(1) ปัจจัยทำนายการปฏิบัติงานการส่งเสริมสุขภาพจิต และป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดสุพรรณบุรี Factors Predicting Promoting Mental Health and Prevention Mental Health Problems of Village Health Volunteers in The Suphanburi Province นางสาวสุพัตรา จันทร์สุวรรณ นางสุนทรี ขะชาตย์ นางปวิดา โพธิ์ทอง นางเสาวลักษณ์ ศรีโพธิ์ การวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจาก วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ประจำปีงบประมาณ 2563
(2) ปัจจัยทำนายการปฏิบัติงานการส่งเสริมสุขภาพจิต และป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดสุพรรณบุรี Factors Predicting Promoting Mental Health and Prevention Mental Health Problems of Village Health Volunteers in The Suphanburi Province นางสาวสุพัตรา จันทร์สุวรรณ นางสุนทรี ขะชาตย์ นางปวิดา โพธิ์ทอง นางเสาวลักษณ์ ศรีโพธิ์ การวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจาก วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ประจำปีงบประมาณ 2563
(3) กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี คณะผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณ ดร.พิศิษฐ์ พลธนะ ผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี และขอขอบคุณคณะกรรมการงานวิจัย ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ให้คำแนะนำในการวิจัยครั้งนี้ งานวิจัยนี้ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจาก วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี คณะผู้วิจัย ขอขอบอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูบ้านทุกท่าน ที่ให้ความร่วมมือเสียสละในการให้ข้อมูล และให้ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการวิจัยครั้งนี้ คณะผู้วิจัย มิถุนายน 2563
(4) ชื่องานวิจัย ปัจจัยทำนายการปฏิบัติงานการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดสุพรรณบุรี ชื่อผู้วิจัย นางสาวสุพัตรา จันทร์สุวรรณ, พย.ม. นางสุนทรี ขะชาตย์, พย.ม. นางปวิดา โพธิ์ทอง, พย.ม. นางเสาวลักษณ์ ศรีโพธิ์, พย.ม. หน่วยงาน ภาควิชาการพยาบาลสุขภาพจิตและการพยาบาลสุขภาพจิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี บทคัดย่อ การปฏิบัติงานการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในชุมชน อาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นบุคลากรสุขภาพที่เป็นกำลังสำคัญ ดังนั้นการทราบถึงปัจจัยใน การปฏิบัติงานช่วยให้ อสม.ปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การวิจัยเชิงทำนายนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายการปฏิบัติงานการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของ อสม. จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ อสม. จำนวน 290 ราย ในจังหวัดสุพรรณบุรี เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบสอบถามการปฏิบัติงานการส่งเสริมสุขภาพจิต และ ป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ที่ผ่านการพิจารณาความเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน แล้ว นำมาวิเคราะห์หาค่า (CVI) ได้เท่ากับ.80 และนำไปทดลองใช้กับ อสม. ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับกลุ่ม ตัวอย่าง จำนวน 30 ราย โดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ( Cronbach’s alpha coefficient) ได้เท่ากับ .81 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยเชิง พหุคูณ(Multiple regression analysis) ผลการวิจัยพบว่าระยะเวลาในการปฏิบัติงานเป็น อสม. ความรู้ที่ให้ประชาชน และอาชีพ สามารถร่วมกันทำนายการปฏิบัติงานการส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของ อสม. อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ ร้อยละ 13.1 (R2 = 0.131, p < .01) ผลการวิจัยครั้งนี้ สามารถนำไปวางแผนพัฒนา ศักยภาพกลุ่ม อสม. ในการปฏิบัติงานการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต และดูแล ผู้ป่วยจิตเวชอย่างต่อเนื่องในชุมชน คำสำคัญ: การปฏิบัติงานการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต, อาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
(5) Title: Factors Predicting Promoting Mental Health and Prevention Mental Health Problems of Village Health Volunteers in The Suphanburi Province Author: Supattra Chansuvarn, MNS Soontaree Khachat, MNS Prawida Photong, MNS Saowalak Sripho, MNS Organization: Department of Psychiatry, Boromarajonani College of Nursing Suphanburi Abstract The performance of promoting mental health and preventing mental health problems in the community Village, Health Volunteers (VHVs) are importance personnel public health. Therefore, knowing the operational factors for enhancing the efficiently. The objective of this study was to study predictive the personal factors for promoting mental health and preventing mental health problems. The research sample were 290 the VHVs. in Suphanburi Province. Data were collected by using the demographic questionnaire and the promoting mental health and preventing mental health problems questionnaire. Content validity Data analysis was conducted by frequency, percentage, and enter method multiple regression. The findings revealed that duration of working the VHVs., educating to people and career significantly predictive promoting mental health and preventing mental health problems of the VHVs. The predictive power of Promoting Mental Health and Prevention Mental Health Problems of Village Health Volunteers was 13.1% of the variance (R2 = 0.131, p < .01). The research results suggest that factor related an efficacy of the VHVs. could be used to develop the potential the VHVs. to pevent mental health problems and continue to care for psychiatric patients in the community. Keywords: promoting mental health and preventing mental health problems, Village health Volunteers
(6) สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ บทคัดย่อภาษาไทย บทคัดย่อภาษาอังกฤษ สารบัญ สารบัญตาราง บทที่ 1 บทนำ ความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ของการวิจัย คำถามการวิจัย ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการศึกษา ขอบเขตของการศึกษา บทที่ 2 การตรวจเอกสาร ความหมายสุขภาพจิต ปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพจิต ลักษณะของผู้ที่มีสุขภาพจิตดี สภาวะสุขภาพจิต การสร้างเสริมสุขภาพจิต วิธีการส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดี แนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพจิตชุมชน บทบาทหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) บทบาทของ อสม. ในการพัฒนางานสุขภาพจิตชุมชน งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (3) (4) (5) (6) (8) 9 10 11 11 11 11 12 12 13 17 19 20 22 25 26 28 30
(7) สารบัญ (ต่อ) บทที่ 3 วิธีการวิจัย วิธีการดำเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง การพิทักษ์สิทธิ์ผู้ให้ข้อมูล เครื่องมือในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล หน้า 32 32 32 32 33 34 34 บทที่ 4 ผลการศึกษาวิจัยและอภิปรายผล ผลการวิเคราะห์ข้อมูล อภิปรายผล บทที่ 5 สรุปผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย ข้อเสนอแนะการวิจัย เอกสารและสิ่งอ้างอิง ภาคผนวก 35 35 36 38 38 38 39 41
(8) สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 ค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยเชิงพหุคูณแบบนำเข้าระหว่างตัวแปรทำนาย 34
บทที่1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ ปี 2030 ปัญหาสุขภาพจิต เป็นสาเหตุของโรคภัย ของทุกประเทศทั่วโลก และประมาณการณ์ไว้ว่าการฆ่าตัวตายนั้น เป็นเหตุการตายอันดับ 2 ในกลุ่ม คนอายุ 15-29 ปี (WHO, 2016) สอดคล้องกับประเทศไทยที่พบปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้น จาก การสรุปอัตราผู้ป่วยนอก ตามกลุ่มสาเหตุการป่วย 10 อันดับแรกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาของกระทรวง สาธารณสุข (ปี พ.ศ. 2558 - 2562) พบว่าความแปรปรวนทางจิตและปัญหาพฤติกรรมมีอัตราสูงขึ้น จากเดิมอยู่อันดับที่ 10 เปลี่ยนเป็นอันดับที่ 7 (กองยุทธศาสตร์และแผนงาน, 2562) นอกจากนี้ ประเทศไทยประสบภาวะวิกฤตกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID19) ตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ. 2563 จนถึงปี พ.ศ. 2564 การระบาดของไวรัสยังไม่ทุเลาลง ส่งผล กระทบต่อประชาชนทั้งด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจอย่างมาก ทำให้ประชาชนเป็นจำนวนมาก ตกอยู่ในภาวะเครียด กังวลเพิ่มขึ้น จนสะสมเป็นภาวะของความท้อแท้ใจ นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า และ การฆ่าตัวตายได้ (ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์, 2563) จากสถานการณ์ด้านสุขภาพจิตที่เพิ่มมากขึ้น กรม สุขภาพจิต วางแผนในการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้มีความ เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตชุมชน เพื่อช่วยค้นหาผู้ป่วยหรือมีปัญหาสุขภาพจิต เพิ่มการเข้าถึงบริการ รักษา และลดปัญหาสุขภาพจิตในอนาคต (กรมสุขภาพจิต, 2560) โดยพบว่าผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อปัญหา สุขภาพจิต และผู้ที่มีผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังขาดการรักษาหรือไม่เคยเข้ารับการรักษามาก่อน ส่งผลให้ไม่ สามารถเข้าถึงการรักษาอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีการช่วยค้นหาเพื่อเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก และติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด และต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่างๆ ทำให้อาการทางจิตยิ่งทรุดลง และเรื้อรัง เพิ่มความเสี่ยงทำร้ายตัวตนเอง หรือสิ่งของหรือคนรอบข้าง และผู้ป่วยจะสูญเสียศักยภาพ ความสามารถในการดำเนินชีวิตในระยะยาวตามมา (ตะวันชัย จิรประมุขพิทักษ์, 2562) อสม. มีบทบาทที่สำคัญในระบบบริการสุขภาพ และเป็นบุคลากรทางสุขภาพที่ใกล้ชิด ง่ายต่อ การเข้าถึงประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนได้มากที่สุด กรมสุขภาพจิต (2560) มีนโยบาย ผลักดันการดำเนินงานเชิงรุกโดยพัฒนาศักยภาพ อสม. ให้มีความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตชุมชนตาม โครงการ “1 หมู่บ้าน 1 อสม.” ให้มีการพัฒนา อสม. 75,032 คน ครบทุกหมู่บ้าน ภายในปีพ.ศ.
10 2562 เพื่อช่วยลดปัญหาสุขภาพจิตและค้นหาผู้ป่วยหรือมีปัญหาสุขภาพจิต เพิ่มการเข้าถึงบริการและ การรักษา โดยบทบาท อสม. ที่ได้รับการพัฒนาช่วยให้ประชาชนในชุมชนฝึกคิดบวก ผ่อนคลาย ความเครียด และสามารถติดตามเยี่ยมดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนได้ อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินการ ตามนโยบาย พบอุปสรรคในการปฏิบัติงานด้านงานสุขภาพจิตของ อสม. ที่ควรได้รับการส่งเสริม เช่น ประเด็นด้านความรู้เรื่องโรคจิตเวชที่เพียงพอ การประเมินอาการผิดปกติทางสุขภาพจิตเบื้องต้น ความมั่นใจในการแนะนำให้คำปรึกษาเบื้องต้น (เสด็จ ทะลือ, ศิริพร กุณา, เอกรินทร์ โนจิต, 2562) เพื่อให้การปฏิบัติงานการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของ อสม. มีประสิทธิภาพควรส่งเสริม ความรู้และเพิ่มพูนทักษะในการปฏิบัติงานอย่างถูกต้อง รวมถึงศึกษาถึงปัจจัยใดที่เกี่ยวข้องต่อการ ทำงาน เพื่อการปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิตของ อสม. เกิดผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานด้านการส่งเสริมป้องกันปัญหา สุขภาพจิตของ อสม. นั้น พบว่า ปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องในการปฏิบัติงาน ได้แก่ ระดับการศึกษา, ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน,การเข้ารับการอบรม และระดับความรู้ของ อสม. เกี่ยวกับการปฏิบัติงาน การส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิต (ศิริลักษณ์ ช่วยดี,โสภิณ แสงอ่อน,พัชรินทร์ นินทจันทร์, 2560 ; กรวิกา บวชชุม,ทิพย์ภา เชษฐ์เชาวลิต,วิลาวรรณ คริสต์รักษา,2561 ; ปรางค์ จักรไชย, อภิชัย คุณี พงษ์,วรเดช ช้างแก้ว, 2560) ดังนั้น การศึกษาปัจจัยทำนายการปฏิบัติงานการส่งเสริมป้องกันปัญหา สุขภาพจิตของ อสม. จึงมีความสำคัญและจำเป็น ซึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรีมี อสม. ที่เป็นกำลังสำคัญ ของระบบสุขภาพในระดับชุมชน โดยข้อมูลหรือองค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาและสร้างเสริมศักยภาพของ อสม. จังหวัดสุพรรณบุรี อันจะช่วยในการ ดูแลสุขภาพจิตของประชาชน และติดตามเยี่ยมผู้ป่วยจิตเวชได้อย่างทั่วถึง และต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยที่ ศึกษานี้ ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา อาชีพ ความเพียงพอของรายได้ ระยะเวลาใน การปฏิบัติงานของ อสม. การอบรมความรู้ทางด้านสุขภาพจิต แหล่งความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิต ความ ต่อเนื่องในการได้รับความรู้ ความรู้ที่ให้ประชาชน และความสำคัญของงานสุขภาพจิต โดยผลการวิจัย ที่ได้จากการศึกษานี้ หน่วยงานสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง สามารถนำผลการวิจัยมาเป็นข้อมูลในการวาง แผนการปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิตของ อสม. ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
