โครงการวิจัย ผลของการใช้สื่อนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL” ต่อการฝึกปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 The effects of using the innovation media SNC. SUCTION MODEL on the suction skill practice of 2nd year nursing student จัดทำโดย จรูญลักษณ์ ป้องเจริญ จักรกฤษณ์ ลูกอินทร์ อาคม โพธิ์สุวรรณ ดารินทร์ พนาสันต์ ลักขณา ศิรถิรกุล ผลงานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากวิทยาลัยพยาบาล สุพรรณบุรี สถาบันพระบรมราชนก กระทรวงสาธารณาสุข
กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลงได้ด้วยดี เนื่องจากได้รับความกรุณาอย่างสูงจากอาจารย์วิลาวัณย์ ธนวรรณ ที่ ปรึกษางานวิจัย ที่กรุณาให้คำแนะนำปรึกษาตลอดจนปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ด้วยความเอาใจใส่อย่าง ดียิ่ง คณะผู้วิจัยตระหนักถึงความตั้งใจจริง และความทุ่มเทของอาจารย์และขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ไว้ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณ รศ.ดร อนิรุทธ์สติมั่น หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหา วิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์นางณาตยา ขนุนทอง หัวหน้าหอผู้ป่วยกึ่งวิกฤต การปฏิบัติ พยาบาลขั้นสูง APN โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านวิกฤติอายุ รกรรม นางณัศริน ปิ่นเพ็ชร์หัวหน้าหน่วยงานติดเชื้อโรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี อาจารย์ขวัญฤทัย พันธุ อาจารย์ภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุและนายไพรัตน์ เลี้ยงถนอม นายช่าง เทคนิคชำนาญการ โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ความ อนุเคราะห์ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย รวมถึงขอขอบพระคุณนายนพรัตน์ ท้วมพงษ์ นายช่างชำนาญการ โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรีที่ได้ประกอบอุปกรณ์ทำหุ่นจนทำให้งานวิจัยนี้สำเร็จ ลุล่วงไปด้วยดี ขอขอบพระคุณ ดร.พิศิษฐ์พลธนะ ผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่ได้ให้ ความอนุเคราะห์ อำนวยความสะดวก สนับสนุนในการทำงานวิจัยตลอดมา และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่ง ในการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล รวมถึงขอขอบพระคุณนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี จำนวน 30 คน ที่ให้ความร่วมมือในการทดลองและการตอบแบบสอบถาม จนทำให้งานวิจัยนี้ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี คณะผู้วิจัย
ผลของการใช้สื่อนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL”ต่อการฝึกปฏิบัติทักษะการดูด เสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 รอ.หญิง จรูญลักษณ์ ป้องเจริญ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ นายจักรกฤษณ์ ลูกอินทร์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ นายอาคม โพธิ์สุวรรณ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ นางสาวดารินทร์พนาสันต์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ นางสาวลักขณา ศิรถิรกุล พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการกึ่งทดลอง(quasi-experimental research) แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนหลัง ศึกษาผลของการใช้สื่อนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ “SNC.SUCTION MODEL”ต่อการฝึกปฏิบัติทักษะการ ดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะก่อนและหลังการฝึกปฏิบัติ ทักษะดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 โดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL” และความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 ต่อการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้ นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL” กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 รุ่นที่ 24 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีจำนวน 30 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย(simple random) โดยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 2 ส่วน 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ “SNC.SUCTION MODEL”ตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน คุณภาพของเครื่องมือตามความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.61(mean=4.61,SD=0.39) และ 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่แบบประเมินทักษะการดูด เสมหะ(OSCE) จำนวน 21 ข้อ ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .715 และแบบประเมินความพึงพอใจของนักศึกษา พยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 ต่อการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL” จำนวน 11 ข้อ ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .815 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ยมัชฌิมเลขคณิต (x) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)และสถิติทดสอบที(t-test) ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรม หุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION”เท่ากับ 60.633 (mean= 60.633,SD=16.757)และมีค่าเฉลี่ยคะแนน หลังการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION”เท่ากับ 91.133 (mean= 91.133, SD=4.981) และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้ นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION” พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนหลังการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดย ใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION”มากกว่าก่อนการฝึกปฏิบัติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.01(p<0.01) และพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจต่อการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะ โดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL”อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.667(mean=4.667,SD= 0.249) คำสำคัญ: นวัตกรรม/หุ่นจำลอง/ดูดเสมหะ อาจารย์พยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี
The effects of using the innovation media SNC. SUCTION MODEL on the suction skill practice of 2nd year nursing students Abstract This a one-group quasi-experimental research studied to exam the effect of using innovative media, suctioning model "SNC.SUCTION MODEL" on the practice of suctioning skills of the 2nd year nursing students by using the innovative suctioning model "SNC. SUCTION MODE” and the satisfaction of the 2nd year nursing students towards the practice of suctioning skills by using the mucus suction model innovation “SNC. SUCTION MODEL". The sample group was the second year nursing students, class 24, Boromarajonani College of Nursing. Suphanburi, 30 people selected a simple sample (simple random) by drawing lots. The research instruments consisted of 2 parts : 1) The instrument used in the experiment was the innovative suctioning model "SNC.SUCTION MODEL". The quality was checked by 5 experts. The quality of the instruments according to opinions was at the highest level. The mean was 4.61 (mean = 4.61, SD = 0.39), and 2) The data collection were 21 items of suctioning skills (OSCE), a confidence value of .715, and the satisfaction assessment form of the 2nd yearnursing students with skills practice. Suction mucus using the suctioning model innovation "SNC. SUCTION MODEL "11 items, the confidence value was .815. And the data were analyzed by descriptive statistics including frequency, mean, arithmetic mean (x), and standard deviation (SD) and statistical t-test. The results of the research showed that the sample group had a mean score before practicing the suction technique by using the suction model innovation "SNC. SUCTION ”was 60.633 (mean = 60.633, SD = 16.757) and, had an average score after practicing the suctioning skills using the innovative suctioning model "SNC. SUCTION ” was 91.133 (mean = 91.133, SD = 4.981). And when comparing scores before and after the practice of suctioning with phlegm using the innovative suctioning model “SNC. SUCTION "found that the average score after the practice of suction sputum skills by using the "SNC.SUCTION" model innovation than before the practice. Statistically significant at the level of 0.01 (p <0.01). And, the sample group had the mean satisfaction score on the practice of suction sputum skills by using the innovative suctioning model "SNC.SUCTION. MODEL ” was at the highest level and mean equal to 4.667(mean=4.667,SD= 0.249) Keyword: innovation/ suction skill / media Nurse instructor Boromarajonani College of Nursing Suphanburi
สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ ก บทคัดย่อ(ภาษาไทย) ข บทคัดย่อ(ภาษาอังกฤษ ) ค สารบัญ ง บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 3 กรอบแนวคิด 4 นิยามศัพท์เฉพาะ 4 ประโยชน์ที่จะได้รับ 5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การจัดการเรียนการสอน 6 สื่อการเรียนการสอน 8 หุ่นจำลอง 9 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 11 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 15 ขั้นตอนการวิจัย 15 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 16 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 1 8 การพิทักษ์สิทธิ์ 18 การวิเคราะห์ข้อมูล 18
สารบัญ(ต่อ) หน้า บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างได้แก่ เพศ 19 ตอนที่ 2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานคะแนนทักษะก่อนและหลัง 20 การฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2โดยใช้ นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมห“SNC. SUCTION MODEL” ตอนที่ 3 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานคะแนนความพึงพอใจของนักศึกษา 22 พยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 ต่อการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรม หุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL” บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย 24 อภิปรายผล 25 ข้อเสนอแนะ 28 บรรณนุกรม 29 ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 31 หุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.Model” 32 ภาคผนวก ข ชุดเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล 36 แบบประเมินคุณภาพสื่อการสอนนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ “SNC.Model” 37 แบบประเมินทักษะการดูดเสมหะ 38 แบบประเมินความพึงพอใจต่อนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ “SNC.Model” 39 ภาคผนวก ค แบบฟอร์มการให้ข้อมูลขอความยินยอมเข้าร่วมวิจัย 40 แบบฟอร์มการให้ข้อมูลขอความยินยอมเข้าร่วมวิจัย 41 ภาคผนวก ง รายชื่อทรงคุณวุฒิและประวัติผู้วิจัย 42 รายชื่อทรงคุณวุฒิ 43 ประวัติผู้วิจัย 45
บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา สื่อการเรียนการสอนเป็นตัวกลางที่สำคัญในกระบวนการเรียนการสอน โดยมีหน้าที่เป็นตัวช่วยในการ นำความต้องการของผู้สอนไปสู่ผู้เรียนอย่างถูกต้องรวดเร็ว เป็นผลให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปตาม จ ุ ด ม ุ ่ ง ห ม า ย ก า ร ส อ น ไ ด ้ อ ย ่ า ง ถ ู ก ต ้ อ ง เ ห ม า ะ ส ม (อ ภ ิ น ั น ท ์ ส ุ ป ร ะ เ ส ร ิ ฐ,2 5 5 8; Jeffries&Clochesy,2012;Tran,Scherpbier,Van Dalen&Wright,2012; Kasatpibal, 2016) ส ำ ห รั บ หุ่นจำลอง(models) นับว่าเป็นสื่อวัสดุสามมิติประเภทหนึ่งที่สร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบของจริงเนื่องจากมี ข้อจำกัดบางประการที่ไม่สามารถจะใช้ของจริงประกอบการเรียนการสอนได้ซึ่งนิยมใช้ในการเรียนการสอน ทางวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยสนับสนุนความคิดและจินตนาการ การสร้างมโนภาพทั้งในอดีต และปัจจุบันจากลักษณะที่เป็นนามธรรม(abstract)ให้เกิดเป็นภาพหรือรูปลักษณะที่มองเห็นในลักษณะที่เป็น รูปธรรม(อภินันท์ สุขประเสริฐ,2559) ซึ่งการพัฒนาหุ่นจำลองเพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนแต่ละประเภทจะ มีวิธีที่แตกต่างกัน โดยที่ผู้ผลิตหรือผู้พัฒนาจะต้องศึกษาคุณลักษณะ กระบวนการผลิต รายละเอียดในการ นำเสนอของสื่อ เทคนิคการใช้สื่อ รวมทั้งรู้ถึงกลุ่มเป้าหมายที่จะนำไปสื่อโดยใช้หลัก 5 W และ1 H มาพิจารณา ดังนี้ 1) อะไร(What) คือเรื่องหรือประเด็นที่จะจัดทำสื่อการสอน ในขั้นตอนนี้ต้องจัดหาทีมงานที่มีความรู้ความ เชี่ยวชาญ ด้านเนื้อหาและเทคนิคการผลิต งบประมาณและระยะเวลา 2) ทำไม(Why) จึงต้องทำสื่อการเรียน การสอน ต้องค้นหาสาเหตุที่สื่อนั้นไม่ตอบสนองการเรียนการสอน 3) ใคร(Who) คือกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้การ จัดทำสื่อการสอนนั้นๆเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง 4) แหล่งเรียนรู้(Where) สื่อการสอนการเรียนใช้ใน สถานที่ใดที่ใช้เป็นแหลงเรียนรู้เพื่อผู้พัฒนาสื่อจะสามารถเลือกสรรและผลิตสื่อได้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม และความต้องการ 5) เมื่อไร(When) สื่อการเรียนการสอนใช้เมื่อไรเพื่อพัฒนาสื่อสามารถเลือกผลิตสื่อได้ สอดคล้องกับขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนและความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย 6) อย่างไร(How) เป็นการ กำหนดวิธีการและแนวทางการเสนอสื่อการเรียนการสอนจะผลิตอย่างไรจึงจะสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ การเรียนการสอน(รุจโรจน์ แก้วอุไร,2551) ทั้งนี้การออกแบบสื่อการเรียนการสอนต้องมีการจัดองค์ประกอบที่ ควรพิจารณาดังนี้ 1) ความสมดุล(Balance) โดยใช้รูปร่าง ขนาด สีหรือแสงของวัตถุเป็นส่วนช่วยให้เกิดความ สมดุล 2) มาตราส่วน(Scale) เป็นวิธีการจัดสัดส่วนของสื่อการสอนกับงานจริง ซึ่งอาจต้องย่อหรือขยายเพื่อให้ ขนาดของสื่อมีขนาดเหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียน 3) วัสดุ(Material) การออกแบสื่อสามมิติเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตต้อง พิถีพิถันเพราะผู้เรียนต้องสัมผัส จับต้อง ทดลองเสมือนจริงและประหยัด 4) สี(Colors) เป็นองค์ประกอบที่ สำคัญสำหรับการออกแบบเพราะนอกจากการทำให้เกิดความสวยงามเสมือนจริงแล้ว สียังช่วยชี้ให้เห็นถึงความ คล้ายคลึง ความแตกต่างและเน้นสิ่งสำคัญได้อย่างชัดเจน(เรืองวิทย์ นนทะภา และคณะ,2547) หุ่นจำลองทางการแพทย์นั้นได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นสื่อเสริมทักษะในการเรียน การสอนของนักศึกษาแพทย์ พยาบาล วิทยาศาสตร์การแพทย์และทางด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งใช้ เป็นสื่อประกอบการให้ข้อมูลของพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขต่อผู้ป่วยและญาติ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ ถูกต้องในเรื่องของโรคและแนวทางการรักษาที่จะได้รับ การใช้หุ่นจำลองเป็นสื่อการสอนจะทำให้ผู้เรียนหรือ ผู้รับข้อมูลเกิดความเข้าใจได้ง่าย เพราะเรียนรู้เสมือนจริงทดแทนข้อจำกัดในกรณีที่ผู้สอนไม่สามารถนำของ จริงมาใช้ได้(กัลยา เตชาเสถียรและสถาพร กลางคาร,2556;Kasatpibal,N,Sawasdisingha, P.,& Whitney, J.D.,2016)ดังนั้นการใช้หุ่นจำลองจึงช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง จนเกิดเป็นทักษะและเกิดเป็น ปัญญาในการนำความรู้ไปใช้ปฏิบัติได้จริง การพัฒนาหุ่นจำลองที่เลียนแบบเสมือนจริงจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อใช้ ในการเรียนการสอน(วัณณลภ โกวิท,2457) นอกจากนี้หุ่นจำลองเป็นสื่อการเรียนการสอนที่มีทั้งข้อดีและ
