1 เอกสาร รายวิชา 301 300 การจัดการศึกษาในพิพิธภัณฑสถาน “A museum is an institution that cares for (conserves) a collection of artifacts and other objects of scientific, artistic, cultural, or historical importance and makes them available for public viewing through exhibits that may be permanent or temporary” “พิพิธภัณฑสถาน คือ สถาบัน องค์กร หน่วยงานทั้งภาครัฐหรือเอกชน ที่รวบรวม สะสม ดูแลรักษาวัตถุ ทางวัฒนธรรม ทางศิลปะ ทางด้านวิทยาศาสตร์ หรือ ทางประวัติศาสตร์ และจัดแสดงเผยแพร่วัตถุนั้น ต่อสาธารณชน” โดย Edward Porter Alexander, Mary Alexander บทบาทหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ 1. การรวบรวมวัตถุ (Collection) 2. การศึกษาค้นคว้าวิจัย (Research) 3. การบันทึกข้อมูล (Recording) 4. การอนุรักษ์สงวนรักษา (Conservation and Preservation) 5. การจัดแสดง (Exhibition) 6. การบริการการศึกษา และประชาสัมพันธ์ (Education and Public Relation) MUSEUM RESEARCH INSTITUTE NON-FORMAL EDUCATION (TRAVELING) EXHIBITION support present
2 ภารกิจของพิพิธภัณฑ์ - สืบค้น อนุรักษ์ สื่อสาร และนําเสนอหลักฐาน ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ที่เกี่ยวเนื่องกับมนุษย์และ สิ่งแวดล้อมเพื่อประโยชน์ทางด้านการศึกษา การเรียนรู้และความเพลิดเพลิน - ให้บริการและพัฒนาสังคม - เปิดสู่สาธารณชน - สถาบัน/องค์กร ที่ไม่แสวงหากําไร ลักษณะงานพิพิธภัณฑ์ 1. การจัดการวัตถุพิพิธภัณฑ์ สืบค้น รวบรวม จัดทําทะเบียน จําแนกแยกประเภท ให้รายละเอียด (เพราะการเข้าถึงข้อมูลวัตถุในเชิงกว้างและเชิงลึก คือ หน้าที่ที่สําคัญที่สุดของพิพิธภัณฑ์) อนุรักษ์ สงวนรักษา และ จัดทํารายการวัตถุ (catalog) 2. การเผยแพร่ถ่ายทอดสู่สาธารณชน ให้ได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน เพื่อการบริการและพัฒนา สังคม โดยไม่แสวงหากําไร จัดนิทรรศการ งานบริการทางการศึกษา กิจกรรมการประชาสัมพันธ์ เบื้องหน้า - เบื้องหลังงานพิพิธภัณฑ์ หน้าฉาก: หลังฉาก: – การจัดแสดงนิทรรศการ – การรวบรวม สืบค้นวัตถุ – กิจกรรมการศึกษา เผยแพร่ความรู้ – การศึกษาค้นคว้า – การนําชม – การอนุรักษ์ ดูแลรักษาวัตถุ – ประชาสัมพันธ์ – การทํานุบํารุง แนวคิดในการน าการจัดการศึกษามาใช้ในงานพิพิธภัณฑ์ มีแนวทางการเริ่มต้นหลักๆ 2 สมัย 1. กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 – สงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ.1914-1918) 2. ค.ศ. 1919 – 1939
3 ซึ่งในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 งานด้านการศึกษาในพิพิธภัณฑ์ได้รับความนิยมมากในสหรัฐอเมริกา การศึกษาในพิพิธภัณฑสถานประกอบด้วยกิจกรรม 3 ประเภท คือ 1. การศึกษาค้นคว้าของเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์เพื่อให้ได้ข้อมูลและเรื่องราวเกี่ยวกับเนื้อหาในขอบเขตทาง พิพิธภัณฑ์ และเกี่ยวกับวัตถุสะสมของพิพิธภัณฑ์ นํามาใช้ประโยชน์ในกิจการต่าง ๆ ของพิพิธภัณฑ์ เช่น นํามาทําเป็นบทแสดง นํามาถ่ายทอดให้กับผู้มาใช้บริการในรูปแบบต่าง ๆ 2. การศึกษาของพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายของพิพิธภัณฑ์ ศึกษาความคาดหวัง ความพึงพอใจของ ผู้ชม และสิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวางมิให้ผู้ชมเข้ามาชมพิพิธภัณฑ์ เรียกว่า ‘Audience Research’ 3. กิจกรรมการศึกษาต่าง ๆ ที่พิพิธภัณฑ์จัดขึ้นสําหรับให้บริการแก่สาธารณชนซึ่งอาจจัดขึ้นโดยมี กลุ่มเป้าหมายเฉพาะในแต่ละกิจกรรมก็ได้ วัตถุประสงค์ของการศึกษาในพิพิธภัณฑ์ 1. ให้ความรู้ โดยอาศัยหลักฐานข้อเท็จจริงจากวัตถุที่รวบรวมไว้ เท่ากับเรียนรู้จากวัตถุของจริง 2. ให้ความคิด ให้ใช้ความคิด เกิดความคิด เกิดปัญญา เร้าความสนใจให้คิด อยากรู้อยากเห็น ในสิ่งที่ไม่เคยสนใจมาก่อน 3. สร้างแรงจูงใจ สร้างความประทับใจ ให้ชื่นชมเห็นคุณค่าของวัตถุที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ 4. สร้างทัศนคติที่ดีและถูกต้องแก่ผู้ชม วัตถุประสงค์ของการให้การศึกษาแก่เยาวชนในพิพิธภัณฑ์ 1. ส่งเสริมให้เด็กใช้ความคิด ใช้เหตุผล ในการพิจารณาวัตถุ 2. สร้างทัศนคติที่ดี สร้างความรู้สึกเห็นคุณค่า ชื่นชมยินดีในสิ่งที่มีคุณค่า 3. เร้าให้เกิดความสนใจในวิทยาการแขนงต่าง ๆ 4. ฝึกให้รู้จักศึกษาจากของจริง 5. ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและหลักฐานเรื่องราวที่เกี่ยวกับวัตถุในพิพิธภัณฑ์ 6. ฝึกทักษะต่าง ๆ เช่น ทักษะในการศึกษาค้นคว้า
4 7. ฝึกนิสัยให้มีเหตุผล คิดพิจารณารอบคอบ 8. กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ 9. สร้างนิสัยให้ตื่นตัวในการศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ 10. พัฒนาส่งเสริมให้มีรสนิยมสูง ประโยชน์ของการจัดกิจกรรมการศึกษาในพิพิธภัณฑ์ 1. เพื่อให้พิพิธภัณฑสถานได้ทําหน้าที่ในการเป็นแหล่งเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ทําให้ผู้ที่เข้าร่วม กิจกรรมของพิพิธภัณฑ์ได้รับความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นจากการชมนิทรรศการเพียงอย่างเดียว 2. เพื่อกระตุ้นให้บุคลากรของพิพิธภัณฑ์เกิดความกระตือรือร้นขวนขวายหาความรู้อย่างสม่ําเสมอ และนําความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้านั้น มาจัดเป็นกิจกรรมเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน 3. เป็นการกระตุ้นให้มีผู้ประสงค์จะเข้ามาในพิพิธภัณฑสถานอย่างสม่ําเสมอ ผู้ที่เคยเข้าชมนิทรรศการแล้ว ก็กลับเข้ามาร่วมกิจกรรม ผู้ที่ยังไม่เคยเข้ามาเลย ก็มีเหตุผลที่จะเข้าพิพิธภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น 4. เป็นการประชาสัมพันธ์ ทําให้พิพิธภัณฑ์มีภาพลักษณ์ว่าเป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้ เป็นองค์กรที่มี ความกระตือรือร้น กระฉับกระเฉงมีความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ 5. เป็นการดึงประชาชนให้มีความใกล้ชิดกับพิพิธภัณฑ์ รู้สึกว่ามีส่วนร่วมกับพิพิธภัณฑ์และรู้สึกรักองค์กร ให้ความร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์ในโอกาสต่อไป 6. เป็นการประชาสัมพันธ์พิพิธภัณฑ์ได้อย่างสม่ําเสมอ โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา เพราะกิจกรรม ของพิพิธภัณฑ์มักเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและสื่อมักจะให้ความร่วมมือลงข้อความประชาสัมพันธ์ให้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย 7. เป็นทางหาเงินของพิพิธภัณฑ์ กิจกรรมบางอย่างเป็นที่ต้องการของประชาชนและผู้เข้าร่วมกิจกรรม ยินดีจ่ายเงินเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ที่มีกิจกรรมสม่ําเสมอ มีชื่อเสียงปรากฏทางสื่อ บ่อย ๆ ยังสามารถหาผู้สนับสนุนทางการเงินได้ง่ายขึ้นอีกด้วย การศึกษาในพิพิธภัณฑสถานประกอบด้วยกิจกรรม 3 ประเภท 1. การศึกษา ค้นคว้าของเจ้าหน้าที่ 2. การศึกษากลุ่มเป้าหมาย (Audience Research) 3. การจัดกิจกรรมให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย
5 การเตรียมพร้อมของพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นแหล่งความรู้ พิพิธภัณฑ์ต้องมีการเตรียมพร้อมในด้านต่าง ๆ เพื่อเป็นแหล่งความรู้ คือ 1. การเตรียมพร้อมด้านอาคารสถานที่ 2. การเตรียมพร้อมด้านวัสดุอุปกรณ์ 3. การเตรียมพร้อมด้านบุคลากร - บุคลากรด้านการศึกษาค้นคว้า เช่น ภัณฑารักษ์ นักวิจัย - บุคลากรด้านการศึกษา เช่น เจ้าหน้าที่การศึกษา เจ้าหน้าที่นําชม อาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ อื่น ๆ ที่ให้บริการด้านการศึกษาโดยตรง - เตรียมความพร้อมบุคลากรด้านอื่น ๆ ทุก ๆ ด้าน ให้มีความสํานึกในหน้าที่ของการเป็น สถานศึกษาของพิพิธภัณฑ์ เห็นประโยชน์ของการจัดกิจกรรมทางการศึกษา และให้ความ ร่วมมือร่วมใจในการจัดกิจกรรมทางการศึกษาในทุกวิถีทาง 4. การเตรียมพร้อมด้านเนื้อหาวิชาการ จัดให้มีการศึกษาค้นคว้าด้านต่าง ๆ เป็นฐานข้อมูลในการจัด กิจกรรม 5. การเตรียมพร้อมด้านสื่อการเรียนรู้ เช่น จัดนิทรรศการ จัดหมวดหมู่วัตถุสะสมและข้อมูลจัดทํา สื่อสิ่งพิมพ์ จัดทําโสตทัศนวัสดุ 6. การเตรียมพร้อมด้านกิจกรรม เช่น - จัดเตรียมกิจกรรมรูปแบบต่าง ๆ หลายหลาก สําหรับกลุ่มคนแต่ละกลุ่ม - จัดหลักสูตรสําหรับชั้นเรียนในพิพิธภัณฑ์ เช่น หลักสูตรการอบรม ฯลฯ - จัดโปรแกรมกิจกรรม เช่น จัดบรรยายเป็นชุด (lecture series) จัดทัศนศึกษา ฯลฯ แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาในพิพิธภัณฑ์ 1. ความสําคัญของการจัดการศึกษาในพิพิธภัณฑ์ สิ่งที่จะทําให้ประชาชนสนใจเข้าชมพิพิธภัณฑ์ นอกจากสถานที่สวยงามเรียบร้อย มีการจัดแสดงที่ดีแล้ว ผู้เข้าชมยังอยากทราบประวัติความเป็นมาของวัตถุที่มาจากการศึกษาค้นคว้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจได้รับจากการมอง ผู้สอนเป็น ศูนย์กลาง ผู้เรียนเป็น ศูนย์กลาง ประสบการณ์ นอกห้องเรียน อย่างอิสระ
6 แค่วัตถุ และอ่านป้ายคําบรรยายวัตถุแต่เพียงอย่างเดียว กิจกรรมทางการศึกษาจึงเป็นองค์ประกอบสําคัญในการ นําเสนอเรื่องราวของวัตถุให้ผู้เข้าชมเข้าใจ 2. ลักษณะการจัดการศึกษาของพิพิธภัณฑ์ 2.1 กิจกรรมในห้องจัดแสดง 2.2 กิจกรรมนอกห้องจัดแสดง 2.3 กิจกรรมนอกพิพิธภัณฑ์ ประเด็นส าคัญที่ต้องพิจารณาในการศึกษาค้นคว้าและวิจัยในพิพิธภัณฑ์ 1. มีผู้เชี่ยวชาญ - เพื่อทําการศึกษาวิจัยและนําเสนอสู่นิทรรศการ 2. มีระยะเวลาเพียงพอ - นิทรรศการ/กิจกรรมแต่ละประเภทต้องมีการคํานวณเวลาในการเตรียมการ อย่างชัดเจน 3. มีแหล่งข้อมูลที่ดี- มีการวางแผนจัดหาแหล่งข้อมูลเพื่อศึกษาค้นคว้า 4. มีการทํางานร่วมกัน - ผู้ทํางานในทุกหน่วยสามารถทํางานร่วมกันได้ ความหมายของการจัดแสดง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 อธิบายคําว่า “จุลนิทัศน์” ว่ามาจากคําว่า จุล กับ นิทัศน์ จุล (ว.) เล็ก น้อย ใช้นําหน้าคําสมาส นิทัศน์ (น.) ตัวอย่างที่นํามาแสดงให้เห็น อุทาหรณ์คําว่า อุทาหรณ์ หมายถึง ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาอ้างให้ เห็นสิ่งหรือเรื่องที่ยกขึ้นมาเทียบเคียงเป็นตัวอย่าง จุลนิทัศน์หรือการจัดแสดง หมายถึง สิ่งหรือเรื่องที่ยกมาแสดงเพียงเล็กน้อยพอให้เห็นเป็นตัวอย่าง ดังเช่น ธีรศักดิ์อัครบวร อธิบายว่าโดยสํานึกและความรู้สึกในสังคมไทยเมื่อกล่าวถึงการจัดแสดงแล้ว จะให้ ความคิดไปในเรื่องของนันทนาการ งานรื่นเริง หรืองานสวนสนุกเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นความหมายของ “display” จึงตรงกับศัพท์ในภาษาไทยว่า “จุลนิทัศน์” มากกว่า Display แปลว่า “การจัดแสดง” ซึ่งในบางครั้งคําว่าการจัดแสดงในภาษาไทยอาจทําให้สับสนได้จึงมี นักการศึกษาบางท่านพยายามใช้ศัพท์ที่สื่อความหมายให้ตรงกับลักษณะของกิจกรรมจริง ๆ ทั้งยังป้องกันการ สับสนด้วย
