกตามอายุ ทำการพิจารณารายด้าน พบว่า นักศึกษาพยาบาลที่มีอายุต่างกัน มีความสามารถ ในการบริหารเวลา ด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลา ด้านการวางแผนการใช้เวลา ด้านการ ดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ ด้านการประเมินผลการใช้เวลา ด้านปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไขกิจกรรม ที่ทำให้เสียเวลาที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05


35 ตารางที่ 12 เปรียบเทียบความความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีรายด้าน จำแนกตามเพศ เพศ ความความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษา พยาบาล N µ SD t-test p-value ด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลา เพศชาย 24 3.38 .455 .489 .485 เพศหญิง 389 3.31 .459 ด้านการกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิตของ ตนเอง เพศชาย 24 3.61 .464 .000 .991 เพศหญิง 389 3.61 .516 ด้านการวางแผนการใช้เวลา เพศชาย 24 3.39 .662 2.835 .093 เพศหญิง 389 3.57 .508 ด้านการดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ เพศชาย 24 3.44 .550 .400 .527 เพศหญิง 389 3.50 .436 ด้านการประเมินผลการใช้เวลา เพศชาย 24 3.59 .517 .959 .328 เพศหญิง 389 3.49 .515 ด้านปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไข กิจกรรมที่ทำให้เสียเวลา เพศชาย 24 3.35 .664 .004 .950 เพศหญิง 389 3.36 .556 จากตารางที่ 12 เมื่อวิเคราะห์ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีจำแนกตามเพศ คือ เพศชาย และเพศหญิง ทำการพิจารณารายด้าน พบว่า นักศึกษาพยาบาลเพศ ชาย และเพศหญิง มีความสามารถในการบริหารเวลาที่ไม่แตกต่างกัน


36 ตารางที่ 13 เปรียบเทียบความความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีรายด้าน จำแนกตามชั้นปีการศึกษา ชั้นปีการศึกษา ความความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษา พยาบาล N µ SD F-test p-value ด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลา ชั้นปีที่ 1 125 3.15 .368 12.327 .000 ชั้นปีที่ 2 117 3.47 .375 ชั้นปีที่ 3 80 3.42 .533 ชั้นปีที่ 4 91 3.26 .516 ด้านการกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิตของ ตนเอง ชั้นปีที่ 1 125 3.60 .518 2.927 .034 ชั้นปีที่ 2 117 3.51 .446 ชั้นปีที่ 3 80 3.66 .499 ชั้นปีที่ 4 91 3.71 .489 ด้านการวางแผนการใช้เวลา ชั้นปีที่ 1 125 3.47 .535 2.959 .032 ชั้นปีที่ 2 117 3.52 .519 ชั้นปีที่ 3 80 3.64 .521 ชั้นปีที่ 4 91 3.65 .476 ด้านการดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ ชั้นปีที่ 1 125 3.40 .420 6.167 .000 ชั้นปีที่ 2 117 3.45 .428 ชั้นปีที่ 3 80 3.55 .497 ชั้นปีที่ 4 91 3.64 .402 ด้านการประเมินผลการใช้เวลา ชั้นปีที่ 1 125 3.40 .468 7.139 .000 ชั้นปีที่ 2 117 3.42 .561 ชั้นปีที่ 3 80 3.53 .529 ชั้นปีที่ 4 91 3.69 .449 ด้านปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไข กิจกรรมที่ทำให้เสียเวลา ชั้นปีที่ 1 125 3.18 .545 10.533 .000 ชั้นปีที่ 2 117 3.33 .560 ชั้นปีที่ 3 80 3.43 .536