11 วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายการปฏิบัติงานการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ของ อสม. จังหวัดสุพรรณบุรี ขอบเขตการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัย เพื่อความคิดเห็นต่อการปฏิบัติงานการส่งเสริมป้องกันปัญหา สุขภาพจิต ของ อสม. จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 290 คน การวิจัยครั้งนี้ใช้กรอบแนวคิดการวิจัย การส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ของสำนักส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต (2559) ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย 1. เพื่อเป็นแนวทางสำหรับจังหวัดสุพรรณบุรี ในการวางแผนพัฒนาการปฏิบัติงานการ ส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของ อสม. จังหวัดสุพรรณบุรี 2. เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุขในชุมชน ต่อการพัฒนาอสม. เพื่อให้ช่วยเหลือบุคคลที่มีปัญหาทางจิตในชุมชนขอบเขตของการศึกษา
12 บทที่2 การวิจัยเรื่อง ปัจจัยท านายการปฏิบัติงานการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหา สุขภาพจิต ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้าน จังหวัดสุพรรณบุรีผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีเอกสารต่างๆและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ สุขภาพจิต 1.1 ความหมายของสุขภาพจิต องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้ความหมายของสุขภาพจิตไว้ว่า "A state of complete physical, mental and social well-being, and not merely the absence of disease"กล่าวคือ “เป็นความสามารถของบุคคลในการปรับตัวทั้งด้านกายภาพ ด้านจิตใจ ด้านสังคมไม่ได้หมายรวมถึง เฉพาะเพียงแต่ปราศจากอาการของโรคทางจิตเท่านั้น” สมาคมจิตแพทย์แห่งอเมริกา (The American Psychiatric Association, 1980) ได้ให้ ความหมายของสุขภาพจิต หมายถึง “การประสบความสำเร็จในการทำงาน ความรัก และมีศักยภาพ ในทางสร้างสรรค์เพื่อความสมบูรณ์และความยืดหยุ่นต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ระหว่างความต้องการ ภายในกับมโนธรรมสามารถยกย่องบุคคลอื่นและความสามารถมีชีวิตอยู่ในโลกของความเป็นจริง” กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (2548 อ้างถึงใน จุฑารัตน์ สถิรปัญญา และวัลลภา คช ภักดี, 2551) ใหความหมายของสุขภาพจิตไววา “เป็นสภาพความสมบูรณของจิตใจซึ่งดูไดจาก ความสามารถในเรื่องการกระชับมิตร พิชิตอุปสรรค และรูจักพอ” ดังนี้ การกระชับมิตร หมายถึง ความสามารถในการผูกมิตรและรักษาความเปนมิตรไวใหได รวมทั้งความสามารถในการอยูรวมกับคนอื่นไดอยางราบรื่นและเปนสุข พิชิตอุปสรรค หมายถึง ความสามารถในการแกปญหาและปรับตัวให้อยูได หรือกอให เกิดประโยชนไดในทามกลางความเปนอยูและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม รูจักพอ หมายถึง ความสามารถในการทําใจใหยอมรับในสิ่งที่อยากได อยากเปนเทาที่ได ที่เปนอยูจริงไดดวยความสบายใจ
13 ฝน แสงสิงแก้ว (2521) บิดาแห่งจิตเวชศาสตร์และสุขภาพจิตไทย กล่าวถึงความหมายของ สุขภาพจิตไว้ว่า “สภาพชีวิตที่เป็นสุข สภาพของผู้ที่มีอารมณ์มั่นคง สามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่ เปลี่ยนแปลง มีสมรรถภาพในการทำงานและอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยความพอใจ” ผ่องพรรณ เกิดพิทักษ์(2530) ให้ความหมายสุขภาพจิตว่า สุขภาพจิต หมายถึง “ความสมบูรณ์ ทางจิตใจของมนุษย์ซึ่งช่วยให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ปราศจากโรคจิต โรคประสาท มีความสามารถในการปรับตัวต่อสังคมได้อย่างเหมาะสม มีความมั่นคงทางจิตใจ มี สมรรถภาพในการทำงาน มีสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่น และสามารถทำประโยชน์ให้แก่ตนเองและ สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ” อัมพร โอตระกูล (2540) ได้ให้ความหมายของสุขภาพจิตไว้ว่า สุขภาพจิต คือ “สภาพชีวิตที่ เป็นสุข มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเข้ากับบุคคลที่ อยู่ร่วมกันและกับสังคมที่อาศัย โดยไม่ก่อความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่น ทั้งยังก่อให้เกิดผลดี และประโยชน์สุขแก่ตนเองอีกด้วย” บัณฑิต ศรไพศาล (2548) ได้ให้ความหมายของสุขภาพจิต คือ “การส่งเสริมสุขภาพจิตของ ตนเองให้ดีขึ้น โดยการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในตัวเอง และการดำเนินการส่งเสริมสุขภาพจิตกับ กลุ่มเป้าหมายคือประชาชน โดยการให้ความรู้ ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้” สรุปมุมมองบุคคลที่มี ลักษณะสุขภาพจิตดีโดยนิยามคำว่า สุขภาพจิต ในหลายมิติ - สภาวะจิตใจ สุขภาพจิต หมายถึง ภาวะจิตที่เป็นสุข พอใจ อิ่มใจ มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง และคนอื่น - สมรรถภาพของจิตใจ ผู้มีสุขภาพจิตดีจะมีคุณลักษณะสามารถ ปรับตัว แก้ปัญหาสร้างสรรค์ ทำงานเป็นปกติได้มีจิตมั่นคง มีวุฒิภาวะทางอารมณ์เหมาะสมกับวัย มีการเรียนรู้และเติบโตอยู่ใน สังคมและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ - ด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น ผู้ที่มีสุขภาพจิตดีสามารถสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ทำตัวเป็น ประโยชน์ต่อบุคคลอื่นและสังคม - ด้านความเจ็บป่วย สุขภาพจิต คือ การปราศจากโรคทางกายและโรคทางจิต
14 - ปัจจัยเอื้อให้เกิดสุขภาพจิตดีการสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัว ชุมชน สังคม กรมสุขภาพจิต (2551) ได้ให้ความหมายว่า สุขภาพจิตดี คือ “ชีวิตที่เป็นสุข มีอารมณ์มั่นคง พึงพอใจกับสภาพของตน มีมนุษยสัมพันธ์ดี สามารถสร้างและรักษาสัมพันธภาพให้ยืนนาน โดย สามารถปรับตัว และปรับใจได้ เมื่อมีความทุกข์ เศร้า ผิดหวัง และแก้ปัญหาอื่นๆ ได้อย่างเหมาะสม” อภิชัย มงคล, ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ และทวี ตั้งเสรี (2552) ได้ให้ความหมายว่า “สภาพ ชีวิตที่เป็นสุข อันเป็นผลจากการมีความสามารถในการจัดการปัญหาในการดำเนินชีวิต มีศักยภาพที่ จะพัฒนาตนเองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี โดยครอบคลุมถึงความดีงามภายในจิตใจ ภายใต้สภาพสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป” จากความหมายของสุขภาพจิตข้างต้นและจากรายงานวิจัยอื่นๆ ความหมายของสุขภาพจิตพอ สรุปได้คือ “สภาพชีวิตที่เป็นสุขทั้งด้านกายภาพ ด้านจิตใจและด้านสังคม เป็นความสามารถในการ ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และยอมรับต่อสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์” 1.2 ปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพจิต แนวคิดเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพจิต (อัมพร โอตระกูล, 2540) สามารถจำแนกได้ 3 มุมมอง ได้แก่ 1) มุมมองทางการแพทย์ โดยมีฐานความคิดอยู่ 3 ทฤษฎี คือ 1.1) ทฤษฎีที่เชื่อว่า ความผิดปกติทางจิตเกิดจากพันธุกรรม (Hereditary factor) คือ การถ่ายทอดลักษณะเผ่าพันธุ์มาจากพ่อแม่ ซึ่งมีการศึกษาเพื่อพิสูจน์ความเชื่อนี้โดย Franz Kallman ได้ศึกษาโรคจิตเภทในกลุ่มฝาแฝดคนละใบ (dizygotic twins) 500 คู่ พบว่ามีร้อยละ 15 ของคู่ที่คู่ แฝดอีกคนจะเป็นโรคจิตเภทและในการศึกษาฝาแฝดไข่ใบเดียวกัน (monozygotic twins) ที่ได้รับ การวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภทจำนวน 174 คู่ พบว่าคู่แฝดอีกคนหนึ่งจะเป็นโรคจิตเภทถึงร้อยละ 86 นอกจากนี้ยังศึกษาโรคจิตแปรปรวน (Mood disorder) โรคสมองเสื่อม โรควิลสัน และโรคย้ำคิดย้ำ ทำ (Obsessive-compulsive) ล้วนเกิดจากการถ่ายทอดพันธุกรรมเช่นเดียวกัน
15 1.2) ทฤษฎีที่เชื่อว่า ความผิดปกติทางจิตเกิดจากสาเหตุทางร่างกาย (Organic factor) กลุ่มนี้เชื่อว่าโรคจิตโดยเฉพาะจิตเภทเกิดจากความผิดปกติของร่างกายในระบบใดระบบหนึ่ง ซึ่ง ส่วนมากเข้าใจว่าเป็นพยาธิสภาพของสมองหรือมีความผิดปกติของระบบการเผาผลาญอาหาร (metabolism) หรือความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ และมีการศึกษามากมายเกี่ยวกับความผิดปกติ ทางชีวเคมีของผู้ป่วยจิตเภท เช่น คนไข้จิตเภทระยะที่มีอาการรุนแรง พบว่ามีระดับเซโรโทนิน (serotonin) ในเลือดสูง 1.3) ทฤษฎีที่เชื่อว่า ความผิดปกติทางจิตเกิดจากสิ่งแวดล้อม (Environmental factor) สิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อจิตใจและพฤติกรรมของมนุษย์มีมากมายที่สำคัญที่สุดคือครอบครัว ซึ่งเป็น ส่วนสำคัญที่หล่อหลอมให้คนเรามีบุคลิกนิสัยเป็นแบบใดแบบหนึ่งและสร้างสมรรถภาพในการปรับตัว การที่คนเรามีความรู้สึกนึกคิดแตกต่างกัน มีความสามารถในการปรับตัวได้ไม่เท่ากัน ก็เนื่องจากการ เลี้ยงดูอบรมที่ได้รับซึมซับมาจากครอบครัวหรือจากพ่อแม่ตั้งแต่วัยเด็กนั่นเอง สิ่งแวดล้อมที่เป็น เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงในชีวิตก็มีผลกระทบต่อจิตใจคนเราได้ เช่น ความผิดหวังในเรื่องต่างๆของชีวิต ได้แก่ ความรัก การทำงานหรือเหตุการณ์ที่ต้องเผชิญอันตรายร้ายแรง เหล่านี้มีผลกระตุ้นให้คนที่มี บุคลิกภาพอ่อนแอหรือมีความเจ็บป่วยทางกายอยู่แล้วเกิดความคับข้องใจมากขึ้นจนปรับตัวไม่ได้ เกิด เป็นปัญหาสุขภาพจิตได้ 2) มุมมองด้านสังคมวิทยา Cookerham (อ้างใน อรพรรณ เมฆสุภะ, 2536) ได้อธิบายสาเหตุความผิดปกติทาง จิตใจว่ามี5 แนวคิด ได้แก่ 2.1) แนวคิดทางการแพทย์ อธิบายโรคจิตเหมือนกับโรคทางกายชนิดหนึ่งที่ว่าโรคจิต เกิดจากความผิดปกติทางสรีรวิทยา ทางชีวเคมี หรือทางกรรมพันธุ์ และสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยา หรือทำการช็อตไฟฟ้าหรือการผ่าตัดสมอง 2.2) แนวคิดทางจิตวิเคราะห์ เชื่อว่าความผิดปกติทางจิตเกิดจากสาเหตุภายในจิตใจของ ผู้นั้นเองที่ไม่สามารถปรับกลไกทางจิตให้เหมาะสมได้ ซึ่งรากฐานมาจากทฤษฎีของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) และแนวคิดนี้กล่าวว่าการรักษาควรใช้จิตบำบัดแบบจิตวิเคราะห์จึงจะได้ผล
16 2.3) แนวคิดทางการเรียนรู้ มีรากฐานจากทฤษฎีของพาฟลอฟ (Pavlov) และ ธอร์น ไดค์ (Thorndike) ซึ่งเชื่อว่าคนเรามีความผิดปกติทางจิตใจ เพราะว่าถูกฝึกฝนเรียนรู้มาเช่นนั้นจนเกิด เป็นความเคยชิน และการรักษาควรใช้พฤติกรรมบำบัด 2.4) แนวคิดของโทมัส ซาซ (Thomas Szaz) เชื่อว่าความผิดปกติไม่ใช่โรค แต่เป็น อาการที่เกิดจากผลของปัญหาที่มนุษย์ต้องเผชิญในชีวิต 2.5) แนวคิดทางด้านความเครียด กล่าวว่า ความเครียดเป็นภาวะทางจิตใจและร่างกาย ของสิ่งมีชีวิตที่ถูกกระตุ้นให้แสดงออกต่อสภาวการณ์แวดล้อมอันเป็นการปรับตัว ซึ่งจะอยู่ในรูปของ การต่อสู้หรือถอยหนีก็แล้วแต่สถานการณ์และขึ้นกับบุคลิกภาพของคนคนนั้น จิตใจและร่างกายที่ถูก กระตุ้นจะเกิดเป็นอาการกลัว หรือวิตกกังวลในระดับต่างๆกันซึ่งเมื่อเกิดขึ้นบ่อย ๆจะมีผลทำให้เกิด เป็นอาการทางจิตประสาทขึ้นได้ 3) มุมมองด้านจิตวิทยา มองว่าปัจจัยหรือสาเหตุของสาเหตุของภาวะผิดปกติทางจิตอาจ อธิบายว่าเกิดจากปัจจัยสำคัญ 2 ด้าน คือ เกิดจากปัจจัยภายในตัวบุคคล และเกิดจากปัจจัยภายนอก ตัวบุคคล 3.1) ปัจจัยที่เกิดจากภายในตัวบุคคล สามารถแยกออกได้เป็น 2 สาเหตุ คือ 3.1.1) สาเหตุของร่างกาย เนื่องจากเมื่อร่างกายเจ็บป่วยหรือมีโรคประจำตัว เรื้อรัง ก็จะทำให้บุคคลผู้นั้นมีอารมณ์แปรปรวนหรือเกิดความรู้สึกแปรเปลี่ยนไปจากธรรมดา คือ เมื่อ ร่างกายป่วย อ่อนเพลีย ทำการงานได้ไม่เต็มความสามารถ ก็จะทำให้รู้สึกอารมณ์เสียง่าย เกิดความ โกรธหรือหดหู่ เมื่อยิ่งเจ็บป่วยนานๆก็จะทำให้อารมณ์เปลี่ยนแปลงมากขึ้น เกิดความวิตกกังวล ท้อแท้ ซึ่งอาจนำไปสู่อาการทางจิตประสาทได้ 3.1.2) สาเหตุของจิตใจ โดยมากเป็นเรื่องของความต้องการทางใจไม่สมหวัง โดย ที่มนุษย์เรามีความต้องการทางใจอยู่เสมอตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ เมื่อความต้องการทางใจไม่สมหวัง หรือไม่เป็นไปตามที่คาดหมายก็จะก่อให้เกิดความคับข้องใจ ผิดหวัง ทุกข์ใจ นำไปสู่ภาวะสุขภาพจิต เสีย 3.2) ปัจจัยที่เกิดจากภายนอกตัวบุคคล
