อารยธรรมอินเดีย
นางสาวจิณณพัต เก่าเงิน ม.5/1 เลขที่ 6
ประวัติศาสตร์สากล
ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม
อินเดีย เป็นต้นสายธารทางวัฒนธรรมของชาติตะวันออก
( ชนชาติในทวีปเอเชีย ) หลายชาติ เป็นแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่
แห่งหนึ่งของโลก บางทีเรียกว่า “แหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ” (
Indus Civilization )
การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของอินเดีย
สมัยก่อนประวัติศาสตร์
ยุคโลหะของอินเดียเริ่มเมื่อผู้คนรู้จักใช้ทองแดงและสำริด เมื่อ
ประมาณ 2,500 ปี ก่อนคริสต์ศักราช และรู้จักใช้เหล็กในเวลาต่อมา
พบหลักฐานเป็นซากเมืองโบราณ 2 แห่ง ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำสินธุ
คือ
1. เมืองโมเฮนโจ ดาโร ( Mohenjo Daro ) ทางตอนใต้ของ
ประเทศปากีสถาน
2. เมืองฮารับปา ( Harappa ) ในแคว้นปันจาป ประเทศ
ปากีสถานในปัจจุบัน
สมัยประวัติศาสตร์
อินเดียเข้าสู่ “สมัยประวัติศาสตร์” เมื่อมีการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้น
ใช้ประมาณ 700ปี ก่อนคริสต์ศักราช โดยชนเผ่าอินโด – อารยัน (
Indo – Aryan ) ซึ่งตั้งถิ่นฐานในบริเวณลุ่มแม่น้ำคงคา สมัย
ประวัติศาสตร์ของอินเดียแบ่งเป็น 3 ยุค ดังนี้
1. ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ เริ่มตั้งแต่การถือกำเนิดตัวอักษร
อินเดียโบราณ ที่เรียกว่า “บรามิ ลิปิ” ( Brahmi lipi ) เมื่อประมาณ
700 ปีก่อนคริสต์ศักราช และสิ้นสุดในราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 ซึ่งตรงกับ
สมัยราชวงศ์คุปตะ ( Gupta ) เป็นยุคสมัยที่ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู
และพระพุทธศาสนาได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
2. ประวัติศาสตร์สมัยกลาง เริ่มตั้งแต่เมื่อราชวงศ์คุปตะสิ้นสุดลง
ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 6 จนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 เมื่อกษัตริย์
มุสลิมสถาปนาราชวงศ์โมกุล ( Mughul ) และเข้าปกครองอินเดีย
3. ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เริ่มตั้งแต่ต้นราชวงศ์โมกุล ในราวคริสต์
ศตวรรษที่ 16 จนถึงการได้รับเอกราชจากอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1947
อารยธรรมอินเดีย
อารยธรรมอินเดียมีความเจริญรุ่งเรืองและมีอายุเก่าแก่ไม่แพ้
อารยธรรมแหล่งอื่นๆ ที่กล่าวมาแล้ว สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
สมัยอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ
สมัยอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ ( ประมาณ 2,500-1,500 ปี ก่อน
คริสต์ศักราช ) ถือว่าเป็นสมัยอารยธรรม “กึ่งก่อนประวัติศาสตร์”
เพราะมีการค้นพบหลักฐานจารึกเป็นตัวอักษรโบราณแล้วแต่ยังไม่มีผู้ใด
อ่านออก และไม่แน่ใจว่าเป็นตัวอักษรหรือภาษาเขียนจริงหรือไม่
ศูนย์กลางความเจริญอยู่ที่เมืองโมเฮนโจ – ดาโร และเมืองฮารัปปา ริม
ฝั่งแม่น้ำสินธุประเทศปากีสถานในปัจจุบัน สันนิษฐานว่าเป็นอารยธรรม
