The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ทักษะสมองเพื่อจัดการชีวิตให้สำเร็จ-6-9-60 (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chiraporn, 2021-07-25 18:26:37

ทักษะสมองเพื่อจัดการชีวิตให้สำเร็จ-6-9-60 (1)

ทักษะสมองเพื่อจัดการชีวิตให้สำเร็จ-6-9-60 (1)

ทักษะสมองเพอื่ จดั การชวี ิตให้สาเรจ็

Executive Functions = EF

เรยี บเรียงโดย สภุ าวดี หาญเมธี
สถาบันอาร์แอลจี (รักลูก เลิรน์ นิง่ กรปุ๊ )

ปรับปรุงคร้ังที่ 2 พฤษภาคม 2560

คนท่ี “คิดเป็น ทางานเปน็ เรียนรเู้ ปน็ แก้ปัญหาเปน็ อยกู่ บั คนอื่นเป็น และหาความสุขเป็น” คือเป้าหมาย
ของระบบการศกึ ษาและการสรา้ งพลเมอื งของทุกสังคม ใช่หรือไม่ ?

และคนแบบนี้ ย่อมประสบความสาเรจ็ ในการเรยี น ชีวิตสว่ นตวั ชีวิตครอบครวั หรอื ในการทางานประกอบ
อาชพี ดว้ ย ใชห่ รอื ไม่

ในชวี ิตจริง พวกเราลว้ นมตี ัวอยา่ งทเี่ ห็นไดช้ ดั วา่ คนทีป่ ระสบความสาเร็จมกั จะมีคุณลกั ษณะเหลา่ น้.ี ..
 คดิ มีเหตุมผี ล เปน็ ระบบ คิดวิเคราะห์ได้ เมื่อต้องตัดสนิ ใจก็มีหลักคดิ มีการพจิ ารณาไตร่ตรองดี
 ทางานเปน็ รูจ้ ักวางแผนกอ่ นลงมือทา ครน้ั เม่ือลงมือก็ทาได้เปน็ ขน้ั เปน็ ตอน ไม่มัว่ ซั่วสบั สน
 เมอื่ เกิดอุปสรรคก็รจู้ กั แก้ไข อดทน อึดฮดึ สู้ หรือหาทางออกใหม่ๆ ไม่ติดอยู่กับความคดิ ความเคยชิน
เดมิ ๆ
 จัดสัมพันธภาพได้ดี เพราะรู้จักควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมตนเอง จนเป็นท่ียอมรับรักใคร่ของคน
อน่ื ๆ ทางานกบั คนอน่ื ไดด้ ี
 กล้าคดิ กล้าลองทาสง่ิ ใหมๆ่ ไม่ยดึ ติดตายตวั กบั วธิ เี ดมิ ๆ

โดยเฉพาะในโลกสมัยใหม่ท่ีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว รุนแรง ซับซ้อน พลิกผัน เต็มไปด้วยส่ิงเร้าเย้ายวน คนท่ีมี
ความยบั ยั้งช่ังใจ สามารถควบคุมกากบั ตนเองได้ ก็ยากทจี่ ะตกเป็นเหย่อื ของสถานการณต์ ่างๆ คนที่ปรับตัวง่ายก็จะอยู่
ได้ดีไม่ว่าสถานการณ์จะพลิกผันไปแค่ไหน คนที่คิดวิเคราะห์ได้ดี มีน้าอดน้าทน มุ่งมั่น พากเพียรก็จะแก้ปัญหายากๆ
ของชวี ิตได้

คุณลักษณะรวมๆ ในการบริหารจัดการชีวติ และการงานดังกลา่ วข้างตน้ นกั วทิ ยาศาสตร์เรียกวา่ เป็นทักษะ
การคดิ ขนั้ สูงของสมองของมนุษย์เรา ท่ีเรยี กเป็นศัพทเ์ ฉพาะว่า Executive Functions (EF) หรอื “ทกั ษะสมองเพือ่
จัดการชวี ติ ให้สาเรจ็ ”

1

ทักษะ Executive Functions(EF) อยู่ในสมองของเราทกุ คน

จากแผนภาพข้างล่างน้ี จะเห็นว่า ความคดิ ความรสู้ ึกและการกระทาตา่ งๆ จะเกดิ ข้ึนที่สมองสว่ นตา่ งๆ ของ
เรา โดยสมองส่วนหน้าทอี่ ยูภ่ ายใตก้ ะโหลกหน้าผากของเรา เปรียบเสมือนผ้บู ริหารสงู สดุ (CEO) ขององคก์ ร ที่ควบคุม
ความคดิ การตัดสนิ ใจ อารมณ์การแสดงออก และการกระทาของมนษุ ยเ์ รา

แต่ก็ไม่ใช่สมองส่วนหนา้ ควบคมุ ท้ังหมดเพียงสว่ นเดยี ว หากแตม่ นั จะทางานร่วมกับสมองส่วนอ่นื ๆ ตาม
ทฤษฎี Integrative Theory 1 โดยมีวงจรเส้นใยประสาทที่เชอื่ มตอ่ ถึงกัน

เครดติ ภาพจาก www.headway.org.uk

ทกั ษะสมอง Executive Functions(EF) คืออะไร

คือ ชุดกระบวนการทางความคิด (Mental Process) ที่ช่วยให้เราวางแผน มุ่งใจจดจ่อ จดจาคาส่ัง และจัดการ
กับงานหลายๆอย่าง ท่ีประดังเข้ามาให้ลุล่วงเรียบร้อยได้ สามารถจัดลาดับความสาคัญของงาน วางเป้าหมายและทาไป
เป็นขั้นตอนจน สาเร็จ รวมทง้ั ควบคุมแรงอยาก แรงกระตนุ้ ท้ังหลาย ไม่ให้สนใจไปนอกลู่นอกทางเหมือนกับระบบควบคุม
การบินในสนามบินทตี่ ้องจดั การกบั เท่ยี วบินเข้า-ออกจานวนหลายสิบเท่ยี วในเวลาเดยี วกัน2

ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร จากสถาบันแห่งชาติเพ่ือการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล
สรุปว่า EF คือ กระบวนการทางานของสมองระดับสูง ที่ประมวลประสบการณ์ในอดีต และสถานการณ์ในปัจจุบันมา
ประเมิน วิเคราะห์ ตัดสินใจ วางแผน เร่ิมลงมือทา ตรวจสอบตนเอง และแก้ไขปัญหา ตลอดจนควบคุมอารมณ์
บรหิ ารเวลา จัดความสาคญั กากบั ตนเอง และม่งุ มั่นทา จนบรรลุเปา้ หมายทตี่ ้ังใจไว้ (Goal- Directed Behaviors)3

