The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรื่อง การทอผ้า 4

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Naphalai Wannasuk, 2020-10-19 22:53:01

เรื่อง การทอผ้า 4

เรื่อง การทอผ้า 4

เรอื่ ง การทอผ้า

ผจู้ ดั ทา

เดก็ หญิงนภาลัย วรรณสขุ
ชัน้ มัธยมศึกปที ี่3

ครูท่ปี รึกษา นายอุเทน สมบัตศิ รี

รายงานนี้เป็นส่วนหนงึ่ ของรายวิชาการส่อื สารและการนาเสนอ (IS2)
โรงเรียนหนั ห้วยทรายพิทยาคม อาเภอประทาย จังหวดั นครราชสมี า

สานักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 31
ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2563

เรือ่ ง การทอผา้

ผูจ้ ัดทา

เดก็ หญงิ นภาลยั วรรณสขุ
ชั้นมธั ยมศกึ ปที ี่3

ครูท่ีปรึกษา นายอุเทน สมบัติศรี

รายงานนเ้ี ป็นสว่ นหนง่ึ ของรายวิชาการสื่อสารและการนาเสนอ (IS2)
โรงเรยี นหนั ห้วยทรายพิทยาคม อาเภอประทาย จังหวดั นครราชสมี า

สานักงานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต 31
ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2563

บทคัดย่อ

ผ้าทอเป็นสอ่ื สัญลกั ษณ์ของคนในแตล่ ะชมุ ชน แสดงถงึ เช้ือชาติ เผา่ พันธ์ุ และความแตกต่างทางวฒั นธรรม ผา้
ทอยงั คงเปน็ ปัจจยั สาคัญในการดารงชีวติ ของมนุษย์ตง้ั แต่แก่จนถึงตาย และมีบทบาทสาคญั ทัง้ ในแง่
เศรษฐกจิ สงั คม และวัฒนธรรม การทอผา้ เรมิ่ จากการสาน มนุษยเ์ รม่ิ สานตน้ หญา้ อ่อนเพื่อใช้ใส่วสั ดุสงิ่ ของ และ
ตอ่ มากลายเปน็ เสื่อและตะกร้า และพัฒนามาเป็นวิธกี ารต่อต้นพืชเพอ่ื เป็นเส้นทย่ี าวและทาใหเ้ หนียวขึ้น สามารถรับ
น้าหนกั ได้มากขึ้น จนกระท่ังมกี ารคดิ คน้ วสั ดุการทอจากพืชมาเปน็ เสน้ ใย เชน่ ฝ้าย รู้จกั วิธกี ารทออย่างง่าย คอื การ
นาฝ้ายมาผกู กบั หินเปน็ เส้นยนื และใชเ้ ส้นพุ่งเข้าไปเวลาทอ ในอดตี เด็กผ้หู ญิงทุกคนจะถกู ฝกึ หดั ให้รู้จักการทอผ้า และ
เยบ็ ปกั ถ้ารอ้ ย ซง่ึ เปน็ ส่งิ ท่ีจาเปน็ ในการดารงชวี ิต ในชมุ ชนภาคเหนือ ผา้ ทอยังคงบทบาททางสงั คมและ
วัฒนธรรม นอกจากบทบาททางการคา้ ยงั มกี ารใชผ้ า้ ในประเพณแี ละพิธกี รรมต่าง ๆ

คานา

ในปจั จุบันวัฒนธรรมไทยเรมิ่ หดหายคา่ นยิ มต่างๆเริมเข้ามาเก่ยี วข้องมีเทคโนโลยีเข้ามามบี ทบาทเฉพาะการแตง่ ายด้วย
เสือ้ ผ้าทแ่ี ตกต่างกนั จึงทาให้การแตง่ กายในสมัยนไี้ มเ่ หมือนการแต่งกายในสมยั กอ่ น มีการแตง่ กายท่ี
ทนั สมัย หรูหรา และมีมากย่งิ ข้นึ ดว้ ยบทความขา้ งตน้ จึงทาใหผ้ ู้จดั ทาโครงงานเล่มนี้ได้คิดจะทาโครงงานเลม่ นี้ขึ้นมาเลม่
น้มี ีเนือ้ หาเกย่ี วกับประเพณี วฒั นธรรม ผจู้ ัดทาไดเ้ ลือกหัวขอ้ น้ขี ึ้นมาเนือ่ งจากเปน็ เรื่องทน่ี า่ สนใจและความฉลาดของ
บรรพบรุ ษุ ในอดีตแสดงให้เห็นถึงวฒั นธรรมท่คี นในสมัยก่อนนัน้ ได้สรา้ งไวไ้ ด้ ดงั นั้นผจู้ ดั ทาจึงอยากจะนาวัฒนธรรมไทย
เก่ยี วกับผา้ ไหมไทยนัน้ มาศึกษาค้นคว้าเพือ่ การอนรุ กั ษ์

สารบัญ

เร่อื ง หนา้

ขัน้ ตอนการดาเนนิ งาน 1

การปลกู หม่อนเลยี้ งไหม

ก่อนที่จะกลา่ วถงึ การทอผ้าไหมไทย ควรท่จี ะรู้ที่มาเสียก่อนวา่ กอ่ นท่จี ะเป็นเส้นไหมนั้นเนื่องจากการผลติ เส้นไหมมี
ขน้ั ตอนในการดาเนินงานทยี่ าวตั้งแตก่ ารปลูกหม่อนเพอื่ เป็นอาหารของตัวไหมจนถงึ ไหมจนถงึ การสาวไหมดงั นั้นการปลูก
หมอ่ นเลีย้ งไหมจงึ เปน็ สาระสาคญั อันดับแรกทจี่ ะต้องพจิ ารณา

