พระราชกรณยี กิจของ
พระมหากษัตรยิ ์ไทย
สมัยกอ่ นรัตนโกสินทร์เเละสมยั รัตนโกสนิ ทร์
คน
หนงั สอื อิเลก็ ทรอนกิ เรอ่ื ง พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริ ไทย
สมัย อนรตั นโกสนิ ท เเละสมัยรัตนโกสินท จดั ทำขึ้นเพื่อเ น วนหนงึ่ ของ
รายวิชาประวตั ิศาสต (ส31104) โรงเรียนเบญจมราชทู ศิ ราชบรุ ี จงั หวดั
ราชบุรี มวี ตั ถปุ ระสง เพ่อื ใ ความ กบั ทีส่ นใจในเรือ่ งของพระราชกรณียกิจ
ของพระมหากษัตริ ไทย
พฒั นาหวังเ นอ างย่งิ า เนือ้ หาสาระของหนังสอื อเิ ลก็ ทรอนกิ
เ มนี้ จะเ นประโยช และใ ความ แ เรียนและ สนใจทั่วไป
จัดทำ
นางสาวอสิ ราภร สถิตเลศิ เรืองกลุ
ำำ ู้ผู้ผ่กู้ร้ห์น็ป่ล์ส่ว่ย็ปู้ผ
์ยู้ผู้ร้ห์ค์ร่ส็ป์ร์ร่ก์ย์ส
สารบญั
คำนำ
สารบญั
สมเด็จพระเ าตากสนิ มหาราช 1
พระราชประวตั ิ 2
พระราชกรณยี กจิ 3
การ เอกราช 3
การส างและสถาปนากรงุ ธนบรุ เี นเมืองหลวง 3
การสงครามเพือ่ ปก องแ นดิน 4
านกฎหมายและศาล 5
านเศรษฐกจิ และสังคม 5
านการ าขายและตดิ อกบั างประเทศ 6-7
านการศาสนา 8
านวรรณกรรมและศิลปกรรม 9-10
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเก าเ าอ หัว 11
พระราชประวตั ิ 12
พระราชกรณียกจิ 13
การปกครอง 13
การศาล 13
การทหารและตำรวจ 14
การเลิกทาส 14
การศึกษา 15
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเก าเ าอ หัวกบั จฬุ าลงกร มหาวิทยาลัย 15
านเศรษฐกจิ 16
ศิลปะ วรรณกรรม และการศาสนา 17
การคมนาคมและการสาธารณปู โภค 18
การสาธารณสุข 19
การ างประเทศ 19
ประเพณแี ละวัฒนธรรม 20
่ต
้ด
์ณู่ย้จ้ล
้ด
้ด
่ต่ต้ค้ด
้ด
้ด
่ผ้ป
็ป้ร
ู้ก
ู่ย้จ้ล้จ
1
พระราชกรณยี กิจของ
พระมหากษตั รยิ ์ไทยสมยั ก่อน
รตั นโกสินทร์
สมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราช
2
พระราชประวัตขิ อง
สมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราช
สมเดจ็ พระเ าตากสินมหาราช ทรงมีพระนามเดมิ า
“สิน” พระราชสมภพเมอ่ื วนั ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2277
โดยบดิ าของสมเดจ็ พระเ าตากสนิ มหาราชเ นชาวจีน
แ จิ๋วช่ือ “นายไหฮอง” ไ สมรสกับหญิงไทยช่อื “นางนก
เอ้ียง” ใน วงสมัยพระเ าอ หวั บรมโกศ หรือสมเดจ็
พระธรรมราชาธิราชที่ 3 โดยสมเดจ็ พระเ าตากสนิ
มหาราชไ ถกู พระยาจักรขี อไปอปุ การะเ นบตุ ร
บุญธรรมตง้ั แ ครัง้ เยา วัย อมาเมือ่ อายุครบ 13
เ าพระยาจกั รไี นำตัวเด็กชายสนิ ไปถวายตัวเ น
มหาดเล็กในสมเด็จพระเ าอ หวั บรมโกศ
หลงั จากสมเดจ็ พระเ าอ หวั บรมโกศเสด็จสวรรคต คร้ัน พ.ศ. 2310 ไทยเสียกรุงศรอี ยธุ ยา
สมเดจ็ พระเ าอ หวั อุทมุ พรไ เสดจ็ ขน้ึ ครองราช ไ ครงั้ ที่ 2 แ พ า พระยาวชริ ปราการ ( สิน )
เสดจ็ ข้นึ ครองราช ไ 3 เดือน จึงไ ถวายราชสมบตั แิ ไ รวบรวมไพ พล และกอบ เอกราชกลบั คืน
สมเดจ็ พระเชษฐาธิราช “สมเดจ็ พระบรมราชาท่ี 3”
หรอื ท่ี จักกนั ในช่อื สมเด็จพระเ าเอกทัศ ซึง่ สมเด็จ มาไ ภายในเวลา 7 เดือน ทรงประกาศ
พระเ าเอกทศั ทรงโปรดเก าฯใ นายสิน ซึง่ เ น อิสรภาพหลงั จากทีร่ บชนะพ าท่ี าย
มหาดเล็ก รายงานเ น าหลวงเชญิ องตราพระราชสี โพธิ์สาม น และสถาปนากรงุ ธนบุรีศรี
ไปชำระความท่ีหัวเมือง ายเหนอื ซง่ึ ปฏิบตั ริ าชการไ มหาสมุทรเ นเมอื งหลวง และทรง
รับความดีความชอบมาก จงึ ทรงพระกรุณาโปรดเก าฯ
ใ เ นหลวงยกกระบัตรเมืองตาก วยราชการพระยา ปราบดาภเิ ษกขน้ึ เ น
ตาก คร้นั พระยาตากถึงแ กรรมทรงโปรดใ เลอ่ื นเ น “ สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 ”
“พระยาตาก ปกครองเมอื งตาก” และพระยาวชิรปราการ
หรือ “ พระเ าตากสิน ”
เ าเมอื งกำแพงเพชร ตามลำดบั
สมเด็จพระเ าตากสินเสดจ็ สวรรคต เมอ่ื วันที่ 6 เมษายน พุทธศกั ราช 2325 ขณะมีพระชนมายไุ 48
ใน พ.ศ. 2497 คณะรฐั มนตรไี มีมตใิ วันที่ 28 ธันวาคม ของทกุ ใ เ น
“ วันสมเดจ็ พระเ าตากสนิ ” และถวายพระราชสมญั ญานาม า “ สมเด็จพระเ าตากสินมหาราช “
จ
็ป็ป้ต่ค่ม้ดู้ก่ร้ด่ม่ก
้จ็ป้ห่ก่ช็ป้ห้ล้ด่ฝ์ห้ท้ข็ป็ป้ห้ล์น้จ์น้จู้ร
่ก้ด้ด์ย้ด์ย้ดู่ย้จู่ย้จ้จ่ว้จ
็ป้หีป้ห้ดีป้ด้จู่ย้จ็ป้ด้จีป่ต์ว่ต็ป้ด้จู่ย้จ่ช้ด้ต็ป้จ่ว้จ้
3
พระราชกรณียกิจของ
สมเดจ็ พระเจา้ ตากสินมหาราช
การกู้เอกราช
สมเด็จพระเ าตากสนิ มหาราช ไ รวบรวมกำลังอ ทเี่ มืองจนั ทบุรี แ วยกทัพกลับไป
ตีพ าท่กี รุงศรีอยุธยา หลงั จากที่ อนห านพี้ ายกทัพมาตกี รุงศรีอยธุ ยาในสมัย
พระเ าเอกทัศ และไ เสียกรุงแ พ าเ นคร้ังท่ี 2 ใน พ.ศ. 2310 โดยพระยาตาก
สามารถตพี าจนแตก ายไป และรวบรวม คนกอบ กรงุ ศรอี ยธุ ยากลับคนื มาจาก
พ าไ ภายในเวลา 7 เดอื น
การสรา้ งและสถาปนากรงุ ธนบุรีเ นเมอื งหลวง
หลงั จากไ กอบ กรุงศรอี ยธุ ยากลับคืนจากพ าไ แ ว พระอง ทรงเหน็ าทางกรงุ
ศรีอยุธยาถูกพ าเผาผลาญเสียหายมากและยากท่ีจะ นฟใู เจรญิ เหมอื นเดมิ
พระอง จงึ ายเมืองหลวงมาอ ทก่ี รุงธนบุรีและปราบดาภิเษกขึ้นเ นพระมหากษัตริ
ทรงพระนาม า พระบรมราชาธริ าชท่ี 4 และครองกรุงธนบุรนี านถึง 15 ซ่งึ นบั า
เ นกษตั ริ พระอง เดียวท่ไี ปกครองกรงุ ธนบรุ ี เเละพระอง ยงั ไ ขยายอาณาเขต
โดยตเี วยี งจันท และอญั เชิญพระแ วมรกตมาประดิษฐานไ ที่เมอื งหลวง ทรงทำนุ
บำรงุ ศาสนาและทรง งเสรมิ ใ คนแ งหนังสือ างๆขึน้ เพราะหนงั สอื ตำราอนั มี าถูก
พ าเผาไปเกือบหมด ทรงเอาใจใ ดแู ลทกุ สุขของราษฎรเ นอ างดีแ าจะ องทำ
สงครามกบั พ าตลอดเวลา
่ม้ต่ว้ม่ย็ป์ข่ส่ม่ค่ต่ต้ห่ส้ว้ก์น้ด์ค้ด์ค์ย็ป่วีป่ว์ย็ปู่ย้ย์ค้ห้ืฟ่ม่ว์ค้ล้ด่มู้ก้ด็ป้ด่มู้กู้ผ่พ่ม็ป่ม่ก้ด้จ่ม้น่ก่ม้ลู่ย้ด้จ
การสงครามเ อปก องแผ่นดิน 4
สงครามกบั ราชอาณาจกั รอังวะ คร้งั ที่ 1 บาง ง พ.ศ.2310
ครน้ั พระเ ามังระ1 แ งราชอาณาจกั รองั วะ ทราบ าวมีคนไทยต้ังตนเ นให อีก
