การจัดการความรู้และองค์การแห่งการเรียนรู้ เม็ดมะม่วงหิมพานต์
(กาหยู)
ของดีจังหวัดระนอง
โดย นางสาว ณัฐกานต์ หัสจักร์
รหัสนักศึกษา 6210136209
คำนำ
รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการจัดการความรู้และองค์การแห่งการเรียนรู้
ซึ่งได้มีการให้ความรู้เกี่ยวกับของดีของจังหวัดระนอง นั้นก็คือ"เม็ดมะม่วงหิมพานต์" ใน
รายงานเล่มนี้จะกล่าวถึงเรื่องรายต่างๆ เกี่ยวกับมะม่วงหิมพานต์ ทั้งประวัติความเป็นมาของ
มะม่วงหิมพานต์ ลักษณะของมะม่วงหิมพานต์ สายพันธ์ที่นิยมนำมาปลูกในไทย ประโยชน์
ของมะม่วงหิมพานต์ การขยายพันธ์ ผลิตภัณฑ์จากเม็ดมะม่วงหิมพานต์ วิธีการแหรรูปโดย
การคั่ว
หากรายงานเล่มนี้ผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำขออภัย ณ ที่นี้ แและจะนำข้อผิดพลาด
ที่แนะนำไปแก้ไขในครั้งต่อไป
ณัฐกานต์ หัสจักร์
สารบัญ
เรื่อง หน้า
ประวัติความเป็นมาของมะม่วงหิมพานต์....................................................................................1
ลักาณะทั่วไปทางพฤศาสตร์.......................................................................................................2
สายพันธ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทย............................................................................................3
การคัดเลือกพันธ์.......................................................................................................................3
ประโยชน์ของมะม่วงหิมพานต์...................................................................................................4
การขยายพันธ์...........................................................................................................................5
ผลิตภัณฑ์มะม่วงหิมพานต์.........................................................................................................6
วิธีแปรรูปมะม่วงหิมพานต์ด้วยการคั่ว.........................................................................................6
อ้างอิง......................................................................................................................................6
1
ประวัติความเป็นมาของมะม่วงหิมพานต์
เป็นไม้ผลพื้นเมืองของอเมริกาใต้ มีปลูกกันทั่วไปตั้งแต่เม็กซิโกจนถึงเปรู ต่อมาได้ ขยายพันธุ์ออก
ไปอย่างกว้างขวางในทวีปอาฟริกา อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ตามหมู่เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทร แปซิฟิค
ตลอดจนถึงทวีปเอเซีย ประเทศที่นับได้ว่าเป็นผู้ส่งออกผลิตผลจากมะม่วงหิมพานต์รายใหญ่ของโลก
