The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by s6314975, 2020-11-09 08:06:13

ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์

ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์

ธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์

ธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์

สาขาของวทิ ยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์ เป็ นความรู้ที่ได้จากการศกึ ษาปรากฏการณ์ตา่ งๆทเ่ี กิดขนึ ้ ในธรรมชาติ ซง่ึ ความรู้ตา่ งๆ เหลา่ นมี ้ ีอยู่
อยา่ งมากมาย ดงั นนั้ เพอ่ื ความเป็ นระเบยี บจงึ ต้องมกี ารจดั ความรู้ต่างๆ ออกเป็ นหมวดหมตู่ ามแตล่ ะสาขา เช่น ถ้าเป็ น
ความรู้เกย่ี วกบั สงิ่ มชี ีวติ จาพวกพชื หรือพรรณไม้ตา่ งๆ จดั อยใู่ นสาขาพฤกษาศาสตร์ สว่ นเร่ืองที่เกี่ยวกบั สง่ิ มชี ีวติ ขนาด
เลก็ เชน่ สตั ว์เซลลเ์ ดยี วหรือเชือ้ จลุ นิ ทรีย์ จดั อยใู่ นสาขาจลุ ชีววิทยา เป็ นต้น อยา่ งไรก็ตามความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ได้แบง่
ออกอยา่ งกว้างๆ เป็ น 2 ประเภท ตามจดุ ประสงค์ของการแสวงหาความรู้ คือ
1) วิทยาศาสตร์บริสทุ ธิ์ (Pure Science) หรือวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural Science) คอื ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ท่ี
บรรยายถงึ ความเป็ นไปของปรากฏการณ์ตา่ งๆ ในธรรมชาติ อนั ประกอบไปด้วย ข้อเทจ็ จริง หลกั การ ทฤษฏี กฎ และสตู ร
ตา่ งๆ เป็ นความรู้พนื ้ ฐานของนกั วทิ ยาศาสตร์ ซงึ่ ได้มาเพอื่ สนองความต้องการอยากรู้อยากเหน็ โดยไมค่ านงึ ถึงประโยชน์
ของการค้นหา สามารถแบง่ ออกเป็ นกลมุ่ ยอ่ ยได้อีก 3 แขนง คือ

(1) วทิ ยาศาสตร์กายภาพ (Physical Science) คอื วทิ ยาศาสตร์ที่วา่ ด้วยเรื่องราวตา่ งๆ ของสงิ่ ไมม่ ชี ีวติ เชน่ เคมี ฟิสกิ ส์
คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ (ราชบณั ฑิตยสถาน, 2542) รวมถงึ อตุ นุ ยิ มวทิ ยา และธรณีวิทยา เป็ นต้น

(2) วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ (Biological Science) คอื วิทยาศาสตร์ทว่ี า่ ด้วยเร่ืองราวตา่ งๆ ของสง่ิ มชี ีวิต เชน่ สตั ว
วทิ ยา พฤกษศาสตร์ (ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2542) จลุ ชีววิทยา เป็ นต้น

(3) วิทยาศาสตร์สงั คม (Social Science) เป็ นวิทยาศาสตร์ที่ศกึ ษาหาความรู้ เพอื่ จดั ระบบให้มนษุ ย์มีการ
ดารงชีวติ อยดู่ ้วยกนั อยา่ งมีแบบแผน เพื่อความสงบสขุ ของสงั คม ประกอบด้วย วชิ าจิตวิทยา วชิ าการศกึ ษา วิชา
รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เป็ นต้น

2) วทิ ยาศาสตร์ประยกุ ต์ (Applied Science) วทิ ยาศาสตร์ประยกุ ต์ คือ วิทยาศาสตร์ท่ีวา่ ด้วย
เรื่องราวตา่ งๆท่ีมงุ่ ประโยชน์ในทางปฏิบตั ยิ ่งิ กวา่ ทฤษฏี เช่นแพทย์ศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์
(ราชบณั ฑิตยสถาน, 2542)

วิทยาศาสตร์ประยกุ ตเ์ ป็นวิทยาศาสตร์ที่นาเอาความรู้จากวิทยาศาสตร์บริสทุ ธ์ิ มาประยกุ ต์เพื่อให้
เกิดประโยชน์ตอ่ สงั คมสนองความต้องการของมนษุ ย์ในด้านตา่ งๆ เช่น การแพทย์ การเกษตร การ
อตุ สาหกรรม ทาให้เกิดสาขาวิชาวทิ ยาศาสตร์สาขาใหม่ เชน่ แพทย์ศาสตร์ สตั วแพทย์ศาสตร์
เกษตรศาสตร์ วศิ วกรรม และโภชนาการ เป็นต้น

