The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by siripa_26, 2023-01-02 07:42:20

เล่มที่ 3

เล่มที่ 3

แบบฝึ กทักษะการอ่านวเิ คราะห์วรรณคดี
เรื่องกาพย์เห่เรือ

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖

ชุดที่ ๓
สืบสาววรรณศิลป์

โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวดั ยะลา
อาเภอเมือง จงั หวดั ยะลา

สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษายะลา
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน

สาระ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชีว้ ดั

สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม

มาตรฐาน ท ๕.๑ เขา้ ใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทย
อยา่ งเห็นคุณค่าและนามาประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวิตจริง

ตัวชีว้ ดั วเิ คราะห์และประเมินคณุ คา่ ดา้ นวรรณศิลป์ ของวรรณคดีในฐานะท่ีเป็น
ม.๔-๖/๔ มรดกทางวฒั นธรรมของชาติ

คาชี้แจงการใช้แบบฝึ กทกั ษะ
(สาหรับครู)

ก่อนใหน้ กั เรียนใชแ้ บบฝึกทกั ษะ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ ชุดท่ี ๒
เรื่องสืบสาววรรณศิลป์ ครูควรอ่านคาช้ีแจงในการใชแ้ บบฝึกทกั ษะแต่ละเลม่ อยา่ งละเอียด และปฏิบตั ิตาม
ข้นั ตอน ดงั น้ี

๑. แบบฝึกทกั ษะ เล่มท่ี ๒ เร่ือง สืบสาววรรณศิลป์ ๒ ชว่ั โมง
๒. ครูเตรียมแบบฝึกให้เพยี งพอกบั จานวนนกั เรียน
๓. ครูศึกษาเน้ือหาและลาดบั ข้นั ตอนของแบบฝึกให้เขา้ ใจชดั เจน
๔. ครูอธิบายใหน้ กั เรียนทราบวตั ถุประสงคใ์ นการทาแบบฝึ กทกั ษะ เพ่ือใหน้ กั เรียน

เห็นประโยชน์และคณุ คา่ ของการทาแบบฝึกทกั ษะ
๕. ครูใหน้ กั เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน จานวน ๑๐ ขอ้ ก่อนศึกษาเน้ือหา
๖. การทาแบบฝึกทกั ษะแต่ละคร้ังนกั เรียนควรมีส่วนร่วม เช่น อภิปรายร่วมกนั ตรวจผลงานและ

สรุปองคค์ วามรู้ดว้ ยตนเอง
๗. ครูบนั ทึกผลคะแนนทกุ คร้ังที่นกั เรียนทาแบบฝึกทกั ษะ เพื่อสงั เกตพฒั นาการของนกั เรียน
๘. ครูใหน้ กั เรียนทาแบบทดสอบหลงั เรียน จานวน ๑๐ ขอ้

คาชีแ้ จงการใช้แบบฝึ กทักษะ
(สาหรับนกั เรียน)

แบบฝึกทกั ษะ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ ชุดที่ ๓ เรื่อง สืบสาววรรณศิลป์
เบ้ืองตน้ ที่นกั เรียนจะไดศ้ ึกษาตอ่ ไปน้ี เป็นแบบฝึกท่ีนกั เรียนสามารถศึกษาไดด้ ว้ ยตนเองโดยปฏิบตั ิตาม
คาแนะนาดงั ต่อไปน้ี

๑. แบบฝึกทกั ษะ เรื่อง สืบสาววรรณศิลป์ น้ีใชเ้ วลา ๒ ชว่ั โมง
๒. ศึกษาสาระ มาตรฐานการเรียนรู้ ตวั ช้ีวดั และจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ใหเ้ ขา้ ใจ
๓. ทาแบบทดสอบก่อนเรียน จานวน ๑๐ ขอ้ ใชเ้ วลา ๑๐ นาที ลงในกระดาษคาตอบ
๔. ศึกษาใบความรู้ เรื่อง วเิ คราะหว์ รรณคดีกาพยเ์ ห่เรือ ทาแบบฝึกทกั ษะท่ี ๑ – ๒ หากนกั เรียน

ไม่เขา้ ใจใหย้ อ้ นกลบั ไปอ่านเน้ือหาแบบฝึกใหม่อีกคร้ัง หรือขอคาแนะนาจากครูผสู้ อน
๕. ตรวจคาตอบดว้ ยตนเองหรือแลกเปล่ียนกนั ตรวจโดยครูเป็นผแู้ นะนา
๖. ทาแบบทดสอบหลงั เรียน จานวน ๑๐ ขอ้ ใชเ้ วลา ๑๐ นาที ลงในกระดาษคาตอบ

แบบทดสอบก่อนเรียนแบบฝึ กทกั ษะท่ี ๓

สืบสาววรรณศิลป์

คาชีแ้ จง นกั เรียนอา่ นขอ้ คาถาม และคาตอบใหล้ ะเอียด แลว้ ทาเครื่องหมายกากบาท (  ) ทบั อกั ษร

ก, ข, ค หรือ ง ลงในกระดาษคาตอบท่ีตรงกบั ตวั เลือกที่นกั เรียนเห็นวา่ ถูกตอ้ งท่ีสุด

เพียงขอ้ เดียว

๑. ฉนั ทลกั ษณ์ขอ้ ใดใกลเ้ คยี งกบั คาประพนั ธ์ท่ียกมามากทส่ี ุด

“ รวยรินกล่ินราเพย คิดพเ่ี คยเชยกล่ินปราง

นง่ั แนบแอบเอวบาง ห่อนแหห่างวา่ งเวน้ วนั ”