ครั้ง (โดยเ ากรงุ ศรสี ัตนาคนหุต ท่ีมใี จ กใ พ า) จงึ ไ มีพระบรมราชโองการใ
"แมงกม้ี ารห า" เ าเมอื งทวาย ยกทพั มาปราบปรามแ งก้มี ารห า ยกทพั เ ามา
ทางเมืองไทรโยค เ นจำนวนไพ พล 20,000 นาย เมื่อทพั มาถงึ บาง ง ก็ส่ังใ ทหาร
เ า อม ายทหารของสมเดจ็ พระเ ากรุงธนบุรี ายพระเ าตากจึงใ พระมหามนตรี
(บุญมา) เ นทัพห า มีพระเ าตากเ นทพั หลวง ซึง่ มีพระยาพชิ ัย เ นนายทหาร
องครัก พระทยั ตามเสด็จไปรบ วยโดยยกทบั ทางชลมารคไปทางสมทุ รสงครามเ า
โจมตี าศกึ แมงกี้มารห าเหน็ ไ ไ ก็ยกทพั ถอย ทำใ กองทัพไทยสามารถยดื
เรอื รบ เครอื่ งศตั ราวธุ และเสบยี งอาหารเ นจำนวนมาก
สงครามกบั ราชอาณาจกั รองั วะ ครั้งที่ 2 เมอื งสวรรคโลก พ.ศ.2313
รบกับพ าครง้ั พ าตเี มืองสวรรคโลก ไทยสามารถตีแตกไปไ
สงครามกบั ราชอาณาจกั รองั วะ ครัง้ ท่ี 3 ไทยตเี มอื ง สงครามกับราชอาณาจักรองั วะ คร้งั ที่ 8
เชียงให ครงั้ แรก พ.ศ.2313-2314 อะเซห นกตี้ ีหัวเมืองเหนอื พ.ศ.2318
เ นการรบกบั พ าเม่ือ ายไทยยกไปตนี ครเชียงให คร้งั แรก เ นสงครามท่ใี ห มาก อะแซห นกเี้ น นำท่ี
แ ไ สำเรจ็ เนอ่ื งจากขาดเสบียง เช่ยี วชาญศกึ มีอัธยาศัยสุภาพ วนทาง าน ายไทย
นน้ั มเี าพระยาจกั รี (ทอง วง) และ เ าพระยาสรุ สี
สงครามกับราชอาณาจกั รอังวะ คร้ังท่ี 4 เมอื งพิชยั
ครงั้ ทีห่ น่งึ พ.ศ. 2315 พิษณวุ าธิราช (บญุ มา ในการครง้ั นพี้ ายกพลมา
30,000 คน เ า อมเมอื งพษิ ณโุ ลก อกี 5,000 คน
โปสุพลา แ ทพั ยกทพั ไป วยเมืองเวียงจนั ท รบกบั หลวงพระบาง อมเมืองสโุ ขทัย วนเมอื งพิษณุโลกมีพลประมาณ
ขากลบั แวะตเี มอื งพชิ ัย แ ไ สำเร็จ ไทยชนะ 10,000 คน เ านนั้ สมเดจ็ พระเ ากรงุ ธนบุรีทรงยก
ทัพไป วย และในทีส่ ุดอะแซห นกี้ องยกทัพกลบั
สงครามกบั ราชอาณาจกั รองั วะ ครั้งท่ี 5 เมอื งพชิ ัย เนื่องจากพระเ าแ นดินพ าสวรรคต กองทพั พ า
คร้งั ท่ีสอง พ.ศ.2316
วนทต่ี ามไปไ ทนั จึงถกู กองทพั ทหารจบั
พ ายกมาตีเมืองพชิ ัย คร้ังที่ 2 แ พ าตีไ สำเรจ็ พระยาพชิ ยั
ไ ส างวรี กรรม “พระยาพิชัยดาบหกั ” สงครามกับราชอาณาจักรองั วะ ครง้ั ท่ี 9
พ าตเี มืองเชียงให พ.ศ.2319
สงครามกับราชอาณาจกั รองั วะ ครั้งที่ 6 ไทยตีเมอื ง
เชียงให ครัง้ ที่สอง พ.ศ.2317 พระเ าจงิ กูจาโปรดใ กณ ทพั พ ามอญ 6,000 คน
ยกมาตีเชยี งให เมอ่ื พ.ศ.2319 พระยาวิเชยี ร
กองทัพไทยชนะ ยดื นครเชียงให กลับจากพ าไ เพราะชาว านนา ปราการไ พจิ ารณาแลเห็น า นครเชียงให ไ มพี ล
ออกมาสวามิภกั ดก์ิ บั ไทย สมเดจ็ พระเ ากรุงธนบรุ ี ทรงแ งตัง้ ใ
“พระยา า าน” เ น “พระยาวเิ ชยี รปราการ” ปกครองนครเชียงให มากมายขนาดที่จะวำ่ องกันเมอื งไ จงึ ใ ประชาชน
พระยากาวิละ ซึ่งเ น นราชวง กาวิละ ปกครองนครลำปาง และ พลเรอื นอพยพลงมาอ ที่เมืองสวรร โลก สมเด็จ
พระยาลำพนู เ นพระยาวัยวงศา ปกครองเมอื งลำพนู การทำสงคราม พระเ ากรงุ ธนบุรีจึงโปรดเก าฯใ พระยสรุ สี คุม
ครั้งนี้จึงไ เชียงให ลำปาง ลำพูน และ าน กลับมาเ นของไทย
กองทพั เมืองเหนือขึน้ ไปสมทบกองกำลังพระยากาวเิ า
สงครามกบั ราชอาณาจกั รอังวะ ครงั้ ท่ี 7 เมอื งนครลำปาง ยกไปตีเ๋ มืองเชียงให คืนสำเร็จ และ
บางแ ว เมอื งราชบุรี พ.ศ.2317 ทรงใ นครเยงให เ นเมอื ง างถงึ 15 จนถึงสมัย
เมอื่ สมเด็จพระเ ากรุงธนบรุ ีทรง าว าพ ายกพลตามพวกมอญท่ี กรุงรตั นโกสนิ ท จึงไ นฟใู ห
หนี ามาในเขตไทย จงึ โปรดเก าฯใ ยกทพั งตรงไปยังราชบุรี โดย
ทรงบัญชาการทพั วยพระอง เอง ทรงตงั้ าย อม ายพ าและลอบ
ตีตดั ทางลำเลียงเสบยี งอาหาร โดยไ กำลงั สนับสนุนจากพระยา
ยมราช ในที่สดุ พ าจงึ องยอมแ ชัยชนะในคร้ังนี้ งผลใ คนท่ี
หลบ อนตามที่ าง ๆ เ ามาสวามภิ กั ด์เิ นจำนวนมาก เนือ่ งจากหมด
ความกลัวก งพ า นับเ นสงครามแบบจิตวิทยาโดยแ
่ม้ืฟ้ด์รีป้ร็ป่ม้ห่ม้จ์ห้ห้ล้จ์คู่ย้ห้ด้ป่ม่ม่ว้ดีป่ม่ม์ฑ้ห้จ่ม่ม่ม่ส่ม่ม่ผ้จ้ตุ่ว่ช้จ่ท่ส้ล้ล้ข่ม์ห้จ้ด้จ่ฝ้ด่สู้ผ็ปุ่ว่ญ็ปุ่ว้ท็ป่ม่ร็ป้ข่ต่ซู้ผ้ห่ส้พ้ต่ม้ด่ม่ค้ล่ค์ค้ดุ่ม้ห้ล้ข่ม่ว่ขู้ร้จ้ก็ป่น่ม้ด็ป์ศ้ต็ป่ม็ป้บ่จ้ห่ต้จ้ล้ด่ม่ม่ม้ร้ด่ม่ม่ต่ม่ม่ต์น่ช่ม่ม่ต่ม่ฝ่ม็ป่ม้ด่ม่ม็ป้ห้ด่มู้ส้ญ้ข้ข้ดู่ค์ษ็ป็ป้จ้น็ป้ห้จ่ฝ้จ่ค้ล้ข้หุ้ก่ร็ป้ข้ญ่ม้จ้ญ้ห้ด่ม่ฝัฝ้จ่ญ็ป่ข่ห้จุ้ก้ป่ืพ
ด้านกฏหมายและศาล 5
เนือ่ งจากตลอดรชั สมัยของสมเด็จพระเ าตากสนิ มหาราชเ น วงเวลาทม่ี กี ารทำศึกสงคราม
เกอื บตลอดเวลาจงึ ทำใ ไ มเี วลาท่จี ะชำระพระราชกำหนดกฎหมาย างๆทำใ องใ กฏหมายที่
มีมาตงั้ แ คร้งั กรุงศรอี ยุธยาโดยใ กรมวงั หรือกระทรวงวังเ น รบั ผิดชอบในการพิจารณา า
คดีใดควรขน้ึ ศาลใดแ ว งคดีไปยงั ศาลกรมนัน้ ๆ โดยไ แ งงานศาลออกเ น 2 วนให ๆ คอื
• ายรบั อง มหี าทใี่ นการเขยี นคำ องและพิจารณา
รปู คดี าควรจะ องหรือไ อนจะ งขน้ึ ศาลเพอื่
พจิ ารณา เรอ่ื งปรบั ไหมและลงโทษ กระทำผดิ
• ายตรวจสำนวนและพิพากษา ายนี้เดิมเ นห าท่ีของ
พราหม เชี่ยวชาญกฎหมายแขนง างๆ จำนวน 12 คน
โดยเรยี ก า “ลูกขนุ ณ ศาลหลวง” อมาไ มคี นไทยที่
เช่ียวชาญกฎหมายเ ามาทำห าท่นี ้ี วยคณะลกู ขุน ณ ศาล
หลวงนจี้ ะไ มีอำนาจในการปรบั หรือลงโทษแ อ างใด
อ างไรกต็ ามในรัชกาลของพระเ าตากสินพระอง จะทรงใ “ศาลทหาร” เ น วนให โดยในการ
ตดั สินคดที ุกคร้ัง แ พระอง จะตดั สนิ ใ ลงโทษสงู สดุ แ วแ กจ็ ะมรี ับส่งั ใ ทยอยการลงโทษจากขน้ั
ตำ่ สดุ อนซง่ึ หลายครั้งจะปรากฏ านกั โทษที่มคี วามผดิ ายแรงก็มักจะไ รบั การพระราชทานอภยั โทษ
หนกั โดยใ ไปกระทำการอ างอ่ืนเ นการไ โทษแทน
ด้านเศรษฐกจิ และสังคม
ความ ดเคอื งยากเข็ญหลังกรงุ แตก
ในะระยะแรกที่สมเด็จพระเ าตากสินทรงสถาปนากรงุ ธนบรุ ขี ึ้นเ นราชธานี ประชาราษฎ มีความยากจน นแ น
อาหารขาดแคลนอ างหนัก นอกจากนัน้ เสอื้ าก็อตั คัต พระอง ไ ตระหนักถึงความเดอื ด อนของราษฎรเ นอ างย่ิง