7 การจัดแสดงขนาดเล็ก (display) หรือนิทรรศการ (exhibition) อาจจัดในห้อง ระเบียง ในเต็นท์ถ้า จัดเป็นงานโดยใช้บริเวณกว้างขวางเรียกว่างานแสดง (fairs) หรืองานแสดงสินค้านานาชาติ (international trade fairs) ถ้าเป็นสินค้านานาชาติขนาดใหญ่เรียกว่า “exposition” ซึ่งทําให้เห็นความแตกต่างของขนาดและสถานที่ รวมทั้งคําศัพท์ที่ใช้เรียกในการจัดนิทรรศการขนาดต่าง ๆ ด้วย โดยสรุปแล้ว การจัดแสดงหรือจุลนิทัศน์หมายถึง นิทรรศการขนาดเล็กมากที่นําเสนอข้อมูล วัตถุสิ่งของ ผลงาน สินค้า หรือผลิตภัณฑ์บางส่วนพอเป็นตัวอย่างในสถานที่ที่มีการตกแต่งไว้อย่างสวยงามและเหมาะสม โดย เน้นเป็นพิเศษเพื่อเร้าใจให้ผู้ชมเปลี่ยนแปลงทัศนคติหรือพฤติกรรมไปตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ความหมายของนิทรรศการ ในประเทศไทยกิจกรรมการจัดนิทรรศการ (exhibition) ได้จัดอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในขณะนั้นยังใช้ทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “เอกซฮิปิเชน ครั้งที่ 1” นิทรรศการ เป็นการรวบรวมสิ่งของและวัสดุเป็นชุด ๆ เพื่อขมวดความคิดตามวัตถุประสงค์ทางการศึกษา หากเป็นกิจกรรมด้านการค้าการจัดนิทรรศการเป็นการแสดงผลงานสินค้า ผลิตภัณฑ์หรือกิจกรรมให้คนทั่วไปชม หรือเป็นการจัดแสดงสื่อที่รวบรวมได้แก่ชุมชน อาจเป็นผลงานศิลปะอุตสาหกรรมหรือการโฆษณาสินค้า นอกจากนี้ อาจเป็นการรวบรวมงานประติมากรรมต่าง ๆ หรือสิ่งของอื่น ๆ เพื่อจัดแสดงในที่สาธารณชนที่ผู้คนสามารถเข้าไป ชมได้ เป็นการสร้างความสนใจให้กับผู้ที่ผ่านไปผ่านมา การให้ข้อมูลเกี่ยวกับความรู้ความคิด เร้าให้เกิดความสนใจ เกี่ยวกับเนื้อหาซึ่งกระตุ้นให้มีการกระทําบางอย่าง ชม ภูมิภาค อธิบายความหมายของนิทรรศการว่า หมายถึง การนําเอาทัศนวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการ เรียนการสอน เช่น แผนภาพ แผนภูมิ รูปภาพ กราฟ วัสดุ 3 มิติ ของจริงและของตัวอย่าง เป็นต้น มาแสดงเพื่อ เป็นการสื่อสารทางความคิดและความรู้ให้กับบุคคลระดับต่าง ๆ เช่น ครูนักเรียน นักศึกษา ตามโครงเรื่องที่วางไว้ พยุงศักดิ์ประจุศิลป์ ให้ความหมายของนิทรรศการคือการแสดงการให้การศึกษาอย่างหนึ่งด้วยการ แสดงงานให้ชม อาจมีผู้บรรยายให้ฟังหรือไม่ต้องมีก็ได้ การแสดงอาจแสดงในอาคารหรือนอกอาคารก็ได้ซึ่ง ประกอบด้วยของจริง สิ่งของ ภาพถ่าย และแผนภูมิ สิ่งของต่าง ๆ ที่จะนําออกมาแสดง ในการจัดเตรียมจะต้องจัด อย่างมีระเบียบเรียบร้อยดูง่ายและคํานึงถึงความแจ่มชัดรวมทั้งก่อให้เกิดความรู้ช่วยให้ผู้ชมเข้าใจข้อมูล (information) โดยใช้ข้อความสั้น ๆ อธิบายประกอบ ซึ่งควรจะมีความน่าดูน่าชมด้วย จากความหมายข้างต้น นิทรรศการ จึงหมายถึงการจัดแสดงข้อมูลเนื้อหาผลงานต่าง ๆ ด้วยวัสดุ สิ่งของ อุปกรณ์และกิจกรรมที่หลากหลายแต่มีความสัมพันธ์กันในแต่ละเรื่องโดยมีจุดมุ่งหมาย ที่ชัดเจน มีการวางแผน และออกแบบที่เร้าความสนใจให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในการดู การฟัง การสังเกต การจับต้องและการทดลองด้วยสื่อที่
8 หลากหลาย เช่น รูปภาพ ของจริง หุ่นจําลอง ป้ายนิเทศ และกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การประกวด การแข่งขัน การ บรรยาย การสาธิต การอภิปราย และการตอบปัญหา เป็นต้น จุดเริ่มต้นของการจัดนิทรรศการ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่เป็นภาพเขียนจํานวนมากในถ้ําลาสโก (Lascause) และ ถ้ําอัลตามิลา (Altamila) ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสเขตติดต่อกับทิศเหนือของประเทศสเปน นักโบราณคดี และนักวิชาการด้านศิลปะระบุว่าเป็นภาพเขียนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ราว 15,000 – 10,000 ปี ก่อนคริสต ศักราช เป็นฝีมือของมนุษย์เผ่าโครมันยองสันนิษฐานว่าเป็นการเขียนเพื่อถ่ายทอดความเชื่อและความรู้สึกที่มีต่อ สิ่งแวดล้อมในชีวิตประจําวันด้วยสํานึกในบาปบุญ คุณโทษ การสร้างกําลังใจ และการแสดงความอุดมสมบูรณ์ วิธีการถ่ายทอดใช้เทคนิคการระบายสี การพ่นและการเซาะร่อง แล้วอุดรอยเซาะด้วยไขผสมเลือดสัตว์ ทําให้ผล งานยึดเกาะติดผนังถ้ําทนนานอย่างถาวรจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ราว 1,500 ปีก่อนคริสตศักราชในประเทศ อังกฤษ มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้จัดแสดงโครงสร้างโดยการตั้งวางก้อนหินขนาดใหญ่ซ้อนกันเพื่อเป็น สัญลักษณ์ตามความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติกับมนุษย์เราเรียกผลงานนี้ว่า หมู่หิน (Stonehenge) ตั้งอยู่บนที่ราบซา ลิสเบอรี่ การถ่ายทอดเนื้อหาสาระและความรู้สึกเป็นภาพเขียนแบบ2 มิติและการจัดโครงสร้างแบบ 3 มิติเพื่อการ นําเสนอให้ผู้ชมหรือกลุ่มคนเผ่าพันธุ์เดียวกันได้รับรู้และปฏิบัติตามในส่วนที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิต นับเป็น ต้นกําเนิดหรือพื้นฐานสําคัญของการจัดแสดงและนิทรรศการ โดยเฉพาะนิทรรศการแบบถาวรหรือพิพิธภัณฑ์ในยุค ต่อ ๆ มา การจัดนิทรรศการในประเทศไทย จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า นิทรรศการในประเทศไทยโดยเฉพาะทางด้านการศึกษา เริ่มจัดขึ้น ในวัดและในวัง ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในโบสถ์และการจัดแสดงงานศิลป์ที่เกี่ยวกับศาสนาในวัดวาอารามล้วน เป็นสื่อที่จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา เช่น ภาพพุทธประวัติและภาพปริศนาธรรม มาตั้งแต่ยุคสมัย อยุธยามาจนถึงยุคปัจจุบัน ส่วนนิทรรศการในวังนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของสถาบัน พระมหากษัตริย์ดังเช่นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่ง ประพาสพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นที่จัดแสดงสิ่งของที่รวบรวมมาตั้งแต่ครั้งยังผนวชอยู่ บทบาทและหน้าที่ของนิทรรศการ นิทรรศการ คือ “สื่อ” ในพิพิธภัณฑ์ มีความใกล้เคียงกับหนังสือ และภาพยนตร์ นั่นคือ มุ่งเน้นให้ผู้ชม ได้รับทั้งสาระ และความบันเทิงไปพร้อม ๆ กัน หรือ หมายถึง การนําวัตถุซึ่งเป็นหลักฐานของมนุษย์และ สิ่งแวดล้อม หรือสิ่งที่ต้องการนําเสนอ มาจัดตั้งวางหรือแขวนให้สาธารณชนเข้าชม ด้วยการนําเสนออย่างเป็น
9 ศิลปะในลักษณะที่สวยงาม แปลกตา น่าสนใจ ดึงดูดความสนใจ เพื่อให้ผู้เข้าชมเกิดประสบการณ์ มีรายละเอียด แตกต่างไปจากชีวิตประจําวัน หรือเกิดความคิดความรู้ใหม่ หลังจากการเข้าชมนิทรรศการ นิทรรศการเป็นสื่อแห่งการประชาสัมพันธ์ 1. นิทรรศการสําหรับเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี 2. นิทรรศการสําหรับวัยรุ่น 3. นิทรรศการสําหรับผู้เชี่ยวชาญ นิทรรศการคือการสื่อสาร ทฤษฎีการสื่อสารทั่วไป 1. การติดต่อโดยตรง (face to face communication) 2. การติดต่อโดยใช้สื่อมวลชน (mass communication) ลักษณะของการสื่อสาน 1. ต้นตอ หรือผู้ส่งข่าวสาร 2. ช่วงเวลาในการ รับ-ส่ง สาร 3. ผู้รับสาร ข้อมูล จัดการ ข้อมูล เลือกใช้ ข้อมูล น าเสนอ ข้อมูล เป้าหมาย/ ผู้รับข้อมูล ข้อมูล จัดการข้อมูล เลือกใช้ ข้อมูล น าเสนอ ข้อมูล เป้าหมาย/ ผู้รับข้อมูล
10 หลักส าคัญที่ท าให้การติดต่อสื่อสารสัมฤทธิผล 1. ความชัดเจนของการติดต่อสื่อสาร (Fidelity of Communication) 2. ทัศนคติที่ดี (Attitude) 3. ปรับระดับความรู้ให้เท่าเทียมกัน (Knowledge Level) 4. ศึกษาถึงระบบทางสังคมและวัฒนธรรมของผู้รับ (Social Culture System) ประเภทของนิทรรศการ 1. จําแนกตามขนาดของนิทรรศการ ได้แก่ 1.1 การจัดแสดงหรือจุลนิทัศน์ 1.2 นิทรรศการทั่วไป 1.3 มหกรรม 2. จําแนกตามวัตถุประสงค์ในการจัด ได้แก่ 2.1 นิทรรศการเพื่อการศึกษา 2.2 นิทรรศการเพื่อการประชาสัมพันธ์ 2.3 นิทรรศการเพื่อการค้า 3. จําแนกตามระยะเวลาในการจัด ได้แก่ 3.1 นิทรรศการถาวร 3.2 นิทรรศการชั่วคราว 3.3 นิทรรศการเคลื่อนที่ 4. จําแนกตามสถานที่ที่ใช้ในการจัด ได้แก่ 4.1 นิทรรศการในอาคาร 4.2 นิทรรศการกลางแจ้ง 4.3 นิทรรศการกึ่งในอาคารกึ่งกลางแจ้ง ขนาดของนิทรรศการ นิทรรศการ แบ่งออกเป็น 4 ขนาดตามขนาดพื้นที่ที่จัดแสดงคือ 1. นิทรรศการขนาดเล็ก (small exhibits) เป็นนิทรรศการที่จัดขนาดพื้นที่น้อยกว่า 400 ตารางฟุตหรือ 37 ตารางเมตร
11 2. นิทรรศการขนาดกลาง (medium exhibits) ใช้พื้นที่ตั้งแต่ 401 ตารางฟุต ถึง 1600 ตารางฟุตหรือ 38-148 ตารางเมตร 3. นิทรรศการขนาดใหญ่ (large exhibits) ใช้พื้นที่ตั้งแต่ 1601-4000 ตารางฟุต หรือ 149-371 ตารางเมตร 4. นิทรรศการขนาดยักษ์(giant exhibits) ใช้พื้นที่ตั้งแต่ 4000 ตารางฟุตหรือมากกว่า 371 ตารางเมตร นิทรรศการเพื่อการศึกษา เป็นนิทรรศการที่จัดขึ้นเพื่อการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ไปสู่ผู้เรียน ทําให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ได้จากการแสดงเนื้อหาด้วยสื่อและกิจกรรมต่าง ๆ การจัดนิทรรศการเพื่อการศึกษามักจะมีรูปแบบ เนื้อหา สื่อ หรือกิจกรรมเกี่ยวข้องกับหลักสูตรและบทเรียนหรืองานวิชาการไม่ทางตรงก็ทางอ้อม นิทรรศการเพื่อการศึกษามีลักษณะที่สําคัญดังนี้ 1. เป็นการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ด้วยรูปแบบต่าง ๆ 2. ส่งเสริมให้ผู้ชมมีทัศนคติที่ดีทางการศึกษา 3. เปิดโอกาสให้ผู้ชมหรือผู้เรียนได้มีทางเลือกในการเรียนรู้หรือการศึกษาตามความสามารถ 4. นิทรรศการที่หน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดความรู้จัดว่าเป็นนิทรรศการเพื่อการศึกษา ได้เป็นอย่างดี 5. รูปแบบของนิทรรศการเพื่อการศึกษาอาจเป็นทั้งนิทรรศการชั่วคราว นิทรรศการเคลื่อนที่ หรือ นิทรรศการถาวร 6. นิทรรศการทางการศึกษาสามารถจัดได้ทั้งในห้องเรียน นอกห้องเรียน บริเวณในโรงเรียน นอกโรงเรียน และสถานที่ทั่วไปในชุมชน นิทรรศการถาวร เป็นการนําเสนอข้อมูลและจัดแสดงที่ค่อนข้างสมบูรณ์ มีการจัดเป็นประจําอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา ยาวนาน นิทรรศการถาวรมีลักษณะสําคัญดังนี้ 1. การจัดนิทรรศการแบบนี้มีการลงทุนสูง เนื่องจากเนื้อหาที่จัดแสดงต้องอาศัย การศึกษาค้นคว้า หลักฐานอ้างอิง
12 2. วัสดุอุปกรณ์ที่นํามาจัดแสดงเป็นวัสดุที่คงทน 3. การออกแบบเพื่อการจัดแสดงสิ่งของจะทําอย่างรอบคอบพิถีพิถัน 4. สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งเป็นเวลานาน ๆ รูปแบบและโครงสร้างหลักไม่มีการเปลี่ยนแปลง 5. สถานที่ที่ใช้ในการจัดแสดงนิทรรศการจะออกแบบไว้อย่างมีแบบแผนแน่นอน อาจเป็นพื้นที่ กลางแจ้ง หรือในอาคารก็ได้ 6. หากเนื้อหาที่จัดแสดงเกี่ยวข้องกับความเชื่อหรือวิถีชีวิตของชุมชน 7. ส่วนใหญ่นิทรรศการถาวรมักอยู่ในรูปของพิพิธภัณฑ์ นิทรรศการชั่วคราว เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อแสดงเนื้อหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นครั้งคราวตามโอกาสที่เหมาะสมอาจใช้เวลา ประมาณ 2-10 วัน ไม่มีกําหนดตายตัวขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหรือปัจจัยหลายประการ นอกจากนี้นิทรรศการ ชั่วคราวยังทําหน้าที่ส่งเสริมงานประชาสัมพันธ์นิทรรศการแบบถาวรได้อีกด้วยดังที่เกรซ มอร์เลย์กล่าวว่า “นิทรรศการชั่วคราวช่วยเร้าความสนใจให้คนมาชมสิ่งแปลกใหม่ เป็นการเชิญชวนผู้ชมกลุ่มใหญ่ ๆ เข้ามาชม พิพิธภัณฑ์ไปในตัว เป็นการเชิญชวนที่จะสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ในหลายรูปแบบ เช่น การเชิญประชุมชี้แจง การเปิดงาน การแถลงการณ์หนังสือพิมพ์และรายการโทรทัศน์ นิทรรศการชั่วคราวสนองวัตถุประสงค์ทางการ ศึกษาได้มากมาย มักจัดสิ่งดึงดูดกลุ่มคนที่สนใจเฉพาะเรื่องในชุมชน เป็นต้นว่าสหพันธ์สมาคมวิทยาศาสตร์ สมาคม ศิลปิน หรือสมาคมนักสะสมแสตมป์ เป็นต้น นิทรรศการเคลื่อนที่ นิทรรศการเคลื่อนที่มีผลดีในการเข้าถึงพื้นที่ของผู้ชมกลุ่มเป้าหมาย ทําให้ได้รับความสนใจจากผู้ชม มากเนื่องจากมีความสะดวก ถ้าเป็นการให้บริการด้านการศึกษา ส่วนใหญ่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการใช้บริการแต่ อย่างใด นิทรรศการในอาคาร นิทรรศการที่จัดอยู่ร่มภายในอาคารซึ่งอาจเป็นห้องประชุม ห้องโถง ห้องเรียน เฉลียงหรือระเบียงในอาคาร การจัดนิทรรศการในอาคารมีลักษณะสําคัญดังนี้ 1. จัดขึ้นภายในอาคารหรือพื้นที่ที่มีหลังคาป้องกันแสงแดดและฝนได้