ก. คชสีห์ทีผาดเผน่ ดูดงั่ เป็นเห็นขบขนั

ราชสีห์ที่ยนื ยนั คนั่ สองคู่ดูยง่ิ ยง

ข. ปลากรายวา่ ยเคียงคู่ เคลา้ กนั อยดู่ ูงามดี

แตน่ างห่างเหินพ่ี เห็นปลาเคลา้ เศร้าใจจร

ค. นกแกว้ แจว้ แจ่มเสียง จบั ไมเ้ รียงเคยี งคู่สอง

เหมือนพ่ีน้ีประคอง รับขวญั นอ้ งตอ้ งมือเบา

ง. เวรามาทนั แลว้ จึงจาแคลว้ แกว้ โกมล

ใหแ้ คน้ แสนสุดทน ทุกขถ์ ึงเจา้ เศร้าเสียดาย

๒. คาประพนั ธ์ขอ้ ใดไมม่ ีการใชค้ าไวพจน์

ก. พศิ พรรณปลาวา่ ยเคลา้ คดิ ถึงเจา้ เศร้าอารมณ์

มตั สยายงั รู้ชม สมสาใจไมพ่ ามา

ข. ปลาเสือเหลือท่ีตา เล่ือมแหลมกวา่ ปลาท้งั ปวง

เหมือนตาสุดาดวง ดูแหลมล้าขาเพราคม

ค. งามทรงวงดง่ั วาด งามมารยาทนาดกรกราย

งามพริ้มยมิ้ แยม้ พราย งามคาหวานลานใจถวิล

ง. เพรางายวายเสพรส แสนกาสรดอดโอชา

อ่ิมทุกขอ์ ่ิมชลนา อิ่มโศกาหนา้ นองชล

๓. ขอ้ ใดมีการใชก้ ลวิธี การเล่นคา

ก. ยามสองฆอ้ งยามย่า ทกุ คนื ค่ายา่ อกเอง

ข. งามพริ้มยม้ิ แยม้ พราย งามคาหวานลานใจถวิล

ค. สาลิกามาตามคู่ ชมกนั อยสู่ ู่สมสมร

ง. เสียงสรวลระรี่น้ี เสียงแกว้ พี่ ฤาเสียงใคร

๔. การพรรณนาเน้ือความขอ้ ใดใชก้ ลวิธีแตกตา่ งไปจากพวก

ก. สาลิกามาตามคู่ ชมกนั อยสู่ ู่สมสมร

แต่พ่นี ้ีอาวรณ์ ห่อนเห็นเจา้ เศร้าใจครวญ

ข. มะลิวลั ยพ์ นั จิกจวง ดอกเป็นพวงร่วงเรณู

หอมมาน่าเอ็นดู ชูชื่นจิตคิดวนิดา

ค. แมลงภู่คเู่ คยี งวา่ ย เห็นคลา้ ยคลา้ ยน่าเชยชม

คดิ ความยามเมื่อสม สนิทเคลา้ เจา้ เอวบาง

ง. จาปาหนาแน่นเน่ือง คล่ีกลีบเหลืองเรืองอร่าม

คิดคะนึงถึงนงราม ผวิ เหลืองกวา่ จาปาทอง

๕. คาประพนั ธข์ อ้ ใดใหจ้ ินตภาพที่แตกตา่ งไปจากพวก

ก. เรือสิงห์วิง่ เผน่ โผน โจนตามคลื่นฝืนฝ่ าฟอง

ดูยงิ่ สิงห์ลาพอง เป็ นแถวท่องล่องตามกนั

ข. เรือมา้ หนา้ มงุ่ น้า แล่นเฉื่อยฉ่าลาระหง

เพียงมา้ อาชาทรง องคพ์ ระพายผายผนั ผยอง

ค. เรือชยั ไววอ่ งวง่ิ รวดเร็วจริงยงิ่ อยา่ งลม

เสียงเสา้ เร้าระดม ห่มทา้ ยเยน่ิ เดินคู่กนั

ง. นาคาหนา้ ดงั เป็น ดูเขมน้ เห็นขบขนั

มงั กรถอนพายพนั ทนั แข่งหนา้ วาสุกรี

๖. คาประพนั ธข์ อ้ ใดมีลกั ษณะเด่นท้งั ดา้ นวรรณศิลป์ และดา้ นสงั คมมากที่สุด

ก. หางไก่วา่ ยแหวกวา่ ย หางไก่คลา้ ยไมม่ ีหงอน

คดิ อนงคอ์ งคเ์ อวอร ผมประบา่ อา่ เอี่ยมไร

ข. เพยี นทองงามดงั่ ทอง ไมเ่ หมือนนอ้ งห่มตาดพราย

กระแหแหห่างชาย ดงั่ สายสวาทคลาดจากสม

ค. ประยงคท์ รงพวงหอ้ ย ระยา้ ยอ้ ยหอ้ ยพวงกรอง

เหมือนอุบะนวลละออง เจา้ แขวนไวใ้ หเ้ รียมชม

ง. สาวหยดุ พุทธชาด บานเกลื่อนกลาดดาษดาไป

นึกนอ้ งกรองมาลยั วางใหพ้ ่ีขา้ งท่ีนอน

๗. “นวลจนั ทร์เป็นนวลจริง เจา้ งามพริ้งยงิ่ นวลปลา

คางเบือนเบือนหนา้ มา ไม่งามเจา้ เบือนชาย"

คาประพนั ธข์ า้ งตน้ น้ี ใชศ้ ิลปะในการแต่งแบบใด

ก. เล่นคา ข. ใชค้ าซ้า

ค. สัมผสั สระ ง. สมั ผสั อกั ษร

สตั วาน่าเอน็ ดู คอยหาค่อู ยเู่ อกา

เหมือนพ่ีท่ีจากมา ครวญหาเจาเศร้าเสียใจ

๘.บทประพนั ธ์ขา้ งตน้ เป็นรสวรรณคดีใด

ก. เสาวรจนี

ข. นารีปราโมทย์

ค. พโิ รธวาทงั

ง. สัลลาปังคพิไสย

๙. ขอ้ ใดไมไ่ ดใ้ ชภ้ าพพจนอ์ ุปมา

ก. สุวรรณหงส์ทรงพู่หอ้ ย งามชดชอ้ ยลอยหลงั สินธุ์

เพยี งหงส์ทรงพรหมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม

ข. น้าเงินคือเงินยวง ขาวพรายช่วงสีสาอาง

ไมเ่ ทียบเปรียบโฉมนาง งามเรืองเรื่อเน้ือสองสี

ค. งามทรงวงดงั่ วาด งามมารยาทนาดกรกราย

งามพริ้มยม้ิ แยม้ พราย งามคาหวานลานใจถวิล

ง. ดุเหวา่ เจ่าจบั ร้อง สนนั่ กอ้ งซอ้ งเสียงหวาน

ไพเราะเพราะกงั วาน ปานเสียงนอ้ งร้องสั่งชาย

“เรือครุฑยดุ นาคหิ้ว ลิ่วลอยมาพาผนั ผยอง
พลพายกรายพายทอง ร้องโห่เห่โอเ้ ห่มา”
๑๐. บทประพนั ธ์ขา้ งตน้ เป็นโวหารภาพพจน์ใด
ก. อปุ มา
ข. อุปลกั ษณ์
ค. สทั พจน์
ง. อติพจน์

ใบความรู้

เร่ือง วรรณศิลป์

ความหมายของวรรณศิลป์

วรรณศิลป์ มีความหมาย ตามพจนานุกรรมฉบบั บณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒วา่ “ศิลปะในการแต่ง

หนงั สือ ศิลปะทางวรรณกรรม วรรณกรรมที่ถึงข้นั วรรณคดี,หนงั สือท่ีไดร้ ับการยกยอ่ งวา่ แตง่ ดี