37 ชั้นปีการศึกษา ความความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษา พยาบาล N µ SD F-test p-value ชั้นปีที่ 4 91 3.59 .525 จากตารางที่ 13 เมื่อวิเคราะห์ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีจำแนกตามชั้นปีการศึกษา คือ ชั้นปีที่ 1 ชั้นปีที่ 2 ชั้นปีที่ 3 และชั้นปีที่ 4 ทำการพิจารณารายด้าน พบว่า นักศึกษาพยาบาลที่ศึกษาในชั้นปีที่ต่างกัน มีความสามารถในการบริหารเวลาทุกด้านที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ตารางที่ 14 เปรียบเทียบความความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีรายด้าน จำแนกตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษา พยาบาล N µ SD F-test p-value ด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลา 1.51-2.00 0 0 0 1.498 .215 2.01-2.50 28 3.31 .418 2.51-3.00 225 3.35 .475 3.01-3.50 149 3.29 .453 3.51-4.00 11 3.08 .131 ด้านการกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิตของ ตนเอง 1.51-2.00 0 0 0 .920 .431 2.01-2.50 28 3.54 .532 2.51-3.00 225 3.58 .539 3.01-3.50 149 3.66 .473 3.51-4.00 11 3.62 .413 ด้านการวางแผนการใช้เวลา 1.51-2.00 0 0 0 .437 .726 2.01-2.50 28 3.47 .540 2.51-3.00 225 3.55 .524 3.01-3.50 149 3.58 .527 3.51-4.00 11 3.60 .123 ด้านการดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ 1.51-2.00 0 0 0 .996 .395


38 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษา พยาบาล N µ SD F-test p-value 2.01-2.50 28 3.37 .491 2.51-3.00 225 3.52 .459 3.01-3.50 149 3.48 .418 3.51-4.00 11 3.56 .214 ด้านการประเมินผลการใช้เวลา 1.51-2.00 0 0 0 .281 .839 2.01-2.50 28 3.41 .478 2.51-3.00 225 3.50 .543 3.01-3.50 149 3.49 .495 3.51-4.00 11 3.46 .275 ด้านปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไข กิจกรรมที่ทำให้เสียเวลา 1.51-2.00 0 0 0 .952 .415 2.01-2.50 28 3.24 .691 2.51-3.00 225 3.40 .579 3.01-3.50 149 3.33 .525 3.51-4.00 11 3.33 .164 จากตารางที่ 14 เมื่อวิเคราะห์ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีจำแนกตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทำการพิจารณารายด้าน พบว่า นักศึกษาพยาบาลที่มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกัน มีความสามารถในการบริหารเวลาที่ไม่แตกต่างกัน


41 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และขอเสนอแนะ การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Resarch) เพื่อศึกษาความสามารถในการ บริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี จำแนกตามเพศ อายุระดับชั้นปี และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยมี วัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1. เพื่อศึกษาระดับความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราช ชนนี สุพรรณบุรี 2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการบริหารเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ ของนักศึกษา พยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีในแต่ละชั้นปี คำถามการวิจัย คือ 1. ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี อยู่ในระดับใด 2. นักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่มีข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุระดับชั้นปี และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน มีความสามารถในการบริหารเวลาแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร สมมติฐานของการวิจัย คือ 1. นักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่ศึกษาอยู่ในชั้นปีที่แตกต่างกัน มี ความสามารถในการบริหารเวลาโดยรวมและเป็นรายด้านหกด้านแตกต่างกัน 2. นักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่มีอายุแตกต่างกัน มีความสามารถ ในการบริหารเวลาโดยรวมและเป็นรายด้านหกด้านแตกต่างกัน 3. นักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่มีเพศแตกต่างกัน มีความสามารถ ในการบริหารเวลาโดยรวมและเป็นรายด้านหกด้านแตกต่างกัน 4. นักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่แตกต่าง กัน มีความสามารถในการบริหารเวลาโดยรวมและเป็นรายด้านหกด้านแตกต่างกัน วิธีการดำเนินการวิจัย คือ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราช ชนนี สุพรรณบุรี เพศชายและเพศหญิง ชั้นปีที่ 1-4 ประจำปีการศึกษา 2560 จำนวน 413 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัย ประกอบดวยแบบสอบถาม ซึ่งแบงออกเปน 2 ตอน ไดแก ตอนที่ 1 แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคลของนักศึกษา จำนวน 4 ข้อ


42 ตอนที่ 2 แบบสอบถามความสามารถในการบริหารเวลา จำนวน 58 ข้อ โดยแบบสอบถามตอนที่ 2 มีการตรวจสอบ และหาค่าความเที่ยงของแบบสอบถามด้วยการนำไป ทดลองใช้กับนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 30 ราย แล้วนำไปคำนวนโดยใช้ สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค ได้ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามความต้องการการพยาบาลเท่ากับ .90 ผู้วิจัยทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทำการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ของข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลและข้อมูลภาวะสุขภาพ เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างประชากร 2 กลุ่มโดยใช้สถิติ t-test และความแตกต่างระหว่างประชากรมากกว่า 2 กลุ่ม โดยวิเคราะห์ความแปรปรวนทาง เดียว (One way ANOVA) จำแนกตามความสามารถในการบริหารเวลา ด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการ ใช้เวลา ด้านการกำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิต ด้านการวางแผนการใช้เวลา ด้านการดำเนินการตามแผนที่ วางไว้ด้านการประเมินผลการใช้เวลา และด้านการปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไขกิจกรรมที่ทำให้เสียเวลา สรุปผลการวิจัย 1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้านความสามารถในการบริหารเวลา 1.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลระดับความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( µ = 3.48) 1.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลความสามารถในการบริหารเวลา จำแนกตามรายด้าน พบว่า ด้านการ กำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิตของตนเองอยู่ในระดับมาก ( µ = 3.61) รองลงมาคือ ด้านการวางแผนการใช้ เวลาอยู่ในระดับมาก ( µ = 3.56) ด้านการดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้อยู่ในระดับมาก ( µ = 3.50) ด้าน การประเมินผลการใช้เวลาอยู่ในระดับปานกลาง ( µ = 3.49) ด้านปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไขกิจกรรม ที่ทำให้เสียเวลาอยู่ในระดับปานกลาง ( µ = 3.36) และด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลาอยู่ใน ระดับปานกลาง ( µ = 3.32) 2. ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการบริหารเวลา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 2.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี จำนวน 413 คน พบว่า เป็นเพศชาย 24 คน คิดเป็นร้อยละ 5.8 เพศหญิง 389 คน คิดเป็นร้อยละ 94.2 ส่วนใหญ่อายุ 20 ปี คิดเป็นร้อยละ 30.3 มี แบ่งเป็นชั้นปีที่ 1 จำนวน 125 คน คิดเป็นร้อยละ 30.3 ชั้นปีที่ 2 จำนวน 117 คน คิดเป็นร้อยละ 28.3 ชั้นปีที่ 3 จำนวน 80 คน คิดเป็นร้อยละ 19.4 และชั้นปีที่ 4 จำนวน 91 คน คิดเป็น ร้อยละ 22 โดยส่วนใหญ่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่าง 2.51-3.00 คิดเป็นร้อยละ 54.5 2.2 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการบริหารเวลา ตามสมมติฐานการวิจัย 2.2.1. นักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่ศึกษาอยู่ในชั้นปีที่แตกต่าง กัน มีความสามารถในการบริหารเวลาโดยรวมและเป็นรายด้านหกด้านแตกต่างกัน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อ ที่ 1


