The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by decha36928, 2022-08-30 03:31:18

23DFADA4-E472-4192-A30B-04CCE961B4E0

23DFADA4-E472-4192-A30B-04CCE961B4E0

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
เฉลิมเขตรมงคล

สารบัญ หน้า

พระราชประวัติ 1-3
4-5
เสกสมรส 6

พระจริยวัตร 7
8
ความสนพระทัย



สิ้นพระชนม


พระประวัติ

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล (10 มีนาคม พ.ศ. 2435 –
23 มกราคม พ.ศ. 2500) เป็นพระธิดาในสมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้า
ฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช กับหม่อมแม้น ภาณุพันธุ์ ณ
อยุธยา และเป็นพระชายาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรม
หลวงลพบุรีราเมศวร์

พระสาวมี







สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร

พระมารดา


พระบิดา

หม่อมแม้น ภาณุพันธุ์ สมเด็จพระราชปิตุลา
อยุธยาท.จ. บรมพงศาภิมุข

เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์

มีพระโสทรเชษฐา 2 พระองค์ ได้แก่




พระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าศิริวงศ์วัฒนเดช

กรมหมื่นภาณุพงศ์พิริยเดช


พระองค์เป็นพระธิดาที่ใกล้ชิดกับพระบิดา ด้วยความที่ทรงกำพร้าพระมารดา

ตั้งแต่พระชันษาได้เพียง 2 ปี จึงเลี้ยงไว้ไม่ห่างพระองค์ ด้วยความรักในพระธิดา สิ่งใดที่
เป็นความสุขและความปรารถนาของพระธิดา ถ้าไม่เหลือความสามารถแล้วพระองค์
หญิงเป็นต้องได้ ทั้งนี้มีพี่เลี้ยงเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
คำรบ ซึ่งเป็นนายทหารคนสนิทของพระบิดา โดยพระองค์ทรงเรียกพระองค์เจ้าคำรบว่า
"แม่"




พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคำรบ

ในปีที่พระองค์ประสูตินั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฉลองสิริ
ราชสมบัติครบ 25 ปี จึงมีเจ้านายทูลขอพระราชทานพระนามสำหรับพระโอรส-ธิดาใน
เวลาไล่เลี่ยกันสามองค์ คือ


หม่อมเจ้าเฉลิมเขตรมงคล

หม่อมเจ้ารัชลาภจีระฐิต (พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรง
ราชานุภาพ)
หม่อมเจ้ารัชฎาภิเศก (พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนพิทยลาภพฤฒิ
ธาดา)
ต่อมาในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 พระองค์ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
สถาปนาขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า และเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2443
สถาปนาขึ้นเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า พร้อมกับพระโสทรเชษฐาทั้งสองพระ
องค์

เสกสมรส

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล ทรงพบกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ครั้งแรกในงานออกร้านวัดเบญจมบพิตร ดังที่
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ทรงเล่าให้หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุลฟัง ความ
ว่า


“...ในงานออกร้านวัดเบ็ญจมบพิตร เจ้านายหนุ่ม ๆ อยากดูผู้หญิงก็ไม่กล้า เราต้องจัดการให้ ลุง

นั่งอยู่กับพวกหนุ่ม ๆ หน้าร้านเรียกสาว ๆ ให้เข้าไปรับแจก บางคนทำดัดจริตกระมิตกระเมี้ยน
เพราะมีหนุ่ม ๆ อยู่ด้วย แต่พอถึงยายบี้ [พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล] แกก็ทำหน้าเป๋อไปหมอบ
กราบเอาเงินแจก แล้วยังซ้ำกราบเจ้านายหนุ่ม ๆ นั้นเสียด้วย สมเด็จชายก็เลยพอพระทัยว่าไม่มี
จริต...”

ด้วยความที่พระองค์ไม่มีจริตและน้ำพระทัยอันบริสุทธิ์ประกอบกับการแสดงออกทางอากัปกิริยา
ที่เป็นธรรมชาติ คือสิ่งที่ดึงดูดพระทัยสมเด็จชายที่กำลังทรงอยู่ในแวดวงของเหล่าสตรีที่มีจริต
และด้วยความสมน้ำสมเนื้อดังกล่าว ความรักของทั้งสองพระองค์ก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น

เมื่อพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล มีพระชนมายุได้ 16 พรรษา พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงเสกสมรสกับสมเด็จพระเจ้าบรม
วงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศร์ และได้รับการยกย่องจากรัชกาลที่ 5 ใน
ฐานะสะใภ้หลวง สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเล่าถึงงานอภิเษกสมรสนี้
ความว่า

“...ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าคุณจอมมารดาแพ [เจ้าคุณพระประยูรวงศ์] พาพระบุตรี
ของพระองค์ คือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคลไปพระราชทานสมเด็จพระเจ้า
ลูกยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมขุนลพบุรีราเมศวร์ เป็นนางห้ามสะใภ้หลวงตามธรรมเนียมพิธี
อย่างใหม่ที่ใช้กันไม่มีการซู่ซ่าอันใด เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๐...”




สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร

ทั้งนี้สมเด็จชายและพระองค์หญิงทรงครองชีวิตคู่ ที่เรียกอย่างสามัญว่า
"ผัวเดียวเมียเดียว" โดยมีพระโอรสด้วยกัน 3 พระองค์ ได้แก่

1.พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล (27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2453
– 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538) เสกสมรสกับหม่อมหลวงสร้อยระย้า
(ราชสกุลเดิม สนิทวงศ์), หม่อมบุญล้อม (สกุลเดิม นาตระกูล), หม่อมปริม


(สกุลเดิม บุนนาค)และหม่อมไฉไล(สกุลเดิม ถาวร) มีพระโอรส-ธิดาทั้งหมด

6 องค์
2.พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร (29 เมษายน พ.ศ. 2456 –

1 ตุลาคม พ.ศ. 2534) เสกสมรสกับหม่อมราชวงศ์กุลปราโมทย์ (ราชสกุลเดิม
สวัสดิกุล), หม่อมสมเชื้อ (สกุลเดิม ชมเสวี), หม่อมทองไพ (สกุลเดิม ประยูร
โต), หม่อมทองแถม (สกุลเดิม ประยูรโต) และหม่อมบัวทอง (สกุลเดิม ไตลัง
คะ) มีพระโอรส-ธิดาทั้งหมด 6 องค์
3.พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ (1 เมษายน พ.ศ. 2458 – 2
มกราคม พ.ศ. 2541) เสกสมรสกับหม่อมฟองจันทร์ (เดิม: เจ้าฟองจันทร์ อิน
ทขัติย์) และหม่อมอุบล (สกุลเดิม สุฤทธิ์) มีพระโอรส-ธิดาทั้งหมด 7 องค์

พระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล



พระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร




พระเจ้าวรวงศ์เธอ


พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ

พระจริยวัตร

พระองค์ทรงออกพระนามพระองค์เองว่า "แม่หนูเฉลิมเขตร" ส่วน
เจ้านายชั้นผู้ใหญ่พระองค์อื่น ๆ ออกพระนามว่า "ยายบี้" ด้วยมีพระนาสิก
แบน และพระราชนัดดาองค์อื่น ๆ ในรัชกาลที่ 5 ออกพระนามว่า "ยิบหยี"
เพราะโปรดทำพระเนตรหยี


พระองค์ไม่สันทัดในงานบ้านงานเรือนนัก แต่ก็ทำหน้าที่ของบุตรที่ดีโดยมิ

ขาดตกบกพร่อง โดยพระองค์เองเคยกล่าวเกี่ยวกับความไม่สันทัดดัง
กล่าว ความว่า "เกิดมาเป็นลูกเจ้าฟ้า มาแต่งงานก็เป็นเมียเจ้าฟ้า จะให้


รู้จักเช็ดกระไดไชรูท่ออย่างไร"

หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ได้กล่าวถึงอุปนิสัย และพระจริยวัตรโดยรวม
ของพระองค์ไว้ ความว่า "พระองค์หญิงเฉลิมเขตรมงคลมีพระรูปโฉม
เหมือนสมเด็จพระบิดาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งพระอัธยาศัยก็คล้ายกันเป็นอันมาก
กล่าวคือไม่มีใครเกลียดและไม่มีศัตรู เพราะไม่เป็นภัยกับใครเลย ไม่มีการ
เล่นพวก ไม่ด่าว่าค่อนแคะผู้ใด ไม่ดูถูกเหยียดหยามผู้ใด มีแต่ความซื่อสัตย์
สุจริตและตามพระทัยพระองค์เอง เช่นเด็กที่เป็น Spoiled Child มา
ตั้งแต่เกิดเพราะไม่เคยมีใครขัดใจเท่านั้น ถ้ามีสิ่งใดที่เสียก็เป็นเรื่องที่ท่าน
ทำพระองค์ท่านเอง ไม่มีผู้ใดต้องมาเสียหายด้วย เช่น ทรงใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
ก็เป็นเงินของท่านเอง ไม่ได้ไปหยิบยืมใครมาให้เขาสูญทรัพย์"

