ก
บทที่ ๑ บทนำ ที่มาและความสำคัญ ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติและใช้สื่อสารกันระหว่างคนในชาติ จึงจำเป็นต้องจัดการ เรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ การจัดการเรียนรู้ทักษะด้านการฟัง การดู การพูด การอ่าน และการเขียน ซึ่งแต่ละทักษะจำเป็นต้องฝึกให้นักเรียนเกิดความชำนาญเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และ ติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้ถูกต้องตามอักขรวิธี ปัจจุบันคนไทยใช้ภาษาไทยทั้งในภาษาพูดและภาษา เขียนในการแสวงหาความรู้และประสบการณ์ ส่งเสริมภูมิปัญญา และเป็นหลักฐานในการค้นคว้า บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ภาษาไทย จึงเป็นสมบัติของชาติที่ควรค่าแก่การเรียนรู้(สมพงษ์ ศรีพยาต. ๒๕๕๓ : ๑) ดังที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร-มหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชดำรัสในที่ประชุม ของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงความสำคัญของภาษาไทยไว้ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, กรมวิชาการ. ๒๕๓๙ : ๘) ประเทศไทยนั้นมีภาษาของเราเอง ซึ่งต้องหวงแหน ประเทศใกล้เคียงของเราหลายประเทศมี ภาษาของตนเองแต่ว่าเขาไม่แข็งแรง เขาต้องพยายามหาหนทางที่จะสร้างภาษาของตนเองไว้มั่นคง เราโชคดีที่มีภาษาของตนเองมาแต่โบราณกาล ซึ่งสมควรอย่างยิ่งที่ต้องรักษาไว้ปัญหาเฉพาะด้านใน การรักษาภาษานี้มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางการเขียน คือเขียนให้ถูกต้อง ชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธี หมายความว่าใช้คำมาเขียนให้ถูกต้องชัดเจน ซึ่ง นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สามคือ ความร่ำรวยในคำของภาษาไทยที่พวกเรานึกว่ารวยไม่พอ จึง ต้องมีการบัญญัติคำศัพท์ใหม่มาใช้ ทักษะที่นับว่ามีความสำคัญต่อการเรียนรู้ภาษาไทยอย่างมาก ได้แก่ ทักษะการเขียนเพราะ การเขียนเป็นการถ่ายทอดการคิด เป็นเครื่องมือในการพัฒนาการคิด สติปัญญา และทัศนคติ สามารถ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่ามกลางสังคมยุคแห่งข้อมูล ข้าวสาร เช่น ปัจจุบันนี้บุคคลจำเป็นต้องติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น ทักษะการเขียนจึงจำเป็นและทวี ความสำคัญขึ้นเป็นลำดับ เพราะการเขียนถ่ายทอดความคิดความรู้สึกและความเข้าใจของตนเอง ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อสื่อความหมายให้คนอื่นเข้าใจได้อย่างกว้างขวางและสามารถเก็บไว้
เป็นหลักฐานอ้างอิงได้ การเขียนที่ไม่สมบูรณ์เพราะเขียนสะกดคำผิดหรือข้อความผิด ย่อมทำให้การ สื่อสารขาดประสิทธิภาพ ทั้งยังอาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงได้ เช่น กรณีเขียนหนังสือสัญญา ต่าง ๆ ไม่ถูกต้อง (พวงเล็ก. ๒๕๓๓ : ๑๗๔) การเขียนนับเป็นอีกทักษะหนึ่งที่มีความสำคัญในการติดต่อสื่อสาร เพราะสามารถใช้เป็น เครื่องมือถ่ายทอดความรู้ ความคิดจากผู้เขียนไปยังผู้อ่าน การเขียนเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด และความต้องการของบุคคลออกมาเป็นสัญลักษณ์หรือตัวอักษร เพื่อสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจละ เป็นเครื่องมือพัฒนาสติปัญญาของบุคคล โดยถือว่าเป็นการแสดงออกถึงภูมิปัญญาเป็นเครื่องมือใน การถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมได้อีกวิธีหนึ่ง การเขียนเป็นกระบวนการสำคัญยิ่ง ในการพัฒนา คนในยุคไร้พรมแดน ถ้าหากเขียนสะกดคำไม่ถูกต้อง ความหมายของคำจะเปลี่ยนไป ทำให้การสื่อสาร ระหว่างผู้เขียนและผู้อ่านผิดพลาดได้ และต้องศึกษาหลักภาษา เนื่องจากหลักภาษาถือเป็น องค์ประกอบที่สำคัญในการใช้ภาษาหากขาดความรู้จะทำให้การสื่อสารนั้นขาดประสิทธิภาพ และด้วย สังคมที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด คนไทยโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นเริ่มตามกระแสการเขียน คำผิด ๆ เพื่อทำตัวให้เข้ากับสังคมปัจจุบันจนทำให้เกิดการเขียนคำผิดไม่ตรงตามหลักพจนานุกรมไทย และได้พบเห็นการใช้คำเขียนผิดมากในปัจจุบัน จากแฟนเพจเฟซบุ๊ก Jook gru ที่มีผู้ติดตาม ๑.๔ ล้าน คน มีการแสดงความคิดเห็นตอบโต้กันเป็นจำนวนมาก และพบว่ามีการใช้คำผิดในการสื่อสาร คณะ ผู้จัดทำตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดโครงงาน “คำไทยมักใช้เขียนผิด ในการแสดงความ คิดเห็นจากแฟนเพจเฟซบุ๊ก Jook gru” เพื่อรวบรวมและแก้ไขการเขียนคำไทยผิด และช่วยให้ ภาษาไทยไม่วิบัติ วัตถุประสงค์ของการจัดทำโครงงาน เพื่อรวบรวมคำไทยที่มักเขียนผิด ในการแสดงความคิดเห็น จากแฟนเพจเฟซบุ๊ก Jook gru” แล้วแก้ไขให้ถูกต้อง ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า ๑. ขอบเขตของเนื้อหา การจัดทำโครงงาน เรื่อง “คำไทยมักใช้เขียนผิด ในการแสดงความคิดเห็นจากแฟนเพจ เฟซบุ๊ก Jook gru ผู้จัดทำได้ศึกษาและรวบรวมข้อมูล สืบค้นข้อมูลออนไลน์จากแฟนเพจเฟซบุ๊ก
Jook gru จากการโพสต์ และการแสดงความคิดเห็น แล้วนำคำที่เขียนผิดมาจัดลงในตารางรวบรวม คำผิด ซึ่งเป็นเครื่องมือในการสำรวจ ขอบเขตของระยะเวลา การจัดทำโครงงาน เรื่อง “คำไทยมักใช้เขียนผิด ในการแสดงความคิดเห็นจากแฟนเพจ เฟซบุ๊ก Jook gru” ได้กำหนดระยะเวลาที่จัดทำโครงงานตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ – ๔ มกราคม ๒๕๖๖ ๒. ขอบเขตของการศึกษา การจัดทำโครงงาน เรื่อง “คำไทยมักใช้เขียนผิด ในการแสดงความคิดเห็นจากแฟนเพจเฟ ซบุ๊ก Jook gru” ผู้จัดทำมุ่งศึกษาคำไทยมักใช้เขียนผิด โดยสำรวจจากโพสต์ และการแสดงความ คิดเห็นจากแฟนเพจเฟซบุ๊ก Jook gru แล้วนำคำที่เขียนผิดมาจัดลงในตารางรวบรวมคำผิด ซึ่งเป็น เครื่องมือในการสำรวจ สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า ๑. ความสะดวกในการพิมพ์ทำให้เกิดการเขียนคำผิด ๒. ขาดความรู้ในการเขียนสะกดคำที่ถูกต้อง ๓. การเขียนคำให้ถูกต้องทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ นิยามศัพท์เฉพาะ ๑. การเขียนสะกดคำ หมายถึง การเขียนคำโดยใช้พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และตัวสะกด การันต์ เรียบเรียงให้ถูกต้องและได้ความหมาย ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. ๒๕๕๗ ๒. คำที่มักเขียนผิด หมายถึง คำไทยที่มักมีการเขียนสะกดคำผิด ๆ ทั้งจากคำพ้องรูปพ้องเสียงต่าง ๆ ทำให้เกิดความสับสน และจากกระแสการเขียนคำผิดในปัจจุบัน ๓. พจนานุกรมไทย หมายถึง พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งถือ เป็นหนังสืออ้างอิงที่ได้ประมวลค่าทั้งหมดที่มีอยู่ในภาษาไทย ให้คำอ่าน ความหมายตลอดจนที่มาของ คำ
