การพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 โดยการจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) อัมพรรัตน บุญเศษ1 อภิชาติ พยัคฆิน1* และศุภกร พรสวางกุล2 1 สาขาวิชาวิทยาศาสตรทั่วไป วิทยาลัยการฝกหัดครู มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร บางเขน กรุงเทพมหานคร 10220 2 โรงเรียนราชวินิตบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210 * E-mail: [email protected] บทคัดยอ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาแนวคิดวิทยาศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 เรื่อง ปฏิกิริยาเคมีโดยการจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) และศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีใน การพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตรเรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่3 โดยการจัดการเรียนรู ดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) กลุมตัวอยาง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3/7 โรงเรียนราชวินิต บางเขน จำนวน 38 คน ไดมาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช ไดแก แผนการจัดการเรียนรูดวย วิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) แบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตรเรื่อง ปฏิกิริยาเคมี แบบสัมภาษณ กึ่งโครงสราง แบบบันทึกหลังการจัดการเรียนรู และแบบบันทึกอนุทิน พบวา หลังการจัดการเรียนรูดวยวิธี การเรียนเชิงรุก (Active Learning) นักเรียนสวนใหญมีแนวคิดที่สอดคลองกับแนวคิดวิทยาศาสตรหลังเรียน สูงกวากอนเรียนมีคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 8.91 และแนวคิดของนักเรียนอยูในกลุมแนวคิดวิทยาศาสตรสมบูรณ (SU) และแนวคิดวิทยาศาสตรถูกตองบางสวน (PU) นอกจากนี้ยังพบวา แนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการเรียนรูดวย วิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) ที่ชวยพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตรมี 3 แนวทาง คือ 1) การใชคำถาม เพื่อกระตุนความรูหรือประสบการณเดิมของนักเรียน 2) การใชสื่อภาพ และวิดีโอการสาธิตตาง ๆ ที่ทำให ผูเรียนสามารถวิเคราะหและเกิดแนวคิด และ 3) การใชกิจกรรมที่ทำใหผูเรียนไดลงมือปฏิบัติเพื่อใหเกิด การสรางองคความรูดวยตนเอง คำสำคัญ : การจัดกิจกรรมการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก / การพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร
1 ที่มาและความสำคัญของปญหา วิทยาศาสตรมีความสำคัญตอมนุษยและสังคมในทุกยุคทุกสมัย เพราะนำความรูทางวิทยาศาสตรไปใช ในการประกอบอาชีพตาง ๆ และใชในการดำรงชีวิตประจำวัน วิทยาศาสตรชวยใหเกิดองคความรูและความ เขาใจในปรากฏการณทางธรรมชาติ ทำใหคนมีการพัฒนากระบวนการคิดที่เปนเหตุเปนผล คิดวิเคราะห คิดสรางสรรค มีทักษะที่สำคัญในการคนควาหาความรู สามารถแกไขปญหาไดอยางเปนระบบ ตัดสินใจไดโดย ใชขอมูลที่มีอยูหลากหลาย และใชประจักษพยานที่ตรวจสอบได ในปจจุบันโลกเปนสังคมแหงความรู (Knowledge-based society) ทุกคนจึงจำเปนตองไดรับการพัฒนาการเรียนรู โดยเฉพาะอยางยิ่งความรูใน ดานวิทยาศาสตร เปาหมายหนึ่งของการศึกษาวิทยาศาสตร คือ ใหนักเรียนทุกคนเปนผูรูวิทยาศาสตร (Scientific literacy for all students) ซึ่งสามารถนำเอาความรูไปใชทั้งในอาชีพและงานทางดาน วิทยาศาสตร ซึ่งสอดคลองกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนของชาติเขาสูยุคศตวรรษ ที่ 21 ที่มุงสงเสริมใหผูเรียนมีคุณธรรม รักความเปนไทย มีทักษะการคิดวิเคราะห สรางสรรค มีทักษะดาน เทคโนโลยี สามารถทำงานรวมกับผูอื่น และสามารถอยูกับผูอื่นในสังคมไดอยางสันติ (อารียา โสมาบุตร, 2562 อางถึงใน กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) สอดคลองกับ (ฉันทนาพร แสงสุทธิเศรษฐ, ศุภชัย ทวี และ จีรพรรณ เทียนทอง.2562 : 109) ไดกลาววา การจัดการศึกษาวิทยาศาสตรในปจจุบันมีเปาหมายเพื่อพัฒนาใหผูเรียน เปนผูรูวิทยาศาสตร (Scientific literate persons) โดยการรูวิทยาศาสตรของผูเรียน หมายถึง การมีความรู ความเขาใจในแนวคิด ทางวิทยาศาสตร มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร มีจิตวิทยาศาสตร รวมทั้ง สามารถนำองคความรูทางวิทยาศาสตรมาใชประโยชนในการดำรงชีวิต และสื่อสารอธิบายใหผูอื่นได แนวทาง หนึ่งที่จะพัฒนาการองคความรูวิทยาศาสตรใหกับผูเรียน ก็คือ การพัฒนาแนวคิดทางวิทยาศาสตรจึงมี ความสำคัญ โดยครูตองออกแบบการจัดการเรียนรูใหมีประสิทธิภาพสูงสุดที่จะทำใหสามารถพัฒนาใหผูเรียนมี แนวคิดทางวิทยาศาสตรที่ถูกตองได ในปจจุบันการจัดการเรียนการสอนในกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 มุงหวังใหนักเรียนไดเรียนวิทยาศาสตรที่เนน การเชื่อมโยงความรูกับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการคนควาและสรางองคความรูดวยตนเอง การแกปญหาโดยใหนักเรียนมีสวนรวมในการเรียนรู มีการทำกิจกรรมดวยการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อใหไดทั้ง กระบวนการและความรู จากวิธีการสังเกต การสำรวจและการทดลอง (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) การจัดการเรียนรูวิทยาศาสตรที่จะชวยใหนักเรียนมีแนวคิดทางวิทยาศาสตรนั้นมีหลากหลายวิธีและหนึ่งใน วิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) คือ การจัดการเรียนรูแบบ Active Learning เปนการเนนใหนักเรียน ลงมือปฏิบัติมากขึ้น ฝกการวิเคราะห