จากความหมายน้ี การพิจารณาคุณคา่ ดา้ นวรรณศิลป์ ตอ้ งศึกษาต้งั แต่การเลือกชนิดคาประพนั ธใ์ ห้

เหมาะสมกบั ประเภทของงานเขียน การรู้จกั ตกแตง่ ถอ้ ยคาใหไ้ พเราะสละสลวยอนั เป็นลกั ษณะเฉพาะของ

ภาษากวี และทาใหผ้ อู้ า่ นเกิดความสะเทือนอารมณ์ภาษากวเี พ่ือสร้างความงดงามไพเราะแก่บทร้อยแกว้ หรือ

ร้อยกรองน้นั

วรรณศิลป์ หรือความงามของงานประพนั ธม์ ีหลกั สาคญั อยู่ ๓ ประการ ดงั น้ี

๑. การสรรคา

๒. การเรียบเรียงถอ้ ยคา

๓. การใชโ้ วหารภาพพจน์

๑. การสรรคา

การสรรคา คือการเลือกใชค้ าใหถ้ ูกตอ้ งตรงตามความหมาย เหมาะแก่เน้ือเร่ือง ฐานะของบคุ คลใน

เรื่องโวหารและรูปแบบคาประพนั ธ์ ตลอดจนคานึงถึงความงามดา้ นเสียง ดงั น้ี

๑. ๑ การเลือกใชค้ าใหถ้ กู ตอ้ งตรงตามความหมายท่ีตอ้ งการ ตวั อยา่ งเช่น

“วิไลเตรียมอาหารกลางวนั เธอตดั ผกั คะนา้ เป็นทอ่ นยาวๆ หน่ั เน้ือหมูเป็นชิ้นๆ

แลว้ บดจนละเอียด แลเ่ น้ือววั เป็นแผน่ บางๆ และซอยกระเทียมเป็นชิ้นเลก็ ๆ”

๑.๒ เลือกใชค้ าท่ีเหมาะสมแก่เน้ือเรื่องและฐานะของบคุ คลในเร่ือง ตวั อยา่ งเช่น

“ทวั่ ประเทศเขตแควน้ แดนพริบพรี เหมือนจะช้ีไปไมพ่ น้ แต่ตน้ ตาล

ที่พวกทาน้าโตนดประโยชนท์ รัพย์ มีดสาหรับเหนบ็ ขา้ งอยา่ งทหาร

พะองยาวกา้ วตีนปี นทะยาน กระบอกตาลแขวนกน้ คนละพวง”

(นิราศเมืองเพชร ของ สุนทรภ่)ู

ผปู้ ระพนั ธเ์ ลือกสรรคาใชไ้ ดเ้ หมาะสมแก่เร่ือง ซ่ึงเกี่ยวกบั การประกอบอาชีพทาน้าตาลโตนดของคน

เมืองเพชร ทาใหผ้ อู้ ่านที่ไมเ่ คยเห็นนึกภาพไดอ้ ยา่ งชดั เจน

๑.๓ เลือกใชค้ าใหเ้ หมาะสมแก่ลกั ษณะของคาประพนั ธ์ คาจานวนมากใชไ้ ดท้ ้งั ในร้อยแกว้

และร้อยกรอง แต่คาบางคาใชเ้ ฉพาะแต่ในคาประพนั ธเ์ ท่าน้นั ตวั อยา่ งเช่น

“เพรางายวายเสพรส แสนกาสรดอดโอชา

อ่ิมทกุ ขอ์ ่ิมชลนา อิ่มโศกาหนา้ นองชล”

(กาพยเ์ ห่เรือ ของ เจา้ ฟ้าธรรมธิเบศร)

๑.๔ เลือกใชค้ าไวพจน์ใหถ้ กู ตอ้ งตรงตามความหมายท่ีตอ้ งการ “คาไวพจน”์ หมายถึง

คาท่ีเขียนตา่ งกนั แต่มีความหมายเหมือนกนั หรือใกลเ้ คียงกนั คาท่ีเป็นไวพจน์ของกนั น้นั หลาย

คาไมอ่ าจใชแ้ ทนกนั ไดเ้ สมอไป เช่น

“มืดสิ้นแสงเทียนประทีปส่อง กผ็ อ่ งแสงจนั ทร์กระจ่างสวา่ งส่ง

บุปผชาติสาดเกสรขจรลง บษุ บงเบิกแบ่งระบดั บาน

เรณูนวลหวนหอมมารวยริน พระพายพดั ประท่ินกลิ่นหวาน

เฉ่ือยฉิวปลิวรสสุมามาลย์ ประสานสอดกอดหลบั ระงบั ไป”

๑.๕ เลือกใชค้ าโดยคานึงถึงเสียง

๑.๑. ๕ คาเลียนเสียงธรรมชาติ คาเลียนเสียงธรรมชาติในบทประพนั ธท์ าใหผ้ อู้ ่านเห็นภาพ

ชดั เจนและเกิดความรู้สึกคลอ้ ยตาม เช่น

“กลองทองตีครุ่มคร้ึม เดินเรียง

ทา้ ตะเติงเติงเสียง ครุ่มคร้ืน

เสียงป่ี รี่เรื่อยเพยี ง การเวก

แตร้นแตร่นแตรฝร่ังข้ึน หวหู่ วเู้ สียงสงั ข”์

(กาพยห์ ่อโคลงประพาสธารทองแดง ของ เจา้ ฟ้าธรรมธิเบศร)

เป็นคาเลียนเสียงกลอง เสียงแตร และเสียงสังข์

๑.๕.๒ คาท่ีเล่นวรรณยกุ ต์ เช่น

“ฝงู ลิงใหญน่ อ้ ยกระจุย้ ชะนีอุย่ อยุ้ ร้องหา

ฝงู ค่างหวา่ งพฤกษา คา่ งโจนไลไ่ ขวป่ ลายยาง”

(กาพยห์ ่อโคลงประพาสธารทองแดง ของ เจา้ ฟ้าธรรมธิเบศร)

๑.๕.๓ คาท่ีเล่นเสียงสัมผสั คนไทยเป็นคนเจา้ บทเจา้ กลอน ชอบพูดจาใหค้ ลอ้ งจองกนั ดงั จะเห็น

ไดจ้ ากสานวน พงั เพย สุภาษติ ชื่อเฉพาะ คาขวญั ที่มีเสียงสมั ผสั คลอ้ งจองกนั เช่น

