คำนำตะกั่วป่า เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่และรุ่งโรจน์ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ไทย โดยมีความเกี่ยวพันกับทั้งเส้นทางสายไหมทางทะเลและการปฏิวัติอุตสาหกรรมดีบุกระดับโลกอำเภอตะกั่วป่าตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลตะวันตกหรือฝั่งทะเลอันดามันห่างจากอำเภอเมืองพังงาไปทางเหนือประมาณ 60 กิโลเมตร อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครโดยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ประมาณ 800 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้• ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอคุระบุรี• ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอพนม (จังหวัดสุราษฎร์ธานี) และอำเภอกะปง• ทิศใต้ติดต่อกับอำเภอท้ายเหมือง• ทิศตะวันตก เป็นทะเลอันดามัน
บทที่ 1 ประวัติเมืองตะกั่วป่า จากการศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์พบว่าเดิมเมืองตะกั่วป่า เป็นเมืองเก่าและเป็นศูนย์กลางการค้าแร่ขนาดใหญ่ ซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองมาก ซึ่งในสมัยโบราณได้กล่าวถึงเมืองท่าที่สำคัญทางตะวันออก \"สุวรรณภูมิ\" อยู่บริเวณแหลมมลายูหรือแหลมทองทางตะวันตกตั้งแต่ตะโกลา (Takola) มีเมืองท่าตะโกลา (Takola) วรรณคดีอินเดียโบราณเรียกว่า \"สุวรรณทวีป\" ดินแดนที่เรียกว่า \"สุวรรณทวีป\" มีเมืองท่าที่สำคัญที่นักโบราณคดีว่าไว้ ได้แก่ \"เมืองตะกั่วป่า\" (Takuapa) \"ตะกั่วป่า\" เดิมเป็นเมืองเรียกว่า \"เมืองตะกั่วป่า\" แต่ในสมัยโบราณ คือ เมืองตะโกลาเป็นเมืองที่สำคัญเมืองหนึ่งของฝั่งทะเลด้านตะวันตกของภาคใต้มีความเจริญรุ่งเรืองมาพร้อมๆ กับเมืองนครศรีธรรมราชและเมืองไทรบุรี ชาวพื้นเมืองเดิมเป็นชาวป่าพวกหนึ่ง เรียกว่า \"ซาไก\" ต่อมาชาวมลายูได้อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งในดินแดนแถบนี้ประมาณ พ.ศ. 200 – 300 พระเจ้าอโศกมหาราชจักรพรรดิแห่งประเทศอินเดียได้ยกกองทัพมาปราบแคว้นกลิงคราษฎร์ ในดินแดนตะวันออกเฉียงใต้ ชาวกลิงคราษฎร์บางพวก จึงได้อพยพมาขึ้นที่เมืองตะกั่วป่า และเมืองใกล้เคียงโดยได้นำความรู้ต่างๆ มาเผยแพร่ในดินแดนแถบนี้ด้วยเมืองตะกั่วป่าเป็นเมืองท่าที่สำคัญ ที่ชนชาติทางตะวันตกรู้จักเป็นอย่างดี โดยเฉพาะชนชาติอินเดีย ซึ่งได้มาถึงเมืองนี้ก่อนชนชาติอื่นๆ ดังปรากฏหลักฐานในหนังสือมิลินทปัญหาซึ่งได้เขียนไว้เมื่อประมาณ พ.ศ. 500 ว่าชาวอินเดียเรียกเมืองตะกั่วป่าว่า \"เมืองตกุโกล\" หรือ \"ตกโกล\" ในภาษาบาลีและ ตกุลในภาษาสิงหล แปลว่า กระวาน เหตุผลที่ได้เรียกชื่อดังนี้ น่าจะสืบเนื่องมาจากเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยเครื่องเทศ และในเวลาต่อมาชาวกรีก อาหรับและเปอร์เซียเข้ามาทำการค้าขายติดต่อด้วย ปรากฏตามจดหมายเหตุของปโตเลมี เรียกเมืองนี้ว่า \"ตะโกลา\" อาหรับเรียกว่า \"กะกุละ\" หรือ \"กะโกละ\" นอกจากนี้ ยังมีชาวจีนได้นำเอาเครื่องกระเบื้องเข้ามาค้าขายยังถิ่นฐานนี้ตั้งแต่ 1,600 ปีมาแล้ว และก็มีชนชาติต่างๆ เข้ามาติดต่อค้าขายในพื้นที่แห่งนี้ เมืองตะกั่วป่าหรือเมืองตะโกลานั้น เดิมขึ้นอยู่ในปกครองของเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งเป็น เมืองเอกราชของประเทศศรีวิชัย แต่เมื่อประมาณ พ.ศ. 1832 ชนชาติไทยได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานในแคว้นสุวรรณภูมิ และมีอำนาจมากขึ้นจนตีได้เมืองนครศรีธรรมราชและเมืองตะกั่วป่า ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2437 ได้แบ่งการปกครองหัวเมืองต่างๆ ออกเป็นมณฑลและจังหวัด เมืองตะกั่วป่าจึงมีฐานะเป็นจังหวัดขึ้นกับมณฑลภูเก็ต และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เมืองตะกั่วป่าจึงถูกลดลำดับความสำคัญจากจังหวัด ตะกั่วป่าลงมาเป็นอำเภอตะกั่วป่าขึ้นกับจังหวัดพังงา เมื่อปี พ.ศ. 2475 โดยศูนย์กลางการปกครองได้ย้ายไปอยู่ที่อำเภอเมือง