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ๑. ได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับคำที่มักเขียนผิดในภาษาไทยและแก้ไขให้ถูกต้อง ๒. ผู้ศึกษาสามารถเขียนคำภาษาไทยได้ถูกต้องตามแบบพจนานุกรมไทย และสามารถ นำไปใช้สอนนักเรียนของตนเองในอนาคต ๓. โครงงานฉบับนี้สามารถนำไปเผยแพร่และเป็นประโยชน์ให้กับผู้ศึกษา
บทที่ ๒ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการจัดทำโครงงานคำไทยมักใช้เขียนผิด ในการแสดงความคิดเห็นจากแฟนเพจเฟซบุ๊ก Jook gru คณะผู้จัดทำได้ศึกษาและรวบรวมเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องสำหรับใช้เป็นแนวทางใน การศึกษา ดังนี้ ๑. คำไทยที่มักใช้เขียนผิด ๒. สาเหตุการใช้คำผิด ๑. คำไทยที่มักใช้เขียนผิด เสนีย์ วิลาวรรณ (๒๕๔๔) ได้กล่าวว่าการเขียนนั้นถือเป็นวิธีการสื่อสารที่สำคัญวิธีการหนึ่งที่ มนุษย์ใช้เพื่อติดต่อสื่อสารกัน และเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถใช้เพื่อถ่ายทอดความรู้ ความคิด และ ประสบการณ์ระหว่างผู้สื่อสารและผู้รับสาร อีกทั้งยังเป็นวิธีการสำคัญวิธีการหนึ่งที่มนุษย์ใช้เพื่อบันทึก ข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ประสบการณ์ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ เก็บไว้เพื่อเป็นหลักฐาน ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านโทรคมนาคมและการสื่อสารก็ได้พัฒนาไปอย่างก้าวไกล ทำให้ จำนวนช่องทางและความสะดวกในการติดต่อสื่อสารมีเพิ่มมากขึ้น และหนึ่งในช่องทางการ ติดต่อสื่อสารที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในขณะนี้ก็คือ การติดต่อสื่อสารผ่านทางโลก ออนไลน์หรือโซเชียลแอพพลิเคชันต่าง ๆ เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือเว็บพันทิป เป็นต้น ซึ่งเป็น วิธีการติดต่อสื่อสารที่สะดวกและรวดเร็ว อีกทั้งยังไม่จำกัดคุณลักษณะและวุฒิการศึกษาของผู้ใช้ ทำ ให้ประชาชนทุกผู้ทุกวัย สามารถเข้าถึงและใช้งานผ่านช่องทางการสื่อสารประเภทนี้ได้ซึ่งถือเป็นข้อดี แต่ด้วยจำนวนผู้ใช้ที่มหาศาลและความต้องการด้านความสะดวกรวดเร็วในการสื่อสารของผู้ใช้บริการ นั้นทำให้ข้อมูลหรือข้อความที่เขียนนั้นไม่ได้ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องและอาจมีข้อผิดพลาด เกิดขึ้น เช่น การสะกดคำผิด ซึ่งถ้าหากคำที่เขียนผิดนั้นเป็นการสะกดผิดแบบไม่เป็นคำ เช่น คำว่า สังเกต เขียนผิดเป็น สังเกตโปรแกรมตรวจสอบความถูกต้องของภาษาที่ติดตั้งในคอมพิวเตอร์หรือ โทรศัพท์สมาร์ตโฟนก็อาจจะช่วยแก้ไขดำผิดนั้นให้อัตโนมัติหรือทำเครื่องหมายแจ้งเตือนว่ามีคำที่ สะกดผิดอยู่ในข้อความ แต่คำผิดแบบที่ตรวจพบได้ยากกว่าเป็นคำผิดที่สะกดผิดแบบเป็นคำจริง เช่น สะกดคำว่า ผู้ขาย ผิดเป็น ผู้ชาย ในข้อความ ช่วยแนะนำผู้ชายให้ด้วยค่ะ จะเอาไปให้แฟนเป็น ของขวัญปีใหม่ ซึ่งคำผิดในข้อความนี้เป็นคำที่มีความหมายและปรากฏในพจนานุกรม ถ้าหากว่าใน ข้อความที่เขียนมีคำที่สะกดผิดแบบเป็นคำจริงนี้ปนอยู่ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อความหมายของ
ข้อความที่ต้องการจะสื่อ ทำให้สื่อความหมาย ผิดเพี้ยนไปได้ และนอกจากนี้อาจจะส่งผลให้ผู้อื่นจดจำ หรือเลียนแบบรูปแบบการเขียนที่ไม่ถูกต้องนี้ต่อกันไปเรื่อย ๆ ได้ ในการตรวจจับคำสะกดผิดนั้น ในทางคอมพิวเตอร์สามารถมองคำที่สะกดผิดออกเป็นสอง ประเภท ประเภทแรกคือคำที่สะกดผิดแล้วไม่เป็นคำ คือไม่พบคำ ๆ นั้นปรากฏในพจนานุกรม ส่วน ประเภทที่สองคือดำที่สะกดผิดแล้วกลายไปเป็นอีกคำหนึ่ง ซึ่งไม่ควรใช้ในบริบทนั้น ตัวอย่างเช่น ลูก ชายผมสอวขวบมีไข่สูงมากให้กินยาลดไข้ได้ไหม ข้อความนี้มีดำที่สะกดผิดอยู่สองคำซึ่งเป็นการสะกด ผิดในลักษณะที่แตกต่างกัน คำแรกคือคำว่า สอว เป็นคำผิดที่เกิดจากการสะกดผิดแบบไม่เป็นคำ เนื่องจากคำนี้ไม่มีปรากฏอยู่ในพจนานุกรมและไม่มีความหมาย ซึ่งคำที่ถูกต้องคือ สอง ส่วนคำที่สะกด ผิดคำที่สองในข้อความนี้คือคำว่า ไข่ เป็นคำผิดที่เกิดจากความผิดพลาดที่มีความซับซ้อนกว่าคำผิดคำ แรก ซึ่งถ้าดูแบบผิวเผินโดยไม่สนใจคำบริบทข้างเคียงจะไม่สามารถทราบได้ว่าคำว่า ไข่ นั้นเป็นคำที่ สะกดผิดเพราะว่า ไข่ เป็นคำที่ปรากฏอยู่ในพจนานุกรมและเป็นคำที่มีความหมาย แต่ในประโยดนี้ ไข่ ถือเป็นคำที่เกิดจากการสะกดผิดเป็นคำอื่น คือ คำที่สะกดผิดนั้นยังคงเป็นคำที่ปรากฏในพจนานุกรม แต่เมื่อดูจากคำแวดล้อมอื่น ๆ เช่น คำบริบท กินยาลดไข้ และดำข้างเคียง สูง จะเห็นได้ว่าจาก ตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า คำที่สะกดผิดนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท ซึ่งได้แก่ คำผิดที่เกิด จากการสะกดผิดแบบไม่เป็นคำและคำผิดที่เกิดจากการสะกดผิดแบบเป็นคำจริง คำว่า ไข่ เมื่อปรากฏกับคำเหล่านี้แล้วทำให้ความหมายของประโยคนั้นแปลกประหลาด ทำ ให้ทราบได้ว่า ไข่ เป็นคำที่สะกดผิด แต่คำที่ถูกต้องคือคำว่า ไข้ ซึ่งมีความหมายว่า “อาการที่มี อุณหภูมิของร่างกายผิดจากระดับปรกติเนื่องจากความเจ็บป่วย” จึงจะเหมาะสมกับคำบริบทและคำ ข้างเคียง คำผิดที่เกิดจากการสะกดผิดแบบไม่เป็นคำ (non-word spelling errors)การสะกดผิดแบบ ไม่เป็นคำ คือ การนำตัวอักขระของพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์มาประกอบเข้าด้วยกันเป็นคำแต่คำ ที่ได้นี้ไม่มีความหมายและไม่ปรากฏในพจนานุกรม ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากการเติม (insertion) การ ลบ (deletion) หรือการแทนที่ (substitution) ตัวอักขระผิดพลาดไปจากคำที่ถูกต้องตั้งแต่หนึ่งตัว ขึ้นไป เช่น ประสบ > ประสนบ เป็นความผิดพลาดที่เกิดจาก การเติม <น> ประสบ - ประส เป็นความผิดพลาดที่เกิดจาก การลบ <บ> ประสบ - ปรัสบ เป็นความผิดพลาดที่เกิดจาก การแทนที่ด้วย <วัง คำผิดที่เกิดจากการสะกดผิดแบบเป็นคำจริง (real-word spelling errors) การสะกดผิด แบบเป็นคำจริง คือ การประกอบตัวอักขระของพยัญชนะ สระและวรรณยุกต์เข้าด้วยกันแล้วเกิดเป็น คำอื่นที่มีความหมายและปรากฎอยู่ในพจนานุกรม แต่คำนั้นไม่ใช่ดำที่ผู้เขียนตั้งใจจะเขียน จึงถือเป็น การสะกดผิดอีกประเภทหนึ่ง โดยคำที่สะกดผิดนี้อาจมีผลทำให้โครงสร้างหรือความหมายของประโยค
ผิดเพี้ยนไป ซึ่งสาเหตุของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้นอาจเกิดจากสาเหตุเดียวกันกับการสะกดผิด ประเภทแรกด้วยเช่นกัน ซึ่งเกิดจากการเติม การลบ หรือการแทนที่ตัวอักขระตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไป ผิดพลาด เช่น มองนก มดองนก เป็นความผิดพลาดที่เกิดจาก การเติม <ด> มองนก องนก เป็นความผิดพลาดที่เกิดจาก การลบ<ม> มองนก ลองนก เป็นความผิดพลาดที่เกิดจาก การแทนที่ <ม> ด้วย <ล> จะเห็นได้ว่าการสะกดคำผิดแบบแรกนั้น โปรแกรมตรวจแก้คำผิดสามารถตรวจจับได้ง่าย เพราะใช้วิธีการเทียบหาคำในพจนานุกรมได้ว่า หากข้อความนั้นมีคำที่สะกดผิดแล้วไม่เป็นคำที่รู้จักก็ น่าจะมีข้อผิดเรื่องการสะกดคำอยู่ แต่การสะกดผิดแบบเป็นคำจริงนั้นเป็นปัญหาที่ท้าทายต่อการ ตรวจจับด้วยคอมพิวเตอร์ เนื่องจากคำที่สะกดผิดก็ยังเป็นคำที่มีใช้อยู่จริง ไม่สามารถตรวจพบได้ด้วย การเทียบหารายการคำในพจนานุกรม แต่ต้องอาศัยบริบทข้างเคียงเพื่อพิจารณาว่าดำนั้น ๆ เป็นคำที่ เหมาะสมหรือไม่ หากไม่ใช่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะสะกดผิด นอกจากโปรแกรมตรวจแก้ดำผิดจะ สามารถช่วยตรวจจับคำที่สะกดผิดแล้ว ยังต้องสามารถแก้ไขหรือเสนอดำที่ถูกต้องได้ด้วย ซึ่งวิธีการ พื้นฐานที่มักถูกนำมาใช้ในการแก้ไขคำที่สะกดผิดด้วยคอมพิวเตอร์นั้นก็คือ วิธีการที่มีชื่อว่า Minimum EditDistance ซึ่งเป็นการปรับแก้คำที่สะกดผิดด้วยการเติม การลบ หรือการแทนที่ ทำ ให้คำที่สะกดผิดกลายเป็นคำที่สะกดถูกต้อง ซึ่งหัวใจสำคัญของวิธีการนี้ก็คือการแก้ไขคำที่สะกดผิดให้ ถูกต้องด้วยจำนวนการปรับแก้ที่น้อยที่สุด กุหลาบ มัลลิกะมาส และวิพุธ โสภวงศ์ (๒๕๓๖) ระบุสาเหตุของการสะกดผิดของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนปลายไว้ว่ามาจากสาเหตุหลักสี่อย่าง คือ การออกเสียงผิด การใช้แนวเทียบผิด ความ ไม่เข้าใจในความหมายของคำพ้องเสียงแต่ละดำ และการขาดความรู้ในการใช้วิสรรชนีย์ นอกจากนี้ จากผลงานวิจัยของคณาจารย์ภาควิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร คณะมนุษยศาสตร์ (๒๕๔๑) พบว่า การสะกดผิด อาจเกิดขึ้นได้หากผู้ใช้ภาษามีความรู้เรื่องการใช้ภาษาไม่ดีพอและไม่คำนึงถึงหลักการใช้ ภาษาให้ถูกต้อง ทำให้เกิดความผิดพลาดในการสื่อสารหรือสื่อความหมายผิดเพี้ยนไป เป็นการสื่อสาร ที่ขาดประสิทธิภาพ ประภาศรี สีหอำไพ และคณะ (๒๕๔๔) ได้สรุปลาเหตุต่าง ๆ ของการสะกดผิดเอาไว้ใน หนังสือประกอบการเรียนการสอนรายวิชาภาษาไทย ๔ สำหรับคณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ในทิศทางคล้ายกัน คือ เกิดจากการออกเสียงผิด แล้วเขียนตามที่ออกเสียง เกิดจากการ ใช้แนวเทียบผิด โดยเทียบว่าคำที่ออกเสียงเหมือนกันก็เขียนเหมือนกัน เกิดจากการขาดความรู้เรื่อง การละกดคำที่ถูกต้อง เมื่อเห็นคำที่สะกดผิดก็ไม่รู้ว่าผิด และเกิดจากความเคยชินและไม่สนใจที่จะ เขียนให้ถูกต้องสำหรับกลุ่มที่สองซึ่งสนใจลักษณะของข้อผิดที่พบในงานเขียน โดยทั่วไปจะไม่ได้จำกัด เฉพาะเรื่องการสะกดคำผิด แต่รวมถึงการใช้เครื่องหมายผิด ใช้คำผิดหรือไม่เหมาะสมด้วย เช่น ชูศรี
ศรีแก้ว (๒๕๒๗) ได้ศึกษาข้อผิดพลาดในการเขียนภาษาไทยของนักศึกษาชั้นปีที่ ๑ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีการศึกษา ๒๕๒๕ ซึ่งจากผลการศึกษาปรากฏว่านักศึกษาส่วนใหญ่มักจะ เขียนตัวสะกดการันต์ผิดบ่อยที่สุดรองลงมาเป็นข้อผิดพลาดในการใช้คำ ข้อผิดพลาดในการแต่ง ประโยค ข้อผิดพลาดในการใช้เครื่องหมาย และข้อผิดพลาดที่พบน้อยที่สุดในการศึกษาครั้งนี้คือ ข้อผิดพลาดในการใช้อักษรย่อ ไขสิริ ปราโมช ณ อยุธยา (๒๕๑๙) ได้กล่าวถึงข้อผิดพลาดในการเขียนภาษาไทยของนิสิต คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ ๑ ปีที่ ๒ ปีที่ ๓ ไว้ในวิทยานิพนธ์เรื่อง “การศึกษาวิเคราะห์ลักษณะข้อผิดพลาดในการเขียนภาษาไทย ของนิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา ๒๕๑๔ และ ๒๕๑๖” โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น ๒ ภาค คือ ภาคที่ ๑ กล่าวถึงข้อผิดพลาดในการเขียนภาษาไทย และภาคเรียนที่ ๒ กล่าวถึงสาเหตุของ ข้อผิดพลาดต่าง ๆ ในภาคที่ 1 นั้น กล่าวถึงข้อผิดพลาดในการใช้คำชนิดต่าง ๆ ข้อผิดพลาดในการ แต่งประโยค ข้อผิดพลาดในเรื่องความหมายและข้อผิดพลาดในเรื่องการสะกดการันต์ ส่วนใน ภาคที่ ๒ กล่าวถึงสาเหตุข้อผิดพลาดต่าง ๆ เช่น การใช้แนวเทียบผิด การได้รับอิทธิพลจากภาษา บาลีและ สันสกฤต และความสับสนเกี่ยวกับกฎเกณฑ์การใช้ภาษาไทย สุวรรณณา เกรียงไกรเพ็ชร์ และคณะ (๒๕๒๓) ได้ทำการวิจัยของภาควิชาภาษาไทย คณะ อักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี ๒๕๒๓ โดยศึกษาข้อบกพร่องในการใช้ภาษาไทยของ นิสิต คณะอักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งระดับต้นและระดับปลาย ปีการศึกษา ๒๕๑๘ - ๒๕๒๐ เรื่อง “สมรรถภาพการใช้ภาษาไทยขั้นต่าง ๆ” ผลปรากฏว่า ลักษณะความผิดและความ บกพร่องด้านการใช้ภาษา คือการใช้ภาษาผิด ใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ไม่สละสลวย ไม่กระจ่าง การใช้ คำผิดชนิด กลุ่มคำและสำนวนมีการเปลี่ยนคำบางคำ เพิ่มคำบางคำและตัดคำบางคำรวมทั้งการใช้คำ ราชาศัพท์ผิด การใช้ประโยคผิด คือ ใช้ประโยคไม่สมบูรณ์ ประโยคมีหน่วยประโยคเกิน และประโยค มีการเรียงคำหรือกลุ่มคำผิดลำดับ การเขียนสะกดการันต์ผิด การใช้อักษรย่อผิด การเว้นวรรคตอน และการขึ้นย่อหน้าผิด วารุณี เศวตาลัย (๒๕๒๓) ได้ศึกษาเรื่อง “การศึกษาวิเคราะห์ลักษณะข้อผิดพลาดในการ เขียนข่าวลงใน วิทยาสารประจำวัน ปี พ.