สานวน พงั เพย สุภาษิต

- กินอยกู่ บั ปาก อยากอยกู่ บั ทอ้ ง -กลืนไม่เขา้ คายไมอ่ อก

- ขา้ วยากหมากแพง - ขดุ ดว้ ยปาก ถากดว้ ยตา

- จบั ดาถลาแดง - เจา้ ชูไ้ ก่แจ้

- ผวั เมียผดิ กนั อยา่ พอ้ ง พี่นอ้ งผิดกนั อยา่ พลอย -หูป่ าตาเถื่อน

ชื่อเฉพาะ

- มูลบทบรรพกิจ วาหนิต์ิกร อกั ษรประโยค สังโยคพธิ าน ไวพจน์พจิ ารณ์ พิศาลการันต์

(ช่ือแบบเรียน ๖ เล่ม ของ พระยาศรีสุนทรโวหาร (นอ้ ย อาจารยางกูร))

- เจริญกรุง บารุงเมือง เฟ่ื องนคร

คาขวญั

- เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เดก็ ฉลาดชาติเจริญ

- สะอาดกายเจริญวยั สะอาดใจเจริญสุข

- เมตตาเป็นทุน เก้ือหนุนชุมชน

- มน่ั คงดว้ ยรากฐาน บริการดว้ ยน้าใจ

๑.๕.๔ คาที่เลน่ เสียงหนกั เบา เพื่อใหบ้ ทร้อยแกว้ หรือบทร้อยกรองฟังไพเราะ กวีมกั ใชเ้ สียงหนกั

เบาและจงั หวะอนั เกิดจากวธิ ีอา่ น ทาใหเ้ ขา้ ถึงความหมายที่แทจ้ ริงของกวบี ทน้นั ๆ

บทร้อยกรองประเภทฉนั ทท์ ี่กาหนดเสียงหนกั เบาไดแ้ ก่ คาครุและคาลหุ ดงั ตวั อยา่ งต่อไปน้ี

คาท่ีพมิ พต์ วั หนาเป็นคาลหุ

อินทรวเิ ชียรฉนั ท์ ๑๑

โขดเขินศิขรเขา ณ ลาเนาพนาลยั

สูงล่ิวละลานน-ั ยนพน้ ประมาณหมาย

ยอดมวั สลวั เมฆ รุจิเรขเรียงราย

เล่ือมเล่ือมศิลาลาย กส็ ลบั ระยบั สี

(อิลราชคาฉันท์ ของ พระยาศรีสุนทรโวหาร(ผนั ))

๑.๖ เลือกคาโดยคานึงถึงคาพอ้ งเสียงและคาซ้า เม่ือนาคาพอ้ งเสียงมาเรียบเรียงหรือร้อยกรองเขา้

ดว้ ยกนั จะทาใหเ้ กิดเสียงไพเราะ เพมิ่ ความพศิ วง น่าฟัง หากใชใ้ นบทพรรณนาหรือบทคร่าครวญยงิ่ ทาให้

สะเทือนอารมณ์

สายหยดุ หยดุ กลิ่นฟุ้ง ยามสาย

สายบห่ ยดุ เสน่ห์หาย ห่างเศร้า

กี่คนื ก่ีวนั วาย วางเทวษ ราแม่

ถวลิ ทกุ ขวบค่าเชา้ หยดุ ไดฉ้ นั ใด

(ลิลิตตะเลงพ่าย ของ สมเด็จมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส)

หวั ลิงหมากเรียกไม้ ลางลิง

ลางลิงหูลิงลิง หลอกชู้

ลิงไต่กะไดลิง ลิงห่ม

ลิงโลดฉวยชมผู้ ฉีกควา้ ประสาลิง

(กาพยห์ ่อโคลงประพาสธารทองแดง ของ เจา้ ฟ้าธรรมธิเบศร)

๒. การเรียบเรียงถ้อยคา
การเรียบเรียงคา คือการจดั วางคาท่ีเลือกสรรแลว้ ใหม้ าเรียงร้อยกนั อยา่ งต่อเน่ืองตามจงั หวะ

ตามโครงสร้างภาษา หรือตามฉนั ทลกั ษณ์ ซ่ึงมีหลายวธิ ีเช่น
- จดั ลาดบั ความคิดหรือถอ้ ยคาจากสิ่งสาคญั จากนอ้ ยไปมาก จนถึงส่ิงสาคญั สูงสุดอนั เป็นจุดสุดข้นั
- จดั ลาดบั ความคิดหรือถอ้ ยคาจากส่ิงสาคญั นอ้ ยไปหามาก แตก่ ลบั หกั มมุ ความคิดผอู้ ่านเมื่อถึงจุด
สุดข้นั
- จดั ลาดบั คาใหเ้ ป็นคาถามแต่ไม่ตอ้ งการคาตอบหรือมีคาตอบอยใู่ นตวั คาถามแลว้
- เรียงถอ้ ยคาเพ่ือใหผ้ อู้ า่ นแปลความหมายไปในทางตรงขา้ มเพอื่ เจตนาเยาะเยย้ ถากถาง
- เรียงคาวลี ประโยค ท่ีมีความสาคญั เทา่ ๆกนั เคียงขนานกนั ไป

๓. การใช้โวหารภาพพจน์
คอื การพลิกแพลงภาษาท่ีใชพ้ ดู หรือเขียนเพื่อทาใหผ้ อู้ ่านเห็นภาพพจน์ไดอ้ ารมณ์ความรู้สึก หรือได้

ขอ้ คิดลึกซ้ึงชดั เจนเป็นพิเศษ มีอยู่ ๙ ลกั ษณะดงั น้ี
๓.๑ โวหารภาพพจน์แบบอปุ มาโวหาร เป็นการเปรียบเทียบของสองส่ิงท่ีมีลกั ษณะคลา้ ยกนั โดยใชค้ า

วา่ เหมือน ดงั เฉก เช่น ราว ประหน่ึง กล เป็นคาเชื่อมเพอื่ แสดงการเปรียบเทียบอยเู่ สมอ ดงั ตวั อยา่ ง
"พี่หมายปองนอ้ งดุจปองปาริกชาติ มณฑาไทเ้ ทวราชในสวนสวรรค์ "
(ท่ีมา : เพลงยาว เจา้ ฟ้าธรรมาธิเบศร)
"สิ้นแผน่ ดินสิ้นรสสุคนธา วาสนาเรากส็ ิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ"์
(ท่ีมา : นิราศภูเขาทอง)

๓.๒ โวหารภาพพจนแ์ บบอปุ ลกั ษณ์โวหาร เป็นการเปรียบเทียบเช่ือมโยงความคดิ หน่ึงกบั ความคิด
หน่ึงมกั มีคาวา่ เป็น คือ เป็นคาเชื่อม ดงั ตวั อยา่ ง

