เคร่อื งดนตรีพ้นื เมอื งภาคเหนอื
คานา
เคร่อื งดนตรีภาคเหนอื ในยุคแรกจะเป็นเคร่อื งดนตรีประเภทตี ได้แก่ ท่อนไม้กลวง ท่ีใช้ประกอบพธิ ีกรรม ในเร่อื ง
ภูตผีปีศาจและเจ้าป่า เจ้าเขา จากนั้น ได้มีการพัฒนาโดยนาหนังสัตว์มาขึงท่ีปากท่อนไม้กลวงไว้กลายเป็นเคร่อื งดนตรีท่ี
เรียกว่ากลอง ต่อมามีการพัฒนารูปแบบของกลองให้แตกต่างออกไป เช่น กลองท่ีขึงปดิ ด้วยหนังสัตว์เพียงหนา้ เดียว ได้แก่
กลองรามะนา กลองยาว กลองแอว และกลองท่ีขึงด้วยหนังสัตว์ทั้งสองหน้า ได้แก่ กลองมองเซงิ กลองสองหน้า และตะโพน
มอญ นอกจากน้ียังมีเคร่อื งตีท่ีทาด้วยโลหะ เช่น ฆ้อง ฉ่งิ ฉาบ ส่วนเคร่อื งดนตรีประเภทเป่า ได้แก่ ขลุ่ย ย่ะเอ้ ป่ีแน ปี่มอญ ปี
สรไน และเคร่อื งสี ได้แก่ สะล้อลูก 5 สะล้อลูก 4 และ สะล้อ 3 สาย และเคร่อื งดีด ได้แก่ พณิ เป๊ียะ และซึง 3 ขนาด คอื ซึง
น้อย ซึงกลาง และซึงใหญ่ สาหรับลักษณะเด่นของเคร่อื งดนตรีภาคเหนอื คอื มีการนาเคร่อื งดนตรีประเภท ดีด สี ตี เป่า มา
ผสมวงกันให้มีความสมบูรณ์และไพเราะ โดยเฉพาะในด้านสาเนียงและทานองท่ีพล้วิ ไหวตามบรรยากาศ ความนุ่มนวลอ่อน
ละมุนของธรรมชาติ นอกจากน้ียังมีการผสมทางวัฒนธรรมของชนเผ่าต่าง ๆ และยังเช่อื มโยงกับวัฒนธรรมในราชสานักทา
ให้เกดิ การถ่ายโยง และการบรรเลงดนตรีได้ทั้งในแบบราชสานักของคุ้มและวัง และแบบพ้นื บ้านมีเอกลักษณ์เฉพาะถ่นิ
พชร จันทร์ทอง
โรงเรียนบ้านขุนประเทศ
สารบัญ ๑
๕
เคร่ืองดนตรีภาคเหนือประเภทดีด ๖
เคร่ืองดนตรีภาคเหนอื ประเภทสี ๑๒
เคร่ืองดนตรีภาคเหนอื ประเภทตี ๑๕
เคร่ืองดนตรีภาคเหนือประเภทเป่า
บรรณานุกรม
๑
ซึง
เป็นเคร่อื งดนตรีประเภทดีด มี 4 สาย แต่แบ่งออกเป็น
2 เส้น เส้นละ 2 สาย มีลักษณะคล้าย กระจับป่ี แต่มีขนาด
เล็กกว่า ความยาวทั้งคันทวนและกะโหลกรวมกันประมาณ 81
ซม. กะโหลกมีรูปร่างกลมวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ประมาณ 21
ซม. ทั้งกะโหลกและคันทวนใช้ไม้เน้อื แข็งช้นิ เดียวคว้านตอนท่ี
เป็นกะโหลกให้เป็นโพรง ตัดแผ่นไม้ให้กลม แล้วเจาะรูตรงกลาง
ทาเป็นฝาปิดด้านหน้า เพ่อื อุ้มเสียงให้กังวาน คันทวนเป็น
เหล่ียมแบนตอนหน้า เพ่อื ตดิ ตะพานหรอื นมรับน้วิ จานวน 9