17 3.2.1) สาเหตุจากครอบครัวและสัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่ลูก การที่คนเรามี สภาพทางใจแตกต่างกันนั้นเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่หรือผู้ปกครองและผู้ที่อยู่ใกล้ชิด ที่มีต่อบุคคลนั้นตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ 3.2.2) สาเหตุจากวัฒนธรรมและค่านิยมของสังคม ในสังคมที่เราอยู่ถ้ามีการ เปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมประเพณีอย่างรวดเร็วจะทำให้คนเราปรับตัวไม่ทัน ทำให้เกิดความเครียด และปัญหาสุขภาพจิตตามมา หรือเกิดความขัดแย้งทางวัฒนธรรมของกลุ่มคนที่ต่างวัยกัน 3.2.3) สาเหตุจากภาวะแวดล้อมต่างๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนเรา หาก ไม่ยุ่งยากซับซ้อนและไม่เกิดข้อขัดแย้งในการปฏิบัติมากนักการปรับตัวก็มักไม่เกิดปัญหา ในทาง กลับกันถ้าเหตุการณ์นั้นมีข้อติดขัดมากก็จะทำให้การปรับตัวเป็นไปโดยลำบาก และเกิดปัญหาทาง จิตใจได้ เหตุการณ์แวดล้อมนี้รวมไปถึงเหตุการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นแล้ว มีผลต่อการดำเนินชีวิตของ บุคคลด้วย เช่น ภัยธรรมชาติ วินาศภัย การก่อการร้าย สงครามและภาวะวิกฤติของบ้านเมือง ลักษณะของผู้ที่มีสุขภาพจิตดี องค์การอนามัยโลกให้ความหมายของสุขภาพจิตที่ดี คือ “สภาพจิตใจที่เป็นสุข สามารถ มีสัมพันธภาพและรักษาสัมพันธภาพกับผู้อื่นไว้ได้อย่างราบรื่น สามารถทำตนให้เป็นประโยชน์ได้ ภายใต้ภาวะสิ่งแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางสังคม และลักษณะความเป็นอยู่ในการดำรงชีพ วางตัวได้อย่างเหมาะสม และปราศจากอาการป่วยของโรคทางจิตใจและร่างกาย” เกณฑ์การพิจารณา ผู้ที่มีสุขภาพจิตดีไว้ 6 ประการคือ 1) การมีเจตคติที่ดีต่อตนเอง สามารถที่จะยอมรับตนเอง สามารถที่จะยอมรับความอ่อนแอ และความบกพร่องของตนเอง มีความมั่นใจในตนเอง มีความภาคภูมิใจในความสำคัญของตนเอง เคารพตนเองตลอดทั้งเข้าใจและยอมรับสภาพของตนเอง 2) ความประสมประสานขององค์ประกอบบุคลิกภาพเป็นไปอย่างกลมกลืนราบรื่น มี สติสัมปชัญญะไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของจิตใจไร้สำนึก มีความสามารถที่จะทนต่อความวิตกกังวลและ ความบีบคั้นภายใต้สภาวการณ์ใดสภาวการณ์หนึ่งได้ 3) ความเป็นตัวของตัวเอง และความเป็นอิสระในการที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด อันเป็นสิ่งที่พึง ประสงค์ มีความเป็นอิสระจากอิทธิพลของสังคมในการที่จะตัดสินใจ โดยยึดมาตรฐานที่เป็นหลัก ประจำใจของตนเองมากกว่าที่จะขึ้นอยู่กับการบีบคั้นของอิทธิพลภายนอก
18 4) การยอมรับและการเผชิญกับความเป็นจริง ไม่หลงงมงายในความเพ้อฝัน หรือความ ปรารถนาของตนเอง ขณะเดียวกันก็มีความพอใจเอาใจใส่บุคคลอื่น ๆ ด้วย 5) ความสามารถที่จะเอาชนะอุปสรรคและสิ่งแวดล้อม โดยสามารถที่จะรักและให้ความรัก แก่ผู้อื่นได้ สามารถที่จะรับความรักจากบุคคลอื่น สามารถที่จะอุทิศเวลาให้แก่งานตลอดทั้งการละเล่น 6) มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี สามารถที่จะปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม มีความพอใจใน สภาพแวดล้อมของตนเอง เต็มใจที่จะหาวิธีการต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาตลอดทั้งอุปสรรค ที่จะต้องเผชิญ ในชีวิตของตน สอดคล้องกับแนวคิดกับ Maslow (1954) ได้กล่าวถึงลักษณะของผู้ที่มีสุขภาพจิตดีไว้ดังนี้ คือ 1) จะต้องสามารถยอมรับตนเอง ผู้อื่น และสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติในด้านบวกได้ 2) จะต้องสร้างสัมพันธภาพอย่างใกล้ชิดกับผู้อื่น แสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อดทน และ รักผู้อื่นได้ 3) รับรู้สิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง แก้ปัญหาในสิ่งที่เกิดขึ้นได้เพราะบุคคลเหล่านี้ สามารถตัดสินใจตามข้อเท็จจริงมากกว่าเพ้อฝัน 4) สามารถชื่นชมยินดีและมีความสุขกับการมีชีวิตอยู่ 5) รู้สึกมีอิสระในการคิดและการกระทํา แสดงพฤติกรรมที่เป็นมาตรฐานและเป็น ค่านิยมส่วนบุคคลได้ 6) มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ โดยใช้วิธีต่างๆ ที่จะสร้างงานหรือแก้ไขปัญหา 7) มีพฤติกรรมต่างๆ ที่คงเส้นคงวาต่อการชื่นชมและเคารพสิทธิผู้อื่น โดยแสดงความ ตั้งใจที่จะเรียนรู้จากผู้อื่น เคารพในสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์และข้อแตกต่างจากตนเองและผู้อื่นได้ สรุปได้ว่าผู้ที่มีสุขภาพจิตดีจึงควรมีลักษณะที่มีความรักในตนเองและผู้อื่น มีความพอใจและ ภูมิใจในตนเองสามารถที่จะรัก และให้ความรักแก่ผู้อื่นได้ยอมรับและสามารถเผชิญกับความจริงใน ชีวิตได้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความรับผิดชอบ มีลักษณะยืดหยุ่น เข้ากับคนอื่นได้ง่าย รู้จักชื่นชมและเคารพสิทธิผู้อื่น
19 สภาวะสุขภาพจิต สภาวะสุขภาพจิตซึ่ง เป็นกลุ่มอาการตามแบบทดสอบมาตรฐานทางจิตวิทยาที่มีชื่อว่า Symptom Distress Checklist-90 (SCL-90) ซึ่งคณะนักจิตวิทยาแห่งโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ได้แปลผล และเรียบเรียงมาจากแบบทดสอบของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอบกินส์ ซึ่งแบ่งประเภทของ สุขภาพจิตด้านต่างๆ ไว้9 ด้านดังนี้ 1. ความรู้สึกผิดปกติของร่างกาย (Somatization) ประกอบด้วยหัวข้อต่างๆ ที่จะสะท้อนให้ เห็นถึงปัญหาหรือความทุกข์(Distress) อันเนื่องมาจากการรับรู้(Perception) เกี่ยวกับการทำงานที่ ผิดปกติของร่างกาย (Bodily dysfunction) เช่น คนไข้จะบ่นถึงความผิดปกติของระบบหมุนเวียนของ โลหิต ระบบทางเดินอาหาร ระบบหายใจ และระบบอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวกับระบบประสาทอัตโนมัติมีอาการ ปวดศีรษะ ปวดหลัง มีความร้สึกเจ็บปวดกล้ามเนื้อ 2. ย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder) หัวข้อต่างๆ ซึ่งประกอบเป็นกลุ่มอาการ นี้จะสะท้อนพฤติกรรมคือ มีแรงผลักด้านความคิดและการกระทำต่างๆ ซึ่งรบกวน และเป็นอาการที่ คนไข้ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้คนไข้สูญเสียความสามารถใน ด้านสติปัญญาไปด้วย 3. ความรู้สึกไม่ชอบติดต่อกับคนอื่น (Interpersonal Sensitivity) กลุ่มอาการซึ่งเป็นพื้นฐาน ในองค์ประกอบนี้ก็คือ ความรู้สึกบกพร่องหรือมีความรู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อย โดยเฉพาะเมื่อ เปรียบเทียบกับคนอื่นๆ การลดลงของค่านิยมของตัวเอง ความรู้สึกอึดอัด และความไม่สบายใจใน ระหว่างการมีปฏิกิริยาโต้ตอบในด้านสังคมกับบุคคลอื่น สิ่งเหล่านี้เป็นลักษณะของบุคคลที่มีความรู้สึก ไม่ชอบติดต่อกับคนอื่นสูง นอกจากนั้นยังมีความรู้สึกหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตัวเองอย่างรุนแรง และการคาดหวังว่าจะได้รับปฏิกิริยาโต้ตอบในทางลบในการติดต่อกับบุคคลอื่น ก็เป็นที่มาของความ ทุกข์อันนี้เช่นเดียวกัน 4. ซึมเศร้า (Depression) สะท้อนให้เห็นกลุ่มอาการของความซึมเศร้า ซึ่งสังเกตเห็นได้เช่น อาการของอารมณ์เศร้า หมดความสนใจในกิจกรรมต่างๆ ไม่มีแรงจูงใจ และสูญเสียพละกำลัง ความรู้สึกสิ้นหวังท้อแท้ความคิดฆ่าตัวตาย อาการเหล่านี้มีผลถึงการสูญเสียทางสติปัญญาด้วย 5. วิตกกังวล (Anxiety) เป็นกลุ่มอาการและพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลที่ สังเกตได้เช่น ความกระวนกระวาย นั่งไม่ติด ความรู้สึกกลัว ประหม่า และความตึงเครียดอาการทาง
20 กายที่เกิดร่วมด้วย เช่น อาการสั่น นอกจากนี้อาจมีความรู้สึกวิตกกังวลที่เกิดขึ้นโดยทันทีทันใด และมี ความรุนแรงอีกด้วย 6. ความเกลียดชังไม่เป็นมิตร (Hostility) สะท้อนให้เห็นถึงความคิด อารมณ์หรือการกระทำ ซึ่งเป็นลักษณะของความรู้สึกโกรธแค้น ขุ่นเคือง รวมทั้งความรู้สึกก้าวร้าวทำลายความรู้สึกโต้แย้งและ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ 7. หวาดกลัวโดยไม่มีเหตุผล (Phobic anxiety) หัวข้อต่างๆ จะสะท้อนให้เห็นถึงกลุ่มอาการ กลัว ซึ่งสังเกตเห็นได้ชัด เช่น มีความกลัวเฉพาะที่มีต่อคน สถานที่ สิ่งของหรือเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งไม่มี เหตุผลเกินความเป็นจริงทำให้ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้น 8. หวาดระแวง (Paranoid ideation) มีความคิดหวาดระแวงโทษคนอื่น (Projection) ความ ไม่เป็นมิตร (Hostility) ความระแวงสงสัย (Suspiciousness) เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง (Centrality) ความหลงผิด (Delusion) การสูญเสียความเป็นเอกเทศ (Loss of autonomy) และความคิดมักใหญ่ ใฝ่สูงว่าตัวเองใหญ่โต (Grandiosity) เป็นต้น 9. โรคจิต (Psychoticism) กลุ่มอาการนี้มีตั้งแต่อาการที่ยังแสดงไม่ชัดเจน จนถึงอาการแสดง ชัดเจน เช่น อาการถดถอย แยกตัว หนีสังคม ลักษณะความคิดของโรคจิตเภท หูแว่ว ได้ยินวิทยุก็คิด ว่าเป็นเรื่องของตัวเอง การถูกควบคุมความคิดจากภายนอก การสร้างเสริมสุขภาพจิต องค์การอนามัยโลกให้ความหมายของการส่งเสริมสุขภาพไว้ว่า “the process of enabling people to increase control over, and to improve their health”(WHO, 1986) การส่งเสริม สุขภาพ ตามความเห็นของ Edelman and Mandle (2006) คือ กระบวนการกระตุ้นบุคคล กลุ่ม ให้ สามารถควบคุมและปรับปรุงสุขภาพเพื่อให้มีความสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม รวมทั้ง สามารถบ่งบอก และเกิดความตระหนักที่จะทำให้เกิดความพึงพอใจทั้งบุคคลและสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมสุขภาพจิต (Mental health promotion) คือ การบำรุงรักษาสภาพจิตใจของ ตนเองให้เข้มแข็งสมบูรณ์อยู่เสมอ การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมของมนุษย์จะต้องประสบทั้งความทุกข์และ ความสุขปะปนกันไป ดังนั้นการมีสุขภาพจิต ที่เข้มแข็งย่อมจะสามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้ดียิ่งขึ้น
21 อัมพร โอตระกูล (2540) ได้ให้ความหมายของการสร้างเสริมสุขภาพจิตว่า คือ “การนำความรู้ ด้านสุขภาพจิตไปผสมผสานกับเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองในรูปแบบที่จะกระตุ้นให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงทั้งทางพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะเอื้อให้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น” Walker et al. (1990) ได้ให้ความหมายของพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพว่าเป็นการกระทำ ทางบวกของชีวิต มีผลโดยตรงต่อการคงไว้หรือเพิ่มระดับความสุขสมบูรณ์ของบุคคล การบรรลุ เป้าหมายในชีวิต และความสมปรารถนาของบุคคลและให้ความสำคัญต่อการหาวิธีทางที่ทำให้ ประชาชนมีชีวิตที่ผาสุก ลดความกดดัน สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมทั่วไปได้ Downie et al. (1996) ซึ่งได้สร้างแบบแนวความคิดในการส่งเสริมสุขภาพ (Health promotion) ได้แนวความคิดในการส่งเสริมสุขภาพว่าต้องประกอบด้วย การให้สุขศึกษา (Health education) การส่งเสริมสุขภาพ (Health promotion) และการป้องกันสุขภาพ (Health prevention) ส่งเสริมสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่สำคัญ และการส่งเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกประกอบไปด้วยความ ภาคภูมิใจในตนเอง ความสามารถในการแก้ปัญหาต่างๆ และความสามารถในการปรับตัวต่อ ความเครียด อาจกล่าวได้ว่าการส่งเสริมสุขภาพจิตสามารถเป็นตัวกำหนดกิจกรรมที่เป็นปัจจัยที่มีผล โดยตรงต่อการสร้างความเข้มแข็งและคงไว้ซึ่งการมีสุขภาพจิตที่ดี กลวิธีของการดำเนินงานเพื่อ ส่งเสริมสุขภาพจิตมีหลายวิธีตั้งแต่ง่ายที่สุดถึงยากที่สุด แล้วแต่ความเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ซึ่ง ประกอบด้วยวิธีตางๆ ดังนี้ 1) การให้ความรู้ เป็นการให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องสุขภาพจิต โดยอาจให้เป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม ผ่านทางสื่อมวลชน ซึ่งวิธีนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์เป็นอย่างมากถ้าให้ความรู้อย่างถูกคน ถูกเวลา และ ถูกวิธี สิ่งสำคัญผู้ให้ความรู้ต้องมีความกระตือรือร้น เต็มใจ สนใจผู้ฟัง เพื่อสร้างความศรัทธา ความ เชื่อถือ ไว้วางใจ และความร่วมมือจากผู้ฟัง