เปนกระบวนการจัดการเรียนรูตามแนวคิดการสรางสรรคทางปญญา (Constructivism) ที่เนนกระบวนการเรียนรูมากกวาเนื้อหา เพื่อชวยใหนักเรียนสามารถเชื่อมโยงสรางความรู ใหเกิดขึ้นในตนเอง ดวยการลงมือปฏิบัติจริงผานสื่อหรือกิจกรรมการเรียนรูที่มีครูสอนเปนผูแนะนำ กระตุน หรือชวยเหลือใหนักเรียนเกิดการเรียนรูขึ้นโดยกระบวนการคิดขั้นสูง ทำใหการเรียนรูเปนไปอยางมีความหมาย และนำไปใชในสถานการณอื่น ๆ ไดอยางมีประสิทธิภาพ (สถาพร พฤฑฒิกุล, 2555) จากการฝกสอนเปนระยะเวลา 2 ภาคเรียน ขาพเจาไดศึกษาปญหาดานตาง ๆ ของผูเรียน นอกจาก การขาดการเชื่อมโยงความรูเดิมกับความรูใหมเขาดวยกันแลว นักเรียนยังมีแนวคิดวิทยาศาสตรที่คลาดเคลื่อน เชน นักเรียนคิดวาบนดวงจันทรไมมีแรงโนมถวง แตในแนวคิดทางวิทยาศาสตรไดกลาววา ดวงจันทรมี แรงโนมถวงแตนอยกวาโลกถึง 6 เทา รวมถึงนักเรียนสวนใหญสามารถอธิบายแนวคิดทางวิทยาศาสตรได ถูกตองบางสวน ขาพเจาจึงมีความสนใจทำการวิจัยการพัฒนาแนวคิดวิชาวิทยาศาสตร โดยการจัดการเรียนรู ดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อใหผูเรียนมีแนวคิดทางวิทยาศาสตรมากขึ้น ซึ่งการเรียนรู
2 วิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) เปนกระบวนการจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสำคัญ เนนบทบาทและ การมีสวนรวมของผูเรียน โดยใหผูเรียนไดลงมือปฏิบัติ เรียนรูและดำเนินกิจกรรมตาง ๆ ดวยตนเอง โดยมีครู เปน ผูแนะนำ ชี้แนะ กระตุน หรืออำนวยความสะดวกใหผูเรียนไดเกิดการเรียนรูผานกระบวนการคิด วิเคราะห สังเคราะห การแลกเปลี่ยนเรียนรูระหวางผูเรียน และนำเสนอขอมูล และการนำความรูมา ประยุกตใชเพื่อแกไขปญหาและกอใหเกิดประโยชนสูงสุดในปจจุบันและนำไปตอยอดในอนาคตได ขาพเจาจึง นำวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) ดังกลาวมาจัดกิจกรรมการเรียนรูเพื่อพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตรของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 นอกจากนี้สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่สงผลตอแนวความคิดทางวิทยาศาสตร ของนักเรียน คือ การจัดการเรียนรูที่เนนทองจำ การถายทอดความรูจากครูสูนักเรียน โดยนักเรียนเปนผูรับ ความรูจึงทำใหขาดแนวคิดทางวิทยาศาสตร (สิริมา มิ่งเมือง. 2560: 141-142) จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวของเกี่ยวกับผลการจัดการเรียนรูแบบ Active Learning พบวา การจัดการเรียนรูแบบ Active Learning ทำใหนักเรียนมีแนวคิดทางวิทยาศาสตรมากขึ้น เปนกระบวนการ จัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสำคัญ เนนบทบาทและการมีสวนรวมของผูเรียน โดยใหผูเรียนไดลงมือปฏิบัติ เรียนรูและดำเนินกิจกรรมตาง ๆ ดวยตนเอง โดยมีครูเปนผูแนะนำ ชี้แนะ กระตุน หรืออำนวยความสะดวก ใหผูเรียนไดเกิดการเรียนรูผานกระบวนการคิดวิเคราะห สังเคราะห การแลกเปลี่ยนเรียนรูระหวางผูเรียน และ นำเสนอขอมูล ลักษณะการจัดการเรียนรู Active Learning ผูเรียนจะเปนผูที่มีสวนรวมในการดำเนินกิจกรรม สามารถบูรณาการความรูเดิมกับความรูใหม เรียนรูและเกิดองคความรูดวยตนเอง ซึ่งมีรูปแบบและเทคนิคของ การจัดการเรียนรู Active Learning ที่หลากหลาย โดยผูสอนสามารถนำมาใชออกแบบการจัดการเรียนรูให เหมาะสมกับกิจกรรมการเรียนรูเหมาะสมกับผูเรียน กระตุน สงเสริมปฏิสัมพันธระหวางผูเรียนกับผูเรียนและ ผูเรียนกับผูสอน สงผลใหผูเรียนเกิดประสบการณในการเรียน และเชื่อมโยงองคความรูนำไปปฏิบัติเพื่อแกไข ปญหา (วารินทพร ฟนเฟองฟู, 2562) สอดคลองกับวิจัยของ ฟาตีฮะห อุตสาหราชการ (2558) ที่ศึกษารูปแบบ การเรียนการสอนแบบ Active Learning เพื่อพัฒนาแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร เรื่อง คลื่นไหวสะเทือน พบวา รูปแบบการเรียนรูแบบเชิงรุก มีผลสูงกวากอนเรียน และยังสอดคลองกับวิจัยของ นรินทร วงคคำจันทร (2558) ไดศึกษาการจัดเรียนรูแบบ Active Learning เพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคทางวิทยาศาสตรและ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมีพบวา มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกวาคะแนนเฉลี่ย กอนเรียน เพราะผูเรียนมีสวนรวมในกิจกรรม ไดลงมือปฏิบัติในการทดลองการแกปญหา เพื่อแทนการเรียน การสอนที่ครูบอกเลาใหนักเรียนฟงดานเดียว และในการแกปญหาตองอาศัยแนวคิด จึงจะชวยใหนักเรียน สามารถดำเนินการแกปญหาไดอยางมีประสิทธิภาพ จากความสำคัญและปญหาขางตนเกี่ยวกับความคลาดเคลื่อนของแนวคิดวิทยาศาสตร ดังนั้น ผูวิจัยจึง มีความมุงมั่นที่จะพัฒนาแนวคิดในรายวิชาวิทยาศาสตร พรอมทั้งออกแบบกิจกรรมการสอนที่เนนผูเรียนเปน สำคัญ โดยใหนักเรียนไดสรางองคความดวยตนเอง เพื่อใหนักเรียนมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับแนวคิด วิทยาศาสตรเพิ่มมากยิ่งขึ้น เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนนักเรียนสามารถนำความรูความเขาใจเกี่ยวกับแนวคิด วิทยาศาสตรเรื่องนั้น ๆ ไปประยุกตใชในการเรียนการสอนของรายวิชาวิทยาศาสตรเรื่อง ๆ อื่นตอไปได วัตถุประสงคของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบแนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่ไดรับการจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) ระหวางกอนเรียนและหลังเรียน