อัน ตอนปลายคันทวนทาเป็นรูปโค้ง และขุดให้เป็นร่อง เจาะรู
สอดลูกบดิ ข้างละ 2 อัน รวมเป็น 4 อันสอดเข้าไปในร่อง
สาหรับข้ึนสาย 4 สาย สายของซึงใช้สายลวดขนาดเล็ก 2 สาย
และ สายใหญ่ 2 สาย ซึงเป็นเคร่อื งดีดที่ชาวไทยทางภาคเหนอื
นิยมนามาเล่นร่วมกับ ป่ีซอ หรือ ป่ีจุม และ สะล้อ
๒
พิณเป๊ียะ
หรือ พิณเพียะ เป็นเคร่อื งดนตรีพ้นื เมอื งลา้ นนาชนิดหน่ึง เป็น
เคร่อื งดนตรีประเภทดีด ลักษณะของพณิ เปี๊ยะมีคันทวนยาวประมาณ 1
เมตรเศษ ตอนปลายคันทวนทาด้วยเหล็กทองเหลอื ง สาหรับใช้เป็นท่ี
พาดสาย ใช้สายทองเหลอื งเป็นพ้นื สายทองเหลอื งน้ีจะพาดผ่านสลัก
ตรงกะลาแล้วต่อไปผูกกับสลักตรงด้านซ้าย สายของพิณเป๊ียะมีทั้ง 2
สายและ 4 สาย กะโหลกของพิณเป๊ียะทาด้วยเปลอื กน้าเต้าตัดครึ่งหรอื
กะลามะพร้าว ก็ได้ เวลาดีด ใช้กะโหลกประกบตดิ กับหน้าอก ขยับเปิด
ปิดให้เกดิ เสยี งตามต้องการ เช่นเดียวกับพิณน้าเต้าของภาคกลาง
พิณเพียะในสมัยก่อนชาวเหนอื มักจะใช้พณิ เป๊ียะดีดคลอกับการ
ขับลานาในขณะที่ไปเที่ยวสาว พิณเปี๊ยะไม่ได้รับความนยิ มเท่าท่ีควร
เพราะเป็นเคร่อื งดนตรีท่ีเลน่ ยาก
๓
เตหน่า
หรอื เตนา เป็นเคร่อื งดนตรีประเภทดีดของชนกลุ่มน้อย
เผ่ากระเหร่ียงหรือยาง ซ่ึงเรียกตนเองว่า ปกาเกอะญอ อาศัยอยู่
ทางภาคเหนอื ตอนบนของประเทศไทย เตหน่ามีคอยาวโค้งงอ
คล้ายพิณของพม่า มี 6 สาย ทาจากโลหะ ยึดติดกับลูกบดิ พาด
จากคอพณิ มาถึงลาตัว มีความสั้น-ยาวไม่เท่ากัน จึงทาให้เกดิ
ระดับเสียงท่ีแตกต่างกัน ส่วนใหญ่จะดีดด้วยน้วิ ตัวพณิ เป็นกล่อง
ด้านในกลวงเป็นกระพุ้งเสียง ทาจากวัสดุท่ีหาได้ในท้องถ่นิ เป็น
เคร่อื งดนตรีท่ีใช้ในชีวติ ประจาวันและใช้ประกอบในพธิ ีกรรม
สาคัญต่างๆ อาจจะใช้บรรเลงอย่างเดียว หรอื ประกอบการขับร้อง
ด้วยก็ได้
๔
ซอื บอื
เป็นเคร่อื งดนตรีชาวเขา ซึ่งอาศัยอยู่ทางภาคเหนอื ตอนบนของ
ประเทศไทย ซอื บอื เป็นคาท่ีใช้เรียก ซึง ของชนเผ่าลีซอ ซ่ึงเรียกตัวเองว่า ลีซู
ลักษณะรูปร่างคล้ายคลึงกับของชาวอาข่า หรอื ท่ีคนไทยนยิ มเรียกว่า อีก้อ ซื
อบือทาด้วยไม้แก่นเน้อื แข็ง ขุดคว้านตอนท่ีเป็นกะโหลกให้เป็นโพรง นยิ มใช้หนัง
งูเหลอื มมาปิดด้านหน้าเพ่อื อุ้มเสียงใหเ้ กดิ กังวาน ต่างกับของชาวอาข่าท่ีนยิ มใช้