ของชนพื้นเมืองเดิม ที่เรียกว่า “ทราวิฑ” หรือพวกดราวิเดียน (
Dravidian )
สมัยพระเวท
สมัยพระเวท ( ประมาณ 1,500-600 ปีก่อนคริสต์ศักราช ) เป็น
อารยธรรมของชนเผ่าอินโด-อารยัน (Indo-Aryan ) ซึ่ง อพยพมาจาก
เอเชียกลาง เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำสินธุและคงคาโดย
ขับไล่ชนพื้น เมืองทราวิฑให้ถอยร่นลงไปทางตอนใต้ของอินเดีย สมัย
พระเวทแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของศาสนาพราหมณ์ หลักฐานที่
ทำให้ทราบเรื่องราวของยุคสมัยนี้ คือ “คัมภีร์พระเวท” ซึ่งเป็นบทสวด
ของพวกพราหมณ์ นอกจากนี้ยังมีบทประพันธ์มหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่อีก 2
เรื่อง คือ มหากาพย์รามายณะและมหาภารตะ บางทีจึงเรียกว่าเป็นยุค
มหากาพย์
สมัยพุทธกาล
สมัยพุทธกาล หรือสมัยก่อนราชวงศ์เมารยะ (ประมาณ 600-300
ปีก่อนคริสต์ศักราช ) เป็นช่วงที่อินเดียถือกำเนิดศาสนาที่สำคัญ 2
ศาสนา คือ ศาสนาพุทธและศาสนาเชน
สมัยจักรวรรดิเมารยะ
สมัยจักรวรรดิเมารยะ ( ประมาณ 321-184 ปี ก่อนคริสต์
ศักราช ) พระเจ้าจันทรคุปต์ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์เมารยะได้รวบรวม
แว่นแคว้นในดินแดนชมพู ทวีปให้เป็นปึกแผ่นภายใต้จักรวรรดิที่ยิ่ง
ใหญ่เป็นครั้งแรกของอินเดีย
สมัยราชวงศ์เมารยะ พระพุทธศาสนาได้รับการอุปถัมภ์ให้เจริญ
รุ่งเรือง โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชได้เผยแพร่พระพุทธ
ศาสนาไปยังดินแดนทั้งใกล้และไกล รวมทั้งดินแดนในภูมิภาคเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเผยแพร่เข้าสู่แผ่นดินไทยในยุคสมัยที่ยังเป็น
อาณาจักรทวารวดี
สมัยราชวงศ์กุษาณะ
สมัยราชวงศ์กุษาณะ (ประมาณ 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช–
ค.ศ.320) พวกกุษาณะเป็นชนต่างชาติที่เข้ามารุกรานและตั้ง
อาณาจักรปกครองอินเดียทางตอนเหนือ กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ คือ พระ
เจ้ากนิษกะ รัชสมัยของพระองค์อินเดียมีความเจริญรุ่งเรืองทางด้าน
ศิลปวิทยาการแขนงต่างๆ โดยเฉพาะด้านการแพทย์ นอกจากนั้น ยัง
ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา (นิกายมหายาน) ให้เจริญรุ่งเรือง โดย
จัดส่งสมณทูตไปเผยแพร่พระศาสนายังจีนและทิเบต มีการสร้าง
พระพุทธรูปที่มีศิลปะงดงาม และสร้างเจดีย์ใหญ่ที่เมืองเปชะวาร์
สมัยจักรวรรดิคุปตะ
สมัยจักรวรรดิคุปตะ (ประมาณ ค.ศ.320-550) พระเจ้าจันทร
คุปต์ที่ 1 ต้นราชวงศ์คุปตะได้ทรงรวบรวมอินเดียให้เป็นจักรวรรดิอีก
ครั้งหนึ่ง ได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของอินเดีย มีความเจริญรุ่งเรืองในทุกๆ
ด้าน ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม การเมือง การปกครอง ปรัชญาและ
ศาสนา ตลอดจนการค้าขายกับต่างประเทศ
สมัยหลังราชวงศ์คุปตะหรือยุคกลางของอินเดีย
สมัยหลังราชวงศ์คุปตะหรือยุคกลางของอินเดีย ( ประมาณ
ค.ศ.550 – 1206 ) เป็นยุคที่จักรวรรดิแตกแยกเป็นแคว้นหรือ
อาณาจักรจำนวนมาก ต่างมีราชวงศ์แยกปกครองกันเอง
สมัยสุลต่านแห่งเดลฮี
สมัยสุลต่านแห่งเดลฮี หรืออาณาจักรเดลฮี ( ประมาณ ค.ศ.