3 2. เพื่อศึกษาแนวทางปฏิบัติที่ดีในการพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 โดยการจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) สมมติฐานของการวิจัย 1. นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่ไดรับการจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี มีคะแนนแนวคิดวิทยาศาสตรหลังเรียนสูงกวากอนเรียน 2. มีแนวทางปฏิบัติที่ดีที่ชวยพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตรเรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปที่ 3 ภายหลังที่ไดรับการจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) วิธีดำเนินการวิจัย 1. เครื่องมือและการสรางเครื่องมือที่ใชในการวิจัย เครื่องมือที่ผูวิจัยใชในการวิจัย แบงเปนเครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล มีรายละเอียด ดังนี้ 1.1 แบบวัดแนวคิดวิชาวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี - มีการสรางและหาคุณภาพเครื่องมือแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร ดังนี้ ในการสรางแบบทดสอบนั้น แบบทดสอบจะถูกสรางขึ้นโดยใชหลักสูตรมาตรฐานตัวชี้วัดเปน กรอบการกำหนด เนื้อหาของแบบทดสอบการวัดแนวคิดวิชาวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนราชวินิตบางเขน 1) ศึกษาหลักสูตรหนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 หนวยการเรียนรูที่ 5 ปฏิกิริยาเคมีและวัสดุในชีวิตประจำวัน บทที่ 1 ปฏิกิริยาเคมี ประกอบดวยเรื่องยอย 2 เรื่อง ไดแก เรื่องที่ 1 การเกิดปฏิกิริยา และเรื่องที่ 2 ปฏิกิริยาเคมีรอบตัว ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) กลุมสาระวิชาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 2) ศึกษาเอกสารงานวิจัยเพื่อหาแนวคิดไปใชในการออกแบบแบบวัดแนวคิดทาง วิทยาศาสตร 3) สรางแบบวัดแนวคิดทางวิทยาศาสตร โดยกำหนดแนวคิดที่ตองการศึกษา เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ชนิดอัตนัยจำนวน 10 ขอ พรอมทั้งไดกำหนดจำนวนขอสอบ การกระจายเนื้อหาตาง ๆ ที่ ตองการทดสอบใหสอดคลองกับเวลาที่จะใชในการทำแบบทดสอบ และกำหนดเกณฑการใหคะแนนเพื่อเปน แนวทางในการวิเคราะห โดยไดกำหนดเกณฑการใหคะแนนไว ดังนี้ 3.1 กลุมแนวคิดวิทยาศาสตรสมบูรณ (Sound understanding: SU) หมายถึง นักเรียนมีแนวคิดสอดคลองกับแนวคิดของนักวิทยาศาสตรทุกองคประกอบ ให 4 คะแนน 3.2 กลุมแนวคิดวิทยาศาสตรบางสวน (Partial understanding: PU) หมายถึง นักเรียนมีแนวคิดสอดคลองกับแนวคิดของนักวิทยาศาสตรอยางนอย 1 องคประกอบ ให 3 คะแนน 3.3 กลุมแนวคิดวิทยาศาสตรบางสวนและคลาดเคลื่อนบางสวน (Partial understanding with a specific misconception: PU/SM) หมายถึง นักเรียนมีแนวคิดสอดคลองกับ แนวคิดของนักวิทยาศาสตรอยางนอย 1 องคประกอบและมีบางแนวคิดคลาดเคลื่อนจากแนวคิดวิทยาศาสตร ให 2 คะแนน
4 3.4 กลุมแนวคิดคลาดเคลื่อนจากแนวคิดวิทยาศาสตร (Specific misconception: SM) หมายถึง นักเรียนมีแนวคิดไมสอดคลองกับแนวคิดวิทยาศาสตรที่ปรากฏในคำถามนั้น ๆ ให 1 คะแนน 3.5 กลุมที่ไมเขาใจ (No understanding: NU) หมายถึง นักเรียนไมไดตอบคำถาม และเขียนคำตอบในลักษณะที่ทวนคำถาม หรือการเขียนคำตอบวาไมทราบในการตอบคำถาม ให 0 คะแนน 4) นำเนื้อหาเรื่อง ปฏิกิริยาเคมี มาสรางแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร จำนวน 20 ขอ เพื่อจะ คัดเลือกแบบวัดแนวคิดที่มีคุณภาพไวใช จำนวน 10 ขอ โดยใหสอดคลองกับจุดประสงค 5) นำเสนอแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตรที่สรางขึ้นทั้งหมดไปใหผูเชี่ยวชาญจำนวน 3 ทาน เพื่อตรวจสอบความสอดคลองของขอสอบรายขอกับจุดประสงคการเรียนรู โดยใชคาดัชนีความสอดคลอง (IOC) โดยใชเกณฑการใหคะแนน ดังนี้ +1 หมายถึง สอดคลอง 0 หมายถึง ไมแนใจ -1 หมายถึง ไมสอดคลอง โดยพิจารณาคา IOC ตั้งแต 0.5 ขึ้นไป 6) นำไปใหผูเชี่ยวชาญตรวจความครอบคลุมเนื้อหา ตลอดจนขอเสนอแนะตาง ๆ จนเปนที่ เรียบรอยแลว ทำการตัดคำถามที่ไมสมบูรณ ไมถูกตองตามเนื้อหาออกพรอมทั้งปรับปรุงแกไขใหมีความ เหมาะสมมากยิ่งขึ้น 7) คัดเลือกแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตรที่มีคาดัชนีความสอดคลอง (IOC) จำนวน 10 ขอ และจัดทำแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี เพื่อนำไปใชในการศึกษาคนควาตอไป 1.2 การสัมภาษณกึ่งโครงสราง เปนการสัมภาษณรายบุคคลหลังจากที่ผูวิจัยตรวจแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยา เคมี ในกรณีที่พบวา คำตอบในแบบวัดของนักเรียนคลุมเครือและไมชัดเจน ซึ่งอาจทำใหผูวิจัยวิเคราะหขอมูล ผิดพลาด จึงตองสัมภาษณนักเรียนเกี่ยวกับคำอธิบายของนักเรียนในขอนั้นอีกครั้งหนึ่งจนกวาจะแนใจวา นักเรียนตองการสื่อความหมายเกี่ยวกับอะไร เพื่อนำคำตอบของนักเรียนมาวิเคราะหตอไป 1.3 แบบบันทึกหลังการสอน - มีการสรางและหาคุณภาพเครื่องมือ ดังนี้ แบบบันทึกหลังการสอนนี้เปนเครื่องมือที่ผูวิจัยใชบันทึกหลังการจัดการเรียนรูทุกคาบ โดยที่ เครื่องมือนี้จะใชเก็บรวบรวมขอมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชั้นเรียน บันทึกเหตุการณหรือปญหาตาง ๆ เพื่อใหไดขอมูลในแตละคาบเรียนแลวทำการวิเคราะหและประเมินผลการจัดการเรียนรูในแตละคาบการ จัดการเรียนรูแลวหาแนวทางเพื่อปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนในคาบตอไป ซึ่งมีขั้นตอนในการสรางและ หาคุณภาพ ดังนี้ 1. กำหนดประเด็นที่ตองการบันทึก สิ่งที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนเปนไปตามแผนที่วางไว หรือไมอยางไร สิ่งใดที่เปนปญหาและอุปสรรค พฤติกรรมของนักเรียนเปนอยางไรในขณะที่ผูวิจัยจัดการเรียนรู แลวแนวทางหรือสิ่งที่ควรปรับปรุงในการจัดการเรียนรูตอไปเปนอยางไร 2. นำแบบบันทึกหลังการสอนเสนอตออาจารยที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความ เหมาะสมขององคประกอบ