หนังสัตว์ทั่วไปท่ีล่ามาได้
คันทวนทาเป็นเหลย่ี มด้านหน้าแบน ตอนปลายทาโค้งและขุดให้เป็น
ร่องเจาะรูสอดลูกบดิ มี 3 สาย มีหย่องสาหรับหนุนสายตรงกลางกะโหลก
ด้านหน้า ไม่มีตะพานหรอื นมรับน้วิ เหมอื นอย่างซึงทั่วไป ปลายทวนทาให้แบน
และงอมาทางด้านหน้า ใช้ไม้ดีดซึ่งทาด้วยเขาหรอื กระดูกสัตว์
๕
สะล้อ
เป็นเคร่อื งดนตรีเคร่อื งสีพ้นื เมอื งล้านนา ซึ่งสะล้อมีทั้ง
2 สายและ 3 สาย และเป็นตัวหลักมักนยิ มใช้ข้ึนนาเพลงในวงกับ
เคร่อื งดนตรีชนิดอ่นื ๆ เช่น สะล้อ ซอ ซึง สะล้อนั้นมีขนาด 3
ขนาดด้วยกัน ได้แก่ เล็ก กลาง ใหญ่ ซึ่งแต่ละไซต์มีหน้าที่ในการ
เล่นในวงไม่เหมอื นกัน ส่วนมากมักนยิ มนยิ มเล่นกับ ขลุ่ยล้านนา
เพราะ สามารถส่อื เล่าถึงอารมณ์ท่ีผู้เล่นต้องส่อื ได้ หรอื การสเี ลียน
เสียงมนุษย์ก็สามารถทาได้ สะล้อเป็นเคร่อื งดนตรีท่ีละเอียดอ่อน
เพราะชนดิ ของพ้นื ผวิ ท่ีวางสะล้อเม่อื เล่นก็มีผลต่อเสยี งท่ีออกมา
ทั้งหมด
๖
กลองสะบัดชัย
เป็นกลองท่ีมีมานานแล้วนับหลายศตวรรษ ในสมัยก่อนใช้ ตียามออกศึกสงคราม เพ่อื เป็นสริ ิมงคล และเป็น ขวัญกาลังใจให้แก่เหล่า
ทหารหาญในการต่อ สู้ให้ได้ชัยชนะ ทานองท่ีใช้ในการตี กลองสะบัดชัยโบราณมี 3 ทานอง คือ ชัยเภรี, ชัย ดิถี และชนะมาร
การตีกลองสะบัดชัยเป็นศลิ ปะการแสดงพ้นื บ้านล้านนาอย่างหน่ึง ซึ่งมักจะพบเห็นในขบวนแห่หรืองานแสดงศลิ ปะพ้นื บ้านใน
ระยะหลังโดยทั่วไป ลีลาในการตีมีลักษณะโลดโผนเร้าใจมีการใช้อวัยวะหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่นศอก เข่า ศีรษะ ประกอบ
ในการตีด้วยทาให้การแสดงการตีกลองสะบัดชัยเป็นท่ีประทับใจของผู้ที่ได้ชม จนเป็นท่ีนยิ มกันอย่างกว้างขวาง
ในปัจจุบัน
๗
กลองก้นยาว
หรอื กลองปู่เจ่ (ไทยใหญ่) เป็นกลองพ้นื เมอื งภาคเหนอื ขงึ หนัง
หน้าเดียว รูปร่างคล้ายกลองยาวในภาคกลางแต่ยาวกว่า มีหนังเส้นดึง
หน้ากลองไว้โดยรอบยาวตลอดไหล่กลอง ตัวกลองทาด้วยไม้จรงิ ตอน
หน้าใหญ่ ตอนท้ายมีลักษณะเรียว แล้วปลายบาเปดิ ออกเป็นปากแตร
หน้ากลองเส้นผ่าศูนยก์ ลางประมาณ 30 ซม. ความยาวตลอดตั้งแต่
หน้ากลองถึงปลายหางประมาณ 180 ซม. ปากแตรมีเส้นผ่าศูนยก์ ลาง
ประมาณ 30 ซม. ตรงกลางของหน้ากลอง เม่อื จะตีต้องมีการติดจ่าเพ่อื