หากเราพจิ ารณาในสาขาวชิ าแพทยศาสตร์ ซงึ่ เป็ นวิทยาศาสตร์ประยกุ ตส์ าขาหนงึ่ นนั้ จะพบวา่ เป็น
การผสมผสานความรู้จากสาขาวิชาวิทยาศาสตร์บริสทุ ธิ์หลายสาขาประกอบกนั เพ่ือประโยชน์ในการรักษา
โรค โดยไมไ่ ด้ใช้ความรู้ในวิทยาศาสตร์บริสทุ ธิ์สาขานนั้ ทงั้ หมด ยกตวั อย่างเชน่ ความรู้ทางด้านชีววิทยาใช้
เฉพาะท่ีเก่ียวกบั เรื่องการทางานของอวยั วะและระบบตา่ งๆ ของร่างกาย ความรู้ทางด้านฟิสกิ ส์ใช้ในสว่ น
ที่เป็นเรื่องเก่ียวกบั โครงสร้างของร่างกายและการเคลื่อนไหว ใช้ความรู้ทางด้านเคมี เชน่ คณุ สมบตั ขิ อง
สารเคมีตา่ งๆ ที่สามารถนามาทายารักษาโรค ทางด้านจลุ ชีววิทยาได้แก่ ความรู้ที่เกี่ยวข้องกบั เชือ้ จลุ นิ ทรีย์
และเชือ้ โรคตา่ งๆ เป็นต้น จะเหน็ ได้วา่ สาขาวิชา แพทย์ศาสตร์นนั้ เป็ นการดงึ เอาความรู้บางสว่ นท่ี
เก่ียวข้องกบั การทางานของร่างกายมนษุ ย์ และ การบาบดั รักษาโรคภยั ไข้เจบ็ จากสาขาวิชาวิทยาศาสตร์
บริสทุ ธิ์หลายๆแขนงมาประยกุ ตร์ วมกนั เพ่ือประโยชน์ทางด้านใดด้านหนง่ึ เทา่ นนั้

โดยสรุป คือ วิทยาศาสตร์บริสทุ ธ์ิเป็นความรู้ในเร่ืองตา่ งๆ ซงึ่ มกั เป็นสาขาวิทยาศาสตร์พืน้ ฐาน ท่ีมี
ลกั ษณะเป็นทฤษฏี หลกั การ กฎ หรือสตู รตา่ งๆ เชน่ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา เป็นต้น สว่ นวทิ ยาศาสตร์
ประยกุ ต์เป็นการใช้ความรู้เพ่ือให้เกิดประโยชน์ โดยเน้นในทางปฏิบตั มิ ากกวา่ ทฤษฎี และมกั เป็นสาขาวชิ า
เฉพาะทาง เชน่ แพทย์ศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ วิทยาศาสตร์สิง่ แวดล้อม เป็นต้น

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Type of Scientific Knowledge)

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ได้ถกู จดั แบง่ ออกเป็นลาดบั ขนั้ ไว้ 6 ประเภท คือ ข้อเทจ็ จริง มโนมติ หลกั การ
สมมตฐิ าน กฎ และทฤษฎี

1) ข้อเทจ็ จริงทางวทิ ยาศาสตร์ (Scientific Fact)

พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายของ“ข้อเท็จจริง” วา่ เป็น
ข้อความหรือเหตกุ ารณ์ท่ีเป็นมาหรือเป็ นอย่ตู ามจริง

ข้อเทจ็ จริง เป็นความรู้พืน้ ฐานเบอื ้ งต้นทางวิทยาศาสตร์ ท่ีเกิดจากการสงั เกตปรากฏการณ์ธรรมชาติ
และส่ิงตา่ งๆโดยตรง โดยใช้ประสาทสมั ผสั ทงั้ ห้า ได้แก่ ตา หู จมกู ลนิ ้ และผวิ กาย หรือจากการตรวจวดั
โดยวธิ ีการอยา่ งง่ายๆ โดยผลที่ได้จากการสงั เกตและการวดั ต้องเหมือนเดมิ ไมว่ า่ จะกระทาก่ีครัง้ ก็ตาม และ
เป็นข้อมลู ที่เป็นจริงเสมอไมเ่ ปล่ียนแปลงตามกาลเวลา ข้อเท็จจริงมีลกั ษณะเป็ นข้อความเด่ียวๆ ท่ี
ตรงไปตรงมา ตวั อยา่ งของข้อเท็จจริง ได้แก่