ศ. ๒๕๒๐” กล่าวคือ อยู่ในลักษณะผิดพลาดทางด้าน ไวยากรณ์ ผิดพลาดทางด้านความหมาย และบกพร้องทางด้านการใช้คำ และยังมีลักษณะที่ยังมี ปรากฏในจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเขียนที่กล่าวมา พบว่าข้อผิดพลาดหรือข้อบกร่องของการ ใช้ ภาษาไทยในการเขียนมีลักษณะที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด ซึ่งยังเป็นปัญหาที่พบในปัจจุบันพอ สรุปได้ ดังนี้ คือ ๑. การใช้คำ กลุ่มคำ และสำนวนผิด ๒. การใช้ประโยคผิด
๓. การสะกดการันต์ผิด ๔. การใช้เครื่องหมายวรรคตอนผิด ๕. การใช้อักษรย่อผิด ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาวิเคราะห์ลักษณะของคำไทยที่มักเขียนผิดและเป็นการ สะกดผิดแบบเป็นคำจริง เพื่อที่จะสามารถนำผลการศึกษามาเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับระบบการตรวจ แก้การเขียนสะกดผิดในภาษาไทยได้ ๒. สาเหตุการใช้คำผิด ประทีป แสงเปี่ยมสุข ( ๒๕๓๘ : ๕๔) กล่าวว่า ปัญหาสำคัญค้านการเขียนส่วนมากเป็นเรื่อง เกี่ยวกับการสะกดการันต์ นักเรียนประถมศึกษาส่วนมากยังสะกดการันต์ผิดพลาดสาเหตุเพราะเด็ก ไม่ได้รับการฝึกการเขียนสะกดคำอย่างถูกวิธีและเพียงพอ ดวงใจ ไทยอุบุญ (2543 : 3 ) ได้รวบรวมปัญหาการเขียนจากประสบการณ์การสอนวิชา ภาษาไทย และที่ได้สังเกตเห็นจากสื่อต่างพอสรุปได้ว่า การใช้ภาษาผิดและใช้ภาษาบกพร่องในการ เขียนส่วนใหญ่ผู้ใช้ไม่คำนึงถึงหลักการใช้ที่ถูกต้อง ใช้ไม่เหมาะสมซึ่งเกิดจากการจำมาผิด ๆ คือ ๑. การเขียนตัวสะกดการันต์ผิด ตัวอย่างเช่น สังเกต เขียนเป็น สังเกตุ อนุญาต เขียนเป็น อนุญาติ ประสบการณ์ เขียนเป็น ประสพการณ์ ๒. การวางรูปวรรณยุกต์ผิดที่ ตัวอย่างเช่น ด้วย เขียนเป็น ดว้ย ให้ เขียนเป็น ให สว่าง เขียนเป็น ส่วาง ๓. การผันวรรณยุกต์ไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น คะ เขียนเป็น ค่ะ ๔. เขียนคำที่ใช้ตัวสะกดไม่ตรงมาตราตัวสะกดผิด เช่น วันนี้เป็นโอกาสดี นักเรียนจะ เขียนคำว่า โอกาส เป็น โอกาศ นิทานเรื่องนี้ พิสดาร เป็น พิศดาร ฯลฯ ๕. เขียนคำที่มีตัวการันต์ผิด เช่น คำว่า อารมณ์ นักเรียนจะเขียน อารมย์ พืชพันธุ์ นักเรียน จะเขียน พืชพันธ์ ต้นโพธิ์ นักเรียนจะเขียน ต้นโพธิ์ ฯลฯ ๖. คำที่มีสระเสียงสั้นและเสียงยาวเขียนสลับกัน บางคำใช้สระเสียงสั้น นักเรียน เขียนเป็นสระเสียงยาว เช่น ประณีต นักเรียนเขียนเป็น ปราณีต คำที่ใช้สระเสียงยาว นักเรียนเขียน เป็นสระเสียงสั้น เช่น หยากไข่ นักเรียนเขียนเป็น หยักไข่ ฯลฯ
๗. เขียนคำควบกล้ำผิด เช่น คำว่า ประปราย นักเรียนเขียนเป็น ปะปาย คำว่า กลอกกลิ้ง นักเรียนเขียนเป็น กอกกลิ้ง หรือ กอกกิ้ง คำว่า สะพรั่ง นักเรียนเขียนเป็น สะนั่ง ฯลฯ ๘. เขียนพยัญชนะบางตัวในคำเบียดกัน บางตัวห่างออกไป เช่น คำว่า แปรงลบ กระดานนักเรียนเขียนเป็น แปรง ลบ กระคาน คำว่า สมุด นักเรียนเขียนเป็น สมุด ฯลฯ ๙. เขียนคำที่มาจากภาษาต่างประเทศผิด เช่น คำว่า โน้ต เขียนเป็น โน๊ต คำว่า เสื้อเชิ้ต เขียนเป็น เสื้อเชิต หรือ เสื้อเชิ๊ต คำว่า กรุ๊ป เขียนเป็น กุ๊ป คำว่า ไอศกรีม เขียนเป็น ไอศครีม สุปราณี คาราฉาย (๒๕๓๙ : ๙๑ - ๙๒) กล่าวว่าปัญหาหนึ่งที่ครูสอนภาษาไทยพบมากคือ นักเรียนมักจะเขียนตัวสะกดผิด นักเรียนในที่นี้หมายถึงผู้เรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ถึง ระดับอุดมศึกษา การสะกดผิดเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ คือ ๑. ออกเสียงผิด ๒. มีแนวเทียบผิด ๓. เห็นคำสะกดผิดเสมอจึงเข้าใจว่าเป็นคำสะกดถูก ๔. ไม่สนใจเขียนให้ถูกต้อง สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ (๒๕๔๒ : ๒๙๐-๓๑๑) กล่าวถึงสาเหตุของการเขียนสะกดคำผิดไว้ดังนี้ ๑. เขียนผิดเพราะไม่ทราบความหมายของคำ คำในภาษาไทยเรามีเสียงตรงกันมาก แต่สะกดการันต์ต่างกันและมีความหมายต่างกันเมื่อเป็นเช่นนี้อาจจะทำให้ผิดใน เรื่องสะกดการันต์ได้ง่าย ถ้าหากจำแต่เสียงโดยไม่พิจารณาความหมายเฉพาะ ของคำแต่ละคำนั้น เช่น มีเสียง (พัน) เสียงเดียวอาจจะเขียนเป็น พัน, พรรณ, พันธ์, พันธุ์, ภัณฑ์, พรรค์ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งแต่ละดำมีความหมายต่างกันหาก ใคร ไม่เคยได้ยินคำว่า “ครุภัณฑ์”และไม่ทราบความหมายของคำนี้มาก่อน อาจจะเขียนผิดเป็น ครุพัน, หรือครุพันธ์ก็ได้ ๒. เขียนหนังสือผิดเพราะใช้แนวเทียบผิด คำบางคำเมื่อจะเขียนแต่ผู้เขียนไม่มั่นใจ มักจะนึกเทียบเคียงกับคำอื่น ๆ ซึ่งเคยรู้มาแล้วเป็นอย่างดี วิธีการเช่นนี้เป็นเหตุ หนึ่งที่ทำให้เขียนหนังสือผิด เพราะคำบางคำมีความหมายหรือรูปศัพท์ ตลอดจนหลักภาษาต่างกันเราใช้กฎอันเดียวกันไม่ได้ ดำพวกนี้จึงควรพิจารณา จดจำเป็นคำ ๆ ไป เช่น "สังวาล" เขียนผิดเป็น "สังวาลย์" เพราะนำไปเทียบกับ คำว่า "มาลย์" หรือเขียน "อานิสงส์เขียนผิดเป็น "อานิสงฆ์" เพราะนำไปเทียบกับ คำว่า "พระสงฆ์"หรือเขียน "กำพืด"เขียนผิดเป็น "กำพืช" เพราะนำไปเทียบกับ "พืช" ๓. เขียนหนังสือผิดเพราะออกเสียงผิด คำบางคำบางคนออกเสียงไม่ตรงหรือออก เสียงไม่ชัด เลยติดนิสัยเมื่อเขียนเลยผิดด้วยแต่คำบางคำคนส่วนมากออกเสียง