เทศบาลเมืองตะกั่วป่า จัดตั้งตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเทศบาลเมืองตะกั่วป่า จังหวัดพังงา พุทธศักราช 2480 โดยที่เห็นสมควรให้ยกฐานะบางส่วนของตำบลตลาดเหนือ ตำบลตลาดใต้ และตำบลย่านยาว อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ขึ้นเป็นเทศบาลเมืองมีนามว่า เทศบาลเมืองตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม พุทธศักราช 2480ในอดีตก่อนที่จะรวมเข้ากับจังหวัดพังงา อำเภอตะกั่วป่าเคยมีฐานะเป็น \"จังหวัดตะกั่วป่า\" ครับ โดยมีความสำคัญในระดับสูงเทียบเท่ากับหัวเมืองชายทะเลฝั่งอันดามันอื่นๆ อย่างภูเก็ตหรือระนองเลยทีเดียวประวัติความเป็นมาและการเปลี่ยนแปลงฐานะของตะกั่วป่ามีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้1. ฐานะเมืองอิสระและหัวเมืองชั้นโทในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ตะกั่วป่ามีฐานะเป็น \"เมืองตะกั่วป่า\" ที่ขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานคร เป็นเมืองที่มีเจ้าเมืองปกครอง มีอำนาจการจัดการภายในตนเองสูง เนื่องจากเป็นเมืองยุทธศาสตร์สำคัญทั้งด้านการทหาร (ป้องกันศึกพม่า) และด้านเศรษฐกิจ (เหมืองแร่ดีบุก)2. การจัดตั้งเป็น \"จังหวัดตะกั่วป่า\"เมื่อมีการปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการจัดตั้ง มณฑลภูเก็ต ขึ้นใน พ.ศ. 2437 เมืองตะกั่วป่าจึงได้รับการเปลี่ยนฐานะเป็น \"จังหวัดตะกั่วป่า\"โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดปกครองอย่างเป็นทางการ และเคยเป็นศูนย์กลางการบริหารที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง3. การถูกยุบรวมเป็นอำเภอ (จุดเปลี่ยนสำคัญ)เหตุการณ์ที่ทำให้จังหวัดตะกั่วป่ากลายเป็น \"อำเภอตะกั่วป่า\" เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อปี พ.ศ. 2474 - 2475 โดยมีสาเหตุหลัก 2 ประการ:• วิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก (The Great Depression): หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เศรษฐกิจโลกดิ่งเหว ส่งผลให้ราคาแร่ดีบุกซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศตกลงอย่างมาก• การประหยัดงบประมาณ: รัฐบาลในขณะนั้นจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงสั่งยุบจังหวัดที่มีขนาดเล็กหรือมีประชากรน้อยให้ไปรวมกับจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียงด้วยเหตุนี้ จังหวัดตะกั่วป่า จึงถูกยุบลงเป็น \"อำเภอตะกั่วป่า\" และโอนไปขึ้นกับ จังหวัดพังงา ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา
เกร็ดประวัติศาสตร์ที่ยังหลงเหลือแม้จะถูกยุบฐานะเป็นอำเภอไปนานแล้ว แต่ร่องรอยของ \"ความเป็นจังหวัด\" ยังคงเห็นได้จาก:• อาคารสถานที่:ย่านเมืองเก่าที่มีความเจริญและตึกแถวหนาแน่นเกินกว่าจะเป็นอำเภอทั่วไปในสมัยนั้น• วัฒนธรรม: ความเป็นศูนย์กลางการค้าและสังคมชาวบาบ๋าที่ยังเข้มแข็งจนถึงปัจจุบันบทที่ 2 ย่านเมืองเก่าตะกั่วป่าที่เป็นศูนย์กลางของสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีสชิโน-โปรตุกีส (Sino-Portuguese) ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเขตเทศบาลเมืองตะกั่วป่า (โดยเฉพาะบริเวณถนนศรีตะกั่วป่าหรือตลาดใหญ่) มีที่มาสำคัญทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ ดังนี้1. การย้ายศูนย์กลางการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 3เดิมทีเมืองตะกั่วป่าตั้งอยู่ที่อื่น แต่หลังจากโดนสงครามพม่าทำลายเสียหาย ในสมัยรัชกาลที่ 3 พระยาเสนานุชิต (นุช ณ นคร) ผู้สำเร็จราชการเมืองตะกั่วป่าในขณะนั้น ได้เลือกทำเลบริเวณ \"บ้านตลาดใหญ่\" (ซึ่งคือเขตเทศบาลเมืองในปัจจุบัน) เพื่อสร้างเมืองใหม่ เนื่องจากเป็นที่ราบลุ่มริมแม่น้ำตะกั่วป่าที่อุดมสมบูรณ์และทางยุทธศาสตร์ดีกว่าเดิม2. ทำเลเชิงกลยุทธ์ริมแม่น้ำตะกั่วป่าในยุคนั้น \"แม่น้ำตะกั่วป่า\" คือเส้นทางคมนาคมหลัก• การขนส่งแร่:เรือบรรทุกแร่ดีบุกสามารถล่องจากเหมืองในป่ามายังตลาดใหญ่เพื่อคัดแยกและส่งออกได้สะดวก• การค้าขาย: พ่อค้าชาวจีนและชาวตะวันตกที่ล่องเรือมาจะมาขึ้นฝั่งที่นี่ ทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานและสร้างอาคารพาณิชย์ที่เป็นทั้งที่พักและร้านค้า (Shophouse) ขึ้นในย่านนี้3. ยุคตื่นแร่และการเติบโตของสังคมเมืองเมื่อการทำเหมืองแร่รุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยรัชกาลที่ 5-7 กลุ่มนายทุนและช่างฝีมือชาวจีนฮกเกี้ยนจากปีนังและภูเก็ตได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในย่านนี้เป็นจำนวนมาก
• สถาปัตยกรรมสะท้อนความมั่งคั่ง: อาคารชิโน-โปรตุกีสที่มีการตกแต่งประณีต มีซุ้มประตูโค้ง (Arcade) หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า \"หง่อคาขี่\"ถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงถึงสถานะทางเศรษฐกิจของเจ้าของกิจการเหมืองแร่ในเขตเมือง• ศูนย์กลางการบริหาร: พื้นที่นี้เป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดตะกั่วป่า (ในสมัยที่ยังเป็นจังหวัด) และสถานีตำรวจ ทำให้ความเป็นเมืองและการก่อสร้างอาคารที่ถาวรและสวยงามกระจุกตัวอยู่ในเขตนี้มากกว่าพื้นที่รอบนอกที่เป็นบ่อเหมืองหรือป่าบทที่ 3แลนด์มาร์คสำคัญ\"สะพานเหล็กบุญสูง\" (Boon Sung Iron Bridge) ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของยุคเหมืองแร่ในตะกั่วป่าได้ดีที่สุด1. สาเหตุของการสร้างสะพานแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2508 โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ \"เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของคนงานเหมืองแร่\" ในอดีต พื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของเหมืองแร่ดีบุกขนาดใหญ่ การเดินทางข้ามแม่น้ำตะกั่วป่าเพื่อไปทำงานหรือขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างยากลำบาก ทางตระกูล \"บุญสูง\" ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการเหมืองแร่ในขณะนั้น จึงได้สร้างสะพานนี้ขึ้นเพื่อให้พนักงานและชาวบ้านในพื้นที่สามารถสัญจรไปมาได้สะดวกขึ้น2. ประวัติความเป็นมาและเอกลักษณ์สิ่งที่ทำให้สะพานเหล็กแห่งนี้มีความพิเศษและแตกต่างจากสะพานทั่วไปคือ \"วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง\":• วัสดุรีไซเคิลจากเรือขุดแร่: เหล็กที่นำมาสร้างสะพานทั้งหมดมาจาก ชิ้นส่วนของเรือขุดแร่ดีบุกที่เลิกใช้งานแล้ว นำมาตัดและต่อกันเป็นโครงสร้างสะพานที่แข็งแรง• ความยาว: สะพานมีความยาวประมาณ 200 เมตร พาดข้ามแม่น้ำตะกั่วป่า เชื่อมระหว่างย่านตลาดเก่ากับพื้นที่เหมืองเดิม
