นางสาววรัญญา แก้วน้อย เลขที่14 เสนอ คุณครูมาริสา วิเชียรโชติ ลิลิ ลิ ลิลิ ลิ ลิ ตลิ ตตตะะเเลลงงพ่พ่ พ่ าพ่ ายย จัดทำ โดย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1
คำ นำ ภาษาไทย E-book เล่มนี้จั นี้ ดจัทำ ขึ้นขึ้เพื่อพื่เป็น ป็ ส่วส่นหนึ่งนึ่ของ วิชวิาภาษาไทยเพื่อพื่ ให้ไห้ด้ศึด้ ศึกษาหาความรู้ใรู้นเรื่อรื่งลิลิตตะเลงพ่าพ่ย โดย E-book เล่มนี้จ นี้ ะมีเมีนื้อนื้หาเกี่ยวกับผู้นิผู้ พนินธ์ ที่มาในการ นิพนินธ์ จุดมุ่งมุ่หมายในการประพันพัธ์ ลักษณะการประพันพัธ์ ประวัติวั ติการประพันพัธ์ ความหมายของชื่อชื่เรื่อรื่ง เนื้อนื้เรื่อรื่งสังสัเขป ข้อข้คิดที่ได้จด้ากเรื่อรื่ง คุณคุค่าด้าด้นเนื้อนื้หา คุณคุค่าด้าด้นสังสัคม คุณคุค่าด้าด้นวรรณศิลป์ ผู้จัผู้ ดจัทำ คาดหวังวัเป็น ป็ อย่าย่งยิ่งยิ่ว่าว่การจัดจัทำ เอกสารฉบับบันี้จ นี้ ะมี ข้อข้มูลที่เป็น ป็ ประโยชน์ต่น์ ต่อผู้ที่ผู้ ที่ สนใจศึกษาเรื่อรื่งลิลิตตะเลงพ่าพ่ย เป็น ป็ อย่าย่งดี หากมีข้มีอข้แนะนำ หรือรืข้อข้ผิดผิพลาดประการใด ผู้จัผู้ ดจัทำ ขอน้อน้มรับรัไว้แว้ละขออภัยมา ณ ที่นี้ด้ นี้ วด้ย ผู้จัผู้ ดจัทำ นางสาววรัญรัญา แก้วน้อน้ย
สารบัญ หน้า ผู้นิผู้ พนินธ์ ที่มาในการนิพนินธ์แธ์ละจุดมุ่ง มุ่ หมาย ในการประพันพัธ์ ลักษณะการประพันพัธ์ ประวัติวั ติการประพันพัธ์ ความหมายของชื่อชื่เรื่อรื่ง เนื้อนื้เรื่อรื่งสังสัเขป ข้อ ข้ คิดที่ได้จ ด้ ากเรื่อรื่ง คุณคุค่าด้า ด้ นเนื้อนื้หา คุณคุค่าด้า ด้ นสังสัคม คุณคุค่าด้า ด้ นวรรณศิลป์ เรื่รื่รื่รื่อ รื่รื่ ง 1 4 3 2 6 5 9 10 11 8
สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุ ชิโนรสพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าวาสุกรีเป็น พระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่ ๑ ประสูติเมื่อพ.ศ. ๒๓๓๓ ผนวชเป็นสามเณรเมื่อพระชนมายุ๑๒ พรรษา และทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุประทับอยู่ ณ วัดพระเชตุพน พระองค์สิ้นพระชนม์ในสมณ เพศเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๖ รวม พระชนมายุ๖๓ พรรษา ในสมัยรัชกาลที่ ๓ สถาปนาเป็นสมเด็จ พระสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรสศรีสุคต ขัตติยวงศ์ผู้นิพนธ์ 1
นิพนธ์ขึ้นเพื่องาน พระราชพิธีฉลองตึก วัดพระเชตุพนฯ ในรัชกาลที่ ๓ จุดมุ่งหมายในการประพันธ์ ที่มาในการนิพนธ์ เพื่อสดุดีวีรกรรม ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในสงครามยุทธหัตถึ 2
แต่งด้วยลิสิตสุภาพ ซึ่งประกอบด้วย ร่ายสุภาพ โคลงสองสุภาพ โคลงสามสุภาพ และโคลงสี่สุภาพ แต่งสลับกันไป จำ นวน ๔๓๙ บท โดยได้แบบอย่างการแต่งมาจาก ลิลิตยวนพ่าย ที่แต่งขึ้นในสมัยอยุธยตอนต้น ลักษณะการประพันธ์ 3
สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงนิพนธ์เรื่องนี้เพื่อสนอง พระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงทำ นุบำ รุงและ โปรดเกล้าให้สร้างตึกต่าง ๆ ในวัดพระเชตุพนฯ โดยมีพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้ากปิตถาขัตติยกุมาร กรมหมื่นภูบาลบริรักษ์ พระนัดดาช่วยเหลือเวลาที่ใช้ในการนิพนธ์ เริ่ม พ.ศ. ๒๓๗๕ นิพนธ์จบ พ.ศ. ๒๓๙๑ ใช้เวลาประมาณ ๑๖ ปี ประวัติการประพันธ์ 4
ตะเลง : มอญ พ่าย : แพ้ ตะเลงพ่าย : มอญแพ้ แต่มอญในที่นี้หมายถึงพม่าด้วย ความหมายของชื่อเรื่อง 5
เหตุการณ์ทางพม่า เมื่อ พ.ศ. ๒๑๓๓ พระเจ้ากรุงหงสาวดีนันทบุเรง ทรงทราบข่าวว่าสมเด็จพระมหาธรรมราชเสด็จ สวรรคต แผ่นดินไทยคงกำ ลังระส่ำ ระสาย อาจมีเหตุวุ่นวายด้วย พระราชโอรสทั้งสองพระองค์ชิงราชบัลลังก์ จึงโปรดให้พระมหาอุปราชายกกองทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยา พระเจ้านันทบุเรงจึงโปรดให้พระมหาอุปราชายก กองทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยาแต่พระมหาอุปราชาได้ กราบทูลพระราชบิดาว่าโหรทำ นายว่าพระองค์กำ ลังมีเคราะห์ พระเจ้านันทบุเรงจึงตรัสประชดว่าบุตรชายให้ นำ ผ้านุ่งสตรีมาสวมให้สร่างเคราะห์ พระมหาอุปราชาเกรงพระราชอาญาและทรงอับอายจึงประกาศเกณฑ์ พลจากเชียงใหม่และเมืองขึ้นต่าง ๆ มาช่วยโดยทัพพม่าเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์และเข้าตีเมือง กาญจนบุรี ก่อนมาพระเจ้ากรุงหงสาวดีประทานโอวาท แก่พระมหาอุปราชา ๘ ประการดังนี้ ๑. อย่าหูเบา ๒. อย่าทำ อะไรตามใจตนเอง ๓. ให้เอาใจทหาร ๔. อย่าไว้ใจคนขลาดเขลา ๕. รอบรู้กระบวนการจัดทัพ ๖. รู้หลักตำ ราพิชัยสงคราม ๗. ให้รางวัลทหารที่มีความสามารถ ๘. จงพากเพียร เนื้อเรื่องสังเขป 6
เหตุการณ์ทางกรุงศรีอยุธยา ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงเป็นกษัตริย์และเตรียมทัพจะไปรบกับเขมร แต่เมื่อทรง ทราบข่าวศึกพม่า จึงทรงนำทัพออกไปรับศึกพม่านอกพระนครทัพไทยและทัพพม่าปะทะกันที่ตำบล ตระพังตรุจังหวัดสุพรรณบุรีช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและช้างทรงของสมเด็จพระเอกา ทศรถตกมัน จึงเตลิดเข้าไปอยู่ในวงล้อมข้าศึก โดยไม่มีกองทัพของพระองค์ติดตามไปด้วย สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเชิญให้พระมหาอุปราชเสด็จมากระทำยุทธหัตถีด้วยกัน