The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชาสังคมศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Rodjarin, 2021-07-24 08:15:19

วิชาสังคมศึกษา

วิชาสังคมศึกษา

กรรม

การกระทาํ ในทางธรรม หมายถึง การกระทําทป่ี ระกอบดว้ ยเจตนาจงใจ

กรรมตามมูลเหตกุ ารกระทาํ กรรมตามการแสดงออก

• อกศุ ลกรรม (กรรมชวั่ ) การกระทาทเี่ กดิ จาก • กายกรรม หมายถึง กรรมท่ีกระทาทางกาย
อกุศลมลู คอื โลภ โกรธ หลง เช่น ตัง้ ใจเรยี นหนงั สอื

• กุศลกรรม (กรรมดี) การกระทาท่ีเกิดจาก • วจีกรรม หมายถึง กรรมท่ีกระทาทางวาจา
กุศลมูล คือ ไมโ่ ลภ ไม่โกรธ ไมห่ ลง เชน่ พูดจาปลอบโยนเพอื่ นที่มที กุ ข์

• มโนกรรม หมายถึง กรรมท่ีกระทาทางใจ
เชน่ รู้สกึ สงสารคนท่เี จ็บปว่ ยเปน็ ทกุ ข์

ระดบั จติ ใจ • เม่อื ทาดจี ิตใจยอ่ มสงบสขุ เม่ือทาชั่วจิตใจยอ่ มทกุ ข์รอ้ น

ผลของกรรม ระดบั บคุ คล • คนดียอ่ มเปน็ คนดี คนช่วั ย่อมเปน็ คนชวั่

แบ่งได้ ๓ ระดบั

ระดบั ภายนอก • เม่อื ทาดียอ่ มไดร้ บั การสรรเสรญิ จากบคุ คลอืน่ เมื่อทา
ชัว่ ย่อมถกู ลงโทษต่างๆ

คณุ ของกรรม

คณุ ของกรรม เกดิ จากการกระทาที่ถูกตอ้ ง

๑. ทาใหเ้ ชอื่ ว่าทุกส่งิ ยอ่ มเปน็ ไปตามเหตุปัจจยั
๒. ทาให้เช่ือวา่ คุณธรรม ความดี ความสามารถ เปน็ เคร่ืองวดั ความประเสรฐิ หรือความเลวของคน
๓. ทาให้มกี าลงั ใจวา่ ตนเท่านัน้ จะเปน็ ผ้ทู าให้ตนดหี รอื เลวลง

๔. ทาใหเ้ ป็นผมู้ ีความรบั ผิดชอบตอ่ ตนเองทจ่ี ะงดเว้นจากการกระทาช่ัว

อบายมุข ๒. ชอบเทีย่ วกลางคนื

หนทางแหง่ ความเสอื่ ม หรอื ทางแห่งความพนิ าศ ๖ ประการ
๑. ติดสุราและของมึนเมา

๖. เกยี จคร้านการงาน

๕. คบคนชัว่ ๓. ชอบเท่ียวดูการละเลน่

๔. ติดการพนัน

นโิ รธ (ธรรมที่ควรบรรลุ) • เมื่อความทุกข์เกิดจากความอยากท่ี
เกินพอดี ถ้าเราลดความอยากท่ีฝืน
• ความจริงว่าด้วยความดับทุกข์ เมื่อ กับความจริงได้มากเท่าใด ปัญหา
ความทุกข์เกิดจากสาเหตุ ถ้าเราดับ หรือความทุกข์ก็น้อยลง หากดับ
สาเหตุแห่งทุกข์ได้ ความทุกข์น้ันก็ ความอยากที่ผิดธรรมชาติได้ท้ังหมด
ย่อมดบั ไปด้วย ดังพทุ ธดาํ รสั วา่ ปัญหาก็หมด เหลือแต่ความสงบสุข
อยากยิ่ง ในทางพระพุทธศาสนา
“เมือ่ สิ่งน้ีไม่มี ส่ิงนนั้ กไ็ มม่ ี เรยี กวา่ “นิพพาน”
เพราะสิ่งน้ีดบั ส่ิงน้นั ก็ดับ”