• สัญลักษณ์แห่งยุคสมัย: แม้ปัจจุบันอุตสาหกรรมเหมืองแร่ดีบุกจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่สะพานแห่งนี้ยังคงตั้งตระหง่านเป็นประจักษ์พยานถึงความมั่งคั่งในอดีตของเมืองตะกั่วป่า และได้รับการดูแลรักษาจนกลายเป็นจุดเช็คอินที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพ โดยเฉพาะในช่วงเช้าหรือเย็นที่มีแสงอาทิตย์กระทบโครงเหล็กและผิวน้ำแลนด์มาร์คสำคัญ อื่นๆในเมืองตะกั่วป่า พร้อมประวัติ1. เมืองโบราณบ้านทุ่งตึก (เกาะคอเขา)ประวัติ: ที่นี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่าตะกั่วป่าคือ \"เมืองตะโกลา\" ในอดีต• ความสำคัญ: เป็นแหล่งโบราณคดีที่พบร่องรอยอาคารโบราณ ศิลปะแบบอินเดีย และลูกปัดโบราณจำนวนมหาศาล• เหตุการณ์สำคัญ: ในอดีตเป็นศูนย์กลางการค้าขายทางเรือที่รุ่งเรืองที่สุดในคาบสมุทรมลายู เป็นจุดพักสินค้าของพ่อค้าชาวเปอร์เซีย อินเดีย และจีน ก่อนที่จะมีการขนส่งสินค้าข้ามบกไปยังอ่าวไทย2. วัดเสนานุชรังสรรค์ (วัดหน้าเมือง)ประวัติ: สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2390 ในสมัยรัชกาลที่ 4 โดย พระยาเสนานุชิต (นุช ณ นคร)ผู้สร้างเมืองตะกั่วป่า• ความสำคัญ: เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมงดงามและคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ได้ดีเยี่ยม อุโบสถมีลักษณะเด่นคือการผสมผสานศิลปะรัตนโกสินทร์ตอนต้น• ไฮไลท์: ภายในมีพระประธานองค์ใหญ่ และภาพจิตรกรรมฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ รวมถึงเป็นสถานที่ประกอบพิธีสำคัญของเจ้าเมืองในอดีต3. โรงเรียนเต้าหมิง (Tao Ming School)ประวัติ: เป็นโรงเรียนเก่าแก่ที่สร้างขึ้นโดยสมาคมชาวจีนในตะกั่วป่า เพื่อให้การศึกษาแก่บุตรหลานแรงงานเหมืองแร่• ความสำคัญ: ตัวอาคารมีสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีสที่โดดเด่นมาก มีซุ้มประตูโค้งและลวดลายปูนปั้นที่สวยงาม
• ปัจจุบัน: แม้จะไม่ได้เปิดสอนตามปกติเหมือนในอดีต แต่ตัวอาคารยังคงเป็นจุดถ่ายภาพที่สะท้อนถึงความให้ความสำคัญด้านการศึกษาของชุมชนชาวจีนในยุคเหมืองแร่รุ่งเรือง4. กำแพงเมืองเก่าตะกั่วป่าประวัติ: เป็นซากกำแพงเมืองโบราณที่เหลืออยู่จากการสร้างเมืองใหม่ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์• ความสำคัญ:แสดงให้เห็นถึงขอบเขตและการวางผังเมืองในสมัยก่อนที่ต้องมีป้อมปราการเพื่อป้องกันการรุกราน (โดยเฉพาะจากทางพม่า)• พิกัด: ตั้งอยู่บริเวณบ้านหน้าเมือง ใกล้กับวัดเสนานุชรังสรรค์5. วัดนารายณิการาม (วัดเหล็ก)ประวัติ: ตั้งอยู่ที่ตำบลเหล เป็นที่ประดิษฐานเทวรูปสำคัญ• ความสำคัญ: เป็นที่ประดิษฐาน \"เทวรูปพระนารายณ์\" และเทพองค์อื่นๆ ที่ขุดพบได้จากบริเวณทุ่งตึก• นัยสำคัญ: เป็นเครื่องยืนยันถึงการแผ่ขยายของอิทธิพลศาสนาพราหมณ์-ฮินดูจากอินเดียเข้ามายังตะกั่วป่าเมื่อกว่า 1,000 ปีก่อน6. เขาหลัก\"เขาหลัก\" ตั้งอยู่ในอำเภอตะกั่วป่า (และบางส่วนในอำเภอท้ายเหมือง) จังหวัดพังงา เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยมีจุดเด่นคือชายหาดที่ทอดยาวขนานกับแนวภูเขาและป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ นี่คือข้อมูลสรุปประวัติ สถานที่ท่องเที่ยว และอุทยานครับ1. ประวัติความเป็นมาของเขาหลัก• ที่มาของชื่อ: คำว่า \"เขาหลัก\" มาจากชื่อของภูเขาที่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญในพื้นที่ ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ริมทะเล เดิมทีพื้นที่นี้เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงและเกษตรกรขนาดเล็ก• ยุคเหมืองแร่: ในอดีตตะกั่วป่าเป็นศูนย์กลางการทำเหมืองแร่ดีบุกที่รุ่งเรืองมาก พื้นที่เขาหลักจึงมีร่องรอยประวัติศาสตร์ของการร่อนแร่ เช่น \"ทรายสีดำ\" ที่พบได้ในบางหาด