13 2. เนื้อหาของนิทรรศการเป็นเรื่องราวที่ไม่จําเป็นต้องใช้บริเวณกว้างขวางมากนัก 3. เป็นเนื้อหาที่ต้องการความต่อเนื่องปราศจากสิ่งรบกวนในการชมที่จัดแสดง 4. จัดในอาคารที่มีห้องและอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยได้อย่างแข็งแรง 5. มีการควบคุมบรรยากาศด้วยแสง 6. การเลือกใช้วัสดุ สามารถใช้วัสดุได้ทุกประเภททั้งชนิดถาวรและไม่ถาวร 7. การออกแบบการจัดนิทรรศการภายในอาคารสามารถสร้างสรรค์ด้วยจินตนาการที่สอดคล้องกับเนื้อหา และกิจกรรม นิทรรศการกลางแจ้ง เป็นนิทรรศการที่ต้องการพื้นที่บริเวณกว้างขวาง โล่งแจ้ง รองรับผู้ชมได้จํานวนมาก การจัดนิทรรศการ กลางแจ้ง มีลักษณะสําคัญดังนี้ 1. จัดแสดงสื่อสิ่งของหรือกิจกรรมบริเวณภายนอกอาคาร 2. จัดได้ทั้งแบบถาวรและแบบชั่วคราว 3. เนื้อหาที่นําเสนอมีความสัมพันธ์กับพื้นที่จัดแสดงซึ่งอาจมีบริเวณกว้างขวางเป็นธรรมชาติเช่นเรื่อง เกี่ยวกับโบราณสถาน โบราณวัตถุ สมรภูมิรบ วิถีชีวิตกิจกรรมกลางแจ้ง การทํางานกลางแจ้ง งานเกษตรกรรม เป็นต้น นิทรรศการกึ่งกลางแจ้ง เป็นการแสดงวัสดุหรืออุปกรณ์ทั้งในอาคารและกลางแจ้งในเวลาเดียวกัน สิ่งของที่นํามาจัดแสดงมีทั้ง คุณสมบัติที่ทนทานต่อดินฟ้าอากาศและฉีกขาดย่อยสลายง่าย ดังนั้นผู้จัดจึงควรพิจารณาว่าวัสดุอุปกรณ์ใดเหมาะ สําหรับการจัดแสดงข้อมูลในบริเวณใด นิทรรศการประเภทนี้สามารถดึงดูดความสนใจผู้ชมได้ดี นิทรรศการกึ่งกลางแจ้งมีลักษณะสําคัญดังนี้ 1. เป็นนิทรรศการที่จัดแสดงบางส่วนอยู่ในอาคารและบางส่วนอยู่บริเวณกลางแจ้ง 2. อาจจัดเป็นแบบถาวรหรือแบบชั่วคราวก็ได้ 3.เนื้อหาที่อยู่นอกอาคารมักมีความสัมพันธ์กับธรรมชาติแวดล้อม
14 4. สื่อที่จัดแสดงด้านนอกอาคารมีขนาดใหญ่ ซึ่งอาจเป็นหุ่นจําลองหรือของจริงก็ได้สามารถ ออกแบบให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดนิทรรศการประเภทต่าง ๆ บทบาทและหน้าที่ของนิทรรศการ 1. บทบาทหน้าที่ในการให้การศึกษา 1.1 ได้รับความรู้ 1.2 ให้เกิดความเจริญงอกงามทางวุฒิปัญญา 1.3 สามารถนําความรู้ที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ 1.4 ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม 2. บทบาทและหน้าที่ในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ 2.1 ช่วยสร้างภาพพจน์ที่ดี 2.2 ช่วยสร้างความนิยมเลื่อมใสและศรัทธาจากประชาชน 2.3 ช่วยป้องกันการเข้าใจผิดหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อน 2.4 ช่วยดํารงรักษาความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับกลุ่มต่าง ๆ ตลอดเวลา 2.5 ช่วยสร้างขวัญกําลังใจ 2.6 ช่วยบริการด้านสาธารณะประโยชน์แก่สังคม 2.7 ช่วยสร้างความเชื่อถือและไว้วางใจจากประชาชน 2.8 เป็นการสร้างประสบการณ์ของผู้รับรู้ ลักษณะการจัดแสดง 1. การจัดแบบประเพณี (Traditional Style of Presentation) 2. การจัดเพื่อการศึกษาค้นคว้า (Presentation for Research and Study) 3. การจัดแสดงเพื่อการเรียนรู้ (Instructional Presentation)
15 4. การจัดแสดงแบบดั้งเดิม (Authentic Setting Presentation) 5. นิทรรศการซึ่งจัดตามสภาพที่อยู่อาศัย (Habitat Group) 6. นิทรรศการซึ่งจัดแบบฉากละคร (Diorama) 7. การจัดแสดงโดยใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Exhibition with Electric and Electronic Devices) 8. การจัดแสดงกลางแจ้ง (Outdoor Exhibition) วัตถุประสงค์ของการจัดนิทรรศการ วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมทั้ง 3 ด้าน ที่ได้จากนิทรรศการ 1. วัตถุประสงค์ด้านพุทธพิสัย (Cognitive Domain) เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทางด้านปัญญา คือ ความรู้ ความเข้าใจ การใช้ความคิด แบ่งเป็น 6 ระดับ 1.1 ความรู้ หมายถึง ความสามารถในการจําเนื้อหาความรู้และระลึกได้เมื่อ ต้องการนํามาใช้ 1.2 ความเข้าใจ หมายถึง การเข้าใจความหมายของเนื้อหาสาระ สามารถแสดง พฤติกรรมความเข้าใจในรูปแบบของการแปลความหมายตีความสรุปความ 1.3 การนําไปใช้ หมายถึง การนําเอาเนื้อหาสาระ หลักการ ความคิดรวบยอด และทฤษฎีต่าง ๆ ไปใช้ได้ในรูปแบบใหม่ 1.4 การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการแยกเนื้อหาให้เป็นส่วนย่อยเพื่อ ค้นหาองค์ประกอบ โครงสร้าง หรือความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยนั้น 1.5 การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถที่จะนําองค์ประกอบหรือส่วนย่อย เข้ามารวมกันเพื่อให้เป็นภาพที่สมบูรณ์ และเกิดการกระจ่างในสิ่งนั้น 1.6 การประเมินค่า หมายถึง ความสามารถในการพิจารณาตัดสินคุณค่าของสิ่ง ต่าง ๆ
16 2. วัตถุประสงค์ด้านจิตพิสัย (Affective Domain) เกี่ยวข้องกับความรู้สึกทางจิตใจ ซึ่งรวมถึง ความสนใจ อารมณ์ เจตคติ ค่านิยมและ คุณธรรม 2.1 การรับ - การได้รับประสบการณ์จากสิ่งแวดล้อม 2.2 การตอบสนอง - การมีปฏิกิริยา โต้ตอบกับสิ่งแวดล้อมที่รับเข้ามาด้วยความ เต็มใจ 2.3 การเห็นคุณค่า – สิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่รับรู้สิ่งแวดล้อมและมีปฏิกิริยา โต้ตอบสังเกตได้จากพฤติกรรมที่ยอมรับ 2.4 การจัดรวบรวม - เป็นการคิดพิจารณา และรวบรวมให้เข้าเป็นระบบค่านิยม 2.5 การพิจารณาคุณลักษณะจากค่านิยม - เป็นเรื่องของความประพฤติ คุณสมบัติ และคุณลักษะของแต่ละบุคคลที่เป็นผลของ ความรู้สึก ความคิดและการสร้างค่านิยม 3. วัตถุประสงค์ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) เกี่ยวกับทักษะในการเคลื่อนไหว และใช้อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย 3.1 การเลียนแบบ 3.2 การทําตามคําบอก 3.3 การทําอย่างถูกต้องและเหมาะสม 3.4 การทําได้ถูกต้องหลายรูปแบบ 3.5 การทําได้อย่างเป็นธรรมชาติ วัตถุประสงค์โดยรวมของการจัดนิทรรศการ 1. เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ต่าง ๆ ให้ผู้ชม โดยพยายามให้ใกล้เคียงกับประสบการณ์ตรงมากที่สุด 2. เพื่อให้ผู้ชมสามารถรับรู้รูปแบบและเรื่องราวหลายๆ สิ่งพร้อมกัน 3. เพื่อส่งเสริมการแสดงออกที่ให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้จัดและผู้ชม ซึ่งเป็นการถ่ายทอดและการเรียนรู้ 4. เพื่อให้ผู้ชมเห็นภาพและเข้าใจความคิดที่เป็นนามธรรมไปสู่ความเป็นรูปธรรม
17 หลักการออกแบบนิทรรศการ การออกแบบตรงกับภาษาอังกฤษว่า “design” ในภาษากรีก หมายถึง บทกวี (poetry) ต้องมีการวาง เค้าโครงตามจินตนาการของผู้ประพันธ์ผสมผสานกับความรู้สึกที่แสดงออกให้ผู้อื่นเข้าใจอย่างมีศิลปะและ สุนทรียภาพ ต่อมามีความหมายครอบคลุมถึงงานทุกชนิดที่มีการออกแบบตามกฎเกณฑ์การจัดองค์ประกอบศิลป์ เพื่อให้บรรลุถึงความงามอันสมบูรณ์โดยไม่คํานึงถึงชนิดของงานไม่ว่าจะเป็นบทกวี เพลง บทละคร ท่ารํา ท่าเต้น ภาพปั้น ภาพเขียน งานการแสดงต่าง ๆ หรืองานพาณิชยศิลป์ จากความหมายดังกล่าวสรุปได้ว่า การออกแบบ หมายถึง ความคิดคํานึงหรือจินตนาการเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์โดยรวมขององค์ประกอบย่อยกับโครงสร้างของแต่ละเรื่อง ในการออกแบบเรื่องหนึ่ง ๆ นักออกแบบ จะพยายามสร้างทางเลือกหลาย ๆ แบบโดยการสลับสับเปลี่ยนคุณสมบัติขององค์ประกอบต่าง ๆ เช่น ขนาด พื้นผิว ตําแหน่ง ทิศทาง รูปร่าง รูปทรง จังหวะเพื่อให้ได้โครงสร้างที่เหมาะสมที่สุด ดังนั้นการออกแบบจึงเป็นการ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นเสมอ การออกแบบนิทรรศการ การออกแบบนิทรรศการเป็นการจัดองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องซึ่งกันและกันทั้งที่ เป็นเนื้อหาเรื่องราว วัสดุอุปกรณ์รูปแบบ งบประมาณ สถานที่ และลักษณะธรรมชาติของผู้ชมกลุ่มเป้าหมาย ขั้นตอนในการจัดนิทรรศการ แม้การจัดนิทรรศการแต่ละประเภทแต่ละครั้งจะมีรูปแบบเนื้อหาวัตถุประสงค์และ กลุ่มเป้าหมาย แตกต่างกัน แต่ก็มีขั้นตอนในการดําเนินงานอย่างน้อย 4 ขั้นตอนเหมือนกัน 1. ขั้นการวางแผน การวางแผนเป็นขั้นตอนแรกก่อนลงมือปฏิบัติงานทุกประเภท นับเป็นขั้นสําคัญที่สุดที่ส่งผลถึงความสําเร็จหรือ ความล้มเหลวของแต่ละงานได้การวางแผนที่ดีจะช่วยให้การดําเนินงานประสบผลสําเร็จได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ซึ่งมีคําถามพื้นฐานสําคัญที่ใช้ในการวางแผนทั่ว ๆ ไป 6 ประการ 1) ประเภทและกิจกรรมของนิทรรศการ (what) คณะผู้ดําเนินงานต้องระบุชื่อหรือประเภทของกิจกรรมนั้น ๆ ให้ชัดเจน เช่น การจัดนิทรรศการ การจัดจุลนิทัศน์ การรณรงค์ การจัดมหกรรม การโฆษณา การ ประชาสัมพันธ์ เป็นต้น 2) วัตถุประสงค์ของการจัดนิทรรศการ (why) เมื่อกําหนดว่าจะทํากิจกรรมอะไร ควรคํานึงถึงวัตถุประสงค์ หรือจุดมุ่งหมายในการจัดกิจกรรมนั้นเป็นสําคัญ เช่น การจัดจุลนิทัศน์แสดงสินค้าเพื่อส่งเสริมการขาย
18 การจัดนิทรรศการวันมาฆบูชาเพื่อการอนุรักษ์และส่งเสริมพุทธศาสนา การจัดกิจกรรมประเพณีสงกรานต์ เพื่อรักษาประเพณีอันดีงามของไทย เป็นต้น 3) สถานที่จัดนิทรรศการ(where) สถานที่หรือบริเวณอยู่ที่ไหน ห่างไกลจากชุมชนกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ การ คมนาคมสะดวกมากน้อยเพียงใด โดยทั่วไปสถานที่จัดนิทรรศการที่ได้รับความสนใจจากผู้ชม กลุ่มเป้าหมายมักอยู่ไม่ห่างไกลมากนัก เนื้อหาบางเรื่องหากสามารถจัดในแหล่งชุมชนหรือบริเวณที่เป็น สถานที่ตั้งขององค์ความรู้นั้นได้ก็จะช่วยส่งเสริมการรับรู้และเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น 4) ระยะเวลาในการจัดนิทรรศการ (when) กิจกรรมนั้นจะจัดขึ้นเมื่อใด อาจเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ วันเปิด อาคารใหม่ วันต้อนรับอาคันตุกะที่สําคัญ หรือจัดระหว่างวันเทศกาลต่าง ๆ 5) ผู้จัดและกลุ่มเป้าหมายของนิทรรศการ (who) ใครคือผู้จัดหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบใน การจัด คณะผู้จัดมี ความสามารถและศักยภาพในการจัดเพียงใด ใครคือกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะได้รับประโยชน์จากการเข้า ร่วมกิจกรรมนิทรรศการที่จัดขึ้นแต่ละครั้ง ผู้ชมหรือกลุ่มเป้าหมายเป็นปัจจัยที่สําคัญที่สุดในการจัด นิทรรศการ มีอิทธิพลต่อการกําหนดองค์ประกอบอื่น ๆ แทบทุกด้าน 6) วิธีจัดนิทรรศการ (how) เป็นคําถามสุดท้ายที่สําคัญที่สุดซึ่งจะนําไปสู่การลงมือปฏิบัติงานให้บรรลุ วัตถุประสงค์และมีประสิทธิภาพ เป็นคําถามที่ต้องการคําตอบในเชิงบูรณาการทั้งภาคทฤษฎีและ ภาคปฏิบัติตั้งแต่ขั้นแรกถึงขั้นสุดท้ายของการดําเนินงาน คําตอบควรแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ สอดคล้องกันของภาพรวมหรือความคิดรวบยอดของนิทรรศการกับกระบวนการในการเชื่อมปะติดปะต่อ องค์ประกอบต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เมื่อประมวลคําถามและแนวความคิดเกี่ยวกับการวางแผนดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่าในขั้นการวางแผน ควรมีการประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาในเรื่องการตั้งวัตถุประสงค์ กลุ่ม เป้าหมาย เนื้อหาและกิจกรรม ระยะเวลา สถานที่ เวลา งบประมาณ การออกแบบนิทรรศการ การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ การกําหนดหน้าที่ รับผิดชอบและการประชาสัมพันธ์ 1.2 การตั้งวัตถุประสงค์แสดงถึงความตั้งใจหรือเจตนาที่จะให้ผู้ชมได้รับประโยชน์โดยการเรียนรู้จากการ ชมหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมนิทรรศการแต่ละครั้ง การตั้งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและเหมาะสมกับองค์ประกอบอื่น ๆ จะช่วยให้การดําเนินงานมีทิศทางที่จะมุ่งไปสู่จุดมุ่งหมายได้อย่างแน่นอน ทําให้การวางแผนในการเตรียมเนื้อหา วัสดุ อุปกรณ์ บุคลากร และวิธีการนําเสนอเป็นไปอย่างสอดคล้องกับคุณสมบัติของผู้ชมที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย 1.3 กลุ่มเป้าหมาย ผู้ชมกลุ่มเป้าหมาย เป็นปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อการกําหนดเนื้อหาวัตถุประสงค์สื่อ และกิจกรรมให้สอดคล้องกับธรรมชาติของความสนใจความถนัดและความสามารถ ในการเรียนรู้ของแต่ละคน สิ่ง
