นวัตกรรมสื่อการสอน การปฏิบัติตนหลักธรรมศาสนาที่ตนนับถือ เพื่อแก้ไขปัญหาอบายมุขและสิ่งเสพติด จัดทำ โดย นายสิงหา ไพรพนาพันธ์ 66181660120 เสนอ รส.ดร.กนิษฐกานต์ ปันเเก้ว ผศ.พงษ์พร พันะ์เพ็ง เป็นส่วนหนึ่งในรายวิชานวัตกรรมเเละเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการสื่อสารเเละการเรียนรู็ ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา2566 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำ ปาง
คำ นำ รายงานฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา นวัตกรรมและ เทคโนโลยีสารสนทศเพื่อการสื่อสารและการเรียนรู้ โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบถึงการการปฏิบัติตนตามหลัก ธรรมและศาสนาที่ตนนับถือเพื่อแก้ไขปัญหาอบายมุข และสิ่งเพสติดและได้ศึกษาอย่างเข้าใจและเป็นประโยชน์ ต่อผู้เรียน ผู้จัดทำ คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานเล่มนี้จะเป็น ประโยชน์ต่อผู้อ่านผู้เรียนและผู้ที่สนใจศึกษา นายสิงหา ไพรพนาพันธ์ 66181660120
สารบับัญ บั ญ บั เรื่อง หน้า ตัวอย่างสถานการณ์ 1 -ภารกิจคำ ภาม 1 -เนื้อหาสาระ 2 -อริยสัจ 4 2-10 -โอวาท 3 11-13 -อบายมุข6 14-19 -อกุศล3 20 -กุศลมูล 21 เเหล่งข้อมูลเพิ่มเติม 22 ฐานความช่วยเหลือ 23 สุป 24-27 เเบบทดสอบ บรรณานุกรรม 28-29 30 ประวัติส่วนตัว 31
ตัวอย่างสถานการณ์ นายบุญมีและนายกรรมบังซึ่งเป็นเพื่อนกันนายบุญมีเป็นคนชอบไปวัดเข้าร่วมพิธีกรรม ทางศาสนาเข้าร่วมพิธีกรรมหรือวันสำ คัญทางศาสนาอยู่เป็นประจำ แต่นายกรรมบังเป็นคนที่ไม่สนใจในการเข้าร่วมพิธีกรรมเอาแต่ดื่มเหล้าอบายมุขต่างๆไม่ ปฏิบัติตามศีล5และยังประพฤติไม่เหมาะสมในศาสนพิธีเพราะขาดสติจนทำ ให้นายกรรม บังมักถูกด่าถูกว่าอยู่เป็นประจำ ซึ่งแตกต่างกับนายบุญมี ภารกิจคำ ถาม 1.การกระทำ ของนายกรรมบังส่งผลอย่างไรต่อตนเอง 2.หากนักเรียนเป็นกรรมบังนักเรียนจะทำ อย่างไร 3.การกระทำ ของใครที่นักเรียนจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง 1 จุดประสงค์ 1.เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจการปฏิบัติตนได้ 2.เพื่อให้ผู้เรียนอธิบายได้
เนื้อหา อริยสัจ 4 : อริยสัจ 4 คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ อันเป็นหลักคำ สอนสำ คัญ ของพระพุทธศาสนา มีดังนี้ 1) ทุกข์ คือ ความจริงที่ว่าด้วยความทุกข์ 2) สมุทัย คือ ความจริงที่ว่าด้วยเหตุให้เกิดทุกข์ 3) นิโรธ คือ ความจริงที่ว่าด้วยความดับทุกข์ 4) มรรค คือความจริงที่ว่าด้วยทางแห่งความดับทุกข์ 1. ทุกข์ (ธรรมที่ควรรู้) ทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะ เป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ต่างก็มีความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ความทุกข์จึงเกิดขึ้นกับใครก็ได้ทุก ขณะ เราจึงไม่ควรประมาทและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความจริงของทุกข์นั้นๆ ความ ทุกข์เกิดขึ้นที่ไหน และมีกระบวนการเกิดขึ้นได้อย่างไร 1) ขันธ์ 5 คือ องค์ประกอบของชีวิตมี 5 ประการ - รูป คือ ส่วนประกอบของชีวิตเป็นร่างกาย รวมถึงพฤติกรรมทั้งหมดของร่างกายด้วย - เวทนา คือ ความรู้สึกของกายและใจที่เกิดขึ้นต่อสิ่งที่รับรู้นั้นๆ (คือรู้ทางตาที่เกิดจาก การได้เห็น, รู้ทางหูที่เกิดจากการได้ยินได้ฟัง, รู้ทางจมูกที่เกิดจากได้กลิ่น, รู้ทางลิ้นที่เกิด จากการได้ลิ้มรส, รู้ทางกายที่เกิดจากการได้สัมผัส, รู้ทางใจที่เกิดจากการได้คิด) มี 3 อย่าง คือ ความรู้สึกสบายกายและสบายใจ เรียกว่า สุขเวทนา ความรู้สึกไม่สบายกาย และสบายใจ เรียกว่า ทุกข์เวทนา ความรู้สึกที่ไม่เป็นสุขและไม่เป็นทุกข์ เรียกว่า อุเบกขาเวทนา - สัญญา คือ ความจำ ได้หมายรู้ในสิ่งต่างๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ที่เกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ได้สัมผัสกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และนึกคิด - สังขาร คือ การที่จิตของคนเราคิดปรุงแต่งไปในทางที่ดี ทางที่ชั่ว หรือทางที่ไม่ดีและไม่ชั่ว (การคิดกลางๆ) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมทั้งทางดีและทางชั่ว หรือ เป็นแรงจูงใหรือ กระตุ้นผลักดันให้คนเราทำ กระทำ การอย่างใดอย่างหนึ่ง - วิญญาณ คือ การรับรู้อารมณ์ (ความรู้สึก)ของใจผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 การรับรู้อารมณ์ทางตา หรือ การเห็น เรียกว่า จักขุวิญญาณ การรับรู้อารมณ์ทางหู หรือ การ ได้ยิน เรียกว่า โสตวิญญาณ การรับรู้อารมณ์ทางจมูก หรือ การได้กลิ่น เรียกว่า ฆานวิญญาณ การรับรู้อารมณ์ทางลิ้น หรือ การลิ้มรส เรียกว่า ชิวหาวิญญาณ การรับรู้อารมณ์ทางกาย หรือ การสัมผัสทางกาย เรียกว่า กายวิญญาณ การรับรู้อารมณ์ทางใจ หรือ การคิด เรียกว่า มโน วิญญาณ 2
ตา มองเห็นสิ่งที่ดี เกิดความสุขทางใจ หู ได้ยินเสียงที่ดี เกิดความสุขทางใจ จมูกได้กลิ่นที่ ดี เกิดความสุขทางใจ ลิ้น ได้ลิ้มรสที่ดี เกิดความสุขทางใจ กายได้สัมผัสสิ่งที่ดี เกิดความสุข ทางใจและทางกาย ใจได้นึกคิดถึงสิ่งที่ดี เกิดความสุขทางใจ ฉะนั้น ความสุขและความทุกข์ ของคนเรานั้นเกิดขึ้นที่กายและที่ใจ เมื่อมีการกระทำ เกิดขึ้นหรือมีพฤติกรรมเกิดขึ้น และเมื่อ การกระทำ นั้นผ่านไปแล้ว บางทีก็ทำ ให้เกิดความสุขและความทุกข์ได้เช่น จดจำ การกระทำ นั้นได้ และได้นึกคิดเกี่ยวกับการกระทำ นั้น ทำ ให้เกิดความไม่พอใจ เกิดความแค้นใจ เกิด ความโศกเศร้าใจ เป็นต้น นี่เรียกว่า ความทุกข์ 2. สมุทัย (หลักธรรมที่ควรละ) สมุทัย คือ ความจริงที่ว่าด้วยเหตุเกิดแห่งความทุกข์ เพราะ ความทุกข์หรือปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีสาเหตุเกิดจากอะไรบางอย่าง ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ โดย