พระมหาอุป ราชาเพลี้ยงพล้ำต้องพระแสงของ้าวของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชสิ้นพระชนม์บนคอช้าง หลังจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จกลับกรุงศรีอยุธยาแล้ว ทรงปูนบำเหน็จทหารที่มีความชอบ ในการรบ และทรงตัดสินโทษทหารที่ตามเสด็จไม่ทัน แต่สมเด็จพระวันรัตวัดป่าแก้วได้กราบทูลขอ พระราชทานอภัยโทษให้แก่ทหารเหล่านั้น พระองค์ก็ทรงยินยอมและให้ยกทัพไปตีเมืองทวายและตะนาว ศรีเป็นการไถ่โทษ เนื้อเรื่องสังเขป 7
๑. ลิลิตตะเลงพ่ายสะท้อนให้เห็นความรักชาติ ความเสียสละ ความกล้าหาญ ของบรรพบุรุษซึ่งคนไทยควรภาคภูมิใจ ๒. แผ่นดินไทยต้องผ่านการทำ ศึกสงครามอย่างมากมายกว่าที่จะมารวมกัน เป็นปีกแผ่นอย่างปัจจุบันนี้ ๓. พระราชภารกิจของกษัตริย์ไทยในสมัยก่อน คือการปกครองบ้านเมือง ให้ร่มเย็นเป็นสุขและรบเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง 8
๑. เป็นวรรณคดีชั้นสูงของชาติซึ่งถือได้ว่าเป็นแบบอย่างที่ดีของวรรณคดีอื่นๆ ๒. ให้คุณค่าทางด้านวรรณศิลป์หลายประการ เช่น การเล่นคำ การแทรกบทนิราศ คร่ำ ครวญ การใช้โวหารต่างๆ การพรรณนาฉากที่ทำ ให้ผู้อ่านมีอารมณ์ร่วม และเกิด ความรู้สึกคล้อยตาม ๓.ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และลักษณะผู้ฟังที่ดี ๔. ปลุกใจให้คนไทยรักและเทิดทูนแผ่นดินไทยจนพร้อมที่จะเสียสละเพื่อบ้านเมือง คุณค่าด้านเนื้อหา 9
๑. เป็นวรรณคดีชั้นสูงของชาติซึ่งถือได้ว่าเป็นแบบอย่างที่ดีของวรรณคดีอื่นๆ ๒. ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และลักษณะผู้ฟังที่ดี ๓. ปลุกใจให้คนไทยรักและเทิดทูนแผ่นดินไทย จนพร้อมที่ อบรมข้อนี้ทำ ให้เราได้ ข้อคิดที่ว่า การพูดดีเป็นศรีแก่ตัวเมื่อเราทราบเช่นนี้แล้วเราทุกคนก่อนที่จะพูดอะไร ต้องคิดและไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะพูด คุณค่าด้านสังคม 10
การเลือกสรรคำ มาใช้ ๑. การสร้างศัพท์ที่มีรูปและเสียงเป็นสง่า ศัพท์เหล่านี้มีความสูงส่งสละสลวย เช่น กมลา สน์(กมล + อาสน์) หมายถึง ผู้มีดอกบัวเป็นที่นั่ง คือ พระพรหม ๒. การใช้คำ ที่นิยมใช้ในวรรณคดี เช่น ขัตติย า(กษัตริย์) สินธพ (ม้า) ๓. การใช้คำ ซ้ำ เช่น สลัดไดใดสลัดน้อง แหนงนอน ไพรฤๅ ๔.การใช้คำ อัพภาส คือ เป็นการซ้อนหรือซ้ำ อักษร ลงหน้าศัพท์ เช่น ชวาล (เรือง) เป็น ชัชวาล(รุ่งเรือง) ในภาษาไทยก็ใช้ เช่น ครื้น ครึก ยิ้มแย้มใช้อัพภาส เป็น คะครื้น คะครึก ยะยิ้ม ยะแย้ม คุณค่าด้านวรรณศิลป์ 11