The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ว32248 ชีววิทยาเพิ่มเติม3-ม.5

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by yoswadee sasitorn, 2020-04-02 09:38:05

ว32248 ชีววิทยาเพิ่มเติม3-ม.5

ว32248 ชีววิทยาเพิ่มเติม3-ม.5

Keywords: M.5 SMA - MVSK

47

ตารางเปรยี บเทยี บประสิทธิภาพการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงของพืช C3 และพืช C4
คาชี้แจง ใหน้ ักเรยี นเขยี นข้อความระบุความแตกต่างของการสังเคราะห์ด้วยแสงของพชื C3 และพชื C4 ให้ถกู ต้อง

พืช C3 พชื C4
มีการตรงึ CO2 ครั้งเดียว โดย RuBP ในวัฏจักรคัลวิน มกี ารตรึง CO2 2 คร้งั โดยครัง้ ที่ 1 ตรงึ โดย……….. ใน…………………….
และคร้งั ท่ี 2 ตรึงโดย………. ใน…………………….
เกิดขน้ึ ในคลอโรพลาสตข์ องเซลล์มโี ซฟิลลเ์ พียงแห่ง
เดียว เนื่องจากเซลล์บันเดิลชีทไมค่ ลอโรพลาสต์ เกดิ ขน้ึ ในเซลล์ 2 ชนิด โดยครั้งแรกเกิดขน้ึ ใน…………………….ของเซลล์
เอนไซม์ Rubisco ทาหนา้ ท่ีเรง่ การตรึงแกส๊ CO2 จาก มีโซฟิลล์ และคร้ังท่ี 2 เกดิ ขน้ึ ในคลอโรพลาสตข์ อง………………………….
อากาศ
เอนไซม์ ……………………………… เรง่ การตรึงแกส๊ CO2 จากอากาศ ซ่งึ มี
เกดิ กระบวนการหายใจแสง (Photorespiration) ประสทิ ธิภาพในการตรงึ แก๊ส CO2 สงู กว่าเอนไซม์ Rubisco หลายเทา่
และตรึงได้ในสภาพทีม่ แี ก๊ส CO2 ต่า
ไมเ่ กดิ การหายใจแสง (Photorespiration)

8. กลไกการเพ่มิ ความเขม้ ข้นของแก๊ส CO2 ในพชื CAM
พืช CAM มกี ลไกการตรึงแก๊ส CO2 …...ครง้ั ในเซลล์มโี ซฟิลล์ โดยครง้ั ท่ี 1 เกดิ ข้ึนในตอน........... และครง้ั ที่ 2

เกิดขน้ึ ในตอน.................... ซง่ึ มีกลไกดงั น้ี
คาชีแ้ จง ใหน้ กั เรียนนาคา OAA, Malate และ Pyruvate เติมลงในภาพให้ถูกตอ้ ง

ภาพท่ี 12 กลไกการเพ่ิมความเขม้ ข้นของแก๊ส CO2 ในพชื CAM

48

ตารางเปรียบเทยี บกลไกการตรึงคาร์บอนของพืช C3 พชื C4 และพชื CAM
คาชแ้ี จง ใหน้ กั เรยี นเขยี นข้อความระบุความแตกต่างของกลไกการตรึงคารบ์ อนของพืช C3 พืช C4 และพืช CAMให้ถูกตอ้ ง

ข้อเปรยี บเทยี บ พืช C3 พืช C4 พชื CAM
1. จานวนคร้ังของการตรงึ คารบ์ อน
2. ช่วงเวลาทเี่ กิดการตรงึ คารบ์ อนโดย PEP
3. การเกดิ วฏั จกั รคัลวิน
4. สารทีใ่ ช้ตรึงคาร์บอน
5. แหล่งสรา้ ง G3P

9. การหายใจแสง (Photorespiration)
คาชี้แจง ใหน้ กั เรยี นนาคา Phosphoglycolate, Phosphoglycerate, Glycolate, Glyoxylate, Serine และ
Glycerate เติมลงในภาพใหถ้ ูกตอ้ ง

ภาพท่ี 13 Glycolate pathway

49

ถึงแม้ว่ากระบวนการหายใจแสงจะทาให้การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชโดยเฉพาะพืชในกลมุ่ C3 ลดลง แตก่ ็
เป็นกลไกสาคญั ทชี่ ่วยป้องกันไมใ่ ห้เกดิ ความเสยี หายกับเซลลพ์ ืช เน่ืองจากเม่ือมีความเข้มแสงมาก พืชจะเกิด
ปฏิกริ ิยาแสงได้ดี จงึ ทาใหส้ รา้ ง..................และ............ได้มากด้วย แต่ถ้าความเขม้ แสงและอุณหภมู ิสงู เกนิ ไป
พชื จะปดิ ปากใบเพือ่ ลดการคายน้า ดังน้นั จงึ ทาใหภ้ ายในใบมีปริมาณแกส๊ CO2 ลดลงดว้ ย ทาใหก้ ารตรงึ แกส๊ CO2
ลดลง สง่ ผลให้..................และ............เหลอื ภายในเซลลม์ ากข้ึน ดงั น้นั กลไกการเกิดการหายใจแสงจงึ เปน็ สว่ น
สาคญั ท่ีนาเอาสารพลงั งานสงู เหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ เพ่อื ลดระดับพลงั งานภายในเซลล์ลง

ตารางเปรยี บเทียบความแตกตา่ งของโฟโตเรสไพเรชันและการหายใจระดับเซลล์
คาชีแ้ จง ให้นักเรยี นเขียนข้อความระบุความแตกต่างของโฟโตเรสไพเรชนั และการหายใจระดบั เซลล์

ลกั ษณะ โฟโตเรสไพเรชัน การหายใจระดับเซลล์
1. การใช้ O2 ใช้
2. การสลายสารอนิ ทรีย์
O2 เขา้ ทาปฏกิ ริ ยิ ากับ RuBP
3. การใช้พลังงาน เกดิ
4. ความต้องการแสงเพื่อดาเนินกิจกรรม
สลาย RuBP และปลดปลอ่ ยคารบ์ อน
ออกมาในรปู ของ CO2
ใช้
ใช้ ATP ในการสร้าง PGA
ใช้

รูบิสโกตอ้ งการแสงในการเกิดปฏิกิริยา

ครูยศวดี ศศธิ ร
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ โรงเรียนมหาวชิราวธุ จงั หวดั สงขลา

การสืบพนั ธ์ุของพืชดอก

51

โครงสรา้ งของดอก

คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรยี นนาคา Stamen, Anther, Filament, Stigma, Style, Ovary, Carpel, Petal, Sepal,
Receptacle และ Sepal เตมิ ลงในภาพให้ถูกต้อง

ภาพที่ 1 โครงสร้างของดอก

ประเภทของดอก

1. ใช้สว่ นประกอบของดอกไมเ้ ปน็ เกณฑ์ แบ่งเปน็ 2 ประเภท ดังน้ี
1.1 ดอกครบส่วน (Complete flower) คือ ดอกไมท้ ี่มีองค์ประกอบครบ........ส่วนคือกลีบเลยี้ ง

กลีบดอก เกสรตวั ผู้ เกสรตัวเมยี อยู่ภายในดอกเดียวกัน
1.2 ดอกไมค่ รบสว่ น (Incomplete flower) คอื ดอกไมท้ ่ีมอี งค์ประกอบไม่ครบ........ส่วน ในดอก

เดยี วกนั
2. ใช้อวยั วะสืบพันธุ์ของพืชเป็นเกณฑ์ แบ่งเปน็ 2 ประเภท ดังน้ี
2.1 ดอกสมบูรณเ์ พศ (Perfect flower) คือ ดอกไม้ทม่ี ีอวัยวะสืบพันธ์ุท้ัง...................ในดอกเดยี วกนั
2.2 ดอกไมส่ มบรู ณ์เพศ (Imperfect flower) คือ ดอกไม้ที่มอี วยั วะสบื พนั ธุเ์ พศผ้หู รือเพศเมยี ในดอก
3. ใช้ตาแหนง่ ของรงั ไขเ่ ปน็ เกณฑ์ แบง่ เปน็ 3 ประเภท ดังนี้
3.1 Hypogynous flowerคอื ..............อยเู่ หนอื วงอน่ื ๆ
3.2 Perigynous flowerคือ ..............อย่ใู นระดับเดยี วกบั วงอ่ืน ๆ
3.3 Epigynous flowerคอื ..............อยู่ใต้ฐานรองดอก ทาใหส้ ่วนอ่ืน ๆ อยูเ่ หนือรังไข่

ภาพที่ 2 Ovary position

52

4. ใช้จานวนดอกบนหนึ่งกา้ นดอกเปน็ เกณฑ์ แบง่ เป็น 2 ประเภท ดังน้ี
4.1 ดอกเด่ยี ว (Solitary flower) …………………………………………………………………………………………..
4.2 ดอกชอ่ (Inflorescence flower) ……………………………………………………………………………………

คาชีแ้ จง ให้นกั เรียนนาคา Spike, Raceme, Coryme, Umbel, Cyme, Panicle, Spadix และ Head เติม
ลงในภาพ และยกตัวอยา่ งของดอกช่อแต่ละชนิด

ดอกยอ่ ยไมม่ ี Pedicel ดอกย่อยทแ่ี กส่ ดุ อยลู่ า่ ง
ดอกย่อยจะตดิ กับ Rachis ดอกอ่อนอยูบ่ นสดุ
กา้ นดอกยอ่ ยแตล่ ะดอกยาวเทา่ กนั