ความสนพระทัย

พระองค์หญิงก็ทรงสนพระทัยในงานด้านศิลปะการแสดงและทรงริเริ่มในการ
ฝึกละครข้าหลวงตั้งเป็นคณะนาฏดุริยศิลปินจัดแสดงภายในวังเมื่อตามเสด็จ


พระสวามีไปประทับยังมณฑลปักษ์ใต้ก็ทรงจัดตั้งวงดนตรี มีข้าหลวงเป็นนัก

ดนตรีประจำคณะ ส่วนพระองค์ทรงซอด้วง


ภายหลังพระสวามีสิ้นพระชนม์ เสด็จพระองค์หญิงฯทรงย้ายมาประทับที่วัง

มังคละสถาน ริมถนนสุขุมวิท ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานทูตสาธารณรัฐฟิลิปปินส์
เสด็จพระองค์หญิงฯ ทรงสนพระทัยในนาฏยศิลป์และดุริยางค์ของไทย และ
โปรดจัดการแสดงต่าง ๆ ขึ้นตลอดพระชนม์ชีพ ทรงจัดการแสดงครั้งแรก ณ
วังมังคละสถานเป็นโขนเฉลิมวันประสูติในปี พ.ศ. 2485 ต่อมาทรงตั้งคณะชู
นาฏดุริยางค์ศิลป์ขึ้นเพื่อแสดงเป็นประจำในวังโดยอาศัยสถานที่ต่างๆในวังเป็น
ฉากและจัดการแสดงตามที่ต่างๆในโอกาสสำคัญเช่นงานฉลองเปิดหอประชุม
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากการแสดงตามแบบแผนเดิมของไทยแล้ว
เสด็จพระองค์หญิงฯได้ทรงประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ในเรื่องเครื่องแต่งกาย
และฉากโดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงคิดแบบละครขึ้นใหม่ชนิดหนึ่งเรียกว่า ละครพูด
สลับรำ ละครของพระองค์มีคนดูจำนวนมาก และมีทุกระดับชั้น

ต่อมาทรงหันมาสนพระทัยด้านศิลปะรำไทยทรงตั้งคณะชูนาฏดุริยศิลปทั้งนี้ทรงมี
ความสามารถในการเขียนบทละคร ทั้งละครรำละละครพันทางซึ่งเป็นที่นิยมใน
สมัยนั้น บทละครดังกล่าวได้แก่ ปันหยีมิสาหรัง และบทละครจากนวนิยายเรื่อง
รุ่งฟ้าดอยสิงห์ เป็นต้น

คณะชูนาฏดุริยางค์ศิลป์แสดงอยู่ 15 ปี มีการแสดงอยู่ 4ประเภท คือ โขน
ละครต่าง ๆ รำเบ็ดเตล็ด และการแสดงเบ็ดเตล็ดมีผู้แสดงทั้งผู้มีบรรดาศักดิ์
และสามัญชนนักแสดงหลายคนเริ่มอาชีพที่นี่ และหลายคนได้รับอิทธิพลจากที่นี่
และมีชื่อเสียงอยู่จนปัจจุบัน ครั้นเสด็จพระองค์หญิงฯ สิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ.
2500 พระนามชื่อคณะและสิ่งที่พระองค์สร้างเสริมไว้ให้แก่วงการนาฏยศิลป์
ไทยก็จางหายไปและถูกลืมเลือน

สิ้นพระชนม์

ในบั้นปลายพระชนม์ชีพ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล
ประชวรและไม่สามารถเสด็จออกงานพระราชพิธีต่าง ๆ ได้ โดยได้ย้ายไปประทับ
ที่วังมังคละ และหมดพระกำลัง สิ้นพระชนม์ลงด้วยโรคพระวักกะพิการเมื่อวันที่


23 มกราคม พ.ศ. 2500 สิริพระชันษา 64 ปี โดย พระบาทสมเด็จพระมหา

ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทาน
เพลิงพระศพ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อ
ช่วงบ่ายวันพุธที่ 26 มิถุนายน ปี พ.ศ. 2500 ก่อนหน้านั้นในช่วงบ่ายของวัน
อังคารที่ 25 มิถุนายน ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังวังมงคลสถาน เพื่อวางพวง
ดอกไม้ที่หน้าโกศพระศพและประทับเป็นประธานในพิธีการพระราชกุศล
พระราชทานพระศพ[10][11] พระนามของพระองค์ ถูกนำมาใช้เป็นชื่อของ โรง
ภาพยนตร์ศาลาเฉลิมเขตร์

นายช จัดทำโดย ม.4/5

ยันต์ ตฤษณาเกษตร เลขที่31


Click to View FlipBook Version