ข้อจำกัดที่ควรพิจารณาก่อนที่จะเลือกใช้ โดยลักษณะของหุ่นจำลองที่ดีจะต้องเป็นวัสดุสามมิติ ทำให้ผู้ดูเกิด ความสนใจ สามารถขยายหรือลดขนาดแท้จริงได้สะดวกแก่การพิจารณา แสดงให้เห็นภายในได้ซึ่งไม่สามารถ เห็นได้จากของจริง ใช้สีเพื่อให้เห็นส่วนสำคัญและสามารถตัดส่วนที่ไม่สำคัญออกเพื่อให้เข้าใจง่าย (อภินันท์ สุข ประเสริฐ,2558)สำหรับกระบวนการพัฒนาหุ่นจำลองใช้หลักการผลิตสิ่งประดิษฐ์ต่างประกอบด้วย 6 ขั้นตอน 1) รวบรวมข้อมูลและความต้องการ 2) ออกแบบร่างหุ่นจำลอง 3) การสร้างต้นแบบ 4) การประเมินผล 5) การปรับปรุงผลิตใหม่ 6) ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตามต้องการ(Sarjusingh,W Castellanos,F & Mohammed,C,2009) ดังนั้นสื่อวัสดุสามมิติจึงเป็นสื่อการสอนที่สามารถจับต้องและพิสูจน์ได้เหมือนจริง การ ผลิตควรพิจารณาที่ต้นทุนต่ำ ราคาไม่แพง กรรมวิธีที่ผลิตง่าย สะดวกต่อการเก็บรักษา และการตอบสนองตาม วัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนการสอนผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้สื่อนั้นมีคุณค่าและ เกิดประสิทธิผลต่อการเรียนรู้(สุสัณหา ยิ้มแย้ม,2559)นอกจากนี้มีหลักฐานการวิจัยที่เพียงพอยืนยันว่าการ พัฒนาหุ่นฝึกทักษะการพยาบาล(Nursing procedure training manikins) หรือการการใช้หุ่นจำลอง สถานการณ์(simulation) มีประโยชน์ในเชิงผลลัพธ์ด้านความรู้และสมรรถนะทางการพยาบาลต่างๆ(Ricketts B,2011;Wongprach B. & Poomsanguan K,2014)ความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาล ความพึงพอใจต่อ ของผู้เรียนและช่วยลดความเครียดความวิตกกังวลในการขึ้นฝึกปฏิบัติงานกับผู้ป่วยจริงบนหอผู้ป่วย(Foronda C, Liu S, Bauman EB,2013) ผู้ป่วยที่ไม่สามารถหายใจได้ด้วยตนเอง ต้องใส่ท่อช่วยหายใจและไม่สามารถขับเสมหะออกจาก ทางเดินหายใจได้ด้วยตนเอง เมื่อมีข้อบ่งชี้ผู้ป่วยควรได้รับการดูดเสมหะ พยาบาลต้องเตรียมผู้ป่วยแบบองค์ รวม คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วย เตรียมอุปกรณ์ดูดเสมหะถูกต้องด้วยเทคนิคสะอาดปราศจากเชื้อ ปฏิบัติการพยาบาลดูดเสมหะตามลำดับขั้นตอนอย่างถูกวิธี เพื่อไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการดูดเสมหะ ผู้ป่วยหายใจได้สะดวก ทางเดินหายใจโล่ง มีการแลกเปลี่ยนก๊าซอย่างมีประสิทธิภาพ สัญญาณชีพปกติ เกิด ความสุขสบาย เสมหะจำนวนลดลงไม่เกิดการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ดังนั้นนักศึกษาพยาบาลจำเป็นต้อง มีทักษะในการดูดเสมหะอย่างมีประสิทธิภาพ หากดูดเสมหะอย่างไม่มีประสิทธิภาพ จะทำให้เกิด ภาวะแทรกซ้อนจากการดดูเสมหะได้ จากงานวิจัยการดูดเสมหะในผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ พบว่าสามารถทำให้ เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการดูดเสมหะ เช่น ภาวะพร่องออกซิเจนในเลือด(Hypoxemia) ภาวะหัวใจเต้นผิด จังหวะ(Cardiac arrhythmias) ภาวะความดันโลหิตต่ำ(Hypotension) ภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension) หลอดลมหดเกร็ง(Bronchospasm) ภาวะปอดแฟบ(Atelectasis) การบาดเจ็บของเยื่อบุ ทางเดินหายใจ(Tracheobronchial mucosa trauma) การติดเชื้อ(Infection)และการเพิ่มขึ้นของความดัน ในกะโหลกศีรษะ(Increasedintracranial pressure) (สิริรัตน์ เปรมประวัติ, 2551; สิริรัตน์ ฉัตรชัยสุขา และ คณะ, 2553; อภิญญา เพียรพิจารณ์, 2553; สุปราณี เสนาดิสัย และวรรณา ประไพพาณิช, 2561)ซึ่งการ จัดการเรียนการสอนด้วยหุ่นจำลองเสมือนจริงภายใต้สถานการณ์เสมือนจริงเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ ช่วยเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีและปฏิบัติ ทำให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการปฏิบัติการพยาบาลที่มีคุณภาพ เพิ่มความ ปลอดภัยและลดความผิดพลาดในการดูแลผู้ป่วยได้(สุรชาติ,2558)สอดคล้องกับการศึกษาของรวิภาบุญชูช่วย (2558) สร้างนวัตกรรมหุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะ “RTAFNC Suction Model” โดยเปรียบเทียบความพึง พอใจของนักเรียนพยาบาลทหารอากาศชั้นปีที่ 2 ต่อการใช้หุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะตามมาตรฐานทาง การแพทย์กับหุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะผลการวิจัยพบค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อหุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะ “RTAFNC Suction Model” เท่ากับ 4.01 มากกว่าค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อหุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะที่ใช้ ในห้องสาธิตปฏิบัติการพยาบาลเท่ากับ 3.43 อย่างมีนัยสำคัญและการใช้หุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะทำให้ นักศึกษาสามารถทำการดูดเสมหะได้อย่างถูกต้องตามกายภาพและจากการศึกษาของปรียสลิล ไชยวุฒิและ เยาวลักษณ์ คุมขวัญ( 2560 ) เรื่องหุ่นจำลองฝึกทักษะการดูดเสมหะ : นวัตกรรมสื่อการสอนทางการพยาบาล พบว่าประสิทธิภาพโดยรวมของหุ่นทั้ง 2 รูปแบบอยู่ในระดับดี มีคุณลักษณะตรงกับความต้องการในการใช้เป็น
สื่อการสอนโดย1) เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย 2) มีความคุ้มค่าในการนำไปใช้ 3) มีความสะดวกในการทำความ สะอาดและการเก็บรักษา 4) มีความสะดวกในการใช้งาน การดูดเสมหะได้ใกล้เคียงกับของจริงและยังสามารถ ใช้หุ่นจำลองทดแทนการใช้หุ่นจากต่างประเทศทำนอกจากนี้ยังช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ ผู้เรียน เกิดความเข้าใจและมีความมั่นใจในการปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะ การจัดการเรียนการสอนสาขาพยาบาลศาสตร์ในวิชาพื้นฐานทางการพยาบาลมีจุดมุ่งหมายหลักคือมุ่ง พัฒนาทักษะและความสามารถของผู้เรียนในการปฏิบัติการพยาบาล สำหรับทักษะการดูดเสมหะถือว่าเป็น ทักษะที่ค่อนข้างยากและจากการขึ้นฝึกปฏิบัติงานบนหอผู้ป่วยพบว่านักศึกษาขาดความมั่นใจในการปฏิบัติ ถึงแม้ว่านักศึกษาจะได้ทดลองฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการก่อนที่จะขึ้นฝึกปฏิบัติจริงบนหอผู้ป่วยทั้งนี้อาจมี สาเหตุมาจากการฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการพยาบาลยังไม่เพียงพอ จากการที่มีนักศึกษาจำนวนเพิ่มมากขึ้น แต่หุ่นจำลองที่นำเข้าจากต่างประเทศมีจำนวนน้อยราคาค่อนข้างแพง มีข้อจำกัดเกี่ยวกับงบประมาณในการ จัดซื้อทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ของนักศึกษา นอกจากนี้หุ่นจำลองที่มีอยู่ไม่มีความเสมือนจริงในแง่ ของความลึกในการสอดใส่สายดูดเสมหะ ไม่มีเสมหะออกเหมือนผู้ป่วยจริง จากข้อจำกัดในเรื่องความไม่ เพียงพอและกลไกการทำงานของหุ่นจำลอง ทำให้นักศึกษาไม่สามารถเข้าถึงสภาพจริงที่ต้องพบในผู้ป่วย ใน ฐานะที่เป็นอาจารย์สอนในวิชาพื้นฐานทางการพยาบาล จึงทำให้คณะผู้จัดทำมีความสนใจที่จะสร้างและ พัฒนานวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL”สำหรับฝึกทักษะการดูดเสมหะทางท่อช่วย หายใจขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อการสอนทางการพยาบาลที่มีคุณสมบัติใกล้จริง ได้แก่สามารถบอกตำแหน่งที่เหมาะสม ในการดูดเสมหะโดยมีเซนเซอร์แสงและเสียงบอกตำแหน่ง carina มีเสมหะเสมือนจริง วัดความดันใน cuff ได้ เลื่อนดูตำแหน่งท่อช่วยหายใจได้ขนาดกะทัดรัดสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายราคาถูกและสามารถใช้ฝึกทักษะดูด เสมหะได้จริงโดยนำไปทดลองใช้กับนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 ภาคทดลองวิชาพื้นฐานทางการ พยาบาลก่อนที่นักศึกษาจะขึ้นฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยจริง เพื่อเป็นการเพิ่มความมั่นใจและช่วยให้การใช้ทรัพยากร การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ทักษะก่อนและหลังการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 โดย ใช้ นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL” 2. ความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2ต่อการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้ นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL” กรอบแนวคิด การวิจัยครั้งนี้ศึกษาตามกรอบแนวคิดทฤษฎีระบบทั่วไป(General system theory) ของ Ludving Von Bertalanffy (1968 : 24) องค์ประกอบหลักของทฤษฎีประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1) ปัจจัยนำเข้า (inputs) ได้แก่นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL”โดยพัฒนานวัตกรรมหุ่นจำลองตาม กระบวนการ PDSA (Plan, Do, Study, Act) ประกอบด้วย การวางแผน (Plan) ประกอบด้วยการกำหนด วัตถุประสงค์สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อมีการใช้นวัตกรรมที่สร้างขึ้น การคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายที่จะใช้นวัตกรรม และผู้เกี่ยวข้องเพื่อออกแบบนวัตกรรมให้เหมาะสมสอดคล้องตามความต้องการการทำ (Do) เป็นการนำ นวัตกรรมไปทดลองใช้บันทึกขั้นตอนกระบวนการต่าง ๆ รวมทั้งปัญหาที่พบแล้ววิเคราะห์ข้อมูลที่มี การศึกษา (Study) เป็นการรวบรวมปัญหาเพิ่มเติมและแก้ปัญหาที่พบ และสุดท้ายคือการลงมือปฏิบัติ(Act) เป็นการปรับ แก้ไขกระบวนการและนำนวัตกรรมไปใช้ใหม่ (re-implementation) 2) กระบวนการ (processes) ได้แก่การ
นำนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะที่สร้างขึ้นไปใช้เป็นสื่อการสอนในการฝึกปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะของ นักศึกษาพยาบาลและ3) ผลลัพธ์ (outputs)ได้แก่การฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะ ประกอบด้วยคะแนนทักษะ การดูดเสมหะก่อนและหลังและคะแนนความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลต่อการใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูด เสมหะที่สร้างขึ้น ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม นิยามคำศัพท์ นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL”หมายถึงหุ่นจำลองที่เป็นสื่อวัสดุสามมิติที่ สร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบของจริงเป็นหุ่นดูดเสมหะชนิดใส่ท่อช่วยหายใจและท่อเจาะคอ สามารถบอกตำแหน่งที่ เหมาะสมในการดูดเสมหะโดยมีเซนเซอร์แสงและเสียงบอกตำแหน่ง carina มีเสมหะเสมือนจริง สามารถวัด ความดันใน cuffได้ และเลื่อนดูตำแหน่งท่อช่วยหายใจได้ การฝึกปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะหมายถึงการที่นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 ใช้สายยางดูดเสมหะที่ สะอาดปราศจากเชื้อผ่านเข้าทางปาก จมูกหรืออุปกรณ์ที่ใส่เข้าไปในหลอดลมเพื่อนำเสมหะออกจากทางเดิน หายใจ และถูกประเมินทักษะการดูดเสมหะก่อนและหลังการใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL”โดยใช้แบบประเมินทักษะการดูดเสมหะของเครือข่ายภาคกลาง 2 ซึ่งประกอบด้วย 21 ขั้นตอนและมีคะแนนเต็ม 100 คะแนน และมีเกณฑ์ผ่านขั้นต่ำอยู่ที่ 70 คะแนน ความพึงพอใจ หมายถึงความรู้สึกที่ดีโดยบ่งบอกในลักษณะด้านบวกของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้น ปีที่ 2ต่อการใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL”ในการฝึกปฏิบัติทักษะการดูด เสมหะโดยใช้แบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL” จำนวน 10 ข้อ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.นักศึกษาพยาบาลมีหุ่นจำลองดูดเสมหะพอเพียงต่อการฝึกปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะ 2. นักศึกษาพยาบาลมีความรู้และความชำนาญในการฝึกปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะมากขึ้น 3. ผู้ป่วยปลอดภัยต่อการฝึกปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลในการขึ้นฝึกปฏิบัติจริง ในหอผู้ป่วย นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ “SNC. SUCTION MODEL” การฝึกปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 1. ทักษะก่อนและหลังการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะของนักศึกษา พยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2โดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ “SNC.SUCTION MODEL” 2. ความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 ต่อการฝึก ปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ “SNC.SUCTION MODEL”