จงึ ทรงรีบเ งแ ไข ญหาเศรษฐกิจเพอ่ื ปาก องของราษฎรเ นอันดบั แรก วยการ ายพระราชทรัพ วนพระอง เ น
จำนวนมากเพ่อื ซือ้ าวสารพ อมกบั ประกาศใ ราคาสงู เ นพเิ ศษ เพอื่ จูงใจใ อ า างชาตนิ ำเครอื่ งอุปโภคบรโิ ภคเ า
มาจำห ายในปรมิ าณที่พอเพียง อความ องการของประชาชน แ วจงึ ทรงนำ าวสารและเคร่อื ง ง มนั้น
พระราชทานแจก ายแ บรรดาราษฎรท่ีขาดแคลน โดยทว่ั ห ากนั ทำใ ความเดอื ด อนบรรเทาลงทนั ที บรรดาราษฎร
ที่แตกกระสาน านเซ็น างกพ็ ากนั อพยพคนื ถ่นิ เ ามาอ ตามภมู ลิ ำเนาเดมิ ยงั ผลใ านเมืองกลบั คนื ปกตสิ ุข และ
เศรษฐกิจของชาติ นคนื มา
การขน งและการคมนาคม
นอกเหนอื จากการแ ไขความอดอยากขาดแคลนของราษฎรจนสำเร็จไ ผลดแี ว สมเด็จพระเ าตากสินยังทรงริเร่มิ
การพฒั นาประเทศในแนวทนั สมยั อกี วยโดยโปรดเก าฯใ ตดั ถนนในฤดหู นาวเมื่อ างจากศกึ สงคราม ท้ังนี้เพ่ืออำนวย
ความสะดวกในการคมนาคมเพือ่ การ าขายขน งสิน าของราษฎร นอกจากนัน้ ยังทรงพัฒนาการคมนาคมทางน้ำ วย
การเ งใ ดำเนนิ การขดุ คลอง าขาม ใ ทะลุไปถึง งทะเลตะวนั ตก เพือ่ อำนวยความสะดวกใ เรือบรรทุกสนิ า และ
เพ่ือเ นการ งกำลงั บำรงุ ใ แ กองทัพเรอื ซ่ึงประจำอ ทาง งตะวนั ตก ทเ่ี รียก าทะเลห านอก
การ าทางทะเล
เมื่อ านเมืองคืนกลบั ปกตสิ ขุ แ ว พระอง ไ ทรง นฟู านการ าทางทะเลกับ างประเทศเพอ่ื หารายไ จากการเก็บ า
ปากเรือและภาษีขาเ า - ขาออก เพื่อนำมาใ ายในการทำนบุ ำรุง านเมอื ง ซ่ึงไ วย บรรเทาการเรยี กเกบ็ ภาษจี าก
ราษฎรไ อีกเ นจำนวนมาก
็ป้ด่ช้ด้บ่จ้ช้ข่ค้ด่ต้ค้ด้ืฟ้ด์ค้ลู่ส้บ้ค่ส้น่ว่ัฝู่ย่ก้ห่ส็ป้ค้ห่ัฝ้ห่ท้ห่ร้ด้ค่ส้ค่ว้ห้ล้ด้จ้ล้ด้ก้ืฟู่ส้บ้หู่ย้ข่ต่ซ้ร้ห้น่ก่จ่หุ่น้ข้ล้ต่ต่น้ข่ต้ค่พ้ห็ป้ห้ร้ข็ป์ค่ส์ย่จ้ด็ป้ทัป้ก่ร่ย็ป้ร้ด์ค้ผ่ย้ค้ข์ร็ป้จืฝ่ถ็ป่ย้ห้ด้ร่ว่ก้ห่ต้ล้ห์ค้ม่ญ่ส็ป้ช์ค้จ่ย่ย่ต่ม้ด้น้ข้ด่ต่ว่ตู้ผ์ณ้น็ป่ฝ่ฝู้ผ่ส่ก่ม้ฟ่ว้ฟ้น้ฟ่ฝ่ญ่ส็ป่บ้ด่ส้ล่วู้ผ็ป้ห่ต้ช้ต้ห่ต่ม้ห่ช็ป้จ
ด้านการค้าขายเเละติดต่อกับตา่ งประเทศ 6
กัมพชู า ญวน
เม่ือเสยี กรงุ ศรีอยธุ ยาแ พ าใน พทุ ธศกั ราช 2310 กัมพชู า ในสมยั กรุงธนบรุ คี วามสมั พนั ระห างไทยกบั ญวน แ งไ
ซงึ่ ถือเ นเมอื งขึ้นของไทยตงั้ แ สมัยอยุธยาไ ต้งั ตัวเ น เ น 2 ระยะคือ
อิสระ งผลใ ไทย องจดั ทัพไปตีเมอื งเขมรหลายคร้ังหลาย ระยะแรก ญวนเ นมติ รกับไทยเพราะญวนหวังพ่งึ ไทยในการ
คราว จนกระทง่ั พทุ ธศกั ราช 2324 สมเด็จพระเ าตากสิน ขจดั ความ งยากทีเ่ กดิ ข้ึนภายในประเทศ
ทรงมีพระราชประสง จะผนวกดินแดนเขมรเ ามารวมอ ใน
พระราชอาณาจกั รไทย โดยเด็ดขาด แ ยงั มิทนั สำเรจ็ สมดงั ระยะ อมา ไทยมเี ร่ืองบาดหมางกบั ญวนในกรณกี ัมพูชา
ทำใ ความสัมพนั ระห างไทยกบั ญวน ในตอนปลายรัชกาล
พระราชประสง กส็ ิน้ สมยั ธนบรุ ีลงเสยี อน
ตึงเครยี ด จนเกอื บ องทำสงครามกนั
จีน มลายู
สมั พนั ธภาพระห างสมเดจ็ พระเ าตากสนิ และ หวั เมืองมลายซู ึ่งมีแค นท่สี ำคญั ไ แ ตตานี ไทรบรุ ี เประ
ราชวง ชิง อาจจำแนกไ เ น 3 ระยะ ตามกาลเวลา กลนั ตนั และตรังกานู เ นประเทศราช ของไทยต้งั แ สมัย
สุโขทัย เม่ือกรุงศรีอยธุ ยาแตก แค นเห านีไ้ ตง้ั ตวั เ นอสิ ระ
และ พัฒนาการของเหตุการ และเนอ่ื งจากเ น วงเวลา เดยี วกบั ทพี่ ระเ าตากสนิ ทรงติดพนั
1. พุทธศกั ราช 2310 - 2313 ศึกกบั พ าและการ นฟูประเทศ หัวเมืองมลายูจึงเ นอสิ ระ
ราชวง ชิงปฏเิ สธการรับรอง เนือ่ งจากในระยะน้นั จนี
ไ รบั รายงานที่ไ เ นความจริงจาก อซื่อหลิน แ งพุ จากไทยจน กระท่งั สิ้นรัชกาล
ทไธมาศจงึ ไ ยอมรบั รองกรุงธนบรุ ี
2. พทุ ธศักราช 2313 - 2314
ราชสำนักชิงเรม่ิ สกึ ถึงเบ้อื งหลงั รายงานทีไ่ เ น
ความจริงของ อซอื่ หลนิ และไ ใ ความเชื่อถือดังน้นั
ราชสำนกั ชงิ จงึ เรมิ่ เปลย่ี นแปลงและมี าทีเ นมิตร อ
สมเด็จพระเ าตากสนิ
3. พุทธศกั ราช 2314 - 2325
ราชสำนักชงิ ใ การรบั รองอ างเ นทางการ อสมเด็จ
พระเ าตากสิน รวมทงั้ ใ การสนับสนุนเ นพเิ ศษ
นครศรีธรรมราช านนา
หลังจากที่สมเดจ็ พระเ าตากสนิ ยกทัพไปตไี เมอื ง หัวเมอื ง านนาท่สี ำคัญ ไ แ เชยี งให ลำปาง ลำพนู
นครศรธี รรมราชในพทุ ธศกั ราช 2312 ไ คืนอำนาจ ใ แพ และ าน ซ่งึ เ นแค นอสิ ระทป่ี กครองตนเอง โดย
แ ก ม องถิ่น โดยโปรดเก าฯ ใ ยกฐานะของเมือง เ า ครองนคร มีความสำคัญในแ ยุทธศาสต ท้งั แ ไทย
และพ า ทำใ ท้งั ไทยและพ าไ อ กันเพอ่ื ท่ี จะเ าไป
นครศรธี รรมราชขนึ้ เ นเมืองประเทศราชอีกเมือง
หนึง่ ใ เ าเมอื งมฐี านะเ น "พระเ านครศรีธรรมราช" ปกครองดนิ แดนแ งนมี้ าตั้งแ สมยั อยธุ ยา
ซ่งึ เปรยี บไ กบั พระเ าแ นดนิ อีกพระอง หน่งึ และมี
ลาว
ความสมั พนั อนั ดี อกันตลอดรัชกาล
ลาวในขณะนน้ั แ งแยกเ น 3 แค น คอื หลวงพระบาง
พา เวียงจันท และจำปาศกั ดิ์ สมเดจ็ พระเ าตากสิน ไ ขยายอำนาจ
ไปยงั ดินแดนลาว 2 คร้งั ครั้งแรกใน พุทธศกั ราช 2319 กองทัพ
ใน วงระยะเวลา 10 แรกของการสถาปนา ไทยตีไ เมืองจำปาศักดิ์ เมอื งโขง อัต อ ท้ังยงั เกลีย้ ก อมไ เขมร
กรุงธนบรุ ีเ นราชธานี ไทยกับพ า องทำสงคราม
ขบั เค่ียว กันถึง 8 คร้ัง ดงั นนั้ จงึ อาจก าวไ าความ าดง คอื เมืองตะลุง สุรินท สังขะ และขุขัน จงึ ทำใ ดนิ แดน
สมั พัน ระห างไทยกับพ าเ นไปอ างศัตรู อาฆาต ลาว ทางใ อ ใ อิทธิพลของไทยท้ังหมด วนครงั้ ท่ี 2 ใน
พุทธศักราช 2321 ไทยยกทพั ไปตเี วยี งจันท พ อมทัง้ อญั เชญิ
ตลอดสมยั กรงุ ธนบุรี พระแ วมรกตและพระบางมายังกรงุ ธนบรุ ี ายแค นหลวงพระ
บางซง่ึ เ นศตั รกู บั แค น เวยี งจนั ท ไ เ ามาสวามภิ ักด์ิ อไทย
ลาวจึงมีฐานะเ นประเทศราชของไทยจนส้ินรชั กาล
้ต่ว์ธ้ห่ต
ุ่ย็ป