หรือกล่าวง่ายๆ ได้ว่า เป็นทักษะความสามารถท่ีมนุษย์เราทุกคน ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ ไม่ว่าชนชาติชนชั้นใดๆ
และไม่ว่าในอดีต ปัจจุบัน หรือแม้แต่ในอนาคต เมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็จะต้องใช้สมองเหล่าน้ีในการดาเนินชีวิตทุกๆ
วนั ให้อยู่รอดปลอดภัย และทากจิ การงานต่างๆ ให้สาเร็จเรยี บรอ้ ย

2

ธรรมชาตใิ ห้ทกั ษะสมอง EF น้ีแกม่ นษุ ย์ทุกคน
ทาให้ มนษุ ยเ์ ราเป็นสิง่ มชี วี ติ ที่แตกต่างจากสงิ่ มชี ีวติ อ่ืน ที่มไิ ด้มีเพียงสัญชาตญาณและอารมณ์

หากสามารถกากับความคิด ความร้สู กึ และพฤติกรรมของตนเองได้
และมนษุ ยชาติกไ็ ด้ใช้ทกั ษะความสามารถของสมองเรานเี้ อง

ในการสรา้ งและพัฒนาโลกที่แตกต่างไปจากสตั วท์ ้ังปวง มาตลอดทุกยุคทุกสมัย

องค์ประกอบของ EF

เพื่อใหง้ ่ายต่อการทาความเข้าใจ สถาบัน RLG จึงได้จดั การความรู้รว่ มกับนักวชิ าการทีศ่ กึ ษาคน้ คว้าเร่อื ง EF และ
แยกแยะ EF ออกเป็น 9 ด้าน เพ่ือให้เห็นว่า ทักษะสมอง EF นั้นประกอบไปด้วยทักษะย่อยๆ หลายด้าน โดยจัดเป็น 3
กลมุ่ ทักษะ ไดแ้ ก่ กล่มุ ทกั ษะพื้นฐาน กลมุ่ ทักษะกากบั ตนเอง และกลุ่มทักษะปฏิบตั ิ

Copyright©2015 RLG Institute

ทกั ษะ 3 ด้านที่อยู่กลางของภาพ คือกลุ่ม“ทักษะพ้ืนฐาน” ซ่ึงเป็นส่วนประกอบพื้นฐาน ที่มีความสาคัญอย่างยิ่ง
เป็น “ฐาน” ของการพฒั นา EF ดา้ นอน่ื ๆทอี่ ยรู่ อบนอก

กล่มุ ทกั ษะพืน้ ฐาน

1. Working memory = ความจาท่นี ามาใชง้ าน คือ ความสามารถในการเก็บประมวล และดึงข้อมูล ที่ได้มาจาก
ประสบการณ์เดิมในชีวิต และเก็บไว้ในคลังสมองของเรา นาออกมาใช้ตามสถานการณ์ท่ีต้องการ ยิ่งมาก
ประสบการณ์ ความจาท่ีนามาใชง้ านก็ยง่ิ มาก
3

2. Inhibitory Control = การยับยง้ั ช่งั ใจ คิดไตรต่ รอง คือ ความสามารถในการควบคุมแรงปรารถนา ของตนให้
อยูใ่ นระดับทเ่ี หมาะสม จนหยุดยงั้ พฤติกรรมไดใ้ นเวลาทสี่ มควร เด็กท่ีขาดความยับยั้งชั่งใจ จะเหมือน “รถท่ีขาด
เบรก” อาจทาโดยไม่คิด หรอื มีปฏกิ ิรยิ าตอบโต้แบบไม่ไตร่ตรอง นามาซ่ึงปญั หาแก่ตนเองตอ่ ไป

3. Shifting หรือ Cognitive Flexibility = คือ ความสามารถในการยืดหยุ่นความคิด เปลี่ยนจุดสนใจ เปล่ียน
โฟกัสหรือทิศทางให้เหมาะสมกับสถานการณ์ท่ีเกิดข้ึน เด็กท่ีมีปัญหาในเรื่องการปรับตัว มักจะติดตันอยู่กับส่ิง
เดิมๆ ไม่สามารถยืดหยุ่นพลิกแพลงได้ มองไม่เห็นทางออกใหม่ๆไม่สามารถคิดสิ่งใหม่ๆ นอกกรอบได้ ส่วนคนที่
ปรบั ตวั งา่ ย กนิ ง่าย อยู่งา่ ย กจ็ ะดาเนินชวี ติ ไปไดง้ า่ ยกว่า

กลมุ่ ทกั ษะกากับตนเอง

4. Focus Attention = ความสามารถในการใส่ใจจดจ่อ มุ่งความสนใจ อยู่กับส่ิงท่ีทาอย่างต่อเน่ือง ในช่วงเวลา
หนึง่ ๆ โดยไมว่ อกแวกไปตามปจั จัยไม่ว่าภายนอกหรือภายในตนเอง ท่ีเข้ามารบกวน เด็กท่ีมีใจจดจ่อกับส่ิงท่ีทาก็
จะเรียนได้ดี ทางานสาเรจ็ ได้งา่ ย

5. Emotional Control = การควบคุมอารมณ์ คือ ความสามารถในการควบคมุ อารมณ์ให้อยู่ในระดับท่ีเหมาะสม
จัดการกับความเครียด หรืออารมณ์หงุดหงิดไม่พอใจ และแสดงออกแบบที่ไม่รบกวนผู้อ่ืน เด็กที่ควบคุมอารมณ์
ไม่ได้มักโกรธเกรี้ยวฉุนเฉียว ข้ีหงุดหงิดเกินเหตุ หรือข้ีกังวล อารมณ์แปรปรวน และอาจซึมเศร้าได้ การควบคุม
อารมณไ์ ดด้ ี เป็นทักษะชวี ติ ท่สี าคญั อย่างยงิ่ ทกั ษะหน่ึงทม่ี นษุ ย์ทุกคนพึงมี

6. Self-Monitoring = คอื การตรวจสอบตนเอง รู้จักจุดแข็งจุดอ่อนของตนเอง ต้ังแต่การรู้อารมณ์ตนเอง รู้จัก
ตนเอง รวมถึงการตรวจสอบการงานเพื่อหาจุดดีจุดบกพร่อง ประเมินการบรรลุเป้าหมาย ติดตามปฏิกิริยาของ
ตนเองและดผู ลจากพฤติกรรมของตนเองท่ีไปกระทบต่อผู้อน่ื