ไม่เหตุ หลักธรรมที่ควรละ เพื่อไม่ให้เกิดทุกข์ต่างๆ ที่ควรรู้ คือ 2.1 หลักกรรม (วิบัติ 4) 2.2 อกุศลกรรมบถ 10 2.3 อบายมุข 6 2.1 หลักกรรม ได้แก่ วิบัติ 4 หลักกรรม หรือกฎแห่งกรรม เป็นคำ สอนที่สำ คัญของพุทธ ศาสนา มีใจความสั้นว่า หว่านพืชเช่นใด ได้ผลเช่นนั้น ทำ ดีได้ดี ทำ ชั่วได้ชั่วผลของกรรม มีทั้งผลชั้นในและผลชั้นนอกผลชั้นใน หมายความว่า เมื่อใดเราทำ ดีเราก็เป็นคนดีเมื่อนั้น คือ ใจสงบ สะอาด ปลอดโปร่ง เมื่อใดทำ ชั่วก็เป็นคนชั่วเมื่อนั้น คือ จิตใจเต็มไปด้วย ความโลภ ความมุ่งร้าย ความไม่สงบผ่องใส ผลชั้นนอก หมายถึง ความสุข ความทุกข์ ความเจริญ ความเสื่อม ซึ่งปัจจัยภายนอกตัวเราเป็นผู้กำ หนด ทำ ให้ผลชั้นนอกของกรรม ไม่เป็นไปอย่างที่ควรเป็นสิ่งที่สนับสนุนให้กรรมดีให้ผล (ชั้นนอก) และขัดขวางการให้ผล (ชั้นนอก ของกรรมชั่ว เรียกว่า สมบัติ สิ่งที่สนับสนุนให้กรรมชั่วให้ผล (ชั้นนอก) และขัด ขวางการให้ผล (ชั้นนอก ของกรรมดี เรียกว่า วิบัติ 3 สรุป ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่า อายตนะภายในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส การ นึกคิด(ธรรมารมณ์) เรียกว่า อายตนะภายนอกอายตนะ แปลว่า สิ่งที่เชื่อมต่อให้เกิดการ รับรู้ เช่น ตาบอด จะมองไม่เห็นรูป (สิ่งต่างๆ) เมื่อมองไม่เห็น ความรู้ที่เกิดการจากมอง ไม่เห็นก็จะไม่มี แต่ก็มีข้อดี คือ ความทุกข์ที่เกิดจากทางตาที่ได้เห็นก็จะไม่มี เป็นต้น ตา มองเห็นสิ่งที่ไม่ดี เกิดความทุกข์ทางใจ หู ได้ยินเสียงที่ไม่ดี เกิดความทุกข์ทางใจ จมูกได้ กลิ่นที่ไม่ดี เกิดความทุกข์ทางใจ ลิ้น ได้ลิ้มรสที่ไม่ดี เกิดความทุกข์ทางใจ กายได้สัมผัสสิ่ง ที่ไม่ดี เกิดความทุกข์ใจและทางกาย ใจได้นึกคิดถึงสิ่งที่ไม่ดี เกิดความทุกข์ทางใจในทาง ตรงข้าม
วิบัติ 4 คือ ความบกพร่อง 4 ประการ ดังนี้ - คติวิบัติ คือ เกิดอยู่ในภพ ถิ่น หรือประเทศที่ไม่เจริญ - อุปธวิบัติ คือ เกิดมามีร่างกาย พิกลพิการ อ่อนแอ ไม่สง่างาม - กาลวิบัติ คือ เกิดอยู่ในสมัยที่บ้านเมืองมีทุกข์เข็ญ ยกย่องคนชั่ว บีบคั่นคนดี ไม่มีศีลธรรม - ปโยควิบัติ คือ การทำ งานไม่ครบถ้วนไม่ต่อ เนื่อง ทำ ครึ่งๆกลางๆ ไม่ตรงกับความถนัดหรือความสามารถของตน 2.2 อกุศลกรรมบถ 10 หมายถึง ทางแห่งความชั่ว หรือ กรรมชั่วอันเป็นทางไปสู่ความเสื่อมและความทุกข์ การทำ ความชั่ว แบ่งได้ 3 ทาง 1) การทำ ความชั่วทางกาย มี 3 ประการ ดังนี้ - ปาณาติบาต คือ การฆ่าสัตว์ หรือการทำ ให้ชีวิตสัตว์โลกถึงแก่ความตาย - อทินนาทาน คือ การลักขโมยของผู้อื่น หรือ การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้ รวมถึง การฉ้อโกง การยักยอก การหลอกลวง - กาเมสุมิจฉาจาร คือ การประพฤติผิดในสามี ภรรยา บุตร ธิดาของผู้อื่น 2) การทำ ความชั่วทางวาจา มี 4 ประการ คือ - มุสาวาท คือ การพูดเท็จ พูดสิ่งที่ไม่จริงโดยที่ตนรู้ว่าไม่จริง รวมถึงการพูดกำ กวมเพื่อ หลอกลวงผู้อื่น - ปิสุณาวาจา คือ การพูดส่อเสียด พูดกระทบกระเทียบเหน็บแนม เพื่อ ให้อีกฝ่ายหนึ่งเจ็บใจ การพูดส่อเสียดมักเกิดจากความอิจฉา - ผรุสาวาจา คือ การพูดคำ หยาบ การพูดหยาบก่อให้เกิดความแตกร้าว ทำ ให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ - สัมผัป ปลาปะ คือ การพูดเพ้อเจ้อ ไม่มีสาระ ไม่มีประโยชน์แก่ใครไม่ว่าตนเองหรือผู้อื่น 3) การทำ ความชั่วทางใจ มี 3 ประการ คือ - อภิชฌา คือ การคิดเพ่งเล็งอยากได้ของผู้ อื่น โดยไม่นึกว่าของใครใครก็หวง แม้ยังมิได้ลงมือขโมยแต่ก็ทำ ให้จิตใจเสื่อม - พยาบาท คือ การคิดร้ายต่อผู้อื่น อยากให้ผู้อื่นเจ็บปวด เสยหาย ประสงค์ร้าย ความคิด ร้ายนั้นจะบั่นทอนความสามารถและความดีของตนเอง - มิจฉาทิฐิ คือ ความเห็นผิด จากคลองธรรม เช่น ไม่เชื่อว่าทำ ดีได้ดี ทำ ชั่วได้ชั่ว เป็นต้น 2.3 อบายมุข 6 หมาย ถึง ทางแห่งความเสื่อม มี 6 ประการ 1) ติดสุราและของมึนเมา มีโทษดังนี - ทำ ให้เสียทรัพย์ - ทำ ให้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน แลบางครั้งถึงกับฆ่ากัน - เป็นบ่อเกิดแห่งโรค เพราะทำ ให้เสียสุขภาพ บั่นทอนกำ ลังกาย - ทำ ให้เสียเกียรติยศและชื่อเสียง - ทำ ให้เป็นหน้าด้านไม่รู้จักอาย บั่นทอนกำ ลังสติปัญญา 4
2) ชอบเที่ยวกลางคืน มีโทษดังนี้ - เป็นการไม่รักตัว เพราะทำ ให้ร่างกายและจิตใจไม่ปกติ ไม่อาจประกอบอาชีพการงานได้ตามปกติ และต้องเสียเงินรักษาตัวโดยไม่จำ เป็น - เป็นการไม่รักลูกเมียหรือครอบครัว เพราะทำ ให้ครอบครัวขาดความอบอุ่น - เป็นการไม่ รักษาทรัพย์สมบัติ เพราะเป็นการจ่ายเงินโดยไม่ได้ประโยชน์อะไร มีแต่หมดไป - เป็นที่ ระแวงสงสัยของผู้อื่น ทำ ให้เกิดความไม่ไว้วางใจในการทำ งาน เช่น หัวหน้าจะไม่ไว้ใจว่า จะทำ งานได้ดี หรือลูกน้องไม่เลื่อมใส - เป็นเป้าหมายให้เขาใส่ความได้ เพราะทำ อะไรผิด เล็กน้อย คนก็จะหาว่าเพราะเที่ยวมาก จึงเป็นอย่างนี้ ทั้งๆที่อาจมิใช่ก็ได้ - เป็นที่มาของ ความเดือดร้อนนานาชนิด เพราะเมื่อเที่ยวจนหมดเงิน อาจคิดการทุจริต หรืออารมณ์เสีย บ่อยๆ ทำ ให้ครอบครัวแตกแยก 3) ชอบเที่ยวดูการละเล่น มีโทษ คือ ทำ ให้ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่จะเล่น ไม่เป็นอันทำ มาหา กิจ เสียทั้งเวลา เสียงทั้งเงิน ทำ ให้คนเชื่อถือน้อยลง ถูกมองว่าเป็นคนไม่เอาการเอางาน 4) ติดการพนัน มีโทษดังนี้ - เมื่อชนะย่อมก่อเวร คือ เมื่อเล่นได้ก็ย่อมมีคนอยากแก้มือ เรียกร้องให้เล่นอีก - เมื่อแพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ เพราะเมื่อเล่นเสีย จิตใจก็บังเกิดความ เสียดายทรัพย์ - ทรัพย์สินย่อมเสียหาย เพราะเงินที่ได้มานั้นมักเก็บไว้ได้ไม่นาน เรียกเงิน ร้อน ต้องใช้จ่ายจนหมด - ไม่ใครเชื่อถือ เพราะผู้อื่นย่อมขาดความเชื่อถือในถ้อยคำ มักถูก มองว่าเป็นคนหลอกลวง - เพื่อนฝูงดูหมิ่น ไม่อยากคบค้าสมาคม เพราะกลัวจะเสียชื่อ เสียงตามไปด้วย - ไม่มีใครอยากได้เป็นคู่ครอง เพราะกลัวครอบครัวไม่ราบรื่น และอาจ ละทิ้งครอบครัวได้ 5) คบคนชั่วเป็นมิตร มีโทษ คือทำ ให้เป็นคนชั่วตามไปด้วย ได้รับความทุกข์ความเดือด ร้อนตามไปด้วย 6) เกียจคร้านการงาน มีโทษ คือ ทำ ให้ชีวิตตกต่ำ ไม่เจริญก้าวหน้า มีแต่ความอยาก ลำ บาก ขัดสนในชีวิต ประโยชน์ของการละเว้นอบายมุข - ไม่เสียทรัพย์ไปโดยเปล่า ประโยชน์ - ไม่หมกมุ่นในสิ่งที่หาสาระมิได้ - ประกอบหน้าที่การงานได้เต็มที่ - ชีวิตไม่ ตกต่ำ - เป็นที่รักและไว้วางใจของผู้อื่น - สามารถประกอบอาชีพหน้าที่การงานได้ด้วย ความสุจริต 5