อย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ตรงกับรูปที่เขียนตามพจนานุกรม พวกหลังนี้นับเป็นสิ่งยากแก่ การแก้ไข อาจจะถือว่าเป็นเพราะพจนานุกรมรักษาหลักการจนไม่เอื้อเฟื้อต่อ ผู้ใช้ภาษาก็ได้ ตัวอย่างคำสองพวกนี้ ๔. เราเขียนหนังสือผิดเพราะเรามีประสบการณ์ผิดคือเคยเห็นคำนั้น ๆ มาจนเคย ชิน และเป็นคำที่ใช้กันผิดเสมอจนจำได้ติดตาอาจจะเห็นจากหนังสือพิมพ์ หรือ สิ่งพิมพ์อื่น ๆ เช่น ในบัตรเชิญ ประกาศโฆษณา แจ้งความ ฯลฯ ควรจะได้ พิจารณา อย่าใช้ตามโดยไม่ได้ศึกษาความจริง ๕. เขียนหนังสือผิดเพราะไม่รู้หลักภาษา หลักภาษานับเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการเรียน ภาษา การที่จะเรียนโดยไม่ต้องรู้หลักนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้แต่เนื่องจากหลัก ภาษาไทยมีข้อยกเว้นมากมายจึงควรจะได้ตระหนักในข้อนี้ โดยเฉพาะการเขียน เช่น หลักการประวิสรรชนีย์คำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤต ภาษาเขมร หลักการใช้ศ, ษ, ส, หลักการใช้ รร หลักการใช้ บรร-บัน เป็นต้น สาคร บุญเลิศ (๒๕๓๘ : ๑๒๘ -๑๓๑) กล่าวถึงสาเหตุของการเขียนสะกดการันต์ผิดว่าหาก จะพิจารณาสาเหตุของการเขียนสะกดการันต์ผิดเพื่อเป็นแนวทางในการหาวิธีแก้ไข ก็จะเห็นได้ว่ามี หลายสาเหตุด้วยกันดังนี้ ๑. เขียนผิดเพราะไม่ทราบความหมายของคำ คำบางคำในภาษาไทยมีเสียงตรงกัน แต่การเขียนสะกดการันต์ต่างกัน ออกไปตามความหมาย วังนั้นในการเขียนคำ แต่ละคำผู้ใช้ต้องคำนึงถึงความหมายของคำประกอบไปด้วยเสมอจึงจะไม่ ผิดพลาด เขียนผิดเพราะใช้แนวเทียบผิด คำแต่ละคำอมมีความหมาย และ สะกดการันต์ต่างกัน เพราะฉะนั้นการเขียนคำโดยนึกเทียบกับคำที่ออกเสียง เหมือนกัน เพราะเข้าใจว่าเขียนเหมือนกัน โดยไม่คำนึงถึงความหมายของคำ ย่อมทำให้ผิดพลาดได้ ๒. เขียนผิดเพราะออกเสียงผิด การออกเสียงผิดตามความเคยชิน จะมีผลต่อการ ถ่ายทอดเสียงนั้นออกมาเป็นตัวอักษร นั่นคือเขียนคำนั้นผิดวิธีแก้ไขก็คือ พยายามออกเสียงของคำให้ ถูกต้องและตรงตามที่กำหนดไว้ในพจนานุกรม แม้ จะฝืนความเคยชินบ้างในครั้งแรก ๆ ๓. นักเรียนไม่รู้หลักภาษา เช่น ไม่รู้หลักการประวิสรรชนีย์ หลักการใช้ ศ, ย, ส หลักสะกดการันต์ หลักการผันวรรณยุกต์ หลักมาตราตัวสะกด เป็นต้น ๔. นักเรียนไม่ทราบความหมายของคำ ๕. นักเรียนฟังไม่ชัดเจน เพราะคำไทยมีคำควบกล้ำ เช่น คราว คลอง ๖. นักเรียนไม่สามารถถ่ายทอดคำตามเสียงที่มาจากภาษาอังกฤษได้
๗. นักเรียนใช้คำที่มี ร ล รร (ร หัน) ไม่ถูก เช่น ลาว-ราว ลาด -รา พธู ทั่งแดง (๒๕๓๔ : ๑๒) กล่าวว่าการที่นักเรียนเขียนสะกดคำผิดพลาดและมีข้อบกพร่อง อยู่เสมอ สรุปได้ว่าสาเหตุเกิดจากทั้งตัวนักเรียนและครูผู้สอน นักเรียนขาดความสังเกต ฝึกฝนขาด หลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง ตลอดจนวิธีการสอนของครูที่มิได้พัฒนาเทคนิควิธีสอนให้แปลกใหม่เพื่อเร้าความ สนใจของผู้เรียนจึงเป็นสิ่งที่ควรรีบแก้ไข เพื่อให้นักเรียนมีประสิทธิภาพในการเขียนสะกดคำถูกต้อง มากขึ้น จิตรา ลี้สมบูรณ์วงศ์ (๒๕๓๕ : ๑๓ - ๑๔) กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้นักเรียนเขียนสะกดคำผิด สรุปได้ว่าเกิดจากตัวเด็กเอง เกิดจากสภาพแวดล้อมตัวเด็ก เกิดจากวิธีสอนของครู และไม่ว่าจะเกิด จากสาเหตุใดก็ตาม เป็นหน้าที่ของครูจะต้องหาหนทางแก้ไขเพื่อให้ผลการเรียนสะกดคำของเด็กดีขึ้น จากความเห็นของนักวิชาการดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่าปัญหาและสาเหตุของการเขียนสะกดคำผิด เกิดจากตัวผู้เรียน และจากวิธีการสอนของครู สาเหตุที่เกิดจากตัวผู้เรียนได้แก่สุขภาพร่างกาย เช่น มี ความบกพร่องในด้านการพูด การฟัง การได้ยิน ด้านอารมณ์ ความคิด สมอง มีเจตคติที่ไม่ดีต่อการ เรียน ไม่เห็นความสำคัญของการเขียนสะกดคำ เป็นต้น สาเหตุที่เกิดจากวิธีการสอนของครู เช่น การสอนไม่เป็นไปตามลำคับขั้นตอนที่ถูกต้องไม่ พัฒนาเทคนิควิธีสอนใหม่ๆให้เร้าความสนใจ ไม่ฝึกฝนนักเรียนบ่อย ๆ การสอนมักใช้เวลาจำกัดสอน ทักษะทั้ง ๔ คือการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนไม่สัมพันธ์กัน เป็นต้นนอกจากนี้ยังเกิดจาก ลักษณะของภาษาไทยที่มีหลักเกณฑ์ในการอ่าน และการเขียนมาก นักเรียนไม่สามารถจำหลักเกณฑ์ ต่าง ๆในการเขียนได้หมด เช่น การเขียนตัวสะกดการันต์ การวางรูปวรรณยุกต์การผันวรรณยุกต์ เป็นต้น การที่นักเรียนเขียนสะกดคำไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเกิดจากปัญหาหรือสาเหตุใดก็ตาม เป็นหน้าที่ ของครูที่จะต้องหาหนทางแก้ไขเพื่อให้ผลการเรียนสะกดคำของนักเรียนสูงขึ้น
บทที่ ๓ วิธีดำเนินการศึกษา การจัดทำโครงงานเรื่อง “คำไทยมักใช้เขียนผิด ในการแสดงความคิดเห็นจากแฟนเพจ เฟซบุ๊ก Jook gru” ฉบับนี้คณะผู้จัดทำมีขั้นตอนการดำเนินการศึกษา ดังต่อไปนี้ การรวบรวมคำไทยที่มักเขียนผิด ขั้นตอนการดำเนินงาน ๑. ขั้นรวบรวมและศึกษาข้อมูล ๒. ขั้นศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ๓. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล ๔. ขั้นเรียบเรียงและนำเสนอโครงงาน ๑. ขั้นรวบรวมและศึกษาข้อมูล ๑.๑ ผู้ศึกษานำเสนอหัวข้อโครงงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อขอคำแนะนำและกำหนด ขอบเขตการทำงาน ๑.๒ ผู้ศึกษาร่วมประชุมวางแผนวิเคราะห์ตามหัวข้อวัตถุประสงค์ของโครงงาน ๑.๓ สำรวจและรวบรวมคำไทยมักใช้เขียนผิด ในการแสดงความคิดเห็นจากแฟนเพจเฟซบุ๊ก Jook gru ๒. ขั้นศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ๒.๑ ผู้ศึกษาร่วมกันค้นคว้าจากหนังสือพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. ๒๕๕๗ และจากอินเตอร์เน็ต ๓. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล ๓.๑ ศึกษาและรวบรวมข้อมูลเป็นขั้นตอนของการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงงาน เพื่อมาวิเคราะห์และสรุปเนื้อหาที่จะนำมาจัดทำโครงงาน