สขุ ๒ เจตสิกสุข ความสขุ ทางใจ

ความสขุ อันเปน็ ส่ิงทีท่ กุ คนปรารถนา • ไดร้ บั ความรักจากพ่อแม่ ญาติ
พีน่ อ้ ง
กายกิ สขุ ความสุขทางกาย
• มจี ิตใจสงบ ไม่วติ กกงั วลใดๆ
• ไดเ้ หน็ สิ่งของหรือรปู ทีส่ วยๆ
• มีคนรกั ยกย่อง สรรเสริญ
• ได้ฟงั เพลงทีช่ อบ

• ได้เห็นรบั ประทานอาหารอร่อย

คหิ สิ ุข โภคสขุ ความสขุ ที่เกิดจากการใชจ้ ่ายทรพั ย์

ความสุขของชาวบ้าน เป็นความสุขท่ีบุคคลทว่ั ไปพงึ มี

ความสขุ ที่เกิดจากการมที รัพย์ อตั ถสิ ขุ

ความสุขทเี่ กดิ จากการไม่มีหน้ีสิน อนณสุข อนวัชช ความสุขที่เกิดจากการประพฤติ
สขุ ส่ิงไม่มโี ทษ

๑. สมั มาทิฏฐิ มรรค (ธรรมท่คี วรเจรญิ )

การเหน็ ชอบ

๒. สัมมาสงั กปั ปะ การดารชิ อบ

๓. สัมมาวาจา การเจรจาชอบ

๔. สมั มากัมมนั ตะ การกระทาชอบ
๕. สัมมาอาชวี ะ การเล้ียงชพี ชอบ

๖. สัมมาวายามะ การพยายามชอบ

๗. สัมมาสติ การระลกึ ชอบ

๘. สมั มาสมาธิ การตัง้ จิตมนั่ ชอบ

ไตรสิกขา

การศกึ ษาและฝึกอบรม มี ๓ ประการ

ศลี สกิ ขา

• การฝกึ อบรมเกี่ยวกับความประพฤติ มีเจรจาชอบ กระทาํ ชอบ และเลีย้ งชีพชอบ

จติ ตสิกขา

• การฝกึ อบรมจติ เพ่อื ให้เกิดสมาธิ มีความพยายามชอบ ระลึกชอบ และตง้ั จติ มนั่ ชอบ

ปญั ญาสกิ ขา

• การฝึกอบรมเพอ่ื ใหเ้ กดิ ความรู้แจ้ง มคี วามเห็นชอบ และดําริชอบ

กรรมฐาน ๒ วปิ ัสสนากรรมฐาน

การกระทาํ ทเ่ี ก่ยี วกับการฝึกอบรมจิต ประกอบดว้ ย ๒ ประการ การฝกึ อบรมปัญญาใหร้ แู้ จง้
หรอื การเจริญปญั ญา
สมถกรรมฐาน

การฝกึ อบรมจติ ใจ
เพ่ือใหเ้ กดิ ความสงบ
หรอื การฝกึ สมาธิ

ปธาน ๔ สงั วรปธาน • เพียรระวังยับย้ังอกศุ ล ท่ยี งั ไม่เกดิ
มิใหเ้ กิดข้นึ ได้
ความเพียรทช่ี อบ ๔ ประการ

• เพียรละ หรอื เพยี รกาจดั อกศุ ล ปหานปธาน
ธรรมท่ีเกิดขนึ้ แล้ว

ภาวนาปธาน • เพียรเจริญ หรอื เพียรทากศุ ลธรรม
ท่ยี งั ไม่เกิดให้เกิดมีข้ึน

• เพียรรกั ษากุศลธรรมทเ่ี กดิ ขึ้น อนุรักขนาปธาน
แลว้ ใหค้ งอยู่และใหเ้ จรญิ ยิ่งข้ึนไป

โกศล ๓

ความฉลาด ๓ ประการ

อายโกศล อปายโกศล

อุปายโกศล

๑.อายโกศล หลักคําสอนท่เี ก่ียวขอ้ ง
วุฑฒธิ รรม ๔
• ความฉลาดทที่ าให้รูว้ า่ ความเจริญคอื อะไร
และอะไรเป็นปจั จัยทีท่ าให้เกิดความเจรญิ คณุ ธรรมท่กี อ่ ใหเ้ กิดความเจรญิ งอกงาม