22 2) การให้คำปรึกษาแนะแนวทาง ในช่วงต่างๆ ของชีวิตย่อมมีเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดมากมาย ทำให้บุคคลเกิด ความสับสนวิตกกังวล ตัดสินใจไม่ได้ บางครั้งก่อให้เกิดภาวะวิกฤตต่างๆ ดังนั้นจึงควรมีผู้ช่วยเหลือให้ คำปรึกษา แนะนำเพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในวัยรุ่นซึ่งเป็นวัยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของ ชีวิต ช่วยแก้ปัญหาหรือลดความตึงเครียด มีบุคคลเป็นจำนวนมากที่มีปัญหาทางจิตใจไม่รุนแรงถึงกับ เป็นโรค หากได้รับการช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมก็สามารถผ่านพ้นภาวะวิกฤตได้ และ ดำรงชีวิตได้ตามปกติ 3) การส่งเสริมสุขภาพกาย นับเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพจิต เพราะสุขภาพกายและสุขภาพจิตเป็นสิ่งที่ต้อง ดำเนินไปควบคู่กัน ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ การส่งเสริมสุขภาพกาย เช่น การปรับ สภาพแวดล้อมที่อาจเป็นพิษต่อร่างกายและจิตใจ จัดกิจกรรมที่เอื้ออำนวยต่อการเสริมสร้างประโยชน์ ให้ส่วนรวม จัดสถานที่พักผ่อนหย่อนใจให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกายที่ถูกต้อง การออกกำลัง กายเพื่อสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ซึ่งช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้ เป็นต้น วิธีการส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดี 1. รู้จักและทำความเข้าใจตัวเองให้ดีที่สุด ศึกษาจุดเด่น ความสามารถพิเศษในตัวเองเพื่อให้ สามารถนำมาใช้ได้ อย่างเหมาะสมที่อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องทางกฎหมายและศีลธรรม ยอมรับ จุดด้อยของตนเอง ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม ใช้ความสามารถของตัวเองให้เกิด ประโยชน์แก่สังคม กล้าเผชิญปัญหาด้วยความสุขุม 2. ฝึกทำจิตใจให้สดชื่นแจ่มใส มองโลกในแง่ดี ฝึกเป็นคนสุขุมรอบคอบ ไม่ใจร้อน โกรธง่าย มี อารมณ์ขันไม่เอาจริงเอาจังกับทุกอย่างจนเกินไป แต่ไม่ควรหมกมุ่นกับเรื่องไร้สาระ พยายามฝึกทำ อารมณ์ให้สงบ ไม่หวั่นไหวง่าย 3. ฝึกรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยใจกว้าง รับฟังเหตุผลมากกว่าอารมณ์ พิจารณาถึงปัญหา ต่าง ๆ ด้วยเหตุผล และข้อมูลหลาย ๆ ด้าน ไม่ควรโทษตัวเองหรือผู้อื่นด้วยอารมณ์
23 4. ปรับปรุงตนเองให้เข้ากับคนอื่นได้ทำตนให้เป็นที่รักของคนทั่วไป โอบอ้อมอารี จริงใจต่อ ผู้อื่น ยินดีช่วยเหลือ มีน้ำใจต่อผู้อื่น ทำตนให้เป็นประโยชน์แก่ตนเอง ผู้อื่น และสังคม ลดความเห็นแก่ ตัว 5. บำรุงรักษาสุขภาพทั้งกายและจิตใจให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ ออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ ทำงานพอเหมาะ พักผ่อนให้เพียงพอ 6. หาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยึดถือคำสอนในศาสนาที่ตนนับถือ เพราะคำ สอน ในศาสนาจะเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งจิตใจให้สงบ เยือกเย็น มีสติปัญญา ไม่หลง โกรธ มัวเมาในสิ่งไม่ เป็นประโยชน์ สุขภาพจิตก็จะดีอยู่เสมอ 7. เมื่อมีปัญหาหรือมีความเครียดทางจิตใจ ควรหาโอกาสผ่อนคลาย ด้วยการทำงานอดิเรก ออกกำลังกายจะทำให้มีจิตใจที่สบายขึ้น 8. ฝึกบริหารจิตใจ ฝึกทำสมาธิ ทำจิตใจให้ว่าง เป็นการทำให้จิตใจเข้มแข็ง สามารถเข้าใจ ตนเองและปรับปรุงตนเองได้เสมอ เมื่อมีปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ จะสามารถพิจารณาได้อย่างมีเหตุ มีผล ไม่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง การส่งเสริมสุขภาพจิต ทำได้โดยการสร้างปัจจัยป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงของสาเหตุปัญหา สุขภาพจิตด้านต่างๆ ดังนี้ 1. การส่งเสริมสุขภาพร่างกาย 1.1 การรักษาร่างกายให้แข็งแรง ปราศจากโรค 1.2 การออกกำลังกาย แบบแอโรบิค 2. การส่งเสริมทางจิตใจ 2.1 การฝึกสู้ปัญหาให้เกิดความเคยชิน ไม่หลบเลี่ยงปัญหา พัฒนาตนเองให้ปรับตัว ได้มากขึ้นเมื่อพบปัญหา มองหาทางแก้อย่างท้าทาย พิจารณาหาสาเหตุของปัญหา และแก้ไขที่สาเหตุ 2.2 เปลี่ยนแปลงตนเองให้คุ้นเคย ยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทำใจให้ยอมรับ สนุก กับการเปลี่ยนแปลง 2.3 สร้างวิธีคิดที่ดี มีทักษะคิดเป็น คิดดี คิดถูกทาง เบนความคิด มองโลกในแง่ดี มอง โลก หลายมุมมอง ควบคุมความคิด หยุดคิดได้ อารมณ์ขัน มีทักษะการแก้ปัญหาอย่างถูกทาง
24 2.4 มีสติเตือนตนเอง รู้จักตนเอง พิจารณาตนเอง ว่ามีความคิด อารมณ์ความรู้สึก อย่างไร รู้ตัวเมื่อมีความกังวล ความเครียด ความกลัว สุขภาพจิตดีหรือไม่ มีสาเหตุจากอะไร 2.5 มีทักษะในการจัดการอารมณ์ตนเอง ลดความเครียดลดอารมณ์เศร้าได้ด้วยตนเอง ปลุกปลอบใจให้กำลังใจตนเองได้ สร้างแรงจูงใจในการกระทำสิ่งต่างๆ สร้างความรู้สึกดีต่อตนเอง ให้ อภัยตนเองได้ มีกิจกรรมสร้างความสุขและความสงบ 2.6 มีความเข้าใจตนเอง รู้จุดดีจุดอ่อนของตน มีความภาคภูมิใจในตนเอง ยอมรับตัวเอง สร้างแรงจูงใจจากภายใน ให้มีความชอบ ความสำเร็จ สนุกกับงาน ไม่ท้อแท้ผิดหวังกับความล้มเหลว มองความผิดพลาดเป็นครู หรือบทเรียนที่จะพัฒนาตนเอง แก้ไขปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ได้ทางออก ทางแก้ไขปัญหาใหม่ๆที่ดีกว่าเดิม 2.7 มีความสุขจากการให้ผู้อื่น มีเมตตา เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและสิ่งแวดล้อม 2.8 มีกิจกรรมผ่อนคลาย ฝึกการผ่อนคลายตนเอง ออกกำลังกาย กีฬา งานอดิเรก ศิลปะ ดนตรี กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยคลายเครียด มีมุมสงบ พักผ่อนจิตใจ ธรรมชาติ ต้นไม้ 2.9 การปรึกษาผู้อื่นที่สามารถพึ่งพาได้ ได้แก่ พ่อแม่ พี่น้อง ครูอาจารย์ เพื่อน ผู้บังคับบัญชา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสวงหาข้อมูล ทางเลือก ทางแก้ปัญหาในมุมมองอื่น 2.10 มนุษยสัมพันธ์ดี มีทักษะในการสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจ ทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมี ความสุข กล้าพูดกล้าบอก ชื่นชมผู้อื่น บอกความคิด ความรู้สึก และต้องการของตนเอง สอบถามผู้อื่น เมื่อไม่เข้าใจ มีวิธีพูด บอกกันดีๆ ด้วยเจตนาที่เป็นมิตร มีวิธีเตือนผู้อื่นอย่างนุ่มนวล ชักชวนให้ คนทำงานด้วยดี 2.11 ทักษะในการเผชิญความเครียด มีกิจกรรมผ่อนคลายสลับ เช่น พักสายตา มองไป ไกลๆ ขยับร่างกาย กายบริหาร ฟังเพลง ร้องเพลง ฝึกการผ่อนคลายตนเอง ด้วยเทคนิคต่างๆ 2.12 เมื่อมีปัญหาสามารถระบายความไม่สบายใจ กับคนที่ใกล้ชิด ไว้ใจได้ รับฟัง และใช้ คำแนะนำจากผู้อื่นแก้ปัญหาได้ 2.13 การใช้ยารักษาอาการทางอารมณ์ ยาคลายเครียด ยาต้านโรคซึมเศร้า หรือรักษา อาการที่เกิดขึ้นทางร่างกายเป็นการรักษาตามพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นทางร่างกาย 3. การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับตนเอง บรรยากาศสงบ เสียงไม่ดัง ไม่ร้อนมาก เกินไป สี แสง บรรยากาศผ่อนคลาย การมีธรรมชาติต้นไม้ ภาพวาด ภาพผนังห้อง การหางานที่ชอบ และถนัด สร้างความสามัคคีในทีมงาน มีการประสานงานกันดี บรรยากาศการทำงานเอื้อเฟื้อ
25 ช่วยเหลือมีน้ำใจต่อกัน จัดแบ่งเวลาทำงาน แบ่งงานเป็นช่วงๆ มีเวลาพักผ่อนหย่อนใจ เวลาทำงาน 8 ชั่วโมง เวลาพักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกาย 8 ชั่วโมง และนอนหลับ 8 ชั่วโมง แนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพจิตชุมชน สุขภาพจิตชุมชน เป็นการให้บริการแก่ผู้รับบริการโดยการนำหลักการป้องกัน 3 ระยะ มาใช้ ดังนี้ 1.1 การป้องกันในระดับปฐมภูมิ (primary prevention) โดยการป้องกันก่อนจะเกิดปัญหา สุขภาพจิต โดยกิจกรรมที่จัดขึ้น เป็นการลดหรือขจัดปัจจัยที่จะทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพจิต หรือ เพิ่มวิธีป้องกันต่อปัญหาที่จะเกิดขึ้น ซึ่งช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดโรคทางจิตเวช (incidence rate) ทำให้จำนวนผู้ป่วยจิตเวชใหม่ลดลง ตลอดจนการส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้เรื่องการป้องกัน ปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งในระยะป้องกันระดับนี้ พยาบาลมีหน้าที่บทบาท ดังนี้ - ค้นหาสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียดต่อบุคคลและชุมชน โดยการค้นหากลุ่มประชาชนที่มี ภาวะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาทางสุขภาพจิต - จัดกิจกรรมส่งเสริมหรือป้องกันปัญหาด้านสุขภาพจิต - ให้สุขภาพจิตศึกษาแก่ประชาชนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาทางสุขภาพจิต 1.2 การป้องกันในระดับทุติยภูมิ (secondary prevention) โดยการป้องกันปัญหา สุขภาพจิตระยะนี้เน้นการยับยั้งปัญหาทางสุขภาพจิต หรืออาการทางจิตที่เริ่มเกิดขึ้นแล้ว ให้หยุด เพียงเท่านั้น ไม่ให้ลุกลามหรือรุนแรงต่อไปหรือมีการดำเนินโรคที่ยาวนานเรื้อรัง โดยการพยายาม ค้นหาวินิจฉัยตั้งแต่เริ่มแรก สำรวจผู้ที่อาจจะเกิดปัญหา (hidden patient) คัดกรอง เพื่อรีบให้การ ช่วยเหลือ การวินิจฉัยที่ถูกต้องและรักษาได้เร็วที่สุด รวมทั้งช่วยเหลือบุคคลในภาวะวิกฤต ซึ่งในระยะ ป้องกันระดับนี้ พยาบาลมีหน้าที่บทบาท ดังนี้ - การให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่เจ็บป่วยทางาสุขภาพจิต ผู้ป่วยที่จะฆ่าตัวตาย ผู้ที่เข้าสู่ภาวะ วิกฤตทางอารมณ์ - ช่วยลดภาวะเครียดและผู้ที่มีภาวะกดดันที่เกิดในบุคคล ครอบครัวและชุมชน - สืบค้นผู้ป่วยและส่งต่อให้ได้รับการรักษาโดยเร็ว - ให้บริการสุขภาพจิตฉุกเฉิน - ให้บริการคัดกรอง และประเมินปัญหาแก่ผู้รับบริการ - การให้การบริการในโรงพยาบาลและดูแลรักษา
26 1.3 การป้องกันในระดับตติยภูมิ (tertiary prevention) เป็นการป้องกันโรคแทรกซ้อน ความพิการทางจิตใจ ความเสื่อมสภาพ (disability) ของผู้มีปัญหาทางจิตเวช โดยเฉพาะในผู้ป่วยจิต เวชที่เรื้อรัง ขาดการเข้าสังคม การป้องกันระดับนี้ทำโดยการฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา แก้ไขแล้วให้กลับคืนปกติ เพื่อให้สามารถกลับไปดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ การช่วยเหลือจากหน่วยงาน ของรัฐบาลหรือเอกชน ในการช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ โดยมีการจัดบริการฝึกอาชีพติดต่อหา แหล่งฝึกงาน การเป็นสื่อกลางให้ครอบครัว และชุมชนได้มีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช โดยให้การ ยอมรับ ประคับประคองสนับสนุนให้กำลังใจ เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเวชไม่รู้สึกโดดเดี่ยว มีปมด้อย มีตรา บาปติดตัวและผู้ป่วยสามารถอยู่อย่างปกติสุขและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ซึ่งในระยะป้องกัน ระดับนี้ พยาบาลมีหน้าที่บทบาท ดังนี้ - การทำแผนจำหน่ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล - ประสานงาน ช่วยเหลือติดตามผู้ป่วยมารับการรักษาตามนัด การเยี่ยมบ้าน - สอนให้ผู้ป่วยรู้จักการดูแลตนเองก่อนออกจากโรงพยาบาล - จัดโครงการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ บทบาทหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หมายถึง บุคคลที่ได้รับการคัดเลือกจาก ชาวบ้านในแต่ละกลุ่มบ้าน และได้รับการอบรมตามหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยมี บทบาทหน้าที่สำคัญ ในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมสุขภาพอนามัย (Change agents) การสื่อข่าวสารสาธารณสุข การแนะนำเผยแพร่ความรู้ การวางแผน และประสานกิจกรรมพัฒนา สาธารณสุข ตลอดจนให้บริการสาธารณสุขด้านต่าง ๆ เช่น การส่งเสริม สุขภาพ การเฝ้าระวังและ ป้องกันโรค การช่วยเหลือและรักษาพยาบาลขั้นต้น โดยใช้ยาและเวชภัณฑ์ตามขอบเขตที่กระทรวง สาธารณสุข กำหนดการส่งต่อผู้ป่วยไปรับบริการการฟื้นฟูสภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภคด้าน สุขภาพ สำหรับการรับผิดชอบดูแลครัวเรือนในหมู่บ้านชุมชน กำหนดจำนวน อสม.ในหมู่บ้านชุมชน โดยเฉลี่ย 1 คน รับผิดชอบ 10 – 15 หลังคาเรือน คุณสมบัติ อสม. 1. อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์ 2. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน และอาศัยอยู่เป็นการประจำในหมู่บ้านหรือชุมชนที่ประสงค์จะ เป็น อสม. ไม่น้อยกว่า 6 เดือน 3. มีความรู้ สามารถอ่านออกเขียนได้