• การเติบโตด้านการท่องเที่ยว: เริ่มเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวชาวตะวันตก (โดยเฉพาะชาวเยอรมันและสแกนดิเนเวีย) ในช่วงปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา เนื่องจากความสงบและธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์• เหตุการณ์สึนามิ (2547):เขาหลักเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในประเทศไทยจากคลื่นยักษ์สึนามิ แต่ด้วยความร่วมมือของชุมชน ปัจจุบันเขาหลักได้รับการฟื้นฟูจนกลับมาเป็นสวรรค์ของการพักผ่อนอีกครั้ง2. อุทยานแห่งชาติเขาหลัก-ลำรู่ (Khao Lak-Lam Ru National Park)เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 66 ของไทย (ประกาศปี พ.ศ. 2534) ครอบคลุมพื้นที่ป่าดงดิบและชายฝั่งทะเล• ไฮไลท์: มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่เดินเลียบหน้าผาริมทะเลไปจนถึง \"หาดเล็ก\"ซึ่งเป็นหาดทรายขาวสงบเงียบ• น้ำตกโตนช่องฟ้า: เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ 7 ชั้นที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานฯ มีน้ำไหลตลอดปี แวดล้อมด้วยป่าไม้ครึ้ม เหมาะกับการเดินป่าและเล่นน้ำ3. สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเขาหลัก• หาดนางทอง (หาดทรายสีดำ): แลนด์มาร์คยอดฮิตที่มี \"ทรายสีดำ\" ซึ่งเกิดจากขี้แร่ในอดีต (มักเห็นชัดในช่วงน้ำลด) และมีประภาคารตั้งอยู่โดดเด่น เป็นจุดถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง• อนุสรณ์สถานสึนามิ เรือตรวจการณ์ 813:เรือเหล็กขนาดใหญ่ที่ถูกคลื่นซัดจากทะเลขึ้นมาติดอยู่บนฝั่งไกลถึง 2 กิโลเมตร ปัจจุบันตั้งอยู่ที่บ้านบางเนียง เพื่อเตือนใจและรำลึกถึงเหตุการณ์ปี 2547• หาดบางสัก: อยู่ถัดมาทางทิศเหนือ เป็นหาดที่มีแนวสนร่มรื่นและร้านอาหารทะเลท้องถิ่นมากมาย บรรยากาศเงียบสงบแบบดั้งเดิม• หาดเมโมรี่ (Memories Beach): จุดรวมตัวของเหล่านักเซิร์ฟ (Surfing) เนื่องจากมีคลื่นที่เหมาะกับการเล่นเซิร์ฟเกือบตลอดปี• ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล (ฐานทัพเรือพังงา): อยู่ใกล้กับเขาหลัก เป็นแหล่งอนุบาลลูกเต่าทะเลก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติบทที่ 4
แหล่งรายได้หลักของเมืองตะกั่วป่าแหล่งรายได้หลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดที่เปลี่ยนโฉมหน้าตะกั่วป่าและทำให้เกิดสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีสคือ \"อุตสาหกรรมเหมืองแร่ดีบุก\"นี่คือประวัติความเป็นมาที่ทำให้ \"ดีบุก\" กลายเป็นตัวขับเคลื่อนมรดกทางวัฒนธรรมนี้:1. จุดเริ่มต้น: ยุคตื่นแร่ (The Tin Rush)ในอดีต ตะกั่วป่าเป็นแหล่งที่มีสายแร่ดีบุกอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จนได้รับฉายาว่า \"นครหลวงแห่งดีบุก\" โดยในช่วงรัชกาลที่ 5 อุตสาหกรรมนี้ขยายตัวอย่างมหาศาลเนื่องจากความต้องการดีบุกในตลาดโลก (เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการถนอมอาหารและการทำกระป๋องในยุโรปและอเมริกา)2. การเข้ามาของชาวจีนฮกเกี้ยนและชาติตะวันตกเมื่อการทำเหมืองแร่เปลี่ยนจากการขุดด้วยมือมาเป็นการใช้ \"เรือขุดแร่\" (Tin Dredger)ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากตะวันตก ทำให้เกิดการหลั่งไหลของกลุ่มคน 2 กลุ่มหลัก:• ชาวตะวันตก (โปรตุเกส, อังกฤษ, ดัตช์): นำเทคโนโลยีวิศวกรรมและการบริหารจัดการเข้ามา• ชาวจีน (โดยเฉพาะชาวจีนฮกเกี้ยนจากปีนังและภูเก็ต): เข้ามาในฐานะแรงงานฝีมือ พ่อค้า และเจ้าของเหมือง (นายหัว)3. การก่อเกิดสถาปัตยกรรม \"ชิโน-โปรตุกีส\"ความมั่งคั่งจากการค้าแร่ทำให้เหล่า \"นายหัว\" หรือคหบดีเหมืองแร่ต้องการสร้างที่อยู่อาศัยที่สะท้อนถึงฐานะและความรุ่งเรือง จึงได้นำรูปแบบอาคารที่กำลังนิยมในเมืองท่าอย่าง ปีนัง และ สิงคโปร์เข้ามาสร้างที่ตะกั่วป่า:• ชิโน (Sino): หมายถึง จีน ซึ่งสะท้อนผ่านลวดลายปูนปั้นประดับหน้าต่างและประตู (เช่น ลายค้างคาว หรือดอกไม้มงคล)• โปรตุกีส (Portuguese): หมายถึง ตะวันตก ซึ่งสะท้อนผ่านโครงสร้างอาคารแบบยุโรป มีซุ้มประตูโค้ง (Arch) และทางเดินหน้าบ้านที่เชื่อมต่อกันที่เรียกว่า \"หง่อคาขี่\" (Five-foot way) เพื่อบังแดดบังฝน
4. บทสรุปของยุคทองรายได้จากดีบุกไม่ได้แค่สร้างตึกสวยๆ แต่ยังสร้างถนนหนทาง โรงเรียน (เช่น โรงเรียนเต้าหมิง) และสาธารณูปโภคต่างๆ จนกระทั่งในช่วงปี พ.ศ. 2528 ราคาดีบุกในตลาดโลกตกต่ำอย่างรุนแรง ทำให้อุตสาหกรรมเหมืองแร่ในตะกั่วป่าปิดตัวลง ทิ้งไว้เพียงสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีสที่เป็นอนุสรณ์ถึงความมั่งคั่งในอดีตบทที่ 5 วัฒนธรรมที่ได้รับประเพณีที่มีชื่อเสียงและจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในย่านเมืองเก่าตะกั่วป่าในช่วงเดือน 9 ตามปฏิทินจีน (ประมาณปลายเดือนกันยายนถึงตุลาคมของทุกปี) คือ \"ประเพณีถือศีลกินผัก\" (Vegetarian Festival)หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า \"เจี๊ยะฉ่าย\"ประวัติความเป็นมาของประเพณีในตะกั่วป่าประเพณีนี้มีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับประวัติศาสตร์การทำเหมืองแร่และชาวจีนฮกเกี้ยนในตะกั่วป่า โดยมีจุดเริ่มต้นและรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:1. จุดเริ่มต้นจากคณะงิ้วและโรคระบาด: ตามตำนานเล่าว่า ในอดีตเมื่อประมาณกว่า 100 ปีก่อน (ช่วงยุคเหมืองแร่รุ่งเรือง) มีคณะงิ้วจากประเทศจีนมาเปิดทำการแสดงที่ตะกั่วป่า (และภูเก็ต) แล้วเกิดโรคระบาดขึ้น สมาชิกในคณะงิ้วจึงได้ประกอบพิธีถือศีลกินผักเพื่อบวงสรวง เทพเจ้ากิ้วอ๋องต่ายเต่(เทพเจ้าราชาทั้ง 9 องค์) เพื่อขอขมาและปัดเป่าโรคร้าย ปรากฏว่าโรคระบาดหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ ชาวตะกั่วป่าจึงเกิดความเลื่อมใสและถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน2. ศูนย์กลางความศรัทธาที่ \"อ๊าม\" (ศาลเจ้า): ในย่านเมืองเก่าตะกั่วป่า มีศาลเจ้าเก่าแก่หลายแห่งที่เป็นศูนย์กลางของประเพณีนี้ เช่น ศาลเจ้าพ่อกวนอู (ซินใช่ตึ๋ง)ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่มีความสำคัญและมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามคลาสสิกสไตล์ชิโน-โปรตุกีส3. เอกลักษณ์ของประเพณีในตะกั่วป่า:• การอัญเชิญไฟศักดิ์สิทธิ์: พิธีกรรมจะเริ่มจากการยกเสาโกเต้ง เพื่ออัญเชิญตะเกียงไฟ 9 ดวงขึ้นสู่ยอดเสา เป็นสัญญาณว่าประเพณีเริ่มขึ้นแล้ว
• พิธีอิ้วเก้ง (แห่พระรอบเมือง):เหล่าม้าทรงจะแสดงอิทธิฤทธิ์ด้วยการใช้ของมีคมทิ่มแทงร่างกายเพื่อรับเคราะห์แทนผู้ถือศีลกินผัก ขบวนแห่จะเคลื่อนผ่านถนนสายประวัติศาสตร์ (ถนนศรีตะกั่วป่า) ท่ามกลางเสียงประทัดและควันธูป• พิธีลุยไฟ: เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของร่างกายและจิตใจความสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมในอดีตในช่วงยุคทองของดีบุก ประเพณีนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความเชื่อ แต่ยังเป็น ศูนย์รวมจิตใจของชาวจีน ที่มาทำงานในเหมืองแร่ ช่วยสร้างความสามัคคีและระลึกถึงบรรพบุรุษ รวมถึงเป็นการพักผ่อนจากการทำงานหนักในเหมืองมาตลอดทั้งปีเมนูอาหารพื้นเมืองของตะกั่วป่าที่เป็น เมนูเส้น และได้รับอิทธิพลจาก