็ป้ด่บ่ว์ธ็ป่ต้ข้ด์น้ว็ป้ว่ฝ้ก้ร์นีป่ส้ตู่ย้ต้ห์ธ์ร่ป้ด่ลืป้ดีป้ด้จ์น้ว็ป่บ้ล่ต่ห้ขู้ส่ต้ด่ม้ห่ม่ก์ร่งู้ผ้จ้ว็ป่น่ร่ม่ก้ด้ล็ป้ืฟ่ม้จ่ช็ป็ป้ด่ล้ว่ต็ปัป่ก้ด้ว่มู่ค่ย็ป่ม่ว์ธ่ว้ด่ล้ต่ม็ปีป่ช่ต์ธ์ค่ผ้จ้ด้จ็ป้จ้ห็ป้ห้ล้ทุ่ล่ก้ห้ด้ด้จ็ป้ห้จ่ต็ป่ย้ห
้จ่ต็ป่ท้ห่ม่ม็ป่มู้ร
่ม่ห่ม็ป่ม้ด์ศ
์ณ็ป้ด์ศ้จ่ว่ก์ค่ตู่ย้ข์ค้จ้ต้ห่ส็ป้ด่ต็ปีป่ม่ก
ดา้ นการคา้ ขายเเละตดิ ตอ่ กบั ต่างประเทศ 7
การ าขายกบั จีน
ในสมยั ธนบุรี มสี ำเภาของ อ าจีนเ ามาตดิ อ าขาย วยตลอดรชั กาลสมเด็จพระเ าตากสินไ โปรดเก าฯ ใ
งสำเภาหลวงบรรทุกสิน าออกไป าขายกบั จีนอ เสมอ จึงนบั ไ าจนี เ นชาติสำคญั ท่ีสุดท่ไี ทย าขาย วย
ความสมั พนั านการ าระห างไทยกับจีนเรม่ิ นจากการ า าวเ นสำคัญ อมาไ ขยายเพม่ิ ข้ึนโดยประเทศจีน
ไ งสนิ าพน้ื เมอื งจากแ จ๋วิ มาขายทสี่ ำคัญ คือ เครื่องลายคราม าไหม ผกั ดอง และเส่อื เ น น เทยี่ วกลบั ก็
จะซือ้ สิน าจากไทย อาทิ าว เครื่องเทศ ไ สกั ดีบกุ ตะกว่ั กลบั ไปยังเมอื งจนี วย เ นกนั
นอกจากน้ันใน พทุ ธศักราช 2320 ไ มีหนังสือจนี ฉบับหนึง่ ในสมยั ราชวง ไ เชงแ งแ นดนิ เฉยี งหลง
ท่ี 42 ไ บนั ทึกไ า “สิน าของไทยมี อำพนั ทอง ไ หอม งา าง กระวาน พริกไทย ทองคำ หนิ สี าง ๆ
ทองคำ อน ทองคำทราย พลอยหนิ างๆ และตะกั่วแข็ง เ น น”
การ าขายกบั องั กฤษ
ประเทศท่ไี ทยติด อซือ้ อาวธุ ท่ีสำคัญที่สดุ คอื ประเทศองั กฤษ
ซึ่งมศี นู กลางอ ที่อินเดีย ใน พุทธศักราช 2319 ชาวอังกฤษ
ชื่อฟรานซสี ไล หรอื กัปตนั เหล็ก ซึ่งอ ที่ นังไ ง นนกสับ
เ ามาถวาย สมเด็จพระเ าตากสนิ มหาราช เ นจำนวนพันสี่
อยกระบอกพ อมกับส่ิงของเคร่ืองราชบรรณาการ างๆ อ
มาไทยจึงสัง่ ซอื้ อาวุธ น จากอังกฤษโดยฟรานซสี ไล เ น
ตดิ อ มีการแลกเปลีย่ นพระราชสา นกนั และเมื่อ
พทุ ธศักราช 2320 นายยอ จ สแตรตัน สำเร็จราชการแ
งมทั ราสในขณะน้ันไ งสา นพ อมกับดาบทองคำประดับ
พลอยมาถวายสมเด็จพระเ าตากสนิ
การ าขายกบั โปรตุเกส
ในสมยั กรงุ ธนบุรไี มีการติด อ าขายกับชาวโปรตุเกสอ างโดย
ทางไทยเคย งสำเภาหลวงออกไป าขายยงั ประเทศอินเดียจนถงึ
เขตเมืองกัว เมืองสุรตั ซ่งึ เ นอาณานิคมของโปรตเุ กสในครงั้ น้นั
แ ยัง ไ มีการเจรญิ ทางพระราชไมตรเี นทางการ อกัน
ความสัมพัน กบั ฮอลนั ดา
ใน พทุ ธศักราช 2313 แขกเมืองตรังกานู และแขกเมอื ง
ยกั ตรา (จากา ตา) ไ นำ นคาบศลิ ามาถวาย 2,200
กระบอก สมยั นั้นฮอลันดามอี ำนาจปกครองเกาะชวาอ
้ต็ป่ต้ก่ต้ช้ม้ค่ว้ว้ดีป่ผ่ห้ต์ศ้ดีป่ช้ด้ม้ข้ค้ต็ป้ผ้ต้ค่ส้ด้ด่ต็ป้ข้ค้ต่ว้ค้ด์ธ์ธู่ยืป้ด์รีป้ค้จ้ร์ส่ส้ด่หู้ผ์ร์ส่ตู้ผ็ป์ทืป่ต่ต้ร้ร็ป้จ้ขืป่ส้ดีปู่ย์ทีปู่ย์ย่ต้ค่ต็ป่ม่ต็ป้ค่ส้บู่ย้ค่ต้ด้ค้ด้ค็ป่ว้ดู่ย้ค้ค่ส้ห้ล้ด้จ้ด้ค่ต้ข้ค่พ
ด้านการศาสนา 8
ถึงแ าในรชั สมัยของพระอง านเมอื งจะตกอ ในภาวะสงครามเกอื บตลอดเวลาแ
สมเด็จพระเ าตากสิน กลบั มิไ ทรงละเลยงาน านศาสนจกั รไ ทรง งม่ันทำนบุ ำรงุ
พระพทุ ธศาสนาใ เจรญิ งเรืองเหมอื นเม่อื ครงั้ กรงุ ศรอี ยุธยา พระราชกรณียกิจ าน นฟู
พระพุทธศาสนามีดงั น้ี
การจดั ระเบียบสังฆมณฑล
โปรดเก าฯใ จัดระเบยี บสงั ฆมณฑลทันทีภายหลงั การสถาปนากรงุ ธนบรุ เี นราชธานี ครัง้ ทย่ี กทพั ไป
ปราบชมุ นุมเ าพระฝางเมอื่ ทรงเหน็ าพระสง ทาง ายหัวเมอื งเหนอื มัวหมอง ก็ไ อาราธนาพระ
ราชาคณะจากในกรงุ ไปสงั่ สอนทำใ พระสง กลับบรสิ ุทธิ์และเ นปกติสุขขึ้น
การรวบรวมพระไตร ฎก
สมเดจ็ พระเ าตากสนิ ยงั ไ ทรง งมนั่ ในการสืบเสาะ นหา นฉบับ
พระไตร ฎกทยี่ ังเหลืออ หลังจากเสียกรุงเพ่ือนำมาคัดลอกจำลองไ
สำหรับการส างพระไตร ฎกฉบบั หลวง อไปซง่ึ จะเห็นไ จากเม่อื
คราวทเ่ี สดจ็ ไปปราบชมุ นมุ เ านครศรีธรรมราชใน พทุ ธศกั ราช 2312
ไ มรี บั ส่งั ใ ขอยมื คัมภี พระไตร ฎกจากนครศรธี รรมราชบรรทกุ
เรือเ ามาคดั ลอกในกรุงธนบุรี และใน ถดั มาในคราวทเี่ สดจ็ ไปปราบ
ชมุ นุมเ าพระฝางทเ่ี มืองอตุ รดิต ไ โปรดเก าฯ ใ นำพระไตร ฎก
ลงมาเพ่อื ใ สอบทานกับ นฉบบั ทไี่ จากเมืองนครศรธี รรมราชซ่งึ นับ
เ นประโยช อ างย่งิ ในการสังคายนาพระไตร ฎก ในสมยั อมา
การสมโภชพระแ วมรกต
ภายหลังจากท่ีรบชนะเมอื งเวียงจนั ท สมเดจ็ พระเ าตากสินทรงโปรดเก าฯใ อญั เชญิ พระแ ว
มรกต และพระบางกลับมายงั กรงุ ธนบุรี วย โดยใ จัดขบวนเรอื พยุหยาตรามโหฬารถึง 246 ลำ และ
เสด็จพระราชดำเนนิ ขึน้ ไปรบั วยพระอง เอง แ วใ อญั เชญิ พระแ วมรกตไปประดษิ ฐานไ ณ พระ
อโุ บสถ วดั อรณุ ราชวราราม ซึ่ง อมาถือเ นพระพทุ ธรูปศกั ดิส์ ทิ ธิ์ าน เมืองของไทยมาจนทุกวนั น้ี
การบรู ณะปฏสิ ังขร วัด
สมเดจ็ พระเ าตากสินไ ทรงสละพระราชทรัพ วนพระอง เพอ่ื บรู ณะปฏิสงั ขร วัดวาอาราม
างๆเ นจำนวนมาก และโปรดเก าฯ ใ ยกฐานะขึ้นเ นพระอารามหลวง เ น วัดอนิ ทาราม
วัดหง รตั นาราม และวดั อรุณราชวราราม
พระราชกำหนด า วยศลี สิกขา
สมเด็จพระเ าตากสินโปรดเก าฯ ใ ตรา
กฎหมาย า วยวตั รปฏิบตั ิในทางธรรมวินัยของ
พระสง เมอ่ื พุทธศกั ราช 2316 โดยถือเ น น
ฉบับกฎหมาย พระสง ฉบับแรกของไทย และ
ทรงนำแนวคดิ ทางพทุ ธศาสนามาใ เ นหลกั ใน
การจัดระเบยี บสงั คมในสมัยนัน้ วย
้ด่ว้ด็ป้ช์ฆ้ต็ปีป์ฆ้ด่ว้ห้ล้จ์ณ์ส่ช็ป้ห้ล็ป่ต์ณ์ค่ส์ย้ด้จ้กู่ค้บู่ค็ป่ต้ว้ก้ห้ล์ค้ด้ห้ด้ก้ห้ล้จ์นิป่ติป่ย์น็ป้ด้ต้ชิป้ห้ล้ด์ถ้จีป้ขิป์ร้ห้ดีป้จ้ด่ติป้ร้วู่ยิป้ต้คุ่ม้ด้จ็ป์ฆ้ห้ด่ฝ์ฆ่ว้จ็ป้ห้ล้ืฟ้ดุ่ร้หุ่ม้ด้ด้ด้จ่ตู่ย้บ์ค่ว้ม
ด้านวรรณกรรมและศลิ ปกรรม 9
วรรณกรรม
สมเด็จพระเ าตากสินมหาราชไ ทรงมเี วลามากนกั ในการท่จี ะ นฟวู รรณกรรมท่สี ูญหายไปวรรณคดี สมัยธนบุรจี งึ มี
ไ มากนักแ ที่ยังพอมีปรากฏอ ก็ วนแ วแ มีคุณ าแทบทง้ั สิน้ เ น
• บทละครเร่ืองรามเกยี รต์ิ (บางตอน) • โคลงยอพระเกยี รติ
เ นบทพระราชนพิ น ในสมเดจ็ พระเ าตากสนิ มหาราชเมือ่ พระเ ากรงุ ธนบุรี แ ง
พทุ ธศักราช 2313 โดยทรงใ เ าโครงเร่อื งจากมหากาพ รามายนะ โดย นายสวน มหาดเล็ก