กลุ่มทกั ษะปฏบิ ตั ิ

7. Initiating = ความสามารถในการริเริ่มและลงมือทางานตามที่คิด มีทักษะในการริเริ่มสร้างสรรค์
สิ่งต่างๆ และเม่อื คิดแลว้ ก็ลงมือทาให้ความคดิ ของตนปรากฏขน้ึ จริง ไม่โอ้เอ้ หรือผดั วันประกันพรงุ่

8. Planning and Organizing = การวางแผนและการจัดระบบดาเนินการเร่ิมตั้งแต่การต้ังเป้าหมาย การเห็น
ภาพรวม จัดลาดับความสาคัญ จัดระบบโครงสร้าง จนถึงการดาเนินการคือการแตกเป้าหมายให้เป็น ข้ันตอน
กระบวนการ และมีการประเมนิ ผล คนทม่ี ที กั ษะกลมุ่ น้ีจะเปน็ คนท่ีวางแผนเก่ง ทางานเป็น

9. Goal-Directed Persistence = ความพากเพยี รม่งุ สเู่ ปา้ หมาย เมอ่ื ต้งั ใจและลงมือทาสิ่งใดแล้ว ก็มีความมุ่งม่ัน
อุตสาหะ เพ่ือให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดๆก็พร้อมฝ่าฟันจนถึงความสาเร็จ คนท่ีล้มแล้วลุกได้ก็จะมี
ฐานคิดของความมุง่ มนั่ พากเพียรนี่เอง

4

จากลักษณะของ EF ทั้ง 9 ด้าน คงจะทาให้เห็นได้ชัดเจนว่ามนุษย์เราทุกคนใช้ทักษะสมอง EF ในชีวิตอยู่
ตลอดเวลา เป็นทักษะในการดาเนินชวี ติ ให้เปน็ ปกติ เป็นทักษะท่ีเราใช้ในการจัดการกับการเรียนรู้ ใช้ในการตัดสินใจ
เพือ่ จัดการกับปัญหาตา่ งๆ และใชใ้ นการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าแก่ตนเองและต่อสงั คม

EF จึงเป็นทักษะท่ีมีความสาคัญยิ่งยวด ถ้าพัฒนาได้ดีเต็มศักยภาพ ก็จะทาให้เราเป็นคนท่ี “คิดเป็น ทาเป็น
เรียนรู้เปน็ แกป้ ญั หาเปน็ อยู่กบั คนอ่ืนเป็น และหาความสขุ เป็น”

นามาซึ่งความสาเรจ็ ทัง้ ในการเรียน การทางานอาชพี และการสรา้ งความสมั พันธก์ บั คนอ่นื ๆ นน่ั เอง
แต่ถ้า EF ทั้ง 9 ด้านนี้ไม่ได้รับการพัฒนา หรือพัฒนามาอย่างกะพร่องกะแพร่ง ก็พอจะคาดเดาได้ว่า ชีวิต
บุคคลน้ันๆ กจ็ ะเตม็ ไปดว้ ยปัญหาเพียงใด

EF สาคญั อย่างไรตอ่ การพัฒนาเดก็

เมื่อเด็กได้รบั โอกาสพัฒนา EF ท้ังตัวเดก็ เองและสงั คมจะได้รับประโยชน ์ เพราะจะช่วยสร้างพฤติกรรม เชิงบวก
และช่วยในการตดั สนิ ใจในทางท่สี ร้างสรรคต์ ่อตัวเอง และต่อคนอ่ืนๆ หากเด็กมที ักษะ EF เขาจะมีความสามารถในการคิด
การรูส้ กึ และการจดั การตนเองท่ดี ี เชน่ ;

• มคี วามจาดี มสี มาธิจดจอ่ สามารถทางานต่อเน่ืองไดจ้ นเสร็จ
• รู้จักวิเคราะห์ วางแผนงานเป็นระบบ ลงมอื ทางานได้ และจดั การงานจนเสรจ็ ตามกาหนด
• นาส่งิ ท่ีเคยเรียนรู้มากอ่ นในประสบการณ์เดิมมาใช้ในการทางานหรือกจิ กรรมใหม่ได้
• ปรบั เปลี่ยนความคิดได้เม่อื สถานการณเ์ ปลี่ยน ไม่ยดึ ตดิ ตายตัว และอาจพฒั นาไปถงึ ขั้นความคิดสร้างสรรค์

คิดนอกกรอบได ้
• รจู้ กั ประเมินตนเอง นาจุดบกพรอ่ งมาปรับปรงุ การทางานให้ดีขน้ึ ได้ รูจ้ ักแก้ปญั หา
• รู้จักยับย้ังควบคมุ ตนเอง ไมใ่ ห้ทาในส่ิงท่ีไม่ถูกตอ้ ง แมจ้ ะมสี ง่ิ ยัว่ ยวน
• รู้จักแสดงออกกบั เพือ่ นหรอื ในสงั คมอยา่ งเหมาะสม นาไปสกู่ ารรจู้ กั เคารพผู้อ่ืน อยกู่ บั คนอน่ื ได้ดี ไม่มีปัญหา
• เป็นคนทอ่ี ดทนได้ รอคอยเปน็
• มคี วามอตุ สาหะพากเพียร ล้มและลุกขึน้ สใู้ หม่ได้ มงุ่ มั่นท่จี ะไปสคู่ วามสาเรจ็

เด็กแบบนค้ี ือเด็กทเี่ ราทุกคนต้องการ และเมอ่ื เติบโตข้นึ เขากจ็ ะเปน็ ผู้ใหญท่ ่มี ีคณุ ภาพ ทจ่ี ะดูแลรบั ผิดชอบ
สังคมไทยตอ่ ไปได้

แตถ่ ้าเด็กขาดคุณลักษณะ EF ในด้านใดด้านหน่ึงหรือหลายดา้ น ก็จะกระทบตอ่ การพัฒนาของเด็กคนน้ันๆ
เช่น เด็กท่ีขาดทักษะสมองในด้านจดจ่อใส่ใจอย่างรุนแรง ก็อาจจะเป็นเด็กสมาธิส้ัน เด็กที่ขาดความยับย้ังช่ังใจ ไม่
สามารถควบคุมอารมณ์ ก็อาจกลายเป็นเด็กทห่ี นุ หนั พลนั แลน่ กา้ วรา้ ว ขาดวิจารณญาณ เสพตดิ สิ่งต่างๆ ง่าย เด็กท่ีไม่
มีทกั ษะวางแผนจัดการงาน กอ็ าจจะทางานทีค่ รูหรอื พอ่ แม่มอบหมายไม่สาเร็จ เป็นตน้