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาวิจัยเรื่องผลของการใช้สื่อนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL” ต่อ การ ฝึกปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2(The effects of using the innovation media SNC. SUCTION MODEL on the suction skill practice of 2nd year nursing student) ในครั้ง นี้คณะผู้วิจัยได้ทำการศึกษาวิจัยจากแหล่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และนำมาสรุปได้ดังนี้ 1. การจัดการเรียนการสอน 2. สื่อการเรียนการสอน 3. หุ่นจำลอง 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การจัดการเรียนการสอน ปัจจุบันสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วส่งผลให้เกิดกระแสเรียกร้องการปฏิรูปการศึกษา ขึ้นพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542หมวด4มาตรา22กล่าวว่าการจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองซึ่งถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดกระบวนการจัด การศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น สำคัญเป็นการกำหนดจุดหมายสาระกิจกรรมแหล่งการเรียนรู้สื่อการเรียนและการวัดประเมินผลเป้าหมายของ การจัดการศึกษาจะต้องมุ่งสร้างสรรค์สังคมให้มีลักษณะที่เอื้ออาทรต่อการพัฒนาประเทศโดยสร้างคนหรือ ผู้เรียนให้มีศักยภาพและสามารถพัฒนาตนเองและสังคมไปสู่ความสำเร็จ(พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ, 2542)โดยเฉพาะในการเรียนการสอนของนักศึกษาพยาบาลนั้นจำเป็นต้องจัดการเรียนการสอนโดยเน้นให้ นักศึกษาได้มีความรู้ทั้งทางด้านทฤษฎีและด้านการปฏิบัติ เพื่อให้การพยาบาลแก่ผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ลดโอกาสการเกิดอันตรายต่อตัวผู้ป่วย การจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่21 เน้นการจัดการ เรียนการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์การให้ การศึกษาสำหรับศตวรรษที่21 ต้องเปลี่ยนแปลงทัศนะจากกระบวนทัศน์แบบดั้งเดิม (Tradition paradigm) ไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่ (New paradigm) ที่ให้โลกของผู้เรียนและโลกความเป็นจริงเป็นศูนย์กลางของ กระบวนการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ที่ไปไกลกว่าการได้รับความรู้แบบง่ายๆ ไปสู่การเน้นพัฒนาทักษะและ ทัศนคติทักษะการคิด ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะองค์การทัศนคติเชิงบวก ความเคารพตนเอง นวัตกรรม ความ สร้างสรรค์ทักษะการสื่อสาร ทักษะ และค่านิยมทางเทคโนโลยีความเชื่อมั่นในตนเอง ความยืดหยุ่น การจูงใจ ตนเอง และความตระหนักในสภาพแวดล้อม ความสามารถในการใช้ความรู้อย่างสร้างสรรค์ประกอบกับการ จัดการเรียนการสอนในหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรีสาขาพยาบาล ศาสตร์พ.ศ.2560มีลักษณะเฉพาะของสาขาคือเป็นสาขาวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติโดยตรงต่อชีวิต สุขภาพอนามัย ของประชาชน การจัดการเรียนการสอนจึงเน้นการฝึกปฏิบัติการพยาบาลทั้งในสถานการณ์จำลองเสมือนจริง และสถานการณ์จริงเพื่อให้มีความปลอดภัยต่อชีวิตของผู้รับบริการสุขภาพการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตร พยาบาลศาสตร์ที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะศตวรรษที่21 และมีการพัฒนาความรู้ทักษะในการปฏิบัติการ พยาบาลที่มีประสิทธิภาพจำเป็น ที่จะต้องใช้รูปแบบและการเรียนการสอนที่หลากหลาย(พูลสุข,2560)จะเห็น ได้ว่าการศึกษาภาคปฏิบัติจึงเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการศึกษาพยาบาลและเทคนิคการพยาบาลต่าง ๆ เป็น สิ่งที่ไม่สามารถเรียนรู้หรือพัฒนาได้โดยวิธีการอ่านจากตำราเพียงเท่านั้นแต่ต้องพัฒนาขึ้นมาจากการฝึกปฏิบัติ จริงโดยมีผู้นิเทศคอยชี้แนะอย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาทักษะความสามารถปฏิบัติการพยาบาลได้อย่างถูกต้องตาม หลักวิชาการวิเคราะห์อย่างมีหลักการมีเหตุผลประเมินผลการปฏิบัติการพยาบาลได้อย่างถูกต้องตลอดจนนำ
ความรู้ที่ได้รับจากภาคทฤษฎีมาปรับใช้โดยเฉพาะสมรรถนะการปฏิบัติการพยาบาลในห้องปฏิบัติการมี ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง(ปฐมามาศ,2558) โดยเฉพาะทักษะที่จำเป็น ได้แก่ ทักษะการฉีดยา การให้สารน้ำทาง หลอดเลือดดำ การใส่สายให้อาหารทางสายยาง และการใส่สายสวนปัสสาวะ เป็นต้น ถ้าหากนักศึกษาให้การ พยาบาลแก่ผู้ป่วยไม่ถูกวิธี จะทำให้เกิดผลเสียได้ เช่น เกิดการติดเชื้อ ทำให้ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาล ยาวนานขึ้น ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียรายได้ สูญเสียโอกาสในการทำงาน จากการที่ได้เล็งเห็นผลเสียมากมายของการ ได้รับการพยาบาลที่ไม่ถูกวิธีทำให้ในการจัดการเรียนการสอนวิชาการพยาบาล จึงได้มีการนำนวัตกรรมต่างๆ มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน โดยการใช้หุ่นจำลองเสมือนจริง ภายใต้สถานการณ์เสมือนจริงเป็นการเรียนรู้ จากประสบการณ์ที่ช่วยเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีและปฏิบัติ ทำให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการปฏิบัติการพยาบาลที่มี คุณภาพ เพิ่มความปลอดภัยและลดความผิดพลาดในการดูแลผู้ป่วยได้(สุรชาติ,2558) การเรียนการสอนทางการพยาบาลในศตวรรษที่21 ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้มี แนวโน้มว่าการสอนโดยใช้สถานการณ์เสมือนจริงจะเป็นที่สนใจมากขึ้นด้วยระดับความเสมือนจริงคล้ายกับ ความจริงมากที่สุดส่งผลลัพธ์หลายประการประกอบด้วยการส่งเสริมสมรรถนะทางทักษะการพยาบาล ทักษะ การคิดวิเคราะห์ ทักษะการตัดสินใจทางคลินิก ซึ่งเป็นสมรรถนะที่คาดหวังของพยาบาลในอนาคตการ เจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็วส่วนหนึ่งเป็นผลจากการพัฒนาด้าน เทคโนโลยี นอกจากนี้แล้วการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจของโลกก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการ พัฒนาระบบการดูแลสุขภาพ เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการศึกษาที่สามารถตอบสนองต่อการ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ผู้รับบริการที่หลากหลาย มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จึงมีความจำเป็นต้องมีการเตรียมนักศึกษาพยาบาลให้สามารถบริการสุขภาพได้สอดคล้องกับความ คาดหวังและการเปลี่ยนแปลงของระบบบริการสุขภาพเมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการก้าวหน้าอย่างไม่ หยุดพักของวิทยาศาสตร์และความต้องการของมนุษย์ ทำให้เพียงแค่การนำนวัตกรรมมาใช้เพียงอย่างเดียวเริ่ม ไม่เพียงพอกับการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน จึงได้มีการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมต่างๆที่มีอยู่เดิม เพื่อ พัฒนาศักยภาพของมนุษย์ให้ก้าวทันโลก ทันเหตุการณ์ สร้างมนุษย์ให้มีความสามารถมากขึ้น โดยเฉพาะบุคลา การทางด้านสุขภาพ เช่น พยาบาล ซึ่งถือเป็นหัวใจที่สำคัญในการดูแลคนในประเทศจากความเจ็บป่วย การ สร้างทักษะที่มีคุณภาพกับพยาบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการสร้างทักษะเหล่านั้นให้แก่นักศึกษาพยาบาล โดยผ่านการเรียนการสอน เป็นการเตรียมพร้อมสู่การเป็นพยาบาลที่ดีในอนาคต สามารถตอบสนองความ ต้องการของผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว ตรงจุด และจะทำให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ การพัฒนา นวัตกรรมด้านการจัดการเรียนการสอนทางการพยาบาล สามารถประเมินคุณภาพได้จากผลลัพธ์ของการ จัดการเรียนการสอน ซึ่งเป็นการประเมินคุณภาพการบริการสุขภาพ (quality of care) ก็จะส่งผลให้ กระบวนการการบริการสุขภาพมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีต่อผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ ทั้งนี้ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ เป็นกุญแจสำคัญในการประเมินและเป็นแนวทางในการพัฒนาการบริการ พยาบาล(จินตนา ลี้ละไกรวรรณและคณะ,2561) สื่อการเรียนการสอน ความหมายสื่อการเรียนการสอน (วลัยนุชสกุลนุ้ย,2555) กล่าวไว้ว่าสื่อชนิดใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นเทป บันทึกเสียง สไลด์ วิทยุ โทรทัศน์ วีดิทัศน์ หรือแผนภูมิภาพนิ่ง ซึ่งบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอน สิ่ง เหล่านี้เป็นวัสดุอุปกรณ์ทางกายภาพที่นำมาใช้ในเทคโนโลยีการศึกษา เป็นสิ่งที่ใช้เป็นเครื่องมือ หรือช่องทาง สำหรับการทำให้การสอนของผู้ส่งไปถึงผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ ตามวัตถุประสงค์หรือ จุดมุ่งหมายที่ผู้สอนวางไวได้เป็นอย่างดีเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว สื่อการสอนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ จะช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้มีการใช้และการพัฒนาสื่อการสอนประเภท ทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง จะเป็น
แนวทางในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ดังนั้นสื่อการสอนนับว่าเป็นสิ่งที่มีบทบาทอย่างมากในการเรียนการ สอนนับตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันเนื่องจากสื่อเป็นตัวกลางที่ช่วยให้การสื่อสารระหว่างผู้สอน และผู้เรียน ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจความหมายของเนื้อหาบทเรียนได้ตรงกับผู้สอน ไม่ว่า สื่อนั้นจะเป็นสื่อในรูปแบบใดก็ตามล้วนแล้วแต่เป็นทรัพยากรที่จะสามารถอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ได้ ทั้งสิ้น(พิมพ์พร แก้วเครือ,2544)กล่าวไว้ว่าสิ่งต่างๆ ที่เป็นบุคคล วัสดุ อุปกรณ์ ตลอดจนเทคนิควิธีการที่เป็น ตัวกลางทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ของการเรียนการสอนที่กำหนดไว้ได้อย่างง่ายและรวดเร็ว เป็นเครื่องมือและตัวกลางที่มีความสำคัญในกระบวนการเรียนการสอนมีหน้าที่เป็นตัวนำความต้องการของครู ไปสู่ตัวนักเรียนอย่างถูกต้องและรวดเร็วเป็นผลให้นักเรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปตามจุดมุ่งหมายการเรียน การสอนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม นักการศึกษาเรียกชื่อการสอนด้วยชื่อต่าง ๆ เช่น อุปกรณ์การสอน โสตทัศนูปกรณ์ เทคโนโลยีการศึกษา สื่อการเรียนการสอนสื่อการศึกษาเป็นต้น ประโยชน์ของสื่อการเรียนการสอน(สมคิด จันทเวช,2550)ได้ให้ความหมายของประโยชน์สื่อการเรียนการ สอน 1.ช่วยให้รับรู้ แจ่มแจ้งชัดเจนขึ้น 2.ช่วยให้สนใจในบทเรียนมากขึ้นเพราะสื่อการเรียนการสอนจะกระตุ้นความสนใจ ทำให้กระตือรือร้น ในเรื่องที่เรียน และมีส่วนร่วมในการเรียน 3.ช่วยประหยัดเวลาเรียน โดยใช้เวลาน้อย แต่สามารถเรียนรู้ได้มากขึ้น 4.ลดการบรรยาย ช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น 5.ช่วยให้เกิดความประทับใจ และจดจำได้นาน 6.ช่วยให้การเรียนมีประสิทธิภาพขึ้น 7.ส่งเสริมการคิดและแก้ปัญหาในการเรียนรู้ 8.ทำให้เกิดการอยากรู้อยากเห็น เพราะเป็นการให้ข้อเท็จจริง 9.ช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาความคิด 10.สามารถสัมผัสและรับรู้ได้โดยง่าย ประเภทสื่อการสอน สมบูรณ สงวนญาติ (2542:44) ได้กล่าวไว้ว่า การจำแนกประเภทของสื่อการสอน เพื่อให้ครอบคลุม สื่อทุกประเภท ควรจะแบ่งออกเป็นสามประเภทใหญ่ๆ คือ 1.สื่อประเภทวัสดุ แบ่งเป็น 6 จำพวกได้แก่ 1)รูปภาพ ได้แก่ ภาพเขียนภาพถ่าย ภาพพิมพ์ 2) วัสดุ ลายเส้น ได้แก่ แผนภูมิ แผนสถิติ แผนภาพ ภาพโฆษณา การ์ตูน แผนที่ ลูกโลก3) วัสดุสามมิติ ได้แก่ของจริง หุ่นจำลอง ของตัวอย่างของล้อแบบหุ่น 4) วัสดุประกอบแผ่นป้าย ได้แก่ ตัวแสดงที่ใช้กับแผ่นป้ายนิเทศ แผ่น ป้ายผ้าสำลี แผ่นป้ายแม่เหล็ก แผ่นป้ายไฟฟ้า 5) วัสดุสิ่งพิมพ์ ได้แก่ หนังสือ ตำรา และเอกสารประกอบการ เรียนการสอน และ 6) วัสดุประกอบการทดลอง ได้แก่ ตัวยาและสื่อราคาเยาที่ใช้ในการทดลอง 2.สื่อประเภทเครื่องมือและอุปกรณ์ (Audio Visual Equipments ) แบ่งเป็น 2 จำพวกได้แก่ 1) จำพวกเครื่องนายและเครื่องเสียง ประกอบด้วยตัวเครื่อง(Hardware) ได้แก่ เครื่องฉายภาพยนตร์ เครื่องฉาย ฟิล์มลูฟ เครื่องฉายสไลด์ เครื่องฉายฟิล์ม เครื่องฉายภาพทึบแสง เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ เครื่องฉายภาพ จุลทรรศน์ เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเทปบันทึกเสียง เครื่องเทปบันทึกภาพ เครื่องขยายเสียง เครื่องรับวิทยุ
และเครื่องรับโทรทัศน์ ส่วนวัสดุที่ใช้กับเครื่อง(Software) ได้แก่ฟิล์มภาพยนตร์ ฟิล์มลูฟ สไลด์ ฟิล์มสตริฟ ภาพทึบแสง แผ่นโปรงใส กระจกสไลด์ แผ่นเสียง เส้นเทปบันทึกเสียง เส้นเทปบันทึกภาพ ข้อความที่พูด รายการวิทยุ และรายการโทรทัศน์และ 2) จำพวกเครื่อง (Apparatus) ได้แก่ เครื่องมือวัด เครื่องมือตรวจ เครื่องมือแสดงและเครื่องมือทดลองประเภทต่างๆ ที่มีราคาค่อนข้างแพง 3. สื่อประเภทเทคนิควิธีการ สามารถแบ่งออกเป็น 2 จำพวก ได้แก่ 1) จำพวกกิจกรรม ได้แก่การ ทดลอง การเล่นละคร การแสดงบทบาท การทัศนาจร การสาธิตนิทรรศการ และกิจกรรมในรูปแบบอื่นๆ และ 2) จำพวกบทเรียนแบบโปรแกรม ได้แก่บทเรียนสำเร็จรูป เครื่องช่วยสอน ชุดการสอน และโปรแกรมการ เรียนรู้แบบอื่นๆ หุ่นจำลอง หุ่นจำลอง (model) เป็นประเภทวัสดุสามมิติที่มีประโยชน์มากสำหรับการเรียนการสอนทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยเฉพาะการศึกษาพยาบาล เนื่องจากมีข้อจำกัดบางประการที่ไม่สามารถใช้กับของจริง ได้ เพราะจะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการสอน ผู้เรียนเกิดความเข้าใจเนื้อหาและเห็นภาพกลไก การทำงานของสิ่งต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น เกิดความสนใจ และมีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนมากขึ้น (อภินันท์ สุประเสริฐ, 2558; Jeffries &Clochesy, 2012; Tran, Scherpbier, Van Dalen, & Wright, 2012; Kasatpibal, 2016) สำหรับคุณค่าของหุ่นจำลอง(เรืองวิทย์นนทะภาและคณะ, 2547) 1.ช่วยแก้ปัญหาเรื่องขนาด เช่น ของจริงอาจมีขนาดเล็กใหญ่เกินการสร้างหุ่นจำลองขึ้นจะช่วยทำให้ สามารถเห็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น 2.ช่วยให้เข้าใจสิ่งที่มีความซับซ้อน เนื่องจากหุ่นจำลองสามารถเข้าถึงได้ง่าย จับต้องได้จริง จึงสร้าง โอกาสในการเรียนรู้ได้และทำให้เกิดความเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น 3.อธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรมหรือไม่อาจสัมผัสได้ 4.แทนของจริงบางอย่างที่ราคาแพงเกินไปหรือมีข้อจำกัดบางประการ 5.หุ่นจำลองไม่เน่าเสีย สามารถเก็บใช้งานไว้ได้ในระยะยาว ประเภทของหุ่นจำลอง (เรืองวิทย์นนทะภา และคณะ2547). ประภทหุ่นจำลองอาจแบ่งได้หลายประเภทตามลักษณะ และความมุ่งหมายของหุ่นจำลองนั้นๆ แต่ อย่างไรก็ตามการแบ่งประเภทของหุ่นจำลอง อาจแบ่งแยกประเภทกันไม่ชัดเจนเพราะแต่ละประเภทก็มีความ เกี่ยวข้องกันหรือมีลักษณะบางอย่างเหมือนกัน ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งประเภทได้ดังนี้ 1.หุ่นรูปทรงภายนอก (Solid Model) หุ่นแบบนี้ต้องการแสดงรูปร่างหรือรูปทรงภายนอกเท่านั้น เพื่อให้ได้รับความเข้าใจโดยทั่วไป ซึ่งรายละเอียดต่างๆที่ไม่จำเป็นก็จะถูกตัดทิ้ง หุ่นจำลองแบบนี้จะเน้นใน เรื่องของน้ำหนัก ขนาด สี พื้นผิว ลวดลาย มาตราส่วน ซึ่งอาจจะใช้ผิดไปจากของจริงได้
2.หุ่นเท่าของจริง (Exact Model) มีขนาดรูปร่างรายละเอียดทุกอย่างเท่าของจริงทุกประการ ซึ่งหุ่น จำพวกนี้จะใช้แทนของจริงที่หาได้ยากหรือราคาแพง เสียหาย แตกหักง่าย แต่ว่ามีความจำเป็นที่จะต้องให้ นักศึกษาได้เข้าใจในรายละเอียดทุกอย่างในของจริง 3.หุ่นจำลองแบบขยายหรือแบบย่อ (Enlarge, Reduce Model) เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าหุ่นจำลองแบบ มาตราส่วน เพราะย่อหรือขยายให้เล็กหรือใหญ่เป็นสัดส่วนที่เท่ากับของจริงทุกส่วน หุ่นจำพวกนี้เป็นประโยชน์ ในการที่นักศึกษาจะได้เข้าใจในรายละเอียดและความสัมพันธ์ตามของจริง เช่น ลูกโลก (Globes) คือ หุ่นจำลองที่ย่อโลกลงมาเพื่อให้สะดวกแก่การนำมาใช้ ในการเรียนการสอนมีหลายแบบ เช่น แสดงลักษณะภูมิ ประเทศ แสดงอาณาเขตเฉพาะโครงร่างอาณาเขตของ พื้นที่เป็นพื้นดินและพื้นน้ำ ทำให้เข้าใจและเห็น ภาพรวมทั้งหมด 4.หุ่นจำลองแบบผ่าซีก (Cut Away Models) แสดงให้เห็นลักษณะภายใน โดยตัดพื้นผิวบาง ภายนอก บางส่วนออกให้เห็นว่าชิ้นส่วนต่างๆประกอบกันอย่างไร จึงจะเกิดเป็นสิ่งนั้นๆเช่น หุ่นตัดให้เห็น ภายในเปลือกโลกทำให้เห็นลักษณะภายในใต้เปลือกโลกว่าประกอบด้วยอะไรบ้างทำให้เข้าใจและเห็นภาพใน สิ่งที่ไม่เคยได้เรียนรู้ 5.หุ่นจำลองแบบเคลื่อนไหวทำงานได้ (Working Models) หุ่นจำลองแบบนี้แสดงให้เห็นส่วนที่ เคลื่อนไหวทำงานของวัตถุหรือเครื่องจักร หุ่นจำลองแบบนี้เป็นประโยชน์ในการสาธิตการทำงานหรือหน้าที่ ของสิ่งของนั้นๆ 6.หุ่นจำลองเลียนของจริง (mockup Models) หุ่นแบบนี้แสดงให้ความเห็นจริงของสิ่งหนึ่ง ซึ่งจัด วาง หรือประกอบส่วนต่างๆของของจริงเสียใหม่ให้ผิดไปจากที่เป็นอยู่เดิม ส่วนมากใช้เป็นประโยชน์แสดง ขบวนการซึ่งมีหลายๆส่วนเข้าไปเกี่ยวกันด้วย 7.หุ่นจำลองแบบแยกส่วน (Build up Models) หุ่นจำลองแบบนี้แสดงให้เห็นส่วนหนึ่งหรือทั้งหมด ของสิ่งนั้นว่าภายในสิ่งนั้นประกอบด้วยสิ่งย่อยๆ สามารถถอดออกเป็นส่วนๆ และประกอบกันได้ หุ่นจำลอง แบบนี้ จะช่วยให้นักศึกษาเข้าใจถึงหน้าที่และความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ ลักษณะของหุ่นจำลองที่ดี 1. หุ่นจำลองที่เป็นวัสดุ 3 มิติ ทำให้ผู้ดูเกิดความคิดรวบยอดที่ถูกต้อง 2. ขยายหรือลดขนาดแท้จริงได้ให้สะดวกแก่การพิจารณาเช่น ขยายขนาดเล็กให้ใหญ่ขึ้น ทำให้สามารถ เห็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น 3. หุ่นจำลองที่แสดงให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายในที่ไม่สามารถเห็นได้จากของจริง 4. ใช้สีเข้ามาช่วย เพื่อให้เห็นส่วนสำคัญหรือลักษณะเด่นและจดจำได้ดี 5. ควรตัดส่วนที่ไม่สำคัญออก เพื่อให้เข้าใจง่ายและเกิดความชัดเจนของสิ่งที่ได้เรียนรู้ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สรุปสื่อการเรียนการสอนเป็นตัวกลางที่สำคัญในกระบวนการเรียนการสอน โดยสื่อการเรียนการสอนมี หน้าที่เป็นตัวช่วยในการนำความต้องการของผู้สอนไปสู่ตัวผู้เรียนอย่างถูกต้องรวดเร็ว เป็นผลให้ผู้เรียน