ได้แก่ อินเดีย โมแซมบิค แทนซาเนีย บราซิล เป็นต้น
ประวัติการนำเข้ามาในประเทศไทยนั้น สันนิฐานว่า พระยารัษฎานุประดิษฐ์ (คอซิมบี ณ ระนอง)
ได้นำเข้า มาจากอินเดีย เมื่อปี พ.ศ. 2444 พร้อม ๆ กับยางพารา และหลังจากนั้นได้มีผู้นำเข้ามาอีก
หลายครั้งจากอินเดีย ไลบีเรีย เป็นต้น โดยกรมวิชาการเกษตร (กรมกสิกรรมเดิม) เป็นผู้ทดลองศึกษา
ค้นคว้าคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถปลูกให้ได้ผลผลิตสูงในประเทศไทย
จังหวัดระนองจะเรียกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ว่า "เมล็ดกาหยู" และจังหวัดระนองยังเป็นแหล่งผลิต
เมล็ดกาหยูพันธุ์ดีที่สุดเพราะมีขนาดใหญ่ รสชาดหวานมันกรอบ หอมอร่อย จนเป็นสินค้าที่ระลึกของ
จังหวัดระนอง รากและลำต้นของกาหยูใช้ ทำยา ยอดอ่อนใช้เป็นผักกินกับน้ำพริก แกงเผ็ด แกงส้ม
2
ลักษณะทั่วไปทางพฤษศาสตร์
เป็นไม้ผลยืนต้น ตระกูลเดียวกับมะม่วงมีขึ้นอยู่ทั่วไปในประเทศที่มีอากาศร้อนและฝนตก ชุก
เป็นต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบ สูงราว 6-12 เมตร แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้างออกไปโดยรอบ 4-10 เมตร กิ่ง
ทอดยาว แผ่ออกข้าง ๆ ในกิ่งใหญ่ หรือส่วนโคนของกิ่งใหญ่ ๆ ถ้าปล่อยตามธรรมชาติจะไม่มีกิ่งแขนง
เกิด แต่ถ้าได้รับ การตัดแต่งหรือบังคับ ก็จะมีกิ่งแขนงแตกออกตามทิศทางที่เราต้องการได้ มีใบหนา
คล้ายรูปไข่ ปลายใบป้อม โคนใบแหลมยาวประมาณ 10-12 เซนติเมตร กว้างประมาณ 5-7.5
เซนติเมตร ออกช่อดอกที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว ประมาณ 15-25 เซนติเมตร บางดอกมีแต่เกสรตัวผู้ บาง
ดอกมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย อยู่ในช่อดอกเดียวกัน ดังนั้น การผสมพันธุ์จึงทำการผสมในช่อ
เดียวกัน ลักษณะดอกเป็นช่อ ในหนึ่งดอกประกอบด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียว 5 กลีบ กลีบดอกสีขาวนวล 5
กลีบ เมื่อแรกบานกลีบดอกจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพูอมเหลือง แต่ละดอกมีขนาด เล็กมาก เมื่อเวลา
ดอกบาน กลีบดอกทั้ง 5 ม้วนเข้าหากลีบเลี้ยง คงโผล่ให้เห็นยอดเกสรตัวเมียชัดเจน เกสรตัวผู้ อยู่
ภายในดอก 9 อัน และมีรังไข่อยู่ที่ก้านเกสรตัวเมีย
ผล มีลักษณะแปลกประหลาด ส่วนที่เป็นผลคือก้านของดอกที่ขยายตัวพองขึ้นและส่วนที่เป็นผล
จริง ๆ คือ เมล็ดที่รูปร่างเหมือนไตติดอยู่ตรงปลายสุด เมื่อยังอ่อนมีสีเขียว และขยายเติบโตจนใหญ่กว่า
ผลใน ระยะแรก (ที่เกิดจากการขยายตัวของก้านดอก) เมื่อได้ขนาดก็หยุดเจริญเปลี่ยนสีเป็นสีเทา และ
พร้อมกันนี้ดอกที่ เป็นผลปลอมก็เริ่มขยายเบ่งตัวพองโตขึ้นจนใหญ่กว่าเมล็ด เมล็ดขนาดยาวประมาณ 3
เซนติเมตร กว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร ถ้าผ่าเมล็ดออกเปลือกเมล็ดจะหนาราว 2-3 มิลลิเมตร เมล็ด