เ นหนังสือท่ีนบั ถอื กันมา
ของอินเดียเ าท่พี บมีจำนวน 4 ตอน าแ งดไี รับการยก อง
ใ เ นตำราโคลงเรื่อง
หน่ึง และยังใ ความ
านโบราณคดี วย
• ลลิ ติ เพชรมงกุฏ แ งโดยเ าพระยา • นริ าศพระมหานภุ าพไปเมอื งจีน "นิราศเมืองกวาง ง" แ ง
พระคลงั (หน) กวีเอกในสมัยพระบาท โดยพระยามหานภุ าพ เ นกลอนนิราศทแี่ งข้ึนในสมยั
สมเด็จพระพทุ ธยอด าจฬุ าโลกมหาราช
ตั้งแ คร้ังยงั ดำรงตำแห งหลวงสรวชิ ติ กรงุ ธนบุรีมีความ สำคัญยิง่ ในทางประวตั ศิ าสต เพราะเ น
(หน) ในรัชสมยั พระเ าตากสนิ มหาราช จดหมายเหตุฉบบั เดียวทป่ี รากฎเร่ืองราวท่สี มเด็จ
โดยนำนทิ านเร่ืองเวตาลปกรณัมมาเ น
เ าโครงเร่ืองตอนท่ีเวตาลเ านทิ าน พระเ าตากสิน มหาราชทรงแ งราชทตู ไปเจรญิ ทางพระ
ราชไมตรี ณ กรุง กก่ิง ถือ าเ นวรรณกรรมล้ำ าท่ีใ
ปริศนา เร่อื งเ าชายเพชรมงกฏุ อรรถรส ทางกวนี ิพน ประเภทกลอนเรือ่ งแรกที่กวพี รรณา
• อิเหนาคำฉัน แ งโดยเ าพระยาพระ การเดนิ ทางทางทะเลจากประสบการ ของตนเอง
คลงั (หน) โดยเนอื้ เรือ่ งแ งตามเ าโครง
บทละครเร่อื งอเิ หนาซง่ึ เ นพระนิพน • นทิ านเรอื่ งปาจิตกมุ ารกลอน าน เ นชาดกเรื่องหนงึ่
จากหนังสือ ญญาสชาดก นฉบับมี วยกัน 5 เ มสมดุ
ของเ า ามงกฎุ ในสมัยกรุงศรอี ยุธยา ไทย 4 เ มเ นสำนวนของวรรณกรรมสมัยกรงุ ธนบรุ ี
ตอนปลาย โดยเรม่ิ ต้งั แ ตอนอเิ หนาเผา เพราะมีหลกั ฐานชัดเจนระบวุ ันเดือน อ ายเรอื่ งแ ไ
เมอื งดาหาและปลอมเ นจรกาลกั พา
บษุ บาไป อนไ ในถ้ำจนถงึ อเิ หนากลบั ไป ปรากฏนาม แ ง วนอกี 1 เ ม แ งขนึ้ ในรัชสมัย
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเก าเ าอ หวั
แ ความสงสยั ทีก่ รุงดาหา
• กฤษณาสอน องคำฉัน ฉบบั
กรุงธนบรุ ี เ นฉบบั ที่ไ แ ง อมขน้ึ
ให โดยพระยาราชสภุ าวดีสมยั ทดี่ ำรง
ตำแห ง “เสนาบดีหลวง” เมอื ง
นครศรีธรรมราช มี อสนั นษิ ฐาน า
พระยาราชสภุ าวดอี าจจะแ งเรือ่ งนีข้ ้นึ
แทนฉบบั สมัยกรุงศรีอยุธยาทลี่ บเลือน
และสูญหายไปโดยไ อาราธนาพระ
ภกิ ษุอนิ ท มา วยแ ง อจนจบบริบรู
• นทิ านสภุ าษติ เร่ืองพระโพธิสัต โกสามภิน เ นนิทานคำกาพ
อกี เรอื่ งหนงึ่ สันนษิ ฐาน าอาจเ นการแ งของกวคี นเดยี วกนั
กับทแี่ งเร่อื งปาจิตกมุ าร
่ต่ต็ป่ว์ย็ป์วู่ย้จ้ล่ต่ล่ส่ตู้ผ่ม่ต้ท่ตีป็ป่ล่ล้ด้ตัป็ป่อ์ณ์ธ้ห่ค็ป่วัป่ต้จ็ป์ร่ต็ป่ตุ้ต์ณ่ต่ต่ช์ร้ด่ต่ว้ข่น่ม่ซ่ต้ด็ป์ท้น้ด้ดู้ร้ห็ป้ห่ย้ด่ต่ว็ป่ต้จ้ก้ว่ซ็ป่ต้ฟ้จ์ธ็ป้ค่ต้จ่ต์ท้จ่ล้ค็ป้จ่น่ต้ฟ้จ่ต่ท์ย้ค้ชีป้จ์ธ็ป
่ช่ค่ต้ล้ลู่ย่ต่ม้ืฟ่ม้จ
ด้านวรรณกรรมและศลิ ปกรรม 10
นาฏศิลปและการละคร
เมอ่ื สมเดจ็ พระเ าตากสินเสดจ็ ไปปราบชุมนมุ เ า
นครศรธี รรมราชในพุทธศกั ราช 2312 ไ ทรงนำตวั ละคร
หญิงของเ านครศรธี รรมราชเ ามาเ นครู กหัด วมกบั พวก
ละครที่ทรงรวบรวมไ จากท่ีอื่นแ วจัดต้ังเ นละครหลวงของ
กรุงธนบุรี โดยยึดแบบฉบับการ กละครของกรุงศรอี ยธุ ยา ง
ผลใ ศิลปะการละครของไทย ซงึ่ เคยเจริญ งเรืองมากตอน
ปลายอยธุ ยากลับ นตวั ข้ึนให นอกจากนีย้ ังไ ทรงพระราช
นิพน บทละครเร่อื งรามเกียรต์ิ เพื่อใ คณะละครหลวงไ นำ
ไป กหดั ออกแสดง วย
ศิลปการ าง
ภาพเขยี นทง่ี ดงามประณีตในสมยั ธนบุรีท่ีสำคัญ
ยง่ิ คอื “สมดุ ภาพไตรภูม”ิ เ นภาพเขยี นทีโ่ ปรด
เก าฯ ใ ส างข้ึนเม่ือพทุ ธศกั ราช 2319 ซึง่ นับ
ไ าเ นสมดุ ภาพไตรภูมิขนาดให เ มหนึ่ง
ของเมอื งไทย เมอ่ื คลอ่ี อกจะมีความยาวถึง
34.72 เมตร เขยี น วยสีลงในสมดุ ท้ัง 2 าน
โดย มอื างเขยี น 4 คน จจุบนั ไ เก็บรักษาไ
ณ หอสมดุ แ งชาติ าวาสกุ รี กรงุ เทพฯ
งาน มอื าง
สมเด็จพระเ าตากสนิ มหาราชทรงเลง็ เห็น า างไทยสมัยธนบรุ มี ีเหลืออ อยมากจงึ โปรดเก าฯใ
รวบรวมและ นฟูการ างทกุ แขนงข้ึนให เ น าง อเรือ าง อส าง างรัก างประดับ และ าง
เขียน แ เนื่องจากมีเวลาจำกดั านเมืองอ ในระห างสงคราม สิ่งของท่เี น มือ างชนั้ ดปี ระณตี งด
งามจรงิ ๆ ในสมัยธนบุรีจึงหาไ ยากท่มี ีใ เหน็ อ าง ไ แ
• พระแ นบรรทม ของสมเดจ็ พระเ าตากสนิ
มหาราช ประดิษฐาน อ ทีว่ ดั อนิ ทาราม งธนบรุ ี
• พระแ นสำหรับทรงเจรญิ วิ สสนากัมมฏั ฐาน
ประดษิ ฐานอ ภายในพระวหิ ารเลก็ ห า พระ
ปราง วดั อรุณราชวราราม งธนบรุ ี
• ลายรดน้ำ ท่มี ศี ักราชแ งชัด าส างในสมยั
กรุงธนบุรี อ ในหอสมุดวชริ ญาณ ภายในหอสมดุ
แ งชาติ าวาสุกรี กรุงเทพฯ
• องพระโรงพระราชวงั เดมิ ซึง่ เคยเ นที่ประทบั
และเสด็จออก าราชการ จจุบนั อ ในการดูแล
ของกองทัพเรือ
ู่ยัป่ว็ป้ท่ท่หู่ย้ร่ว้จู้ต่ัฝ์ค้นู่ยัป่ท่ัฝู่ย้จ่ท่ชีฝ่ก้ด้บู่ย้ห้ด่ชีฝ็ป่วู่ย้บ่ต่ช่ช่ช้ร่ก่ช่ต่ช่ช่ม่ช้ืฟ้ห้ล้นู่ย่ช่ว้จ่ช่ท่ห้ว้ดัป่ชีฝ้ด้ด่ล่ญ็ป่ว้ด้ร้ห้ล็ป้ดึฝ้ด้ห์ธ้ด่ม้ืฟุ่ร้ห่สึฝ็ป้ล้ด่รึฝ็ป้ข้จู้ผ้ด้จ้จ
11
พระราชกรณยี กจิ ของ
พระมหากษตั ริยไ์ ทยสมยั
รัตนโกสนิ ทร์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อย่หู วั
พระราชประวัติของ 12
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเก าเ าอ หวั ทรงเ นพระราชโอรสพระอง ให ในพระบาทสมเดจ็
พระจอมเก าเ าอ หัวรชั กาลท่ี 4 และสมเด็จพระเทพศิรนิ ทราบรมราชนิ ี ประสตู ิเมื่อ
วนั องั คารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 ทรงพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบฎั า
สมเดจ็ พระเ าลูกยาเธอ เ า าจฬุ าลงกร บดินทรเทพยมหามกุฎ บรุ ษุ รตั นราชรววิ ง วรุตมพง
บรพิ ตั ร ศริ วิ ฒั นราชกุมาร ทรงไ รบั การสถาปนาเ นเ า า างกรม มพี ระนามกรม า
กรมหม่นื พิฆเณศวรสรุ สงั กาศ หลงั จากทรงผนวชเ นสามเณรทรงไ รับการเฉลิมพระนามาภไิ ธยข้นึ
เ นสมเด็จพระเ าลูกยาเธอ เ า าจฬุ าลงกร ฯ กรมขุนพินิตประชานาถ ทรงเ นพระราช โยรสที่
สมเดจ็ พระบรมชนกนาถโปรดใ เสดจ็ อ ใก ชิดติดพระอง เสมอเพ่อื ใ มโี อกาสแนะนำสั่งสอนวิชาการ