ตน้ หม่อน

ต้นหม่อนที่ร้จู กั ในขณะน้มี ีอยู่ 2 ชนิดคือตน้ หมอ่ นท่ปี ลกู ไวก้ ินผลเปน็ ชอ่ เวลาสุกจะมสี ดี ารสอมเปรยี้ วอมหวานใช้
รบั ประทานทาแยมได้อีกชนิดหน่งึ เป็นหม่อนที่ปลูกไวเ้ ลยี้ งไหมหม่อนชนิดนม้ี ีผลเปน็ ช่อเล็กไม่นิยมรบั ประทานแต่มีใบโต
และดกใช้เป็นอาหารของตัวไหมไดด้ ีสาหรบั พันธ์ุหม่อนที่ปลกู ไว้เล้ยี งไหมในประเทศมีอยู่หลายพนั ธ์เุ ชน่ หมอ่ นน้อย
หมอ่ นตาดา หม่อนสม้ หม่อนสรอ้ ย หมอ่ นไผ่ หมอ่ นจาก หม่อนสา หม่อนหยวก หมอ่ นใบมน หมอ่ นใบโพธิ์ หมอ่ นแก้ว
ชนบท หม่อนคุณไพ หม่อนแกว้ อบุ ล ฯลฯ ซง่ึ บางชื่ออาจจะเปน็ พันธ์เุ ดยี วกันแตเ่ รยี ก ชื่อตา่ งกันตามท้องถนิ่ แตห่ ม่อนท่ี
นิยมปลูกเพื่อเลยี้ งไหมกนั มากตามท้องท่ตี า่ งๆ มีดังนี้

หม่อนนอ้ ย
เป็นหมอ่ นทใ่ี ห้ดอกตัวผู้มีทรงตน้ ผอมสูงกง่ิ มีขนาดใหญ่ลาตน้ มีสีนวลๆ ตามมี ากลักษณะขอบใบหนาเปน็ มันสเี ขยี วแก่
เป็นรปู ใบโพธป์ิ ลายใบแหลมขอบใบไม่มเี วา้ หรือมีกจ็ ะเป็นแบบเว้าตื้นๆ ประมาณ 2 - 3 เวา้ เทา่ น้นั มีขนบนใบนอ้ ยมาก
เม่ือลบู ไมร่ ู้สกึ สากมอื เป็นท่ีนิยมปลูกมากทส่ี ุดแต่เป็นโรครากเน่างา่ ย

หมอ่ นไผ่

เป็นหม่อนให้ดอกตัวเมียกิ่งมีขนาดปานกลางลากิ่งอ่อนโคง้ มีสนี า้ ตาลอมเขยี ว ตาคอ่ นข้างมากขอบใบเว้าหมดทกุ ใบ มี
ปริมาณเน้ือใบน้อยใบบางสากมือให้ผลผลิตตา่ เช่ือวา่ เป็นพันธ์ุท่ตี ้านโรครากเนา่ จงึ เหมาะสาหรบั นาไปเป็นต้นตอในแปลง
ทมี่ โี รครากเน่าระบาต

หมอ่ นตาดา

เปน็ หม่อนที่ใหด้ อกตัวผู้มีทรงต้นผอมสูงคล้ายหม่อนนอ้ ยกิ่งมีขนาดเลก็ กว่าและลาต้นมีสเี ขยี วกว่าหมอ่ นน้อยใบขนาด
เลก็ บางไมเ่ ปน็ มนั สเี ขียวออ่ นเปน็ รปู ไขป่ ลายใบ แหลมใบเว้า 5 - 8 ใบนบั จากโคนก่ิง

2

การทาเส้นไหม

เส้นนไหมไดม้ าจากการนารังของตัวไหมมาป่ันเป็นเส้นใย เสน้ ไหมนมี้ คี ุณสมบตั ิพเิ ศษทีเ่ ดน่ กว่าเสน้ ฝา้ ยคือ มีความ
เหนียวทนทานและมปี ระกายเงางาม เสน้ ไหมทไ่ี ดจ้ ากการปัน่
ข้นั ตอนเตรยี มเสน้ ไหม : การเตรยี มเส้นไหม จะแบ่งออกเปน็ 2 สว่ น คือ

1. การเตรียมเสน้ ไหมพงุ่ การเตรยี มเสน้ ไหมพุ่ง จะเปน็ การเตรียมเสน้ ไหมเพื่อตรียมพรอ้ มสาหรับการนาไปมดั หม่ี
โดยใชเ้ ครอ่ื งมือในการการค้นลาหมี่ โดยการนาเส้นไหมท่ีกวักเรียบรอ้ ยแลว้ มาทาการค้นปอยหม่ี เพ่ือให้ได้ลาหม่ีพร้อม
สาหรบั การไปมดั หมี่ในกระบวนการต่อไป

2. การเตรยี มไหมเครือ (ไหมเส้นยนื ) โดยการค้นหูกหรือค้นเครือ คือ กรรมวิธนี าเอาเส้นไหมที่เตรยี มไว้สาหรบั เป็น
ไหมเครือ ไปคน้ (กรอ) ให้ได้ความยาวตามจานวนผืนของผู้ทอผา้ ไหมตามท่ีตอ้ งการ ไหมหน่งึ เครอื จะทาให้เปน็ ผ้าไหมได้
ประมาณ 20-30 ผืน ( 1 ผนื ยาวประมาณ 180-200 เซนตเิ มตร

การกรอไหม

การกรอเสน้ ไหม เป็นการนาเสน้ ไหมทยี่ ้อมแห้งดีแลว้ มาปัน่ เก็บไว้ อุปกรณป์ ระกอบดว้ ย เครื่องกรอไหม ในกรอขนาด
ตา่ งๆหรอื จักกวัดไหมและระวิง ส่ิงท่ใี ช้เกบ็ เส้นไหมท่ีกรอแล้ว มักจะใชว้ ัสดทุ หี่ างา่ ยในท้องถิน่ กระป๋องหรือหลอด
พลาสติก เป็นต้น การกรอเส้นไหมมีวตั ถุประสงค์ที่จะแยกเส้นไหมให้ออกเปน็ เส้นๆ ไม่ใหต้ ดิ หรอื พนั กนั และเปน็ การ
สารวจเส้นไหมให้มีความเรยี บรอ้ ย ไม่ขาด ซง่ึ จะช่วยให้สะดวกในการสาวไหม อนั เปน็ กรรมวิธใี นขน้ั ตอนต่อ การสาวไหม