"....ลกู คอื ดวงใจของพ่อแม.่ ..." "....ชีวิตคอื การต่อสู้ ศตั รูคือยาชูกาลงั ..."
๓.๓ โวหารภาพพจน์แบบปฏิพากยโ์ วหาร เป็นการเปรียบเทียบโดยการใชค้ าตดั กนั หรือคาตรงกนั
ขา้ มกนั ดงั ตวั อยา่ ง

"....ตวั เป็นไทยใจเป็นทาส..." "...เธอหวั เราะท้งั น้าตา..." "...ถึงตวั ไกลใจยงั อยกู่ บั นอ้ ง..."
๓.๔ บุคคลวตั หรือบุคลาธิษฐาน เป็นการเปรียบเทียบโดยการสมมตุ ิสิ่งต่างๆ ใหม้ ีกิริยาอาการเหมือน
มนุษย์ มีอารมณ์ความรู้สึก ดงั ตวั อยา่ ง

"....ฟ้าร้องไห.้ ..." "...ทะเลครวญ..." "....ดวงตะวนั ยม้ิ แยม้ ..."
๓.๕ อวพจนห์ รืออติพจน์โวหาร เป็นการกล่าวเปรียบเทียบโดยการกลา่ วใหผ้ ดิ จากความเป็นจริง
ถา้ กล่าวเกินจริงเรียกวา่ อติพจน์ ถา้ กล่าวนอ้ ยกวา่ ความเป็นจริงเรียกวา่ อวพจน์ ดงั ตวั อยา่ ง

อติพจน์ = เหน่ือยสายตวั แทบขาด
อวพจน์ = มีทองเทา่ หนวดกุง้ นอนสะดุง้ จนเรือนไหว

การใชค้ าภาษากวี ภาษากวีเป็นกลุ่มคาพเิ ศษที่กวไี ดเ้ ลือกสรรหรือดดั แปลงมาสาหรับคาประพนั ธ์

โดยเฉพาะ ไมใ่ ชใ้ นภาษาสามญั ปกติทว่ั ไป การใชพ้ เิ ศษน้ีมีส่วนสาคญั ที่ทาใหค้ าประพนั ธ์น้นั สูงส่งสงา่ งาม

มีพลงั มีความหมายลึกซ้ึงตามท่ีกวรี ู้สึกทาใหค้ าประพนั ธ์บทน้นั มีความงดงามดว้ ยรสคา ดงั ตวั อยา่ ง

พระฝืนทุกขเ์ ทวษกล้า แกล่ครวญ

ขบั คชบทจรจวน จกั เพล้

บรรลพุ นมทวน เถื่อนท่ี น้นั นา

เหตุอนาถหนกั เอ้ อาจใหช้ นเห็น (ท่ีมา : ลิลิตตะเลงพา่ ย

เพ่ิมเติม : กวีเลือกใชค้ าเฉพาะในบทร้อยกรอง เช่น เทวษ บทจร พนม คช ซ่ึงเป็นภาษาที่ไมใ่ ช้

เป็นคาสามญั ในการสื่อสารในชีวติ ประจาวนั

๓.๖ สัทพจน์โวหาร เป็นโวหารที่สร้างภาพพจน์ โดยการใชค้ าเลียนเสียงธรรมชาติ ดงั ตวั อยา่ ง

เกือบรุ่งฝงู ชา้ งแซ่ แปร๋ นแปร๋ น

กรวดป่ ามาแกร๋นแกร๋น เกร่ินหยา้ น

ฮูมฮูมอุ่มอึงแสน สนน่ั รอบขอบแฮ

คึกคึกทึกสะเทือนสะทา้ น ถ่ินไมไ้ พรพนม

๓.๗ โวหารภาพพจน์แบบนามนยั

เป็นการใชค้ าหรือวลีซ่ึงบง่ ลกั ษณะหรือคณุ สมบตั ิของส่ิงใด สิ่งหน่ึงแทนอีกสิ่งหน่ึง คลา้ ยๆ

สญั ลกั ษณ์ แต่ต่างกนั ตรงท่ี นามนยั น้นั จะดึงเอาลกั ษณะบางส่วนของสิ่งหน่ึงมากล่าว ใหห้ มายถึงส่วน

ท้งั หมด ดงั ตวั อยา่ ง

เมืองโอง่ : จงั หวดั ราชบรุ ี

เมืองยา่ โม : จงั หวดั นครราชสีมา

ฉตั ร : กษตั ริย์

๓.๗ โวหารภาพพจน์แบบสัญลกั ษณ์ เป็นการเรียกชื่อสิ่งๆ หน่ึงโดยใชค้ าอื่นมาแทนไม่เรียก

ตรงๆ ส่วนใหญค่ าท่ีนามาแทนจะเป็นคาท่ีเกิดจากการเปรียบเทียบและตีความซ่ึงใชก้ นั มานานจนเป็นท่ีเขา้ ใจ

และรู้จกั กนั โดยทวั่ ไป ดงั ตวั อยา่ ง

เมฆ หมอก : อปุ สรรค

สีดา : ความตาย, ความชวั่

ดอกไม้ : ผหู้ ญิง

เพชร : ความแขง็ แกร่ง

รสทางวรรณคดีไทย

รสทางวรรณคดีที่ มีอยู่ ๔ ชนิด คือ เสาวรจนี นารีปราโมทย์ พิโรธวาทงั สัลลาปังคพไิ สย

๑) เสาวรจนี (เสาว ว. ดี, งาม. + รจนี ก. ตกแตง่ , ประพนั ธ์; ว. งาม) รสน้ีเป็นการชมความงาม

ชมโฉม พร่าพรรณาแลบรรยายถึงความงามแห่งนาง ท้งั ตามขนบกวเี ก่าก่อนแลในแบบฉบบั ส่วนตวั

ตวั อยา่ งเช่น

...หนุ่มนอ้ ยโสภาน่าเสียดาย ควรจะนบั วา่ ชายโฉมยง

ทนตแ์ ดงดง่ั แสงทบั ทิม เพริศพริ้มเพรารับกบั ขนง

เกศาปลายงอนงามทรง เอวองคส์ ารพดั ไม่ขดั ตา...