ช่อดอกคลา้ ย Raceme กา้ นดอกยอ่ ยออกจาก
แตก่ ้านดอกยอ่ ยยาวไม่เท่ากนั ก้านดอกจุดเดยี วกัน
ดอกยอ่ ยอยใู่ นระดับเดยี วกัน
ชอ่ แยกแขนง
ชอ่ ดอกมีดอกยอ่ ย 3 ดอก มชี อ่ ย่อยหลายชอ่ ซ้อนกนั

rachis จะหนาและนม่ิ ดอกยอ่ ยเล็ก ๆ จานวนมาก
ช่อดอกจะมใี บประดบั แผน่ ใหญแ่ ผ่นเดียว รวมอยูบ่ นฐานรองดอก

ภาพที่ 3 Inflorescence flower

53

การสรา้ งเซลล์สืบพนั ธ์ุของพืชดอก

คาชแี้ จง ใหน้ ักเรยี นนาคา Microsporocyte, Microspores, Generative cell, Tube cell,
Megasporocyte, Megaspore, Ovule, Antipodal cell, Polar nuclei, Egg cell, Synergids และ
Integuments เติมลงในภาพให้ถกู ต้อง

ภาพท่ี 4 การสรา้ งเซลล์สบื พันธเ์ุ พศเมยี และเพศผู้

54

การสบื พันธ์ุแบบอาศัยเพศของพชื ดอก

การสบื พนั ธุ์ของพชื ดอก มี 3 ขัน้ ตอน ดงั นี้
1. การถา่ ยละอองเรณู (Pollination) โดย Pollen ท่มี ี 2 นวิ เคลยี สคือ ..........................................และ
................................. จะใชส้ ือ่ (Pollinator) ตา่ ง ๆ เชน่ ลม น้า แมลง สตั ว์ มนษุ ย์ เปน็ ตน้ ทาใหม้ ันมาตกบน
ยอดเกสรตวั เมยี ซง่ึ น้าหวานบนยอดเกสรตัวเมียจะกระตุ้นให้ Tube nucleus งอกหลอดละอองเรณู (Pollen
tube) พร้อม ๆ กับที่ Generative nucleus แบ่งเซลลไ์ ด้ ................................. ซ่งึ จะสไลดล์ งมาตามหลอด
ละอองเรณเู ข้ามาหา Embryo sac ผา่ นทางรู Micropyle
คาช้ีแจง ใหน้ ักเรียนนาคา Generative cell, Tube cell, Pollen grain, Sperm, Pollen tube และ
Tube nucleus เติมในภาพให้ถกู ต้อง

ภาพที่ 5 Pollination

55

2. การปฏิสนธิ (Fertilization) เปน็ การปฏสิ นธิซ้อน (...........................) ซ่งึ พบเฉพาะในพชื ดอกเทา่ น้นั
เกิดขน้ึ ดังน้ี

ภาพที่ 6 Double fertilization
จากภาพท่ี 6 สรุปได้ดังน้ี

Sperm1 (n) + Egg (n)  .......................  ....................... .......................
Sperm2 (n) + Polar nuclei (2n) ....................... .......................

3. การเกิดผลและเมลด็ → ………………………..
 Ovule → ………………………..
 Ovary → ………………………..
 Ovary wall

ภาพที่ 7 Relationship between a pea flower and a fruit (pea pod)

56

โครงสรา้ งของผล ประกอบด้วย 3 ชน้ั จากดา้ นนอกไปดา้ นใน ดงั น้ี

1. Exocarp : ช้ัน................หรือเปลือกของผล ประกอบดว้ ยเซลลเ์ อพเิ ดอรม์ ิสช้ันเดยี ว หรอื หลายชั้น
มลี กั ษณะแตกตา่ งกนั เชน่ แข็ง เรยี บ ขรุขระ มีขน มหี นาม และต่อมนา้ มัน เป็นตน้

2. Mesocarp : เปน็ ส่วนชัน้ …………. มคี วามหนาแตกต่างกนั ไปในผลแต่ละชนิด
3. Endocarp : เปน็ ชั้น................. ในผลบางชนิดเปน็ เน้อื น่มุ รับประทานได้ แตใ่ นผลบางชนิดแขง็ มาก

ภาพท่ี 8 Fruit structure

ประเภทของผล จาแนกตาม………………………………………………………………………………………………………..

คาชี้แจง ให้นักเรียนนาชอ่ื ผลตอ่ ไปนเี้ ตมิ ลงในตัวอย่างของชนิดผลทั้ง 3 ชนิด
ส้ม สตรอเบอร่ี ทเุ รียน กุหลาบ ตอ้ ยต่ิง บัวหลวง องุ่น จาปี มะพรา้ ว กระดังงา อัญชัน น้อยหนา่ แตงโม
มงั คุด ถ่ัวเขยี ว ลาไย กล้วย ทบั ทิม สบั ปะรด ยอ หม่อน ขนุน มะเดอื่
1. ผลเดย่ี ว (Simple fruit) .................................................................................................................................

1 ดอก → ......ผล
1 ออวลุ → ….เมล็ด
ชอ่ ดอก → พวง
ตวั อย่าง
2. ผลกล่มุ (Aggregate fruit) ………………………………………………………………………………………………………
1 ดอก → ……...รังไข่
รงั ไข่มีออวลุ เดยี ว →ผลยอ่ ยมี.....เมลด็
ผลย่อยรวมกนั → ผลกลุ่ม
ตัวอยา่ ง
3. ผลรวม (Multiple fruit) ………………………………………………………………………………………………………..

1 ดอก → ผล…………….
ดอกชอ่ → ผล…………..
กา้ นช่อดอก → .......ผล
ตวั อย่าง

57

เมล็ด (Seed) เจริญมาจาก................ประกอบด้วย 3 ส่วน ดงั นี้

1. เปลอื กเมล็ด (..................) เจริญมาจาก..............................................
2. Endosperm ทาหน้าทเ่ี ป็น............................ในการเจริญเติบโตของต้นอ่อน
3. Embryo เจรญิ มาจาก.............. ประกอบด้วย

3.1 รากแรกเกดิ (……………….) เจริญเปน็ ราก………………….ของพืช
3.2 ลาตน้ แรกเกดิ (……………….) อยู่ใตใ้ บเลี้ยง เรียกวา่ ....................... (Hypocotyl)
3.3 ยอดแรกเกิด (……………….) อยูเ่ หนอื ใบเล้ียง เรียกว่า .......................
3.4 ใบเล้ยี ง (…………………) ทาหน้าที่สะสมอาหาร ชว่ ยในการงอก สงั เคราะหด์ ว้ ยแสงและป้องกนั
อนั ตรายให้กับต้นอ่อน
ประเภทของเมล็ด ตามประเภทการสะสมอาหาร
1. Albuminous seed เปน็ เมล็ดทมี่ ี…………………….สะสมอาหาร พบในพชื ใบเลย้ี งเดี่ยวเปน็ สว่ นใหญ่
และใบเล่ียงคู่อยา่ งละหุ่ง ละมุดและกาแฟ
2. Exalbuminous seed เปน็ เมลด็ ทมี่ ใี บเลย้ี งหลง่ั เอนไซม์ Amylase ออกมาย่อย Endosperm
แล้วดูดอาหารมาสะสมไวท้ ่ี...................... พบในพชื ใบเลย้ี งคู่ ยกเวน้ ละหุ่ง ละมุดและกาแฟ
คาชแ้ี จง ให้นักเรยี นนาคา Seed coat, Radicle, Epicotyl, Hypocotyl, Cotyledons, Endosperm, เติมในภาพ
ใหถ้ กู ต้อง

ภาพท่ี 9 Seed structure

58

การพักตวั ของเมล็ด (Seed dormancy)

 เกดิ จาก.........................ไมเ่ หมาะสม ทาให้เมล็ดแก่แล้วยงั ไม่งอก
 .....................ของเมลด็ ในพชื มีระยะไม่เท่า พชื บางชนดิ ระยะพกั ตวั สั้นมาก งอกได้ทนั ที เชน่
โกงกาง แสม ขนุน มะละกอ มะขามเทศ เป็นตน้ หรือพชื บางชนดิ ระยะพกั ตัวนาน เชน่ กล้ายไม้ เปน็ ต้น
 ปจั จัยทมี่ ีผลตอ่ ระยะพักตวั ของเมลด็ คือ

1. ................................. ทาใหน้ ้าและอากาศไม่สามารถผ่านเขา้ ไปได้ เช่น พทุ รา มะขาม
ฝรง่ั เป็นต้น

2. มสี ารยบั ย้งั การงอก (.............................) เคลือบผวิ นอก ทาใหต้ ้องรอนา้ ชะลา้ งออก เช่น
มะเขือเทศ เปน็ ต้น

3. ตน้ อ่อนยงั เจริญได้ไม่เตม็ ท่ียงั ตอ้ งการอุณหภูมิและความชืน้ ทพ่ี อเหมาะ เชน่ แอปเปิ้ล ทอ้ เป็นต้น

การงอกของเมลด็ (Seed germination)

1. การงอกเหนอื ดิน (................................) เกดิ จาก Hypocotyl ดันใหต้ วั มนั ใบเล้ยี งและ Epicotyl
โผล่ขึ้นมาเหนอื ดนิ เช่น ถวั่ เหลือง เป็นตน้

2. การงอกใตด้ นิ (................................) เกดิ จาก Hypocotyl ไม่ดนั ตวั ทาใหม้ ีแต่ Epicotyl เทา่ นัน้
ทโ่ี ผลข่ ้นึ มา เช่น ถว่ั ลันเตา ข้าวโพด เป็นต้น

ภาพท่ี 10 Seed germination

การตรวจสอบคณุ ภาพของเมลด็ พันธ์ุ

การวดั ดชั นกี ารงอกของเมล็ดพันธุ์ อาศยั หลักการทว่ี า่ เมล็ดพันธุใ์ ดท่มี ีความแขง็ แรงมากยอ่ มจะงอกได้
เรว็ กว่าเมล็ดพันธท์ุ ี่มีความแข็งแรงนอ้ ย วธิ กี ารวัดดัชนีการงอกทาได้โดยการนาตวั อย่างเมลด็ พนั ธ์ุจากแหลง่ ที่
ต้องการตรวจสอบมาเพาะ แลว้ นบั จานวนเมล็ดทีง่ อกทกุ วันจนไมม่ เี มลด็ งอกเพิ่มอีกแลว้ จากนนั้ นามาคานวณ
คา่ ดชั นีการงอก ดงั น้ี
สตู ร ดชั นกี ารงอกของเมล็ดพันธ์ุ = ผลบวก (จานวน..............................ในแตล่ ะวัน / จานวนวนั .................)