ในมีสีขาวนวลประกบกัน 2 ซีก เปลือกหุ้มเมล็ดมียางสีน้ำตาลอ่อน มีลักษณะเป็นกรด ถ้าถูกผิวหนังจะ
ทำให้พองเป็นแผลเปื่อย แต่มีประโยชน์ ในทางอุตสาหกรรมมาก
3
สายพันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทย
สายพันธุ์มะม่วงหิมพานต์ มีอยู่ทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 400 พันธุ์ แต่พันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้า ในปัจจุบันมีไม่
มากสำหรับประเทศไทย พันธุ์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป มีดังนี้
พันธุ์ศรีสะเกษ 60 เมล็ดจัดอยู่ในเกรด 3 ของมาตรฐานตลาดโลก เป็นพันธุ์ที่ค่อนข้างทนทานต่อ
โรคยางไหล โรคผลเน่าและโรคช่อดอกแห้ง ซึ่งเป็นโรคที่สำคัญของมะม่วงหิมพานต์
พันธุ์ศรีสะเกษ 60-2 เมล็ดจัดอยู่ในเกรด 3 ของมาตรฐานตลาดโลก เป็นพันธุ์ที่ค่อนข้างทนทาน
ต่อโรคยางไหล โรคผลเน่า และโรคช่อดอกแห้ง เช่นกัน
พันธุ์ศิริชัย 25 : พบเมื่อปี 2525 ที่จังหวัดจันทบุรี โดยบริษัทมาบุญครองศิริชัยมะม่วงหิมพานต์
จำกัด ขนาดเมล็ดอยู่ในขนาดใกล้เคียงมาตรฐานโลก
พันธุ์เกาะพยาม : เป็นพันธุ์ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดระนอง โดยปลูกมากในพื้นที่ตำบลเกาะพยาม
ขนาดเมล็ดใหญ่
การคัดเลือกพันธุ์
1.ต้องเป็นพันธุ์ที่เมล็ดใหญ่ จำนวนเมล็ดต้องไม่เกิน 150เมล็ด ต่อกิโลกรัม
2.ต้องเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงประมาณ 20 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี
3. เป็นพันธุ์ที่ต้านทานต่อโรคและแมลงได้ดี
4. ต้องเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสม่ำเสมอทุกปี
4
ประโยชน์ของมะม่วงหิมพานต์
ผล ใช้รับประทานเป็นอาหาร ทำแยม น้ำำส้มสายชู เครื่องดื่ม น้ำของผลมะม่วงหิมพานต์ ใช้เป็นยาแก้โรค
กระเพาะ แก้อาเจียน เจ็บคอ ขับปัสสาวะ และขับเหงื่อ
เปลือกหุ้มเมล็ด นำมาสกัดได้กรดน้ำมัน ซึ่งมีประโยชน์ทางอุตสาหกรรมใช้ทำผ้าเบรค แผ่นคลัช หมึกพิมพ์
กระเบื้องยางปูพื้น สีทาบ้าน และอื่น ๆ ไม่น้อยกว่า 400 ชนิด นอกจากนี้ยังทำเป็นยาแก้โรคเหน็บชา โรคเลือดคั่ง
และโรคผิวหนัง
เมล็ดใน ใช้รับประทานมีคุณค่าทางอาหารสูง ใกล้เคียงไข่ นม เนื้อ ไม่เพิ่มไขมันในเส้นเลือดและตับ เป็นโปรตีน
ที่ย่อยง่ายที่สุดดีกว่าพืชตระกูลถั่วทั่ว ๆ ไป
เยื่อ หุ้มเมล็ดใน ใช้เป็นอาหารสัตว์
ใบและยอดอ่อน รับประทานบรรเทาโรคท้องร่วง บิด ริดสีดวง
ใบแก่ นำมาลดให้ละเอียด ใช้พอกแผลที่เกิดจากไฟไหม้ หรือนำมาขยี้และใช้สีฟังทำให้ฟันสะอาด
ลำต้น ทำหีบใส่ของ ลังไม้ เรือ แอก ดุมล้อเกวียน
ยางจากเปลือกลำต้น ทำหมึกประทับตราผ้า น้ำมันขัดเงา เคลือบหนังสือ น้ำประสานในการบัดกรีโลหะ และใช้ทำ
กาว
เปลือกลำต้น แก้ปวดฟัน ต้มกินแก้โรคท้องร่วง และผิวหนังพุพอง