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปตามจุดมุ่งหมายการสอนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ดังนั้นสื่อการเรียนการสอนถูก นำมาใช้ในการเรียนการสอนตลอดมา และได้รับการพัฒนาไปตามการเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์รวมถึง เทคโนโลยี (อภินันท์ สุประเสริฐ, 2558; Jeffries &Clochesy, 2012; Tran, Scherpbier, Van Dalen, & Wright, 2012; Kasatpibal, 2016) การจัดการเรียนการสอนด้วยหุ่นจำลองเสมือนจริง ภายใต้สถานการณ์ เสมือนจริงเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ช่วยเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีและปฏิบัติ ทำให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะ การปฏิบัติการพยาบาลที่มีคุณภาพ เพิ่มความปลอดภัยและลดความผิดพลาดในการดูแลผู้ป่วยได้(สุร ชาติ,2558) จึงได้ทำการสร้างนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ “SNC.SUCTION MODEL”ขึ้น โดยได้ ทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากงานวิจัยดังนี้ รวิภา บุญชูช่วย (2558) ศึกษาเปรียบเทียบความพึงพอใจของนักเรียนพยาบาลทหารอากาศชั้นปีที่ 2 ต่อการใช้หุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะตามมาตรฐานทางการแพทย์กับหุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะ พบว่าการใช้ หุ่นฝึกทักษะนี้ทำให้นักศึกษาสามารถทำการดูดเสมหะได้อย่างถูกต้องตามกายภาพ โดยสร้างนวัตกรรมหุ่นฝึก ทักษะการดูดเสมหะ “RTAFNC Suction Model”มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาหุ่นฝึกทักษะการดูด เสมหะ “RTAFNC Suction Model” และศึกษาเปรียบเทียบความพึงพอใจของนักเรียนพยาบาลทหารอากาศ ชั้นปีที่ 2ต่อการใช้หุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะตามมาตรฐานทางการแพทย์กับหุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะจาก ผลการวิจัยพบว่า การใช้หุ่นฝึกทักษะนี้ทำให้นักศึกษาสามารถทำการดูดเสมหะได้อย่างถูกต้องตามกายภาพ และนักศึกษามีความพึงพอใจในการใช้หุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะ กิตติพรเนาว์สุวรรณและคณะ(2558) ศึกษานวัตกรรมหุ่นช่วยฝึกใส่สายให้อาหารทางสายยางโดยมี วัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาหุ่นช่วยฝึกใส่สายให้อาหารทางสายยางและศึกษาเปรียบเทียบความพึงพอใจ ของนวัตกรรมหุ่นช่วยฝึกใส่สายให้อาหารทางสายยางแบบครึ่งตัวกับหุ่นฝึกเต็มตัวแบบเดิมผลการวิจัยพบว่า นวัตกรรมหุ่นช่วยฝึกใส่สายให้อาหารทางสายยางผลิตจากน้า ยางยางพารา มีลักษณะภายนอกเป็นหุ่นจำลอง เพศชายครึ่งตัวขนาดเท่าของจริง ไม่มีแขน ศีรษะลักษณะแหงนหน้าขึ้น มีช่องเปิดที่รูจมูก ช่องปากเปิดอ้าและ มีลำตัวบริเวณหน้าท้องของหุ่นมีช่องเปิดปิดได้สามารถมองเห็นหลอดอาหารและกระเพาะอาหารได้ลักษณะ ภายในประกอบด้วยโพรงจมูก โพรงปากหลอดลม หลอดอาหารใสและกระเพาะอาหารใสทั้งหมดติดตั้งบน ฐานรองและความพึงพอใจตามความคิดเห็นของนักศึกษาพยาบาลต่อนวัตกรรมหุ่นช่วยฝึกใส่สายให้อาหารทาง สายยางทั้งในภาพรวมและรายด้าน ยกเว้นด้านคุณภาพการผลิตสูงกว่า หุ่นฝึกเต็ม ตัวแบบเดิม อย่างงมี นัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .001 ปฐมามาศโชติบัณ(2558) ศึกษานวัตกรรมชุดหุ่นฝึกทักษะการปฏิบัติการพยาบาลเป็นการวิจัยและ พัฒนานวัตกรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาชุดหุ่นช่วยฝึกทักษะการปฏิบัติการพยาบาลและศึกษา ความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลต่อการใช้ชุดหุ่นช่วยฝึกทักษะการปฏิบัติการพยาบาลศึกษาเกี่ยวกับ นวัตกรรมชุดหุ่นฝึกทักษะการปฏิบัติการพยาบาล ประกอบไปด้วย 1) หุ่นแขนฝึกให้สารน้ำและฉีดยาเข้าชั้น ผิวหนัง2) หุ่นกล้ามเนื้อ Deltoid ฝึกฉีดยาเข้าชั้นใต้ผิวหนังและชั้นกล้ามเนื้อ3) หุ่นฝึกสวนปัสสาวะเพศหญิง เคลื่อนที่และ 4) หุ่นฝึกสวนปัสสาวะเพศชายเคลื่อนที่ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาชุดหุ่นช่วยฝึกทักษะ การปฏิบัติการพยาบาลและศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลต่อการใช้ชุดหุ่นช่วยฝึกทักษะการ
ปฏิบัติการพยาบาลจากผลการศึกษาพบว่านักศึกษามีความพึงพอใจในการใช้หุ่นฝึกทักษะทั้ง 4 แบบในระดับ มาก โดยเฉพาะด้านความสะดวกในการใช้การเรียนรู้ด้วยตนเองการเก็บรักษาและการเคลื่อนย้าย สุรชาติสิทธิปกรณ์ และคณะ(2558)ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยหุ่นจําลองเสมือนจริงต่อความ มั่นใจในตนเองและความพึงพอใจของนิสิตพยาบาลชั้นปีที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามมี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้หุ่นจำลองเสมือนจริง ต่อความมั่นใจในตนเองและความ พึงพอใจของนิสิตพยาบาลชั้นปีที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามผลการวิจัยพบว่านักศึกษา มีความพึงพอใจและมั่นใจในตนเองเพิ่มมากขึ้น(mean=8.31, SD = 1.06) และได้เสนอแนะว่าควรให้มีการ จัดการเรียนการสอนจากสถานการณ์เสมือนจริง อีกทั้งยังได้ศึกษาทบทวนวรรณกรรมเรื่อง การพัฒนา หุ่นจำลองฝึกทักษะการกดนวดชนิดยางพารา วินัย สยอวรรณและคณะ(2560)ศึกษาเรื่องการฝึกทักษะการกดนวดชนิดยางพาราสำหรับนักศึกษา การแพทย์แผนไทยบัณฑิตของวิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษกมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาหุ่นจำลองฝึกทักษะการกดนวดสำหรับนักศึกษาการแพทย์แผนไทย เพื่อเพิ่มทักษะการกดนวด ระหว่างก่อนกับหลังการใช้หุ่นจำลองและประเมินความพึงพอใจในการใช้หุ่นจำลองฝึกทักษะการกดนวด สำหรับนักศึกษาการแพทย์แผนไทยบัณฑิต ของวิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุขกาญจนา ภิเษกซึ่งเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D) ผลงานวิจัยพบว่าหุ่นจำลองฝึก ทักษะการกดนวดสามารถใช้ประกอบการถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจในการเรียนของนักศึกษาการแพทย์แผน ไทยบัณฑิต โดยการลงมือปฏิบัติ เป็นสื่อ 3 มิติประเภทหุ่นจำลองใช้ฝึกทักษะปฏิบัติในการออกทักษะการกด นวดด้วยตนเองมีความอ่อนนุ่ม ผิวสัมผัสราบเรียบ ผลจากการประเมินคุณภาพหุ่นจำลองฝึกทักษะการกดนวด โดยผู้เชี่ยวชาญเห็นว่ามีคุณภาพตามเกณฑ์ ผลการประเมินทักษะในการกดนวดของนักศึกษาการแพทย์แผน ไทยบัณฑิตระหว่างก่อนกับหลังการใช้หุ่นจำลองฝึกทักษะการกดนวดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05และนักศึกษามีความพึงพอใจต่อหุ่นจำลองฝึกทักษะการกดนวดโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.27 ซึ่งอยู่ ในระดับมากซึ่งการสอนร่วมกับการฝึกทักษะกับหุ่นเสมือนจริงควบคู่ไปด้วย จะส่งผลต่อการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนมากยิ่งขึ้น พัชรี ตันศิริและคณะ(2558)ศึกษาประสิทธิผลของการเรียนสอนเทคนิคการฉีดยาเด็กโดยการใช้ หุ่นจำลองที่ผลิตขึ้นใหม่ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง เพื่อศึกษาประสิทธิผลของเทคนิคการสอนโดยการใช้หุ่นจำลองการฉีดยาเด็ก ที่ประดิษฐ์ขึ้นเองโดย อาจารย์ และนิสิตคณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น กาญจนบุรี ประเมินประสิทธิผลก่อนและหลังการเรียนรู้ ด้วยหุ่นจำลองที่ประดิษฐ์ขึ้นด้วยแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ แบบมาตราส่วนประมาณค่า เป็น 3 ด้าน คือ ด้านความพร้อมของหุ่นจำลองด้านคุณภาพต่อการใช้งาน และด้านทักษะการฝึกปฏิบัติของนิสิตเอง ผลการวิจัยพบว่าหลังการฝึกปฏิบัติด้วยการใช้หุ่นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ มีระดับคะแนนความพึงพอใจในประสิทธิผล การเรียนรู้สูงกว่าก่อนการฝึกปฏิบัติเพื่อเรียนรู้ด้วยตนเองโดยใช้หุ่นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.01 ทั้ง 3 ครั้ง ระดับความพึงพอใจที่มีต่อการสอนก่อนการใช้หุ่นจำลองสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ผลิตขึ้นโดย การใช้หุ่นจำลองซึ่งมีอยู่เดิมในห้องปฏิบัติการ ด้านความพร้อมใช้ของหุ่น ด้านคุณภาพการใช้งาน และด้าน
ทักษะการฝึกปฏิบัติ และความพึงพอใจโดยรวมของนิสิต มีค่าน้อยในทุกรายข้อและในทุกด้าน คือมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 1.81 -2.15 ระดับความพึงพอใจเฉลี่ยหลังการเรียนการสอนโดยการใช้หุ่นจำลองที่ประดิษฐ์ใหม่ครั้งที่ 1 มีค่าอยู่ในระดับมากในด้านความพร้อมใช้ของหุ่น คือ 3.60 มีค่าระดับปานกลางในด้านคุณภาพการใช้งาน ด้านทักษะการฝึกปฏิบัติและความพึงพอใจโดยรวมของนิสิต คือ มีค่าระหว่าง 2.87 – 3.49 ระดับความพึง พอใจเฉลี่ยหลังการเรียนการสอนโดยการใช้หุ่นจำลองที่ประดิษฐ์ใหม่ ครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยในแต่ละด้าน 3 ด้าน อยู่ในระดับมากในทุกด้านคือ มีค่าระหว่าง 3.57 – 3.79 พิจารณารายข้อพบว่า การไหลของเลือดหุ่นคงที่ นิสิต พอใจระดับปานกลาง คือ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.69 และ ลักษณะผิวหนังเหมือนจริง มีค่าเฉลี่ยระดับน้อย คือ 2.47 ระดับความพึงพอใจเฉลี่ยหลังการเรียนการสอนโดยการใช้หุ่นจำลองที่ประดิษฐ์ใหม่ ครั้งที่ 3 พบว่า นิสิตมี ความพึงพอใจมากถึงมากที่สุดในทุกข้อรายการ คือมีค่าเฉลี่ยระหว่าง 4.04 – 4.96 ยกเว้นความเห็นเรื่องการ ไหลของเลือดหุ่นคงที่ และลักษณะแผลเหมือนจริง มีค่าอยู่ในระดับมากที่สุด คือ 4.65 และ 4.96 ตามลำดับ แสดงว่า ระดับความพึงพอใจของนิสิตหลังการเรียนการสอนโดยการใช้หุ่นจำลองที่ผลิตขึ้นใหม่สูงกว่าวิธี บรรยายร่วมกับการสอนสาธิตด้วยหุ่นจำลองที่มีอยู่เดิมและการได้ฝึกฝนมากทำให้ทักษะการพยาบาลยิ่งสูงขึ้น ตามลำดับ ปรียสลิล ไชยวุฒิและเยาวลักษณ์ คุมขวัญ(2560) ศึกษาหุ่นจำลองฝึกทักษะการดูดเสมหะ : นวัตกรรมสื่อการสอนทางการพยาบาล พบว่าประสิทธิภาพของหุ่นจำลองซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ประสิทธิภาพด้านการผลิตประสิทธิภาพด้านการนำไปใช้และประสิทธิภาพด้านคุณภาพและประโยชน์ พบว่า ประสิทธิภาพโดยรวมของหุ่นทั้ง 2 รูปแบบอยู่ในระดับดี มีคุณลักษณะตรงกับความต้องการในการใช้เป็นสื่อ การสอนโดย1) เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย 2) มีความคุ้มค่าในการนำไปใช้ 3) มีความสะดวกในการทำความ สะอาดและการเก็บรักษา 4) มีความสะดวกในการใช้งาน การดูดเสมหะได้ใกล้เคียงกับของจริงและยังสามารถ ใช้หุ่นจำลองทดแทนการใช้หุ่นจากต่างประเทศ นอกจากนี้ยังช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ ผู้เรียน เกิดความเข้าใจและมีความมั่นใจในการปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะ สรุปหุ่นจำลองที่ถูกนำมาสร้างเป็นสื่อการเรียนการสอนนั้น อาจจะแบ่งแยกประเภทได้ไม่ชัดเจน หุ่นจำลอง 1 ตัว อาจประกอบไปด้วยหลายประเภท เพราะมีความเกี่ยวข้องกันหรือมีลักษณะบางอย่างที่ คล้ายคลึงกัน แต่หุ่นจำลองที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นล้วนแต่มีจุดประสงค์เพื่อเป็นแบบในการเรียนรู้ให้แก่ผู้ที่ต้องการ ศึกษากระบวนการ ขั้นตอนของสิ่งต่างๆ ซึ่งช่วยให้ผู้ที่ได้ศึกษาเกิดการเรียนรู้ และเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น ตังนั้น หุ่นจำลองจึงถูกนำมาสร้างเป็นสื่อการเรียนการสอนเพราะช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่ เปรียบเสมือนของจริงจากหุ่นจำลอง ทำให้เกิดการเรียนรู้และเกิดความเข้าใจอย่างท่อแท้ ทำให้การเรียนการ สอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในการเรียนในสิ่งที่ซับซ้อน เช่น ด้านวิทยาศาสตร์ และการแพทย์การ พยาบาลที่ค่อนซับซ้อนและละเอียดอ่อนอย่างมาก เพราะถ้าหากเกิดการผิดพลาดในการรักษาพยาบาลก็จะส่ง ภาพอันตรายถึงชีวิตได้ เพราะฉะนั้นหุ่นจำลองจึงถูกนำมาใช้ในการเรียนการสอนภาคทฤษฏีก่อนที่นักศึกษาจะ ขึ้นฝึกปฏิบัติจริงกับผู้ป่วย เพราะการเรียนรู้จากสิ่งที่เสมือนจริงนั้นนอกจากจะทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มากยิ่งขึ้นแล้วนั้น ยังทำให้นักศึกษาเกิดประสบการณ์ และลดความวิตกกังวล และความผิดพลาดที่อาจจะ เกิดขึ้นได้อีกด้วย
บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง(quasi-experimental research) แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนหลัง เรื่องผลของการใช้สื่อนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL”ต่อการฝึกปฏิบัติทักษะการดูด เสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะก่อนและหลังการฝึกปฏิบัติ ทักษะดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 โดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL”และความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 ต่อการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้ นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL”เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 ถึงเดือน กันยายน 2563 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ศึกษา นักเรียนพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 รุ่นที่ 24วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีจำนวน 116 คน กลุ่มตัวอย่างนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 รุ่นที่ 24 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี จำนวน 30 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย(simple random samping) โดยวิธีการจับฉลาก ขั้นตอนการดำเนินการ ขั้นตอนที่ 1 วางแผน(Plan)ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทบทวนวรรณกรรมข้อมูล รายละเอียดทางการแพทย์เกี่ยวกับกายวิภาค สรีรวิทยาของระบบทางเดินหายใจในผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ การพยาบาล และช่างผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการผลิตสื่อทางการ แพทย์เพื่อจำลองแบบและวางแผนการผลิตหุ่นฝึกกำหนดรายละเอียดของหุ่นฝึกให้มีความเสมือนจริงและ ถูกต้องตามหลักวิชาการ ขั้นตอนที่ 2 สร้างนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ(Do) เป็น2 ชนิด คือชนิดใส่ท่อช่วยหายใจและท่อเจาะ คอ สามารถบอกตำแหน่งที่เหมาะสมในการดูดเสมหะโดยมีเซนเซอร์แสงและเสียงบอกตำแหน่ง carina มี เสมหะเสมือนจริง สามารถวัดความดันใน cuffได้และเลื่อนดูตำแหน่งท่อช่วยหายใจได้ 2.1 ออกแบบโครงร่างและองค์ประกอบของหุ่นฝึก จัดเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการผลิต เช่น หุ่น ท่อช่วยหายใจ ท่อเจาะคอหลอดลม เซนเซอร์แสงและเสียง กระเปาะบรรจุเสมหะเทียมและปอด 2.2 นำโครงร่างของนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ “SNC. SUCTION MODEL”ที่ออกแบบไว้ไปให้ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมผลิตสื่อทางการแพทย์เพื่อสร้างหุ่นฝึกตามรายละเอียดที่กำหนด ขั้นตอนที่ 3 ทดลองใช้และปรับปรุง(Study) 3.1 นำนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL” ที่สร้างมาตรวจสอบคุณภาพโดย ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่านตรวจสอบความเสมือนจริงตลอดจนปัญหา อุปสรรคในการใช้งานและนำไป ทดลองใช้กับนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีจำนวน 15คน ที่ ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างและพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 15 คน โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี 3.2 พัฒนาและปรับปรุงหุ่นฝึกตามปัญหาที่พบในชั้นทดลองใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของหุ่นดูดเสมหะฯ ขั้นตอนที่ 4 ทดลองจริงและประเมินผล(Act) 4.1 นำนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL” ไปทดลองใช้กับนักศึกษาพยาบาล ศาสตร์ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีจำนวน 30 คน ในการฝึกปฏิบัติทักษะการดูด เสมหะ