๓.๒ เก็บรวบรวมคำต่าง ๆ ที่มีการเขียนสะกดคำผิดจัดแบ่งไว้ตามตัวอักษรเรียงตามหลัก พจนานุกรมและรวมคำเขียนสะกดผิดที่มีความหมายเดียวกันเข้าไว้กัน ๓.๓ แก้ไขคำที่เขียนผิดให้ถูกต้อง โดยเป็นคำที่เขียนถูก คำที่เขียนผิด แบ่งไปตามตัวอักษร การสรุปเรียงคำตามแบบพจนานุกรม การสรุปเรียงคำตามแบบพจนานุกรม ๑. ขั้นตอนการดำเนินงาน ๑.๑ ทำตารางสรุปคำไทยที่มักเขียนผิดโดยจัดเรียงตามแบบพจนานุกรม โดยเรียงลำดับดังนี้ ๑.๑.๑ พยัญชนะ เรียงลำดับตามตัวอักษร โดยยึดพยัญชนะตัวแรกเป็นหลักในการ เรียง (ก ข ข ค ต ฆ ง........ ม ย ร ฤ ล ฦ ว……….อ ฮ) ๑.๑.๒ สระ เรียงลำดับตามรูปสระที่อยู่ก่อนหลัง (อะ อัว อัะ อา อ า อิ อี อี อื อุ อู เอ เอะ เอา เอาะ เอิ เอี เอีะ เอี เอีะ แอ แอะ โอ โอะ ใอ ไอ) ๑.๑.๓ คำที่อยู่ในหมวดอักษรเดียวกัน ได้แก่ ตัวสะกด อักษรควบกล้ำ หรืออักษรนำ ๑.๑.๔ คำที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะและตามด้วยพยัญชนะ มาก่อนคำที่ขึ้นต้นด้วย พยัญชนะและตามด้วยสระ ๑.๑.๕ คำที่ขึ้นไม่มีรูปวรรณยุกต์มาก่อนคำที่มีรูปวรรณยุกต์ ๑.๒ บอกคำที่เขียนผิด และคำที่ถูกต้อง ลงในตารางสรุป ๔. ขั้นเรียบเรียงและนำเสนอโครงงาน ๔.๑ นำเสนอผลงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษาที่จะนำมาจัดทำโครงงาน แผนปฏิบัติงาน การจัดทำโครงงานเรื่อง “คำไทยมักใช้เขียนผิด ในการแสดงความคิดเห็นจากแฟนเพจ เฟซบุ๊ก Jook gru” ฉบับนี้ คณะผู้จัดทำได้วางแผนปฏิบัติงาน ตั้งแต่วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ ๒๕๖๕ - ๒๑ ธันวาคม พ.ศ ๒๕๖๕ ดังนี้
กิจกรรมที่ปฏิบัติ วัน เดือน ปี สถานที่ หมาย เหตุ ๑. ประชุมเพื่อวางแผนการทำโครงงาน ๒๐ - ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ห้องสมุด ๒. รวบรวมและศึกษาข้อมูล ๑ - ๗ ธันวาคม ๒๕๖๕ ห้องสมุด ๓. พบอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานครั้งที่ ๑ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๕ ห้องเรียน ๑๔๒๔ ๔. สำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งที่ ๑ ๙ - ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๕ ๑. เพจเฟซบุ๊ก Jook gru ๒. เพจเฟซบุ๊ก จ๊อกจ๊อก ๓. เพจเฟซบุ๊ก ประโยคนึง สะดุ้งทั้งไทม์ ไลน์ ๕. พบอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานครั้งที่ ๒ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๕ ห้องสาขาวิชา ภาษาไทย ๖. เก็บรวบรวมตัวอย่างคำจากเพจJook gru ๑๖ - ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๕ เพจเฟซบุ๊ก Jook gru
บทที่ ๔ ผลการศึกษา ในการศึกษาโครงงานเรื่อง “คำไทยมักใช้เขียนผิด ในการแสดงความคิดเห็นจากแฟนเพจ เฟซบุ๊ก Jook gru” ทางคณะผู้จัดทำได้ทำการศึกษาค้นคว้ารวบรวมคำที่มักใช้เขียนผิดจากการแสดง ความคิดเห็นจากแฟนเพจเฟซบุ๊ก Jook gru โดยจะขอนำเสนอผลการดำเนินงาน ดังนี้ ตารางคำที่มักเขียนผิดในเพจเฟซบุ๊ก Jook kru (เรียงคำตามพจนานุกรม) ลำดับ คำที่เขียนผิด คำที่เขียนถูก ความถี่ (ครั้ง) หมายเหตุ 1 ก้ ก็ 3 2 กระพริบ กะพริบ 1 3 กรู กู 1 4 ก่อ ก็ 2 5 ก้อ ก็ 1 6 ก๊อนนน ก่อน 1 7 ก่อย ก่อน 1 8 กะบะ กระบะ 1 9 กาย กลาย 1 10 กุ กู 12 11 เกิ๊นนน เกิน 1 12 เกียด เกลียด 1 13 เกียม เตรียม 1 14 แกรรร แก 1 15 ข้น คน 4 16 ขรรม ขำ 1 17 ขรรมมมมมม ขำ 1 18 ขอทวด ขอโทษ 2 19 ขอโทด ขอโทษ 3 20 ขิง ขี้อวด 2
ลำดับ คำที่เขียนผิด คำที่เขียนถูก ความถี่ (ครั้ง) หมายเหตุ 21 เข้ ขี้ 1 22 คนับ ครับ 1 23 คราย ใคร 1 24 คริป คลิป 1 25 ความเท่าเทียมมม ความเท่าเทียม 1 26 คอนเสิร์ท คอนเสิร์ต 1 27 คอมเม้น คอมเมนต์ 4 28 คอมเมนท์ คอมเมนต์ 1 29 คับ ครับ 5 30 ค้าบ ครับ 1 31 ค้าบบบบ ครับ 1 32 ค้าบโผม ครับผม 1 33 ค้าบโผมมมมมม ครับผม 1 34 คุณตะภาพ คุณภาพ 1 35 เคร โอเค 3 36 เค้า(บุรุษ1) เขา 4 37 เค้า(บุรุษ3) เรา 4 38 โครต โคตร 3 39 โควิท โควิด 1 40 งับ ครับ 1 41 ง้าบ ครับ 1 42 ใง ไง 1 43 จริ๊ง จริง 1 44 จริ๊งงงงงง จริง 1 45 จริม จริง 2 46 จั๊กจี๋ จั๊กจี้ 1 47 จางงาย อย่างไร 1 48 จางงายยยย ยังไง 1
ลำดับ คำที่เขียนผิด คำที่เขียนถูก ความถี่ (ครั้ง) หมายเหตุ 49 จิง จริง 2 50 เฉยย เฉย 2 51 ชั้น ฉัน 2 52 ชั่ย ใช่ 2 53 ชั่ย ๆ ใช่ 2 54 ช่าย ใช่ 1 55 ชิมิ ใช่ไหม 1 56 เช็ค(ตรวจสอบ) เช็ก 1 57 โชว โชว์ 1 58 ใช่ม้า ใช่ไหม 1 59 ไช่ ใช่ 1 60 ซักพัก สักพัก 1 61 ไซค์ ไซซ์ 1 62 ไซด์ ไซซ์ 1 63 ไซร้ ไซซ์ 1 64 ไซส์ ไซซ์ 1 65 เฐอะ เถอะ 1 66 ดร๊อป ดร็อป 1 67 ดั้ววววว ด้วย 1 68 ดีก่า ดีกว่า 1 69 ดีย์ ดี 1 70 ดู้ววว ดู 1 71 เดว เดี๋ยว 1 72 เด๋ว เดี๋ยว 1 73 เดะ เดี๋ยว 2 74 เดียว เดี๋ยว 1 75 ใด้ ได้ 1 76 ได้มะ ได้ไหม 1
ลำดับ คำที่เขียนผิด คำที่เขียนถูก ความถี่ (ครั้ง) หมายเหตุ 77 ได้ยุ ได้อยู่ 1 78 ตงนั๊ย ตรงไหน 1 79 ตงนั๊ยยย ตรงไหน 1 80 ตอบบบบ ตอบ 1 81 ตะเอง ตัวเอง 1 82 ตายยยยยยย ตาย 1 83 ตาหลก ตลก 1 84 ตำหนวดดดดด ตำรวจ 1 85 ตื้บ กระทืบ 1 86 ตุย ตาย 1 87 เตง เธอ 1 88 ทรมาณ ทรมาน 1 89 ท๊อปฟอม ท็อปฟอร์ม 1 90 ทำมายยยยยยย ทำไม 1 91 ทำราย ทำไร 2 92 ทิชชู่ ทิชชู 4 93 ที้ ที่ 1 94 เทอ เธอ 12 95 เท้าไหร่ เท่าไร 1 96 เท่าไหล่ เท่าไหร่ 1 97 โทสับ โทรศัพท์ 1 98 เธ้อ เธอ 1 99 น้อล น้อง 1 100 น่ะ นะ 1 101 นั่งงง นั่ง 1 102 น่า นะ 1 103 น๊า นะ 1 104 น๊า นะ 1
ลำดับ คำที่เขียนผิด คำที่เขียนถูก ความถี่ (ครั้ง) หมายเหตุ 105 น้า(ซ้ำสระอา) นะ 1 106 น่ามสาน น่าสงสาร 1 107 นิกหน่อย นิดหน่อย 1 108 นิดโหน่ยอย นิดหน่อย 1 109 นิโหน่ย นิดหน่อย 1 110 นู๋ หนู 1 111 แน้ แน่ 1 112 บุกรุกกกกก บุกรุก 1 113 บูจี้ บูลลี่ 1 114 เบ๋อ เหรอ 1 115 เบื้อ เบื่ อ 1 116 ปลอดภัยยย ปลอดภัย 1 117 ป่ะ เปล่า 1 118 ปั๊ดเตอร์ ปลาสเตอร์ 1 119 ปัย ไป 1 120 ปากกกก ปาก 1 121 ป๊ายยยย ไป 1 122 ป๊าวววว เปล่า 1 123 ปาสเต้อ ปลาสเตอร์ 1 124 เป็ง เป็น 1 125 เปน เป็น 2 126 โปรโมท โปรโมต 2 127 ไป๊ ไป 6 128 ผช ผู้ชาย 3 129 ผญ ผู้หญิง 1 130 ฝุด สุด 1 131 พณะท่าน ฯพณฯ 1 132 พรู๊ด พูด 1