5 3. ปรับปรุงแกไขแบบบันทึกหลังการสอนของครูตามคำแนะนำของอาจารยที่ ปรึกษาเพื่อใหมีความเหมาะสมสำหรับใชในการเก็บรวบรวมขอมูล 4. นำขอมูลจากบันทึกหลังการสอนของตนเองโดยอานขอมูลจากบันทึกการสอน ทีละแผนแลวพิจารณาสิ่งที่วางแผนไวกับสิ่งที่ปฏิบัติจริงในหองวาเปนไปตามแผนหรือไม เพราะเหตุใด จากนั้น เขียนแนวทางการแกปญหาเพื่อนำไปปรับใชในการสอนใหดีขึ้น 1.4 อนุทินบันทึกการเรียนรูของนักเรียน - มีการสรางและหาคุณภาพเครื่องมือ ดังนี้ อนุทินบันทึกการเรียนรูเปนเครื่องมือที่ใหนักเรียนเขียนสะทอนในสิ่งที่ไดเรียนรูและความรูสึก ความคิดเห็นตาง ๆ เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนในแตละคาบเพื่อจะไดเปนขอมูลในการที่ผูวิจัยจะทำการ ประเมินการจัดการเรียนรู และเพื่อเปนแนวทางในการปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนในชั่วโมงตอไป ซึ่งมี ขั้นตอนในการสรางและหาคุณภาพ ดังนี้ 1. กำหนดประเด็นที่ผูวิจัยตองการใหนักเรียนเขียนความเห็นหรือใหขอมูลเกี่ยวกับ การสอนของผูวิจัยในแตละคาบเรียน 2. บันทึกการเรียนรูของผูเรียนเปนแบบบันทึกที่ใหผูเรียนไดจดบันทึกสิ่งที่นักเรียน ไดเรียนรูในแตละคาบ ซึ่งประกอบดวยหัวขอ 5 หัวขอเพื่อเปนแนวทางในการบันทึก ดังนี้ 2.1 สิ่งที่นักเรียนไดรับจากการเรียนรูตั้งแตตนคาบถึงทายคาบ บันทึกอยาง ละเอียด 2.2 นักเรียนคิดวา ขั้นตอน/วิธีการ/กิจกรรม อะไรบางที่ชวยใหนักเรียน เขาใจในเนื้อหานั้น ๆ มากขึ้น เพราะเหตุใด 2.3 นักเรียนสามารถนำสิ่งที่ไดรับไปปรับใชไดอยางไร 2.4 ขอเสนอแนะและความรูสึกที่มีตอการจัดการเรียนการสอน 2.5 คำถามที่นักเรียนสงสัย/สิ่งที่อยากบอกครู 3. สรางแบบบันทึกการเรียนรูของนักเรียน แลวนำเสนอตออาจารยที่ปรึกษาวิจัย ตรวจสอบความเหมาะสมของหัวขอที่กำหนด 4. นำขอมูลจากอนุทินของนักเรียนในแตละสัปดาหมาวิเคราะหขอมูล โดยอาน ขอคิดเห็นของนักเรียนทีละคนอยางละเอียด แลวจัดกลุมที่มีความคลายกันไวกลุมเดียวกัน จัดเปน 2 ดาน คือ 1) สิ่งที่ทำใหนักเรียนไดเขาใจเนื้อหาจากกิจกรรมการเรียนการสอน 2) ขอเสนอแนะและความรูสึกที่มีตอการ จัดการเรียนการสอนทุกครั้ง 2. การเก็บรวบรวมขอมูล ผูวิจัยเก็บรวบรวมขอมูลดังนี้ การเก็บรวบรวมขอมูลเพื่อพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี เริ่มจากใหนักเรียนทำแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี กอนการใชการจัดการ เรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) ซึ่งใชกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 หลังจากจัดกิจกรรม ครบทุกแผน ทำการเก็บรวบรวมขอมูลแนวคิดโดยใชแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ชนิด อัตนัยจำนวน 10 ขอ ทั้งนี้ผูวิจัยมีการสัมภาษณคำตอบของแนวคิด หากคำตอบของนักเรียนคลุมเครือ ระหวาง การเรียนการสอนนั้นผูวิจัยไดใหนักเรียนทำแบบฝกหัดเพื่อชวยและฝกใหนักเรียนเกิดการพัฒนา จากนั้นให
6 ผูวิจัยเก็บขอมูลแบบบันทึกหลังการสอนของตนเอง และใหนักเรียนเขียนอนุทินสะทอนความคิดทุกครั้ง เกี่ยวกับการจัดการเรียนรูวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) 3. การวิเคราะหขอมูลและสถิติที่ใชในการวิจัย 3.1 การวิเคราะหขอมูล การวิเคราะหขอมูล ผูวิจัยไดดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 3.1.1. ผูวิจัยวิเคราะหขอมูลจากแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี จากการ ที่นักเรียนตอบในแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร โดยทำการอานคำตอบของนักเรียน ตรวจสอบคำอธิบายการให เหตุผลที่นักเรียนเขียนตอบกับแนวคิดทางวิทยาศาสตรซึ่งเปนที่ยอมรับในปจจุบัน และจัดกลุมแนวคิดของ นักเรียนออกเปน 5 กลุม โดยใชเกณฑของ Marek, 1990; Haidar and Abraham, 1991; Brickhouse, 2000 (อางถึงใน ทัศนียา รัตนทัยและนฤมล ยุตาคม, 2549) จำนวน 10 ขอ โดยเกณฑที่ใชในการตรวจแบบ วัดแนวคิด 3.1.2 หลังจากนั้นคำนวณหาคาเฉลี่ย คารอยละ และคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของนักเรียน ที่อยูในแตละกลุมแนวคิดทั้งกอนและหลังการจัดการเรียนรูของจำนวนนักเรียน 3.1.3 ทำการวิเคราะหขอมูลแนวคิดของนักเรียนในขอถัดไปโดยใชวิธีการเดียวกันนี้จนครบ ทุกขอ 3.1.4 นำขอมูลจากการวิเคราะหแนวคิดในแตละขอจัดทำตารางแสดงผลของจำนวนนักเรียน ในแตละกลุมแนวคิด และเขียนบรรยายผลการวิเคราะหแนวคิดในแตละแนวคิดวาพบนักเรียนรอยละเทาใดใน แตละกลุมแนวคิด พรอมยกตัวอยางคำตอบของนักเรียนประกอบในแตละแนวคิดดวย 3.2 สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล คาเฉลี่ย รอยละ และคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย การวิจัยเรื่อง การพัฒนาแนวคิดวิชาวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป ที่ 3 โดยการจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) โดยกลุมเปาหมายที่ใชในการศึกษาใน การวิจัยครั้งนี้เปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3/7 ในภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2565 โรงเรียนราชวินิต บางเขน จำนวน 1 หองเรียน แบงเปน เพศชายจำนวน 16 คน และเพศหญิงจำนวน 22 คน รวมทั้งหมด 38 คน โดยใชวิธีการเลือกสุมตัวอยางแบบเจาะจง (Purposive Sample) มีจุดประสงคเพื่อเปรียบเทียบแนวคิด วิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่ไดรับการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิง รุก (Active Learning) ระหวางกอนเรียนและหลังเรียน และศึกษาแนวทางปฏิบัติที่ดีในการพัฒนาแนวคิด วิชาวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่3 โดยการจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียน เชิงรุก (Active Learning) ทั้งนี้ในการนำเสนอผลการวิจัยแบงออกเปน 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 เปรียบเทียบแนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่ไดรับการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) ระหวางกอนเรียนและหลังเรียน ตอนที่ 2 แนวทางในการจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) ที่ชวยพัฒนาแนวคิด วิชาวิทยาศาสตรพื้นฐานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี
7 ตอนที่ 1 เปรียบเทียบแนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปที่ 3 ที่ไดรับการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) ระหวางกอนเรียนและหลังเรียน ตารางที่ 4.1 การเปรียบเทียบแนวคิดวิทยาศาสตรโดยแสดงคาเฉลี่ยคะแนน คารอยละจำนวนนักเรียนใน ชวงคะแนนกอนและหลังการจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 จำนวน นักเรียนที่ ไดคะแนน ต่ำกวา รอยละ 50 รอยละ 50-59 รอยละ 60-69 รอยละ 70-79 รอยละ 80 ขึ้นไป รวม คาเฉลี่ย คะแนน กอนเรียน 4 1 13 20 0 38 26.53 หลังเรียน 0 0 0 1 37 38 35.26 หมายเหตุต่ำกวารอยละ 50 คือ นักเรียนที่ไดคะแนนต่ำกวา 20 คะแนนลงมา, รอยละ 50-59 คือ นักเรียนที่ ไดคะแนนตั้งแต 20-23 คะแนน, รอยละ 60-69 คือ นักเรียนที่ไดคะแนนตั้งแต 24-27 คะแนน, รอยละ 70-79 คือ นักเรียนที่ไดคะแนนตั้งแต 28-31 คะแนน และรอยละ 80 ขึ้นไป คือ นักเรียนที่ไดคะแนนตั้งแต 32 คะแนนขึ้นไป จากตารางที่ 4.1 พบวา นักเรียนไดคะแนนทดสอบแนวคิดวิทยาศาสตรกอนเรียนโดยเฉลี่ยคิดเปน 26.53 คะแนน และคะแนนทดสอบแนวคิดวิทยาศาสตรหลังเรียนโดยเฉลี่ยคิดเปน 35.26 คะแนน โดยมี จำนวนนักเรียนผานเกณฑรอยละ 50 จำนวนเพิ่มขึ้นกวากอนเรียนจาก 34 คน เปน 38 คน นั่นแสดงใหเห็นวา การจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ชวยพัฒนาแนวคิดของ นักเรียนได จากการที่ใหนักเรียนทำแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ผูวิจัยพบวา นักเรียนมี ความเขาใจในแนวคิดเรื่อง ปฏิกิริยาเคมี สอดคลองกับแนวคิดวิทยาศาสตรของนักวิทยาศาสตรเพิ่มขึ้น ทุกหัวขอ ไดแก การเกิดปฏิกิริยาเคมี และปฏิกิริยาเคมีรอบตัว ดังตารางที่ 4.2 ตารางที่ 4.2 แสดงรอยละของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่มีแนวคิดเรื่อง ปฏิกิริยาเคมี กอนและหลัง จากการจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) แนวคิด ขอ แนวคิดวิทยาศาสตรของนักเรียน (รอยละ) NU SM PU/SM PU SU กอน หลัง กอน หลัง กอน หลัง กอน หลัง กอน หลัง 1. การเกิด ปฏิกิริยาเคมี 1 1 2.63 0 0.00 1 2.63 0 0.00 5 13.16 0 0.00 28 73.68 2 5.26 3 7.89 36 94.74 2 0 0.00 0 0.00 0 0.00 0 0.00 6 15.79 0 0.00 32 84.21 11 28.95 0 0.00 27 71.05 3 0 0.00 0 0.00 2 5.26 0 0.00 15 39.47 0 0.00 21 55.26 23 60.53 0 0.00 15 39.47 4 0 0 3 0 9 2 26 17 0 19
8 แนวคิด ขอ แนวคิดวิทยาศาสตรของนักเรียน (รอยละ) NU SM PU/SM PU SU กอน หลัง กอน หลัง กอน หลัง กอน หลัง กอน หลัง 0.00 0.00 7.89 0.00 23.68 5.26 68.42 44.74 0.00 50.00 5 1 2.63 0 0.00 1 2.63 1 2.63 12 31.58 4 10.53 24 63.16 13 34.21 0 0.00 20 52.63 2. ปฏิกิริยาเคมี รอบตัว 6 0 0.00 0 0.00 2 5.26 0 0.00 10 26.32 1 2.63 26 68.42 12 31.58 0 0.00 25 65.79 7 0 0.00 0 0.00 3 7.89 0 0.00 11 28.95 0 0.00 24 63.16 17 44.74 0 0.00 21 55.26 8 1 2.63 0 0.00 1 2.63 0 0.00 14 36.84 0 0.00 22 57.89 14 36.84 0 0.00 24 63.16 9 0 0.00 0 0.00 1 2.63 0 0.00 10 26.32 0 0.00 27 71.05 14 36.84 0 0.00 24 63.16 10 0 0.00 0 0.00 1 2.63 0 0.00 6 15.79 0 0.00 31 81.58 15 39.47 0 0.00 23 60.53 หมายเหตุ NU=ไมมีแนวคิด, SM=แนวคิดคลาดคลื่อน, PU/SM=แนวคิดถูกตองบางสวนและคลาดเคลื่อน บางสวน, PU=แนวคิดถูกตองบางสวน และ SU=แนวคิดถูกตอง จากการวิเคราะหคำตอบของนักเรียนในแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมีหลังจาก การจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) พบวา นักเรียนมีความเขาใจเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งผูวิจัยไดจัดการเรียนรูโดยในขั้นนำเขาสูบทเรียน ผูวิจัยไดนำเหตุการณในชีวิตประจำวันมาถามนักเรียนเพื่อ เชื่อมโยงเขาสูกิจกรรม จากนั้นใหนักเรียนลงมือทำกิจกรรมการทดลอง โดยนักเรียนและครูรวมกันทำการลง ขอสรุปเพื่อใหไดขอมูลที่ถูกตองตรงกัน ซึ่งจากการจัดการเรียนรูพบวา นักเรียนเกิดการปฏิบัติลงมือทำ ดวยตนเอง ไดฝกวิเคราะห ทำความเขาใจกับกิจกรรมที่ไดลงมือทำ สงผลทำใหนักเรียนเกิดความรูความเขาใจ สามารถจดจำเนื้อหาไดมากยิ่งขึ้น เมื่อพิจารณากลุมคำตอบของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) ผูวิจัยจัดกลุมคำตอบที่คลายกันไวได 5 กลุม ซึ่งเมื่อพิจารณาในแนวคิดที่ 1 เรื่อง การเกิดปฏิกิริยาเคมี ประกอบดวย 3 แนวคิดยอย จำนวน 5 ขอ พบวา แนวคิดยอยขอที่ 1 แนวคิดยอยขอที่ 2 แนวคิดยอยขอที่ 4 และแนวคิดยอยขอที่ 5 จัดอยูในกลุมที่มีแนวคิดเขาใจอยางสมบูรณ(SU) รอยละ 94.74 รอยละ 71.05 รอยละ 50.00 และรอยละ 52.63 ตามลำดับ และแนวคิดยอยขอที่ 3 จัดอยูในกลุมที่มีแนวคิดเขาใจบางสวน (PU) รอยละ 60.53 จากนั้นพิจารณาแนวคิดที่ 2 เรื่อง ปฏิกิริยาเคมีรอบตัว ประกอบดวย 4 แนวคิดยอย จำนวน 5 ขอ พบวา แนวคิดยอยขอที่ 6 ถึง แนวคิดยอยขอที่ 10 จัดอยูในกลุมที่มีแนวคิดเขาใจอยางสมบูรณ (SU) รอยละ 65.79 รอยละ 55.26 รอยละ 63.16 รอยละ 63.16 และรอยละ 60.53 ตามลำดับ