27 4. สมัครใจและเสียสละ เพื่อช่วยเหลือการดำเนินงานสาธารณสุข 5. ประสงค์จะเข้าร่วม หรือเคยเข้าร่วมการดำเนินงานสาธารณสุข และต้องการพัฒนาชุมชน ของตนเอง 6. มีความประพฤติอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดี ได้รับความไว้วางใจ และยกย่องจากประชาชน 7. มีสุขภาพดีทั้งกายและใจ และมีพฤติกรรมทางด้านสุขภาพที่เป็นแบบอย่าง มีเวลาให้กับ การท างานในบทบาทหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน บทบาทหน้าที่ของ อสม. อสม. มีบทบาทในการเป็นผู้นำการดำเนินงานพัฒนาสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของ ประชาชนในหมู่บ้าน ชุมชน เป็นผู้นำ การเปลี่ยนแปลง (Change agents) พฤติกรรมด้านสุขภาพ อนามัยของประชาชนในชุมชน และมีหน้าที่แจ้งข่าวร้าย กระจายข่าวดีชี้บริการ ประสานงาน สาธารณสุข บำบัดทุกข์ประชาชน ดำรงตนเป็นตัวอย่างที่ดีโดยมีหน้าที่ความรับผิดชอบดังนี้ 1. เป็นผู้สื่อข่าวสารสาธารณสุขระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนในหมู่บ้าน นัดหมายเพื่อน บ้านมารับบริการสาธารณสุข แจ้งข่าวสารสาธารณสุข เช่น การเกิดโรคติดต่อที่สำคัญ หรือโรคระบาด ในท้องถิ่น ตลอดจนข่าวความเคลื่อนไหวในกิจกรรมสาธารณสุข รับข่าวสารสาธารณสุขแล้ว แจ้งให้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในท้องถิ่นทราบอย่างรีบด่วนในเรื่องสำคัญ เช่น เรื่องโรค ระบาดหรือโรคติดต่อ ต่าง ๆ รับข่าวสารแล้วจดบันทึกไว้ในสมุดบันทึกผลการปฏิบัติงานของอสม. 2. เป็นผู้ให้คำแนะนำถ่ายทอดความรู้แก่เพื่อนบ้าน และแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว ใน เรื่องต่าง ๆ ได้แก่ การใช้สถาน บริการสาธารณสุขและการใช้ยา การรักษาอนามัยของร่างกาย การให้ ภูมิคุ้มกันโรค การสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมและการจัดหาน้ำสะอาด โภชนาการและสุขาภิบาลอาหารการ ปูองกันและควบคุมโรคติดต่อประจำถิ่น การอนามัยแม่และเด็กและการวางแผนครอบครัว การดูแล รักษาและปูองกันสุขภาพเหงือกและฟัน การดูแลและส่งเสริมสุขภาพจิตการปูองกันและควบคุมโรค เอดส์ การป้องกันและควบคุมอุบัติเหตุอุบัติภัยและโรคไม่ติดต่อที่สำคัญการป้องกันและแก้ไข มลภาวะ และสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษเป็นภัยการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสาธารณสุข การจัดหายาจำเป็นไว้ ใช้ในชุมชน และการส่งเสริมการใช้สมุนไพรและแพทย์แผนไทย ฯลฯ 3. เป็นผู้ให้บริการสาธารณสุขแก่ประชาชน ได้แก่ การส่งต่อผู้ปู่วยและการติดตามดูแลผู้ปู่วยที่ ได้รับการส่งต่อมาจากสถาน บริการการจ่ายยาเม็ดคุมกำเนิดในรายที่เจ้าหน้าที่สาธารณาสุขได้ตรวจ
28 แล้ว และจ่ายถุงยางอนามัย การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น เกี่ยวกับ บาดแผลสด กระดูกหักข้อ เคลื่อน ฯลฯ การรักษาพยาบาลเบื้องต้นตามอาการ 4. หมุนเวียนกันปฏิบัติงานที่ศสมช. โดยมีกิจกรรมที่ควรดำเนินการ ได้แก่ จัดทำศูนย์ข้อมูล ข่าวสารของหมู่บ้าน ถ่ายทอดความรู้และจัดกิจกรรมตามปัญหาของชุมชน ให้บริการที่จำเป็นใน 14 กิจกรรมสาธารณสุขมูลฐาน 5. เฝ้าระวังและป้องกันปัญหาสาธารณสุขในหมู่บ้าน เช่น เฝ้าระวังปัญหาโภชนาการโดยการชั่ง น้ำหนักเด็กและร่วมแก้ไข ปัญหาเด็กขาดสารอาหารและขาดธาตุไอโอดีน เฝ้าระวังด้านอนามัยแม่และ เด็กโดยการติดตามหญิงมีครรภ์ให้มาฝากท้องและตรวจครรภ์ตามกำหนด เฝ้าระวังด้านสร้างเสริม ภูมิคุ้มกันโรค โดยการติดตามให้มารดา นำเด็กไปรับวัคซีนตามกำหนด และเฝ้าระวังเรื่องโรคติดต่อ ประจำถิ่น โดยการการจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เป็นต้น 6. เป็นผู้นำในการบริหารจัดการวางแผนแก้ปัญหา และพัฒนาชุมชน โดยใช้งบประมาณหมวด อุดหนุนทั่วไปที่ได้รับจากกระทรวงสาธารณสุข หรือจากแหล่งอื่น ๆ 7. เป็นแกนนำในการชักชวนเพื่อนบ้านเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนางานสาธารณสุขของชุมชน และ พัฒนาคุณภาพชีวิตโดยใช้กระบวนการ จปฐ. (ความจำเป็นพื้นฐาน) และรวมกลุ่มในการพัฒนาสังคม ด้านต่าง ๆ 8. ดูแลสิทธิประโยชน์ด้านสาธารณสุขของประชาชนในหมู่บ้าน โดยเป็นแกนนำในการ ประสานงานกับกลุ่มผู้นำชุมชน และ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กระตุ้นให้มีการวางแผนและ ดำเนินงานเพื่อพัฒนางานสาธารณสุขของหมู่บ้าน บทบาทของ อสม. ในการพัฒนางานสุขภาพจิตชุมชน อสม.เป็นผู้มีบทบาท และพลังอย่างยิ่งที่จะช่วยให้คนในชุมชนของตนมีสุขภาพจิตดี และอยู่ ร่วมกันอย่างมีความสุข ทำให้ชุมชนตนเองเป็นชุมชนสุขภาพจิตดีดังนั้นการทำงานจึงควรมีบทบาท สำคัญดังนี้ บทบาท อสม. ในการพัฒนางานสุขภาพจิตชุมชนด้วยหลักการ 3 ส. 1. สอดส่อง มองหา (Look) การป้องกันปัญหาสุขภาพจิต โดยการมองหา สังเกต และเข้าถึงผู้ที่ เสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตในชุมชน เช่นกลุ่ม วัยรุ่นที่ท้องไม่พร้อม กลุ่มวัยทำงานที่มีภาวะเครียด ซึมเศร้า กลุ่มวัยสูงอายุที่เจ็บป่วย ด้วยโรคเรื้อรัง กลุ่มผู้พิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เป็นต้น 2. ใส่ใจรับฟัง (Listen) การดูแลด้านจิตใจคนในชุมชน ได้แก่ การบรรเทา หรือแก้ไขปัญหา และ
29 การส่งเสริมให้ความรู้ด้านสุขภาพจิต ซึ่งการบรรเทาหรือแก้ไขปัญหา เช่น รับฟัง ให้คำปรึกษา แนะนำ ให้ข้อคิดเตือนใจแก่คนที่ทุกข์ใจ ปลอบโยนให้กำลังใจ เยี่ยมเยือนถามไถ่อาการ ส่วนการส่งเสริมให้ ความรู้เรื่องการดูจิตใจตนเอง ครอบครัว ชุมชน อาจสื่อสาร ผ่านหอกระจายข่าว หรือวิทยุชุมชน 3. ส่งต่อเชื่อมโยง (Link) การช่วยให้ได้รับการรักษาต่อเนื่อง โดยการพูดคุยกับผู้ปวย และ ญาติให้เห็นความสำคัญของการกินยาหรือปฏิบัติตัวตามหมอ สั่งการประสานกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ในการส่งต่อ การติดตามเยี่ยมบ้านร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข การสื่อสารให้คนในชุมชนรับทราบ บทบาทของ อสม. ในการสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชน 1. พบปะพูดคุยปรึกษาหารือกับเพื่อน อสม.ด้วยกันบ่อยๆ เพื่อเป็นการพัฒนาเครือข่ายให้ กระชับแน่น 2. ชักชวนเพื่อน อสม.ให้ร่วมวิเคราะห์ชุมชนโดยใช้แบบประเมินที่มีอยู่ เช่น แบบประเมิน ความเครียด แบบประเมินภาวะซึมเศร้า เป็นต้น จะทำให้พอรู้ว่าคนในชุมชนของเรามีใครบ้างที่ต้อง ให้ความใส่ใจช่วยเหลือใกล้ชิด 3. ให้อสม. 1 คน ดูแล 10 หลังคาเรือน ให้แต่ละคนนัดสมาชิกในครอบครัวที่สมัครใจ ร่วม ประชุมเพื่อร่วมระดมความคิด ร่วมวางแผน และร่วมทำงาน 4. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และระดมความคิด อาจใช้วิธีพูดคุยถกปัญหาเพื่อกระตุ้นให้ชุมชน คิดถึงสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ปัญหาปากท้อง ปัญหาความเจ็บป่วย ปัญหายาเสพติด ปัญหา ความเครียด แล้วนำมาสู่การวางแผนปฏิบัติ 5. เมื่อทำงานมาระยะหนึ่ง ควรรวมกลุ่ม อสม.ไปเยี่ยมบ้านเพื่อติดตามประเมินผล การเยี่ยม บ้านควรให้ความเป็นกันเอง พูดคุยสอบถามว่าทำอะไรไปบ้าง ผลเป็นอย่างไร มีอะไรให้ช่วยบ้าง ที่ สำคัญ ไม่ควรคาดหวังผลหรือมุ่งผลักดันชาวบ้านว่าต้องทำงานสำเร็จ
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กรวิกา บวชชุม (2561) ศึกษาผลของการให้ความรู้ต่อการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตำบล คลองแห จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และ แบบประเมินการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการคัดกรองโรคจิต วัดผลลัพธ์การศึกษาครั้งเดียวทันที ภายหลังการให้ความรู้ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 93.9) มี ระยะเวลาในการปฏิบัติงานเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข ≤ 10 ปี (ร้อยละ 51.5) เคยเข้าร่วมการอบรม เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโรคจิต (ร้อยละ 60.6) ไม่เคยมีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยโรคจิต (ร้อยละ 42.4) ภายหลังได้รับความรู้กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการคัดกรองโรคจิตสูงกว่าก่อน การอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 แสดงให้เห็นว่าการให้ความรู้สามารถเพิ่มระดับการ รับรู้สมรรถนะแห่งตนในการคัดกรองโรคจิตของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านได้ ชนิดา เตชะปัน (2561) ศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการดำเนินงานด้านสุขศึกษาชุมชน ในเทศบาลตำบลป่าไผ่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมโปรแกรม จำนวน 71 คน ผลการวิจัย พบว่า อาสาสมคัรสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่เข้าร่วมโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำ หมู่บ้านมีความรู้เรื่องสุขศึกษาชุมชนหลังจากเข้าร่วมโปรแกรมมีความแตกต่างจาก ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.001) สิทธิพร เกษจ้อย (2560) ศึกษาบทบาทการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำ หมู่บ้าน (อสม.) โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลโนนทอน อําเภอเมืองขอนแกน จังหวัดขอนแกน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลภาคสนามจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจํา หมู่บ้าน (อสม.) ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ตําบลโนนท่อนจํานวน 200 คนนํามาวิเคราะห์ผลโดยการหาค่า ร้อยละ (Percentage) ผลการวิจัยพบว่า บทบาทการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจํา หมู่บ้าน (อสม.)โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลโนนท่อน อําเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยภาพรวมทั้งหมดอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน (อสม.) มีบทบาทในการปฏิบัติงานอยู่ใน ระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านป้องกันโรคอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน (อส ม.) มีบทบาทในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก (̅= 4.00) ด้านการฟื้นฟูสภาพค่าเฉลี่ย (Mean) และ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) มีบทบาทในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก (̅= 3.86) ด้านการรักษาพยาบาล มีบทบาทในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก (̅= 3.84) และ ด้านการ ส่งเสริมสุขภาพอนามัย มีบทบาทในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก (̅=3.77)
31 จรูญ สุรารักษ์ (2558) ศึกษาการดูแลผู้ป่วยจิตเวชของเครือข่ายสุขภาพจิตในโรงพยาบาล ปากคาด จังหวัดบึงกาฬ โดยศึกษาจากจำนวนอาสาสมัครในการดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต ซึ่งประกอบด้วย ผู้ดูแล ผู้นำอสม. ในเขตการให้บริการโรงพยาบาลปากคาด จังหวัดบึงกาฬ จำนวน 20 ราย และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้รับผิดชอบงานสุขภาพจิตในโรงพยาบาลปากคาด จำนวน 1 ราย ในหน่วยบริการปฐมภูมิทั้ง 6 แห่งๆ ละ 1 ราย รวมทั้งสิ้น 27 ราย ผลการศึกษาพบว่า คุณลักษณะ ทางประชากรของกลุ่มตัวอย่าง มีอายุระหว่าง 41-50 ปี ร้อยละ 44.4 ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 81.4 สถานภาพสมรส มีสถานภาพสมรสคู่ ร้อยละ 81.4 ระดับการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 37.0 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 55.5 รายได้ของครอบครัวต่อ เดือน 5,000-10,000 บาท ร้อยละ 48.2 ลักษณะของครอบครัว เป็นครอบครัวเดี่ยวร้อยละ 92.5 ระยะการเป็น อสม. มีระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน 6-10 ปี ร้อยละ 50 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขมีระยะเวลาที่ ปฏิบัติงาน มากกว่า 21 ปี ร้อยละ 43.2 วิธีการเข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายสุขภาพจิตเข้ามาด้วยการ สมัครใจ และในภาพรวมพบแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคจิต โดยการส่งเสริมและให้ความรู้เรื่อง โรคจิตแก่ชุมชน ใส่ใจดูแล ออกเยี่ยมบ้านพบปะ พูดคุยให้กำลังใจกับผู้ป่วยด้านจิตเวช โดยออก ร่วมกับ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั้งจากโรงพยาบาลและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล มีบุคลากร ทางสาธารณสุขในโรงพยาบาลและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล มีระบบคัดกรอง ใช้แบบคัด กรองโรคจิต การรักษาเน้นการให้สุขศึกษา คำปรึกษาแก่กลุ่มเสี่ยง และครอบครัว มีการส่งต่อ จิตแพทย์และการดูแลผู้ป่วยจิตเวชของเครือข่ายสุขภาพจิตในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลปากคาด จังหวัดบึงกาฬ มีปัญหา 3 ด้าน คือด้านบุคลากร ด้านงบประมาณและด้านการให้บริการ กรอบแนวคิดในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ได้นำแนวคิดการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของกรมสุขภาพจิต (2559) และ ทฤษฎี 2 ปัจจัยของเฮอร์ซเบิร์ก (1959) มาเป็นกรอบในการศึกษาร่วมกับการทบทวน วรรณกรรม เพื่อหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของ อสม. ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา อาชีพ ความเพียงพอของรายได้ ระยะเวลาในการ ปฏิบัติงานของ อสม. การอบรมความรู้ทางด้านสุขภาพจิต แหล่งความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิต ความ ต่อเนื่องในการได้รับความรู้ ความรู้ที่ให้ประชาชนความสำคัญของงานสุขภาพจิต ซึ่งสามารถอธิบาย การส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของ อสม.