4.2 ประเมินคะแนนทักษะก่อนและหลังการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัย พยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีในการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ “SNC.SUCTION MODEL” 4.3 ประเมินคะแนนความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยพยาบาลบรมราช ชนนี สุพรรณบุรีภายหลังการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL” เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองและเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL”นำ นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL” ที่พัฒนาขึ้น ที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้บอกตำแหน่ง ที่เหมาะสมในการดูดเสมหะ โดยมีเซนเซอร์แสงและเสียงบอกตำแหน่ง carina มีเสมหะเสมือนจริง เลื่อนดู ตำแหน่งท่อช่วยหายใจได้วัดความดันใน cuff ได้ ขนาดกะทัดรัดและเคลื่อนย้ายได้ ไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิที่ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเครื่องยนต์และไฟฟ้า 1 ท่าน อาจารย์ผู้เชียวชาญด้านเทคโนโลยีสื่อการเรียนการสอน 1 ท่าน พยาบาลผู้เชียวชาญด้านโรคติดเชื้อ 1 ท่าน พยาบาลผู้เชียวชาญด้านการดูดเสมหะ 1 ท่านและ อาจารย์พยาบาลผู้เชี่ยวชาญ ด้านการดูดเสมหะ 1 ท่าน ตรวจสอบคุณภาพของนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ “SNC. SUCTION MODEL”โดยนำแบบประเมินคุณภาพสื่อการสอนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวะ ศึกษา(2554) ที่ใช้ในการประเมินคุณภาพสื่อการสอนและนวัตกรรม จำนวน 11 ข้อ ประกอบด้วย1) มีลักษณะ เป็นสื่อสามมิติ 2) มีชิ้นส่วนโดยรวมที่บอกรายละเอียดหรือแยกออกจากกันหรือประกอบเข้าด้วยกันหรือ เคลื่อนไหวได้ 3) มีขนาดน้ำหนักเหมาะสมต่อการใช้งาน 4) ใช้วัสดุท้องถิ่นในประเทศ 5) มีขนาดรูปร่าง สามารถเห็นได้ชัดตามสภาพการเรียนรู้ 6) มีกระบวนการใช้ไม่ยุ่งยากซับซ้อน 7) ใช้นำเสนอหรือสาธิตให้ ผู้เรียนเข้าใจง่าย 8) มีสีสันเสมือนหรือคล้ายของจริง 9)มีความน่าสนใจ 10) สามารถตรวจปรับเข้ากับของจริง ได้ และ 11) มีความคงทนถาวร มาใช้ประเมิน คุณภาพของนวัตกรรม หุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL”ลักษณะแบบสอบถามเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (rating scale) ของลิเคอร์ท(Likert) โดยกำหนดค่าระดับความคิดเห็นแต่ละช่วงและให้ความหมายดังนี้ ระดับ 5 หมายถึง เห็นด้วยมากที่สุด ระดับ 4 หมายถึง เห็นด้วยมาก ระดับ 3 หมายถึงเห็นด้วยปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง เห็นด้วยน้อย และระดับ 1 หมายถึง เห็นด้วยน้อยที่สุด ในการแปลความหมายใช้คะแนนที่ ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลมาเทียบเกณฑ์ซึ่งพัฒนามาจากเบสท์ (Best,1986:182) นำมาหาค่าเฉลี่ยและส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานโดยคะแนนเฉลี่ย 4.51-5 หมายถึง เห็นด้วยระดับมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถึง เห็นด้วยระดับมาก คะแนนเฉลี่ย 2.51-3.50 หมายถึง เห็นด้วยระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.50- 2.50 หมายถึง เห็นด้วยระดับน้อยและคะแนนเฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึง เห็นด้วยระดับน้อยที่สุด เกณฑ์แต่ละ ข้อคำถามที่ยอมรับได้คือให้อยู่ในระดับมากขึ้นไป(3.51) ผลของประเมินคุณภาพสื่อการสอนของผู้ทรงคุณวุฒิ5 ท่านอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ4.61(mean=4.61,SD=0.39) เมื่อแยกเป็นรายได้พบว่านวัตกรรม หุ่นจำลองดูดเสมหะมีขนาดน้ำหนักเหมาะสมต่อการใช้งานมีขนาดรูปร่าง สามารถเห็นได้ชัดตามสภาพการ เรียนรู้มีกระบวนการใช้ไม่ยุ่งยากซับซ้อนใช้นำเสนอหรือสาธิตให้ผู้เรียนเข้าใจง่ายและมีความน่าสนใจอยู่ใน ระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5(mean=5,SD=0.00)รองลงมาได้แก่ใช้วัสดุท้องถิ่นในประเทศ สามารถ ตรวจปรับเข้ากับของจริงได้และมีสีสันเสมือนหรือคล้ายของจริง อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.67(mean=4.67,SD=0.58) และมีลักษณะเป็นสื่อสามมิติอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.33
(mean=4.33,SD=1.15)และน้อยสุดได้แก่มีชิ้นส่วนโดยรวมที่บอกรายละเอียดหรือแยกออกจากกันหรือประ กอบเข้าด้วยกันหรือเคลื่อนไหวได้และมีความคงทนถาวรอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.67 (mean=3.67,SD=0.58)และนำไปปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิหลังจากนั้นนำนวัตกรรม หุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL” ที่ได้รับการแก้ไขไปทดลองใช้กับนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 15 คนและพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 15 คน โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช สุพรรณบุรี และนำไปปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำ 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 2.1 แบบประเมินทักษะการดูดเสมหะจำนวน 21 ข้อ ผู้วิจัยดัดแปลงมาจากแบบประเมินทักษะการดูด เสมหะของเครือข่ายภาคกลาง 2(OSCE)(คณาจารย์เครือข่ายภาคกลาง,2562) มีคะแนนเต็ม 100 คะแนนและ มีเกณฑ์ผ่านขั้นต่ำอยู่ที่ 70 คะแนน ให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านโรค ติดเชื้อ 1 ท่าน พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านการดูดเสมหะ 1 ท่านและอาจารย์พยาบาลผู้เชี่ยวชาญ ด้านการดูด เสมหะ 1 ท่าน ตรวจสอบความถูกต้อง ความตรงตามเนื้อหาด้วยค่าดัชนีชี้วัดความสอดคล้อง(IOC) โดยเลือก ค่าดัชนีความสอดคล้องที่มีคะแนนมากกว่า 0.5 ขึ้นไป แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ และนำไปหาความเชื่อมั่นของแบบประเมินการดูดเสมหะ(Reliability) โดยนำไปทดลองใช้กับนักศึกษา พยาบาลชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยบรมราชชนนีสุพรรณบุรี ที่ไม่ใช่กลุ่มอย่าง จำนวน 30 คน โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์ แอลฟา(Coefficient alpha or conbrach coefficient)ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .715 แล้วจึงนำไปใช้ในการ ทดลองกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป 2.2 แบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL” ในการฝึกปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 10 ข้อ ได้แก่1) มีลักษณะเป็นสื่อสามมิติ 2) ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 3) วัสดุมีความแข็งแรงคงทน 4) ง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน 5) นำไปใช้ปฏิบัติได้ จริง 6) ชิ้นงานคุ้มค่ากับราคา 7) มีความปลอดภัยในการใช้งาน 8) ง่ายต่อการทำความสะอาดและการเก็บ รักษา 9) ประโยชน์ของผลงานต่อการเรียนการสอน/การนำไปใช้ และ10) โดยภาพรวมพึงพอใจต่อชิ้นงานที่ พัฒนาขึ้น นำไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเครื่องยนต์และไฟฟ้า 1 ท่าน อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสื่อการเรียนการสอน 1 ท่าน พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ 1 ท่าน พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านการดูดเสมหะ 1 ท่าน และอาจารย์พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านการดูดเสมหะ 1 ท่าน ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา(IOC) แล้วนำไปทดลองใช้กับนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 ที่ไม่ใช่ กลุ่มอย่าง จำนวน 30 คน แล้วนำไปหาค่าความเที่ยงโดยใช้สัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค(conbach s alpha coeffcient)ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .815 การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ผู้วิจัยทำหนังสือถึงผู้อำนวยการวิทยาลัยบรมราชนนีสุพรรณบุรี เพื่อข้ออนุญาตเก็บข้อมูลวิจัย 2. ผู้วิจัยนัดกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 จำนวน 30 คนโดยผู้วิจัยแนะนำตนเอง อธิบายวัตถุประสงค์ของการทำวิจัย ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลและขอความร่วมมือในการทำวิจัย พร้อมทั้ง พิทักษ์สิทธิ์ของกลุ่มตัวอย่างในการเข้าร่วมวิจัย 3. ผู้วิจัยให้นักศึกษากลุ่มทดลองจำนวน 30 คน สอบทักษะการดูดเสมหะโดยใช้แบบประเมินทักษะ การดูดเสมหะตามขั้นตอนที่กลุ่มตัวอย่างได้เรียนรู้มาก่อนและเก็บคะแนน 4. หลังจากนั้นผู้วิจัยนำนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL”ที่สร้างขึ้นมาให้กลุ่ม ตัวอย่างฝึกทักษะการดูดเสมหะและสอบทักษะการดูดเสมหะโดยใช้แบบประเมินทักษะการดูดเสมหะ
5.ผู้วิจัยจะนำแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 ต่อการฝึกปฏิบัติ ทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL”ที่สร้างขึ้น ให้กลุ่มตัวอย่าง ตอบแบบสอบถามและส่งคืน 6.ผู้วิจัยตรวจสอบความสมบูรณ์ครบถ้วนของข้อมูลแล้วนำไปวิเคราะห์ การพิทักษ์สิทธิผู้ให้ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้พิทักษ์สิทธิของผู้ให้ข้อมูลด้วยการอธิบายเกี่ยวกับการวิจัยอย่างชัดเจนกับ ผู้ให้ข้อมูลทุกคน การเข้าร่วมวิจัยครั้งนี้เป็นไปด้วยความสมัครใจของผู้ให้ข้อมูลและผู้ให้ข้อมูลสามารถขอถอน ตัวหรือยกเลิกการเข้าร่วมโครงการวิจัยนี้ได้ตลอดเวลาซึ่งไม่มีผลกระทบใดๆทั้งสิ้น ข้อมูลที่นำเสนอไม่ระบุชื่อ และนามสกุลจริงของผู้ให้ข้อมูล การเผยแพร่ข้อมูลกระทำเฉพาะการสรุปผลการวิจัยด้วยเหตุผลทางวิชาการ เท่านั้น การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป คำนวณหาค่าสถิติดังนี้ 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนคุณภาพของนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL” 2. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการดูดเสมหะก่อนและหลังใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ “SNC.SUCTION MODEL” ในการฝึกปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะ 3. ค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 ต่อการฝึกปฏิบัติทักษะดูด เสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL”
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่องผลของการใช้สื่อนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL”ต่อการฝึก ปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ทักษะก่อนและ หลังการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 โดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ “SNC.SUCTION MODEL”และ 2) ความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2ต่อการฝึกปฏิบัติ ทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL”กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษา พยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสุพรรณบุรี จำนวนทั้งหมด 30 คน นำข้อมูลที่ ได้มาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยในแต่ละด้านผลการวิจัยประกอบด้วย ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างได้แก่ เพศ ส่วนที่ 2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานคะแนนทักษะก่อนและหลังการฝึกปฏิบัติ ทักษะดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 โดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมห“SNC. SUCTION MODEL” ส่วนที่ 3 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานคะแนนความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้น ปีที่ 2 ต่อการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL” ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ตารางที่1 แสดงจำนวนและค่าร้อยละของเพศกลุ่มตัวอย่าง (n =30) ลำดับ เพศ จำนวน ร้อยละ 1 ชาย 7 23.3 2 หญิง 23 76.7 รวม 30 100.00 จากตารางที่ 1พบว่ากลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 23 คน คิดเป็นร้อย ละ 76.7และเป็นเพศชาย จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 23.3 ตารางที่2 แสดงคะแนนเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานทักษะก่อนและหลังการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะ ของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2โดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL” (n =30) ลำดับที่ รายการประเมิน ก่อน หลัง t p mean SD mean SD 1. ขั้นเตรียม(20 คะแนน) แนะนำตัวและบอกวัตถุประสงค์ให้ ผู้ป่วย/ญาติทราบ(5 คะแนน) 4.067 1.639 5.000 .000 -3.120 .004 ลำดับที่ รายการประเมิน ก่อน หลัง t p mean SD mean SD