19 ที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับผู้ชมกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่เพศ วัย ระดับการศึกษา อาชีพ ความเชื่อ สภาพเศรษฐกิจ สถานภาพทางสังคม 1.4 เนื้อหาและกิจกรรม ดังได้กล่าวมาแล้วว่าหากมีการกําหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนจะเป็นแนวทางใน การกําหนดเนื้อหาและกิจกรรมให้เหมาะสมและสอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของผู้ชมได้ง่ายขึ้น 1.5 ระยะเวลา การกําหนดเวลาในการจัดนิทรรศการแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น รูปแบบของนิทรรศการ ความจําเป็นของเนื้อหา วัตถุประสงค์ งบประมาณ และความสะดวกในการดําเนินงานของ คณะผู้จัดนิทรรศการ หากเป็นการจัดนิทรรศการชั่วคราวที่ดําเนินการโดยสถานศึกษา หรือหน่วยงานขนาดเล็ก โดยทั่วไปนิยมจัดในช่วงระยะเวลาประมาณ 3-5 วัน แต่ถ้าเป็นนิทรรศการเคลื่อนที่มักจะจัดภายใน 1-2 วัน ส่วน นิทรรศการถาวรซึ่งโดยมากจะจัดอยู่ในรูปของพิพิธภัณฑ์อาจใช้เวลาในการจัดแสดงเป็นปี หรือหลาย ๆ ปี 1.6 สถานที่สถานที่ที่ใช้ในการจัดนิทรรศการที่ควรพิจารณามี 2 ประเด็น 1. ทําเลที่ตั้ง หรือตําแหน่งที่ตั้งที่ใช้เป็นสถานที่ในการจัดนิทรรศการสถานที่ดังกล่าวไม่ควรอยู่ ห่างไกลจากชุมชนกลุ่มเป้าหมายมากเกินไป เพราะระยะทางที่ห่างไกลอาจเป็นอุปสรรคในการ เดินทางไปร่วมชมกิจกรรมได้ 2. บริเวณขอบเขต หรือบริเวณที่ใช้ในการจัดนิทรรศการมีขอบเขตกําหนดไว้ชัดเจน การกําหนด ขอบเขตกว้างขวางเพียงใดขึ้นอยู่กับประเภท ขนาด รูปแบบ เนื้อหาและกิจกรรมในการจัด นิทรรศการ หากเป็นบริเวณที่กว้างขวางมีเนื้อหาและกิจกรรมมากควรจัดให้มีพื้นที่พักผ่อนเพื่อ คลายความเหนื่อยล้าและความเครียด อาจเป็นร่มไม้ร่มรื่นตามธรรมชาติ โต๊ะเก้าอี้ บริการน้ําดื่ม เย็น ๆ ในกรณีที่มีเนื้อหาย่อย ๆ กระจายอยู่บริเวณต่าง ๆ กันควรจัดเนื้อหาเป็นหมวดหมู่แล้ว เชื่อมด้วยทางเดินที่สวยงาม ควรมีสัญลักษณ์บอกทิศทางหรือมีผังพื้นที่ (floor plan) เป็นระยะ ๆ ไปเพื่อป้องกันการสับสนหรือหลงทา 1.7 งบประมาณ การใช้งบประมาณในการจัดนิทรรศการเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษควรพิจารณา อย่างละเอียดถี่ถ้วน การใช้จ่ายงบประมาณต้องใช้ให้ตรงประเด็นมากที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้งบประมาณบานปลาย ในภายหลัง แต่ในทางปฏิบัติผู้บริหารโครงการมักจะจัดสรรงบประมาณสํารองไว้บ้างเพื่อใช้จ่ายในการแก้ปัญหา ระหว่างการดําเนินงาน แสดงว่าการกําหนดงบประมาณควรพิจารณาทั้งโครงสร้างโดยรวมและรายละเอียด ปลีกย่อย ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายทุกอย่างควรระบุให้ชัดเจนในขั้นการวางแผนและการออกแบบองค์ประกอบต่าง ๆ ได้แก่
20 - ค่าสถานที่ - ค่าไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์สําหรับแสงสว่างทั่วไป - ค่าใช้จ่ายด้านโสตทัศนูปกรณ์ - ค่าใช้จ่ายในการจัดหาสื่อในการจัดแสดง - ค่าวัสดุประกอบการตกแต่งและติดตั้ง - ค่าวัสดุที่ใช้ในการผลิตและตกแต่ง - ค่าจัดทําเอกสารเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทั้งก่อนงานและระหว่างงาน - ค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ด้วยสื่อมวลชนต่าง ๆ - ค่าใช้จ่ายสําหรับกิจกรรมประกอบทุกประเภท - ค่าพาหนะขนส่งและค่าน้ํามันเชื้อเพลิง - ค่าอาหาร น้ําดื่ม สําหรับบุคลากรและเจ้าหน้าที่ผู้จัดนิทรรศการ - ค่าใช้จ่ายในฝ่ายพิธีการ พิธีเปิดปิด - ค่าใช้จ่ายสํารองในกรณีฉุกเฉินที่ต้องแก้ปัญหา - ค่าบริการทางด้านสาธารณูปโภค ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว จัดเป็นงบประมาณหลักที่ต้องมีและตั้งไว้ในทุกส่วน แต่จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับขนาดของนิทรรศการ จํานวนวันที่จัดแสดง วัสดุที่ใช้ในการจัด และกิจกรรมเสริมต่าง ๆ 1.8 การก าหนดหน้าที่รับผิดชอบ การกําหนดหน้าที่รับผิดชอบเป็นขั้นที่ต้องพิจารณาถึงความสามารถ และศักยภาพของแต่ละบุคคลให้เหมาะสมกับลักษณะของงาน มีการมอบหมายบทบาทและหน้าที่รับผิดชอบให้ ชัดเจนเพื่อการปฏิบัติงานให้ทันเวลาที่กําหนดจันทรา มาศสุพงศ์ ได้จําแนกหน้าที่รับผิดชอบของบุคคลฝ่ายต่าง ๆ ในการจัดนิทรรศการแต่ละครั้งดังนี้ ฝ่ายควบคุมนิทรรศการ ฝ่ายศิลปกรรม ฝ่ายช่าง ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายการเงิน ฝ่ายสถานที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายประเมินผล ฝ่ายพิธีการ ฝ่ายประสานงาน
21 1.9 การประชาสัมพันธ์งานนิทรรศการ การประชาสัมพันธ์แบ่งออกเป็น 2 ช่วงได้แก่การประชาสัมพันธ์ ภายนอกหรือก่อนการจัดนิทรรศการและการประชาสัมพันธ์ภายในบริเวณนิทรรศการซึ่งกําลังจัดแสดง หลังจากที่ ได้ข้อสรุปการพิจารณาวางแผนเรื่องต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ควรวางแผนเรื่องการประชาสัมพันธ์ให้เหมาะสม กับประเภทของนิทรรศการ วัตถุประสงค์สถานที่ ระยะเวลา ผู้จัด กลุ่มเป้าหมายและกิจกรรมต่าง ๆ ของ นิทรรศการ การประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าเปรียบเสมือนเป็นการโหมโรงเพื่อสร้างบรรยากาศและบอกกล่าวให้ ประชาชนรับรู้ว่าจะมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับอะไร ที่ไหน เมื่อใด มีอะไรน่าสนใจ สื่อแต่ละชนิดที่ใช้ในการ ประชาสัมพันธ์ควรเน้นเนื้อหาสาระสําคัญที่เป็นประโยชน์และสิ่งน่าสนใจสําหรับกลุ่มเป้าหมาย ข้อมูลควรสั้นง่าย สื่อความหมายได้ดี ง่ายต่อการจดจํา มีเอกภาพ โดดเด่น สะดุดตา น่าติดตาม การใช้สื่อหลากหลายชนิดหลาย ช่องทางให้ถึงกลุ่มเป้าหมายและให้ซ้ํา ๆ บ่อยครั้ง การประชาสัมพันธ์ แบ่งออกเป็น 3 ช่วงได้แก่ 1. การประชาสัมพันธ์ก่อนแสดง 2. การประชาสัมพันธ์ในการนํานิทรรศการออกแสดง 3. การประชาสัมพันธ์ต่อเนื่องหลังการจัดนิทรรศการ การสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจของพิพิธภัณฑ์ 1. การเชื้อเชิญ (Invitation) 2. การต้อนรับ (Welcome) 3. การให้ความรู้เบื้องต้น (Orientation) 4. ความสะดวกสบาย (Comfort) 5. การสื่อสาร (Communication) 6. อารมณ์และความรู้สึก (Sensation) 7. สามัญสํานึก (Common sense) 8. บทส่งท้าย (Finale) 1. การเชื้อเชิญ (Invitation) การสร้างภาพลักษณ์ของพิพิธภัณฑสถาน (Museum Identity) - จุดเด่นของพิพิธภัณฑ์ - โลโก้ (Logo) - ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
22 การเดินทางสู่พิพิธภัณฑสถาน - บอกที่ตั้ง และวิธีการเดินทางอย่างละเอียด และเข้าใจง่าย - มีแผนที่ชัดเจน - มีป้ายบอกทาง 2. การต้อนรับ (Welcome) การให้ความรู้เบื้องต้น (Orientation) ความสะดวกสบาย (Comfort) - การสร้างความรู้สึกประทับใจในแรกพบ - เตรียมความพร้อมให้กับผู้เข้าชมเบื้องต้น - สร้างความรู้สึกผ่อนคลายให้กับผู้เข้าชม การออกแบบผังการจัดวาง 1. แสดงให้เห็นความสอดคล้องสัมพันธ์ระหว่างวัตถุกับวัตถุและวัตถุกับที่ว่าง 2. แสดงความกลมกลืนและความต่อเนื่องของเนื้อหา 3. คํานึงถึงเส้นทางการเดินของผู้เข้าชม การเตรียมการวางผังการจัดนิทรรศการ 1. ขนาดความกว้าง ความยาว ความสูง และลักษณะรูปร่างของพื้นที่ 2. วัสดุของตัวอาคาร พื้น ผนัง เพดาน โครงสร้าง 3. ตําแหน่งของพื้นที่จัดแสดง ทางเข้า ทางออก ผนังด้านเปิด ผนังด้านปิด 4. ระบบสาธารณูปโภค เช่น ระบบไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ และสิ่งอํานวยความสะดวกอื่น ๆ เช่น ห้องน้ํา ที่จอดรถ เป็นต้น 5. ถ้าเป็นสถานที่กลางแจ้ง ต้องสํารวจสภาพพื้นที่และสิ่งแวดล้อม แนวทางการวางผัง การวางผัง (Plan) หมายถึงการจัดพื้นที่ ให้ได้ประโยชน์ใช้สอยตามวัตถุประสงค์ ของการจัดนิทรรศการ เป็นการวางแผนใช้พื้นที่ให้ได้ประโยชน์สูงสุด
23 เนื้อที่หรือพื้นที่ในการจัดนิทรรศการ 1. พื้นที่วางสิ่งแสดงและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง หมายถึงพื้นที่วางสิ่งแสดงทั้งหมด รวมถึงบริเวณที่ตั้ง แผง บอร์ด ตู้ ชั้น แท่น ฯลฯ ที่ใช้สําหรับ วางสิ่งที่แสดง รวมถึงส่วนที่จัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การสาธิต การให้ผู้ชมมีส่วนร่วม การวางผังส่วนพื้นที่จัดแสดง ควรพิจารณาจากข้อมูลเบื้องต้น ดังนี้ 1.1 ปริมาณของสิ่งจัดแสดง – ผู้ออกแบบต้องทราบจํานวนของสิ่งจัดแสดง เพื่อกําหนดการ จัดวางให้สัมพันธ์กับพื้นที่ 1.2 ลักษณะของสิ่งที่แสดง ควรพิจารณาใน 2 ด้าน คือ ลักษณะทางกายภาค และลักษณะพิเศษ ของสิ่งที่แสดง 1.3 ลักษณะกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง 2. พื้นที่เดินชมหรือเส้นทางสัญจร 2.1. ทางสัญจรหลัก (Main Route) เปรียบเหมือนถนนสายหลัก คือส่วนทางเข้า ออก และเป็น พื้นที่ส่วนกลาง สามารถแยกไปยังจุดอื่น ๆ ต่อไปได้ 2.2. ทางสัญจรรอง (Sub-main Route) เป็นพื้นที่ ที่สามารถแสดงสิ่งที่เป็นรายละเอียดได้ 3. พื้นที่ชมนิทรรศการ เป็นพื้นที่สําหรับหยุดชมนิทรรศการ อาจกั้นเป็นสัดส่วนเฉพาะ หรือเป็นพื้นที่เปิดโล่งก็ได้ 4. พื้นที่พักผ่อน ในบางครั้งงานนิทรรศการนั้น อาจมีพื้นที่กว้างขวาง หรือมีเนื้อหา และสิ่งที่แสดงมาก จําเป็นต้อง มีพื้นที่สําหรับนั่งพักร่างกาย พักสายตา พื้นที่พักผ่อนนี้จะมีขนาด และจํานวนมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับพื้นที่และ ความจําเป็นของงานนิทรรศการนั้น การสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจของพิพิธภัณฑ์(ต่อ) 3. การให้ความรู้เบื้องต้น (Orientation) 4. ความสะดวกสบาย (Comfort)