การขาดทกั ษะเหล่าน้ี ยงั อาจนาไปสูก่ ารไม่เห็นคุณค่าในตนเอง การอดกล้ันต่อสิ่งเร้ารอบตัวไม่ได้ อาจนาไปสู่
“การตดิ ” ตา่ งๆ ในอนาคต เช่น ติดเกม ตดิ เพือ่ น ติดสุรา ตดิ บหุ รแ่ี ละยาเสพตดิ เป็นตน้

แล้วเขาจะเป็นพลเมืองคุณภาพในอนาคตได้อย่างไร

5

EF พัฒนาข้นึ อยา่ งไรและเม่อื ไร

มนษุ ย์เราไม่ได้เกดิ มาพร้อมกับทักษะ EF ในทนั ที แต่เราเกดิ มาพร้อมกับ “ศักยภาพ” ทจี่ ะพฒั นาทกั ษะเหล่าน้ี
ส่วนจะพัฒนาได้แค่ไหน อย่างไร ข้ึนอยู่กับการฝึกฝน ผ่านประสบการณ์ต่างๆ ต้ังแต่ช่วงวัยทารก จนถึงวัยเด็ก
และต่อไปยังวัยร่นุ

 EF ใชเ้ วลาพัฒนายาวนาน ต้ังแตข่ วบปีแรกจนถงึ วยั ผใู้ หญ่
การวิจัยจานวนไม่น้อยชี้ว่า EF เร่ิมพัฒนาขึ้นในเวลาไม่นานหลังปฏิสนธิ โดยในช่วงวัย 3-6 ปีจะเป็นช่วงวัยที่
เรยี กวา่ เป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” ที่สาคญั ที่สุด เพราะเปน็ ช่วงที่มอี ัตราการเตบิ โตของทักษะ EF สูงมาก
อย่างไรก็ตาม ทักษะนย้ี ังมีอัตราการพัฒนาต่อเน่ือง ไปจนถึง วัยเรียน วัยรุ่น และถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น (ประมาณ
25–30 ป)ี ซึ่งเป็นช่วงเวลาทีส่ มองส่วนหน้าพัฒนาเตม็ ท่ี แตท่ ง้ั น้ี อัตราการพัฒนาของ EF ในช่วงวัยเรียน วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่
ตอนต้น จะพัฒนาในอัตราท่ีไม่สูงมากเท่ากับอัตราการพัฒนา EF ในช่วง 3-6 ปี และหลังจากน้ัน เม่ือสมองส่วนหน้า
พฒั นาเต็มทีแ่ ล้ว อัตราการพฒั นา EF ก็จะลดลงเลก็ นอ้ ย กอ่ นทจ่ี ะคอ่ นขา้ งคงท่ไี ปจนถึงวัยสงู อายุ (ตามแผนภาพ4)

เครดติ ภาพจาก www.developingchild.harvard.edu

 ทักษะ EF ไม่ได้เกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ เป็นสิ่งท่ีต้องฝึกฝนต่อเน่ืองเป็นขั้นตอน เรียนรู้ผ่าน
ประสบการณ์จรงิ ที่หลากหลาย

ในช่วงวัย 3-6 ปี ถ้าเด็กไม่ได้รับการฝึกฝนท่ีควรได้ ขาดสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ใหญ่ อยู่ในสภาพแวดล้อมท่ีไม่
เออ้ื อานวย หรือไม่มโี อกาสไดเ้ รียนรจู้ ากประสบการณ์จริงท่ีหลากหลาย เชน่ ถูกเรง่ เรยี นเขยี นอา่ น จนไม่ได้ทากิจกรรมอ่ืน
ใด หรือสภาพแวดล้อมกลับกลายเป็นตัวสร้างปัญหา เป็นพิษต่อเด็ก เช่น มีการละเลยต่อเด็กหรือใช้ความรุนแรง การ
พัฒนาทกั ษะ EF ของเด็กคนน้ัน ก็อาจจะช้าหรือบกพร่องเสียหายไป กระทบต่อโครงสร้างการทางานของสมอง และการ
พัฒนา EF ในสมองต่อไปดว้ ย

6

 ทักษะ EF เมือ่ ได้รบั การฝกึ ฝนต่อเนอื่ งจนเป็นทักษะ เสน้ ใยประสาทก็จะแตกขยาย ต่อเช่ือม
เกย่ี วพันกนั (Wiring) และเจริญงอกงาม

งานวิจัยทางประสาทวิทยาศาสตร์ที่แสดงด้วยเทคนิคภาพถ่ายสมองที่เรียกว่า fMRI ช้ีให้เห็นชัดเจนว่า การ
พัฒนาทักษะ EF ในช่วงปฐมวัยอย่างต่อเนื่อง จะก่อรูปเป็นโครงสร้างค่อนข้างถาวรอยู่ในสมอง (Hardware) จนอาจ
เปรียบได้กับการ”ฝังชิป”ของคอมพิวเตอร์ ที่กาหนดแบบแผน หรือโครงสร้างการทางานของสมองของแต่ละคน
กลายเป็น “วิธีคิด” ของบุคคลนั้นๆไปตลอดชีวิต (แม้ว่าในบางช่วงวัย เช่น 4 ขวบหรือ 13-14 ปี ธรรมชาติของสมอง
จะมกี ารเล็ม (Pruning) ของเส้นใยประสาทที่ไมไ่ ดใ้ ชห้ รอื ฝกึ ฝนต่อเน่ืองออกไปบา้ ง)

สาหรับคนไทยเราที่คุ้นเคยกับคาพังเพยว่า “สันดอนขุดได้ สันดานขุดไม่ได้” นั้น ก็อาจนิยามคาว่า EF ให้
เข้าใจได้ง่ายว่า “EF ก็คือสันดานดีที่สร้างสรรค์ ซ่ึงหากปลูกฝังไว้ในตัวเด็กตั้งแต่เยาว์วัยแล้ว ก็จะเป็นอุปนิสัย หรือ
สนั ดานท่ีดขี องเดก็ คนน้นั ตลอดไปนน่ั เอง”

EF คอื สนั ดานดีท่สี ร้างสรรค์

พูดได้ว่า ช่วงเวลา 3-6 ปีน้ี มีความสาคัญมากต่อการฝึกฝนทักษะด้าน EF เรียกว่า เป็นช่วงเวลาทอง หรือ เป็น
หน้าต่างแห่งโอกาส (Window of opportunity) ของการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าย่ิง ทั้งต่อครอบครัวและ
สังคม เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าย่ิงกว่าลงทุนในวัยอ่ืนใด และหากไม่ได้ลงทุนพัฒนาต้ังแต่ปฐมวัยแล้ว จะมาตามแก้ไขปัญหา
ในภายหลัง ก็ต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าท้ังเวลา เงินทุน แรงกาย-ใจ ย่ิงกว่าการพัฒนาให้ดีเสียต้ังแต่ต้น (ลองนึกภาพการ
แก้ปัญหา เช่น เด็กติดยา ติดเกม เด็กที่อารมณ์ร้าย ฯลฯ พ่อแม่ ครอบครัว ครู สังคม ต้องใช้ทรัพยากร เงิน พลังกาย-ใจ
ฯลฯ มากเพียงใด จึงจะแก้ปญั หาได้ ..หรือบางกรณี อาจจะแกไ้ มไ่ ด้เลยกไ็ ด้ ??)