จากบทขา้ งตน้ เป็นการกลา่ วชมรูปโฉมของวิหยาสะกา ซ่ึงถูกสังคามาระตาสังหาร กลา่ ววา่ วหิ ยา

สะกาน้นั เป็นชายหนุ่มรูปงาม ฟันน้นั เป็นแสงแวววาวสีแดงราวกบั แสงของทบั ทิม ซ่ึงตดั รับกบั ควิ้ รวมท้งั

ปลายเสน้ ผมซ่ึงงอนงามข้นึ เป็นทรงสวยงาม รับกบั ทรวดทรงองคเ์ อวของวิหยาสะกา

๒) นารีปราโมทย์ (นารี น. หญิง + ปราโมทย์ น. ความบนั เทิงใจ, ความปล้ืมใจ, ปราโมช กว็ า่ ) คือ

การทาให้ "นารี" น้นั ปล้ืม "ปราโมทย"์ ซ่ึงรูปแบบหน่ีงก็คือ การแสดงความรักผา่ นการเก้ียวแล

โอโ้ ลมปฏิโลม. อนั คาวา่ "โอโ้ ลมปฏิโลม" น้ี ความหมายอนั แทจ้ ริงของคาก็คือ การใชม้ ือลูบไปตาม (โอ)้

แนวขน (โลมา) และยอ้ น (ปฏิ) ขนข้นึ มา เม่ือโอโ้ ลมไปมา ในเบ้ืองปลาย นารีก็จกั ปรีดาปราโมทย์ ในตอนท่ี

ศึกษา มีเพยี งแค่ตอนที่อิเหนากาลงั สั่งลาจากนางจินตะหรา ซ่ึงเมื่ออา่ นดูแลว้ บางทีอาจจะไมถ่ ึงกบั เป็นการ

โอโ้ ลมปฏิโลมเท่าใดนกั เพยี งจะจดั ไว้ ณ ท่ีน้ี เน่ืองเพราะเป็นบทที่แสดงถึงความรัก กล่าวคอื

เมื่อน้นั พระสุริยว์ งศเ์ ทวญั อสัญหยา

โลมนางพลางกลา่ ววาจา จงผนิ มาพาทีกบั พ่ชี าย

ซ่ึงสัญญาวา่ ไวก้ บั นวลนอ้ ง จะคงครองไมตรีไม่หนีหน่าย

มิไดแ้ กลง้ กลอกกลบั อภิปราย อยา่ สงกาวา่ จะวายคลายรัก

จากบทขา้ งตน้ กค็ ือบทที่อิเหนาไดบ้ อกกล่าวกบั จินตะหรา วา่ ตนไปก็คงไปเพยี งไม่นาน

ขอจินตะหราอยา่ ร้องไหโ้ ศกเศร้าเลย

๓) พิโรธวาทงั (พิโรธ ก. โกรธเกร้ียว ไมส่ บอารมณ์ + วาทงั น. วาทะ คาพูด) คือการแสดงความ

โกธรแคน้ ผา่ นการใชค้ าตดั พอ้ ต่อวา่ ใหส้ าใจ ท้งั ยงั สาแดงความนอ้ ยเน้ือต่าใจ, ความผิดหวงั , ความแคน้ คบั

อบั จิต แลความโกรธกริ้ว ตามออกมาดว้ ย เหมือนกลว้ ยกบั เปลือก. กวีมกั ตดั พอ้ และประชดประเทียดเสียด

แลสี เจ็บดงั ฝีกลางกระดองใจ อ่านสนุกดีไซร้แฮ!

ตวั อยา่ งของรสพิโรธวาทงั น้ีกม็ ีอยมู่ ากมาย ที่จะยกข้ึนมาเป็นตวั อยา่ งกจ็ ะมี

เมื่อน้นั พระผผู้ า่ นไอศูรยส์ ูงส่ง

ประกาศิตสีหนาทอาจอง จะณรงคส์ งครามก็ตามใจ

ตรัสพลางยา่ งเย้อื งยรุ ยาตร จากอาสน์แท่นทองผอ่ งใส

พนกั งานปิ ดมา่ นทนั ใด เสด็จเขา้ ขา้ งในฉบั พลนั ฯ

ในบทที่ยกมาน้ี เป็นตอนที่ทา้ วดาหาไดฟ้ ังความจากราชทูตของเมืองกะหมงั กุหนิง ที่กลา่ วไวว้ า่ ถา้

ทา้ วดาหาไม่ยอมยกบุษบาใหก้ บั วหิ ยาสะกา กข็ อใหเ้ ตรียมบา้ นเมืองไวใ้ ห้ดี เพราะเมืองกะ-หมงั กหุ นิงจะยก

ทพั มารบ เม่ือทา้ วดาหาไดฟ้ ังก็โกรธเดือดดาลทนั ใด จึงบอกไปวา่ จะมารบก็มา แลว้ กล็ ุกออกไปทนั ที

๔) สลั ลาปังคพไิ สย (สลั ล น. ความโศกโศกาเศร้าร่าน้าตานอง, ความเจ็บปวดแปลบ ๆ แลบแลน่

ในเน้ือใจ, การครวญคร่าราพนั ราพึง / สลั ลาป น. การพูดจากนั + องค์ น. บท, ชิ้น อนั , ตวั + พิไสย น.

ความสามารถ ฤาจะแผลงมาจาก วสิ ัย ซ่ึงแปลวา่ ธรรมชาติของส่ิงน้นั ๆ ฤาสันดาน ก็อาจเป็นได)้ คือ การ

โอดคร่าครวญ หรือบทโศกอนั วา่ ดว้ ยการจากพรากส่ิงอนั เป็นที่รัก. มีใชใ้ หเ้ กลื่อนกลน่ ไปในบรรดานิราศ

(ก. ไปจาก, ระเหระหน, ปราศจาก, ปราศจากความหวงั , ไมม่ ีความตอ้ งการ, หมดอยาก, เฉยอย)ู่ เน่ืองเพราะ

กวี อนั มีทา่ นสุนทรภนู่ าเร่ิดบรรเจิดรัศมีอยทู่ ่ีหนา้ ขบวน จาตอ้ งจรจากนางอนั เป็นที่รัก อกจึงหนกั แลครวญ

คร่าจานรรจ์ ประหน่ึงหายห่างกนั ไปคร่ึงชีวิต ในตอนน้ีก็มีเช่นกนั เป็นบทท่ีอิเหนากาลงั ชมนกชมไม้

ระหวา่ งจะไปดาหา

วา่ พลางทางชมคณานก โผนผกจบั ไมอ้ ึงมี่

เบญจวรรณจบั วลั ยช์ าลี เหมือนวนั พีไ่ กลสามสุดามา

นางนวลจบั นางนวลนอน เหมือนพีแ่ นบนวลสมรจินตะหรา

จากพรากจบั จากจานรรจา เหมือนจากนางสการะวาตี

แขกเตา้ จบั เต่าร้างร้อง เหมือนร้างหอ้ งมาหยารัศมี

นกแกว้ จบั แกว้ พาที เหมือนแกว้ พ่ที ้งั สามสัง่ ความมา

ฯลฯ

จากบทขา้ งบน จะเห็นไดว้ า่ อิเหนากาลงั โศกเศร้าอยา่ งหนกั จะเรียกวา่ อยใู่ นข้นั โคมา่ เลยก็วา่ ได้