ราก เป็นยาฝาดสมานแผล และแก้โรคท้องร่วง
5
การขยายพันธุ์
มะม่วงหิมพานต์สามารถขยายพันธุ์ได้ 2 แบบ คือ
1. การเพาะเมล็ด ปลูกโดยใช้เมล็ดพันธุ์ดี ทำการเพาะใส่ถุงขนาด 5x8 นิ้ว หรือปลูกลงในหลุมเลย โดย
กดเมล็ดด้านเว้าลงให้จมจนมิดวางเมล็ดเอียง 45 องศา อายุต้นกล้าที่เพาะในถุงพลาสติกไม่ควรเกิน 4
เดือน ก่อนย้ายลงปลูก
2. การขยายพันธุ์โดยไม่ใช้เพศ มีหลายวิธีคือ การตอน การติดตา การทาบกิ่ง แต่วิธีที่นิยมที่สุดคือ การ
เสียบข้าง ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้
ปลูกต้นตอให้ขนาดโตกว่าแท่งดินสอ กรีดเปลือกเป็นรูป ก แล้วลอกเปลือกออก
เลือกยอดพันธุ์ดี ลักษณะยอดมีสีน้ำตาล ใช้มีดตัดใบและก้านออกให้หมด
ใช้มีดที่คมและสะอาดปาดยอดทั้งสองด้าน ดังรูป แผลที่ปาดต้องเรียบและสม่ำเสมอ
เปิดเปลือกแล้วเอายอดพันธุ์ดีเสียบแล้วพันด้วยแผ่นพลาสติกให้มิดยอด
ประมาณ 20-30 วัน หากยอดยังเขียวอยู่ให้เปิดพลาสติกออกพร้อมกับตัดกิ่งต้นตอออกครึ่งหนึ่ง
เมื่อยอดแตกใบและกิ่งได้ 5-10 ใบ ให้ตัดต้นตอเดิมเหนือรอยแผลเปลี่ยนยอดออก
กรณีเพาะเมล็ดในถุงพลาสติกก่อนนำไปปลูกในแปลงควรปฏิบัติดังนี้
ขุดหลุมให้กว้าง ยาว ลึก ประมาณ 50-100 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้นและ
ระหว่างแถว 6 เมตร
ผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 3-5 กิโลกรัม คลุกกับดินบนที่กองไว้ กลบลงในหลุม
ประมาณครึ่งหลุม นำต้น มะม่วงหิมพานต์ที่จะปลูกวางลงในหลุมให้โคนต้นอยู่เหนือ
ปากหลุมเล็กน้อย ปักไม้พยุงลำต้นโดยใช้เชือกผูกติด กับต้นมะม่วงหิมพานต์เพื่อ
ป้องกันลมโยก จึงนำดินที่เหลือกลบหลุมให้แน่น
ควรปลูกมะม่วงหิมพานต์ไร่ละ 45 ต้น ให้เป็นแถวตรงระยะห่างระหว่างต้นและ
ระหว่างแถว 6 เมตร ระหว่าง แถวมะม่วงหิมพานต์ควรปลูกพืชแซม เช่น ข้าวฟ่าง
ข้าวโพด ถั่วต่าง ๆ ฯลฯ ในช่วง 1-2 ปีแรก ก่อนมะม่วงหิมพานต์ จะออกผล เพราะ
เป็นการช่วยเพิ่มรายได้และยังช่วยกำจัดวัชพืชด้วย
ในกรณีที่ปลูกมันสำปะหลังอยู่แล้วให้ปลูกมะม่วงหิมพานต์แทรก และให้เอาต้นมัน
สำปะหลังออกห่างจาก จุดที่จะปลูก ประมาณ 1 เมตร โดยรอบ
6
ผลิตภัณฑ์จากเม็ดมะม่วงหิมพานต์
เนื่องจากในจังหวัดระนองมีต้นมะม่วงหิมพานต์เป็นจำนวนมาก จึงได้มีการสร้างสรรค์เอาเม็ด
มะม่วงหิมพานต์มาแปรรูป เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในจังหวัดอีกด้วย ผลมะม่วงหิมพานต์
มีลักษณะเนื้อนิ่ม , ฉ่ำน้ำ สามารถรับประทานได้ทั้งแบบดิบและแบบสุก และภาคใต้นิยมนำผลห่ามมา
แกงส้ม ส่วนผลสุกนำมาฝานรับประทานเป็นผลไม้กินเล่น ออกรสฝาดเพียงเล็กน้อย เม็ดเมื่อนำมาคั่วสุก
จะส่งกลิ่นหอม , รสชาติหวานมัน ราคากิโลกรัมละ 400 – 500 บาท หรือเอาไปทำเป็นแบบราดน้ำผึ้ง
วิธีแปรรูปมะม่วงหิมพานต์ ด้วยการคั่ว
ก่อไฟ พร้อมใส่เปลือกเม็ดมะม่วงหิมพานต์เข้าไป จะทำให้ไฟลุกแรง อย่างรวดเร็ว เพราะใน
เปลือกเม็ดมะม่วงหิมพานต์เต็มไปด้วยน้ำมัน จึงทำให้ติดไฟง่าย หากแต่เปลือกเม็ด
มะม่วงหิมพานต์ ต้องนำไปคั่วแล้วและกระเทาะออกมา จะมีลักษณะเหมือนถ่าน ที่มีคุณภาพสูง
วางกะบะแสตนเลส ที่เจาะรูให้กระจายไปทั่วก้น ลงบนเตา พร้อมกันนั้นให้ใส่เม็ด
มะม่วงหิมพานต์ลงไปพอประมาณ
ไม้ใช้คั่วยาว 2 เมตร คนไปเรื่อยๆอย่างช้าๆ ประมาณ 5 นาทีอย่าหยุด จะมีน้ำมันซึมออกจากเม็ด
มะม่วงหิมพานต์ หลังจากไฟอันรุนแรง ก็จะลามลุกไหม้เผาเม็ดม่ะม่วงหิมพานต์ในกะบะ อย่า
ตกใจ ให้คนต่อไปอีก 1-2 นาที
รีบยกกะบะลงจากเตา และน้ำสะอาดพรมดับไฟ
นำเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ดำเกรียม มาคลุกเคล้ากับขี้เลี่อยเพื่อดูดน้ำมัน ปล่อยเอาไว้ให้เย็น
เมื่อเย็นแล้ว ก็นำมากระเดาะเปลือกดำๆออก ด้วยการใช้ท่อนเหล็กทุบเบาๆ
เมื่อกะเทาะเปลือกเรียบร้อยแล้ว ก็นำเข้าไปอบที่อุณหภูมิ 200 – 300 องศาฟาเรนไฮ เป็นระยะ
เวลา 20 นาที
นำออกจากเตาอบทิ้งไว้ให้เย็น ก็จะได้เม็ดมะม่วงหิมพานต์แสนอร่อย เคี้ยวมัน มีสีเหลืองทอง ,
หอมกรุ่น , กรุบกรอบ พร้อมบรรจุถุง
เคล็ดลับของการคั่ว
คือให้ใช้เม็ดมะม่วงหิมพานต์ขนาดเดียวกัน เพราะจะได้สุกเท่ากันทุกเมล็ด นอกจากนี้ต้อง
ตากเม็ดมะม่วง 2- 3 วันก่อนนำมาคั่ว เพื่อกำจัดความชื้น เม็ดมะม่วงหิมพานต์ผ่านการคั่ว จะ
แบ่งออกเป็น 2 ราคา คือ แบบเม็ดซีก ราคา 200 – 240 บาท/กิโลกรัม แบบเต็มเมล็ด ราคา
400 – 500 บาท/กิโลกรัม สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้เป็นอย่างดี
7
อ้างอิง
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดระนอง.(2564).ประวัติความเป็นมาของมะม่วงหิมพานต์.(11กันยายน2564)
https://www.m-culture.go.th/ranong/ewt_news.php?nid=479&filename=index
M.Grop : Artiole.(2564).ลักษณะทั่วไปทางพฤษศาสตร์.(11 กันยายน 2564).
http://www.m-group.in.th
M.Grop : Artiole.(2564).สายพันธ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทย.(11 กันยายน 2564).
http://www.m-group.in.th
M.Grop : Artiole.(2564).การคัดเลือกพันธ์.(11 กันยายน 2564).
http://www.m-group.in.th
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดระนอง.(2564).ประโยชน์ของมะม่วงหิมพานต์.(11กันยายน2564)
https://www.m-culture.go.th/ranong/ewt_news.php?nid=479&filename=index
Farm Station.(2564).การขยายพันธ์.(11 กันยายน 2564)
https://farmstations.com
Remanadee.(2564).ผลิตภัณฑ์จากเม็ดมะม่วงหิมพานต์.(11 กันยายน 2564)
https://www.remawadee.com/Ranong/Gayoo-Nut.html
NARCCASHEN.(2564).วิธีการแปรมะม่วงหิมพาต์ โดยวิธีการคั่ว.(11 กันยายน 2564).
https://www.nrccashew.org.