ลำดับ คำที่เขียนผิด คำที่เขียนถูก ความถี่ (ครั้ง) หมายเหตุ 133 พรู๊ดดดดดดดดด พูด 1 134 พลาสเต้อ ปลาสเตอร์ 1 135 พลาสเตอร์ ปลาสเตอร์ 3 136 พ๊ะส๊ะทัย ภาษาไทย 1 137 พาสเตอร์ ปลาสเตอร์ 1 138 พาสาไทย ภาษาไทย 1 139 พิรุจจจจจจจจ พิรุธ 1 140 เพ๊อเจ๋อ เพ้อเจ้อ 1 141 แพร่บ แป๊บ 1 142 โพส โพสต์ 2 143 เฟส เฟซบุ๊ก 1 144 มรึง มึง 1 145 ม๊วกกก มาก 1 146 มะดี ไม่ดี 1 147 มะเป็งราย ไม่เป็นไร 2 148 มะไหว ไม่ไหว 2 149 มั้ย ไหม 10 150 มั๊ย ไหม 7 151 มากกก มาก 5 152 ม่าย ไม่ 1 153 ม่ายย ไม่ 1 154 ม่ายยยย ไม่ 1 155 ม่ายรู้ ไม่รู้ 1 156 มึ้งงงง มึง 1 157 มืง มึง 1 158 มุข(ตลก) มุกตลก 22 159 มุง มึง 1 160 เมน คอมเมนต์ 2
ลำดับ คำที่เขียนผิด คำที่เขียนถูก ความถี่ (ครั้ง) หมายเหตุ 161 เม้น คอมเมนต์ 7 162 เม้นท์ คอมเมนต์ 3 163 เมิง มึง 6 164 แม๋ แหม 1 165 ไม ไหม 1 166 ไม๊ ไหม 1 167 ไม่จิง ไม่จริง 2 168 ไม่ไช่ ไม่ใช่ 1 169 ไม่เป็นราย ไม่เป็นไร 2 170 ไม่เปนรายยย ไม่เป็นไร 1 171 ไม่มี๊ ไม่มี 1 172 ไม่รู้วววว ไม่รู้ 1 173 รอบครอบ รอบคอบ 1 174 ร่อย อร่อย 1 175 ร้าก รัก 1 176 รึป่าว หรือเปล่า 8 177 เรย เลย 2 178 แร่ะ แหละ 1 179 ล๊อก ล็อก 1 180 ลาก๊อย ลาก่อน 1 181 ลิงค์ ลิงก์ 1 182 ลู้ รู้ 1 183 เล้ยยย เลย 2 184 เลยยยยยย เลย 1 185 เลอ เลย 2 186 เลี้ยววว แล้ว 1 187 แล้วววว แล้ว 1 188 ไลค์ ไลก์ 1
ลำดับ คำที่เขียนผิด คำที่เขียนถูก ความถี่ (ครั้ง) หมายเหตุ 189 วน. วันนี้ 1 190 ว๊อยยย โว้ย 1 191 ว้อยยย... โว้ย 1 192 ใว้ ไว้ 1 193 สภาพพพ สภาพ 1 194 สวัสดิ์ดี สวัสดี 1 195 สีเกด ศรีสะเกษ 1 196 เสจ เสร็จ 1 197 เส้า เศร้า 1 198 เสือโค่ง เสือโคร่ง 1 199 หนกขู หนวกหู 1 200 หมัก มาก 1 201 หมูก จมูก 1 202 หยอ เหรอ 1 203 หยั่ง อย่าง 1 204 หยั่ม อย่า 1 205 หรอ เหรอ 5 206 หรอก หลอก 1 207 หร๊ออ เหรอ 1 208 หร๊อออ หรอ 1 209 หรา เหรอ 1 210 หล้า กล้า 1 211 หวัก หวัด 1 212 หวัดดี สวัสดี 1 213 หอมมมม หอม 1 214 หิวววววว หิว 1 215 เหทือน เหมือน 1 216 เหมอต้นเหมอปลาย เสมอต้นเสมอปลาย 1
ลำดับ คำที่เขียนผิด คำที่เขียนถูก ความถี่ (ครั้ง) หมายเหตุ 217 เหรอออ เหรอ 1 218 เหลอ เหรอ 1 219 แหมม แหม 1 220 แหระ แหละ 1 221 แหล่วววว แล้ว 1 222 โหน่ย หน่อย 1 223 ใหม ไหม 1 224 ไหมม ไหม 1 225 เฬล เลว 1 226 อย่าา อย่า 1 227 อยุ่ อยู่ 1 228 อริยาบท อิริยาบถ 1 229 อวก อ้วก 1 230 อ๊วก อ้วก 2 231 อ้วกกก อ้วก 1 232 อ้อ อ๋อ 1 233 อ็อ อ๋อ 1 234 อ๊อกก ออก 1 235 ออกไป๊ ออกไป 2 236 อะไร้ อะไร 2 237 อะไร๊ อะไร 4 238 อั้นนี้ อันนี้ 1 239 อัลราย อะไร 2 240 อัลไล อะไร 2 241 อายัย อะไร 1 242 อาราย อะไร 1 243 อาร้ายยย อะไร 1 244 อาวว เอา 1
ลำดับ คำที่เขียนผิด คำที่เขียนถูก ความถี่ (ครั้ง) หมายเหตุ 245 อาวสาร อวสาน 1 246 อิ อี 1 247 อี๊ก อีก 2 248 อี๊กกก อีก 1 249 อุกาบาท อุกกาบาต 1 250 แอคเคาท์ แอ็กเคานต์ 1 251 ไอไร อะไร 1 252 ฮัฟ ครับ 1 253 ฮ่า ฮา 2 ผลการศึกษาค้นคว้า ๑. ผู้ศึกษาได้รับความรู้ในเรื่องคำที่มักใช้เขียนผิด ๒. ผู้ศึกษาสามารถเขียนคำที่มักเขียนผิดได้ถูกต้อง ๓. ผู้ศึกษาสามารถนำความรู้จากการศึกษาไปเผยแพร่ทางการศึกษาค้นคว้าให้กับนักเรียนที่ สอนได้อย่างถูกต้อง
มุขตลก กุ เทอ มั้ย รึป่าว 0 5 10 15 20 25 ค าเขียนผิดที่พบจากการโพสต์ และแสดงความคิดเห็นจากแฟน เพจเฟซบุ๊ก Jook Gru บทที่ ๕ สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ โครงงานเรื่อง “คำไทยมักใช้เขียนผิด ในการแสดงความคิดเห็นจากแฟนเพจเฟซบุ๊ก Jook gru” สามารถสรุปและผลการดำเนินการ ดังนี้ สรุปผล ๑. คำที่มักเขียนผิดจากเพจเฟซบุ๊ก Jook Kru มีการใช้คำที่เขียนผิดทั้งหมด ๒๕๓ คำ โดย จัดลำดับคำที่มักเขียนผิดจากมากไปน้อย ไว้ดังนี้ ลำดับที่ ๑ คือคำว่า มุขตลก มาจากคำว่า มุกตลก ด้วยจำนวน ๒๒ ครั้ง ลำดับที่ ๒ คือคำว่า กุ มาจาคำว่า กู ด้วยจำนวน ๑๒ ครั้ง ลำดับที่ ๓ คือคำว่า เทอ มาจากคำว่า เธอ ด้วยจำนวน ๑๒ ครั้ง ลำดับที่ ๔ คือคำว่า มั้ย มาจากคำว่า ไหม ด้วยจำนวน ๑๐ ครั้ง ลำดับที่ ๕ คือคำว่า รึป่าว มาจากคำว่า หรือเปล่า ด้วยจำนวน ๘ ครั้ง ๒. คำที่มักเขียนผิดจากเพจเฟซบุ๊ก Jook Kru มีการใช้คำที่เขียนผิดมากที่สุด ได้แก่คำว่า “มุข ตลก” ซึ่งมาจากคำที่ถูกต้องว่า “มุกตลก” โดยมีความถี่ในการเขียนคำผิดจำนวน ๒๒ ครั้ง ๓. จากคำที่มักเขียนผิดจากเพจเฟซบุ๊ก Jook Kru สามารถสรุปความถี่ในการใช้คำผิดโดยแสดง แผนภูมิประกอบ ได้ดังนี้
อภิปรายผล จากการสำรวจคำที่มักเขียนผิดในเพจเฟซบุ๊ก จำนวน ๓ เพจ ได้แก่ เพจเฟซบุ๊กจ๊อกจ๊อก เพจเฟซบุ๊ก ประโยคนึงสะดุ้งทั้งไทม์ไลน์ เพจเฟซบุ๊ก Jook Kru โดยเพจที่มียอดผู้ติดตามและมีการเคลื่อนไหวมาก ที่สุดได้แก่ “เพจเฟซบุ๊ก Jook Kru” ซึ่งมียอดผู้ติดตามจำนวน ๑.๔ ล้านคน เพจเฟซบุ๊ก Jook Kru มี เนื้อหาสาระในการโพสต์เกี่ยวกับการวาดภาพลายเส้นประกอบการสนทนาหรือประกอบข้อความที่ เป็นมุกตลก แม้กระทั่งการเสียดสีเรื่องราวข่าวสารในปัจจุบันผ่านความตลกขบขัน ซึ่งเจ้าของเพจเฟ ซบุ๊ก Jook Kru จะใช้ข้อความประกอบภาพวาดด้วยภาษาที่เขียนผิดและผู้ติดตามเพจเฟซบุ๊ก Jook Kru ก็มักจะเข้ามาแสดงความคิดเห็นในแต่ละโพสต์ด้วยภาษาที่มักเขียนผิดตามอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้นสาเหตุของการใช้คำที่มักเขียนผิดจากเพจเฟซบุ๊ก Jook Kru มีดังนี้ ๑. เพจเฟซบุ๊ก Jook Kru เป็นเพจที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวน ๑.๔ ล้านคน และประมาณ ๘๐% เป็นผู้ติดตามที่มีอายุช่วงวัยรุ่น ซึ่งวัยรุ่นในปัจจุบันมักจะเขียนคำผิดด้วยความ ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้ ๑.