การสาวไหม ในภาษาพ้ืนเมอื งเรียกวา่ “การโว้นไหม” หรือ “โว้นหูก” คือการนาเสน้ ไหมยนื ท่ีกรอแลว้ ไปสางในรางสาวไหมหรือ
มา้ เดินไดท้ ีละเสน้ โดยใหม้ ีจานวนเส้นไหมครบตามจานวนช่องฟันหวที ี่ตอ้ งการจะใช้ อปุ กรณท์ ี่ใชใ้ นการสาวไหมประกอบดว้ ย ไห ในการ

สาวไหมลงช่องของฟันหวี กาหนดให้ 1 ช่องฟันหวีจะตอ้ งใชเ้ ส้นไหมยนื 2 เสน้ ดงั น้นั ถา้ หากใชฟ้ นั หวซี ่ึงมชี ่อง 2000 ช่อง จะต้อง
นบั ไหมเส้นยืนใหค้ รบ 4000 เสน้ เปน็ ตน้ สาหรับไม้ไขวห้ ลงั เปน็ อปุ กรณ์ทจี่ าเปน็ ต้องใช้ในการสาวไหม โดยจะมีไวท้ ี่ราง
สาวไหมรางที่ 1 เพ่อื ใหเ้ ส้นไหมเรียงลาดับกันไปตลอด เป็นการป้องกนั เส้นไหมพันกัน

การเขา้ ฟนั หวีหรือฟืม

ฟันหวี หรอื ฟืม เปน็ เครอ่ื งมอื ใชส้ าหรบั ลางเสน้ ไหมใหเ้ ป็นระเบยี บ และมีประโยชนใ์ นการทอโดยใช้กระทบไหมเส้นพุ่งให้ขยบั เขา้ ขดั
กบั ไหมเสน้ ยนื หรอื สานใหเ้ ป็นผนื ผา้ ออกมาอยา่ งสวยงาม อุปกรณท์ ใ่ี ชป้ ระกอบด้วย แทน่ อัดกอ๊ ปปี้ มา้ หมนุ ไมเ้ ขีย่ เสน้ ไหม ไมข้ นัดสาหรบั

3

แยกไขว้ และฟนั หวี ฟนั หวีแตเ่ ดิมทาด้วยไมเ้ ป็นซี่ๆ โดยมีขอบ ยดึ ไวท้ งั้ ขา้ งบนและข้างล่าง หัวและท้าย เพอ่ื ยดึ ฟันหวใี ห้สมา่ เสมอและ
คงทน แต่การทาฟนั หวดี ้วยไมน้ ัน้ ช่วงห่างของฟนั หวีไม่สมา่ เสมอและโยกได้จึงทาใหผ้ ้าไหมทอออกมาไม่สมา่ เสมอ ขาดความสวยงามและ
คุณภาพ ตอ่ มาได้มกี ารทาฟันหวดี ว้ ยทองเหลืองจึงทาให้คุณภาพของผ้าที่ทอดีขน้ึ แต่ก็ประสบปญั หาคอื เกดิ สนมิ ทองเหลอื งตดิ ตามเนอ้ื ผ้า
ทีท่ อออกมาอย่างเห็นไดช้ ัด โดยเฉพาะผา้ ไหมสอี อ่ นๆเช่น สีขาว สีครีม เปน็ ตน้ การใชฟ้ ันหวีดว้ ยทองเหลอื งจงึ เลิกไป ปัจจุบันฟนั หวที า
ดว้ ยสแตนเลส ซึง่ มคี วามงดงามสมา่ เสมอและไมโ่ ยก ไมม่ ีสนมิ ทาใหไ้ ดผ้ า้ ทอทม่ี ีความสวยงามการเข้าฟันหวี หอื การนาไหม เส้นไหมทสี่ าว
แล้วไปเขา้ ฟนั หวี โดยกอ่ นเข้าฟันหวนี าไหมไปเขา้ เครอ่ื งหนีบ (Copy) เพอื่ ยดึ เส้นไหมด้านหน่งึ เอาไว้ แลว้ ใสเ่ สน้ ไหมลงไปในชอ่ งฟนั หวี
ชอ่ งละ 2 เสน้ ดังนัน้ ในการเขา้ ฟนั หวจี งึ ตอ้ งใช้คน 2 คน ชว่ ยกนั ทา โดยคนหนง่ึ เป็นคนสง่ เส้นไหมเขา้ ช่องอีกคนหน่งึ ช่วยดงึ ฟนั หวีให้ห่าง
และใช้ตะขอเกีย่ วเสน้ ไหมเขา้ ช่องฟันหวี ฟนั หวจี ะชว่ ยสางเสน้ ไหมใหเ้ ปน็ ระเบียบและสม่าเสมอ

การเขา้ หวั ม้วน

การเข้าหวั มว้ น คือ การนาเส้นไหมยืนท่ีสางด้วยฟนั หวีเป็นระเบียบดแี ล้วไปเขา้ หัวม้วน เม่อื ม้วนเสน้ ไหมได้ทกุ ๆ 5
เมตร จะใช้ทางมะพร้าวสอดกันไว้ 2 – 3 ก้าน ทาอย่างนี้เร่ือยไปจนกวา่ จะหมดการใส่ทางมะพรา้ วไปด้วยนีม้ ปี ระโยชน์
หลายประการ คือ ป้องกันเส้นใยไหมบาดกนั เอง เม่ือไหมขาดจะหารอยต่อไดง้ า่ ย ขณะทอจะทาให้ทราบว่า ทอไปเปน็
ความยาวเท่าไรแล้ว โดยการนบั ทางมะพร้าว