1206-1526 ) เป็นยุคที่พวกมุสลิมเข้ามาปกครองอินเดีย มีสุลต่าน
เป็นผู้ปกครองที่เมืองเดลฮี
สมัยจักรวรรดิโมกุล
สมัยจักรวรรดิโมกุล ( ประมาณ ค.ศ. 1526 – 1858 )
พระเจ้าบาบูร์ ผู้ก่อตั้งราชวงศ์โมกุลได้รวบรวมอินเดียให้เป็นปึกแผ่น
อีกครั้งหนึ่ง ได้ชื่อว่าเป็นจักรวรรดิอิสลามและเป็นราชวงศ์สุดท้าย
ของอินเดีย โดยอินเดียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี ค.ศ.
1858 กษัตริย์ราชวงศ์โมกุลที่ยิ่งใหญ่ คือ พระเจ้าอักบาร์มหาราช
ทรงทะนุบำรุงอินเดียให้มีความเจริญรุ่งเรืองในทุก ๆ ด้าน และใน
สมัยของชาห์ เจฮัน ( Shah Jahan ) ทรงสร้าง “ทัชมาฮัล” ( Taj
Mahal ) ซึ่งเป็นอนุสรณ์แห่งความรัก เป็นงานสถาปัตยกรรมที่ผสม
ผสานศิลปะอินเดียและเปอร์เซียที่มีความงดงามยิ่ง
วัฒนธรรมอินเดีย
อินเดีย เป็นสังคมที่มีความหลากหลายด้านเชื้อชาติ ภาษา
ศาสนา และวัฒนธรรม โดยมีศาสนา วรรณะ และภาษา เป็นปัจจัย
หลักกำหนดรูปแบบสังคมและการเมือง อินเดียมีภาษาราชการกว่า
22 ภาษา ซึ่งฮินดีเป็นภาษาประจำชาติที่ใช้กันมากที่สุด และใช้ภาษา
อังกฤษในวงราชการและธุรกิจ แม้ว่าประชากรกว่าร้อยละ 82นับถือ
ศาสนาฮินดู แต่มีประชากรที่นับถือศาสนามุสลิม (13.4%) ที่มีขนาด
ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของ โลก รองจากอินโดนีเซีย และปากีสถาน อีก
ทั้งยังมีผู้นับถือศาสนาอื่น เช่น คริสเตียน ซิกข์ พุทธ และเชน การ
จัดลำดับชั้นทางสังคมและอาชีพในอินเดียเป็นการสะท้อนอิทธิพลของ
ระบบวรรณะ
ระบบวรรณะ
ระบบวรรณะ ตั้งแต่สมัยโบราณวรรณะที่สำคัญมี 4 วรรณะ คือ
1.วรรณะพราหมณ์ ได้แก่ นักบวช ปัจจุบันอาจตีความไปถึงนัก
วิชาการ นักวิทยาศาสตร์และนักการเมือง
2.วรรณะกษัตริย์ ได้แก่ นักรบ ซึ่งอาจรวมไปถึงข้าราชการ
3.วรรณะแพศย์ ได้แก่ พ่อค้า นักธุรกิจ
4.วรรณะศูทร ได้แก่ ผู้ใช้แรงงาน ชาวนา กรรมกร และคนยากจน
ซึ่งสามวรรณะแรกเป็นชนชั้นผู้ปกครอง วรรณะสุดท้ายเป็นผู้ถูก
ปกครองแม้ว่าวรรณะเหล่านี้เป็นที่เข้าใจทั่วไปใน อินเดีย แต่ยังมีการ
แบ่งวรรณะต่ำสุดในในสังคมฮินดู เรียกกันว่าเป็นกลุ่มคนที่ห้ามแตะ
ต้อง คือ จัณฑาล หรือเรียกชื่อใหม่ว่า ดาลิต ซึ่งเป็นชนชั้นที่ถูกเลือก
ปฏิบัติและได้รับโอกาสทางสังคมและอาชีพน้อยที่สุด