2. ล้างมือแบบ Hygienic washing/Alcohol hand rub ก่อน และหลังสัมผัสผู้ป่วย(5 คะแนน) 4.133 1.756 4.867 0.507 -2.362 .025 3. ประเมินสภาพผู้ป่วยโดยเฉพาะสัญญาณ ชีพ RR,PR,BP,O2 satและฟังเสียงปอด (5 คะแนน) 2.600 1.940 4.700 1.022 -5.185 .000 4. เตรียมของใช้(5 คะแนน) 4.067 1.285 4.400 1.163 -1.186 .245 5. ขั้นปฏิบัติ(75 คะแนน) จัดท่านอนศีรษะสูง 40-45 องศา (5 คะแนน) 3.567 2.254 4.900 0.548 -3.065 .005 6. เปิดเครื่องดูดเสมหะและหักสายทดสอบ การทำงานปรับความดันที่ระดับ 80 – 120 mmHg. (5 คะแนน) 3.367 2.008 4.467 1.432 -2.145 .040 7. ใส่ถุงมือสะอาด ดูดเสมหะในปากและ ถอดถุงมือออก (5 คะแนน) 4.333 1.729 4.833 0.913 -1.795 .083 8. เปิดออกซิเจน 10-15 ลิตรต่อนาทีและ ส่งAmbu bag ให้ผู้ช่วยเหลือ (5 คะแนน) 2.800 2.441 4.000 2.034 -1.964 .059 9. ผู้ช่วยเหลือปลดสายเครื่องช่วยหายใจที่ ต่อกับท่อ ETT เช็ดสำลีก้อนที่ 1 แอลกอฮอล์ 70% ที่ปลายท่อ ETT และ ก้อนที่ 2 เช็ดปลาย Ambu bag โดยวน ในออกนอก (5 คะแนน) 4.100 1.729 4.400 1.589 -.638 .528 10. สวมถุงมือชนิดปราศจากเชื้อด้วยเทคนิค ปราศจากเชื้อ 3.500 2.330 4.333 1.729 -1.409 .169 11. หยิบสายดูดเสมหะด้วยเทคนิคปราศจาก เชื้อและต่อสายดูดเสมหะกับหัวต่อ finger tip โดยยึดหลักปราศจากเชื้อ (5 คะแนน) 3.000 2.491 4.833 0.913 -3.612 .001 12. ใส่สายดูดเสมหะเข้าในท่อ Endotracheal tube อย่างนุ่มนวล ถึง ระดับ carina ดึงสายขึ้นมา 1 ซม.โดยยัง ไม่ปิดรูเปิดของ finger tip (5 คะแนน) 2.000 2.491 5.000 0.000 -6.595 .000 13. ดูดเสมหะโดยใช้มือข้างที่ไม่ถนัดปิดรู หัวต่อ finger tip(5 คะแนน) 2.167 2.520 4.500 1.526 -4.474 .000 ตารางที่2 แสดงคะแนนเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานทักษะก่อนและหลังการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะ ของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 โดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL” (n =30)
ลำดับที่ รายการประเมิน ก่อน หลัง t p mean SD mean SD 14. ดูดเสมหะโดยหมุนพลิกรอบท่อค่อยๆ ดึงสายดูดเสมหะขึ้นมาอย่างนุ่มนวลแต่ ละครั้งไม่เกิน15 วินาที (5 คะแนน) 3.600 2.238 4.667 1.269 -2.874 0.008 15. นักศึกษาเว้นระยะเวลาให้ผู้ช่วยใช้ Ambu bag บีบ 4-5 ครั้งก่อนและหลัง การดูดเสมหะแต่ละครั้ง(5 คะแนน) 2.833 2.520 4.333 1.729 -2.523 0.017 16. ทำการดูดเสมหะ จนกว่าไม่พบเสียง secretion (ผู้สอบบอก) (5 คะแนน) 2.667 2.537 4.000 2.034 -2.504 0.018 17. หลังดูดเสมหะผู้ช่วยเช็ดสำลีแอลกอฮอล์ ก้อนที่ 4 ที่ปลาย ข้อต่อ ETT และก้อนที่ 4 เช็ดข้อต่อเครื่องช่วยหายใจ หลังจาก นั้นต่อเครื่องช่วยหายใจกับผู้ป่วย และ เช็ดก้อนที่ 5 ที่ปลาย Ambu bag (5 คะแนน) 2.667 2.234 4.800 0.610 -5.182 0.000 18. ขณะเดียวกันผู้ปฏิบัติปลดสายดูดเสมหะ ทิ้งลงในขยะติดเชื้อและจุ่มสายในขวดน้ำ ที่เตรียมไว้ล้างเสมหะที่ติดคาสายให้หมด ใช้สำลีก้อนที่ 6 เช็ดข้อต่อปลายสายดูด เสมหะและเก็บสายดูดเสมหะให้ เรียบร้อย (5 คะแนน) 2.200 2.172 4.500 1.137 -5.325 0.000 19. ถอดถุงมือทิ้งในถังขยะติดเชื้อ(2 คะแนน) 1.133 1.008 1.900 0.548 -3.434 0.002 20. ล้างมือให้สะอาดแบบ Hygienic washing(3 คะแนน) 0.900 1.398 2.400 1.221 -4.785 0.000 21. ขั้นประเมิน (5 คะแนน) ประเมินสภาพผู้ป่วยหลังดูดเสมหะ RR, PR ,BP ,O2 saturation และฟังเสียง ปอดซ้ำ(5 คะแนน) 0.933 1.639 4.300 1.208 -8.548 0.000 รวม 60.633 16.757 91.133 4.981 -9.994 0.000 จากตารางที่ 2 พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้ นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION”เท่ากับ 60.633 (mean= 60.633,SD=16.757) เมื่อแยก เป็นรายข้อพบว่าข้อที่ได้ค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูด เสมหะ“SNC. SUCTION” มากที่สุดได้แก่ข้อใส่ถุงมือสะอาด ดูดเสมหะในปากและถอดถุงมือออก มีค่าเฉลี่ย คะแนนเท่ากับ 4.333(mean=4.333,SD=1.729) รองลงมาได้แก่ข้อล้างมือแบบHygienic washing/Alcohol hand rub ก่อนและหลังสัมผัสผู้ป่วย มีค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 4.133(mean=4.133, SD=1.756) และข้อที่ได้
คะแนนน้อยที่สุดได้แก่ประเมินสภาพผู้ป่วยหลังดูดเสมหะ RR, PR ,BP ,O2 sat และฟังเสียงปอดซ้ำ มีค่าเฉลี่ย คะแนนเท่ากับ 0.933(mean=0.933,SD=1.639) และรองลงมาได้แก่ข้อใส่สายดูดเสมหะเข้าในท่อET tube อย่างนุ่มนวลถึงระดับ carina ดึงสายขึ้นมา 1 ซม.โดยยังไม่ปิดรูเปิดของ finger tip มีค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 2.000(mean=2.000,SD=2.491) และมีค่าเฉลี่ยคะแนนหลังการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรม หุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION”เท่ากับ 91.133 (mean= 91.133, SD=4.981) เมื่อแยกเป็นรายข้อ พบว่าข้อที่ได้ค่าเฉลี่ยคะแนนหลังการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION” มากที่สุดได้แก่ใส่สายดูดเสมหะเข้าในท่อ ET tube อย่างนุ่มนวล ถึงระดับ carina ดึงสายขึ้นมา 1 ซม.โดยยังไม่ปิดรูเปิดของ finger tip และแนะนำตัวและบอกวัตถุประสงค์ให้ผู้ป่วย/ญาติทราบมีค่าเฉลี่ย คะแนนเท่ากับ 5 (mean=5, SD= 0.000) รองลงมาได้แก่ข้อจัดท่านอนศีรษะสูง 40-45 องศา มีค่าเฉลี่ย คะแนนเท่ากับ 4.9 (mean=4.9, SD=0.548) และข้อที่ได้คะแนนน้อยที่สุดได้แก่เปิดออกซิเจน 10-15 ลิตรต่อ นาทีและส่งAmbu bag ให้ผู้ช่วยเหลือและทำการดูดเสมหะจนกว่าไม่พบเสียง secretion (ผู้สอบบอก)มี ค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 4 (mean=4, SD=2.034) และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนและหลังการฝึก ปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION” พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนหลังการ ฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะมากกว่าก่อนการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ “SNC. SUCTION”อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01(p<0.01) ตารางที่3 แสดงคะแนนเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานคะแนนความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 ต่อการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL”(n =30) ลำดับที่ ข้อความ คะแนน ระดับความ คิดเห็น mean SD 1. ด้านความคิดสร้างสรรค์ มีลักษณะเป็นสื่อสามมิติ 4.800 0.407 มากที่สุด 2. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 4.633 0.490 มากที่สุด รวม 4.717 0.364 มากที่สุด 3. ด้านความเหมาะสม วัสดุมีความแข็งแรงคงทน 4.300 0.651 มาก 4. เหมาะสมสำหรับใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ 4.800 0.407 มากที่สุด 5. ชิ้นงานคุ้มค่ากับราคา 4.833 0.379 มากที่สุด รวม 4.644 0.338 มากที่สุด
ตารางที่ 3 แสดงคะแนนเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานคะแนนความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 ต่อการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL”(n =30) ลำดับที่ ข้อความ คะแนน ระดับความ คิดเห็น mean SD 6. ด้านประสิทธิภาพการใช้งาน ง่ายและสะดวกต่อการใช้งานไม่ยุ่งยากซับซ้อน 4.667 0.547 มากที่สุด 7. นำไปใช้ปฏิบัติได้จริง 4.533 0.507 มากที่สุด 8. มีความปลอดภัยในการใช้งาน 4.667 0.606 มากที่สุด 9. ง่ายต่อการทำความสะอาดและการเก็บรักษา 4.633 0.490 มากที่สุด รวม 4.625 0.364 มากที่สุด 10. ด้านการนำความรู้ที่ได้ไปใช้ปฏิบัติ สามารถนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติได้จริงในการฝึก ปฏิบัติ 4.733 0.450 มากที่สุด 11. โดยภาพรวมพึงพอใจต่อชิ้นงานที่พัฒนาขึ้น 4.733 0.450 มากที่สุด รวม 4.733 0.388 มากที่สุด รวม 4.667 0.294 มากที่สุด จากตารางที่ 3พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจต่อการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะ โดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL”อยู่ในระดับมากที่สุดมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.667(mean=4.667,SD=0.249) เมื่อแยกเป็นรายด้านพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อการฝึกปฏิบัติ ทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL” ด้านการนำความรู้ที่ได้ไปใช้ ปฏิบัติมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.733(mean=4.733,SD=0.388) รองลงมาได้แก่ด้านความคิดสร้างสรรค์ มี ค ่ า เ ฉ ล ี ่ ย เ ท ่ า ก ั บ 4.717(mean=4.717,SD=0.364)ด ้ า น ค ว า ม เ ห ม า ะ ส ม ม ี ค ่ า เ ฉ ล ี ่ ย เ ท ่ า กั บ 4.644(mean=4.644,SD=0.338)และด้านที่พึงพอใจน้อยที่สุดได้แก่ด้านประสิทธิภาพการใช้งาน มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.625(mean=4.625,SD=0.364) และเมื่อแยกเป็นรายข้อพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อการ ฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL” ในข้อชิ้นงาน คุ้มค่ากับราคามากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ4.833(mean=4.833, SD=0.379)รองลงมาได้แก่ข้อมีลักษณะเป็นสื่อ สามมิติและข้อเหมาะสมสำหรับใช้เป็นสื่อการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.800(mean=4.800, SD=0.407)และ ข้อที่กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนพึงพอใจน้อยที่สุดได้แก่ข้อวัสดุมีความแข็งแรงคงทน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.300(mean=4.300, SD=0.651)
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยกึ่งทดลอง(quasi-experimental research) แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนหลัง ศึกษาผลของการ ใช้สื่อนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ “SNC.SUCTION MODEL”ต่อการฝึกปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะของ นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะก่อนและหลังการฝึกปฏิบัติทักษะดูด เสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 โดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL” และความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 ต่อการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้ นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL” กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 รุ่นที่ 24 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีจำนวน 30 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย(simple random) โดยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 2 ส่วน 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ “SNC.SUCTION MODEL”ตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน คุณภาพของเครื่องมือตามความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ4.61(mean=4.61,SD=0.39) และ 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบประเมินทักษะการดูดเสมหะ(OSCE) จำนวน 21 ข้อ ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .715และแบบประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2 ต่อการฝึก ปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL” จำนวน 11 ข้อ ค่า ความเชื่อมั่นเท่ากับ .815 เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 ถึงเดือนกันยายน 2563 วิเคราะห์ข้อมูลด้วย สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ยมัชฌิมเลขคณิต (x) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)และสถิติทดสอบ ที(t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1.กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 76.7 และเป็น เพศชาย จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 23.3 2. กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูด เสมหะ“SNC. SUCTION”เท่ากับ 60.633 (mean= 60.633,SD=16.757) เมื่อแยกเป็นรายข้อพบว่าข้อที่ได้ ค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION” มากที่สุดได้แก่ข้อใส่ถุงมือสะอาด ดูดเสมหะในปากและถอดถุงมือออก มีค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 4.333(mean=4.333,SD=1.729) รองลงมาได้แก่ข้อล้างมือแบบHygienic washing/Alcohol hand rub ก่อนและหลังสัมผัสผู้ป่วย มีค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 4.133(mean=4.133, SD=1.756) และข้อที่ได้คะแนน น้อยที่สุดได้แก่ประเมินสภาพผู้ป่วยหลังดูดเสมหะ RR, PR ,BP ,O2 sat และฟังเสียงปอดซ้ำ มีค่าเฉลี่ยคะแนน เท่ากับ 0.933(mean=0.933,SD=1.639) และรองลงมาได้แก่ข้อใส่สายดูดเสมหะเข้าในท่อET tube อย่าง นุ่มนวลถึงระดับ carina ดึงสายขึ้นมา 1 ซม.โดยยังไม่ปิดรูเปิดของ finger tip มีค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 2.000(mean=2.000,SD=2.491) และมีค่าเฉลี่ยคะแนนหลังการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรม หุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION”เท่ากับ 91.133 (mean= 91.133, SD=4.981) เมื่อแยกเป็นรายข้อ พบว่าข้อที่ได้ค่าเฉลี่ยคะแนนหลังการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION” มากที่สุดได้แก่ใส่สายดูดเสมหะเข้าในท่อ ET tube อย่างนุ่มนวล ถึงระดับ carina ดึงสายขึ้นมา 1 ซม.โดยยังไม่ปิดรูเปิดของ finger tip และแนะนำตัวและบอกวัตถุประสงค์ให้ผู้ป่วย/ญาติทราบมีค่าเฉลี่ย คะแนนเท่ากับ 5 (mean=5, SD= 0.000) รองลงมาได้แก่ข้อจัดท่านอนศีรษะสูง 40-45 องศา มีค่าเฉลี่ย คะแนนเท่ากับ 4.9 (mean=4.9, SD=0.548) และข้อที่ได้คะแนนน้อยที่สุดได้แก่เปิดออกซิเจน 10-15 ลิตรต่อ