3. นิโรธ (หลักธรรมที่ทำ ให้บรรลุ) นิโรธ คือ ความดับทุกข์หรือดับปัญหาต่างๆ พุทธ ศาสนามีหลักคำ สอนเกี่ยวกับเรื่องความสุขมากมาย จุดหมายสูงสุด คือ นิพพาน เป็นบรม สุขที่สูงสุด แบ่งออกเป็น 3.1 สามิสสุข คือ ความสุขทางกายที่เกิดจากวัตถุภายนอก เรียกว่า กามสุข คือความสุขที่ เกิดประสาทสัมผัสทั้ง 5 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) ทำ ให้เกิดความพอใจ เป็นความสุขของคน ทั่วไป ที่เกิดจากการกระทำ ความดีในด้านต่างๆ ที่สำ คัญได้แก่ - ความสุขที่เกิดจากการมีทรัพย์ เรียกว่า อัตถิสุข - ความสุขที่เกิดการใช้จ่ายทรัพย์ เรียกว่า โภคสุข - ความสุขที่เกิดจากการไม่มีหนี้สิน เรียกว่า อนณสุข - ความสุขที่เกิดจากการประพฤติในสิ่งที่สุจริต เรียกว่า อนวัชชสุข สามิสสุข เป็นความสุข ที่ไม่แน่นอน เพราะความทุกข์อาจเกิดขึ้นได้เสมอถ้าประมาท 3.2 นิรามิสสุข คือ ความสุขที่ไม่อิงอาศัยวัตถุภายนอก เรียกว่า ความสุขทางใจ ความสุข ประเภทนี้มีตั้งแต่ขั้นต่ำ สุดไปจนถึงสูงสุด คือ นิพพาน นิรามิสสุข ขั้นต่ำ คือ การได้รับ อบอุ่นจากพ่อแม่ ความไม่มีศัตรู ไม่มีผู้เกลียดชัง มีผู้ให้ความรักใคร่ นับถือ ยกย่อง สรรเสริญ ไม่คิดร้ายต่อใคร ไม่มีความวิตกกังวล ไม่หวาดระแวง ไม่คิดฟุ้งซ่าน นิรามิส สุขขั้นกลาง คือ ความอิ่มใจที่ได้เสียสละ การมีจิตใจที่สงบ นิรามิสสุขขั้นสูงสุด คือ นิพพาน นิรามิสสุข ขั้นต่ำ คือ การได้รับอบอุ่นจากพ่อแม่ ความไม่มีศัตรู ไม่มีผู้เกลียดชัง มีผู้ให้ ความรักใคร่ นับถือ ยกย่องสรรเสริญ ไม่คิดร้ายต่อใคร ไม่มีความวิตกกังวล ไม่ หวาดระแวง ไม่คิดฟุ้งซ่า นิรามิสสุขขั้นกลาง คือ ความอิ่มใจที่ได้เสียสละ การมีจิตใจที่ สงบ นิรามิสสุขขั้นสูงสุด คือ นิพาน 6
4. มรรค (หลักธรรมที่ควรเจริญ หรือทำ ให้เกิดขึ้น) มรรค คือ ข้อปฏิบัติที่ทำ ให้พ้นจาก ความทุกข์หรือปัญหาต่างๆ ได้แก่ 4.1 บุพพนิมิตของมัชฌิมาปฏิปทา บุพพนิมิต แปลว่า สิ่งที่เป็นเครื่องหมายให้รู้ หมาย ถึง สิ่งที่บ่งบอกล่วงหน้าก่อนที่อริยมรรคมีองค์ 8 จะเกิดขึ้นในตัวของผู้ปฏิบัติ บุพพนิมิต ของมัชฌิมาปฏิปทา มี 7 ประการ - การมีกัลยาณมิตร คือการมีเพื่อนที่ดีที่แนะนำ ประโยชน์ เรียกว่า กัลยาณมิตตตา - ความถึงพร้อมด้วยศีล คือ การมีวินัย มีระเบียบในชีวิตของตนและการอยู่ร่วมกันใน สังคม เรียกว่า สีลสัมปทา - ความถึงพร้อมด้วยฉันทะ คือ ความพอใจใฝ่รักในปัญญา ในจริยธรรม ใฝ่รู้ในความจริง และใฝ่ในความดี เรียกว่า ฉันทสัมปทา - ความถึงพร้อมด้วยการที่จะฝึกฝนพัฒนาตน คือ การรู้จักฝึกฝนพัฒนาตน เรียกว่า อัตต สัมปทา - ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ คือ การยึดถือ เชื่อถือในหลักการและมีความเห็นความเข้าใจ พื้นฐานที่มองเห็นสิ่งทั้งหลายตามเหตุผล เรียกว่า ทิฏฐิสัมปทา - ความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท คือ มีความกระตือรือร้นอยู่เสมอ เห็นคุณค่าของ กาลเวลา เห็นความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่กระตุ้นเตือนให้เร่งรัดการค้นหาให้เข้าถึงความ จริงหรือในการทำ ชีวิตที่ดีงามให้สำ เร็จ เรียกว่า อัปปมาทสัมปทา - การรู้จักใช้ความคิดที่ถูกวิธี คิดเป็น คิดอย่างมีระเบียบ รู้จักคิดพิจารณา เพื่อนำ มาใช้ พัฒนาตนให้ก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป เรียกว่า โยนิโสมนสิการ 4.2 สติปัฏฐาน 4 หมายถึง ข้อปฏิบัติที่เป็นที่ตั้งแห่งสติ หรือการตั้งสติกำ หนดพิจารณา สิ่งต่างๆให้รู้เท่าทัน ทำ ให้มีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ และทำ ให้ไม่ประมาทในการดำ เนิน ชีวิต แบ่งออกเป็น 4 ประการ - กายานุปัสสนา หมายถึง การตั้งสติกำ หนดพิจารณากาย เพื่อให้รู้เท่าทันและเข้าใจตาม ความเป็นจริงว่ากายนี้ไม่มีตัวตนที่แท้จริง ไม่ใช่ของเรา เราบังคับไม่ได้ ต้องมีแก่ เจ็บ ตาย ไปตามกาลเวลา - เวทนานุปัสสนา หมายถึง การตั้งสติกำ หนดพิจารณาเวทนา คือ ความสุข ความทุกข์ หรือความเฉยๆ ที่เกิดขึ้นในขณะใดขณะหนึ่งอย่างรู้เท่าทันว่ามันเป็นอย่างไร 7
- จิตตานุปัสสนา หมายถึง การตั้งสติกำ หนดพิจารณาจิต เพื่อให้รู้เท่าทันถึงสภาพหรือ อาการของจิตว่า จิตใจขณะนั้นเป็นอย่างไร มีความขุ่นมัว หอหู่ ฟุ้งซ่าน เกียจคร้าน หรือ ขยัน - ธัมมานุปัสสนา หมายถึง การตั้งสติกำ หนดพิจารณาธรรมที่เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ซึ่งเกิดขึ้นกับใจ ว่าเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยอะไรบ้าง และจะดับไปด้วยวิธีใด 4.3 ดรุณธรรม 6 หมายถึง ธรรมที่เป็นหนทางแห่งความสำ เร็จ ความเจริญก้าวหน้าแห่ง ชีวิต มี 6 ประการ - รักษาสุขภาพดีมิให้มีโรคทั้งจิตและกาย เพราะโรคภัยไข้เจ็บเป็นอุปสรรคที่คอยขัดขวาง ไม่ให้ประสบความสำ เร็จ ด้วยเหตุนี้จึงต้องหมั่นบริหารกายให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ และริหารจิตให้มีสุขภาพจิตที่ดี เรียกว่า อโรคยะ - มีระเบียบวินัย ไม่ก่อเวรภัยแก่ผู้อื่นและสังคม รู้จักให้อภัย ไม่อาฆาตพยาบาท เรียกว่า ศีล - ได้คนดีเป็นแบบอย่าง คือ คนมีปัญญา มีคุณธรรม (บัณฑิตหรือ สัตบุรุษ)และยึดถือปฏิบัติตามจะช่วยสนับสนุนเกื้อกูลให้การดำ เนินชีวิตเจริญก้าวหน้า เรียกว่า