ปรัชญาและลัทธิศาสนาของสังคมอินเดีย
ปรัชญาและลัทธิศาสนาของสังคมอินเดีย “ปรัชญาอินเดีย” ก็
คือ หมายถึงปรัชญาทุกสำนักหรือทุกระบบที่เกิดขึ้นในอินเดีย หรือที่
คิดสร้างสรรค์ขึ้นไว้โดยศาสดาและนักคิดที่ในอินเดีย เพราะฉะนั้น
ปรัชญาอินเดียจึงไม่ได้หมายถึงเฉพาะแต่ปรัชญาฮินดู แต่หมายรวม
ถึงปรัชญาอื่นที่ไม่ใช่ปรัชญาฮินดูด้วย เช่น พุทธปรัชญา ปรัชญาเชน
เป็นต้น
ปรัชญาอินเดียมีวิธีการเป็นแบบฉบับของตนเอง คือก่อนที่จะ
เสนอแนวความคิดของตนเองขึ้นมานักปรัชญาหรือนักคิดอินเดียจะ
เสนอแนวความคิดของนักปรัชญาคนอื่นหรือระบบอื่นเสียก่อน ซึ่ง
เรียกว่า ปูรวปักษ์ ต่อจากนั้น นักปรัชญาคนนั้นก็จะวิพากษ์วิจารณ์
จุดอ่อนหรือข้อบกพร่องว่ามีความหมายสมควรแก่การยอมรับเชื่อถือ
หรือไม่ การวิพากษ์วิจารณ์โจมตีนี้ เรียกว่า ขัณฑนะ เมื่อชี้ให้เห็นข้อ
บกพร่องแล้วนักปรัชญาคนนั้นจึงเสนอแนวความคิดทางปรัชญาของ
ตน พร้อมกับพยายามอธิบายให้เห็นว่า ทรรศนะของตนนั้นปราศจาก
ข้อบกพร่องและเป็นทรรศนะที่ถูกต้องอย่างไรบ้าง ทรรศนะของ
ตนเองที่เสนอขึ้นมาทีหลังนี้เรียกว่า อุตตรปักษ์
เทพเจ้าของอินเดีย
เทพเจ้าของอินเดีย ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ชนชาติอริยกะ หรือ
อินเดียอิหร่านที่มีการนับถือเทพเจ้าและมีคัมภีร์พระเวทเกิดขึ้น พวก
อริยกะ หรืออารยัน แต่เดิมก็นับถือธรรมชาติ เช่น ดวงอาทิตย์ ดวง
จันทร์ ท้องฟ้า ลม และไฟ ต่อมามีการกำหนดให้ปวงเทพเกิดมีหน้า
ที่กันขึ้น โดยตั้งชื่อตามสิ่งที่เป็นธรรมชาตินั้นๆ แล้วก็เกิดมีหัวหน้า
เทพเจ้าขึ้น ดังที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระเวท ซึ่งก็คือพระอินทร์ จาก
หลักฐาน แผ่นจารึก โบกาซ คุย หรือจารึก เทเรีย ซึ่งจารึกนี้ ได้ออก
นามเทพเจ้าเป็นพยานถึง 4 องค์ นั่นก็คือ พระอินทร์ เทพเจ้าแห่ง
พลัง มิทระ พระวรุณ และนาสัตย์ คือ พระนาสัตย์อัศวิน นับ เป็น
ชื่อเทพเจ้าที่เก่าที่สุดที่ถูกเอ่ยนาม แสดงว่าลัทธิพราหมณ์ มีมา
ยาวนานแล้ว สมัยของพระเวท จึงมีผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า มีมาก่อน
พุทธกาลราว 1,000 ปีและบางตำราบอกว่า เทพเจ้าดั้งเดิมของพวก