24 ลักษณะของการจัดนิทรรศการ 1. การจัดแสดงที่ให้ความสําคัญกับวัตถุจัดแสดง - เน้นจัดแสดงวัตถุเป็นสําคัญ (Collection Based) 2. การจัดแสดงที่เน้นเรื่อง บท และเนื้อหา - บอกภาพรวม เน้นสื่อประกอบอื่น ๆ (Story Based) บุคลากรที่เกี่ยวข้องการจัดนิทรรศการ 1. บุคลากรทางด้านวิชาการ 2. บุคลากรด้านการออกแบบ 3. บุคลากรด้านเทคนิค 4. บุคลากรด้านการอนุรักษ์ 5. บุคลากรด้านบริหารทั่วไป เอเลียน ฮูเปอร์ กรีนฮิลล์ และคณะนักวิจัยด้านกิจกรรมการศึกษาของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติประเทศอังกฤษ ได้กล่าวว่ากิจกรรมทางการศึกษาของพิพิธภัณฑ์ควรเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคล 3 กลุ่ม คือ นักเรียน อาจารย์ และ ชุมชน ดังนี้ ผู้ได้ประโยชน์ การพัฒนา ประโยชน์ นักเรียน ความรู้และความเข้าใจ การเพิ่มการเรียนรู้เนื้อหาภายในวิชาต่างๆ การเพิ่มความเข้าใจในการเชื่อมโยงระหว่างวิชาต่างๆ การเพิ่มการเรียนรู้ระหว่างวิชาต่างๆ การเพิ่มความเข้าใจในวัฒนธรรม ทักษะ การเพิ่มความสามารถในการทํางานร่วมกับผู้อื่น ความสามารถในการเลือกสิ่งต่างๆ ที่นอกเหนือ และภายใน ประสบการณ์ที่วางไว้ ทัศนคติและคุณค่า การเพิ่มความมั่นใจและความชื่นชอบสําหรับนักเรียน การเพิ่มความเข้าใจในวัฒนธรรม ความเคารพ การยอมรับผู้อื่น ความสนุกสาน แรงบันดาล ใจ และความสร้างสรรค์ การเติมเต็มและความพึงพอใจจากความสําเร็จของนักเรียน
25 ผู้ได้ประโยชน์ การพัฒนา ประโยชน์ กิจกรรม พฤติกรรม และ การพัฒนา การเพิ่มความเกี่ยวข้องของชั้นเรียน โรงเรียน หรือเหตุการณ์ ของชุมชน อาจารย์ ทัศนคติและคุณค่า ทัศนคติที่ดีในการหาประสบการณ์และความต้องการเพิ่มพูน ประสบการณ์ การเพิ่มความมั่นใจ การทดลอง และความพึงพอใจส่วนบุคคล สําหรับอาจารย์ การเพิ่มความพึงพอใจของโรงเรียนที่มีต่อกิจกรรมทางการศึกษาของ พิพิธภัณฑ์ (วัดได้จากความสําเร็จทางการศึกษาสําหรับนักเรียน) ชุมชน ทัศนคติและคุณค่า การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของผู้มีส่วนร่วมในกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์ (ด้านกิจกรรม, การจัดการ, ความมั่นใจ, และความสบายใจ) คุณสมบัติของเจ้าหน้าที่การศึกษา 1. ควรมีวุฒิการศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้อง 2. ควรมีประสบการณ์ทางด้านการศึกษา 3. มีความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูล 4. มีมนุษยสัมพันธ์ดี บริการเสริมการศึกษา 1. จัดห้องสมุดสําหรับเจ้าหน้าที่ สมาชิก ประชาชน อาจแยกเป็นห้องสมุดสําหรับเด็ก ห้องสมุดผู้ใหญ่ 2. จัดรายการวิทยุเป็นประจําสําหรับเด็ก หรือประชาชนทั่วไป อาจเป็นสัปดาห์ละครั้ง 3. จัดรายการโทรทัศน์ มีรายการบรรยาย อภิปราย ตอบปัญหา แสดงสิ่งของในพิพิธภัณฑ์ 4. เอกสารสิ่งพิมพ์ เช่น นิตยสารรายเดือน แผ่นพับ ใบปลิว
26 5. จัดทัศนาจร 6. นิทรรศการพิเศษ นิทรรศการเคลื่อนที่ มีการนําชม บรรยาย ฉายภาพยนตร์/ภาพนิ่ง 7. กิจกรรมทางวัฒนธรรม ดนตรี นาฏศิลป์ ละคร การละเล่นพื้นเมือง 8. บริการช่วยการศึกษาโดยการให้ยืมวัตถุ ยืมนิทรรศการ ภาพถ่าย สไลด์ วิดีโอ สมุดคู่มือ โดยต้องเลือก วัตถุให้เหมาะสม บริการทางการศึกษา 1. computer – printer 2. ห้องสมุด 3. ห้องค้นคว้า 4. ห้องบรรยาย/ห้องเรียน 5. ห้องจัดอบรม/สาธิต 6.study collection 7. ห้องปฏิบัติการ พิพิธภัณฑ์กับการเรียนการสอนของโรงเรียน 1. การแนะนําให้นักเรียนเห็นถึงหน้าที่ และขอบเขตของพิพิธภัณฑ์ และเน้นย้ําบทบาทของพิพิธภัณฑ์ที่มี ต่อชุมชน 2. กระตุ้นให้นักเรียนใช้ประโยชน์จากนิทรรศการ วัตถุจัดแสดง ป้ายคําบรรยาย แผ่นพับรวมทั้งการ สอบถามจากเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ 3. จัดหาสื่อการเรียนการสอนที่สามารถสัมผัสได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนรู้มีความสนใจและเพิ่มประสบการณ์ ในการเรียนรู้เกี่ยวกับของสิ่งนั้น ๆ 4. ปรับปรุงภาพลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์ในขณะที่เพิ่มความเข้าใจของนักเรียนให้มากขึ้น ลักษณะการจัดการศึกษาของพิพิธภัณฑ์กับโรงเรียน 1. การศึกษาภายในพิพิธภัณฑ์ 1.1 การสร้างเครือข่ายกับโรงเรียน 1.2 การจัดทําอุปกรณ์ทางการศึกษา 1.3 การวางแผนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ 1.4 การต้อนรับของทางพิพิธภัณฑ์
27 1.5 การประเมินผล 2. การศึกษาภายนอกพิพิธภัณฑ์ 2.1 การให้ยืมวัตถุจัดแสดง 2.2 นิทรรศการเคลื่อนที่ 2.3 การบรรยายในชั้นเรียน 2.4 ชมรมเด็ก และกิจกรรมในวันหยุด 2.5 การจัดหลักสูตรการเรียนรู้ จิตวิทยาการสอนตามวัย เด็กอายุ 3 – 5 ขวบ เด็กในวัยนี้มีความสามารถในการเรียนรู้อย่างมาก ยินดีที่จะเปิดตัวเอง เด็กในวัยนี้ยังมีความรู้สึกที่ฝังแน่น อยู่กับเรื่องความยุติธรรม ทุกคนจะต้องได้รับอะไรที่เท่าเทียมกัน ถ้าฉันใจดีต่อเธอ เธอต้องใจดีต่อฉัน ใครที่เล่นตาม กฎกติกาย่อมเป็นผู้ชนะ ถ้าหากมีเรื่องกัน การลงโทษจะต้องทัดเทียมกัน ไม่มีมากหรือน้อยกว่า สิ่งที่ท้าทายในการ สอนคําสอนก็คือการพัฒนาคุณลักษณะที่ดีตามธรรมชาติของเด็ก ๆ ให้เติบโตขึ้นและให้ชัดเจนขึ้นในขณะที่ยังโน้ม น้าวได้ง่ายในวัยนี้ แนวทางการท ากิจกรรมที่เหมาะกับเด็กวัยอนุบาล 1. ชอบเรื่องเล่าและการร้องเพลง 2. เรียนรู้จากการกระทํา มิใช่การให้นั่งอยู่เฉย 3. เรียนรู้โดยการเลียนแบบอย่างจากผู้ใหญ่ 4. ยากต่อการให้เปลี่ยนจากกิจกรรมหนึ่งไปสู่อีกกิจกรรมหนึ่ง 5. เด็ก ๆ มีความต้องใจในช่วงสั้นๆ (เช่น สําหรับเด็กวัย 3 ขวบ ประมาณ 5 นาที ส่วน 4 – 5 ขวบ ประมาณ 10 นาที) เด็กในวัย 3 ขวบ ชอบที่จะ เล่นตามลําพัง เด็กในวัย 4 และ 5 ขวบชอบที่จะเล่น กับเพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ
28 เด็กอายุ 6-10 ขวบ เด็กอายุ 6 ขวบ ต้องสร้างบรรยากาศของคําสอนให้แตกต่างไปจากห้องเรียน เด็กในวัยนี้ยังยึดคุณพ่อคุณแม่เป็น วีรบุรุษอยู่อย่างมาก เด็กอายุ 7 ขวบ เด็กวัยนี้ชอบฟังเรื่องเล่า เขาจะสนุกไปกับเรื่องเล่าต่าง ๆ ได้อย่างไม่เบื่อ ต้องพยายามตอบสนอง ต่อความต้องการโดยพยายามที่จะเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี เด็กอายุ 8 ขวบ มีความสามารถในการเป็นผู้นําหรือผู้ตาม รู้จักทํางานร่วมกันกับผู้อื่น เด็กในวัยนี้ต้องการการยอม รับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น สนใจเกี่ยวกับผู้คน สถานที่และสิ่งใหม่ๆ เด็กอายุ 9 ขวบ เด็กในวัยนี้สามารถใช้เหตุผลในการตัดสินใจได้แล้ว เริ่มเข้าใจหลักศีลธรรมที่เป็นนามธรรมได้บ้าง โดยจะตัดสินเรื่องคุณธรรมได้เป็นกรณีๆ ตามสถานการณ์ที่เคยได้รับการเรียนรู้มาแล้ว สามารถให้เด็กได้เล่น บทบาทสมมติ การให้เล่นแบบนี้จะทําให้เด็กเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรากระตุ้น จิตสํานึก และจูงใจให้คิดหาทางแก้ไขปัญหาและผลที่จะตามมา เด็กอายุ10 ขวบ มีพลังในการทํางานที่สร้างสรรค์ งานที่ท้าทาย และงานที่ใหม่ ๆ ไม่จําเจ ทํางานอดิเรก หรืองาน โครงการ ควรมอบหมายงานหรือหน้าที่ตามความสามารถของเขา ชื่นชอบการยกย่องงานของเขามากกว่าการไม่ได้ รับรู้หรือไม่ชมหรือไม่ให้รางวัลเขาเลย เด็กในวัยนี้ต้องการได้รับความรู้สึกว่าตนเองเป็นที่ชื่นชอบและเป็นที่ไว้วางใจ วัยเยาวชน 12 ปี – 20 ปี ลักษณะเชิงบวก มีเอกลักษณ์ของตน มีความมั่นคงในตนเอง เป็นตัวของตัวเอง แสวงหารูปแบบที่ตน ประทับใจ มีความแน่นอนในบทบาททางเพศของตน เชื่อผู้นํา มุ่งมั่นในอุดมคติของตน
29 ลักษณะเชิงลบ สับสนในบทบาทของตนเองจํากัดบทบาทของตนอย่างแน่นอนไม่กล้าออกนอกกรอบที่ วางไว้ตัดสินไม่เป็น สับสนในเรื่องเพศของตน สับสนเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ใหญ่ สับสนเมื่อต้องเผชิญหน้ากับ ค่านิยมใหม่ การจัดการศึกษากับผู้เข้าชมระดับเยาวชน เยาวชนที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์มี 2 ประเภท คือ มาเป็นหมู่คณะ และมาเองกับเพื่อนหรือผู้ปกครอง กิจกรรม สําหรับเยาวชนเหลล่านี้ได้แก่ 1. นิทรรศการถาวรสําหรับเด็ก และนิทรรศการพิเศษสําหรับเด็ก อาจจัดแบบให้เด็กจับต้องได้ 2. จัดชั้นเรียนในวันหยุด เช่น สอนดนตรี วาดภาพ ปั้น นาฏศิลป์ ธรรมชาติ ให้กับเด็กอายุ 6-15 ปี 3. จัดการชุมนุม เปิดเป็นชมรมให้เด็ก ๆ เป็นสมาชิก มีกฎข้อบังคับ มีคณะกรมการ มีกิจกรรมของชมรม เช่น เสดงละคร เล่นดนตรี เป็นต้น 4. เล่นเกม พิพิธภัณฑ์จัดหาเครื่องเล่นที่มีประโยชน์ อาจจัดเป็นห้องสําหรับเด็กให้เข้าไปเล่นสนุก เช่น เล่นตัวต่อ วาดรูป มีกระดาษ ปากกา สี ให้วาดรูป 5. ฉายภาพยนตร์ 6. จัดรายการพิเศษระหว่างปิดเทอม เช่น ประกวดผลงานนักเรียน 7. ทัศนาจร เปิดโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์โดยตรง และเป็นการพักผ่อน ให้ความสนุก เพลิดเพลิน ในพิพิธภัณฑ์ที่มีชมรม จะมีการจัดทัศนศึกษาเป็นครั้งคราว เช่น ชมรมโบราณคดี หรือชมรม ประวัติศาสตร์ อาจจัดทัศนศึกษานําชมโบราณสถาน การสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจของพิพิธภัณฑ์(ต่อ) 5. การสื่อสาร (Communication) 6. อารมณ์และความรู้สึก (Sensation) การกําหนดผังในการจัดนิทรรศการ มีวิธีการดําเนินงานคล้ายกับการวางผังออกแบบตกแต่ง ภายใน คือ เน้นประโยชน์ใช้สอย (Function) การวางผังแบบตาราง (Grid Layout) เป็นการวางผังแบบตาราง หรือแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าจะมีทั้งช่อง ทางเดินใหญ่ และช่องทางเดินที่มีขนาดแคบ เพื่อให้มีความเหมาะสมในการวางผัง และปริมาณของผู้ชม ทําให้ผู้ชม ที่ เดินผ่านให้มีความสะดวกสบายและเป็นระบบ
30 การวางผังแบบให้มีการหมุนเวียนอิสระ (Free Flow Layout) การวางผังลักษณะนี้จะไม่มีรูปแบบที่ เป็นแบบอย่างเดียวกัน อาจจัดวางรูปวงกลม รูปตัวยูหรือรูปอื่น ๆ การวางผังแบบนี้จะมีความคล่องตัวมากกว่า เพราะเปิดโอกาสให้ผู้ชมเดินทางจากบริเวณใด ๆ ในงานไปสู่พื้นที่อื่น ๆ ได้คล่องตัวและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น การก าหนดเส้นทางสัญจรในนิทรรศการ รูปแบบที่ 1 การวางผังที่มีทางเข้า – ออกแยกกันสามารถควบคุมทิศทางของผู้ชมได้ รูปแบบที่ 2 การวางผังที่มีทางออกทางเดียว แบบทางออกแคบ การไหลเวียนของผู้ชมไม่สะดวก รูปแบบที่ 3 การวางผังที่มีทางออกทางเดียว แต่ทางเข้า ทางออกกว้างการไหลเวียนของผู้ชมสะดวกกว่า รูปแบบที่ 4 การวางผังที่มีทางเข้าทางเดียว ทางออกสองทางทําให้การไหลเวียนของผู้ชมสะดวก รูปแบบที่ 5 การวางผังที่มีทางออกสองทางคล้ายกับรูปแบบที่ 4 แต่ทางออกอีกทาง อยู่ห่างจาก ทางเข้า ผู้ชมอาจออกจากงานก่อนดูจบ รูปแบบที่ 6 การวางผังที่มีทางออกหลายทาง แม้จะมีการกําหนดทาง เข้า ออก ไว้ก็ตาม แต่จะไม่สามารถ ควบคุมทิศทางของผู้ชมได้ผู้ชมอาจออกจากงานก่อนดูจบ รูปแบบที่ 7 การวางผังแบบเปิดโล่ง และแบบกึ่งเปิดโล่ง ต้องมีวิธีการควบคุมทิศทางของผู้ชมให้ไปใน ทิศทางที่ต้องการ เช่น กําหนดโดยเนื้อหา หรือเครื่องหมาย มิฉะนั้น จะเกิดความสับสนแก่ ผู้ชม และอาจออกจากงานก่อนดูจบ อาจเหมาะกับงานแสดงที่จบเป็นเรื่อง ๆ ไม่ต้องการ ความต่อเนื่องมากนัก หรืองานนั้นมีความน่าสนใจมากที่ผู้ชมสามารถ ดูต่อเนื่องจนจบได้ รูปแบบที่ 8 การวางผังแบบกึ่งเปิดโล่ง มีวิธีการควบคุมทิศทางของผู้ชมให้ไปในทิศทางที่ต้องการ โดยใช้บอร์ดตั้งแสดงเป็นตัวกําหนด จิตวิทยาในการออกแบบนิทรรศการ จิตวิทยามีส่วนช่วยในการออกแบบนิทรรศการ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้ผู้เข้าชมเกิดความประทับใจ ความรู้ และ อารมณ์ของผู้เข้าชม การรับรู้ทางสมองและพฤติกรรมของผู้เข้าชม แบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ การดู (Visual) ด้วยการดูของแท้/จําลอง รูปภาพ ละคร การฟัง (Audio) ด้วยการบรรยาย อธิบาย เล่านิทาน สนทนา อภิปราย การสัมผัส (Kinesthetic) ด้วยการจับของจริง ของจําลอง ได้ลองทําจริงกิจกรรม การเคลื่อนไหว สื่อที่ใช้ในนิทรรศการ สื่อวัสดุสามมิติ (Three Dimensional Material) สื่อวัสดุสามมิติ หมายถึง สิ่งที่ส่วนกว้าง ส่วนยาว และส่วนสูง สามารถสัมผัสได้รอบด้าน โดยเฉพาะ การจับต้องลูบคลํา สื่อวัสดุสามมิติสามารถจําแนกออกได้เป็น 4 ประเภท คือ