นาทีและส่งAmbu bag ให้ผู้ช่วยเหลือและทำการดูดเสมหะจนกว่าไม่พบเสียง secretion (ผู้สอบบอก)มี ค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 4 (mean=4, SD=2.034) และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนและหลังการฝึก ปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION” พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนหลังการ ฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะมากกว่าก่อนการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ “SNC. SUCTION”อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01(p<0.01) 3.กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจต่อการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรม หุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL”อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.667(mean=4.667, SD= 0.249) เมื่อแยกเป็นรายด้านพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้ นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL” ด้านการนำความรู้ที่ได้ไปใช้ปฏิบัติมากที่สุด มี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.733 (mean=4.733,SD=0.388) ประกอบด้วยสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติได้จริงในการ ฝึกปฏิบัติ(mean=4.733,SD=0.450)และโดยภาพรวมพึงพอใจต่อชิ้นงานที่พัฒนาขึ้น(mean=4.733, SD=0.450)รองลงมาได้แก่ด้านความคิดสร้างสรรค์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.717(mean=4.717,SD=0.364) ประกอบด้วยมีลักษณะเป็นสื่อสามมิติ(mean=4.800,SD=0.427)และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์(mean=4.633, SD=0.490) ด้านความเหมาะสม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.644 (mean=4.644, SD=0.338)ประกอบด้วยวัสดุมี ความแข็งแรงคงทน(mean=4.300, SD=0.651) เหมาะสมสำหรับใช้เป็นสื่อการเรียนรู้(mean=4.800, SD=0.407) และชิ้นงานคุ้มค่ากับราคา(mean=4.833, SD=0.379)และด้านที่กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจ น้อยที่สุดได้แก่ด้านประสิทธิภาพการใช้งาน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.625(mean=4.625, SD=0.364) ประกอบด้วย ง่ายและสะดวกต่อการใช้งานไม่ยุ่งยากซับซ้อน(mean=4.667,SD=0.547) นำไปใช้ปฏิบัติได้จริง (mean=4.533,SD=0.507) มีความปลอดภัยในการใช้งาน(mean=4.667,SD=0.606) และง่ายต่อการทำ ความสะอาดและการเก็บรักษา (mean=4.633,SD=0.49) และเมื่อแยกเป็นรายข้อพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความ พึงพอใจต่อการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL” ใน ข้อชิ้นงานคุ้มค่ากับราคามากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.833(mean=4.833, SD=0.379)รองลงมาได้แก่ข้อมี ลักษณะเป็นสื่อสามมิติและข้อเหมาะสมสำหรับใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.800(mean=4.800, SD=0.407) และข้อที่กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจน้อยที่สุดได้แก่ข้อวัสดุมีความแข็งแรงคงทน มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.300(mean=4.300, SD=0.651) การอภิปรายผล จากผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนหลังการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรม หุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION” มากกว่าก่อนการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.01(p<0.01)ทั้งนี้เนื่องจากนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION”ที่สร้างขึ้นใช้เป็นสื่อการ เรียนการสอนภาคปฏิบัติช่วยเพิ่มทักษะการดูดเสมหะ จึงทำให้นักศึกษาสามารถฝึกทักษะการดูดเสมหะโดยใช้ นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION”ได้ดีกว่าหุ่นที่เป็นอยู่เดิม นอกจากนี้หุ่นจำลองที่สร้างขึ้นมี คุณสมบัติพิเศษสามารถบอกตำแหน่งระดับ carinaเมื่อนักศึกษาใส่สายดูดเสมหะถึงตำแหน่งนี้จะมีเสียงดัง เตือนเพื่อที่จะให้นักศึกษาดึงสายขึ้นมา 1 เซนติเมตร แล้วจึงดูดเสมหะเพื่อป้องกันแรงดูดกระทบต่อเนื้อเยื่อ และใส่สายลึกจนเกินไป ซึ่งพบว่ากลุ่มตัวอย่างหลังการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูด เสมหะ“SNC. SUCTION”สามารถปฏิบัติทักษะข้อนี้ได้ถูกต้องทุกคน(mean=5,SD=0.000) และนักศึกษา สามารถดูดเสมหะได้หมือนจริงจากนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION” ต่างจากหุ่นเดิมที่เวลา ดูดเสมหะไม่มีเสมหะออกมา ทำให้นักศึกษาไม่ทราบว่าขณะดูดเสมหะปฏิบัติทักษะได้ถูกต้องหรือไม่เพราะ ไม่ได้ยินเสียงเสมหะจริงสอดคล้องกับการศึกษาของรวิภา บุญชูช่วย (2558) ศึกษาเปรียบเทียบความพึงพอใจ
ของนักเรียนพยาบาลทหารอากาศชั้นปีที่ 2 ต่อการใช้หุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะตามมาตรฐานทางการแพทย์ กับหุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะพบว่าการใช้หุ่นฝึกทักษะนี้ทำให้นักศึกษาสามารถทำการดูดเสมหะได้อย่าง ถูกต้องตามกายภาพ นอกจากนี้สุรชาติสิทธิปกรณ์และคณะ(2558)ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้ด้วย หุ่นจําลองเสมือนจริงต่อความมั่นใจในตนเองและความพึงพอใจของนิสิตพยาบาลชั้นปีที่ 3คณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามพบว่านักศึกษามีมั่นใจในตนเองเพิ่มมากขึ้น(mean=8.31, SD = 1.06) และ ได้เสนอแนะว่าควรให้มีการจัดการเรียนการสอนจากสถานการณ์เสมือนจริงนอกจากนี้พัชรีตันศิริและคณะ (2558)ศึกษาประสิทธิผลของการเรียนสอนเทคนิคการฉีดยาเด็กโดยการใช้หุ่นจำลองที่ผลิตขึ้นใหม่ พบว่าหลัง การฝึกปฏิบัติด้วยการใช้หุ่นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ มีระดับคะแนนความพึงพอใจในประสิทธิผลการเรียนรู้สูงกว่าก่อน การฝึกปฏิบัติเพื่อเรียนรู้ด้วยตนเองโดยใช้หุ่นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และจาก การศึกษาของวินัย สยอวรรณและคณะ(2560)ศึกษาเรื่องการฝึกทักษะการกดนวดชนิดยางพาราสำหรับ นักศึกษาการแพทย์แผนไทยบัณฑิตของวิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษกพบ ว่าผลการประเมินทักษะในการกดนวดของนักศึกษาการแพทย์แผนไทยบัณฑิตระหว่างก่อนกับหลังการใช้ หุ่นจำลองฝึกทักษะการกดนวดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05ซึ่งการสอนร่วมกับการฝึกทักษะกับ หุ่นเสมือนจริงควบคู่ไปด้วย จะส่งผลต่อการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมากยิ่งขึ้น และพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจต่อการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้ นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL”อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.667 (mean=4.667, SD= 0.249)เมื่อแยกเป็นรายด้านพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อการฝึกปฏิบัติทักษะ ดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL” ด้านการนำความรู้ที่ได้ไปใช้ปฏิบัติ มากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.733 (mean=4.733,SD=0.388) ประกอบด้วยสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติได้ จริงในการฝึกปฏิบัติ(mean=4.733,SD=0.450)และโดยภาพรวมพึงพอใจต่อชิ้นงานที่พัฒนาขึ้น (mean=4.733,SD=0.450)รองลงมาได้แก่ด้านความคิดสร้างสรรค์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.717(mean=4.717, SD=0.364) ประกอบด้วยมีลักษณะเป็นสื่อสามมิติ(mean=4.800,SD=0.427)และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (mean=4.633, SD=0.490) ด้านความเหมาะสม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.644 (mean=4.644, SD=0.338) ประกอบด้วยวัสดุมีความแข็งแรงคงทน(mean=4.300, SD=0.651) เหมาะสมสำหรับใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ (mean=4.800, SD=0.407) และชิ้นงานคุ้มค่ากับราคา(mean=4.833, SD=0.379) ทั้งนี้เนื่องจากนวัตกรรม หุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION” มีความเสมือนจริงดูดเสมหะได้เสมือนจริง เป็นสื่อสามมิติ วัสดุมีความ แข็งแรงคงทน ชิ้นงานคุ้มกับราคา เหมาะสมสำหรับใช้เป็นสื่อการเรียนรู้และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ทำให้ นักศึกษาสามารถทำการดูดเสมหะได้อย่างถูกต้องตามกายภาพและปลอดภัยเนื่องจากมีสัญญานเสียงเตือนทำ ให้กลุ่มตัวอย่างพึงพอใจต่อการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION”สอดคล้องกับการศึกษาของปรียสลิล ไชยวุฒิและเยาวลักษณ์ คุมขวัญ(2560)ศึกษาหุ่นจำลองฝึก ทักษะการดูดเสมหะ : นวัตกรรมสื่อการสอนทางการพยาบาล พบว่าประสิทธิภาพของหุ่นจำลองซึ่งแบ่ง ออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ประสิทธิภาพด้านการผลิตประสิทธิภาพด้านการนำไปใช้และประสิทธิภาพด้านคุณภาพ และประโยชน์ พบว่าประสิทธิภาพโดยรวมของหุ่นทั้ง 2 รูปแบบอยู่ในระดับดี มีคุณลักษณะตรงกับความ ต้องการในการใช้เป็นสื่อการสอนโดย1) เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย 2) มีความคุ้มค่าในการนำไปใช้ 3) มีความ สะดวกในการทำความสะอาดและการเก็บรักษา 4) มีความสะดวกในการใช้งาน การดูดเสมหะได้ใกล้เคียงกับ ของจริงและยังสามารถใช้หุ่นจำลองทดแทนการใช้หุ่นจากต่างประเทศนอกจากนี้ยังช่วยให้การเรียนการสอนมี ประสิทธิภาพ ผู้เรียนเกิดความเข้าใจและมีความมั่นใจในการปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะนอกจากนี้การศึกษา
ของรวิภา บุญชูช่วย (2558) ศึกษาเปรียบเทียบความพึงพอใจของนักเรียนพยาบาลทหารอากาศชั้นปีที่ 2 ต่อ การใช้หุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะตามมาตรฐานทางการแพทย์กับหุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะพบว่าค่าเฉลี่ย ความพึงพอใจต่อหุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะ “RTAFNC Suction Model” เท่ากับ 4.01 มากกว่าค่าเฉลี่ย ความพึงพอใจต่อหุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะที่ใช้ในห้องสาธิตปฏิบัติการพยาบาลเท่ากับ 3.43 อย่างมีนัยสำคัญ (t = 6.374; p <.05)ส่วนสุรชาติสิทธิปกรณ์และคณะ(2558)ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยหุ่นจําลอง เสมือนจริงต่อความมั่นใจในตนเองและความพึงพอใจของนิสิตพยาบาลชั้นปีที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามพบว่านักศึกษาพยาบาลที่ได้รับการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงมี ค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด(mean= 8.12, SD = 1.31) ปฐมามาศโชติบัณ (2558) ศึกษานวัตกรรมชุดหุ่นฝึกทักษะการปฏิบัติการพยาบาลเป็นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะโดยทั่วไปเป็นหุ่นจำลองจากของจริงผลิตจากยางพาราสามารถฝึกทักษะได้ด้วยตนเองราคาย่อมเยาว์ เมื่อเทียบกับหุ่นฝึกทักษะที่ซื้อจากต่างประเทศและนักศึกษาพยาบาลความพึงพอใจต่อการใช้ชุดหุ่นช่วยฝึก ทักษะการปฏิบัติการพยาบาลในภาพรวมแต่ละหุ่นฝึกอยู่ในระดับมากทุกด้านโดยด้านที่มีความพึงพอใจคือการ นำไปใช้มากที่สุดโดยเฉพาะความสะดวกในการใช้การเรียนรู้ด้วยตนเองการเก็บรักษาและการเคลื่อนย้าย เหมาะกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง กิตติพรเนาว์สุวรรณและคณะ(2558)ศึกษานวัตกรรมหุ่นช่วยฝึกใส่สายให้ อาหารทางสายยางผลงานวิจัยพบว่านักศึกษาพยาบาลมีความพึงพอใจต่อนวัตกรรมหุ่นช่วยฝึกใส่สายให้อาหาร ทางสายยางทั้งในภาพรวมและรายด้านสูงกว่าหุ่นฝึกเต็มตัวแบบเดิม อย่างงมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .001 และจากการศึกษาของวินัย สยอวรรณและคณะ(2560)ศึกษาเรื่องการฝึกทักษะการกดนวดชนิดยางพารา สำหรับนักศึกษาการแพทย์แผนไทยบัณฑิตของวิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนา ภิเษกพบว่านักศึกษามีความพึงพอใจต่อหุ่นจำลองฝึกทักษะการกดนวดโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.27 ซึ่ง อยู่ในระดับมาก ดังนั้นการสอนโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION”ที่มีความเสมือนจริงจะ ทำให้ผู้เรียนมีความพร้อมและพอใจต่อการปฏิบัติการพยาบาลในทักษะต่างๆ ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้อย่าง รวดเร็ว สามารถฝึกปฏิบัติได้หลายครั้งได้จนเกิดความมั่นใจก่อนการปฏิบัติบนหอผู้ป่วยครั้งต่อไป มีความ ตระหนักถึงความปลอดภัยและความสุขสบายของผู้ป่วย จึงเหมาะต่อการนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน ข้อเสนอแนะ 1.ขอเสนอสําหรับการวิจัยควรมีการศึกษาใหครอบคลุมผลลัพธการเรียนรูที่คาดหวังดานอื่น ๆ ตาม แนวคิดของ Jeffries ไดแกความรู (Knowledge) ทักษะที่แสดงออก (Skill Performance) และการคิดวิ เคราะห(Critical Thinking) และควรนำแนวคิดการสร้างนวัตกรรมหุ่นจําลองเสมือนจริงใชในทักษะอื่นๆ 2.ขอเสนอแนะและแนวทางการนําผลการวิจัยไปใชผลการวิจัยแสดงใหเห็นวาการเรียนรูโดยใช้ นวัตกรรมหุ่นจําลองเสมือนจริง มาใช้เป็นสื่อการสอนทำให้นักศึกมีทักษะในการดูดเสมหะดีขึ้นภายหลังการใช้ นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ ในการศึกษาวิจัยครั้งตอไปควรทําวิจัยแบบกลุมทดลองเปรียบเทียบ 2 กลุมเพื่อ เปนการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพตอไป
บรรณานุกรม กิตติพร เนาว์สุวรรณ และคณะ.(2558).นวัตกรรมหุ่นช่วยฝึกใส่สายให้อาหารทางสายยาง.วารสารวิจัย,4(2), 55-64. กัลยา เตชาเสถียร และ สถาพร กลางคาร.(2556). การพัฒนาหุ่น Police Wound เพื่อฝึกทักษะการจัดการ บาดแผล.วารสารพยาบาลตำรวจ.Volume 5 No1,45-54 คณาจารย์เครือข่ายภาคกลาง 2 .(2562). แบบประเมินทักษะการดูดเสมหะ(OSCE) เครือข่ายภาคกลาง 2. เอกสารอัดสำเนา. จินตนา ลี้ละไกรวรรณและคณะ.(2561).นวัตกรรมการเรียนการสอนทางการพยาบาล: สถานการณ์เสมือนจริง Innovation in Nursing Education: Simulationวารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ. Volume 37 No4,6-11 พัชรี ตันศิริ และคณะ. (2558).ประสิทธิผลของการเรียนสอนเทคนิคการฉีดยาเด็กโดยการใช้หุ่นจำลองที่ผลิต ขึ้นใหม่.รายงานวิจัย สาขาวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น กาญจนบุรี ปฐมามาศ โชติบัณ และคณะ. (2558).นวัตกรรมชุดหุ่นฝึกทักษะการปฏิบัติการพยาบาล. วารสารมหาวิทยาลัย นราธิวาสราชนครินทร์, 5(3), 1-12 ปรียสลิล ไชยวุฒิและเยาวลักษณ์ คุมขวัญ. (2560).หุ่นจำลองฝึกทักษะการดูดเสมหะ : นวัตกรรมสื่อการ สอน ทางการพยาบาล.วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข.Volume 27 No 2 ,47-59 น.ท.หญิง รวิภา บุญชูช่วย.(2558).นวัตกรรมหุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะ “RTAFNC Suction Model”วารสาร พยาบาลตำรวจ.Volume 7 No1,45-52 เรืองวิทย์นนทะภา และคณะ. (2547). เอกสารการสอนวิชาสื่อและเทคโนโลยีการสอน. กรุงเทพฯภาควิชา เทคโนโลยีทางการศึกษา. เอกสารประกอบการบรรยาย กระบวนวิชา 059400. มหาวิทยาลัย เชียงใหม่. รุจโรจน์ แก้วอุไร.(2551).เทคโนโลยี่และสื่อสารการศึกษา.สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2562 จาก htpp://www .edu. nu.ac.th/wbi/355201/p32-3htm. วลัยนุช สกุลนุ้ย. (2555). ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้สื่อการสอนตามความคิดเห็นของครู ศูนย์การศึกษานอก โรงเรียน จังหวัดนนทบุรี. รายงานการวิจัยวิทยาลัยราชพฤกษ์. สมคิด จันทเวช.(2550). การใช้สื่อการเรียนการสอน. ค้นเมื่อ 26 เมษายน 2560, จากhttp://somkitenglish. blogspot.com/2007/10/blog-post_6974.htm สมบูรณ์ สงวนญาติ.(2542). เทคโนโลยีทางการเรียนการสอนกรุงเทพฯ : ภาคพัฒนาตำราและเอกสารทาง วิชาการ หน่วยศึกษานิเทศก์กรมการฝึกหัดครู. สุภลักษณ์ เชยชม (2558). การใช้นวัตกรรมหุ่นแขนในการฝึกหัตถการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำของ นักศึกษาพยาบาล.รามาธิบดีพยาบาลสาร,21(3), 395-407 สุสัณหา ยิ้มแย้ม.(2559).การพัฒนาหุ่นจำลองเพื่อฝึกทักษะทางคลินิกของนักศึกาสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ. พยาบาลสาร ปีที่ 43 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน ,142-151 สุรชาติ สิทธิปกรณ์และคณะ(2558).ผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยหุ่นจําลองเสมือนจริงต่อความมั่นใจใน ตนเองและความพึงพอใจของนิสิตพยาบาลชั้นปีที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. มหาสารคามวิจัย, 50(14), 600-609 สำนักคณะกรรมการการอาชีวะศึกษา.(2554). การประเมินคุณภาพสื่อการสอนและนวัตกรรม สืบค้นเมื่อ 12