สปั ปรุ ิสสงั เสวะ การคบกบั คนดี คบคนที่มคี วามรู้

สัทธมั มัสสวนะ การฟงั ธรรม เอาใจใส่เลา่ เรียน แสวงหาความจรงิ

โยนโิ สมนสิการ คิดหาเหตุผล และวเิ คราะหป์ ัญหาต่างๆ โดยรอบคอบ

ธัมมานธุ มั มปฏิบัติ การปฏบิ ตั ธิ รรมใหถ้ ูกตอ้ ง รูจ้ ักดีชวั่

๒.อปายโกศล หลกั คําสอนทเ่ี กี่ยวขอ้ ง

• ความฉลาดในความเสอื่ ม ร้สู าเหตุของ อบายมุข ๔
ความเส่ือม
ทางแห่งความเส่ือม
• เป็นนกั เลงหญิง มคี วามประพฤติไม่เหมาะสมทางเพศ

• เป็นนกั เลงสุรา

• เป็นนกั เลงการพนัน

• คบคนช่ัวเป็นมิตร

๓.อุปายโกศล หลักคาสอนทีเ่ กยี่ วขอ้ ง

• ความฉลาดในอบุ ายหรือวธิ ที ี่ทาใหส้ าเรจ็ อทิ ธิบาท ๔

ทางไปสคู่ วามสาเร็จ

ฉนั ทะ ความรัก ความพงึ พอใจ
วิริยะ ความพากเพียร ความบากบั่น
จิตตะ การเอาใจใสฝ่ ักใฝ่
วิมงั สา การไตร่ตรองพิจารณา

มงคล

ธรรมอนั นํามาซง่ึ ความสุขความเจริญ

๑.การไมค่ บคนพาล • การเล่ยี งไม่สมาคมกบั บคุ คลทม่ี ีลกั ษณะ
เป็นคนพาลคนชั่ว

๒. การคบบัณฑติ • การคบหาสมาคมกบั บคุ คลทีม่ ีปญั ญาและ
สามารถนาปญั ญานั้นมาใช้ในการดาเนนิ ชีวิตได้

๓. การบชู าผคู้ วรบูชา • การยกย่องบคุ คลทมี่ ีคณุ งามความดี มคี ณุ ธรรม
เพื่อยกจติ ใจของตนให้สูงขน้ึ

คุณของอริยสัจ

สอนให้ไมป่ ระมาท สอนใหแ้ กป้ ญั หาด้วยปญั ญาและเหตุผล
สอนใหเ้ หน็ ส่งิ ต่างๆ ตามความเป็นจรงิ สอนใหแ้ กป้ ญั หาดว้ ยตนเอง

หน่วยการเรียนร้ทู ี่ ๔

พุทธศาสนสภุ าษติ

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

• อธิบายพทุ ธคณุ และขอ้ ธรรมสาคัญในกรอบอริยสจั ๔ หรือหลักธรรมของศาสนาที่ตน
นับถอื ตามที่กาหนด เห็นคุณค่าและนาไปพัฒนาแก้ปญั หาของตนเองและครอบครวั ได้

พุทธศาสนสุภาษิต เป็นหลักคาสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่ง

กล่าวไว้ในรูปแบบของข้อความขนาดส้ัน แต่มีเน้ือหาและสาระอัน
ลกึ ซง้ึ นาไปเป็นขอ้ คิดในการดาเนินชวี ิตได้เป็นอย่างดี

คนสามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท ยํ เว เสวติ ตาทิโส : คบคนเชน่ ไรยอ่ มเปน็ เชน่ น้นั

ทางธรรม • มีจิตเมตตา เอื้อเฟื้อ ไม่ลักขโมย ไม่ฉ้อโกง ไม่ผิดลูกเมีย
ผอู้ ่ืน พูดแตส่ ิง่ ทเี่ ปน็ ประโยชน์และเปน็ ความจรงิ
คนดี
• มคี วามขยนั ประกอบอาชพี สจุ ริต ทางานเกง่ มีความสามารถ
ทางโลก หลกี เล่ยี งอบายมขุ ไม่ละเมดิ ใคร ไม่เอาเปรยี บคน

คนไมด่ ี ทางธรรม • ชอบประทุษรา้ ยผอู้ ืน่ ทรมานสัตว์ ชอบลกั ขโมยและฉอ้ โกง
ทางโลก ล่วงเกนิ ของรักของผู้อื่น พูดคาหยาบ คดิ แคน้ พยาบาท