ชาวจีนฮกเกี้ยนที่โดดเด่นมากมีอยู่ 2-3 เมนู แต่เมนูที่ตรงตามเงื่อนไขว่า \"นิยมทานคู่กับเครื่องแกงเข้มข้น\" คือ \"หมี่ซั่ว\" หรือ \"หมี่เตี๊ยว\" (โดยเฉพาะเมนู แกงหมี่ซั่ว) ครับอย่างไรก็ตาม หากพูดถึงเมนูเส้นที่ทานคู่กับเครื่องแกงเข้มข้นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตะกั่วป่า ข้อมูลที่ชัดเจนที่สุดคือ1. แกงหมี่ซั่ว (หรือหมี่ซั่วเครื่องแกง)• ลักษณะ: เป็นการนำเส้นหมี่ซั่ว (เส้นสีขาวนวลที่มีรสเค็มเล็กน้อย) มาทานคู่กับ น้ำแกง หรือ เครื่องแกง ที่มีความเข้มข้น ซึ่งต่างจากที่อื่นที่มักนำหมี่ซั่วไปทำเป็นน้ำใสหรือผัด• อิทธิพลชาวจีนฮกเกี้ยน: ชาวจีนฮกเกี้ยนที่เข้ามาทำเหมืองแร่ในตะกั่วป่าได้นำ \"หมี่ซั่ว\" เข้ามา ซึ่งตามความเชื่อจีนหมายถึงอายุที่ยืนยาว• ประวัติและการดัดแปลง: ชาวตะกั่วป่า (บะบ๋า) ได้นำวัตถุดิบจีนอย่างหมี่ซั่ว มาผสมผสานกับวัฒนธรรมการกินแบบปักษ์ใต้ที่ชอบรสจัดจ้านและเครื่องแกงกะทิเข้มข้น จึงเกิดเป็นสำรับที่นำเส้นหมี่ซั่วมาทานคู่กับแกงต่างๆ เช่น แกงไก่ หรือแกงกะทิเครื่องแกงตะกั่วป่า2. ขนมจีนพิมพ์ (ขนมจีนแบบตะกั่วป่า)แม้จะไม่ใช่เส้นแบบจีนโดยตรง แต่สำรับขนมจีนของตะกั่วป่ามีความพิเศษที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมบะบ๋า (จีน-มลายู)• เครื่องแกงเข้มข้น: ทานคู่กับ \"น้ำยากะทิ\" หรือ \"ไตปลา\" ที่เข้มข้นแบบตะกั่วป่า• จุดเด่น: มี \"เครื่องเคียง\" (ผักเหนาะ) ที่หลากหลายและมีการดัดแปลงผักแบบจีนเข้ามาผสม เช่น ยำผักกาดดอง หรือไชโป๊ผัด
เมนูอื่นๆ ที่น่าสนใจ (เมนูเส้นอิทธิพลฮกเกี้ยน):• หมี่หุ้นกระดูกหมู (หมี่หุ้นบ๊ะฉ่าง): เป็นเมนูเส้นหมี่ขาวผัดซีอิ๊วโรยหอมเจียว ทานคู่กับน้ำซุปกระดูกหมู แม้จะไม่ใช่การทานคู่กับเครื่องแกงเผ็ด แต่เป็นเมนูเส้นฮกเกี้ยนที่เป็นที่นิยมมากในตะกั่วป่า• หมี่เช็ค: เป็นหมี่เหลืองเส้นกลมหนาแบบฮกเกี้ยน นำมาลวกและปรุงรสแบบแห้งหรือน้ำเมนูอาหารพื้นเมืองของตะกั่วป่าที่เป็น เมนูเส้น และได้รับอิทธิพลจาก ชาวจีนฮกเกี้ยนที่โดดเด่นมากมีอยู่ 2-3 เมนู แต่เมนูที่ตรงตามเงื่อนไขว่า \"นิยมทานคู่กับเครื่องแกงเข้มข้น\" คือ \"หมี่ซั่ว\" หรือ \"หมี่เตี๊ยว\" (โดยเฉพาะเมนู แกงหมี่ซั่ว) อย่างไรก็ตาม หากพูดถึงเมนูเส้นที่ทานคู่กับเครื่องแกงเข้มข้นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตะกั่วป่า ข้อมูลที่ชัดเจนที่สุดคือ:1. แกงหมี่ซั่ว (หรือหมี่ซั่วเครื่องแกง)• ลักษณะ: เป็นการนำเส้นหมี่ซั่ว (เส้นสีขาวนวลที่มีรสเค็มเล็กน้อย) มาทานคู่กับ น้ำแกง หรือ เครื่องแกง ที่มีความเข้มข้น ซึ่งต่างจากที่อื่นที่มักนำหมี่ซั่วไปทำเป็นน้ำใสหรือผัด• อิทธิพลชาวจีนฮกเกี้ยน: ชาวจีนฮกเกี้ยนที่เข้ามาทำเหมืองแร่ในตะกั่วป่าได้นำ \"หมี่ซั่ว\" เข้ามา ซึ่งตามความเชื่อจีนหมายถึงอายุที่ยืนยาว• ประวัติและการดัดแปลง: ชาวตะกั่วป่า (บะบ๋า) ได้นำวัตถุดิบจีนอย่างหมี่ซั่ว มาผสมผสานกับวัฒนธรรมการกินแบบปักษ์ใต้ที่ชอบรสจัดจ้านและเครื่องแกงกะทิเข้มข้น จึงเกิดเป็นสำรับที่นำเส้นหมี่ซั่วมาทานคู่กับแกงต่างๆ เช่น แกงไก่ หรือแกงกะทิเครื่องแกงตะกั่วป่า2. ขนมจีนพิมพ์ (ขนมจีนแบบตะกั่วป่า)แม้จะไม่ใช่เส้นแบบจีนโดยตรง แต่สำรับขนมจีนของตะกั่วป่ามีความพิเศษที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมบะบ๋า (จีน-มลายู)• เครื่องแกงเข้มข้น: ทานคู่กับ \"น้ำยากะทิ\" หรือ \"ไตปลา\" ที่เข้มข้นแบบตะกั่วป่า• จุดเด่น: มี \"เครื่องเคียง\" (ผักเหนาะ) ที่หลากหลายและมีการดัดแปลงผักแบบจีนเข้ามาผสม เช่น ยำผักกาดดอง หรือไชโป๊ผัด