9 ตอนที่ 2 แนวทางปฏิบัติที่ดีในการพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 โดยการจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) หลังจากดำเนินการวิจัย ผูวิจัยรวบรวมขอมูลที่เกี่ยวของกับแนวทางของการจัดการเรียนรู ดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมีจากบันทึกหลัง การสอนของผูวิจัย และอนุทินบันทึกการเรียนรูของนักเรียน โดยผูวิจัยขอนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีใน การจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) ที่ชวยพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตรของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ซึ่งประกอบดวย 1) การใชคำถามกระตุนเพื่อกระตุนความรูเดิม หรือประสบการณของนักเรียน 2) การใชสื่อภาพและสื่อวิดีโอการสาธิตตาง ๆ ทำใหผูเรียนสามารถวิเคราะห และเกิดแนวคิด และ 3) การใชกิจกรรมที่ทำใหผูเรียนไดลงมือปฏิบัติเพื่อเกิดการสรางองคความรูดวยตนเอง โดยมีรายละเอียดดังตอไปนี้ 1. การใชคำถามกระตุนเพื่อกระตุนความรูเดิมหรือประสบการณของนักเรียน การใชคำถามกระตุนเพื่อกระตุนความรูเดิมหรือประสบการณของนักเรียนนั้น สามารถใชไดทุก ๆ ขั้นการสอน หากกลาวถึงในขั้นการนำเขาสูบทเรียน สามารถใชคำถามเพื่อสรางความสนใจ ใหนักเรียนมี ความตื่นตัวในการคนพบเนื้อหา สรางบรรยากาศเพื่อใหนักเรียนพรอมที่จะลงมือแกไขปญหาหรือเรียนรู สิ่งนั้น ๆ ทั้งนี้ ในการตั้งคำถามนั้นควรพิจารณาการเลือกใชหรือตั้งคำถามใหเปนไปในลักษณะที่ดี ควรเปน คำถามที่ไมจำกัดแนวคิดคิดของนักเรียน หรือเมื่อตอบคำถามแรกไมได ใหใชคำถามปูพื้น หรือเปนคำถามที่ เปดโอกาสใหนักเรียนไดแสดงความคิดเห็นอยางอิสระ โดยเปนคำถามที่นักเรียนจะตองนำความรูและ ประสบการณเดิมมาเปนพื้นฐานสรุปหาคำตอบ หรืออาจเปนคำถามเพื่อทบทวนความจำ เพื่อใชเชื่อมโยง ความรูเดิมไปสูความรูใหม สงเสริมใหนักเรียนใชความคิดตัวอยางเชน ในแผนการจัดการเรียนรูที่ 1 เรื่อง การเกิดปฏิกิริยาเคมี มีใชคำถามจากการทดลอง ดังนี้ สถานการณ ครูขออาสาสมัครนักเรียน 1 คน ออกมา ทำการทดลองหนาหองโดยการผสมแคลเซียมคารบอเนตกับสารละลายกรดไฮโดรคลอริก จากนั้นรอใหเกิด การเปลี่ยนแปลง ครูตั้งคำถามกระตุนคิดของนักเรียน ดังนี้ - เมื่อผสมแคลเซียมคารบอเนตกับสารละลายกรดไฮโดรคลอริกจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ทำใหเกิด สารใหมหรือไม (เกิด) - การเปลี่ยนแปลงที่ทำใหเกิดสารใหมมีลักษณะอยางไร (ของเหลว สีใส มีฟองแกสเกิดขึ้น) - สารละลายใหมที่เกิดขึ้นคืออะไร (แคลเซียมคลอไรด นํ้า และแกสคารบอนไดออกไซด หรือนักเรียน สามารถแสดงความคิดเห็นอยางอิสระ) - การเปลี่ยนแปลงดังกลาวเปนผลจากการเกิดปฏิกิริยาเคมี (chemical reaction) ซึ่งสามารถใช แบบจำลองในการอธิบายปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นไดอยางไร (กรดไฮโดรคลอริก + แคลเซียมคารบอเนต → แคลเซียมคลอไรด + น้ำ + แกสคารบอนไดออกไซด (สมการขอความ) หรือนักเรียนสามารถแสดงความคิดเห็น อยางอิสระ) - ครูทำการอธิบายใหนักเรียนเขาใจมากยิ่งเพื่อใหไดขอสรุปวา การเกิดปฏิกิริยาเคมี สารที่เขา ทำปฏิกิริยา เรียกวา สารตั้งตน (Reactant) สวนสารใหมที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยา เรียกวา ผลิตภัณฑ (Product) - จากสมการขอความ กรดไฮโดรคลอริก + แคลเซียมคารบอเนต → แคลเซียมคลอไรด + น้ำ + แกสคารบอนไดออกไซด สารใดเปนสารตั้งตนและสารใดเปนผลิตภัณฑ (กรดไฮโดรคลอริก และ แคลเซียมคารบอเนต เปนสารตั้งตน สวนแคลเซียมคลอไรด น้ำ และแกสคารบอนไดออกไซดเปนผลิตภัณฑ)
10 2. การใชสื่อภาพและวิดีโอการสาธิตตาง ๆ ทำใหผูเรียนสามารถวิเคราะหและเกิดแนวคิด การนำสื่อตาง ๆ เชน ภาพ วิดีโอ หรือการสาธิต สามารถทำใหนักเรียนเขาใจเนื้อหานั้นไดงายขึ้น และสามารถเชื่อมโยงความรูเดิมไปสูความรูใหม ทั้งนี้ผูวิจัยสามารถใชคำถามควบคูเพื่อใหนักเรียนเกิด การวิเคราะห เกิดการสังเกตสิ่งตาง ๆ จากสื่อ ตัวอยางเชน ในแผนการจัดการเรียนรู เรื่อง การถายโอน ความรอนของปฏิกิริยาเคมี ผูวิจัยใหตัวแทนนักเรียนออกมาสาธิตการทดลองโดยการรินสารละลาย โซเดียมไฮโดรเจนคารบอเนตลงในสารละลายกรดแอซีติก เขยา สังเกตการเปลี่ยนแปลง วัดอุณหภูมิ และ รินสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซดลงในสารละลายกรดแอซีติก เขยา สังเกตการเปลี่ยนแปลง วัดอุณหภูมิ จากนั้นบันทึกผล พบวา โซเดียมไฮโดรเจนคารบอเนต + สารละลายกรดแอซีติก อุณหภูมิลดลง และ สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด + สารละลายกรดแอซีติก อุณหภูมิเพิ่มขึ้น พรอมทั้งตั้งคำถามเพื่อใหนักเรียน เกิดการวิเคราะห เกิดการตั้งคำถามในใจวาเปนเชนนั้นไดอยางไร ทำไมถึงเปนเชนนั้น ทำใหนักเรียนเกิดความ สงสัย นำไปสูการทำกิจกรรม ลงขอสรุป จนทำใหนักเรียนเขาใจเนื้อหานั้นไดงายขึ้น โดยสื่อตาง ๆ เหลานี้ จึงมีประโยชนตอนักเรียน 3. การใชกิจกรรมที่ทำใหผูเรียนไดลงมือปฏิบัติเพื่อใหเกิดการสรางองคความรูดวยตนเอง การใชกิจกรรมการเรียนรูที่หลากหลายมาใชในการสอนนั้นสามารถกระตุนใหนักเรียนมีสวนรวมใน ชั้นเรียน สงเสริมปฏิสัมพันธระหวางผูเรียนกับผูเรียนและผูเรียนกับผูสอน ทำใหนักเรียนเกิดกระบวนการ เรียนรู เชื่อมโยงองคความรูนำไปปฏิบัติเพื่อแกไขปญหาได จากการจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) นั้น เมื่อนักเรียนรวมกันทำกิจกรรมกลุม พบวา นักเรียนเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู ซึ่งกันและกัน