• เปน็ คนข้เี กยี จ ทางานไมม่ ีประสิทธภิ าพ การงานไม่ประสบ
ความสาเร็จ ไมช่ อบศึกษาหาความรู้

อตฺตนา โจทยตฺตานํ : จงเตือนตนดว้ ยตนเอง

• พระพุทธศาสนาได้สอนไว้ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน (อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ) เพราะผู้ที่อยู่กับตนเอง
ตลอดเวลา คอื ตนเอง ความชว่ ยเหลือทคี่ าดหวงั ได้จากบุคคลอ่ืนน้ันไม่แน่นอน แต่ถ้าสามารถช่วยเหลือ
ตนเองได้ ความช่วยเหลอื นัน้ ยอ่ มเป็นสงิ่ แนน่ อน
การฝกึ เตือนตนเองสามารถทาไดห้ ลายวิธี

• หยุดคิดก่อนใช้เงินทุกครั้ง ว่าใช้จ่ายในส่ิงที่จาเป็น และคุ้มค่าหรือไม่
ถ้าไมค่ มุ้ ค่าควรจา่ ยหรือไม่

• ทบทวนก่อนออกจากบ้าน ว่าได้ปิดน้า ปิดไฟ หรือถอดปลั๊กไฟ
ให้เรยี บร้อยแลว้ หรอื ยัง หากไม่แนใ่ จควรเข้าไปตรวจสอบอกี ครั้ง

• ขณะขับรถต้องเตือนตนอยู่เสมอว่า ไม่ควรใช้ความเร็วเกินท่ีกฎหมาย
กาหนด และตอ้ งขบั ดว้ ยความระมดั ระวงั เป็นตน้

นิสมมฺ กรณํ เสยฺโย : การใคร่ครวญกอ่ นแลว้ จึงทาํ ดีกวา่
• การใครค่ รวญก่อนลงมือทา เปน็ การลดความประมาทในการทาสิง่ ตา่ ง ๆ

• ป้องกันการตัดสินใจผิดพลาด • ชว่ ยให้ประสบความสาเร็จ
ซ่ึงอาจทาให้เสียเวลา และ ในการทาสิง่ ตา่ งๆ ได้เรว็ ข้ึน
ส่งผลร้ายตามมา

• ช่วยลดความขัดแยง้ ในครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม

ทุราวาสา ฆรา ทกุ ฺขา : เหย้าเรือนทปี่ กครองไม่ดี นาํ ทุกขม์ าให้

ความสําคญั ของผู้นาํ ครอบครวั ลักษณะของผู้นําครอบครัวท่ดี ี

• เป็นแบบอยา่ งในการดาเนนิ ชีวติ ใหแ้ ก่สมาชิกในครอบครัว • เปน็ แบบอย่างทดี่ ใี หแ้ กส่ มาชกิ ในครอบครวั
• เป็นผนู้ าในการวางแนวทางปฏิบตั ิกติกากฎของครอบครัว • มคี วามเป็นประชาธิปไตย
• เป็นผหู้ ารายได้มาจุนเจือครอบครวั • มคี ุณธรรมจริยธรรม

ลักษณะของครอบครัวทีม่ ผี ้ปู กครองที่ดี

• ระเบียบและกฎเกณฑ์ของบา้ นมคี วามยืดหยนุ่ ไม่เขม้ งวดเกินไป
• สมาชกิ ในครอบครวั ปฏบิ ัตติ ามระเบยี บ
• พ่อ-แมป่ ฏิบตั ิตนเป็นแบบอยา่ งท่ดี ี
• สมาชกิ ในครอบครัวมีความเมตตาต่อกนั ให้อภยั กนั ไม่จับผดิ กัน
• พอ่ -แมม่ คี วามยุติธรรม ไม่ลาเอยี ง

หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ ๕ หนา้ ทีช่ าวพุทธ

และมารยาทชาวพุทธ

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

๑. บาเพญ็ ประโยชน์ตอ่ ศาสนสถานของศาสนาท่ีตนนับถือได้
๒. อธิบายจรยิ าวัตรของสาวกเพือ่ เปน็ แบบอย่างในการประพฤติปฏบิ ตั ิ และปฏบิ ตั ติ นอย่างเหมาะสม