พุทธานุมัติ - ตั้งใจเรียนรู้ให้จริง โดยการศึกษาค้นคว้าแสวงหาความรู้ให้มาก ให้ เชี่ยวชาญ เรียกว่า สุตะ - ทำ แต่สิ่งที่ถูกต้องดีงาม โดยการดำ รงมั่นอยู่ในสุจริต เรียกว่า ธรรมานุวัติ - มีความขยันหมั่นเพียร การมีกำ ลังไม่ท้อถอย ไม่ท้อแท้เฉื่อยชา เรียกว่า วิริยะ 4.4 กุลจิรัฏฐิติธรรม 4 หมายถึง ข้อปฏิบัติสำ หรับรักษาวงศ์ตระกูลให้ดำ รงอยู่ได้นาน มี 4 ประการ - การแสวงหาพัสดุที่หายไป หมายถึง สิ่งของที่จำ เป็นในครอบครัว เช่น ปัจจัย 4 เมื่อ หายไปหรือหมดไป จะต้องช่วยกันจัดหามาทดแทนสิ่งที่หายหรือหมดไป - การบูรณะซ่อมแซมพัสดุที่เก่าชำ รุด หมายถึง สิ่งของที่จำ เป็นเมื่อเกิดชำ รุดเสียหายจะ ต้องรู้จักซ่อมแซมให้ใช้การได้ เช่น ที่อยู่อาศัย อุปกรณ์ เครื่องใช้ต่างๆภายในบ้าน เป็นต้น - การรู้จักประมาณในการใช้จ่าย หมายถึง การรู้จักประหยัด รู้จักกินรู้จักใช้ ไม่ใช้จ่ายเกิน ฐานะของตนเอง ไม่ก่อหนี้สินให้กับครอบครัว - การตั้งคนมีศีลธรรมเป็นพ่อบ้านแม่เรือน หมายถึง การมีหัวหน้าครอบครัวที่เป็นคนดีมี ศีลธรรม ประกอบอาชีพสุจริต มีความขยันหมั่นเพียรในการทำ งาน ก็สามารถสืบทอดต่อ วงศ์ตระกูลให้เจริญยั่งยืนต่อไปได้ 8
4.5 กุศลกรรมบถ 10 หมายถึง ทางแห่งการทำ ความดี หรือกรรมดีที่ควรประพฤติ ปฏิบัติ มี 3 ทาง 1) ทางกาย เรียกว่า กายกรรม มี 3 อย่าง - เว้นจากการฆ่าหรือเบียดเบียนสัตว์โดยวิธี การต่างๆ - เว้นจากการลักทรัพย์ คือ ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ให้โดยวิธีการต่างๆ - เว้นจากประพฤติผิดในสามี ภรรยา บุตร ธิดาของผู้อื่น ต้องรู้จักเคารพสิทธิของกันและ กัน 2) ทางวาจา เรียกว่า วจีกรรม มี 4 ประการ - เว้นจากการพูดเท็จ คือ การพูด ในสิ่งที่เป็นจริง - เว้นจากการพูดส่อเสียด คือ การพูดที่ส่งเสริมให้เกิดความสามัคคี ในหมู่คณะ ให้คนเห็นอกเห็นใจกันและกัน - เว้นจากการพูดคำ หยาบ คือ การพูดที่สุภาพ ไพเราะนุ่มนวลต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง - เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ คือ การพูดมีสาระ ประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น 3) ทางใจ เรียกว่า มโนกรรม มี 3 ประการ -ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น คือ การไม่เพ่งเล็งที่จะเอาทรัพย์ของคนอื่นในทางทุจริต -ไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น คือ การไม่ผูกใจเจ็บ ไม่จองเวร ไม่คิดอาฆาตล้างแค้น - ไม่เห็นผิดจากคลองธรรม คือ การมีความเห็นถูกต้องตามเหตุตามผล เช่น เห็นว่ามารดา บิดาเป็นผู้มีพระคุณจริง กฎแห่งกรรมมีจริง เป็นต้น 4.6 มงคล 38 มงคล คือ สิ่งที่ทำ ให้ชีวิตโชคดี หมายถึง ธรรมที่นำ ความสุขและความ เจริญมาให้แก่ผู้ปฏิบัติ มีดังนี้ 1) การประพฤติธรรม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การปฏิบัติธรรม หมายถึง การปฏิบัติตน ให้อยู่ในกรอบของความถูกต้องและความดีงาม เพื่อความสงบสุขและความเจริญของ คนในสังคม ได้แก่ เบญจธรรม 5 - เมตตากรุณา คือ การมีความรักใคร่เพื่อนมนุษย์ ช่วย เหลือเท่าที่ตนทำ ได้ - สัมมาอาชีวะ คือการประกอบอาชีพที่สุจริต - กามสังวร คือ การ ยินดีเฉพาะในคู่ครองของตน - สัจจะ คือ การพูดแต่ความจริง - สติสัมปชัญญะ คือ การ มีสติรู้ตัวอยู่เสมอว่าอะไรควร อะไรไม่ควร เบญจศีล 5 - เว้นจากการทำ ลายชีวิตสัตว์ - เว้นจากการลักทรัพย์โดยวิธีการต่างๆ - เว้นจากการประพฤติผิดในสามี ภรรยา บุตร ธิดาของผู้อื่น - เว้นจากการพูดเท็จ - เว้นจากการน้ำ เมาและสิ่งเสพติดทั้งหลาย 9
2) การงดเว้นจากความชั่ว หมายถึง การไม่กระทำ สิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ทำ ให้จิตใจเศร้าหมอง เดือดร้อน มีผลเป็นทุกข์ทั้งทางกาย วาจาและใจ ต้นตอสำ คัญแห่งความชั่วทั้งหลาย หาก ละเว้นได้ก็จะเป็นการละเว้นความชั่วได้หลายอย่าง โดยอกุศลกรรมบถ 10 ต้นตอแห่ง ความชั่ว เรียกว่า อกุศลมูล มี 3 ประการ -โลภะ คือ ความอยากได้โดยมิชอบ หรือความ อยากได้เกินพอดี เรียกว่า ความโลภ - โทสะ คือ ความโกรธแค้น พยาบาท อิจฉาริษยา คิดแต่อยากให้ผู้อื่นประสบเคราะห์กรรมประสบความหายนะ เรียกว่า ความโกรธ - โมหะ คือ ความไม่รู้เหตุรู้ผล ขาดปัญญาในการพิจารณา เรียกว่า ความหลง 3) เว้นจากการดื่ม น้ำ เมา หมายถึง การไม่เข้าไปข้องแวะหรือไม่หวนกลับไปหาสุราและของมึนเมา สิ่งเสพ ติดทุกชนิด ไม่ว่าโดยวิธีใดก็ตาม เพราะ - ทำ ให้เสียทรัพย์ - ทำ ให้เกิดโรคหลายอย่าง - ทำ ให้เกิดการทะเลาะวิวาท - ทำ ให้ขาดความละอาย - ทำ ให้เสียชื่อเสียง - ทำ ให้สติ ปัญญาเสื่อมถอยลง การดื่มน้ำ เมานั้นทำ ให้เกิดความสุขได้บ้างสำ หรับคนที่ติดแต่เป็น ความสุขหลอกๆ บนความทุกข์ น้ำ เมาทำ ให้เพลิดเพลินได้ แต่เป็นการเพลิดเพลินในเรื่อง เศร้า ดังนั้นจึงไม่ควรแก้ปัญหาใดๆ ด้วยน้ำ เมา เพราะเมื่อดื่มน้ำ เมาแล้วจะให้ขาดสติ ขาดความยั้งคิด เป็นหนทางที่จะนำ ไปสู่การทำ ความชั่ว 10 คุณhttps://www.thairath.co.th/lifestyle/culture/2475345
หลักธรรม โอวาท ๓ - ไม่ทำ ชั่ว การไม่ทำ ชั่วทุกอย่างเป็นโอวาทข้อที่ ๑ ใน ๓ ข้อ เป็นคำ สอนที่สำ คัญ ของพระพุทธเจ้า ที่นักเรียนควรนำ ไป ปฏิบัติ ซึ่งหมายถึง เบญจศีล - เบญจศีล คือ ศีล ๕ ข้อ ที่นักเรียนควรรักษาเป็นประจำ ทุกวัน คือ ๑. ไม่ทำ ร้ายสัตว์ ไม่รังแกสัตว์ ๒. ไม่ลักขโมย ๓. ไม่แย่งชิงของรักของผู้อื่น ๔. ไม่พูดปดหรือพูดโกหกหลอกลวง ๕. ไม่ดื่มสุราหรือของมึนเมาและสิ่งเสพติดทุกประเภท ศีลทั้ง ๕ ข้อนี้ เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติได้จะมีความสุข มีคนรัก คนชอบ อยากคบหาเป็นเพื่อนเสมอ ทำ ความดี การทำ ความดีเป็นโอวาทข้อที่ ๒ ใน ๓ ข้อ เป็นคำ สอนที่สำ คัญของ พระพุทธเจ้าที่ควรนำ ไปปฏิบัติ ซึ่งหมายถึง เบญจธรรมและหลักธรรมอื่น ๆ เบญจธรรม คือ ข้อควรปฏิบัติ ๕ ประการ คือ ๑. ความเมตตากรุณา ๒. การประกอบอาชีพสุจริต ๓. ความสำ รวมในกาม พอใจ และยินดีในของของตน ๔. มีความซื่อสัตย์ ซื่อตรง และจริงใจ โอวาท 3 11