31 1. ของจริง (Real Things) หมายถึงวัตถุที่เป็นของจริง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากสภาพเดิม มี ทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและสิ่งที่ผลิตขึ้นมา โดยมีคุณลักษณะหนึ่งของของจริงก็คือต้องแสดงให้เห็นส่วน สมบูรณ์ ถ้าเห็นเป็นบางส่วนสภาพของวัสดุนั้นจะไม่สามารถจําแนกเป็นของจริงได้ การนําของจริงมาใช้เป็นสื่อใน การจัดแสดง จะสามารถสร้างประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับรูปแบบนั้น ๆ ให้แก่ผู้ชม ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง โดยไม่ต้อง จินตนาการสร้างภาพหรือเปรียบเทียบ 2. ของตัวอย่าง (Specimens, collection, samples) มีความหมายคล้ายวัสดุของจริง แต่ ต่างกันที่ของตัวอย่างเป็นทํานองตัวแทนหรือสิ่งของต่าง ๆ ที่เป็นของจริง หรืออาจเป็นส่วนหนึ่งของจริงที่ถูกแยก เอามาจากธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมเดิม เช่น ตัวอย่างหินบนดวงจันทร์ ตัวอย่างแร่ และตัวอย่างสินค้า เป็นต้น 3. ของจ าลองหรือหุ่นจ าลอง (Model) หมายถึง วัสดุสามมิติที่ผลิตขึ้นมาใช้แทนของจริง ใน บางครั้งผู้จัดนิทรรศการไม่สามารถนําของจริงหรือตัวอย่างมาจัดแสดงได้ เพราะข้อจํากัดต่าง ๆ คือ ของจริงหรือ ของตัวอย่างประกอบนั้นหาได้ยาก แพงเกินไป มีขนาดเล็กหรือใหญ่เกินไป ละเอียดอ่อนเกินไปในการจับต้อง ยุ่งยากซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจ หรืออันตรายเกินกว่าจะนํามาให้ดูได้ จึงต้องนําเอาของจําลองหรือหุ่นจําลองมาใช้ แสดงแทนของจริง เพราะบางครั้งหุ่นจําลองสามารถเสนอความรู้เรื่องราวให้ผู้ดูเรียนรู้ได้สะดวกกว่าและดีกว่าของ จริง สามารถจําแนกออกได้เป็น 3.1 หุ่นทรงภายนอก (Solid Model) คือ หุ่นจําลองที่แสดงเฉพาะรูปร่างภายนอก เน้นสัดส่วน สี พื้นผิว ลวดลายให้ดูคล้ายของจริง แต่มีขนาดต่างไปจากของจริง เช่น หุ่นจําลองสัตว์ ผักผลไม้ต่าง ๆ 3.2 หุ่นเท่าของจริง (Exact Model) คือ หุ่นจําลองที่แสดงรูปทรงภายนอก และรายละเอียด ต่าง ๆ ที่เหมือนและมีขนาดเท่าของจริงทุกประการ 3.3 หุ่นจ าลองชนิดขยายและย่อส่วน (Enlarged or Reduced Model) คือ หุ่นจําลองที่มี ขนาดใหญ่หรือเล็กกว่าของจริง บางครั้งเรียกว่า หุ่นจําลองมาตราส่วน เช่น ลูกโลก หุ่นจําลองอาคาร เป็นต้น 3.4 หุ่นจ าลองแบบผ่าซีก (Cut-away Model) คือ หุ่นจําลองที่แสดงโครงสร้างหรือลักษณะ ภายใน โดยอาจตัดชิ้นส่วนหรือพื้นผิวบางส่วนเพื่อให้สามารถมองเห็นส่วนประกอบภายใน เช่น หุ่นจําลอง เครื่องยนต์ เป็นต้น 3.5 หุ่นจ าลองแบบแยกส่วน (Build up Model) คือ หุ่นจําลองที่แสดงส่วนประกอบต่าง ๆ ทั้ง ภายนอกและภายใน สามารถถอดส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบกันออกได้ เช่น หุ่นจําลองร่างกายมนุษย์ เป็นต้น 3.6 หุ่นจ าลองแบบท างานได้(Working Model) คือ หุ่นจําลองที่สามารถเคลื่อนไหว หรือ เคลื่อนที่แสดงการทํางานได้เหมือนจริง เช่น หุ่นยนต์จําลอง และเครื่องบินเล็ก เป็นต้น 3.7 หุ่นจ าลองชนิดเลียนแบบของจริง (Mock up Model) คือ หุ่นจําลองที่แสดงภาพที่เป็น จริง แต่อาจมีการจัดระเบียบการจัดวางหรือส่วนประกอบต่าง ๆ ผิดไปจากของจริง เพื่อสะดวกและง่ายต่อการ เรียนรู้ เช่น แผงสาธิตวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
32 4. อันตรทัศน์ (Diorama) คือ การนําวัสดุสามมิติมาจัดแสดงเป็นเหตุการณ์เป็นการจําลองสภาพ เหตุการณ์จริงไว้ในตู้ กล่อง หรือเวทีแสดงด้านใดด้านหนึ่งของเรื่องราวให้เห็นชัดเจน เป็นการรับรู้สถานการณ์ ลักษณะเป็นจริง มีชีวิตชีวา น่าสนใจ อันตรทัศน์ นี้ บางครั้งก็เรียกว่า “เวทีจําลอง” มีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกว่า กล่อง ทัศนียภาพ หรือตู้จําลอง 5. การสร้างบรรยากาศจ าลอง (Setting) – จําลองบรรยากาศและสภาพแวดล้อมแบบ 3 มิติ 5.1 ฉากที่สร้างเลียนแบบของจริง (Recreation Settings) 5.2 ฉากที่มีลักษณะเหนือจริง (Theatrical Environment) 5.3 ฉากที่ประกอบขึ้นจากสิ่งที่มีอยู่ในสถานที่จริง (Restoration Settings) 6. เครื่องเสียงและวีดีทัศน์ (Audio-Visual) 7. คอมพิวเตอร์ (Computer Multimedia) 8. สื่อที่ผู้ชมสามารถมีกิจกรรมร่วมได้ (Hand-on / Interactive) 9. การแสดงและผู้น าชมที่จัดเป็นพิเศษ (Dramatic Performance / Interpreter) 10. สื่อที่กระตุ้นการรับรู้ของประสาทสัมผัสทั้งห้า (Multi-sensory System) การจัดแสงไฟ - เพื่อเพิ่มความรู้สึกด้านต่าง ๆ เช่น ร้อน หนาว หรือกดดัน - เพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้กับวัตถุจัดแสดง หรือวัสดุประกอบการจัดแสดง การจัดแสงในนิทรรศการ 1. แสงธรรมชาติ (Natural Light) 2. แสงไฟประดิษฐ์ (Artificial Light) ความเข้มของแสง 1. วัตถุที่ไม่มีผลกระทบต่อแสงสว่าง - ใช้หลอดไฟได้ทุกชนิด 2. วัตถุที่มีผลกระทบปานกลาง – ใช้ระดับความเข้มของแสงไม่เกิน 200 lux 3. วัตถุที่มีผลกระทบสูงสุด - ใช้ระดับความเข้มของแสงไม่เกิน 50 lux จิตวิทยาการใช้สี การใช้สีนับว่ามีบทบาทสําคัญในการจัดนิทรรศการ สีมีอิทธิพลต่ออารมณ์ ความรู้สึก ของผู้เข้าชม นิทรรศการ สีแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สีร้อน หมายถึงดวงอาทิตย์ ไฟ แสงสว่าง ซึ่งให้ความรู้สึกร่าเริงแจ่มใส มีชีวิตชีวา ได้แก่ สีแดง ส้ม เหลือง แดงส้ม แดงม่วง เหลืองส้ม น้ําตาล
33 สีเย็น หมายถึง น้ํา ความร่มเย็น ฤดูหนาว ซึ่งให้ความรู้สึกสงบ เย็น ได้แก่ สีม่วง น้ําเงิน เขียว น้ําเงินม่วง น้ําเงินเขียว เหลืองเขียว สีแต่ละสีจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ดังนี้ 1) สีขาว เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ให้อารมณ์เบิกบาน สะอาดสะอ้าน ดูเป็นธรรมชาติ รัก อิสระ ดูมีระเบียบเท่า ๆ กับความไร้กฎเกณฑ์ของคนช่างฝัน สีขาวถ้าใช้ปริมาณมากจะดูจืดชืด จําเจ และน่าเบื่อ 2) สีเหลือง เป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองไพบูลย์รุ่งโรจน์มั่งคั่ง สว่างไสว ให้อารมณ์เบิกบาน สด ชื่น แจ่มใส แฝงความอ่อนไหว บอบบางของอารมณ์ขึ้นลง และพลิ้วไหวไปตามอุณหภูมิของจิตใจ เป็นสีที่กระตุ้น สายตา ไวต่อการมองเห็น ถ้าอยู่กับสีอื่นจะเปล่งพลังข่มสีนั้น 3) สีเทา แสดงความนิ่งเฉย ความสงบ เรียบง่ายแต่หนักแน่นมั่นคงในเรื่องราวของอารมณ์ สงบเยือก เย็น เข้ากับสีอื่น ๆ ได้ดีช่วยเสริมให้สีต่าง ๆ ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น สีเทาแก่ แสดงถึงความรันทดใจ แก่ชรา เรียบร้อย แต่ถ้าเป็นเสื้อผ้าจะรู้สึกสง่างามเข้ากับสีอื่นได้ 4) สีชมพู สีกลีบกุหลาบ ให้ความรู้สึกที่อ่อนหวาน นุ่มนวล น่าทะนุถนอม เรียบร้อย กระจุ๋มกระจิ๋ม เป็นผู้หญิง เป็นสัญลักษณ์ของความรัก 5) สีแดง บ่งบอกถึงบุคลิกเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว แสดงถึงความมั่นใจ มีพลังเต็มเปี่ยม ร้อนระอุ ให้ ความรู้สึกที่หรูหรา สง่างาม สีแดงสด แสดงถึงความตื่นเต้นเร้าใจ ถ้าสีแดงเข้มจะแสดงถึงความปิติอิ่มเอิบ เป็นสีที่ กระตุ้นประสาทตาและดึงดูดความสนใจถ้าใช้กับสีทองจะแสดงถึงพลังอํานาจ 6) สีเขียว ให้ความร่าเริง เป็นสีธรรมชาติ สดใส สบายตา แสดงถึงความเป็นอิสระ ความผูกพันกับ ธรรมชาติไม่เคร่งครัดกับกฎเกณฑ์ สีเขียวเข้มแสดงถึงความสงบเงียบ สีเขียวสดแสดงถึงความสนุกสนานมีชีวิตชีวา คนที่ชอบสีนี้จะพยายามแสดงความสามารถ แต่คนที่ไม่ชอบอาจจะเป็นคนกลัวปัญหาในชีวิตประจําวัน 7) สีน้ําเงิน สีแห่งความอบอุ่น ความสง่าผ่าเผย เจ้าระเบียบ ดูเป็นทางการ ให้ความ หรูหรา หนักแน่นมี เหตุผล บางครั้งก็ดูอ้างว้างแต่มั่นคง 8) สีทอง สีเงิน เป็นสีที่แสดงถึงความมั่นคง 9) สีม่วง เป็นสีที่ดูลึกลับแต่แฝงด้วยเสน่ห์เย้ายวน ลุ่มลึก ในบางอารมณ์ดูเศร้าสร้อย เร่งร้อน เข้าใจ ยาก สีม่วงเข้มแสดงถึงอํานาจ คนที่ชอบสีม่วงจะมีลักษณะเจ้าอารมณ์
34 10) สีดํา คมเข้ม ลี้ลับ ชวนให้ใคร่รู้เป็นสีที่ทันสมัย ไม่มียุค ไม่เสื่อมคลาย และแสดงถึงความทุกข์ มองชีวิตหดหู่ 11) สีฟ้า สดใส ช่างฝัน ชุ่มฉ่ํา ไร้ขอบเขต มองโลกในแง่ดี บริสุทธิ์แฝงอารมณ์ศิลป์ สีฟ้าอ่อนช่วยให้ จิตใจกระชุ่มกระชวย เย็นสบาย และกล่อมเกลาจิตใจให้เบิกบาน 12) สีน้ําตาล ดูเคร่งครัด สงบเงียบ เรียบร้อย เฉดสีให้ความรู้สึกภูมิฐาน ซื่อสัตย์ มั่นคง ไร้เล่ห์ เหลี่ยม ถ้าใช้สีน้ําตาลมากจะรู้สึกแห้งแล้งและหงอยเหงา 13) สีส้ม เด็ดขาด กล้าแข็ง กว้างขวาง ท้าทาย มั่นใจ ไม่กลัวอุปสรรค กล้าแสดงออก โผงผาง มีความ เป็นตัวของตัวเองสูง โดดเด่น และแสบตา ปฏิกริยาของสี (The Effect of Color) ปฏิกริยาของสีทางด้านศิลปะ ด้านขนาด (Size) สีอ่อน จะให้ความรู้สึกว่ามีขนาดใหญ่ กว้างขวาง สีเข้ม จะให้ความรู้สึกว่ามีขนาดเล็ก คับแคบ ด้านน้ าหนัก (Weight) สีอ่อน สีวรรณะเย็น จะให้ความรู้สึกว่ามีน้ําหนักเบา สีเข้ม สีวรรณะร้อน จะให้ความรู้สึกว่ามีน้ําหนักมาก ด้านระยะทาง (Perspective) สีอ่อน จะให้ความรู้สึกว่ามีระยะทางไกลสายตา สีเข้ม จะให้ความรู้สึกว่ามีระยะทางใกล้สายตา ด้านอุณหภูมิ (Temperature) สีวรรณะร้อน จะให้ความรู้สึกเร้าร้อน ตื่นเต้น ไม่สบายตา สีวรรณะเย็น จะให้ความรู้สึกสบาย เรียบ สงบ
35 เรื่องความแข็งแรง (Strength) สีตามวัตถุในธรรมชาติ ที่มีความแข็งแรงอยู่ในตัวเอง หากใช้สีตามวัตถุในธรรมชาตินั้นจะให้ ความรู้สึกว่ามีความแข็งแรงกว่าสีอื่น ๆ สีเปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อม สีคู่ที่ตัดกันอย่างรุนแรงจะแยกรูปและพื้นออกจากกันอย่างชัดเจน และกําหนดได้ว่าจะมอง ส่วนใด ระหว่างภาพหรือพื้น การสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจของพิพิธภัณฑ์(ต่อ) 7. สามัญส านึก (Common sense) 8. บทส่งท้าย (Finale) สรุปการเตรียมการจัดนิทรรศการในระบบและนอกระบบราชการ การเตรียมการ ในระบบราชการ นอกระบบราชการ ผู้ว่าจ้าง กรมศิลปากร/พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หน่วยงานต่าง ๆ หัวข้อจัดแสดง อดีต – ตามความสนใจของภัณฑารักษ์ ปัจจุบัน – ตามความสนใจของผู้เข้าชม สังคมปัจจุบัน มากมายแล้วแต่ผู้ว่าจ้าง การเขียน โครงการ เขียนโครงการและกําหนดงบประมาณ หน่วยงานผู้จ้างมีกรอบค่าใช้จ่ายไว้ให้ ผู้รับ จ้างต้องเขียนโครงการเสนอ อาคาร นิทรรศการ อาคาร/ห้องต่าง ๆ ภายในพิพิธภัณฑ์ หรืออาจมีส่วนนิทรรศการ นอกสถานที่ หน่วยงานผู้ว่าจ้างกําหนดสถานที่ไว้ให้แล้ว ทีมงาน วิชาการ ออกแบบ เทคนิค อนุรักษ์ ทั่วไป วิชาการ ออกแบบ เทคนิค อนุรักษ์ ทั่วไป วัตถุจัดแสดง วัตถุที่จัดเก็บหรือจัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ การหาจาก ภายนอกเป็นส่วนน้อย จากสิ่งสะสมส่วนตัวของผู้ว่างจ้าง และ/หรือ จัดหามาจากหลายๆ แห่ง การเตรียมวัตถุ ก่อนนําจัดแสดง ต้องทําการอนุรักษ์ก่อนทุกชิ้น ทุกครั้ง อาจทําความสะอาดและอนุรักษ์เบื้องต้น การเขียนบท นิทรรศการ ภัณฑารักษ์ Script writer การติดตั้งงาน ทีมงานทุกฝ่าย ทีมงานทุกฝ่าย การเปิดงาน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑ์ แล้วแต่ผู้ว่าจ้างกําหนด ระยะเวลา แล้วแต่ประเภทของนิทรรศการ มักเป็นนิทรรศการถาวร