ครูยศวดี ศศธิ ร
กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ โรงเรียนมหาวชิราวธุ จงั หวดั สงขลา

สารควบคุมการเจริญของพชื

สารควบคุมการเจรญิ เตบิ โตของพชื (Plant Growth Regulators) แบ่งออกได้ 2 ชนิด ดงั นี้
1. สารท่พี ชื ……………………..………. (Natural growth regulator) หรือฮอร์โมนพืช (Plant hormone)
2. สารท่ีได้………………………………. (Synthetic plant growth regulator)

คุณสมบตั ิของสารควบคุมการเจรญิ เตบิ โตของพชื
1. เปน็ สารอนิ ทรีย์ ประกอบด้วยธาตุ ...................... เป็นหลัก
2. ไมใ่ ช่อาหารหรือธาตอุ าหารของพืช
3. สร้างข้ึนปริมาณเพยี งเล็กน้อย แต่มผี ลตอ่ การตอบสนองของพชื
4. อาจเปน็ สารท่ี............การเจริญเติบโต (Growth promoters) หรอื ........การเจรญิ เตบิ โต(Growth retardants)

ฮอร์โมนพืช

ฮอร์โมนพชื (Plant hormone หรอื Phytohormone) คอื สาร..........ท่พี ืชสรา้ งข้ึนจากส่วนใดสว่ นหน่งึ
ของพชื โดยเฉพาะ และมีการเคลือ่ นยา้ ยจาก............................................ ซ่งึ ส่งผลให้เกิดการตอบสนอง
1. ออกซนิ (Auxin) (Greek : Auxein = ........................)

 พืชสรา้ งเองตามธรรมชาติที่พบมากท่ีสุด คอื Indole acteic acid (.............) โดยจะสร้างจาก
บรเิ วณเนือ้ เยอื่ เจรญิ ปลายยอดและใบออ่ น

 สารกลุ่มออกซนิ ที่ได้จากการสังเคราะห์ ไดแ้ ก่ Napthalene acetic acid (......), Indole butyric acid (……)
2,4 Dichlorophenoxy acetic acid (…………), Naphthoxy acetic acid (………..)

ภาพที่ 1 Auxin

 ออกซนิ เคลื่อนที่............. โดยจะเคลื่อนที่ไปอย่ดู ้านที่ไม่ได้รับแสง ทาใหเ้ ซลล์ดา้ นนี้ เกดิ การยืดยาว
กวา่ ดา้ นทไ่ี ด้รับแสง .................................................................

 แหลง่ สรา้ งออกซนิ คือ ........................................................................................................................
 ผลของออกซนิ คือ ........................................................................................................................... ...
............................................................................................................................. .................................................

60

การคน้ พบออกซิน

1 23 4 67
5

ภาพท่ี 2 การค้นพบออกซิน

คาช้แี จง ใหน้ ักเรียนเขยี นวธิ ีการทดลองและผลการทดลองของนักเรียนวิทยาศาสตรใ์ นหมายเลข 1 – 7 ให้
ถูกต้อง
1.วธิ กี ารทดลอง……………………………………………………………………………………………………………………………………

ผลการทดลอง…………………………………………………………………………………………………………………………………..
2.วธิ ีการทดลอง……………………………………………………………………………………………………………………………………

ผลการทดลอง…………………………………………………………………………………………………………………………………..
3.วธิ กี ารทดลอง……………………………………………………………………………………………………………………………………

ผลการทดลอง…………………………………………………………………………………………………………………………………..
4.วิธีการทดลอง……………………………………………………………………………………………………………………………………

ผลการทดลอง…………………………………………………………………………………………………………………………………..
5.วิธกี ารทดลอง……………………………………………………………………………………………………………………………………

ผลการทดลอง…………………………………………………………………………………………………………………………………..
6.วธิ กี ารทดลอง……………………………………………………………………………………………………………………………………

ผลการทดลอง…………………………………………………………………………………………………………………………………..
7.วิธีการทดลอง……………………………………………………………………………………………………………………………………

ผลการทดลอง…………………………………………………………………………………………………………………………………..

61

2. ไซโทไคนิน (Cytokinin)
 มาจากคาว่า Cytokinesis แปลวา่ ………………… ดงั นัน้ จงึ เปน็ สารทมี่ ีคุณสมบตั กิ ระตุ้นการแบง่ เซลล์
 พบครัง้ แรกในเอนโดสเปิร์มของข้าวโพด เรียกว่า ...................... (Zeatin)
 ไซโทไคนินท่ีพบในธรรมชาติ คือ ………………. (Kinetin) ในน้ามะพรา้ ว และซีเอทิน (Zeatin) ในฝัก

ขา้ วโพดอ่อน
 สารสงั เคราะหท์ มี่ สี มบัตเิ หมือนไซโทไคนิน ไดแ้ ก่ 6-benzylamino acid purine (……….)

tetrahydropyranyl benzyladenine (………..)

ภาพท่ี 3 ไซโทไคนนิ
 แหลง่ สร้างไซโทไคนินคือ ...................................................................................................................
 ผลของไซโทไคนนิ คือ .........................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................................ ..............
3. จบิ เบอเรลลิน (Gibberellin)
 ถูกคน้ พบในรา Gibberella fujikuroi ทีเ่ ปน็ สาเหตุทาใหเ้ กิดโรค....................... นัน่ คือ ต้นขา้ วจะมี
ลกั ษณะสูงชะลูดผิดปกติ อ่อนแอ ไม่ออกดอก และตายกอ่ นทจ่ี ะเจรญิ เติบโตเต็มท่ี ต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้
สกดั สารออกจากเชือ้ ราชนดิ นี้ และใหช้ ่อื สารดงั กลา่ ววา่ ....................................
 ปัจจบุ ันพบว่าพชื จะสงั เคราะหใ์ นรปู Gibberellic acid (......)
 แหลง่ สรา้ งไซโทไคนนิ คือ ...................................................................................................................
 ผลของไซโทไคนินคือ .........................................................................................................................
................................................................................................... ...........................................................................
............................................................................................................................. .................................................

ภาพท่ี 4 จิบเบอเรลลิน

62

4. กา๊ ซเอทลิ นี (Ethylene gas)
 มีคุณสมบตั ิเป็น Autocatalytic
 สารสงั เคราะห์ท่ีมีคณุ สมบตั ิเหมือนก๊าซเอทลิ นี ได้แก่
- 2-chloroethyl phosphonic acid (........) ใชเ้ พิ่มผลผลติ น้ายางพารา
- ........... เร่งการเจริญเติบโตของข้าว ยาสบู และส้ม

 แหลง่ สร้างกา๊ ซเอทิลนี คือ ..................................................................................................................
............................................................................................ ................................................................................

 ผลของกา๊ ซเอทิลนี คือ .........................................................................................................................
.......................................................................................................................................................... ....................
.............................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................................. .................................
................................................................................................. .............................................................................
............................................................................................................................. .................................................

5. กรดแอบไซซิก (Abscisic acid)
 Carns และ Addicot ทาการสกัดสารและแยกสารท่ีกระตุน้ การรว่ งของใบและ

ผลฝา้ ย และตงั้ ช่อื สารน้นั วา่ Abscisin
 แหลง่ สรา้ งกรดแอบไซซิกคือ ..............................................................................................................

............................................................................................................................. ...............................................
 ผลของกรดแอบไซซกิ คือ ....................................................................................................................

............................................................................................................................. .................................................
.............................................................................................................................. ................................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

6. ฮอร์โมนพืชอ่นื ๆ
บราซิโนสเตอรอยด์ (Brassinosteroid) เก่ียวข้องกบั .....................................................................................
สตรโิ กแลกโทน (Strigolactone) เกยี่ วข้องกับ...............................................................................................

63

คาชีแ้ จง ใหน้ กั เรยี นใส่เคร่ืองหมาย  ลงในช่องชนดิ ของฮอร์โมนพืชที่เก่ยี วข้องกบั หน้าที่ของสารควบคุม
การเจริญเติบโตท่ีมีการใช้ในทางการเกษตร

หน้าท่ขี องสารควบคมุ การเจริญเตบิ โต ออกซิน ไซโทไคนนิ จบิ เบอเรลลิน เอทลิ ีน กรดแอบไซซกิ
1. ชกั นาให้เกดิ ยอดในการเพาะเลย้ี งเน้อื เยือ่ พืช
2. เร่งการเกิดรากในกงิ่ ตอน
3. ทาใหผ้ ลไมส้ กุ เร็วขนึ้
4. ทาใหต้ น้ ไมเ้ ตี้ยแคระ
5. ใช้กาจัดวชั พชื
6. กระต้นุ การไหลของนา้ ยางพารา
7. ยดื อายกุ ารปกั แจกันของไม้ตดั ดอก
8. กระตนุ้ ให้ปากใบปดิ เพือ่ ลดการคายน้า
9. กระต้นุ การเจรญิ เตบิ โตของเอ็มบริโอ
10. กระตุน้ การงอกของเมลด็

ครยู ศวดี ศศิธร
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรยี นมหาวชิราวธุ จงั หวัดสงขลา

การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดลอ้ ม

การตอบสนองของพืชอยใู่ นรูปของการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวทิ ยา การเปลยี่ นแปลงของเซลล์ เนอ้ื เยอ่ื
และโครงสร้างตา่ งๆ ซ่งึ พชื จะแสดงออกมาให้เหน็ ในลักษณะของการเคลือ่ นไหวหรอื การเจรญิ เติบโตของพชื

ปจั จยั ที่มีผลต่อการตอบสนองของพชื แบ่งออกได้ 2 ประเภท ดังน้ี
1. ปจั จยั ภายใน (Internal factor) ไดแ้ ก่ ฮอรโ์ มนพืช
2. ปจั จยั ภายนอก (External factors) หรือสิง่ เรา้ ตา่ งๆ (External stimulus) ไดแ้ ก่ .............................
..............................................................................................................................................................................