๑ เขียนผิดด้วยความตั้งใจ เนื่องจากวัยรุ่นมักใช้ภาษาที่เขียนผิดเพียงเพราะทำตามค่านิยม ในโลกออนไลน์ เพราะหากเขียนถูกต้องตามหลักไวทยากรณ์ทั้งหมดอาจจะโดนเปรียบเทียบ จากคนวัยเดียวกันว่าเป็นคนหัวโบราณ ไม่ทันสมัย ดังนั้นจึงทำให้วัยรุ่นที่เข้ามาแสดงความ คิดเห็นภายในเพจมักจะเขียนคำที่ผิดเป็นส่วนมาก ๑.๒ เขียนผิดด้วยความไม่ตั้งใจ ประเด็นนี้เป็นได้ในทุกช่วงวัยที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น เนื่องจากผู้ติดตามอาจจะขาดตกบกพร่องเรื่องของความรู้ในหลักการใช้ภาษาไทยทำให้เกิด การเขียนผิดจากไวทยากรณ์ และเมื่อเขียนผิดจนเกิดความเคยชินอาจทำให้ผู้อื่นพบเห็นและ อาจจะนำมาใช้ตามได้ด้วยเช่นกัน จากนั้นยังมีสาเหตุจากแป้นพิมพ์ของโทรศัพท์มีขนาดเล็ก หรือตัวอักษรของแป้นพิมพ์อยู่ใกล้เคียงกันทำให้ผู้พิมพ์อาจจะพิมพ์คลาดเคลื่อนหรือพิมพ์ผิด ได้โดยไม่แก้ไขเพราะเป็นความสะดวกสบายของตัวผู้พิมพ์ ๒. เพจเฟซบุ๊ก Jook Kru เป็นเพจที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับมุกตลก ซึ่งเจ้าของเพจมักจะใช้คำที่ เขียนผิดในบทสนทนาของรูปภาพวาดเนื่องจากต้องการสื่อความให้ได้อรรถรสมากขึ้น มี ความตลกผ่านการใช้ภาษามากขึ้น ตัวอย่างเช่น “ขอทอดดด้ายมุ้ยย ฉานก้อม่ายยู้ววว ว่าเทอ ม่ายชอบบบบมานนนน” ซึ่งเป็นคำที่ถูกต้องว่า ขอโทษได้ไหม ฉันก็ไม่รู้ ว่าเธอไม่ชอบมัน ซึ่ง เจ้าของเพจต้องการจะสื่อถึงการขอโทษที่สอดแทรกด้วยอารมณ์ประชดประชัน ไม่จริงใจ
โดยการพิมพ์ผิดและพิมพ์ตัวอักษรยาวแบบการล้อเลียนเสียง ดังนั้นจะทำให้ผู้ติดตามเพจ เฟซบุ๊ก Jook Kru ก็มักจะแสดงความคิดเห็นที่เขียนผิดเช่นเดียวกับเจ้าของเพจเนื่องจากเป็น เพจที่ต้องการให้เน้นความบันเทิงใจ ผ่อนคลายตลกขบขัน ไม่มีขอบเขตการเป็นทางการ ประโยชน์ที่ได้รับ ๑. ได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับคำที่มักเขียนผิดในภาษาไทยและแก้ไขให้ถูกต้อง ๒. ผู้ศึกษาสามารถเขียนคำภาษาไทยได้ถูกต้องตามแบบพจนานุกรมไทย ๓. โครงงานฉบับนี้สามารถนำไปเผยแพร่และเป็นประโยชน์ให้กับผู้ที่ศึกษาได้ ข้อเสนอแนะ ๑. สามารถนำตัวอย่างคำที่มักเขียนผิดไปปรับรูปแบบและพัฒนาชุดแบบฝึกหัดของผู้เรียนใน รายวิชาภาษาไทยได้ ๒. สามารถนำข้อมูลการใช้คำผิดที่พบจากเพจเฟซบุ๊ก Jook gru ไปพัฒนาเป็นงานวิจัย เกี่ยวกับคำไทยที่มักใช้ผิดโดยใช้แบบสำรวจสอบถามจากกลุ่มประชากรตัวอย่างได้ ๓. สามารถนำงานวิจัยไปใช้ศึกษาคำที่เขียนผิดโดยสำรวจจากช่องทางสื่ออื่น ๆ นอกเหนือจากเพจJook gru
บรรณานุกรม กำชัย ทองหล่อ. (๒๕๔๐). หลักภาษาไทย.พิมพ์ครั้งที่ ๑๐.กรุงเทพฯ:บริษัทรวมสาสน์. กุหลาบ มัลลิกะมาส และวิพุธ โสภวงศ์. (๒๔๓๖). การเขียน. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. กาญจนา นาคสกุล และคณะ. (๒๕๕๔). บรรทัดฐานภาษาไทย เล่ม ๑, พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สถาบันภาษาไทย. ไขสิริ ปราโมช ณ อยุธยา. (๒๕๑๙). การศึกษาวิเคราะห์ลักษณะข้อผิดพลาดในการเขียนภาษาไทย ของนิสิต คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปีการศึกษา ๒๕๑๕-๒๕๑๖. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จินดา เฮงสมบูรณ์. (๒๕๔๒). ภาษาศาสตร์เบื้องต้น. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น. ดวงใจ ไทยอุบุญ. (๒๕๕๒). ทักษะการเขียนภาษาไทย. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธวัช ปุณโณทก. (๒๕๔๘). การอ่านจารึกสมัยต่าง ๆ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย รามคำแหง. นูรุลฮูดา หะยีสะนิ. วิเคราะห์ข้อผิดพลาดการเขียนเรียงความภาษาไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา ตอนต้นที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้. (๒๕๖๒). วารสารวิจัย และพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฏเลย. ประภาศรี สีหอำไพ และคณะ. (๒๕๔๔). การใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. พงศ์ภานุ ด้วงไข่และคณะ. โครงงานภาษาไทยคำไทยที่มักเขียนผิด. (๒๕๖๒). โรงเรียนเฉลิมพระ เกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ระยอง ในพระราชนูปถัมภ์สมเด็จพระเทพศรีรัชสุดา สยาม บรมราชกุมารี. ระยอง. พรทิพา ทองสว่าง. (๒๕๕๘). ระบบเสียง. ใน ดียู ศรีนราวัฒน์ และชลธิชา บำรุงรักษ์. (บก.), ภาษา และภาษาศาสตร์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
บรรณานุกรม (ต่อ) พระมหาพิษณุ สญฺญเมโธ. การเปลี่ยนความหมายของคำยืมภาษาบาลีที่ปรากฏในภาษาไทย* A Change in the Meaning of Pali Loan Words that appear in Thai. (๒๕๖๔). วารสารวิชาการธรรมทรรศน์. มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์. (๒๕๒๖). ภาษาศาสตร์เชิงประวัติ วิวัฒนาการภาษาไทยและภาษาอังกฤษ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. วารุณี เศวตาลัย. (๒๕๒๓). การศึกษาวิเคราะห์ลักษณะข้อผิดพลาดด้านภาษาในวิทยุสารประจําวัน ปีพ.ศ. ๒๕๒๐,วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เสนีย์ วิลาวรรณ. (๒๕๔๔). พัฒนาทักษะภาษา เล่ม ๓ (กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่ ๓ ชั้นมัธยมศึกษาที่ ๒ ตามหลักสูตรการศึกษาพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔). กรุงเทพฯ: วัฒนาพานิช. สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร. (๒๕๒๓). รายงานการวิจัยเรื่องสมรรถภาพในการใช้ภาษาไทยชั้นต่าง ๆ ของคนไทย. กรุงเทพฯ : ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุทธิวงศ์พงศ์ไพบูลย์. (๒๕๔๐). หลักภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๑๓. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.
เข้าพบอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน รวบรวมข้อมูลและจัดทำรูปเล่ม
ตรวจสอบการใช้ข้อมูลไม่เกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพจเฟซบุ๊กที่เก็บรวบรวมข้อมูล
ตัวอย่างการใช้คำผิดที่พบในแฟนเพจเฟซบุ๊ก Jook gru