าง ๆ โดยเฉพาะอ างยง่ิ วชิ ารัฏฐาภบิ าล ราชประเพณแี ละโบราณคดี นอกจากนนั้ ยงั ทรงศึกษาภาษา
มคธ ภาษาองั กฤษ การยิง นไฟ กระบี่กระบอง มวยปลำ้ รวมทั้งการบังคบั างอกี วย
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเก าเ าอ หวั ทรงไ รับการกราบบงั คมทูลเชิญข้ึนเ นพระมหากษตั ริ
สบื อจากสมเด็จพระบรมราชชนกเมอื่ วันพฤหัสบดีท่ี 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 วยพระชนมายเุ พยี ง
15 พรรษา ทรงประกอบพระราชพิธบี รมราชาภเิ ษกครั้งแรกเมอ่ื วันท่ี 11 พฤศจิกายน 2411 โดยมี
เ าพระยาศรสี ุริยวง ( วง บุนนาค) เ น สำเร็จราชการแทนพระอง จนหลงั จากพระราชพิธีบรม
ราชาภิเษกครั้งที่ 2 เม่อื พระชนมายุ 20 พรรษา ในวนั ที่ 16 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2416 จงึ ทรง
ปกครองแ นดิน วยพระอง เองอ างสมบูร ทรงครองราช อ เ นเวลายาวนานถงึ 42 และ
ไ ทรงพัฒนาประเทศใ เจรญิ าวห าทดั เทยี มอารยประเทศทกุ วถิ ที าง
ในบัน้ ปลายพระชนมชพี พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเก าเ าอ หัวทรงมี
พระพลานามยั ไ สมบูร นัก หลังจากเสดจ็ ประพาสยโุ รปครงั้ ที่ 2 แ ว
พระอาการก็ อยทรดุ ลงเ นลำดับ และเสด็จสวรรคต วยพระโรคพระวักกะ
พกิ ารเมอื่ เวลา 2 ยาม 45 นาที ของวันเสา ท่ี 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 สิริ
พระชนมายุ 58 พรรษา ทรงครองสิรริ าชสมบัติ 42 ทรงมีพระราชโอรส
พระราชธดิ ารวมทั้งส้นิ 77 พระอง วยทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ อไพ
าประชาชนอ างหาทสี่ ดุ มไิ มาตลอดรัชกาลอนั ยาวนาน ประชาชนจึง
พ อมใจกันถวายพระบรมราชสมัญญานาม า สมเด็จพระ ยมหาราช อนั มี
ความหมาย า “พระมหากษัตริ ทรงเ นทร่ี กั ยง่ิ ของปวงชน” และถอื วนั ท่ี
23 ตุลาคม เ นวนั ยมหาราชมาจนตราบเ าทกุ วันน้ี
ทิป็ป็ปู้ผ์ย่วิป่ว้ร้ด่ย้ฟ่ร่ต้ด์คีป์ร้ด็ป่ค้ล์ณ่มู่ย้จ้ล้น้ก้ห้ดีป็ปู่ย์ย์ณ่ย์ค้ด่ผ์คู้ผ็ป่ช์ศ้จ้ด่่์ย็ป้ดู่ย้จ้ล้ด้ชืป่ย่ต้ห์ค้ลู่ย้หิป็ป์ณ้ฟ้จ้จ็ป้ด็ป
่ว่ต้ฟ้จ็ป้ด์ศ์ศ์ณ้ฟ้จ้จ
่ว
ู่ย้จ้ล่ญ์ค็ปู่ย้จ้ลต
พระราชกรณียกิจของ 13
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
การปกครอง
เพื่อใ สอดค องกบั ความเ นไปของโลก และ วยทรงตระหนกั ถึงภยันตรายของ
ลทั ธิแสวงหาอาณานคิ มของมหาอำนาจตะวันตกทก่ี ำลังแ เ ามาในเวลานั้น จงึ ทรง
พยายาม ปรบั ปรงุ ระบบการปกครองใ เ นไปอ างมีประสิทธภิ าพ เกดิ การปฏริ ูป
ระเบียบวิธีการปกครองใ ทันสมัยขึ้นหลายอ าง โดยทรงเปลีย่ นแปลงรูปแบบการ
ปกครองท้ัง วนกลางและ วนภมู ภิ าคใ เหมาะสมกบั ยคุ สมัยหลายประการ อาทเิ น
• ทรงต้งั สภาทปี่ รกึ ษาราชการแ นดิน
และสภาองคมนตรีเ นทป่ี รึกษา
ราชการแ นดนิ ใน พ.ศ. 2417
• มีการตราพระราชบญั ญตั ปิ กครอง อง
ทีท่ ีละมณฑลภายใ การกำกับดแู ลของ
าหลวงเทศาภิบาลที่ งไปจาก วนกลาง
โดยเริ่มตง้ั แ พ.ศ. 2437
• ทรงประกาศต้งั กระทรวง 12 กระทรวง ใน พ.ศ. 2435
• ทรงยกเลกิ การจดั เมืองเ นชั้นเอก โท ตรี จัตวา เ นการ
ปกครองแบบเทศาภบิ าลคอื รวมหวั เมืองเ าเ นมณฑล
• โปรดเก าฯ ใ ยกเลิกระบบไพ ระบบทาส เพ่ือปลดป อย
ประชาชนพลเมืองใ นจากพนั ธะอนั รดั ตวั าง ๆ ทำใ
ประชาชนท้งั ชาติมสี ิทธเิ สรีภาพเ าเทยี มกนั
การศาล
ทรงปฏริ ปู ระบบกฎหมายและการศาลใ ทนั สมยั และขจัดสทิ ธิสภาพนอกอาณาเขตท่ี
ไทย องเสียเปรยี บแ ชาว างชาติ โดยปรับปรงุ ระเบียบการศาลใ เ นอันหน่งึ อัน
เดยี วกนั ท่ัวราชอาณาจกั ร มกี ระทรวงยุตธิ รรมรบั ผดิ ชอบอ างแ จรงิ โปรดเก าฯ ใ ตั้ง
กรรมการตรวจชำระและ างกฎหมาย ไ ทรงประกาศใ กฎหมายลกั ษณะอาญาซึ่งถือ
เ นประมวลกฎหมายฉบับแรกของไทย และทรงจัดตง้ั โรงเรยี นกฎหมายเพอื่ ผลติ นกั
กฎหมายใ พอแ ความ องการ ทำใ การพจิ ารณาคดีและการลงโทษแบบเ าหมดไป
่ก้ห้ต่ก้ห็ป้ช้ด่ร้ห้ล้ท่ย็ป้ห่ต่ก้ต้ห่ท้ห่ต้พ้ห่ล่ร้ห้ล่ต่ส่ส้ข้ต้ท็ป้ข็ป็ปีปีป่ผ็ป่ผ่ช้ห่ส่ส่ย้ห่ย็ป้ห้ข่ผ้ด็ป้ล้ห
14
การทหารและต รวจ
โปรดเก าฯ ใ จัดการทหารตามแบบยุโรป และวาง
กำหนดการเกณ คนเ าเ นทหารแทนการใ แรงงาน
บังคบั ไพ ตามประเพณีเดมิ โดยประกาศพระราช
บัญญัติเกณ ทหาร ร.ศ. 124 เ นครงั้ แรก อีกทัง้ ทรง
จัดตัง้ โรงเรยี นการทหาร คือ โรงเรยี นนาย อยพระ
จลุ จอมเก า กบั จัดตั้งตำรวจภธู ร ตำรวจนครบาลเพือ่
ใ ดแู ล านเมอื งและปราบปรามโจร ายโดยทั่วถึง
การเลิกทาส
พระราชกรณียกจิ ที่สำคัญยง่ิ คอื การเลกิ ทาส ซึ่งทรงดำเนินการ วยความสุขุม
คมั ภรี ภาพนบั แ พ.ศ. 2417 จนถงึ พ.ศ. 2448 รวมเวลายาวนานก า 30 จึง
สำเร็จเสรจ็ สนิ้ โดยไ มีความขดั แ งรนุ แรงถึงลงมือรบ งดงั ทเี่ กิดขึ้นในบางประเทศ
ทรงพระกรุณาโปรดเก าฯ ใ ประกาศ “พระราชบัญญตั ิพกิ ดั เกษยี ณลูกทาสลูกไทย”
เมื่อวนั ท่ี 21 สงิ หาคม พ.ศ. 2417 แ พกิ ัด าตวั ทาสให ใ ลด าตวั ทาสลงต้งั แ อายุ
8 ขวบ จนกระทั่งหมด าตัวเมอ่ื อายุ 20 ครั้นอายไุ 21 ทาส นัน้ กจ็ ะเ นอสิ ระ
พระราชบญั ญัตินม้ี ีผลกบั ทาสทเี่ กดิ ต้งั แ พ.ศ. 2411 เ น นไป ท้ัง ามมใิ มกี ารซอ้ื
ขายบุคคลทม่ี อี ายุมากก า 20 เ นทาสอกี และโปรดเก าฯ ใ ออก “พระราชบัญญตั ิ
เลกิ ทาส ร.ศ. 124” ใ ลกู ทาสทุกคนเ นไท เม่ือวันท่ี 1 เมษายน พ.ศ. 2448 วนทาส
ประเภทอ่นื ท่มี ิใ ทาสในเรือนเบีย้ ทรงใ ลด าตวั ลงเดือนละ 4 บาท นับต้ังแ เดอื น
เมษายน พ.ศ. 2448 นอกจากนยี้ ังมีบทบัญญัติ องกันมิใ คนทีเ่ นไทแ วกลับไปเ น
ทาสอกี และเม่อื ทาสจะเปล่ยี นเ าเงนิ ให ามมใิ ข้ึน าตวั ทั้งยังเตรยี มการใ ที่ น
จากความเ นทาสไ มคี วาม และมีเครอ่ื งมือทำมาหากินเล้ยี งตัวเองไ อีก วย
้ด้ดู้ร้ด็ป้พู้ผ้ห่ค้ห้ห่ม้จ็ป้ล็ป้ห้ป่ต่ค้ห่ช่ส็ป้ห้ห้ล็ปีป่ว้ห้ห้ต็ปีป่ต็ปู้ผีป้ดีป่ค่ต่ค้ห่ม่ค้ก้ห้ลุ่พ้ย่มีป่วีป่ต้ด้รู้ผ้บ้ห้ล้ร็ป์ฑ่ร้ช็ป้ข์ฑ้ห้ลำ