รปู แบบการตอบสนองของพชื ตอ่ ปจั จยั กระต้นุ

พชื ตอบสนองตอ่ ส่ิงเรา้ ในรูปของการเคลอ่ื นไหว (Movement) แบ่งออกได้ 3 รปู แบบ ดังน้ี
1. การเคลอื่ นไหวท่ีเกิดจากการเจรญิ เติบโตของพชื (..........................................)
2. การเคลื่อนไหวที่เกิดจากแรงดนั เต่งของเซลล์ (..........................................)
3. การเคลือ่ นไหวแบบปลายยอดสั่นหรอื โยกไปมา (..........................................)

1. การตอบสนองของพืชที่เกดิ จากการเจริญเตบิ โต เกดิ ขน้ึ 2 รปู แบบ ดังน้ี

1.1 Tropic movement หรอื Tropism เปน็ การเคล่อื นไหวอยา่ งมีทิศทาง................กบั สิ่งเรา้ ภายนอก
- การเคลอื่ นไหวเข้าหาส่ิงเร้า เรียกว่า ................. tropism
- การเคลอ่ื นไหวออกจากสง่ิ เร้า เรียกว่า ................... tropism

1.2 Nastic movement หรอื Nasty เป็นการเคล่ือนไหวของพืชท่ีตอบสนองโดยมีทิศทาง...............กับสิง่ เรา้
ภายนอก ซง่ึ พืชได้รบั สิ่งเรา้ ในปริมาณที่เทา่ กัน แต่ตอบสนองไดไ้ มเ่ ท่ากัน

1. Tropic movement
Phototropism : การตอบสนองโดยมีแสงเปน็ ส่ิงเร้า

 ปลายยอดมีการตอบสนองแบบ ………… phototropism โดยการเบน
เข้าหาแสง เนือ่ งจากออกซินลาเลียงจากดา้ นท่ีได้รับแสงไปยงั ดา้ นทไี่ มไ่ ด้รับ
แสง ทาใหด้ ้านที่ไม่ได้รับแสงมีออกซนิ ......... กระตุ้นให้มีการแบ่งเซลล์และ
การขยายขนาดของเซลล์ ปลายยอดจึงเอนเขา้ หาแสง

 ปลายรากตอบสนองแบบ ……………… phototropism

ภาพที่ 1 Phototropism

65

Gravitropism : การตอบสนองโดยมีแรงโน้มถ่วงของโลกเป็นสงิ่ เรา้

 ปลายรากตอบสนองแบบ …………………. phototropism โดย
 ปลายยอดตอบสนองแบบ ………………… phototropism

ภาพที่ 2 Gravitropism
Chemotropism : การตอบสนองโดยมสี ารเคมเี ปน็ ส่งิ เร้า

ภาพที่ 3 Chemotropism
Hydrotropism : การตอบสนองโดยมีน้าเปน็ ส่งิ เร้า

ภาพที่ 4 Hydrotropism
Thigmotropism : การตอบสนองโดยมสี มั ผัสเป็นส่งิ เรา้

 การเจรญิ ของมือเกาะ (..............) ไปยดึ เกาะวสั ดหุ รอื ต้นไม้อ่นื ๆ

ภาพท่ี 5 Thigmotropism

66
2. Nastic movement : การตอบสนองแบบไมส่ ัมพันธ์กับทิศทางของสง่ิ เรา้

 การหุบและบานของดอกไม้ท่ีมีแสงเป็นส่ิงเร้า เรียกว่า .................... เช่น ดอกบัวบานตอนกลางวัน
และหบุ ตอนกลางคืน สว่ นดอกกระบองเพชรบานตอนกลางคืนหุบตอนกลางวัน เป็นตน้

 การหบุ และบานของดอกไม้ที่มอี ุณหภูมเิ ป็นสิ่งเรา้ เรียกวา่ ......................... เชน่ ดอกทิวลบิ และ
ดอกบวั สวรรค์ เปน็ ต้น

ภาพท่ี 6 การหุบและบานของดอกไม้เกดิ จากการขยายตัวของกลุ่มเซลล์สองด้านไม่เทา่ กนั

2. การตอบสนองทเ่ี กดิ จากแรงดันเต่งของเซลล์ (Turgor movement) แบง่ ออกเปน็ 3 รปู แบบดงั นี้

1. การหบุ และกางของใบไมยราบ (Contact movement)
2. การหบุ ใบในตอนพลบค่าของพชื ตระกูลถ่วั (Sleep movement)
3. การเปิดและปิดของปากใบ (Guard cell movement)
1. การหบุ และกางของใบไมยราบ (Contact movement)
เป็นผลมาจากการเปล่ยี นแปลงแรงดันเตง่ ภายในเซลล์ บริเวณโคนก้านใบของไมยราบจะมีลกั ษณะพอง
ออกเป็นกระเปาะ เรียกว่า …………… (Pulvinus) ซง่ึ ภายในประกอบด้วยกลุ่มเซลล์พาเรงคมิ าที่ไวตอ่ การสัมผัส
เมอื่ ได้รับการสัมผัสจะมีผลทาใหน้ า้ ออสโมซิส................กลมุ่ เซลล์ดงั กล่าวอย่างรวดเรว็ ทาให้แรงดันเต่งภายใน
เซลล์............ ใบจึงหุบทนั ที

ภาพท่ี 7 การหบุ และกางของใบไมยราบ

67
2. การหบุ ของใบในตอนพลบคา่ ของพืชตระกลู ถ่ัว (Sleep movement)

เมื่อความเขม้ ของแสงลดลง (พลบค่า) จะเกิดจากเปล่ียนแปลงแรงดนั เตง่ ของ.............บรเิ วณโคนก้านใบ
โดยน้าจะคอ่ ยๆ ออสโมซิส...........เซลล์ ทาใหใ้ บหุบลงอยา่ งชา้ ๆ เรยี กว่า ............ (Sleep movement) ซ่งึ พบ
ได้ในพืชตระกลู ถ่วั กา้ มปู จามจรุ ี กระถิน แค และมะขาม เปน็ ตน้

ภาพท่ี 8 การหุบของใบในตอนพลบคา่ ของพชื ตระกลู ถวั่
3. การเปดิ และปดิ ของปากใบ (Guard cell movement)

การเปดิ และปดิ ปากใบเป็นผลมาจากการเปลีย่ นแปลงแรงดันเต่งภายในเซลลค์ มุ โดยมแี สงเปน็ ปจั จยั
กระตนุ้ จดั เปน็ การเคลื่อนไหวของพืชเชน่ เดยี วกัน

ภาพท่ี 9 การเปดิ และปิดของปากใบ
3. การเคลื่อนไหวแบบปลายยอดส่นั หรือโยกไปมา (Nutation)

เกิดจากดา้ นท้งั สองข้างของลาตน้ เจริญได้ไม่เท่ากัน จึงทาใหป้ ลายยอดสั่นหรอื แกว่งไปมา เหน็ ไดช้ ดั ใน
พืชลม้ ลุก ซ่ึงในบางชนดิ อาจเกดิ การเล้ือยหรอื พันหลัก เรยี กว่า ………………………………………………………

ภาพที่ 10 การเปดิ และปิดของปากใบ

บรรณานกุ รม

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2560). ตวั ชีว้ ัดและสาระการเรียนรแู้ กนกลางกลมุ่
สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั
พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2561. โรงพมิ พช์ มุ นุมสหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั ,
กรุงเทพมหานคร.

สถาบันสง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2554). คูม่ อื ครชู วี วิทยา เลม่ 2 สาระการเรียนรู้เพมิ่ เตมิ
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 – 6. โรงพิมพ์ สกสค. ลาดพร้าว, กรุงเทพมหานคร.

สถาบนั ส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลย.ี (2554). หนังสือเรยี น รายวิชาเพมิ่ เติมชวี วิทยาเลม่ 2.
โรงพมิ พ์ สกสค. ลาดพรา้ ว, กรงุ เทพมหานคร.

บริษทั อักษรเจรญิ ทัศน์ อจท. จากัด. (2560). เอกสารแนวทางการจดั การเรียนการสอนชีววิทยา
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 5 เล่ม 1. โรงพมิ พ์ บริษัทอักษรเจรญิ ทัศน์ อจท. จากัด, กรุงเทพมหานคร.

Jane B. Reece et al. (2011). Campbell Biology Ninth Edition. Pearson Benjamin Cummings,
United States.