- นา้ แขง็ ลอยนา้ ได้ - สนุ ขั มี 4 ขา

- นา้ ไหลจากที่สงู ไปสทู่ ่ีต่า - เกลือมีรสเคม็

- ผลสตรอเบอร์ร่ีมีสีแดง - ผลทเุ รียนสกุ มีกล่ินฉนุ

- นา้ เดือดที่อณุ หภมู ิ 100๐เซลเซียส ท่ีระดบั นา้ ทะเล

- พระอาทิตย์ขนึ ้ ทศิ ตะวนั ออกและตกทางทิศตะวนั ตก

- เกิดแผน่ ดนิ ไหวขนาดใหญ่ที่เกาะสมุ าตราเม่ือวนั ท่ี 26 ธนั วาคม พ.ศ. 2547

2) มโนมติ (Concept)

คาวา่ มโนมตินนั้ บางคนใช้คาวา่ ความคดิ รวบยอด มโนทศั น์ มโนภาพ หรือสงั กปั ซง่ึ เป็นคาท่ีมี
ความหมายเดียวกนั มโนมติ หมายถึง ความรู้ความเข้าใจเก่ียวกบั วตั ถหุ รือปรากฏการณ์ตา่ งๆ ซง่ึ แตล่ ะคน
จะมีมโนมตเิ ก่ียวกบั วตั ถหุ รือปรากฏการณ์อยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ แตกตา่ งกนั

การท่ีบคุ คลหนง่ึ บคุ คลใดสงั เกตวตั ถหุ รือปรากฏการณ์ตา่ งๆ และเกิดการรับรู้ บคุ คลนนั้ จะนาการรับรู้
นีม้ าสมั พนั ธ์กบั ประสบการณ์เดมิ ของเขา ทาให้เกิดมโนมตซิ ง่ึ เป็นความเข้าใจเกี่ยวกบั วตั ถหุ รือ
ปรากฏการณ์นนั้ และทาให้เขามีความรู้ขึน้ (ภพ เลาหไพบลู ย์ , 2540 : 3) ซง่ึ มโนมตเิ ป็นความคดิ
ความเข้าใจของแตล่ ะบคุ คล แตล่ ะบคุ คลยอ่ มมีมโนมตเิ ก่ียวกบั สงิ่ ใดสง่ิ หนง่ึ หรือปรากฏการณ์อย่างใด
อยา่ งหนงึ่ แตกตา่ งกนั ขนึ ้ กบั ความรู้เดมิ และประสบการณ์ที่มีอยู่ และวฒุ ิภาวะของบคุ คลนนั้ ๆ เชน่ การเกิด
แผน่ ดนิ ไหว บางคนอาจบอกวา่ เป็นการกระทาของเทพยดา และสงิ่ ศกั ดสิ์ ิทธ์ิ บางคนบอกวา่ เกิดจากการ
พลกิ ตวั ของปลาอานนที่แบกโลกไว้ บางคนบอกวา่ เกิดจากการปลดปลอ่ ยพลงั งานของเปลือกโลกทาให้
พืน้ ดนิ เกิดสนั่ สะเทือน เป็นต้น หรือหากให้อธิบายลกั ษณะของต้นมะพร้าว สาหรับเดก็ อาจอธิบายว่าเป็ น
ต้นไม้ชนิดหนงึ่ ลาต้นสงู ยาว ไมม่ ีกิ่งก้านสาขา ใบเป็นแฉกๆ ผลกลมๆ สาหรับนกั วิทยาศาสตร์อาจบอกวา่
มะพร้าวเป็นพืชใบเลีย้ งเด่ียว มีระบบรากแบบรากฝอย ลาต้นเป็นข้อปล้องเห็นชดั เจน จดั อยใู่ นวงศ์ปาล์ม
(Family Palmaceae) มีชื่อวทิ ยาศาสตร์วา่ Cocos nucifera Linn. เป็นต้น


Click to View FlipBook Version