การศกึ ษา 15
วยทรงตระหนักดี าการศึกษาเ น จจยั สำคัญในการส างคน
และประเทศ จงึ ทรงขยายการศึกษาออกไป ราษฎรทกุ ระดบั
ไ พระราชทานพระตำหนกั สวนกุหลาบใ เ นโรงเรียน และมี
การตง้ั โรงเรียนสำหรับราษฎรแ งแรกทีว่ ัดมหรรณพาราม
โปรดเก าฯ ใ จัดต้ังกรมศกึ ษาธกิ ารซ่ึง อมาเ าสงั กดั
กระทรวงธรรมการเพือ่ บงั คบั บัญชาเก่ียวกับการศกึ ษาใ เ น
ระเบยี บ นอกจากนั้น ยัง งพระราชโอรสไปทรงศึกษาในยุโรป
วยทรงมีพระราชดำริ า จะปกครอง านเมอื ง อง จักโลก
ก างขวางจึงจะแ ไข ญหาไ ทนั การ ทัง้ ยังเ นสอ่ื เจรญิ พระ
ราชไมตรีไ เ นอ างดี สำหรบั นักเรยี นทว่ั ไป โปรดเก าฯ ใ มี
การสอบชงิ ทุนเ าเรยี นหลวง “คิงสกอลาชปิ ” ตั้งแ พ.ศ. 2440
เพื่อ งนักเรียนท่เี รยี นดไี ปศกึ ษายัง างประเทศหลาย น
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หลงั จากทรงปฏริ ูประบบบริหารราชการแ นดินเมือ่ พ.ศ. 2435 แ ว ไ ทรงพระกรณุ าโปรดเก าฯ ใ
ปรับปรุงงานของกรมมหาดเล็ก วยทรงพระราชดำริ า เมอ่ื ราชการ านเมอื งเปลยี่ นแปลงไป อม
องการ มีความ ความสามารถที่จะปฏบิ ัติราชการใ เหมาะสมกบั กาลสมัย จงึ ทรงพระกรุณาโปรด
เก าฯ ใ ปรับปรงุ งานของกรมมหาดเลก็ และไ เรม่ิ จดั ตั้ง “สำนัก กหดั วชิ า าราชการ ายพลเรือน” ข้นึ
เมอ่ื พ.ศ. 2442 อมาทรงพระกรณุ าโปรดเก าฯ ใ ตง้ั เ น “โรงเรยี นมหาดเล็ก” เมอ่ื วนั ท่ี 1 เมษายน
พ.ศ.2445 หลงั จากพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเก าเ าอ หวั สวรรคตแ ว พระบาทสมเด็จ
พระมงกฎุ เก าเ าอ หัว ไ มพี ระบรมราชโองการโปรดเก าฯ ใ สถาปนาโรงเรียนมหาดเลก็ ขนึ้ เ น
“โรงเรียน าราชการพลเรอื นของพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเก าเ าอ หัว” และพระราชทานเงนิ คง
เหลือจากการทร่ี าษฎรเรย่ี ไรกนั ส างพระบรมรปู ยราชานสุ าวรี จำนวน 982,672.47 บาท เพ่ือใ เ น
ทุนขยายกจิ การ โรงเรยี นในชั้นแรก ซึ่งกจิ การของโรงเรยี นไ เจรญิ าวห าเ น กแ นเรอื่ ยมา และ
ทส่ี ดุ ไ มีประกาศพระบรมราชโองการประดษิ ฐานโรงเรียน าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระ
จลุ จอมเก าเ าอ หวั ข้นึ เ น “จุฬาลงกร มหาวทิ ยาลัย” เม่ือวันท่ี 26 มนี าคม พ.ศ. 2459 ดงั น้ัน
จุฬาลงกร มหาวทิ ยาลัย จงึ เ นเสมือนพระบรมราชานุสาวรี ของพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเก าเ า
อ หัว ท่ีพสกนิกรทกุ ห เห าไ บริจาคเงินเพื่อใ ในการพฒั นาและประดษิ ฐานเ นสถาบันอุดมศึกษา
แ งแรกของประเทศไทย
่ห็ป้ช้ด่ลู่มู่ย้จ้ล์ย็ป์ณ์ณ็ปู่ย้จ้ล้ข้ด่ผึป็ป้น้ก้ด็ป้ช์ยิป้รู่ย้จ้ล้ข็ป้ห้ล้ดู่ย้จ้ล้ลู่ย้จ้ล็ป้ห้ล่ต่ฝ้ขึฝ้ด้ห้ล้หู้รู้ผ้ต่ย้บ่ว้ด้ห้ล้ด้ล่ผุ่ร่ต่ส่ต่ล้ห้ล่ย็ป้ด็ป์ณ้ดัป้ก้วู้ร้ต้บู้ผ่ว้ด่ส็ป้ห้ข่ต้ห้ล่ห็ป้ห้ดู่ส้รัป็ป่ว้ด
ด้านเศรษฐกิจ 16
เมอ่ื พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเก าเ าอ หัวเสดจ็ ข้ึนครองราช ทรงเร่มิ ปฏริ ปู การคลงั
โดยทรงวางเศรษฐกจิ รูปแบบให ปรับปรงุ การภาษีอากรและระเบยี บการเก็บภาษอี ากร
• ทรงมพี ระบรมราชานุญาตใ ตั้ง “บุคคลภั ”
(BOOKCLUB) ซง่ึ เ นสถาบันการเงนิ แ ง
แรกของชาวสยามขึ้นเ นธนาคารในนาม
“บรษิ ัท แบง สยาม กมั มาจล ทุนจำกดั ” เม่ือ
พ.ศ. 2449 ประกอบธุรกิจธนาคารพาณชิ
อ างเ นทางการ นับเ นธนาคารแ งแรกท่ี
ตั้งขนึ้ วยเงินทุนของคนไทย ซ่งึ อมาไ
เปลยี่ นช่ือเ น “ธนาคารไทยพาณิช ” และยงั
โปรดเก าฯ ใ มีการออกพันธบตั รเพือ่ นำเงิน
มาปรับปรุงสาธารณูปโภคพืน้ ฐานและพฒั นา
ประเทศใ ทนั สมยั
• โปรดเก าฯ ใ จัดตั้ง หอรัษฎากรพพิ ัฒ ขึน้ ใน พ.ศ. 2416 และยกฐานะข้ึนเ นกระทรวงการคลัง
เมื่อ พ.ศ. 2435 เพือ่ ทำห าท่เี ก็บภาษอี ากรของแ นดนิ มารวมไ แ งเดียว และเพ่ือใ การรับ าย
เงนิ ของแ นดนิ เ นไปอ างรัดกุม
• โปรดเก าฯ ใ มีการจดั ทำงบประมาณแ นดินขน้ึ เ นครั้งแรก เม่ือพ.ศ. 2439 เ นการกำหนดราย
ายมใิ เกินกำลงั ของเงนิ รายไ เพ่อื รกั ษาดุลยภาพและความมนั่ คงของฐานะการคลัง ในการจัดทำ
งบประมาณครั้งน้ี ยงั โปรดเก าฯ ใ แยกการเงนิ วนแ นดนิ และ วนพระอง ออกจากกนั อ างเดด็
ขาด นบั เ นพระมหากษัตริ ในระบบอบสมบรู ณาญาสิทธริ าชพระอง เดยี วในโลกท่อี อกกฎหมาย
จำกดั อำนาจการใ เงนิ ของพระอง เอง และเนอ่ื งจากการ าขายในพระราชอาณาจกั รเร่ิมเจรญิ ขนึ้
จึงไ ทรงจัดระบบเงินตราให โดยยกเลิกระบบเงินพด วงและห วยเงินแบบเดิมมาใ ห วยเงินเ น
บาท สลงึ สตาง และโปรดเก าฯ ใ จดั พิม ธนบัตรขนึ้ ใ แทน ธนบตั รแบบแรกอ างเ นทางการ
ของไทยไ ประกาศใ เมอื่ วันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2445
• การทีไ่ ทยประกอบอาชีพเกษตรกรรมเ นหลกั และมี าวเ น
สิน าออกสำคญั การขยายพื้นท่ีทำนา และน้ำ อมเ น จจัย
สำคญั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเก าเ าอ หัวจงึ ตงั้ พระทยั ที่
จะพฒั นาการเกษตร มกี ารขดุ คลองเพือ่ ขยายพนื้ ทีน่ า ตั้งโรงเรียน
การคลอง โรงเรียนวชิ าการเพาะปลกู และกระทรวงเกษตราธิการ
นอกจากนนั้ ยังมีการจดั ต้ังกรมคลอง เพอ่ื ดแู ลเรื่องการ
ชลประทาน มีการออกหนังสือรับรองกรรมสทิ ธทิ์ ดี่ ินหรือโฉนด
ทีด่ ินซึ่ง อมาไ มกี ารเดนิ สวนเดนิ นาออกโฉนดท่ีดนิ ไปทัว่ ประเทศ
ทั้งยังโปรดเก าฯ ใ มกี ารสำรวจ าไ และจดั ต้งั กรม าไ กรม
โลหกจิ และภูมิวิทยา และกรม างไหมข้ึนอกี วย
้ด่ช้ม่ป้ม่ป้ห้ล้ด่ตู่ย้จ้ลัป็ป่ย้ค็ป้ข็ป้ห้ห้ล์ย็ป้ด่ต้ด่ห็ป็ป่ย์ย์ก็ป่ห็ป์ย้ห้ช้ด็ป่ย้ช์พ้ห้ล์ค็ป่น้ช่น้ด่ม้ด้ค์ค้ช์ค์ย็ป่ย์ค่ส่ผ่ส้ห้ล้ด้ห่จ็ป็ป่ผ้ห้ล่ย็ป่ผ่จ้ห่ห้ว่ผ้น็ป์น้ห้ล่ม์ยู่ย้จ้ล
ศิลปะ วรรณกรรม และการศาสนา 17