ประวตั ิผเู้ ขียนเอกสาร

ช่ือ – นามสกลุ นางยศวดี ศศธิ ร
ประวัตกิ ารศึกษา
หลกั สตู รวิทยาศาสตรบัณฑติ สาขาชีววิทยา
พ.ศ. 2554 มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ กรงุ เทพมหานคร
หลกั สูตรการศกึ ษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละคณิตศาสตร์
พ.ศ. 2557 มหาวทิ ยาลัยทักษิณ สงขลา

61

ภาคผนวก

62

ว32248 ชีววิทยาเพ่ิมเตมิ 3

รายวิชาเพิ่มเตมิ (นักเรยี นโครงการ SMA) กลมุํ สาระการเรียนร๎ูวิทยาศาสตร์

ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1 จานวน 1.5 หนวํ ยกิต (60 ชว่ั โมง)

ศกึ ษาและวเิ คราะหส์ วํ นประกอบของพืช การแลกเปลยี่ นแกส๏ และคายน้าของพืช การลาเลียงของพืช
การสงั เคราะหด์ ๎วยแสง การสบื พันธ์ขุ องพืชดอกและการเจรญิ เตบิ โต และการตอบสนองของพืช

โดยใช๎กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความร๎ู การสารวจตรวจสอบ การสังเกต การ
สบื ค๎นข๎อมลู การวิเคราะห์ การแก๎ปญั หา การอภิปรายและสรุปเนื้อหาเพ่ือให๎เกิดความร๎ู ความคิด ความเข๎าใจ
สามารถสือ่ สารส่งิ ทเ่ี รียนรแ๎ู ละใชเ๎ ทคโนโลยไี ด๎

สามารถประยุกต์ความรู๎ทางวิทยาศาสตร์ตามหลักองค์ความรู๎แหํงศาสตร์พระราชา เชํน สวนเกษตร
อินทรีย์พอเพียง ศาสตร์การเลี้ยงดินด๎วยการหํมดินของพระราชา และการอนุรักษ์ดินด๎วยหญ๎าแฝก ไปใช๎
แก๎ปัญหาและสร๎างประโยชน์ในชีวิตประจาวัน เพื่อให๎สามารถดารงชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้ง
กระตุน๎ ให๎เกิดจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และคํานิยมที่เหมาะสมตํอการเข๎าสํูประชาคมอาเซียนและ
ยุค Thailand 4.0

ผลการเรยี นรู้
ช3 ม.5/1. อธิบายเก่ียวกับชนิดและลักษณะของเนื้อเยื่อพืช และเขียนแผนผังเพื่อสรุปชนิดของ
เน้ือเยอ่ื พชื
2. สังเกต อธิบายและเปรยี บเทียบโครงสรา๎ งภายในของรากพืชใบเลยี้ งเดี่ยวและราก
พชื ใบเล้ียงคํูจากการตัดตามขวาง
3. สงั เกต อธิบาย และเปรยี บเทยี บโครงสรา๎ งภายในของลาตน๎ พชื ใบเลี้ยงเด่ียวและ
ลาตน๎ พืชใบเล้ียงคจูํ ากการตดั ตามขวาง
4. สงั เกตและอธิบายโครงสรา๎ งภายในของใบพืชจากการตัดตามขวาง
5. สืบค๎นขอ๎ มลู สังเกต และอธิบายการแลกเปลี่ยนแกส๏ และการคายน้าของพชื
6. สบื ค๎นขอ๎ มูลและอธบิ ายกลไกการลาเลยี งน้าและธาตุอาหารของพชื
7. สืบคน๎ ข๎อมลู อธบิ ายความสาคัญของธาตอุ าหารและยกตัวอยํางธาตุอาหารท่ี
สาคัญทม่ี ผี ลตํอการเจริญเติบโตของพชื
8. อธิบายกลไกการลาเลียงอาหารในพชื
9. เสกบื ยี่ คว๎นกขับอ๎ กมรลูะแบลวะนสกราุปรสกงัาเรคศรึกาษะาหทด์ ี่ไว๎ ดย๎จแาสกงการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ในอดีต7
10. อธิบายขนั้ ตอนท่เี กิดขน้ึ ในกระบวนการสงั เคราะหด์ ว๎ ยแสงของพชื C3
11. เปรยี บเทยี บกลไกการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C3 พืช C4 และพชื CAM
12. สืบคน๎ ขอ๎ มูล อภปิ ราย และสรปุ ปัจจัยความเขม๎ แสง ความเขม๎ ข๎นของ
คารบ์ อนไดออกไซด์และอณุ หภูมิท่ีมผี ลตอํ การสงั เคราะหด์ ๎วยแสงของพชื
13. อธบิ ายวฏั จกั รชีวติ แบบสลับของพชื ดอก

63

14. อธบิ าย และเปรียบเทียบกระบวนการสร๎างเซลล์สบื พันธุเ์ พศผู๎และเพศเมียของ
พชื ดอกและอธบิ ายการปฏสิ นธขิ องพชื ดอก

15. อธิบายการเกดิ เมลด็ และการเกดิ ผลของพืชดอก โครงสรา๎ งของเมลด็ และผล และ
ยกตวั อยํางการใช๎ประโยชน์จากโครงสรา๎ งตาํ ง ๆ ของเมล็ดและผล

16. ทดลอง และอธบิ ายเกี่ยวกับปัจจยั ตาํ ง ๆ ทมี่ ีผลตํอการงอกของเมลด็ สภาพพกั
ตัวของเมลด็ และบอกแนวทางในการแกส๎ ภาพพักตวั ของเมล็ด

17. สบื คน๎ ขอ๎ มูล อธบิ ายบทบาทและหน๎าทขี่ องออกซนิ ไซโทไคนนิ จิบเบอเรลลนิ
เอทลิ ีน และกรดแอบไซซกิ และอภิปรายเกย่ี วกับการนาไปใชป๎ ระโยชน์ทาง
การเกษตร

18. สบื ค๎นข๎อมูล ทดลอง และอภิปรายเกีย่ วกบั สิง่ เร๎าภายนอกท่ีมผี ลตํอ
การเจรญิ เตบิ โตของพชื

รวมท้ังหมด ........18........ตัวชวี้ ัด

64

โครงสรา้ งรายวิชาชวี วิทยาเพ่ิมเตมิ 4

รหสั วิชา ว32248 (นกั เรียนโครงการ SMA) เวลา 60 ช่วั โมง กลํุมสาระการเรยี นรว๎ู ทิ ยาศาสตร์
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรียนท่ี 1 คะแนนเต็ม 100 คะแนน

ลาดบั ท่ี ชื่อหนว่ ยการเรยี นรู้ ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้าหนัก
1 สวํ นประกอบของพืช (ชวั่ โมง) คะแนน
ช3 ม.5/1-4 1.1 เนอ้ื เยอื่ พืช
2 การแลกเปลีย่ นแกส๏ 1.2 ราก ลาต๎นและใบของพืชใบเลี้ยงเดย่ี วและ 16 15
และการคายนา้ ของพชื พืชใบเลี้ยงคํู
2 3
3 การลาเลียงของพชื ช3 ม.5/5 2.1 การแลกเปลี่ยนแก๏สและการคายน้าของ 7 6
พชื 3 20
4 การสงั เคราะห์ดว๎ ย 13 10
แสง ช3 ม.5/6-8 3.1 การลาเลยี งนา้ และธาตอุ าหารของพืช
3.2 การลาเลียงอาหารในพืช 14 13
5 การสบื พันธ์ขุ องพชื
ดอกและการ สอบกลางภาค 3 3
เจริญเติบโต ช3 ม.5/9-12 4.1 การทดลองของนักวทิ ยาศาสตร์เก่ยี วกบั
3 30
6 สารควบคุมการ กระบวนการสังเคราะห์ดว๎ ยแสง 60 100
เจริญเติบโตและ 4.2 การสงั เคราะหด์ ว๎ ยแสงของพชื C3 พชื C4
การตอบสนองของพชื
และพืช CAM
4.3 ปจั จยั ทมี่ ผี ลตํอการสงั เคราะหด์ ๎วยแสงของ

พชื
ช3 ม.5/13-16 5.1 วฏั จักรชีวติ แบบสลบั ของพชื ดอก

5.2 การสรา๎ งเซลลส์ บื พนั ธแุ์ ละ
การปฏิสนธขิ องพชื ดอก

5.3 การเกิดเมล็ดและผลของพชื ดอก
5.4 ปจั จยั ตาํ ง ๆ ทีม่ ผี ลตํอการงอกของเมล็ด
ช3 ม.5/ 6.1 สารควบคุมการเจรญิ เติบโตของพืช
17-18 6.2 การตอบสนองของพืช

สอบปลายภาค
รวมตลอดภาค

65

ขอ้ ตกลงวิชา ว32248 ชวี วิทยาเพิ่มเติม 3

ข๎อตกลงเกย่ี วกบั ขอ๎ ปฏบิ ัติและกฎระเบียบในการเรยี นการสอนในห๎องเรียน มดี ังน้ี
1. นักเรียนตอ๎ งเขา๎ เรียนไมํตา่ กวาํ 80 เปอร์เซน็ ต์ของเวลาเรียนทั้งหมด
2. นักเรยี นต๎องเขา๎ เรียนให๎ตรงเวลา ถา๎ เขา๎ เรยี นช๎าเกนิ 10 นาที แสดงวาํ เขา๎ ชั้นเรยี นสาย หากเขา๎ ชั้น
เรียนสายหกั คะแนนครั้งละ 0.25 คะแนน ขาดเรียนโดยไมํมีใบลาหัก 0.5 คะแนน และโดดเรียนหักคร้งั ละ
1 คะแนน
3. สงํ งานตรงเวลา สํงงานไมเํ กินเวลา 16.00 น. ของวันท่นี ัดสํงงานและหากสงํ ช๎าหกั วันละ 1 คะแนน
ยกเว๎นกรณีที่ครูขยายเวลากาหนดสํงให๎
4. หากมคี วามจาเป็นต๎องออกจากหอ๎ งเรยี น ต๎องขออนุญาตครูผส๎ู อนกอํ นทกุ คร้ัง
5. ไมนํ าอาหารมารบั ประทานในหอ๎ งเรียน ยกเวน๎ นา้ ด่ืม
6. ห๎ามพูดคุย หรอื เลนํ โทรศัพท์ในช้ันเรียนขณะครูสอน ยกเว๎นกรณที ่ีครอู นญุ าตให๎พูดคุยเพ่ืออภิปราย
และใชโ๎ ทรศัพทเ์ พื่อสบื ค๎นขอ๎ มูล