๕. รู้สึกตัวอยู่เสมอมีสติสัมปชัญญะ เบญจธรรมเป็นข้อควรปฏิบัติให้เกิดมีขึ้นในตัวของเราการทำ ความดีนอกจากเบญจธรรม ๕ ข้อแล้วยังมีหลักธรรมข้ออื่น ๆ อีก เช่น - สังคหวัตถุ ๔ คือ ธรรมสำ หรับยึดเหนี่ยวน้ำ ใจ ผูกมิตรไมตรีต่อกันผู้นำ ไปใช้เป็นประจำ จะสามารถครองใจคนได้ และเป็นที่รักของคนทั่วไปมี ๔ ประการ คือ ๑. ทาน คือ การให้ การแบ่งปัน การเสียสละของตนแก่ผู้อื่น ผู้ที่ให้ย่อมได้รับความรัก ความนับถือ ความยกย่องจากผู้อื่นเสมอ ๒. ปิยวาจา คือ การพูดจาสุภาพ หรือการพูดคำ ที่ไพเราะอ่อนหวานและคำ ที่มีประโยชน์ แก่ผู้ฟัง ๓. อัตถจริยา คือ การบำ เพ็ญประโยชน์ นักเรียนต้องทำ ตนให้เป็นประโยชน์ เช่น ช่วยล้าง จาน ปัดกวาด เช็ดถูบ้าน เก็บขยะ บริเวณโรงเรียน ๔. สมานัตตตา คือ รู้จักทำ ตัวให้เหมาะสม ทำ ตัวน่ารัก พูดคุยเป็นกันเองกับเพื่อน ๆ ทำ งานร่วมกันได้ เมื่อพบผู้ใหญ่หรือคน รู้จักทักทายทำ ความเคารพทุกครั้งผู้ที่มีหลักธรรมข้อสังคหวัตถุอยู่ในจิตใจผู้นั้น ย่อมเป็นที่รักของบุคคลทั่วไป - กตัญญูต่อพ่อแม่และครอบครัว คือ การรู้ว่าใครมีบุญคุณต่อเราบ้าง มีบุญคุณอย่างไร เรียกว่า กตัญญู เมื่อรู้บุญคุณท่านและตอบแทนพระคุณท่าน เรียกว่า กตเวที - ผู้เป็นลูกต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ เพราะพ่อแม่เป็นผู้มีพระคุณต่อลูก เช่น ท่านเป็นผู้ให้ กำ เนิดและเลี้ยงดูลูก ด้วยความรักความห่วงใย ดูแลลูกเมื่อยามลูกเจ็บป่วย อบรมสั่งสอน ให้ลูกเป็นคนดี ให้ลูกเรียนหนังสือเมื่อถึงเวลาอันควร - กตัญญูต่อพ่อแม่ ลูกทุกคนควรแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ด้วยการปฏิบัติ ดังนี้ เคารพ เชื่อฟังท่าน ตั้งใจเรียนหนังสือ ช่วยทำ งานบ้านและรับใช้ท่านเมื่อมีโอกาส - กตัญญูต่อครอบครัว ในบ้านของเรา นอกจากมีพ่อแม่แล้ว ยังมี ปู่ย่า ตายาย พี่น้อง ซึ่ง เราเรียกว่า คนในครอบครัว ครอบครัวจะมีความสงบสุขได้ ก็เพราะพี่น้องในครอบครัว เดียวกัน สามัคคีกัน ช่วยเหลือแบ่งปันของกินของใช้กัน ปฏิบัติกันในสิ่งที่ถูกต้อง และ ปกป้องอันตรายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น มงคล 12
มงคล หมายถึง ธรรมที่นำ มาซึ่งความสุขความเจริญมงคลมีทั้งหมด ๓๘ ข้อ มงคลที่เรา ควรรู้จัก คือ ทำ ตัวดี หมายถึง การตั้งใจมั่นในการสร้างความดี เช่น รู้จักให้ทาน เชื่อฟัง ผู้ใหญ่ ตั้งใจเล่าเรียน ซื่อสัตย์สุจริต และมีความขยันหมั่นเพียร รู้จักฝึกสมาธิ เพื่อให้ใจ ผ่องใสรู้จักพึ่งตนเอง - ว่าง่าย หมายถึง การเคารพเชื่อฟัง พ่อแม่ ครู อาจารย์ ไม่ดื้อรั้น ไม่เถียงพ่อแม่หรือปู่ย่า ตายาย ไม่โกรธเมื่อถูกตักเตือน ยอมรับฟังการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ ผู้ว่านอนสอนง่าย จะได้รับความรักความเมตตาจากพ่อแม่ ครู อาจารย์ และญาติผู้ใหญ่เสมอ - รับใช้พ่อแม่ หมายถึง พ่อแม่เป็นผู้มีพระคุณต่อลูก เลี้ยงลูกด้วยความรัก ความห่วงใย ลูกควรแสดงความกตัญญูต่อท่านด้วยการดูแลท่านและคอยรับใช้ท่าน - การทำ จิตให้บริสุทธิ์ การทำ จิตให้บริสุทธิ์ปราศจากความชั่ว เป็นโอวาทข้อที่ ๓ ใน ๓ ข้อ เป็นคำ สั่งสอนที่ สำ คัญของพระพุทธเจ้าที่นักเรียนควรนำ ไปปฏิบัติ ทำ จิตให้บริสุทธิ์ คือ ฝึกจิตให้ผ่องใส ไม่คิดในทางชั่ว เช่น ไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น ไม่อยากได้ ทรัพย์สินของผู้อื่นมาเป็นของตนเองฝึกทำ สมาธิ เพื่อให้มีจิตที่ผ่องใสบริสุทธิ์ 13 คุณhttps://thaihealthlife.com/%E0%B9%82%E0%B 8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%973/
อบายมุข 6 1. การดื่มน้ำ เมา การดื่มน้ำ เมา แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การดื่มน้ำ เมาที่หมักโดยยังไม่ กลั่น ได้แก่ เบียร์ ไวน์ เป็นต้น และการดื่มน้ำ เมาที่กลั่นแล้ว ได้แก่ สุรา และยังหมายรวม ถึงการเสพสารเสพติดอื่นๆ เช่น ยาบ้า กัญชา เฮโรอีน เป็นต้น โทษการดื่มน้ำ เมา 1. ติดน้ำ เมา ติดสารเสพติด เพราะสารที่มีอยู่ในสิ่งเหล่านี้ออกฤทธิ์ให้ร่างกายเกิดการเสพ ติด หรืออยากที่จะดื่มหรือเสพอีกครั้ง 2. ขาดปัญญา ขาดสติ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ นำ ไปสู่การทะเลาะวิวาท เพราะฤทธิ์ของสาร เหล่านี้ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทหลายด้าน อาทิ กดประสาท กระตุ้นประสาท หลอน ประสาท เป็นต้น 3. เสียทรัพย์ในการซื้อจ่าย เพราะต้องแลกมาด้วยเงินทองในการซื้อ 3. เกิดโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคตับ โรคประสาทหลอน เพราะสารในสิ่งเหล่านี้มีผลต่อการ ทำ งานของร่างกาย 4. ผู้อื่นรังเกียจ และนินทา เพราะเมื่อเมาเป็นนิจมักแสดงพฤติกรรมอันน่ารังเกียจทำ ให้ คนอื่นติฉินนินทาในภายหลัง 5. เสียการงาน เพราะเมื่อเมาแล้วจะไม่มีสติหรือไม่มีสมาธิในการทำ งานได้เหมือนคน ทั่วไป ฯลฯ 14 คุณhttp://www.digitalschool.club/digitalschool/social1_1_1/social2_1/more/page10.php
2. การเที่ยวกลางคืน การเที่ยวกลางคืน แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การออกนอกบ้านใน ยามวิกาลในแหล่งบันเทิง เพื่อสนองต่อความสุขทางกาย และทางใจ อาทิ ร้านคาราโอเกะ ร้านเหล้า ร้านเบียร์ เป็นต้น โทษการเที่ยวกลางคืน 1. หลงใหลการเที่ยวเล่นยามราตรี เพราะการบันเทิงต่างๆในยามราตรีมักยั่วยวนจิตใจให้ ลุ่มหลงเป็นนิจ 2. เสียทรัพย์ เสียค่าใช้จ่าย เพราะการออกเที่ยวกลางคืนมักต้องจ่ายค่าเดินทาง ค่าบริการ และจ่ายทรัพย์ตนไปเพื่อให้ได้มาต่อการเที่ยวชมในสิ่งนั้นๆ 3. มักพบคนพาล และมักถูกหลอกลวง เพราะแหล่งเที่ยวกลางคืนมักมีคนพาล คนไม่ดี รายล้อม จึงมีโอกาสต้องพบปะ และสนทนาให้คุ้นเคย ส่วนสิ่งที่จะตามมา คือ โอกาสการ ถูกหลอกเพื่อหวังตัณหาในเรือนร่าง ในทรัพย์สิน เป็นต้น 4. มักเกิดการทะเลาะวิวาท เกิดศัตรูได้ง่าย เพราะการเที่ยวกลางคืนมักไปเป็นกลุ่ม มีการ แบ่งพรรคแบ่งพวก เสพสิ่งมึนเมา และพร้อมที่จะขัดแย้งกับคนอื่นหรือกลุ่มอื่นได้ง่าย 5. มักประพฤติผิดในกาม ล่วงในกามได้ง่าย เพราะการเที่ยวกลางคืนย่อมอยู่ห่างไกลจาก ครอบครัว สามีหรือภรรยา หากถูกยั่วยุด้วยตัณหาทางกามารมณ์แล้วมักนำ พาไปสู่การ ล่วงในกามได้ง่าย 15