เพราะไมว่ า่ จะมองอะไร กน็ ึกถึงแต่นางท้งั สามท่ีตนรัก อนั ไดแ้ ก่ จินตะหรา มาหยารัศมี และสการะวาตี

มองส่ิงใด กส็ ามารถเช่ือมโยงกบั นางท้งั สามไดห้ มด

แบบฝึ กท่ี ๑
เร่ือง วเิ คราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์

ให้นักเรียนพจิ ารณาบทประพนั ธ์ต่อไปนวี้ ่ามศี ิลปะในการประพนั ธ์อย่างไร โดยนาตัวเลือก ใส่หน้า

บทประพนั ธ์ให้ถูกต้อง

ก. อุปมา ข. อปุ ลกั ษณ์ ค. อติพจน์

ง. การเล่นคา จ. การเลน่ เสียงสมั ผสั ฉ. สทั พจน์

ช. สัมผสั ขา้ มวรรค ซ. การเลือกใชค้ าท่ีเหมาะแก่เน้ือเร่ืองและฐานะของบคุ คล ฌ. การซ้าคา

................ ๑. น้าเงินคือเงินยวง ขาวพรายช่วงสีสาอาง
ผวิ งามเรื่อเน้ือสองสี
ไม่เทียบเปรียบโฉมนาง

................ ๒. เรือครุฑยดุ นาคหิ้ว ล่ิวลอยมาพาผนั ผยอง
ร้องโห่เห่โอเ้ ห่มา
พลพายกรายพายทอง

................ ๓. รอนรอนสุริยโอ้ อสั ดง
ค่าแลว้
เรื่อยเรื่อยลบั เมรุลง นุชพ่ี เพยี งแม่
คลบั คลา้ ยเรียมเหลียว
รอนรอนจิตจานง

เร่ือยเรื่อยเรียมคอยแกว้

................ ๔. แกม้ ช้าช้าใครตอ้ ง อนั แกม้ นอ้ งช้าเพราะชม
เหมือนทกุ ขพ์ ท่ี ที่จากนาง
ปลาทุกทุกขอ์ กตรม

................. ๕. สมรรถชยั ไกรกาบแกว้ แสงแวววบั จบั สาคร

เรียบเรียงเคียงคูจ่ ร ดง่ั ร่อนฟ้ามาแดนดิน

.................. ๖. สุวรรณหงส์ทรงภู่ห้อย งามชดชอ้ ยลอยหลงั สินธุ์

เพียงหงส์ทรงพรหมมินทร์ ลินลาศเล่ือนเตือนตาชม

.................. ๗. เพียนทองงามดง่ั ทอง ไม่เหมือนนอ้ งห่มตาดพราย

กระแหแหห่างชาย ดงั่ สายสวาทคลาดจากสม

................ ๘. เรียมทนทุกขแ์ ตเ่ ชา้ ถึงเยน็
มาสู่สุขคนื เขญ็ หมน่ ไหม้
ชายใดจากสมรเป็ น ทุกขเ์ ทา่ เรียมเลย
จากคู่วนั เดียวได้ ทกุ ขป์ ิ้ มปานปี

................ ๙. พิศพรรณปลาวา่ ยเคลา้ คลึงกนั

ถวลิ สุดาดวงจนั ทร์ แจ่มหนา้

มตั สยายอ่ มพวั พนั พิศวาส

ควรฤพรากนอ้ งชา้ ชวดเคลา้ คลึงสม

................ ๑๐. แต่เชา้ เทา่ ถึงเยน็ กล้ากลืนเขญ็ เป็นอาจิณ
ไม่เหมือนพ่ีท่ีตรอมใจ
ชายใดในแผน่ ดิน

................ ๑๑. โนรีสีปานชาด เหมือนช่างฉลาดวาดแตม้ ลาย
ห่มตาดพรายกรายกรมา
ไม่เทา่ เจา้ โฉมฉาย

แบบฝึ กที่ ๒

จงบอกรสวรรณคดีไทยท่ีปรากฏในคาประพนั ธต์ ่อไปน้ี

๑. สตั วาน่าเอน็ ดู คอยหาคอู่ ยเู่ อกา

เหมือนพีท่ ่ีจากมา ครวญหาเจาเศร้าเสียใจ

.......................................................................................................................................

๒. สุวรรณหงส์ทรงภ่หู ้อย งามชดชอ้ ยลอยหลงั สินธุ์

เพยี งหงส์ทรงพรหมินทร์ ลินลาศเล่ือนเตือนตาชม

.......................................................................................................................................

๓. เรียมทนทกุ ขแ์ ตเ่ ชา้ ถึงเยน็

มาสู่สุขคนื เขญ็ หม่นไหม้

ชายใดจากสมรเป็ น ทกุ ขเ์ ทา่ เรียมเลย

จากค่วู นั เดียวได้ ทกุ ขป์ ิ้ มปานปี

.......................................................................................................................................

๔. งามทรงวงดงั่ วาด งามมารยาทนาดกรกราย

งามพริ้มยมิ้ แยม้ พราย งามคาหวานลานใจถวลิ

.......................................................................................................................................

แบบทดสอบหลังเรียนแบบฝึ กทักษะท่ี ๓
สืบสาววรรณศิลป์

คาชี้แจง นกั เรียนอ่านขอ้ คาถาม และคาตอบใหล้ ะเอียด แลว้ ทาเคร่ืองหมายกากบาท (  ) ทบั อกั ษร

ก, ข, ค หรือ ง ลงในกระดาษคาตอบที่ตรงกบั ตวั เลือกท่ีนกั เรียนเห็นวา่ ถกู ตอ้ งที่สุด

เพยี งขอ้ เดียว

๑. ขอ้ ใดมีการใชก้ ลวธิ ี การเล่นคา

ก. ยามสองฆอ้ งยามยา่ ทุกคืนค่ายา่ อกเอง

ข. งามพริ้มยม้ิ แยม้ พราย งามคาหวานลานใจถวิล

ค. สาลิกามาตามคู่ ชมกนั อยสู่ ู่สมสมร

ง. เสียงสรวลระร่ีน้ี เสียงแกว้ พ่ี ฤาเสียงใคร

๒. คาประพนั ธ์ขอ้ ใดไมม่ ีการใชค้ าไวพจน์

ก. พิศพรรณปลาวา่ ยเคลา้ คิดถึงเจา้ เศร้าอารมณ์

มตั สยายงั รู้ชม สมสาใจไมพ่ ามา

ข. ปลาเสือเหลือที่ตา เล่ือมแหลมกวา่ ปลาท้งั ปวง

เหมือนตาสุดาดวง ดูแหลมล้าขาเพราคม

ค. งามทรงวงดงั่ วาด งามมารยาทนาดกรกราย

งามพริ้มยม้ิ แยม้ พราย งามคาหวานลานใจถวลิ

ง. เพรางายวายเสพรส แสนกาสรดอดโอชา

อิ่มทกุ ขอ์ ่ิมชลนา อิ่มโศกาหนา้ นองชล

๓. ฉนั ทลกั ษณ์ขอ้ ใดใกลเ้ คียงกบั คาประพนั ธ์ท่ียกมามากที่สุด

“ รวยรินกลิ่นราเพย คดิ พี่เคยเชยกล่ินปราง

นงั่ แนบแอบเอวบาง ห่อนแหห่างวา่ งเวน้ วนั ”