เมษายน2559 จาก htpp://www.chontech.ac.th/fscommand/smallbook.pdf สิริรัตน์ ฉัตรชัยสุชา, ปรางค์ทิพย์ อุจะรัตน์, และ ณัฐสุรางค์ บุญจันทร์. (2553). ทักษะพื้นฐานทางการ พยาบาล.(พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: เอ็นพีเพรส. สิริรัตน์ เปรมประวัติ. (2551). การดูดเสมหะในผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจ.วารสารพยาบาลศาสตร์,26(1), 14-24. สุปราณี เสนาดิสัย และ วรรณภา ประไพพาณิช. (2561).การพยาบาลพื้นฐาน แนวคิดและการปฏิบัติ. (พิมพ์ครั้งที่ 13). กรุงเทพฯ: จุดทอง. อภิญญา เพียรพิจารณ์. (2553). คู่มือการปฏิบัติทางการพยาบาล เล่ม 2. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: ธนาเพรส อภินันท์ สุขประเสริฐ.(2559). หุ่นจำลองยางพาราสื่อประหยัดเพื่อการศึกษาไทย.สืบค้นเมื่อ 12 เมษายน2562 จาก htpp://www.rdi.ku.ac.th/bk/04/04.htm BillingsL, AllenP, Armstrong M, Green A. Creating and launching.(2010). Innovative nursing Education programs: perils and pearls. Nursing education perspectives. 2012; 33(5),292-6 Foronda C, Liu S, Bauman EB. Evaluation of Simulationin Undergraduate Nurse Education: An Integrative Review. Clinical Simulation in Nursing. 2013;9(10):e409-e16 Jeffries, P.R., and J.M. Clochesy (2012) Clinical simulations: An experiential student-centred pedagogical approach. In D.M. Billings and J.A. Halstead (eds) Teaching in nursing: A guide for faculty (4th ed.) (pp. 352-68). St Louis MO: Sauders Elsevier Bertalanffy, L. V. (1968). General system theory foundations, development, applications. New York: George Braziller, lnc Kasatpibal N, Sawasdisingha P, Whitney JD. (2016).Innovation of educational wound models for nursing students. J NursEducPract. ; 6(9), 101-9. Ricketts B. (2011).The role of simulation for learning within pre-registration nursing education — A literature review. Nurse Education Today.;31(7),650-4 Sarjusingh,WCastellanos,F&Mohammed,C(2009. One Size Fits All?-The Case of ECNG 3020- Special Project Portal InternationalJournal of Education and Development using Information and Communication technology, 5 (2),55-66. Tran,Scherpbier,Van Dalen & Wright.(2012). Teacher-made models: the answer for medical skills training in developing countries? BMC Med Educ. 2012 Oct 19;12(1),98 Wongprach B. & PoomsanguanK(2017). Innovation Development of The Army Nurse Condom Ring for male patient : Applying a drainage condom. Journal of The Royal Thai Army Nurse.;19(1),55-65(in Thai) UNESCO. (2548). นวัตกรรมทางการพยาบาล (Nursing Innovation). สืบค้นเมื่อ 17ตุลาคม 2562จาก https://med.mahidol.ac.th/nursing/ACNER/admin/file_doc/20180430102135.pdf
ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL
ภาคผนวก ข ชุดเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
ภาคผนวก ข
แบบประเมินคุณภาพสื่อการสอนนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.Model” คำชี้แจงแบบประเมินนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำความคิดเห็นของทุกท่านไปพิจารณาปรับปรุงหุ่นจำลองดูดเสมหะ ส่วนที่ 1 ข้อมูลของผู้ตอบแบบประเมิน ชาย หญิง ส่วนที่ 2 รายการประเมิน กรุณาใส่เครื่องหมาย ลงในช่องที่ท่านต้องการตามความคิดเห็นของท่าน 5 = เห็นด้วยมากที่สุด 4 = เห็นด้วยมาก 3 = เห็นด้วยปานกลาง 2 = เห็นด้วยน้อย 1 = เห็นด้วยน้อยมาก รายการ เห็นด้วยมากที่สุด เห็นด้วยมาก เห็นด้วยปานกลาง เห็นด้วยน้อย เห็นด้วยน้อยมาก 5 4 3 2 1 1. มีลักษณะเป็นสื่อสามมิติ 2.มีชิ้นส่วนโดยรวมที่บอกรายละเอียดหรือแยกออกจาก กันหรือประกอบเข้าด้วยกันหรือเคลื่อนไหวได้ 3. มีขนาดน้ำหนักเหมาะสมต่อการใช้งาน 4.ใช้วัสดุท้องถิ่นในประเทศ 5.มีขนาดรูปร่าง สามารถเห็นได้ชัดตามสภาพการเรียนรู้ 6. มีกระบวนการใช้ไม่ยุ่งยากซับซ้อน 7. ใช้นำเสนอหรือสาธิตให้ผู้เรียนเข้าใจง่าย 8. มีสีสันเสมือนหรือคล้ายของจริง 9. มีความน่าสนใจ 10. สามารถตรวจปรับเข้ากับของจริงได้ 11. มีความคงทนถาวร
ข้อเสนอแนะ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ภาคผนวก ข แบบประเมินทักษะการดูดเสมหะ รายการประเมิน ปฏิบัติ ไม่ปฏิบัติ สมบูรณ์ ไม่สมบูรณ์ ขั้นเตรียม(๒๐ คะแนน) ๑. แนะนำตัว บอกวัตถุประสงค์ให้ผู้ป่วย/ญาติทราบ ๕ ๒ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ๐ ๒. ล้างมือแบบ Hygienic washing/Alcohol hand rub ก่อนและหลังสัมผัสผู้ป่วย ๕ ๓ ก่อนหรือหลัง ๐ ๓. ประเมินสภาพผู้ป่วยโดยเฉพาะสัญญาณชีพ RR, PR ,BP ,O2 saturation และฟัง เสียงปอด ๕ ๓ ต้องประเมิน RR, O2 saturation,ฟัง เสียงปอด ๐ ๔. เตรียมของใช้ ๔.๑ เครื่องดูดเสมหะชนิดเคลื่อนที่ต่อ finger tip ๔.๒ สายดูดเสมหะ(Suction catheter) เบอร์ ๑๔จำนวน ๒ เส้น ๔.๓ ถุงมือชนิดปราศจากเชื้อ(Sterile gloves) ๑ คู่ ๔.๔ ถุงมือสะอาด ๒ คู่(ผู้ดูดและผู้ช่วยเหลือ) ๔.๕ สำลีแอลกอฮอล์ ๗๐% ๖ก้อน ๔.๖mask ปิดจมูก ๑ผืน ๔.๗Ambu bag ๑ ลูก ๔.๘ ขวดใส่น้ำสะอาดปราศจากเชื้อ๑ ขวด ๔.๙Stethoscope ๑ เส้น ๔.๑๐ ชามรูปไตใส่ขยะ๑ ใบ ๕ ๓ ต้องมีข้อที่ ๔.๒-๔.๗ ถ้ามีเพิ่มนอกเหนือจากนี้ให้ข้อ ละ ๐.๕คะแนน ๐ ขาดอย่าง ใดอย่าง หนึ่งใน ๖ ข้อ ขั้นปฏิบัติ( ๘๐ คะแนน) ๕. จัดท่านอนศีรษะสูง ๓๐-๔๕ องศา ๕ ๒ จัดท่านอนไม่ถูกต้อง ๐ ๖. เปิดเครื่องดูดเสมหะและหักสายทดสอบการทำงานปรับความดันที่ระดับ ๘๐ – ๑๒๐ mmHg. ๕ ๒ เปิดเครื่องดูดเสมหะแต่ปรับความดัน ไม่ถูกต้อง ๐ ๗. ใส่ถุงมือสะอาด ดูดเสมหะในปากและถอดถุงมือออก ๕ ๐ ๐ ๘. เปิดออกซิเจน ๑๐-๑๕ลิตรต่อนาทีและส่ง Ambu bag ให้ผู้ช่วยเหลือ ๕ 0 ๐ ๙. ผู้ช่วยเหลือปลดสายเครื่องช่วยหายใจที่ต่อกับท่อ ETT เช็ดสำลีก้อนที่ ๑ แอลกอฮอล์ ๗๐% ที่ปลายท่อ ETT และก้อนที่ ๒ เช็ดปลาย Ambu bag โดยวนในออกนอก ๕ ๒ เช็ดสำลีแอลกอฮอล์ไม่ครบ ๐ ๑๐. สวมถุงมือชนิดปราศจากเชื้อด้วยเทคนิคปราศจากเชื้อ ๕ ๐ ๐ ๑๑. หยิบสายดูดเสมหะด้วยเทคนิคปราศจากเชื้อและต่อสายดูดเสมหะกับหัวต่อ finger tip โดยยึดหลักปราศจากเชื้อ ๕ ๐ ๐ ๑๒. ใส่สายดูดเสมหะเข้าในท่อ Endotracheal tube อย่างนุ่มนวล ถึงระดับ carina ดึง สายขึ้นมา ๑ซม.โดยยังไม่ปิดรูเปิดของ finger tip ๕ ๐ ๐ ๑๓. ดูดเสมหะโดยใช้มือข้างที่ไม่ถนัดปิดรูหัวต่อ finger tip ๕ ๐ ๐ ๑๔.ดูดเสมหะโดยหมุนพลิกรอบท่อค่อยๆ ดึงสายดูดเสมหะขึ้นมาอย่างนุ่มนวลแต่ละครั้ง ไม่เกิน๑๕ วินาที(ผู้สอบบอก) ๕ ๐ ๐ ๑๕.นักศึกษาเว้นระยะเวลาให้ผู้ช่วยใช้ Ambu bag บีบ๓-๕ ครั้งก่อนและหลังการดูด เสมหะแต่ละครั้ง ๕ 0 ๐ ๑๖.ทำการดูดเสมหะ จนกว่าไม่พบเสียง secretion (ผู้สอบบอก) ๕ ๐ ๐ ๑๗.หลังดูดเสมหะผู้ช่วยเช็ดสำลีแอลกอฮอล์ ก้อนที่ ๓ ที่ปลาย ข้อต่อ ETT และก้อนที่ ๔ เช็ดข้อต่อเครื่องช่วยหายใจ หลังจากนั้นต่อเครื่องช่วยหายใจกับผู้ป่วย และเช็ดก้อนที่ ๕ ที่ปลาย Ambu bag ๕ ๓ เช็ดสำลีแอลกอฮอล์ ไม่ครบ ๐
รายการประเมิน ปฏิบัติ ไม่ปฏิบัติ สมบูรณ์ ไม่สมบูรณ์ ๑๘.ขณะเดียวกันผู้ปฏิบัติปลดสายดูดเสมหะทิ้งลงในขยะติดเชื้อและจุ่มสายในขวดน้ำที่ เตรียมไว้ล้างเสมหะที่ติดคาสายให้หมด ใช้สำลีก้อนที่ ๖ เช็ดข้อต่อปลายสายดูดเสมหะ และเก็บสายดูดเสมหะให้เรียบร้อย ๕ ๒ ไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ๐ ๑๙.ถอดถุงมือทิ้งในถังขยะติดเชื้อ ๒ ๐ ๐ ๒๐. ล้างมือให้สะอาดแบบ Hygienic washing ๓ ๐ ๐ ๒๑.ประเมินสภาพผู้ป่วยหลังดูดเสมหะRR, PR ,BP ,O2 saturation และฟังเสียงปอดซ้ำ ๕ ๓ ต้องประเมิน RR, O2 saturation,ฟัง เสียงปอด ๐ คะแนนเต็ม ๑๐๐
ภาคผนวก ก
แบบประเมินความพึงพอใจต่อนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.Model” คำชี้แจงแบบประเมินนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำความคิดเห็นของทุกท่านไปพิจารณาปรับปรุงหุ่นจำลองดูดเสมหะ ส่วนที่ 1 ข้อมูลของผู้ตอบแบบประเมิน ชาย หญิง ส่วนที่ 2 รายการประเมิน กรุณาใส่เครื่องหมาย ลงในช่องที่ท่านต้องการตามความคิดเห็นของท่าน 5 = เห็นด้วยมากที่สุด 4 = เห็นด้วยมาก 3 = เห็นด้วยปานกลาง 2 = เห็นด้วยน้อย 1 = เห็นด้วยน้อยมาก รายการ เห็นด้วยมากที่สุด เห็นด้วยมาก เห็นด้วยปานกลาง เห็นด้วยน้อย เห็นด้วยน้อยมาก 5 4 3 2 1 ก.ด้านความคิดสร้างสรรค์ 1. มีลักษณะเป็นสื่อสามมิติ 2. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ข.ด้านความเหมาะสม 1.วัสดุมีความแข็งแรงคงทน 2.เหมาะสมสำหรับใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ 3. ชิ้นงานคุ้มค่ากับราคา ค. ด้านประสิทธิภาพการใช้งาน 1. ง่ายและสะดวกต่อการใช้งานไม่ยุ่งยากซับซ้อน 2.นำไปใช้ปฏิบัติได้จริง 3. มีความปลอดภัยในการใช้งาน 4. ง่ายต่อการทำความสะอาดและการเก็บรักษา ง. ด้านการนำความรู้ที่ได้ไปใช้ปฏิบัติ 1. สามารถนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติได้จริงในการฝึกปฏิบัติ 2. โดยภาพรวมพึงพอใจต่อชิ้นงานที่พัฒนาขึ้น ข้อเสนอแนะ.........................................................................................................................................................
ภาคผนวก ค แบบฟอร์มการให้ข้อมูลยินยอมเข้าร่วมวิจัย
แบบฟอร์มการให้ข้อมูลยินยอมเข้าร่วมวิจัย เนื่องด้วย ดิฉัน รอ.หญิง ดร.จรูญลักษณ์ ป้องเจริญกำลังดำเนินการวิจัยเรื่องผลของการใช้สื่อ นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL”ต่อการฝึกปฏิบัติทักษะการดูดเสมหะของนักศึกษา พยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2โยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา1)คุณภาพของสื่อการสอนนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ “SNC.SUCTION MODEL”2)ทักษะก่อนและหลังการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2โดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.SUCTION MODEL”และ3)ความพึงพอใจของนักศึกษา พยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2ต่อการฝึกปฏิบัติทักษะดูดเสมหะโดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ “SNC.SUCTION MODEL” ผู้วิจัยมีความจำเป็นในการเชิญท่านเป็นอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการวิจัยเนื่องจากท่านเป็นผู้ให้ ข้อมูลหลัก ซึ่งสอบวัดทักษะก่อนและหลังใช้หุ่นประมาณ 30 นาทีและตอบแบบสอบถามการวิจัยใช้เวลา ประมาณ 20 นาที ผู้วิจัยจะนำข้อมูลจากตอบแบบสอบถามและแบบสังเกตของกลุ่มดังกล่าวทำลายภายหลัง เสร็จสิ้นการวิจัย โดยผู้วิจัยจะเก็บรักษาความลับของข้อมูลไว้เป็นอย่างดี ในการรายงานผลการวิจัยจะถูก รายงานโดยภาพรวมของการศึกษาวิจัยเพื่อประโยชน์สำหรับการเรียนการสอน การได้หุ่นจำลองการดูดเสมหะ (หุ่น Suction)ที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับการใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเรียนการสอน สำหรับนักศึกษา หุ่นจำลองการดูดเสมหะมีประโยชน์ทำให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะการดูดเสมหะได้บ่อยและได้สะดวก เคลื่อนย้าย ได้ง่าย สามารถนำหุ่นไปฝึกทักษะการดูดเสหมะได้หลายสถานที่ สำหรับผู้วิจัยทำให้ทราบทักษะหลังการฝึก ปฏิบัติทักษะดูดเสมหะของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2โดยใช้นวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC. SUCTION MODEL” และผลการวิจัยยังเป็นแนวทางในการสร้างและพัฒนาสื่อหุ่นจำลองการดูดเสมหะจาก วัสดุที่มีราคาประหยัดและเสมือนจริงมากยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถผลิตได้จำนวนมากเพียงพอกับนักศึกษา ดังนั้นจึงจะไม่มีผู้ใดที่สามารถบ่งชี้หรือระบุได้ว่าข้อมูลส่วนใดได้รับมาจากผู้เข้าร่วมวิจัยคนใดในการ เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครวิจัยของโครงการวิจัยครั้งนี้ ท่านสามารถถอนตัวเมื่อใดก็ได้โดยไม่ต้องเสียสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น และจะไม่เกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของท่าน หากท่านมีข้อสงสัยประการใดหรือต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการวิจัย สามารถติดต่อ สอบถาม ดิฉันรอ.หญิง ดร.จรูญลักษณ์ ป้องเจริญผู้วิจัยได้ที่ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี เบอร์โทร 0895329552 .............................................................................................................................................................. หากท่านมีปัญหาสงสัยเกี่ยวกับสิทธิของท่านขณะเข้าร่วมการวิจัยนี้ โปรดสอบถามได้ที่เลขานุการ คณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมวินัยในมนุษย์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่อยู่ 118 หมู่ที่ 1 ตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เบอร์โทร 035-535-253-5
ภาคผนวก ง รายนามผู้ทรงคุณวุฒิและประวัติผู้วิจัย
รายนามผู้ทรงคุณวุฒิตรวจเครื่องมือวิจัย ตรวจสอบคุณภาพสื่อการสอนนวัตกรรมหุ่นจำลองดูดเสมหะ“SNC.Model” ลำดับ ชื่อสกุล ระดับการศึกษา ตำแหน่งหน้าที่/สถานที่ทำงาน 1. รศ.ดร.อนิรุทธ์ สติมั่น ปริญญาเอก หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยี การศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ อ.เมือง จ.นครปฐม 2. นางขวัญฤทัย พันธุ พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (การพยาบาลผู้ใหญ่) มหาวิทยาลัยขอนแก่น อาจารย์พยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี 3. นางณาตยา ขนุนทอง พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (การพยาบาลผู้ใหญ่) มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าหอผู้ป่วยกึ่งวิกฤต การปฏิบัติพยาบาลขั้นสูงAPN โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี 3. นางณัศริน ปิ่นเพ็ชร์ พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (การติดเชื้อ) มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าหน่วยงานติดเชื้อ โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี 4. นายไพรัตน์ เลี้ยงถนอม นายช่างเทคนิคชำนาญการ โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี รายนามผู้ทรงคุณวุฒิตรวจเครื่องมือวิจัย ตรวจสอบความตรงของเนื้อหาของแบบประเมินทักษะการดูดเสมหะและแบบประเมินความพึงพอใจ ลำดับ ชื่อสกุล ระดับการศึกษา ตำแหน่งหน้าที่/สถานที่ทำงาน 1. นางขวัญฤทัย พันธุ พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (การพยาบาลผู้ใหญ่) มหาวิทยาลัยขอนแก่น อาจารย์พยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี 2. นางณาตยา ขนุนทอง พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (การพยาบาลผู้ใหญ่) มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าหอผู้ป่วยกึ่งวิกฤต การปฏิบัติพยาบาลขั้นสูงAPN โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี 3. นางณัศริน ปิ่นเพ็ชร์ พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (การติดเชื้อ) มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าหน่วยงานติดเชื้อ โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี
ภาคผนวก ง
ประวัติผู้วิจัย ชื่อ เรืออากาศเอกหญิง จรูญลักษณ์ ป้องเจริญ วัน เดือน ปีเกิด 18 มกราคม 2509 สถานที่เกิด จังหวัดสุพรรณบุรี ประวัติการศึกษา ประกาศนียบัตรพยาบาลศาสตร์และการผดุงครรภ์ชั้นสูง วิทยาลัยพยาบาลทหารอากาศ พ.ศ.2526-2530 นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ.2532-2536 พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่ มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ.2543-2544 ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (บริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ.2554-2558 ตำแหน่งและสถานที่ทำงานปัจจุบัน พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี