ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของประชาชนในเขตอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี Knowledge, Attitudes, and Preventive Behavior of COVID-19 among Residents in U-thong District, Suphanburi Province ดร. ณัฎฐวรรณ คำแสน นางสาวสุพรรณี เปี้ยวนาลาว นางสาวศิริธิดา ศรีพิทักษ์ งานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี สถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข
กิตติกรรมประกาศ วิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดีจากความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างดียิ่งในการเก็บข้อมูลวิจัยจาก อาสาสมัครสาธารณสุข อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ช่วยเก็บข้อมูลด้วยความเอาใจใส่เป็นอย่างดียิ่ง ขอขอบพระคุณวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่สนับสนุนเงินทุนวิจัยและเวลาใน การดำเนินการวิจัย ขอขอบคุณอาจารย์ผู้ร่วมวิจัยทุกท่านที่ช่วยในการเก็บข้อมูล รวมทั้งประชาชนที่อยู่ในเขต อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ตอบแบบสอบถามออนไลน์ผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ทุกคนที่ให้ความ ร่วมมือเป็นอย่างดี สุดท้ายนี้ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณกัลยาณมิตรทุกท่านที่มีส่วนผลักดันเป็นกำลังใจและช่วยสนับสนุน ส่งเสริมให้การศึกษาครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ผู้วิจัยขอขอบคุณเป็นอย่างสูง ดร.ณัฎฐวรรณ คำแสน และคณะผู้วิจัย
บทคัดย่อ การวิจัยเชิงสำรวจมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับของความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกัน ตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลของประชาชนในอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ใช้แบบสอบถามความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการ ป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในการเก็บข้อมูลผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวน 445 คน ส่วนใหญ่อายุ 30-49 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรีร้อยละ 46.1 มีความรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อโควิด-19 ในระดับมาก ร้อยละ 80.7 เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะเอาชนะโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ และร้อยละ 83.4 มั่นใจว่าในที่สุดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จะถูกควบคุมได้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 99.8 สวมหน้ากากอนามัยเมื่อ ออกจากบ้าน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร พบว่า ระดับการศึกษา ความรู้ และทัศนคติมี ความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับ 0.05 (r=0.10; r=0.18; r=0.16 ตามลำดับ) บุคลากรทางสุขภาพสามารถนำผลการศึกษาไปใช้เพื่อ ส่งเสริมประชาชนให้มีความรู้ และป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ คำสำคัญ: โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรม
Abstract This survey research aimed to assess knowledge, attitudes, and preventive behavior of Covid-19 and the associations with demographics factors among residents in U-thong district, Suphanburi province during the Covid-19 pandemic. A set of questionnaires (knowledge, attitudes, and preventive behavior of Covid-19) was used to collect data via Line application. The overall questionnaires had acceptable reliability (alpha=0.81). Data were analyzed using descriptive statistics and the Pearson’s product-moment correlation coefficient. Findings revealed that a total of 445 participants completed the survey questionnaire. Most of them were between 30-49 years of age, and 46.1% held a bachelor’s degree. Participants had a good level of knowledge about Covid-19 infection and sufficient knowledge about its preventive aspects. Most of the respondents (80.7%) had confidence that Thailand can win the battle against Covid-19. Many respondents agreed that Covid-19 will finally be successfully controlled (83.4%). Nearly all participants (99.8%) wore masks when going out in recent days. Education, knowledge, and attitudes toward Covid-19 were positively significantly related to preventive practices of Covid-19 (r=0.10; r=0.18; r=0.16, respectively; p<0.05). Healthcare providers can turn these findings into improvement of Covid-19 knowledge and maintain appropriate preventive behavior of Covid-19 among Thai residents. Keywords: Covid-19, Knowledge, Attitudes, Practices
สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ ก บทคัดย่อภาษาไทย ข บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ค สารบัญ ง บทที่ 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์การวิจัย 3 กรอบแนวคิด 3 ขอบเขตการวิจัย 4 นิยามศัพท์ 4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 4 บทที่ 2 วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง 5 โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สาเหตุ อาการ การแพร่กระจายเชื้อ ภาวะแทรกซ้อน การวินิจฉัย การรักษา การปฏิบัติตนเองในการป้องกันโรค แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม (KAP) งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 27 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 27 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 27 การเก็บรวบรวมข้อมูล 29 การพิทักษ์สิทธิกลุ่มตัวอย่าง 30 การวิเคราะห์ข้อมูล 30 บทที่ 4 ผลการวิจัย 34 บทที่ 5 การอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 53 บรรณานุกรม 58 ภาคผนวก 60 ก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 61 ข การพิทักษ์สิทธ์ผู้เข้าร่วมวิจัย 69 ค รายนามผู้ทรงคุณวุฒิ 73 ง. ประวัติผู้วิจัย
บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 (Covid-19 ) ได้เริ่มต้นเมื่อปลายปี พ.ศ. 2562 และลุกลามไปทั่วโลก สร้างความหวาดกลัวและส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สังคมและเศรษฐกิจของประชากร และเมื่อต้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 มีการระบาดใหญ่ (Pandemic) ซึ่งเป็นการติดเชื้อทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ตามประกาศขององค์การอนามัยโลก เมื่อวันที่11 มีนาคม พ.ศ. 2563 (Department of Disease Control, 2020) จากสถิติเมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2563 ประชากรทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อ 1,982,939 คน และตาย 126,761 คน โดย 5 ลำดับแรกของประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ประเทศสหรัฐอเมริกา (609,516 คน) เป็นอันดับ หนึ่ง ตามด้วยสเปน (174,060 คน) อิตาลี (162,488 คน) เยอรมัน (132,362 คน) และฝรั่งเศส (131,362 คน) และเมื่อพิจารณา 5 ลำดับแรกของประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (26,057 คน) อิตาลี (21,067 คน) สเปน (18,255 คน) ฝรั่งเศส (15,750 คน) และสหราชอาณาจักร (12,129 คน) ตามลำดับ (Dong, Du, & Gardner, 2020) สำหรับการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบแรกในประเทศไทย พบผู้ป่วยต้องสงสัยรายแรกเมื่อ วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563 เป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนอายุ 74 ปี ซึ่งเดินทางมาถึงกรุงเทพมหานครโดย เที่ยวบินจากนครอู่ฮั่น เมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน และ ณ วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2563 พบอัตราการติดเชื้อในประเทศ ไทย จำนวน 2,369 คน มีผู้เสียชีวิต 30 คน ผู้ป่วยรายใหม่ 111 คน ใน กรุงเทพและจังหวัดนนทบุรี 1,250 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 101 คน ภาคเหนือ 86 คน ภาคกลาง 332 คน และภาคใต้ 409 คน (กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, 2563) และจากสถิติเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2563 ประเทศไทยมีการระบาดและมีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 2,826 คน จำนวนผู้รักษาหาย 2,352 คน คิดเป็นร้อยละ 83.2 ร้อยละของการรักษาหายอยู่ในลำดับที่ 2 ของโลกรองจากประเทศสาธารณรัฐ ประชาชนจีน (กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, 2563) ส่วนการระบาดรอบที่ 2 ในประเทศไทยนั้น เริ่มช่วงปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 โดยพบหญิงไทย อายุ 67 ปี อาชีพค้าขายที่ตลาดกลางกุ้ง ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ติดเชื้อโดยไม่มีประวัติ การเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งคาดว่าเป็นการติดเชื้อจากแรงงานชาวเมียนมาในตลาดกุ้ง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มี แรงงานชาวเมียนมาอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาครได้ลงพื้นที่เพื่อทำการ ตรวจเชิงรุก (active case finding) และพบว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ไม่มีอาการในกลุ่มแรงงานชาวเมียนมาเป็น จำนวนมาก โดยการระบาดรอบที่ 2 นี้มีความต่างในหลายด้านจากการระบาดระลอกแรก เช่น จำนวนผู้ติดเชื้อ มีจำนวนมากกว่า มีการกระจายไปหลายจังหวัดกว่า ทำให้คาดว่าการระบาดรอบที่ 2 คงไม่หมดไปอย่าง รวดเร็วเหมือนรอบแรก (สุรชัย โชคครรชิตไชย, 2563) แม้ระบบควบคุมโรคของประเทศไทยมีการแยกผู้ป่วย ที่ติดเชื้อหรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้อย่างรวดเร็วเมื่อวินิจฉัยได้ รวมทั้งมีการติดตามผู้ที่สัมผัสเชื้อทุกราย และมี การตรวจเชื้อจากผู้ป่วยให้ได้อย่างรวดเร็ว แต่การระบาดในประเทศไทยก็ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง และการ ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน เนื่องจากทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทางสังคม เศรษฐกิจ และการใช้เทคโนโลยี เหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อตัวบุคคลทั้งสิ้น เช่น ตกงานหรือถูกเลิก จ้าง สมาชิกครอบครัวต้องอยู่ห่างกัน และมีการรักษาระยะห่างสังคม (social distancing) รวมถึงสัมพันธภาพ ในครอบครัวและชุมชนลดลงทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไป (Zhang & Ma, 2020) เกิดปัญหาการขาดรายได้ และ ชีวิตประจำวันที่ต้องปรับเปลี่ยนไป
สำหรับสถานการณ์การระบาดและการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในจังหวัดสุพรรณบุรีนั้น จังหวัด สุพรรณบุรีได้มีมาตรการในการเฝ้าระวังติดตามผู้ที่เดินทางกลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่มีการระบาดของเชื้อ ไวรัสโควิด-19 โดยความร่วมมือทั้งจากฝ่ายปกครอง สาธารณสุข กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เฝ้าระวังในพื้นที่อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง และเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563 จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์การติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่ โดยระบุว่าได้รับรายงานการสอบสวน โรคระบาด วิทยา จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรีที่พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่ จังหวัดสุพรรณบุรี 1 คน ซึ่งเป็นรายแรก โดยผู้ป่วยรายนี้เป็นผู้สัมผัสโรคจากผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ และมีอาการป่วยระบบทางเดินหายใจซึ่งต่อมาตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 (สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สุพรรณบุรี, 2563) และเมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2563 จังหวัดสุพรรณบุรีได้ประกาศว่าจังหวัดสุพรรณบุรีมี ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายที่ 6 หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีผู้ติดเชื้อสะสม 5 ราย และรักษาหายแล้ว แต่อยู่ระหว่าง เฝ้าระวัง และล่าสุดมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีก 1 ราย โดยผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่พบทั้ง 6 รายเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ใน พื้นที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีทั้งสิ้น ดังนั้นจังหวัดสุพรรณบุรีจึงประกาศมาตรการล้อมกรอบอำเภออู่ ทองเป็นพื้นที่เสี่ยงไวรัสโควิด-19 เนื่องจากมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มจะแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นอีก เพื่อให้การ ป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข จึงกำหนดให้พื้นที่อำเภออู่ทอง เป็นพื้นที่เสี่ยง ที่จำเป็นจะต้องยกระดับมาตรการในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ที่เข้มข้น ขึ้น โดยจังหวัดสุพรรณบุรีมีมติให้กำหนดมาตรการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท สถานที่ จำหน่ายอาหาร และเครื่องดื่มทุกชนิด รวมถึงร้านค้า แผงลอย รถเข็น แผงผลไม้ หรือสถานประกอบการอื่นใน ลักษณะเดียวกัน ยกเว้นการจำหน่ายเพื่อนำกลับไปรับประทานในที่พักเท่านั้น ห้ามจัดให้มีสถานที่นั่ง รับประทานโดยเด็ดขาด ให้ปิดตลาดนัดและสถานที่ที่มีลักษณะเดียวกันทุกแห่ง ห้ามการจัดเลี้ยงในงานบวช งานมงคลสมรส งานพิธีการศพ งานบุญทางศาสนา การไหว้บรรพบุรุษ และงานประเพณีทุกชนิด สำหรับการ ปฏิบัติในการจัดงานดังกล่าวให้ถือปฏิบัติตามประกาศกระทรวงวัฒนธรรม เรื่อง แนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับ เทศกาล ประเพณี พิธีทางศาสนาและพิธีการต่าง ๆ โดยเคร่งครัด และขอความร่วมมือชาวอำเภออู่ทองงดเว้น การเดินทางออกนอกพื้นที่โดยไม่จำเป็น (สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี, 2563) การประกาศพื้นที่ เสี่ยงและยกระดับมาตรการในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เข้มข้น ขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อย่างแน่นอน (Li, Wang, Xue, Zhao, & Zhu, 2020) ใน ประเทศไทยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 (โควิด -19) (ศบค.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการบริหารโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แห่งชาติ ที่มี นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนอยู่บ้าน (Stay at home) ปฏิบัติงานที่บ้าน (work from home: WFH) รักษาระยะห่างทางกายภาพ (physical distancing) รักษา ระยะห่างทางสังคม (social distancing) สวมหน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อย ๆ (ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค, 2563) ซึ่งการประกาศภาวะฉุกเฉินส่งผลให้ประชาชนต้องมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตทั้งหมด จากการวิจัยของ Zhong และคณะ (2020) ที่ศึกษาความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันการติด เชื้อไวรัสโควิด-19 ของชาวจีนจำนวน 6,910 คน ในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อย ละ 90 ตอบคำถามเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ถูกต้อง ร้อยละ 97.1 มีความเชื่อมั่นว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนจะสามารถลดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้จากการปฏิบัติตามนโยบายป้องกัน การติดเชื้อ โดยร้อยละ 98 สวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกนอกบ้าน นอกจากนี้ผลการศึกษาพบว่าความรู้ เกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อ
ไวรัสโควิด-19 และการศึกษาวิจัยของ Hussein, Naqid, Jacksi, and Abdi (2020) ที่ศึกษาความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของชาวอิรัก โดยการเก็บข้อมูลแบบสำรวจทางออนไลน์ (Online survey) จำนวน 1,959 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 75.8 มีความรู้เกี่ยวกับโควิด-19 อยู่ในระดับ ดี ตอบถูกต้องประมาณร้อยละ 86.2 ต่ำที่สุดคือร้อยละ 67.7 และร้อยละ 69.8 มีความเห็นว่าหน่วยงานใน พื้นที่จะควบคุมการติดเชื้อได้สำเร็จ และร้อยละ 86.7 แสดงความมั่นใจว่ารัฐบาลภูมิภาคเคอร์ดิสถานจะ สามารถควบคุมการระบาดได้ ร้อยละ 93 หลีกเลี่ยงการไปในพื้นที่ที่มีผู้คนจำนวนมากและ ร้อยละ 57.3 สวม หน้ากากอนามัยและผ้าปิดจมูกเมื่อออกไปข้างนอก โดยในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโค วิด-19 นี้ กลุ่มตัวอย่างมีความเข้าใจเรื่องการรักษาระยะห่างทางสังคม (social distancing) และการรักษา ระยะห่างทางกายภาพ (physical distancing) และปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโค วิด-19 ต่อประชาชนทั่วไป ได้แก่ ปัญหาทางเศรษฐกิจ (การตกงานและการถูกเลิกจ้าง) และปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความวิตกกังวล นอนไม่หลับ และมีการดื่มสุราและใช้สารเสพติดเพิ่มมากขึ้น (Huang & Zhao, 2020; Harkness, Behar-Zusman, & Safren, 2020) จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า ในประเทศไทยมีงานวิจัยน้อยมากที่ศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กับพฤติกรรมในการป้องกันตนเองจาก การติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยสถานการณ์และเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้ ทัศนคติเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสโควิด-19กับพฤติกรรมในการ ป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของประชาชนในอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ในช่วงที่ได้รับ ผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งนี้ผลจากการศึกษาจะเป็นประโยชน์ต่อพยาบาลและบุคลากร ด้านสุขภาพในการดูแลสุขภาพของประชาชนเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และเป็นข้อมูลให้ทีมสุขภาพ สามารถเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในการดูแลสุขภาพของประชาชนในอนาคตด้วย วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาระดับความรู้ ทัศนคติเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และพฤติกรรมในการป้องกัน ตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของประชาชนในเขตอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้ และทัศนคติเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กับพฤติกรรมในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของประชาชนในเขตอำเภออู่ทอง จังหวัด สุพรรณบุรี กรอบแนวคิดในการวิจัย ผู้วิจัยได้นำแนวคิดของบลูม (Bloom, 1964) มาประยุกต์ใช้ในการศึกษา โดยแนวคิดของบลูม (Bloom, 1964) ได้กล่าวไว้ว่า ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการ ซึ่งมี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) ความรู้ (knowledge) เป็นกระบวนการทาง สมองที่มีขั้นตอนในการพัฒนาสติปัญญาและเกี่ยวข้องกับการรับรู้การจำข้อมูลต่าง ๆ เพื่อนำมาประกอบการ ตัดสินใจ (2) ทัศนคติ (attitude) เป็นกระบวนการทางด้านจิตใจ อารมณ์ความรู้สึก ความชอบ ค่านิยม ความ เชื่อ การให้คุณค่าและการแสดงออกถึงคุณลักษณะตามค่านิยมที่ยึดถือซึ่งจะบอกแนวโน้มของการกระทำและ พฤติกรรมของตัวบุคคล และ (3) การปฏิบัติ(practice) เป็นการแสดงออกทางร่างกายซึ่งต้องอาศัยความรู้ และทัศนคติที่จะทำให้เกิดการปฏิบัติตามการรับรู้ซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายที่ต้องใช้ระยะเวลาและการตัดสินใจ
กรอบแนวคิดในการวิจัย ขอบเขตในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโค วิด-19 ของประชาชนในเขตอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีเฉพาะในช่วงระยะเวลาที่เกิดการระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เท่านั้น นิยามศัพท์ตัวแปรที่ศึกษา 1. การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หมายถึง การแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวางของไวรัสโค โรนา 2019 ซึ่งเป็นไวรัสที่จัดอยู่ในวงศ์ใหญ่ที่สุดในบรรดาไวรัสที่พบในทั้งสัตว์และคน ไวรัสโคโรนาเป็นสาเหตุ ทำให้เกิดความเจ็บป่วยต่าง ๆ ตั้งแต่โรคหวัดธรรมดาจนถึงโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยอย่างรุนแรง เช่น โรค ระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง (World Health Organization (WHO), 2020) การระบาดของโรคนี้มีหลักการเบื้องต้น 3 ประการที่องค์การอนามัยโลกประกาศเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563 ดังนี้ 1. ไวรัสสามารถก่อให้เกิดอาการป่วยจนถึงเสียชีวิต 2. มีการติดต่อระหว่างคนสู่คน 3. การแพร่ระบาดลุกลามไปทั่วโลก 2. ความรู้ในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของประชาชน หมายถึง ความรู้ของ ประชาชนในการป้องกันตนเองจากโรคโควิด 19 เช่น กินร้อน ใชช้อนส่วนตัว การล้างมือ การสวมหน้ากาก อนามัย การรักษาระยะห่างทางสังคม และการหลีกเลี่ยงไม่ไปในที่ชุมชนในช่วงที่มีการ แพร่ระบาด ภายในประเทศ และช่วงมาตรการผ่อนปรน 3. ทัศนคติในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของประชาชน หมายถึง ความคิดความ เชื่อของประชาชนในการป้องกันตนเองจากโรคโควิด 19 เช่น กินร้อน ใชช้อนส่วนตัว การล้างมือ การสวม ปัจจัยส่วนบุคคล - เพศ - อายุ - สถานภาพสมรส - ระดับการศึกษา - อาชีพ - รายได้เฉลี่ยต่อเดือน - การมีผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ โควิด-19 ในครอบครัว พฤติกรรมในการ ป้องกันตนเองจาก การติดเชื้อไวรัส โควิด-19 ความรู้เกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทัศนคติต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด-19
หน้ากากอนามัย การรักษาระยะห่างทางสังคม และการหลีกเลี่ยงไม่ไปในที่ชุมชนในช่วงที่มีการแพร่ระบาด ภายในประเทศและช่วงมาตรการผ่อนปรน 4. พฤติกรรมในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19ของประชาชน หมายถึง พฤติกรรม การปฏิบัติของประชาชนในการป้องกันตนเองจากโรคโควิด 19 เช่น กินร้อน ใชช้อนส่วนตัว การล้างมือ การ สวมหน้ากากอนามัย การรักษาระยะห่างทางสังคม และการหลีกเลี่ยงไม่ไปในที่ชุมชนในช่วงที่มีการ แพร่ ระบาดภายในประเทศ และช่วงมาตรการผ่อนปรน ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ผลการวิจัยที่ได้จะเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการออกแบบการวิจัยเชิงทดลอง/กึ่งทดลองเพื่อส่งเสริมให้ ประชาชนมีความรู้ที่ถูกต้อง ทัศนคติที่ดี และพฤติกรรมที่ดีในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 2. ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางในการกำหนดแผนยุทธศาสตร์เพื่อเตรียมความพร้อมในการ ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคอุบัติใหม่ วิกฤติการณ์ หรือภัยพิบัติด้านสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึง การกำหนดนโยบายในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของประชาชนในการรับมือกับการแพร่ ระบาดของโรคโควิด 19 ในระลอกใหม่ หรือวิกฤติสุขภาพ (Health Crisis) ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของประชาชน ในเขตอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีคณะผู้วิจัยได้ทบทวนวรรณกรรม ดังนี้ 1. โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) 1.1 สาเหตุ 1.2 อาการ 1.3 การแพร่กระจายเชื้อ 1.4 ภาวะแทรกซ้อน 1.5 การวินิจฉัย 1.6 การรักษา 1.7 การปฏิบัติตนเองในการป้องกันโรค 2. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม (KAP) 3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ไวรัสโคโรนาที่กำลังระบาดอยู่ในปัจจุบัน พบว่า ไวรัสที่ก่อเหตุคือไวรัส โคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดย องค์การอนามัยโลก ให้ชื่อว่า 2019-nCoV หรือ 2019 novel Coronavirus (COVID-19) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ ก่อโรคในสัตว์ทั้งระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร แพร่มาสู่คน และก่อโรคในคนได้(Zoonotic infection) สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา มีรายงานครั้งแรก เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2562 โดย พบผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่ไม่รู้สาเหตุในเมืองอู่ฮั่น มลฑลหูเป่ย ประเทศจีน จำนวน 27 ราย โดยมีผู้ป่วย 7 ราย ที่มีอาการรุนแรง1-2 ต่อมาได้มีการรายงานเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2563 ว่าโรคปอดอักเสบ ที่มีการ ระบาดในเมืองอู่ฮั่นนั้น มีสาเหตุจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และพบการแพร่เชื้อจากคน สู่คนได้การระบาดของไวรัสโคโรนากลายเป็นภัยคุกคามไปทั่ว โลก จนนาย เทดรอส อาดานอม เกเบรเยซัส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization [WHO]) ต้องประกาศให้การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ วันที่ 30 มกราคม 2563 ทำให้ทั่วโลกยกระดับมาตรการรักษาความ ปลอดภัยต่อการระบาดในครั้งนี้ ให้มากขึ้น และวันที่ 11 มีนาคม 2563 ประกาศให้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 novel Coronavirus (COVID-1 9 ) เป็นโรคระบาดใหญ่ของโลก (Pandemic) อย่างเป็นทางการ หลังจากมีการลุกลามไปทั่วโลกองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสาย พันธุ์ใหม่เข้าองค์ประกอบของสถานการณ์ ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ซึ่งเห็นว่าการระบาดของ ไวรัสโคโรนา กลายเป็นภัยคุกคามไปทั่วโลกไม่ใช่อยู่แค่ที่จีน การประกาศภาวะฉุกเฉินในครั้งนี้ จะทำให้ทั่วโลก ได้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยต่อการระบาดในครั้งนี้ให้มากขึ้น และวันที่ 11 มีนาค ม 2563 ประกาศให้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ COVID-19 เป็นโรคระบาดใหญ่ของโลก (Pandemic) หลังจากมีการ ลุกลามไปทั่วโลก (จงกลณี ตุ้ยเจริญ ณิชกานต์ วงษ์ประกอบ กฤตกร หมั่นสระเกษ และธิดารัตน์ นิ่มกระโทก, 2563)
ไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่ 2019 (Coronavirus Disease 2019 : COVID-19) เป็นตระกูลของไวรัสที่ ก่อให้เกิดอาการป่วยตั้งแต่โรคไข้หวัดธรรมดาไปจนถึงโรคที่มีความรุนแรงมาก เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ ตะวันออกกลาง (MERS-CoV) และโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS-CoV) เป็นต้น ซึ่งเป็นสาย พันธ์ใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อนในมนุษย์ ก่อให้เกิดอาการป่วยระบบทางเดินหายใจในคน และสามารถแพร่เชื้อ จากคนสู่คนได้ โดยเชื้อไวรัสนี้พบครั้งแรกในการระบาดในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงปลายปี 2019 (กรมควบคุมโรค, 2563) กระทรวงสาธารณสุข ประกาศให้ COVID-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายภายใต้พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ลำดับที่ 14 เพื่อให้สามารถใช้ข้อกำหนดตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ในการป้องกันการแพร่กระจายของ เชื้อโรค สามารถควบคุมโรคได้มีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ และสังคม มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หอบเหนื่อย หรือมีอาการของโรคปอดอักเสบ ในรายที่มีอาการรุนแรง จะมีอาการระบบทางเดินหายใจล้มเหลว และอาจถึงขั้นเสียชีวิต” (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๓ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร โดยที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 ซึ่งเป็นโรคที่ติดต่อ ได้ง่ายและเป็นอันตรายอย่างมากต่อชีวิตของผู้ได้รับเชื้อ ประกอบกับใน ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค ทั้งยังไม่มียารักษาโรคโดยตรง จึงมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้น เป็นจำนวนมากทั่วโลก จนองค์การอนามัยโลกต้องประกาศให้การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นการระบาดใหญ่และขอให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดเด็ดขาดยิ่งขึ้น การระบาด ของโรคดังกล่าว จึงเป็นสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนซึ่งต้อง ใช้มาตรการ เข้มงวดและเร่งด่วนเพื่อควบคุมมิให้โรคแพร่ระบาดออกไปในวงกว้าง ประกอบกับมีการกักตุน สินค้า จำเป็นต่อการเฝ้าระวังและควบคุมติดตามการระบาด การป้องกัน และการรักษาโรค ตลอดจน การ กักตุนเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน ซึ่งต้องป้องกัน มิให้เกิด ภาวะขาดแคลนอันจะเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน กรณีจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเร่งด่วนเพื่อ รักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยของประชาชน และการดำรงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน อาศัยอำนาจตามความ ในมาตรา ๕ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ นายกรัฐมนตรีโดย ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร สำหรับ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป ควบคู่กัน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ จนถึงวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ ประกาศ ณ วันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี(ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน, ๒๕๖๓) ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) รายงานพบผู้ติดเชื้อโค วิดรายใหม่ วันที่ 19 มีนาคม 2564 เพิ่มขึ้น 100 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย วันที่ 19 มีนาคม 2564 นายแพทย์ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แถลง สถานการณ์ประจำวันว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 100 ราย รวมยอดป่วยยืนยันสะสม 27,594 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย รวมเสียชีวิตสะสม 90 ราย แบ่งเป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ 96 ราย และเดินทางมาจาก ต่างประเทศ 4 ราย โดยผู้ป่วยในประเทศพบจาก จ.สมุทรสาคร 47 ราย โดยไม่มีอาการ 32 ราย กรุงเทพมหานครพบ 22 ราย ไม่มีอาการ 13 ราย และจังหวัดอื่นอีก 27 ราย สถานการณ์โรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทั่วโลก วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม 2564 เวลา 10.00 น. ดังนี้ ยอดผู้ติดเชื้อรวม 122,366,215 ราย อาการรุนแรง 89,158 ราย รักษาหายแล้ว 98,658,004 ราย เสียชีวิต 2,703,176 ราย โดยอันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด คือ 1. สหรัฐอเมริกา จำนวน 30,358,880 ราย 2. บราซิล จำนวน
11,787,600 ราย 3. อินเดีย จำนวน 11,513,945 ราย 4. รัสเซีย จำนวน 4,428,239 ราย และ 5. สหราช อาณาจักร จำนวน 4,280,882 ราย ประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 115 จำนวน 27,594 ราย (สถานการณ์โรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, 2564) สาเหตุ เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มโคโรนาสายพันธุ์ 2019nCoV อยู่ในตระกูลเดียวกันกับไวรัสที่ก่อให้เกิด โรคซาร์ส (SARS) หรือโรคเมอร์ส (MERS) อาการ ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ ส่วนผู้ที่มีอาการจะเริ่มตั้งแต่มีอาการน้อย มาก และรุนแรง ตามลำดับ กลุ่มที่มีอาการสามารถจำแนกได้( โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, 2563) ดังนี้ 1. ผู้ที่มีอาการทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น มีน้ำมูก ไอ จาม หรือจมูกไม่ได้กลิ่น 2. ผู้ที่มีอาการทางเดินหายใจส่วนปลาย คือ มีอาการปอดอักเสบตั้งแต่ระดับไม่รุนแรง ทำให้ ประสิทธิภาพการทำงานของปอดลดลงไปถึงระดับรุนแรง จนปอดได้รับความเสียหาย ส่งผลให้ต้องใช้ เครื่องช่วยหายใจ 3. ผู้ที่มีอาการในระบบอื่น ๆ เช่น ระบบทางเดินอาหาร เกิดอาการท้องเสีย ซึ่งเป็นผลมาจากเชื้อที่มี คุณสมบัติในการจับกับลำใส้เล็กทำให้มีอาการท้องเสียเกิดขึ้น ผู้ที่ติดเชื้อบางรายไม่แสดงอาการ บางรายมีอาการไอ บางรายมีไข้และไอมีเสมหะ บางรายโดยเฉพาะ ผู้สูงอายุมีไข้ และหายใจเร็ว หอบ จากปอดบวม มีน้อยรายที่มีอาการเจ็บคอ น้ำมูกไหลหรืออุจจาระร่วง เมื่อ ป่วยรุนแรงจะหายใจเร็ว หอบ จนถึงการหายใจล้มเหลวและช็อคได้ (อมร ลีลารัศมี, 2563) การแพร่กระจายของเชื้อ ไวรัสชนิดนี้มีความเป็นไปได้ที่มีสัตว์เป็นแหล่งรังโรค ส่วนใหญ่แพร่กระจายผ่านการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ ผ่าน ทางละอองเสมหะจากการไอ จาม น้ำมูก น้ำลาย ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนการแพร่กระจายเชื้อผ่าน ทางการพื้นผิวสัมผัสที่มีไวรัสแล้วมาสัมผัส ปาก จมูกและตา สามารถแพร่เชื้อผ่านทาง Fexo-oral route ได้ ด้วย การก่อโรคในทางเดินหายใจต้องมีการแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ (airborne) สัตว์ที่แพร่เชื้อต้องร้อง พ่นสิ่งคัดหลั่งออกมาทางปาก หรือผู้ป่วยต้องไอ ไอมีเสมหะ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดจึงสูดดม เชื้อในอากาศผ่านทางฝอย ละอองขนาดใหญ่(droplet)และฝอยละอองขนาดเล็ก(เล็กกว่า 5 ไมครอนเรียกว่า aerosol)เข้าไปในทางเดิน หายใจ ถ้าใครอยู่ใกล้ผู้ป่วยในระยะ 1-2 เมตรจะติดเชื้อจากการสูดฝอยละอองขนาดใหญ่และฝอยละอองขนาด เล็กจากการไอจามรดกันโดยตรง ถ้าอยู่ห่างจากผู้ป่วย 2 เมตรขึ้นไป จะติดเชื้อจากการสูดฝอยละอองขนาดเล็ก การแพร่ทั้งสองวิธีมีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพแตกต่างกัน ส่วนการแพร่เชื้อโดยการสัมผัส เช่น การจับมือ กันหรือ มือจับของใช้สาธารณะร่วมกัน แล้วมาแคะจมูกหรือเช็ดตาตนเองแล้วติดเชื้อ พบได้น้อยมาก การแพร่ ทางอุจจาระอาจจะเป็นไปได้เพราะเชื้อออกมาทางอุจจาระได้ด้วย แต่การแพร่เชื้อวิธีนี้จะต้อง มีการทำให้น้ำ ล้างอุจจาระกระเด็นเป็นฝอยละอองเพื่อให้ผู้อื่นสูดดมเข้าไปในหลอดลมด้วย (เป็นวิธีการแพร่กระจายของเชื้อ SARS-CoV ในปี 2546 ในโรงแรมที่ฮ่องกง) (อมร ลีลารัศมี, 2563) โคโรนาไวรัสเป็นเชื้อที่ไม่สามารถอยู่เดี่ยว ๆ ได้ แต่จะแฝงตัวอยู่ในละอองฝอยจากการไอ จาม และ สารคัดหลั่งอย่างน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระ ดังนั้นการแพร่เชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดก็ต้อง
ได้รับเชื้อผ่านการสูดดมละอองฝอยขนาดใหญ่และละอองฝอยขนาดเล็กในอากาศ รับเชื้อเข้าไปในทางเดิน หายใจ หรือใครที่อยู่ใกล้ผู้ป่วยในระยะ 1-2 เมตร ก็อาจจะติดเชื้อจากการสูดฝอยละอองขนาดใหญ่ และฝอย ละอองขนาดเล็กจากการไอ จาม รดกันโดยตรง หรือหากอยู่ห่างจากผู้ติดเชื้อในระยะ 2 เมตรขึ้นไป ก็อาจติด เชื้อจากการสูดฝอยละอองขนาดเล็กได้เหมือนกัน (แพทยสภา สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย และคณะ แพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, 2563) ภาวะแทรกซ้อน 1. มักเกิดขึ้นที่ปอดเป็นหลัก โดยเกิดจากระบบการแลกเปลี่ยนแก๊สในร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้ ต้องการออกชิจนในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น 2. ในระยะยาวผู้ป่วยบางรายปอดจะถูกทำลาย และหลังจากรักษาหายแล้วอาจทำให้ปอดมีสมรรถภาพ การทำงานลดลง 3. นอกจากนั้นยังมีผลต่ออวัยวะอื่น ๆ เช่น หัวใจและไต การวินิจฉัย การตรวจวินิจฉัยเพื่อหาผู้ติดเชื้อ (อมร ลีลารัศมี, 2563) ได้แก่ 1. การตรวจหารหัสพันธุกรรมของเชื้อ สามารถตรวจพบได้จากสิ่งคัดหลั่งใน ทางเดินหายใจ เลือด อุจจาระและปัสสาวะ แต่ไม่ได้หมายความว่าจำนวนเชื้อที่ตรวจพบเป็นเชื้อที่มีชีวิตทั้งหมดหรือไม่ วิธีนี้ใช้ เป็นวิธีมาตรฐานในการวินิจฉัย การติดเชื้อในขณะนี้การเพาะเชื้อโดยใช้เซลล์ชนิดต่าง ๆ วิธีนี้มีข้อดีคือแสดงว่า เชื้อยังมีชีวิตและสามารถแบ่งตัวได้ แต่จะทราบผลการตรวจช้ากว่าและทำการตรวจยากกว่า เซลล์ที่ใช้ เพาะเลี้ยงเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 จะเป็นเซลล์จากหลอดลม ไต หรือตับดังมีชื่อว่า human airway epithelial cell, Vero E6 (จาก kidney epithelial cells) และ Huh-7 (จากตับ) และ Caco-2 cell (จากเยื่อบุลำไส้ ใหญ่ชนิด adenocarcinoma cell) 2. การตรวจหาแอนติบอดีชนิด IgM จากเลือดต่อเชื้อชนิดนี้ด้วยวิธีICT จะใช้ได้เมื่อผู้ป่วยเริ่ม แสดงอาการของโรคแล้วเท่านั้น การตรวจจะให้ผลลบ ลวงได้ในผู้ที่อยู่ในระยะฟักตัวของโรคหรือผู้ที่ไม่แสดง อาการใด ๆ ต่อไปจะพัฒนาจนมีการตรวจหาระดับแอนติบอดีชนิด IgG 2 ครั้ง จากน้ำเหลืองเพื่อแสดงถึงการ ติดเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 การรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ยาที่ใช้รักษาโรค COVID-19 ยังไม่มียามาตรฐานที่รับรองว่าใช้ได้ผลดีในขณะนี้ ยาที่ใช้และปรากฎใน ข่าวอยู่ในขณะนี้ถือว่าเป็นยาทดลองใช้เท่านั้น มีทั้งยาต้านไวรัส remdesivir, chloroquine, lopinavir+ritonavir, interferon ชนิดพ่น ยาอื่น ๆ อีก เช่น losartan แอนติบอดีชนิด monoclonal, น้ำเหลืองของผู้ป่วยที่หายจากโรคนี้ เป็นต้น (อมร ลีลารัศมี, 2563) แนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 (COVID-19 สำหรับแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข (ฉบับปรับปรุง วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2563) (กรมการแพทย์, 2563)
1. ผู้ป่วยที่มีอาการระบบทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ ไม่ได้กลิ่น หายใจ เร็ว หายใจเหนื่อย หรือหายใจลำบาก และ/หรือมีประวัติไข้หรือวัดอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 37.5°C ขึ้นไป และมี ประวัติในช่วง 14 วัน ก่อนวันเริ่มป่วยอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ 1.1. มีประวัติเดินทางไปยัง หรือมาจาก หรืออยู่อาศัยในพื้นที่เกิดโรคของ COVID-19 1.2. ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว สถานที่แออัด หรือติดต่อกับคนจำนวนมาก 1.3. ไปในสถานที่ชุมชน หรือสถานที่ที่มีการรวมกลุ่มคน เช่น ตลาดนัด ห้างสรรพสินค้า สถานพยาบาล ขนส่ง สาธารณะ 1.4. สัมผัสกับผู้ป่วยยืนยัน หรือสารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วยยืนยัน COVID-19 โดย ไม่ได้ใส่อุปกรณ์ป้องกันตนเองที่เหมาะสม 2. ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่แพทย์ผู้ตรวจรักษาสงสัยว่าเป็น COVID-19 3. เป็นบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุข ที่มีอาการระบบทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ ไม่ได้กลิ่น หายใจเร็ว หายใจเหนื่อย หรือหายใจลำบาก และ/หรือมีประวัติไข้หรือ วัดอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 37.5°C ขึ้นไป ที่แพทย์ผู้ตรวจรักษาสงสัยว่าเป็น COVID-19 4. พบผู้มีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเป็นกลุ่มก้อน ตั้งแต่ 5 รายขึ้นไป ในสถานที่เดียวกัน ในช่วง สัปดาห์เดียวกัน โดยมีความเชื่อมโยงกันทางระบาดวิทยา กรณีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ปฏิบัติดังนี้ 1) ให้ผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัย พักรอ ณ บริเวณที่จัดไว้ หรือให้รอ ฟังผลที่บ้านโดยให้คำแนะนำการปฏิบัติตัว หากมีข้อบ่งชี้ในการรับไว้เป็นผู้ป่วยใน ให้อยู่ในห้องแยกโรคเดี่ยว (single room หรือ isolation room) โดยไม่จำเป็นต้องเป็น AIIR 2) บุคลากรสวม PPE ตามความเหมาะสม กรณีทั่วไปให้ใช้ droplet ร่วมกับ contact precautions [กาวน์ ถุงมือ หน้ากากอนามัย และกระจังกันหน้า (face shield)] หากมีการทำ aerosol generating procedure เช่น การเก็บตัวอย่าง nasopharyngeal swab ให้บุคลากรสวมชุดป้องกันแบบ airborne ร่วมกับ contact precautions [กาวน์ชนิดกันน้ำ ถุงมือ หน้ากากชนิด N95 กระจังกันหน้า หรือแว่นป้องกันตา (goggle) และหมวกคลุมผม] # 3) ถ้ามีข้อบ่งชี้ในการ ถ่ายภาพรังสีปอด (film chest) แนะนำให้เป็น portable x-ray 4) ตรวจทางห้องปฏิบัติการพื้นฐาน พิจารณา ตามความเหมาะสม (ไม่จำเป็นต้องใช้ designated receiving area ให้ปฏิบัติตามมาตรฐานของ ห้องปฏิบัติการ) 5) การเก็บตัวอย่างส่งตรวจหาเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ก) กรณีผู้ป่วยไม่มีอาการปอดอักเสบ เก็บ nasopharyngeal swab หรือ oropharyngeal swab ในหลอด UTM หรือ VTM (อย่างน้อย 2 มล.) จำนวน 1 ชุด ข) กรณีผู้ป่วยมีอาการปอดอักเสบ และไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ เก็บเสมหะใส่ใน sterile container จำนวน 1 ขวด หรือ ใส่ในหลอด UTM หรือ VTM จำนวน 1 ชุด ผลการตรวจหา SARS-CoV-2 ในกรณีที่ทำ swab ต่อเนื่อง ให้เปลี่ยนถุงมือทุกครั้งหลัง swab ผู้ป่วยแต่ละราย ให้พิจารณาเปลี่ยน กระจังหน้าถ้าเปื้อน กรณีไม่พบเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (1 ห้องปฏิบัติการ) 1) พิจารณาดูแลรักษาตามความ เหมาะสม 2) สามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีการสัมผัสโรคชัดเจน (เสี่ยงสูง) ให้พิจารณา home-quarantine ต่อจนครบ 14 วันหลังการสัมผัสโรค 3) ถ้ามีอาการรุนแรง ให้พิจารณารับไว้ใน โรงพยาบาลเพื่อการตรวจวินิจฉัย และรักษาตาม ความเหมาะสม ให้ใช้ droplet precautions ระหว่างรอผล การวินิจฉัยสุดท้าย 4) กรณีอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง พิจารณาส่งตรวจหาเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ซ้ำ
กรณีตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 1) รับไว้ในโรงพยาบาล ใน single isolation room หรือ cohort ward (ที่มีเฉพาะผู้ป่วยยืนยัน) ที่ระยะห่างระหว่างเตียงอย่าง น้อย 1 เมตร 2) กรณีอาการรุนแรง หรือ ต้องทำ aerosol generating procedure ให้เข้า AIIR 3) ให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสตามแนวทางการดูแล รักษา การรักษา COVID-19 แบ่งกลุ่มตามอาการได้เป็น 4 กรณี ดังนี้ 1. Confirmed case ไม่มีอาการ (asymptomatic): - แนะนำให้นอนโรงพยาบาล หรือในสถานที่รัฐ จัดให้ 2-7 วัน เมื่อไม่มีภาวะแทรกซ้อน พิจารณาให้ไปพักต่อที่ โรงพยาบาลเฉพาะ (designated hospital/หอ ผู้ป่วยเฉพาะกิจ COVID-19) อย่างน้อย 14 วัน ปฏิบัติตามคำแนะนำการจำหน่ายผู้ป่วย ให้ดูแลรักษาตาม อาการ ไม่ให้ยาต้านไวรัส เนื่องจากส่วนมากหายได้เอง รวมทั้งอาจได้รับผลข้างเคียงจากยา 2. Confirmed case with mild symptoms and no risk factors: (ภาพถ่ายรังสีปอดปกติ ที่ไม่มี ภาวะเสี่ยง/โรคร่วมสำคัญ) แนะนำให้นอนโรงพยาบาล 2-7 วัน ดูแลรักษาตามอาการ พิจารณาให้ยา 2 ชนิด นาน 5 วัน คือ 1) Chloroquine หรือ hydroxychloroquine ร่วมกับ 2) Darunavir + ritonavir หรือ lopinavir/ritonavir หรือ azithromycin - เมื่ออาการดีขึ้นและผลถ่ายภาพรังสีปอดยังคงปกติพิจารณาให้ไป พักต่อที่โรงพยาบาลเฉพาะ (designated hospital/หอผู้ป่วยเฉพาะกิจ COVID-19) อย่างน้อย 14 วัน นับจาก วันเริ่มป่วย ปฏิบัติตามคำแนะนำการจำหน่ายผู้ป่วย หากภาพถ่ายรังสีปอดแย่ลง (progression of infiltration) ให้พิจารณาเพิ่ม favipiravir เป็นเวลา 5-10 วัน ขึ้นกับอาการทางคลินิก 3. Confirmed case with mild symptoms and risk factors: ภาพถ่ายรังสีปอดปกติ แต่มีปัจจัย เสี่ยง/โรคร่วมสำคัญ ข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ได้แก่อายุมากกว่า 60 ปีโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) รวมโรคปอด เรื้อรังอื่นๆ โรคไตเรื้อรัง (CKD) โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมโรคหัวใจแต่กำเนิด โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ภาวะอ้วน (BMI ≥35 กก./ตร.ม.) ตับแข็ง ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และ lymphocyte น้อยกว่า 1,000 เซลล์/ลบ.มม. แนะนำให้ใช้ยาอย่างน้อย 2 ชนิด นาน 5 วัน คือ 1) Chloroquine หรือ hydroxychloroquine ร่วมกับ 2) Darunavir + ritonavir หรือ lopinavir/ritonavir อาจพิจารณาให้ยาชนิด ที่ 3 ร่วมด้วยคือ azithromycin หากภาพถ่ายรังสีปอดแย่ลง (progression of infiltration) ให้พิจารณาเพิ่ม favipiravir เป็นเวลา 5-10 วัน ขึ้นกับอาการทางคลินิก 4. Confirmed case with pneumonia หรือ ถ้าเอกซเรย์ปอดปกติ แต่มีอาการ หรืออาการแสดง เข้าได้กับ pneumonia และ SpO2 ที่ room air น้อยกว่า 95%: แนะนำให้ใช้ยาอย่างน้อย 3 ชนิด 1) Favipiravir เป็นเวลา 5-10 วัน ขึ้นกับอาการทางคลินิก ร่วมกับ 2) Chloroquine หรือ hydroxychloroquine เป็นเวลา 5-10 วัน ร่วมกับ 3) Darunavir + ritonavir หรือ lopinavir/ritonavir เป็นเวลา 5-10 วัน อาจ พิจารณาให้ยาชนิดที่ 4 ร่วมด้วยคือ azithromycin เป็นเวลา 5 วัน เลือกใช้ respiratory support ด้วย HFNC ก่อนใช้ invasive ventilation พิจารณาใช้ organ support อื่นๆ ตามความจำเป็น การจำหน่ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล กรณี mild case 1) พักในโรงพยาบาล 2-7 วัน หรือนานกว่า ขึ้นกับอาการและความรุนแรงของโรค 2) เกณฑ์การพิจารณาจำหน่ายผู้ป่วย a) ผู้ป่วยที่มีอาการดีขึ้นและผล ถ่ายภาพรังสีปอดไม่แย่ลง b) อุณหภูมิไม่เกิน 37.8 °C ต่อเนื่อง 48 ชั่วโมง c) Respiratory rate ไม่เกิน 20 ครั้ง/นาทีd) SpO2 at room air 95% ขึ้นไป ขณะพัก 3) ย้ายไปหอผู้ป่วยเฉพาะกิจ COVID-19 หรือ โรงพยาบาลที่รัฐจัดให้(designated hospital) จนครบ 14 วัน หากสภาพแวดล้อมของบ้านหรือที่พักอาศัยไม่ เอื้ออำนวยต่อการแยกตัวจากผู้อื่น อาจจะให้พักใน designated hospital จนครบ 30 วันนับจากเริ่มป่วย เมื่อ กลับบ้านแล้วให้ปฏิบัติตาม คำแนะนำการปฏิบัติตนเมื่อกลับ บ้านข้างท้ายเอกสารนี้4) เมื่ออาการดีขึ้น แพทย์
จำหน่ายผู้ป่วยได้ โดยไม่ต้องทำ swab ซ้ำ 5) หลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้ว หากมีอาการให้พิจารณา ตรวจหาสาเหตุ และให้การรักษาตามความเหมาะสม การจำหน่ายจาก hospitel 1) ผู้ป่วยพักใน designated hospital/hospitel จนครบ 14 หรือ 30 วัน นับจากวันเริ่มป่วย ตามความเหมาะสม 2) ถ้าให้พักใน designated hospital/hospitel 14 วันแล้วให้กลับบ้าน ให้พักฟื้นที่บ้าน จนครบ 30 วัน โดยนับจากวันเริ่ม ป่วย ระหว่างนี้ให้ปฏิบัติตนตามคำแนะนำเมื่อกลับบ้าน (home Isolation) 3) แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัย และระมัดระวังสุขอนามัย 4) ออกจาก hospitel ได้ โดยไม่ต้องทำ swab ซ้ำก่อนจำหน่าย 5) หลังจากออก จาก designated hospital/hospitel แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำ swab ซ้ำ ถ้าไม่มีอาการ หากมีอาการให้ พิจารณาตรวจหาสาเหตุอื่น ๆ และพิจารณาให้การรักษาตามความเหมาะสม ในกรณีที่ผู้ป่วยขอใบรับรอง แพทย์ระบุ..ผู้ป่วยรายนี้ อาการดีขึ้นหายป่วยจากโรคโควิด-19 โดยพิจารณาจากอาการเป็นหลัก คำแนะนำการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วย COVID-19 หลังแพทย์จำหน่ายให้กลับไปพักฟื้นที่บ้าน ผู้ป่วยโค วิด-19 ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรงอาจอยู่โรงพยาบาลเพียงระยะสั้นๆ แล้วไปพักฟื้นต่อที่สถานพักฟื้น ผู้ป่วยที่ มีอาการ เล็กน้อยจะค่อยๆ ดีขึ้นจนหายสนิท แต่ในช่วงปลายสัปดาห์แรก ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการมากขึ้นได้ ผู้ป่วยที่มีอาการน้อยหรืออาการดีขึ้นแล้วนั้น อาจจะยังตรวจพบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโค วิด-19 ในน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยได้เป็นเวลานาน อาจจะนานถึง 50 วัน แต่มีการศึกษาพบเชื้อที่มีชีวิตอยู่ เพียงประมาณ 8 วัน ดังนั้นสารพันธุกรรมที่ตรวจพบ อาจเป็นเพียงซากพันธุกรรมที่ หลงเหลือที่ร่างกายยัง กำจัดไม่หมด นอกจากนี้การตรวจพบสารพันธุกรรมได้หรือไม่ได้ ยังอยู่ที่คุณภาพของตัวอย่างที่เก็บด้วย ดังนั้น ในแนวทางเวชปฏิบัติฯ COVID-19 นี้จะระบุว่าไม่ต้องทำ swab ก่อนอนุญาตให้ผู้ป่วยออกจากสถานพยาบาล เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการรักษา และการพบเชื้อมิได้หมายความว่าจะสามารถแพร่เชื้อต่อได้ ทั้งนี้แพทย์ ผู้รักษาจะพิจารณาจากอาการเป็นหลัก และคาดว่าหากให้การรักษาผู้ป่วยไว้ในสถานพยาบาลประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากเริ่มป่วย และให้กลับไปพักที่สถานพักฟื้นที่เหมาะสม จนครบ 30 วันนับจากเริ่มป่วยแล้ว เพื่อให้ร่างกายได้พักฟื้น สามารถสร้างภูมิต้านทานได้เต็มที่จะมีความปลอดภัยและไม่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ โดยปฏิบัติตนในการป้องกันการติดเชื้อเหมือนประชาชนทั่วไปจนกว่าจะควบคุม การแพร่ระบาดของโรคได้อย่างมั่นใจ คือ 1. การดูแลสุขอนามัย ให้สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า เมื่อ ต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น 2. ล้างมือด้วยสบู่และน้ำเป็นประจำ โดยเฉพาะหลังจากถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระหรือถูมือ ด้วยเจลแอลกอฮอล์ ก่อนและหลังสัมผัสจุดเสี่ยงที่มีผู้อื่นในบ้านใช้ร่วมกัน เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได มือจับ ตู้เย็น เป็นต้น 3. ไม่ใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารและแก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น 4. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ กรณีที่ผู้ป่วยกลับบ้านก่อน 30 วัน หลังจากเริ่มป่วย ให้ปฏิบัติตัวดังนี้ 1. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับบุคคลอื่นในที่พักอาศัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ต่างๆ ควรสวมหน้ากาก อนามัยตลอดเวลาหากยังมีอาการไอจาม 2. หากจำเป็นต้องเข้าใกล้ผู้อื่นต้องสวมหน้ากากอนามัยและอยู่ห่างอย่างน้อย 1 เมตร 3. ในกรณีที่เป็นมารดาให้นมบุตร ยังสามารถให้นมบุตรได้ เนื่องจากไม่พบเชื้อในน้ำนม มารดาควร สวมหน้ากากอนามัยและ ล้างมืออย่างเคร่งครัดทุกครั้งก่อนสัมผัสทารกหรือให้นมบุตร 4. แยกสิ่งของส่วนตัว ไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น เช่น จาน ชาม ช้อนส้อม แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ 5. ไม่ร่วมรับประทานอาหารกับผู้อื่น ควรแยกรับประทานคนเดียว 6. แยกซักเสื้อผ้า ผ้าปูเตียง หรือผ้าขนหนู ฯลฯ ด้วยน้ำและสบู่หรือผงซักฟอก
7. แยกถุงขยะของตนต่างหาก ผูกปากถุงให้สนิทก่อนทิ้งรวมกับขยะทั่วไปหลังจากนั้นต้องล้างมือด้วย น้ำและสบู่ทุกครั้ง 8. ใช้ห้องน้ำแยกจากผู้อื่น หากจำเป็นต้องใช้ห้องน้ำร่วมกัน ให้ใช้เป็นคนสุดท้าย ให้ปิดฝาชักโครก ก่อนกดน้ำทำความสะอาด 9. ระหว่างการแยกตัว ควรทำความสะอาดพื้นที่ที่พักและวัสดุอุปกรณ์ที่มีการสัมผัสบ่อยๆ ได้แก่ เครื่องเรือน เครื่องใช้(เช่น เตียง โต๊ะ เก้าอี้ โทรศัพท์บ้าน) ด้วยน้ำและผงซักฟอกอย่างเหมาะสมกับวัสดุ อุปกรณ์นั้น ๆ 10. นอนพักผ่อนมากๆ ในห้องที่อากาศไม่เย็นเกินไปและมีอากาศถ่ายเทสะดวก 11. หากมีอาการป่วยเกิดขึ้นใหม่หรืออาการเดิมมากขึ้น เช่น ไข้สูง ไอมาก เหนื่อย แน่นหน้าอก หอบ หายใจไม่สะดวกเบื่ออาหาร ให้รีบโทรศัพท์ติดต่อสถานพยาบาล หากต้องเดินทางมาสถานพยาบาล ไม่ใช้รถ หรือเรือสาธารณะ แนะนำให้ใช้รถยนต์ส่วนตัวและให้เปิดหน้าต่างรถยนต์ไว้เสมอหรือขอรถพยาบาลมารับ หลังจากครบ 30 วันนับจากเริ่มป่วย สามารถกลับเข้าทำงานและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ตามปกติ โดยต้องรักษา สุขอนามัย ส่วนบุคคลเช่นเดียวกับคนทั่วไปเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ หากมีข้อสงสัยใดๆ สามารถโทรสอบถาม ได้ที่โรงพยาบาลที่ท่านไปรับการรักษา หรือสายด่วน 1422 หรือ 1668 แนวทางการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล เพื่อป้องกันและลดการแพร่เชื้อโควิด 19 ดังนี้ 1. ออกจากบ้านเมื่อจำเป็นเท่านั้น หากออกนอกบ้านให้เว้นระยะห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1-2 เมตร หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น แออัด หรือพื้นที่ปิด 2. สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลา เมื่ออยู่นอกบ้าน 3. ใช้รถสาธารณะเมื่อจำเป็นเท่านั้น และหลีกเลี่ยงชั่วโมงเร่งด่วน หากต้องซ้อนมอเตอร์ไซด์ควรนั่งหัน ข้าง 4. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้ง ก่อนรับประทานอาหาร หลังใช้ส้วม หรือหลังจาก ไอ จาม หรือหลังสัมผัสจุดเสี่ยงที่มีผู้ใช้งานร่วมกันในที่สาธารณะ เช่น กลอนหรือลูกบิดประตู ราวจับหรือ ราว บันได เป็นต้น 5. หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา ปาก จมูก โดยไม่จำเป็น 6. ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 70 ปี ผู้มีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดัน โลหิตสูง โรคปอด และเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ให้เลี่ยงการออกนอกบ้าน เว้นแต่จำเป็น ให้ออกนอกบ้าน น้อยที่สุด ในระยะเวลาสั้นที่สุด 7. แยกของใช้ส่วนตัว ไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้อื่น 8. เลือกทานอาหารที่ร้อนหรือปรุงสุกใหม่ๆ ควรทานอาหารแยกสำรับ หรือหากทานอาหารร่วมกันให้ ใช้ช้อนกลางส่วนตัว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ 9. หากเดินทางกลับจากประเทศหรือพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ควรกักตัวเองที่ บ้าน 14 วัน และปฏิบัติตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข 10. หมั่นสังเกตอาการตนเอง หากมีอาการไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ให้ไปรับ การตรวจรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที
แนวทางการปฏิบัติสำหรับกลุ่มเสี่ยง 1. คำแนะนำสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่อยู่ร่วมกับผู้สูงอายุจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่มีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง ผู้สูงอายุถือเป็น ประชาชนกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่มีอาการรุนแรง มากกว่ากลุ่มวัยอื่น การอยู่รวมกันเป็นครอบครัวที่มีสมาชิก ในบ้านมีประวัติเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง อาจทำ ให้ผู้สูงอายุติดเชื้อได้ ดังนั้น ผู้สูงอายุและบุคคลในครอบครัว ควรมีการปฏิบัติตน เพื่อการป้องกันการรับสัมผัส และแพร่กระจายเชื้อโรค ดังนี้ 1.1 คำแนะนำสำหรับผู้สูงอายุดังนี้ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ 70 % ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าส้วม หรือเมื่อสัมผัสสิ่งของร่วมกับผู้อื่น หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัส ใบหน้า ตา ปาก จมูก เลือกทานอาหารที่ร้อนหรือปรุงสุกใหม่ๆ ควรทานอาหารแยกสำรับ หรือหากทาน อาหาร ร่วมกันให้ใช้ช้อนกลางส่วนตัว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ หากไอ จาม ใช้ ผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชูปิดปากหรือใช้ข้อศอกปิดปากจมูก และทำ ความสะอาดมือด้วยสบู่และน้ำหรือ เจลแอลกอฮอล์ทันที หรือให้สวมหน้ากาก หลีกเลี่ยงการอยู่ ใกล้ชิดผู้ที่มีอาการหวัด มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก งด ออกจากบ้านหรือเข้าไปในบริเวณที่มีคนแออัด หากจำเป็นให้ใส่หน้ากากอนามัยหรือ หน้ากากผ้า ใช้เวลาน้อย ที่สุด รักษาระยะห่างจากบุคคลอื่น 1 - 2 เมตร หลีกเลี่ยงการสวมกอด หรือพูดคุยในระยะใกล้ชิดกับบุคคลอื่น และเปลี่ยนมาใช้การสื่อสารทางโทรศัพท์ หรือ Social media เป็นต้น หากมีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคมะเร็ง ควรจัดเตรียมยา สำรองสำหรับรักษาโรคประจำตัวของ ผู้สูงอายุไว้ ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์หากถึงกำหนดตรวจตามนัด ให้ ติดต่อขอคำแนะนำจาก แพทย์ และให้ญาติไปรับยาแทน ดูแลสภาพจิตใจของตนเอง ไม่ให้เครียดเกินไป หาวิธี ผ่อนคลายความเครียด เช่น การออกกำลังกาย ที่เหมาะสมกับสุขภาพ (เช่น รำมวยจีน โยคะ) ฟังเพลง ร้อง เพลง หรือเล่นดนตรี ปลูกต้นไม้ทำสวน จัดห้อง ตกแต่งบ้าน เล่นกับสัตว์เลี้ยง สวดมนต์ นั่งสมาธิ การฝึก หายใจคลายเครียด ทำบุญตักบาตร เป็นต้น 1.2 คำแนะนำสำหรับผู้ที่อยู่ร่วมกับผู้สูงอายุดังนี้หมั่นสังเกตตนเอง ว่ามีอาการไข้ หรือ อาการทางเดินหายใจหรือไม่ หากพบว่ามีอาการดังกล่าว ควรงดการใกล้ชิดกับผู้สูงอายุ หลีกเลี่ยงการคลุกคลี กับผู้สูงอายุโดยไม่จำเป็น หาวิธีการสร้างความสัมพันธ์อันดี โดยรักษา ระยะห่างกับผู้สูงอายุ ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแล ผู้สูงอายุ ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และล้างมือทุกครั้งก่อนให้การดูแล 2. คำแนะนำสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง โรคระบบทางเดินหายใจ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง และโรคระบบ ทางเดินหายใจ หากมีการติดเชื้อโควิด 19 จะมีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อหรือป่วยรุนแรง จึงมีคำแนะนำดังนี้ 2.1 คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย ให้อยู่ในที่พักอาศัย เว้นการคลุกคลีใกล้ชิดกับบุคคลที่ไม่ใช่ ผู้ดูแล รักษาระยะห่างระหว่าง บุคคล 1 - 2 เมตร หากต้องออกนอกที่พักอาศัย ไปในพื้นที่ที่มีคนแออัด หรือ โดยสารรถสาธารณะ ให้สวม หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลา งดใช้ของหรือเครื่องใช้ส่วนตัว ร่วมกับผู้อื่น มีหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อของสถานพยาบาลที่รักษาประจำ เพื่อปรึกษาปัญหาสุขภาพ ติดต่อ สถานพยาบาลที่รักษาประจำก่อนกำหนดนัด เพื่อรับทราบข้อปฏิบัติ เช่น ให้ญาติหรือ ผู้อื่นไปรับยาแทน ให้ไป รับยาใกล้บ้าน หรือให้ย้ายไปตรวจที่สถานพยาบาลอื่น รับประทานยาสม่ำเสมอ และหมั่นตรวจสุขภาพตนเอง เช่น วัดความดันโลหิต หรือวัดระดับ น้ำตาลในเลือดเองที่บ้าน หากมีอาการป่วยฉุกเฉิน ให้โทรเรียก 1669
2.2 คำแนะนำสำหรับญาติผู้ใกล้ชิด และผู้ดูแล สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ให้การดูแล ล้างมือก่อนและหลังการให้การดูแล หากมีอาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ เช่น มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ หรือรู้สึกมีไข้ ต้องงด การให้การดูแล หรืออยู่ใกล้ชิด ควรมอบหมายผู้อื่นทำหน้าที่แทน ทำความสะอาด เครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ต้องใช้ประจำร่วมกันในบ้าน เช่น เครื่องวัดความดันโลหิตด้วย แอลกอฮอล์ 3. คำแนะนำสำหรับกลุ่มเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ หญิงหลังคลอดที่มีหน้าที่ ดูแลเด็กเล็ก 3.1 คำแนะนำสำหรับกลุ่มเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปีโรคโควิด 19 มีอันตรายต่อเด็ก เช่นเดียวกับโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจทั่วไป เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดธรรมดา จึงมีคำแนะนำสำหรับ ผู้ปกครอง ดังนี้ ห้ามพาเด็กออกไปที่สาธารณะโดยไม่จำเป็น ควรให้เด็กเล่นในบ้าน เว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ใกล้ชิดคนอื่นให้น้อยที่สุด ผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กไม่ควรออกไปนอกบ้าน ถ้าจำเป็นต้องออกไป เมื่อกลับมาถึงบ้าน ต้องอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนมาเล่นกับเด็ก สอนเด็กล้างมือ ใส่หน้ากาก กินอาหารที่มี ประโยชน์ ปรุงสุก สะอาด และนอนพักผ่อน ให้เพียงพอ หากเด็กติดเชื้อโควิด 19 อาการของโรค เริ่มตั้งแต่มี อาการหวัดน้อยๆ จนถึงปอดอักเสบหรือ ปอดบวม และหากมีโรคประจำตัว ก็จะมีอาการชัดเจนอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ถ้าเริ่มมีอาการ ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที 3.2 คำแนะนำสำหรับหญิงตั้งครรภ์ หญิงหลังคลอด ที่มีหน้าที่ดูแลเด็กเล็ก เนื่องจากเชื้อโควิด 19 เป็นเชื้อไวรัสชนิดใหม่ ยังไม่มีข้อมูลว่าหญิงตั้งครรภ์มีโอกาสติดเชื้อมากกว่า คนทั่วไปหรือไม่ จึงมีคำแนะนำ ดังนี้ 3.2.1 การดูแลหญิงตั้งครรภ์ หญิงหลังคลอด กลุ่มปกติกลุ่มปกติคือ กลุ่มที่ไม่ติดเชื้อ ใช้หลักการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้ออย่างเคร่งครัด โดย หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดผู้ที่มีไข้ หรือ มีอาการระบบทางเดินหายใจ หรือผู้ที่เดินทาง มาจากพื้นที่เสี่ยง หลีกเลี่ยงการอยู่สถานที่ที่มีผู้คนแออัด หรือ รวมกลุ่มกันจำนวนมาก สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลาเมื่อออกนอกบ้าน หากต้องอยู่ใน สถานที่สาธารณะ ควรเว้นระยะห่างจากบุคคลอื่นอย่างน้อย 1-2 เมตร หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสบริเวณ ดวงตา ปาก และจมูก รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่เสมอ แยกภาชนะรับประทานอาหารและงดใช้ของ ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ 70% เฝ้าระวังอาการ โดยเฉพาะอาการไข้ หรืออาการระบบทางเดินหายใจ หากมีอาการป่วย เล็กน้อย ควรพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ถ้ามีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หายใจเหนื่อย ควรรีบไปพบแพทย์ หากถึงกำหนดนัดฝากครรภ์ สามารถติดต่อขอคำแนะนำกับแพทย์ที่ฝาก ครรภ์ เพื่อพิจารณาความจำเป็นในการไปตรวจตามนัด 3.2.2 การดูแลหญิงตั้งครรภ์ หญิงหลังคลอดที่เป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด 19 กลุ่ม เสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง หรือสัมผัส/ใกล้ชิดผู้ป่วยโควิด 19 แยกตนเองออกจาก ครอบครัวและสังเกตอาการจนครบ 14 วัน งดการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น งดออกไปในที่ชุมชนโดยไม่จําเป็น และอยู่ห่างจากผู้อื่น ในระยะ 1 - 2 เมตร กรณีครบกำหนดนัดฝากครรภ์ ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบว่าตนเอง อยู่ระหว่างการเฝ้าระวัง 14 วัน เพื่อพิจารณาเลื่อนการฝากครรภ์ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ กรณี เจ็บครรภ์คลอด ต้องไปโรงพยาบาลทันที และแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบว่าตนเองอยู่ระหว่าง การเฝ้าระวัง 14 วัน 3.2.3 คำแนะนำสำหรับการดูแลทารกแรกเกิด กรณีแม่เป็นผู้ที่สงสัยติดเชื้อหรือติด เชื้อโควิด 19 ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานการติดต่อผ่านทางรกหรือผ่านทางน้ำนม แต่ทารกที่เกิดจากแม่ที่ติดเชื้อ โควิด 19 จัดเป็นผู้มีความเสี่ยง จะต้องมีการแยกตัวออกจากทารกอื่น และต้องสังเกตอาการ เป็นเวลา 14 วัน สำหรับแนวทางการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เมื่อคำนึงถึงประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และยังไม่มีหลักฐาน
ทางวิชาการในการแพร่เชื้อไวรัสผ่านทางน้ำนม ดังนั้น ทารกจึงสามารถกินนมแม่ได้ โดยปฏิบัติตามแนวทาง ป้องกันการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด ดังนี้คำแนะนำสำหรับแม่ ในกรณีสงสัยว่าจะติดเชื้อหรือติดเชื้อโควิด 19 แล้ว กรณีแม่เป็นผู้ที่สงสัยว่าจะติดเชื้อหรือติดเชื้อโควิด 19 แล้ว แต่อาการไม่มาก สามารถกอดลูก และให้นม จากเต้าได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแม่และครอบครัว ต้องปฏิบัติตาม แนวทางป้องกันการติดเชื้ออย่าง เคร่งครัด กรณีแม่ที่ตดเชื้อโควิด 19 และมีอาการชัดเจน หากยังสามารถบีบน้ำนมได้ ให้ใช้วิธีบีบน้ำนม และ ให้ผู้ช่วยเป็นผู้ป้อนนมแก่ลูก หากไม่สามารถบีบน้ำนมเองได้ อาจพิจารณาใช้นมผงแทน ก. ข้อปฏิบัติในกรณีให้ ทารกกินนมจากเต้า 1) อาบน้ำหรือเช็ดทำความสะอาดบริเวณเต้านมและหัวนมด้วยสบู่และน้ำ 2) ล้างมือให้ สะอาดด้วยสบู่และน้ำ นานอย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้แอลกอฮอล์เข้มข้น 70% เช็ดทำความสะอาด 3) สวม หน้ากากอนามัยตลอดการทำกิจกรรมเกี่ยวกับการให้นมลูก 4) ไม่สัมผัสบริเวณใบหน้าของทารก เช่น การหอม แก้ม ข. ข้อปฏิบัติในการบีบน้ำนม และการป้อนนม 1) อาบน้ำหรือเช็ดทำความสะอาดบริเวณเต้านมและ หัวนมด้วยน้ำและสบู่ 2) ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ นานอย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้แอลกอฮอล์เข้มข้น 70% เช็ดทำความสะอาด 3) สวมหน้ากากอนามัย ตลอดการทำกิจกรรมเกี่ยวกับการเตรียมนม การบีบน้ำนม และการให้นม 4) ไม่สัมผัสบริเวณใบหน้าของทารก เช่น การหอมแก้ม 5) หาผู้ช่วยหรือญาติที่มีสุขภาพแข็งแรง ทราบวิธีการป้อนนมที่ถูกต้อง และต้องปฏิบัติตาม วิธีการป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด โดยนำน้ำนมแม่มาป้อน ด้วยการใช้ช้อน ถ้วยเล็ก หรือ ขวดนม 6) ล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ เช่น ที่ปั๊มนม ขวดนม ด้วยน้ำยาล้าง อุปกรณ์ และทำการนึ่ง ฆ่าเชื้อหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม “หากพบผู้สูงอายุ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด โรคเบาหวาน มีอาการทางเดิน หายใจ ไอ เจ็บคอ หายใจเหนื่อย มีน้ำมูก จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่ รับรส ให้รีบไปรับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาล ใกล้บ้านทันที หากมาช้าเกิน 48 ชั่วโมง จะมีโอกาสเสียชีวิตได้ คำแนะนำในการป้องกันตนเอง ดังนี้ 1. หากมีอาการป่วย หากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล หายใจเหนื่อย ภายใน 14 วัน หลังกลับมาจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ประเทศจีน โปรดไปพบแพทย์และยื่น บัตรคำแนะนำด้านสุขภาพสำหรับผู้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย กับแพทย์ผู้ทำการรักษาพร้อมแจ้งประวัติ การเดินทาง ท่านอาจได้รับเชื้อโรคก่อนเดินทางมายังประเทศไทย กรุณาแจ้ง รายละเอียดต่างๆ กับแพทย์ผู้ทำ การรักษา เช่น อาการป่วย วันที่เริ่มมีอาการป่วย วันเดินทางมาถึงประเทศไทย สถานที่พัก เพื่อแพทย์จะได้ วินิจฉัยได้ถูกต้องและรักษาได้ทันท่วงที แพทย์ผู้ทำการรักษาจะรายงานต่อหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่หรือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อดำเนินการป้องกันควบคุมโรค โดยเร็ว 2. การล้างมือ Normal hand washing (การล้างมือทั่วไป) การล้างมือเพื่อขจัดสิ่งสกปรกต่างๆ เหงื่อ ไขมัน ที่ออกมาตามธรรมชาติ และลดจำนวนเชื้อโรคที่อาศัยอยู่ชั่วคราวบนมือ การล้างมืออย่างถูกวิธีต้องล้าง ด้วยสบู่ก้อนหรือสบู่เหลว ใช้เวลาในการฟอกมือนานประมาณ 15 วินาที การล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจล (Alcohol gel) การล้างมือในกรณีรีบด่วน ไม่สะดวกในการล้างมือด้วยน้ำและมือไม่ปนเปื้อนสิ่งสกปรก หรือ สารคัดหลั่งจากผู้ป่วย ให้ทำความสะอาดมือด้วยแอลกอฮอล์เจล การล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจลประมาณ 10 มิลลิลิตร ใช้เวลา ประมาณ 15-25 วินาที (ในกรณีใช้แอลกอฮอล์เจล (Alcohol Gel) ไม่ต้องล้างมือซ้ำด้วยน้ำ และไม่ต้องเช็ดด้วยผ้าเช็ดมือ) 3. การสวมใส่หน้ากากอนามัย วิธีการใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง ควรให้ด้านสี เข้มออกด้านนอกเสมอ คลุมให้ปิดจมูก ปาก คาง คล้องหูขยับให้พอดีกับใบหน้า กดลวดขอบบนให้สนิทกับสัน จมูก โดยเปลี่ยนทุกวันและทิ้งลงในภาชนะที่มีฝาปิด เพื่อป้องกันการติดเชื้อทั้งจากตนเองและผู้อื่น 4. การไอ จาม ที่ถูกวิธี- เมื่อรู้สึกว่าจะไอ จาม ควรหากระดาษชำระ หรือทิชชู่ มาปิดปาก เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรค กระจาย แล้วนำไปทิ้งในถังขยะปิดให้เรียบร้อย หากไม่มีกระดาษชำระ ควรใช้การไอ จามใส่ข้อศอก โดยยก แขนข้างใดข้างหนึ่งมาจับไหล่ตัวเองฝั่งตรงข้าม และยกมุมข้อศอกปิดปากและจมูกตนเองก่อนจาม ไอทุกครั้งไม่
ควรไอ จามใส่มือ หลังจากไอ จามเสร็จแล้วควรรีบล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ เพื่อกำจัดเชื้อโรคไม่ให้แพร่กระจาย (กรมควบคุมโรค, 2563) 2. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้ทัศนคติและพฤติกรรม (KAP) ทฤษฎีนี้ให้ความสำคัญกับตัวแปร 3 ตัว คือ ความรู้(Knowledge) ทัศนคติ (Attitude) และการ ยอมรับปฏิบัติ (Practice) ของผู้รับสารอันมีผลกระทบต่อพฤติกรรมจากการรับสารนั้น ๆ การเปลี่ยนแปลงทั้ง สามประเภทนี้จะเกิดขึ้นในลักษณะต่อเนื่อง กล่าวคือ เมื่อผู้รับสารได้รับสาร จะทำให้เกิดความรู้ เมื่อเกิด ความรู้ขึ้นก็จะไปมีผลทำให้เกิดทัศนคติ และขั้นสุดท้าย คือ การก่อให้เกิดการกระทำซึ่งมีลักษณะสัมพันธ์กัน เป็นลูกโซ่เป็นที่ยอมรับกันว่า การสื่อสารเป็นเครื่องมือ อันสำคัญในการเพิ่มพูนความรู้ สร้างทัศนคติที่ดีและ เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่เหมาะสม โดยผ่านสื่อชนิดต่าง ๆ ไปยังประชาชนกลุ่มเป้าหมาย แนวคิดด้านความรู้ The Modern American Dictionary ได้ให้คำจำกัดความของความรู้ที่แตกต่างกัน 3 ลักษณะ ดังนี้ ความรู้คือความคุ้นเคยกับข้อเท็จจริง (Fact) ความจริง (Truths) หรือหลักการ โดยทั่วไป (principles) ความรู้คือรู้(Known) หรืออาจจะรู้(May be known) ความรู้คือจิตสำนึก ความสนใจ (Awareness) เกษม วัฒนชัย (2544) ให้ความหมายของความรู้ว่า หมายถึง การรวบรวมความคิดของมนุษย์จัดให้ เป็นหมวดหมู่และประมวลสาระที่สอดคล้องกันโดยนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทัศนะของ ฮอสเปอร์(อ้างใน มาโนช เวชพันธ์, 2532) คำว่า ความรู้ (Knowledge) นั้น นับเป็นขั้นแรกของพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกบ ความสามารถในการจดจำซึ่งอาจจะเกิดโดยการนึกได้ มองเห็น ได้ยิน หรือ ได้ฟัง ความรู้นี้เป็นหนึ่งในขั้นตอน ของการเรียนรู้ โดยประกอบ ไปด้วยคำจำกัดความหรือความหมาย ข้อเท็จจริง ทฤษฎี กฎ โครงสร้าง วิธีการ แก้ไขปัญหา และมาตรฐาน เป็นต้น ซึ่ งอาจกล่าวได้ว่า ความรู้เป็นเรื่องของการจำอะไรได้ ระลึกได้ โดยไม่ จำเป็นต้องใช้ความคิดที่ซับซ้อนหรือใช้ความสามารถของสมองมากนัก ด้วยเหตุนี้ การจำได้จึงถือว่าเป็น กระบวนการที่สำคัญในทางจิตวิทยา และเป็นขั้นตอนที่นำไปสู่พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเข้าใจ การนำความรู้ ไปใช้ในการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินผล ซึ่งเป็นขั้นตอน ที่ได้ใช้ความคิดและความสามารถทาง สมองมากขึ้นเป็นลำดับ ส่วนความเข้าใจ (Comprehension) นั้น Hopper ชี้ให้เห็นว่า เป็นขั้นตอนต่อมาจาก ความรู้โดยเป็นขั้นตอนที่จะต้องใช้ความสามารถของสมองและทักษะในชั้นที่สูงขึ้น จนถึงระดับของการสื่อ ความหมาย ซึ่งอาจเป็นไปได้โดยการใช้ปากเปล่า ข้อเขียน ภาษา หรือการใช้สัญลักษณ์โดยมักเกิดขึ้นหลังจาก ที่บุคคลได้รับข่าวสารต่าง ๆ แล้วอาจจะโดยการฟัง การเห็น การได้ยิน หรือ เขียน แล้วแสดงออกมาในรูปของ การใช้ทักษะหรือการแปลความหมายต่าง ๆ เช่น การบรรยาย ข่าวสารที่ได้ยินมาโดยคำพูดของตนเอง หรือ การแปลความหมายจากภาษาหนึ่งไปเป็นอีกภาษาหนึ่ง โดยคงความหมายเดิมเอาไว้ หรืออาจเป็นการแสดง ความคิดเห็นหรือให้ข้อสรุปหรือการคาดคะเนได้และ Benjamin S. Bloom ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการรับรู้ (cognitive domain) ของคนว่าประกอบด้วยความรู้ตามระดับต่าง ๆ รวม 6 ระดับ ซึ่งอาจพิจารณาจากระดับ ความรู้ในขั้นต่ำไปสู่ระดับของความรู้ในระดับที่สูงขึ้นไป และได้แจกแจงรายละเอียดของแต่ละระดับไว้ ดังนี้ 1) ความรู้(Knowledge) หมายถึง การเรียนรู้ที่เน้นถึงการจำและการระลึกได้ถึงความคิด วัตถุ และ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นความจำที่เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ ที่เป็นอิสระแก่กันไปจนถึงความจำในสิ่งที่ยุ่งยาก ซับซ้อนและมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน
2) ความเข้าใจหรือความคิดรวบยอด (Comprehension) เป็ นความสามารถทางสติปัญญาในการ ขยายความรู้ ความจำให้กว้างออกไปจากเดิมอย่างสมเหตุสมผล การแสดงพฤติกรรมเมื่อเผชิญกับสื่อ ความหมาย และความสามารถในการแปลความหมาย การสรุปหรือการขยายความสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 3) การนำไปปรับใช้ (Application) เป็นความสามารถในการนำความรู้ (knowledge) ความเข้าใจ หรือความคิดรวบยอด (comprehension) ในเรื่องใด ๆ ที่มีอยูเดิม ไปแก้ไขปัญหาที่แปลกใหม่ของเรื่องนั้น โดยการใช้ความรู้ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการกับความคิดรวบยอดมาผสมผสานกับความสามารถในการ แปลความหมาย การสรุปหรือการขยายความสิ่งนั้น 4) การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นความสามารถและทักษะที่สูงกว่าความเข้าใจ และการนำไปปรับใช้ โดยมีลักษณะเป็นการแยกแยะสิ่งที่จะพิจารณาออกเป็นส่วนย่อยที่มีความสัมพันธ์กันรวมทั้งการสืบค้น ความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ เพื่อดูว่าส่วนประกอบปลีกย่อยนั้นสามารถเข้ากันได้หรือไม่ อันจะช่วยให้เกิด ความเข้าใจต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยางแท้จริง 5) การสังเคราะห์ (Synthesis) เป็นความสามารถในการรวบรวมส่วนประกอบย่อย ๆ หรือส่วนใหญ่ ๆ เข้าด้วยกันเพื่อให้เป็นเรื่องราวอันหนึ่งอันเดียวกัน การสังเคราะห์จะมีลักษณะของการเป็นกระบวนการ รวบรวมเนื้อหาสาระของเรื่องต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างรูปแบบ หรือโครงสร้างที่ยังไม่ชัดเจนขึ้นมาก่อน อันเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ภายในขอบเขตของสิ่งที่กำหนดให้ 6) การประเมินผล (Evaluation) เป็นความสามารถในการตัดสินเกี่ยวกับความคิด ค่านิยม ผลงาน คำตอบ วิธีการและเนื้อหาสาระเพื่อวัตถุประสงค์บางอยาง โดยมีการกำหนดเกณฑ์(criteria) เป็นฐานในการ พิจารณาตัดสิน การประเมินผล จัดได้ว่าเป็นขั้นตอนที่สูงสุดของพุทธิลักษณะ (characteristics of cognitive domain) ที่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจ การนำไปปรับใช้การวิเคราะห์และการสังเคราะห์เข้ามาพิจารณา ประกอบกันเพื่อทำการประเมินผลสิ่งหนึ่งสิ่งใด แนวคิดด้านทัศนคติ (Attitude) ทัศนคติเป็นแนวความคิดที่มีความสำคัญมากแนวหนึ่งทางจิตวิทยาสังคมและการสื่อสารและมีการใช้ คำนี้ได้มีนักวิชาการหลายท่านให้ความหมายไว้ดังนี้ Roger (อ้างใน สุรพงษ์ โสธนะเสถียร, 2533) ได้กล่าวถึง ทัศนคติ ว่าเป็นดัชนีชี้ว่าบุคคลนั้นคิดและ รู้สึกอย่างไรกับคนรอบข้าง วัตถุหรือสิ่งแวดล้อมตลอดจนสถานการณ์ต่าง ๆ โดย ทัศนคตินั้นมีรากฐานมาจาก ความเชื่อที่อาจส่งผลถึงพฤติกรรมในอนาคตได้ ทัศนคติจึงเป็นเพียง “ความพร้อม” ที่จะตอบสนองต่อสิ่งเร้า และเป็ นมิติของการประเมินเพื่อแสดงว่า ชอบหรือไม่ชอบ ต่อประเด็นหนึ่ง ๆ ซึ่งถือเป็นการสื่อสารภายใน บุคคล (Interpersonal Communication) ที่เป็น ผลกระทบมาจากการรับสารอันจะมีผลต่อพฤติกรรมต่อไป ซึ่ง Good (อ้างใน จิตฐิพร ศิริตานนท์, 2543) อธิบายทัศนคติวาเป็นความพร้อมที่จะแสดงออกในลักษณะใด ลักษณะหนึ่งที่จะเป็นการสนับสนุน หรือต่อต้านสถานการณ์บางอย่าง บุคคลบางคน หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นสิ่งที่ เกิดจากการสะสมประสบการณ์ในอดีตที่จัดเรียงเป็นระบบโดยจะสะท้อนออกมาเมื่อปัจเจกบุคคลเผชิญกับ สถานการณ์ใหม่ ๆ และ Fishbein & Ajzen (อ้างใน อรจิรา เนตรอารีย์, 2543) อธิบายว่า ทัศนคติเป็นความ คิดเห็นซึ่งมีอารมณ์เป็นส่วนประกอบ เป็นส่วนที่พร้อมที่จะมีปฏิกิริยาเฉพาะอย่างต่อสถานการณ์ภายนอก ทัศนคติเป็นความรู้สึกและความเห็นของบุคคล ที่มีต่อสิ่งของ บุคคล สถานการณ์ สถาบัน และข้อเสนอใด ๆ ในทางที่ยอมรับหรือปฏิเสธซึ่งมีผลทำให้บุคคลพร้อมที่จะแสดงปฏิกิริยาตอบสนองด้วยพฤติกรรมตามแนวคิด นั้น เป็ นความรู้สึกในด้านบวกหรือลบของ แต่ละบุคคล ซึ่งเป็นผลมาจากการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น เกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมโดยตรง และธงชัย สันติวงษ์(2540) เห็นสอดคล้องว่า ทัศนคติจะก่อตัวจากการ
ประเมินภายหลัง จากที่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งภายนอกดังกล่าว โดยอาจเกิดจากอิทธิพลของกลุ่มที่เกี่ยวข้องด้วย หรือกลุ่มทางสังคมที่ได้ไปเกี่ยวข้องด้วย นอกจากนี้ทัศนคติยังขึ้นอยู่กับบุคลิกลักษณะท่าทางซึ่งเป็นผลของการ เรียนรู้ที่ได้จากการปฏิบัติตอบต่อโลกภายนอกอีกด้วย จากการศึกษาพบว่า ทัศนคติจะมีลักษณะมั่นคงถาวร ทั้งนี้เพราะทัศนคติที่ก่อตัวขึ้นนั้น จะมีกระบวนการคิด วิเคราะห์ ประเมิน และ สรุปจัดระเบียบ เป็นความเชื่อ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงทัศนคติจึงต้องใช้เวลาเพื่อปรับตามกระบวนการดังกล่าวด้วย องค์ประกอบของทัศนคติ Katz (อ้างใน กุลภรณ์ เทพพัตรา, 2548) แยกองค์ประกอบของทัศนคติออกเป็น 1) องค์ประกอบด้านความรู้ความนึกคิด (cognitive component) เป็นส่วนที่เป็นความเชื่อของ บุคคลเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ทั่วไปทั้งสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ 2) องค์ประกอบด้านความรู้สึก (affective component) เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ที่เกี่ยวเนื่อง กับสิ่งต่าง ๆ ซึ่งมีผลแตกต่างกันไปตามบุคลิกภาพของบุคคล เป็นลักษณะที่ค่านิยมของ แต่ละบุคคลเป็นตัวเร้า ความคิดอีกทอดหนึ่ง 3) องค์ประกอบด้านพฤติกรรม (behavior component) เป็นการแสดงออกของบุคคล ต่อสิ่งหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งซึ่งเป็นผลมาจากองค์ประกอบด้านความรู้ความคิด และความรู้สึก ทัศนคติเป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นเฉพาะบุคคลและจะแตกต่างกันตามปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกันของบุคคลนั้น บุคคลสามารถแสดง ทัศนคติออกได้ 3 ประเภท ด้วยกัน คือ 1) ทัศนคติเชิงบวกคือ ทัศนคติที่ชักนำให้บุคคลแสดงออก มีความรู้สึก หรืออารมณ์จากสภาพจิตใจโต้ตอบในด้านดีต่อบุคคลหรือเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่ง รวมถึงหน่วยงาน องค์การ สถาบัน และการดำเนินกิจการขององค์การและอื่น ๆ 2) ทัศนคติเชิงลบ คือ ทัศนคติที่สร้างความรู้สึกเป็นไป ในทางเสื่อมเสีย ไม่ได้รับความเชื่อถือหรือไว้วางใจ อาจมีความเคลือบแคลงระแวงสงสัยรวมทั้งเกลียดชังต่อ บุคคลใด เรื่องราวใด เรื่องราวหนึ่ง หรือปัญหาใดปัญหาหนึ่ง หรือหน่วยงานองค์การ สถาบัน และการดำเนิน กิจการขององค์การ 3) ทัศนคติที่บุคคลไม่แสดงความคิดเห็น ในเรื่องราวหรือปัญหาใดปัญหาหนึ่งหรือต่อ บุคคล หน่วยงาน สถาบัน องค์การ และอื่น ๆ โดยสิ้นเชิง อนึ่ง บุคคลอาจมีทัศนคติทั้ง 3 ประการนี้เพียง ประเภทเดียวหรือหลายประเภทรวมกันก็ได้ขึ้นอยูกับความมั่นคงในเรื่องความเชื่อ ความรู้สึก ความคิด หรือ ค่านิยมที่มีต่อบุคคล สิ่งของ การกระทำ หรือสถานการณ์ เป็นต้น ส่วนทัศนคติจะทำหน้าที่ เป็นกลไกที่สำคัญ 4 ประการ คือ เพื่อการปรับตัว (adjustment) ทัศนคติสามารถเป็นกลไกที่จะสะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายที่พึง ประสงค์และที่ไม่พึงประสงค์ของบุคคล เพื่อการป้องกันตัว (ego defense) โดยปกติบุคคลมักมีแนวโน้มที่จะ ไม่ยอมรับความจริงในสิ่งที่ขัดแย้งกับความนึกคิดของตน (self-image) เพื่อการแสดงความหมายของค่านิยม (value expression) ทัศนคติเป็นส่วนหนึ่งของค่านิยมต่าง ๆ โดยสามารถสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมในลักษณะ ที่จำเพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น และเพื่อใช้เป็นตัวจัดระเบียบความรู้(knowledge) ทัศนคติจะเป็นมาตรฐานที่ตัว บุคคลสามารถใช้ประเมินและทำความเข้าใจกับสภาพแวดล้อมที่มีอยู่รอบ ๆ ตัว มีผลทำให้บุคคลสามารถรู้และ เข้าใจถึงระบบและระเบียบของสิ่งต่าง ๆ ที่อยูรอบตัวได้ ปัจจัยต่าง ๆ ของการก่อตัวของทัศนคติเท่าที่กล่าวมา ข้างต้นนั้นในความเป็นจริงจะไม่ได้มีการเรียงลำดับตามความสำคัญแต่อย่างใดเลย ทั้งนี้เพราะปัจจัยแต่ละทาง เหล่านี้ ตัวไหนจะมีความสำคัญต่อการก่อตัวของทัศนคติมากหรือน้อยยอมสุดแล้ว แต่ว่าการพิจารณาสร้าง ทัศนคติต่อสิ่งดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับปัจจัยใดมากที่สุด
การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ (Attitude Change) Herbert C. Kelman (อ้างใน พรทิพย์บุญนิพัทธ์, 2531) ได้อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ โดยมี ความเชื่อว่าทัศนคติอย่างเดียวกัน อาจเกิดในตัวบุคคลด้วยวิธีที่ต่างกันจากความคิดนี้ Herbert ได้แบ่ง กระบวนการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ออกเป็น 3 ประการ คือ 1) การยินยอม (Compliance) จะเกิดได้เมื่อการ ยอมกระทำตามนี้ เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ซึ่งจะมีพลังผลักดันให้บุคคลยอมกระทำตามมากหรือ น้อยขึ้นอยูกับจำนวน หรือความรุนแรงของรางวัลและการลงโทษ 2) การเลียนแบบ (Identification) เป็น กระบวนการเปลี่ยนแปลงทัศนคติซึ่งพลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ ความสามารถในการโน้มน้าวใจของสิ่งเร้าที่มีต่อบุคคลนั้น การเลียนแบบจึงขึ้นอยู่กับพลัง (Power) ของผู้ส่ง สาร ทัศนคติของบุคคลจะเปลี่ยนไปมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 3) ความ ต้องการที่อยากจะเปลี่ยน (Internalization) เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้น เมื่อบุคคลยอมรับสิ่งที่มีอิทธิพล เหนือกว่า ซึ่งตรงกับความต้องการภายในค่านิยมของเขา พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในลักษณะนี้จะสอดคล้องกับ ค่านิยมที่บุคคลมีอยู่เดิม ความพึงพอใจที่ได้จะขึ้นอยู่กับเนื้อหารายละเอียดของพฤติกรรมนั้นๆ การ เปลี่ยนแปลงดังกล่าว ถ้าความคิดความรู้สึก และพฤติกรรมถูกกระทบไม่ว่าจะในระดับใดก็ตามจะมีผลต่อการ เปลี่ยนทัศนคติทั้งสิ้น นอกจากนี้ทัศนคติของบุคคลเมื่อเกิดขึ้นแล้วแม้จะคงทน แต่ก็จะสามารถเปลี่ยนได้โดย ตัวบุคคล สถานการณ์ ข่าวสาร การชวนเชื่อ และสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดการยอมรับในสิ่งใหม่ แต่จะต้องมี ความสัมพันธ์กับค่านิยมของบุคคลนั้น นอกจากนี้อาจเกิดจากการยอมรับโดยการบังคับ เช่น กฎหมาย ข้อบังคับ ดังนั้น ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมจึงเป็นความสัมพันธ์ มีผลซึ่งกันและกัน กล่าวคือ ความรู้มีผล ต่อทัศนคติ ทัศนคติมีผลต่อการแสดงพฤติกรรมของบุคคล ในขณะเดียวกันการแสดงพฤติกรรมของบุคคลก็มี ผลต่อความรู้ความเข้าใจของบุคคลด้วย แนวคิดด้านพฤติกรรม (Behavior) ความหมายของพฤติกรรม พฤติกรรมมนุษย์เป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือการรับเข้าทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นภายใน หรือ ภายนอก มีสติหรือไม่มีสติชัดเจนหรือแอบแฝง และโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่สลับซับซ้อนและมีตัว แปรหลายตัวที่มีอิทธิพลต่อการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์โดยต้องอาศัยศาสตร์หลายแขนงมาช่วยอธิบาย สำหรับทางชีววิทยาเป็นการศึกษาโดยเน้นทางดา้นร่างกาย ระบบประสาท สมองส่วนต่าง ๆ ด้านจิตวิทยาเน้น ทางด้านจิตใจและด้านสังคมวิทยาเป็นการศึกษาสิ่งแวดล้อมทางสังคม เช่น วัฒนธรรม ค่านิยม สภาพบ้านเมือง ที่อยู่อาศัย เป็นต้น ซึ่งความหมายของพฤติกรรมมีคำจำกัดความไว้ตัวอย่างมีดังนี้ นิลุบล ไทยรัตน์ (2552) กล่าวว่า พฤติกรรม หมายถึง ปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าของมนุษย์ซ่ึงบ่ง บอกถึงอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด และการรับรู้ของมนุษย์ต่อสิ่งเร้านั้น ๆ สงวน สุทธิเลิศอรุณ (2553) กล่าวว่า พฤติกรรม หมายถึงการกระทำของมนุษย์ทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม โดยรู้สึกนึกคิดทั้งที่สังเกตเห็นได้และไม่อาจสังเกตเห็นได้ จากคำจำกัดความของคำว่า พฤติกรรม สามารถสรุปได้ว่า พฤติกรรม หมายถึง การกระทำ อากัปกิริยา หรือกิจกรรมทุกประเภทที่มนุษย์แสดงออกมาเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า ซึ่งมาจากภายนอกร่างกาย หรือภายในความรู้สึกนึกคิด โดยเจ้าของปฏิกิริยาอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวหรือบุคคลอื่นสามารถรู้ได้และสามารถ สังเกตเห็นได้หรือไม่ก็ตาม
ปจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม พฤติกรรมที่มนุษย์แสดงออกมาจะมีทั้งพฤติกรรมในทางบวกและพฤติกรรมในทางลบซึ่งอาจจะเกิดขึ้น ได้ในทุกวันและทุกสถานการณ์โดยพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเหล่านั้นและในขณะนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ หลาย ประการ ดังนี้ (ถวลิ ธาราโภชน์, 2543) 1. ปัจจจัยทางด้านสรีรวิทยา เป็นปัจจัยพื้นฐานทางชีวภาพของมนุษย์ เป็นสิ่งเร้าที่สำคัญตัวหนึ่ง ที่ทำ ให้เกิดพฤติกรรม โดยลักษณะทางสรีระของพื้นฐานในเชิงชีววิทยาถือว่า เป็นปัจจัยเริ่มแรกที่วางรูปแบบของ พฤติกรรมมนุษย์ทุกคนถือว่าเป็นอินทรีย์ที่มีชีวิตอย่างหนึ่ง การทำหน้าที่ทางสรีระในระบบอวัยวะต่าง ๆ จึงมี อิทธิพลต่อพฤติกรรมที่แสดงออกมา 2) ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ต้องเรียนรู้และพบสภาพสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ตลอดเวลา สิ่งแวดล้อมใดที่ปรากฎเด่นชัดต่อบุคคล สิ่งแวดล้อมนั้นจะทำหน้าที่เป็นสิ่งเร้ากระตุ้นให้บุคคลเกิด พฤติกรรม และพฤติกรรมก็จะแตกต่างกันไปตามสภาพของสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย ลักษณะดิน ฟ้าอากาศแสงสว่าง สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ จะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น 3) ปัจจัยทางด้านสังคม เนื่องจากมนุษย์ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ต้อง ติดต่อเกี่ยวข้องกัน มนุษย์จึงมาอยู่รวมกันเป็นชุมชุน หรือที่เราเรียกว่า “สังคม” และเมื่อมีสังคมเกิดขึ้น คนใน สังคมก็จะตั้งข้อตกลงร่วมกัน เรียกว่า “โครงสร้างของสังคม” เพื่อให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เกิดประโยชน์แก่สังคม จึงมีข้อกำหนดขึ้นมาทำให้แต่ละคนมีสิทธิส่วนบุคคลเคารพสิทธิของผู้อื่น ซึ่งข้อกำหนด ต่าง ๆ เหล่านี้คือ โครงสร้างของสังคม ซึ่งจะเป็นสิ่งบังคับพฤติกรรมของมนุษย์ให้เป็นไปด้วยความเหมาะสม ข้อกำหนดที่เป็นหลักในโครงสร้างของสังคม ก็คือ ปทัสถาน (Norms) สถานภาพ (Status) บทบาท (Role) และค่านิยม (Value) 4) ปัจจัยทางด้านทัศนคติคือความรู้สึกที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ทั้งด้านบวกหรือด้านลบ ความรู้สึกนั้นอาจเป็นไปในทางที่พึงพอใจหรือไม่พอใจก็ได้ซ่ึงสิ่งเร้าอาจเป็นคน สัตว์สิ่งของ ตลอดจน สภาพการณ์ต่าง ๆ ในสังคม ทัศนคติเป็นสิ่งที่มีเป้าหมาย การประเมินเป้าหมายว่าสิ่งนั้นดีหรือไม่ดีเป็นความ รู้สึกของบุคคลที่จะต้องมีความมั่นคงถาวรคือเป็นความรู้สึกต่อสิ่งนั้นบ่อย ๆ 3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ธานี กล่อมใจ จรรยา แก้วใจบุญ และ ทักษิกา ชัชวรัตน์ (2563) ศึกษาเกี่ยวกับความรู้และพฤติกรรม ของประชาชนเรื่องการป้องกันตนเอง จากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้เรื่องการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ด้านพฤติกรรมการ ป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( X =1.61, SD = 0.28) เมื่อ พิจารณาในรายข้อ พบว่า ข้อที่มีคะแนนน้อย คือ ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ความเข้มข้นอย่างน้อย 70% เมื่อ ต้องออกไปที่สาธารณะ ( X = 1.03, SD = 0.67) ล้างมือทำความสะอาดด้วยสบู่ทุกครั้งหลังสัมผัสเงินเหรียญ หรือธนบัตร ( X = 1.23, SD = 0.68) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง ความรู้กับพฤติกรรมการป้องกัน ตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 พบว่ามีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับปานกลาง (r = .327) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = .000) จากการศึกษา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความรู้ และมี พฤติกรรมการป้องกันโรค ในระดับมาก แต่ยังพบรายข้อที่มีค่า คะแนนน้อย ซึ่งอาจส่งผลให้มีการแพร่กระจาย ของโรคได้ จึงควรมีการสร้างความตระหนักแก่ประชาชนในการ ปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค อวาทิพย์ แว (2563) ศึกษาเกี่ยวกับ COVID-19 กับการเรียนรู้สู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพใน วันนี้ผลการศึกษาที่สำคัญ พบว่า 1. ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อโค
วิด-19 พบว่า ประชาชนมีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับช่องทางการแพร่กระจายของเชื้อเพียงร้อย ละ 30.9 มีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการล้างมืออย่างถูกวิธีร้อยละ 69.0 มีความรู้และความ เข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการไอและการจามที่ถูกวิธีร้อยละ 55.2 มีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการ สวมใส่หน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธีร้อย ละ 80.0 2. ทักษะการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันการระบาดของ โรคติดเชื้อโควิด-19 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่สามารถค้นหาหรือเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ทันทีร้อยละ 98.5 และ ประชาชนส่วนใหญ่สามารถค้นหาหรือเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยร้อยละ 97.4 3. ทักษะการ สื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 พบว่า ประชาชนส่วน ใหญ่มีความเข้าใจ ข้อมูลข่าวสารที่นำเสนอจากหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์ บุคลากรด้านสุขภาพร้อยละ 96.9 4. ทักษะ การตัดสินใจเกี่ยวกับการป้องกันของการระบาดโรคติดเชื้อโควิด-19 พบว่า หากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก ไหล หายใจเหนื่อย และมีประวัติสัมผัสกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 จะไปพบแพทย์ทันทีร้อยละ 99.3 หาก สงสัยว่าอาจได้รับเชื้อโรค จะแจ้งรายละเอียดต่าง ๆ กับบุคลากรทางการแพทย์ผู้ทำการดูแลรักษาร้อย ละ 99.7 หากไม่มีอาการเจ็บป่วยใด ๆ สามารถออกไปสถานที่ต่าง ๆ ได้ เนื่องจากไม่มีการติดเชื้อและไม่สามารถ แพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้พบมากถึงร้อยละ 77.1 5. ทักษะการจัดการตนเองเกี่ยวกับการป้องกันการระบาดของโรค ติดเชื้อโควิด-19 พบว่า ประชาชน ทั้งหมดมีการกำหนดเป้าหมาย วางแผน ทำตามแผน และทบทวนแผนการ ดูแลสุขภาพของตนเองเพื่อป้องกันการ ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 6. ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ เกี่ยวกับการป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 พบว่า ประชาชนส่วน ใหญ่ร้อยละ 62.4 หลงเชื่อและ จะปฏิบัติตามข่าวปลอมที่ได้รับ ผลจากการศึกษาครั้งนี้พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จำเป็นต้องได้รับการ พัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการล้างมืออย่างถูกวิธี การไอและการจามที่ถูกวิธี การสวมใส่ หน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธี ซึ่งต้อง ร่วมกันรณรงค์ให้ประชาชนรับทราบถึงขั้นตอน และหลักการปฏิบัติอย่าง ละเอียดและถูกต้อง โดยใช้ภาษาและการ สื่อสารที่เข้าใจและจดจำได้ง่าย รวมไปถึงการสร้างความรู้และความ เข้าใจเกี่ยวกับช่องทางการแพร่ กระจายของ เชื้อโควิด-19 เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองไม่ให้สัมผัส เชื้อดังกล่าว อีกทั้งประชาชนส่วนใหญ่คิดว่า หาก ไม่มีอาการเจ็บป่วยใด ๆ สามารถออกไปสถานที่ต่าง ๆ ได้ ซึ่งต้องเน้นย้ำและสร้างความตระหนักให้ประชาชน งด ออกจากบ้านในช่วงที่มีการแพร่ระบาดถึงแม้ว่าจะไม่มี อาการเจ็บป่วยก็ตาม นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ยัง หลงเชื่อข้อมูลและข่าวปลอมที่ได้รับการส่งต่อในโลก หรือสื่อสังคมออนไลน์ ดังนั้น จึงต้องเร่งเสริมสร้างให้ประชาชนรู้เท่าทันข่าวปลอม และสามารถเลือกใช้ข้อมูล ที่น่าเชื่อถือไปใช้ในการป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อ โควิด-19 ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป ในช่วง ที่โควิด – 19 ระบาด ทำให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้ จำเป็นและจำยอมเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต มาตรการป้องกันตัวเองหลายอย่างทั้งการใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า การล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือ ใช้เจลล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ การหลีกเลี่ยงเข้าไปในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น การรักษาระยะห่างจาก ผู้อื่น การมีสุขอนามัยที่ดีในการดูแลสุขภาพตนเองและความรับผิดชอบต่อสังคมในการกักตัวเองที่บ้านตาม คำแนะนำ ของกระทรวงสาธารณสุขนำไปสู่ผลลัพธ์อันน่ายินดี ที่ทำให้อัตราป่วยรายใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ฮูดา แวหะยี(2563) ศึกษาเกี่ยวกับการรับรู้ความรุนแรงและพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโค โรน่า 2019 (โควิด-19) ของวัยรุ่นในเขตตำบลสะเตงนอก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ผลการศึกษาพบว่า วัยรุ่น ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 75.5 ศาสนาอิสลามร้อยละ 78.5 อาชีพรับจ้างร้อยละ 29.1 รองลงมาเป็น นักศึกษา 27.2 อาศัยอยู่กับพ่อแม่ร้อยละ 42.7 กิจกรรมนอกบ้านที่ปฏิบัติเป็นประจำ ใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่กินข้าวนอกบ้านร้อยละ 45.9 รองลงมาเรียนพบปะเพื่อนฝูงร้อยละ 32.8 ปัจจุบันกิจกรรมที่ทำส่วน ใหญ่อยู่บ้านลดเชื้อ ร้อยละ 68.2 รองลงมา ออกไปทำงาน 26.7 วัยรุ่นมีระดับการรับรู้ความรุนแรงของโรคโค วิด-19 อยู่ในระดับมากร้อยละ 87.1 ความถี่ในการปฏิบัติเกี่ยวกับพฤติกรรมในการป้องกันโรคโควิด-19 อยู่
ระดับมากร้อยละ 91.4 การรับรู้ความรุนแรงของโรคมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันของโรค อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นภชา สิงห์วีรธรรม วัชรพล วิวรรศน์ เถาว์พันธ์ กิตติพร เนาว์สุวรรณ เฉลิมชัย เพาะบุญ และสุทธิศักดิ สุริรักษ์(2563) ศึกษาเกี่ยวกับการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของทันตาภิบาล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ผลการศึกษา พบว่าการรับรู้โอกาสเสี่ยงจากการปฏิบัติงานและ การรับรู้ความรุนแรงของโรค COVID-19 อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนการรับรู้ของหน่วยงานต่อการดำเนินงาน ควบคุมโรคอยู่ในระดับมาก สำหรับทันตาภิบาลที่มีสถานทีทำงานต่างกันมีการรับรู้ของหน่วยงานต่อการ ดำเนินงานควบคุมโรค COVID-19 แตกต่างกัน ในขณะที่ทันตาภิบาลมีประสบการณ์การทำงานด้านทันต สาธารณสุขต่างกันมีการรับรู้ความรุนแรงของโรค COVID-19 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05 ตามลำดับ นอกจากนี้สถานที่ทำงานของทันตาภิบาลมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกัน โรค COVID-19 ในประเด็นการรับประทานอาหารที่เพิ่งปรุงสุกใหม่ๆ ด้วยความร้อน (X2 = 4.985, p-value = 0.026) และการหลีกเลี่ยงเข้าสถานที่ที่มีบุคคลพลุกพล่านหรือแออัด (X2 = 6.538, p-value= 0.011) อย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 รวมทั้งการรับรู้มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำมากกับพฤติกรรมการ ป้องกันโรค COVID-19 ของทันตาภิบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ดังนั้นควรมีการเตรียมความ พร้อมและความรู้ให้กับทันตาภิบาลในทุกหน่วยงาน เกี่ยวกับการป้องกันตัวเองสำหรับการป้องกันโรคติดเชื้อ จากการปฏิบัติงานประจำ ศุภัคชญา ภวังคะรัต สมภพ อาจชนะศึก และปิยะณัฐ นามชู(2563) ศึกษาพฤติกรรมการป้องกัน ตนเองในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในพื้นที่ช่วงที่มีนโยบายปิดเมือง และช่วงมาตรการผ่อน ปรน และเพื่อศึกษา บทบาทของ อสม. และการจัดการของชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของ อสม. ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และ ควบคุมโรคโควิด 19 ในชุมชน เป็นวิธีการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method Research) คือ มี การ วิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ผู้วิจัยได้ทำ การเก็บข้อมูลรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถากลุ่มผู้นำอสม. จำนวน 625 คน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ใน พื้นที่ที่ปฏิบัติงานร่วมกับ อสม. จำนวน 595 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน โดยวัดพฤติกรรมการป้องกันตนเองของ อสม. และประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค โควิด 19 ในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดภายในประเทศ ช่วงที่มีนโยบายปิดเมือง และช่วงมาตรการผ่อนปรน และ การเปรียบเทียบบทบาทของ อสม. การจัดการของชุมชนโดยการมีส่วน ร่วมของ อสม. ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน โรคและควบคุมโรคโควิด 19 ในชุมชน ระหว่างความคิดเห็นของอสม. และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ใช้สถิติเชิง อนุมาน ได้แก่ การทดสอบโดยใช้ Paired Sample t-test และ Independent t-test โดยกำหนดระดับ นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่าง อสม. ส่วนใหญ่มีตำแหน่งเป็นประธานชมรม อสม. ระดับ หมู่บ้าน ร้อยละ 75.36 เป็นเพศหญิง ร้อยละ 89.92 มีอายุ 51-60 ปี ร้อยละ 45.76 อยู่ในภาคกลาง ร้อยละ 39.68 มี อสม. ในหมู่บ้านเฉลี่ย 24.77 คน และมีการศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษา ร้อยละ 45.28 และพบว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขส่วนใหญ่ ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ร้อยละ 78.32 เป็นเพศหญิง ร้อยละ 59.83 มีอายุ 41-50 ปี ร้อยละ 38.82 อยู่ในภาคกลาง ร้อยละ 38.82 มีอสม. ในพื้นที่เฉลี่ย 110.06 คน และมีการศึกษาอยู่ในระดับ ปริญญาตรีขึ้นไป ร้อยละ 87.90 จากความ คิดเห็นของ อสม. และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข พบว่า ส่วนใหญ่ อสม. และประชาชนในชุมชน มีพฤติกรรมการป้องกันตนเอง คือ มีการสวมหน้ากากอนามัย กินร้อน ช้อนส่วนตัว ล้างมือ รักษา ระยะห่างทางสังคม และหลีกเลี่ยงไม่ไปในที่ชุมชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทั้ง ในช่วงที่มีนโยบายปิดเมือง และช่วงมาตรการผ่อนปรน อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 97.76 และร้อยละ
97.98 ตามลำดับ ในขณะเดียวกันบทบาทของ อสม. และการจัดการของชุมชน โดยการมีส่วนร่วมของอสม. ใน การเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคโควิด 19 ในชุมชน อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 93.60 และ ร้อยละ 96.13 ตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการป้องกันตนเองช่วงสถานการณ์การแพร่ ระบาดของโรคโควิด 19 ในพื้นที่ ระหว่างช่วงที่มีนโยบายปิดเมืองและช่วงมาตรการผ่อนปรน พบว่า พฤติกรรมการป้องกันตนเองทั้ง ของ อสม. และประชาชนในช่วงที่มีนโยบายปิดเมือง และช่วงมาตรการ ผ่อนปรน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 กล่าวคือ ทั้ง 2 กลุ่มมีพฤติกรรมการ ป้องกันตนเองช่วงที่มีนโยบายปิดเมืองดีกว่าช่วง มาตรการผ่อนปรน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกินร้อน ช้อนส่วนตัว ล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย รักษาระยะห่าง ทางสังคม และหลีกเลี่ยงไม่ไปในที่ชุมชนนั้น แสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติตามมาตรการการเฝ้าระวัง และป้องกัน โรคที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดการระบาดระลอกใหม่ภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ผล การศึกษาความคิดเห็นจาก อสม. และเจ้าหน้าที่สาธรณสุข พบว่า บทบาทของ อสม. และการจัดการของ ชุมชน โดยการมีส่วนร่วม ของ อสม. ในการเฝ้าระวัง ป้องกันโรคและควบคุมโรคโควิด 19 ในชุมชน ตาม มาตรการการค้นหากลุ่ม เสี่ยง การจัดการกลุ่มเสี่ยงที่เข้ามาในพื้นที่ การตื่นตระหนกในพื้นที่ และความร่วมมือ ของประชาชนใน พื้นที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แต่อย่างไรก็ตามทั้งความคิดเห็น ของ อสม. และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้ผลสรุปเกี่ยวกับบทบาทของ อสม. ในการเฝ้าระวัง ป้องกันโรคและ ควบคุม โรคโควิด 19 ในชุมชน และการจัดการของชุมชน โดยการมีส่วนร่วมของ อสม. อยู่ในระดับสูง แสดงให้ เห็นถึงความพร้อมของ อสม. ในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 พร้อมทั้งมีส่วนร่วมใน กระบวนการจัดการปัญหาของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ กำธร มาลาธรรม และพรทิพย์ มาลาธรรม (2563) ได้ศึกษาสิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของ ประเทศไทยกรณีการระบาดของโควิด -19 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปและแบ่งปันประสบการณ์ว่าประเทศ ไทย จัดการและควบคุมการระบาดของโรคโคโรนาไวรัส 2019 (COVID-19) ได้อย่างไร ผลการศึกษาพบว่า ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์สุขภาพทำให้เราสามารถทราบกลุ่มอาการและสาเหตุของโรคได้อย่างรวดเร็ว ความสามารถในการแพร่เชื้อไวรัสก่อนที่จะเกิดอาการทำให้การควบคุมเป็นเรื่องยาก อย่างไรก็ตามแนวทาง ปฏิบัติในการป้องกันเบื้องต้น เช่น การรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) การสวมหน้ากาก อนามัย การล้างมือ การตรวจคัดกรองโรค และการแยกผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นสามารถชะลอการแพร่ระบาดใน หลาย ประเทศรวมทั้งประเทศไทย กรณีของประเทศไทยได้ใช้มาตรการป้องกันที่จำเป็นอย่างเข้มข้นตั้งแต่ ช่วงแรกของการแพร่ระบาดโดยมีผู้นำรัฐบาล โครงสร้างพื้นฐานของระบบสุขภาพ มีการมีส่วนร่วม และการ ทำงาน ร่วมกันของประชาชนที่แข็งแกร่งของทุกภาคส่วนในประเทศ แม้ว่าจะมีการระบาดที่น่าเป็นห่วง แต่ใน ที่สุด ประเทศไทยก็ประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดภายในเวลาไม่กี่เดือน โดยการให้ คำแนะนำแก่ ประชาชนที่ถูกต้อง การปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม การบริจาคและพัฒนานวัตกรรม สุขภาพโดยความ ร่วมมือของทุกภาคส่วนในช่วงเวลาวิกฤต สุดท้ายเราควรตื่นตัวและพร้อมที่จะใช้มาตรการ ป้องกันอย่างเข้มข้น ต่อการแพร่ระบาดระลอกใหม่อย่างทันท่วงทีเพราะมีแนวโน้มว่าการระบาดครั้งนี้จะไม่ สิ้นสุดในเร็วๆ นี้ Qing Miao และคณะ (2563) ได้ศึกษาการตอบสนองต่อ COVID-19 กรณีศึกษาอาสาสมัครใน ชุมชน ของประเทศจีน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทที่สำคัญของอาสาสมัครชุมชนและการปรับตัว ในช่วง วิกฤต ผู้ศึกษาได้วิเคราะห์กิจกรรมการให้บริการส่วนบุคคลและการทำงานร่วมกันโดยอาศัยข้อมูลจาก อาสาสมัคร COVID-19 จำนวน 85,699 คน ที่รวบรวมผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงการสำรวจจากตัวอย่าง อาสาสมัคร COVID-19 จำนวน 2,270 คน โดยใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลและการสัมภาษณ์ 14 ผู้นำชุมชนที่ รับผิดชอบในการประสานงานกิจกรรมบริการ ผลการศึกษาพบว่า การร่วมมือกันระหว่างประชาชนในพื้นที่
ภาค ประชาสังคมรวมถึงกลุ่มชุมชนและหน่วยงานภาครัฐในระดับภูมิภาคในการเชื่อมประสานการบริการ สาธารณะ บทบาทสำคัญของอาสาสมัครในพื้นที่ที่มีประสบการณ์ และการทำงานร่วมกันระหว่างอาสาสมัคร และ หน่วยงานรัฐที่มีอย่างต่อเนื่องยาวนาน การศึกษาบ่งชี้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับบทบาทของจิตอาสาและการมี ส่วน ร่วมในการตอบสนองของอาสาสมัครของจีนต่อการระบาดใหญ่ การศึกษานี้สามารถช่วยสนับสนุนการ ตอบสนองต่อ COVID-19 และวิกฤตในอนาคตโดยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยีอย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง (descriptive cross-sectional research) ใช้ รูปแบบการศึกษาสหสัมพันธ์ (correlation study) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรในการศึกษาครั้งนี้เป็นประชาชนที่อาศัยและมีภูมิลำเนาในอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จากข้อมูลประชากรกลางปี ณ เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2563 พบว่ามีจำนวน 121,961 คน (กลุ่มงานพัฒนา ยุทธศาสตร์สาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี, 2563) กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป มีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ในอำเภออู่ทอง จังหวัด สุพรรณบุรี ไม่มีภาวะผิดปกติด้านสุขภาพจิต สามารถพูดอ่านหรือฟังภาษาไทยเข้าใจ และมีความยินดีให้ข้อมูล การวิจัยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (convenient sampling) และวิธีการแบบลูกโซ่ (snowball sampling technique) คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างใช้โปรแกรม G*power (Faul, Erdfelder, Lang, & Buchner, 2007) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ .05 อำนาจทดสอบ (Power of test) ที่ .80 และค่าขนาด อิทธิพล (effect size) เท่ากับ .15 ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 343 คน และเพิ่มกลุ่มตัวอย่างเพื่อทดแทนข้อมูลที่ อาจจะมีการสูญหาย (missing data) ร้อยละ 30 ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 445 คน เครื่องมือในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม (Questionnaires) 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ เฉลี่ยต่อเดือน และการมีผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ในครอบครัว ส่วนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัส โควิด-19 ซึ่งพัฒนาโดย Zhong และคณะ (2020) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) ของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.76 แบบสอบถามถูกแปลเป็นภาษาไทยโดยผู้วิจัย หลังจากนั้นได้ทำการแปลย้อนกลับ (back-translation) โดยเป็นผู้ที่สามารถใช้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ได้เป็นอย่างดี (bilingual person) จำนวน 2 ท่าน แบบสอบถามแบ่งเป็น 3 ด้าน จำนวน 16 ข้อ ประกอบด้วย 1) ด้านความรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อโควิด19 จำนวน 12 ข้อคำตอบเป็นแบบเลือกตอบ ถูก ผิด และไม่ทราบ คำตอบที่ถูกต้องให้ 1 คะแนน คำตอบที่ผิด และคำตอบว่า ไม่ทราบให้ 0 คะแนน โดยมีเกณฑ์จำแนกระดับของคะแนนเฉลี่ย ออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้ (Zhong et al., 2020) คะแนนเฉลี่ย 0.00-4.00 หมายถึง ระดับน้อย คะแนนเฉลี่ย 4.01-8.00 หมายถึง ระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 8.01-12.00 หมายถึง ระดับมาก 2) ด้านทัศนคติเกี่ยวกับโรคติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 2 ข้อ แบบสอบถามให้ตอบเห็นด้วย ให้ 1 คะแนน ไม่เห็นด้วย และไม่แน่ใจ ให้ 0 คะแนน โดยมีเกณฑ์การจำแนกระดับของคะแนนเฉลี่ย ออกเป็น 2 ระดับ ดังนี้ (Zhong et al., 2020)
คะแนนเฉลี่ย 0.00-1.00 หมายถึง ทัศนคติไม่ดี คะแนนเฉลี่ย 1.01-2.00 หมายถึง ทัศนคติดี 3) ด้านพฤติกรรมในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มี2 ข้อ คำตอบเป็น แบบเลือกตอบ คือ ถ้าปฏิบัติ ให้ 1 คะแนน ไม่ปฏิบัติให้ 0 คะแนน โดยมีเกณฑ์การจำแนกระดับของคะแนน เฉลี่ย ออกเป็น 2 ระดับ ดังนี้ (Zhong et al., 2020) คะแนนเฉลี่ย 0.00-1.00 หมายถึง พฤติกรรมไม่ดี คะแนนเฉลี่ย 1.01-2.00 หมายถึง พฤติกรรมดี การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวิจัย ตรวจสอบความตรงของเนื้อหา (content validity) ของแบบสอบถามโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน หลังจากนั้นผู้วิจัยได้นำแบบสอบถามที่ผ่านการปรับปรุงแล้ว ไปทดลองใช้กับประชาชนในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน ทดสอบหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาค รอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.81 การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ผู้วิจัยเลือกผู้ช่วยวิจัยมาจากแกนนำ อสม. อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ทำงานติดต่อ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 3 คน มาเป็นผู้ช่วยเก็บข้อมูล โดยมี การให้ความรู้ และทำความเข้าใจเครื่องมือรวมทั้งวิธีการเก็บข้อมูลแบบออนไลน์ 2. ผู้วิจัยได้ชี้แจงวัตถุประสงค์ของการวิจัย สิทธิ์ในการตอบรับหรือปฏิเสธการเข้าร่วมวิจัยใน ครั้งนี้ โดยยึดหลักการพิทักษ์สิทธิ์ของผู้เข้าร่วมวิจัย รวมทั้งแนวทางในการเก็บข้อมูลกับประชาชนในทุกตำบล ของอำเภออู่ทองจังหวัด สุพรรณบุรี โดยการให้แกนนำของกลุ่ม อสม. ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างได้ตอบแบบสอบถาม ออนไลน์ ผ่านการใช้ Google form โดยให้ดาวน์โหลดแบบสอบถามออนไลน์ด้วย QR code ใช้เวลาในการ ตอบแบบสอบถามประมาณ 10-15 นาที 3. เมื่อตอบแบบสอบถามเสร็จแล้วได้ให้แกนนำของกลุ่ม อสม. อำเภออู่ทอง จังหวัด สุพรรณบุรี ที่เก็บข้อมูลกลุ่มแรกเปรียบเสมือนกลุ่มตั้งต้นช่วยแนะนำเพื่อนหรือคนที่รู้จักที่มีคุณสมบัติตาม เกณฑ์การศึกษาอย่างน้อย 3 คนต่อไปอย่างเป็นแบบลูกโซ่ ซึ่งข้อดีของวิธีการแบบลูกโซ่นี้คือ ได้กลุ่มตัวอย่างที่ มีลักษณะตรงตามที่ต้องการในช่วงสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีข้อจำกัดในเรื่องการรักษา ระยะห่างทางกายภาพ แล้วจึงให้กลุ่มตัวอย่างตั้งต้นส่งต่อ QR Code แบบสอบถามออนไลน์ให้ประชาชนกลุ่ม ที่ 2 ทำแบบสอบถามด้วยตนเองใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที 4. หลังจากทำแบบสอบถามเสร็จให้ช่วยแนะนำเพื่อนหรือคนที่รู้จักที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ การศึกษาต่อไปอีกอย่างต่อเนื่อง ถ้าเกิดกรณีมีการแนะนำอ้างอิงไปยังบุคคลเดิมที่ทำแบบสอบถามแล้วก็ต้อง ยุติบุคคลนั้นและเก็บข้อมูลกลุ่มบุคคลอื่นต่อไป 5. ภายหลังส่งแบบสอบถามออนไลน์ ผู้วิจัยดำเนินการตรวจสอบจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม และความสมบูรณ์ของแบบสอบถามในทุก ๆ วัน ซึ่งจากการเก็บข้อมูลออนไลน์ผู้วิจัยใช้เวลา 2 สัปดาห์ ได้ ข้อมูล 470 ชุด จึงยุติการรับแบบสอบถามและแสดงความขอบคุณ ไปยังตัวแทน อสม. โดยใช้ผ่าน แอพพลิเคชั่นไลน์ (Line Application) เช่นเดิม จากการตรวจสอบพบว่าแบบสอบถามออนไลน์ ที่ได้รับคืนมา จำนวน 470 ชุด มีความสมบูรณ์จำนวน 445 ฉบับ และมีอำนาจทดสอบหลังการวิจัย (post-hoc achieved power) เท่ากับ 0.89 หลังจากนั้นผู้วิจัยจึงนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ทางสถิติต่อไป
การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ โดยการหาค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อตอบคำถามการวิจัย วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นและตัว แปรตามโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (the Pearson’s product-moment correlation coefficient) โดยกำหนดค่าระดับความสัมพันธ์จากค่า r (Wiersma & Jurs, 2009) ประกอบด้วย ค่า r ตั้งแต่ 0.01-0.20 มีความสัมพันธ์ระดับต่ำมาก ค่า r ตั้งแต่ 0.21-0.40 มีความสัมพันธ์ระดับต่ำ ค่า r ตั้งแต่ 0.41 -0.60 มีความสัมพันธ์ระดับปานกลาง ค่า r ตั้งแต่ 0.61 -0.80 มีความสัมพันธ์ระดับสูง ค่า r มากกว่า 0.80 มีความสัมพันธ์ระดับสูงมาก ในการศึกษานี้ผู้วิจัยได้กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p<.05) ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบ ข้อตกลงเบื้องต้นการแจกแจงเป็นโค้งปกติของข้อมูลด้วย Normal Probability Plot พบว่าค่าเฉลี่ยของข้อมูล ส่วนใหญ่จะอยู่รอบ ๆ จึง สรุปได้ว่า ข้อมูลมีการแจกแจงแบบปกติ(Hair, Black, Babin, & Anderson, 2010) การพิทักษ์สิทธิกลุ่มตัวอย่าง งานวิจัยนี้ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ วิทยาลัย พยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี เอกสารรับรองหมายเลข CE-046/2563 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 ผู้วิจัยมีการใช้รหัสของข้อมูลแทนการระบุตัวตน รวมถึงในส่วนของการตอบแบบสอบถาม หากอาสาสมัครวิจัย รู้สึกไม่สบายใจในการให้ข้อมูลหรือตอบแบบสอบถาม สามารถขอถอนตัวออกจากการวิจัยได้เสมอ
บทที่ 4 ผลการวิจัย 1. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีจำนวน 445 คน เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชายเกือบ 10 เท่า ร้อยละ 50 มีอายุอยู่ในช่วง 30-49 ปี และมีช่วงอายุ 50-59 ปี ร้อยละ 24 ร้อยละ 54 แต่งงานแล้ว จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ร้อยละ14.6 และระดับปริญญาตรีร้อยละ 46.1 กลุ่มตัวอย่างส่วน ใหญ่เป็นข้าราชการ ร้อยละ 27.4 รายได้ต่อเดือนส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 5,001-10,000 บาท ประมาณร้อยละ 30 ร้อยละ 28.5 มีสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้สูงอายุและมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ดังแสดงใน ตารางที่ 1 ตารางที่ 1 แสดงลักษณะข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง (n=445) ตัวแปร จำนวน(ร้อยละ) จำนวนทั้งหมด 445(100.0) เพศ ชาย 46(10.3) หญิง 399(89.7) อายุ(ปี) 18-29 76(17.1) 30-49 223(50.1) 50-59 105(23.6) ≥ 60 41(9.2) สถานภาพสมรส โสด 168(37.8) สมรส 241(54.2) อื่น ๆ (หม้าย หย่า แยก) 36(8.1) การศึกษา ประถมศึกษา 57(12.8) มัธยมต้น 28(6.3) มัธยมปลาย 65(14.6) อาชีวะศึกษา 19(4.3) ประกาศนียบัตร 28(6.3) ปริญญาตรี 205(46.1) ปริญญาโทและสูงกว่า 43(9.7) อาชีพ ข้าราชการ 122(27.4) รัฐวิสาหกิจ 8(1.8)
ตัวแปร จำนวน(ร้อยละ) ค้าขาย 76(17.1) เกษตรกร 33(7.4) รับจ้าง 88(19.8) นักศึกษา 40(9.0) อื่น ๆ (ขับรถเมล์ พนักงานขาย ผู้รับเหมา) 78(17.5) รายได้ต่อเดือน (บาท) < 5,000 75(16.9) 5,001-10,000 133(29.9) 10,001-20,000 79(17.8) 20,001-30,000 67(15.1) > 30,001 91(20.4) การมีบุคคลกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด -19 ในครอบครัว ไม่ใช่ 235(52.8) ใช่ 210(47.2) เด็กอายุน้อยกว่า 7 ปี 35(7.9) ผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี 127(28.5) ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 48(10.8) 2. ระดับความรู้ ทัศนคติเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสโควิด-19และพฤติกรรมในการป้องกันตนเองจาก การติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของประชาชนในเขตอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อโควิด-19 อยู่ในระดับมาก (mean=9.44, SD=1.34) โดย กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 93.5 มีความรู้เกี่ยวกับอาการแสดงที่สำคัญของการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้แก่ ไข้ อ่อนเพลีย ไอแห้ง ปวดเมื่อยตามตัว และมากกว่าครึ่งของกลุ่มตัวอย่าง (ร้อยละ 54.2) ทราบว่า อาการคัดจมูก น้ำมูกไหลและจาม เป็นอาการที่พบได้น้อยในผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งอาการเหล่านี้แตกต่างจากไข้หวัด นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 98.7 ทราบว่าในการที่จะป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น แต่ละบุคคล ควรจะหลีกเลี่ยงการออกไปอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก เช่น ตลาดนัดและควรหลีกเลี่ยงการใช้บริการรถ สาธารณะ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 97.3 ทราบว่า เชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถแพร่กระจายทางละอองฝอยเข้าสู่ ทางเดินหายใจจากผู้ที่ติดเชื้อได้ และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 99.6 ทราบว่าคนที่สัมผัสกับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ควร จะมีการกักตัว 14 วัน ในสถานที่เหมาะสม ในด้านทัศนคติ พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 83.4 มีความมั่นใจว่า ในที่สุดแล้วโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จะสามารถถูกควบคุมได้ และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 80.70 มีความเชื่อมั่น ว่าประเทศไทยจะสามารถเอาชนะโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ ในภาพรวมกลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับ การติดเชื้อไวรัสโควิด-19 (mean=1.97, SD=0.19) นอกจากนี้ ในด้านพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการติด เชื้อไวรัสโควิด-19 กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 24 ระบุว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ไปในสถานที่ที่มีบุคคลพลุกพล่านแออัด และ ร้อยละ 99.8 สวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกจากบ้านทุกครั้ง ในภาพรวมกลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการป้องกัน ตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อยู่ในระดับดี(mean=1.27, SD=0.45) ดังแสดงในตารางที่ 2
ตารางที่ 2 คะแนนความรู้ ทัศนคติเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และพฤติกรรมในการป้องกันตนเองจาก การติดเชื้อไวรัสโควิด-19 (n=445) ข้อคำถาม ค่าคะแนน เฉลี่ย การตอบแบบสอบถาม (จำนวน(ร้อยละ)) ความรู้(K) เกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 Mean SD จริง เท็จ ไม่ทราบ K1. อาการแสดงที่สำคัญของการติดเชื้อ โรคโควิด-19 คือ ไข้อ่อนเพลีย ไอแห้ง ปวดเมื่อย ตามตัว 0.93 0.25 416(93.5) 19(4.3) 10(2.2) K2. อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และจาม พบได้น้อยในผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งอาการเหล่านี้ แตกต่างจากโรคไข้หวัด 0.54 0.50 241(54.2) 162(36.4) 42(9.4) K3. ปัจจุบันนี้ยังไม่มีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ แต่การรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจะช่วยให้ ผู้ป่วยฟื้นตัวจากการติดเชื้อได้เร็ว 0.88 0.32 389(87.4) 33(7.4) 23(5.2) K4. ไม่ใช่ทุกคนที่ติดเชื้อโควิด-19 แล้วจะต้องเข้าสู่ระยะรุนแรงของโรคมีเพียงผู้สูงอายุ/ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังและคนอ้วนที่มีโอกาสที่จะมีอาการรุนแรงจากการติดเชื้อ 0.77 0.42 311(69.9) 96(21.6) 38(8.5) K5. การรับประทานและสัมผัสสัตว์ป่า อาจส่งผลให้เกิดการติดเชื่อโควิด-19 0.77 0.42 242(54.4) 104(23.4) 99(22.2) K6. ผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ไม่สามารถจะส่งต่อเชื้อไวรัสให้คนอื่นเมื่อไม่มีอาการไข้ 0.26 0.44 91(20.4) 331(74.4) 23(5.2) K7. ไวรัสโควิด-19 แพร่ผ่านทางละอองฝอยของทางเดินหายใจจากผู้ที่ติดเชื้อ 0.98 0.13 433(97.3) 8(1.8) 4(0.9) K8. ประชาชนทั่วไปสามารถที่จะสวมหน้ากากทางการแพทย์เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโค วิด-19 ได้ 0.99 0.09 440(98.9) 4(0.9) 1(0.2) K9. สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ตอนต้น ไม่จำเป็นที่ต้องวัดไข้เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด19 0.38 0.48 157(35.3) 276(62 .0) 12(2.7) K10. เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่ละบุคคลควรจะหลีกเลี่ยงการออกไปอยู่ใน สถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก เช่น ตลาดนัดและหลีกเลี่ยงการใช้บริการรถสาธารณะ 0.99 0.08 439(98.7) 3(0.7) 3(0.7) K11. การกักตัวและการรักษาของผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการ ลดการแพร่เชื้อโควิด-19 0.96 0.20 418(93.9) 20(4.5) 7(1.6) K12. คนที่สัมผัสกับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ควรจะมีการกักตัวแยกโรคทันทีในสถานที่ เหมาะสม โดยทั่วไประยะเวลาในการกักตัว คือ 14 วัน 0.99 0.10 443(99.6) 2(0.4) 0(0) คะแนนความรู้ในภาพรวม (mean ± SD) 9.44±1.34 ทัศนคติ(A) เกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 Mean SD จริง เท็จ ไม่ทราบ A1. ในที่สุดแล้วโรคโควิด-19 สามารถถูกควบคุมได้ 0.98 0.14 371(83.4) 9(2.0) 65(14.6) A2. ท่านเชื่อมั่นว่าประเทศไทยสามารถเอาชนะโรคโควิด-19 0.99 0.10 359(80.7) 5(1.1) 81(18.2) คะแนนทัศนคติในภาพรวม (mean ± SD) 1.97±0.19 พฤติกรรม (P) ในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 Mean SD P1. เมื่อเร็ว ๆ นี้ท่านไปในที่มีคนจำนวนมากหรือไม่ 0.28 0.45 107(24.0) 321(72.1) 17(3.8) P2. เมื่อเร็ว ๆ นี้ท่านสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออกจากบ้านหรือไม่ 0.99 0.10 444(99.8) 1(0.2) 0(0) คะแนนพฤติกรรมในภาพรวม (mean ± SD) 1.27±0.45 SD=Standard Deviation 3. ความสัมพันธ์ระหว่างระดับการศึกษา ความรู้ ทัศนคติ กับการปฏิบัติตัวเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 ของประชาชนในเขตอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ผลการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (the Pearson’s product-moment correlation coefficient) พบว่า ระดับการศึกษา ความรู้ และทัศนคติเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มีความสัมพันธ์ ทางบวกกับพฤติกรรมในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของประชาชนในเขตอำเภออู่ทอง
จังหวัดสุพรรณบุรีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r=0.10; r=0.18; r=0.16 ตามลำดับ) ดังแสดงใน ตารางที่ 3 ตารางที่ 3 สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างระดับการศึกษา ความรู้ ทัศนคติ กับการปฏิบัติตัวเกี่ยวกับโรคติด เชื้อไวรัสโควิด-19 ของประชาชนในเขตอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี (n=445) ปัจจัย r p-value ระดับการศึกษา 0.10 0.05* ความรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 0.18 0.05* ทัศนคติเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 0.16 0.05* *p<0.05
บทที่ 5 การอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ จากผลการศึกษาพบว่า ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสวิด-19 มีคะแนนเฉลี่ย 9.44 ซึ่งอยู่ในระดับมาก อาจเป็นผลมาจากการให้ข้อมูลข่าวสารจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ที่ได้ให้ข้อมูลข่าวสารในทุกช่องทาง รวมถึงข้อมูลข่าวสารในชุมชน จาก อสม. ผู้นำชุมชน หรือนโยบาย ระดับชาติจากกระทรวงสาธารณสุข และร้อยละ 46.1 มีการศึกษาระดับปริญญาตรี และประกอบอาชีพรับ ราชการร้อยละ 27.4 ซึ่งผลการศึกษานี้สอดคล้องกับการศึกษาความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติเกี่ยวกับการ ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของประชาชนในประเทศมาเลเซีย (Azlan, Hamzah, Sern, Ayub, & Mohamad, 2020) ที่พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โรคอยู่ในระดับสูง โดยตอบ คำถามได้ถูกต้องร้อยละ 80.5 และเมื่อพิจารณาในรายข้อ พบว่า ข้อที่มีคะแนนเฉลี่ยน้อย ได้แก่ ผู้ที่ติดเชื้อโค วิด-19 ไม่สามารถจะส่งต่อเชื้อไวรัสให้คนอื่นเมื่อไม่มีอาการไข้(mean=0.26) สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ตอนต้น ไม่จำเป็นที่ต้องวัดไข้เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 (mean=0.38) และอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และ จาม พบได้น้อยในผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งอาการเหล่านี้แตกต่างจากโรคไข้หวัด (mean=0.54) ซึ่งในข้อเหล่านี้ หากประชาชนยังไม่ทราบ อาจมีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และก่อให้เกิดการแพร่ ระบาดได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นในการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนจึงควรเน้นย้ำในประเด็นเหล่านี้ให้มากขึ้น ในด้านทัศนคติ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษานี้ร้อยละ 83 มั่นใจว่าในที่สุดแล้วโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จะถูกควบคุมได้ และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 80.7 เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถเอาชนะโรคติดเชื้อไวรัสโค วิด-19 ได้ในที่สุด อาจเป็นเพราะ ศบค. ได้ให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนครอบคลุมทุกด้านในทุกวัน และได้ เน้นย้ำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อการทำงานของรัฐที่พยายามควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึง ทำให้ประชาชนมีทัศนคติทางบวกต่อการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งผลการศึกษานี้สอดคล้อง กับการศึกษาการสำรวจความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประชาชน ชาวจีนในช่วงการระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 (Zhong et al., 2020) ที่พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 97.1 เชื่อมั่นว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนจะสามารถเอาชนะและต่อสู้กับโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ในที่สุด ด้านพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา ร้อยละ 99.8 ได้สวม หน้ากากอนามัยเมื่อออกจากบ้านทุกครั้ง อาจเป็นเพราะพฤติกรรมในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโค วิด-19 นี้ได้มีการรณรงค์ในทุกประเทศทั่วโลกซึ่งนับว่าเป็นพฤติกรรม New Normal หรือพฤติกรรมใหม่ของ ประชาชนที่มีการดำเนินชีวิตในรูปแบบที่เปลี่ยนไป ซึ่งประชาชนได้ปฏิบัติให้เป็นนิสัย จึงทำให้คะแนนเฉลี่ย ของความรู้อยู่ในระดับมาก รวมทั้งมีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19และมีพฤติกรรมที่ดีในการ ป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Zhong และคณะที่พบว่า ประชาชนชาวจีนมีการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มตัวอย่าง เกือบร้อยละ 98 ได้สวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกจากบ้านทุกครั้งในช่วงการระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ใน สาธารณรัฐประชาชนจีน (Zhong et al., 2020) ส่วนผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์พบว่า ระดับการศึกษา ความรู้ และทัศนคติเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัส โควิด-19 มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 (r=0.10; r=0.18; r=0.16 ตามลำดับ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่า ประชาชนที่มีการศึกษาดี ความรู้ เกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระดับมาก และทัศนคติที่ดีต่อโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จะมีพฤติกรรมในการ ป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มากขึ้นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ Hussein และคณะ