อย่างไรก็ตาม ด้วยคุณสมบัติของสมองที่มีความยืดหยุ่น (Plasticity) แม้จะได้ผลไม่ดีเท่าในช่วงปฐมวัย แต่
การพัฒนา EF ในวัยเรียน วัยรุ่น หรือก่อนเข้าวัยผู้ใหญ่ตอนต้น เราก็ยังพอที่จะส่งเสริมพัฒนาทักษะสมอง EF ได้ใน
ระดับหนึ่ง

ถา้ EF อ่อนแอ ....เมือ่ โตข้นึ จะเปน็ อยา่ งไร

เดก็ ทีไ่ มไ่ ดร้ ับการส่งเสรมิ EF ในวยั เดก็ มาอย่างตอ่ เน่อื ง จะส่งผลท้งั ใน “วงกว้าง”และ “ระยะยาว”
“วงกว้าง” คอื กระทบไปหลายดา้ น เช่น ด้านรา่ งกาย เดก็ ทีย่ ้ังกินไม่ไดอ้ าจโตขึ้นเปน็ โรคอ้วน เบาหวาน ไขมัน
สูง ด้านจติ ใจอาจเป็นคนทีค่ วบคมุ อารมณ์ไมอ่ ยู่ ออ่ นแอหรอื ก้าวรา้ ว ดา้ นสงั คมอาจรว่ มงานกับคนอื่นได้ยาก ทางานไม่
สมั ฤทธ์ผิ ล หรอื ดา้ นสติปัญญากอ็ าจขาดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แกป้ ญั หา เป็นต้น
ส่วนผลกระทบใน “ระยะยาว” น้ัน ก็คือผลเสียจะเกิดขึ้นท้ังในวัยเด็ก ต่อเนื่องไปจนถึงวัยเรียน วัยรุ่น วัย
ผู้ใหญ่หรือแมแ้ ตใ่ นวยั กลางคน หรอื สงู อายไุ ด้

7

ลกั ษณะของบุคลิกภาพเม่อื EF อ่อนแอ5 เช่น
 กากบั ควบคุมตนเองไมไ่ ด้
 ขาดวิจารณญาณ ยบั ยง้ั ช่งั ใจไม่ได้ “เสพตดิ ” ส่งิ ตา่ งๆได้ง่าย
 ขาดความสามารถในการคิด คาดการณไ์ ปขา้ งหนา้
 ขาดความสามารถในการจัดระบบ และจัดการสงิ่ ตา่ งๆอย่างเหมาะสม
 ไมส่ ามารถจดั การกบั ความเครียด อารมณ์
 ขาดการวางแผนโครงการในระยะยาว
 ไม่สามารถจัดการกับเวลา
 ขาดความมุ่งม่ันทางานให้สาเร็จโดยเฉพาะงานท่ีใช้เวลายาวนาน
 ขาดการรเิ รมิ่ และลงมอื ทางานใหส้ าเรจ็

เราเคยพบเจอคนแบบนบ้ี า้ งไหม

แนวทางการสง่ เสริม EF ในเด็ก

ฐานของทกั ษะ EF ทีแ่ ข็งแกรง่ มคี วามสาคัญยิง่ กว่าการรู้จักตวั เลขหรือตัวหนังสือ
Lewitt, E. M. & Baker, L. S. (1995). School
readiness. TL. S. (1995). School readiness. The
Future of Children, 5(2), 128-139¬

ในระหวา่ งทสี่ มองสว่ นหนา้ และทักษะ EF ของเด็กยังไมแ่ ขง็ แรงตามธรรมชาติของวยั ยอ่ มเปน็ หน้าท่ขี องผู้ใหญ่ที่
ดูแล จะต้องช่วยนาทางพฤติกรรม พร้อมไปกบั การฝกึ ฝนทกั ษะ EF อยา่ งตอ่ เนอ่ื งสมา่ เสมอ จนทักษะน้ฝี ังตัวก่อรูปเป็น
โครงสรา้ งของเซลประสาทในสมองท่แี ขง็ แรง ทจี่ ะทาใหเ้ ด็กสามารถใชท้ ักษะเหล่านใี้ นการดาเนินชวี ิตของเขาได้ด้วย

ตนเองเมื่อเตบิ โตขึน้ และใช้ได้ไปตลอดชวี ิต นั่นหมายความว่า ผูใ้ หญ่จะต้องเป็น "นั่งรา้ น" ที่ดใี หก้ อ่ น

8

สถาบัน RLG (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) จัดการความรู้และสรุปว่า แนวทางสาคัญที่ผู้ใหญ่ทุกคนสามารถสร้าง
ใหแ้ กเ่ ด็กได้6,7 คอื

1) การสร้างความผูกพันและไว้วางใจให้เกิดข้ึนในใจเด็ก เป็นพื้นฐานแรกท่ีสาคัญท่ีสุด เพราะถ้าเด็ก
ไว้วางใจได้ว่า เขาเป็นที่รัก หรือเขาจะปลอดภัยในความดูแลของผู้ใหญ่คนนี้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่
ผู้ปกครอง หรือครู ผู้ใหญ่เหล่าน้ีฟังเขา ให้โอกาสเขา หรือมีความเสมอต้นเสมอปลายกับเขา ก็จะทาให้
เขามีสภาวะที่พร้อมต่อการพัฒนา EF และฝึกฝนเรียนรู้ เม่ือใดที่เด็กมีความเครียด กังวล ไม่มีความสุข
รูส้ ึกไมเ่ ปน็ ท่รี กั หรือคาดการณ์ไมไ่ ด้วา่ ผู้ใหญ่จะเอาอย่างไรกับเขา ทักษะสมอง EF ก็จะไมแ่ ข็งแรง