ถ่วงเสียง หุ่นกลองสว่ นหางควั่นเป็นปล้องๆ นยิ มท่าด้วยสีดาคาดแดง
สลับกันให้ดูสวยงาม มีสายสะพายผูกข้างหน่ึงท่ีรูห่วงรมิ ขอบกลอง อีก
ข้างหน่ึงผูกไว้ท่ีหางสาหรับคล้องสะพายบ่า ใช้ตีด้วยมอื คอื ใช้ทั้งฝ่ามอื
และน้วิ มอื กาปั้นตีเต็มเสียง ตีคร่ึงเสียง ลักจังหวะ มีการกดหน้ากลองให้
เกิดเสียงต่างๆ
๘
กลองเต่งถ้ิง
ลักษณะคล้ายตะโพนมอญ ช่อื กลองมีการเรียกตาม
ลักษณะของเสียงกลองท่ีมีเสียง “เต่ง ถ้งิ ” กลองเต่งถ้งิ ขึงด้วย
หนังวัวทั้งสองหน้า หุ่นของกลองทาจากไม้เน้อื แข็ง เช่น ไม้ขนุน
ไม้มะม่วง ไม้ประดู่ หุ่นกลองยาวประมาณ 26-28 น้วิ หน้า
กลองด้านเล็กมีความกว้างประมาณ 11-13 น้วิ ด้านใหญ่กว้าง
ประมาณ 16-18 น้วิ ส่วนการถ่วงเสยี งให้ได้ตามท่ีต้องการมี
การใช้ “ข้ีจ่า” เป็นตัวถ่วงเสียง กลองเตง่ ถ้งิ จะต่อคู่กับกลองป่ง
โป้ง ส่วนโอกาสในการแสดงในวงเต่งถ้งิ ประกอบในงานขบวนแห่ศพ
แห่งานบุญของวัด และมีการบรรเลงประกอบการแสดงฟ้อนดาบ
ฟ้อนเจงิ ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนผี ฟ้อนมุ้ยเชียงตา และ
ชกมวย
๙
กลองมองเซิง
เป็นกลองท่ีได้รับอิทธพิ ลจากชาวไทใหญ่ พบเห็นโดยทั่วไปโดยเฉพาะ
บรเิ วณจังหวัดเชียงใหม่ ลาพูน ลาปาง แพร่ และแม่ฮ่องสอน เร่อื งของกลองชนดิ น้ี
มีรายละเอียดท่ีน่าสนใจดังน้ี
กลองมองเซงิ คอื กลองที่ขึงด้วยหนังทั้งสองหน้า มีสายโยงเร่งเสียง รูปร่างคล้าย
ตะโพนมอญ ไม่มีขาตั้ง แต่มีสายร้อยส าหรับคล้องคอเวลาตี เฉพาะค าว่า “มอง
เซงิ ” เป็นภาษาไทใหญ่ โดยที่ค าว่า “มอง” แปลว่า“ฆ้อง” ส่วน “เซงิ ” แปลว่า
“ชุด” กลองมองเซิงจึงหมายถึง กลองท่ีใช้ฆ้องเป็นชุด เพราะวงกลองมองเซงิ จะ
เน้นเสียงฆ้องเป็นหลักใหญ่
๑๐
กลองแอว
เป็นกลองพ้นื บ้านมีในภาคเหนอื มีลักษณะคล้ายกับกลองยาว แต่ใหญ่และยาวกว่ามาก ตัวกลองทาด้วยไม้เน้อื แข็ง เป็นกลอง
ขึงด้วยหนังหน้าเดียว มีหนังเส้นใหญ่ดึงหน้ากลองไว้โดยรอบยาวตลอดไหล่กลอง เอวคอด ตอนท้ายเรียวและบานปลายคล้ายรูป
กรวย ช่วงท้ายของกลองกลึงควั่นเป็นปล้องๆ มีหลายขนาด โดยมีหน้ากลองกว้างประมาณ 35-40 ซม. ความยาวของไหล่กลอง
ประมาณ 75-80 ซม. และความยาวช่วงท้ายประมาณ 95-100 ซม.