ข้นั ตอนการทอผ้า

ขนั้ ตอนสุดท้ายก่อนท่ีจะออกมาเป็นผา้ ผืน คือการทอผ้าไหมจะประกอบไปด้วยเส้นไหม 2 ชดุ คอื ชดุ แรกเป็น “เสน้
ไหมยนื ” จะขึงไปตามความยาวผา้ อยู่ตดิ กับกท่ี อ(เครื่องทอ) หรือแกนมว้ นดา้ นยืน อีกชุดหนงึ่ คือ “เสน้ ไหมพุง่ ” จะถกู
กรอเข้ากระสวย เพ่อื ให้กระสวยเปน็ ตวั นาเสน้ ด้ายพุ่งสอดขัดเส้นดา้ ยยนื เปน็ มมุ ฉาก ทอสลับกันไปตลอดความยาวของ
ผนื ผ้า การสอดดา้ ยพุ่งแตล่ ะเส้นตอ้ งสอดใหส้ ุดถงึ ริมแตล่ ะดา้ น แล้วจงึ วกกลบั มา จะทาให้เกิดริมผ้าเปน็ เสน้ ตรงทั้งสอง
ดา้ น ส่วนลวดลายของผา้ น้ัน ข้ึนอย่กู ับการวางลายผา้ ตามแบบของผ้ทู อท่ีได้ทาการมัดหม่ีไหม

วธิ กี ารทอผา้

ปัจจุบนั ถงึ แม้ว่ายงั ไมม่ ีหลกั ฐานทแ่ี น่ชัดบง่ บอกถึงต้นกาเนดิ ของการ ทอผ้า แต่กส็ ามารถเทยี บเคยี งกับ
หลักฐานอน่ื ๆ ซ่ึงมีความคลา้ ยคลงึ กันโดย มเี หตผุ ลหลายอยา่ งสนับสนุนแนวคดิ ทีว่ า่ การทอผา้ มีววิ ฒั นาการมาจากการ
ทาเชอื ก ทอเสอื่ และการจกั สาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลายเชือกทาบทปี่ รากฏ รอ่ งรอยใหเ้ หน็ บนภาชนะดินเผา ซึ่งพบเป็น
จานวนมากตามแหลง่ โบราณคดี ก่อนประวัตศิ าสตรส์ มัยหินใหม่ เร่อื ยมาจนถึงแหลง่ โบราณคดีสมยั ประวตั ิศาสตร์ ด้วย
เหตุนีเ้ อง จงึ กล่าวได้วา่ การทอผา้ เป็นงานหัตถกรรมทเี่ ก่าแก่ทส่ี ดุ ในโลกงานหนึง่

4

หลักของการทอผา้ ก็คือการทาใหเ้ ส้นดา้ ยสองกลมุ่ ขดั กัน โดยทั้งสอง พวกตัง้ ฉากกนั เส้นดา้ ยกลุ่มหนึ่งเรยี กว่า ด้ายยืน
และอีกกล่มุ หนึ่งเรยี กว่า ดา้ ยพงุ่ ลกั ษณะของการขัดกนั ของดา้ ยพุ่งและด้ายยนื จะขดั กนั แบบธรรมดาท่เี รียกว่าลายขัด
หรอื อาจจะเพ่ิมเทคนคิ พิเศษเพอื่ ให้ผ้ามีลวดลาย สสี นั ทีส่ วยงามแปลกตา

ขั้นตอนในการทอผา้

1.สบื เสน้ ด้ายยนื เข้ากบั แกนม้วนดา้ ยยนื และร้อยปลายดา้ ยแต่ละเสน้ เข้าในตะ กอแต่ละชุดและฟันหวี ดึงปลาย
เส้นด้ายยนื ทง้ั หมดม้วนเข้ากับแกนมว้ นผา้ อีกดา้ นหน่งึ ปรับความตึงหย่อนใหพ้ อเหมาะ กรอด้ายเข้ากระสวยเพื่อใช้เป็น
ดา้ ยพ่งุ

2.เริ่มการทอโดยกดเคร่อื งแยกหมตู่ ะกอ เสน้ ดา้ ยยืนชดุ ที่ 1 จะถูกแยก ออกและเกิดช่องวา่ ง สอดกระสวยดา้ ยพงุ่ ผ่าน
สลับตะกอชดุ ท่ี 1 ยกตะกอชุดที่ 2 สอดกระสวยดา้ ยพงุ่ กลับ ทาสลับกนั ไปเร่ือย ๆ

3.การกระทบฟนั หวี (ฟืม) เมื่อสอดกระสวยดา้ ยพุ่งกลบั กจ็ ะกระทบ ฟนั หวี เพื่อใหด้ า้ ยพงุ่ แนบติดกัน ได้เน้ือผา้ ที่แนน่
หนา

4.การเก็บหรือม้วนผ้า เมือ่ ทอผา้ ไดพ้ อประมาณแล้วกจ็ ะม้วนเก็บใน แกนมว้ นผา้ โดยผอ่ นแกนดา้ ยยืนใหค้ ลายออก
และปรบั ความตึงหยอ่ นใหม่ ่ใหพ้ อเหมาะ

การทอผา้ พื้น

เป็นการใชห้ ลกั การทอผา้ เบือ้ งตน้ ท่นี าเอาด้ายเส้นยนื และด้ายเส้นพงุ่ มาขดั กนั เพื่อให้เกิดเป็นผืนผ้า โดยด้ายเส้น พุ่ง
และเส้นยืนอาจเปน็ ดา้ ยสเี ดยี วกัน หรือตา่ งสีกนั หรอื นาเอาเส้นดา้ ยทเี่ ปน็ ดิ้นเงนิ หรือดน้ิ ทองมาทอควบดา้ ย เพื่อใหผ้ ้า มี
ความมนั ระยับ สวยงามย่ิงขนึ้