43 2.2.2. นักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่มีอายุแตกต่างกัน มี ความสามารถในการบริหารเวลาโดยรวมและเป็นรายด้านหกด้านไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานข้อ ที่ 2 2.2.3. นักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่มีเพศแตกต่างกัน มี ความสามารถในการบริหารเวลาโดยรวมและเป็นรายด้านหกด้านไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานข้อ ที่ 3 2.2.4. นักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ แตกต่างกัน มีความสามารถในการบริหารเวลาโดยรวมและเป็นรายด้านหกด้านแตกต่างกัน ซึ่งเป็นไปตาม สมมติฐานข้อที่ 4 อภิปรายผลการวิจัย จากการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยอภิปรายผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์การวิจัย และสมมติฐานการวิจัย ซึ่งสามารถอภิปรายได้ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาระดับความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราช ชนนี สุพรรณบุรี ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี โดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่า นักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ใช้เวลาส่วน ใหญ่ในวิทยาลัย มีระเบียบแบบแผนกิจกรรมที่กำหนดไว้โดยงานกิจการนักศึกษา อาจทำให้นักศึกษาขาดความ กระตือรือร้นในการบริหารเวลา สอดคล้องกับการศึกษาของเอมอร กฤษณะรังสรรค์ (2555) ที่พบว่าพฤติ กรรมการบริหารเวลาของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา อยู่ในระดับปานกลาง และสอดคล้องกับ การศึกษาของ Hatice Kaya (2012) ที่พบว่า ทักษะการบริหารเวลาในนักศึกษาพยาบาลและการผดุงครรภ์ใน ประเทศตุรกีอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า นักศึกษาพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีมีความสามารถด้านการ กำหนดเป้าหมายการดำเนินชีวิตของตนเองมากที่สุด (µ = 3.61 , SD= .513) ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่า นักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ทุกคนได้รับทุนและมีที่ทำงานที่ชัดเจน การ กำหนดเป้าหมายในชีวิตจึงมีความชัดเจน และเมื่อพิจารณาความสามารถด้านการกำหนดเป้าหมายการดำเนิน ชีวิตของตนเองเป็นรายข้อ จะพบว่านักศึกษามีความสามารถมากที่สุดในเรื่อง การบรรลุเป้าหมายการดำเนิน ชีวิตระยะสั้นได้ก็จะบรรลุเป้าหมายระยะยาวได้ (µ = 3.94 , SD= .757) และการมีเป้าหมายการดำเนินชีวิต ทำให้ทราบว่าควรจะทำอะไร ก่อน - หลัง (µ = 3.94 , SD= .731) เนื่องจาก การตั้งเป้าหมายในระยะสั้น เช่น การสอบในวิชาต่าง ๆ ถ้าทำสำเร็จได้คะแนนผ่าน ก็มีแรงจูงใจในการสอบสภาการพยาบาลให้สำเร็จ ซึ่งเมื่อ ตั้งเป้าหมายแล้ว หากสามารถบรรลุผลตามที่ต้องการได้ ก็จะสร้างความมั่นใจให้แก่ตนเอง มีใจในการ ดำเนินการต่อไป จะถึงเป้าหมายอื่นหรือเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นได้ (นฤมล สุ่นสวัสดิ์, 2558) ซึ่งสอดคล้องกับ การศึกษาของ กิตติมาพร โลกาวิทย์ (2554) ที่พบว่า ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล


44 มหาวิทยาลัยปทุมธานี โดยรวมทั้ง 6 ด้านอยู่ในระดับปานกลาง และรายด้าน พบว่า ด้านการกำหนดเป้าหมาย การดำเนินชีวิตของตนเองอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน รองลงมาคือความสามารถด้านการวางแผนการใช้เวลา อยู่ในระดับมาก (µ = 3.56, SD = .519) และ เมื่อพิจารณาความสามารถตามรายข้อพบว่า นักศึกษาพยาบาลมีความสามารถจัดลำดับความสำคัญว่าสิ่งใด ควรทำก่อน-หลังมากที่สุด (µ = 3.89, SD = .621) ส่วนความสามารถด้านการดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ของ นักศึกษา อยู่ในระดับมาก (µ = 3.50, SD =.443)เช่นกัน และพบว่านักศึกษามีความสามารถมากที่สุดในเรื่อง แม้ว่าจะมีงานมากแต่เมื่อดำเนินงานตามแผนที่ได้วางไว้งานก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ในระดับมาก (µ = 3.79, SD = .709) และความสามารถด้านการประเมินผลการใช้เวลาของนักศึกษา อยู่ในระดับปานกลาง (µ = 3.49, SD =.515) ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่า นักศึกษาพยาบาลได้รับการฝึกการวางแผนในเรื่องการปฏิบัติการพยาบาล และการวางแผนการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยตั้งแต่เรียนในระดับชั้นปีที่ 2 ทำให้นักศึกษาสามารถนำมาประยุกต์ การวางแผนในชีวิตประจำวันและการเรียนได้มากขึ้น สามารถจัดลำดับความสำคัญของงานได้ทำให้งานสำเร็จ ลุล่วงตามเวลาที่กำหนด สอดคล้องกับการศึกษาของ พิชฌาย์วีร์ สินสวัสดิ์ และ เบญจวรรณ พิททาร์ด, (2557) ที่พบว่า นักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี มีคุณภาพชีวิตด้านการเรียนและ ด้านชีวิตสังคม ในระดับดี เนื่องจากมีการวางแผนการเรียนและจัดสรรเวลาเพื่อการเรียนและกิจกรรมที่ดี ความสามารถด้านการปรับปรุงแผนการใช้เวลาและแก้ไข กิจกรรมที่ทำให้เสียเวลาของนักศึกษา อยู่ ในระดับปานกลาง (µ = 3.36, SD =.526) และพบว่านักศึกษามีความสามารถน้อยที่สุดในเรื่องสามารถ ปฏิเสธกิจกรรมที่ไม่สำคัญได้ ในระดับปานกลาง (µ = 3.20, SD = .959) อธิบายได้ว่า วิทยาลัยพยาบาลบรม ราชชนนี สุพรรณบุรี มีกิจกรรมที่ค่อนข้างมากทั้งในวิทยาลัยและภายนอกวิทยาลัย ที่นักศึกษาคิดว่าไม่ เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน แต่นักศึกษาไม่สามารถปฏิเสธได้ ซึ่งอาจทำใหัเกิดความเหนื่อยล้า การวางแผน การใช้เวลาไม่เป็นไปตามแผน สอดคล้องกับการศึกษาของ อาระวี ทับทิมและศรีสมร สุริยาศศิน, (2560) ที่ พบว่านักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ทั้ง 4 ชั้นปี มีความเห็นตรงกันว่าปัญหาที่มาจากมีงาน และกิจกรรมหลากหลายที่ต้องปฏิบัติจนไม่สามารถแบ่งเวลาได้มากที่สุด แต่ไม่สอดคล้องกับการศึกษาของ รําไพ หมั่นสระเกษ, วัชรีอาภาธีรพงศ และวราพร ตัณฑะสุวรรณะ, (2555) ที่พบว่านักศึกษาพยาบาลวิทยาลัย พยาบาลบรมราชชนนีนครราชสีมา มีความตองการเขารวมกิจกรรมนักศึกษาอยูในระดับมาก ความสามารถด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลาของนักศึกษา อยู่ในระดับปานกลาง (µ = 3.32, SD =.549) ซึ่งเป็นด้านที่นักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีมีความสามารถ น้อยที่สุด และพบว่านักศึกษามีความสามารถด้านการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวลาน้อยที่สุดในเรื่อง การทำงานที่อาจารย์มอบหมายเสร็จไม่ทันกำหนด ในระดับน้อย (µ = 2.36, SD = 1.208) และรองลงมาคือ การแบ่งเวลาในการออกกำลังกายในระดับปานกลาง (µ = 3.06, SD = .924) เนื่องจาก นักศึกษาพยาบาล มี งานทั้งด้านการเรียนทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมทั้งต้องขึ้นเวรบ่าย ดึก ซึ่งเป็นเวลาพักผ่อน ทำให้ส่งผลต่อการ ทำงานให้เสร็จทันตามเวลา และเมื่อยังมีงานที่ค้าง ไม่เสร็จ ทำให้เกิดความเครียดและจะทำให้พฤติกรรมการ ออกกำลังกายลดลงไปด้วย สอดคล้องกับการศึกษาของ กิตติมาพร โลกาวิทย์ (2554) ที่พบว่านักศึกษา พยาบาล มหาวิทยาลัยปทุมธานี ทำงานที่อาจารย์มอบหมายเสร็จไม่ทันตามกำหนด มีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด


45 สอดคล้องกับการศึกษาของ ธนพร แย้มศรี (2559) ที่พบว่า พฤติกรรมการออกกำลังกายของนักศึกษา พยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี เครือข่ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง และพบว่านักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 และชั้นปีที่ 4 หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ของสถาบันการศึกษา แห่งหนึ่งในภาคใต้มีสาเหตุความเครียดมากที่สุด คือ ความเครียดที่มาจากการที่อาจารย์ให้การบ้านมาก และ กลัวจะส่งงานไม่ทัน (จิราภรณ์ สรรพวีรวงศ์ และคณะ, 2559) และสอดคล้องกับการศึกษาของ งามพันธุ์ สัย ศรี และสุวิมล ว่องวาณิช (2554) ที่พบว่า นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดอ่างทองมีทักษะการ จัดการเวลาและประสิทธิผลของการจัดการเวลาปานกลาง ส่วนใหญ่มีปัญหาด้านการทำงานไม่เสร็จตามเวลา 2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการบริหารเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ ของนักศึกษา พยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีในแต่ละชั้นปี การเปรียบเทียบความสามารถในการบริหารเวลาจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคลของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี พบว่า นักศึกษาที่มีข้อมูลส่วนบุคคลได้แก่ เพศ และผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนต่างกัน มีความสามารถในการบริหารเวลาที่ไม่แตกต่างกัน แต่นักศึกษาที่มีอายุ และชั้นปี การศึกษาที่ต่างกัน มีความสามารถในการบริหารเวลาที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่ง สามารถอธิบายได้ดังนี้นักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่มีอายุที่ต่างกันและชั้น ปีการศึกษาที่สูงกว่ามีความสามารถในการบริหารเวลาโดยรวมสูงกว่า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถอธิบายได้ว่า การจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตนั้น มีการจัดเป็นลำดับ ขั้นตอนของวิชาที่ง่ายแล้วตามด้วยวิชาที่มีความซับซ้อนและความยากมากขึ้น ทำให้นักศึกษาได้รับการฝึกเพื่อ เตรียมพร้อมที่จะพบกับงานที่ยากและมากขึ้น ถือเป็นการฝึกการบริหารเวลา ทำให้นักศึกษาชั้นปีที่สูงกว่ามี การบริหารเวลาที่ดีกว่า ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ เอมอร กฤษณะรังสรรค์ (2555) ที่พบว่า พฤติ กรรมการบริหารเวลาของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ชั้นปีที่ 1-4 มีความแตกต่างกัน และ ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยปทุมธานี จำแนกตามชั้นปีที่ศึกษา มี ความแตกต่างกัน (กิตติมาพร โลกาวิทย์, 2554) ขอเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ สถานศึกษาสามารถนำไปเป็นข้อมูลเพื่อฝึกทักษะการบริหารเวลาหรือแนวทางในการจัดกิจกรรมเพื่อ ส่งเสริมให้นักศึกษาพยาบาลบริหารเวลาให้เกิดประโยชน์ ขอเสนอแนะในการวิจัยในอนาคต 1. อาจมีการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบการใช้เวลาของนักศึกษาพยาบาลในสังกัดอื่นๆ 2. ควรศึกษาเกี่ยวกับการวิเคราะห์ปัญหาในการใช้เวลาเพื่อให้ทราบปัญหาและพัฒนาความสามารถ ในการบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพ


47 รายการอ้างอิง 1. กิตติมาพร โลกาวิทย์. ความสามารถในการบริหารเวลาของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยปทุมธานี. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยปทุมธานี 2554;3(1):27-36. 2. กิตติศักดิ์ เผ่าพันธุ์. สภาพการจัดการเวลาของนิสิตคณะสังคมศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยนเรศวร. นเรศวรวิจัย ครั้งที่ 13: วิจัยและนวัตกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม 2560 20-21 ก.ค.; พิษณุโลก, ประเทศไทย; 2560. 1359-66. 3. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. บริหารเวลาเพื่อความสำเร็จ. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: ซัคเซสมีเดีย. 2543. 4. งามพันธุ์ สัยศรี และสุวิมล ว่องวาณิช. การพัฒนาแบบตรวจสอบรายการประเมินทักษะการจัดการเวลา และเทคนิคการจัดการเวลาสำหรับนักเรียน. วารสารอิเล็กทรอนิกส์ทางการศึกษา 2554;7(1): 2028-41. 5. จิราภรณ์ สรรพวีรวงศ์, มัชฌิมา ดำมี, จันทร์จิรา นิ่มสุวรรณ, ชุติมา หมัดอะดัม, ศุภารัตน์ ละเอียดการ. สุชาวดี โสภณ. ความเครียด การจัดการความเครียดและความต้องการความช่วยเหลือของนักศึกษา พยาบาล. วารสารการพยาบาลและการศึกษา 2559;9(3):36-50. 6. ชวนนท์ จันทร์สุข, นฤมล จันทร์สุข, นิจวรรณ วีรวัฒโนดม. ความสามารถในการบริหารเวลาของ นักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชัยนาท. การประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้ง ที่ 14 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำ แพงแสน 2560 7-8 ธันวาคม; นครปฐม, ประเทศไทย; 2560.2911-2917. 7. ชัยชาญ วงศ์สามัญ. ผนวก 7 การบริหารเวลา (อินเทอร์เน็ต). ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น; 2549 (เข้าถึงเมื่อ 12 พ.ย. 2561) เข้าถึงได้จาก http://agserver.kku.ac.th . 8. ธนพร แย้มศรี. ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรม ราชชนนี เครือข่ายภาค. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ 2560;35(2):158-68. 9. ธันยนันท์ ทองบุญตา. พฤติกรรมการใช้เวลาว่างของนักศึกษามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. กรุงเทพฯ: คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. 2555. 10. นฤมล สุ่นสวัสดิ์. การตั้งเป้าหมายของชีวิตและการทำงาน. วารสารสารสนเทศ 2558;14(2):21-36. 11. เปรมยุดา ตั้งเจริญสุข. คู่มือการบริหารเวลา (Time Management Manual) โครงการความสำเร็จของ แผนการจัดการความรู้เพื่อสนับสนุนประเด็นยุทธศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 กลุ่มพัฒนา ระบบบริหาร. กรุงเทพฯ : กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ. 2555. 12. พรรณวดี สมกิตติกานนท์, ผ่องพรรณ เกิดพิทักษ์, ประสาร มาลากุล อยุธยา. ศึกษาการพัฒนารูปแบบ การให้การปรึกษากลุ่มแบบบูรณาการเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะของความสำเร็จในการบริหารเวลาของ นักศึกษาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์. วารสารเกษมบัณฑิต 2560;18(1):19-35. 13. พิชฌาย์วีร์ สินสวัสดิ์ และ เบญจวรรณ พิททาร์ด. คุณภาพชีวิตของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยบรมราช ชนนี ราชบุรี. วารสารการพยาบาลและการศึกษา 2557;7(1):97-108. 14. พิมพ์ โหล่คำ. ความสามารถในการบริหารเวลาของนิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ปริญญา การศึกษามหาบัณฑิต. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. 2550. 15. บุญเจือ โกเมน. การใช้เวลาว่างและกิจกรรมที่ต้องการของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม. จันทรเกษมสาร 2553;16(31):13-23. 16. ปาริชาต สืบศักดิ์วงศ์. ศึกษาพฤติกรรมการใช้เวลาว่างของนักศึกษาใน มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม. รายงานการวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม. 2550.