ต่อสาวกของศาสนาทตี่ นนับถอื ได้
๓. ปฏบิ ตั ติ นอยา่ งเหมาะสมตอ่ บคุ คลต่างๆ ตามทีก่ าหนดได้

การบําเพ็ญประโยชน์และการบํารงุ รักษาวดั

• ส่งเสริมให้ชุมชนในท้องถน่ิ มคี วามร้สู กึ ว่าวดั เปน็ ของตน เพื่อใหม้ คี วามรู้สกึ
รักและหวงแหน จะได้ชว่ ยกนั ดแู ลรักษา

• ส่งเสริมให้ชุมชนในท้องถ่ินรูส้ กึ วา่ วดั เปน็ ท่พี งึ่ ทางจติ ใจ ให้ชาวบา้ นเขา้ มา
แสวงหาความสงบ รบั ฟังคาสอน คาปรึกษาเพอ่ื แก้ปัญหาชีวิต เพอ่ื ให้
ชาวบา้ นเหน็ คุณค่าของวดั และเข้าวดั มากขึ้น

• ส่งเสริมให้วัดเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับสาธารณูปโภค
ส่งเสริมอาชีพ ช่วยเหลือเกื้อกูลซ่ึงกันและกัน ชาวพุทธทั้งหลายต้องช่วย
ทานบุ ารุงและดแู ลรกั ษาวดั เพ่อื ใหค้ งอยคู่ กู่ ับชุมชนสบื ไป

การบาํ เพญ็ ประโยชน์

• พุทธศาสนิกชนท่ีดีมีหน้าท่ีบาเพ็ญประโยชน์แก่วัด พระภิกษุสามเณร
เกือ้ กูลให้พระพทุ ธศาสนาดารงอยู่ต่อไป

• ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน หาทุนทรัพย์ไปช่วยสร้างอุโบสถ • ใหท้ นุ การศกึ ษาแก่พระภิกษสุ ามเณร
วหิ าร หรือศาสนสถานอนื่ ๆ

• จัดหาผู้เชี่ยวชาญอบรมวิธีการใช้ส่ือและอุปกรณ์ที่ • ดแู ลมิใหผ้ ูใ้ ดใช้วัดเปน็ สถานท่ีประพฤติมิชอบ
ทันสมัย

• ชักชวนกันไปทาบญุ รกั ษาศลี และเจริญภาวนา

การบํารงุ รกั ษาวดั

• ชาวบ้านในชุมชนมีหน้าท่ีช่วยแบ่งเบาภาระสมภารเจ้าอาวาสด้วยการ
บารุงรกั ษาวัด เพราะวดั เป็นสถานทท่ี ีเ่ ปน็ ศูนยร์ วมใจของพทุ ธศาสนกิ ชน

• ก่อสร้าง ซ่อมแซม ปรับปรุง ตกแต่ง วางแบบ
แปลนศาสนสถานและศาสนวตั ถุ

• สนับสนุนค่าใช้จ่าย จัดหาทุนสาหรับบารุงรักษาศาสน
สถานและศาสนวัตถุ

• จัดให้มีการเรยี นการสอนพระปรยิ ัติธรรม

• สง่ เสริม สนบั สนนุ วดั ทัง้ กาลังเงนิ และกาลังกาย

• ชว่ ยทาความสะอาดวดั และบรเิ วณภายในวัด

การเรยี นรวู้ ถิ ีชวี ติ ของพระภิกษสุ งฆ์

• การศึกษา หมายถึง การเรียนพุทธวจนะหรือ • เรียกตามศัพท์ศาสนาว่า วิปัสสนาธุระ หมายถึง
พระไตรปิฎก ในสมัยก่อนใช้วิธีท่องจา เรียกว่า มุข การฝึกฝนอบรมจิตใจให้เป็นสมาธิ เพ่ือนาไปขจัด
ปาฐะ ถ่ายทอดต่อกันมา เม่ือเวลาล่วงเลยไปทาให้ กิเลส คอื ความเศรา้ หมองแห่งจิตและใหเ้ กิดความรู้
พระธรรมวินัยคลาดเคล่ือน พระสงฆ์จึงประชุม แจ้งเห็นจรงิ
สังคายนา ภายหลงั จึงมกี ารบันทึกไว้ การศึกษาเล่า
เรยี นน้ตี อ่ มาภายหลัง เรยี กวา่ คนั ถธรุ ะ การปฏบิ ัติ