เทคนคิ พิเศษท่ใี ช้ในการทอผ้า
-การขดิ

ขิด หมายถึง กรรมวธิ ีในการทอผา้ เพ่ือใหเ้ กิดลวดลายต่างๆ ข้ึนมา โดยวธิ ีการเพม่ิ เส้นดา้ ยพุง่ พิเศษในระหวา่ งการ
ทอ เพอ่ื ใหเ้ กิดลวดลายที่โดดเด่นกวา่ สีพ้นื วธิ ีการทาคือ ใชไ้ มเ้ ข่ียหรือสะกิด เพื่อชอ้ นเส้นดา้ ยยนื ข้ึน แลว้ สอด
เส้นดา้ ยพงุ่ ไปตามแนวท่ีถูกจดั ชอ้ น จงั หวะการสอดเส้นดา้ ยพุง่ น่ีเอง ที่ทาใหเ้ กิดเป็ นลวดลายต่าง ๆ

-การจก
เป็นเทคนิคการทอผา้ เพื่อใหเ้ กิดลวดลายต่างๆ โดยเพ่ิมเส้นดา้ ยพุง่ พิเศษสอดข้ึนลง วธิ ีการคือ ใชข้ นเมน่ ไม้ หรือนิ้ว
สอดเส้นดา้ ยยนื ข้ึน แลว้ สอดเส้นดา้ ยพุง่ พเิ ศษเขา้ ไป ซ่ึงจะทาใหเ้ กิดเป็นลวดลายเป็นช่วง ๆ สามารถทาสลบั สีลวดลาย
ไดห้ ลากสี ซ่ึงจะแตกตา่ งจากการขิดตรงที่ขิดที่เป็นการใชเ้ ส้นดา้ ยพุง่ พเิ ศษเพียงสีเดียว การทอผา้ วธิ ีจกใชเ้ วลานานมาก
มกั ทา เป็นผนื ผา้ หนา้ แคบใชต้ ่อกบั ตวั ซิ่น เรียกวา่ “ซิ่นตีนจก”

5

-ขั้นตอนในการทอผ้า

1. สืบเส้นดา้ ยยนื เขา้ กบั แกนมว้ นดา้ ยยนื และร้อยปลายดา้ ยแตล่ ะเส้นเขา้ ในตะ กอแต่ละชุดและฟันหวี ดึงปลาย
เส้นดา้ ยยนื ท้งั หมดมว้ นเขา้ กบั แกนมว้ นผา้ อีกดา้ นหน่ึง ปรับความตึงหยอ่ นใหพ้ อเหมาะ กรอดา้ ยเขา้ กระสวยเพือ่ ใช้
เป็นดา้ ยพงุ่

2. เริ่มการทอโดยกดเครื่องแยกหมตู่ ะกอ เส้นดา้ ยยนื ชุดท่ี 1 จะถูกแยก ออกและเกิดช่องวา่ ง สอดกระสวยดา้ ยพงุ่
ผา่ น สลบั ตะกอชุดที่ 1 ยกตะกอชุดที่ 2 สอดกระสวยดา้ ยพงุ่ กลบั ทาสลบั กนั ไปเรื่อย ๆ

3. การกระทบฟันหวี (ฟื ม) เมื่อสอดกระสวยดา้ ยพุง่ กลบั ก็จะกระทบ ฟันหวี เพ่ือใหด้ า้ ยพุง่ แนบติดกนั ไดเ้ น้ือผา้ ท่ี
แน่นหนา

4. การเก็บหรือมว้ นผา้ เมื่อทอผา้ ไดพ้ อประมาณแลว้ ก็จะมว้ นเกบ็ ใน แกนมว้ นผา้ โดยผอ่ นแกนดา้ ยยนื ใหค้ ลายออก
และปรับความตึงหยอ่ นใหม่ ่่ใหพ้ อเหมาะ

-การทอมดั หมี่

ผา้ มดั หมี่มีกรรมวธิ ีการทอผา้ ที่ใชเ้ ทคนิคการมดั และการยอ้ ม เร่ิมจากนาเส้นดา้ ยหรือไหมมายอ้ มสีแลว้ มดั บริเวณที่
ตอ้ งการเกบ็ ไว้ เมื่อนาไปยอ้ มสีอื่นจะไดไ้ มต่ ิดสี เพยี งซึมเขา้ มาบางส่วน โดยยอ้ มเรียงลาดบั จากสีอ่อนไปหาสีเขม้ จน
ครบ ตามลวดลายท่ีกาหนด หลงั จากน้นั จึงนาดา้ ยกรอเขา้ หลอดตามลาดบั แลว้ นาไปทอจะเกิดลวดลายบนผนื ผา้ ท่ีมี
ลกั ษณะคลาดเคลื่อนเหลื่อมล้า อนั เป็ นเอกลกั ษณ์เฉพาะของมดั หมี่ การทอผา้ ชนิดน้ีจึงตอ้ งอาศยั ความชานาญในการ
มดั ยอ้ มและทอเป็ นอยา่ งมาก ผา้ มดั หม่ีมีอยหู่ ลายชนิด ไดแ้ ก่
1. . มดั หม่ีเส้นยนื
2. มดั หม่ีเส้นยนื
3. มดั หมี่เส้นพงุ่ และเส้นยืน

-การทอผา้ ยก

เป็นกรรมวธิ ีการทอใหเ้ กิดลวดลายโดยการยกตะกอแยกดา้ ยเส้นยนื และในบางคร้ังการยกดอกจะมีการเพ่ิมดา้ ยเส้น
พุง่ จานวนสองเส้น หรือมากกวา่ น้นั เขา้ ไปในผืนผา้ ลวดลายท่ีทอจะเป็นลายที่เกี่ยวขอ้ งกบั วถิ ีชีวติ สิ่งแวดลอ้ ม และ