36 แนวทางการจัดนิทรรศการที่ดี 1. เนื้อหาที่นํามาจัดนิทรรศการต้องตรงกับความสนใจและมีความหมายต่อการเรียนรู้ของผู้ชม กลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม 2. เนื้อหาที่จัดแสดงในจุดหนึ่ง ๆ ควรมีจุดมุ่งหมายเดียวหรือแนวคิดเดียว แสดงออกถึงความมีเอกภาพทั้ง ด้านเนื้อหา ความรู้ ความคิด และองค์ประกอบทางกายภาพ 3. ต้องตระหนักอยู่เสมอว่าการจัดนิทรรศการที่ดีต้องจัดให้ผู้ชมดู มิใช่จัดให้อ่าน เพราะการจัดให้มี ตัวหนังสือมากเกินไปจะทําให้ผู้ชมเสียเวลาในการอ่าน 4. ตัวหนังสือที่ใช้ในการจัดนิทรรศการควรเป็นแบบเดียวกัน สวยงามเหมาะสมกับ เนื้อหา อ่านง่ายสื่อ ความหมายดี ข้อควรกะทัดรัดกระตุ้นความสนใจ 5. การออกแบบควรมีลักษณะง่ายสามารถถ่ายทอดสิ่งที่ยากให้ดูง่าย ใช้เวลาในการทําความเข้าใจน้อย ที่สุด อย่าให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกยุ่งเหยิงในการดูเป็นอันขาด 6. การจัดองค์ประกอบศิลป์ที่ดีจะช่วยกระตุ้นความสนใจและสื่อความหมายกับผู้ชมได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 7. พึงระวังอย่างให้การจัดแสดงผลงานที่ใช้เวลาในการเตรียมมานานกลายเป็นนิทรรศการ “ตาย” คือมี เฉพาะบอร์ดหรือป้ายนิเทศที่ติดตั้งเคียงคู่กับวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่มีชีวิตชีวาไม่มีใครสนใจนหรืออย่างมากก็เพียงผู้ช ม เดินเข้ามาดูๆ แล้วผ่านไปอย่างไม่มีความหมาย 8. สื่อที่ใช้ในการจัดนิทรรศการควรมีหลายประเภททั้งสื่อภาพนิ่ง สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อ 3 มิติ ซึ่งอาจจะเป็น หุ่นจําลอง ของจริง สื่อที่มีการเคลื่อนไหวด้วยการหมุน การไหล การเคลื่อนที่ ไปมา 9. วัสดุที่นํามาสร้างสรรค์สื่อเพื่อนําเสนอในนิทรรศการควรมีคุณสมบัติสอดคล้องเป็นหมวดเดียวกับ เนื้อหาและสิ่งแวดล้อม 10. สื่อหรือสิ่งของที่นํามาจัดแสดงหากไม่เป็นอันตรายต่อผู้ชม สื่อเหล่านั้นควรมีลักษณะเชิญชวนหรือยั่วยุ ให้ผู้ชมมีส่วนร่วม
37 11. สถานที่ในการจัดนิทรรศการควรมีลักษณะโดดเด่น โอ่โถง ไม่ใช่มุมอับ ซอกมุมหรือบริเวณที่ถูกปิดบัง ด้วยสิ่งอื่น ๆ ซึ่งทําให้ยากแก่การมองเห็น นอกจากนี้สถานที่จัดนิทรรศการไม่ควร อยู่ห่างจากชุมชนกลุ่มเป้าหมาย มากจนเกินไป 12. แสงและอากาศเป็นปัจจัยสําคัญอย่างยิ่งในการจัดนิทรรศการ ผู้จัดต้องแน่ใจว่าการจัfนิทรรศการแต่ ละครั้งมีแสงสว่างและอากาศดีเพียงพอ อาจจะเป็นแสงธรรมชาติหรือแสงจากหลอดไฟ ก็ได้ ความล้มเหลวของการจัดนิทรรศการ 1. ขาดการวางแผนที่ดี 2. ขาดการประสานที่ดีระหว่างผู้บริหารหรือเจ้าของงานกับผู้ปฏิบัติงาน 3. มีเวลาในการเตรียมและการดําเนินงานน้อยเกินไป 4. การจัดนิทรรศการไม่ตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย 5. การจัดนิทรรศการไม่เหมาะกับเหตุการณ์หรือเทศกาล 6. ขาดการออกแบบที่ดี 7. ขาดการประชาสัมพันธ์ที่ดี 8. ขาดงบประมาณสนับสนุน 9. มีความบกพร่องทางเทคนิคบางประการ 10. สถานที่จัดอยู่ห่างไกลจากชุมชนกลุ่มเป้าหมาย หรือการคมนาคมไม่สะดวก กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management Process) เป็นกระบวนการแบบหนึ่งที่จะช่วยให้เข้าใจถึงขั้นตอนที่ทําให้เกิดกระบวนการจัดการความรู้ หรือ พัฒนาการของความรู้ที่จะเกิดขึ้น ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การบ่งชี้ความรู้ – เช่น พิจารณาว่า วิสัยทัศน์/ พันธกิจ/ เป้าหมาย คืออะไร และเพื่อให้บรรลุ เป้าหมาย เราจําเป็นต้องรู้อะไร, ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้าง, อยู่ในรูปแบบใด, อยู่ที่ใคร 2. การสร้างและแสวงหาความรู้ – เช่น การสร้างความรู้ใหม่, แสวงหาความรู้จากภายนอก, รักษาความรู้เก่า, กําจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว 3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ - เป็นการวางโครงสร้างความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสําหรับการเก็บ ความรู้ อย่างเป็นระบบในอนาคต
38 4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ – เช่น ปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน, ใช้ภาษาเดียวกัน, ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์ 5. การเข้าถึงความรู้ – เป็นการทําให้ผู้ใช้ความรู้นั้นเข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก เช่น ระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT), Web board, บอร์ดประชาสัมพันธ์ เป็นต้น 6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ – ทําได้หลายวิธีการ โดยกรณีเป็น Explicit Knowledge อาจจัดทํา เป็นเอกสาร, ฐานความรู้, เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกรณีเป็น Tacit Knowledge อาจจัดทําเป็น กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม, ชุมชนแห่งการเรียนรู้, ระบบพี่เลี้ยง, การสับเปลี่ยนงาน, การยืมตัว, เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น 7. การเรียนรู้ – ควรทําให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่นเกิดระบบการเรียนรู้จากการสร้าง องค์ความรู้>นําความรู้ไปใช้>เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ และหมุนเวียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง
39 “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” (Life-long Education) นักการศึกษาหลายท่านกล่าวถึงการศึกษาตลอดชีวิต (lifelong education) ไว้ว่าเป็นคําที่มาจากคํา พื้นฐาน 3 คํา คือ 1. ชีวิต (life) 2. ตลอดชีวิต (lifelong) 3. การศึกษา (education) เป็นการศึกษาที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงชีวิตนั้นเริ่มต้น และสิ้นสุดลงเมื่อชีวิตนั้นสิ้นสุดลง “การศึกษาตลอดชีวิต (lifelong education) แตกต่างกับ การเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) อย่างไร” ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี 2542 ได้อธิบายความหมายของการศึกษาตลอดชีวิตว่า เกิดจาก การผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้มนุษย์สามารถ พัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และหลักในการให้การศึกษาตลอดชีวิตสําหรับประชาชน จะต้องให้ สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง การศึกษาตลอดชีวิต หมายถึง การจัดกระบวนการทางการศึกษาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นการ จัดการศึกษาทั้งในระบบโรงเรียน (formal education) การศึกษานอกระบบโรงเรียน (non – formal education) และการศึกษาตามอัธยาศัย (self – directed learning) มุ่งพัฒนาบุคคลให้สามารถพัฒนาตนเอง และปรับตัวให้ก้าวทันสังคมและเศรษฐกิจของโลก การเรียนรู้ตลอดชีวิต หมายถึง การรับรู้ความรู้ ทักษะ และเจตคติ ตั้งแต่เกิดจนตายจากบุคคลหรือสถาบัน ใด ๆ โดยสามารถจะเรียนรู้ด้วยวิธีเรียนต่าง ๆ อย่างมีระบบ หรือไม่มีระบบ โดยตั้งใจหรือโดยบังเอิญ เพื่อให้บุคคล นั้นเกิดการพัฒนาตนเอง การศึกษาของแต่ละคนต้องด าเนินไปตลอดชีวิต อาจกล่าวในเชิงปฏิบัติ ได้ดังนี้ 1. ผู้ที่ยังไม่ได้เรียนเลยในชีวิตของเขา จะเป็นเพราะเหตุใดก็ตาม เราต้องจัดให้เขาได้เรียน 2. ผู้ที่ออกจากสถานศึกษาจะเป็นเพราะเหตุใดก็ตาม เราต้องจัดให้เขาได้เรียนต่อไป 3. ผู้ที่เรียนสําเร็จแล้ว แต่เนื่องจากเหตุการณ์ในโลกหรือสังคมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เกิดสิ่งใหม่ๆ มากมาย เราต้องจัดให้เขาได้เรียนสิ่งใหม่ หรือเรียนเพิ่มเติม
40 4. ผู้ที่เรียนสําเร็จแล้วในระดับสูง แต่มีความรู้ใหม่ๆ อันเป็นผลของการวิจัย ค้นคว้า ต้องจัดให้เขาศึกษา ใหม่หรือปรับปรุงตัวเองให้ทันสมัยอยู่เสมอ กรอบแนวคิดของการศึกษาตลอดชีวิต 1. การศึกษาไม่ได้สิ้นสุดเพียงเมื่อบุคคลจบจากโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาเท่านั้น 2. บุคคลควรจะต้องได้รับความรู้ ได้เรียนรู้ในทุกช่วงของชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย 3. ช่วงชีวิตหลังจากที่บุคคลจบจากโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา เป็นช่วงชีวิตที่ยาวนาน ดังนั้น บุคคลจึง ต้องการการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ 4. บุคคลควรได้รับการศึกษาอย่างเป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเอง 5. บุคคลควรได้รับความรู้ที่ครอบคลุมตั้งแต่ความรู้พื้นฐาน ความรู้ด้านวิชาชีพ ไปจนถึงการศึกษาที่จะช่วย พัฒนาความรู้และประสบการณ์เพื่อปรับตัวเข้ากับสังคม 6. การศึกษาตลอดชีวิตผสมผสานการศึกษาทุกวิธีการ ทุกรูปแบบ ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษา นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย 7. แหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตควรเชื่อมโยงสัมพันธ์กันทุกแหล่งในชุมชน ทั้งโรงเรียน ศูนย์การเรียน และ แหล่งเรียนรู้อื่น ๆ 8. การศึกษาควรเกิดขึ้นได้ทุกแหล่ง โดยไม่จํากัดเวลาและสถานที่ แนวปฏิบัติเพื่อให้ประชาชนได้รับการศึกษาตลอดชีวิต 1. การศึกษาต้องไม่สิ้นสุดเพียงเมื่ออยู่ในโรงเรียน 2. ทุกหน่วยงานในสังคมมีบทบาทในการจัดการศึกษา 3. การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้ผู้เรียน 4. หลักสูตรการศึกษาตลอดชีวิตจะต้องครอบคลุมบทบาทของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย และชีวิตส่วนตัว ครอบครัว การงานฯลฯ 5. การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยจะต้องเกื้อกูลกัน
41 แหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้คําจํากัดความว่า แหล่ง หมายถึง ถิ่น ที่อยู่ บริเวณ ศูนย์รวม การเรียนรู้ หมายถึง การเข้ารับความรู้จากผู้สอน รับการฝึกฝนอบรมเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ จนเป็นความชํานาญ แหล่งการเรียนรู้ หมายถึง ถิ่น ที่อยู่ บริเวณ บ่อเกิด แห่ง ที่ หรือศูนย์รวมความรู้ที่ให้เข้าไปศึกษา หาความรู้ ความเข้าใจ และความชํานาญ กรมวิชาการ ให้นิยาม แหล่งการเรียนรู้ ไว้ว่า เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ และ ประสบการณ์ที่สนับสนุน ส่งเสริมให้ผู้เรียนใฝ่เรียน ใฝ่รู้ แสวงหาความรู้ และเรียนรู้ด้วยตนเองตามอัธยาศัยอย่าง กว้างขวางและต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ และเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ แหล่งการเรียนรู้มีความส าคัญ ดังนี้ 1. เป็นการศึกษาตลอดชีวิต ที่ประชาชนจะมีปฏิสัมพันธ์เพื่อหาความรู้ต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองตลอดเวลา ไม่จํากัดเพศ และวัย 2. เป็นแหล่งที่ช่วยเสริมการเรียนการสอนการศึกษาในระบบ 3. เป็นแหล่งที่ประชาชนเข้าไปปฏิสัมพันธ์เนื้อหาความรู้จากแหล่งกําเนิดได้ 4. เป็นแหล่งที่ประชาชนเข้าไปปฏิสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดประสบการณ์ตรงหรือลงมือปฏิบัติจริงได้ 5. เป็นแหล่งที่ประชาชนเข้าไปปฏิสัมพันธ์ เพื่อให้ได้ความรู้เกี่ยวกับวิทยาการใหม่ๆ ที่มีการคิดค้นขึ้น ประเภทของแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต จ าแนกได้ ดังนี้ 1. แหล่งการเรียนรู้ประเภทบุคคล 2. แหล่งการเรียนรู้ประเภทสถานที่หรือวัตถุสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ 3. แหล่งการเรียนรู้ประเภทสื่อที่เป็นตัวกลางทําให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และทักษะ 4. แหล่งเรียนรู้ประเภทกิจกรรม