เกิดจากการสื่อสารกันภายในกลุม มอบหมายหนาที่ในการทำงานรวมกันไดอยางเหมาะสม เกิดการชวยเหลือกันและกัน ตลอดจนสามารถทำใหงานที่ไดรับมอบหมายสำเร็จ โดยไมเพียงแตการทำงาน รวมกันเปนกลุม แตยังรวมไปถึงกิจกรรมที่มากมายหลากหลาย อาทิเชน การใชเกม สงผลทำใหนักเรียน เกิดความตื่นเตน กระตือรือรนตลอดเวลา มีความสามัคคีในภายในกลุม เพื่อจะไดใหกลุมตนเองไดคะแนนมา และยังทำใหการเรียนการสอนของนักเรียนไมเกิดความนาเบื่อ เกิดความสนุกสนานยิ่งขึ้น และสงผลทำให นักเรียนมีความรูความเขาใจยาวนานขึ้น เนื่องจากนักเรียนไดลงมือปฏิบัติดวยตนเอง ซึ่งนักเรียนจะจดจำ ชวงเวลานั้นได ตลอดกิจกรรมการทดลองยังสามารถทำใหนักเรียนไดลงมือปฏิบัติดวยตนเอง และทำให นักเรียนเขาใจเนื้อหานั้น ๆ ไดงายมากยิ่งขึ้น สรุปผลการวิจัย จากการวิจัย เรื่อง การพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี โดยการจัดการเรียนรู ดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ไดทำการวิเคราะหขอมูลเพื่อ ศึกษาแนวคิดวิทยาศาสตรของนักเรียน พบวา 1. การพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี โดยการจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 พบวาคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนคิดเปนรอยละ 35.26 ซึ่งมีคาสูงกวาคะแนนเฉลี่ยกอนเรียนคิดเปนรอยละ 26.53 2. ไดแนวทางปฏิบัติที่ดีหลังจากการจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) ที่ชวย พัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 จำนวน 3 แนวทาง ประกอบดวย แนวทางที่ 1 การใชคำถามกระตุนเพื่อกระตุนความรูเดิมหรือประสบการณของนักเรียน
11 แนวทางที่ 2 การใชสื่อภาพและสื่อวิดีโอการสาธิตตาง ๆ ทำใหผูเรียนสามารถวิเคราะหและเกิดแนวคิด และแนวทางที่ 3 การใชกิจกรรมที่ทำใหผูเรียนไดลงมือปฏิบัติเพื่อเกิดการสรางองคความรูดวยตนเอง อภิปรายผล จากการพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี โดยการจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 สามารถนำมาอภิปรายผลการวิจัย ไดดังนี้ 1. การพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี โดยการจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 พบวา กอนการจัดการเรียนรูนักเรียนสวนใหญมีแนวคิด ที่คลาดเคลื่อน ตัวอยางเชน ในแนวคิดที่ 1 การเกิดปฏิกิริยาเคมี ประกอบดวยแนวคิดยอย 3 เรื่อง ไดแก การเกิดปฏิกิริยาเคมี กฎทรงมวล และการถายโอนความรอน ซึ่งจากทั้ง 3 แนวคิดยอยนี้ ในแนวคิดยอยที่ 2 กฎทรงมวล มีแนวคิดคลาดเคลื่อนมากที่สุดในแนวคิดที่ 1 การเกิดปฏิกิริยาเคมี ซึ่งจากการตอบคำถามจาก โจทยในแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตรที่วา การเผาแคลเซียมคารบอเนตที่อุณหภูมิสูง จะไดของแข็งสีขาวและ แกสคารบอนไดออกไซด เมื่อเผาแคลเซียมคารบอเนตปริมาณ 10 กรัมจนหมด จะไดของแข็งสีขาว 5.6 กรัม ปฏิกิริยานี้มีแกสคารบอนไดออกไซดเกิดขึ้นกี่กรัม ทราบไดอยางไร ซึ่งนักเรียนเขาใจวา กฎทรงมวล คือ เมื่อนำมวลของสารกอนและหลังเกิดปฏิกิริยาไปชั่งน้ำหนัก จะไดมวลที่แตกตางกัน จากนั้นนักเรียน จึงไมสามารถหาคามวลของแกสคารบอนไดออกไซดที่เกิดขึ้นไดจากโจทยในแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตรใน แนวคิดยอยที่ 2 ได รวมถึงนักเรียนไมสามารถเขียนแสดงเหตุผลหรือแนวคิดไดวาเหตุใดทำไมเปนเชนนั้น ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัยของ สุวิสา บุญนอม (2561) มีเหตุผลหรือแนวคิดที่ถูกตอง คือ มวลรวมของสารกอน เกิดปฏิกิริยาเทากับมวลรวมของสารหลังเกิดปฏิกิริยา โดยสามารถคำนวณหามวลของสารในปฏิกิริยาเคมี ตามหลักการของกฎทรงมวลได เปนตน แตเมื่อภายหลังนักเรียนไดรับการจัดการเรียนรูพบวา นักเรียนสวน ใหญจัดอยูในกลุมที่มีแนวคิดที่สอดคลองกับแนวคิดวิทยาศาสตร โดยนักเรียนสวนใหญมีแนวคิดวิทยาศาสตร อยูในกลุมแนวคิดวิทยาศาสตรสมบูรณ (SU) รอยละ 94.74 และแนวคิดทางวิทยาศาสตรถูกตองบางสวน (PU) รอยละ 60.53 อาจเนื่องมาจากการที่ผูวิจัยไดใหนักเรียนไดลงมือปฏิบัติกิจกรรมการทดลองตาง ๆ ดวยตนเอง เกิดการสำรวจคนหา และการบันทึกผลการทดลอง ซึ่งนำไปสูการสรุปผลการทดลอง จึงสงผลทำใหนักเรียน เกิดความรูความเขาใจมากยิ่งขึ้น สอดคลองกับวิจัยของ นรินทร วงคคำจันทร (2558) ไดศึกษาการจัดเรียนรู แบบ Active Learning เพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรคทางวิทยาศาสตรและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี พบวา มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกวาคะแนนเฉลี่ยกอนเรียน เพราะผูเรียนมี สวนรวมในกิจกรรม ไดลงมือปฏิบัติในการทดลองการแกปญหา เพื่อแทนการเรียนการสอนที่ครูบอกเลาให นักเรียนฟงดานเดียว และในการแกปญหาตองอาศัยแนวคิด จึงจะชวยใหนักเรียนสามารถดำเนินการแกปญหา ไดอยางมีประสิทธิภาพ 2. แนวทางปฏิบัติที่ดีในการจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) ที่ชวยพัฒนา แนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ประกอบดวย แนวทางที่ 1 การใชคำถามกระตุนเพื่อกระตุนความรูเดิมหรือประสบการณของนักเรียน แนวทางที่ 2 การใชสื่อภาพ และวิดีโอการสาธิตตาง ๆ ทำใหผูเรียนสามารถวิเคราะหและเกิดแนวคิด แนวทางที่ 3 การใชกิจกรรมที่ ทำใหผูเรียนไดลงมือปฏิบัติเพื่อใหเกิดการสรางองคความรูดวยตนเอง การใชเกม สงผลทำใหนักเรียนเกิด ความตื่นเตน กระตือรือรนตลอดเวลา มีความสามัคคีในภายในกลุม เพื่อที่จะใหกลุมตนเองไดคะแนนมา