6

ความเชื่อทางศาสนา ซ่ึงไดแ้ ก่ ลายปราสาท ลานธรรมาสน์ ลายสตั ว์ ลายพชื ลายจากสิ่งของเคร่ืองใช้ และลาย
เรขาคณิต

ผา้ มดั หมี่มีกรรมวธิ ีการทอผา้ ที่ใชเ้ ทคนิคการมดั และการยอ้ ม เร่ิมจากนาเส้นดา้ ยหรือไหมมายอ้ มสีแลว้ มดั บริเวณที่
ตอ้ งการเก็บไว้ เมื่อนาไปยอ้ มสีอื่นจะไดไ้ ม่ติดสี เพียงซึมเขา้ มาบางส่วน โดยยอ้ มเรียงลาดบั จากสีออ่ นไปหาสีเขม้ จน
ครบ ตามลวดลายที่กาหนด หลงั จากน้นั จึงนาดา้ ยกรอเขา้ หลอดตามลาดบั แลว้ นาไปทอจะเกิดลวดลายบนผืนผา้ ท่ีมี
ลกั ษณะคลาดเคล่ือนเหลื่อมล้า อนั เป็ นเอกลกั ษณ์เฉพาะของมดั หมี่ การทอผา้ ชนิดน้ีจึงตอ้ งอาศยั ความชานาญในการ
มดั ยอ้ มและทอเป็ นอยา่ งมาก ผา้ มดั หมี่มีอยหู่ ลายชนิด ไดแ้ ก่

1. มดั หม่ีเส้นพงุ่
2. มดั หมี่เส้นยนื
3. มดั หมี่เส้นพุง่ และเส้นยืน

การปลูกหม่อนเลยี้ งไหม

ก่อนท่ีจะกล่าวถึงการทอผา้ ไหมไทย ควรท่ีจะรู้ท่ีมาเสียก่อนวา่ ก่อนท่ีจะเป็นเส้นไหมน้นั เนื่องจากการผลิตเส้นไหม
มีข้นั ตอนในการดาเนินงานท่ียาวต้งั แตก่ ารปลูกหมอ่ นเพื่อเป็นอาหารของตวั ไหมจนถึงไหมจนถึงการสาวไหมดงั น้นั
การปลูกหม่อนเล้ียงไหมจึงเป็นสาระสาคญั อนั ดบั แรกท่ีจะตอ้ งพิจารณา

ต้นหม่อน

ตน้ หม่อนที่รู้จกั ในขณะน้ีมีอยู่ 2 ชนิดคือตน้ หมอ่ นท่ีปลูกไวก้ ินผลเป็นช่อเวลาสุกจะมีสีดารสอมเปร้ียวอมหวานใช้
รับประทานทาแยมไดอ้ ีกชนิดหน่ึงเป็ นหม่อนที่ปลูกไวเ้ ล้ียงไหมหมอ่ นชนิดน้ีมีผลเป็ นช่อเล็กไม่นิยมรับประทานแต่มี
ใบโตและดกใชเ้ ป็นอาหารของตวั ไหมไดด้ ีสาหรับพนั ธุ์หมอ่ นท่ีปลูกไวเ้ ล้ียงไหมในประเทศมีอยหู่ ลายพนั ธุ์เช่น
หมอ่ นนอ้ ย หม่อนตาดา หมอ่ นส้ม หมอ่ นสร้อย หม่อนไผ่ หม่อนจาก หมอ่ นสา หม่อนหยวก หมอ่ นใบมน หมอ่ นใบ
โพธ์ิ หมอ่ นแกว้ ชนบท หม่อนคุณไพ หมอ่ นแกว้ อุบล ฯลฯ ซ่ึงบางช่ืออาจจะเป็นพนั ธุ์เดียวกนั แต่เรียก ช่ือตา่ งกนั ตาม
ทอ้ งถิ่นแต่หม่อนที่นิยมปลูกเพอื่ เล้ียงไหมกนั มากตามทอ้ งที่ตา่ งๆ มีดงั น้ี

หม่อนน้อย

เป็นหม่อนท่ีใหด้ อกตวั ผมู้ ีทรงตน้ ผอมสูงก่ิงมีขนาดใหญล่ าตน้ มีสีนวลๆ ตามีมากลกั ษณะขอบใบหนาเป็นมนั สีเขียว
แก่เป็นรูปใบโพธ์ิปลายใบแหลมขอบใบไม่มีเวา้ หรือมีกจ็ ะเป็นแบบเวา้ ต้ืนๆ ประมาณ 2 - 3 เวา้ เทา่ น้นั มีขนบนใบนอ้ ย
มากเมื่อลูบไมร่ ู้สึกสากมือเป็ นท่ีนิยมปลูกมากที่สุดแตเ่ ป็นโรครากเน่าง่าย

7

หม่อนไผ่

เป็นหม่อนใหด้ อกตวั เมียก่ิงมีขนาดปานกลางลากิ่งออ่ นโคง้ มีสีน้าตาลอมเขียว ตาค่อนขา้ งมากขอบใบเวา้ หมดทุกใบ
มีปริมาณเน้ือใบนอ้ ยใบบางสากมือใหผ้ ลผลิตต่าเช่ือวา่ เป็นพนั ธุ์ที่ตา้ นโรครากเน่าจึงเหมาะสาหรับนาไปเป็นตน้ ตอใน
แปลงที่มีโรครากเน่าระบาด

หม่อนตาดา

เป็นหม่อนที่ใหด้ อกตวั ผมู้ ีทรงตน้ ผอมสูงคลา้ ยหม่อนนอ้ ยก่ิงมีขนาดเล็กกวา่ และลาตน้ มีสีเขียวกวา่ หม่อนนอ้ ยใบ
ขนาดเลก็ บางไมเ่ ป็นมนั สีเขียวออ่ นเป็นรูปไข่ปลายใบ แหลมใบเวา้ 5 - 8 ใบนบั จากโคนก่ิง