3. การเที่ยวดูการละเล่น การเที่ยวดูการละเล่น แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การเที่ยวออกดู การแสดง การบันเทิงต่างๆ ทั้งในเวลากลางวัน และยามวิกาล อบายมุขในข้อนี้ มิได้ห้าม มิให้เที่ยวดูเลย แต่พึงให้เที่ยวดูตามกิจที่เหมาะสม เพื่อยังให้เกิดประโยชน์แก่ตนบนพื้น ฐานแห่งศีลธรรมเป็นหลัก ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันตนมิให้มีโอกาสเกี่ยวข้องกับอบายมุขในข้อ อื่นๆ โทษการเที่ยวดูการละเล่น 1. หลงใหลในการละเล่น เพราะการละเล่นเป็นสิ่งยั่วยวนใจให้ลุ่มหลงได้ง่าย 2. เสียทรัพย์ เสียค่าใช้จ่าย เพราะการชมการละเล่นมักต้องเสียทรัพย์แลกมาก่อน หรือ ต้องเสียทรัพย์เพื่อการอื่น เพราะตนเดินทาง เพราะตนเข้าชม เพราะตนเกิดความหิว เป็นต้น 3. มักเจอคนพาล มักมีผู้อื่นมาหลอกลวง เพราะผู้ที่เข้าชมการละเล่นบางคนที่หวังใน ทรัพย์ หรือประโยชน์อื่นจากผู้คนชมมักแฝงตัวเข้ามาชมด้วย 4. ผู้คนนินทา เพราะคนที่ชอบไปโน่นไปนี่เพื่อชมการละเล่น โดยไม่ทำ กิจอันสำ คัญของตน มักทำ ให้กิจของตนเสื่อม หรือมีความเสียหายจนทำ ให้ผู้อื่นเดือดร้อน และกล่าวติเตียน กล่าวนินทาในภายหลัง ฯลฯ 16 http://www.digitalschool.club/digitalschool/social1_1_1/social2_1/more/page10.php
4. การเป็นนักเลงการพนัน หมายถึง การชอบเล่นการพนันขันต่อมีได้เสีย เช่น เล่นไพ่ เล่นหวย จนถึงขั้นที่เรียกว่า ผีพนันเข้าสิง การเป็นนักเลงการพนันมีโทษดังนี้ 4.1 เป็นหนทางของการก่อเวรซึ่งกันและกัน 4.2 ทำ ให้เสียทรัพย์สิน 4.3 ไม่มีใครไว้วางใจ 4.4 ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย 4.5 ไม่มีใครอยากแต่งงานด้วย 4.6 ทำ ให้เป็นคนลุ่มหลง เล่นแล้วไม่หยุด 17 คุณhttp://www.digitalschool.club/digitalschool/social1_1_1/social2_1/more /page10.php
5. การเกียจคร้านทำ การงาน หมายถึง การไม่ขยันทำ งานตามเวลาและหน้าที่รับผิดชอบ ปล่อยการงานให้คั่งค้าง เหมือน ดินพอกหางหมู คนเกียจคร้านการงาน ได้ชื่อว่าเป็น คน ไม่เอาไหน จะได้รับโทษดังนี้ โทษการเกียจคร้านทำ การงาน 5.1 หาความเจริญรุ่งเรืองไม่ได้ 5.2 ย่อมเสียประโยชน์ของตนไปอย่างน่าเสียดาย 5.3 ทรัพย์สินเงินทองใหม่ก็ไม่เกิด ที่มีอยู่ก็มีแต่จะหมดไป 5.4 เป็นคนที่หมดค่าของความเป็นคน ทั้งนี้เพราะ ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน 18 คุณhttp://www.digitalschool.club/digitalschool/social1_1_1/social2_1/more /page10.php
6. การคบคนชั่วเป็นมิตร หมายถึง การคบคนชั่วหรือคนพาลเป็นมิตร แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การยอมรับในความเป็นมิตรจากบุคคลอื่นที่ตนอาจแยกแยะได้หรือแยกแยะไม่ได้ ว่าเขาเป็นคนเช่นไร คนชั่วหรือคนพาลในที่นี้ ได้แก่ คนพาลการพนัน คนพาลนักเลงต่อย ตี คนพาลฉ้อโกงหลอกลวง คนพาลเจ้าชู้ และคนพาลขี้เมา เป็นต้น โทษการคบคนชั่วเป็นมิตร 1. ปลูกฝังความชั่วในตน เป็นนักเลงในทุกด้าน เพราะเมื่อยอมรับเป็นมิตรในคนพาลแล้ว ย่อมที่จะได้รับการเรียนรู้ การฝึกฝนในวิถีแห่งคนพาล จนนำ มาประพฤติเป็นกิจของตนได้ ง่าย 2. วงศ์ตระกูลเสื่อมเสีย เพราะเมื่อเป็นเช่นคนพาลแล้วย่อมกระทำ เช่นคนพาลจนนำ มาสู่ ความเสื่อมเสียในวงศ์ตระกูล 3. ครอบครัวแตกแยก เพราะคนพาลมักไม่เป็นที่ชื่นชมของคนอื่นในครอบครัว หรือหาก นำ วิถีแห่งคนพาลมาใช้ในครอบครัว ก็ย่อมทำ ให้เกิดความขัดแย้งต่อผู้อื่นได้ง่าย 4. ถูกหลอกลวงได้ง่าย เมื่อยอมรับในมิตรของคนพาลแล้ว ย่อมต้องพบปะให้เกิดความคุ้น เคย คนพาลเหล่านั้นอาจหวังหลอกลวงในทรัพย์ หรือประโยชน์จากเราเฉกเช่นคนพาล ทั่วไป 5. ผู้คนนินทา ไม่มีผู้คบหา เพราะเมื่อคบคนพาลหรือนำ วิธีแห่งคนพาลมาประพฤติแล้ว มักทำ ให้ผู้อื่นรังเกียจ ไม่กล้าคบหา 19 http://www.digitalschool.club/digitalschool/social1_1_1/social2_1/more/page10.php
20 อกุศลมูล ๓ อกุศลมูล ๓ (อกุศล=ความไม่ฉลาด, มูล=รากเหง้า)แปลตามตัวอักษรว่า รากเหง้าของ ความไม่ฉลาด หมายถึง รางเหง้าหรือต้นตอของความชั่วทั้ง ปวง เมื่อกำ เริบจะแสดงออกมาเป็นทุจริตทางกาย วาจา ใจ รวมเป็นเหตุให้เกิดกิเลส มี ๓ ประการ คือ ๑. โลภะ ความอยากได้ โลภะ คือ ความอยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตน อยากให้ตนมี เหมือนคนอื่น หรือมีมากกว่าผู้อื่น ความอยากมีหลายรูป แบบซึ่งจะก่อให้เกิดรากเหง้าของความชั่วทั้งปวง เช่น อิจฉา ความอยาก ปาปิจฉา ความ อยากอย่างชั่วช้าลามก มหิจฉา ความอยากรุนแรง อภิชฌาวิสมโลภะ ความอยากได้ถึงขั้นเพ่งเล็ง ความอยากจะเกิดมากขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดความชั่วในตัวเอง วิธีแก้ไขความอยากคือการใช้สติ ระลึกรู้ในตน ๒. โทสะ ความคิดประทุษร้าย โทสะ คือ ความคิดประทุษร้าย ได้แก่ การอยากฆ่า การ อยากทำ ลายผู้อื่นๆ ความคิดประทุษร้ายเป็นรากเหง้าให้เกิด กิเลสได้หลายอย่าง เช่น ปฏิฆะ ความหงุดหงิด โกธะ ความโกรธ อุปนาหะ ความผูกโกรธ พยาบาท ความคิดปองร้าย ถ้าปล่อยให้มีโทสะมาก ผู้นั้นจะเป็นคนชั่ว คน พาล และเป็นภัยต่อสังคม วิธีแก้ไขโทสะ คือการใช้สติระงับตน และฝึกตนให้เป็นผู้มีอ โทสะ ๓. โมหะ ความหลงไม่รู้จริง โมหะ คือ ความหลงไม่รู้จริง ได้แก่ ความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความ มัวเมา ความประมาท เป้นรากเหว้าให้เกิดกิเลสได้ต่างๆ มากมาย เช่น มักขะ ลบหลู่คุณท่าน ปลาสะ ตีเสมอ มานะ ถือตัว มทะ มัวเมา ปมาทะ เลินเล่อ โมหะทำ ให้ขาดสติ ไม่รู้ผิดชอบร้ายแรงกว่าโลภะ และโทสะ รวมทั้ง ส่งเสริมให้โลภะและโทสะมีกำ ลังมากขึ้นยิ่งด้วย วิธีที่จะทำ ให้โมหะลดลงนั้นจะต้องปฏิบัติ ตนเป็นผู้ที่มี อโมหะ ความไม่หลงงมงาย
21 กุศลมูล ๓ กุศลมูล ๓ หมายถึง รากเหง้าหรือต้นตอของความดีทั้งปวง ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ตรงกันข้าม กับ อกุศลมูล มี ๓ ประการดังนี้ ๑. อโลภะ ความไม่อยากได้ อโลภะ คือ ความเป็นผู้ไม่มีความทะยานอยาก เป้นผู้ที่มีสติ ระลึกรู้ตัวอยู่เสมอไม่ว่าจะกระทำ สิ่งใดๆ มีแต่ความยินดี และพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่เท่านั้น การปฏิบัติตนเป็นผู้มีอโลภะนั้น จะต้องปฏิบัติธรรมที่ตรง กันข้ามกับโลภะ เช่น สันโดษ ความพอใจ ทาน การบริจาค จาคะ การเสีย สละ อนภิชฌา ความไม่โลภไม่อยากได้ของผู้อื่น เป็นต้น ๒. อโทสะ ความไม่คิดประทุษร้าย อโทสะ คือ คสามไม่คิดประทุษร้าย ไม่โกรธ ไม่ผูก พยาบาท จะทำ อะไรก็มีสติรู้สึกตัวอยู่เสมอใช้ปัญญาในการ ประกอบการตัดสินใจต่างๆ การปฏิบัติตนเป็นผู้มีอโทสะนั้น จะต้องปฏิบัติธรรมที่ตรงกัน ข้ามกับโทสะ เช่น เมตตา ความปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข กรุณา ความ สงสาร อโกธะ ความไม่โกรธ อพยาบาท ความไม่ปองร้ายผู้อื่น อวิหิงสา ความไม่ เบียดเบียน ตีติกขาขันติ ความอดทนต่อความเจ็บใจ เป็นต้น ๓. อโมหะ ความไม่หลง อโมหะ คือ ความไม่หลงงมงาย ไม่ประมาทอันเป็นสาเหตุให้เกิด ความชั่วทั้งปวง ให้เป็นผู้มีสติปัญญามั่นคงใช้ปัญญา พิจารณาไตร่ตรองโดยยึดหลักเหตุผล เมื่อมีอโมหะเกิดขึ้นกับตัวแล้ว โลภะ โทสะ และ โมหะ ก็มิอาจเกิดขึ้นได้ การปฏิบัติตนเป็นผู้มีอโทสะนั้น จะต้องปฏิบัติ ธรรมที่ตรงกันข้ามกับโทสะ เช่น พาหุสัจจะ ความเป็นผู้ศึกษารับฟังมาก วิมังสา หมั่นตรึก ตรองพิจารณา สัทธา เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ โยนิโสมนสิการ การรู้ จักตรึดตรองให้รู้จักดีชั่ว ปัญญา รอบรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ เป็นต้น
สรุป 22 ในพระพุทธศาสนาถือว่าเจตนา คือ ความจงใจเป็นสิ่งที่จูงใจในการเสพยาเสพติด หลัก พุทธ ธรรมเป็นหลักปฏิบัติอันเป็นระบบเพื่อให้มนุษย์ด ารงชีวิตอย่างมีระบบระเบียบ มี แบบแผนที่ดีงาม สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างสันติสุข ที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หลัก พุทธธรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็น แนวทางในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ได้แก่หลักอริยสัจ หลัก โอวาท3 อบายมุข6 อกุศล3 กุศลมูล
แหล่งข้อมูลเพิ่เติม https://youtu.be/eX1fdjKdd5I?si=F8r09CRRW9mItk6Z https://youtu.be/gUo8-dNr_R8?si=TjMDBLHcrqmPJVPB https://youtu.be/2KXQTFqsumg?si=wYB7okLqIYAk1i22 https://youtu.be/ckSuW3MFh70?si=r94TyztF-d8LKF9f 23
7 วิธีเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ง่ายๆจากนักจิตวิทยา 1. หาเครื่องเตือนใจ หลายครั้งหลายหนที่เราเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่สำ เร็จ ก็เพราะเราขาดเครื่องเตือนใจ ที่มีประสิทธิภาพมากพอค่ะ เพราะส่วนใหญ่แล้วเราจะใช้วิธีบังคับตัวเองให้เปลี่ยน พฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็น เธอต้องคุมอาหารสิถึงจะผอม กินคลีนให้หนัก วิ่งให้มาก เข้าฟิตเนสให้บ่อย เพื่อความผอมของเรา แล้วผลก็คือ ไปจบที่ร้านชาบูและหมู กระทะ นั่นก็เพราะเราเองมักจะใจดีกับตัวเองค่ะ เช่น วันนี้วิ่งเยอะแล้วหมูกระทะ หน่อยนึงไม่เป็นไรน่า กินคลีนมาทั้งสัปดาห์ ชาไข่มุกหน่อยไม่เป็นไรน่า นี่แหละค่ะ การเปลี่ยนแปลงตัวเองที่ไม่สำ เร็จ เพราะฉะนั้น นักจิตวิทยาเลยแนะนำ ให้หาเครื่อง เตือนใจที่มีประสิทธิภาพ คือ เตือนจริง ต้องทำ จริง ไม่ทำ โดนลงโทษ เครื่องเตือน ใจนั้นคือคนที่มีอิทธิพลกับชีวิตเรานั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ ที่ถ้าเราไม่ ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ท่านก็จะลงโทษด้วยการบ่น บ่นเช้า บ่นเย็น บ่นทุกครั้งที่ เจอหน้า จนเราต้อง เปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้ท่านเลิกบ่น หรือแฟนที่เมื่อเราตกลง กับแฟนว่าเราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองนะ หากเราทำ ได้แฟนก็จะให้รางวัลเป็นคำ ชม เป็นของขวัญ เป็นอะไรก็ตามที่เราชื่นใจ แต่ถ้าไม่ทำ ก็จะงอนจนเรายอมเปลี่ยน พฤติกรรมในที่สุด ซึ่งการให้บุคคลสำ คัญในชีวิตเป็นคนคอยเตือนให้เราทำ ตามเป้า หมายของเรามีข้อดีมาก ๆ ตรงที่เขาจะมุ่งมั่นกับการเตือน และคอยจับตามองผล ของการเปลี่ยนแปลงของเราอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นแล้วเราไม่ต้องห่วงเลยค่ะว่าเรา จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่สำ เร็จ ฐานความช่วยเหลือ 24
2. คิดจะทำ ก็ลงมือทำ เลย อีกเหตุผลที่เราเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่สำ เร็จ ก็เพราะมัวแต่รอฤกษ์ รอยาม เช่น ปีใหม่จะ เริ่มเก็บเงินแล้วนะ เดือนหน้าจะลดน้ำ หนักจริงจังซะที แล้วก็จะเกิดปรากฏการณ์สากล ที่ เรียกว่า “พรุ่งนี้เริ่มใหม่” แล้วพรุ่งนี้ก็ไม่มาถึงสักที นักจิตวิทยาเลยแนะนำ ว่า “คิดจะทำ ก็ ทำ เลยจ้า” นอกจากนั้นแล้วการเปลี่ยนแปลงตัวเองที่ดีต้องมีแบบแผนนะคะ ถึงจะสำ เร็จ ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ค่ะ 3. เปลี่ยนสภาพแวดล้อมของเราให้เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงตัวเอง นักจิตวิทยาบอกไว้ว่า การเปลี่ยนตัวบุคคลเป็นเรื่องยาก แต่การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมง่าย กว่าเยอะ ถ้าหากว่าสภาพแวดล้อมรอบตัวเราเป็นอุปสรรคในการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดี ขึ้น เพราะฉะนั้นวิธีแก้ก็คือ เปลี่ยนสภาพแวดล้อมเสียเลย หลายท่านอาจเกิดความสงสัย ว่า สภาพแวดล้อมจะไปเป็นปัญหาในการเปลี่ยนแปลงตัวเองยังไง อธิบายง่าย ๆ เลยค่ะ เช่น ตอนที่เราพยายามจะลดน้ำ หนัก แต่ในตู้เย็นก็ยังเต็มไปด้วยช๊อกโกแลต ขนมเค้ก พิซซ่า โดนัท โต๊ะ ตู้ เตียงในห้องก็ยังเต็มไปด้วยขนมที่พร้อมแกะกินตลอดเวลา แบบนี้ แล้วจะลดน้ำ หนักคงยาก แต่ถ้าหากเราเปลี่ยนใหม่ให้ตู้เย็นเต็มไปด้วยผัก ปลา และอาหาร เพื่อสุขภาพสิ่งเหล่านี้ก็จะเอื้อให้เราลดน้ำ หนักได้ง่ายขึ้นมากเลยค่ะ 25