32 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การวิจัยเรื่อง ปัจจัยทำนายการปฏิบัติงานการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหา สุขภาพจิต ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อศึกษาปัจจัยทำนายการ ปฏิบัติงานการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของ อสม. จังหวัดสุพรรณบุรีทั้งนี้มี รายละเอียดของวิธีดำเนินการวิจัย ดังนี้ วิธีการดำเนินการวิจัย การศึกษาวิจัยนี้เป็นการใช้รูปแบบการวิจัย โดยเป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรเป็น อสม. จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 2,332 ราย กำหนดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ ตารางสำเร็จรูป (Krejcie and Morgan, 1970) ในกลุ่มประชากรที่มีขนาดเล็กเท่ากับ 0.5 ของขนาด กลุ่มตัวอย่าง และใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive random sampling) ได้แก่ พื้นที่ในอำเภอ เมือง จังหวัดสุพรรณบุรี หลังจากนั้นทำการสุ่มแบบง่าย (Simple random sampling) โดยจับฉลาก รายชื่อหมู่บ้านจากตำบลละ 5 หมู่บ้าน รวม 15 หมู่บ้าน นำมาคำนวณกลุ่มตัวอย่างโดยคำนวณตาม สัดส่วนของ อสม. ของแต่ละหมู่บ้าน ทั้งหมดจำนวน 290 คน โดยมีเกณฑ์ในการคัดเข้า (Inclusion criteria) มีดังนี้ 1) เป็น อสม. ที่มีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป 2) เป็น อสม. ที่ไม่มีการเจ็บป่วยด้วยโรคทางจิตเวช 3) ยินดีและให้ความร่วมมือในการตอบคำถามวิจัย การพิทักษ์สิทธิ์ผู้ให้ข้อมูล งานวิจัยนี้ได้ผ่านคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี (CE-0431/2563) พิจารณาความเหมาะสมของการดำเนินการวิจัยและการเก็บข้อมูลใน ผู้เข้าร่วมการวิจัยกลุ่ม อสม.โดยข้อมูลกระบวนการวิจัยไม่มีการระบุข้อมูล ข้อมูลที่แสดงถึงตัวตนของ กลุ่มตัวอย่าง และสมัครใจเข้าร่วมงานวิจัย โดยปราศจากการโน้มน้าวที่ถูกบังคับ และได้รับข้อมูล อย่างเพียงพอก่อนทำการเซ็นยินยอมเข้าร่วม กลุ่มตัวอย่างสามารถถอนตัวจากงานวิจัยได้ตลอดเวลา
33 ข้อมูลที่ได้รับจากการวิจัยครั้งนี้จะถูกนำเสนอในเวทีวิชาการ หรือการตีพิมพ์เผยแพร่ ในภาพรวมไม่ สามารถระบุถึงตัวบุคคล และใช้ประโยชน์เฉพาะสำหรับการวิจัยเท่านั้น โดยไม่มีผลต่อการปฏิบัติงาน ใด ๆ ทั้งสิ้น ข้อมูลทั้งหมดถูกเก็บเป็นความลับ มีระบบความปลอดภัยของข้อมูล ผู้วิจัยเป็นผู้เดียวที่ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ เมื่อครบระยะเวลา 5 ปี ข้อมูลทั้งหมดจะถูกทำลาย เครื่องมือในการวิจัย ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ประกอบด้วย เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา อาชีพ ความเพียงพอของรายได้ ระยะเวลาในการปฏิบัติงานของ อสม. การอบรมความรู้ทางด้าน สุขภาพจิต แหล่งความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิต ความต่อเนื่องในการได้รับความรู้ ความรู้ที่ให้ประชาชน ความสำคัญของงานสุขภาพจิต เป็นคำถามแบบเลือกตอบและเติมข้อความ จำนวน 12 ข้อ ส่วนที่ 2 แบบสอบถามการปฏิบัติงานการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตขอ งอสม.จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 20 ข้อ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยใช้แนวคิดเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพจิต และป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของกรมสุขภาพจิต (2559) และจากการทบทวนวรรณกรรม และ แบบสอบถามมีลักษณะเป็นข้อคำถามเชิงบวกแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ คือ ปฏิบัติมากที่สุด (5 คะแนน) ปฏิบัติมาก (4 คะแนน) ปฏิบัติปานกลาง (3 คะแนน) ปฏิบัติน้อย (2คะแนน) ปฏิบัติน้อยที่สุด (1 คะแนน) คะแนนรวมอยู่ระหว่าง 20-100 คะแนน แบบสอบถามฉบับ นี้ ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย จิตแพทย์ จำนวน 1 ท่าน พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูงสาขาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิตที่มี ประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนร่วมกับ อสม. จำนวน 2 ท่าน หลังจากผู้ทรงคุณวุฒิได้ พิจารณาแล้ว นำมาวิเคราะห์หาค่า (CVI) เท่ากับ .80 และนำไปทดลองใช้กับ อสม. ที่มีคุณสมบัติ ใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 ราย โดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) ทั้งฉบับได้เท่ากับ .81
34 การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ขั้นเตรียมการ ผู้วิจัยติดต่อขอหนังสือจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ถึง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อขอความร่วมมือและอำนวยความสะดวกในการเก็บรวบรวม ข้อมูล 2. ขั้นดำเนินการเก็บข้อมูล ผู้วิจัยพบ อสม. ในวันที่มีการประชุม อสม. ประจำเดือนในแต่ละ ตำบล ณ ห้องประชุมของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อชี้แจงประสงค์ของการวิจัย วิธีการ เก็บข้อมูลและขอความร่วมมือในการเก็บข้อมูลโดยให้ อสม.ได้มีเวลาคิดและตัดสินใจ อสม. ที่ยินดีเข้า ร่วมการศึกษาให้ลงนามในใบยินยอมและรอให้ข้อมูล ภายหลังเวลาหลังเลิกประชุมแล้ว 3. เวลาหลังเลิกประชุมแล้ว ผู้วิจัยพบกลุ่มตัวอย่าง ที่ยินดีเข้าร่วมการศึกษาวิจัย ภายหลังการ เลิกประชุมโดยจัดกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มๆ ละประมาณ 10 คน แล้วเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ด้วยวิธีการอ่านให้ฟังเป็นรายข้อ ใช้เวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งสิ้นประมาณ 30 นาที สำหรับ กลุ่มตัวอย่างที่ยังไม่สะดวกให้ข้อมูล ได้ทำการนัดหมายเพื่อเก็บข้อมูลที่ รพ.สต. จนครบตามจำนวน 4. ผู้วิจัยตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์ของแบบสัมภาษณ์ทั้งหมด จากนั้นนำ ข้อมูลไปวิเคราะห์ทางสถิติต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูล 1. วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของ อสม. โดยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ แจกแจงความถี่และร้อย ละ 2. วิเคราะห์ปัจจัยทำนายของตัวแปรเพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา อาชีพ ความ เพียงพอของ รายได้ ระยะเวลาในการปฏิบัติงานของ อสม. การอบรมความรู้ทางด้านสุขภาพจิต แหล่ง ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิต ความต่อเนื่องในการได้รับความรู้ ความรู้ที่ให้ประชาชน ความสำคัญของ งานสุขภาพจิต โดยสถิติการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคุณ (Multiple regression analysis) แบบบังคับ ตัวแปรทำนายทุกตัวเข้าสู่สมการพร้อมกัน (Enter)
บทที่4 ผลการศึกษาวิจัยและอภิปรายผล การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) เกี่ยวกับสุขภาพจิตและ การดูแลสุขภาพจิตในมุมมองของผู้สูงอายุโรงเรียนผู้สูงอายุ เทศบาลตำบลโพธิ์พระยา จังหวัด สุพรรณบุรีจำนวน 10 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เจาะลึก (In-depth interview) และ ทำการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content analysis) โดยมีการนำเสนอผลการวิเคราะห์ดังนี้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 87.59) อยู่ในช่วงอายุ 42-60 ปี (ร้อยละ 61.38) สถานภาพ หม้าย (ร้อยละ63.10) โดยส่วนใหญ่ระดับการศึกษาประถมศึกษา (ร้อยละ 50.69) อาชีพเกษตรและ รับจ้าง (ร้อยละ 60.34) ส่วนใหญ่มีรายได้พอใช้ (เป็นร้อยละ 65.52) ระยะเวลาในการปฏิบัติงานอสม. 11-20 ปี (ร้อยละ 47.90) การได้รับความรู้ทางด้านสุขภาพจิต (ร้อยละ 68.97) ได้รับความรู้จาก เจ้าหน้าที่สาธารณสุขมากที่สุด (ร้อยละ 64.14) ได้รับความรู้ด้านสุขภาพจิตต่อเนื่อง (ร้อยละ 59.60) ความรู้ด้านสุขภาพจิตที่ให้ประชาชนส่วนมากนาน ๆ ครั้ง (ร้อยละ 54.14) และให้ความสำคัญกับงาน สุขภาพจิต (ร้อยละ100) ตารางที่ 1 ค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยเชิงพหุคูณแบบนำเข้าระหว่างตัวแปรทำนายการปฏิบัติงานการ ส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของ อสม. (n = 290) ตัวแปร B SEb t p ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน เป็ นอสม. 2.650 1.155 .141 2.295 .022 ความรู้ที่ให้ประชาชน 2.325 .927 .157 2.509 .013 อาชีพ .971 .483 .117 2.009 .046 Constant (a) 61.879 6.779 9.127 .000 R = .323 R 2 = 0.131 Adjusted R 2 = 0.96 F = 3.801 p< 0.01
36 เมื่อวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบบังคับตัวแปรทุกตัวเข้าสู่สมการพร้อมกัน เพื่อทำนายการ ปฏิบัติงานการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ความต่อเนื่อง ในการได้รับความรู้ ระยะเวลาในการปฏิบัติงานเป็น อสม. ความรู้ที่ให้ประชาชนและอาชีพร่วมทำนาย การปฏิบัติงานการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของกลุ่มตัวอย่างได้ร้อยละ 13.1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R2 = 0.131, p < .01) โดยระยะเวลาในการปฏิบัติงานเป็น อสม. มี ความสามารถในการทำนายการปฏิบัติงานการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของ กลุ่มตัวอย่างได้ดีที่สุด (β = .141, p < .01 ) อภิปรายผล ผลการศึกษา พบว่าข้อมูลส่วนบุคคลของ อสม. ได้แก่ ระยะเวลาในการปฏิบัติงานเป็น อสม. ความรู้ที่ให้ประชาชน และ อาชีพ สามารถทำนายการปฏิบัติงานการส่งเสริมสุขภาพจิต และป้องกัน ปัญหาสุขภาพจิตของกลุ่ม อสม. ได้โดย อสม. ทุกคนให้ความสำคัญกับงานสุขภาพจิต คิดเป็นร้อยละ 100 ถึงแม้ว่า อสม. ไม่ได้รับความรู้อย่างต่อเนื่องด้านสุขภาพจิตทุกคน แต่ อสม. ทุกคนมีความ รับผิดชอบต่อหน้าที่ และรับรู้ว่างานสุขภาพจิตมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่างานสุขภาพด้านอื่น ๆ ทั้งนี้ อสม. มีโอกาสได้รับมอบหมายงานหรือมีส่วนร่วมในงานสุขภาพจิตที่ได้รับมอบหมาย โดยได้รับความ เชื่อถือและไว้วางใจให้รับผิดชอบงาน จึงทุ่มแทและให้ความสำคัญกับงาน (Herbert, 1972) สอดคล้องกับการศึกษาของปรางค์ จักรไชยและคณะ (2560) จากการวิจัย ศึกษาระดับการปฏิบัติงาน ของกลุ่ม อสม. ที่ปฏิบัติงานในทีมหมอครอบครัว และศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของทีม อส ม.ในทีมหมอครอบครัว พบว่ากลุ่ม อสม.ในทีมหมอครอบครัวมีการปฏิบัติงานภาพรวมอยู่ในระดับสูง และผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่าปัจจัยการรับรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติงาน ปัจจัยแรงจูงใจในการ ปฏิบัติงาน และปัจจัยค้ำจุนในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการปฏิบัติงานของทีม อสม. ในทีมหมอครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