2) การดูแลสขุ ภาพทางกายภาพของสมองให้แข็งแรง การกนิ อ่มิ นอนหลับเพียงพอ การได้ออกกาลังกาย
สม่าเสมอ การได้รับอากาศบริสุทธ์ิ ล้วนมีส่วนในการสร้างความแข็งแรงทางกายภาพให้กับสมอง ก็
เชน่ เดยี วกับรา่ งกายทแี่ ข็งแรงทจี่ ะเป็นฐานของการดาเนินชีวิต สมองที่แข็งแรง สมบูรณ์ ไม่เป็นโรค ก็จะ
เปน็ ฐานทดี่ ใี นการทางานของความคดิ ความรสู้ ึกหรือการกระทาของเด็กต่อไป มีงานวิจัยชัดเจนว่า เด็กท่ี
นอนไม่พอ EF จะออ่ นแอ เด็กท่ีได้ออกกาลังกายกลางแจ้งสม่าเสมอ จะมี EF ในด้านการจดจ่อใส่ใจดีขึ้น
เปน็ ตน้

3) การสร้างสภาพแวดล้อมท่ีเกอ้ื กูล เหมาะสม ซึ่งรวมความท้ัง
- สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ท่ีมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและน่าอยู่ของสถานที่ทั้งท่ีบ้านและโรงเรียน

การมกี จิ วตั รประจาวนั ทส่ี มา่ เสมอ
- สภาพแวดล้อมทางอารมณจ์ ติ ใจและสังคม เช่น บรรยากาศท่ีร่มเย็น ร่ืนรมย์ให้ความสุข หรือสนุกสนาน

หรือเด็กรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ด้วย เช่น การมีกติกาที่เด็กมีส่วนร่วมและทุกคน ปฏิบัติกันอย่าง เสมอต้น
เสมอปลาย
- สภาพแวดล้อมทางความคิด ทกี่ ระตนุ้ ให้เกิดความสนใจใคร่รู้ กระตุ้นพลังจินตนาการ ส่งเสริมให้กล้าคิด
กล้าทา เป็นตน้

4) การได้รับประสบการณ์การเรยี นรูท้ ีห่ ลากหลาย โดยเฉพาะเนน้ ทกี่ ารได้ลงมือทาด้วยตนเอง หรือการเข้า
ไปมีประสบการณ์ตรงกับส่ิงรอบตัว สาหรับเด็กปฐมวัย คือ การเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-Based
Learning) เพราะการเลน่ คือการเรียนรู้แบบ Active learning ของเด็ก การเรียนรู้ด้วยประสบการณ์จริง
จะทาให้เด็กมีโอกาสได้ฝึกคิดด้วยตนเอง ฝึกสังเกต ได้คิดค้นวางแผน และทดลองหรือลงมือทา ระหว่าง
ทาก็ได้เห็นอุปสรรคปญั หา แล้วหาทางแกไ้ ข และสรุปบทเรยี นด้วยตนเอง

5) การเรียนรทู้ ักษะทางสังคม-อารมณ์ เป็นองค์ประกอบสาคัญอีกข้อหน่ึง เน้นที่การให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์
ทางสังคมกับผู้อ่ืน ได้เล่นกับเพื่อน ทั้งน้ีเพ่ือเปิดโอกาสให้เด็กได้ รู้จักอารมณ์ตนเอง และกากับอารมณ์
ตนเองให้เป็นปกติได้ รู้จักเข้าใจคนอ่ืน อยู่กับคนอ่ืนได้ มีสัมพันธภาพที่ดีกับคนอ่ืนๆ และสามารถจัดการ
สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม โดยคานึงถึงผลท่ีจะเกิดข้ึนกับทั้งตนเองและผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
ความปลอดภยั การมคี ่านิยมที่สอดคล้องกบั บรรทัดฐานของสงั คม เปน็ ตน้

9

“ใหโ้ อกาสเดก็ ”คือคาสาคญั

ไมว่ ่าในวัยใดๆ “การให้โอกาส”แก่เด็กในการพัฒนาฝึกฝนทักษะ EF คือเร่ืองสาคัญอย่างย่ิง แม้โดยธรรมชาติ
เดก็ จะสามารถสร้างโอกาสพฒั นา EF ให้ตนเองได้ เช่น เล่นกับเพ่ือนแล้วคิดค้นวางแผน กาหนดกติกากันเอง ฯลฯ แต่
ในชีวิตจริง วัยเด็กยังเป็นวัยที่เด็กจะต้องพึ่งพาผู้ใหญ่ ให้ผู้ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือครู ผู้ดูแลเด็ ก ได้
ช่วยเป็น “นั่งร้าน” ประคับประคองและให้โอกาสพวกเขาได้เรียนรู้ แล้วค่อยๆ พัฒนาทักษะสมองของเขาให้แข็งแรง
ขึ้น จนกว่าจะถงึ เวลาที่เขาจะสามารถคดิ ดและจัดการชีวติ ได้ด้วยตนเองอยา่ งเต็มที่

นักวิชาการปฐมวยั ศึกษาทรี่ ่วมจัดการความรู้กับสถาบัน RLG (รักลูก เลิร์นน่ิง กรุ๊ป) จึงได้สรุปเป็นแนวปฏิบัติ
ไว้ดงั น้ี

พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ในครอบครัว ครูในโรงเรียนทุกระดับ โดยเฉพาะครูอนุบาลที่ดูแลเด็กวัย 3-6 ปี มี
ความสาคญั มากตอ่ การ “ใหโ้ อกาส”พัฒนาทักษะ EF ให้แก่เด็กในทุกๆวันของพวกเขา โดยเราสามารถฝึกฝนคุณลักษณะ
ทงั้ 9 ดา้ นนี้ได้ในชวี ิตประจาวัน เช่น

- สร้างวนิ ยั ในชวี ิตประจาวนั ให้รู้จกั รอ รจู้ ักดูแลตนเอง เก็บขา้ วของ
- ใหร้ ู้จกั ยับยั้งใจ ควบคุมอารมณต์ นเอง และแสดงออกถึงความตอ้ งการของตนอย่างเหมาะสม
- ฝกึ ฟงั เข้าใจ ความรสู้ กึ ของตนเอง และของคนอื่นๆ
- ชวนลูกให้คดิ ใหพ้ ูดคุยโต้ตอบ ในเรื่องท่เี กิดขนึ้ ใกล้ตวั ; มันเปน็ อย่างไร ทาไมจงึ เป็นเชน่ นัน้
- ช่วยเหลือตนเองตามวยั เช่น การสวมใส่เสือ้ ผ้า การเกบ็ ของเลน่ การทาการบา้ น ฯลฯ
- ช่วยทางานบา้ นตามทีว่ ัยของเขาทาได้ เชน่ จัดชอ้ นจาน การช่วยเหลอื ผู้ใหญ่ เป็นต้น