การวดั และประเมินผลวชิ า ว32248 ชีววิทยาเพ่มิ เตมิ 3

หวั ข้อการวดั และประเมนิ ผล คะแนน กาหนดสง่ ลายเซ็นครู ว/ด/ป ที่ส่งงาน ลายเซ็นผ้ปู กครอง

1. สอบเกบ็ คะแนนครงั้ ท่ี 1 5

2. สอบเกบ็ คะแนนครง้ั ที่ 2 5

3. สอบเกบ็ คะแนนคร้ังท่ี 3 5

4. สอบเกบ็ คะแนนคร้ังที่ 4 5

5. ปฏิบัติการที่ 1 5

6. ปฏิบตั กิ ารที่ 2 5

7. ช้นิ งาน 10

8. สอบกลางภาค 20

9. สอบปลายภาค 30

10. จติ พสิ ัย 10

รวมคะแนน 100

หมายเหตุ : การวัดและประเมนิ ผลอาจเปลย่ี นแปลงได๎ตามความเหมาะสม

66

ตะลยุ โจทยเ์ ตรยี มความพร้อมเขา้ สมู่ หาวิทยาลัย

1. พชื โดยทัว่ ไปจะควบคมุ การคายนา้ ของใบ โดยการเปดิ ปากใบในเวลากลางวันและปิดปากใบในเวลา
กลางคืน ข๎อใดไมใ่ ช่ประโยชนข์ องการเปิดปากใบในเวลากลางวนั (O-NET55)
ก. ทาใหพ๎ ชื รักษาความช้นื ในในเน้ือเย่อื ใบไว๎ได๎
ข. ทาใหเ๎ กิดแรงดึงขึ้นในทํอลาเลียงน้าของพชื
ค. ระบบรากสามารถดดู นา้ ไดด๎ ีข้ึน
ง. เพิ่มอตั ราการสังเคราะหด์ ๎วยแสงของใบ
จ. ชวํ ยระบายความรอ๎ นภายในใบ

2. เราควรทาเชนํ ไร จึงจะยืดอายุของดอกกหุ ลาบทป่ี ักในแจกนั ใหอ๎ ยํูไดน๎ าน (O-NET58)
ก. ตัดก๎านดอกใตน๎ ้า เพ่ือไมํให๎มีฟองอากาศเกดิ ขนึ้ ในกา๎ น
ข. ทาวาสลนิ ที่ก๎านตรงรอยตดั เพ่อื กนั ไมํใหอ๎ ากาศเขา๎ ไปในก๎านดอก
ค. ใสํขเี้ ถ๎าลงในน้า เพื่อปรบั ใหค๎ ําพีเอชของน้าเปน็ ดํางมากขึ้น
ง. ใสํเกลอื ลงในนา้ เพื่อปรบั ความเข๎มข๎นและชวํ ยเพ่ิมการดดู น้าจากภายนอก
จ. เด็ดกลีบดอกท้ิงบางสวํ น เพอื่ ลดการคายน้า

3. ข๎อใดเป็นกลไกทตี่ ๎องใช๎พลงั งาน (O-NET59)
ก. การคายนา้ ของพชื
ข. เมล็ดถว่ั แห๎งเกดิ การพองตวั เมื่อแชํในนา้
ค. การท่ีรากพชื ดูดแรธํ าตจุ ากดินเขา๎ สเํู ซลล์
ง. การแพรํของเกล็ดดาํ งทบั ทิมท่ลี ะลายในนา้
จ. การลาเลียงคารโ์ บไฮเดรตหรือโปรตีนเขา๎ ออกเซลล์

4. การปลูกพืชในพ้นื ท่ีแห๎งแล๎งท่ีไดร๎ ับแสงแดดจัดและมีอุณหภูมิสงู ควรเลือกปลกู พชื ที่มลี ักษณะใด (O-NET59)
ก. มีอัตราการคายนา้ สูง
ข. มีจานวนปากใบมากเฉพาะผวิ ใบดา๎ นบน
ค. มีจานวนปากใบมากและรปู ากใบเปดิ กวา๎ ง
ง. มจี านวนากใบน๎อยและรูปากใบเปดิ ไมํเต็มท่ี
จ. มีจานวนปากใบมากทผี่ วิ ใบทั้งดา๎ นบนและด๎านลาํ ง

5. ข๎อใดเปน็ วิธีการทเี่ หมาะสมในการดูแลกิง่ ทป่ี ักชาลงดินปลูกในเรอื นเพาะชาเพื่อรกั ษาดลุ ยภาพของน้า (O-NET59)
ก. เพมิ่ อณุ หภมู แิ ละเพ่ิมความชนื้
ข. ลดอณุ หภมู แิ ละลดความเขม๎ แสง
ค. ลดความเขม๎ แสงและลดความช้นื
ง. เพิ่มความเขม๎ แสงและลดอุณหภูมิ
จ. เพิ่มความชน้ื และเพม่ิ ความเข๎มแสง

67

6. ขอ๎ ใดเปน็ การนาความรเ๎ู กยี่ วกับการรักษาดลุ ยภาพน้าของพืชมาใช๎ไมถ่ ูกตอ้ ง (O-NET60)
ก. การเด็ดใบของพชื ใหน๎ ๎อยลงกํอนการเคลอ่ื นยา๎ ยตน๎ พืช เพื่อลดการเหยี่ วเฉา
ข. การรดนา้ เพิ่มขนึ้ เม่อื มีการใสํป๋ยุ เพื่อป้องกนั การสูญเสยี นา้ ของเซลลร์ ากพืช
ค. การเพาะกิ่งปกั ชาในบริเวณที่มีแสงแดดจัดเพื่อเพ่ิมอตั ราการสังเคราะห์ดว๎ ยแสง
ง. การปลูกต๎นไมเ๎ พอื่ เพ่มิ ความชมุํ ชื้นแกํบรรยากาศและกระต๎ุนการหมนุ เวียนของน้า
จ. การเลอื กปลกู พชื อวบน้าทมี่ ีใบขนาดเล็กในพ้ืนท่ีแห๎งแล๎ง เพ่อื เพิ่มอัตราการรอดของพชื

7. จัดชดุ การทดลองในหอ๎ งโลงํ ทแ่ี สงสํองถงึ ได๎ เพอื่ สังเกตการเคลือ่ นที่ของฟองอากาศในหลอดแก๎วท่ีเตม็ ไป
ดว๎ ยนา้ ขณะเร่ิมการทดลอง ฟองอากาศอยูใํ นตาแหนํง A ดังภาพ เมื่อเวลาผํานไป ฟองอากาศคํอย ๆ
เคลอ่ื นที่สูงข้ึน โดยพบวําเมื่อเวลาผํานไป 3 ชัว่ โมง ฟองอากาศจะเคลื่อนทไี่ ปถึงตาแหนงํ B (O-NET60)
หากต๎องการให๎ฟองอากาศเคลือ่ นทถ่ี ึงตาแหนงํ B เร็วขน้ึ ควร
ปรับปรงุ ชุดการทดลองน้ีอยาํ งไร
ก. ทดลองในห๎องมืดท่ีเป็นระบบปิด
ข. เปดิ โคมไฟให๎แสงสํองใบพชื เพิ่มมากขึ้น
ค. เดด็ ใบพชื ออกบางสวํ นและทาขี้ผ้งึ ตามรอยเดด็
ง. เพิ่มความชืน้ สัมพัทธ์ในอากาศของห๎องใหม๎ ากขึน้
จ. เปล่ยี นก่งิ พืชโดยใช๎พชื นิดเดิมที่มีจานวนใบเทําเดมิ แตํมขี นาด
ใบเล็กลง

8. พชื A และ B เจรญิ เติบโตในสภาพแวดลอ๎ มที่ตํางกันคือ ทะเลทรายและป่าดบิ ชื้น โดยพืชแตํละชนิดมี
ลกั ษณะใบตํางกันดงั นี้ (O-NET61)
พชื A ใบมีการลดรูปให๎มีขนาดเล็ก มีสารเคลือบท่ผี วิ ใบหนา และมจี านวนปากใบนอ๎ ย
พชื B ใบมีขนาดใหญํ มสี ารเคลือบที่ผิวใบบาง และมจี านวนปากใบมาก

ผลการศึกษาอตั ราการคายน้าของพชื 2 ชนิด ในชํวงเวลาหนง่ึ เปน็ ดังกราฟ
จากข๎อมลู ข๎อใดระบุกราฟแสดงอตั ราการคายน้าของพชื และลักษณะของ
พื้นทที่ ่เี หมาะสมตอํ การเจรญิ เติบโตของพืชดังกลาํ วไดถ๎ กู ต๎อง
ก แสดงอัตราการคายน้าของพชื 1 กราฟท่ี .A ซึง่ เจรญิ ไดด๎ ีในพ้ืนที่ทะเลทราย
ข แสดงอตั ราการคายนา้ ของพชื 1 กราฟท่ี .B ซงึ่ เจรญิ ได๎ดีในพืน้ ท่ีทะเลทราย
ค แสดงอตั ราการคายน้าของพชื 2 กราฟท่ี .A ซง่ึ เจริญได๎ดีในพน้ื ท่ีทะเลทราย
ง แสดงอัตราการคายน้าของพชื 2 กราฟท่ี .A ซึง่ เจริญได๎ดใี นพ้ืนทป่ี า่ ดิบชืน้
จ แสดงอตั ราการคายน้าของพชื 2 กราฟท่ี .B ซ่ึงเจริญได๎ดีในพืน้ ทป่ี า่ ดบิ ชนื้