การศกึ ษา

การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา

การแสดงธรรม ปาฐกถาธรรม การประพฤติตนให้เปน็ แบบอยา่ ง
• การแสดงธรรมหรือการแสดงพระธรรมเทศนา
• พระภิกษุมีหน้าที่ทาให้ชาวบ้านเห็นว่า การมีชีวิต
หรือการเทศน์ เป็นรูปแบบท่ีทากันมาแต่โบราณ ตามที่พระพุทธองค์ทรงสอนน้ันเป็นไปได้ จะต้อง
มีระเบียบและวิธปี ฏิบตั ิเป็นแบบอย่างเฉพาะ มชี วี ติ เรยี บง่าย ไม่ยึดติดในลาภสักการะ มีเมตตา
• การแสดงปาฐกถาธรรม เป็นการแสดงธรรม โดย และไมพ่ ยาบาท ไมค่ ดิ ร้ายตอ่ ผู้อนื่
ใช้ภาษาธรรมดาทีส่ อื่ ความไดง้ ่าย ไม่มีรูปแบบและ

พธิ ีกรรมท่ีใชใ้ นการเทศน์

การเขา้ พบพระภกิ ษุและ มารยาทชาวพทุ ธ
การปฏิบัติตนในเขตวัด
การฟงั พระธรรมเทศนา
การแสดงความเคารพ การฟงั เจรญิ พระพุทธมนต์
พระรตั นตรัย

การฟงั สวดพระอภธิ รรม

• ควรแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ไม่ตกแต่ง การเขา้ พบพระภกิ ษแุ ละ
เครื่องประดับมากเกนิ ไป การปฏบิ ตั ติ นในเขตวัด

• ควรไปถงึ วดั กอ่ นการประกอบศาสนพิธี • ถ้าไปร่วมพิธีในช่วงเช้า ควรมีภัตตาหารไปถวาย
พระภิกษุด้วย แต่ถ้าศาสนพิธีมีข้ึนตอนบ่ายหรือเย็น
ควรมนี า้ ผลไมไ้ ปถวายพระสงฆ์ดว้ ยจะเปน็ การดี

• ขณะพระสงฆ์แสดงพระธรรมหรือให้ศีล
ควรต้ังใจฟงั อย่างสารวมและมีสมาธิ

• ควรสนทนากับพระสงฆอ์ ย่างสารวม • พึงรกั ษาเวลาในการสนทนากบั พระ

• ไม่ควรนาเรื่องทางโลกบางเรื่องไป • ไม่กระทาการใดๆ ท่ีเป็นการรบกวน
สนทนากับพระ การประกอบศาสนพิธี

การประนมมือ (อัญชลี) การแสดงความเคารพ
พระรัตนตรัย

• การยกมือทั้งสองต้ังประนมขึ้นเป็นพุ่ม โดยให้ฝ่ามือทั้งสองชิดกันตั้งไว้
ระหว่างอก นิ้วมือทั้งสิบชิดกัน แขนท้ังสองถอยห่างจากลาตัวพอสมควร
เงยหน้ามองตรงต่อสงิ่ ที่เคารพ ลาตวั ตง้ั ตรง

การไหว้ (นมัสการ)

• การยกมือท่ีประนมข้ึนจรดหน้าผากพร้อมกับน้อมศีรษะลงเล็กน้อย ให้ปลายนิ้วจรด
ตีนผม ปลายนิ้วหัวแม่มือจรดกลางหน้าผากหรือหว่างคิ้ว ไหว้ครั้งเดียวแล้วลดมือลง
การไหว้ขณะยืน ผ้ชู ายยืนส้นเทา้ ชิด ปลายเท้าแยกเล็กน้อย ผู้หญิงก้าวขาขวาออกมา
ขา้ งหนา้ แล้วย่อตวั หรือคอ้ มตัวต่าลงเลก็ นอ้ ย

การกราบ (อภิวาท)