ก. คชสีห์ทีผาดเผน่ ดูดง่ั เป็นเห็นขบขนั

ราชสีห์ท่ียนื ยนั คน่ั สองคูด่ ูยง่ิ ยง

ข. ปลากรายวา่ ยเคียงคู่ เคลา้ กนั อยดู่ ูงามดี

แตน่ างห่างเหินพ่ี เห็นปลาเคลา้ เศร้าใจจร

ค. นกแกว้ แจว้ แจ่มเสียง จบั ไมเ้ รียงเคียงคู่สอง

เหมือนพน่ี ้ีประคอง รับขวญั นอ้ งตอ้ งมือเบา

ง. เวรามาทนั แลว้ จึงจาแคลว้ แกว้ โกมล

ใหแ้ คน้ แสนสุดทน ทกุ ขถ์ ึงเจา้ เศร้าเสียดาย

๔.ขอ้ ใดมีการใชก้ ลวธิ ีการเล่นคา

ก. ยามสองฆอ้ งยามยา่ ทุกคนื ค่ายา่ อกเอง

ข. งามพริ้มยมิ้ แยม้ พราย งามคาหวานลานใจถวิล

ค. สาลิกามาตามคู่ ชมกนั อยสู่ ู่สมสมร

ง. เสียงสรวลระรี่น้ี เสียงแกว้ พี่ ฤาเสียงใคร

๕. การพรรณนาเน้ือความขอ้ ใดใชก้ ลวธิ ีแตกต่างไปจากพวก

ก. สาลิกามาตามคู่ ชมกนั อยสู่ ู่สมสมร

แต่พีน่ ้ีอาวรณ์ ห่อนเห็นเจา้ เศร้าใจครวญ

ข. มะลิวลั ยพ์ นั จิกจวง ดอกเป็นพวงร่วงเรณู

หอมมาน่าเอน็ ดู ชูชื่นจิตคิดวนิดา

ค. แมลงภู่คู่เคยี งวา่ ย เห็นคลา้ ยคลา้ ยน่าเชยชม

คดิ ความยามเมื่อสม สนิทเคลา้ เจา้ เอวบาง

ง. จาปาหนาแน่นเนื่อง คล่ีกลีบเหลืองเรืองอร่าม

คดิ คะนึงถึงนงราม ผิวเหลืองกวา่ จาปาทอง

๖. บทประพนั ธ์ขา้ งตน้ เป็นรสวรรณคดีใด

ก. เสาวรจนี ข. นารีปราโมทย์

ค. พิโรธวาทงั ง. สัลลาปังคพิไสย

๗. คาประพนั ธข์ อ้ ใดมีลกั ษณะเด่นท้งั ดา้ นวรรณศิลป์ และดา้ นสังคมมากท่ีสุด

ก. หางไก่วา่ ยแหวกวา่ ย หางไก่คลา้ ยไมม่ ีหงอน

คิดอนงคอ์ งคเ์ อวอร ผมประบ่าอา่ เอ่ียมไร

ข. เพียนทองงามดง่ั ทอง ไม่เหมือนนอ้ งห่มตาดพราย

กระแหแหห่างชาย ดง่ั สายสวาทคลาดจากสม

ค. ประยงคท์ รงพวงหอ้ ย ระยา้ ยอ้ ยหอ้ ยพวงกรอง

เหมือนอบุ ะนวลละออง เจา้ แขวนไวใ้ หเ้ รียมชม

ง. สาวหยดุ พทุ ธชาด บานเกล่ือนกลาดดาษดาไป

นึกนอ้ งกรองมาลยั วางใหพ้ ี่ขา้ งที่นอน

๘. “นวลจนั ทร์เป็นนวลจริง เจา้ งามพริ้งยง่ิ นวลปลา

คางเบือนเบือนหนา้ มา ไมง่ ามเจา้ เบือนชาย"

คาประพนั ธข์ า้ งตน้ น้ี ใชศ้ ิลปะในการแตง่ แบบใด

ข. เล่นคา ข. ใชค้ าซ้า

ค. สมั ผสั สระ ง. สมั ผสั อกั ษร

สตั วาน่าเอน็ ดู คอยหาคอู่ ยเู่ อกา

เหมือนพี่ท่ีจากมา ครวญหาเจาเศร้าเสียใจ

๙ .“เรือครุฑยดุ นาคหิ้ว ล่ิวลอยมาพาผนั ผยอง

พลพายกรายพายทอง ร้องโห่เห่โอเ้ ห่มา”

บทประพนั ธข์ า้ งตน้ เป็นโวหารภาพพจนใ์ ด

ก. อุปมา ข. อุปลกั ษณ์

ค. สัทพจน์ ง. อติพจน์

๑๐. ขอ้ ใดไม่ไดใ้ ชภ้ าพพจน์อปุ มา งามชดชอ้ ยลอยหลงั สินธุ์
ก. สุวรรณหงส์ทรงพู่หอ้ ย ลินลาศเล่ือนเตือนตาชม
เพียงหงส์ทรงพรหมินทร์ ขาวพรายช่วงสีสาอาง
ข. น้าเงินคือเงินยวง งามเรืองเร่ือเน้ือสองสี
ไม่เทียบเปรียบโฉมนาง งามมารยาทนาดกรกราย
ค. งามทรงวงดง่ั วาด งามคาหวานลานใจถวิล
งามพริ้มยม้ิ แยม้ พราย สนน่ั กอ้ งซอ้ งเสียงหวาน
ง. ดุเหวา่ เจ่าจบั ร้อง ปานเสียงนอ้ งร้องสั่งชาย
ไพเราะเพราะกงั วาน

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนแบบฝึ กทักษะท่ี ๓
สืบสาววรรณศิลป์

๑. ค
๒. ก
๓. ข
๔. ก
๕. ข
๖. ข
๗. ก
๘. ง
๙. ข
๑๐. ค

เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียนแบบฝึ กทักษะท่ี ๓
สืบสาววรรณศิลป์

๑. ข
๒. ก
๓. ค
๔. ข
๕. ก
๖. ง
๗. ข
๘. ข
๙. ค
๑๐. ข


Click to View FlipBook Version