(2020) ที่พบว่าระดับการศึกษา ความรู้ และทัศนคติมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันการติด เชื้อไวรัสโควิด-19 ของชาวอิรัก และผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ และทัศนคติเกี่ยวกับการติดเชื้อ ไวรัสโควิด-19 กับพฤติกรรมในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของประชาชนชาวจีน (Zhong et al., 2020) ที่พบว่า ระดับการศึกษา ความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มีความสัมพันธ์ ทางบวกกับพฤติกรรมในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และการศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศซาอุดิอาระเบีย พบว่า ความรู้ และ ทัศนคติมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของประชาชนชาว ซาอุดิอาระเบีย (Al-Hanawi et al., 2020) นั่นคือ ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยง สัมพันธ์กันอย่างเป็นขั้นตอน โดยความรู้ที่ดี และทัศนคติเชิงบวกของบุคคลย่อมนำไปสู่พฤติกรรมและการ ปฏิบัติที่ดีได้ในที่สุด (Bloom, 1964) ข้อจำกัดของการศึกษานี้คือ การเก็บข้อมูลโดยใช้การสำรวจแบบออนไลน์ เนื่องจากสถานการณ์การ ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเขตอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จึงทำให้ผู้วิจัยไม่สามารถเก็บข้อมูลกับ กลุ่มตัวอย่างได้โดยตรง ซึ่งกลุ่มคนที่ตอบแบบสอบถามการวิจัยผ่านแอพพลิชั่นไลน์อาจไม่เป็นตัวแทนของ ประชาชนทุกกลุ่มได้ ทำให้กลุ่มตัวอย่างไม่กระจาย ส่งผลให้คำตอบมีความเบี่ยงเบนได้ ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สถานบริการทางสาธารณสุขควรให้ความสำคัญกับการ ให้ความรู้ในการควบคุมและป้องกันโรค เพื่อให้เกิดความเข้าใจและทัศนคติที่ดี อันจะส่งผลต่อการปฏิบัติตนใน การป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้อย่างครบถ้วนทุกประเด็น ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป ควรทำการศึกษาวิจัยในลักษณะของการวิจัยกึ่งทดลองเพื่อต่อยอดในการประยุกต์ใช้ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในการให้สุขศึกษาแก่ประชาชนเพื่อรณรงค์และป้องกันโรค ต่อไป
เอกสารอ้างอิง กลุ่มงานพัฒนายุทธศาสตร์สาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี. (2563). ข้อมูลประชากรกลาง ปี (มิถุนายน 2563) จำแนกรายอำเภอ. สืบค้นจาก http://www.spo.moph.go.th/web/dplan/images/info2564/popdistric63Ampher.xlsx กรมการแพทย์. (2563). แนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19). (2563). สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2564, จาก โควิด19 กรมการแพทย์ หน้าหลัก (dms.go.th) กรมควบคุมโรค. กระทรวงสาธารณสุข. (2563). คู่มือการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำหรับประชาชน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กรมควบคุมโรค. (2563). โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19). สืบค้นเมื่อ 18 มีนาคม 2563, จาก โรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (moph.go.th) กรมควบคุมโรค. กระทรวงสาธารณสุข. (2563). คู่มือการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำหรับประชาชน. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข 28 มกราคม 2563. (2563). เรื่อง ข้อมูลสำหรับการป้องกันตนเองจาก ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019. สืบค้นเมื่อ 19 มีนาคม 2564, จาก introduction01.pdf (moph.go.th) กรมควบคุมโรค. (2564). แนวทางปฏิบัติเพื่อการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือโควิด 19 สำหรับประชาชนทั่วไปและกลุ่มเสี่ยง. สืบค้นเมื่อ 19 มีนาคม 2564, จาก int_protection_030164.pdf (moph.go.th) เกียรติภูมิ วงศ์รจิต. (2564). กรมสุขภาพจิต จัดกิจกรรมช่วยประชาชนต้านความเครียด เหตุผลกระทบ โควิด-19). สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2564, จาก Hfocus.org เจาะลึกระบบสุขภาพ จงกลณี ตุ้ยเจริญ ณิชกานต์ วงษ์ประกอบ กฤตกร หมั่นสระเกษ และธิดารัตน์ นิ่มกระโทก. (2563). การ รับมือกับไวรัสโคไรนา COVID-19 ในงานสาธารณสุขมูลฐาน. วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัย พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์. 4(3), 1-20. ธานี กล่อมใจ จรรยา แก้วใจบุญ และทักษิกา ชัชวรัตน์. (2563). ความรู้และพฤติกรรมของประชาชนเรื่องการ ป้องกันตนเอง จากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019. วารสารการพยาบาล การ สาธารณสุขและการศึกษา. 21(2), 29-39. นภชา สิงห์วีรธรรม วัชรพล วิวรรศน์ เถาว์พันธ์ กิตติพร เนาว์สุวรรณ เฉลิมชัย เพาะบุญ และสุทธิศักดิสุริ รักษ์. (2563). การรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของทัน ตาภิบาล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข. วารสารสถาบันบำราศนราดูร. 14(2), 104-115. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข. (2563). ราชกิจจาฯ ประกาศ COVID-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย ลำดับที่ 14. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2564, จาก สถานพยาบาลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ku.ac.th) ประกาศราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ที่ 8/2563. (2563). เรื่อง คำแนะนำในการดูแลจิตใจช่วงการ ระบาดของไวรัส Covid-19. สืบค้นเมือ 14 มีนาคม 2564, จาก tmc-covid19-09.pdf ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน. (2563). ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร. สืบค้น เมื่อ 18 มีนาคม 2564, จาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/E/069/T_0001.PDF
พิชัย อิฏฐสกุล. (2564). แนวทางสำหรับจิตแพทย์ในการดูแลผู้ป่วยภายใต้สถานการณ์ระบาดของ COVID-19. สืบค้นเมือ 19 มีนาคม 2564, จาก แพทยสภา - โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) (tmc.or.th) แพทยสภา สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. (2563). รัฐบาลไทยข่าวทำเนียบรัฐบาล-COVID-19 คืออะไร. สืบค้นเมือ 19 มีนาคม 2564, จาก รัฐบาลไทย-ข่าว ทำเนียบรัฐบาล-COVID-19 คืออะไร (thaigov.go.th) มธุรดา สุวรรณโพธิ์. (2564). กรมสุขภาพจิตเผยผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ส่งผลต่อเด็กและเยาวชน. สืบค้นเมือ 19 มีนาคม 2564, จาก กรมสุขภาพจิตเผยผลกระทบของ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ส่งผลต่อเด็กและเยาวชน - PRdmh.com ประชาสัมพันธ์กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ยง ภู่วรวรรณ. (2563). ทัศนคติต่อผู้ป่วย ผลกระทบทางสังคมและจิตใจ. สืบค้นเมือ 18 มีนาคม 2564, จาก COVID-19 Course (ku.ac.th) ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์. (2563). การดำเนินงานสุขภาพจิตภายใต้วิกฤตโควิด 19 ของประเทศไทย, Mental health and the COVID-19 crisis in Thailand. Journal of Mental Health of Thailand 2020;28(4):280-91. สืบค้นเมือ 16 มีนาคม 2564, จาก 242486-ไฟล์บทความ-883206-2-10- 20201225.pdf โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย. (2563). ระดับอาการของผู้ป่วยโควิด-19. สืบค้นเมือ 15 มีนาคม 2564, จาก (chulalongkornhospital.go.th) ศุภกาญจน์ โอภาสรัตนากร มุกดา เดชประพนธ์ และบัวหลวง สำแดงฤทธิ์. (2558). ความเครียด และการ เผชิญความเครียดของผู้ป่วยโรคมะเร็งหลังโพรงจมูก ที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีร่วมกับยาเคมี บำบัด. รามาธิบดีพยาบาลสาร. 21(2), 158-172. ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค. (2563). ข้อมูลสำหรับการป้องกันตนเองจากโรค COVID-19. เอกสารเผยแพร่สำหรับประชาชน. กระทรวงสาธารณสุข. สืบค้นจาก ddc.moph.go.th/viralpneumonia/file/int-pretection 03.pdf. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี. (2563). รายงานการติดเชื้อโคโรน่า 2019. HDC–Dashboard. สืบค้นจาก https://sp.hdc.moph.go.th/hdc/main/index.php. สุรชัย โชคครรชิตไชย. (2563). โควิด-19: การระบาดระลอกใหม่ในประเทศไทยปลายปี 2563. วารสาร สมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย, 10(3), 1-2. สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19). (2564). ศบค. พบติดโควิดวันนี้ (19 มี.ค.) เพิ่มขึ้น 100 ราย เสียชีวิตสะสม 90 ราย. สืบค้นเมื่อ 19 มีนาคม 2564, จาก ศบค. พบติดโควิดวันนี้ (19 มี.ค.) เพิ่มขึ้น 100 ราย เสียชีวิตสะสม 90 ราย (prachachat.net) สุริยา ยอดทอง นันทยา เสนีย์ และจิรานุวัฒน์ ชาญสูงเนิน. (2561). ความเครียดและการเผชิญความเครียด ของนักศึกษาพยาบาลในการขึ้นฝึกปฏิบัติงานบนหอ ผู้ป่วยรายวิชาปฏิบัติหลักการและเทคนิคการ พยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีตรัง. การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครั้งที่ 9 หน้า 761-772). อนุพงศ์ จันทร์จุฬา และ ซัยฟุดดีน ชำนาญ. (2559). ความเครียดและการเผชิญความเครียดของผู้ป่วยชายที่ เข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติด ระยะฟื้นฟูสมรรถภาพโรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา (รายงานการ วิจัย). นนทบุรี:กรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข.
อมร ลีลารัศมี. (2563). เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ COVID-19 จากโรคติดเชื้อไวรัส SARS-CoV-2. สืบค้นเมื่อ 19 มีนาคม 2564, จาก PowerPoint Presentation (tmc.or.th). อวาทิพย์ แว. (2563). COVID-19 กับการเรียนรู้สู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในวันนี้. วารสารสมาคม วิชาชีพสุขศึกษา. 35(1), 24-29. ฮูดา แวหะยี. (2563). ศึกษาเกี่ยวกับการรับรู้ความรุนแรงและพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ของวัยรุ่นในเขตตำบลสะเตงนอก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา. วารสารวิชาการ สาธารณสุขชุมชน. 6(4), 158-168. ภาษาอังกฤษ Al-Hanawi, M. K., Angawi, K., Alshareef, N., Qattan, A. M., Helmy, H. Z., Abudawood, Y., ... & Alsharqi, O. (2020). Knowledge, attitude, and practice toward COVID-19 among the public in the Kingdom of Saudi Arabia: a cross-sectional study. Frontiers in Public Health, 8, 217. doi: 10.3389/fpubh.2020.00217 Azlan, A. A., Hamzah, M. R., Sern, T. J., Ayub, S. H., & Mohamad, E. (2020). Public knowledge, attitudes and practices towards COVID-19: A cross-sectional study in Malaysia. PLOS ONE, 15(5), e0233668. doi: 10.1371/journal.pone.0233668 Bloom, B.S. (1964). Taxonomy of education objective: The classification of educational goals: Handbook II: Affective domain. New York: David Mckay. Department of Disease Control (2020). Coronavirus disease 2019 (COVID-19) news release report. Retrieved from https://ddc.moph.go.th/virapneumonia/eng/news.php. Dong, E., Du, H., & Gardner, L. (2020). An interactive web-based dashboard to track COVID-19 in real time. The Lancet Infectious Diseases, 20(5), 533–534. doi: 10.1016/S1473- 3099(20)30120-1. Faul, F., Erdfelder, E., Lang, A. G., & Buchner, A. (2007). G*Power 3: a flexible statistical power analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. Behavior research methods, 39(2), 175–191. doi.org/10.3758/bf03193146 Hair, F.J., Black, C.W., Babin, J.B., & Anderson, E.R. (2010). Multivariate data analysis (7th ed). New Jersey: Pearson Education. Harkness, A., Behar-Zusman, V., & Safren, S. A. (2020). Understanding the Impact of COVID-19 on Latino Sexual Minority Men in a US HIV Hot Spot. AIDS and Behavior, 24(7), 2017– 2023. doi: 10.1007/s10461-020-02862-w Huang, Y., & Zhao, N. (2020). Generalized anxiety disorder, depressive symptoms and sleep quality during COVID-19 outbreak in China: A web-based cross-sectional survey. Psychiatry Research, 288, 112954. doi: 10.1016/j.psychres.2020. 112954 Hussein, N. R., Naqid, I. A., Jacksi, K., & Abdi, B. A. (2020). Assessment of knowledge, attitudes, and practices toward COVID-19 virus among university students in Kurdistan region, Iraq: Online cross-sectional study. Journal of Family Medicine and Primary Care, 9(9), 4809–4814. doi: 10.4103/jfmpc.jfmpc_870_20.
Li, S., Wang, Y., Xue, J., Zhao, N., & Zhu, T. (2020). The impact of COVID-19 Epidemic declaration on psychological consequences: A study on Active Weibo users. International Journal of Environmental Research and Public Health,17(6), 2032. doi: 10.3390/ijerph17062032. Wiersma, W. & Jurs, S.G. (2009). Research methods in education. Boston, Massachusetts: Pearson. Zhang, M., Zhou, M., Tang, F., Wang, Y., Nie, H., Zhang, L., & You, G. (2020). Knowledge, attitude, and practice regarding COVID-19 among healthcare workers in Henan, China. The Journal of Hospital Infection, 105(2), 183-187. doi: 10.1016/j.jhin.2020.04.012 Zhang, Y., & Ma, Z. F. (2020). Impact of the COVID-19 pandemic on mental health and quality of life among local residents in Liaoning Province, China: A cross-sectional study. International Journal of Environmental Research and Public Health, 17(7), 2381. doi: 10.3390/ijerph17072381 Zhong, B. L., Luo, W., Li, H. M., Zhang, Q. Q., Liu, X. G., Li, W. T., & Li, Y. (2020). Knowledge, attitudes, and practices towards COVID-19 among Chinese residents during the rapid rise period of the COVID-19 outbreak: A quick online cross-sectional survey. International Journal of Biological Sciences, 16(10), 1745–1752. doi: 10.7150/ijbs.45221.
ภาคผนวก
ก. เครื่องมือในการวิจัย
ส่วนที่ 1 : ข้อมูลส่วนบุคคล สำหรับผู้ตอบแบบสอบถาม คำชี้แจง : คำถามต่อไปนี้เป็นการถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน โปรดเลือกข้อมูลที่ตรงกับท่านมาก ที่สุด 1. เพศ ชาย หญิง 2. อายุ น้อยกว่า 18 ปี 18-29 ปี 30-49 ปี 50-59 ปี 60 ปีขึ้นไป 3. สถานภาพสมรส โสด สมรส อื่น ๆ 4. การศึกษา ประถมศึกษา มัธยมต้น มัธยมปลาย ปวช. ปวส. ปริญญาตรี สูงกว่าปริญญาตรี 5. อาชีพ ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ค้าขาย เกษตรกร รับจ้าง นักเรียน/นักศึกษา อื่น ๆ 6. รายได้ต่อเดือน น้อยกว่า 5,000 บาท 5,001-10,000 บาท 10,001-20,000 บาท 20,001-30,000 บาท มากว่า 30,001 บาท 7. ในครอบครัวท่านมีเด็กอายุน้อยกว่า 7 ปี ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือไม่ มีเด็กอายุน้อยกว่า 7 ปี มีผู้สูงอายุ (อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป) มีผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
ส่วนที่ 2 : ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนเกี่ยวกับโรคโควิด-19 แบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนเกี่ยวกับโรคโควิด-19 อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และจาม พบได้น้อยในผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งอาการเหล่านี้แตกต่างจากไข้หวัด ข้อ รายการคำถาม ถูก ผิด ไม่ทราบ ความรู้เกี่ยวกับโรคโควิด-19 1 อาการแสดงที่สำคัญของการติดเชื้อ โรคโควิด-19 คือ ไข้, อ่อนเพลีย , ไอแห้ง, ปวดเมื่อยตามตัว 2 อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และจาม พบได้น้อยในผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งอาการเหล่านี้แตกต่างจากโรคไข้หวัด 3 ปัจจุบันนี้ยังไม่มีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ แต่การรักษาตั้งแต่ระยะ เริ่มแรกจะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวจากการติดเชื้อได้เร็ว 4 ไม่ใช่ทุกคนที่ติดเชื้อโควิด-19 แล้วจะต้องเข้าสู่ระยะรุนแรงของโรค มีเพียงผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยโรคเรื้อรังและคนอ้วนที่มีโอกาสที่จะมีอาการ รุนแรงจากการติดเชื้อ 5 การรับประทานและสัมผัสสัตว์ป่า อาจส่งผลให้เกิดการติดเชื่อโควิด19 6 ผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ไม่สามารถจะส่งต่อเชื้อไวรัสให้คนอื่นเมื่อไม่มี อาการของไข้ 7 ไวรัสโควิด-19 แพร่ผ่านทางละอองฝอยของทางเดินหายใจจาก ผู้ที่ติดเชื้อ 8 ประชาชนทั่วไปสามารถที่จะสวมหน้ากากทางการแพทย์เพื่อป้องกัน การติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ 9 ไม่จำเป็นสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ตอนต้นที่จะต้องวัดไข้ เพื่อป้องกัน การติดเชื้อไวรัสโควิค-19 10 เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่ละบุคคลควรจะหลีกเลี่ยง การออกไปอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก เช่น ตลาดนัดและ หลีกเลี่ยงการใช้บริการรถสาธารณะ 11 การกักตัวและการรักษาของผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 เป็นวิธีการที่มี ประสิทธิภาพในการลดการแพร่เชื้อโควิด-19 12 คนที่สัมผัสกับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ควรจะมีการกักตัวแยกโรคทันทีใน สถานที่เหมาะสม โดยทั่วไประยะเวลาในการกักตัว คือ 14 วัน ทัศนคติเกี่ยวกับโรคโควิด-19 เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ไม่แน่ใจ 13 ในที่สุดแล้วโรคโควิด-19 สามารถถูกควบคุมได้ 14 ท่านเชื่อมั่นว่าประเทศไทยสามารถเอาชนะโรคโควิด-19 การปฏิบัติตนเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ทำ ไม่ทำ ไม่แน่ใจ 15 เมื่อเร็ว ๆ นี้ท่านไปในที่มีคนจำนวนมากหรือไม่ 16 เมื่อเร็ว ๆ นี้ท่านสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออกจากบ้านหรือไม่
ข. เอกสารรับรองโครงการวิจัยจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์
ค. รายนามผู้ทรงคุณวุฒิ