37 ผลการศึกษา พบว่า อสม. ได้รับความรู้ด้านสุขภาพจิต จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมากที่สุด เนื่องจาก อสม. ก่อนปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชน ทุกคนต้องได้รับความรู้จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ประจำ รพ.สต. เพื่อให้ผู้รับบริการเกิดความปลอดภัยหาก อสม. ได้รับความรู้อย่างต่อเนื่องด้าน สุขภาพจิต ย่อมส่งผลให้ อสม. เกิดความมั่นใจในการดูแลผู้รับบริการ และช่วยค้นหาผู้รับบริการที่มี ปัญหาสุขภาพจิต เพราะมีประชาชนที่มีปัญหาสุขภาพจิตในชุมชน ไม่เข้ารับการรักษาด้านสุขภาพจิต เนื่องจากมีความวิตกกังวลและขาดความรู้ในการเข้ารับการรักษาด้านสุขภาพจิต ด้วยเหตุนี้หาก อสม. ได้รับความรู้ด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง สามารถช่วยประเมินเบื้องต้นในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต ให้ได้รับ การช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตก่อนที่จะมีความรุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ปัจจุบันมีสถานการณ์ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของบุคคลทุกระดับทั้งต่อ ประชาชนทั่วไป กลุ่มเสี่ยง ผู้สงสัยว่าอาจติดเชื้อ ผู้ป่วย และญาติ ดังนั้นการปฏิบัติงานของ อสม. ที่มี ความรู้ด้านสุขภาพจิต จึงมีความสำคัญในการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข รพ.สต. ที่มีอัตรากำลัง ไม่เพียงพอในการเข้าถึงประชาชนในชุมชน อสม. จึงเป็นตัวแทนของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข รพ.สต. ที่ สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้นของประชาชนทุกกลุ่ม ให้ดำเนินชีวิตเข้าสู่ความปกติใหม่ ประชาชนปรับตัวได้อย่างเหมาะสมต่อไป (ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์, 2563) ผลการศึกษา พบว่า ระยะเวลาในการปฏิบัติงานในหน้าที่ อสม. ความรู้ที่ให้ประชาชน และ อาชีพ สามารถร่วมกันทำนายการปฏิบัติงานการส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของ อสม. อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ ร้อยละ 13.1 (R2 = 0.131, p < .01) จากผลการศึกษานี้ อสม. จัดสรรเวลาและ แบ่งเวลาจากงานประจำของตนเอง เพื่อปฏิบัติงาน อสม. ช่วยเหลือประชาชนที่เจ็บป่วย สอดคล้อง กับการศึกษาของชาญชัย จิวจินดา (2562) รูปแบบการพัฒนา อสม.ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม พบว่า อสม. ปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ จำเป็นต้องใช้เวลานาน หรือเป็นงาน ประเภทที่ต่อเนื่องยาวนาน และไม่เป็นเวลา และเต็มใจให้ความรู้ประชาชนในการดูแลสุขภาพจิต สอดคล้องกับการศึกษาของยุพิน หงษ์วะชิน, อำนวย ปาอ้าย, เพ็ญนภา กุลนภาดล, และวรางภรณ์ ไตรติลานันท์ (2556) การพัฒนาสมรรถนะของ อสม. ในการดำเนินงานสุขภาพจิตชุมชน พบว่า อสม. มีสมรรถนะ และตระหนักในบทบาทหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต สมรรถนะเชิงเทคนิคในการให้คำปรึกษาการสอนสุขภาพจิตศึกษา และการใช้แบบประเมินสุขภาพจิต อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เพื่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีของประชาชนในชุมชนต่อไป
38 บทที่ 5 สรุปผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย ผลการวิจับพบว่า ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ความรู้ที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และ ความสะดวกในการเข้าถึงประชาชนของ อสม. ช่วยในการปฏิบัติงานการส่งเสริมสุขภาพจิตและ ป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในชุมชน ข้อเสนอแนะการวิจัย ข้อเสนอแนะด้านการปฏิบัติการพยาบาลสุขภาพจิตชุมชน ผลการวิจัย พบว่า ความรู้ของ อสม. มีผลต่อการปฏิบัติงานการส่งเสริมป้องกัน และปัญหา สุขภาพจิตของ อสม. ในชุมชน ดังนั้นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ ควรมีการอบรมพัฒนาระดับ ความรู้และทักษะในการปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิตให้แก่ อสม. เป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อ อสม. ได้รับความรู้ที่ทันสมัย และทันเหตุการณ์ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชและผู้มีปัญหาสุขภาพจิตใน ชุมชนตามาตรฐานของกรมสุขภาพจิตต่อไป ข้อเสนอแนะด้านนโยบาย ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถ ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบการพัฒนาศักยภาพการส่งเสริม สุขภาพจิต และป้องกันปัญหาสุขภาพจิตประชาชนของ อสม. จังหวัดสุพรรณบุรี ของหน่วยงานด้าน สาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนารูปแบบ หรือกิจกรรมของการงานสุขภาพจิตใน ชุมชนต่อไป ข้อเสนอแนะด้านวิจัย ควรศึกษาการวิจัยเชิงคุณภาพเกี่ยวกับการปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิตชุมชนของ อสม. เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกในการนำไปพัฒนาศักยภาพการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ประชาชนของ อสม. จังหวัดสุพรรณบุรีต่อไป
เอกสารและสิ่งอ้างอิง กรมสุขภาพจิต. (2559). การส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในโรงพยาบาล ชุมชน(ฉบับปรับปรุง). สำนักส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. นนทบุรี : บริษัท บี ยอนด์ พับลิสซิ่ง จำกัด. กรมสุขภาพจิต. (2560). แผนยุทธศาสตร์กรมสุขภาพจิตในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (2560-2564). นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข. กรวิกา บวชชุม, ทิพย์ภา เชษฐ์เชาวลิต, และวิลาวรรณ คริสต์รักษา. (2561). ผลของการให้ ความรู้ในการคัดกรองโรคจิตต่อการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการคัดกรองโรคจิตของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน. วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์, 38(2), 33-42. กองยุทธศาสตร์และแผนงาน. (2562). สรุปรายงานการป่วยพ.ศ.2562.สำนักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกระทรวงสาธารณสุข. สืบค้นจาก https://bps.moph.go.th/new_bps/sites/default/files/ill_2562_full_20200921.pdf ชาญชัย จิวจินดา. (2562). รูปแบบการพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.)ด้วย กระบวนการมีส่วนร่วม. วารสารนวัตกรรมสังคม, 2(2), 34-50. ตะวันชัย จิรประมุขพิทักษ์. (2562). ช่องว่างในการเข้าถึงบริการจิตเวชและภาระทาง เศรษฐศาสตร์ปีที่ 2. สืบค้นจาก https://www.hsri.or.th/researcher/research/newrelease/detail/11899 ปรางค์ จักรไชย, อภิชัย คุณีพงษ์, และวรเดช ช้างแก้ว . (2560). ปัจจัยที่มีผลต่อการ ปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำ. วารสารพยาบาล, 31(1), 16-28. ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์. (2563). การดำเนินงานสุขภาพจิตภายใต้วิกฤตโควิด 19 ของ ประเทศไทย. วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย, 28(4), 280-291. ยุพิน หงษ์วะชิน, อำนวย ปาอ้าย, เพ็ญนภา กุลนภาดล, และวรางภรณ์ ไตรติลานันท์. (2556). การพัฒนาสมรรถนะของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการดำเนินงานสุขภาพจิต ชุมชน. วารสารพยาบาลตำรวจ, 5(2), 61-78.
40 ศิริลักษณ์ ช่วยดี,โสภิณ แสงอ่อน, และพัชรินทร์ นินทจันทร์. (2560). การศึกษาการ ปฏิบัติงานด้านจิตเวชและสุขภาพจิตชุมชนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน. วารสารการ พยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต,31(1), 41-58. เสด็จ ทะลือ, ศิริพร กุณา, และเอกรินทร์ โนจิต. (2562). การพัฒนารูปแบบการเข้าถึงบริการ ของผู้ป่วยสุขภาพจิตในชุมชนโดยกระบวนการAICในบริบทของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลอ่าย นาไลยอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน. วารสารวิชาการสาธารณสุข, 28(1), 76-87. Herzberg, F., Mausner, B., Snydermanet, B. B. (1959). The Motivation to work. New York : John Wiley and Sons. Herbert, H. G. (1972). The Management of Organization: A Systems and Human Resources Approach. (12th ed.). New York : Appletion-Century-Crofts. World Health Organization. (2016). Depression. Retrieved from https://www.who.int/gho/publications/ world_health_statistics/2016/EN_WHS2016_AnnexA.pdf.
41 ภาคผนวก 1. ประวัติผู้วิจัย 2. เอกสารชี้แจงข้อมูลสำหรับอาสาสมัครวิจัย 3. เอกสารแสดงความยินยอมโดยได้รับการบอกกล่าว 4. แบบสอบถาม
42 ประวัติผู้วิจัย ชื่อ-สกุล หัวหน้าโครงการ นางสาวสุพัตรา จันทร์สุวรรณ สถานที่ปฏิบัติงานปัจจุบัน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี สถานที่ติดต่อได้สะดวก 118 หมู่1 ถ.สุพรรณบุรี-ชัยนาท ต.สนามชัย อ.เมือง จ. สุพรรณบุรี เบอร์โทร : 098-4165193 E-mail : [email protected] ประวัติการศึกษา ปริญญาตรี พยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราช ชนนี ราชบุรี ปริญญาโท พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาสุขภาพจิตและการ พยาบาลจิตเวช) คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลงานวิจัย - ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองด้านสุขภาพจิตของ ผู้สูงอายุตำบลสนามชัย จ.สุพรรณบุรี. วารสารวิทยาลัยพยาบาล บรมราชชนนี สุพรรณบุรี. ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (2020): กรกฎาคมธันวาคม 2563 - ผลการให้ความรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาพจิตแก่ครูพี่เลี้ยง. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี. ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (2018): มกราคม – มิถุนายน 2561 -การพัฒนารูปแบบกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพจิตสำหรับผู้ดูแล เด็กที่มีความต้องการพิเศษ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 5 จังหวัดสุพรรณบุรี. วารสารโรงพยาบาลชลบุรี: ฉบับที่ 41 เล่มที่ 1 (ม.ค. –เม.ย) -ความต้องการการได้รับการช่วยเหลือของมารดาเด็กออทิสติก. วารสารพยาบาลสาธารณสุข : ฉบับที่ 3 เล่มที่ 30 (ก.ย.-ธ.ค.) -ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลการสอบขอขึ้นทะเบียนรับ ใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ชั้นหนึ่ง บัณฑิตวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี. วารสารการพยาบาลและการศึกษา : ฉบับที่ 2 เล่มที่ 9 (เม.ย.- มิ.ย.)