12 ทำใหการเรียนการสอนของนักเรียนไมเกิดความนาเบื่อ เกิดความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น และสงผลทำใหนักเรียน มีความรูความเขาใจยาวนานขึ้น เนื่องจากนักเรียนไดลงมือปฏิบัติดวยตนเอง ซึ่งนักเรียนจะเกิดความจดจำ ชวงเวลานั้นไดนานขึ้น ตลอดกิจกรรมการทดลองยังสามารถทำใหนักเรียนไดลงมือปฏิบัติดวยตนเอง และทำให เขาใจเนื้อหานั้น ๆ ไดงายมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคลองกับ ฟาตีฮะห อุตสาห (2558) และวารินทพร ฟนเฟองฟู (2562) ที่พบวา วิธีการเรียนที่ใหนักเรียนไดปฏิบัติจริงและสรางความรูจากสิ่งที่ไดปฏิบัติระหวางเรียน โดยมีการสำรวจขอมูล การทดลอง การแกไขปญหา การอภิปรายรวมกัน และการทำงานรวมมือ โดยเปดโอกาสใหผูเรียนไดแสวงหาความรู กระตุนใหเกิดความใฝรูรูจักคิด วิเคราะห และแกไขปญหา สงผลให ผูเรียนมีประสิทธิภาพดีขึ้น ตลอดกิจกรรมการทดลองตาง ๆ สามารถทำใหนักเรียนไดลงมือปฏิบัติดวยตนเอง และทำใหเขาใจเนื้อหานั้น ๆ ไดงายมากยิ่งขึ้น รวมถึงเปนผูใหคำแนะนำ และเปนผูชวยเหลือเพื่อน จากนั้น ผูสอนจะตองคำนึงถึงกิจกรรมการเรียนรูที่จะสามารถพัฒนาผูเรียนใหเกิดการเรียนรู การอำนวยความสะดวก ชวยเหลือผูเรียนในแตละกระบวนการขั้นตอนใหการจัดการเรียนรูและกิจกรรมตาง ๆ ประสบความสำเร็จ ทั้งดานกิจกรรม อุปกรณ เวลา ซึ่งควรจัดกิจกรรมการเรียนรูที่หลากหลาย เชน กิจกรรมกลุม มีการสรุปผล ทบทวนความรู มีการแลกเปลี่ยนเรียนรูระหวางกลุม ที่สำคัญคือ ตองใหผูเรียนไดใชเทคโนโลยีเขามาเปน สวนหนึ่งของกิจกรรม ซึ่งจะทำใหผูเรียนสามารถสรางองคความรูดวยตนเอง เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง และ เปนไปตามเปาหมายการเรียนรูที่กำหนดไว ขอเสนอแนะ 1. ขอเสนอแนะในการนำวิจัยไปใช 1.1 การวิจัยในครั้งนี้เปนการพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี โดยการจัดการเรียนรูดวย วิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) ผูวิจัยสามารถพัฒนาตอเนื่องไดตลอดปการศึกษา ไมจำกัดเพียง ชวงระยะเวลาเทานั้น สงผลทำใหเห็นพัฒนาการของผูเรียนไดมากยิ่งขึ้น 1.2 การจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) นั้น มีกิจกรรมที่หลากหลายสามารถ นำมาประยุกตใชในการสอนได ฉะนั้น ควรเลือกกิจกรรมใหเหมาะสมกับชวงวัย และควรจัดสรรเวลา ใหเหมาะสมกับผูเรียน 1.3 จากผลการวิจัย พบวา แนวทางการจัดการเรียนรูดวยวิธีการเรียนเชิงรุก (Active Learning) นี้ ผูวิจัยไมจำเปนตองเนนใหผูเรียนปฏิบัติกิจกรรมทุกคาบ บางคาบผูวิจัยสามารถบรรยาย หรือใชกิจกรรมอื่น ๆ แทรกควบคูไปกับการปฏิบัติกิจกรรมได 2. ขอเสนอแนะในการวิจัยครั้งตอไป 2.1 ในการวิจัยครั้งตอไป สามารถพัฒนาแนวคิดรวมกับตัวแปรตามอื่น ๆ ไดมากมาย เชน การพัฒนา แนวคิดรวมกับความสามารถในการแกปญหา การพัฒนาแนวคิดรวมกับความสามารถในการใชเทคโนโลยี ใหเกิดประโยชน เนื่องจากในปจจุบันเทคโนโลยีเขามามีบทบาทในชีวิตของมนุษยและอีกมากมาย เปนตน
13 บรรณานุกรม กมล โพธิเย็น (Kamol Phoyen). Active Learning : การจัดการเรียนรูที่ตอบโจทยการจัดการศึกษาใน ศตวรรษที่ 21 Active Learning : Learning satisfy Education in 21st century (Online). www.file:///C:/Users/Admin/Downloads/245317-A1-900822-2-10-20210804%20(2).pdf. 14 ธันวาคม 2564. กระทรวงศึกษาธิการ. (2561). หลักสูตรแกนกลางศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ ชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย จิรัสยา นาคราช. 2558. การพัฒนาแนวคิดทางวิทยาศาสตรเรื่อง ระบบประสาทและความสามารถ ในการ สืบเสาะทางวิทยาศาสตร ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 5 โดยการจัดการเรียนรูแบบสืบ เสาะหาความรู. วิทยานิพนธการศึกษาตามหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต,74-75. ฉันทนาพร แสงสุทธิเศรษฐ, ศุภชัย ทวีและ จีรพรรณ เทียนทอง. 2562. การพัฒนาแนวคิดทางวิทยาศาสตร เรื่อง พันธะไอออนิก ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาป ที่ 4 โดยการจัดการเรียนรูแบบสืบ เสาะหา ความรูรวมกับแผนผังแนวคิด. วารสารวิชาการและวิจัยสังคมศาสตร, 109. ชนัดดา ทองคำ, จิตตมาส สุขแสวง และจริน กาญจนวรินทร. (2559). การพัฒนาแนวคิดของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 เรื่อง สมดุลกลโดยการจัดการเรียนรูแบบวัฏจักรการเรียนรู 5 ขั้นรวมกับการใช มโนภาพ. เรื่องเต็มการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ครั้งที่ 54: สาขา ศึกษาศาสตร, สาขาเศรษฐศาสตรและบริหารธุรกิจ, สาขามนุษยศาสตรและสังคมศาสตร. ดรุณตรีย เหลากลม. การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โมเมนตัมและการชน ดวยชุดกิจกรรมการ เรียนรูเชิงรุก. วิทยานิพนธปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต: มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 2561. นรินทร วงคคำจันทร. 2558. การศึกษาความคิดสรางสรรคทางวิทยาศาสตรและผลสัมฤทธิ์. ทางการเรียน วิทยาศาสตร ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2. มหาวิทยาลัยราชภัฏสารคาม ประภาศรี เอี่ยมสม. (2558). การพัฒนาแนวคิดทางวิทยาศาสตรของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 5 เรื่อง ระบบตอมไรทอ โดยวิธีสอนแบบกรณีศึกษารวมกับเทคนิคการใชแผนผังแนวคิด. วิทยานิพนธศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิทยาศาสตรศึกษา). มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, กรุงเทพฯ. ปรียานุช พรหมภาสิต. (2558). คูมือการจัดการเรียนรู Active Learning (AL) for HuSo at KPRU. https://huso.kpru.ac.th/File/KM%20BOOK-58.pdf, page 8-12. 5 กุมภาพันธ 2565.