10

ในการจัดหลักสูตรการเรียนรู้ของเด็กที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือโรงเรียนอนุบาล ก็ให้มีกิจกรรมที่ได้ลงมือทา
(Learning by Doing) เพื่อฝึกการวางเป้าหมาย การจัดลาดับก่อนหลัง การบริหารเวลา การอดทนพากเพียร การสังเกต
เรยี นรขู้ น้ั ตอนการทางาน

ใหเ้ ด็กได้มโี อกาสออกไปเผชิญสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ พบคนใหม่ๆ เพ่ือนใหม่ๆ ได้แก้ปัญหาต่างๆ (ที่เหมาะสมกับวัย)
ด้วยตนเอง รวมทั้งเม่อื เสรจ็ แล้วมีโอกาสฝึกการประเมินผลอย่างง่ายๆ ว่างานที่ทาไปแล้วน้ันดี หรือไม่ดีอย่างไร และมีการ
ใหก้ าลังใจเมื่อเดก็ ทาสาเรจ็

หลักสูตรการจัดการศึกษาในโรงเรียนของประเทศเรา ก็จะต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงไม่น้อย การท่องจาไม่ช่วย
ให้ทักษะสมอง EF ของเด็กพัฒนา แต่การได้พบประสบการณ์จริงจะช่วยให้เด็กมีการจดจา ท่ีจะนามาใช้งานในอนาคต
ดีกว่า การเรียนเพื่ออยู่รอดได้ในศตวรรษที่ 21 จะต้องเน้นฝึกทักษะมากกว่าเน้ือหา และไม่ใช่เน้นบังคับกะเกณฑ์ให้เร่ง
เรียนเขยี นคดั ทอ่ งจาเป็นนกแกว้ นกขนุ ทอง เพอ่ื เอาคะแนนสอบตัง้ แต่ปฐมวัย โดยไมไ่ ด้สมั ผัสประสบการณ์การเรียนรู้จาก
ชวี ติ จรงิ เลย

พูดได้ว่า การให้โอกาสเด็กได้เรียนรู้ แบบ Active Learning จะช่วยส่งเสริม EF ตลอดทางทั้งสิ้น
ในทางตรงข้าม การจัดการเรยี นรแู้ บบ Passive Learning ก็จะทาลายสมองเด็กอยา่ งนา่ เสยี ดายที่สดุ

EF เก่ยี วขอ้ งกบั การเสพตดิ ต่างๆ อยา่ งไร

จากการรวบรวมผลวิจยั จากตา่ งประเทศของ รศ.ดร. นวลจนั ทร จ์ ฑุ าภกั ดีกลุ ผเู้ ช่ยี วชาญด้าน Executive
Functions จากศนู ยว์ ิจัยประสาทวทิ ยาศาสตร์ สถาบันชวี วิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหดิ ล พบวา่

 ความบกพร่องของ EFเปน็ สาเหตุของการติดสารเสพติด8
 การศึกษาจากภาพถา่ ยสมองและอาการทางคลินกิ แสดงให้เหน็ ว่ามีความบกพร่องในการทางาน ของสมองสว่ น

หน้าในผู้ที่ติดยาเสพติด9

 ความบกพรอ่ งในการทางานของสมองสว่ นหนา้ ทาให้ไมส่ ามารถยบั ยั้งความคิดและการกระทา (Inhibition) ซึ่ง

เกยี่ วข้องกบั ทกุ ขั้นตอนของการตดิ ยาเสพติดตัง้ แต่ทาให้เข้าไปอยใู่ นสถานการณ เ์ สี่ยง ทดลองใช้ยาใช้ซา้ จนติด
รวมท้ังการกลับไปใช้ใหม่10

รศ.ดร.นวลจนั ทร์ ชว้ี า่ สมองสว่ นหน้า (Prefrontal cortex) ทาหน้าท่ยี ับยงั้ การเขา้ หายาเสพตดิ โดยควบคุม
ความคิดและการกระทา (Cognitive control) ยับย้ังไม่ให้ตอบสนองออกไปตามความต้องการ รู้จักคิดว่าส่ิงไหนไม่ดี
ยับย้ังไม่ทาในส่ิงที่ไม่ดี การส่งเสริมให้เด็กมีทักษะ EF ที่ดีตามวัยจึงช่วยลดปัญหาพฤติกรรม ลดความขัดแย้ง ใน
ครอบครัว ลดปัญหาการเรียน ลดปัญหาสังคมเช่น พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ติดการพนัน ติดยาเสพติด และช่วย
พัฒนาประเทศของเราอยา่ งย่งั ยนื 11

11

จะเหน็ วา่ สมองส่วนหน้ามีศกั ยภาพทจี่ ะช่วยให้มนุษย์ทุกคนจัดการชีวิตของตนได้ การส่งเสริมให้เด็กมีทักษะ EF
ที่ดีตามวัย ไม่เพียงแต่เป็นการป้องกันในเร่ืองยาเสพติดท่ีเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติท่ีประเทศเรากาลังเผชิญอยู่เท่าน้ัน
หากยงั ปอ้ งกนั ปญั หาพฤตกิ รรมอ่ืนๆ ทัง้ หลายอันเกดิ จากความไม่สามารถยับยงั้ หรอื ปรับใจตนเองได้ เช่น การติดเกม การ
ติดเพ่ือน การเสพตดิ การบริโภค ฯลฯ ไปด้วย

EF กบั IQ, EQ
คาถามทพี่ ่อแม่และครูจานวนมากให้ความสนใจเปน็ อย่างมากก็คือ
“EF กบั IQ หรือ EQ เกย่ี วขอ้ งกันอยา่ งไร”

EF สมั พันธก์ บั ความพร้อมทางการเรยี นของเด็กมากกว่า IQ, การอา่ น และการคานวณ
EF สาคญั ต่อความสาเรจ็ ดา้ นการเรียนโดยเฉพาะการอา่ น การคานวณ ผลการเรยี นทุกระดบั จนถงึ มหาวิทยาลัย

Diamond,2012 ; 2014;
Nora & Volkowa,2011;
Goldstien & Volkowa,2011

นักวิทยาศาสตร์อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า “คนมักคิดว่า คนที่มีปัญญา (Intelligence) ดี มักจะมี EF ดีโดยปริยาย
แล้วเราก็มักจะคาดหวังว่า เด็กที่เรียนดีจะมีนิสัยการทางานที่ดี จัดการกับการงานทั้งท่ีบ้านและท่ีโรงเรียนได้ดี แต่ใน
ความเป็นจริง IQ กับ EF ไปด้วยกันได้ในบางระดับเท่าน้ัน เด็กที่มีปัญญาเลิศอาจจะยับย้ังแรงกระตุ้นไม่ค่อยได้
วางแผนหรือจัดการชีวิตประจาวันได้ไม่ดี การมีปัญญาวิเคราะห์และเข้าใจการงาน ก็ไม่ได้หมายความว่า เด็กจะลงมือ
ทางานได้อย่างมีประสิทธภิ าพ และมุ่งม่นั ทาจนสาเรจ็ ” 12