อริยกะนั้นมีพระอินทร์ พระสาวิตรี พระวรุณ และพระยม (พระ
สาวิตรี คือ ดวงอาทิตย์) ส่วนอีกตำราหนึ่งกล่าวว่า เทพเจ้าที่เก่า
ที่สุด คือ พระอินทร์ พระพฤหัสบดี พระวรุณ และพระยม เทพที่
พราหมณ์ยกย่องนั้น มีเพียงไม่กี่องค์ที่ปรากฏอยู่ในพระเวท ซึ่งก็คือ
พระอินทร์ ที่ถือว่ามีฤทธิ์อำนาจมาก
วัฒนธรรมการทอผ้ามัดหมี่และผ้ายกของอินเดีย
ผ้าอินเดียแบบดั้งเดิม พิมพ์โดยใช้สีสด ซึ่งมีความเชื่อว่า สิ่งทอ
สีสดและหลากหลายสีเป็น เอกลักษณ์เดิมของชาวอินเดีย และนิยมผ้า
ทอจากกี่ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องใช้ต่างๆ ใน ชีวิตประจำวันและ
โอกาสพิเศษล้วนแต่ทอด้วยมือโดยใช้กี่ การทอผ้าด้วยมือของอินเดียจะ
มี ลักษณะแตกต่างกันในแต่ละรัฐ ซึ่งจะใช้ผ้าคลุมไหล่ของท้องถิ่นเพื่อ
แสดงถึงความแตกต่างของ เอกลักษณ์ในสังคมของตน ในวันสำคัญทาง
ศาสนาต่างๆ
ผ้าปาโตลา
· ผ้าปาโตลา เป็นผ้ามัดหมี่ของรัฐกุจารัฐ ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด
ของกรรมวิธีในการทอผ้ามัดหมี่ ปาโตลาได้รับการสงวนไว้ใช้ในชุด
แต่งงานของเจ้าสาว มีลักษณะเป็นสีสด เช่น สีแดง สีเขียว และสีคราม
ออกแบบด้วยรูปเรขาคณิต ดอกไม้ นกและสัตว์ต่าง ๆ รวมทั้ง ศิลปะ
การร่ายรำ
ผ้าเทเลีย รูมัล
· ผ้าเทเลีย รูมัล เป็นผ้ามัดหมี่ใช้นุ่งพันท่อนล่างของร่างกายและบางครั้งใช้
โพกศีรษะ ปัจจุบันกำลังจะสูญหายไป รัฐบาลอินเดียและหน่วยงานต่างๆ
พยายามร่วมมือกันเพื่อจะรื้อฟื้นกรรมวิธีและรูปแบบการทอผ้าชนิดนี้
ผ้าคาดี
· ผ้าคาดี เป็นผ้าฝ้ายดิบ เนื้อหยาบ เป็น
ศิลปหัตถกรรมอันเก่าแก่ มีความสำคัญ
ทางการเมืองด้วย
ผ้าจัมดานี (ผ้ามัสลิน)
· ผ้าจัมดานี (ผ้ามัสลิน) เป็นผ้าทอยกด
อกที่มีรูปภาพและลวดลายที่งดงามที่สุดที่
นิยม จะเป็นลายดอกไม้และใบไม้ แต่ที่
สะดุดตาที่สุดของผ้าสาหรีจัมดานี คือลาย
โคเนีย เป็นลายดอก มะม่วงบนชายผ้า
ผ้าสาหรี่
· ผ้าสาหรี่ เป็นผ้าที่สวยงามและมีราคาแพงจะทอยกดิ้น ทองหรือเงิน
ผ้าดอกจากเมือง พาราณสีในอินเดียทางเหนือ เป็นตัวอย่างสำคัญของ
การทอผ้าของอินเดีย ผ้าสาหรี่เป็นวิธีการ นุ่งผ้าเฉพาะผู้หญิง ความ
ยาวของผ้าประมาณ 6 หลา มีสีสันและลวดลายต่างๆ การวางลายของ
ผ้าสาหรี่มีกรองลายที่แน่นอน โดยรอบผืนผ้าทั้งสี่ด้าน มีการทำลายที่