วธิ ีการทอผ้าไหมไทย

 วธิ ีการทอผ้า

ปัจจุบนั ถึงแมว้ า่ ยงั ไมม่ ีหลกั ฐานท่ีแน่ชดั บ่งบอกถึงตน้ กาเนิดของการ ทอผา้ แต่ก็สามารถเทียบเคียงกบั หลกั ฐานอ่ืน ๆ
ซ่ึงมีความคลา้ ยคลึงกนั โดย มีเหตุผลหลายอยา่ งสนบั สนุนแนวคิดท่ีวา่ การทอผา้ มีววิ ฒั นาการมาจากการ ทาเชือก ทอ
เสื่อ และการจกั สาน โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ลายเชือกทาบที่ปรากฏ ร่องรอยใหเ้ ห็นบนภาชนะดินเผา ซ่ึงพบเป็ นจานวนมาก

8

ตามแหล่งโบราณคดี ก่อนประวตั ิศาสตร์สมยั หินใหม่ เรื่อยมาจนถึงแหล่งโบราณคดีสมยั ประวตั ิศาสตร์ ดว้ ยเหตุน้ีเอง
จึงกล่าวไดว้ า่ การทอผา้ เป็นงานหตั ถกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกงานหน่ึง
หลกั ของการทอผา้ กค็ ือการทาใหเ้ ส้นดา้ ยสองกลุ่มขดั กนั โดยท้งั สอง พวกต้งั ฉากกนั เส้นดา้ ยกลุ่มหน่ึงเรียกวา่ ดา้ ยยนื
และอีกกลุ่มหน่ึงเรียกวา่ ดา้ ยพงุ่ ลกั ษณะของการขดั กนั ของดา้ ยพงุ่ และดา้ ยยนื จะขดั กนั แบบธรรมดาท่ีเรียกวา่ ลายขดั
หรืออาจจะเพม่ิ เทคนิคพิเศษเพอ่ื ใหผ้ า้ มี ลวดลาย สีสนั ท่ีสวยงามแปลกตา

 ข้นั ตอนในการทอผ้า

1. สืบเส้นดา้ ยยนื เขา้ กบั แกนมว้ นดา้ ยยนื และร้อยปลายดา้ ยแตล่ ะเส้นเขา้ ในตะ กอแตล่ ะชุดและฟันหวี ดึง
ปลายเส้นดา้ ยยนื ท้งั หมดมว้ นเขา้ กบั แกนมว้ นผา้ อีกดา้ นหน่ึง ปรับความตึงหยอ่ นใหพ้ อเหมาะ กรอดา้ ยเขา้
กระสวยเพอ่ื ใชเ้ ป็นดา้ ยพุง่
2. เร่ิมการทอโดยกดเครื่องแยกหมู่ตะกอ เส้นดา้ ยยนื ชุดที่ 1 จะถูกแยก ออกและเกิดช่องวา่ ง สอดกระสวย
ดา้ ยพุง่ ผา่ น สลบั ตะกอชุดท่ี 1 ยกตะกอชุดท่ี 2 สอดกระสวยดา้ ยพงุ่ กลบั ทาสลบั กนั ไปเรื่อย ๆ

2. 3. การกระทบฟันหวี ( ฟื ม ) เม่ือสอดกระสวยดา้ ยพุง่ กลบั กจ็ ะกระทบ ฟันหวี เพ่ือใหด้ า้ ยพงุ่ แนบติดกนั
ไดเ้ น้ือผา้ ที่แน่นหน4. การเก็บหรือมว้ นผา้ เม่ือทอผา้ ไดพ้ อประมาณแลว้ กจ็ ะมว้ นเกบ็ ใน แกนมว้ นผา้ โดย
ผอ่ นแกนดา้ ยยนื ใหค้ ลายออกและปรับความตึงหยอ่ นใหม่ ่่ใหพ้ อเหมาะ

 การทกอผ้าพนื้

เป็นการใชห้ ลกั การทอผา้ เบ้ืองตน้ ท่ีนาเอาดา้ ยเส้นยนื และดา้ ยเส้นพงุ่ มาขดั กนั เพ่ือใหเ้ กิดเป็นผนื ผา้ โดยดา้ ยเส้น พุง่
และเส้นยนื อาจเป็ นดา้ ยสีเดียวกนั หรือต่างสีกนั หรือนาเอาเส้นดา้ ยท่ีเป็นดิ้นเงินหรือดิ้นทองมาทอควบดา้ ย เพ่ือให้ผา้
มีความมนั ระยบั สวยงามยง่ิ ข้ึน

เทคนิคพเิ ศษทใ่ี ช้ในการทอผ้า

 การขดิ

ขิด หมายถึง กรรมวธิ ีในการทอผา้ เพื่อใหเ้ กิดลวดลายตา่ งๆ ข้ึนมา โดยวธิ ีการเพ่มิ เส้นดา้ ยพุง่ พเิ ศษในระหวา่ งการ ทอ
เพื่อใหเ้ กิดลวดลายที่โดดเด่นกวา่ สีพ้ืน วธิ ีการทาคือ ใชไ้ มเ้ ขี่ยหรือสะกิด เพื่อชอ้ นเส้นดา้ ยยนื ข้ึน แลว้ สอดเส้นดา้ ยพุง่