๑๑
กังสดาล
สันนษิ ฐานว่าเป็นเคร่อื งดนตรีท่ีมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย
จากหลักฐานท่ีค้นพบมีกล่าวถึงในหนังสอื ไตรภูมพิ ระร่วงตอน
หน่ึงว่า ประชาชนร่นื เรงิ สนุกสนานบรรเลงดนตรีดีดสีตีเป่า
“พ้นื ฆ้องกลองแตรสังข์ระฆังกังสดาลมโหระทึก” โดยทั่วไป
กังสดาลเป็นระฆังวงเดอื น หล่อจากสารดิ หรอื ทองเหลอื ง
ด้านบนเจาะรูไว้แขวน ใช้เป็นเคร่อื งตีบอกสัญญาณ ของพระสงฆ์
ในสมัยโบราณ เช่น ในเวลาบณิ ฑบาต และใช้ประกอบการ
บรรเลงดนตรีในบางโอกาส
๑๒
ปี่จุม
เป็นเคร่อื งดนตรีประเภทเคร่อื งเป่าของภาคเหนอื (ล้านนา)
คาว่า "จุม" เป็นภาษาล้านนาหมายถึงการชุมนุม หรอื การประชุม
กัน ดังนั้น ปี่จุม จึงหมายถึง การนาป่ีหลาย ๆ เล่มนามาเป่า
รวมกัน ทาด้วยไม้รวก ลาเดียว นามาตัดให้มีขนาดสั้น ยาว เรียง
จากขนาดเล็ก (ปลายไม้) ไปหาใหญ่ (โคนของลาไม้) มีต่าง ๆ กัน
ตามระดับเสียง เรียงจากขนาดเล็ก ซ่ึงมีระดับสูง ไปหาขนาดใหญ่ท่ี
มีเสียงตา่ ดังน้ี
ป่ีก้อยเล็ก ป่ีเล็ก หรือ ป่ีตัด ป่ีก้อย ป่ีกลาง ป่ีแม่
ป่ีจุมนยิ มใช้บรรเลงประกอบการขับซอพ้นื เมอื งของล้านนา
นยิ มกันมากในจังหวัด เชียงใหม่ เชียงราย ลาพูน ลาปาง โดยเพลง
หรอื ทานองซอที่ใช้ปี่ชุมบรรเลง ได้แก่ ทานองตั้งเชียงใหม่ จ้อยเชียง
แสน จะปุ ละม้าย เง้ียว พม่า อ่อื ล่องน่านกา๋ ย พระลอเดินดง
๑๓
ป่ีแน
เป็นเคร่อื งเป่าประเภทหนึ่งบางครั้งถูกชาวบ้านเรียกว่า ปี่แน พบว่ามีขาย
แม้กระทั่งในตลาดของเมอื งตาลี มณฑลยูนนาน ประเทศจีน และอาจจะได้รับอทิ ธพิ ลมาจาก
พม่า ซ่ึงมีเคร่อื งดนตรีประเภทเดียวกันน้ีอยู่ด้วย ล้นิ ของแนทาด้วยใบลานหรอื ใบตาล เป็น
ล้นิ คู่ประกบกันอยู่รอบๆ ท่อโลหะเล็กๆ ท่อน้ีเสียงเข้าไปในท่อไม้กลมยาวซึ่งค่อยๆ มีขนาด