แตกต่างจากลายตรงกลาง ผืนผ้า ด้านที่เป็นชายผ้ามีการขยายลายให้
เห็นชัดว่าเป็นชายผ้า
การนุ่งผ้าสาหรี่จะนุ่งพันรอบตัวหนึ่งรอบ แล้วนำผ้ามาพับจีบด้าน
หน้าบางส่วนแล้วจึง นำผ้าที่เหลือมาพันโอบไปด้านหลัง จากนั้น นำ
ชายผ้าที่เหลือมาตวัดคลุมไหล่ ให้เหลือผ้าทิ้งชาย ลงไปทางด้านหลัง
ผ้าโรตี
· ผ้าโรตี เป็นวิธีการนุ่งผ้าทั้งชายและหญิงชาวอินเดีย
- ผ้าโรตีของผู้ชาย มีความยาว 6 หลา เป็นผ้าพันสีนวล หรือสีขาว
- ผ้าโรตีของผู้หญิง มีความยาว 9 หลา เป็นผ้าที่มีสีสันลวดลาย
ต่างๆ
การนุ่งผ้าโรตี จะพับจีบด้านหน้าจากชายผ้าทั้งซ้ายและขวาและ
นำมาทบเหน็บทางด้าน ลำตัว แล้วจึงเอาผ้าที่เหลืออีกด้านไปเหน็บ
ไว้ด้านหลัง
ผู้ชายชาวอินเดียจะนุ่งโรตีทั่วไป แต่ผู้หญิงที่นุ่งโรตีมักจะอยู่ทาง
อินเดียใต้ ชายผ้าโรตีของ ผู้หญิงจะไม่เหน็บเก็บหมด แต่จะเหลือชาย
ผ้าด้านหนึ่งไว้คลุมไหล่
การแต่งกาย
ชาวอินเดียโบราณ จะแต่งตัวคล้ายของไทยสมัยเชียงแสน ต่อ
มาสตรีนิยมสวมเสื้อแขนยาว แบบชาวจีน แต่ตัวสั้น เห็นหน้าท้อง
นุ่งกางเกงขาลีบช้างใน ใช้ผ้าบางๆ เช่น ฝ้ายลินิน มัสลิน อย่างดีห่ม
อีกชิ้น ถ้าเป็นชาวพื้น เมืองจะนุ่งสาหรี่ หรือกระโปรงจีบดอกสีแดง
หรือนุ่งกางเกงขาว ขายาว ส่วนชายนุ่งผ้าขาวใส่เสื้อแขนยาว ไว้
หนวดเครา โพกผ้า
ศิลปกรรมอินเดีย
สถาปัตยกรรม
สถาปัตยกรรมอินเดียได้รับอิทธิพลมาจากเปอร์เซีย (ลานด้านใน
ประตูโค้ง) ที่เมืองหลวงใหม่ของพระเจ้าอัคบาร์ คือ ฟาเตห์ปูร์สิครี ใกล้
เมืองอัครา แสดงสถาปัตยกรรมแบบโมกุลแท้ในการสร้างราชวัง สุเหร่า
เช่นเดียวกับหลุมศพของพระเจ้าอัคบาร์ที่สีกันดารา และ วัดโก-แมน
ดาล ที่โอไดปูร์ แต่งานที่เด่นที่สุด คือ ทัชมาฮัล ประดับด้วยหินมีค่า
บนยอดเป็นหินสีขาว เส้นทุกเส้นเข้ากันได้อย่างงดงามกับสวน และ
น้ำพุ นับเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก นอกจากนั้นมี
สุเหร่ามุกของเมืองอัครา เกิดนิกายขึ้นหลายนิกายในหมุ่คนฮินดู
ประติมากรรม
เกี่ยวข้องกับศาสนา ได้แก่ พระพุทธรูปแบบคันธาระ พระพุทธรูป
แบบมถุรา พระพุทธรูปแบบอมราวดี ภาพสลักนูนที่มหาพลิปุลัม ได้รับ
การยกย่องว่ามหัศจรรย์
จิตรกรรม
จิตรกรรมอินเดียตามประวัติศาสตร์แล้ว วิวัฒนาการมากจากการ