68

9. นกั เรยี นจัดชุดการทดลอง 3 ชดุ โดยใช๎ก่ิงไมท๎ ี่มีอายุเทาํ กนั จากตน๎ เดยี วกัน เดด็ ใบในชุดการทดลองที่ 5
3 มลิ ลิลิตร และมีน้ามันพชื 32 ออกบางสํวน จากน้นั แชํกง่ิ ไม๎ในหลอดทดลองทม่ี ีน้ี 5 และมลิ ลลิ ติ ร เททับ
อยํู แลว๎ ต้งั ไว๎ในสภาวะท่ีแตกตํางกนั ดังภาพ (O-NET61)

เมอ่ื เวลาผํานไป นาที พบวาํ ปรมิ าณนา้ คงเหลือในหลอดทดลอง ดังตาราง 30
ชุดการทดลองท่ี ปริมาณนา้ คงเหลอื ในหลอดทดลอง ( mL)
1 15
2 20
3 25
4 10
5 30

ข๎อใดเลือกชดุ การทดลองเพ่ือศึกษาปัจจยั ทเ่ี ก่ียวข๎องกับการคายนา้ และเปรียบเทยี บอตั ราการคายน้าได๎ถูกต๎อง

ชุดการทดลองที่ ปัจจยั ทต่ี ้องการศึกษา ผลการเปรียบเทียบอตั ราการคายน้า

ก. 1 และ 2 ความเขม๎ แสง ชดุ การทดลองที่ มีอัตราการคายนา้ 2

มากกวําชุดการทดลองที่ 1

ข. 1 และ 4 ความชืน้ สมั พัทธ์ ชุดการทดลองที่ มีอัตราการคายนา้ 4

มากกวาํ ชดุ การทดลองท่ี 1

ค. 2 และ 4 จานวนใบ ชุดการทดลองท่ี มีอัตราการคายน้า 4

มากกวาํ ชุดการทดลองที่ 2

ง. 3 และ 4 จานวนใบ ชุดการทดลองท่ี มีอัตราการคายนา้ 3

มากกวํา ชดุ การทดลองท่ี 4

จ. 3 และ 5 ความเข๎มแสง ชดุ การทดลองที่ มีอัตราการคายนา้ 5

มากกวํา ชดุ การทดลองท่ี 3

69

10. พืชไดร๎ ับแกส๏ ทางปากใบ เม่ือพชื ไดร๎ ับแสงในตอนเช๎าเกิดการเปลยี่ นแปลงทเ่ี ซลล์คุม (Guard cell) ดังรปู (วชิ าสามัญ 60(
ข๎อใดถูกต๎อง
ก. การนานา้ เขา๎ สูํ Guard cell เปน็ กระบวนการท่ีใชพ๎ ลังงาน
ข. ขณะท่ปี ากใบเปดิ Guard cell เป็นเซลลท์ มี่ ปี ระจบุ วกเพม่ิ ขน้ึ
ค. หากพืชมโี ปรตนี ลาเลยี ง K+ ลดลงจะทาใหป๎ ากใบเปิดชา๎ ลง
ง. การยบั ยง้ั การทางานของ ATPase ที่ Guard cell ไมมํ ีผลตํอการเปดิ ปากใบ
จ. เมอ่ื ปากใบเปิด ความเข๎มข๎นของ K+ ภายใน Guard cell ไมแํ ตกตํางจาก
ภายนอก

11. เมื่อย๎อมเมล็ดข๎าวโพดที่กาลงั งอกดว๎ ย 2,3,5 triphenyltrtrazolium chloride จะเหน็ สวํ นของ Embryo เป็น
สแี ดง ซึ่งแสดงบริเวณทม่ี ีการหายใจของเมล็ดสงู เมื่อใช๎สารชนิดนีย้ ๎อมรากของพชื ท่ีกาลังงอก (วิชาสามญั 60(

สวํ นใดของรากในรูปจะตดิ สีแดงเข๎มท่ีสุด
ก. A
ข. B
ค. C
ง. D
จ. E

12. โปรตีน ROP เป็นโปรตนี ทีท่ างานในกระบวนการ DNA replication เมอ่ื บมํ เน้ือเย่อื พน้ื ในรูปกบั
Antibody ทีส่ ามารถจับกับโปรตนี ROP ได๎อยาํ งจาเพาะ (วชิ าสามัญ 60(

ทํานคาดวาํ จะพบสัญญาณ Antibody ทจ่ี บั กับโปรตนี นีท้ ี่บรเิ วณใด
ก. A
ข. B
ค. C
ง. D
จ. E

70

13. ในการคัดเลือกลักษณะรากของขา๎ วทนแล๎ง ข๎าวสายพนั ธใ์ุ ดควรได๎รับการคดั เลือกไว๎มากที่สุด (วชิ าสามญั 60(

ภาวะปกติ ภาวะแลง๎

ความยาวราก จานวนราก จานวนขนราก ความยาวราก จานวน จานวนขนราก

สายพันธุ์ (cm) แขนง ตํอราก 1 mm (cm) รากแขนง ตอํ ราก 1 mm

ก. A 16 5 2 13 5 1

ข. B 15 5 4 15 8 3

ค. C 14 6 4 18 5 3

ง. D 13 7 3 18 8 3

จ. E 12 10 3 10 15 2

14. ข๎อใดถูกต๎อง (วชิ าสามญั 60( Photosystem II
Photosystem I

ก. อยูํที่ Stroma อยทูํ ่ี Thylakoid membrane

ข. มเี อนไซมท์ ่ีทางานในการแตกตัวของนา้ มตี ัวรับอิเลก็ ตรอน

ค. มีสมบตั ิ Hydrophilic มีสมบัติ Hydrophobic

ง. มีหนา๎ ท่ีใน Light reaction มหี นา๎ ทใ่ี น Calvin cycle

จ. ได๎ NADPH เปน็ ผลิตภัณฑ์ ได๎ O2 เป็นผลติ ภณั ฑ์

15. ในภาวะที่พชื ขาดน้า ปากใบเปิดนอ๎ ยเพ่อื รักษาน้า มีผลทาให๎ไดร๎ ับ CO2 นอ๎ ยลง เกดิ Calvin cycle ใน
อตั ราทลี่ ดลง เพื่อให๎เกดิ สมดุลระหวํางอตั ราการทางานใน Light reaction และ Calvin cycle การ
เปล่ียนแปลงของพืชข๎อใดเหมาะสมที่สดุ ในภาวะขาดน้า (วิชาสามญั 60(
ก. ลดการสรา๎ ง NADPH
ข. ลด Photorespiration
ค. เพม่ิ อัตราการสรา๎ งแปง้
ง. ลดกิจกรรมของ Rubisco
จ. เพม่ิ จานวน Antenna complex

71
16. ในภาวะปกติ เมื่อสกดั คลอโรฟลิ ลแ์ ละศึกษาการดดู กลืนแสงของคลอโรฟิลล์ของหญ๎าชนิดหนึ่งได๎ผลดงั รปู
(วชิ าสามัญ 60(

ยาปราบวัชพืชชนิดหนงึ่ ทาให๎คลอโรฟิลล์สลาย พชื ท่ไี ด๎รับยาปราบวัชพืชนี้น้ีจึงมีปรมิ าณคลอโรฟลิ ลล์ ดลง เมอ่ื
ทาการสกดั คลอโรฟิลลจ์ ากหญา๎ ท่ีไดร๎ บั ยาปราบวชั พชื ชนดิ นี้ แลว๎ นาไปวดั คาํ การดูดกลืนแสงของคลอโรฟิลล์
โดยวธิ ีเดียวกนั รปู แบบของการดูดกลนื แสงของคลอโรฟลิ ล์จะเป็นแบบใด

ก. ข.

ค. ง.

จ.

72

17. โครงสรา๎ งใดมจี ีโนไทปเ์ หมือนใบของตน๎ แมํ (วชิ าสามัญ 60(
ก. Zygote
ข. Embryo
ค. Seed coat
ง. Endosperm
จ. Embryo sac
18. ขอ๎ ใดถูกต๎องเกย่ี วกบั การเกิดผล (วชิ าสามญั 60(
ก. ผลรวมมาจากดอกเดย่ี วหลายดอก
ข. ผลกลุมํ พัฒนาจากดอกจานวนมาก
ค. ผลเดยี่ วไมํสามารถพฒั นาจากดอกชํอ
ง. ทง้ั ผลกลุมํ และผลรวมจาเป็นตอ๎ งพฒั นาจากดอกชํอ
จ. ทั้งผลเด่ยี วและผลผลํุมพฒั นาจากดอกเพยี งดอกเดียวได๎
19. การเกิดโครงสร๎าง 4 ชน้ั ของดอกไม๎ เกิดจากการทางานของยีน 3 กลํมุ คือ กลุํม A, B และ C โดยกลีบเลี้ยง
มีการแสดงออกของยีนกลมํุ A, กลบี ดอกมีการแสดงออกของยีนกลุํม A และ B, เกสรเพศผู๎มีการแสดงออกของ
ยนี กลมุํ B และ C, สวํ นเกสรเพศเมยี มกี ารแสดงออกของยีนกลมํุ C ดงั ภาพ (วิชาสามัญ 60(

ดอกบวั เปน็ ดอกทีม่ ีลกั ษณะท่ีมกี ลีบเลีย้ งและกลบี ดอกคล๎ายกัน ขอ๎ ใดนําจะเป็น Model สาหรับลกั ษณะของ
ดอกบวั

ก. ข.

ค. ง.

จ.