นอกจากนี้ ยังมีนักวจิ ยั ทชี่ ้ีอีกว่า “การทดสอบ IQ แบบดงั้ เดมิ นัน้ เปน็ การวัดส่ิงที่เรียกวา่ ―ความสามารถทาง
ปัญญาที่ตกผลึกแล้ว‖ (Crystallized Intelligence) เป็นการเรียกข้อมูลในสิ่งท่ีเรียนไปเรียบร้อยแล้ว เช่น คานี้
หมายความว่าอย่างไร เมืองหลวงของประเทศน้ีช่ืออะไร แต่ Executive Functions คือความสามารถในการใช้สิ่งท่ี

12

เรารู้แล้วนามาสร้างสรรค์ใหม่ หรือนามาแก้ปัญหาในปัจจุบันซ่ึงจะเก่ียวข้อง กับความสามารถทางปัญญาท่ีเลื่อนไหล
(Fluid Intelligence) ...มีหลักฐานมากข้ึนเรื่อยๆท่ีชี้ชัดว่า ความจาท่ีใช้งาน (Working Memory) กับการยั้งคิด
ไตรต่ รอง (inhibition) เป็นสง่ิ ทบ่ี อกถงึ ความสาเร็จของเดก็ หลงั จบจากโรงเรียน แล้ว ไดด้ ียงิ่ กว่าการทดสอบ IQ” 13

สอดคลอ้ งกับคากลา่ วของนายแพทยว์ ัลลภ ไทยเหนือ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้ใหค้ วามใสใ่ จอย่างยง่ิ
ต่อการพฒั นาเด็กปฐมวยั และพัฒนาทกั ษะสมอง EF ซ่ึงเคยอธิบายใหเ้ ข้าใจง่ายและชดั เจนมากวา่ “ IQ คอื What you
know สว่ น EF คือ The ability to use what you know”

Executive functioning กับ self-regulation เปน็ เคร่อื งทานายทแ่ี ข็งแรงมากถึงความสาเร็จในการเรยี น แขง็ แรงยง่ิ
กวา่ IQ เสยี อีก

Blair, C. (2002). Nadine Gaab, Laboratories of Cognitive Neuroscience
at Boston Children―s Hospital.

ประเทศไทยรอไมไ่ ดแ้ ลว้

หลายทศวรรษท่ีผ่านมา การจัดการศึกษาในประเทศไทยเราให้ความสนใจกับการเรียนรู้แบบ Passive
Learning เน้นการสอบแข่งขัน การสอบเข้า และการกวดวิชากันอย่างเอาเป็นเอาตาย เด็กไทยหลายต่อหลายรุ่นได้
ขาดโอกาสพัฒนาทกั ษะสมอง EF ไปอย่างน่าเสียดาย หากถูกใช้สมองไปในด้านเดียวคือการท่องจา เพื่อใช้ในการสอบ
“จดแลว้ ทอ่ ง ท่องแล้วจา จาแล้วสอบ สอบแล้วลืม” และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ได้ประจักษ์แก่สายตาของผู้ใหญ่เราทุกคน
น่ันคือ เด็กไทยวัยต่างๆ ถึง เกือบ 1 ใน 3 ตกอยู่ในภาวะเสี่ยง นับต้ังแต่การเสพติด การมีเพศสัมพันธ์ในวัยท่ีน้อยลง
เรื่อยๆ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนที่ตกต่าลงเร่ือยๆ ไม่ว่าจะวัดผลในประเทศหรือวัดกับนานาชาติ การขาดทักษะ
ความสามารถในการทางานเมือ่ เรยี นจบ ฯลฯ

ถึงวันนี้ เมื่อเราเข้าใจกระบวนการทางานของสมองมนุษยช์ ดั เจนยิ่งขึ้น รจู้ กั EF ยิ่งขึ้น ก็เท่ากบั มีแสงสว่าง
อยูท่ ีป่ ลายอุโมงค์ เพอ่ื ให้เรารว่ มกันแกไ้ ขปญั หาการพัฒนาเด็กไทย

สุดท้ายก็อยู่ที่ ผู้ใหญ่เราทุกคนว่า จะเดินไปในทิศทางของแสงสว่างน้ัน หรือจะงมอยู่กับเส้นทางเดิมๆ ที่
ลม้ เหลวและทาลายเด็ก

เดก็ ๆ ไมอ่ าจรอได้ ประเทศไทยกร็ อไมไ่ ด้เช่นกนั

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Resources;

1. Miller EK1, Cohen JD., An integrative theory of prefrontal cortex function.,2001
2. Building the Brain‖s “Air Traffic Control” System, www.developingchild.harvard.edu
3. Thanasetkorn P., 2012. เอกสารการบรรยาย “การคดิ เชงิ บรหิ าร EXECUTIVE FUNCTIONs (EFs)”
4. InBrief: Executive Function , Developing Child Center, Harvard University,

www.developingchild.harvard.edu
5. Meltzer and Kalyani Krishnan, Improving Executive Function Skills—A Innovative Strategy that May

Enhance Learning for All Child, CEC Today, August 2008
6. Chase R.F., Developing Your Children ―s Organizational Skills and Executive Functions

13

7. Griffin J.A., McCardle P.,Freund L.S., edited, Executive Functions in Preschool – Age Children, American
Psychological Association, Washington D.C., 2016

8. D.W. Self and J.K. Staley(eds.) , Behavioral Neuroscience of Drug Addiction, Current Topics in Behavioral
Neurosciences 3, published online 15 Sept.2009

9. Goldstein RZ, Volkow ND. Nat Rev Neurosci. 2011 Oct 20;12(11):65269.
10. Morein Zamir, Trevor W. Robbins, Fronto striatal Circuits in Response Inhibition: Relevance to Addiction,

published online www.sciencedirect.com
11. นวลจันทร์ จฑุ าภักดีกลุ ,Executive Functions(การคดิ เชิงบริหาร), เอกสารประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการระดมสมอง,

2014
12. Flook L., et al, “Effects of Mindful Awareness Practices on Executive Functions in Elementary School

Children”, Journal of Applied School Psychology,26:70–95,2010

13. Kahn, J.C., Dietzel. L.,(2008), Late, Lost, and Unprepared : A Parents‖ Guide to Helping Children with

Executive Functioning. Woodbine House, MD p.17

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

14


Click to View FlipBook Version