เขียนภาพบุคคลในศาสนาและพระมหากษัตริย์ จิตรกรรมอินเดียเป็นคำ
ที่มาจากตระกูลการเขียนหลายตระกูลที่เกิดขึ้นในอนุ ทวีปอินเดีย ซึ่งมี
ลักษณะแตกต่างกันไปมีตั้งแต่จิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่ของถ้ำเอลเล
รา (Ellora Caves) ไปจนถึงงานที่ละเอียดลออของจุลจิตรกรรมของ
จิตรกรรมโมกุล และงานโลหะจากตระกูล Tanjore ส่วนจิตรกรรมจาก
แคว้นคันธาระ-ตักกสิลา
วรรณกรรม
วรรณกรรม อินเดียที่มีอิทธิพล ได้แก่ รา
มายณะ มหาภารตะ คัมภีร์ปุราณะและเรื่อ
งอื่นๆ ที่เกี่ยวกับธรรมเนียมกษัตริย์ การสืบ
ราชวงศ์ตามแบบธรรมเนียมโบราณของ
ราชวงศ์ในลุ่มแม่น้ำคงคา วรรณกรรมอินเดียมี
อิทธิพลต่อชีวิตชาวบ้านในเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ด้วย โดยการเล่า การอ่านนิทานแสดง
เกี่ยวกับเนื้อเรื่องในวรรณกรรม การแสดงหุ่น
กระบอก หนัง ละครที่มีเนื้อหาของวรรณกรรม
รามายณะ มหากาพย์ และชาดก
นาฏศิลป์และสังคีตศิลป์
เกี่ยวกับการฟ้อนรำ เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเพื่อ
บูชาเทพเจ้าตามคัมภีร์พระเวท ส่วน บทสวดสรรเสริญ
เทพเจ้าทั้งหลาย ถือเป็นแบบแผนการร้องที่เก่าแก่ที่สุดใน
สังคีตศิลป์ของอินเดีย แบ่งเป็นดนตรีศาสนา ดนตรีในราช
สำนักและดนตรีท้องถิ่น เครื่องดนตรีสำคัญ คือ วีณา หรือ
พิณ ใช้สำหรับดีด เวณุหรือขลุ่ย และกลอง
คำถามทบทวน
1.คำว่า “ยุคทองของของอินเดียโบราณ” คือชื่อเรียกของอินเดียในสมัยใด
ก. สมัยอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ
ข. สมัยจักรวรรดิคุปตะ
ค. สมัยพระเวท
ง. สมัยจักรวรรดิเมารยะ
2.เรียงลำดับระบบวรรณะของอินเดียจากวรรณะสูงสุดไปยังวรรณะที่ต่ำสุด
ก. วรรณะพราหมณ์ วรรณะกษัตริย์ วรรณะแพศย์ วรรณะศูทร
ข. วรรณะศูทร วรรณะพราหมณ์ วรรณะแพศย์ วรรณะกษัตริย์
ค. วรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์ วรรณะศูทร วรรณะแพทย์
ง. วรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์ วรรณะแพทย์ วรรณะศูทร
3.ในสมัยอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ พวกใด คือ ชน 4.ราชวงศ์สุดท้ายของอินเดีย คือ
พื้นเมืองเดิมและเป็นผู้สร้างความเจริญในบริเวณนั้น ราชวงศ์ใด