43 -ประสบการณ์พลังอำนาจของผู้ดูแลเด็กออทิสติกที่ได้รับการ บริการจากศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 5 จังหวัด สุพรรณบุรี -การสร้างสุขภาพของชุมชนในจังหวัดสุพรรณบุรี : กรณีศึกษา. วารสารพยาบาลทหารบก. ฉบับที่ 13 เล่มที่ 1 : มกราคมมิถุนายน 2555. -การใช้แผนผังความคิดในการฝึกวิชาปฏิบัติการพยาบาลบุคคลที่มี ปัญหาทางจิต. วารสารพยาบาลทหารบก : ฉบับที่ 13 เล่มที่ 3 (ก.ย.-ธ.ค.) ชื่อ-สกุล ผู้ร่วมวิจัยคนที่ 1 นางสุนทรี ขะชาตย์ สถานที่ปฏิบัติงานปัจจุบัน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี สถานที่ติดต่อได้สะดวก 46 ถ.มาลัยแมน ต.ท่าพี่เลี้ยง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เบอร์โทร:081-4533150 E-mail: [email protected] ประวัติการศึกษา ปริญญาตรี พยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราช ชนนี ราชบุรี ปริญญาโท พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาสุขภาพจิตและการ พยาบาลจิตเวช) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผลงานวิจัย - ผลของการจัดกิจกรรมกลุ่มส่งเสริมสุขภาพจิตต่อการปรับตัวของ นักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ปี พ.ศ.2551 -การศึกษาติดตามคุณภาพบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2553 ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ชื่อ-สกุล ผู้ร่วมวิจัยคนที่2 นางปวิดา โพธิ์ทอง สถานที่ปฏิบัติงานปัจจุบัน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี สถานที่ติดต่อได้สะดวก 46 ถ.มาลัยแมน ต.ท่าพี่เลี้ยง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เบอร์โทร: 081-912-9013 E-mail: [email protected]
44 ประวัติการศึกษา ปริญญาตรี พยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราช ชนนี สุพรรณบุรี ปริญญาโท พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาสุขภาพจิตและการ พยาบาลจิตเวช) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผลงานวิจัย -การพัฒนาการปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ที่พยายามฆ่าตัวตาย วัยผู้ใหญ่ ปี 2548 -ความฉลาดทางการอารมณ์ การปรับตัว ความเครียด นักศึกษา พยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ปี 2553 ชื่อ-สกุล ผู้ร่วมวิจัยคนที่ 3 นางเสาวลักษณ์ ศรีโพธิ์ สถานที่ปฏิบัติงานปัจจุบัน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี สถานที่ติดต่อได้สะดวก 46 ถ.มาลัยแมน ต.ท่าพี่เลี้ยง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เบอร์โทร: 091-263-1431 E-mail : [email protected] ประวัติการศึกษา ปริญญาตรี พยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราช ชนนี สุพรรณบุรี ปริญญาโท พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาสุขภาพจิตและการ พยาบาลจิตเวช) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ผลงานวิจัย -การศึกษาติดตามความพึงพอใจผู้ใช้บัณฑิตต่อผู้สำเร็จการศึกษา ในปีการศึกษา 2561 ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี -ผลของโปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ต่อภาวะ สุขภาพจิตของนักศึกษาพยาบาล ปี 2561
45 เอกสารชี้แจงข้อมูลสำหรับอาสาสมัครวิจัย สำหรับโครงการวิจัย เนื่องด้วย ดิฉันนางสาวสุพัตรา จันทร์สุวรรณ ดำเนินการศึกษาวิจัยเรื่อง ปัจจัยทำนาย การปฏิบัติงานการส่งเสริมสุขภาพจิต และป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมู่บ้าน จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยต่อการปฏิบัติงานการส่งเสริม ป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดสุพรรณบุรีผลสรุปที่ได้ จากการวิจัย เป็นเพื่อพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการส่งเสริมป้องกันปัญหา สุขภาพจิตในชุมชน ผู้วิจัยมีความจำเป็นในการเชิญท่านเป็นอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการวิจัยเนื่องจากท่านเ ป็น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ซึ่งการตอบแบบสอบถามหลังการอบรมใช้เวลา 30 นาที ผู้วิจัยจะนำข้อมูลจากตอบแบบสอบถามดังกล่าวทำลายภายหลังเสร็จสิ้นการวิจัย โดยผู้วิจัยจะเก็บ รักษาความลับของข้อมูลไว้เป็นอย่างดี ในการรายงานผลการวิจัยจะถูกรายงานโดยภาพรวมของการ ศึกษาวิจัยเพื่อเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในชุมชนต่อไป ดังนั้นจึงจะไม่มี ผู้ใดที่สามารถบ่งชี้หรือระบุได้ว่าข้อมูลส่วนใดได้รับมาจากผู้เข้าร่วมวิจัยคนใด ในการเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครวิจัยของโครงการวิจัยครั้งนี้ ท่านสามารถถอนตัวเมื่อใดก็ได้ โดยไม่ต้องเสียสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น และจะไม่เกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของท่านในฐานะที่เป็นาสา สมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หากท่านมีข้อสงสัยประการใดหรือต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการวิจัย สามารถ ติดต่อสอบถาม ดิฉัน นางสาวสุพัตรา จันทร์สุวรรณ ผู้วิจัยได้ที่ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี เบอร์โทร 098-4165193 …………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………… หากท่านมีปัญหาสงสัยเกี่ยวกับสิทธิของท่านขณะเข้าร่วมการวิจัยนี้ โปรดสอบถามได้ที่ เลขานุการคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมวินัยในมนุษย์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่อยู่118 หมู่ที่1 ตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เบอร์โทร 035-535- 253-5
46 เอกสารแสดงความยินยอมโดยได้รับการบอกกล่าว ข้าพเจ้า (นาย/นาง/นางสาว)...........................นามสกุล...............................อายุ ......... ปี ได้ฟังคำอธิบาย จากนางสาวสุพัตรา จันทร์สุวรรณ เกี่ยวกับการเป็นอาสาสมัครในวิจัยเรื่องปัจจัยทำนายการปฏิบัติงานการส่งเสริม สุขภาพจิต และป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดสุพรรณบุรี ก่อนที่จะลง นามในใบยินยอมให้ทำการวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้อธิบายให้ข้าพเจ้าทราบถึงวัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีการวิจัย รวมทั้งประโยชน์และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการวิจัยอย่างละเอียดตลอดจนให้เวลาในการซักถามข้อสงสัย ต่างๆ จนเข้าใจ ผู้วิจัยได้ขออนุญาตในการให้ข้าพเจ้าให้ข้อมูลการทำแบบสอบถาม ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาที เพื่อนำ ข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาการส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในชุมชนต่อไป ผู้วิจัยมีความจำเป็นต้องแสดงข้อมูล โดย ผู้วิจัยจะนำเสนอเฉพาะในภาพรวมของผลการวิจัยและประโยชน์ทางวิชาการเท่านั้น ข้าพเจ้าเข้าร่วมโครงการวิจัยนี้โดยความสมัครใจและข้าพเจ้าสามารถถอนตัวจากการเป็นอาสาสมัคร โครงการวิจัยนี้เมื่อใดก็ได้ โดยไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานใดๆ ต่องานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ทั้งสิ้น ข้าพเจ้าสามารถติดต่อ นางสาวสุพัตรา จันทร์สุวรรณ ผู้วิจัยได้ที่วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี เบอร์โทร 098-4165193 ข้าพเจ้าได้อ่านข้อความข้างต้นแล้วและได้ลงนามในใบยินยอมนี้ด้วยความเต็มใจ ลงนาม..........................................อาสาสมัครวิจัย (...........................................)ตัวบรรจง วันที่..........เดือน..................................พ.ศ.......... ลงนาม..........................................ผู้วิจัย (...........................................)ตัวบรรจง วันที่..........เดือน..................................พ.ศ.......... ลายเซ็นพยานอย่างน้อย 1 คน(แล้วแต่กรณี) ลงนาม..........................................พยาน (...........................................)ตัวบรรจง วันที่..........เดือน..................................พ.ศ.......... ลงนาม..........................................พยาน (...........................................)ตัวบรรจง วันที่..........เดือน..................................พ.ศ.......... ข้าพเจ้าไม่สามารถเขียนหนังสือได้ แต่ผู้วิจัยได้อ่านข้อความในใบยินยอมนี้ให้แก่ข้าพเจ้าฟังจนเข้าใจและ ข้าพเจ้าจึงได้พิมพ์ลายนิ้วมือไว้เป็นหลักฐาน ลายนิ้วมืออาสาสมัครวิจัย ลงนาม..........................................ผู้วิจัย (...........................................)ตัวบรรจง วันที่..........เดือน..................................พ.ศ.......... ลายเซ็นพยานอย่างน้อย 2 คน ลงนาม..........................................พยาน (...........................................)ตัวบรรจง วันที่..........เดือน..................................พ.ศ.......... ลงนาม..........................................พยาน (...........................................)ตัวบรรจง วันที่..........เดือน..................................พ.ศ..........
47 แบบสอบถามวิจัยเรื่อง ปัจจัยทำนายการปฏิบัติงานการส่งเสริมสุขภาพจิต และป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดสุพรรณบุรี เรียน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดสุพรรณบุรี แบบสอบถามการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายการปฏิบัติงานการส่งเสริม สุขภาพจิต และป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัด สุพรรณบุรีเพื่อเป็นแนวทางสำหรับจังหวัดสุพรรณบุรี ในการวางแผนพัฒนาการปฏิบัติงานการ ส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ในจังหวัดสุพรรณบุรี โดยแบบสอบถามนี้ไม่มีผลต่อการปฏิบัติงาน ด้านอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านของท่านใดๆทั้งสิ้น คำชี้แจง 1. แบบสอบถามนี้สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดสุพรรณบุรี 2. กรุณาตอบแบบสอบถามให้ครบทุกข้อ 3. แบบสอบถามชุดนี้ประกอบด้วย 3 ส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป จำนวน 11 ข้อ ส่วนที่ 2 ความคิดเห็นต่อการปฏิบัติงานการส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิต จำนวน 20 ข้อ ส่วนที่ 3 ปัญหาอุปสรรค / ข้อเสนอแนะ จำนวน 4 ข้อ ขอขอบคุณทุกท่านที่ตอบแบบสอบถาม เพื่อประโยชน์ในการพัฒนางานสุขภาพจิต ใน จังหวัดสพรรณบุรีต่อไป
48 เลขที่แบบสอบถาม……… ส่วนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคล คำชี้แจง โปรดทำเครื่องหมาย ( / ) หรือกรอกข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริงของท่าน 1. เพศ ( ) ชาย ( ) หญิง 2. อายุ……ปี สถานภาพ ( ) 1โสด ( )2หม้าย ( ) 3คู่ ( )4 หย่า/แยกกันอยู่ 3. ระดับการศึกษาสูงสุด ( )1 ประถมศึกษา ( )2 มัธยมศึกษา ( )3 ปริญญาตรี ( )4 สูงกว่าปริญญาโท ( )5 อื่นๆ ………………………. 4. อาชีพปัจจุบัน ( ) 1 เกษตรกร ( )2 ค้าขาย ( ) 3 รับจ้าง ( )4 รับราชการ ( ) 5 แม่บ้าน ( ) 6 ไม่ได้ประกอบอาชีพ ( )7 อื่นๆ……………………….. 5. ความเพียงพอของรายได้ ( ) 1 พอใช้ ( )2 ไม่พอใช้ ( )3 เหลือเก็บ 6. ระยะเวลาในการปฏิบัติงานเป็น อสม. เป็นเวลา………………..ปี 7. ท่านเคยได้รับการอบรมความรู้ทางด้านสุขภาพจิต (ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา) ( )1 เคย จำนวน……..ครั้ง ( )2ไม่เคย 8. ส่วนใหญ่ท่านได้รับความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตจากที่ใด (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) ( )1ไม่เคยได้รับความรู้ ( )2 เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ( )3 คู่มือสุขภาพจิต ( )4 สื่อออนไลน์ เช่น เวปไซด์ เฟสบุค ( ) อื่นๆ…………………. 9. ท่านได้รับความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่องหรือไม่ (ในช่วง 1 ปี) ( )1 ต่อเนื่อง ( )2 ไม่ต่อเนื่อง 10. หลังจากที่ท่านได้รับความรู้หรือรับการอบรมด้านสุขภาพจิตท่านได้นำความรู้ไปแนะนำแก่ ประชาชนในชุนชนหรือไม่ ( )1ไม่เคยแนะนำ ( ) 2 นานๆ ครั้ง ( ) 3ค่อนข้างบ่อย ( ) 4เป็นประจำ 11. ท่านคิดว่างานด้านสุขภาพจิตมีความสำคัญกับชุมชน ( )1ไม่แน่ใจ ( )2 สำคัญ ( ) 3 ไม่สำคัญ
49 ส่วนที่ 2 ความคิดเห็นในการปฏิบัติงานการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต คำชี้แจง โปรดทำเครื่องหมาย ( / ) ที่ตรงกับความเป็นจริงในความคิดเห็นของท่าน ดังนี้ 1 หมายถึง ทำน้อยที่สุด 2 หมายถึง ทำน้อย 3 หมายถึง ทำปานกลาง 4 หมายถึง ทำมาก 5 หมายถึง ทำมากที่สุด กิจกรรม ความคิดเห็นต่อการปฎิบัติงาน ทำ มาก ที่สุด ทำ มาก ทำ ปาน กลาง ทำ น้อย ทำ น้อย ที่สุด 1. ท่านสามารถประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้นเช่น ความเครียด ซึมเศร้า ใน………………………………………………………………………………………….. 2. ท่านสามารถใช้แบบประเมินคัดกรองสุขภาพจิตเบื้องต้น เช่น แบบ คัดกรองภาวะซึมเศร้า,แบบคัดกรองความเครียด …………………………………………………………………………………………………. 3. ท่านสามารถดูแลสุขภาพจิตของหญิงตั้งครรภ์ ………………………………………………………………..……………………………… 4. ท่านสามารถให้ความรู้แก่พ่อแม่/ผู้ปกครองเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กที่ เหมาะสมตามวัยได้………………………………………………………………… 5.ท่านสามารถให้คำแนะนำเรื่องปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพจิต เช่น ………………………………………………………………………………………. 6.ท่านสามารถให้คำแนะนำประชาชนในชุมชน เรื่องการผ่อนคลาย ความเครียด …………………………………………………………… 7.ท่านสามารถให้คำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพจิตของผู้ สูง………………………………………………………………………………………. 8.ท่านสามารถสืบค้นข้อมูล/เนื้อหาการส่งเสริมสุขภาพจิตจากแผ่น พับ………………………………………………………………………………………. 9. ท่านสามารถรับฟัง ให้คำปรึกษาเบื้องต้นแก่ผู้ที่เสี่ยงต่อการมี ปัญหา……………………………………………………………………………………….
50 ส่วนที่ 2 ความคิดเห็นในการปฏิบัติการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในชุมชน (ต่อ) กิจกรรม ความคิดเห็นต่อการปฎิบัติงาน มาก ที่สุด มาก ปาน กลาง ปาน กลาง น้อย น้อย ที่สุด 10.ท่านสามารถส่งต่อผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต เช่น เครียด ซึมเศร้า วิตก กังวล………………………………………………………………………………………. 11.ท่านสามารถให้คำแนะนำการดูแลตนเองเบื้องต้น และ………………………………………………………………………………… 12.ท่านสนับสนุนให้ชุมชน มีส่วนร่วมในการดูแลช่วยเหลือเบื้องต้น ให้แก่………………………………………………………………………………………. 13.ท่านสามารถดูแลช่วยเหลือเบื้องต้น ให้กำลังใจ ครอบครัวเด็กสมา สั้น ………………………………………………………………………………………. 14.ท่านสามารถ ดูแลช่วยเหลือและให้คำแนะนำเบื้องต้น แก่ผู้ปกครอง ในการดูแลวัยรุ่นที่มีปัญหาติดสารเสพติด ปัญหาความรุนแรง และ………………………………………………………………………………………. 15.ท่านสามารถ ดูแลช่วยเหลือและให้คำแนะนำเบื้องต้น แก่ผู้สูงอายุที่ มี………………………………………………………………………………………. 16.ท่านสามารถสื่อสารจูงใจให้ผู้ป่วยจิตเวชและญาติเห็นความสำคัญ ของ………………………………………………………………………………………. 17.ท่านสามารถติดตามเยี่ยมผู้ป่วยจิตเวชที่บ้าน หลังจากจำหน่ายออก จาก………………………………………………………………………………………. 18.ท่านสามารถแนะนำช่องทางการช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตแก่คนใน ชุมชน………………………………………………………………………………………. 19.ท่านชักชวนเพื่อน อสม.นำผลการคัดกรองสุขภาพจิตคนในชุมชน เช่น ความเครียด ซึมเศร้า นำมาวิเคราะห์และให้การการดูแลกลุ่มปกติ ………………………………………………………………………………………. 20.เมื่อเยี่ยมบ้านท่านสามารถประเมิน ความสามารถในการดำเนิน ชีวิต……………………………………………………………………………………….