เมนูอื่นๆ ที่น่าสนใจ (เมนูเส้นอิทธิพลฮกเกี้ยน):• หมี่หุ้นกระดูกหมู (หมี่หุ้นบ๊ะฉ่าง): เป็นเมนูเส้นหมี่ขาวผัดซีอิ๊วโรยหอมเจียว ทานคู่กับน้ำซุปกระดูกหมู แม้จะไม่ใช่การทานคู่กับเครื่องแกงเผ็ด แต่เป็นเมนูเส้นฮกเกี้ยนที่เป็นที่นิยมมากในตะกั่วป่า• หมี่เช็ค: เป็นหมี่เหลืองเส้นกลมหนาแบบฮกเกี้ยน นำมาลวกและปรุงรสแบบแห้งหรือน้ำแหล่งอ้างอิงข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือคุณสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อความถูกต้องและครบถ้วนได้จากแหล่งข้อมูลทางการเหล่านี้ครับ:1. ฐานข้อมูลวัฒนธรรม อัญมณีแห่งปัญญา (กระทรวงวัฒนธรรม):ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติเมืองตะกั่วป่าและการก่อตั้งเมืองที่ตลาดใหญ่m-culture.go.th (ค้นหา: ประวัติเมืองตะกั่วป่า)2. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.):ข้อมูลด้านการอนุรักษ์ย่านชุมชนเก่าและสถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีสในตะกั่วป่าculturalenvi.onep.go.th3. คลังทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด (Thai-MOOC / มหาวิทยาลัยศิลปากร):งานวิจัยและบทความด้านสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตชาวบาบ๋าในพังงาthaimooc.org4. เทศบาลเมืองตะกั่วป่า: ประวัติความเป็นมาและการตั้งถิ่นฐานในเขตเทศบาลtakuapacity.go.th5. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT): ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์สะพานเหล็กบุญสูงthai.tourismthailand.org6. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพังงา: รายละเอียดมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นm-culture.go.th/phangnga7. ระบบสารสนเทศความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมชุมชน (สผ.):ข้อมูลด้านความสำคัญของพื้นที่ประวัติศาสตรculturalenvi.onep.go.th (ค้นหาส่วนที่เกี่ยวกับสะพานเหล็ก)8. กรมศิลปากร: ข้อมูลแหล่งโบราณคดีบ้านทุ่งตึก finearts.go.th9. ฐานข้อมูลชุมชนโบราณ (สผ.): culturalenvi.onep.go.th10. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพังงา: m-culture.go.th/phangnga11. คลังทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด (Thai-MOOC): รายวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นพังงา thaimooc.org
12. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.):ข้อมูลย่านชุมชนเก่าตลาดใหญ่ ตะกั่วป่า culturalenvi.onep.go.th13. พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ถลาง: (แหล่งรวมข้อมูลประวัติศาสตร์การทำเหมืองแร่ในชายฝั่งอันดามัน) virtualmuseum.finearts.go.th14. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม: ข้อมูลประเพณีถือศีลกินผักของชาวไทยเชื้อสายจีน culture.go.th15. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT): กิจกรรมประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดพังงา thai.tourismthailand.org16. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช: ข้อมูลอุทยานแห่งชาติเขาหลัก-ลำรู่ portal.dnp.go.th17. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT): ข้อมูลท่องเที่ยวจังหวัดพังงา thai.tourismthailand.org18. วิกิพีเดีย: ประวัติอุทยานแห่งชาติเขาหลัก-ลำรู่ th.wikipedia.org19. ราชกิจจานุเบกษา: ประกาศยุบจังหวัดและรวมจังหวัดใน พ.ศ. 2474 (เล่ม 48 หน้า 576) ratchakitcha.soc.go.th20. จดหมายเหตุท้องถิ่นพังงา: ประวัติเมืองตะกั่วป่า m-culture.go.th/phangngaผู้รวบรวมข้อมูลนางสาววัลลภา นารีรัตน์