9

ไปตามแนวท่ีถูกจดั ชอ้ น จงั หวะการสอดเส้นดา้ ยพงุ่ นี่เอง ที่ทาใหเ้ กิดเป็นลวดลายต่าง ๆ
การจก
เป็นเทคนิคการทอผา้ เพื่อใหเ้ กิดลวดลายตา่ งๆ โดยเพมิ่ เส้นดา้ ยพงุ่ พเิ ศษสอดข้ึนลง วธิ ีการคือ ใชข้ นเมน่ ไม้ หรือนิ้ว
สอดเส้นดา้ ยยนื ข้ึน แลว้ สอดเส้นดา้ ยพงุ่ พิเศษเขา้ ไป ซ่ึงจะทาใหเ้ กิดเป็นลวดลายเป็นช่วง ๆ สามารถทาสลบั สีลวดลาย
ไดห้ ลากสี ซ่ึงจะแตกตา่ งจากการขิดตรงท่ีขิดที่เป็นการใชเ้ ส้นดา้ ยพงุ่ พิเศษเพยี งสี เดียว การทอผา้ วธิ ีจกใชเ้ วลานาน
มากมกั ทา เป็นผนื ผา้ หนา้ แคบใชต้ ่อกบั ตวั ซ่ิน เรียกวา่ “ ซ่ินตีนจก ”

 การทอมดั หมี่

ผา้ มดั หมี่มีกรรมวธิ ีการทอผา้ ท่ีใชเ้ ทคนิคการมดั และการยอ้ ม เริ่มจากนาเส้นดา้ ยหรือไหมมายอ้ มสีแลว้ มดั บริเวณท่ี
ตอ้ งการเก็บไว้ เมื่อนาไปยอ้ มสีอ่ืนจะไดไ้ มต่ ิดสี เพยี งซึมเขา้ มาบางส่วน โดยยอ้ มเรียงลาดบั จากสีอ่อนไปหาสีเขม้ จน
ครบ ตามลวดลายที่กาหนด หลงั จากน้นั จึงนาดา้ ยกรอเขา้ หลอดตามลาดบั แลว้ นาไปทอจะเกิดลวดลายบนผืนผา้ ท่ีมี
ลกั ษณะคลาดเคล่ือนเหลื่อมล้า อนั เป็ นเอกลกั ษณ์เฉพาะของมดั หมี่ การทอผา้ ชนิดน้ีจึงตอ้ งอาศยั ความชานาญในการ
มดั ยอ้ มและทอเป็ นอยา่ งมาก ผา้ มดั หมี่มีอยหู่ ลายชนิด ไดแ้ ก่
1. มดั หมี่เส้นพงุ่
2. มดั หม่ีเส้นยนื
3. มดั หม่ีเส้นพุง่ และเส้นยนื

 การทอผ้ายก

เป็นกรรมวธิ ีการทอใหเ้ กิดลวดลายโดยการยกตะกอแยกดา้ ยเส้นยนื และในบางคร้ังการยกดอกจะมีการเพ่ิมดา้ ยเส้น
พงุ่ จานวนสองเส้น หรือมากกวา่ น้นั เขา้ ไปในผนื ผา้ ลวดลายท่ีทอจะเป็นลายท่ีเก่ียวขอ้ งกบั วถิ ีชีวติ สิ่งแวดลอ้ ม และ
ความเชื่อทางศาสนา ซ่ึงไดแ้ ก่ ลายปราสาท ลานธรรมาสน์ ลายสัตว์ ลายพืช ลายจากสิ่งของเครื่องใช้ และลาย
เรขาคณิต

10

ขอ้ สอบการทอผ้า
จานวน 10 ขอ้ พร้อมเฉย
1. ผา้ ทอมบี ทบามสาคญั ในแงใ่ ดบา้ ง
ก.เศรษฐกจิ
ข.ชมุ ชน
ค.เศรษฐกจิ สงั คม และวฒั นธรรม
ง.ไมม่ ีขอ้ ใดถกู
2. ขนั้ ตอนเตรยี มเส้นไหมแบง่ ออกเปน็ ก่สี ว่ น
ก.1
ข4
ค.3
ง.2
3. ข้นั ตอนในการทอผา้ มีกขี่ ้ันตอน
ก.1
ข.2
ค.3
ง.4
4.ผ้ามดั หมม่ี กี ชี่ นิด.

11

ก.1
ข.2
ค.3
ง.4

5.ขดิ หมายถึงอะไร
ก.. การเกบ็ หรือม้วนผ้า
ข.. มดั หมเ่ี ส้นยนื

ค.มดั หมเี่ ส้นพ่งุ และเส้นยนื

ง.กรรมวิธใี นการทอผา้ เพอื่ ให้เกดิ ลวดลายต่างๆ

6.อปุ กรณ์ทใี่ ช้ในการสาวไหมประกอบด้วยอะไร

ก.ไหม

ข.เส้ นยนื

ค.ถูกท้งั ก และ ข
ง.ม้าเดนิ ได้ ไม้ไขว้หลงั และหลกั ต้งั ตลอด

7.สีประจาทใี่ ช้ในการทอผ้าของราวซี ราวครั่ง คอื สีอะไร

ก. คราม

ข. สีเขยี ว

ค. สีแดง

ง.สีดา

8.อปุ กรณ์ในการทอผ้าในข้อใดต่อไปนีท้ าด้วยกราบมะพร้าว

12

ก. กง
ข. ฟี ม
ค. หวหี ูก
ง.ไม้คา้ พ้นั
9.ข้อใดต่อไปนีเ้ ป็ นลกั ษณะพเิ ศษของ “ผ้าขาวม้าตามะกอก”
ก.ทอด้วยเส้นสี่ และเนือ้ ละเอยี ด
ข.ใช้ทอผ้า 2 สี ได้แก่ สีดา และสีขาว
ค.มชี ่ือเรืยกอกี ชื่อว่า “ผ้าขาวม้าดิบ”
ค. มลี กั ษณะหนาผ้ากว้าง
10 การทอผ้ามดั หมโ่ี ดยเทคนิคพเิ ศษเพม่ิ เข้ามา ท้งั การขดิ หรือการจก ซาวลาวซีลาวครั่งเรืยกการทอผ้า
น้ันอย่างไร.
ก.การทอหมนี่ ้อย
ข.การทอหมต่ี า
ค.การทอหมล่ี วด
ง.ถูกเฉพาะข้อ ก และ ข้อ ข.


Click to View FlipBook Version