42 พิพิธภัณฑ์จึงเป็นองค์กรทางสังคม มีหน้าที่ และบทบาทในการให้การศึกษาแก่คนในสังคมนอกเหนือจาก การเรียนในโรงเรียน เป็นการผสานกันระหว่างการศึกษาตามอัธยาศัย และการศึกษานอกระบบ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” (Life-long Education) นักการศึกษาหลายท่านกล่าวถึงการศึกษาตลอดชีวิต (lifelong education) ไว้ว่าเป็นคําที่มาจากคํา พื้นฐาน 3 คํา คือ 1. ชีวิต (life) 2. ตลอดชีวิต (lifelong) 3. การศึกษา (education) เป็นการศึกษาที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงชีวิตนั้นเริ่มต้น และสิ้นสุดลงเมื่อชีวิตนั้นสิ้นสุดลง “การศึกษาตลอดชีวิต (lifelong education) แตกต่างกับ การเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) อย่างไร” ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี 2542 ได้อธิบายความหมายของการศึกษาตลอดชีวิตว่า เกิดจาก การผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้มนุษย์สามารถ พัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และหลักในการให้การศึกษาตลอดชีวิตสําหรับประชาชน จะต้องให้ สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง การศึกษาตลอดชีวิต หมายถึง การจัดกระบวนการทางการศึกษาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นการ จัดการศึกษาทั้งในระบบโรงเรียน (formal education) การศึกษานอกระบบโรงเรียน (non – formal education) และการศึกษาตามอัธยาศัย (self – directed learning) มุ่งพัฒนาบุคคลให้สามารถพัฒนาตนเอง และปรับตัวให้ก้าวทันสังคมและเศรษฐกิจของโลก การเรียนรู้ตลอดชีวิต หมายถึง การรับรู้ความรู้ ทักษะ และเจตคติ ตั้งแต่เกิดจนตายจากบุคคลหรือสถาบัน ใด ๆ โดยสามารถจะเรียนรู้ด้วยวิธีเรียนต่าง ๆ อย่างมีระบบ หรือไม่มีระบบ โดยตั้งใจหรือโดยบังเอิญ เพื่อให้บุคคล นั้นเกิดการพัฒนาตนเอง การศึกษาของแต่ละคนต้องด าเนินไปตลอดชีวิต อาจกล่าวในเชิงปฏิบัติ ได้ดังนี้ 1. ผู้ที่ยังไม่ได้เรียนเลยในชีวิตของเขา จะเป็นเพราะเหตุใดก็ตาม เราต้องจัดให้เขาได้เรียน 2. ผู้ที่ออกจากสถานศึกษาจะเป็นเพราะเหตุใดก็ตาม เราต้องจัดให้เขาได้เรียนต่อไป
43 3. ผู้ที่เรียนสําเร็จแล้ว แต่เนื่องจากเหตุการณ์ในโลกหรือสังคมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เกิดสิ่งใหม่ๆ มากมาย เราต้องจัดให้เขาได้เรียนสิ่งใหม่ หรือเรียนเพิ่มเติม 4. ผู้ที่เรียนสําเร็จแล้วในระดับสูง แต่มีความรู้ใหม่ๆ อันเป็นผลของการวิจัย ค้นคว้า ต้องจัดให้เขาศึกษา ใหม่หรือปรับปรุงตัวเองให้ทันสมัยอยู่เสมอ กรอบแนวคิดของการศึกษาตลอดชีวิต 1. การศึกษาไม่ได้สิ้นสุดเพียงเมื่อบุคคลจบจากโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาเท่านั้น 2. บุคคลควรจะต้องได้รับความรู้ ได้เรียนรู้ในทุกช่วงของชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย 3. ช่วงชีวิตหลังจากที่บุคคลจบจากโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา เป็นช่วงชีวิตที่ยาวนาน ดังนั้น บุคคลจึง ต้องการการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ 4. บุคคลควรได้รับการศึกษาอย่างเป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเอง 5. บุคคลควรได้รับความรู้ที่ครอบคลุมตั้งแต่ความรู้พื้นฐาน ความรู้ด้านวิชาชีพ ไปจนถึงการศึกษาที่จะช่วย พัฒนาความรู้และประสบการณ์เพื่อปรับตัวเข้ากับสังคม 6. การศึกษาตลอดชีวิตผสมผสานการศึกษาทุกวิธีการ ทุกรูปแบบ ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษา นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย 7. แหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตควรเชื่อมโยงสัมพันธ์กันทุกแหล่งในชุมชน ทั้งโรงเรียน ศูนย์การเรียน และ แหล่งเรียนรู้อื่น ๆ 8. การศึกษาควรเกิดขึ้นได้ทุกแหล่ง โดยไม่จํากัดเวลาและสถานที่ แนวปฏิบัติเพื่อให้ประชาชนได้รับการศึกษาตลอดชีวิต 1. การศึกษาต้องไม่สิ้นสุดเพียงเมื่ออยู่ในโรงเรียน 2. ทุกหน่วยงานในสังคมมีบทบาทในการจัดการศึกษา 3. การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้ผู้เรียน 4. หลักสูตรการศึกษาตลอดชีวิตจะต้องครอบคลุมบทบาทของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย และชีวิตส่วนตัว ครอบครัว การงานฯลฯ
44 5. การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยจะต้องเกื้อกูลกัน “การจัดการความรู้ในพิพิธภัณฑ์ต้องสัมพันธ์กันกับวัตถุประสงค์/นโยบาย ของพิพิธภัณฑ์” กิจกรรมที่พิพิธภัณฑ์ควรจัด 1. กิจกรรมหลากหลาย 2. จัดนิทรรศการต่าง ๆ ตามจุดมุ่งหมายของแต่ละแหล่ง 3. ควรมีกิจกรรมที่เป็นจุดเด่น 4. นําสิ่งแปลกใหม่มาจัดแสดง 5. จัดนิทรรศการประจําและเคลื่อนที่ 6. จัดกิจกรรมทั้งในและนอกสถานที่ 7. กิจกรรมที่จัดมีความท้าทาย 8. กิจกรรมควรสนุก ไม่เครียด 9. ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกิจกรรม คู่มือในพิพิธภัณฑ์ กลยุทธ์ในการสื่อสารความรู้ การผลิตหนังสือ/ สูจิบัตร/ คู่มือ / แผ่นพับ 1. เขียนให้เหมือนกับที่จัดแสดง 2. สื่อสารให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ 3. ตรงประเด็น ชัดเจน นําเสนอข้อมูลอย่างกระชับ 4. มีเนื้อหาที่ผู้ชมสมควรต้องรู้อย่างครบถ้วน 5. ไม่ใช้แบบตัวอักษรฟุ่มเฟือย (Font) 6. เลือกชนิดกระดาษที่เห็นงานออกแบบชัดเจน 7. สร้างความประทับใจครั้งแรกให้ได้ 8. รูปภาพที่แตกต่าง สวยคมชัด ช่วยดึงดูดความสนใจ
45 ทฤษฎีพหุปัญญา (The Theory of Multiple Intelligences) ศาสตราจารย์โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด เป็นผู้เสนอ "ทฤษฎีพหุ ปัญญา" (The Theory of Multiple Intelligences) ซึ่งมีแนวคิดว่าความฉลาดของมนุษย์ แบ่งได้ 8 ด้าน ซึ่ง แต่ละด้านต่างก็มีความสําคัญเท่าเทียมกัน เด็กทุกคนคือส่วนผสมของความฉลาดทั้ง 8 ด้าน ดังนี้ 1. ความฉลาดด้านภาษา (Linguistic) เด็กที่มีความถนัดด้านภาษาสามารถเรียนรู้คําศัพท์ใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว สนุกกับการต่อคําศัพท์ และเกมอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน ในขณะเดียวกันก็ชื่นชอบโคลงกลอน เพลง และนิทาน เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะเป็น นักพูดและนักเล่าเรื่องที่เก่ง จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านภาษา คือ จําและคิดเป็นภาษาหรือคําศัพท์ อธิบายเรื่องที่ เกี่ยวกับตนเองได้ดี 2. ความฉลาดด้านคณิตศาสตร์และตรรกะ (Logical-Mathematical) ความฉลาดทางด้านนี้เกี่ยวกับความสามารถในการนําตรรกะมาแก้ไขปัญหา จําแนกสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างเป็นระเบียบแบบแผนได้ นอกจากนั้น ยังชื่นชอบการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ และเรียนรู้ปรากฎการณ์ทาง วิทยาศาสตร์ต่าง ๆ อีกด้วย เด็กที่ฉลาดทางด้านนี้จะชอบเล่นเกมส์ที่ต้องแก้ปัญหาทุกชนิด และสามารถเชื่อมโยง เหตุและผลของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านคณิตศาสตร์และตรรกะ คือ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุ และผลได้ดี เมื่อเผชิญสถานการณ์ที่ซับซ้อน เด็กสามารถแยกแยะ จัดลําดับและเข้าใจรูปแบบของสิ่งที่เกิดขึ้น 3. ความฉลาดด้านดนตรี (Musical) เด็กที่ฉลาดด้านดนตรีจะมีความว่องไวต่อเสียง และสามารถเชื่อมโยงระหว่างเพลงและ เครื่อง ดนตรีได้ ใช้เทคนิคในการเรียนรู้ผ่านบทเพลงและจังหวะต่าง ๆ ได้ จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านดนตรี คือ พวกเขามักหลงเสน่ห์ดนตรีและเสียงเพลงทําให้ทุก สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นคําคล้องจองหรือเป็นแบบแผน 4. ความฉลาดด้านร่างกาย (Bodily-Kinesthetic) ความฉลาดด้านนี้มีความหมายตรงกับชื่อ คือ เป็นเด็กที่แข็งแรง สามารถทํากิจกรรมและ เคลื่อนไหวได้อย่างแคล่วคล่องว่องไว ชอบแสดงออก และสนุกกับกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะและงานฝีมือ จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านร่างกาย คือ พวกเขาตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางกายภาพได้ดีใช้ กล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็กได้อย่างยอดเยี่ยม มักเคลื่อนไหวตลอดเวลาที่เรียนรู้
46 5. ความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial) เด็กที่มีความฉลาดด้านนี้จะคิดและสื่อสารด้วยภาพ ชอบเล่นเกมส์ต่อรูปภาพ เช่น จิ๊กซอว์ เปี่ยม ล้นด้วยจินตนาการ และชื่นชอบงานศิลปะ นอกจากนี้ พวกเขายังจดจําทิศทางได้ดี และอ่านแผนที่เก่ง จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ คือ เขาสามารถจัดการสิ่งต่าง ๆ ได้ในหัว และ วิเคราะห์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาสามารถจินตนาการและสร้างโลกใหม่ขึ้นมาในความคิด สามารถจัดการและเล่น สิ่งของต่าง ๆ ได้ดี และมีทักษะในการใช้มือที่ดี 6. ความฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal) เด็กที่ฉลาดด้านนี้จะมีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม เป็นคนที่มีเพื่อนมาก ชอบทํางานร่วมกับคนอื่น และ มีความสามารถในการเป็นผู้นําสูง จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์ คือ ชอบเล่นเป็นกลุ่ม สามารถนําผู้อื่นได้ดี สนใจความรู้สึกและมักเห็นอกเห็นใจคนอื่น 7. ความฉลาดด้านเข้าใจตนเอง (Intrapersonal) ในทางตรงกันข้าม เด็กที่เข้าใจตนเองชอบทํางานเพียงลําพัง พวกเขามักเป็นตัวของตัวเอง และ แม้ว่าจะไม่ค่อยเข้าสังคม แต่พวกเขาก็เชื่อมั่นในความสามารถของตนและมีแรงจูงใจในการทําสิ่งต่าง ๆ จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านเข้าใจตนเอง คือ พวกเขาเก่งในการทํางานให้ไปถึงเป้าหมาย ชัดเจนว่าตนเองชอบหรือไม่ชอบอะไรรักความยุติธรรม 8. ความฉลาดด้านรู้จักธรรมชาติ (Naturalistic) เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่ชอบผจญภัยในโลกกว้าง ชอบเตร็ดเตร่เพื่อสํารวจสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ พวกเขายังสนใจในเรื่องของต้นไม้และสัตว์ต่าง ๆ อย่างมาก จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านรู้จักธรรมชาติ คือ สังเกตเห็นรูปแบบและคุณลักษณะเฉพาะ ของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ชอบจัดระบบสิ่งของที่สะสมไว้มีความสามารถในการแยกแยะระหว่างสิ่งของในหมวดเดียวกัน และสังเกตเห็นความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