ก.พวกอารยัน ก.ราชวงศ์เมาระ
ข.ดราวิเดียน ข.ราชวงศ์โมกุล
ค.โมเฮนโจ ค.ราชวงศ์คุปตะ
ง.ชาวเมารี ง.ราชวงค์กุษาณะ
5.ผู้สร้าง “ทัชมาฮัล” คือใคร และสร้างเพื่ออะไร
ก. พระเจ้าอโศกมหาราช สร้างเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในอนาคต
ข. พระเจ้ากนิษกะ สร้างเพื่อใช้ประกอบพิธีทางศาสนา และให้ผู้คนชื่นชมความสวยงาม
ค. พระเจ้าเมารยะ สร้างเพื่อป้องกันการรุกรานของข้าศึก
ง. พระเจ้าชาห์ เจฮัน สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรัก
คำถามทบทวน
6.อินเดียมีการสงวนผ้าอะไรไว้ใช้ในชุดแต่งงานของเจ้าสาว
ก. ผ้าปาโตลา
ข. ผ้ามัดย้อม
ค. ผ้าเทเลีย รูมัล
ง. ผ้ามัสลิน
7.ผ้าโรตีของผู้ชายจะมีความยาวกี่หลาและมีสีอะไร
ก. ยาว 9 หลา สีขาวหรือสีนวล
ข. ยาว 9 หลา สีน้ำตาลอ่อน
ค. ยาว 6 หลา สีขาวหรือสีนวล
ง. ยาว 6 หลา สีน้ำตาลอ่อน
8.สมัยใดเป็นสมัยที่อิสลามเข้าปกครอง 9.ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์มีการพบหลัก
อินเดีย ฐานเป็นซากเมืองโบราณกี่แห่ง
ก. สมัยราชวงศ์คุปตะ ก. 2 แห่ง
ข. สมัยสุลต่านแห่งเดลฮี ข. 4 แห่ง
ค. สมัยราชวงศ์กุษาณะ ค. 6 แห่ง
ง. สมัยจักรวรรดิเมารยะ ง. ไม่มีการพบซากเมืองโบราณ
10.กษัตริย์ราชวงศ์โมกุลที่ยิ่งใหญ่ คือใคร
ก. พระเจ้าอักบาร์มหาราช
ข. พระเจ้าบาบูร์
ค. จักรพรรดิชาห์ เจฮัน
ง. จักรพรรดิมูฮัมหมัด ชาห์
บรรณานุกรม
พงศธร ทองชื่น และคณะ. (2560). อารยธรรมโบราณ. สืบค้นเมื่อ 11
พฤศจิกายน 2564, จาก https://cutt.ly/DTkAPGZ
เรวดี กลางเดือน. (2555). อารยธรรมอินเดีย. สืบค้นเมื่อ 11
พฤศจิกายน 2564, จาก https://cutt.ly/XTkALNI
วิกิพีเดีย. (2564). อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ.สืบค้นเมื่อ 11
พฤศจิกายน 2564, จาก https://cutt.ly/0TkAMaa
ศุภวรรณ เพชรประดิษฐ์. (2554). อารยธรรมอินเดีย. สืบค้นเมื่อ 11
พฤศจิกายน 2564, จาก https://cutt.ly/xTkSrGt
อาจารย์หทัยณัฐ แก้วบัวดี. (2559). ประวัติศาสตร์สากล. สืบค้นเมื่อ
11 พฤศจิกายน 2564, จาก https://cutt.ly/sTkSbzU
WallpaperUp/6266. (2561). สถาปัตยกรรมอินเดีย. สืบค้นเมื่อ 11
พฤศจิกายน 2564, จาก https://cutt.ly/7TkSg8O