73

20. ทํานได๎รบั มอบหมายให๎ขยายพันธ์ุกล๎วยไมป๎ า่ ชนดิ หน่ึงทีใ่ กล๎สญู พันธุใ์ ห๎รวดเร็วที่สุด ทํานควรศกึ ษาเรื่องใด
(วิชาสามญั 60(
ก. ค๎นหาวิธกี ารเพาะเมลด็ กล๎วยไม๎ปา่ ชนิดน้โี ดยใช๎วัสดปุ ลกู ชนิดตําง ๆ
ข. ค๎นหา Pollinator ทีเ่ หมาะสมทสี่ ดุ ที่อยูใํ นธรรมชาติของกล๎วยไม๎ชนดิ นี้
ค. ศกึ ษาปริมาณเอทลิ ีนท่ีเหมาะสมในการฉีดพนํ เพ่ือเรงํ การออกดอกและตดิ ฝัก
ง. ศึกษาสตู รอาหารสงั เคราะห์ทม่ี กี ารใชส๎ ารควบคุมการเจริญเตบิ โตทีเ่ หมาะสมในการป่ันตาของกลว๎ ยไม๎ป่า
ชนิดนี้
จ. ศึกษาโครงสรา๎ งดอกและฤดูกาลออกดอกของกลว๎ ยไมช๎ นิดน้ใี นธรรมชาตแิ ละเผยแพรํขอ๎ มลู เพ่ือการอนรุ ักษ์

21. การตอบสนองตํอส่ิงเร๎าในข๎อใดจัดเป็น Thigmiytopism (วิชาสามัญ 60(
ก. การหบุ ของใบไมยราบเม่ือมกี ระแสลมพัดผาํ น
ข. การเปดิ -ปิดปากถงุ ของสาหรํายข๎าวเหนียวขณะจับแมลง
ค. การท่แี มลงลนื่ ลงในถุงที่มีสสี ันสดใสของหม๎อขา๎ วแกงลิง
ง. การม๎วนใบทม่ี ีเมอื กเหนยี วของหยาดน้าค๎างพนั รอบแมลงท่ีมาสมั ผสั
จ. การหล่งั เอนไซมข์ องกาบหอยแครงเมอื่ เส๎นขนที่ไวตอํ สัมผสั ไดร๎ ับการกระตุน๎ ซ้า ๆ

22. Aerenchyma สามารถพัฒนาจาก Parenchyma ท่ีเกิดการสลายเกดิ เปน็ โพรงอากาศในเนอ้ื เยื่อพชื
ทาํ นคิดวาํ จะพบ Aerenchyma ในเน้ือเยอ่ื ใดมากทส่ี ุดเพราะเหตใุ ด (วชิ าสามญั 61(
ก. เนอ้ื เยื่อลาตน๎ ของพชื ชอบเกลอื เพื่อใชใ๎ นการสะสมเกลอื สํวนเกนิ
ข. เน้อื เยอ่ื ดอกผักกระเฉดท่ีข้ึนในนา้ เพื่อเพ่ิมความสามารถในการลอยน้า
ค. เนือ้ เยอื่ ผลมะพร๎าวทาใหส๎ ามารถลอยนา้ เพื่อการแพรํพันธไ์ุ ปไดไ๎ กล ๆ
ง. เน้ือเยื่อใยของพืช CAM เพื่อเพ่ิมชํองเกบ็ อากาศสาหรับการสงั เคราะห์ดว๎ ยแสงในเวลากลางวนั
จ. เนือ้ เยือ่ รากของข๎าวทป่ี ลกู ในที่นา้ ขงั เปน็ เวลานานเป็นการเพมิ่ โพรงอากศเพ่อื นาออกซเิ จนไปใช๎

23. กลไกหนึง่ ท่เี ซลลค์ มุ เป็นดังรปู X นาํ จะเปน็ สิ่งใดมากที่สุด (วิชาสามัญ 61(

ก. นา้
ข. น้าตาล
ค. แสงสแี ดง
ง. แสงสนี า้ เงิน
จ. กรดแอบไซซิก

74

24. ข๎อใดถูกต๎องเกย่ี วกบั การลาเลียงน้าและอาหารของพืช (วิชาสามัญ 61(

ข้อเปรยี บเทยี บ การลาเลยี งน้า การลาเลียงอาหาร

ก. เนอ้ื เย่อื ลาเลียง Phloem Xylem

ข. เซลล์ทีใ่ ชใ๎ นการลาเลยี ง Sieve tube member Vessel

ค. ทิศทางการลาเลียงในแนวต้งั จากรากสูํยอด จากใบสรูํ าก หรือใบสผํู ล

ง. ความต๎องการใช๎พลงั งานของพชื ต๎องการ ตอ๎ งการ

จ. ชวํ งเวลาในการเกิดการลาเลยี ง เกิดเฉพาะเวลากลางวนั เกดิ เฉพาะเวลากลางคนื

25. จากภาพโครงสรา๎ งของคลอโรพลาสต์ (วิชาสามญั 61(
ข๎อใดถูกต๎อง
ก. สารสีสามารถพบไดท๎ ี่ B
ข. สารท่พี บใน B มสี มบตั ิเป็น Hydrophobic
ค. A, C และ D เปน็ Phospholipid bilayer
ง. ภายในโครงสร๎าง C จะพบ ATP จานวนมาก
จ. Photosystem I พบที่ C ในขณะที่ Photosystem II พบท่ี D

26. ยาปราบวัชพืชชนิดหน่ึงมีกลไกการทางานโดยการเปน็ Competitive inhibitor ของปฏิกิรยิ าการรับ
อิเลก็ ตรอนของ Ferredoxin (Fd) ในปฏิกริ ิยาแสง ข๎อใดเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการใหย๎ าปราบวชั พืชชนดิ น้ี
(วชิ าสามญั 61(
ก. มี Fd ลดลง
ข. มี Fd เพ่มิ ขึน้
ค. มี ATP เพ่ิมข้ึน
ง. มี NADPH ลดลง
จ. มี Rubisco ลดลง

27. การสรา๎ งพชื ท่ีมเี พศผู๎เปน็ หมัน (Male sterile) เป็นวิธกี ารท่ีชวํ ยให๎นกั ปรับปรุงพนั ธ์ุพืช สามารถผสมพันธุ์
พืชได๎โดยไมตํ ๎องกาจัดเกสรเพศผ๎ู หากทาํ นต๎องการขยายพันธ์ุพชื สายพันธด์ุ ที ี่มีลกั ษณะเพศผู๎เปน็ หมันใหย๎ ังคง
ลักษณะดังกลําว ทํานจะทาด๎วยวิธีใด (วิชาสามญั 61(
ก. Ovule culture
ข. Pollen culture
ค. Anther culture
ง. Meristem culture
จ. Endosperm culture

75

28. พชื ชนดิ หน่งึ มีการตอบสนองของอตั ราการสงั เคราะห์ด๎วยแสงตอํ การเปล่ยี นแปลงของความเขม๎ แสง เมอ่ื
ปลูกในบรรยากาศปกตบิ นโลก เปน็ ดงั ภาพ

เมื่อนาพชื ชนดิ เดยี วกันนี้ไปปลูกในห๎องทดลองทม่ี ีการเพิ่มความเข๎มขน๎ ของแก๏สคารบ์ นไดออกไซด์เปน็ สองเทํา

เสน๎ กราฟ จะมีลักษณะอยาํ งไร (วิชาสามญั 61(

ก. คงเดิม ข.

ค. ง.
จ.

76

29. วัฏจักรชวี ติ ของเฟนิ เป็นดังภาพ (วิชาสามัญ 61(

โครงสรา๎ งใดของเฟนิ เทยี บเทํากับ Ovule ของพชื ดอก
ก. A
ข. B
ค. C
ง. D
จ. E

30. Arabidopsis เปน็ พืชวงศผ์ กั กาดออกดอกเป็นชอํ แตลํ ะดอกประกอบด๎วยรงั ไขํเปน็ พืชผสมตัวเอง และตดิ
ฝักโดยแตํะลฝกั มีหลายเมล็ด ซง่ึ พัฒนาจาก 1 รังไขํในการชัดนาให๎เกดิ การกลายของ Arabidopsis ได๎ต๎นพนั ธ์ุ
กลาย (Mutant) ทมี่ ชี อํ ดอกขนาดเลก็ ไมํแตกกิ่งกา๎ น ดังภาพแตกํ ารผสมพันธแุ์ ละการตดิ ฝักเปน็ เชนํ เดิม
(วชิ าสามัญ 61(

การเกิดมิวเทชั่นนที้ าใหเ๎ กิดการเปลีย่ นแปลงของลักษณะผลอยาํ งไร
ก. เปล่ียนจากผลเด่ียวเป็นผลกลํมุ
ข. เปล่ียนจากผลเดี่ยวเปน็ ผลรวม
ค. เปลย่ี นจากผลรวมเป็นผลกลุํม
ง. เปน็ ผลเดย่ี วไมํเปลยี่ นแปลง
จ. เปน็ ผลรวมไมํเปลี่ยนแปลง

31. ผลการใช๎ IAA (Auxin) และ Kinetin (Cytokinin) ในการเลย้ี งช้นิ เน้อื เยือ่ ยาสบู ในหลอดทดลองเปน็ เวลา
3 สปั ดาห์ โดย Skood & Milller (1957) เปน็ ดังรปู (วิชาสามญั 61(

การทดลองนใี้ ห๎ข๎อสรุปวําอยํางไร
ก. Auxin ท่ีความเขม๎ ขน๎ สงู จะทาใหช๎ นิ้ เนอ้ื เย่ือยาสูบเจริญเปน็ ยอด
ข. Cytokinin ทค่ี วามเข๎มข๎นสูงจะทาให๎ช้นิ เน้ือเย่ือยาสูบเจรญิ เปน็ ราก
ค. สัดสํวนของ Auxin / Cytokinin สงู ทาให๎ชน้ิ เย่อื ยาสบู เจรญิ เป็นยอด
ง. สัดสํวนของ Auxin / Cytokinin สูงทาใหช๎ ิ้นเยื่อยาสูบเจริญเปน็
แคลลัส
จ. สัดสํวนของ Auxin / Cytokinin ที่แตกตํางกันสงํ ผลทาใหเ๎ กิด
การเจรญิ ทีแ่ ตกตาํ งกัน


Click to View FlipBook Version