4. ตั้งรางวัลให้ตัวเอง หากเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงตัวเองที่เป็นไปได้ยากและท้าทายเมื่อเราสามารถเปลี่ยน พฤติกรรมตัวเองสำ เร็จ ก็เป็นตัวช่วยที่ดีให้เรามีไฟในการเปลี่ยนแปลงตัวเองนะคะ ส่วน รางวัลนั้นก็ไม่จำ เป็นต้องแพง ต้องหายาก แต่ต้องเป็นของที่เรารู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะ เปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้ได้มา ซึ่งการตั้งรางวัลนี้ต้องเป็นรางวัลที่จับต้องได้ เป็นไปได้นะ คะ เช่น ถ้าฉันน้ำ หนักเหลือ 45 กิโลฯ ฉันจะได้เป็นแฟนกับพี่คนที่แอบชอบ แบบนี้ไม่ดี ไม่ เอาค่ะ เพราะไม่มีอะไรรับประกันเลยว่าเราผอมแล้วพี่คนที่เราแอบชอบจะมาชอบเรา แต่ ต้องตั้งรางวัลที่สามารถเป็นไปได้ เช่น เก็บเงิน 1 ปี เพื่อไปเที่ยวญี่ปุ่น แบบนี้เป็นการให้ รางวัลที่เหมาะสมและตรงตัวสุด ๆ เลยค่ะ เพราะถ้าอยากไปญี่ปุ่นก็ต้องเก็บเงิน ไม่เก็บ เงินก็ไม่ได้ไป แบบนี้เป็นต้น 5. เน้นช้าแต่ชัวร์ บ่อยครั้งที่การเปลี่ยนแปลงตัวเองล้มเหลว เพราะเรา “รีบ” ที่จะเปลี่ยนตัวเองเกินไป ไม่ ว่าจะลดน้ำ หนักแบบหักโหม ออกกำ ลังกายอย่างหนัก งดข้าว งดของหวาน งดทุกอย่างที่ ชอบ หรือตั้งเป้าเก็บเงินให้ได้เยอะ ๆ ทั้ง ๆ ที่รายรับมีน้อย เลยใช้วิธีอดข้าว ใช้เงินแบบขี้ เหนียวสุด ๆ ซึ่งวิธีเหล่านี้จะทำ ให้เรา “เลิกที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง” เพราะเหนื่อยกาย เหนื่อยใจ และรู้สึกว่าไม่มีความสุขที่จะเปลี่ยนตัวเอง ดังนั้น นักจิตวิทยาเลยแนะนำ ว่า การเปลี่ยนพฤติกรรมที่ได้ผลนั้น หัวใจสำ คัญคือการ วางแผน และการทำ ตามแผนแบบช้าแต่ชัวร์ ไม่มั่ว และมั่นคงค่ะ เช่น หากต้องการจะลด น้ำ หนัก เราต้องตั้งเป้าไว้เลยว่าจะลดให้เหลือเท่าไหร่ ภายในระเวลาเท่าใด และมีแผนที่ จะลดอย่างไร แล้วค่อยทำ ตามแผนไปทีละขั้น ๆ รับรองเลยค่ะว่าเราจะสามารถเปลี่ยนตัว เองได้ตามที่เราต้องการแน่นอน เพราะร่างกายของเราจะค่อย ๆ ปรับให้ชินกับการเปลี่ยน พฤติกรรม และความรู้สึก จิตใจของเราก็ไม่ได้รู้สึกว่าโดนบังคับ เพราะทุกอย่างค่อยเป็น ค่อยไป เพราะฉะนั้นแล้ว ขอให้ท่องไว้นะคะ “ช้าแต่ชัวร์” 26
6. ลดแรงต้าน แรงต้านที่สำ คัญที่ทำ ให้เราเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้ ก็คือ เสียงเม้ามอยของคนรอบข้างค่ะ ทั้ง “พูดแบบนี้ทุกปี ทำ จริงไม่ได้หรอก” “เธอเป็นคนไม่จริง ทำ อะไรก็ไม่สำ เร็จหรอก” หรือ “ทำ ตามเทรนด์ ตามแฟชั่นน่ะสิ เดี๋ยวก็เลิก” บางครั้งคนพูดก็ไม่ได้ใส่ใจตอนที่เขา พูดกับเรา แต่เราเองนี่แหละค่ะที่ไปใส่ใจแล้วเสียความรู้สึกกับคำ พูดเหล่านั้น จนล้มเลิก ความตั้งใจที่จะเปลี่ยนตัวเองไป ดังนั้นแล้ว การลดแรงต้านโดยการโฟกัสให้ถูกจุด ก็เป็น วิธีหนึ่งที่จะทำ ให้เราไปถึงเป้าหมายค่ะ ใส่ใจในเรื่องที่ควรใส่ใจ และมุ่งมั่น ตั้งใจในสิ่งที่ทำ จะดีกับเรามากเยอะเลยค่ะ 7. เพิ่มแรงจูงใจ วิธีเพิ่มแรงจูงใจสามารถทำ ได้หลายแบบค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเป้าหมายระยะสั้น เพื่อให้ เราสามารถทำ สำ เร็จได้ง่าย แล้วมีกำ ลังใจที่จะทำ ในสิ่งที่ใหญ่กว่า ยากกว่า หรือการให้ รางวัลตัวเองเมื่องานสำ เร็จ การหา Idol หรือ Role Model ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดี ขึ้น การวาดภาพของคนที่อยากจะเป็นไว้แล้วไปให้ถึง รวมถึงการหาโอกาสเรียนรู้โลก ออกไปท่องเที่ยว หรือไปเรียนรู้สิ่งใหม่ ก็สามารถเติมไฟให้เราสามารถเปลี่ยนพฤติกรรม ของเราได้ค่ะ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถอ่านเพิ่มได้ในบทความจิตวิทยา “6 วิธีกำ จัดความขี้ เกียจตามแบบฉบับของนักจิตวิทยา” ค่ะ 27
เเบบทดสอบ 1.ข้อใด คือ สมุทัย ตามหลักอริยสัจ 4 ก. อยากให้เกิดดีดั่งใจหมาย ข. ความยึดมั่นถือมั่น ค. ชอบที่เกิดเรื่องดี ชังที่เกิดเรื่องร้าย ง. ถูกทุกข้อ 2.ข้อใดคือความหมายของอริยสัจ 4 ก. ทรัพย์อันประเสริฐ 4 ประการ ข. ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ค. บุคคลผู้ประเสริฐ 4 ประเภท ง. หลักธรรมที่จะนำ พาไปสู่ความสำ เร็จ 4 ประการ 3.เมื่อรู้ทุกขอริยสัจแล้ว ควรจะรู้ชัดในเรื่องใด เพื่อที่จะดับทุกข์ได้ ก. ทุกข์ ข. สมุทัย ค. นิโรธ ง. มรรค 4.เมื่อมีความทุกข์ สิ่งที่จะช่วยแก้ไขได้ดีที่สุดคือข้อใด ก.ฟังเพลง ข.ใช้หลักธรรมทางสาสนา ค.ขอร้องให้คนอื่นช่วย ง.ตะโกนใส่คนอื่น 5.การทำ งานร่วมกันให้สำ เร็จ ควรยึดคุณธรรมข้อใด ก.สามัคคี ข.กตัญู 3.เมตตา ง.เจตนา 28
เฉลย 1.ง 2.ข 3.ข 4.ข 5.ก 29
บรรณานุกรม บ้านนอก.คอมอริย4 (ออนไลน์) 2551 เเหล่งที่มา https://www.kroobannok.com/2745 โอวาท3 http://119.46.166.126/digitalschool/p5/so5_1/lesson2/content1/more/page03.php อบายมุข6 http://www.digitalschool.club/digitalschool/social1_1_1/social2_1/more/page10.php อกุศลมูล กุศลมูล https://www.nkw.ac.th/course/www.school.net.th/library/create-web/10000/religion/10000-9464.html 30
ประวัติส่วนตัว นายสิงหา ไพรพนาพันธ์ รหัสนักศึกษา66181660120 อายุ19ปี บ้านเกิด 177หมู่2ต.บ้านกาศ อ.เเม่สะเรียง จ.เเม่ฮ่องสอน ชอบสีดำ ชอบกินผัดกระเพรา Singha paipananpan Sing_pnp 31