ใหญ่ข้ึน ท่อไม้น้ีกลวงตลอดและรูภายในค่อยๆ โตข้ึนตามขนาดของไม้ด้วย รูท่ีเจาะบนท่อไม้
เป็นระยะสาหรับปดิ เปดิ ด้วยน้วิ มอื ทั้งสองข้าง ซึ่งมีจานวน ๖ รู ปากลาโพงทาด้วยทองเหลอื ง
ผู้เป่าที่ชานาญอาจใช้แนทาเสียงให้ได้อารมณ์ต่างๆ หลายชนดิ แนมี ๒ ขนาด คอื แนหลวง
หรอื แนใหญ่ มารูปร่างลักษณะขนาดและวธิ ีเล่นเหมอื นกับป่ีมอญ กับ แนหน้อย หรอื แนเล็ก
มีขนาดเล็กและระดับเสียงสูงกว่าแนหลวง มีเสียงแหลม และวธิ ีการเล่นคล้ายป่ชี วา แนไม่ใช้
บรรเลงเดี่ยว แต่จะเป็นสว่ นใหญ่ในวงพาทย์หรอื ป่ีพาทย์ล้านนา ซึ่งจะบรรเลงร่วมกับระนาด
และฆ้องวง มีกลองเต่งถ้งิ หรอื ตะโพนมอญ และฉาบเป็นเคร่อื งจังหวะสาคัญ แนจะเป็นเคร่อื ง
ดนตรีท่ีนาวงเสมอ นอกจากนั้นยังใช้บรรเลงร่วมกับวงตึ่งนงในการประกอบการฟ้อน
พ้นื เมอื ง ใช้บรรเลงร่วมกับกลองเต่งถ้งิ และฉาบ ประกอบการชกมวยโดยบรรเลงเพลงมวย
ของท้องถ่นิ ในปัจจุบันก็ยังนยิ มอยู่
๑๔
แคนม้ง
เป็นเคร่อื งดนตรีชาวเขาเผ่าม้ง ซ่ึงปัจจุบันได้อพยพ
เข้ามาอยู่อาศัยทางภาคเหนอื ตอนบนของประเทศไทย ซ่ึง
ชาวไทยทั่วไปเรียกพวกเขาว่า แม้ว สาหรับคาว่า แคน
เรียกเป็นภาษาม้งว่า เก้ง มี 2 ขนาด เรียกว่า แคนเล็ก
กับ แคนใหญ่ ใช้เป่าพร้อมๆ กันในพธิ ีกรรม โดย
เฉพาะงานศพ มีข้อบังคับว่าต้องเป่าส่งวญิ ญาณผู้ตาย
ติดต่อกันถึง 7 วัน เพราะเช่อื กันมาแต่เดมิ ว่าวญิ ญาณของ
บรรพชน จะเดนิ ทางมารับวิญญาณของผู้ตายไปอยู่ด้วย ณ
สถานท่ีแห่งหน่ึง ซ่ึงต้องใช้เวลาเดนิ ทางถงึ 7 วัน
ถ้าเป็นเวลาปกตติ ้องการคลายเครียด ประเทอื ง
อารมณ์ หรอื เก้ยี วสาวก็สามารถนามาใช้เป่าได้เหมอื นกัน
ข้ึนอยู่กับความถนัดของผู้เป่าว่าจะใช้แคนเล็กหรอื แคนใหญ่
บรรณานุกรม
http://tkapp.tkpark.or.th
https://th.wikipedia.org/
http://www.nextsteptv.com/
๗