• การกราบพระรัตนตรัยใช้วิธีกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ หมายถึง
การกราบที่ให้อวัยวะท้ัง ๕ ส่วนของร่างกาย ได้แก่ มือท้ังสอง เข่าทั้งสอง
และหน้าผากจรดกบั พ้นื การกราบมี ๓ ขน้ั ตอน คือ อัญชลี วันทา อภิวาท

การฟงั สวดพระอภธิ รรม

๑ • ตง้ั ใจฟงั พระสวดโดยเคารพ
๒ • ถ้าไมเ่ ขา้ ใจก็ส่งกระแสจิตไปตาม

เสียงสวด เพ่อื สร้างสมาธิในการฟัง

๓ • ถ้าเข้าใจความหมายของบทสวด
กใ็ หน้ ้อมใจไปตามคาสวดนน้ั

๔ • ควรนาเอาธรรมะในบทสวดไป
เป็นแนวทางในการดาเนินชวี ิต

การฟังพระธรรมเทศนา

๑ ๒
• ฝ่ายผู้ฟัง ให้รับศีลก่อน แล้วกล่าวคา • พระภิกษุสงฆ์ผู้เทศน์นั่งบนธรรมาสน์
อาราธนาธรรม เพื่อนิมนต์ให้พระ จับใบลานประคองระหว่างอก ประนม
แสดงพระธรรมเทศนา มอื แคอ่ กแลว้ ตงั้ นะโม ๓ จบ


• พระภิกษุสงฆ์ยกพระบาลีมาเป็น
หัวข้อแสดงธรรม แล้วอ่านคา
เทศน์ในใบลาน

๔ ๕

• ฝ่ายผู้ฟังให้นั่งประนมมือ ตั้งใจฟัง • เม่ือเทศนจ์ บ เจา้ ภาพถวายไทยธรรมแก่
ไม่หยอกลอ้ พดู คุยกัน พระภิกษุ

การฟงั เจริญพระพทุ ธมนต์

๑ • ตง้ั ใจฟงั ด้วยความเคารพ

๒ • แม้ไม่เข้าใจความหมาย ก็ให้ส่งใจไปตามเสียง
สวดนั้น น้อมราลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม
และพระสงฆ์

๓ • ถ้าเขา้ ใจความหมาย กจ็ ะยิ่งชว่ ยใหม้ ีจิตศรทั ธา
เลอ่ื มใสในพระรตั นตรัยยง่ิ ขึ้น

๔ • เมือ่ จิตเลอื่ มใสศรัทธา จิตใจก็จะสะอาดบรสิ ทุ ธ์ิ
มากขนึ้ เท่ากับเป็นการชาระล้างขัดเกลากิเลส
ออกจากจิตใจ

การปฏบิ ตั ิตนอย่างเหมาะสม
ต่อเพ่อื นตามหลักพระพทุ ธศาสนา

หลักธรรม ทิศ ๖

มติ รแท้ มิตรเทยี ม

ทศิ ทศิ เบอื้ งบน หลกั ธรรม ทิศ ๖
เบ้ืองหลงั พระสงฆ์
สามี ภรรยา ทิศเบื้อง
ทศิ ๖ หนา้
ทิศเบอ้ื งซา้ ย บิดา มารดา
มติ รสหาย ทศิ เบื้องล่าง
คนงาน ทศิ เบ้ืองขวา
มิตรท่ีดีพงึ ปฏบิ ตั ติ อ่ เรา ดังนี้ ลกู จ้าง ครกู ับศิษย์
• ป้องกันเราเมื่อเราอยใู่ นความประมาท
• รกั ษาทรัพย์สนิ ของเราเมอื่ เราอยูใ่ นความประมาท
• เม่อื มีภยั เอาเป็นทีพ่ ่ึงได้
• ไม่ละทง้ิ เราในยามทุกขย์ าก
• ใหค้ วามนับถือตลอดถึงวงศต์ ระกูลของเรา

มติ รแท้ มติ รแท้ มิตรเทยี ม

• มติ รอุปการะ มติ รเทยี ม
• มิตรรว่ มทกุ ขร์ ว่ มสุข
• มิตรแนะนาประโยชน์ • มติ รปอกลอก
• มติ รมีนา้ ใจ • มติ รดีแตพ่ ูด
• มิตรหวั ประจบ
• มิตรชวนไปในทางเสอ่ื ม


Click to View FlipBook Version