48 17. มาลีวัล เลิศสาครศิริ. ความเครียดและการจัดการความเครียดของนักศึกษาพยาบาลขณะฝึกปฏิบัติงาน ห้องคลอด. วารสารเกื้อการุณย์ 2558;22(1):7-16. 18. ยงยุทธ เกษสาคร. ภาวะผู้นำและการจูงใจ. กรุงเทพฯ: ศูนย์เอกสารและตารา สถาบันราชภัฏสวนดุสิต. 2541. 19. รําไพ หมั่นสระเกษ, วัชรีอาภาธีรพงศ และวราพร ตัณฑะสุวรรณะ. ความตองการเขารวมกิจกรรม นักศึกษาของนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครราชสีมา. วารสารทันตาภิบาล 2555;23(2):20-31. 20. วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี รายละเอียดของหลักสูตร (มคอ.2) หลักสูตรพยาบาลศาสตร บัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555) สถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. 2555. 21. วิไลพร ขำวงษ์ ,สุดคนึง ปลั่งพงษ์พันธ์, ทานตะวัน แย้มบุญเรือง. ความสัมพันธ์ระหว่างระดับ ความเครียดกับสาเหตุของความเครียด และการจัดการความเครียดของนักศึกษาพยาบาลในวิทยาลัย พยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก. วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ 2559;10(1):78-87. 22. ศักดิภัทร์ เฉลิมพุฒิพงศ์. การศึกษาการใช้เวลาว่างเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต. วารสารพลศึกษา 2554;14(2): 10-17. 23. ศุทธฤทัย เชิญขวัญมา, กัลยา ซาพวง, เอกพันธ์ ฤทธา, เริงศักดิ์ บุญบรรดาลชัย. การศึกษาพฤติกรรม การใช้เวลาว่างในการทำกิจกรรมนันทนาการ และการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ตอนปลาย ในโรงเรียนสังกัด กรมสามัญศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 2546. 24. สถาบันดำรงราชานุภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย. การบริหารเวลา (Time Management). สถาบันดำรงราชานุภาพสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย; 2553. 25. สุจิตรา อู่รัตนมณี, สุภาวดี เลิศสาราญ, เจนจิรา วงษ์ศรีนาค, กาญจนาพร สอิ้งทอง, อนุสสรา ระวัง. ความเครียดของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. การประชุม สวนสุนันทาวิชาการระดับชาติด้าน “การวิจัยเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2559 26 ส.ค.; กรุงเทพฯ, ประเทศไทย; 2559.573-9. 26. สิระยา สัมมาวาจา. การบริหารเวลาและการใช้เวลาของนักศึกษาพยาบาล. วารสารพยาบาล 2541;47(4):299-312. 27. สุภาวดี วิทยะประพันธ์. คู่มือการบริหารเวลาอย่างมีคุณค่า (Time Management Workbook). พิมพ์ ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : เอ็กซเปอร์เน็ท. 2549. 28. อนันท์งามสะอาด. เวลาและการบริหารเวลา (อินเทอร์เน็ต). กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ; 2549 (เข้าถึงเมื่อ 12 พ.ย. 2561) เข้าถึงได้จาก http://www.moe.go.th 29. อภินันท์ สิริรัตนจิตต์. ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้เวลาว่างกับรูปแบบการเรียนรู้ของนักศึกษา ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยหาดใหญ่. วารสารบรรณศาสตร์ มศว 2558;8(1):26-37. 30. อภินันท์ สิริรัตนจิตต์. พฤติกรรมการใช้เวลาว่างของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ : รายงานวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน. สงขลา: มหาวิทยาลัยหาดใหญ่. 2557. 31. อาระวี ทับทิม, ศรีสมร สุริยาศศิน. การศึกษาสำรวจปัญหาของนักเรียนพยาบาล วิทยาลัยพยาบาล กองทัพบก (อินเทอร์เน็ต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง; 2560 (เข้าถึงเมื่อ 12 พ.ย. 2561) เข้าถึง ได้จาก http://www.edu-journal.ru.ac.th/index.php/abstractData/viewIndex/1735.ru.


Click to View FlipBook Version