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเก าเ าอ หวั ทรงรอบ และเอาพระทยั ใ ในศลิ ปะ
วิทยาการ าง ๆ และทรงฝาก พระหัต ไ หลาย าน ทีเ่ นชัด คือการ ายภาพและ
วรรณกรรม ใน านการ ายภาพนนั้ ไ าเสด็จประพาสทใี่ ดจะทรงตดิ ก อง ายรูปไป
วยเสมอ ดงั น้ัน ภาพ าย พระหัต จึงกลายเ นหลักฐานสำคัญทางประวตั ิศาสต
วยแสดงใ เหน็ สภาพ านเมืองและ คนในรชั สมยั ไ อ างดีย่ิง
วนใน านวรรณกรรมนนั้ ทรงเ นทงั้ กวีและนักแ งหนังสอื ท่ีมีความ ลึกซง้ึ ทรงสามา
รถแเ งโคลง ฉนั กาพ กลอน บทละคร ตลอดจน อยแ ว าง ๆ ไ อ างดียงิ่ ทรงพระ
ราชนพิ น หนังสอื ไ มากมายหลายประเภททัง้ ทาง านประวตั ิศาสต ประเพณี วรรณคดี
และอน่ื ๆ ซง่ึ วนแ มคี ุณ าเ นทยี่ อมรับและไ รบั การยก องในวงวิชาการวรรณกรรม
ไทยทงั้ สิ้น นอกจากนน้ั ยงั ทรงจัดตง้ั หอพระสมุดสำหรับพระนครขนึ้ และใ มีคณะ
กรรมการออกหนังสือของหอพระสมดุ ตดิ อกนั หลายเ มในช่ือ วชริ ญาณ และวชริ ญาณ
วิเศษ ทงั้ ยังมกี ารตราพระราชบัญญัตลิ ขิ สิทธ์ิขน้ึ เ นคร้งั แรกอกี วย
ในทางศาสนา ทรงเ นเอกอัครศาสนูปถัมภกทกุ ศาสนา ทรงส างวดั หลายแ ง ไ แ
วัดราชบพติ ร ซง่ึ เ นวัดประจำรชั กาล วดั เทพศิรนิ ทราวาส วดั นิเวศธรรมประวัติ และ
วัดเบญจมบพติ ร ใน พ.ศ. 2431 ทรงอาราธนาพระเถรานเุ ถระมาประชุมชำระพระ
ไตร ฏกและตพี มิ เ นภาษาไทยพระราชทานไปยงั พระอาราม าง ๆ รวมทั้งส้ิน
1,000 ชดุ เรยี ก าพระไตร ฏกฉบบั สยามรฐั และใน พ.ศ. 2445 โปรดเก าฯ ใ ตรา
พระราชบญั ญัติ ลกั ษณะปกครองคณะสง เพือ่ จัดระเบยี บการปกครองคณะสง ใ ดียิ่ง
ขน้ึ กำหนดใ สมเดจ็ พระสงั ฆราชเ นประมุขและ บงั คับบญั ชาสงู สุด ายสง กำหนด
ใ มีมหาเถรสมาคม เ นอง การปกครองสูงสุดของสง นบั เ นพระราชบัญญตั ิ
ปกครองคณะสง ฉบับแรกของไทย
์ฆ็ป์ฆ์ค็ป้ห์ฆ่ฝู้ผ็ป้ห้ห์ฆ์ฆ้ห้ลีปิป่ว่ต็ป์พิปีป็ป่ก้ด่ห้ร็ป้ด็ป่ล่ต้ห่ย้ด็ป่ค่ต้ล์ร้ด้ว์ธ่ย้ด่ต้ก้ร์ย์ท่ตู้ร่ต็ป้ด่ส่ย้ดู้ผ้บ้ห้ด์ร็ป์ถีฝ่ถ้ด่ถ้ล่ว่ม่ถ้ด่ถ่ด้ด้ว์ถีฝ่ต่สู้รู่ย้จ้ล
การคมนาคมและการสาธารณูปโภค 18
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเก าเ าอ หวั นั้น ยวดยานพาหนะสมยั ให
อย ๆ เพม่ิ ขึน้ เ นลำดบั จึงโปรดเก าฯ ใ ตัดถนนให หลายสาย สายทส่ี ำคญั ยง่ิ คือ
ถนนราชดำเนนิ ซงึ่ ทอดยาวตง้ั แ ลานพระบรมรปู ทรง าจนถึงพระบรมมหาราชวัง
และยังมีถนนสายอน่ื ๆ เ น ถนนพาหรุ ดั ถนนเยาวราช เ น น ท้ังยังโปรดเก าฯ ใ
ขุดคลองสาย างๆ ขน้ึ อีก เ น คลองเปรมประชากร คลองประเวศบรุ ีรม และนับจาก
พ.ศ.2437 เ น นมา ทรงบรจิ าคเงนิ ส างสะพานให ในการเฉลิมพระชนมพรรษาทุก
โดยช่อื ของสะพานท้งั หมดเห าน้จี ะขน้ึ น วยคำ า “เฉลิม” นอกจากนน้ั ยังโปรด
เก าฯ ใ บรษิ ัทรถรางไทยจัดการเดนิ รถรางขึน้ ในพระนครเมอื่ พ.ศ. 2430
วนการคมนาคมกบั างจงั หวัด โปรดเก าฯ ใ ส างทางรถไฟระห างกรงุ เทพฯ กบั
นครราชสมี าเ นสายแรก เมือ่ พ.ศ. 2433 หลงั จากน้นั จงึ มีการส างทางรถไฟไปยงั
ภาค าง ๆ อ าง อเน่ือง
ใน านการส่ือสาร ไ โปรดเก าฯ ใ ตดิ
ตั้งเครือ่ งโทรเลข โทรศพั ตาม วย
การรบั งจดหมายอ างเ นระบบ และ
สามารถตัง้ กรมไปรษณี โทรเลขไ
ในพ.ศ.2426 นอกจากการนัน้
สาธารณูปโภคพื้นฐานอันไ แ ไฟ า
และนำ้ ประปา ก็เกิดข้นึ รชั สมัยของ
พระอง าน วยเ นเดยี วกนั
่ช้ด่ท์ค้ฟ่ก้ด้ด์ย็ป่ย่ส้ด์ท้ห้ล้ด้ด่ต่ย่ต้ร็ป่ว้ร้ห้ล่ต่ส้ห้ล่ว้ด้ต่ลีป่ม้ร้ต็ป์ย่ช่ต้ห้ล้ต็ป่ช้ม่ต่ม้ห้ล็ป่ค่มู่ย้จ้ล
19
การสาธารณสุข
ใน านการสาธารณสุข โปรดเก าฯ ใ จดั
ตั้งสภาอุณาโลมแดงอนั เ น นกำเนดิ ของ
สภากาชาดไทยใน จจบุ ัน เมอ่ื พ.ศ.2436
และโปรดเก าฯ ใ ส างโรงพยาบาลวงั
หลงั ซึง่ อมาไ พระราชทานนามให า
“โรงพยาบาลศิรริ าช” สำหรบั รักษา วย
อ างเ นทางการ นับเ นโรงพยาบาล
หลวงแ งแรกของเมอื งไทย
การตา่ งประเทศ
ใน านการ างประเทศน้ัน ทรงเ นพระมหากษัตริ ไทยพระอง แรกทเี่ สด็จประพาส
นอกพระราชอาณาจกั ร และทรงเ นพระมหากษัตริ จากบรู พาทศิ พระอง แรกทีเ่ สด็จ
ยุโรป โดยทรงเริ่มจากการเสด็จเยอื นประเทศใก เคยี ง อน เ น มลายู ชวา อินเดีย
ฯลฯ จนเมือ่ พ.ศ. 2440 จงึ เสด็จถงึ ยุโรปเ นครงั้ แรก ครง้ั น้นั ไ เสด็จเยือนประเทศ
าง ๆ ในยโุ รปรวม 15 ประเทศ วยทรงมพี ระราชประสง ใ ไทยเ นท่ี จกั ในสังคม
ยโุ รป เพือ่ กระชับไมตรีอนั จะยังประโยช แ านเมือง เพอื่ ทอดพระเนตรการบริหาร
ประเทศใน าน าง ๆ รวมทง้ั เพื่อ อนคลายความตึงเครียดทางการเมอื ง หลงั จากน้ัน
ไ เสด็จไปเยือนอกี ครง้ั หนึง่ ใน พ.ศ. 2450 การเสดจ็ ไปยโุ รปทง้ั สองคราวน้ี พระบาท
สมเด็จพระจลุ จอมเก าเ าอ หัวทรงเ ากับราชสำนักยุโรปไ อ างส างามย่งิ และ อ
ใ เกิดผลดีสมพระราชประสง ทั้งทางการทูตและการเมอื ง
์ค้ห่ก่ง่ย้ด้ขู่ย้จ้ลีป้ด่ผ่ต้ด้บ่ก์นู้ร็ป้ห์ค้ด่ต้ด็ป่ช่ก้ล์ค์ย็ป์ค์ย็ป่ต้ด่ห็ป็ป่ย่ปู้ผ่ว่ม้ด่ต้ร้ห้ลัป้ต็ป้ห้ล้ด
ประเพณีและวัฒนธรรม 20
• านการแ งกาย ทรงปรบั ปรุงการแ งกายและทรงผมตั้งแ วง นรชั กาล โดย าย
ชาย เปล่ยี นจากผมทรงมหาดไทยเ นตัดแบบฝรงั่ าราชสำนัก ง า วงโจงกระเบน
แทน าสม กเ า สวมเสื้อแพรตามสกี ระทรวงแทนเสอ้ื กระบอกแบบเ า ทรง
ออกแบบเสื้อราชปะแตน โปรดเก าฯ ใ ทหาร งกางเกง พฒั นาเคร่ืองแบบใ รัดกุม
วน ายหญงิ โปรดเก าฯใ เ าคุณพระประยรู วง (แพ บนุ นาค) พระสนมเอกไ ผม
ยาวแทนผม กแบบเ า
• ทรงยกเลิกประเพณีหมอบคลาน เม่อื พ.ศ. 2416 ในวนั พระราชพิธีราชาภเิ ษก โดย
ใ ยืนเ าเ าและถวายคำนบั แบบตะวนั ตก เมอ่ื โปรดเก าฯ ใ นงั่ กม็ ีเ าอ้ีใ นง่ั เ า แ
หากเ นการเ าเ าแบบไทยในห คนไทย วยกันเอง คงใ ประเพณคี ลานและหมอบ
เ าดังเคยปฏิบัตกิ นั มา
้ฝ้ช้ดู่ม้ฝ้ข็ป่ต้ฝ้ห้ก้ห้ล้ฝ้ข้ห่กีป้ว์ศ้จ้ห้ล่ฝ่ส้หุ่น้ห้ล่ก่กัป้ผ่ม้ผุ่น้ข็ป่ฝ้ต่ช่ต่ต่ต้ด
จดั ท โดย
นางสาวอิสราภรณ์ สถติ เลิศเรอื งกลุ
นมัธยมศึกษา 4/4 เลข 38
่ีท่ีทีป้ัช
ำ